บางจาก คอร์ปอเรชั่น – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 29 Sep 2025 05:09:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘บางจาก’ เตรียมเสนอบอร์ดซื้อหุ้นคืน 3 ปีรวด พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ‘ชัยวัฒน์’ ชี้หุ้นยังต่ำกว่ามูลค่า https://thestandard.co/bangchak-share-buyback-business-restructuring/ Thu, 25 Sep 2025 11:39:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1122893 ซีอีโอบางจากเผยแผนซื้อหุ้นคืน 3 ปี พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

ซีอีโอ ‘บางจาก’ เผยบริษัทมีแผนซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง 3 ปี […]

The post ‘บางจาก’ เตรียมเสนอบอร์ดซื้อหุ้นคืน 3 ปีรวด พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ‘ชัยวัฒน์’ ชี้หุ้นยังต่ำกว่ามูลค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอบางจากเผยแผนซื้อหุ้นคืน 3 ปี พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

ซีอีโอ ‘บางจาก’ เผยบริษัทมีแผนซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง 3 ปี เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการภายในปีนี้ เชื่อราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่า ล่าสุดประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ หวังดัน EBITDA จากราว 40,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี 2571 

 

วันนี้ (25 กันยายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ภายในปี 2571 บริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อีก 100% จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ต่อเนื่อง 3 ปี 

 

“เรามองว่าหุ้นเรามีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน” ชัยวัฒน์กล่าว “โครงการซื้อหุ้นคืนจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดภายในปีนี้”

 

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของบางจากที่ประกาศในวันนี้เป็นสิ่งที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งรวมเอาความเห็นของคณะกรรมการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการเดิมหรือคณะกรรมการใหม่ที่เข้ามาในปีนี้ 

 

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของบางจากคือ การรักษาความเป็นผู้นำด้านอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Top Tier TSR) ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากผลตอบแทนจากราคาหุ้น (Capital Gain) และผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Payment) เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน 

 

ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ 

 

ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า การวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแรงยิ่งขึ้นเพื่อการเติบโตในทศวรรษต่อไป บริษัทจะจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยเปลี่ยนจาก 5 กลุ่มธุรกิจเดิม (โรงกลั่น, การตลาด, พลังงานไฟฟ้าสีเขียว, เชื้อเพลิงชีวภาพ และธุรกิจต้นน้ำ) มาเป็น 5 กลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีการบูรณาการและมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่

 

  1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ เป็นการรวมธุรกิจโรงกลั่นบางจากพระโขนงและศรีราชา, ธุรกิจการตลาด และธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (BBGI) เข้าไว้ด้วยกันภายใต้การบริหารของทีมเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการทำงานซ้ำซ้อน และสร้าง Synergy ข้ามสายงาน โดยตั้งเป้า EBITDA ของธุรกิจนี้เติบโต 3 เท่า ภายในปี 2571 
  2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน ยกระดับธุรกิจจัดหาน้ำมันและซื้อขายผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานสนับสนุนขึ้นเป็น ธุรกิจเรือธง (Flagship) ใหม่ ของกลุ่มบางจาก โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของ EBITDA ถึง 5-8 เท่า หรือแตะระดับ 4,400 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากการขยายการซื้อขายนอกเหนือจากการจัดหาให้เพียงโรงกลั่นในเครือ ไปสู่การเป็นผู้เล่นในตลาดโลกอย่างเต็มตัว
  3. กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) กลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกครั้ง หลังจากเห็นแนวโน้มว่าโลกยังคงต้องพึ่งพาไฮโดรคาร์บอนต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ปี โดยจะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจาก OKEA ซึ่งเป็นธุรกิจลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่ประเทศนอร์เวย์ มาต่อยอดแสวงหาโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
  4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (Power and Infrastructure) เป็นการ ‘Reinventing’ หรือปรับเปลี่ยนทิศทางของ BCPG ใหม่ เนื่องจากตลาดพลังงานหมุนเวียนในประเทศมีการแข่งขันสูงและให้ผลตอบแทนน้อยลง โดยจะขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่มีความต้องการสูง เช่น Data Center และ Cloud Service พร้อมตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ของ BCPG เป็น 2 เท่า สู่ระดับมากกว่า 7,000 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า
  5. กลุ่มธุรกิจใหม่และนวัตกรรม (New Business and Holdings) ทำหน้าที่เป็นหน่วยลงทุนเชิงกลยุทธ์ ดูแลการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เข้าพวกกับ 4 กลุ่มแรก และบริหารจัดการกองทุนมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI, Digital, Clean Molecules (แอมโมเนียสีเขียว, น้ำมันสังเคราะห์) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่

 

จากการปรับโครงสร้างและแผนยุทธศาสตร์ใหม่จะช่วยให้ EBITDA เพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาทต่อปี จากสินทรัพย์และการดำเนินงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน บางจากจะยกระดับวินัยทางการเงินและการลงทุน (Investment Discipline) โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนในภาพรวมของกลุ่ม มีการกำหนดเกณฑ์ผลตอบแทน (IRR) ขั้นต่ำของการลงทุนไว้ที่ 15%

The post ‘บางจาก’ เตรียมเสนอบอร์ดซื้อหุ้นคืน 3 ปีรวด พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ‘ชัยวัฒน์’ ชี้หุ้นยังต่ำกว่ามูลค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายปริศนาฮุบ ‘บางจาก’? ปมร้อนที่รอความจริงปรากฏ https://thestandard.co/bangchak-bcp-scandal-money-laundering/ Mon, 22 Sep 2025 13:15:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1121604 bangchak-bcp-scandal-money-laundering

ประเด็นสำคัญ   จุดเริ่มต้นเรื่องราว ข้อกล่าวหาจากป […]

The post เครือข่ายปริศนาฮุบ ‘บางจาก’? ปมร้อนที่รอความจริงปรากฏ appeared first on THE STANDARD.

]]>
bangchak-bcp-scandal-money-laundering

 

ตลาดทุนไทยร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อการเข้าถือหุ้นใน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ของนักลงทุนรายใหม่อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ดีลธุรกิจหรือการลงทุนทั่วไป ท่ามกลางสปอตไลท์ที่จับจ้องโดยอดีตนักข่าวสืบสวนระดับโลก ผู้เคยเปิดโปงคดีฉ้อโกงระดับโลกอย่าง 1MDB  

 

ปมปริศนาครั้งนี้ถูกโยงไปถึงเครือข่ายทุนปริศนาที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สังคมกำลังรอคอยข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลัง

 

จุดเริ่มต้นเรื่องราว ข้อกล่าวหาจากปลายปากกา Tom Wright

 

เรื่องราวครั้งนี้เริ่มต้นจากซีรีส์บทความสืบสวนโดย Tom Wright อดีตนักข่าวของ Wall Street Journal และผู้เปิดโปงคดีฉ้อโกง 1MDB ของมาเลเซีย เขาได้กล่าวหาว่า เบนจามิน มัวร์เบอร์เจอร์ (Benjamin Mauerberger) อาชากรผู้มีประวัติฉ้อโกง คือ ‘นายหน้า’ คนสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจในกัมพูชาและไทย

 

บทความอ้างว่า มัวร์เบอร์เจอร์ “ใช้เวลาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาแทรกซึมเข้าสู่วงในของชนชั้นนำทางการเมืองของกัมพูชาอย่างลึกซึ้ง จากการยืนยันของแหล่งข่าวหลายแห่งที่รู้เรื่องนี้โดยตรง เขาเป็นหุ้นส่วนลับของ ยิม เลียก บุตรชายผู้ทรงอิทธิพลของอดีตรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมอาณาจักรการเงินและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่”

 

เครือข่ายของมัวร์เบอร์เจอร์ ซึ่งมี Capital Asia Investments (CAI) เป็นกลไกสำคัญ ได้ใช้โครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อนเข้าซื้อหุ้น BCP โดยเส้นทางการเงินโยงใยไปถึง แคททาลียา บีเวอร์ ภรรยาของมัวร์เบอร์เจอร์เอง ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเงินทุนมหาศาลที่ใช้ในการซื้อหุ้นครั้งนี้ อาจเป็นเงินจากเครือข่ายสีเทาที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา

 

บริษัทนี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ได้เข้าถือครองหุ้น 14% ใน BCP จากนั้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้ขายหุ้น 9% ให้กับบริษัทไทยชื่อ ALPHA Chartered Energy (ACE) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปีนี้

 

หัวใจของการกล่าวหาอยู่ที่กลไกการเข้าซื้อหุ้น BCP ซึ่ง Wright อ้างว่าเครือข่ายของมัวร์เบอร์เจอร์ได้ใช้ Capital Asia Investments (CAI) บริษัทจัดการกองทุนในสิงคโปร์ เป็นตัวกลาง ก่อนที่หุ้นจะถูกขายให้กับ ACE ในประเทศไทย

 

จุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดคือ เส้นทางเอกสารของ ACE นำไปสู่ แคททาลียา บีเวอร์ ภรรยาของมัวร์เบอร์เจอร์โดยตรง เนื่องจากบริษัทแม่ของอัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เคยใช้ที่อยู่สำนักงานแห่งเดียวกับ บริษัท เอเพกซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่แคททาลียาใช้ในการซื้อเพนต์เฮาส์หรู Aman New York Residences มูลค่า 20.3 ล้านดอลลาร์

 

ALPHA Chartered Energy โต้กลับทุกข้อกล่าวหา

 

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ ACE ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ปราศจากมูลความจริงและมีเจตนาทำลายชื่อเสียง โดยมีสาระสำคัญดังนี้

 

เหตุผลในการลงทุนมาจากปัจจัยพื้นฐาน

 

ACE ยืนยันว่าการเข้าลงทุนใน BCP เกิดจากข้อเสนอของ ณัฐกร อธิธนาวานิช ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Local Partner) ของ Chartered Group ในประเทศไทย และเป็นอดีตที่ปรึกษาจาก McKinsey & Company โดยณัฐกรเล็งเห็นว่า BCP เป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และมีมูลค่าการลงทุนที่เหมาะสม ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

 

ถัดมาคือประเด็นโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่ง ACE ระบุว่ามีความชัดเจน โดย Alpha Global (ผู้ถือหุ้น 51%) มีณัฐกรเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมเต็มรูปแบบ ส่วน Encore Issuance S.A. (ผู้ถือหุ้น 49%) ได้มีการเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด (Ultimate Beneficial Owners) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่เข้าซื้อกิจการ บลจ.เอ็มเอฟซี และ ขอยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับนักการเมือง พรรคการเมือง หรือบุคคลตามที่ถูกกล่าวหา

 

ACE ชี้แจงว่า เงินทุนที่ใช้ในการซื้อหุ้น BCP มาจากความช่วยเหลือทางการเงินแบบไม่มีหลักประกันจากสถาบันการเงินในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Monetary Authority of Singapore (MAS) โดยการสนับสนุนนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือของ Chartered Group

 

ทั้งนี้ ACE บอกว่า การลงทุนครั้งนี้ถือเป็น Flagship Investment ในระยะยาว โดยมีเป้าหมายที่จะใช้เครือข่ายและความเชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับ BCP อย่างก้าวกระโดดในอีก 3 ปีข้างหน้า และได้เสนอชื่อ ณัฐกร อธิธนาวานิช และ Tomas Koch (อดีต Senior Partner ของ McKinsey & Company) เข้าเป็นกรรมการของ BCP

 

‘ความผิดปกติ’ ที่ สฤณี อาชวานันทกุล ตั้งข้อสังเกต

 

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล นักวิจัย และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ระบุผ่านบทความว่า จากการศึกษาเอกสารการจดทะเบียนของบริษัทที่จดทะเบียนในไทยซึ่งปรากฎในบทความ ได้แก่ บริษัท อัลฟา โกลบอล, บริษัท อัลฟา ชาร์เตอร์ด เอเนอร์ยี และ บริษัท เอเพกซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ จำกัด พบข้อมูลจากเอกสารทางการที่ยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการถือหุ้นและการซื้อหุ้น BCP รวมถึงข้อเท็จจริงอื่นๆ อย่างเช่นการแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่บริษัท

