บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Sep 2026 10:54:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใครได้สิทธิ? เช็กเงื่อนไข ใช้เงิน 60/40 อย่างไร เริ่ม 1 ต.ค. 2569 https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-60-40-2/ Tue, 22 Sep 2026 10:45:41 +0000 https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-60-40-2/ โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) และข้อมูลเงื่อนไข

เช็กสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ ใครเข้าร่วมได้บ […]

The post ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใครได้สิทธิ? เช็กเงื่อนไข ใช้เงิน 60/40 อย่างไร เริ่ม 1 ต.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) และข้อมูลเงื่อนไข

เช็กสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ ใครเข้าร่วมได้บ้าง ใช้จ่ายอย่างไร รัฐช่วย 60% สูงสุด 200 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาท เริ่มใช้ 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569

 

 

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยแบ่งความช่วยเหลือออกเป็น 2 ส่วน คือ การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ มาตรการร่วมจ่าย 60/40

 

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการรู้ว่า ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใครได้สิทธิ ใช้เงินอย่างไร และต้องยืนยันสิทธิเมื่อไร’ สรุปเงื่อนไขสำคัญได้ดังนี้

 

ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใครได้สิทธิ?

 

ผู้มีสิทธิเข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

 

  • ผู้ที่ได้รับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่แล้ว สามารถเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ครอบคลุมทั้งผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 เดิม และผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ โดยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการ
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่กำหนด ได้แก่ คนละครึ่ง ระยะที่ 1-5, คนละครึ่ง พลัส และไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

 

ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ได้เงินเท่าไร?

 

มาตรการร่วมจ่ายกำหนดให้ รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด แต่มีเพดานการช่วยเหลือ คือ

 

  • รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน
  • รัฐช่วยจ่ายรวมสูงสุด 1,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการ
  • ประชาชนต้องร่วมจ่ายในส่วนที่เหลือ 40%

 

ดังนั้น หากซื้อสินค้าที่เข้าเงื่อนไข 500 บาท รัฐจะช่วย 300 บาท และประชาชนจ่าย 200 บาท แต่หากใช้สิทธิถึงเพดาน รัฐจะช่วยจ่ายได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และรวมไม่เกิน 1,000 บาทตลอดโครงการ

 

ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใช้ได้เมื่อไร?

 

โครงการเปิดให้ใช้สิทธิระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569

 

ใช้ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ซื้ออะไรได้บ้าง?

 

สามารถใช้ซื้อ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการได้ด้วย

 

ใช้สิทธิผ่านแอปอะไร?

 

ประชาชนใช้สิทธิผ่าน แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ขณะที่ร้านค้าใช้ แอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’

 

สำหรับการใช้จ่ายที่ร้านค้า สามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น.

 

ส่วนการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform สามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลา 06.00-21.00 น.

 

คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อะไรเพิ่ม?

 

นอกจากมาตรการร่วมจ่าย 60/40 แล้ว ครม. ยังอนุมัติ การเพิ่มวงเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

โดยในเดือนตุลาคม 2569 จะได้รับวงเงินซื้อสินค้าเพิ่ม ทำให้มีวงเงินรวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน หรือเป็นการเพิ่มวงเงินอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อใช้ซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

 

โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) และข้อมูลเงื่อนไข 1

The post ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ใครได้สิทธิ? เช็กเงื่อนไข ใช้เงิน 60/40 อย่างไร เริ่ม 1 ต.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม https://thestandard.co/cabinet-approves-thai-chuay-thai-plus-welfare/ Tue, 22 Sep 2026 06:36:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1258050 ภาพประกอบแสดงเงินเหรียญและธนบัตร สื่อถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ

วันนี้ (22 กันยายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงเงินเหรียญและธนบัตร สื่อถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ

วันนี้ (22 กันยายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเหลือประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน

 

โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยใช้แหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

 

กระทรวงการคลังระบุว่า สถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมถึงผู้ประกอบการ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในระยะสั้น อาจส่งผลให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง และอาจเพิ่มแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ มีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทั้งด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วจากความผันผวนของราคาพลังงาน โดยจะเพิ่มวงเงินสำหรับซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 จากเดิมได้รับวงเงิน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และจะได้รับวงเงินเพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนในเดือนดังกล่าว

 

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

 

มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ระยะเวลาโครงการกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569

 

ส่วนการยืนยันสิทธิของประชาชน จะเปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน กดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569

 

ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569

 

สำหรับการใช้สิทธิ ประชาชนที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 สามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น.

 

นอกจากนี้ ยังสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในช่วงเวลา 06.00-21.00 น.

 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ

 

  • กลุ่มแรก คือ ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน
  • กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่

 

โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ ได้แก่

 

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการ
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ

 

โครงการที่กำหนด ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 5 โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการใช้จ่าย ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตรา 60% ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด โดยสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’

 

นอกจากนี้ ยังสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ โดยชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ส่วนกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

 

กระทรวงการคลังระบุว่า การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) จะมุ่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเน้นทั้งการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชน

 

ขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

รวมทั้งช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม ในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง

 

ด้าน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบันมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงที่สถานการณ์วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ

 

ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) จึงครอบคลุมทั้งการเพิ่มวงเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการร่วมจ่าย 60/40 เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569

The post ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ https://thestandard.co/ekniti-thai-chuay-thai-plus-extension/ Thu, 10 Sep 2026 08:38:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1253242 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส

ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค […]

The post ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส

ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้าขอให้ต่ออีก 1-2 เดือน ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ย้ำมีงบประมาณเหลือพอ พร้อมรับข้อเสนอปรับสัดส่วนช่วยจ่าย ‘50:50’ หากเดินหน้าโครงการต่อ

 

 
 

วันนี้ (10 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการต่ออายุโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ว่า กระทรวงการคลังจะรับข้อเสนอไปพิจารณา หลังการลงพื้นที่ พบว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ขอให้รัฐบาลต่อโครงการออกไปอีก 1-2 เดือน

 

โดย ดร.เอกนิติ ยืนยันว่ายังมีงบประมาณหรือเม็ดเงินเหลือเพียงพอสำหรับการต่ออายุโครงการ และคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์นี้

 

ส่วนข้อเสนอให้ปรับสัดส่วนการช่วยจ่าย จากเดิม ‘60:40’ เป็น ‘50:50’ ดร.เอกนิติกล่าวว่า จะรับข้อเสนอเรื่องการปรับสัดส่วนไปพิจารณาเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า ในการต่ออายุโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะต้องติดตามสถานการณ์วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มมีความผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป

 

“เม็ดเงินยังมีเหลืออยู่ แต่วันนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ยังมีการยิงกันอีก ผมคิดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจากนี้ก็อาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ส่วนจะมีการปรับสูตรจาก 60/40 ด้วยหรือไม่นั้น ก็ขอรับไปพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ตลอดระยะเวลา 3 เดือน โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการประมาณ 1.2 ล้านราย และสามารถกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้แล้วกว่า 150,000 ล้านบาท โดยมีการกระจายเม็ดเงินไปยังต่างจังหวัดประมาณ 83-84% มีผู้ใช้สิทธิในโครงการรวมกว่า 40 ล้านคน แบ่งเป็นสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ราว 26 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน

 

ใช้ AI ช่วยร้านเล็ก หลังยอดขายกระจุกตัวร้านใหญ่

 

ขณะเดียวกัน สำหรับข้อสังเกตว่ายอดขายในโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปีก่อน มีการกระจุกตัวอยู่ที่ร้านค้าขนาดใหญ่ Top 20% แต่สามารถดึงเม็ดเงินไปได้ถึง 70-80% ของการอุดหนุน ดร.เอกนิติกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะร้านค้าขนาดใหญ่มีความสามารถในการขายและใช้ช่องทางออนไลน์ได้ดีกว่า

 

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงนำ ‘AI นกกระซิบ’ มาใช้เพื่อช่วยสอนและแนะนำร้านค้ารายย่อย โดยมุ่งให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถวิเคราะห์การตลาดและเพิ่มทักษะการขาย เพื่อให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้ได้มากขึ้น

 

ดร.เอกนิติยังระบุด้วยว่า จากสถิติของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในอดีต ยอดขายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 500-600% ในช่วงที่มีโครงการ ขณะที่หลังสิ้นสุดโครงการ ร้านค้าที่ได้รับการ ‘อัพสกิล-รีสกิล’ ให้ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องประมาณ 200%

 

