บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บีบี-เอกนรี-วชิรบรรจง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 19 Feb 2020 10:43:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สืบเคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ Work-Life Balance จากสองสาวเก่ง ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ และ บี-เอกนรี วชิรบรรจง https://thestandard.co/tips-for-work-life-balance/ Wed, 19 Feb 2020 10:43:31 +0000 https://thestandard.co/?p=332786

ทุกวันนี้ชีวิตคนเมืองเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้อง ‘รับมือ’ มาก […]

The post สืบเคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ Work-Life Balance จากสองสาวเก่ง ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ และ บี-เอกนรี วชิรบรรจง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้ชีวิตคนเมืองเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้อง ‘รับมือ’ มากมาย ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก มลพิษ ฝุ่นละออง การจราจรที่ติดขัด และภัยสังคมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจ ก่อให้เกิดความเครียด บางคนนอนไม่หลับ และสุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาสุขภาพและผิวพรรณตามมา ทำให้สิ่งที่คนเมืองต้องทำนอกจากการ ‘รับมือ’ แล้ว ยังต้อง ‘รับฟัง’ เสียงของร่างกายและจิตใจให้มากขึ้นด้วย THE STANDARD มีโอกาสได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเคล็ดลับความงามและวิธี Work-Life Balance จากสองสาวเก่ง ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ และ บี-เอกนรี วชิรบรรจง ซึ่งเป็นหนึ่งใน Key Opinion Leader คนสำคัญของแบรนด์ THREE ที่จะมาช่วยตอกย้ำความสำคัญของการค้นหาสมดุลในชีวิตเพื่อการมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก เธอจะมีเคล็ดลับอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย 

 

 

ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ สาวร่างเล็กที่พกความเก่งกาจสไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในการทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทั้งอาชีพ Curator ภัณฑารักษ์อิสระ, ช่างภาพอิสระ และยังเป็นกรรมการสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หากใครติดตาม Instagram ของเธออยู่แล้ว จะทราบดีว่าไลฟ์สไตล์ในแบบของผ้าป่านเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา สะท้อนถึงพลังงานด้านบวกผ่านหลายสิ่งที่เธอทำ การจะทำอะไรได้ขนาดนี้แบบไม่มีวันหมดแพสชัน เธอทำได้อย่างไร ไปฟังคำตอบของเธอกันเลย 

 

“ป่านให้ความสำคัญเรื่องการดูแลอาหารการกินของตัวเองเป็นพิเศษ ส่วนตัวป่านจะมีปัญหาเรื่องการย่อย จึงต้องลดการทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อแดง และเน้นไปทานผักผลไม้เป็นหลัก ป่านจะไม่ดื่มน้ำอัดลมเลย เครื่องดื่มจะเลือกดื่มเป็นชาหรือไม่ก็น้ำเปล่า ช่วงนี้ป่านทำ IF (Intermittent Fasting) 8 ชั่วโมง จากการที่ป่านได้อ่านบทความจากคุณหมอชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าการปรับวิธีการทานอาหารเป็นแบบ IF จะสามารถป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ได้ด้วยค่ะ 

 

“ส่วนการดูแลตัวเองด้านผิวพรรณ ป่านให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวมากๆ เพราะป่านเป็นคนผิวแห้ง ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวป่านจึงเป็นสกินแคร์ประเภทออยล์ต่างๆ เช่น น้ำมันนวดหน้า น้ำมันล้างหน้าหรือเครื่องสำอาง วันไหนถ้าต้องออกงาน ป่านจะใช้วิธีมาสก์หน้าก่อนสัก 10 นาที แล้วโบกด้วยครีมบำรุงตาม จะช่วยให้ผิวของป่านมีความชุ่มชื้นมากขึ้น 

 

 

“ส่วนเรื่องความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน เอาจริงๆ ป่านไม่เคยหนีความเครียดเลย ความเครียดที่น่ากลัวคือเราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังเครียดอยู่ พอมารู้ตัวอีกทีก็เครียดไปแล้ว ส่งผลต่อร่างกายคือร่างกายพัง เราก็รู้ตัวนะว่าถึงเวลาที่ต้องแบ่งเวลาในการดูแลตัวเอง ต้องออกกำลังกาย ต้องทำสมาธิ และหัดอยู่กับตัวเอง ฝึกจิตกับลมหายใจไปด้วย มันคือวิธีบาลานซ์ตัวเองที่ได้ผล ป่านว่าการฟังเสียงของร่างกายตัวเองจะช่วยให้เราฟื้นคืนพลังขึ้นมาได้ 

 

 

“สำหรับป่าน ภาพลักษณ์ ความดูดี มันก็สำคัญในแง่ที่ว่ามันเป็นสิ่งที่คนจะเห็นเราเป็นอย่างแรก เรียกว่าเป็น First Impression เมื่อเราปรากฏตัวต่อหน้าคนอื่น เราต่างก็มีภาพลักษณ์ในแบบของเรา แต่ป่านคิดว่าภาพลักษณ์เหล่านั้นไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่เราต้องดูแลและบาลานซ์ให้ได้คือสิ่งที่อยู่ข้างในใจของเรามากกว่า ถ้าถามว่าความสวยหล่อของคนมันมีความหมายไหม สำหรับป่านความสวยหล่อคือการที่คุณดูแลตัวเองทั้งภายในและภายนอก มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์หรอก แต่มันอยู่ที่เสน่ห์ที่สื่อออกมาผ่านทางคำพูด ตัวตน สิ่งที่คุณเป็น และความคิดของคุณ”

 

 

อีกหนึ่งสาวตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็น Working Women ไม่แพ้กันคือ บี-เอกนรี วชิรบรรจง เธอคือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง นั่นเอง หลังกลับจากเมืองนอก เธอก็มาลุยงาน Line Producer ทันที แม้งานจะยุ่งแค่ไหน แต่ก็ไม่ลืมดูแลตัวเองเป็นอย่างดีในทุกมิติ

 

“การดูแลตัวเองเรื่องการกิน ต้องบอกว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนอยู่ออสเตรเลียจะเป็นสายกินคลีนเลยค่ะ แล้วก็ออกกำลังกายเยอะมาก บีชอบแสงแดดมาก อยู่เมืองนอกนี่จะขี่จักรยานไปทำงานตลอด พอกลับมาอยู่เมืองไทยก็มีงานในวงการบ้าง เช่นงานถ่ายแบบต่างๆ ทำให้ต้องหันกลับมาดูแลผิวหน้ามากขึ้น ส่วนเรื่องอาหาร ด้วยไลฟ์สไตล์ที่มีความเร่งรีบแบบคนเมือง ก็จะเน้นง่ายๆ แบบ Grab & Go ด้วยความที่แต่ก่อนออกกำลังกาย เลยรู้เรื่องโภชนาการอาหารค่อนข้างเยอะ เวลาจะเลือกทานอะไร ก็จะเลือกเฉพาะสิ่งที่ไม่ทำร้ายร่างกาย นอกจากเรื่องอาหารแล้วยังต้องจัดสรรเวลาชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องการนอนก็สำคัญ 

 

 

“วิธีบาลานซ์ชีวิตในแบบของบี จะพยายามหาเวลาให้ตัวเอง บีเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเขาบอกว่า Let’s yourself be bored for a while เราควรปล่อยให้ตัวเองว่างบ้าง แล้วทำอะไรสนุกๆ เช่นคุยกับหมา หรือทำอะไรก็ได้ที่สบายใจ ช่วยให้จิตใจไม่ว้าวุ่น” 

 

 

ภาพ: Courtesy of Brand, @Pahparnsirima, @bewachi/ Instagram 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สืบเคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ Work-Life Balance จากสองสาวเก่ง ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ และ บี-เอกนรี วชิรบรรจง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิตคือการเติบโตไปตามลม บทสรุปหนึ่งปีของ ‘บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง’ https://thestandard.co/aknaree-wachirabunjong/ Fri, 13 Dec 2019 09:30:32 +0000 https://thestandard.co/?p=312243 บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