 

ข้อเท็จจริงที่ได้จากเอกสารทางการ “มีมากพอที่จะชี้ให้เห็น ‘ความผิดปกติ’ หลายประการของการเข้าซื้อหุ้น บมจ. บางจาก ของกลุ่ม ‘นักลงทุนลึกลับ’ ที่ใช้ Chartered Group ซึ่งล่าสุดได้ไล่ซื้อหุ้นอย่างรวดเร็วหลังวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นประจำปี เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 2% เป็นมากถึง 20%”

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เป็นปมปริศนาสำคัญ 3 ประการ 

 

  1. บริษัทตั้งใหม่ กับเงินทุนมหาศาลที่ไม่สมเหตุสมผล

ACE เพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท แต่ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน บริษัทนี้กลับใช้เงินมหาศาลราว 8,600 – 10,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้น BCP ถึง 20% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 200 เท่าของทุนจดทะเบียน คำถามสำคัญคือ ‘ใคร’ คือเจ้าของเงินทุนมหาศาลจำนวนนี้ และเหตุใดจึงต้องใช้บริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่เป็นเครื่องมือในการลงทุน

 

  1. เงื่อนงำเรื่อง ‘นอมินี’ และเจ้าของตัวจริง

เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ของ ACE คือ บริษัท อัลฟ่า โกลบอล จำกัด ซึ่งก็เป็นบริษัทตั้งใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ด้วยทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด (99.9999%) ของ อัลฟ่า โกลบอล คือ ณัฐกร อธิธนาวานิช ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้น BCP ทางอ้อมถึง 10.2% คิดเป็นมูลค่าราว 4,400 ล้านบาท

 

ประเด็นที่น่าสงสัยคือ ชื่อของณัฐกรไม่เคยปรากฏในทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านของไทยมาก่อน จึงเกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เขาเป็นเจ้าของเงินทุนตัวจริง หรือเป็นเพียงนอมินีที่ถือหุ้นแทนบุคคลหรือกลุ่มทุนอื่นที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้?

 

  1. การย้ายที่อยู่บริษัทอย่างน่าสงสัย และความเชื่อมโยงที่ถูกลบ

อัลฟ่า โกลบอล มีการแจ้งเปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานถึง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือนหลังก่อตั้ง ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ที่ตั้งสำนักงานแห่งแรกของบริษัท อยู่ที่ อาคารเกษร ทาวเวอร์ ชั้น 28 ห้อง D/1 ซึ่งแทบจะเป็นที่อยู่เดียวกับ บริษัท เอเพกซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ จำกัด ของ แคททาลียา บีเวอร์ (ภรรยาของมัวร์เบอร์เจอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ห้อง D/2 ในชั้นและอาคารเดียวกัน

 

สำหรับประเด็นที่ตั้งสำนักงานนี้ ACE ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เป็นเพราะการใช้ที่อยู่ของที่ปรึกษากฎหมายที่ช่วยจัดตั้งบริษัท เป็นที่อยู่ชั่วคราวของสำนักงาน ในระหว่างการให้ที่ตั้งออฟฟิศที่แท้จริง

 

สฤณีสรุปว่า ความผิดปกติทั้ง 3 ประการนี้ มีน้ำหนักมากพอที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรเข้ามาตรวจสอบเพื่อหา ‘เจ้าของหุ้นตัวจริง’ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ควรตรวจสอบ ‘ที่มาของเงินทุน’ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นมูลค่ามหาศาลผ่านบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนต่ำ

 

บอร์ดประกันสังคมเผยความพยายาม ‘ฮุบ’ หุ้นบางจาก

 

ข้อมูลที่ทำให้ภาพจิ๊กซอว์นี้ชัดเจนขึ้น มาจาก รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในบอร์ดประกันสังคม ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลประสบการณ์ตรงที่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น

 

รศ.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ในปี 2567 ได้มีข้อเสนอขอซื้อหุ้น BCP ทั้งหมดที่ประกันสังคมถือครอง (สัดส่วน 14% มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท) ในรูปแบบ Big Lot ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกกระดาน

 

อย่างไรก็ตาม บอร์ดประกันสังคม โดยเฉพาะอนุกรรมการบริหารการลงทุนและตัวแทนผู้ประกันตน ได้ตั้งข้อสังเกตและ คัดค้านดีลดังกล่าว ด้วยเหตุผลสำคัญคือ

“กลุ่มทุนที่ยื่นข้อเสนอ มีปัญหาในเรื่องการระบุตัวตนและไม่สามารถระบุว่าใครคือผู้ซื้อที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง” รศ.ษัษฐรัมย์ ระบุ

 

ความไม่โปร่งใสดังกล่าว ทำให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าและกรรมการหลายฝ่ายร่วมกันป้องกันไม่ให้การซื้อขายเกิดขึ้น โดยผลักดันให้ปรับสถานะหุ้นบางจากจาก “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” (ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมมาตั้งแต่ปี 2558) มาเป็นหุ้นปกติที่ต้องซื้อขายตามกลไกตลาด เพื่อปิดช่องทางการขายแบบเจาะจงให้กับกลุ่มทุนที่ไร้ที่มาที่ไป

 

การเคลื่อนไหวนี้เท่ากับเป็นการยืนยันว่า เคยมีความพยายามของกลุ่มทุนที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้จริง ในการเข้าซื้อหุ้น BCP จำนวนมหาศาลจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่กลุ่ม ACE จะเข้าซื้อหุ้นจากช่องทางอื่นในตลาด

 

ณ วันนี้ เรามีข้อมูลที่ปะติดปะต่อกัน ตั้งแต่ข้อกล่าวหาจากสื่อต่างชาติ, คำชี้แจงจากบริษัท, ข้อสังเกตจากเอกสารราชการ และคำยืนยันจากกรรมการในหน่วยงานที่เคยถูกทาบทามโดยตรง

 

ปมปริศนานี้ใหญ่เกินกว่าที่สังคมจะหาคำตอบได้เอง และเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานต่างๆ ในการตรวจสอบและกำกับดูแล 

 

ข้อเสนอจากฝั่งบอร์ดประกันสังคมที่ต้องการให้การซื้อขาย Big Lot ในอนาคตต้อง เปิดเผยผู้ถือหุ้นชั้นสุดท้าย (UBO) และต้องผ่านกระบวนการประมูลที่โปร่งใส คือมาตรการสำคัญที่หน่วยงานกำกับควรรับไปพิจารณาเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของตลาดทุนไทย

 

บทสรุปของมหากาพย์นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบ ว่าจะสามารถสร้างความกระจ่างให้กับทุกข้อกังขา และนำความจริงมาเปิดเผยต่อสาธารณชนได้หรือไม่

 

ภาพ: Atstock Productions/Shutterstock 

 

อ้างอิง:

 

The post เครือข่ายปริศนาฮุบ ‘บางจาก’? ปมร้อนที่รอความจริงปรากฏ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด https://thestandard.co/market-focus-bcp-4q67/ Tue, 25 Feb 2025 13:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1045696

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานกำไรสุทธิ 17 ล้านบาทใน 4Q67 ฟื้นตัวจากขาดทุน 2.1 พันล้านบาทใน 3Q67 และขาดทุน 977 ล้านบาทใน 4Q66 แม้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ Accounting EBITDA ลดลง 30%YoY แต่ทรงตัว QoQ ทั้งๆ ที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันพลิกกลับมามี EBITDA เป็นบวกที่ 173 ล้านบาทจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่สูงขึ้น 

 

กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณการขายที่ลดลง QoQ ของ OKEA ซึ่งเป็นผลมาจากการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme และปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) ของแหล่ง Draugen และ Brage กำไรสุทธิปี 2567 ลดลง 8.35%YoY มาอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพราะมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอ่อนแอและขาดทุนสต็อก ประกอบกับค่าการตลาดลดลงเล็กน้อย แม้ว่าจะได้รับการชดเชยจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นหลังเข้าซื้อ BSRC 

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันฟื้นตัวจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาทใน 3Q67 กลับมามีกำไร 173 ล้านบาท ค่าการกลั่นทางบัญชีปรับตัวดีขึ้นจากติดลบ 2.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ลดลง 2.5 พันล้านบาท) มาอยู่ที่ 1.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านบาท) 

 

โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจาก Crack Spread ที่แข็งแกร่งขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นขั้นกลางจากอุปสงค์ตามฤดูกาลและขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลง ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้น 5%QoQ มาอยู่ที่ 271.8 kbd (อัตราการใช้กำลังการกลั่น 92%) ใน 4Q67 เนื่องจากโรงกลั่นทั้งสองแห่งกลับมาดำเนินงานตามปกติหลังจากโรงกลั่นศรีราชาปิดซ่อมบำรุงบางส่วนใน 3Q67 

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวดีขึ้น QoQ จากปริมาณการขายที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 19%QoQ จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ปริมาณการขายของธุรกิจการตลาดเพิ่มขึ้น 7%QoQ มาอยู่ที่ 3.5 พันล้านลิตรใน 4Q67 จากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าการแข่งขันยังรุนแรง 

 

โดยทำให้ค่าการตลาดปรับลดลงจาก 0.96 บาทต่อลิตรใน 3Q67 มาอยู่ที่ 0.87 บาทต่อลิตรใน 4Q67 ค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ที่ 0.77 บาทต่อลิตร โดยได้แรงหนุนจากขาดทุนจากสินค้าคงเหลือที่ลดลง 

 

นอกจากนี้ปริมาณการขายที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจการตลาดยังส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะไบโอดีเซล ซึ่งช่วยหนุนให้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น 26%YoY และ 98%QoQ เนื่องจากมาร์จิ้นและปริมาณการขายไบโอดีเซลดีขึ้น

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น กำไร (EBITDA) จากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ลดลง 10%YoY และ 24%QoQ หลักๆ เกิดจากผลกระทบตามฤดูกาล ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าลดลง 19%QoQ นอกจากนี้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (OKEA) ก็ลดลง 26%QoQ จากปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) และการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme ทั้งๆ ที่ราคาก๊าซสูงขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 2.88% สู่ 35.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 8.49% สู่ 1,246.21 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คาดว่า BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงในปี 2568 เพื่อเพิ่มผลประโยชน์จาก Synergy ของกลุ่มให้สูงที่สุด แม้ว่ากำไร 1Q68 ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าการกลั่นที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังคาดว่าผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงเหลือที่ลดน้อยลงจะช่วยสนับสนุนกำไรสุทธิปี 2568 ในขณะที่กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY โดย Upside จะมาจากดีล M&A ใหม่

 

เพิ่มทุนสำหรับโครงการแลกหุ้น BCP ได้ประกาศเพิ่มทุน โดยออกเป็นหุ้นใหม่สำหรับการรับซื้อคืนหุ้น BSRC ที่เหลือ (18.3%) โดยแลกเป็นหุ้น BCP (Share Swap) ที่อัตรา 6.5 หุ้น BSRC ต่อ 1 หุ้น BCP หากทำสำเร็จ หุ้น BSRC จะถูกเพิกถอนออกจากตลาด การออกหุ้น BCP ใหม่จำนวน 97.21 ล้านหุ้นจะทำให้เกิด Dilution 7% และเทียบเท่ากับราคา BSRC ที่ 5.61 บาทต่อหุ้น (อิงกับราคาหุ้น BCP ที่ 36.50 บาท) โดยเชื่อว่าการควบรวมกิจการจะช่วยให้ต้นทุนลดลงได้อีกและทำให้การบริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ BCP ก็ไม่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมในการเข้าซื้อหุ้น BSRC เพิ่มเติมในรอบนี้

 

กลยุทธ์การลงทุน ยังคงราคาเป้าหมายของ BCP ไว้ที่ 44 บาทต่อหุ้น โดยอิงกับวิธี Sum-of-the-Parts ราคาเป้าหมายคิดเป็น EV/EBITDA ได้ที่เพียง 3.9 เท่า (ปี 2568) เทียบกับ P/E ของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ >9 เท่า และคงคำแนะนำ Outperform

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/bcp-20250224

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ https://thestandard.co/bangchak-record-revenue-2567/ Fri, 21 Feb 2025 08:20:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1044462

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนห […]

