บำนาญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บำนาญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Apr 2026 11:40:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ https://thestandard.co/warong-proposes-scrap-mp-senator-pension/ Thu, 02 Apr 2026 11:40:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1194180 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายประเด็นการยกเลิกกองทุนบำนาญ สส. และ สว.

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี […]

The post วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายประเด็นการยกเลิกกองทุนบำนาญ สส. และ สว.

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ลุกขึ้นอภิปรายประเด็นซึ่งอยู่ในความสนใจของสาธารณชน คือการ ‘ยกเลิกบำนาญของ สส. และ สว.’ หลังจากเคยเปิดประเด็นเรื่องงบอาหารกลางวัน สส. มาแล้ว

 

ล่าสุดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 2 เมษายน เมื่อเข้าสู่วาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นพ. วรงค์อภิปรายว่า ถ้าเรียกกองทุนนี้ว่า ‘กองทุนสวัสดิการของอดีต สส. และ สว.’ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ

 

“ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า กองทุนนี้อย่างไรก็เป็นกองทุนที่ติดลบ และถือเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะสภาฯ เสนอเอง และพิจารณากฎหมายเอง และผู้ที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้ออกระเบียบเอง และพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลมากที่สุดในทุกๆ กองทุนที่สภาฯ เคยพิจารณา” นพ. วรงค์กล่าว

 

นพ. วรงค์อภิปรายว่า หลายคนออกมาชี้แจงว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบโดยให้ สส. และ สว. จ่าย เดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการ 5 สิทธิ ทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล ตรวจร่างกาย เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีถึงแก่กรรม สำหรับการจ่ายรายเดือนที่ 3,500 บาทถือเป็นผลประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายเช่นนี้

 

“ผมมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ดังนั้นอะไรที่ลดได้ก็ลด อะไรตัดได้ก็ควรตัด ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ก็จะถังแตก เพราะเมื่อดูรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่าปี 2566 ก็ติดลบที่ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบที่ 23 ล้านบาท”

 

นพ. วรงค์ยังได้ยกสิทธิประโยชน์บำนาญ สส. และ สว. ขึ้นมาอภิปรายว่า สมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น หากเป็น สส. ตั้งแต่ 1 เดือน ถึงไม่เกิน 1 ปี และเกิดการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตที่ 21,300 บาท ซึ่งตนมองว่าเอาเปรียบประชาชนเกินไป ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต

 

“ยิ่งสมัยนี้ สส.อายุยังน้อย 20 กว่า 30 กว่าหากเกิดการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต เผลอๆ บางคนรัฐต้องเลี้ยงดูมากกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายบำนาญว่าหากเป็น สส.ไม่ถึง 1 ปีจะได้รับบำนาญที่ 4 เท่าระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง”

 

สำหรับเกณฑ์การดำรงตำแหน่ง 16 ปีไม่ถึง 20 ปี จะได้รับบำนาญตลอดชีวิตที่ 35,600 บาท ตั้งแต่ 20 ปีไม่ถึง 24 ปี ได้รับบำนาญ 39,100 บาท และหากเป็น สส.ตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไปจะได้รับบำนาญ 42,700 บาทตลอดชีพ

 

“นี่คือสิทธิประโยชน์ที่กองทุนนี้โดยพวกเราเอง ดำเนินการกันเอง ตั้งงบกันเอง และยกมือกันเอง สนับสนุนกันเอง เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้” นพ. วรงค์กล่าว

 

นอกจากนี้ นพ. วรงค์ยังได้กางแผนงบประมาณกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันว่า ตั้งแต่ปี 2558 ใช้งบประมาณลดลง เพราะมี คสช. เข้ามา และลดสิทธิประโยชน์ และปี 2567 มีการแก้ไขระเบียบเพราะมีการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ปี 2568 งบประมาณไม่พอใช้จึงจำเป็นต้องตั้งงบกลางมาเลี้ยงดูสมาชิกกว่า 500 ล้านบาท

 

นพ. วรงค์กล่าวว่า  การเก็บเงินสมาชิกที่เดือนละ 3,500 บาท สส. 500 คน สว. 200 คน 1 เดือนได้ 29 ล้านบาท หากเทียบที่กองทุนประกันสังคม สัดส่วนการนำเงินรัฐมาอุดหนุนนั้นต่างกันมากกว่า 13-15 เท่า ตัวเลขของอดีตสมาชิกที่มีสิทธิ 3,832 คน มีสมาชิกที่ยื่นบำนาญ 1,291 คน งบส่วนนี้ตีไปกว่า 500 ล้านบาท หักอดีตสมาชิกทั้ง 3,832 คนยื่นขอรับเงินบำนาญหมดทุกคน กองทุนนี้จะต้องจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

 

“กองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ ผมว่าประชาชน เพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้” นพ. วรงค์กล่าว