31/08/2562 : 08.00 PM    ภายในเต็นท์สีขาวของค […]

The post ชีวิตคือการเติบโตไปตามลม บทสรุปหนึ่งปีของ ‘บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

31/08/2562 : 08.00 PM 

 

ภายในเต็นท์สีขาวของค่ำคืน Elle Fashion Week 2019 ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ แสงไฟสปอตไลต์เริ่มดับลง และโชว์ของแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่มีชื่อว่า Landmee ได้เริ่มขึ้นโดยมี พลอย เฌอมาลย์ เป็นคนเดินเปิดโชว์ นอกเหนือจากบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยผู้ชมที่มารอชมแบรนด์ สิ่งที่เราได้เห็นคือลุคของสาว Landmee ที่ดูเปลี่ยนไป เธอมากับเพลงร็อกยุค 70 ไม่ว่าจะเป็น เดวิด โบวี, แวน เฮเลน, มาร์ก โบแลน และอีกมากมาย เหล่านางแบบในลุคแกลมร็อกได้เดินสับตามจังหวะเพลงและเสื้อผ้าที่จัดจ้านผิดตา และใน After Party เล็กๆ ของแบรนด์ที่รูฟท็อปบาร์แห่งหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับ ‘บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง’ นางแบบผมสั้นหนึ่งเดียวของโชว์ และแน่นอน เธอมานั่งร่วมโต๊ะด้วยเมกอัพลุคสายฟ้าฟาดของ เดวิด โบวี 

 

หลังจากนั้นไม่นาน ไม่ว่าจะแบรนด์ไทยหรือแบรนด์นอก นิตยสารไทยหรือเทศต่างพากันดึงตัวเธอไปร่วมงานในฐานะนางแบบที่น่าจับตามองของวงการ แต่ก่อนหน้านั้นบีบีไม่ใช่นางแบบหน้าใหม่หรือใครที่ไหน เธอคือลูกสาวคนโตของผู้กำกับ และร็อกสตาร์ในตำนานอย่าง อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก่อนจะก้าวสู่เบื้องหน้าในทุกวันนี้ บีบีทำงานเป็นเบื้องหลังในฐานะผู้จัดละครแห่งปี ไม่ว่าจะเป็น ‘กรงกรรม’ หรือภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ ‘นาคี 2’

 

เช้าวันหนึ่งในช่วงปลายปี และวันที่กรุงเทพฯ อากาศเย็นเป็นพิเศษ THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยถึงความรู้สึกก่อนจะบอกลาปี 2019 บทสนทนาของมนุษย์ Gen Y สองคนที่คุยกันเรื่องอาชีพ ความสนใจ ความเปลี่ยนแปลง เบญจเพส และชีวิตโดยรวมราวกับว่าพวกเราสองคนผ่านชีวิตมาเยอะแล้วอย่างไรอย่างนั้น

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

เป็นอย่างไรบ้างปี 2019 ที่ผ่านมา

ปี 2019 เราว่าเราเปลี่ยนไปเยอะ เพราะหนึ่ง เราได้ลองอาชีพใหม่จากที่เราไม่คิดว่าเราจะได้ทำ จริงๆ ก็ไม่ถึงกับใหม่เพราะเราเคยทำมาบ้างตอนเด็กๆ กับพ่อแม่ แต่ว่าด้วยตัวเองยังไม่เคย มันเลยเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเรามาก เราเห็นโลกของวงการบันเทิงอีกมุมหนึ่ง แน่นอนเลยคือเปลี่ยนแนวคิด วิธีการใช้ชีวิต เพราะมันเป็นอาชีพที่เราไม่เคยลองมาก่อน มันขัดกับเบื้องหลัง ทำงานเบื้องหน้ากับเบื้องหลังมันไม่เหมือนกัน เราก็เลยว่าเราชินเบื้องหลัง พอมาทำเบื้องหน้าจริงๆ รู้สึกว่ายากมาก 

 

แล้วชอบอะไรมากกว่ากัน เบื้องหลังหรือเบื้องหน้า

มันคนละแบบ มันเทียบกันไม่ได้

 

งั้นขอถามใหม่ คิดว่าตัวเองเป็นคนเบื้องหลังหรือเบื้องหน้า 

ถ้าไลฟ์สไตล์เบื้องหลังแน่นอน แต่ถามว่าถ้าทำเบื้องหน้าได้ไหม ทำได้ แล้วก็ชอบด้วยนะ สนุกดี แต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆ เราคงทำเบื้องหลังมากกว่า เอางานเบื้องหลังเป็นหลักแน่นอน เบื้องหน้าถ้ามีโอกาสได้ทำ แล้วไม่ชนกับเบื้องหลังเราก็จะรับ

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

แล้วมาเดินแบบใน Landmee และ Elle Fashion Week ได้อย่างไร 

ป้าตือคือคนแรกที่ชวน แต่ช่วงหนึ่งเราหายไป แล้วเพื่อนก็ชวนมาเดินแบบ Landmee บวกกับไปเจอพี่เคธี่ (@katieismonster) เขาอยากให้เรามาเป็น Muse ของแบรนด์ เราก็แบบ ได้หรอพี่ เพราะ Landmee เป็นแบรนด์ที่เรารู้สึกว่าไม่มีทางที่จะได้เดินหรือร่วมงานแน่นอน เพราะมันผู้หญิงมาก เราคิดว่าเราหญิงไม่พอ เราสวยไม่พอที่จะเป็นผู้หญิง Landmee หรือแบรนด์ใดๆ ที่มีความเป็นผู้หญิงเยอะ ปรากฏว่าพี่เคธี่บอกว่าคอลเล็กชันใหม่ที่เขากำลังมองมันเป็นคอลเล็กชันที่แปลกจากที่ผ่านมา มีความร็อกยุค 70-80 เราก็มา ถ้าพี่คิดว่าได้ หนูก็ได้ 

 

แล้วมาเจอป้าตืออีกทีตอนงานแถลงข่าว ก็เลยได้มาเดินโชว์ 25×25 ซึ่งเป็นโชว์เปิดงาน เราก็งงอีกเพราะเห็นรายชื่อนางแบบแต่ละคน เราก็เด็กใหม่อยู่คนเดียว ที่เหลือคือมืออาชีพ ชุดก็เดินยาก เป็นชุดเดรสยาวและรองเท้าส้นตึก เพราะปกติเราใส่แต่กางเกงและรองเท้าผ้าใบ เราเลยไปซ้อมกับทีม Landmee ทุกวัน ให้เขาช่วยเกลาให้ และอีกแบรนด์ที่รับคือ Greyhound แต่ไม่ค่อยกังวลเท่าไร เพราะเป็นแนวที่เราถนัด แต่ Landmee คือใหม่มาก กังวลมาก โดนติหลายรอบมากเพราะไม่ชินส้นสูง และไม่คิดว่าจะเดินบนส้นสูงได้ แต่ต้องออกงานเลยต้องกลับมาใส่ แต่ก็สนุกมาก Push Limit ตัวเองดี ก็นึกในใจ เอ๊ะ ก็เดินได้นี่หว่า 

 

ขอถามย้อนไปถึงตอนที่บีเรียนอยู่มหาลัยที่เมลเบิร์น 

เราเคยจะสมัคร Permanent Resident ที่นั่นด้วย แต่ขาดไป 5 คะแนน 

 

เหมือนกัน เราก็อยากไปอยู่ที่นั่น เราชอบเมลเบิร์นมากกว่าซิดนีย์อีก

แปลกนะ เราไม่ค่อยเจอคนชอบเมลเบิร์น มีแต่คนชอบซิดนีย์ 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