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนหุ้นโรงกลั่นศรีราชา หรือ BSRC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แลกเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC พร้อมเผยรายได้ปี 2567 หลังควบรวมกิจการทุบสถิติใหม่ 5.8 แสนล้าน ยอดขายน้ำมันทะลุเป้า 13,814 ล้านลิตร เติบโต 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์​) บริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2568 มีมติอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น ไม่เกินจำนวน 631,859,702 หุ้น (คิดเป็น 18.3% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ BSRC)

 

โดยแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก (Share Swap) ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC และ หากมีเศษหุ้นจากการคำนวณหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก จะมีการปัดเศษหุ้นนั้นทิ้ง 

 

การทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญดังกล่าว รวมคิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจากไม่เกิน 97,209,185 หุ้น โดยจะไม่มีการชำระค่าตอบแทนในรูปแบบของตัวเงิน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกทั้งได้ประกาศแผนการเพิกถอนหุ้นของ BSRC จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2568

 

ทั้งนี้ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเลียมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบครบวงจร (Integrated) ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและอะโรเมติกส์ที่ศรีราชา เครือข่ายคลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

 

โดยข้อมูลสมุดทะเบียน ณ วันที่ 4 กันยายน 2567 มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ดังนี้

 

  1. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 78.97%
  2. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  4. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้น 1.22%
  5. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้น 0.72%

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทบางจาก จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ให้เพิ่มความแข็งแกร่งของผลประกอบการทางการเงิน ทำให้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลดความซับซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้น และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

 

นอกจากนี้ การทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นของ BSRC ด้วยวิธีการแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ถือหุ้น BSRC ได้ถือหุ้นบางจาก ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน

 

ทั้งในด้านผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคง มี EBITDA ระดับ 4 หมื่นล้านบาทต่อเนื่อง และฐานะทางการเงินที่แข็งแรง โดยมีขนาดของสินทรัพย์ระดับกว่า 3 แสนล้านบาท ประกอบกับมีศักยภาพในการเติบโตจากธุรกิจหลักที่มีความหลากหลาย ภายใต้แนวคิด Bangchak 100X เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 และการเติบโตเป็นองค์กรที่ยั่งยืน 100 ปีคู่สังคมไทย 

 

โดยผู้ถือหุ้น BSRC ยังคงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ BSRC ในทางอ้อมผ่านการถือหุ้นในบางจาก พร้อมทั้งมีสภาพคล่องในการลงทุนที่สูงขึ้นจากมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่ใหญ่ขึ้น

 

สำหรับธุรกรรมการปรับโครงสร้างผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดและเพิกถอนหุ้น BSRC ดังกล่าว อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมถึงการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของบางจาก ในวันที่ 11 เมษายน 2568 และการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของ BSRC ในวันที่ 9 เมษายน 2568

 

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลการดำเนินงานปี 2567 สร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ มีรายได้ 589,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน EBITDA 40,409 ล้านบาท พร้อมบันทึกรายได้และยอดปริมาณจำหน่ายน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ 13.8 ล้านลิตร รวมถึงสามารถสร้าง Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเท่าตัว โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,184 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.30 บาท

 

 

ยอดขายน้ำมันโต 61% ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

ชัยวัฒน์เปิดเผยอีกว่า “แม้ปี 2567 จะเป็นปีที่เผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้กำไรปรับตัวลดลงจากปีก่อน กลุ่มบริษัทบางจากยังคงสร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ 589,877 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 53% EBITDA 40,409 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 6,120 ล้านบาท ผ่านการขับเคลื่อนของ 5 กลุ่มธุรกิจ

 

“โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการตลาด ที่มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน 13,814 ล้านลิตร เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การรับรู้ Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท เหนือกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2,500 ล้านบาท หลังจากการควบรวมกิจการและรับรู้รายได้เต็มปีของบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC)

 

ดังนั้นการดำเนินธุรกิจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่กลุ่มบริษัทได้วางไว้ ทั้งศักยภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ด้าน ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า ในปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 5,006 ล้านบาท ปรับลดลง 62% มีอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 258,000 บาร์เรลต่อวัน เติบโตกว่า 16% จากปีก่อน

 

แม้ว่าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง จะมีการปิดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นตามวาระ (Turnaround Maintenance) ในรอบ 3 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นศรีราชา สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 147,800 บาร์เรลต่อวัน จากปี 2566 ที่ 101,900 บาร์เรลต่อวัน หนุนกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทบางจากเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก คอร์ปอเรชั่น มีมติแต่งตั้งอดีต ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ. สุวัฒน์’ นั่งเป็นกรรมการอิสระ มีผลทันที https://thestandard.co/bangchak-corporation-appoints-suwat/ Tue, 28 Jan 2025 10:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1035420 พล.ต.อ. สุวัฒน์ บางจาก

วันนี้ (28 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บางจาก ค […]

The post บางจาก คอร์ปอเรชั่น มีมติแต่งตั้งอดีต ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ. สุวัฒน์’ นั่งเป็นกรรมการอิสระ มีผลทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. สุวัฒน์ บางจาก

วันนี้ (28 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มีหนังสือแจ้งถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าผลจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา

 

มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ แทน นรินทร์ กัลยาณมิตร กรรมการที่ลาออก ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

 

สำหรับ พล.ต.อ. สุวัฒน์ เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), อดีตสมาชิกวุฒิสภา, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

 

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวไทยแทบลอยด์

The post บางจาก คอร์ปอเรชั่น มีมติแต่งตั้งอดีต ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ. สุวัฒน์’ นั่งเป็นกรรมการอิสระ มีผลทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากแรงบันดาลใจ สู่เกมแข่งขันตอบคำถามหน้าจอ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/genwit-quiz-competition-game/ Fri, 26 Apr 2024 12:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=926110

หลังจากที่เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา รายการ Genwit อ […]

The post จากแรงบันดาลใจ สู่เกมแข่งขันตอบคำถามหน้าจอ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา รายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group ได้ออกอากาศตอนแรกผ่านทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 สร้างความฮือฮาและเสียงตอบรับจากผู้ชมหลากหลายกลุ่ม ทั้งตัวนักเรียนและผู้ปกครอง สะท้อนได้ชัดเจนจากการแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ของรายการ ที่ส่วนใหญ่มองว่าเป็นรายการที่แข่งขันตอบคำถามเชิงวิชาการที่สนุก ไม่น่าเบื่อ พร้อมชื่นความสามารถของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ที่มาร่วมการแข่งขัน

 

สำหรับรายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group เป็นรายการแข่งขันตอบคำถามเชิงวิชาการ ซึ่งหลายคำถามเป็นคำถามรอบตัวที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อผสมกับการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของอาจารย์ประจำรายการ การทดลอง และการจำลองเหตุการณ์ รวมถึงกติกาที่ทำให้ต้องลุ้นในทุกช่วงของการแข่งขัน นอกจากผู้ชมจะได้ร่วมลุ้นเป็นกำลังใจให้แก่ผู้เข้าแข่งขันแล้ว ยังได้ความรู้ไปอีกด้วย

 

โดยมีนักเรียนจาก 16 โรงเรียนชื่อดังของประเทศมาช่วยกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 1,000,000 บาท ซึ่งจะมีการจัดแข่งขันเป็นฤดูกาลอย่างต่อเนื่องทุกปี 

 

 

จากแนวคิดส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเยาวชนของบางจาก จึงถือกำเนิดรายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group ซึ่งจับมือกับเวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ถือเป็นเจ้าตลาดรายการบันเทิงในหลากหลายประเภทโดยเฉพาะเกมโชว์ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน 

 

บางจากได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสาขาวิชาการตามแนวทาง STEM Education ซึ่งประกอบด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นการบูรณาการ 4 สาขาวิชาที่เป็นพื้นฐานของการศึกษา โดยหัวใจสำคัญของ STEM Education คือ ไม่เน้นการท่องจำ แต่ให้ลงมือปฏิบัติ ทดลองจริงมากกว่าการเรียนภาคทฤษฎี เพื่อนำความรู้ไปต่อยอด

 

ผสานแนวคิดจาก ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ได้มีโอกาสรับชมรายการแข่งขันตอบคำถามวิชาการจากเด็กมัธยมในอดีต ซึ่งช่วยกระตุ้นและสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้ตนเองและอีกหลายๆ คนอยากจะเก่งเหมือนผู้เข้าแข่งขัน

 

 

“แรงส่งตรงนี้ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศเกษตรกรรมมาสู่ประเทศอุตสาหกรรม และสาขาวิชา STEM เหล่านี้ถือเป็นวิชาพื้นฐานที่ทำให้เด็กและเยาวชนรุ่นนั้นมีวิธีคิด วิธีการทำงาน ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด” ชัยวัฒน์กล่าว

 

หากย้อนกลับไปในอดีตรายการเกมโชว์ที่เปิดโอกาสให้เด็กมัธยมเข้ามาแข่งขันตอบคำถามมีอยู่จำนวนมาก เช่น รายการเวทีคนเก่ง หรือแม้แต่วิทยสัประยุทธ์ ซึ่งถือเป็นรายการแข่งขันตอบคำถามของเด็กนักเรียนมัธยมที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงอย่างมาก แต่จากเทรนด์การรับชมรายการของผู้ชมที่เปลี่ยนไปเน้นรายการให้ความเทิง ความสนุกสนาน จนรายการเหล่านี้ทยอยหายไปจากหน้าจอทีวีอย่างต่อเนื่องจนแทบจะหาไม่ได้ในปัจจุบัน 

 

 

ปรากฏการณ์การกลับมาของรายการแข่งขันตอบคำถามเชิงวิชาการที่ทั้งสนุกและได้ความรู้บนหน้าจอทีวีอย่างรายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group ย่อมสร้างแรงกระตุ้นสำคัญให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสนใจกับรายการทีวีที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะผู้ชมที่มีส่วนอย่างยิ่งในการที่จะทำให้รายการประเภทนี้มีที่ยืนหยัดบนหน้าจอทีวี ผู้สนใจสามารถรับชมได้ผ่านช่องเวิร์คพอยท์ 23 ทุกวันพุธ เวลา 20.05-21.30 น.

 

The post จากแรงบันดาลใจ สู่เกมแข่งขันตอบคำถามหน้าจอ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ Presented by Bangchak Group [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง https://thestandard.co/market-focus-bcp-2/ Mon, 11 Mar 2024 07:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=909639

เกิดอะไรขึ้น: กำไรที่เติบโตอย่างน่าประทับใจในช่วง 3 ปีท […]

The post BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

กำไรที่เติบโตอย่างน่าประทับใจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ได้พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของกำไรท่ามกลางราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ผันผวน ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากราคาหุ้น BCP ที่ปรับตัว Outperform SET ในปี 2564-2566 ถึง 86%

 

InnovestX Research คาดว่าค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะช่วยสนับสนุนกำไรใน 1Q67 BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงใน 1Q67 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยใน 2Q67 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผนในเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 27 วัน (ถือเป็นการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นที่สั้นที่สุดในสถิติของ BCP) หลังจากการหยุดซ่อมบำรุงครั้งนี้ วงจรการบำรุงรักษาของบริษัทจะขยายออกไปเป็น 4 ปี เทียบกับ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ 

 

แต่จะถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้นที่ BSRC เพื่อรองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นที่สถานีบริการน้ำมันของ BCP และการขายเชิงพาณิชย์ กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P จะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตที่สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่ได้มาใหม่ (ถือหุ้น 28% ในแหล่ง Statfjord ที่ดำเนินการโดย Equinor)

กำไรสุทธิ 1Q67 คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้น QoQ จาก GRM ที่แข็งแกร่งขึ้นและปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่สูงขึ้นของทั้ง BCP และ BSRC นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจร่วมกันด้วย

 