The post วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย https://thestandard.co/salary-pension-care-actuarial/ Thu, 15 Jan 2026 04:57:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1165522 จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า สูตร CARE นี้คิดเงินบำนาญอย่างไร […]

The post จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลัก คณิตศาสตร์ประกันภัย

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า สูตร CARE นี้คิดเงินบำนาญอย่างไร ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านลอง ‘แกะสูตร’ ไปพร้อมกัน ว่าระบบบำนาญแบบ Career-Average Revalued Earnings หรือ CARE นำข้อมูลอะไรมาใช้ และเหตุผลของแต่ละขั้นตอนที่ทำให้เกิดตัวเลขเงินบำนาญคืออะไร

 

โดยเป้าหมายไม่ใช่ให้ทุกคนท่องสูตรได้ แต่ให้ ‘พอเห็นภาพ’ ว่าเงินบำนาญตอนเกษียณของเราถูกกำหนดจากอะไร และทำไมตัวเลขจึงออกมาแบบนั้น

 

ก่อนเริ่มคำนวณ ต้องตอบให้ได้ 3 คำถาม

 

เวลาคิดบำนาญ ไม่ว่าจะสูตรเดิม หรือสูตร CARE จริงๆ แล้วมีคำถามง่ายๆ 3 ข้อที่ต้องตอบก่อนเสมอ คือ

 

1. เราคิดว่า ‘สิทธิบำนาญขั้นพื้นฐาน’ ควรอยู่ที่เท่าไร

 

ในระบบไทยกำหนดไว้ชัดว่า ถ้าส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้อัตราบำนาญเริ่มต้นที่ 20% ของฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ

 

2. ถ้าส่งนานกว่านั้น จะ ‘ให้เพิ่ม’ อย่างไร

 

สูตรเดิมเพิ่มเป็นรายปี แต่สูตรใหม่ CARE เปลี่ยนมาเป็นคิดเพิ่มทุกเดือน เดือนละ 0.125% หลังจาก ครบ 180 เดือนแรกไปแล้ว ทำให้การให้สิทธิลื่นกว่าและสะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบจริงมากขึ้น

 

3. เราจะนิยาม ‘ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ’ อย่างไร

 

อันนี้คือหัวใจสำคัญของความต่างระหว่างสองสูตร คือ สูตรเดิมใช้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

 

แต่สูตร CARE นำค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งสมทบ แล้วปรับให้เป็นมูลค่าเงินปัจจุบัน ก่อนค่อยนำมาเฉลี่ย ทำให้ฐานค่าจ้างสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานมากกว่าแค่ช่วงท้ายๆ

 

ขั้นที่ 1: รวมประวัติค่าจ้างทุกเดือนที่ใช้ส่งเงินสมทบ

 

โดยรวมค่าจ้างตั้งแต่เริ่มเข้าระบบประกันสังคมจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ แต่จะต้องปรับให้อยู่ในกรอบกฎหมายก่อนทุกเดือน คือ

 

  • ถ้าค่าจ้างจริงสูงกว่าเพดานค่าจ้างของปีนั้น จะใช้เท่าเพดานค่าจ้าง
  • ถ้ามีนายจ้างหลายรายในเดือนเดียว จะรวมค่าจ้างก่อน แล้วค่อยไปเปรียบเทียบเพดาน และนับเป็น 1 เดือนในการส่งเงินสมทบ

 

ขั้นนี้ทำให้ทุกคนถูกปฏิบัติภายใต้ ‘กติกาเดียวกัน’ และป้องกันไม่ให้ค่าจ้างบางช่วงสูงผิดปกติจนบิดเบือนบำนาญมากเกินไป

 

ขั้นที่ 2: แปลงค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็น ‘แต้มบำนาญ’

 

หัวใจของสูตร CARE คือ ‘ไม่เอาค่าจ้างดิบๆ ในอดีตมาเฉลี่ยตรงๆ แต่ปรับเป็นมูลค่าปัจจุบันก่อน’ ซึ่งเราอาจเข้าใจว่าคล้ายการปรับค่าเงินเฟ้อ แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้อ้างอิงค่าเงินเฟ้อทั่วไป เราอ้างอิงเงินเฟ้อของเงินเดือน (Wage Inflation) ซึ่งอ้างอิงจากผู้ประกันตนทั้งระบบ

 

การจะปรับทุกเดือนตลอดหลายสิบปีทำได้ยาก จึงใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ให้ง่ายขึ้นด้วยการแปลงค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็น ‘แต้มบำนาญ (Pension Point)’

 

