บอล-วิทยา ทองอยู่ยง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บอล-วิทยา-ทองอยู่ยง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 10 Oct 2023 08:27:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี https://thestandard.co/the-interview-fan-chan/ Tue, 10 Oct 2023 09:30:11 +0000 https://thestandard.co/?p=852964

ย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อน หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกสร้า […]

The post เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อน หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่วงการหนังไทยเคยมีมาอย่าง แฟนฉัน (2546) ได้กลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล และจนถึงทุกวันนี้การจะทำหนังแนวนี้ให้เป็นที่รักของคนดูอีกครั้งก็ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์นั้นไม่ได้มาจากผู้กำกับที่มากไปด้วยประสบการณ์ แต่มาจากเด็กหนุ่ม 6 คนที่กำลังจะแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง ได้แก่ ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร, เอส-คมกฤษ ตรีวิมล, เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว, บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสร้างเรื่องราวที่เปรียบเสมือนความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคน พร้อมกับจารึกเอาไว้ว่า บางครั้งความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดจากสูตรเดิมๆ ที่ตายตัว และมันอาจเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้

 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ แฟนฉัน THE STANDARD POP ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมผู้กำกับ นำโดย ปิ๊ง, ต้น, เอส, เดียว และ บอล เพื่อเปิดลิ้นชักความทรงจำในวันที่ผลงานเรื่องแรกของพวกเขากำลังจะกลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้คนที่คิดถึงช่วงเวลาในวัยเด็กอีกครั้ง 

 

 

ย้อนกลับไปในช่วงที่ทำ แฟนฉัน อะไรคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้มอบให้กับพวกคุณ

 

ปิ๊ง: ประสบการณ์ในการทำงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน วันแรกที่เดินขึ้นไปถ่ายบนรถนักเรียนสีส้มนั่นแหละครับ เราเป็นแก๊งเด็กผู้ชายวิ่งลากถนน อันนั้นคือการถ่ายวันแรกเลย ต่อให้เราเคยเป็นเด็กฝึกงานในกองถ่ายมาก่อน แต่ความรู้สึกของการที่มีทีมงานเขากำลังมาทำงานโดยมีเราเป็นผู้กำกับ มันไม่เคยรู้สึกแบบนั้น

 

ต้น: สิ่งที่พิเศษสำหรับผมคือหนังเรื่องนี้มันทำกับเพื่อน จนถึงปัจจุบัน 20 ปีผ่านไป ผมว่าไม่มีประสบการณ์ไหนที่พิเศษเท่าการทำ แฟนฉัน เพราะว่ามันคือการได้อยู่และได้ทำสิ่งที่เราชอบกับเพื่อน สำหรับผมไม่ใช่แค่คน 6 คนนี้นะ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำ แฟนฉัน ด้วยกันมันเป็นเพื่อนเป็นรุ่นน้องกันหมดเลย ฉะนั้นการออกกอง แฟนฉัน ทุกวันจึงรู้สึกเหมือนเราไปด้วยการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนมาคอยช่วยกันทำ มันเลยเป็นความรู้สึกที่พิเศษที่สุด 

 

เอส: ผมรู้สึกคล้ายๆ ปิ๊ง มันให้ประสบการณ์ที่เราไม่เคยได้รับของการเป็นผู้กำกับ พอทำไปเรื่อยๆ บทที่เราเขียนมามันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งการถ่ายทำ แฟนฉัน ใช้เวลานานมากเพราะมีตั้ง 50 คิว มันเลยเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำหนังสั้นก็เคยทำ แต่ว่ามันไม่ได้ยาวนานถึงขนาดนี้ อันนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าการเป็นผู้กำกับมันเป็นแบบนี้นี่เอง 

 

 

เดียว: ในกองถ่ายผมไม่ได้มีบทบาทหน้าเซ็ตมาก เพราะผมต้องไปดูแลเด็ก จริงๆ มันเป็นการหาที่ทางให้ตัวเองด้วย เพราะคิดว่าในกองถ่ายทุกคนไม่ได้เชื่อว่าการทำงาน 6 คนในกองถ่ายมันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนั้นเพื่อนที่เป็น PM (Production Manager) ก็ตั้งคำถามว่า “พวกเอ็งจะทำงานหน้ากองกันอย่างไร?” 

 

ซึ่งมันก็มีคนที่มีตำแหน่งชัดเจนอย่าง ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์ หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน) วางตัวเป็นช่างภาพ ย้งก็ไปอยู่กับกล้อง เอสวางตัวเป็นแอ็กติ้งโค้ช เอสก็มีบทบาทที่ชัดเจนแล้ว เหลือ 4 คน ซึ่งต้นบอกว่าเขาทำตัดต่อ แต่ตัดต่อมันไม่ได้มีหน้าที่ในกองถ่าย เพราะฉะนั้นต้นก็จะมาอยู่หน้ามอนิเตอร์ ส่วนปิ๊งกับบอลบทบาทเขาก็ให้ดูหน้ามอนิเตอร์อยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกว่าผมจะเอาตัวเองไปอยู่หน้ามอนิเตอร์อีกคนรวมเป็น 4 คนจริงเหรอ

 

ผมก็เลยต้องหาที่ทางของตัวเอง ซึ่งเผอิญตอนพรีโปรดักชันผมยกมือทำแคสติ้ง เป็นคนเลือกนักแสดง ผมเลยวางตัวเองในบทบาทว่า ถ้าอยู่หน้ากองงั้นผมดูแลเด็ก กางร่มให้เด็ก แต่งหน้าทำผม พูดง่ายๆ ว่าเตรียมความพร้อมให้เด็ก (หัวเราะ) และด้วยความเป็นผู้กำกับ เราก็พอจะรู้ว่าจริงๆ แล้วหนังมันต้องการอะไร ตรงนี้เราก็ช่วยเขา แต่ถ้าเมื่อไรที่โดนเพื่อนตามว่ามีปัญหาแล้วพวกเอ็งไปตัดสินใจกัน ผมก็ต้องเดินจากจุดแต่งหน้าไปอยู่หน้ามอนิเตอร์เพื่อร่วมตัดสินใจ

 

ถามว่า ณ วันที่ออกกองถ่ายผมได้อะไร ได้อยู่กับเด็กบ่อยมั้ง หมายถึงว่าสิ่งหนึ่งที่กังวลตอนนั้นคือ แน็ก (ชาลี ไตรรัตน์) มันจะงอนอะไรอยู่หรือเปล่า แจ็ค (เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) โอเคไหม เพราะเห็นแจ็คตลกๆ บางทีเขาเป็นเด็กที่ซีเรียสเรื่องการทำงานมากที่สุด 

 

ฉะนั้นผมก็จะเป็นคนที่รับรู้อารมณ์ของเด็กและผู้ปกครองเด็ก ชีวิตของผมก็เลยจะวนอยู่กับผู้จัดการเด็กซึ่งก็คือพ่อแม่ ผมก็เลยรู้สึกว่าบทบาทของตัวเองในฐานะผู้กำกับจริงๆ แบบปิ๊งไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเท่าไรตอนที่อยู่กองถ่าย แล้วก็อาจจะเป็นเหตุผลที่สุดท้ายผมไม่ได้นั่งอยู่ในกองถ่ายในฐานะผู้กำกับหลังจากนั้นอีก 20 ปีเหมือนกัน เพราะตอนนั้นบทบาทของผมคือการทำสิ่งอื่น

 

บอล: สำหรับผมตอนอยู่ในกอง ยิ่งถ่ายหนังไปเรื่อยๆ จะรู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้กลับบ้าน แต่ละวันมันออกไปทำสิ่งที่เป็นวัยเด็กของเรา เช่น กระโดดยาง เตะบอล เป่ากบ ขี่จักรยาน ความรู้สึกเหล่านี้มันเลยเหมือนผมได้กลับบ้านจริงๆ

 

ภาพ: หอภาพยนตร์ 

 

สำหรับเดียวแล้ว การเห็นพวกเขาในวันนั้นเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง

 

เดียว: ผมว่า โฟกัส (โฟกัส จีระกุล) คือเด็กที่โดดเด่นและเป็น น้อยหน่า ของผู้กำกับทุกคน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เราเห็น อาจจะมีแคนดิเดตมาบ้าง แต่ผมรู้สึกว่าโฟกัส ณ วันนั้นลอยเด่นขึ้นมา

 

ส่วนแน็ก เอาจริงๆ ผมว่าแน็กในวันนั้นกับวันนี้ ผมคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะมาไกลได้ขนาดนี้ (ทุกคนหัวเราะ) คือแน็กเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารัก และเป็นเด็กที่เราคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีความซับซ้อนในตัวเองมากขนาดนี้ ซึ่งแน็กเป็นคนที่ผมเซอร์ไพรส์ในทางที่ดีนะว่าเขาเป็นคนที่มีอะไรอยู่ในตัวเยอะมาก 