ด้านการขยายธุรกิจการตลาด กลุ่มธุรกิจการตลาดค้าปลีกของ BCP จะได้แรงหนุนจากสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นจาก BSRC และการตั้งเป้าเปิดสถานีบริการใหม่ 40 สถานีในปี 2567 สู่ 2,259 สถานี โดยคาดว่าปริมาณการขายของธุรกิจการตลาด (สำหรับ BCP+BSRC) จะเติบโต 60%YoY ปริมาณการขายที่สูงขึ้นในธุรกิจค้าปลีกจะทำให้ BBGI (บริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ) สามารถเดินเครื่องโรงงานไบโอดีเซลและเอทานอลได้เต็มกำลังการผลิต แม้ว่าในปัจจุบันอุปสงค์และอุปทานในประเทศไทยจะไม่สมดุลก็ตาม 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับลง 2.30% สู่ระดับ 42.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.41% สู่ระดับ 1,382.88 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

ปัจจุบัน Valuation ของหุ้น BCP ยังไม่แพง เนื่องจากยังคงเทรดที่ EV/EBITDA 4.7 เท่า (ปี 2567) ตามงบการเงินรวม เทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 8 เท่า ซึ่งมองว่าตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการที่ BCP เข้าลงทุนใน BSRC และ OKEA แม้ว่าการเติบโตของ EBITDA ในช่วงปี 2565-2566 โดยเฉพาะ OKEA ได้รับการพิสูจน์แล้ว ราคาหุ้น BCP ในปัจจุบัน (สุทธิจากบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ) สะท้อนถึง Trailing EV/EBITDA เพียง 3.8 เท่าของธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และคาดว่ากำไรจะยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ได้ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยยังคงยึดหลักความระมัดระวังเมื่อเทียบกับเป้าหมายของ BCP ที่จะทำ EBITDA ให้ได้ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

 

InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย โดยให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ที่ 51 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็น EV/EBITDA (ปี 2567) ที่ 4.3 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 7.4 เท่า Valuation ยังไม่แพงที่ P/E (ปี 2567) เพียง 4.1 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 6-7% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด https://thestandard.co/market-focus-bcp-4q66/ Fri, 23 Feb 2024 10:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=903564

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ […]

The post BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานขาดทุนสุทธิ 977 ล้านบาทใน 4Q66 ดีกว่าคาด และเป็นผลมาจาก GRM ที่ลดลง บวกกับขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P ที่ 2.2 พันล้านบาท หากตัดรายการพิเศษออกไปพบว่า BCP มีกำไรปกติ 1.3 พันล้านบาท GRM ที่ลดลงและขาดทุนสต็อกในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและกลุ่มธุรกิจการตลาดเป็นตัวฉุดรั้งผลการดำเนินงาน 4Q66 ซึ่งถูกชดเชยโดยธุรกิจ E&P (ไม่รวมรายการด้อยค่าของสินทรัพย์) จากราคาก๊าซที่สูงขึ้น 

 

กำไรสุทธิปี 2566 ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.32 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.2%YoY) เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 40% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรปกติอยู่ที่ 8.9 พันล้านบาท (ลดลง 23%YoY) เนื่องจาก GRM สูงผิดปกติในปี 2565 

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและกลุ่มธุรกิจการตลาดเป็นตัวฉุดรั้งผลการดำเนินงาน 4Q66 โดยมีสาเหตุมาจาก GRM ที่ลดลงและขาดทุนสต็อก GRM รวม (รวมผลกระทบของการขาดทุนสต็อกและกำไรจากสัญญาซื้อ-ขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า) ลดลง 57%QoQ สู่ 7.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เพิ่มขึ้น 11%YoY ซึ่งถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้น 4%QoQ สู่ 120.8kbd หลังจากมีการหยุดซ่อมบำรุงใน 3Q66 เพื่อเตรียมผลิตผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานยูโร-5 ขาดทุนสต็อก ส่วนใหญ่ถูกชดเชยโดยกำไรจากสัญญาซื้อ-ขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า แต่ยังต่ำกว่ากำไรสต็อกสุทธิที่ 2.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 3Q66 ค่อนข้างมาก 

 

ด้านกลุ่มธุรกิจการตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบจากค่าการตลาดสุทธิที่ลดลง 28%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากขาดทุนสต็อก แม้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 10%QoQ เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซันของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยและค่าการตลาดเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 15.5%QoQ สู่ 0.97 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นไตรมาสที่สูงที่สุดในปี 2566) ส่งผลทำให้ EBITDA ของธุรกิจการตลาดลดลง 58%QoQ เพราะ EBITDA Margin ลดลงจาก 2.8% ใน 3Q66 สู่ 1.1% ใน 4Q66 (ต่ำกว่าคาด) 

 

ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยที่สำคัญมีทิศทางคละเคล้ากัน กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P (ไม่รวมรายการด้อยค่า) ปรับตัวดีขึ้น 17%QoQ เพราะราคาก๊าซสูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 21%QoQ) แต่ปริมาณการขายลดลง 4%QoQ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ E&P ยังได้รับผลกระทบจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 2.2 พันล้านบาทสำหรับโครงการ YME และ Statfjord ด้วย โดยโครงการหลังเข้าซื้อมาในช่วงปลายปี 2566 แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมต่ำกว่าที่ประเมินได้ในตอนแรก 

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น 50%QoQ เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจไบโอดีเซลและธุรกิจเอทานอลสูงขึ้น กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดลดลง 21%QoQ เพราะปริมาณการขายของโรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ ปรับตัวลดลง แต่ถูกชดเชยบางส่วนโดยยอดขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 0.57% สู่ระดับ 43.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.01% สู่ระดับ 1,402.30 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 2567:

 

InnovestX Research คาดว่า GRM ที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรใน 1Q67 ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นจะยังคงสูงใน 1Q67 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยใน 2H67 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน แต่จะถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้นที่ BSRC เพื่อรองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นที่สถานีบริการน้ำมันของ BCP และการขายเชิงพาณิชย์ กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P จะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตที่สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่ได้มาใหม่ (ถือหุ้น 28% ในแหล่ง Statfjord ที่ดำเนินการโดย Equinor)

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP โดยให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ที่ 51 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น EV / EBITDA (ปี 2567) ที่ 4.3 เท่า เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย Valuation ยังไม่แพงที่ P/E <5 เท่า (ปี 2567) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 6-7% 

 

BCP ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายสำหรับผลการดำเนินงานปี 2566 ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น (XD: วันที่ 6 มีนาคม) ทำให้เงินปันผลรวมทั้งหมดสำหรับปี 2566 อยู่ที่ 2 บาทต่อหุ้น (อัตราการจ่ายเงินปันผล 21%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผนธุรกิจปี 2567 ‘บางจาก’ มุ่งผสาน 2 แบรนด์ จากเอสโซ่เป็นบางจาก สู่ ‘ใบไม้ใบใหม่’ ที่มีเป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/revealing-business-plan-for-2024-bangchak/ Wed, 13 Dec 2023 08:36:13 +0000 https://thestandard.co/?p=876373 บางจาก คอร์ปอเรชั่น

หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้า […]

The post เปิดแผนธุรกิจปี 2567 ‘บางจาก’ มุ่งผสาน 2 แบรนด์ จากเอสโซ่เป็นบางจาก สู่ ‘ใบไม้ใบใหม่’ ที่มีเป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก คอร์ปอเรชั่น

หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิมคือบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ นับเป็นความสำเร็จของบางจากและดีลใหญ่แห่งปีของอุตสาหกรรมพลังงาน และบางจากสามารถพาองค์กรเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เพื่อรักษาสมดุลของความท้าทายด้านพลังงานตลอดจนความยั่งยืน CEO ‘ชัยวัฒน์’ วางแผนการลงทุนในปี 2567 ไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ 5 แสนล้านบาท รุกขยายการลงทุนในทุกกลุ่มธุรกิจ 

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบางจากวางงบการลงทุนปี 2567 อยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท และวางเป้าหมายรายได้เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจรวมที่ 5 แสนล้านบาท จากเป้าหมายรายได้ปีนี้อยู่ที่ 3.6 แสนล้านบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ขณะที่งบการลงทุน 7 ปี (2567-2573) วางไว้ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนธุรกิจ Green Power 30% ธุรกิจ Natural Resource 30% ธุรกิจโรงกลั่นและตลาด 30% และ Bio-Based & New Business 10% และบริษัทตั้งเป้าจะมี EBITDA แตะระดับ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2573 โดยหลังจากนี้ บางจากจะหาโอกาสเพื่อขยายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ศึกษาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน พร้อมพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery)

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันมาตรฐานระดับโลก 2 แห่ง ตั้งเป้าหมายอัตราการกลั่นน้ำมันดิบ (รวม 266,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 72% จาก 155,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2566) โดยโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง มีต้นทุนการกลั่นต่ำที่ประมาณ 1.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแผนขยายระยะเวลาของรอบการหยุดซ่อมบำรุงจาก 2 ปีเป็น 4 ปี ทั้งยังมีการศึกษาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาโรงกลั่นมุ่งสู่การเป็นโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ซึ่งผลิตน้ำมัน Biofuel 2nd Generation ที่มีคุณสมบัติ Drop-in เทียบเท่ากับน้ำมันฟอสซิล โดยมีเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เป็นผลิตภัณฑ์แรก

 

“บางจากจะนำความสำเร็จจากการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง มาใช้กับโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและการผสานประโยชน์ร่วมกัน โดยตั้งเป้าอัตราการกลั่นน้ำมันดิบ สำหรับโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ในปี 2567 ที่ 155,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการ”

 

จัดหาน้ำมันดิบผ่านบริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง (BCPT) ในประเทศสิงคโปร์

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและค้าน้ำมันของบางจากฯ มีการดำเนินธุรกิจครบวงจรใน Value Chain ด้วยธุรกิจจัดหาน้ำมันดิบผ่านบริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง (BCPT) ในประเทศสิงคโปร์ ธุรกิจบริหารการขนส่งเชื้อเพลิงทางรถและเรือ ทางท่อ และโลจิสติกส์ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านบริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ผ่านบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) และล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท รีไฟเนอรี่ ออฟติไมซ์เซชั่น แอนด์ ซินเนอร์ยี่ เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (ROSE) เพื่อจัดทำแผนและบริหารงานธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 2 แห่ง ให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน

 

เพิ่มปั๊มเป็น 2,500 แห่ง รีแบรนด์เอสโซ่เป็นบางจากให้เสร็จสิ้นกลางปีหน้า

 

กลุ่มธุรกิจการตลาดมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้สถานีบริการบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการทุกช่วงวัย ตั้งเป้าขยายเครือข่ายสถานีบริการจาก 2,221 สถานี ณ สิ้นปี 2566 เป็นมากกว่า 2,500 สถานีในปี 2573 ซึ่งรวมถึงสถานีบริการในรูปแบบ Unique Design ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค 

 

โดยกลุ่มธุรกิจการตลาดจะมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ทั้ง Premium 97 และ Premium Diesel รวมถึงตั้งเป้าในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าผ่านการขยายธุรกิจ Non-oil เช่น การขยายร้านอินทนิล คอฟฟี่ เพิ่มขึ้นปีละ 140 สาขา เป็น 2,000 สาขาในปี 2573

 

“กลุ่มธุรกิจการตลาดยังให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์บางจากที่สถานีบริการเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ และการผสาน 2 แบรนด์เข้าสู่แบรนด์บางจากอย่างราบรื่น ปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ และเปลี่ยนตราสัญลักษณ์เอสโซ่เป็นบางจาก ซึ่งทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2567” ชัยวัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้บริษัทลูก บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ปี 2567 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ากว่าเท่าตัว พร้อมมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจที่เป็น New S-Curve เช่น ธุรกิจกักเก็บพลังงานทั้งสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และสำหรับโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว และธุรกิจการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ

 

ร่วมทุนกับ Fermbox Bio จากสหรัฐอเมริกา ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

 

ขณะเดียวกัน บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เองก็ตั้งเป้าหมายปริมาณจำหน่ายปี 2567 เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2566 เป็น 560 ล้านลิตร มุ่งสร้างการเติบโตในธุรกิจหลักจากการขยายเครือข่าย และเติบโตในธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยจะร่วมกับบางจากฯ ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และโรงงานเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเชิงพาณิชย์ที่ร่วมทุนกับ Fermbox Bio จากสหรัฐอเมริกา โดยในระยะแรกจะผลิตเอนไซม์ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 200,000 ลิตรในปี 2567 และเพิ่มเป็นมากกว่า 1 ล้านลิตรในปี 2570 และขยายการผลิตไปยังผลิตภัณฑ์ด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synbio) อื่นๆ อีกด้วย