เข้าเรื่องก่อน…ชีวิตที่โน่นกับที่นี่แตกต่างกันไหม 

ต่างกันมาก เพราะว่าที่โน่นมันเป็นวัยเรียน มันก็เลยมีความชิล เราใช้ชีวิตแบบตามใจตัวเองมาก ตอนนี้ก็ยังตามใจอยู่ แต่ความรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้นเอง รับผิดชอบในช่วงเรียนและช่วงทำงานมันก็ไม่เหมือนกัน ตอนเรียนเรามีเป้าหมายที่แน่วแน่อยู่แล้วคือต้องเรียนให้จบ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ผ่านคอร์สนี้ แต่พอมาทำงาน จุดมุ่งหมายของเรามันต่างกัน เพราะว่าจบเรื่องหนึ่งก็จะมีต่อมาเรื่อยๆ มันเหมือนคอร์สเรียนที่ไม่มีวันจบ มันเลยต่างกัน ความรับผิดชอบในการใช้ชีวิตมันเลยเพิ่มขึ้น ยิ่งเราได้รับงานหลายๆ แบบ อย่างเช่นเดินแบบ ถ่ายแบบ กับถ่ายเบื้องหลัง โคตรต้องจัดการชีวิตตัวเองดีๆ เลย ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะตีกันหมดเลย 

 

คัลเจอร์ช็อกไหมตอนจบมาแรกๆ ปรับตัวยากไหม

เราไม่ช็อกนะ เพราะชีวิตเราโคตรอิมโพรไวส์เลย อะไรเข้ามาก็เปิดรับหมด ตอนแรกอาจจะไม่ชินบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับพลิกขนาดนั้น เพราะว่าอยู่ที่โน่นเราก็มีช่วงหนึ่งเป็นคนบ้าออกกำลัง ชีวิตจะเป๊ะมาก ตื่นตีห้าออกกำลัง เจ็ดโมงเช้าใช้ชีวิต กลางคืนรีบนอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่อยู่ที่นี่ต้องตื่นเช้า กลับดึก เราว่าเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตขนาดนั้น ในการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เป็นคนจัดตาราง ถ้ามีอะไรเข้ามาคือต้องเป๊ะ แต่มันอาจจะยากขึ้นเพราะมีความรับผิดชอบของครอบครัวเข้ามาด้วย ทำงานอยู่ดีๆ อยากโผล่ก็โผล่มา เราก็ต้องรับมันให้ได้ ปรับไปตามสภาพมากกว่า มันต้องทำก็คือต้องทำ

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

ไปเรียน Fine Art มาใช่ไหม

ใช่

 

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนศิลป์ ไม่ใช่คนวิทย์

ตั้งแต่ประถมศึกษาเลย ป.2 ป.3 ก็รู้ตัวแล้วว่าเราไม่เอาสาขาวิชาการแน่ๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ปลูกฝังให้เราเป็นสายอาร์ตตั้งแต่เด็ก ตอนเราเข้ากองก็รู้สึกเอ็นจอยกับชีวิตแบบนี้มากกว่า เราชอบวาดรูป เราชอบงานศิลปะ ชอบการ์ตูน ตอนเด็กๆ ใครๆ ก็ชอบการ์ตูนแหละ แต่เราเห็นการ์ตูนไม่ได้แค่ความสนุก เราเห็นการผลิตของเขา อย่างเช่นพวกตุ๊กตาหุ่นเชิด เบื้องหลังเขาคืออะไร การผลิตตัวละครตัวหนึ่ง หรือลายเส้นของการ์ตูน เขาวาดอย่างไร เราก็ฝึกตามเขา เราอยากวาดให้สวยแบบเขา เราอยากทำงานแบบนี้ เราเลยรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้น เราเลยไม่เอาวิชาการและขอแม่ไปเรียน เพราะรู้ว่าถ้าอยู่ไทยยังไงสายวิชาการเขาเด่นกว่า 

 

แล้วทำไมถึงต้องไปเรียน Fine Art

เรารู้ว่าเราชอบศิลปะ พอจบมา เข้าคอร์สพื้นฐานของมหาวิทยาลัย เขาให้เลือกวิชา เราเลือกดีไซน์อันดับแรก เพราะตอนเราเรียน High School ดีไซน์เราโคตรดีเลย ก็คงเข้าดีไซน์แหละ แต่พอตัวที่ 2 ที่ต้องเลือกมี Fashion Photo และ Fine Art Photo ก็ลองเสี่ยงดู เพราะครูบอกว่าน่าจะเข้าได้ ปรากฏติด Fine Art Photo ก็งงอยู่เหมือนกัน เราใส่ไปก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แต่พอเข้าไป อันนี้คือคัลเจอร์ช็อกจริง เพราะมันเป็นโฟโต้ในแบบที่เราไม่เคยรู้ มันสอนให้เรามองวัตถุอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้มองเพื่อความสวยงาม แต่มองเพื่อสื่ออะไรบางอย่างจากสิ่งสิ่งนี้ ให้คนดูได้รู้ได้เห็นจุดมุ่งหมายของเราในการทำ จุดประสงค์ ความหมาย ซึ่งมันไม่ใช่แค่การมองเพื่อถ่ายเพื่อความสวยงาม แต่เราต้องคิดว่าถ่ายอย่างไร คนฟังคือใคร มันเป็นงานที่ละเอียดทางด้านความคิด ในด้านการประมวลผล 

 

แล้วยิ่งปีหนึ่งเข้ามาคืองงมาก ไม่เข้าใจคำว่า Fine Art แล้วเราหัวดำอยู่คนเดียว เวลาเพื่อนคุยกันเราก็…คืออะไรนะ แต่พอปีสองปีสามได้เห็นงานมากขึ้น ได้คุยกับครูมากขึ้น ครูก็จะช่วยให้ไอเดียเราเป็นรูปเป็นร่าง ว่าแบบนี้คือ Fine Art นะ แล้วค่อยมาเข้าใจอีกทีตอนจบปีสาม แล้วงานก็ออกมาดีมาก แต่เราเสียดายที่ปีหนึ่งเราน่าจะผลิตงานออกมาได้ดีกว่านี้ เราเลยอยากสานต่อ Fine Art นี้ เพราะเราชอบมุมมอง นิยามของมันที่ทำให้เราได้คิดได้ลึกขึ้น ได้มีโอกาสได้รู้จักพี่ๆ ที่จบ Fine Art มา ได้คุย ได้ศึกษา ได้มุมมองที่เราเพิ่งค้นเจอ เราเพิ่งเริ่มต้นปีหนึ่งใหม่

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

เราเรียน Fine Art มา แต่พอมาทำที่บ้านในฐานะคนทำละครทีวี ซึ่งเป็น Applied Art มันจะแหม่งๆ ไหม 

ใช่ มันไม่ใช่ Fine Art โดยตรง แต่ที่เรามีความสุขกับ Fine Art เพราะว่ามันสอนให้เรามองเห็นอะไรที่สื่อความหมาย ซึ่งมันเอามาประยุกต์ใช้กับงานที่เราทำอยู่ได้ โชคดีมากที่มันเป็นศาสตร์เดียวกัน แต่วิธีการทำอาจจะไม่เหมือนกัน เราจึงสามารถเอากระบวนความคิดของ Fine Art มาใช้ในโปรดักชันเราได้ ในการสื่อมุมมองของภาพ เอามาใช้ได้หมดเลยในละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนที่ใช้ภาพสื่อความหมายและอารมณ์ แต่ของเขาเป็นภาพขยับ แต่เราเป็นภาพนิ่ง 

 

อย่างเรื่อง ‘กรงกรรม’ มีสักฉากไหมในกรงกรรมที่เป็นผลงานของเรา

กรงกรรม คือเรื่องแรกที่เราเข้าไปทำ ก็มีเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเสนอคุณพ่อไป พ่อก็เอามาปรับใช้มากกว่า ไม่ได้แบบ นี่ไอเดียฉัน เราก็หยอดไปเรื่อยๆ ถ้ามันเวิร์กเขาก็ซื้อ 