 

แต่ ณ วันที่รู้จักแน็กและออกกองถ่ายก็จะเห็นว่าเขามีความพิเศษและไม่เหมือนใครมากขึ้นเรื่อยๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าตัวละคร เจี๊ยบ แมนเกินไปสำหรับแน็ก ถ้าพูดตามตรงตัวจริงของแน็กเขาเกินกว่าตัวละครเจี๊ยบไปเยอะ

 

ส่วนแจ็คนี่ลอยมาอยู่แล้ว เพราะเป็นเด็กที่เคยเล่นหนังสั้นของบอลกับปิ๊ง ฉะนั้นทั้งสองคนเลยเชื่อในตัวแจ็คมาก ผมเองก็เชื่อเพื่อน แต่ถามว่าตอนเจอหน้ากันวันแรกกังวลไหม ก็มีอยู่เหมือนกันตอนที่พี่เขาทักว่า “เอาจริงเหรอ” แบบเด็กทุกคนน่ารักหมดเลยนะ แล้วมันโตกว่าคนอื่น 

 

แต่แจ็คก็ชนะใจคนทั้งกองได้ตั้งแต่วันแรก ด้วยรูปลักษณ์แบบนี้ที่ทุกคนยังไม่รู้ฝีมือ พอขึ้นรถบัสวันแรก ผมจำได้เลยว่ามันมีเบื้องหลังที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์ทุกคนมาอยู่หน้ามอนิเตอร์แล้วหัวเราะแจ็คซะจนกลายเป็นแฟนประจำ อันนี้เขาไม่ได้บอกผมนะ แต่ผมเดาเองว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาชอบมากอง เช่น พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ผมว่าเขาอยากมาดูแจ็คว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรไหม ซึ่งมันเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งเลยนะตอนออกกอง ถ้าเด็กหลักๆ 3 คนก็ประมาณนี้ 

 

ส่วนคนอื่นๆ ด้วยความที่ไม่ได้มีเวลาแคสต์มาก เราเลยเลือกด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ตรงกับภาพในหัวของผู้กำกับที่สุด ส่วนนิสัยใจคอก็ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง

 

 

ตอนถ่ายทำ แฟนฉัน ด้วยความที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้กำกับ พวกคุณมีวิธีตกลงงานกันอย่างไร และมีความเห็นในซีนไหนไหมที่จำได้ไม่เคยลืม

 

บอล: อันนี้ผมตอบเป็นคนแรกแล้วกัน คือจริงๆ เป็นสิ่งที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์เขากังวล เพราะตอนมาทำหนังเรื่องนี้เรายื่นเงื่อนไขว่าเราจะกำกับทั้ง 6 คน มันก็เลยเป็นสิ่งที่พี่ๆ เขากังวลว่าอย่างไรก็ไปตกลงกันดีๆ นะว่าจะไม่ทะเลาะจนเลิกเป็นเพื่อนกัน เราก็เลยมาคุยเรื่องแบ่งหน้าที่กันในแง่ลงมือปฏิบัติ แต่ว่าทุกอย่างเราจะทำตามสคริปต์ คือไปเถียงกันบนโต๊ะให้เรียบร้อย 

 

ซึ่งส่วนใหญ่ในการทำบทมันไม่มีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่า 4 จะชนะ 2 คือพอ 6 คน คนก็มักจะคิดว่ามันจะขาดอย่างไร เพราะมันมีสิทธิ์ที่จะเป็น 3-3 ใช่ไหม ฉะนั้นก็เลยต้องถกเถียงกันจนกว่าจะยอมกัน แต่ก็ไม่รู้นะว่าข้างในลึกๆ จะยอมไหม ถ้าไปถามแต่ละคนบางคนก็จะบอกว่า “อันนี้กูยอมมึง เดี๋ยวกูไปเอาคืนซีนหน้า” 

 

เดียว: ส่วนใหญ่เถียงกันตอนเขียนบทมากกว่าตอนถ่ายทำ เพราะตอนเขียนบททุกคนได้เถียงกันอย่างเต็มที่ไปแล้วว่าจะเอาอย่างไร แต่มันมีเงื่อนไขบางอย่างนะว่าทำไมถึงกำกับ 6 คนได้ คือมันอาจดูเหมือนจัดตั้ง แต่เรารู้จักกันตั้งแต่มหาวิทยาลัยปี 1 และด้วยความที่รู้จักกันมา 6-7 ปีก่อน ได้ใช้เวลาในชีวิตร่วมกัน ได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรียนหนังสือหรือทำกิจกรรม มันก็เลยทำให้เรารู้จักกันมากพอที่จะพูดกันตรงๆ และรู้นิสัยใจคอประมาณหนึ่ง 

 

ซึ่งผมว่าเงื่อนไขนี้มันเป็นส่วนสำคัญเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงมาทำงานด้วยกันได้ แล้วพอมาทำจริงๆ เราก็เลยไม่ได้รู้สึกฝืนธรรมชาติกันขนาดนั้น เพราะว่าการนั่งอยู่ในวงเล่าแล้วคุยเรื่องหนังแล้วก็เถียงกันมันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาบ้างแล้ว ส่วนตัวผมคิดย้อนก็เลยรู้สึกว่ามันมีเหตุผลตรงนี้ด้วย

 

แต่ถ้าถามว่ามีซีนไหนที่เถียงกันแล้วจำได้ มีอยู่ซีนหนึ่งคือซีนหมาสะกิด ซึ่งเป็นซีนที่ความเห็นแตกออกไปโดยสิ้นเชิง เป็นซีนที่แก๊งเด็กผู้ชายไปขโมยมะม่วง ถ้าเป็นในหนังก็จะเป็นกระโดดน้ำ แต่ความจริงแล้วในบทมันไม่ได้เป็นกระโดดน้ำ มันเป็นขโมยมะม่วง 

 

ซึ่งตามปกติฝั่งผม ต้น ย้ง จะเป็นฝั่งที่พยายามคิดว่าตอนออกไปถ่ายมันจะทำอย่างไร หรือมันจะโอเคไหม คือจะเป็นประเภทพวกมีสาระและมีความกังวลนิดหนึ่ง ส่วนเอส บอล ปิ๊ง ก็เป็นพวกลากกันไปว่า เออดีๆ ได้ๆ สนับสนุนอะไรก็ลากกันไป แต่เผอิญวันนั้นผมดันเข้าไปเป็นพวกเดียวกับฝั่งหมาสะกิด เพราะฉะนั้นต้นกับย้งเขาก็จะต่อต้านเยอะหน่อย จนสุดท้ายเหมือนผมจะโน้มน้าวย้งมาได้แล้วเหลือต้นคนเดียวมั้งที่รู้สึกคาใจแล้วก็ส่ายหัว แบบมันได้เหรอวะ นี่มึงจะเอากันจริงใช่ไหม (หัวเราะ)

 

 

ปิ๊ง: เวลาเลี้ยงหมาขอมือมันก็ให้ใช่ไหม มันก็ทำได้นะ เคยเห็นคลิปแมวกระโดดชกถุงอาหารไหม แบบเฮ้ย! อย่างนี้ได้ด้วยเหรอวะ มันกระโดดชกอย่างนี้เลย (ทุกคนหัวเราะ)

 

เอส: วันนั้นถ่ายไม่ทัน จำได้ว่าฝนตกก็เลยนั่งคุยกันและไล่ๆ ว่าเราจะไปถ่ายอะไรต่อ แล้วเดี๋ยวจะมีซีนกระโดดน้ำ เราก็ให้มันแก้ผ้ากระโดดน้ำดิ เพราะมันโดดอยู่แล้วใน Montage ก็เลยกลายเป็นซีนนั้นไป

 

ต้น: ผมจะรู้สึกว่าหนังเป็น Realistic มาตลอดในเรื่อง แล้วการที่หมาจะมาสะกิดได้ สำหรับผมเลยรู้สึกว่ามันดูเหมือนการ์ตูนเกินหนังหรือเปล่า แล้วมุกนี้มันเข้ากับหนังไหม ก็เลยกลายเป็นการถกเถียงกัน แต่สุดท้ายซีนนี้ยังอยู่ในหนังนะ เพียงแต่ว่ามันถูกลดความสำคัญลงไป แทนที่จะเป็นหมาสะกิดกลายเป็น Montage ที่ไปขโมยมะม่วงมาแล้วมีหมาตัวหนึ่งเห่าอยู่ อันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นซีนนี้

 