 

สำรวจและผลิตปิโตรเลียมทวีปอื่นๆ นอกเหนือจาก ‘OKEA ASA’ นอร์เวย์

 

ส่วนกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและกลุ่มธุรกิจขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านการขยายธุรกิจ โดยธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมตั้งเป้าหมายเติบโต 74% มีกำลังการผลิตปิโตรเลียม 40,000 boepd (บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน) ในปี 2567 และมีเป้าหมายกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 boepd ภายในปี 2573 จากการดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมในประเทศของนอร์เวย์ผ่านบริษัทฯ OKEA ASA รวมถึงการแสวงหาการเติบโตในธุรกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งใหม่ๆ ในทวีปอื่นๆ ที่มีศักยภาพ

 

ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันปีหน้า มองว่าราคาอาจจะลดลงบ้าง แต่เชื่อว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่บางจากมีการเตรียมแผนบริหารด้านราคาและความเสี่ยงไว้เป็นอย่างดี โดยมีพื้นฐานจากการรักษาสมดุลระหว่างคุณค่าและมูลค่า ขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการกำกับดูแลธุรกิจที่ดี (ESG) พาองค์กรไปสู่เป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านบาทในปีหน้า”

The post เปิดแผนธุรกิจปี 2567 ‘บางจาก’ มุ่งผสาน 2 แบรนด์ จากเอสโซ่เป็นบางจาก สู่ ‘ใบไม้ใบใหม่’ ที่มีเป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตัวให้พร้อม บางจากเตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก’ บนแอปเป๋าตัง 30 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้ ซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 3.45% ต่อปี https://thestandard.co/bangchak-digital-bonds-on-paotang/ Tue, 24 Oct 2023 05:21:21 +0000 https://thestandard.co/?p=857817 หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP และธนาคารกรุงไทย พร้อม […]

The post เตรียมตัวให้พร้อม บางจากเตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก’ บนแอปเป๋าตัง 30 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้ ซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 3.45% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP และธนาคารกรุงไทย พร้อมเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก’ ครั้งที่ 2 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.45% ต่อปี วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ผ่านบริการซื้อขายหุ้นกู้บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 โดยเปิดจองซื้อพร้อมกันตั้งแต่เวลา 08.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2566 จนเต็มจำนวนที่เสนอขาย กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย จัดสรรในรูปแบบจองซื้อก่อนมีสิทธิก่อน

 

หุ้นกู้ดิจิทัลบางจากเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A แนวโน้ม ‘คงที่’ (Stable) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและการผสานประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง​: 

 


 

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถเตรียมความพร้อมในการจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลบางจากล่วงหน้าด้วยการดำเนินการ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเป๋าตัง
  2. สมัครบริการวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปเป๋าตัง
  3. ประเมินความเสี่ยงการลงทุน
  4. ผูกบัญชีเงินฝากและโอนเงินเข้าบัญชีสำหรับการซื้อหุ้นกู้

 

นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนในการจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก ธนาคารกรุงไทยได้ปรับเพิ่มวงเงิน Krungthai NEXT ชั่วคราว โดยผู้ลงทุนสามารถโอนหรือเติมเงินวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ได้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อวัน

 

การซื้อหุ้นกู้ผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการลงทุนแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ลงทุนง่าย สะดวก รวดเร็ว และซื้อขายได้ตลอด ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้นกู้ทันทีที่ซื้อและได้รับเงินทันทีที่ขาย โดยระบบจะแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นกู้ ราคาซื้อขาย ครบจบในที่เดียว นับเป็นการตอบโจทย์การออมและการลงทุนในยุคดิจิทัล

 

บางจากฯ เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ปัจจุบันดำเนินธุรกิจครอบคลุม 5 ธุรกิจ ได้แก่ 

 

  1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ด้วยกำลังการผลิตรวมเกือบ 300,000 บาร์เรลต่อวัน (โรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery มาตรฐานระดับโลก 2 แห่ง: โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา) โดยมีการบริหารงานธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 2 แห่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดผ่านบริษัท รีไฟเนอรี่ ออฟติไมซ์เซชั่น แอนด์ ซินเนอร์ยี่ เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (ROSE) ขยายสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันผ่านบริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง (BCPT) ธุรกิจขนส่งเชื้อเพลิง ผ่านบริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) รวมถึงลงทุนในธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ผ่านบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF)

 

  1. กลุ่มธุรกิจการตลาด ส่งมอบ Greenovative Experience ผ่านเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,200 แห่ง เสริมด้วยธุรกิจ Non-oil เช่น กาแฟอินทนิล น้ำมันหล่อลื่น FURiO และ EV Charger รวมทั้งความร่วมมือกับพันธมิตรด้านอาหารหลากหลาย 

 

  1. กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการการใช้พลังงานของผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย บมจ.บีซีพีจี ผู้นำธุรกิจพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 

 

  1. กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินการภายใต้ บมจ.บีบีจีไอ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่ของประเทศ และขยายสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง 

 

  1. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านการถือหุ้นใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง และมีกลุ่มธุรกิจขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ๆ (New Frontier Businesses) เช่น ธุรกิจแพลตฟอร์มให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Winnonie และมีสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เป็นผู้ลงทุน Corporate Venture Capital เน้นการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งช่วยสร้างระบบนิเวศสำหรับนวัตกรรมสีเขียว ส่งเสริมและผลักดันนวัตกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาพลังงานสีเขียวและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

The post เตรียมตัวให้พร้อม บางจากเตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัลบางจาก’ บนแอปเป๋าตัง 30 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้ ซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 3.45% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าซื้อ ESSO https://thestandard.co/bcp-price-adjustment-after-esso-acquisition/ Tue, 05 Sep 2023 02:35:11 +0000 https://thestandard.co/?p=837462 BCP

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) กลายเป็นผู้ […]

The post BCP – ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าซื้อ ESSO appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน หลังจากโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ด้วยการชำระค่าหุ้น 65.99% ของ ESSO รวมเป็นเงิน 2.26 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือของ ESSO จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ถึง 12 ตุลาคม ในราคาเสนอซื้อที่ 9.8986 บาทต่อหุ้น เท่ากับราคาเข้าซื้อของ BCP 

 

ผู้บริหารยืนยันมูลค่า Synergy จากการเข้าซื้อกิจการ ESSO ขั้นต่ำที่ 3 พันล้านบาท ต่อปี ซึ่งจะรับรู้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป แต่จะถูกลดทอนลงบางส่วน โดยค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการที่มีต่อเนื่องมาจากปี 2566 ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะเกิดจากการประหยัดต้นทุนขององค์กรได้ หลังจากไม่ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายในการบริหารสำหรับ Shared Service จาก Exxon 

 

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่สูงขึ้นที่ ESSO จะทำให้การดำเนินงานโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้นด้วย ผู้บริหารมั่นใจว่า Operation Team จะทำให้โรงกลั่นของ ESSO ดำเนินงานได้เต็มศักยภาพที่กำลังการผลิตติดตั้ง 174kbd

 

ด้านปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นของ ESSO จะปรับเพิ่มขึ้น โดย BCP กำลังดำเนินการร่วมกับ ESSO เพื่อปรับปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ ESSO ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อเติมเต็ม Gap ที่ BCP เนื่องจากโรงกลั่นของ BCP ใช้กำลังการผลิตสูงสุดที่ 120kbd ในขณะที่ปริมาณการขายอยู่ที่ 140-150kbd ดังนั้นผู้บริหารจึงวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่ ESSO จาก 130kbd เป็น 160kbd ภายในสิ้นปี 2566 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมธุรกิจการตลาดของ BCP ต่อไปในอนาคต ปัจจุบันโรงกลั่นทั้งสองแห่งใช้ Linear Program (LP Model) แยกกันในปัจจุบัน แต่กำลังดำเนินการปรับใช้แบบคู่ขนานเป็น Single LP Model 

 

ส่วนการรีแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ESSO ใช้เวลา 2 ปี ซึ่ง BCP จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรีแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ESSO จำนวน 830 แห่ง โดยจะปิดสถานีที่ทับซ้อนกันเพียงไม่กี่แห่ง ผู้บริหารมองว่าสถานีบริการน้ำมันของ ESSO จะช่วยเสริมธุรกิจการตลาดของ BCP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจำนวนสถานีบริการน้ำมันของ BCP ยังมีน้อยกว่าคู่แข่งค่อนข้างมาก

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารยังคงมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ BCP โดยตั้งเป้า EBITDA ที่ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจาก 4.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 โดยมี ESSO เป็นปัจจัยใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ BCP เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของ BCP จะไม่สูงเกิน 1.3 เท่า 

 

หากเข้าซื้อหุ้น ESSO ทั้งหมดภายหลังการทำคำเสนอซื้อ บริษัทวางแผนใช้แหล่งเงินทุน 48% ในการทำธุรกรรมนี้จากเงินสด และที่เหลือจะใช้เงินกู้จากธนาคาร ที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 1.3 เท่า BCP ยังสามารถกู้ยืมเงินเพิ่มเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคตได้

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 3.33%MoM สู่ระดับ 38.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.08%MoM สู่ระดับ 1,561.51 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี 2566 ของ BCP เพิ่มขึ้น 27% เพื่อสะท้อนกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และไม่ใช่เงินสดจากการต่อรองราคาซื้อจำนวน 5 พันล้านบาท (ก่อนหักภาษี) ใน 3Q66 ตามข้อมูลที่ได้จากผู้บริหาร และการรวมผลการดำเนินงานของ ESSO เข้ามา 1 ไตรมาส การหยุดโรงกลั่นของ ESSO ในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2566 เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่สำหรับโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 กับโรงกลั่นเดิม จะทำให้ BCP รับรู้กำไรของ ESSO เพียงเล็กน้อยใน 3Q66 

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ใน 3Q66 โดยได้รับการสนับสนุนจาก GRM และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรระยะยาวของ BCP โดยมี ESSO เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่สำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Outperform สำหรับ BCP ด้วยราคาเป้าหมายที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 44 บาท สู่ 51 บาทต่อหุ้น (สิ้นปี 2567) เพื่อสะท้อนมูลค่าส่วนเพิ่มจากการถือหุ้น 65.99% ใน ESSO

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต๊อกเพิ่มขึ้น 

 

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรัฐบาลเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ

The post BCP – ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าซื้อ ESSO appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘น้ำมันแลกข้าว’ ถึง ‘ทอดไม่ทิ้ง’ ถอดรหัสธุรกิจ ESG กับที่มาของคำว่า DNA บางจาก https://thestandard.co/decode-bangchak-esg-business/ Wed, 26 Jul 2023 09:16:10 +0000 https://thestandard.co/?p=822348 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บางจาก

“โดยหากย้อนไปหลายปีที่ผ่านมา ESG ถือเป็นส่วนหนึ่งของการ […]

The post ‘น้ำมันแลกข้าว’ ถึง ‘ทอดไม่ทิ้ง’ ถอดรหัสธุรกิจ ESG กับที่มาของคำว่า DNA บางจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บางจาก

“โดยหากย้อนไปหลายปีที่ผ่านมา ESG ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจที่เปรียบเสมือนเป็น DNA ของบางจาก” ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวในงานสัมมนา ESG Game Changer ในหัวข้อ ‘The Great Remake สู่โอกาสใหม่’ 

 

ทั้งนี้ บางจากเป็น ‘รายแรกในประเทศไทย’ ที่ดำเนินโครงการน้ำมันแลกข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผ่านสหกรณ์การเกษตรในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำและในช่วงที่น้ำมันแพง ซึ่งได้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นปั๊มน้ำมันสหกรณ์หรือปั๊มน้ำมันชุมชนแห่งแรกในปี 2533 จนปัจจุบันมีปั๊มน้ำมันชุมชนกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ 

 