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

ชีวิตปีนี้ดูขึ้นๆ ลงๆ เยอะเหมือนกัน เชื่อเรื่องเบญจเพสไหม

ตอนแรกไม่เชื่อนะ เพราะตอนแรกๆ มันมาโอเคทั้งปีเลย แต่ถ้าให้มองอีกที ในด้านดีมันก็ดีทั้งปี แต่ถ้าให้มองด้านไม่ดีบ้าง ก็มีส่วนที่เราคิดว่าหรือมันอาจจะเป็นเพราะเบญจเพส แต่เราก็ไม่อยากไปโทษอายุทั้งหมด หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราเจอทุกครั้ง ปีหน้าเราอาจจะเจออีกก็ได้ หรือทั้งชีวิตเรา มันไม่มีใครดีทั้งชีวิตหรอก แต่บางทีเราอาจจะมองแต่ด้านดี ไม่ได้มองด้านไม่ดี พอเจอด้านไม่ดีเราก็ไปโทษเบญจเพส 

 

อะไรสอนให้เรามองชีวิตเป็นกลางขนาดนี้

อย่างแรกคือคำสอนของพ่อและแม่ที่เขาสอนเราทุกวัน อย่างที่สองน่าจะมาจากหนังสือที่เราได้อ่าน เพราะน้องชายเราเคยบอกว่าชีวิตมันเปลี่ยนได้เพราะหนังสือ เราก็เลยลองไปอ่านพวก Self-Improvement มันได้อะไรมากขึ้น เรานิ่งขึ้น เรามองเห็นโลกมากขึ้น เล่มแรกที่เปลี่ยนชีวิตคือ ‘Don’t Sweat the Small Stuff’ เกี่ยวกับเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้ชีวิต ที่ประมวลมาแล้ว 50 ข้อ ข้อละไม่กี่หน้า แต่กินใจมาก พอเราเอามาใช้แล้วเห็นข้อนั้นๆ มากจากหนังสือ มันจะช่วยดึงสติเราได้ จากเมื่อก่อนเป็นคนไม่อ่านหนังสือ จนมาตอนนี้ก็อ่านมากขึ้น 

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

เหมือนบีติดครอบครัวมาก ทำงานก็ทำกับที่บ้าน โตก็โตมากับที่บ้าน อะไรคือสิ่งที่เราคิดว่าเราได้จากครอบครัว 

ทุกอย่างในชีวิตเราได้มาจากครอบครัวหมดเลย ทั้งความรัก การงาน มาจากครอบครัวหมด เราเริ่มทุกอย่างจากตรงนั้น แล้วเราก็จะอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ ถึงสักวันเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว แต่อย่างไรครอบครัวก็ยังเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่เราขาดไม่ได้ จะครอบครัวหลักหรือญาติพี่น้องก็ตาม มันซัพพอร์ตเราทางใจ เป็นอะไรที่เราขาดไม่ได้

 

จากการที่เราได้ทำงานกับคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคงมี Generation Gap พอตัว เรามีวีธีแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานอย่างไร

ค่อยๆ ซึมมากกว่า แล้วค่อยแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ผิดนะ อย่างเช่นเรามีโปรเจกต์อะไรอยากทำ เราก็เสนอ พอเขาบอกทำไม่ได้หรอก แล้วมันทำได้จริง แล้วมันเข้าถึงคนสมัยนี้ได้มากกว่า เราต้องทำให้เขาเห็นให้ได้ เพราะว่ายังไงเราก็เป็นเด็ก เมื่อก่อนเราอาจจะมีคำถาม โผงผางตามเด็กที่จบนอก อาจจะถูกมองว่าก้าวร้าว เราก็เรียนรู้ที่จะถ่อมตน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องยอมรับด้วยว่าละครไทยเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามานาน ระบบมันก็ยังเป็นแบบเดิมอยู่ เราจะมาหักดิบสร้างละครสมัยใหม่เลยไม่ได้ เพราะคนยังเสพละครไทยแบบเดิมอยู่ เราคือคนรุ่นระหว่างกลาง ตอนนี้เท่าที่ทำได้คือผสมผสานกับคนรุ่นเขา ตอนนี้คนรุ่นเราก็เริ่มกลับมาดูละครแล้ว เราฟังเขา เขาฟังเรา ปรับๆ กันไป

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

ในฐานะคนเบื้องหลัง แล้วสักวันหนึ่งเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการบันเทิงบ้านเรา

อยากให้เบื้องหลังทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องการพักผ่อน เราควรเห็นค่าเรื่องเวลามากขึ้น นักแสดงและทีมงานต้องมีเวลาพักอย่างน้อย 12 ชั่วโมง พอทำงานพัก เบรก ทุกคนทำงานตรงต่อเวลา สุขภาพจิตก็น่าจะดี

 

มีอะไรที่อยากทำอีกหรือเปล่า

ไม่รู้เลย เพราะอย่างที่บอกเราไม่มองเป้าหมายในชีวิต อะไรมาก็คือมา อย่างปี 2019 ใครจะคิดว่าจะได้เดินแบบ go with the flow มาก เราเพิ่งมาค้นพบว่าตอนที่เรากลับมาเมืองไทยชีวิตเอาแน่เอานอนไม่ได้ จากตอนแรกวางตารางวันหยุดไว้ พอมันมาเรื่อยๆ วันหยุดของฉันก็กลายเป็นวันทำงาน ไม่เป็นไร ก็ไปทำ ไม่ได้เสียหาย มันคงมีสักวันแหละที่เราอยากนั่งโง่ๆ ดูทีวีอยู่บ้าน ก็เลยไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากทำอะไร เอาแค่ทำแต่ละวันให้มันรอด ให้มันดีก็พอ

 

แล้วถ้าได้จัดละครเอง เขียนบทเอง เล่นเอง จะเป็นละครแบบไหน

เราว่าน่าจะเป็นคอเมดี้ เราเป็นคนใช้ชีวิตไร้สาระ ชิล ถึงจะเครียดแต่ก็ยังชิล ไม่ใช่ดราม่าแน่ๆ ผจญภัยก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเรามีสีสัน

 

บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ชีวิตคือการเติบโตไปตามลม บทสรุปหนึ่งปีของ ‘บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนรี วชิรบรรจง ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘กรงกรรม’ จากสิ่งที่ ‘พ่อแม่’ สร้างและทำให้เห็นในกองถ่าย https://thestandard.co/bb-wachirabanjong/ Fri, 26 Apr 2019 16:21:51 +0000 https://thestandard.co/?p=239855 เอกนรี วชิรบรรจง

    ถ้าบอกว่า กรงกรรม คือละครที่กำลังโด่งดังแ […]

The post เอกนรี วชิรบรรจง ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘กรงกรรม’ จากสิ่งที่ ‘พ่อแม่’ สร้างและทำให้เห็นในกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนรี วชิรบรรจง

 

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

ถ้าบอกว่า กรงกรรม คือละครที่กำลังโด่งดังและเป็นกระแสมากที่สุดในโมงยามนี้ก็คงไม่ผิด แต่ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดี อีกหนึ่งแง่มุมที่ บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง ลูกสาวคนโตและทายาทซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเข้ามาสานต่องานเบื้องหลังของพ่อแม่ในตำแหน่ง ‘มินิโปรดิวเซอร์’ ได้เรียนรู้กลับไม่ใช่แค่เพียงทักษะการจัดการกองถ่าย แต่มันกลายเป็นบทเรียนแห่งความสำเร็จที่แลกมาด้วยอาการป่วยแบบกะทันหันของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้เป็นพ่อ ขณะกำกับละครอยู่กลางกองถ่าย กรงกรรม จนต้องส่งตัวไปรักษาด่วนที่โรงพยาบาล และจุดนั้นเองที่เป็นอีกบทเรียนให้เธอได้รู้ว่านอกจาก ‘งานถ่ายละครจะเป็นศิลปะร่วม’ ดังคำสอนที่พ่อมักจะพูดไว้เสมอ บางที ‘ศิลปะของการบาลานซ์ระหว่างงานและชีวิต’ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เธออยากสื่อสารกลับไปถึงผู้เป็นพ่อด้วยเช่นกัน