ดังนั้น การนำ AI นกกระซิบมาใช้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้ร้านค้ารายย่อยมีความสามารถในการขายมากขึ้น และช่วยให้รายได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว

The post ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พม. เปิดมหกรรม SDX 2026 กางผลงาน 120 วัน ปักหมุดสังคมอยู่ดี–มีโอกาสสำหรับคนทุกวัย https://thestandard.co/msdhs-sdx-2026-120-day-results/ Fri, 21 Aug 2026 10:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1244776 ภาพ นิกร โสมกลาง รมว. พม. กล่าวเปิดงาน Social Development Expo 2026

กระทรวง พม. จัดงาน Social Development Expo 2026 ระหว่าง […]

The post พม. เปิดมหกรรม SDX 2026 กางผลงาน 120 วัน ปักหมุดสังคมอยู่ดี–มีโอกาสสำหรับคนทุกวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นิกร โสมกลาง รมว. พม. กล่าวเปิดงาน Social Development Expo 2026

กระทรวง พม. จัดงาน Social Development Expo 2026 ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม ที่เมืองทองธานี เปิดพื้นที่ทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคตสังคมไทย พร้อมโชว์ผลงาน 120 วัน ใช้ Big Data–AI เชื่อมสวัสดิการ ดูแลประชาชนเชิงรุกและตรงจุด

ดูภาพข่าว 

วันนี้ (21 สิงหาคม) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดงาน Social Development Expo 2026 หรือ SDX 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน’ ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

 

งานดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมออกแบบสังคมไทยที่ยั่งยืน

 

นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘120 วัน พม. ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน’ โดยระบุว่า พม.กำลังปรับระบบการทำงานจากการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การดูแลประชาชนเป็นรายบุคคล ครอบครัว และพื้นที่

 

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรอให้ประชาชนเข้ามาขอความช่วยเหลือ เป็นการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก รวมถึงเชื่อมโยงสิทธิสวัสดิการให้ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วและตรงจุด

 

ผลงานสำคัญในช่วง 120 วัน ได้แก่ การพัฒนาฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย ระบบ ‘พม. Care’ สำหรับขอรับเงินสงเคราะห์ออนไลน์ 6 ประเภท มีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย และเชื่อมบริการคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ มีผู้ใช้งาน 71,642 คน

 

นอกจากนี้ ยังนำ AI ยกระดับสายด่วน พม. 1300 พัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง ศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง สนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

 

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต พม.สนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชนที่มีสมาชิก 2.51 ล้านคน ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ 2,258 แห่ง ดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน พร้อมผลักดันเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท และสนับสนุนอุปกรณ์แก่คนพิการ 17,000 คน

 

ขณะเดียวกัน ได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ 10,559 หลัง ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง 16,213 คน

 

พม.ยังสนับสนุนสินเชื่ออาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท พร้อมเพิ่มเพดานกู้ยืมกองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท รวมทั้งทบทวนกฎหมายสำคัญ 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมาย Universal Design เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้ชีวิตในสังคม

 

“ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน ทุกนโยบายต้องเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นิกรกล่าว

 

 

ภาพ นิกร โสมกลาง รมว. พม. กล่าวเปิดงาน Social Development Expo 2026 1

The post พม. เปิดมหกรรม SDX 2026 กางผลงาน 120 วัน ปักหมุดสังคมอยู่ดี–มีโอกาสสำหรับคนทุกวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลพีร์กำชับจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการฯ พร้อมสั่งท้องถิ่นช่วยเหลือ https://thestandard.co/polapeer-welfare-card-appeal-deadline/ Tue, 18 Aug 2026 05:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1243178 พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว […]

The post พลพีร์กำชับจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการฯ พร้อมสั่งท้องถิ่นช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่น ที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า สำหรับประชาชนที่ขอยื่นอุทธรณ์ สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ One Stop Service ในแต่ละจังหวัดได้

 

โดยขณะนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนที่เข้ามายื่นขออุทธรณ์ เนื่องจากตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองแล้วพบว่า ไม่ได้รับสิทธิ จึงไม่ขอเข้ามายื่นอุทธรณ์ เพราะรู้ตัวว่าในบางหัวข้อไม่เข้าข่าย หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่ไหน

 

ทั้งนี้ ได้สั่งการกรมการปกครองและผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน และหากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้กับประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบเพิ่มเติม

 

ขณะที่ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก พลพีร์กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะควรจะมีการบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ประชาชนต้องเดินทางไปกลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งมีความลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่าจะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นก่อนที่จะหมดเขตในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

 

ส่วนจะต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่างไรนั้น พลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนเองไปตรงไหน ก็เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสั่งการอธิบดีว่า ให้จังหวัดช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะจะหมดเขตสิ้นเดือนสิงหาคมนี้แล้ว และจะต้องยื่นเอกสารให้ทัน 20 กันยายนนี้

 

“ทุกพื้นที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในมืออยู่แล้ว ก็ให้ลงไปหาประชาชนเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้มีกรอบกำหนดจำนวนผู้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ขอให้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง” พลพีร์กล่าว

The post พลพีร์กำชับจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการฯ พร้อมสั่งท้องถิ่นช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ตกเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69’ ปมมีชื่อถือหุ้น-นิติบุคคล แนะยื่นตรวจสอบสิทธิ์ฟรีทั่วประเทศ https://thestandard.co/welfare-card-disqualified-help/ Wed, 29 Jul 2026 03:09:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1236032 ประชาชนยื่นตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด

วันนี้ (29 กรกฎาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประ […]

The post รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ตกเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69’ ปมมีชื่อถือหุ้น-นิติบุคคล แนะยื่นตรวจสอบสิทธิ์ฟรีทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนยื่นตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด

วันนี้ (29 กรกฎาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 สำหรับกลุ่มผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากมีชื่อปรากฏเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน และบริษัทต่าง ๆ

 

จากการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการในภาพรวม พบว่ามีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 9,314,253 ราย ซึ่งในจำนวนนี้พบเป็นผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในนิติบุคคลจำนวน 122,324 ราย และเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลรวม 139,804 แห่ง เนื่องจากบางรายมีชื่อปรากฏในนิติบุคคลมากกว่า 1 แห่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่ามีประชาชนผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีฐานะตามข้อมูลที่ปรากฏจริง แต่เกิดจากการถูกนำชื่อไปใช้หรือถูกแอบอ้างให้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการโดยไม่รู้ตัว

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้เปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้ามาตรวจสอบข้อมูลการเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนแล้ว โดยล่าสุดมีผู้เข้ามาขอตรวจสอบสิทธิ์แล้วกว่า 700 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งต่อให้กระทรวงการคลังใช้ประกอบการพิจราณาทบทวนสิทธิ์ต่อไป

 

ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงได้รับสิทธิ์สวัสดิการจากรัฐอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

 

สำหรับประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากเหตุผลดังกล่าว และมีความประสงค์จะขอตรวจสอบข้อมูลเพื่อรักษาสิทธิ์ สามารถยื่นคำขอตรวจสอบได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยสามารถเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเอง หรือทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 1570 หรือ 0 2547 4376

The post รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ตกเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69’ ปมมีชื่อถือหุ้น-นิติบุคคล แนะยื่นตรวจสอบสิทธิ์ฟรีทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.เคาะขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจนถึง 31 ส.ค.นี้ ก่อนเริ่มใช้ 1 ต.ค. ปรับเกณฑ์สแกนกลุ่มนอมินี เผยไม่ยื่นอุทธรณ์สูงถึง 5.4 ล้านคน https://thestandard.co/cabinet-extends-welfare-card-review/ Mon, 27 Jul 2026 06:28:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235533 เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเ […]

The post ครม.เคาะขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจนถึง 31 ส.ค.นี้ ก่อนเริ่มใช้ 1 ต.ค. ปรับเกณฑ์สแกนกลุ่มนอมินี เผยไม่ยื่นอุทธรณ์สูงถึง 5.4 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง วินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง และวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ดูภาพข่าว 

สิริพงศ์กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ให้มีการเลื่อนกำหนดการอุทธรณ์ ผู้ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 20 กันยายน และกระทรวงการคลังขอให้มีการขยายเวลาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิเดิม สามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน ผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ที่ได้รับการคัดเลือก จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นอกจากนี้ ครม. ยังรับทราบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและ ข้อเท็จจริงมากที่สุด

 

ด้าน ลวรณกล่าวถึงสาระสำคัญที่มีการปรับเปลี่ยน มีดังนี้

 