แต่อันนี้ผมขอเสริมสักหน่อยว่าเราตกลงกันอย่างไร ผมว่าเราคิดว่ามันเป็นงานกลุ่ม ไม่ได้คิดว่าเป็นงานเดี่ยว เพราะฉะนั้นคำว่างานกลุ่มคือทำด้วยกัน แชร์กัน คิดทุกอย่างร่วมกัน เราไม่ได้คิดว่าจะต้องชนะตลอด อันนี้คือความคิดที่ตั้งเอาไว้กับตัวเองก่อน แบบเถียงเต็มที่แหละ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาทำตามเราอย่างเดียว มันเลยทำงานด้วยกันได้ เพราะตั้งแต่แรกเราคิดเอาไว้แล้วว่า นี่เราทำด้วยกันนะ ไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง

 

 

ณ วันนี้ถ้ามองในมุมของแต่ละคน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ แฟนฉัน ประสบความสำเร็จ

 

ปิ๊ง: โห คืออะไรวะ เอาจริงๆ มันก็ช็อกนะ คือคิดว่าน่าจะออกมาดี แต่ไม่คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จระดับเอากลับมาฉายหลังจากนั้นอีก 20 ปี ไม่ได้คิดว่าจะแมสอะไรขนาดนั้นก็เลยตกใจ

 

ต้น: ผมว่ามันพูดได้ 2 มุมนะ มุมหนึ่งคือมุมคนทำ ผมว่ามันสำเร็จได้เพราะว่าเราไม่รู้ พอไม่รู้ก็เลยไม่กลัวในทุกๆ ขั้นตอน คนชอบมาถามว่าหนังเด็กมันไม่ได้เงินนะ เด็ก สลิง สัตว์ เอารวมกันได้ด้วยเหรอ เราไม่รู้ วันที่เขียนก็ไม่รู้ มันเลยเขียนแบบสิ่งที่เราชอบอย่างเดียว แล้วก็โชคดีที่มีคนให้โอกาสและยอมรับในวิธีการแปลกๆ เหล่านี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เป็นเด็ก วิธีการทำงานที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน พอคน 6 คนมันช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ก็เลยได้งานออกมาเป็นอีกรสชาติหนึ่ง

 

จนพอหนังเสร็จออกมาคนภายในได้เริ่มดูกันเขาคงรู้สึกว่า เห็นศักยภาพหรือว่าชอบก็เลยไปจัดการด้วยวิธีการที่ไม่มีใครรู้มาก่อนอีกเช่นกันคือไปชวนคนมาดูเยอะๆ ก่อน อันที่จริงหนังเรื่องนี้มันประหลาดมากเพราะตามปกติหนังทำเสร็จก็ฉายเลย แต่นี่คือ เฮ้ย! มันเวิร์กว่ะ งั้นชวนคนมาดูเยอะๆ ดีกว่า ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือรอบอินฟลูเอ็นเซอร์ ชวนคนมาดูที่ออฟฟิศ เปิดวิดีโอดูกันเอง ถ้าเขาชอบเขาคงไปบอกต่อ ความคิดนี้ไม่มีมาก่อนนะครับ คือเราไม่รู้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเวิร์กหรือเปล่า 

 

ซึ่งจุดเริ่มต้นมันแค่นี้ก่อน แต่พอเขาเริ่มมั่นใจแล้ว เขาก็บอกว่างั้นเอาเรื่องนี้ไปฉายให้กับเด็กในมหาวิทยาลัยดูทั่วประเทศก่อนที่หนังจะฉาย ใครจะไปทำ มันเลยกลายเป็นความคิดด้านการโปรโมตที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถึงวันนี้มันก็ไม่มีใครทำอยู่ดี สุดท้ายด้วยความไม่รู้ก็เลยเกิดวิธีการโปรโมตแบบใหม่บางอย่างที่เรียกความสนใจของคนดูได้

 

แต่ส่วนตัวหนังเองที่เป็นคอนเทนต์ที่พูดถึงความทรงจำในวัยเด็ก และความประทับใจบางอย่างที่จะสามารถสร้างเรื่องราวที่รีเลตกับคนหมู่มากได้ อันนี้มันเลยทำให้คนดูที่เข้ามาดูแล้วยิ่งประทับใจมากขึ้น ผมเลยมี 2 มุม คือ มุมคนทำกับมุมคนดู

 

เอส: ผมรู้สึกว่ามันพูดถึงความทรงจำที่มีความสุข คือคนเรามันมีทุกข์สุขสลับไปสลับมาใช่ไหม แต่ทุกครั้งที่กลับไปนึกถึงความทรงจำที่มีความสุข มันจะมีความสุขเสมอ ความทรงจำที่ทุกข์ก็อาจจะเป็นบทเรียนให้แก้ไขอะไรได้ แต่ความสุขมันคือความสุขล้วนๆ ซึ่งผมว่าอันนี้แหละที่ทำให้คนที่ดูหนัง แฟนฉัน พอออกมาจากโรงแล้วเขาก็จะไปนึกถึงเหตุการณ์ที่มีความสุขในอดีต แบบชีวิตมันดีจังเลยนะช่วงเวลานี้ ผมเลยรู้สึกว่าการมีความสุขกับเหตุการณ์ในอดีตทำให้เขารักหนังเรื่องนี้

 

 

เดียว: จริงๆ เห็นด้วยกับต้นและซัพพอร์ตว่าตัวหนังมันมีความพิเศษอยู่แล้ว ผ่านมา 20 ปี เราก็จะรู้ว่าหนัง แฟนฉัน มันเป็นหนังที่ไม่มีเรื่องไหนเหมือนแล้วก็ทำซ้ำไม่ได้ หมายถึงหนังที่เด็กจะมีบทบาทสำคัญทั้งเรื่อง และทำให้เรารู้สึกอยากดูตั้งแต่ต้นจนจบ หนังไทยมันไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องไหนที่เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นด้วยความที่ไม่มีใครเหมือนของ แฟนฉัน ผมว่าคนดูทุกวันนี้รู้อยู่แล้วแหละว่ามันพิเศษอย่างไร

 

แต่ว่าในมุมผม ผมอยากขอบคุณคนคนหนึ่งที่จริงๆ ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเวลาพูดถึงหนัง แฟนฉัน ก็คือ คุณวิสูตร (วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้บริหาร ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้ง GTH) ที่มาร่วมลงทุนในหนังเรื่องนี้ 

 

อย่างล่าสุดที่สัมภาษณ์ในสารคดี คุณวิสูตรพูดอย่างชัดเจนมากว่า อ่านบทเรื่องนี้แล้วก็หลงรักตั้งแต่ตอนเป็นบทโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะได้กำไรจากมันหรือเปล่า และ ณ วันนี้เวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ เขาพูดด้วยตาที่เป็นประกาย แล้วก็บอกว่าเขาภูมิใจที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้

 

แล้ววันที่หนังเรื่องนี้ทำโปรโมต คุณวิสูตรคือคนตั้งชื่อหนัง คือคนตัดหนังตัวอย่างที่ดีมากที่ผมเอากลับมาดูอีกกี่รอบก็ต้องขอบคุณเขา เพราะมันเป็นหนังตัวอย่างที่ดีมากๆ และไม่ได้สปอยล์ความพิเศษของหนังเลยเมื่อเข้าไปดู ซึ่งผมว่าสิ่งที่คุณวิสูตรทำเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

 

เอาแค่ตั้งชื่อหนังผมว่าก็กินขาด จากชื่อเดิมอย่าง อยากบอกเธอรักครั้งแรก มาเป็น แฟนฉัน จนกลายเป็นคำฮิตติดปากทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมก็เลยอยากขอบคุณคุณวิสูตรที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันมาขนาดนี้

 

บอล: ก็เห็นด้วยเหมือนกับทุกคน คือมันกลายเป็นหนังของทุกคน และทุกคนสามารถรีเลตกับมันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนยุคเรา เด็กกว่าเรา หรือโตกว่าเรา เลยคิดว่านอกจากมันจะประสบความสำเร็จในปีนั้น หนังมันยังอยู่ในใจของคนมาเรื่อยๆ ด้วย 

 

 

ความสำเร็จของ แฟนฉัน ส่งผลอะไรต่อชีวิตบ้าง เพราะมันเปรียบเสมือนก้าวแรกของพวกคุณ รวมทั้ง GTH ในตอนนั้นด้วย

 

ปิ๊ง: มันเป็น Turning Point ใหญ่ของชีวิต เพราะว่าก่อนที่จะทำโปรเจกต์นี้ เส้นทางชีวิตผมคงจะต้องถูกลากตัวกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน แต่กลายเป็นว่าพอหนังมันประสบความสำเร็จที่บ้านก็เลยให้ซื้อบ้านเพราะคิดว่าเราจะมีอาชีพจริงๆ ซึ่งแต่เดิมเราอาศัยอยู่ตามบ้านญาติมาโดยตลอด 