หนึ่งวันในกองถ่าย เราไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไรบ้าง ฝนฟ้าอากาศ ลมแรง ถ่ายไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นถ่ายในอินดอร์ สิ่งเหล่านี้เราไม่มีทางรู้เลย หน้าที่นี้มันหนักจนคุณพ่อล้มป่วย ขณะเดียวกันเราก็มองว่างานผู้จัดละครเป็นอีกบทบาทที่ท้าทาย ต้องเป็นนักจัดการ ต้องเป็นนักประสาน ต้องไปดีลกับผู้หลักผู้ใหญ่ของสถานี  

ก่อนเข้ามารับงานในตำแหน่งที่คุณเรียกมันว่า ‘มินิโปรดิวเซอร์’ คุณสนใจงานเบื้องหลังละครตั้งแต่เมื่อไร สนใจมันแค่ไหน

ความจริงบีเข้ากองถ่าย คุ้นเคยกับกองถ่ายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ เหมือนเราซึมซับไปเรื่อยๆ เราคุ้นเคยกับทุกคนในกองถ่ายเหมือนเป็นคนในครอบครัว เพียงแต่ กรงกรรม เป็นเรื่องแรกที่คุณแม่ (ธัญญา วชิรบรรจง) ได้มอบหน้าที่ให้กับเราในการทำหน้าที่คล้ายๆ มินิโปรดิวเซอร์ให้กับบริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด หน้าที่ก็มีหลายอย่างตั้งแต่ออกกองถ่ายทำยันรายละเอียดหลังละครถ่ายจบ ที่สำคัญคือ กรงกรรม เป็นละครที่ค่อนข้างยาว ถ่ายทำกัน 8-9 เดือน ทำงานกันอย่างเข้มข้น มันคือการที่เราไปอยู่กับชาวบ้านในหมู่บ้านของตำบลหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้ได้เห็นชีวิตจริงๆ ได้สัมผัสวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมันน่าสนใจ

 

ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่อง กรงกรรม เพราะเป็นละครที่ให้อะไรกับคนดูมากๆ กรงกรรม เป็นละครที่สะท้อนความเป็นมนุษย์สูง ละครทุกเรื่องของคุณพ่อจะแฝงคำสอนและข้อคิดต่างๆ ไว้ให้กับคนดู แต่ในเวลาเดียวกันคุณพ่อก็อยากให้คนดูสนุกด้วย  

 

ที่สำคัญมันเป็นละครที่สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับบุญกรรมทั้งหมด กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง ทำดีกันไว้เถอะ การให้อภัยมันเป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่คนเราควรทำมากที่สุด เพราะตอนนี้ทุกอย่างในสังคมเต็มไปด้วยการแข่งขัน มีชนชั้น แบ่งฐานะ ซึ่งตัวบีเองไม่ชอบ เพราะเราเคยไปเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ที่นั่นทุกคนเท่าเทียมกัน คนเก็บขยะเงินเดือนเท่าพนักงานออฟฟิศ ทุกอาชีพมีเกียรติหมด เพราะทุกคนคือมนุษย์

 

น่าสนใจเหมือนกันนะว่าในเมื่อมีคุณแม่เป็นผู้จัดละคร มีคุณพ่อเป็นผู้กำกับ จริงๆ แล้วคุณชอบทางสายไหนมากกว่ากัน

เมื่อก่อนอยากเป็นผู้กำกับ เพราะเห็นคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ อีกอย่างเรารู้สึกว่างานโปรดิวเซอร์ไม่ใช่สายเรา เพราะเราเป็นสายไม่ออร์แกไนซ์ เป็นสายลุย ชอบคลุกคลีอยู่กับคน แต่พอเราลงมาลุยงานผู้จัดละครจริงๆ ก็พบว่าสนุกไปอีกแบบ เราได้คุมงานอีกแบบซึ่งต่างจากผู้กำกับ ถึงแม้ว่างานผู้กำกับจะหนักกว่าก็เถอะ

 

คุณพ่อเคยให้นิยามของผู้กำกับไทยว่าเป็นนักแก้ปัญหา เราเป็นคนคุมทุกอย่างในกองถ่าย ถ้าคุณแก้ปัญหาไม่ได้ อะไรมันก็จะหลุดไปหมด

 

งานผู้กำกับต้องดีลกับสถานการณ์ที่กองถ่าย ณ ตอนนั้นว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เขียนบทเสร็จมาแล้ว แต่นักแสดงมาไม่ได้ ต้องแก้บท แก้ซีเควนซ์ ฯลฯ ทุกอย่างมันสดหมด คุณต้องแก้ปัญหา ณ จุดนั้นให้ผ่านพ้นไปเป็นซีนๆ เป็นตอนๆ เป็นวันๆ  

 

หนึ่งวันในกองถ่าย เราไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไรบ้าง ฝนฟ้าอากาศ ลมแรง ถ่ายไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นถ่ายในอินดอร์ สิ่งเหล่านี้เราไม่มีทางรู้เลย หน้าที่นี้มันหนักจนคุณพ่อล้มป่วย ขณะเดียวกันเราก็มองว่างานผู้จัดละครเป็นอีกบทบาทที่ท้าทาย ต้องเป็นนักจัดการ ต้องเป็นนักประสาน ต้องไปดีลกับผู้หลักผู้ใหญ่ของสถานี  

เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในกองถ่าย คุณพ่อจะให้นิ่ง นิ่งไว้ดีที่สุด ทุกคนต้องมีสติ และเขาไม่เลือกข้าง ในกองถ่ายทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในมุมของตัวเอง ฉะนั้นเขาจึงเป็นคนที่แก้ปัญหาด้วยเหตุผลและความรู้สึกรวมกัน ไม่ใช่ว่าใช้แต่เหตุผลโดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น 

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

คุณพ่อบอกว่างานผู้กำกับเมืองไทยคือการเป็นนักแก้ปัญหา แล้วคุณแม่ได้บอกด้วยไหมว่างานผู้จัดละครไทยคืองานแบบไหน  

คุณแม่ไม่ค่อยบอกอะไรนะคะ เขาจะให้ไปจำเอง ไปโดนเอง ไปเจอเอง คุณแม่อยากให้เราคิด แต่ถ้ามีอะไรให้โทรหา แล้วถ้ามันไม่ใช่ เขาจะตบเราเข้าไปให้ถูกที่ถูกทาง

 

เดาว่าการได้เห็นคุณพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก คุณน่าจะมีภาพจำบางอย่างของผู้กำกับชื่อพงษ์พัฒน์ที่คนอื่นไม่ค่อยเห็นหรือไม่ค่อยรู้  

ช่วงที่โตแล้ว บีมาเห็นคุณพ่อทำงานตอนถ่ายละครเรื่อง รากนครา ใกล้จะเสร็จ เพราะว่าก่อนหน้านี้บีไปอยู่เมืองนอก มันไม่เหมือนกับตอนเด็กๆ ที่อินโนเซนต์สุดๆ อยากเข้ากองถ่ายไปวิ่งเล่นอย่างเดียว จนโตขึ้นพอเรามารู้ด้วยการทำงาน คุณพ่อเป็นคนเก่งและน่านับถือ เพราะเขาให้เกียรติทุกคนในกองถ่าย เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในกองถ่าย คุณพ่อจะให้นิ่ง นิ่งไว้ดีที่สุด ทุกคนต้องมีสติ และเขาไม่เลือกข้าง ในกองถ่ายทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในมุมของตัวเอง ฉะนั้นเขาจึงเป็นคนที่แก้ปัญหาด้วยเหตุผลและความรู้สึกรวมกัน ไม่ใช่ว่าใช้แต่เหตุผลโดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น