  • ผู้ถือบัตรรายเดิม: สามารถใช้สิทธิต่อเนื่องได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน
  • ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่: จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป
  • การยื่นทบทวนสิทธิ (อุทธรณ์): ขยายเวลาจากเดิมหมดเขต 31 กรกฎาคม ไปเป็นวันที่ 31 สิงหาคม
  • การแก้ไขและยื่นเอกสารเพิ่มเติม: ขยายเวลา ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน

 

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุอีกว่า จากจำนวนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองรอบนี้ราว 9.3 ล้านคน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ กลุ่มที่ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อัปเดต และกลุ่มที่ถูกแอบอ้างชื่อเป็นนอมินี นำชื่อไปจดทะเบียนครอบครองทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน ยานพาหนะ หรือบริษัท โดยกระทรวงการคลังจึงปรับปรุงเกณฑ์ย่อย 4 ด้าน ดังนี้

 

  • รถเก่า/รถคลาสสิค: รถยนต์อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ที่มูลค่าตามราคาตลาดแทบไม่เหลือแล้ว จะได้รับการผ่อนผันพิจารณาให้ใหม่
  • การถือหุ้นนิติบุคคล: เว้นเกณฑ์เฉพาะกรณีถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจชุมชน
  • บัญชีหลักทรัพย์/ตราสารหนี้: กรณีเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว (Active) เช่น เปิดไว้เพื่อรับโปรโมชัน/ของขวัญ ระบบจะคืนความเป็นธรรมให้ ทั้งนี้แนะนำให้ประชาชนติดต่อปิดบัญชีค้างดังกล่าว
  • นักเรียน-นักศึกษา (กศน.): หากตรวจสอบพบว่าเรียนอยู่จริงจะคืนสิทธิให้ แต่หากไม่ได้เรียนจริงจะถูกนำไปพิจารณาในแง่ของกลุ่มนอมินี

 

ลวรณย้ำว่า ประชาชนที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง ขอให้เร่งกดยื่นทบทวนสิทธิ เพื่อให้ระบบปรับปรุงข้อมูลเป็นปัจจุบัน และช่วยตัดปัญหากรณีถูกแอบอ้างชื่อไปเป็นนอมินี พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่ถือถูกแอบอ้างอยู่ไปปิดบัญชี เพราะไม่ควรจะมีอะไรที่ค้างคาเอาไว้

 

ด้าน วินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นอุทธรณ์แล้วกว่า 3.8 ล้านคน แต่ยังเหลืออีกราว 5.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ กระทรวงมหาดไทยจึงสั่งการให้นายอำเภอทั่วประเทศร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดตั้ง ศูนย์ One Stop Service (OSS) เพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิ ยืนยันตัวตน (e-KYC) และรับเรื่องอุทธรณ์ โดยเน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการในพื้นที่เป็นหลัก

 

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ประชาชนสามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ เว็บไซต์โครงการ (welfare.mof.go.th ), แอปพลิเคชันเป๋าตัง, แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียนธนาคารรัฐทั้ง 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)

 

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน 1เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน 2เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน 3เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน 4เจ้าหน้าที่รัฐบาลแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจน 5

The post ครม.เคาะขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรคนจนถึง 31 ส.ค.นี้ ก่อนเริ่มใช้ 1 ต.ค. ปรับเกณฑ์สแกนกลุ่มนอมินี เผยไม่ยื่นอุทธรณ์สูงถึง 5.4 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำถก ครม.ก่อนหยุดยาว จับตาคลังชงขยายสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 30 ก.ย. พร้อมผ่อน 4 เกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ https://thestandard.co/cabinet-welfare-card-extension/ Mon, 27 Jul 2026 04:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1235453 นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมคณะรัฐ […]

The post นายกฯ นำถก ครม.ก่อนหยุดยาว จับตาคลังชงขยายสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 30 ก.ย. พร้อมผ่อน 4 เกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยมีการเลื่อนวันประชุมจากปกติเพื่อหลีกเลี่ยงวันหยุดราชการ

 

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ ซึ่งเลื่อนจากวันอังคารมาเป็นวันจันทร์ เนื่องจากวันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันหยุดราชการ

 

สำหรับวาระที่น่าจับตา กระทรวงการคลังคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาขยายระยะเวลาการได้รับสิทธิของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทุกกลุ่ม เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะขยายระยะเวลาการยื่นทบทวนสิทธิของโครงการปี 2569 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2569

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิใน 4 ประเด็น ได้แก่

 

  • เกณฑ์การถือครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยปรับปรุงข้อมูลกรณีรถยนต์อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าต่ำ รวมถึงผู้ที่ยังผ่อนชำระรถ มีภาระทางการเงิน กรณีโอนลอยโดยไม่แจ้งนายทะเบียน และกรณีถูกสวมสิทธิ์นำชื่อไปจดทะเบียนรถ
  • เกณฑ์สถานะนักเรียนหรือนักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลผู้ที่ศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
  • เกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยปรับปรุงข้อมูลกรณีวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
  • เกณฑ์บัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ โดยพิจารณาจากการเคลื่อนไหว (Active) ของบัญชี ไม่ใช่เพียงการมีบัญชีเท่านั้น

 

ส่วนวาระเพื่อพิจารณา กระทรวงการคลังจะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงร่างกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน และร่างกฎกระทรวงยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ 2568-2570

 

ด้านกระทรวงคมนาคม จะเสนอขอความเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทดรองจ่ายรายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) สำหรับปีงบประมาณ 2569

 

สำหรับวาระเพื่อทราบ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง พร้อมรายงานสถานภาพร่างกฎหมาย ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569

 

ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง รวมถึงการแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการบินพลเรือน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอรายงานงบการเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทยประจำเดือนพฤษภาคม และช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569

 

อีกทั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2569-2570 รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ จะเสนอการขับเคลื่อนปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) ต่อที่ประชุม ครม. เพื่อรับทราบ

The post นายกฯ นำถก ครม.ก่อนหยุดยาว จับตาคลังชงขยายสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 30 ก.ย. พร้อมผ่อน 4 เกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท https://thestandard.co/ekniti-economy-inflation-deficit-welfare-reform/ Mon, 27 Jul 2026 02:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235403 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจ […]

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การรองรับสังคมสูงอายุ และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

 
 

ขณะเดียวกันยังยืนยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนระบบประเมินว่ามีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงและเสียสิทธิไป

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

 

ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูล ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดกรอง

 

เอกนิติระบุว่า ไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลรอบนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้คนที่ยากจนจริงเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ดึงคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน

 

ส่วนกรณีผู้ที่เคยมีสิทธิแล้วหายไป หรือผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ เอกนิติมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่ไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและข้อมูลด้านอื่น

 

ขณะเดียวกัน การคัดกรองรอบนี้ยังทำให้ผู้ที่ถูกหลอกนำชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทรู้ตัวและแก้ไขได้ โดยเอกนิติระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนมาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่นำชื่อประชาชนไปใช้ ก่อนคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

 

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

 

5 ล้านคนวัยทำงาน กับเป้าหมายพาออกจากระบบสวัสดิการ

 

ข้อมูลอีกชุดที่ได้จากการสำรวจรอบนี้คือ จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ราว 9 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี

 

จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ระดับดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออก รัฐบาลจึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปออกมาตรการจัดหางานหรือเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้และหลุดจากความยากจนโดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการยังได้รับสวัสดิการในส่วนของตนเองตามปกติ

 

โดยงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะแต่ละปีรัฐใช้งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนมากถึง 72 ประเภท แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล

 

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ” เอกนิติกล่าว

 

เครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมใช้กับกลุ่มฐานรากคือโครงการ ไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะนำ AI ชื่อ ‘นกกระซิบ’ มาสอนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคาร และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

 

ปฏิรูป 3 ด้าน ดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3%

 

การเพิ่มทักษะแรงงานยังเป็นหนึ่งในสามด้านที่เอกนิติระบุว่าต้องปฏิรูป ประกอบด้วยการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ การปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

 

เอกนิติระบุว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากที่เคยโต 5-7% เหลือ 2.7% ขณะที่คนไทยเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงมี 3 เรื่อง คือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น, ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

นั่นเพราะโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าก็เป็นโอกาสของไทย สะท้อนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอนาคต โดยได้เปิดทางให้ Direct PPA ดำเนินการได้โดยไม่มีโควตา เพื่อให้พลังงานสะอาดเกิดเร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ที่เข้ามามากขึ้น