จุดนี้ถือเป็น Social Enterprise ที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 บางจากก็เป็นผู้ริเริ่มการใช้พลังงานทดแทน โดยการผลิตไบโอดีเซล เอทานอล เพื่อการจำหน่ายในสถานีบริการปี 2548

 

เข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ระยะหลัง เมื่อโลกเปลี่ยน เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บางจากก็เป็นบริษัทไทยรายแรกที่ไปลงทุนเหมืองแร่ลิเธียมในทวีปอเมริกาใต้ผ่านบริษัทในสหรัฐอเมริกา และขยายธุรกิจพลังงานสะอาดผ่านบริษัทลูกกระทั่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงตั้งสถานีบริการน้ำมัน GEMS ต้นแบบด้านนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม ที่มีระบบกักเก็บพลังงานและซื้อ-ขายไฟฟ้าผ่านบล็อกเชน และเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ของประเทศไทยที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero GHG Emissions ในปี 2593 ผ่านแผน ‘BCP316 NET’ ซึ่งประกาศไว้เมื่อปี 2563 

 

BCP NET สำคัญอย่างไร

 

เรื่องแรก บางจากเข้าไปพัฒนาเครื่องจักรที่ใช้ให้สามารถลดคาร์บอนได้ โดยจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน 5-7 ปี ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนได้ 30% นอกจากนี้บางจากจะเข้าไปร่วมโครงการปลูกป่า ปลูกไม้โกงกาง หรือการปลูกหญ้าทะเล ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้คิดเป็น 10% ของแผนการดำเนินงาน และอีก 60% นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในแผนระยะยาวที่จะดำเนินการโดยคัดเลือกพลังงานใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กับการลดการปล่อยคาร์บอนและเข้าไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรเจนหรือการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) 

 

รวมไปถึงสร้างระบบนิเวศต่างๆ สำหรับสังคมคาร์บอนต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกแพลตฟอร์มให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพร้อมเครือข่ายสถานีบริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ Winnonie, จัดตั้ง Carbon Markets Club เพื่อส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต และส่งเสริมองค์ความรู้เรื่อง Synthetic Biology 

 

ทุ่ม 1 หมื่นล้านบาทรุกโปรเจกต์ ‘ทอดไม่ทิ้ง’ พร้อมให้บริการปลายปีหน้า

 

บางจากได้ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จากน้ำมันที่มาจากการปรุงอาหารใช้แล้วนับเป็นรายแรกในประเทศไทย

 

ขณะนี้กำลังก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำมันเครื่องบินจากน้ำมันที่ใช้แล้ว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ ‘ทอดไม่ทิ้ง’ โดยเป็นการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากการทำอาหาร นำมาเข้ากระบวนการเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลที่สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเครื่องบินได้ 

 

โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตน้ำมันได้กว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 80,000 ตันต่อปี ร่วมกับพันธมิตร และคาดว่าจะพร้อมให้บริการอุตสาหกรรมการบินทั้งในและต่างประเทศในไตรมาส 4 ของปี 2567 หรือช่วงปลายปีหน้า

 

โอกาสธุรกิจที่เกิดขึ้นนั้นมาจากแนวคิดที่ว่า ปัจจุบันโลกบริโภคน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล ขณะที่ประเทศไทยมีการบริโภคน้ำมันอยู่ที่วันละ 1 ล้านบาร์เรล หรือ 1% ของโลก โดยปีนี้คาดว่าโลกจะบริโภคน้ำมันอยู่ที่วันละ 102 ล้านบาร์เรล ขณะเดียวกันคาดการณ์การใช้น้ำมันของโลกจะแตะสูงสุดราว 20 ปีข้างหน้า รวมถึงการคมนาคมทั้งการขนส่งทางบกและการขนส่งทางน้ำก็จะถึงจุดสูงสุดด้วยเช่นกัน ขณะที่การขนส่งทางอากาศและธุรกิจปิโตรเคมีคอลยังมีโอกาสเติบโตได้อีก

 

ดังนั้นธุรกิจนี้คือโอกาสในอนาคต และเป็นคำตอบสำหรับผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในการขยายการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีคอลที่มุ่งไปสู่การผลิตพลาสติกชีวภาพ และยังมีจุดที่น่าสนใจอีกข้อคือ ในปี 2613 ประเมินว่า การปล่อยมลพิษจากธุรกิจการบินจะเติบโตถึง 5 เท่า 

 

ดังนั้นโลกจึงพยายามคิดค้นและพัฒนาเครื่องบินให้มีน้ำหนักเบามากขึ้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษและคาร์บอน สามารถนำเอาเทคโนโลยี AI มาวางแผนการบิน เพื่อลดการบริโภคน้ำมัน 

 

เพราะสุดท้ายแล้วคำตอบที่ชัดเจนของพลังงานในอนาคตคือ การหาเชื้อเพลิงอื่นที่จะนำมาใช้แทนน้ำมันจากปัจจุบันนี้ไปจนถึงปี 2593 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงว่าธุรกิจน้ำมันอาจไม่ใช่คำตอบของการใช้พลังงานในอนาคตแล้ว เนื่องจากโลกกำลังจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดและมีการใช้แบตเตอรี่มากขึ้นเพื่อกักเก็บพลังงาน แต่ในมุมมองของธุรกิจการบินนั้น เคยมีการทดลองเกิดขึ้นบนโลก โดยนำเครื่องบินที่ติดตั้งแบตเตอรี่เป็นพลังงานควบคู่ไปกับน้ำมัน แต่เมื่อลองใช้จริงแล้วไม่สามารถใช้งานได้ เพราะเมื่อแบตเตอรี่บินขึ้นไปถึงระดับหนึ่งแล้วจะติดไฟ เครื่องบินจึงมีข้อจำกัดที่ต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวเท่านั้น

 

‘ไบโอแมส’ คือคำตอบที่แท้จริงมากกว่า ‘ไฮโดรเจน’

 

เพราะฉะนั้นการเติบโตของการบินนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาพร้อมการพัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายด้าน แม้หลายคนจะมองว่าไฮโดรเจนจะเข้ามาเป็นคำตอบ แต่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า เทคโนโลยียังไม่เสถียรและราคายังแพง ดังนั้นคำตอบที่แท้จริง ณ วันนี้ คือ ‘ไบโอแมส’ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา SAF ขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบลงทะเบียน Book and Claim หรือระบบจองและรับสิทธิ์โดยใช้บล็อกเชนผ่าน Carbon Markets Club เพื่อให้ผู้โดยสารสายการบินสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางทางอากาศผ่านการใช้ SAF ด้วย

 

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า “การลงทุนเพื่อโลกและสังคม สิ่งสำคัญคือการหาธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ ผสาน ESG เข้าไปในธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ ESG จึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า บางจากดำเนินงานด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยยกให้เรื่อง ESG เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเสมอมา”

The post ‘น้ำมันแลกข้าว’ ถึง ‘ทอดไม่ทิ้ง’ ถอดรหัสธุรกิจ ESG กับที่มาของคำว่า DNA บางจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 1Q66 กำไรสุทธิดีกว่าคาด https://thestandard.co/bcp-1q66-net-profit-better-than-expected/ Thu, 11 May 2023 10:22:42 +0000 https://thestandard.co/?p=788555

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 บมจ.บางจาก คอ […]

The post BCP – 1Q66 กำไรสุทธิดีกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานกำไรสุทธิ 1Q66 อยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม (ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ธุรกิจการตลาด และธุรกิจ E&P) ขาดทุนสินค้าคงเหลือที่ลดลงที่ 1.9 พันล้านบาท เทียบกับ 3.8 ล้านบาทใน 4Q65 ก็ช่วยหนุนให้กำไรปรับตัวดีขึ้น QoQ ด้วยเช่นกัน แม้ว่ายังแย่กว่า 1Q65 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ BCP บันทึกกำไรสินค้าคงเหลือจำนวนมากถึง 3.6 พันล้านบาทค่อนข้างมาก กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติใน 1Q66 เพิ่มขึ้น 29%QoQ สู่ 2.9 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น >200%YoY)

 

ใน 1Q66 BCP ยังคงเพิ่มอัตราการผลิตอย่างต่อเนื่อง สู่ระดับที่ทำสถิติสูงสุดที่ 124.7 kbd (104% ของกำลังการผลิตติดตั้ง) เพื่อสนับสนุนธุรกิจการตลาด EBITDA สำหรับธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 83%QoQ และขาดทุนสินค้าคงเหลือลดลง QoQ แม้ว่าค่าการกลั่นพื้นฐานลดลงจาก 14.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 4Q65 สู่ 11.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 1Q66 โดยมีสาเหตุมาจาก Crack Spread ที่ลดลงสำหรับน้ำมันดีเซล (52% ของผลผลิตทั้งหมด) 

 

ค่าการกลั่นโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 53%QoQ จาก 6.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 4Q65 สู่ 10.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 1Q66 ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันคิดเป็น 39% ของ EBITDA ใน 1Q66 เพิ่มขึ้นจากเพียง 32% ใน 4Q65

 

ด้านกำไรของธุรกิจการตลาดเพิ่มขึ้น QoQ เพราะค่าการตลาดสูงขึ้น แม้ปริมาณการขายลดลง 6%QoQ หลังทำจุดสูงสุดใหม่ใน 4Q65 แต่กำไรจากธุรกิจการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า QoQ จาก 4Q65 เนื่องจากค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น 16%QoQ สู่ 0.79 บาทต่อลิตร เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 

 

นอกจากนี้ BCP ยังได้รับประโยชน์จากปริมาณการขายน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมี Lag Time ในการปรับราคาในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง

 

กำไรจากธุรกิจ E&P (OKEA) เพิ่มขึ้น 44%QoQ ใน 1Q66 โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว QoQ จากการเติบโตแบบ Organic และ Inorganic ซึ่งสามารถชดเชยราคาน้ำมันที่ลดลง (ลดลง 18%QoQ) ได้ 

 

สัดส่วน EBITDA จากธุรกิจ E&P ยังอยู่ในระดับสูงที่ 45% ใน 1Q66 เพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2565

 

ส่วนกำไรจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าลดลงจาก 14% ของ EBITDA สู่ 8% เนื่องจากกำไรลดลง 15%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากยอดขายไฟฟ้าที่ลดลง 50%QoQ เพราะไม่มียอดขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้หยุดการผลิตชั่วคราว เพื่อเตรียมขายไฟฟ้าไปยัง EVN ซึ่งได้รับการชดเชยเล็กน้อยจากยอดขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและญี่ปุ่น และยอดขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เพิ่มขึ้น 

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (11 พฤษภาคม ณ เวลา 12.30 น.) ราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 1.63%DoD สู่ระดับ 31.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.10%DoD อยู่ที่ระดับ 1,567.96 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

ใน 2Q66 คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติของ BCP จะลดลง เนื่องจาก Market GRM ลดลงต่อเนื่อง QoQ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล GRM อาจฟื้นตัวในช่วงปลาย 2Q66 เพราะอัตราการผลิตของโรงกลั่นที่เน้นการส่งออกในภูมิภาคปรับลดลง ซึ่งคาดว่าธุรกิจการตลาดจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นและกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันจะผ่อนคลายลง ที่สำคัญคือ ธุรกิจ E&P จะยังคงสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากปริมาณการขายที่สูงขึ้น แม้ว่าราคาขายจะอ่อนตัวลง

 

อย่างไรก็ดี InnovestX Research เชื่อว่า BCP จะยังทำกำไรได้ถึงระดับที่คาดการณ์ไว้ในปี 2566 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เมื่อพิจารณาจากแหล่งรายได้ที่หลากหลายของบริษัท 

 

โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2566 เนื่องจากผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงเหลือและสัญญาประกันความเสี่ยงจะลดลง แต่กำไรปกติจะลดลงเนื่องจากค่าการกลั่นจะกลับสู่ระดับปกติ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Outperform สำหรับ BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 44 บาทต่อหุ้น (สิ้นปี 2566) อ้างอิงวิธี SOTP

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต๊อกเพิ่มขึ้น 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรัฐบาลเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post BCP – 1Q66 กำไรสุทธิดีกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน https://thestandard.co/bcp-esso-focus/ Fri, 13 Jan 2023 12:18:22 +0000 https://thestandard.co/?p=737055