 

อีกอย่างคือเท่าที่ได้ฟังมาจากทีมงาน เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้กำกับที่นำศิลป์มาบวกกับพาณิชย์ได้อย่างลงตัว แล้วคุณพ่อก็เคยบอกว่าเมื่อก่อนพ่อติสท์จัดเลย ละคร 3 เรื่องแรก ไปย้อนดูได้เลยค่ะ ภาพดำ ภาพมืด ผู้ใหญ่ทางช่องก็ติติงมา

 

จนวันหนึ่งคุณแม่ก็บอกว่าแบบนี้ไม่ได้แล้ว อ๊อฟต้องกลับมาประนีประนอมกับทุกอย่าง ซึ่งนั่นแสดงว่าเขาเคารพเสียงของคนอื่น คุณพ่อฟังทุกคน ไม่ใช่ว่าเอามุมของเขาแค่มุมเดียว ไอเดียกูเจ๋งที่สุด

 

จริงๆ เราอยากลองสัมภาษณ์เขานะ อยากคุยกับเขาในมุมที่ไม่ใช่ลูก เพราะเราเห็นคุณพ่อในมุมที่เป็นลูกมาโดยตลอด เราอยากจะเห็นอีกมุมหนึ่ง เราอยากจะรู้ว่าเขามีมุมอะไรที่หลุดจากสายตาเราไปหรือเปล่า

 

ถ้าถามแบบหมดเปลือกได้ คุณอยากจะถามอะไรผู้ชายชื่อพงษ์พัฒน์

เราไม่อยากเตรียมคำถามส่วนตัวไปถามเขา เพราะเราไม่ได้มีคำถามเฉพาะที่อยากไปถาม แต่เราเป็นคนที่ชอบคุยไปเรื่อยๆ คุณพ่อพูดไปเรื่อยๆ แล้วบีก็นั่งฟังเขาเล่าในมุมที่สบายใจ เราอยากฟังประวัติชีวิตของเขาว่าตอนเด็กๆ เคยผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้  

 

ขอถามแทนแฟนละครเลยแล้วกันว่าพงษ์พัฒน์ทำงานแบบไหน ทำไมตัวเองถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้

เขาเป็นคนที่เครียด เครียดแล้วไม่ยอมบอก แต่พอเขาเครียดบีจะรู้เลย บีก็คอยเอาของกิน เอาโน่นนี่ไปให้ เวลาอยู่ในกองถ่าย คนในกองจะสนุก ทุกคนสนุกหมด แต่ความเครียดจะอยู่ที่เขา เพราะเขาคิดว่าตัวเองต้องรับผิดชอบตรงนี้ ถ้าโดนติก็เขา โดนชมก็เขา เขาต้องรับผิดชอบทุกอย่าง คุณพ่อรักลูกน้องมาก

 

ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เพราะคุณพ่อเป็นอย่างนี้จึงล้มป่วย บีได้ข่าวว่าผู้กำกับ คนทำงานในกองถ่าย ทุกคนก็เป็น เพราะกองถ่ายละครมันเครียด ต้องอดนอน เสร็จงานสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ตีห้าออกกองอีกแล้ว หรือถ้ามีวันหยุดก็ต้องประชุม มันไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ

 

แต่หลังจากเจอเคสของคุณพ่อ ตอนนี้บีกับน้องพยายามที่จะปรับระบบในกองถ่ายใหม่ เพราะเราไม่ควรเอาร่างกายไปเสี่ยงกับอะไรที่ไม่คุ้ม คือเรารักงาน เราสนุกกับงาน แต่เราไม่รักตัวเอง แบบนั้นก็ไม่ใช่

เรารู้สึกว่ากองถ่ายมันให้อะไรมากกว่าคำว่ากองถ่าย เพราะในนั้นมันรวมคนที่มีความแตกต่างมาอยู่ในที่เดียวกัน ทั้งทีมศิลป์ ทีมคอสตูม ทีมไฟ ทีมภาพ ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาสานต่องานของพ่อแม่ การที่พ่อล้มป่วยคราวนี้ คุณได้บทเรียนอะไรบ้างจากการทำงานของคนรุ่นก่อน

วันหนึ่งพอคุณพ่อมาเจออย่างนี้ เราเตือนทุกคนในทีมเลยนะว่าให้ทำงานกันเบาๆ หน่อย เบาๆ ที่บอกหมายถึงว่าบริษัทยังคงผลิตผลงานอย่างมีคุณภาพ แต่เราจะผลิตโดยมีลิมิตว่าเราเองก็ต้องพัก เพราะว่าเราเป็นคนทำงานแล้วร่างกายก็ต้องพัก ความจริงก็เหมือนสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พอออกล่าหรือหากินเสร็จแล้วก็ต้องพัก ไม่ใช่ว่าล่าแล้วก็ต้องล่าอีกทั้งคืน  

 

บีอยากให้เคสของคุณพ่อเป็นตัวอย่างให้กับคนในวงการว่าหนักไปไม่ดี เพราะว่าหลังจากที่คุณพ่อป่วย เราก็ได้ยินข่าวมาว่าทีมงานที่เคยรู้จักกันก็เป็นความดัน บางคนเป็นโรคหัวใจ หรือเป็นโน่นเป็นนี่

 

อีกอย่างเคสของคุณพ่อเป็นที่กล่าวถึงเพราะเขาเป็นคนที่แข็งแรงตลอดเวลา บางคนเลยคิดว่าเขาล้มได้ยังไง แต่ความจริงมันคือการสะสม ขึ้นอยู่ที่ว่าระเบิดเวลาจะดังขึ้นมาเมื่อไร บีมองว่าพอมาถึงจุดนี้แล้วเขาต้องหยุดสักแป๊บหนึ่ง แต่พูดไปแบบนี้ ล่าสุดเขาจะออกกองอีกแล้ว  

 

คนเคยทำงานมาทั้งชีวิต วันหนึ่งพอไม่ได้ทำคงไม่ชิน

บีเข้าใจเขานะคะ เพราะถ้าเป็นเราหยุดบ้าง เราก็คงต้องอยากทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพียงแต่เราอยากให้แบ่งเวลา อยากให้แบ่งเบา ขณะเดียวกันก็รู้ว่าอาจจะทำไม่ได้ เพราะการทำงานมีปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งมันยากที่จะประนีประนอม เพราะระบบในวงการบันเทิงไทยเขารันกันแบบนี้มานานแล้ว

 

อันนี้อยากพูดผ่านสื่อ ถ้าคุณพ่อได้อ่านนะ บีอยากให้คุณพ่อแบ่งเบาให้คนอื่นบ้าง ไม่ใช่ว่าเป็นผู้นำแล้วตัวเองต้องเก็บไว้คนเดียว บีเองพยายามที่จะแบ่งเบาภาระจากเขา แต่ด้วยความเป็นลูกผู้หญิง เขาก็จะคิดว่าไม่ได้หรอก เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เขาต้องรัน แต่บางทีกลับบ้านมาตอนตีสองแล้วยังไปเล่นคอนเสิร์ตต่ออีก แบบนี้มันหนักเกินไปสำหรับเขา

 