 

ชีวิตมันพลิกผันระดับได้แฟน คือถ้าไม่ได้มาทำหนังก็ไม่รู้จักคนที่เป็นภรรยามาจนถึงทุกวันนี้ 

 

ต้น: ผมว่า แฟนฉัน เป็นประตูบานแรกสำหรับการทำงานนะ เพราะว่าสมัยก่อนการจะเป็นผู้กำกับมันยาก พอได้ทำ แฟนฉัน มันเหมือนทำให้โอกาสการทำงานกว้างขึ้น แล้วเราก็มีโอกาสจะได้ทำหนังเรื่องต่อไปของตัวเองด้วย 

 

เอส: สำหรับผมชีวิตเปลี่ยนแปลงเหมือนเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง มีคนเข้ามาหา ไปที่ไหนก็มีคนรู้จัก เคยไปเดินจตุจักรกัน 6 คน มีแต่คนเหลียวมอง ถ้าสมมติไม่ได้ทำ แฟนฉัน ป่านนี้ก็ไม่รู้ทำอะไรอยู่ ผมอาจจะขายแก๊ส หรือกลับไปบ้านก็ได้ คือชีวิตมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย 

 

ตอนทำเราไม่คิดเลยว่ามันจะออกมาประสบความสำเร็จ คิดว่าทำไปแบบที่เราอยากทำสนุกๆ เพราะว่าได้ทำกับเพื่อน แล้วก็ได้ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตวัยเด็กของเราจริงๆ แต่พอดังปุ๊บโอกาสก็เข้ามาเยอะมาก มันมีคนได้ทำโฆษณา ได้ไปสัมภาษณ์ ได้ไปต่างประเทศ ผมว่ามันเป็นขั้นตอนของชีวิตที่เหมือนเกิดใหม่และไม่เหมือนเดิมอีกเลย

 

 

เดียว: ผมก็มาทำ GTH นี่แหละ หมายถึงว่าโดนพี่ๆ โปรดิวเซอร์ของ แฟนฉัน ชวนมาทำบริษัทก็เลยได้อยู่กับ GTH มาตั้งแต่เปิดบริษัทจนกระทั่งปิด GTH ตั้ง GDH ใหม่ ชีวิตก็เลยวนเวียนอยู่กับ GTH ตั้งแต่เป็นพนักงานตัดต่อ จนเป็นหัวหน้าแผนก ขึ้นมาทำบริหาร ทำช่องทีวี GTH ON AIR ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เลย

 

แต่ว่าชีวิตก็ได้เกี่ยวข้องกับหนังในฐานะคนทำงานตัดต่อนะ ทุกวันนี้จริงๆ ถามว่างานหลักก็ยังดูแลงานโปรโมตภาพยนตร์ให้ GDH อยู่ ตัดหนังตัวอย่าง ตั้งชื่อหนังอะไรแบบนั้น

 

บอล: ตอนได้ทำ แฟนฉัน ก็รู้ว่าได้ทำหนังที่เป็นต้นทางของตัวเองสักเรื่องหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็คงแยกย้ายกันไป คือก่อนทำ แฟนฉัน ก็ทำงานประจำอยู่ในสตูดิโอทำหนังทั่วไปอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าทำเรื่องนี้เสร็จคงกลับไปทำอะไรเหมือนเดิม ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะประสบความสำเร็จถล่มทลายถึงขนาดนี้ 

 

พอมันสำเร็จสิ่งที่ค้างคาบางอย่างตอนถ่าย แฟนฉัน เช่น เวลาถ่ายอยู่แต่ละเทก แต่ละคัตมันต้องเถียงกัน ต้องถูกสะกิด ต้องหันมาแบบ “กูว่าอยู่แล้ว” หรือว่าอยากจะขอเพิ่มอะไรอย่างนี้ตลอดเวลา ก็เลยคิดว่า “อย่าให้กูไปทำหนังคนเดียวนะ” และด้วยอานิสงส์จากความสำเร็จของ แฟนฉัน พี่ๆ เขาก็มาถามว่า ใครมีโปรเจกต์อะไรบ้าง มันก็เลยเริ่มทำให้มีโอกาสได้ทำหนังที่อยากทำแล้วก็ไม่ต้องเถียงกับใคร ไม่ต้องปรึกษาใคร

 

ภาพ: GDH

 

ในฐานะผู้กำกับ 20 ปีผ่านไป คิดถึงอะไรใน แฟนฉัน

 

ปิ๊ง: คิดถึงประสบการณ์แบบร่วมทุกข์ร่วมสุข ตอนนั้นนอนรวมกัน 4 คนอยู่ในห้องโรงแรม ผมต้องเป็นคนที่ตื่นก่อนคนอื่นเพราะอะไรก็ไม่รู้ แล้วพอตื่นคนแรกมันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งถ้าให้กลับไปแบบนั้นผมก็คงไม่เอาแล้ว 

 

แต่ว่าเราอยู่แบบนั้นกันเป็นเดือนก็เลยได้สัมผัสกับภาพแห่งความทรงจำหลายอย่าง เช่น พอปลุกต้นเสร็จแล้วผมไปเห็นว่าเขาถอดกางเกงนอนออกก็จะเห็นว่ากางเกงในเขาขาด (ทุกคนหัวเราะ) หรือที่โรงแรมมันจะมีช่องหนังที่มาก่อนเราตื่น ซึ่งทุกครั้งเราค้นพบว่าพอเปิดแล้วมันช่วยให้เพื่อนตื่น และจะมีหนังที่แบบ ฮึ้ย! วันนี้หนังมันดีว่ะ แต่เราต้องไปออกกองก็เลยดูไม่จบ แล้วพอเช้าอีกวันหนึ่งมาเปิด เราก็หันไปเรียกบอลแบบ “เฮ้ย! บอล มันต่อจากเมื่อวานว่ะ” ภาพที่เห็นคือบอลเอามือควานหาแว่นตัวเองแล้วก็ลุกขึ้นมา (ทุกคนหัวเราะ) นี่เป็นสิ่งที่เราคิดถึง แล้วมันคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว คือให้กลับไปนอนอย่างนั้นใหม่ก็ไม่เอา ไม่เอาแล้ว

 

ต้น: ผมนึกถึงเพื่อนตอนที่ไปถ่ายด้วยกัน มันเป็นการทำงานที่สนุกมาก สำหรับผมมันเป็นประสบการณ์ที่ผมหาไม่ได้จากกองอื่นโดยส่วนตัว คือต่อให้ถ่ายหนังมาอีกกี่เรื่องก็ไม่เคยมีบรรยากาศนี้อีกเลย

 

เอส: ผมคิดถึงความไม่รู้ในตอนนั้น เพราะพอไม่รู้มันก็กล้า อันที่จริงไม่เรียกว่าความกล้า เรียกว่าความโง่ดีกว่า เราโง่กันเยอะมาก ไม่รู้ด้วยนะว่ามันถูกหรือผิด รู้แต่ว่าอันนี้แหละที่เราคิดได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ความไม่รู้อะไรแบบนี้มันไม่มีแล้ว เพราะเราทำงานมาเยอะและพอโตมันก็ยิ่งหายาก

 

เดียว: ผมคิดถึงย้ง (ทุกคนหัวเราะ) เพราะเอาจริงๆ ทุกครั้งที่มารวมตัวผู้กำกับ แฟนฉัน ผมจะนึกในใจว่าย้งจะรู้ไหมนะว่าเรามารวมตัวกัน แล้วย้งจะได้อ่านไหม ได้เห็นไหม คือทุกวันนี้เวลาที่ทำอะไรเกี่ยวกับ แฟนฉัน จะรู้สึกว่าคิดถึงย้ง เพราะว่าด้วยภารกิจเขาก็จะไม่ได้ว่างมาร่วมทำกิจกรรมกับเรา หรือแม้กระทั่งวันที่จะฉายรอบกาล่า ย้งก็อาจจะมาได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ เพราะภารกิจเขาเยอะ เราก็จะคิดอยู่ตลอดว่า มันจะไม่ครบจริงๆ เหรอวะ ส่วนตัวคือคิดอยู่แค่นี้ ก็เลยอยากฝากความคิดถึงนี้ไปถึงย้ง (หัวเราะ)

 

บอล: นึกถึงช่วงเวลาที่ถ่ายทำ อย่างล่าสุดที่ต้องไปทำรีมาสเตอร์ก็ได้กลับไปนั่งดูในจอใหญ่ แต่ละซีน แต่ละช็อต คือพอ 20 ปีผ่านไป การได้นั่งดูก็จะ อ๋อ ใครอยู่ตรงไหน คนนี้คือใคร เราไปดีลชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น 