 

เอกนิติยังระบุว่า เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดให้การลงทุนมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ตัวอย่างที่เห็นแล้วคืออุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจากผู้ประกอบการไทยแล้วราว 40 ราย

 

ส่วนทักษะขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เช่น AI หรือยานยนต์สมัยใหม่ เอกนิติระบุว่ารัฐบาลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพิจารณาออกวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อเข้ามาทำงานและถ่ายทอดความรู้ในระยะแรก ควบคู่กับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผ่านโครงการ BOI Fast Pass

 

อีกด้านคือการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยผู้ที่ใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการคืนภาษีทันที ซึ่งเอกนิติระบุว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาคืนภาษีให้ SME ไปแล้วราว 80,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว

 

ไฟแดง 2 จุด เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

 

เอกนิติเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เดียวคือการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจึงแย่ตาม ขณะที่ภาพในประเทศยังอ่อนแอทั้งการลงทุนและการบริโภค ส่วนการที่ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวทางที่เอกนิติระบุว่าทำมาตลอด 7 เดือนในตำแหน่งคือการให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนโตราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% เพราะการโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป

 

อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุว่ายังมีไฟแดง 2 จุดที่ต้องจับตา จุดแรกคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภค

 

จุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดย 2 เดือนที่ผ่านมาไทยขาดดุล 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเอกนิติระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

 

“ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย” เอกนิติกล่าว

 

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุน เอกนิติระบุว่ามาจาก 3 ส่วนหลัก คือการลงทุนภาคเอกชน, การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Future Fund ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเริ่มเบิกใช้ราว 20,000 ล้านบาทในโครงการสำคัญ เช่น การต่อยอดระบบทางด่วน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่รองรับพลังงานสะอาด

 

วางเอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

 

สำหรับวิธีทำงานร่วมกับภาคเอกชน เอกนิติเปรียบการทำงานภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เหมือนทีมฟุตบอล โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลเป็นกองกลางที่คอยจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ผ่านงานด้านการคลัง การส่งเสริมการค้า การเพิ่มทักษะแรงงาน และการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

 

งานที่ทำภายใต้กรอบนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย

 

ขณะที่กองหลังในนิยามของเอกนิติคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 โดยเอกนิติคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยกับนักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้นำและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลก

 

ในเวทีดังกล่าว ไทยเตรียมเสนอบทบาท ‘Connector Economy’ หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วกัน พร้อมผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือการนำ AI มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและพัฒนาทักษะประชาชน การเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะคนผ่านความร่วมมือกับต่างชาติ และบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

 

“การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” เอกนิติกล่าว

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติมองผลนิด้าโพล สะท้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหนุนฐานเสียงรัฐบาล https://thestandard.co/ekaniti-nida-poll-welfare-card/ Sun, 26 Jul 2026 12:38:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235338 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังให้สัมภาษณ์

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการบัตรสวัสดิการแห่ง […]

The post เอกนิติมองผลนิด้าโพล สะท้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหนุนฐานเสียงรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังให้สัมภาษณ์

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 สะท้อนให้เห็นผลของนโยบายในการเพิ่มระดับการสนับสนุนรัฐบาลจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะที่กระบวนการคัดกรองได้รับการยอมรับจากผู้ที่พลาดสิทธิ

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลสำรวจของนิด้าโพลในหัวข้อ ‘คนจนมีสิทธิไหมครับ’ ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนทั่วประเทศ

 

โดยระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะในมิติของการสร้างความเชื่อมั่นและเสียงสนับสนุนให้กับรัฐบาล

 

ข้อมูลจากผลสำรวจจำแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. ผู้ที่ได้รับสิทธิร้อยละ 23.62
  2. ผู้ที่ลงทะเบียนแต่ไม่ได้รับสิทธิร้อยละ 51.73
  3. ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมลงทะเบียนร้อยละ 24.65

 

ในกลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผลสำรวจพบว่าโครงการนี้มีส่วนต่อการตัดสินใจทางการเมือง โดยร้อยละ 32.49 ของกลุ่มนี้ระบุว่าการได้รับสิทธิมีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น และร้อยละ 19.00 ระบุว่าให้การสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้วเป็นทุนเดิมไม่ว่าจะได้รับสิทธิหรือไม่ก็ตาม

 

สำหรับกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนแต่ไม่ได้รับสิทธิ ผลสำรวจสะท้อนถึงความเข้าใจต่อเกณฑ์การตัดสินของภาครัฐ โดยร้อยละ 43.26 ของคนกลุ่มนี้ระบุว่าไม่มีความรู้สึกโกรธที่ไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากมีความเข้าใจในเงื่อนไขและคุณสมบัติของตนเอง

 

ส่วนกลุ่มผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมลงทะเบียนนั้น ร้อยละ 50.66 ระบุเหตุผลว่าคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิได้รับตั้งแต่ต้นจึงไม่ได้ลงทะเบียนในโครงการ

 

เอกนิติกล่าวว่า ข้อมูลจากผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลไกในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

โดยกระทรวงการคลังจะนำข้อมูลจากผลสำรวจไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการจัดสวัสดิการให้มีความครอบคลุมและตรงจุดมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

The post เอกนิติมองผลนิด้าโพล สะท้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหนุนฐานเสียงรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ชี้จำนวนผู้ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ- งบประมาณไม่ใช่ประเด็น รัฐพร้อมจัดงบดูแลผู้มีสิทธิ์ตัวจริง https://thestandard.co/bharadorn-welfare-card-budget-not-issue/ Fri, 24 Jul 2026 04:46:54 +0000 https://thestandard.co/bharadorn-welfare-card-budget-not-issue/ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำ […]

The post ภราดร ชี้จำนวนผู้ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ- งบประมาณไม่ใช่ประเด็น รัฐพร้อมจัดงบดูแลผู้มีสิทธิ์ตัวจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเพิ่ม 3 เงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาทิ เกณฑ์การครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงกลุ่มนักศึกษานอกระบบ ว่า จะคงสิทธิ์เดิมไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์อยู่แล้วก็จะยังคงได้รับสิทธิ์ต่อไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน โดยผู้ผ่านการคัดกรองใหม่กว่า 80% ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60:40 อยู่แล้ว

 

ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งขณะนี้มีผู้ผ่านเกณฑ์กว่า 9 ล้านคน หากมีการทบทวนใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าใดนั้น ภราดรกล่าวว่า ยังไม่ทราบตัวเลข ต้องรอผลการอุทธรณ์ก่อนว่าจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ หรือเป็นผู้มีรายได้น้อยตัวจริงที่ควรได้รับสิทธิ์

 

ส่วนผู้ที่นำชื่อผู้มีสิทธิ์ไปสวมสิทธิ์ ไม่ว่าจะนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท ใช้เปิดบัญชีม้า หรือนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะลูกจ้างนั้น ภราดรกล่าวว่า เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้วเสร็จ จะเดินหน้าตรวจสอบกลุ่มที่สวมสิทธิ์เหล่านี้ต่อไป

 

เมื่อถามว่า คาดว่าจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์จะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมกว่า 13 ล้านคน หรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ไม่ได้มีการประเมินหรือกำหนดเป้าหมายไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการอุทธรณ์ โดยนายกรัฐมนตรีเคยย้ำว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เช่นเดียวกับวงเงินงบประมาณ เพราะรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงได้

 

อย่างไรก็ตาม ที่ต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิ์กลับได้รับสิทธิ์ ขณะที่บางคนสมควรได้รับแต่กลับไม่เคยได้รับสิทธิ์ จึงต้องตรวจสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรม ซึ่งการทบทวนครั้งนี้ทำให้มีผู้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 2.3 ล้านคน จึงเป็นเหตุผลที่ต้องสำรวจข้อมูลใหม่ทั้งหมด

 

เมื่อถามว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อผู้สวมสิทธิ์หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้เกิดความสับสน เพราะผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์จำนวนหนึ่งได้ร้องเรียน ขณะที่ผู้ที่มีปัญหายังไม่ได้ถูกดำเนินการ ภราดรย้ำว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการอุทธรณ์ หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะทยอยตรวจสอบและดำเนินการ เช่น ผู้ที่นำชื่อผู้อื่นไปใช้ลดหย่อนภาษี ก็จะถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

 