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

อาจจะเป็นเพราะว่าเขารักในงานที่ทำ ภูมิใจในทุกเส้นทางที่ตัวเองเป็น

คุณพ่อภูมิใจมาก เพราะเขาอยู่กับตรงนี้มานาน เวลาที่คุณพ่อพูดว่าเขาเป็นทั้งนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับ เป็นพ่อ และอีกหลายบทบาท บีรู้สึกว่าเขาภูมิใจ ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยเขาไป แต่เราอยากให้เขาแบ่งเบาสักนิด 10% หรือ 20% มาให้ครอบครัวบ้าง ครอบครัวอยู่ตรงนี้เพื่อซัพพอร์ตคุณ ไม่ใช่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว

 

สำหรับคนที่กำลังคิดถึงพงษ์พัฒน์อยู่ตอนนี้ มีข่าวสารอะไรใหม่ๆ มาอัปเดตให้ฟังบ้างไหมว่าเขาแข็งแรงดีแล้วหรือยัง

ตอนนี้สบายดีมากค่ะ คุณพ่อสู้มาก ฟิตตัวเองมาก เพราะเขาอยากกลับมารับงาน และเขาไม่หยุดแน่นอน ด้วยความที่เขาไฮเปอร์อยู่แล้ว อย่างวันหยุดเขาก็จะออกกำลังกาย จะกายภาพบำบัด

 

ล่าสุดครอบครัวเราเพิ่งไปเที่ยวกันมา เขาก็สู้มาก ถามว่าเอารถเข็นไหม เดินไม่ไหวหรอก มันไกล แต่สุดท้ายเขาก็เดินเท่าเรานี่แหละ เพราะเขาอยากทำตรงนี้ให้เป็นปกติ ไม่อยากให้เรามองว่าเขาอ่อนแอ เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เขาต้องดูแลทุกคน แต่ความจริงคือเราเรียนจบแล้ว เรากลับมาเพื่อคุณแล้ว คุณพักเถอะ คุณเหนื่อยเพื่อเรามาเยอะแล้ว เราอยากตอบแทนตรงนี้บ้าง

บีนับถือคุณพ่อมากๆ ที่เขาสามารถรวมคนจำนวนมากที่แตกต่าง บางคนมาจากเหนือ บางคนมาจากใต้ แล้วทำงานออกมาเป็นชิ้นเดียวกันตามที่ผู้กำกับคิด งานกองถ่ายจึงเป็นงานที่มีเสน่ห์ และเราอยากเรียนรู้มันต่อไป

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

พงษ์พัฒน์เคยบอกกับผมว่าความสำเร็จในวันนี้มีภรรยาเข้ามาเกี่ยวข้องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในฐานะคนในครอบครัวและคนที่ได้เข้าไปคลุกคลีในกองถ่าย คุณคิดว่าจริงแค่ไหน

ตอนแรกบีไม่เข้าใจแม่เลย เพราะเราจะอยู่กับคุณพ่อเยอะ แล้วจะรู้สึกว่าเราเป็นอารมณ์ผู้ชาย ไม่ดราม่า แต่พอเรามาอยู่ในจุดเดียวกับเขาคือในฐานะผู้จัดละคร โอ้โห โคตรเข้าใจเขาเลย เพราะมันเป็นงานที่ต้องแบกรับเยอะมาก แม่ทำได้ยังไงเนี่ย

 

คุณพ่อดูงานหน้าเซต แต่คุณแม่ดูแลทั้งบริษัท ตั้งแต่ในกองถ่าย นอกกองถ่าย ด้านสื่อ การคุยงานกับผู้ใหญ่ ฯลฯ เป็นผู้หญิงที่โคตรสตรอง เป็นผู้หญิงที่เฉียบ เด็ดขาด และนักเลงพอ อย่างที่บอกว่าวันหนึ่งพอมาอยู่จุดเดียวกัน เวลามีปัญหาอะไร เราจะคิดว่าถ้าเป็นแม่ควรทำยังไง  

 

การเป็นลูกสาวของพงษ์พัฒน์และธัญญาที่กำลังเริ่มต้นเข้ามาสานงานต่อ มีความกดดันในระดับไหน

มีคนถามเยอะมากว่ากดดันไหม แต่บีมองว่าเราเป็นคนละคนกัน บีไปก๊อบปี้เขาทั้งหมดไม่ได้หรอก งานศิลปะ แม้คนวาดจะเป็นคนเดียวกัน วาดแต่ละครั้งยังไม่เหมือนกันเลย เช่นกัน ทำละครแต่ละเรื่องก็ออกมาไม่เหมือนกัน อย่างงานคุณพ่อ เปรียบเทียบง่ายๆ อย่างเรื่อง นาคี กับ รากนครา  

 

ละคร นาคี ดังระเบิด ส่วน รากนครา พงษ์พัฒน์ทำเหมือนกัน งานดี แต่ไม่มีเรต แล้วอย่างนี้จะมาคาดหวังอะไรกับเรา เราแค่เป็นลูกที่มีโอกาส มีเวทีที่ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่คนอื่นอาจจะต้องพยายาม

 

เราโชคดีที่เกิดมาตรงนี้ เราโชคดีที่ว่าคุณพ่อคุณแม่ทำมาให้แล้ว เราแค่สานต่อ แต่ถามว่ากดดันไหม เรากดดัน เพราะเราอยากไปสู่ตรงนั้นเหมือนคุณพ่อคุณแม่บ้าง

กรงกรรมเป็นละครที่มนุษย์มากๆ เวลาดูจะเหมือนเราไปนั่งส่องบ้านข้างๆ เพราะรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวมันมีชีวิต สถานที่ที่เราไปถ่ายมันมีชีวิต และนักแสดงก็เล่นได้ถึง บางทีเราเรียกนักแสดงว่าเป็นตัวละครนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

กรงกรรม คือละครเรื่องแรกที่คุณเข้ามาร่วมทำงานอย่างเต็มที่ ตลอด 8 เดือนของการถ่ายทำ คุณได้ประสบการณ์อะไรกลับมาบ้าง

ได้อะไรเยอะไหม ได้เยอะมากๆ ข้อคิดและคำสอนได้อยู่แล้ว ประสบการณ์การทำงานจากคนที่มีมุมมองของตัวเอง มีทักษะ และด้วยความที่ตัวเราเป็นเด็กน้อย เราต้องไปสู้กับกำแพงอะไรบางอย่างที่ต้องพูด ต้องอธิบาย ฟังหรือไม่ฟังไม่รู้ แต่ดีใจที่คุณพ่อยอมรับฟังเรา ยังเปิดโอกาสให้เราได้พูด ได้ถาม

 

อย่างที่บอกว่าตอนเด็กๆ เวลาไปกองถ่ายเหมือนเราไปเที่ยวเล่น พอไปทำงานจริงๆ มันคนละอารมณ์เลย ขนาดเรายังไม่ได้ลงไปเต็มตัวนะ เรายังรู้สึกถึงความกดดัน ความเครียด เราแก้ปัญหาอย่างนี้ เราอยากช่วยคุณพ่อ ตรงนี้ให้บีพูดแทนไหม พ่อบอกว่าไม่เป็นไร ด้วยศักดิ์ศรีของเขาด้วย เขาต้องเป็นคนพูดอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราก็อยากแบ่งเบาภาระของเขาในฐานะลูก

 

แล้วด้วยความที่เรามาฝึกงาน เราต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ได้มากที่สุด เพราะในอนาคตไม่รู้ว่าคุณแม่จะมอบหมายให้เราลงสนามจริงเมื่อไร อาจจะเรื่องหน้า เรื่องที่สอง หรือเรื่องที่สามต่อจากนี้ ไม่มีทางรู้ ฉะนั้นเราต้องเก็บเกี่ยวตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เก็บประสบการณ์จากปัญหา ต้องแก้ไขเป็น ต้องดีลกับคน ดีลกับงบประมาณ

 

เรารู้สึกว่ากองถ่ายมันให้อะไรมากกว่าคำว่ากองถ่าย เพราะในนั้นมันรวมคนที่มีความแตกต่างมาอยู่ในที่เดียวกัน ทั้งทีมศิลป์ ทีมคอสตูม ทีมไฟ ทีมภาพ ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้