หลักคิดคือ นำค่าจ้างของเราในแต่ละเดือน (หลังปรับตามเพดาน) หารด้วยค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตน ม.33 ทั้งระบบในเดือนเดียวกัน ตัวหารนี้เรียกว่า ค่าจ้างของระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ แต้มบำนาญของเดือนนั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าค่าจ้างเราเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบ จะได้ประมาณ 1 แต้ม ถ้าสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบ สองเท่าก็ได้ประมาณ 2 แต้ม ถ้าครึ่งหนึ่งก็ประมาณ 0.5 แต้ม เป็นต้น ทำแบบนี้ทุกเดือน แล้วเก็บสะสมแต้มไปเรื่อยๆ

 

ขั้นที่ 3: คิด ‘แต้มบำนาญเฉลี่ย’ ตลอดชีวิตการทำงาน

 

เมื่อได้แต้มบำนาญรายเดือนครบแล้ว ขั้นต่อไปคือ เอาแต้มบำนาญทุกเดือนมาบวกกัน จากนั้นหารด้วย จำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบทั้งหมด เราจะได้ค่าเดียวที่เรียกว่า ‘แต้มบำนาญเฉลี่ย’

 

คิดง่ายๆ คือ ถ้าเราเอาค่าจ้างทั้งชีวิตมาปรับเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของระบบในแต่ละช่วงเวลา

 

แต้มบำนาญเฉลี่ย จะบอกว่า “ตลอดชีวิตการทำงาน เราอยู่ประมาณกี่เท่าของค่าจ้างเฉลี่ยของทั้งระบบ”

 

ขั้นที่ 4: แปลงแต้มกลับมาเป็น ‘ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ’

 

พอมีแต้มบำนาญเฉลี่ยแล้ว ขั้นต่อไปคือการ ‘ดึงกลับมาเป็นเงินบาท’ โดยระบบจะทำสองอย่างพร้อมกัน ได้แก่

 

1. ดูว่า ณ วันที่เราเกษียณ 1 แต้มเท่ากับกี่บาท
ตัวเลขนี้เรียกว่าเป็น ‘ค่าเงิน ณ วันนี้’ ซึ่งอ้างอิงจากค่าเงินของผู้ประกันตนทั้งระบบ ณ วันที่เกษียณ

 

แต่จะไม่ได้ดูเดือนสุดท้ายเดือนเดียว แต่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนทั้งระบบเพื่อให้ได้ค่าที่ค่อยๆ ปรับเพิ่ม

 

2. คำนวณฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญตามสูตร CARE

 

= แต้มบำนาญเฉลี่ย × ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนทั้งระบบ

 

ผลที่ได้คือ ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิตที่ถูกปรับเป็นค่าเงินปัจจุบันแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีเพดานค่าจ้างกันไว้ชั้นหนึ่ง โดยใช้ไม่เกินเพดานค่าจ้างเฉลี่ยย้อนหลัง 60 เดือนเพื่อให้ฐานคำนวณบำนาญค่าจ้างสูงสุดอยู่ในระดับที่สมดุลกับเงินสมทบที่เก็บได้สูงสุด โดยคนที่ค่าจ้างสูงมาตลอดจะได้ฐานเต็มเพดาน ซึ่งมีค่าเท่ากับสูตรเดิม (แบบเฉลี่ยค่าจ้างตนเอง 60 เดือนสุดท้าย)

 

ขั้นที่ 5: คำนวณ ‘อัตราบำนาญ’ จากจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ

 

อีกฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญมากคือ อัตราบำนาญ (Replacement Rate)

 

ในสูตร CARE ปรับให้ละเอียดขึ้น โดยยังเริ่มต้นที่ 20% เมื่อส่งครบ 180 เดือน แต่ทุกเดือนที่ส่งเกินนั้นจะคิดเพิ่มบำนาญ 0.125% ต่อเดือน (คิดทุกเดือน ไม่ตัดเศษเดือน)

 

ผลคือ แม้ฐานค่าจ้างบางคนจะคำนวณได้เท่ากับสูตรเดิม แต่บำนาญจะเพิ่มขึ้นเพราะ ‘ไม่ตัดเศษเดือนทิ้ง’

 

ขั้นที่ 6: เงินบำนาญรายเดือน = ฐานค่าจ้าง × อัตราบำนาญ

 

เมื่อได้ครบทั้งสองส่วน จากฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ (จาก CARE) และอัตราบำนาญ (20% + 0.125% ต่อเดือนที่เกิน 180 เดือน) ระบบจะนำมาคูณกันเพื่อให้ได้เงินบำนาญรายเดือน

 

ดังนั้น ภาพรวมจึงต่างจากสูตรเดิมตรงที่ฐานค่าจ้างไม่ได้ใช้เฉพาะ 60 เดือนสุดท้ายของชีวิตการทำงาน แต่เฉลี่ยจากทุกเดือนที่ส่งสมทบ โดยปรับเป็นค่าเงินวันนี้ก่อนและอัตราบำนาญที่ให้ ‘เครดิตทุกเดือน’ ที่ส่งสมทบ โดยไม่ตัดเศษเดือนให้เสียเปรียบ