เกิดอะไรขึ้น: ในที่สุด บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ก็ […]

The post BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ในที่สุด บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ก็ประกาศเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นกับ ExxonMobil Asia Holdings Pte. เพื่อเข้าซื้อหุ้น 65.99% ของ ESSO โดยผู้บริหารกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย และเพิ่มการเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น 

 

ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะสร้างกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเพื่อนำไปลงทุนต่อและเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดย BCP จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือหลังจากบริษัทได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายน ในขณะที่ผู้บริหารไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเพิกถอนหุ้น ESSO ออกจากตลาด 

 

การซื้อกิจการ ESSO จะทำให้กำลังการผลิตติดตั้งโรงกลั่นทั้งหมดของ BCP เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 120kbd ในปัจจุบัน สู่ 294kbd และสถานีบริการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 59% จาก 1,320 แห่ง (ข้อมูล ณ สิ้นสุด 3Q65) สู่ 2,100 แห่ง

 

ด้านราคาเข้าซื้อ ผู้บริหารยืนยันว่าราคาเข้าซื้ออิงกับมูลค่ากิจการที่ 5.55 หมื่นล้านบาท และมีกลไกการปรับราคาเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในหนี้สินสุทธิ เงินทุนหมุนเวียน มูลค่าน้ำมันคงคลังที่ 7.4 ล้านบาร์เรล และสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ณ วันที่ทำธุรกรรมแล้วเสร็จ จากข้อมูลล่าสุด (สิ้นเดือนกันยายน 2565) ราคาเข้าซื้อเบื้องต้นที่ประเมินได้อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านบาท (8.84 บาทต่อหุ้น) 

 

ทั้งนี้ ExxonMobil ใช้กลไกการปรับราคาที่คล้ายกันกับการขายสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่าได้มูลค่ายุติธรรมสำหรับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

 

สำหรับธุรกรรมนี้จะใช้แหล่งเงินทุนทั้งหมดจากวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร โดยอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับข้อกำหนด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ย บริษัทคาดว่าอันดับเครดิตจะไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนและอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นสู่ 1.7 เท่า และ 2.2 เท่า ตามลำดับ (หากเข้าถือหุ้น 100% ใน ESSO) เทียบกับ 0.6 เท่า และ 1.1 เท่า ก่อนซื้อกิจการ 

 

ผู้บริหารคาดว่าธุรกรรมนี้จะเสร็จสิ้นภายใน 2H66 (น่าจะอยู่ในช่วงปลาย 3Q66 ถึงต้น 4Q66) หลังจากบรรลุเงื่อนไขบังคับก่อน เช่น ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ BCP และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงพลังงานให้ ESSO เปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 18.85% WoW สู่ระดับ 36.25 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 0.14%MoM สู่ระดับ 1,676.21 จุด 

 

แนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์การลงทุน:

การซื้อกิจการ ESSO จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปสำหรับธุรกิจการตลาดของ BCP นอกจากนี้ ESSO ยังจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานลูกค้าในกลุ่ม Commercial/Wholesale ของ BCP และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปประเภทเบา (น้ำมันเบนซิน) 

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังคาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้เกิดมูลค่าจาก Synergy (ก่อนหักภาษี) ประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนจากการจัดหาน้ำมันดิบ การประกอบธุรกิจโรงกลั่น การขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจทางอ้อม 

 

การซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยหนุนให้ EPS ตามข้อมูลทางการเงินเสมือนปรับเพิ่มขึ้นได้ 57% เมื่อเทียบกับงบการเงินเฉพาะกิจการของ BCP โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (ไม่รวม Synergy จาก Crude Run Rate ที่ดีขึ้น) และจะเพิ่มเป็น 66% ด้วย Synergy ด้าน Crude Run ระหว่าง BCP และ ESSO

 

InnovestX Research เชื่อว่าการซื้อกิจการ ESSO จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ BCP เมื่อพิจารณาจากราคาเข้าซื้อยุติธรรม กำไรส่วนเพิ่มจาก ESSO และประโยชน์จาก Synergy ในด้านการดำเนินงานและการตลาด 

 

โดยประเมินในเบื้องต้นได้ว่าการซื้อกิจการ ESSO จะหนุนให้ราคาเป้าหมายของ BCP ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 17-18 บาทต่อหุ้น หากดีลสำเร็จ อิงกับการซื้อกิจการ 100% โดยปัจจุบัน InnovestX Research ให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 44 บาทต่อหุ้น (ก่อนซื้อกิจการ ESSO) และยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของ BCP พอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย และประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต๊อกเพิ่มขึ้น แต่มองว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรัฐบาลเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดแผน Synergy ดีล ‘บางจาก’ เทกโอเวอร์เอสโซ่ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-13012023-2/ Fri, 13 Jan 2023 07:36:54 +0000 https://thestandard.co/?p=736854

เปิดแผน Synergy ดีล ‘บางจาก’ เทกโอเวอร์ ‘เอสโซ่’ พูดคุย […]

The post ชมคลิป: เปิดแผน Synergy ดีล ‘บางจาก’ เทกโอเวอร์เอสโซ่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เปิดแผน Synergy ดีล ‘บางจาก’ เทกโอเวอร์ ‘เอสโซ่’ พูดคุยกับ ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิดแผน Synergy ดีล ‘บางจาก’ เทกโอเวอร์เอสโซ่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก ประกาศปิดดีลซื้อเอสโซ่ ทุ่ม 5.5 หมื่นล้านบาท เข้าถือหุ้นทั้งหมด https://thestandard.co/bcp-deal-esso/ Thu, 12 Jan 2023 04:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=736113 บางจากประกาศปิดดีลซื้อเอสโซ่

บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP ประกาศซื้อหุ้นและทำคำ […]

The post บางจาก ประกาศปิดดีลซื้อเอสโซ่ ทุ่ม 5.5 หมื่นล้านบาท เข้าถือหุ้นทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากประกาศปิดดีลซื้อเอสโซ่

บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP ประกาศซื้อหุ้นและทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของเอสโซ่ (ประเทศไทย) ด้วยมูลค่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมโรงกลั่นน้ำมันกำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน เครือข่ายคลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศกว่า 700 แห่ง หวังสร้าง Economy of Scale ดันกำลังการกลั่นน้ำมันรวมเป็น 294,000 บาร์เรลต่อวัน และเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,100 แห่ง

 

บางจากได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 ได้มีมติเอกฉันท์อนุมัติการเข้าทำธุรกรรมและเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (เอสโซ่) จาก ExxonMobil Asia Holdings Pte. Ltd. (ExxonMobil) โดยบางจากได้ลงนามในสัญญาซื้อ-ขายหุ้นกับ ExxonMobil เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 และคาดว่าจะสามารถดำเนินการซื้อ-ขายและชำระเงินค่าหุ้นแก่ผู้ขายได้ภายในครึ่งหลังของปี 2566 โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนด และเตรียมพร้อมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด (Tender Offer) ของเอสโซ่ หลังการทำธุรกรรมกับ ExxonMobil เสร็จสิ้น

 

การเข้าทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 65.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของเอสโซ่จาก ExxonMobil โดยมีมูลค่ากิจการ 55,500 ล้านบาท และมีกลไกการปรับราคาซื้อ-ขายหุ้นตามที่ระบุในสัญญาซื้อ-ขายหุ้น 

 

ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามงบการเงินสอบทานในไตรมาส 3/65 ของเอสโซ่ จะได้ราคาเบื้องต้นประมาณ 8.84 บาท ต่อ 1 หุ้น โดยราคาสุดท้ายจะมีการปรับตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ 

 

สำหรับแหล่งเงินทุน บางจากจะใช้เงินทุนทั้งแหล่งภายนอกจากสินเชื่อจากสถาบันการเงินและจากกระแสเงินสดภายในบริษัท โดยเตรียมพร้อมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดหลังการเข้าซื้อหุ้นจาก ExxonMobil เสร็จสิ้น อนึ่ง ExxonMobil จะยังคงดำเนินธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและเคมีภัณฑ์ในประเทศไทยต่อไป 

 

การเข้าทำธุรกรรมการซื้อ-ขายหุ้นจะอยู่ภายใต้การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 โดยคาดว่าจะดำเนินการซื้อ-ขายแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2566

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่มากขึ้นของบางจากและประเทศไทย เป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เพิ่มความยั่งยืนและเพิ่มการเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น จึงเชื่อมั่นว่า การทำธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมสู่บริบทใหม่สำหรับบางจากและประเทศไทย

 

การลงทุนครั้งนี้มีสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ โรงกลั่นน้ำมันกำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน เครือข่ายคลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศกว่า 700 แห่ง ก่อให้เกิดการประหยัดเชิงขนาดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนของบริษัท โดยจะทำให้บางจากมีกำลังการกลั่นน้ำมันรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน และเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,100 แห่ง สามารถดำเนินธุรกิจโรงกลั่นได้ครบวงจรมากขึ้น จัดหาน้ำมันดิบได้หลากหลายขึ้น และได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีการกลั่นที่เสริมกันของโรงกลั่นทั้งสอง 

 

อีกทั้งทำให้การให้บริการด้านการตลาดที่ครอบคลุมและนำเสนอบริการให้กับลูกค้าดียิ่งขึ้นผ่านสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มพูนทักษะและความสามารถของพนักงาน สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ก่อให้เกิดการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสู่ลูกค้า และเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มบริษัทบางจากในการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post บางจาก ประกาศปิดดีลซื้อเอสโซ่ ทุ่ม 5.5 หมื่นล้านบาท เข้าถือหุ้นทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บางจาก’ สยายปีกสู่พลังงานต้นน้ำ เล็งลงทุนธุรกิจสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในยุโรปเหนือเพิ่ม รับมือวิกฤตพลังงานขาดแคลน https://thestandard.co/sustain-financing-bcp-oil-drilling/ Wed, 14 Sep 2022 01:05:58 +0000 https://thestandard.co/?p=681075 บางจาก

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP เดินหน้าขยายการลงทุนสู […]

The post ‘บางจาก’ สยายปีกสู่พลังงานต้นน้ำ เล็งลงทุนธุรกิจสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในยุโรปเหนือเพิ่ม รับมือวิกฤตพลังงานขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP เดินหน้าขยายการลงทุนสู่ธุรกิจพลังงานต้นน้ำ หลังจากลงทุนผ่าน OKEA ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน Green Energy ในนอร์เวย์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และประสบความสำเร็จอย่างมาก พร้อมยืนเป้าหมายผลักดันสัดส่วน EBITDA จาก Green Energy เป็น 50% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันอยู่ที่ 30%

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจากประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจสู่ต้นน้ำจากการลงทุนในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่นอร์เวย์ โดย BCP ได้เข้าลงทุนในบริษัท OKEA  ASA ด้วยการเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 45.7% เมื่อปี 2018

 

โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 OKEA มีรายได้จากการขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติรวม 10,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148% จาก 4,133 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมี EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 7,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 288% จาก EBITDA ครึ่งแรกของปี 2021

 

ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานที่ตึงตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ และความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกสูงขึ้น หลังจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในหลายประเทศ

 

ขณะเดียวกัน OKEA ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าลงทุนและซื้อกิจการในธุรกิจสำรวจและขุดเจาะในนอร์เวย์และประเทศแถบยุโรปเหนือ หลังจากที่ช่วงต้นปีแรก OKEA สามารถบรรลุการเจรจาเข้าซื้อกิจการ (M&A) ไปแล้ว 2 ดีล จากทั้งหมดที่ได้มีการเจรจาไป 6-7 ดีล โดยคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจนถึงปีหน้าจะสามารถปิดดีลได้อีก 2 ดีล ส่วนเม็ดเงินลงทุนเข้าซื้อกิจการนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจา โดย OKEA มีความพร้อมด้านกระแสเงินสดสำหรับลงทุน

 