เมื่อถามว่า หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลต้องทบทวนหลักเกณฑ์อยู่เรื่อย ๆ และกระบวนการนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด ภราดรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการ อัปเดตข้อมูล มากกว่าการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ เช่น กรณีการถือครองรถยนต์ ซึ่งมีบางคนถูกระบบแจ้งว่าไม่ผ่านเกณฑ์เพราะมีรถ 2 คัน ทั้งที่เป็นรถเก่าหรือไม่ได้ใช้งานแล้ว เนื่องจากปัญหาของระบบข้อมูลภาครัฐยังไม่ได้รับการอัปเดต จึงถือเป็นโอกาสในการทบทวนและปรับปรุงฐานข้อมูลของประเทศให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

The post ภราดร ชี้จำนวนผู้ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ- งบประมาณไม่ใช่ประเด็น รัฐพร้อมจัดงบดูแลผู้มีสิทธิ์ตัวจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ยกเว้นกรรมการวิสาหกิจชุมชน ทบทวนปม ‘รถ-หุ้น-บัญชีหลักทรัพย์’ https://thestandard.co/welfare-card-criteria-review-exempt/ Thu, 23 Jul 2026 11:08:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1234244 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมข้อความระบุการปรับเกณฑ์และยกเว้นกลุ่มกรรมการวิสาหกิจชุมชน

คลังปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการ ‘รถ-การศึกษา-หุ้นส่วน-บั […]

The post คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ยกเว้นกรรมการวิสาหกิจชุมชน ทบทวนปม ‘รถ-หุ้น-บัญชีหลักทรัพย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมข้อความระบุการปรับเกณฑ์และยกเว้นกลุ่มกรรมการวิสาหกิจชุมชน

คลังปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการ ‘รถ-การศึกษา-หุ้นส่วน-บัญชีหลักทรัพย์’ พร้อมขยายเวลาทบทวนสิทธิถึง 20 กันยายนนี้ และปรับแผนให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการกลุ่มเดิม 13.18 ล้านคนใช้สิทธิได้ต่ออีก 2 เดือนถึง 30 กันยายนนี้ ยังใช้สิทธิ ‘40:60’ ไม่ได้

 

วันนี้ (23 กรกฎาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 10/2569 ว่าที่ประชุมได้มีการหารือตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลังปรับเงื่อนไขเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

ในการประชุมดังกล่าว มีดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม และมีการเรียนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา ประกอบด้วย

 

  • กรมการขนส่งทางบก
  • กรมการปกครอง
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • กรมส่งเสริมการเรียนรู้
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 

โดยที่ประชุมมีข้อสรุปในเบื้องต้น ดังนี้

 

1. กลุ่มเดิมใช้สิทธิยาวถึงกันยายนนี้

 

สำหรับผู้มีบัตรกลุ่มเดิมปี 2565 ราว 13.18 ล้านคน ยังได้รับสิทธิยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และกลุ่มผู้หมดสิทธิจะยังไม่ถูกโยกไปใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’

 

ส่วนผู้ได้รับสิทธิโครงการใหม่ ปี 2569 จะเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

 

2. ขยายเวลายื่นอุทธรณ์

 

ที่ประชุมเห็นควร ขยายเวลาขออุทธรณ์ได้ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2569 และสามารถติดต่อหน่วยงานเพื่อยื่นหลักฐานได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569

 

3. ทบทวนเกณฑ์ กรรมสิทธิ์ในการถือครองรถ

 

ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอของกรมการขนส่งทางบก ในการเร่งดำเนินการตรวจสอบดูแล ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประสงค์ยื่นอุทธรณ์ในกรณีของการครอบครองรถ ดังนี้

 

  • รถถูกโอนลอย สิ้นสภาพ หรือเป็นซากไปแล้ว แต่ทรัพย์สินยังคาทะเบียนอยู่ หรือถูกสวมชื่อเป็นเจ้าของรถ กรมขนส่งฯ พร้อมรับแจ้งทุกกรณี
  • การครอบครองสภาพรถที่เก่ามาก และต้องมีมูลค่าต่ำ โดยกำหนดไว้เป็นรถยนต์ที่อายุเกินกว่า 20 ปี รถจักรยานยนต์อายุเกินกว่า 15 ปี พร้อมกันนี้ กรมการขนส่งทางบกจะช่วยดูแลปรับทะเบียนให้ถูกต้อง และยกเว้นค่าใช้จ่ายภาษีให้

 

ที่สำคัญกว่านั้น กรมขนส่งฯ พบอีกว่า นับตั้งแต่ปี 61 ที่มีการให้บัตรสวัสดิการเป็นต้นมา มีผู้รับบัตรสวัสดิการได้ทำการจดทะเบียนรถใหม่ทั้งรถป้ายแดง และรถมือสองราว 2.5 ล้านราย ถือเป็นข้อมูลอีกชุดที่สะท้อนว่า ผู้รับบัตรสวัสดิการบางรายมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะต้องถูกตัดสิทธิ

 

4. ทบทวนเกณฑ์สถานะ นักเรียนนักศึกษานอกระบบ

 

วินิจเผยว่า ที่ประชุมพิจารณายกเว้นสิทธิให้แก่ นักเรียนนักศึกษานอกระบบที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งครอบคลุมนักเรียนภายใต้สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอาชีวะนอกระบบ เนื่องจากข้อมูลพบว่า เป็นผู้ที่รับการศึกษาเพิ่มเติมระหว่างการประกอบอาชีพ และมีสถานะที่ลำบาก

 

5. ทบทวนเกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

 

ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงข้อมูลกรณีเป็น หุ้นส่วนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม เนื่องจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ผู้ถูกตัดสิทธิราว 15,000 ราย เป็นกรรมการบริษัท ที่เป็นการจัดตั้งตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือของชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตัวแทนชุมชนในบริษัทที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร

 

จากรายชื่อทั้งหมด พบว่า ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ มีการเป็นผู้ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน และเป็นหุ้นส่วนในบริษัทจำกัด เป็นหุ้นส่วนในบริษัทมหาชนจำกัด อยู่ทั้งหมด 122,324 คน และมีรายชื่อเข้าไปถือหุ้นในนิติบุคคล เป็นกรรมการ เป็นหุ้นส่วน หรือเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล 139,804 นิติบุคคล

 

สะท้อนว่าผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บางรายมีสถานะเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 นิติบุคคลขึ้นไป โดยมีบุคคลที่ถือหุ้นสูงสุดมากถึง 126 นิติบุคคล ซึ่งเป็นกลุ่มที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเร่งตรวจสอบต่อไป

 

6. ทบทวนเกณฑ์ถือครองบัญชีหลักทรัพย์

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บัญชีหลักทรัพย์บางรายการมีการเปิดไว้โดยไม่มีการซื้อขายเป็นเวลานาน หรือมีวงเงินที่ต่ำมาก กระทรวงการคลังจึงพิจารณายกเว้นสิทธิให้ นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนถูกสวมสิทธิใช้ชื่อในบัญชีหลักทรัพย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะทำการตรวจสอบภายหลัง

 

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยมีการสนับสนุนการดำเนินงานบริการแบบ One Stop Service ผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการตรวจสอบข้อมูล อำนวยความสะดวก ในการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน

The post คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ยกเว้นกรรมการวิสาหกิจชุมชน ทบทวนปม ‘รถ-หุ้น-บัญชีหลักทรัพย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยบิลค่าไฟรอบ ก.ย. ใช้อัตราใหม่ทุกครัวเรือน ได้สิทธิไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยค่าไฟ https://thestandard.co/power-bill-new-rate-automatic/ Thu, 23 Jul 2026 01:35:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1233919 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมาตรการลดค่าไฟเดือนกันยายน ทุกครัวเรือนได้สิทธิอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ต้องลงทะเบียน

วันนี้ (23 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลเผยบิลค่าไฟรอบ ก.ย. ใช้อัตราใหม่ทุกครัวเรือน ได้สิทธิไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมาตรการลดค่าไฟเดือนกันยายน ทุกครัวเรือนได้สิทธิอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ต้องลงทะเบียน

วันนี้ (23 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชาชนยังมีความสับสนเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าและมาตรการช่วยเหลือค่าไฟของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยขอชี้แจงว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนและไม่ต้องผ่านแอปพลิเคชันใดๆ ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือค่าไฟสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

ลลิดากล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งดำเนินการตามมติ กพช. โดยจะเริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และจะเรียกเก็บใน ใบแจ้งค่าไฟรอบเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป

 

สำหรับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้ บ้านอยู่อาศัยทุกหลังจะได้รับสิทธิ คิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม ส่วนการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป จะคิดตามอัตราเดิม นอกจากนี้ ยังปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าประเภท มิเตอร์ชั่วคราว ให้เทียบเท่ากับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอีกด้วย

 

ลลิดากล่าวว่า นอกจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงได้รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ตามมาตรการเดิม แต่ผู้มีสิทธิต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิ โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม-30 กันยายน 2569

 

ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ตามมติ กพช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน PEA และ MEA จะดำเนินการแยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน คิดเป็นประมาณ 0.09 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงโดยอัตโนมัติ

 

“รัฐบาลขอย้ำว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยครั้งนี้เป็นสิทธิของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชัน และจะเริ่มเห็นผลในใบแจ้งค่าไฟจากการใช้ไฟเดือนสิงหาคมที่เรียกเก็บในเดือนกันยายน 2569 ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อเดือน ขอให้ลงทะเบียนกับการไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ” ลลิดา กล่าว

The post รัฐบาลเผยบิลค่าไฟรอบ ก.ย. ใช้อัตราใหม่ทุกครัวเรือน ได้สิทธิไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธวิจารณ์รัฐบาลปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบกพร่องซ้ำซาก https://thestandard.co/veerayuth-criticizes-welfare-card-criteria/ Wed, 22 Jul 2026 07:15:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1233647 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แถลงข่าวพร้อมข้อความ 'รัฐควรพิสูจน์ความจนแทนประชาชน' และ 'ปัญหาเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกิดจาก ครม. ทำงานไม่ละเอียด'

​วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพร […]

The post วีระยุทธวิจารณ์รัฐบาลปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบกพร่องซ้ำซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แถลงข่าวพร้อมข้อความ 'รัฐควรพิสูจน์ความจนแทนประชาชน' และ 'ปัญหาเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกิดจาก ครม. ทำงานไม่ละเอียด'

​วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน แถลงแสดงความกังวลต่อกรณีการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผลกระทบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่ไม่รอบคอบและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน

 

 
 

เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนความบกพร่อง ครม.

 

วีระยุทธกล่าวถึงหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า การที่ผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพียงลำพัง แต่เกิดจากการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ

 

เนื่องจากเกณฑ์รอบใหม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมไม่ได้พิจารณาอายุรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ไม่ได้ตรวจสอบจำนวนผู้พิการให้แม่นยำ

 

ทั้งนี้ นี่เป็นการปรับเกณฑ์ครั้งที่สอง หลังครั้งแรกมีปัญหาสิทธิลดหย่อนภาษีกระทบสิทธิบิดามารดา แต่ยังพบความบกพร่องเช่นเดิม

 

วีระยุทธยกตัวอย่างกรณีเกษตรกรซึ่งสะท้อนความไม่เข้าใจและการทำงานไม่ละเอียดของคณะรัฐมนตรีคือ เกณฑ์ถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ ไม่สะท้อนความเป็นจริงของภาคเกษตร เพราะสำมะโนการเกษตรปี 2566 ระบุว่าเกษตรกรไทยถือครองที่ดินเฉลี่ย 17.4 ไร่ และกว่าร้อยละ 60 มีที่ดินตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิมีผลตอบแทนสุทธิเพียง 1,386 บาทต่อไร่ ถือครองที่ดิน 10 ไร่ ก็มีรายได้เพียง 13,860 บาท หรือราวร้อยละ 14 ของเกณฑ์รายได้ 100,000 บาท

 

ส่วนเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องความเป็นจริง เพราะครัวเรือนเกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 198,038 บาท แม้ไม่รวมหนี้เพื่อการเกษตรก็ยังเฉลี่ย 126,891 บาท เกินเกณฑ์ สะท้อนว่ารัฐบาลมีข้อมูลแต่ไม่ได้นำมาพิจารณารอบด้าน

 

วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลจากหลายกระทรวงประกอบการพิจารณา และยกเลิกเกณฑ์แบบผิดข้อเดียวตัดสิทธิ์ทันที เช่น กรณีมีรถจักรยานยนต์เพียงคันเดียว โดยปรับเป็นระบบให้คะแนนองค์รวม ถัวเฉลี่ยคะแนนลบกับคะแนนบวก เช่น รายได้เป็นศูนย์หรือภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนจริงยังได้รับสิทธิ แม้มีเงื่อนไขทางเทคนิคบางประการไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ

 

ด้าน สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ ระบุว่ารัฐควรทบทวนหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณเพื่อให้สวัสดิการตรงถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบ คิดนโยบายแบบชักเข้าชักออก และระบบคัดกรองยังมีข้อบกพร่องจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ

 

ขณะที่แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลเสนอ เช่น การให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ไปใช้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’ ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจไม่มีเงินแม้แต่ที่จะจ่ายในส่วน 40% แรกด้วยซ้ำ

 

นอกจากนี้ แม้รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์และจัดตั้งศูนย์ One Stop Service แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนเอง ทั้งที่ผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจเข้าไม่ถึงระบบอุทธรณ์หรือบริการของรัฐ พรรคประชาชนเห็นว่าภาระการพิสูจน์ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว และควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนแทนการให้ผู้เดือดร้อนต้องวิ่งดำเนินการด้วยตนเอง

 

แฉ Data Center ลงทุนแสนล้าน แต่จ้างคนจริงหลักร้อย

 

ในประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ วีระยุทธกล่าวถึง การที่เอกนิติสั่งทบทวนเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ก็มีลักษณะทำนองเดียวกันกล่าวคือ กำหนดให้ผู้ขอลงทุนใหม่ต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำ ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงรายงาน EIA และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่เกณฑ์นี้ใช้เฉพาะคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) รอบใหม่ โครงการที่ผ่านมายังไม่ต้องปฏิบัติตาม ไตรมาสแรกปี 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสรวม 57 โครงการ มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท

 

วีระยุทธแสดงความกังวลว่า มูลค่าลงทุนที่สูงนำไปสู่การนำเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก จนช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 875,295 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องมูลค่าเพิ่มในประเทศ การจ้างงานที่น้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุน และผลกระทบต่อน้ำไฟฟ้า

 

โดย EEC ใช้น้ำไปแล้ว 73% ระยองไม่มีน้ำเหลือ ชลบุรีเหลืออีก 14% และฉะเชิงเทราเหลืออีก 56% พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนจัดหาน้ำไฟฟ้าให้เพียงพอโดยไม่ผลักภาระประชาชน ควบคุมมลพิษอย่างรัดกุม กำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน (ค่า PUE) และให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนี้

 

ทั้งนี้ กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ Data Center สะท้อนปัญหาการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล และการขาดความเข้าใจต่อผลกระทบที่ประชาชนต้องเผชิญ หากรัฐบาลจะทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการเป็นครั้งที่สามก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ใช้ข้อมูลที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร และใช้การประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน แทนการตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เพียงข้อเดียว

The post วีระยุทธวิจารณ์รัฐบาลปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบกพร่องซ้ำซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายเวลาอุทธรณ์ ย้ำยึดหลักความเป็นธรรม https://thestandard.co/pm-state-welfare-card-review-appeal/ Tue, 21 Jul 2026 09:42:20 +0000 https://thestandard.co/pm-state-welfare-card-review-appeal/ ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ปัญหาการทบทวนสิทธิ์และหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังเ […]

The post นายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายเวลาอุทธรณ์ ย้ำยึดหลักความเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ปัญหาการทบทวนสิทธิ์และหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา หลังมีผู้ได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขใหม่จำนวนมากนั้น

 

ในช่วงบ่ายวันนี้ (21 กรกฎาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการทบทวนสิทธิ์และหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ให้ไปถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการกำชับเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างไรบ้าง อนุทินกล่าวสั้นๆ ว่า “ความเป็นธรรม”

 

เมื่อถามว่า นอกจากกำชับเรื่องความเป็นธรรมแล้ว ได้กำชับเรื่องอื่นด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเพียงยิ้ม ไม่ตอบคำถาม ก่อนใช้มือปิดประตูรถ และยกมือโบกลา (บ๊ายบาย) สื่อมวลชน

 

ก่อนนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยต้องการให้มีการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างดีที่สุด จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่รับอุทธรณ์ ส่วนประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมายื่นอุทธรณ์ได้ด้วยตัวเอง ให้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเพิ่มเติม

 