 

 

การที่มีเครดิตเป็นผู้กำกับ แฟนฉัน ต่อท้ายเหมือนนามสกุล มันเคยมีความกดดันบ้างไหม

 

ปิ๊ง: โดยส่วนตัวในฐานะคนดูหนังไม่ได้ชอบไอเดียการอ้างอิงแบบนี้ เพราะสมมติถ้าเราเป็นคนดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ เราจะมีความรู้สึกว่าแล้วไง เราสนใจที่ตัวหนังมากกว่า แต่ด้วยความที่ประสบการณ์น้อยและไม่รู้ก็เลยเชื่อมั่นในคนโปรโมตหรือคนที่เขาทำการตลาด อีกอย่างมันไม่ใช่เงินเราก็เลยไม่ได้อะไร

 

ต้น: ผมว่าคำว่า ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ มันเป็นคำที่เอาไว้ใช้ในการทำการตลาดส่วนหนึ่ง แต่ว่าในส่วนงานเองอย่างที่ผมบอกว่า แฟนฉัน เป็นงานกลุ่ม พอเป็นงานกลุ่มแล้วผมว่าเราไปเอาเครดิตงานกลุ่มมาใช้เพื่อตัวเองมันไม่ได้อยู่แล้ว งานนั้นมันพิเศษ สำหรับผมพอมาเริ่มทำหนังเดี่ยวก็เหมือนนับหนึ่งใหม่อยู่ดี

 

เอส: กดดันไหมเหรอ? ไม่ได้คิดเลยนะ สำหรับผมส่วนตัวตอนทำ เพื่อนสนิท (2548) ผมชอบหนังสือเล่มนี้มานานมากตั้งแต่ตอนเรียน พอมันพ้น แฟนฉัน ไปสักระยะหนึ่ง หลังจากไปทำนู่นทำนี่จนมันซาไป ทุกคนก็เริ่มงานของตัวเอง แล้วพอเริ่มของตัวเองก็ไม่ได้คิดหรอกว่า เอส แฟนฉัน มันจะมีผลอะไร คือแค่เอาอันนี้ให้รอดก็โอเคแล้ว สำหรับผมนะ ผลมันมีแค่หนึ่งปีหลังจากหนังฉาย

 

 

เดียว: ผมไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะหลังจากนั้นไม่ได้ทำหนัง เพียงแต่ผมเข้าใจว่ามันก็เป็นการง่ายกับคนอื่นๆ ที่อยากจะทำความรู้จักเรา ผมอยู่ตั้งแต่ในยุคที่ เดียว แฟนฉัน แล้วทุกคน “อ๋อ” จนทุกวันนี้พอบอก เดียว แฟนฉัน ทุกคน “อืม” เพราะว่าทำหนังอยู่เรื่องเดียว จนหลังๆ เราเริ่มอายไง แบบพี่อย่าเลย หนังมันก็นานมากแล้ว 

 

แต่มารีมาสเตอร์นี่ก็ดีเหมือนกันนะ พอมาเคลมว่าผู้กำกับ แฟนฉัน เขาดูจะสนใจมากขึ้น (หัวเราะ) แต่ก็อย่างที่คนอื่นๆ บอกแหละว่า สุดท้ายแล้วมันคืออดีตที่เราไม่ได้อยากจะไปอ้างอิง หรือยึดมั่นถือมั่นเอาสิ่งนั้นมาเป็นคุณสมบัติของตัวเราเท่าไร เพราะจริงๆ นี่มัน 20 ปีแล้ว ผมว่าทุกคนก็มีงานของตัวเอง มีอะไรที่เป็นตัวตนของตัวเองมากขึ้น มันเลยเป็นเหมือนเครดิตที่ดีอันหนึ่งมากกว่า

 

บอล: ผมว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับการที่ผมตอบคำถามเป็นคนสุดท้ายตลอดเวลาเหมือนกัน (ทุกคนหัวเราะ) ผมคือคนสุดท้ายที่ใช้ชื่อ ผลงานโดย ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ เพราะว่ามีงานเดี่ยวเป็นเรื่องสุดท้าย

 

ตอนเสร็จ แฟนฉัน ก็รู้สึกว่าอยากจะกลับไปอยู่บ้านแล้วค่อยๆ นึกเรื่อง เพราะไม่ได้มีเรื่องที่อยากทำเป็นพิเศษขนาดนั้น ก็เลยใช้ชีวิตอยู่จนเพื่อนเริ่มทยอยออกกองถ่าย เราถึงเริ่มคิดว่า เอ๊ะ! หรือต้องทำแล้ววะ ก็เลยกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในฐานะงานเดี่ยวชิ้นแรกของ 6 ผู้กำกับ แฟนฉัน ถ้าไม่นับเดียว เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของการตลาด ถ้าไม่ใช้คำว่า ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ เขียนแค่ชื่อจริงคนอาจจะงงว่ามันคือใคร

 

 

หากมอง แฟนฉัน จากประสบการณ์ในวันนี้ หนังทำงานกับพวกคุณเหมือนเดิมไหม

 

ปิ๊ง: มันมองด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อย่างช่วงนี้เริ่มมีหนังตัวอย่างปล่อยออกมาเลยได้เห็น หรือตอนที่ไปนั่งดูซับไตเติลมันเป็นความรู้สึกที่ Nostalgia ใน Nostalgia เพราะตอนเราทำหนังคือ เราเล่าประสบการณ์ 20 ปีที่แล้วตอนที่เราเป็นเด็กออกมา แต่ตอนนี้เรากำลังมอง 20 ปีที่แล้วที่เราทำงาน มันเลยเป็นความคิดถึงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนเดิมเลย 

 

อย่างตอนที่ไปดูซับไตเติล เราก็คิดว่าสมัยนั้นเพลงมันไม่มีเลย ทำไมมันเงียบอย่างนี้ คือยุคนี้ไม่มีทางผ่านเลยคัตติ้งหรือมู้ดแบบนี้ เพราะมันเงียบไปหมด สมัยนี้เพลงต้องเยอะ แต่สมัยนั้นมันไม่มีเลย ซึ่ง 20 ปีที่แล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกหรือความคิดอะไรแบบนี้ เราก็แค่มีความสุขกับผลลัพธ์ที่มันออกมา

 

ต้น: สมัยแรกๆ ที่ แฟนฉัน ฉาย สำหรับผมในฐานะคนตัด ผมดูฟุตเทจเป็นร้อยๆ รอบ ทุกครั้งเวลาดูความทรงจำมันเลยเป็นภาพในการทำงานซะเป็นส่วนใหญ่ วันแรกๆ ที่ดูแต่ละครั้งมันจะเหมือนว่าวันนั้นเราทำอะไรไปบ้าง ความทรงจำสำหรับผมตอนแรกๆ เลยเห็นเป็นการทำงาน

 

แต่ว่าวันนี้พอกลับมาดูใหม่ ผมรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่า ความรู้สึกมันเลยเหมือนถวิลหาอดีต ได้คิดถึงเพื่อนจริงๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะลืมๆ ไปแล้วด้วยว่าวันนั้นทำอะไรไปบ้าง ภาพในการทำงานมันเลยเป็นเหมือนแค่ความทรงจำ การได้ดูหนัง แฟนฉัน อีกครั้งเลยรู้สึกว่าเป็นความสุขที่ได้ดูเรื่องราวของตัวละครพวกนี้มากกว่าการเป็นคนทำไปแล้ว

 

 

เอส: สำหรับผมมันทำงานคล้ายๆ เดิม เพราะเป็นคนทำ และคล้ายๆ ต้นด้วยว่าตอนดูไปเรื่อยๆ มันจะมีบางจังหวะที่ผุดขึ้นมาว่าเราทำอะไรในตอนนั้น เรื่องพวกนี้มันอดนึกถึงไม่ได้ เพราะว่าทุกคัตในหนังเราอยู่ตรงนั้นตลอด หลังๆ อาจจะเริ่มมีลืมบ้างว่ามันต่อด้วยอะไร 

 

แต่ก็มีจุดจุดหนึ่งที่อยู่ในเบื้องหลังแล้วจำได้แม่นเลยคือตอนที่ มาโนช (หยก ธีรนิตยาธาร) พูดว่า “เจี๊ยบ ไปให้ทันนะ” เพราะแต่เดิมคำพูดนี้ไม่มีในบท แต่ตอนที่ไปถ่ายกันพอมันหยุดปุ๊บแล้วเจี๊ยบวิ่ง เรารู้สึกกันว่าต้องมีอะไรส่ง ผมก็เลยให้มาโนชตะโกนว่า “เจี๊ยบ ไปให้ทันนะ” เพราะมันไม่เคยพูดทั้งเรื่อง เลยรู้สึกว่าต้องฮาแน่ 