 

คำนวณกติกาเปลี่ยนผ่าน

 

สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อคำนวณบำนาญต่อเดือนตามขั้นที่ 6 ได้แล้ว จะนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกับบำนาญที่คำนวณได้ตามสูตรเดิม

 

1. กลุ่มผู้รับบำนาญอยู่แล้ว หากบำนาญใหม่เยอะขึ้น จะได้รับการปรับเพิ่มบำนาญตั้งแต่เดือนถัดจากที่ออกกฎหมายใหม่ (แต่หากคำนวณได้ลดลง จะได้บำนาญเท่าเดิม ไม่มีใครได้บำนาญลดลง)

 

2. กลุ่มผู้ที่เกษียณภายใน 5 ปีแรกหลักออกกฎหมาย ให้ได้รับบำนาญตามสูตรใหม่ บวกด้วยส่วนชดเชยในกรณีที่คำนวณตามสูตรเดิมได้มากกว่าสูตรใหม่ โดย

 

  • ผู้เกษียณปี 2569: ชดเชย 100% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2570: ชดเชย 80% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2571: ชดเชย 60% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2572: ชดเชย 40% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2573: ชดเชย 20% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)

 

สรุป

 

หากมองในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย สูตร CARE ไม่ได้ทำให้เงินบำนาญ ‘ซับซ้อนขึ้น’ แต่พยายามทำให้การคำนวณสะท้อนชีวิตการทำงานจริงมากขึ้น จากเดิมที่ดูเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ และให้เครดิตครบทุกเดือนโดยไม่ตัดเศษ

 

ผลลัพธ์คือ เงินบำนาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน แต่ค่อยๆ สะสมตามรายได้และระยะเวลาที่อยู่ในระบบ ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบกติกาเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้ใครเสียสิทธิ เงินบำนาญจึงไม่ใช่เรื่องของสูตรที่ต้องจำ แต่คือภาพรวมของการทำงานทั้งชีวิตที่ถูกนำมาคิดอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

The post จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาบอร์ดประกันสังคมเคาะปรับสูตรบำนาญชราภาพ ‘รักชนก-สหัสวัต’ หวังความโปร่งใส https://thestandard.co/social-security-board-adjusts-old-age-pension-formula/ Tue, 11 Mar 2025 05:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1050750 บอร์ดประกันสังคม

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก่อนกา […]

The post จับตาบอร์ดประกันสังคมเคาะปรับสูตรบำนาญชราภาพ ‘รักชนก-สหัสวัต’ หวังความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดประกันสังคม

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก่อนการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ชุดที่ 14 ครั้งที่ 5/2568 โดยมี บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดประกันสังคมเป็นประธาน วาระการประชุมเพื่อพิจารณาการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีการคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39

 

รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรรคประชาชน และ สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน เดินทางมาติดตามการประชุม โดยระบุว่า หวังให้บอร์ดทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ได้กังวลว่าจะใช้เงินเท่าไร แต่สิ่งสำคัญคือใช้อย่างโปร่งใสหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เกิดอย่างกรณีซื้ออาคารย่านพระราม 9 

 

นอกจากนี้ หากวันนี้ที่ประชุมยังไม่ผ่านมติ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะ สปส. ประกาศผ่านหน้าเพจว่าจะใช้รูปแบบ ‘บำนาญสูตร CARE’ ซึ่งหากไม่ผ่านต้องยอมรับกระแสสังคม

 

ทั้งนี้ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม หรือ We Fair นำกลุ่มมวลชนผู้ประกันตนจำนวนกว่า 30 คนมายื่นหนังสือเรียกร้องต่อบอร์ดประกันสังคมในการปฏิรูประบบการดำเนินงาน โดยมี ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน ในบอร์ดประกันสังคมเป็นผู้รับหนังสือ

 

The post จับตาบอร์ดประกันสังคมเคาะปรับสูตรบำนาญชราภาพ ‘รักชนก-สหัสวัต’ หวังความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 อันดับประเทศระบบบำนาญดีสุด-แย่สุด ประจำปี 2023 ‘ไทย’ รั้งอันดับ 43 จาก 47 ประเทศ https://thestandard.co/top-10-pension-systems/ Tue, 17 Oct 2023 11:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=855706 ประเทศระบบบำนาญดีสุด

ดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ประจำปี 2023 พบว่า เน […]

The post เปิด 10 อันดับประเทศระบบบำนาญดีสุด-แย่สุด ประจำปี 2023 ‘ไทย’ รั้งอันดับ 43 จาก 47 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศระบบบำนาญดีสุด

ดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ประจำปี 2023 พบว่า เนเธอร์แลนด์กลับมาครองตำแหน่งประเทศที่มีระบบบำเหน็จบำนาญดีที่สุด อันดับ 1 ของโลก ส่วนไทยได้คะแนนเพียง 46.4 อยู่อันดับ 43 จาก 47 ประเทศในดัชนี Mercer CFA Institute ยังเตือนอีกว่า สถานการณ์ทั่วโลกกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

Mercer CFA Institute สถาบันที่ปรึกษาระดับโลก เปิดเผยรายงานดัชนีบำเหน็จบำนาญโลก (Global Pension Index) ประจำปี 2023 พบว่า ‘เนเธอร์แลนด์’ กลับมาครองตำแหน่งประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบบำเหน็จบำนาญดีที่สุดในโลก สำหรับเกณฑ์ที่ Mercer ใช้ประเมิน ได้แก่ ความเพียงพอ (Adequacy), ความยั่งยืน (Sustainability) และความซื่อตรง (Integrity)

 

นอกจากนี้ Mercer CFA Institute ยังเตือนอีกว่า สถานการณ์การเกษียณอายุ (Retirement) ทั่วโลกกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ส่วน ‘ไอซ์แลนด์’ แชมป์โลกปีที่แล้ว ในปี 2023 ได้ตกมาอยู่อันดับ 2 รองลงไปเป็น ‘เดนมาร์ก’ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่ได้เกรด A อีกแห่ง คือ อิสราเอล ซึ่งกำลังเผชิญสงครามอยู่ในขณะนี้

 

รายงานยังระบุอีกว่า ประเทศอันดับ 1 อย่างเนเธอร์แลนด์กำลังมีพัฒนาการสำคัญ เนื่องจากขณะนี้กำลังปฏิรูปโครงการบำเหน็จบำนาญจากลักษณะโครงสร้างโดยรวม (Collective Structure) ไปสู่แนวทางส่วนบุคคล (Individual Approach) มากขึ้น 

 

Mercer CFA Institute กล่าวอีกว่า หลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ระบบบำเหน็จบำนาญของเนเธอร์แลนด์ก็จะยังคงให้ผลประโยชน์ที่ดี เนื่องมาจากฐานสินทรัพย์และการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง

 

ระบบบำเหน็จบำนาญในประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะอยู่ภายใต้ความตึงเครียด เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ภาระหนี้ภาครัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รวมไปถึงความท้าทายต่างๆ เช่น การผนวกแรงงานใน Gig Economy หรือแรงงานตามแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Grab และ Uber เข้าไป

 

David Knox ผู้นำทีมนักเขียนรายงานฉบับนี้ และ Senior Partner ของ Mercer เตือนว่า “ผู้คนระดับล่างสุดทั่วโลก (Bottom Line) ต้องเริ่มดูแลตัวเองในวัยเกษียณ เราไม่สามารถพึ่งพาประกันสังคมหรือเงินบำนาญสาธารณะได้อีกต่อไป”

 

รายงานกล่าวอีกว่า อัตราการเกิดที่ลดลงยังได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและระบบบำนาญในหลายประเทศในระยะยาว ซึ่งส่งผลเสียต่อคะแนนความยั่งยืนในดัชนีสำหรับบางประเทศ เช่น อิตาลีและสเปน 

 

สำหรับระบบบำเหน็จบำนาญประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 43 จาก 47 โดยมีคะแนนอยู่ที่ 46.4

 

Mercer ยังแนะว่า เพื่อให้ค่าดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้น ไทยควรทำให้พนักงานเข้าร่วมโครงการบำเหน็จบำนาญมากขึ้น รัฐบาลไทยควรเพิ่มการสนับสนุนขั้นต่ำสำหรับผู้สูงอายุที่ยากจน และปรับปรุงข้อกำหนดการกำกับดูแลสำหรับระบบบำเหน็จบำนาญเอกชน

 

ประเทศระบบบำนาญดีสุด

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง: 

The post เปิด 10 อันดับประเทศระบบบำนาญดีสุด-แย่สุด ประจำปี 2023 ‘ไทย’ รั้งอันดับ 43 จาก 47 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายจ่ายรัฐบาลไทยด้านสวัสดิการผู้สูงอายุแทบรั้งท้ายโลก ด้าน Mercer ให้คะแนนระบบบำนาญไทย ‘ต่ำสุด’ ในดัชนี https://thestandard.co/mercer-cfa-institute-global-pension-index/ Thu, 17 Aug 2023 11:41:53 +0000 https://thestandard.co/?p=830481 สวัสดิการผู้สูงอายุ

รัฐบาลไทยอ้างว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพ […]

The post รายจ่ายรัฐบาลไทยด้านสวัสดิการผู้สูงอายุแทบรั้งท้ายโลก ด้าน Mercer ให้คะแนนระบบบำนาญไทย ‘ต่ำสุด’ ในดัชนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวัสดิการผู้สูงอายุ