ปัจจุบัน OKEA มีแหล่งปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์รวมทั้งสิ้น 4 แหล่ง ได้แก่ แหล่ง Draugen ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 44.56% แหล่ง Gjoa (12%) แหล่ง Yme (15%) และแหล่ง Ivar Aasen (2.77%) โดยมีปริมาณการผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดในส่วนของ OKEA รวมประมาณ 20,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

 

ทั้งนี้ OKEA เริ่มจากการเข้าเป็น Operator ในแหล่ง Draugen จาก Shell และมีการพัฒนาแหล่งผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมของ OKEA จะปรับตัวเป็นกว่า 25,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปลายปีนี้ และปี 2023 จะเพิ่มเป็น 30,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากนั้นจะเพิ่มเป็น 40,000-60,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ภายใน 4-5 ปี

 

นอกจากนี้ OKEA ยังสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตของแหล่ง Draugen ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้สามารถยืดระยะเวลาในการผลิตออกไปจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะผลิตได้ถึงปี 2027 เป็นปี 2035 และยังได้รับการชมเชยจากกระทรวงปิโตรเลียมของนอร์เวย์อีกด้วย

 

ชู ‘สำรวจและผลิตปิโตรเลียม’ กลยุทธ์หลัก

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ในระยะยาวของกลุ่มบางจาก ซึ่งธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ดังกล่าว OKEA ถือเป็นแฟลกชิปในการบรรลุภารกิจนี้ และถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลุ่มบางจาก มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้นทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

 

และจากการประชุมบอร์ด OKEA ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประเมินว่าแนวโน้มวิกฤตด้านพลังงานหลังจากสงครามรัสเซียและยูเครนมีโอกาสที่จะลากยาวไป 3 ปี

 

“ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ระดับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ OKEA อย่างมาก โดยเมื่อทียบราคาก๊าซธรรมชาติช่วงที่บางจากเพิ่งลงทุนใน OKAE กับปัจจุบัน พบว่าราคาปรับขึ้นจาก 40 เป็น 350 ดอลลาร์ โดยเมื่อเกิดวิกฤตรัสเซียและยูเครนขึ้น เราได้ผลักดันการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังอังกฤษอย่างเต็มที่ เพราะตลาดมีความต้องการสำรองก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนธุรกิจน้ำมัน แม้ราคาน้ำมันดิบจะมีความผันผวน แต่ธุรกิจน้ำมันของ OKEA มีกำไรตลอด เพราะต้นทุนราคาปากหลุมต่ำมาก เพียง 15-20 ดอลลาร์” ชัยวัฒน์กล่าว

 

สำหรับการจะเข้าไปลงทุนในแหล่งใหม่นั้น บางจากจะให้ความสำคัญกับ 3 ข้อพิจารณาหลัก คือ

  1. ปริมาณน้ำมันสำรองต้องเหลืออีกราว 7-10 ปี
  2. ต้องมีต้นทุนปากหลุมไม่เกิน 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ
  3. จะต้องมีพันธมิตรเข้าไปร่วมลงทุนด้วย

 

ส่วนภาพรวมธุรกิจบางจาก ภายในปี 2030 จะมี EBITDA จากธุรกิจ Green Energy เพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ส่วนในช่วง 5 ปีจากนี้ บริษัทยังคงสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจต้นน้ำด้านทรัพยากรธรรมชาติ 30-40% ธุรกิจโรงกลั่น 20-30% ธุรกิจไฟฟ้า 20-30% และธุรกิจใหม่ด้านชีวภาพอีก 10%

 

ชัยวัฒน์กล่าวเพิ่มว่า ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจะเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกไปอีกหลายทศวรรษ โจทย์หลักจึงอยู่ที่ว่าเราจะอยู่กับพลังงานฟอสซิลอย่างไรเพื่อโลกยั่งยืน ดังนั้นบางจากจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างความท้าทายด้านพลังงาน 3 ประการ คือ

  1. ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security)
  2. การเข้าถึงพลังงาน (Energy Affordability)
  3. ความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

 

โดยบางจากจะยึดเอาโมเดลธุรกิจ ประสบการณ์ และทักษะการดำเนินธุรกิจจากการลงทุนที่ประเทศนอร์เวย์ในครั้งนี้เป็นต้นแบบในการขยายการลงทุนด้านธุรกิจสำรวจและผลิตทรัพยากรธรรมชาติต่อไป เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของกลุ่มบางจากตั้งแต่ต้นทาง

 

ทั้งนี้ ประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศที่มียอดการใช้รถไฟฟ้าสูงสุดในโลกเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร โดยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในประเทศมาจากแหล่งพลังงานสะอาด ในขณะที่พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลผลิตเพื่อส่งออก โดยนอร์เวย์ได้รับการยอมรับว่ามีความพร้อมรองรับเป้าหมาย Net Zero เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

นอร์เวย์มีแผนจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50-55% ภายในปี 2030 และเป็นสังคมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณต่ำภายในปี 2050 ปัจจุบันมีการกำหนดภาษีคาร์บอนซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่กว่า 80 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 200 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปี 2030 ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจพลังงานของนอร์เวย์พยายามรักษามาตรฐานการผลิตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘บางจาก’ สยายปีกสู่พลังงานต้นน้ำ เล็งลงทุนธุรกิจสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในยุโรปเหนือเพิ่ม รับมือวิกฤตพลังงานขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘OR-BCP’ ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 3 บาท มีผลเช้าวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ https://thestandard.co/or-bcp-decrease-oil-price-3-bahts-a-litre/ Thu, 07 Jul 2022 08:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=651276 OR-BCP

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอ […]

The post ‘OR-BCP’ ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 3 บาท มีผลเช้าวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OR-BCP

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงลิตรละ 3 บาท มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ขณะเดียวกันยังได้ปรับลดราคาขายในส่วนของน้ำมัน E85 ลงลิตรละ 1.80 บาท ส่วนดีเซลทุกชนิดยังคงราคาเดิมไว้ 

 

การปรับลดราคาดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันที่ 8 กรกฎาคม เป็นดังนี้ 

 

  • น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ของ PTT Station ราคาลิตรละ 48.96 บาท 
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.55 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.28 บาท
  • E20 ลิตรละ 40.44 บาท 
  • E85 ลิตรละ 35.34 บาท 
  • น้ำมันดีเซล B7, B10 และ B20 ราคาลิตรละ 34.94 บาท 
  • ดีเซลพรีเมียม B7 ลิตรละ 46.36 บาท

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘OR-BCP’ ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 3 บาท มีผลเช้าวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันอีกลิตรละ 1 บาท ส่วน E85 เพิ่ม 60 สตางค์ ดันเบนซินแตะ 50.36 บาทต่อลิตร มีผล 19 พ.ค.​ นี้ https://thestandard.co/ptt-and-bangchak-raising-fuel-price/ Wed, 18 May 2022 11:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=630418 ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมัน

บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเ […]

The post ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันอีกลิตรละ 1 บาท ส่วน E85 เพิ่ม 60 สตางค์ ดันเบนซินแตะ 50.36 บาทต่อลิตร มีผล 19 พ.ค.​ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมัน

บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 1 บาทต่อลิตร ส่วน E85 ปรับขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มดีเซลทุกชนิดคงเดิม มีผลวันตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น วันที่ 19 พฤษภาคม 2565 เป็นดังนี้ 

 

  • น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ราคาลิตรละ 50.36 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ราคาลิตรละ 42.95 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ราคาลิตรละ 42.68 บาท
  • E20 ราคาลิตรละ 41.84 บาท 
  • E85 ราคาลิตรละ 35.84 บาท 
  • ดีเซล B7, B10 และ B20 ราคาคงเดิม ลิตรละ 31.94 บาท

The post ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันอีกลิตรละ 1 บาท ส่วน E85 เพิ่ม 60 สตางค์ ดันเบนซินแตะ 50.36 บาทต่อลิตร มีผล 19 พ.ค.​ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 พุ่งขึ้น 148%QoQ แต่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงกว่าคาด https://thestandard.co/bcp-1q65-profit/ Thu, 12 May 2022 12:36:41 +0000 https://thestandard.co/?p=628038 BCP

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 บมจ.บางจาก คอ […]

The post BCP รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 พุ่งขึ้น 148%QoQ แต่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 เพิ่มขึ้นมากถึง 91%YoY และ 148%QoQ สู่ 4.4 พันล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไร คือกำไรสต๊อกน้ำมันในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาด โดยเกิดจากปริมาณขายและค่าการตลาดที่สูงขึ้น ส่วนกำไรจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้ายังคงแข็งแกร่งและมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ ขณะที่กำไรจากธุรกิจ E&P แม้ลดลง QoQ แต่ยังคงแข็งแกร่ง 

 

รายการสำคัญในผลประกอบการ 1Q65 มีดังนี้

  1. การเพิ่มอัตราการผลิตขึ้นอีก QoQ: เพื่อรองรับอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก BCP ขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ที่สถานีบริการน้ำมันของบริษัท อุปสงค์น้ำมันดีเซลและ LSFO (น้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำ) ก็ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าหันมาใช้น้ำมันดีเซลและ LSFO แทนก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพงกว่า 

 

นอกจากนี้ BCP ยังสามารถเพิ่มอัตราการผลิตจนสูงสุดได้แม้ว่าอุปสงค์น้ำมันเครื่องบินยังไม่กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดโควิด โดยได้รับการชดเชยจากมาร์จิ้นที่สูงขึ้นของ UCO (Unconverted Oil) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานคุณภาพสูง (Group III) 

 

Market GRM (ค่าการกลั่นตามราคาตลาด) ของบริษัทปรับขึ้น 1%QoQ สู่ 6.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กำไรสต๊อกน้ำมันจำนวนมากถึง 3.6 พันล้านบาท ถูกลดทอนไปบางส่วน โดยขาดทุนจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจำนวน 1.2 พันล้านบาท

 

  1. ค่าการตลาดเพิ่มขึ้น QoQ: EBITDA ของธุรกิจการตลาดฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (เพิ่มขึ้น 338%QoQ) โดยเกิดจากค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นสู่ 0.59 บาทต่อลิตร (เพิ่มขึ้น 9%QoQ) อันเป็นผลมาจากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากลูกค้าภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ค่าการตลาดดังกล่าวยังต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ 0.7 บาทต่อลิตร เนื่องจากการปรับราคาขายปลีกน้ำมันยังทำได้ช้ากว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ได้รับการชดเชยจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 2%QoQ โดยส่วนใหญ่เกิดจากตลาดอุตสาหกรรม (เพิ่มขึ้น 21%QoQ)

 

ในขณะที่อุปสงค์ในตลาดค้าปลีกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันระดับสูง กำไรปกติของธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังอยู่ในระดับทรงตัว และมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์จำนวน 2 พันล้านบาท หลังจากบริษัทย่อยขายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย

 

  1. กำไรจากธุรกิจ E&P แข็งแกร่ง: แม้กำไรจากธุรกิจ E&P (OKEA) ลดลง 12%QoQ แต่ยังแข็งแกร่ง ด้วย EBITDA 4.2 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% ของ EBITDA ทั้งหมดใน 1Q65 โดยได้แรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น หลักๆ คือ ผลิตภัณฑ์เหลว (เพิ่มขึ้น 15%QoQ) แม้ปริมาณขายลดลง 15%QoQ 

 

กระทบอย่างไร:

ในวันนี้ (12 พฤษภาคม 2565) ราคาหุ้น BCP ปรับตัวลง 1.46%DoD อยู่ที่ระดับ 33.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวลง 1.79%DoD อยู่ที่ระดับ 1,584.52 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการใน 2Q65:

SCBS คาดการณ์กำไรปกติใน 2Q65 จะยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของ Market GRM (หลักๆ เกิดจากน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน) เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการขนส่งเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ธุรกิจ E&P ก็จะสร้างกำไรเพิ่มขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่แข็งแกร่ง และกำไรจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าน่าจะยังอยู่ในระดับทรงตัว 

 

สำหรับความท้าทายที่สำคัญท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือธุรกิจการตลาด ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความพยายามตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของรัฐบาล และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพอาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบสูง

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post BCP รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 พุ่งขึ้น 148%QoQ แต่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>