 

แต่พอเล่นจริงซึ้งเฉย แล้วตอนไปบอกหยกว่าเดี๋ยวพูดคำนี้นะ น้องมันก็บอกผมว่า พูดด้วยเหรอพี่ (หัวเราะ) เพราะอย่างนั้น แฟนฉัน เลยทำงานกับผมมาตลอด ถ้าดูก็คือไม่หลุดไปถึงเบื้องหลัง ยกเว้นอันนี้หลุดตลอดเลย เพราะว่าจำได้ แล้วมันดีมากสำหรับผม

 

เดียว: ผมยังมีมาร์กที่โดนอยู่คือ มาร์กเจี๊ยบกับเพื่อนอยู่บนซาเล้งไล่รถน้อยหน่า ซึ่งมาร์กนี้จำได้ว่าตอนดูหนังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อันนี้คือจุดเริ่มต้นของน้ำตาเลย ดูกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้เพิ่มเติมคือซีนฟุตบอล ที่พอกลับมาดูอีกครั้งแล้วรู้สึกว่าเมจิกว่ะ เราทำอย่างไรนะให้เด็กมันเตะฟุตบอลแล้วดูน่าเชื่อ ทั้งคอเมดี้ ทั้งจังหวะ ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเท่าไร แต่พอกลับมาดูก็รู้สึกว่า โห ซีนนี้มันดีจัง

 

บอล: ล่าสุดผมดูยาวๆ พอถึงตำแหน่งตอนท้ายๆ มาร์กที่เคยบอกคนทำเพลงว่าผมมีมาร์กประจำตัว อันอื่นไม่ได้ไม่เป็นไร มาร์กอันนี้พอมาดูอีกทีก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม ผมเลยได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การกลับมาฉายอีกรอบก็พบว่าคนดูที่เราควรสื่อสารที่สุดคือคนที่เคยดูมันในโรงแล้วเติบโตขึ้นมา ผมว่าคนเหล่านั้นมากกว่าที่เหมือนได้กลับมาฉลองร่วมกันอีกครั้ง

 

 

มีอะไรอยากฝากไปถึงคนที่ติดตามการกลับมาของ แฟนฉัน ในรอบ 20 ปีบ้าง

 

ปิ๊ง: Have fun ครับ อยากให้มาดูกันสำหรับคนที่ไม่เคยดู ส่วนคนที่ดูแล้ว คิดถึงก็มาดู

 

ต้น: ผมยังนึกถึงวันแรกที่หนังฉายเมื่อ 20 ปีก่อน คือมันเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนจริงๆ และผมก็หวังว่าการกลับมาฉายใหม่จะทำให้เพื่อนได้โทรหาเพื่อนอีกครั้ง

 

เอส: ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหรือพาหลานมาดู คุณพ่อคุณแม่คงเคยดูอยู่แล้วล่ะ แต่อยากให้เขาสังเกตลูกว่ารู้สึกอย่างไรกับการดูหนังเรื่องนี้และมาคุยกัน

 

เดียว: ผมคาดหวังมาก (ทุกคนหัวเราะ) เพราะว่ามันเป็นงานที่มีความหมายกับเรามาก แน่นอนว่าเราอยากให้สิ่งนี้มันคงอยู่เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็น ได้รู้จักมัน ส่วนชอบไม่ชอบก็ค่อยว่ากัน แต่ว่าผ่านมา 20 ปี จริงๆ ระหว่างทางเราไม่ได้ใส่ใจกับมันมากหรอก แต่พอมีคนตั้งคำถามว่าทำอะไรกับมันหน่อยไหม แล้วกลับมาคิดจริงๆ เราถึงได้รู้ว่าถ้าไม่ทำครั้งนี้คนไทยก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นหนังเรื่องนี้อีกเลยในโรงภาพยนตร์

 

บอล: ผมอยากให้คนที่ทันช่วงเวลานั้นได้กลับมาดูอีกที ผมไม่สนใจฟีดแบ็กเลยว่าเขาจะหัวเราะเหมือนเดิม หรือเขาจะน้ำตาไหลหรือเปล่า ผมแค่อยากเห็นคนดูในช่วงเวลานั้นได้กลับมาใช้เวลาร่วมกับหนังเรื่องนี้อีกครั้ง 

 

แฟนฉัน REMASTERED IN 4K เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

สารคดี REMEMBERING FANCHAN แด่ความทรงจำสีจาง เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ เฉพาะโรงภาพยนตร์ House Samyan

 

รับชมตัวอย่าง แฟนฉัน REMASTERED IN 4K ได้ที่: youtu.be/M_46VlMcicA

 

 

 

 

รับชมตัวอย่างสารคดี REMEMBERING FANCHAN แด่ความทรงจำสีจาง ได้ที่: youtu.be/uL-KmUbbtLY

 

The post เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 พฤษภาคม 2561 – ครบรอบ 3 ปี น้อง.พี่.ที่รัก เข้าฉายวันแรก https://thestandard.co/pop-onthisday100564/ Mon, 10 May 2021 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=483247

น้อง.พี่.ที่รัก ภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้ผลงานกำกับของ บอล- […]

The post 10 พฤษภาคม 2561 – ครบรอบ 3 ปี น้อง.พี่.ที่รัก เข้าฉายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

น้อง.พี่.ที่รัก ภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้ผลงานกำกับของ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง หนึ่งในผู้กำกับจากภาพยนตร์ Coming of Age เรื่องฮิตของเมืองไทยอย่าง แฟนฉัน (2546) เข้าฉายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 หรือวันนี้เมื่อ 3 ปีก่อน 

 

ด้วยพล็อตป่วนๆ ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสองพี่น้องชายหญิงผู้ไม่ค่อยลงรอยกันกับอีกหนึ่งหนุ่มหล่อตัวแปรสำคัญ ซึ่งได้นักแสดงระดับแม่เหล็ก ทั้ง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ และ นิชคุณ หรเวชกุล มาร่วมสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความซาบซึ้ง รวมถึงความประทับใจ ทำให้มีคนจำนวนมากให้ความสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ ‘ชัช’ พี่ชายจอมห่วยผู้ชอบทำตัวเป็นภาระให้กับ ‘เจน’ น้องสาวที่แม้จะอายุน้อยกว่าแต่กลับมีวุฒิภาวะและเหนือกว่าชัชในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเรียน, งาน, กีฬา ฯลฯ ตั้งแต่เด็กจนโตทั้งคู่มักจะมีเรื่องให้ได้ทะเลาะกันแทบตลอดเวลา จนถึงจุดหนึ่งการทะเลาะครั้งใหญ่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อชัชจับได้ว่าเจนแอบมีแฟนชื่อ โมจิ ชายหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นผู้เพียบพร้อม เขาจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางไม่ให้ความรักครั้งนี้เกิดขึ้น

 

ในภาพรวมต้องบอกว่า น้อง.พี่.ที่รัก ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องจากค่ายจีดีเอชที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ได้รับคำวิจารณ์ในระดับดีเลิศ และมีคนที่แอบรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่สามารถทำเงินทั่วประเทศไปได้มากถึง 244 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่เข้าฉาย

 

ภาพ: วรรษมน ไตรยศักดา

The post 10 พฤษภาคม 2561 – ครบรอบ 3 ปี น้อง.พี่.ที่รัก เข้าฉายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญาญ่า-นิชคุณ-ซันนี่ เปิดตัวนักแสดงเรื่องใหม่จากค่าย GDH https://thestandard.co/gdh-new-movie/ https://thestandard.co/gdh-new-movie/#respond Thu, 09 Nov 2017 14:49:53 +0000 https://thestandard.co/?p=43294

     นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยกับภาพยนตร์ […]

The post ญาญ่า-นิชคุณ-ซันนี่ เปิดตัวนักแสดงเรื่องใหม่จากค่าย GDH appeared first on THE STANDARD.