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเช่นเดียวกัน โดยให้พิจารณาว่ากฎหมายข้อใดสามารถใช้อำนาจยกเว้นได้ เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบสิทธิของประชาชน หรือกรณีทะเบียนรถขาดต่อภาษีเป็นเวลานาน ซึ่งหากจะยกเลิกทะเบียนต้องชำระค่าธรรมเนียมและภาษีย้อนหลัง จึงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และจำเป็นต้องจัดระบบทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นข้อสั่งการของนายกฯ

 

ขณะที่กระทรวงการคลังขอชะลอการโอนรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 6 ล้านราย เพื่อไปรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การครอบครองรถ เพื่อนำข้อสั่งการของนายกฯ ไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมในการยกเว้นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่แล้วใช่หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า ครม. รับทราบแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะนำไปพิจารณาทบทวน ดังนั้น ช่วงนี้ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เห็นข่าวเกี่ยวกับไทม์ไลน์การได้รับสิทธิต่างๆ ขอให้รอฟังมติ ครม. ที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน พร้อมย้ำว่า นายกฯ ได้สั่งการให้ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์

 

เมื่อถามว่า จะมีการใช้ระบบ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินทางไปติดต่อหลายแห่งหรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางก็ได้ เพราะสามารถใช้ช่องทางของธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. และกรมการขนส่งทางบก ส่วนที่จะเพิ่มเติมคือ การให้ประชาชนสามารถติดต่อที่อำเภอได้ โดยทางอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงพื้นที่ตามหมู่บ้าน

 

สิริพงศ์ กล่าวว่า ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว ขอให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ขณะที่หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้ รัฐจึงพยายามช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำให้ถูกต้อง

 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการโอน เช่น การโอนรถ หรือการโอนลอย อาจส่งผลเสียต่อประชาชนในอนาคต เพราะแม้ทรัพย์สินจะไม่ได้อยู่กับเจ้าของเดิมแล้ว แต่สิทธิยังคงเป็นชื่อของเจ้าของเดิม หากผู้ที่รับโอนไปนำรถไปกระทำความผิด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงมาถึงเจ้าของชื่อ จึงถือโอกาสนี้จัดระเบียบระบบทะเบียนให้ถูกต้อง

 

เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ สิริพงศ์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้กังวลหรือน้อยใจ เพราะเข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนที่สมหวังย่อมดีใจ ส่วนคนที่ผิดหวังก็ย่อมตำหนิ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปิดลงทะเบียนทุกครั้ง

 

“คำถามคือ ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่เลย ทำให้คนที่ควรได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน ไม่มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการ ขณะเดียวกันอาจมีประชาชนที่ยากจนจริงแต่หลุดจากระบบเพราะหลักเกณฑ์เดิม ขณะที่หากดูจากโซเชียลมีเดียในวันนี้ จะเห็นว่ามีบางคนที่ดูมีฐานะ แต่ในอดีตก็ยังได้รับสิทธิ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้รับสิทธิ”

 

สิริพงศ์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้น้อยใจ เพราะรัฐบาลกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้ดุลพินิจน้อยมาก และไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่เมื่อหลักเกณฑ์ถูกนำไปใช้จริง หากพบว่าข้อใดเข้มงวดเกินไป ก็พร้อมปรับปรุงให้เหมาะสม

The post นายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายเวลาอุทธรณ์ ย้ำยึดหลักความเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ ชี้ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อคนจนจริง พบสวมสิทธิ์-เอาชื่อชาวบ้านไปจดบริษัท https://thestandard.co/ekaniti-state-welfare-card-fraud-review/ Tue, 21 Jul 2026 04:26:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1233162 ภาพ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

วันนี้ (21 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post เอกนิติ ชี้ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อคนจนจริง พบสวมสิทธิ์-เอาชื่อชาวบ้านไปจดบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

วันนี้ (21 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีการปรับทบทวนเกณฑ์ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า แม้ตนจะปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ได้รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด

 

เอกนิติกล่าวว่า จุดประสงค์ของรัฐบาลในการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เพราะต้องการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง โดยที่ผ่านมาไม่มีการเปิดรับผู้มีสิทธิ์รายใหม่เข้าสู่ระบบมานาน 4-5 ปี หัวใจสำคัญประการแรกคือการนำคนจนรายใหม่ที่ตกสำรวจและยังไม่อยู่ในระบบเดิม เข้ามาอยู่ในระบบจำนวน 2.3 ล้านคน

 

ส่วนหัวใจสำคัญประการที่สอง คือการช่วยเหลือผู้ที่ยากจนจริง เพราะที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากว่ามีผู้แอบอ้างสิทธิ์หรือผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลจึงพยายามปรับหลักเกณฑ์เพื่อคัดกรอง ซึ่งขณะนี้สามารถแยกแยะผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ออกได้บางส่วน ขณะเดียวกัน หากมีผู้เดือดร้อนจริงแต่หลุดจากเกณฑ์การคัดกรอง รัฐบาลก็พร้อมรับฟัง โดยได้ประสานกระทรวงมหาดไทยให้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผ่านศูนย์ One Stop Service เพื่อทบทวนสิทธิ์

 

เอกนิติกล่าวว่า ยังพบว่าประเทศไทยไม่มีฐานข้อมูลที่ทันสมัย จึงต้องมีการทบทวนข้อมูลตามข้อเรียกร้องของประชาชน เช่น กรณีรถยนต์เก่า ซึ่งตนได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบว่ามีมิจฉาชีพนำข้อมูลของประชาชนไปจดทะเบียนบริษัท ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบริษัท โดยเจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง เพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งขณะนี้ข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏชัด จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด และหลังจากดูแลผู้ได้รับผลกระทบแล้ว จะดำเนินการกับผู้ที่หลอกลวงประชาชนจนได้รับความเดือดร้อน

 

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลเห็นใจผู้ที่เดือดร้อนจริง และจะขยายระยะเวลาการอุทธรณ์สิทธิ์ พร้อมพยายามดูแลผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุด โดยย้ำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน เพราะยังมีสวัสดิการของรัฐอีกหลายโครงการรองรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจุดประสงค์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีรายได้หรือไม่มีผู้ดูแลอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถนำผู้มีสิทธิ์รายใหม่เข้าสู่ระบบได้ 2.3 ล้านคน ส่วนผู้ที่ยังได้รับสิทธิ์สวัสดิการอื่น เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สิทธิของผู้พิการ หรือสิทธิเรียนฟรี ยังคงได้รับสิทธิ์ตามเดิม โดยปัจจุบันรัฐมีสวัสดิการรวม 72 รายการ ซึ่งผู้มีสิทธิ์ยังคงได้รับตามหลักเกณฑ์ของแต่ละโครงการ ขณะที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะมุ่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนที่สุด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น และจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์และขยายระยะเวลาการอุทธรณ์สิทธิ์ต่อไป

The post เอกนิติ ชี้ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อคนจนจริง พบสวมสิทธิ์-เอาชื่อชาวบ้านไปจดบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศธ.เผย นศ.สกร. ยื่นอุทธรณ์หลุดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 53,000 ราย พร้อมเปิดอุทธรณ์ให้ยื่นถึง 31 ก.ค.นี้ https://thestandard.co/moed-students-appeal-welfare-card/ Tue, 21 Jul 2026 04:01:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1233154 ภาพประกอบข่าวการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของนักศึกษา สกร. 53,000 ราย

วันนี้ (21 กรกฎาคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ […]

The post ศธ.เผย นศ.สกร. ยื่นอุทธรณ์หลุดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 53,000 ราย พร้อมเปิดอุทธรณ์ให้ยื่นถึง 31 ก.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของนักศึกษา สกร. 53,000 ราย

วันนี้ (21 กรกฎาคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผย ภายหลังกับ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอธิบดี สกร. ว่ามีนักศึกษาตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในระบบ สกร. ที่มีคุณสมบัติลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 270,000 ราย แต่จากตัวเลขที่คาดว่าให้ลงทะเบียนและได้รับผลกระทบปัจจุบันอยู่ที่ 53,000 ราย ซึ่งเปิดโอกาสให้อุทธรณ์ถึง 31 กรกฎาคม คาดว่าผู้ได้รับผลกระทบของนักศึกษา สกร. มีอยู่ประมาณ 100,000 ราย

 

ประเสริฐกล่าวอีกว่า ในวันนี้ จะให้ข้อมูลกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มเติม ถึงเรื่องของการปรับหลักเกณฑ์ ย้ำว่า สกร. มีความห่วงใยกับนักศึกษาที่ลาออก ขอให้ประวิงเวลาการลาออกไว้ก่อน เพราะกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ ไม่อยากให้ใครหลุดออกจากนอกระบบการเรียนการสอน