 

คุณพ่อบอกบีว่าจำไว้อย่างหนึ่งนะ ทำงานกองถ่าย ทำงานละคร มันคือศิลปะร่วม คุณขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย เพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นโดยเฉพาะ ในเมื่อเราให้เขาเข้ามาอยู่ตรงหน้าที่นั้น เราต้องเคารพเขา เพราะเขาเก่งกว่าเรา โอเค เราอาจจะเป็นคนตัดสิน แต่ต้องให้เกียรติเขาด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะจ้างเขามาทำไม ถ้าเราไม่ให้พื้นที่เขายืน ประสบการณ์ตรงนั้นมันสอนให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกกลมๆ ของเราคนเดียว ซึ่งตรงนี้บีนับถือคุณพ่อมากๆ ที่เขาสามารถรวมคนจำนวนมากที่แตกต่าง บางคนมาจากเหนือ บางคนมาจากใต้ แล้วทำงานออกมาเป็นชิ้นเดียวกันตามที่ผู้กำกับคิด งานกองถ่ายจึงเป็นงานที่มีเสน่ห์ และเราอยากเรียนรู้มันต่อไป

 

คุณชอบตัวละครใดมากที่สุดใน กรงกรรม

อาซาค่ะ ตอนอ่านบทเรารักอาซามาก เพราะรู้สึกว่าอาซามันคือมนุษย์คนหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดทั้งสิ้น จนรู้สึกว่าในทุกๆ วันบีอยากให้ทุกคนทำอะไรดีๆ ให้กับคนรอบข้าง ซึ่งอาซาคือตัวอย่างที่ดี และเขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์

 

ขณะเดียวกันไม่ใช่เฉพาะอาซา แต่เราอยากให้ผู้ชมได้มองทุกตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพราะทุกคนมีเบื้องหลังของตัวเอง อาซาอาจจะไม่ได้เป็นคนที่สดใสตลอดเวลา เขาก็มีมุมมืดของตัวเอง เพียงแต่เขาเลือกที่จะแบ่งปันความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนอื่น หรืออย่างอาตงที่ให้ความรักในแบบที่ลูกมีต่อแม่ แต่ข้อเสียของเขาคือให้จนลืมนึกถึงตัวเอง นั่นก็คือความทุกข์ในใจของคุณอีกทีหนึ่ง

นักแสดงที่ดีคือการเป็นตัวละครและเชื่อในทุกการกระทำของเขา ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นเบลล่าในบทนี้เลย เราไม่เคยดูละครของเบลล่า แต่พอมาถึงตอนนี้ เราเชื่อว่าลมหายใจของเขาเป็นเรณูมาก

เอกนรี วชิรบรรจง เอกนรี วชิรบรรจง

 

เวลาคนดูเห็นในทีวีแล้วรู้สึกว่านักแสดงเป็นตัวละครได้ดีมาก อยากรู้ว่าเบื้องหลังการถ่ายทำกว่าจะออกมาอย่างที่เห็นมีอะไรน่าสนใจบ้าง พลังการแสดงของจริงสุดยอดขนาดไหน

เราอึ้งมาก เพราะคุยกันไว้อย่างหนึ่ง อ่านบทเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่พอนักแสดงเข้าฉาก เขาเล่นอีกอย่างหนึ่ง เพราะเวลาที่ตัวละครสองตัวมาเจอกัน ถ้าตัวละครหนึ่งไม่ส่ง อีกตัวละครก็จะไม่สามารถถ่ายทอดบางสิ่งออกมาได้ ซึ่งกับเรื่องนี้นักแสดงทุกคนเต็มมาก เราเห็นแล้วทึ่ง

 

ยกตัวอย่างซีนที่อาม่า (ใหม่ เจริญปุระ) ไปเจอรูปของผู้หญิงในกระเป๋าสตางค์อาซา (จิรายุ ตั้งศรีสุข) โอ้โห พี่ใหม่ร้องไห้น้ำตาแตก ซึ่งพี่ใหม่บอกว่าตัวเขาเองเคยมีความหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เขาเลยอินมาก นั่นทำให้เราเข้าใจว่า เออ เรื่องราวพวกนี้มันคือชีวิตมนุษย์จริงๆ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งบล็อกว่านักแสดงควรทำอะไรหรือไม่ทำอะไร

 

ในกองถ่าย คุณพ่อจะสอนนักแสดงอย่างหนึ่งคือ คุณอยากร้องไห้ไหม ตัวละครอยากร้องไห้ไหม หรือตัวละครคิดยังไง เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ เราต้องให้นักแสดงคิดในแบบของเขาเอง

 

นักแสดงที่ดีคือการเป็นตัวละครและเชื่อในทุกการกระทำของเขา ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นเบลล่าในบทนี้เลย เราไม่เคยดูละครของเบลล่า แต่พอมาถึงตอนนี้ เราเชื่อว่าลมหายใจของเขาเป็นเรณูมาก  

 

อย่างอาซา บีเคยถามพี่เจมส์จิว่าเขาเอาตัวเองเล่นหรือเปล่า เพราะเวลาอยู่นอกจอ เบื้องหลังเขาก็วิ่งเล่นกับบี แฮปปี้ สดใสเหมือนอาซาเลย เราไม่รู้นะว่าเขาอินหรือแสดงดี แต่รู้สึกว่าเขาเชื่อและเต็มที่กับตัวละครนั้นๆ จนมันทำให้เรารู้สึกว่าตอนเขาเป็นตัวละครนั้นๆ มันดูจริงไปหมด

 

ถึงตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่า กรงกรรม คือละครที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่ของกระแสและเสียงชื่นชม แต่สำหรับคนที่ได้ลงมาทำงานเบื้องหลัง คุณคิดว่าอะไรคือความสำเร็จในแง่ของคนทำงานมากที่สุด

การถ่ายทอดข้อความค่ะ เพราะคุณพ่อตั้งใจว่าละครเรื่องนี้เป็นเรื่องบาปบุญคุณโทษ ถ้าเรายึดหลักธรรมะของพระพุทธเจ้านะคะ ทุกคนบนโลกมันก็มีเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง แต่เราจะอยู่และเรียนรู้กับมันอย่างไร ละครเรามีข้อคิดที่คุณพ่อได้รวบรวมแล้วย่อยออกมาให้ง่ายที่สุด เราใส่ข้อความเหล่านั้นลงไปในบทละครซึ่งตั้งใจทำออกมาให้ดูสนุก แต่ดูแล้วคุณได้อะไรจากมัน นั่นคือความสำเร็จของการที่สื่อสารไปแล้วคนดูรับรู้จากคำพูดของนักแสดง คุณจะเก็บเอาไปหรือเปล่าก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าคุณได้กลับไป เราฟิน จบ  

 

กรงกรรม เป็นละครที่มนุษย์มากๆ เวลาดูจะเหมือนเราไปนั่งส่องบ้านข้างๆ เพราะรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวมันมีชีวิต สถานที่ที่เราไปถ่ายมันมีชีวิต และนักแสดงก็เล่นได้ถึง บางทีเราเรียกนักแสดงว่าเป็นตัวละครนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ ทุกคนอินมาก

 

ฉะนั้นเราเชื่อว่านักแสดงกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดข้อความที่ทีมงานหรือคนเขียนบทต้องการจะถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์มาก ที่สำคัญมันเป็นละครที่ให้อะไรมากกว่าความสนุก แต่มีความครบรสในความเป็นมนุษย์ ดราม่าจัด สนุกจัด ขณะเดียวกันก็มอบข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ชมได้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เอกนรี วชิรบรรจง ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘กรงกรรม’ จากสิ่งที่ ‘พ่อแม่’ สร้างและทำให้เห็นในกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>