]]>

     นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่าย GDH ที่จะได้ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับในเรื่องนี้ โดยทางค่ายได้เปิดเผยผ่าน Facebook Live ว่าจะได้ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์, นิชคุณ หรเวชกุล และซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มาเป็นนักแสดงนำในโปรเจกต์เรื่องใหม่ของค่าย GDH

     ความน่าสนใจก็คือนักแสดงทั้ง 3 คน รวมทั้งผู้กำกับ ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน (ซันนี่กับนิชคุณเคยอยู่ในหนังเรื่อง รัก 7 ปี ดี 7หน ด้วยกัน แต่คนละตอน) โดยเฉพาะกับนางเอกอย่างญาญ่า ที่บอลถึงกับบอกว่าเขียนบทเรื่องนี้ไปโดยที่นึกถึงนางเอกสาวคนนี้ไปด้วยตลอด บอกได้คำเดียวว่าแคสต์ชุดนี้คือหนึ่งในแคสต์ในฝันที่ไม่มีโอกาสเห็นกันได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน

     รายละเอียดของหนังส่วนอื่นนอกจากว่าเป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอเมดี้แล้ว ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาทั้งชื่อเรื่อง กำหนดฉาย และนักแสดงคนอื่นๆ มีเพียงกำหนดการวันบวงสรวงกองถ่ายที่จะเริ่มในวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งในวันนั้นจะมีการ Facebook Live ให้แฟนๆ ได้ชมนักแสดงและทีมงานส่วนอื่นๆ กันแบบเต็มๆ ทางเพจ GDH อย่างแน่นอน

The post ญาญ่า-นิชคุณ-ซันนี่ เปิดตัวนักแสดงเรื่องใหม่จากค่าย GDH appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/gdh-new-movie/feed/ 0
ครบรอบ 16 ปี ‘แฟนฉัน’ ชวนอ่าน ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ บทความแรกก่อนดัดแปลงเป็นหนังฮิต ต้นกำเนิด GTH https://thestandard.co/fanchan-15-anniversary/ https://thestandard.co/fanchan-15-anniversary/#respond Wed, 04 Oct 2017 11:58:33 +0000 https://thestandard.co/?p=32491

3 ตุลาคม 2546 คือวันแรกที่ แฟนฉัน เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ […]

The post ครบรอบ 16 ปี ‘แฟนฉัน’ ชวนอ่าน ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ บทความแรกก่อนดัดแปลงเป็นหนังฮิต ต้นกำเนิด GTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

3 ตุลาคม 2546 คือวันแรกที่ แฟนฉัน เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หลังจากนั้นหนังก็ค่อยๆ สร้างกระแสจนกลายเป็นหนังฮิตที่สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมาย ซึ่งนับถึงวันนี้ก็ผ่านเข้าสู่ปีที่ 16 แล้ว

     

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทันดู แฟนฉัน ว่าด้วยเรื่องราวความผูกพันและภาพจำในวัยเด็กของ ‘เจี๊ยบ’ ที่มีต่อ ‘น้อยหน่า’ เพื่อนสนิทในวัยเด็กและกลุ่มเพื่อนละแวกบ้าน ที่เมื่อวันเวลาผ่านไปจนเติบโต วันหนึ่งเมื่อเขาได้การ์ดเชิญงานแต่งงานของ ‘น้อยหน่า’ ลิ้นชักความทรงจำมากมายในวันวานก็ทำให้เขาหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราว ‘รักครั้งแรก’ ของตัวเองอีกครั้ง…

     

แฟนฉัน เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบหวนรำลึกถึงความหลัง ไล่เรียงตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่น และกิจกรรมวัยเด็ก นอกจากนั้นหนังยังเต็มไปด้วยบทเพลงสตริงสุดฮิตในยุค 80s เช่น ประตูใจ และ รักคือฝันไป ของวงสาว สาว สาว, แฟนฉัน และ รักครั้งแรก ของวงชาตรี, ป้ากะปู่ และ รักบึงเก่า ของวงเพื่อน, คอนเสิร์ตคนจน ของวงนกแล

     

ด้วยองค์ประกอบที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และแตกต่างจากหนังไทยในเวลานั้น ในที่สุด แฟนฉัน ก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านกระแสตอบรับและกลายเป็นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดของปีด้วยตัวเลขรายได้กว่า 137 ล้านบาท

 

 

แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ความจริงบทหนัง แฟนฉัน ถือกำเนิดมาจากบทความชื่อ ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ ที่บอล-วิทยา ทองอยู่ยง หนึ่งในกลุ่ม 6 ผู้กำกับ แฟนฉัน เป็นคนเขียนไว้ใน nitadechula.net เว็บไซต์ที่เพื่อนๆ พี่ๆ ชาวคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ใช้เป็นศูนย์รวมเพื่อติดต่อถึงกัน ซึ่งหนึ่งในคนที่ได้อ่านมันก็รวมไปถึง เก้ง-จิระ มะลิกุล (ซึ่งตอนนั้นเป็นทั้งรุ่นพี่และอาจารย์) ไอเดียที่อยากจะทำเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวจึงเริ่มขึ้น โดยมีข้อแม้เดียวว่า “กลุ่มเพื่อน 6 คนจะต้องกำกับมันร่วมกัน!”

     

6 ผู้กำกับ แฟนฉัน ประกอบด้วย ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร, ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์, เอส-คมกฤษ ตรีวิมล, บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว

     

THE STANDARD ถือโอกาสนี้ที่ แฟนฉัน ครบรอบ 16 ปี นำบทความต้นฉบับ ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ ที่เขียนขึ้นโดย บอล-วิทยา ทองอยู่ยง นำกลับมาให้แฟนหนังได้หวนกับไปคิดถึงตัวละครอย่าง เจี๊ยบ, น้อยหน่า และกลุ่มเพื่อนอีกครั้ง

 

 

‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’

มันเป็นเรื่องที่อยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผมมานานแล้ว นานจนความทรงจำใหม่ๆ เข้ามาทับเข้ามาซ้อนจนมันหลุดไปอยู่ลึกๆ จนหาไม่เจอ แล้วจู่ๆ แม่ก็โทรทางไกลมาจากสระบุรี

 

“น้อย เขาส่งการ์ดมาให้บอลน่ะ เขาจะแต่งงานวันเสาร์หน้าแล้วนะ”

“น้อยไหนแม่” ผมงง

“ก็น้อยหน่าของเอ็งไง” แม่เฉลย

 

ภาพเก่าสมัยเด็กๆ ลอยมาทันทีที่สิ้นคำว่า “ไง” ของแม่ เด็กหญิงช่างพูด อายุประมาณ 6 ขวบ แก้มแดง ตาแป๋ว ผมยาวจนต้องถักเปียทั้งสองข้าง ตัวบางร่างเล็ก แต่มีของเยอะจนเด็กๆ แถวบ้านชอบล้อเธอว่า

     

“น้อยหน่านมใหญ่”

 

ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันใหญ่ หรือไม่ใหญ่อย่างไร เพียงแต่เวลาเธอโดนล้อมากๆ เธอจะร้องไห้กลับบ้าน ทำให้ผมไม่มีเพื่อนเล่น ผมจึงต้องไล่ตีคนล้อเธอทุกที (ไอ้สิ่งที่ผมทำไปเนี่ย ถ้าผู้ใหญ่เขาทำให้แก่กันเขาเรียกว่า ปกป้อง) เราสองคนอยู่บ้านติดกัน บ้านผมขายกาแฟและน้ำดื่ม บ้านเธอขายข้าวราด คนกินข้าวร้านเธอก็จะสั่งน้ำจากร้านผม คนมานั่งกินกาแฟ พูดคุยสนทนาสภากาแฟกันเป็นวันๆ ที่ร้านผม พอหิวข้าวก็สั่งข้าว ร้านเธอ ร้านของเรามีบริการ โดยที่เราสองคนคือคนไปส่งของและมักจะไปพร้อมๆ กัน เพราะคนสั่งพร้อมกันเสมอๆ

     

เธออายุมากกว่าผม 4 เดือน และด้วยความที่แถวละแวกบ้านเรามีเด็กหญิงเยอะกว่าเด็กชาย เวลาเล่นกันถ้าไม่เล่นกระโดดยาง ก็จะเล่นขายของบ่อยๆ ผมก็ต้องยอมรับ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เล่น ผมต้องเล่นเป็นพ่อ น้อยหน่าเล่นเป็นแม่ เพื่อนเธออีกคนเล่นเป็นลูก ที่เหลือเป็นคนซื้อ คนเป็นพ่อต้องไปทำงาน แม่ขายของอยู่บ้าน พอพ่อกลับบ้านแม่ก็จะทำอาหารให้กิน อาหารคือใบไม้มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำเป๊ปซี่ที่ผมแอบหยิบมาจากตู้แช่โดยไม่ให้แม่รู้ (ขโมย) เอามาให้พวกเราเล่นกัน

 

 