รัฐบาลไทยอ้างว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราทำไปเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว และเป็นการหันมาใช้นโยบายการคลังแบบพุ่งเป้า (Targeted) อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลจาก ILO ชี้ให้เห็นว่า รายจ่ายของรัฐบาลไทยสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุคิดเป็น 1.5% ต่อ GDP เท่านั้น ถือว่าน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และน้อยกว่าประเทศที่เผชิญการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางประชากรใกล้เคียงกัน 

 

ขณะที่ข้อมูลจากดัชนี Mercer CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2022 ซึ่งจัดทำโดย Mercer CFA Institute แสดงให้เห็นว่า ไทยได้คะแนนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 44 ประเทศในดัชนี สะท้อนให้เห็นว่าระบบบำนาญของไทยยังไม่แข็งแรง หมายความว่า ผู้สูงอายุชาวไทยทั้งปัจจุบันและในอนาคตแทบไม่มีหลักประกันเพียงพอ 

 

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา โดยมีสาระเพิ่มเติมคือ “ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยคนชราต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” หมายความว่า ต่อไปนี้ผู้ที่กำลังก้าวสู่วัยเกษียณจะต้อง ‘พิสูจน์ความจน’ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว

 

ตามที่ รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า “การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยทำให้งบประมาณดูแลผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ดังนั้น หากลดการจ่ายเบี้ยฯ แก่ผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูงหรือผู้สูงอายุที่ร่ำรวย เป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า เป็นการสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว”

 

สอดคล้องกับ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ก่อนหน้านี้เปิดเผยว่า หนึ่งในแผนการตัดรายจ่ายเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาวคือ การตัดงบผู้สูงอายุที่ร่ำรวย เพราะงบประมาณที่จ่ายให้ไปอาจจะไม่มีความจำเป็น ซึ่งถือเป็นการใช้นโยบายการคลังแบบพุ่งเป้า (Targeted)

 

ตามข้อมูลจากกรมกิจการด้านผู้สูงอายุ (Department of Older Persons) แสดงให้เห็นว่า งบสวัสดิการด้านผู้สูงอายุภาพรวมในปี 2566 อยู่ที่ 90,583 ล้านบาท จากจำนวนนี้ 87,580 ล้านบาทเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกจากนี้ เมื่อย้อนหลังกลับไปจะเห็นได้ว่า งบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 2563-2566 แสดงให้เห็นว่า รายจ่ายของรัฐบาล (Public Expenditure) สำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ (Old Age Benefits) ของไทย คิดเป็น 1.5% ต่อ GDP เท่านั้น ถือว่าน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น จีน, มาเลเซีย, เวียดนาม, เกาหลีใต้, ศรีลังกา และปากีสถาน และน้อยกว่าประเทศที่เผชิญการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางประชากรใกล้เคียงกัน

 

อ้างอิง: Allianz Global Pension Report 2023, ILO

 

โดยรายจ่ายสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุที่แตกต่างกันของประเทศต่างๆ นี้ล้วนมาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น โครงสร้างอายุประชากร ความครอบคลุมของระบบบำเหน็จบำนาญ และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยจะเห็นได้ว่า รายจ่ายของรัฐบาลทั่วโลกสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุเริ่มตั้งแต่ 0.1% ในเปรู ไปจนถึง 16% ในอิตาลี

 

ระบบบำนาญไทยรั้งท้ายโลก

นอกจากนี้ จากตามดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ประจำปี 2022 ซึ่งจัดทำโดย Mercer CFA Institute สถาบันที่ปรึกษาระดับโลก แสดงให้เห็นว่า ไทยได้คะแนนเพียง 41.7 ถือว่าเป็นประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุดจาก 44 ประเทศในดัชนี

 

สำหรับเกณฑ์ที่ Mercer ใช้ประเมิน ได้แก่ ความเพียงพอ (Adequacy), ความยั่งยืน (Sustainability) และความครบถ้วน (Integrity)

 

โดยเมื่อดูตามเกณฑ์ดังกล่าวพบว่า ประเทศไทยได้คะแนนความเพียงพอ (Adequacy) อยู่ที่ 41.3 คะแนน อันดับ 40 ของโลก, ได้คะแนนความยั่งยืน (Sustainability) อยู่ที่ 36.4 คะแนน อันดับ 37 ของโลก และได้คะแนนความครบถ้วน (Integrity) อยู่ที่ 50 คะแนน อันดับ 41 ของโลก

 

Mercer ยังแนะว่า เพื่อให้ค่าดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้น ไทยควรทำให้พนักงานเข้าร่วมโครงการบำเหน็จบำนาญมากขึ้น รัฐบาลไทยควรเพิ่มการสนับสนุนขั้นต่ำสำหรับผู้สูงอายุที่ยากจน และปรับปรุงข้อกำหนดการกำกับดูแลสำหรับระบบบำเหน็จบำนาญเอกชน เป็นต้น