 

ประเสริฐ ย้ำว่า 53,000 ราย เป็นนักศึกษากรอกเอกสารยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งตอนนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง โดยรวมประมาณ 55,000 คนที่ยื่นเรื่องเข้ามา คาดว่าจากนี้ไปจนถึงวันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์จะมีถึงแสนคน โดยจะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังทีเดียวเลย

 

ขณะที่ อัครนันท์ยืนยันจะช่วยกันอุทธรณ์เพื่อให้ไม่ต้องลาออกจากการเรียน เพราะการเรียนนอกระบบของ สกร. ไม่ได้มีเฉพาะเด็ก มีผู้ใหญ่ด้วย

 

ด้าน เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ระบุว่า ในส่วนของนักศึกษา สกร. จำนวน 270,000 คน มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีการขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากปีนี้ติดข้อกำหนดที่เป็นเรื่องนักศึกษา ซึ่งเป็นนักศึกษานอกระบบทำงานไปด้วย และเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องหารายได้ และเรียนรู้ด้วย

The post ศธ.เผย นศ.สกร. ยื่นอุทธรณ์หลุดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 53,000 ราย พร้อมเปิดอุทธรณ์ให้ยื่นถึง 31 ก.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.พม. ชี้รอ ครม. เคาะเกณฑ์บัตรคนจน หลังพบกลุ่มเปราะบางผ่านเกณฑ์แค่ 2 แสนราย เตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเพิ่ม https://thestandard.co/welfare-card-vulnerable-groups-survey/ Tue, 21 Jul 2026 03:51:24 +0000 https://thestandard.co/welfare-card-vulnerable-groups-survey/ รมว.พม. นิกร โสมกลาง แถลงข่าวเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (21 กรกฎาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก […]

The post รมว.พม. ชี้รอ ครม. เคาะเกณฑ์บัตรคนจน หลังพบกลุ่มเปราะบางผ่านเกณฑ์แค่ 2 แสนราย เตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.พม. นิกร โสมกลาง แถลงข่าวเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (21 กรกฎาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงกรณีการยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกลุ่มเปราะบาง ที่ตัวเลขจากการสำรวจกลุ่มเปราะบางของ พม. อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 คน ขณะที่การยื่นตัวเลขขอมีบัตรใกล้เคียง คือกว่า 900,000 คน เช่นเดียวกัน แต่มีผู้ได้รับการอนุมัติ ประมาณ 200,000 คนนั้น

 

นิกร กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อลงพื้นที่สำรวจ ย้ำว่ามีความพร้อม เพราะที่ผ่านมาได้ทำงาน ร่วมกันผ่านอำเภออยู่แล้ว และเบื้องต้นได้รับคำแนะนำจากกระทรวงมหาดไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

 

นิกรยังฝากไปยังผู้พิการ ผู้สูงอายุ ว่า ให้ติดตามข่าวสาร และเตรียมการยื่นอุทธรณ์ขอสิทธิ เชื่อว่า หลายคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ มีข้อมูลอยู่แล้วว่าเกิดจากอะไร ดังนั้นขอให้เตรียมข้อมูลหลักฐานไว้ให้พร้อม

 

นิกร ยังกล่าวได้ว่า วันที่ 24-25 กรกฎาคมนี้ กระทรวง พม. ร่วมกับสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานมหกรรม Universal Design (UD) ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน

 

งานนี้เป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งจะมีนวัตกรรม การออกแบบให้เหมาะกับทุกช่วงวัย รวมถึงมีแนวทางในการปรับกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงาน Universal Design โดยกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งพูดคุยกัน ดัน พ.ร.บ. Universal Design ให้สามารถทำงานได้จริง และให้สังคมไทยตื่นตัวว่า Universal Design ช่วงวัยจะได้รับผลประโยชน์ โดยการสร้างการรับรู้ในพื้นที่

The post รมว.พม. ชี้รอ ครม. เคาะเกณฑ์บัตรคนจน หลังพบกลุ่มเปราะบางผ่านเกณฑ์แค่ 2 แสนราย เตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ https://thestandard.co/suradet-welfare-card-screening-local/ Tue, 21 Jul 2026 01:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1233100 ภาพ สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ

วันนี้ (21 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อ […]

The post ‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ

วันนี้ (21 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือของรัฐ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาในช่วงลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ล่าสุดเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพบว่า มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปีนี้ ไปยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม มีมากถึง 2.7 ล้านราย เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เรื่องการถือครองรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เสียสิทธิดังกล่าวไป ทั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์บางคันเก่า พัง จอดทิ้งไว้เฉยๆ รวมถึงมีฐานะยากจน หรือกรณีนักศึกษานอกระบบแห่กันลาออก เพราะกลัวว่า จะไม่ได้รับสิทธิ ซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้

 

‘ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่เรื่องการพิสูจน์สิทธิ หรือที่บางคนเรียกว่า พิสูจน์ความจน ความแม่นยำ และความครอบคลุมของระบบคัดกรอง การใช้เกณฑ์รายได้ สินทรัพย์ หรือเงื่อนไขการใช้สิทธิทางภาษีเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว มักเกิดปัญหาตกหล่นแทบทุกรอบ รวมถึงปัญหาคนจนจริงๆไม่ได้ แต่คนได้จนไม่จริง และแม้เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีช่องว่างสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอยู่ดี และทำให้การช่วยเหลือของรัฐไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง’

 

สุรเดช กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ตนจึงอยากเสนอแนะรัฐบาลให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงปรับปรุงระบบคัดกรอง โดยเปลี่ยนจากการวัดรายได้แบบตายตัว มาเป็นการประเมินความเปราะบางแบบรอบด้าน ให้ความสำคัญกับภาระค่าใช้จ่ายจริง และภาวะพึ่งพิงของแต่ละครัวเรือน

 

สุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) ร่วมกับสถาบันการเงินและท้องถิ่นให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อลดภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้กลไกท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบและรับรองสิทธิ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าส่วนกลาง

 

‘กระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลท้องถิ่นคือ เครื่องมือสำคัญของภาครัฐที่นำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือแม้แต่ อสม. คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชุมชน รู้ข้อมูลแต่ละครัวเรือน อย่างกรณีเรื่องรถยนต์ รถเตอร์ไซค์ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และรายงานข้อมูลเข้ามาเก็บยังภาครัฐได้ เพื่อจะใช้ในโอกาสต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์ ทำเอกสารอะไรให้ยุ่งยาก ที่จะเป็นภาระกับประชาชน’ สุรเดช ระบุ

 

สุรเดช กล่าวว่า ตนเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับบทบาทของบัตรสวัสดิการจากการเป็นเพียงเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวมาใช้เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจปรับเงื่อนไขการใช้วงเงินให้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว แทนการไหลเวียนกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่

The post ‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ปรับเกณฑ์รถเก่า-นักศึกษา พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ https://thestandard.co/welfare-card-criteria-adjust-appeal/ Mon, 20 Jul 2026 12:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1233026 ภาพประกอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและสัญลักษณ์กระทรวงการคลัง

คลังเล็งปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับฟังปัญหา ̵ […]

The post บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ปรับเกณฑ์รถเก่า-นักศึกษา พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและสัญลักษณ์กระทรวงการคลัง

คลังเล็งปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับฟังปัญหา ‘รถเก่า-นักศึกษา’ ตั้ง One Stop Service ช่วยยื่นอุทธรณ์

 

ตัวอย่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ กรณีผู้ถือครองรถยนต์อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปีที่ไม่มีสภาพการใช้งาน รวมถึงกรณีผู้มีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

 

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะรวบรวมข้อเสนอและข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จากนั้นจึงเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอน

 

ควบคู่กันนี้ กระทรวงการมหาดไทยได้จัดตั้ง One Stop Service กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการตรวจสอบข้อมูล ช่วยยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และสนับสนุนการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิ

 

สำหรับผู้ลงทะเบียนที่เห็นว่าข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบคุณสมบัติไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยังสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง แอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง 5 แห่ง ก่อนติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อชี้แจงหรือแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

 

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. อาจพิจารณาขยายเวลาทบทวนสิทธิไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเวลาการทบทวนสิทธิครั้งใหม่

 


 

ภาพประกอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและสัญลักษณ์กระทรวงการคลัง 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ปรับเกณฑ์รถเก่า-นักศึกษา พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>