ส่วนกระโดดยางนั้นเป็นเกมโปรดของน้อยหน่าเลยทีเดียว เพราะเธอเล่นเก่งมาก กระโดดได้สูง ตั้งแต่ อีตาตุ่ม ไล่ขึ้นไปอีเข่า, อีตรง, อีกระเป๋าล่าง, อีกระเป๋าบน, อีเอว, อีพุง, อีอก, อีคอ, อีหัว, อีสูงสุด เธอโดดผ่านหมด เธอเคยบอกว่าเธออยากเป็นนักกระโดดสูงไปแข่งโอลิมปิก ผมว่าเธอมีลุ้นทีเดียว เราเล่นซนตามประสาเด็กๆ กันเกือบทุกวัน เช้าๆ เธอตื่นเช้ากว่าผม ก็จะขึ้นไปปลุกผมบนบ้านโดยใช้วิธีกระโดดทับตัวผมที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงจนผมตกใจสะดุ้งตื่น ต้องรีบลุก ไม่อย่างนั้นเธอจะกระโดดทับอีก ออกไปล้างหน้าแล้วลงไปเล่นกับเธอ เที่ยงก็กลับบ้านไปกินข้าว จานใครจานมัน แต่กินน้ำกระป๋องเดียวกัน ตกบ่ายก็เล่นกระโดดยาง เย็นก็มานั่งดูโทรทัศน์พวกไอ้มดแดง หน้ากากเสือด้วยกัน (ไอ้สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาทำกัน เขาเรียกว่าออกเดต) เวลามีงานปีใหม่ ผู้ใหญ่ก็จะจับเราเต้นประกอบเพลง และต้องเต้นคู่กันจนได้สตางค์เอามากินขนมกันหลายวัน (ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำเขาเรียกกันว่า ช่วยกันทำมาหากิน)

 

เวลาผ่านไป พอเราเข้าโรงเรียน ผมก็เริ่มมีเพื่อนผู้ชาย เหมือนน้อยหน่าที่ก็เริ่มมีเพื่อนผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น โลกของผมกว้างใหญ่ขึ้น เริ่มมีจักรยาน ลูกข่าง เป่ากบ เข้ามาในชีวิต แต่ยังไงๆ ผมก็ยังเล่นกระโดดยาง เล่นขายของกับน้อยหน่าอยู่เหมือนเดิม เรายังคงเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ จนกระทั่ง

 

…ผมเป็นเหา!!!…

 

แม่บอกว่าติดมาจากน้อยหน่า ก็ผมเปียยาวสลวยคู่นั้นแหละ เราโดนเพื่อนล้อ แซวต่างๆ นานา เรียกน้อยหน่าว่า ‘อีเหา’ เรียกผมว่า ‘ไอ้เหา’ จนแม่ผมต้องเอาใบน้อยหน่ามาคั้นน้ำแล้วโปะหัวไว้ถึงจะหาย แต่เพื่อนๆ ก็ยังเรียกผมว่าไอ้เหาอยู่ดี ต่อเมื่อผมเรียนลูกเสือสำรองต้องตัดผมเกรียนนี่แหละ ที่พวกมันเลิกเรียกชื่อนี้ น้อยหน่าเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้ผมต้องเป็นเหา ผมบอกเธอว่าติดเหาจากเธอ แต่ใบหน้าของเธอก็ทำให้ผมหายจากเหานะ (ไอ้สิ่งที่ผมทำนี่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาเรียกว่า เกี้ยว)

 

 

ต่อมาไม่นาน น้อยหน่าก็ตัดผมสั้น โดยบอกเหตุผลว่าต้องเรียนยุวกาชาด แต่ผมว่าเธอต้องกลัวว่าจะทำให้ผมติดเหาจากเธออีกแน่ เธอจึงยอมตัดเปียของเธอทิ้ง (สิ่งที่เธอทำ ผู้ใหญ่เขาเรียกว่า เสียสละเพื่อคนที่ตนรัก) แต่เพื่อนๆ ก็ยังคงแซวเราเรื่อยๆ ว่า ผมชอบเล่นกับผู้หญิงบ้าง เป็นเหาเหมือนกับผู้หญิงบ้าง สงสัยมึงจะเป็นกะเทยจนผมทนไม่ได้ต้องพิสูจน์ให้เพื่อนๆ เห็นว่าผมเป็นผู้ชาย การจะเป็นผู้ชายนั้นมันต้องเกเร แกล้งผู้หญิง และขี่จักรยานปล่อยมือ เย็นนั้นผมขี่จักรยานแต่ปล่อยมือข้างเดียว นำแก๊งซิ่งของพวกเราไปที่วงกระโดดยางที่น้อยหน่าเล่นอยู่ เธอพูดเหมือนทุกครั้งว่า

     

“บอลมาช้าอีกแล้ว ไปหาคู่มาแล้วเป่ายิงฉุบเลือกข้าง”

     

แต่วันนี้ผมไม่ได้มาช้า เพราะผมเดินไปถึงคนที่ถือหนังยางมาตั้งแต่เธอเรียกชื่อ “บอล” แล้วพร้อมทั้งล้วงเอากรรไกรออกมาตัดยางที่พวกเธอใช้กระโดดยางจนขาดเป็นเส้นเล็กเส้นน้อย เธอโมโห วิ่งมาตีผม ผมผลักเธอล้มจนกระโปรงนักเรียนเปิดเห็นกางเกงใน แล้วเธอวิ่งหนีขี่จักรยานจากไป (สิ่งที่ผมทำกับเธอ ผู้ใหญ่ผู้หญิงเขาเรียกว่า งี่เง่า)

     

คืนของเย็นนั้นผมกลับเข้าบ้าน เจอแม่ของน้อยหน่า ถามว่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า น้อยหน่ากลับถึงบ้านถึงไม่พูดไม่จา ข้าวปลาไม่กิน ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำตั้งนาน ออกมาก็เข้านอนเลย ผิดวิสัยเธอที่ช่างพูด ผมโกหกแกไปว่าวันนี้ยังไม่ได้เจอกันเลย สงสัยทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนมั้งครับ

     

เช้าวันต่อมา น้อยหน่าหยุดเรียน เธอไม่สบาย เป็นไข้หวัด ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายวัน ผมไม่กล้าไปเยี่ยมเธอ เพราะผมรู้สึกผิดนิดๆ พอเธอกลับมาจากโรงพยาบาล เธอก็ไม่พูดถึงเหตุการณ์วันนั้นเลย และเปลี่ยนไป ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เล่นเหมือนเด็กผู้ชายอีกต่อไป ส่วนผมก็รู้ว่าเธอโกรธ แต่ก็ไม่กล้าง้อเธอ เดี๋ยวเพื่อนมันจะหาว่าเป็นกะเทยอีก ก็เลยพลอยไม่กล้าไปเล่นบ้านเธอไปด้วย เอาแต่เล่นลูกข่าง เป่ากบ ไปตามประสาเด็กผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง

     

เราเริ่มห่างกันเรื่อยๆ จนกระทั่งแม่เธอถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 2 จึงเลิกขายข้าวที่ร้านเดิม ไปเปิดห้องอาหารอยู่ข้างๆ โรงงานกระเบื้องห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร วันสุดท้ายก่อนเธอจะย้ายบ้าน ผมรวบรวมวงยางที่ได้จากการเป่ากบ ที่เก็บไว้ในกระป๋องเยอะแยะมานั่งร้อยเป็นเส้นยาวๆ เอาไปให้เธอ แล้วบอกเธอว่า

     

“เราทำเส้นใหม่มาชดใช้ให้แล้ว” เธอหน้าบึ้ง

     

“แล้วเล่นให้เก่งๆ จนเป็นนักกีฬาทีมชาตินะ” เธอยังบึ้งอยู่แล้วค่อยๆ ยิ้มแก้มแดง ตาแป๋ว (ไอ้แบบนี้ ถ้าผู้ใหญ่ทำกันเขาเรียกว่า แง่งอน) แล้วเราก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อยเหมือนก่อน จนกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ

     

หลังจากที่แม่วางหูไปแล้ว ผมมาทบทวนเรื่องราวดู ก็พบว่านั่นอาจเป็นรักแรกของผมก็ได้ รักแรกที่จบลงเพราะความงี่เง่าไม่เข้าท่า ไอ้เรื่องที่ควรกล้า ‘ก็ไม่กล้า’

     

พ่อเคยบอกว่า สำหรับเรื่องของความรู้สึกนั้น เราใช้อวัยวะสำคัญสองอย่างนี้แค่อันเดียวก็พอ เพียงแต่ ความรักครั้งนี้ ผมดันเลือก ปอด แทน หัวใจ

 

บอล

โดยคุณ: บอล29 / บก.จ๋อง 25 (20 ต.ค. 2543 01:34:43 น.)

The post ครบรอบ 16 ปี ‘แฟนฉัน’ ชวนอ่าน ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ บทความแรกก่อนดัดแปลงเป็นหนังฮิต ต้นกำเนิด GTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fanchan-15-anniversary/feed/ 0