 

จากข้อมูลทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าระบบบำนาญของไทยยังไม่แข็งแรงและรั้งท้ายโลก หมายความว่าผู้สูงอายุชาวไทยทั้งปัจจุบันและในอนาคตแทบไม่มีหลักประกันเพียงพอ แต่กระนั้นรัฐไทยกลับพยายามจะคัดกรองให้ผู้สูงอายุที่ได้รับสวัสดิการเบี้ยฯ ในปัจจุบันลดน้อยลงไปอีก โดยใช้เกณฑ์ ‘พิสูจน์ความจน’ เพื่อพยายามบรรลุความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง:

The post รายจ่ายรัฐบาลไทยด้านสวัสดิการผู้สูงอายุแทบรั้งท้ายโลก ด้าน Mercer ให้คะแนนระบบบำนาญไทย ‘ต่ำสุด’ ในดัชนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ถึงเกิดการประท้วงใหญ่-ทางออกมีกี่หน้า? | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow290366-3/ Thu, 30 Mar 2023 01:31:32 +0000 https://thestandard.co/?p=770560 ปฏิรูปบำนาญ

ทำไมปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ถึงเกิดการประท้วงใหญ่-ทางออกม […]

The post ชมคลิป: ทำไมปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ถึงเกิดการประท้วงใหญ่-ทางออกมีกี่หน้า? | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูปบำนาญ

ทำไมปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ถึงเกิดการประท้วงใหญ่-ทางออกมีกี่หน้า?

The post ชมคลิป: ทำไมปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ถึงเกิดการประท้วงใหญ่-ทางออกมีกี่หน้า? | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประท้วงในฝรั่งเศสยังดุเดือด ประชาชนยืนยันไม่เอาแผนปฏิรูปบำนาญ https://thestandard.co/france-protest-still-going/ Wed, 29 Mar 2023 04:14:36 +0000 https://thestandard.co/?p=770105

การประท้วงในกรุงปารีสยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยวานนี […]

The post การประท้วงในฝรั่งเศสยังดุเดือด ประชาชนยืนยันไม่เอาแผนปฏิรูปบำนาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประท้วงในกรุงปารีสยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยวานนี้ (28 มีนาคม) กลุ่มผู้ประท้วงสวมชุดดำได้จุดไฟเผาถังขยะและมีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงปารีส ขณะเจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยการถือโล่พุ่งเข้าปะทะกับผู้ประท้วงและขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่เพื่อพยายามสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เดินหน้าแผนปฏิรูปบำนาญ

 

สำหรับวานนี้ การประท้วงไม่ได้เกิดขึ้นในกรุงปารีสเพียงเมืองเดียว แต่ยังมีผู้ออกมาร่วมชุมนุมในเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น เมืองแรนส์ (Rennes) บอร์กโดซ์ (Bordeaux) และตูลูส (Toulouse) ขณะที่ในเมืองนองต์ (Nantes) ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาธนาคารและรถยนต์หลายคัน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของบรรยากาศการประท้วงที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้นับว่ารุนแรงน้อยกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่ผู้ประท้วงส่วนมากชุมนุมกันด้วยความสงบ

 

โดยเมื่อช่วงเช้าวานนี้ รัฐบาลของมาครงได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานที่ขอให้ระงับและพิจารณาทบทวนแผนปฏิรูปบำนาญใหม่อีกครั้ง ซึ่งมีสาระสำคัญคือการปรับเพดานเกษียณอายุจาก 62 ปีขึ้น เป็น 64 ปี สร้างความโกรธแค้นให้กับกลุ่มผู้นำแรงงานที่ย้ำจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลควรหาทางออกจากวิกฤตนี้ ขณะที่ฝั่งของรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลยินดีที่จะเจรจากับสหภาพแรงงาน แต่เป็นในประเด็นอื่นๆ เพราะรัฐบาลยังยืนยันที่จะเดินหน้าผลักดันแผนปฏิรูปดังกล่าว ด้านนายกรัฐมนตรีเอลิซาเบธ บอร์น ได้ยื่นข้อเสนอที่จะพูดคุยกับสหภาพแรงงานอีกครั้งในวันจันทร์และอังคารหน้า

 

การประท้วงในฝรั่งเศสยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลง โดยประชาชนนับล้านได้ออกมาเดินขบวนและผละงานประท้วงกันตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงการต่อต้านแผนปฏิรูปบำนาญของมาครง โดยสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตราพิเศษในรัฐธรรมนูญ เพื่อผลักดันแผนปฏิรูปบำนาญโดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่สหภาพแรงงานระบุว่า การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศรอบต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 6 เมษายนนี้

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Carl Court / Getty Images

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Carl Court / Getty Images

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Quentin Veuillet / NurPhoto via Getty Images

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Samuel Boivin / NurPhoto via Getty Images

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Samuel Boivin / NurPhoto via Getty Images

 

การประท้วงในฝรั่งเศส

ภาพ: Carl Court / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post การประท้วงในฝรั่งเศสยังดุเดือด ประชาชนยืนยันไม่เอาแผนปฏิรูปบำนาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไอซ์แลนด์’ แชมป์ประเทศ ‘บำนาญ’ เพื่อวัยเกษียณดีสุดในโลก ส่วนไทยรั้งท้ายอยู่อันดับ 44 https://thestandard.co/iceland-pension/ Wed, 19 Oct 2022 07:21:04 +0000 https://thestandard.co/?p=697241 ไอซ์แลนด์

Mercer บริษัทบริหารสินทรัพย์จากสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน Mer […]

The post ‘ไอซ์แลนด์’ แชมป์ประเทศ ‘บำนาญ’ เพื่อวัยเกษียณดีสุดในโลก ส่วนไทยรั้งท้ายอยู่อันดับ 44 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอซ์แลนด์

Mercer บริษัทบริหารสินทรัพย์จากสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน Mercer CFA Institute Global Pension Index 2022 ที่ได้จัดอันดับระบบบำนาญของแต่ละประเทศในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งที่ 14 แล้ว โดยจากการสำรวจใน 44 ชาติทั่วโลก พบว่า ไอซ์แลนด์ ครองแชมป์ไปด้วยคะแนน 84.7 คะแนนภาพรวมอยู่ในเกรด A

 

ทั้งนี้ ไอซ์แลนด์ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ในเรื่องของความเป็นเลิศด้านผลประโยชน์ในระบบบำนาญของภาครัฐและเอกชนที่มีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี และมีแผนงานที่ครอบคลุมไปถึงอนาคต 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ขณะที่อันดับ 2 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 84.6 คะแนน เกรด A, อันดับ 3 เดนมาร์ก 82.0 คะแนน เกรด A, อันดับ 4 อิสราเอล 79.8 คะแนน เกรด B+ และอันดับ 6 ฟินแลนด์ 77.2 คะแนน เกรด B+

 

ด้านประเทศในกลุ่มรั้งท้าย อันดับ 44 ไทย 41.7 คะแนน เกรด D, อันดับ 43 ฟิลิปปินส์ 42 คะแนน เกรด D, อันดับ 42 อาร์เจนตินา 43.3 คะแนน เกรด D, อันดับ 41 อินเดีย 44.4 คะแนน เกรด D และอันดับ 40 ตุรกี 45.3 คะแนน เกรด D 

 

นอกจากนี้ Mercer ยังได้ให้คำแนะนำกับประเทศไทยที่อยู่อันดับสุดท้ายว่า ควรเพิ่มเติมและปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับระบบบำนาญ 4 ข้อ ดังนี้ 

 

  • เพิ่มความครอบคลุมของพนักงานในโครงการบำเหน็จบำนาญ โดยจะเป็นการเพิ่มระดับของเงินสมทบและทรัพย์สิน 
  • เพิ่มเพดานขั้นต่ำในการสนับสนุนผู้สูงอายุกลุ่มที่ยากจนที่สุด
  • ผลประโยชน์การเกษียณจากการจัดการเงินบำนาญส่วนตัวจะต้องนำมาเป็นกระแสรายได้
  • ปรับปรุงข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในระบบของสำนักงานประกันสังคม   

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดระบบบำนาญระดับโลก (Global Pension Index) ที่นำมาใช้จัดอันดับประเทศต่างๆ จะถูกคิดจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. ความเหมาะสม อย่างเงินที่เพียงพอต่อการครองชีพ น้ำหนักคะแนน 40% 2. ความยั่งยืน ครอบคลุมคนหมู่มาก และปริมาณกองทุนบำนาญเพียงพอ น้ำหนักคะแนน 35% และ 3. ความมั่นคง ในส่วนของการบริหารจัดการกองทุนบำนาญ น้ำหนักคะแนน 25%

 

อนึ่ง Mercer ระบุว่า การวางแผนทางการเงินให้ดีที่สุดสำหรับการเกษียณเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งกระจายเงินออมเพื่อการเกษียณ และกระจายความเสี่ยงสำหรับแผนการลงทุนต่างๆ และผู้ที่สนใจลงทุน ส่วนผู้กำหนดนโยบายบำนาญก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการเกษียณอายุได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

 

อ้างอิง:

The post ‘ไอซ์แลนด์’ แชมป์ประเทศ ‘บำนาญ’ เพื่อวัยเกษียณดีสุดในโลก ส่วนไทยรั้งท้ายอยู่อันดับ 44 appeared first on THE STANDARD.

]]>