บอนด์ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Jun 2025 09:31:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก https://thestandard.co/japan-bond-yields-surge-global-crisis/ Wed, 28 May 2025 09:14:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1079506

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) กำลังส่งสัญญาณอันตรายไป […]

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) กำลังส่งสัญญาณอันตรายไปทั่วโลก เมื่ออัตราผลตอบแทน (yield) พันธบัตรระยะยาว โดยเฉพาะรุ่นอายุ 40 ปี พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันนี้ (28 พฤษภาคม) หลังผลการประมูลล่าสุดสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนจากตลาดสหรัฐฯ และการล่มสลายของ Yen Carry Trade หรือกลยุทธ์การกู้เงินสกุลเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำมาก ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และความปั่นป่วนที่อาจลุกลามไปทั่วตลาดการเงินโลก

 

อุปสงค์ต่อพันธบัตรญี่ปุ่นต่ำสุดรอบเกือบปี

 

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีในวันนี้ (28 พฤษภาคม) ปรากฏว่า อุปสงค์อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรอายุ 40 ปี ดีดตัวขึ้น 0.05% แตะระดับ 3.335% หลังจากพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 3.689% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ตั้งแต่ต้นปี ยีลด์ของพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 0.70% ส่วนยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปี ก็ปรับตัวขึ้นกว่า 0.60% มาอยู่ที่ 2.914%

 

ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศ ‘วันปลดแอก’ (Liberation Day) ด้วยมาตรการกำแพงภาษีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลให้อุปสงค์พันธบัตรญี่ปุ่นอ่อนแอลง ได้แก่

 

1. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มทยอยลดขนาดงบดุลและลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลดการถือครองไปแล้ว 21 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังลดการซื้อลงไตรมาสละ 4 แสนล้านเยน

 

2. นักลงทุนสถาบันในประเทศชะลอการลงทุน โดยปกติแล้ว พันธบัตรระยะยาวพิเศษ (Super-long bonds) ที่ให้ยีลด์น่าสนใจมักถูกซื้อโดยบริษัทประกันชีวิตและนักลงทุนสถาบันอื่นๆ ของญี่ปุ่น แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ BOJ ทิ้งไว้

 

3. อุปสงค์จากต่างชาติอาจไม่เพียงพอ แม้ในเดือนเมษายนจะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวมากกว่า 10 ปี สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2.29 ล้านล้านเยน ซึ่งอาจเป็นผลจากกระแส ‘Sell America’ ที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐฯ แต่ปริมาณการถือครองของนักลงทุนต่างชาติก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่ในญี่ปุ่น

 

กูรูการเงินเสียงแตก เสี่ยง ‘หายนะตลาดโลก’ หรือแค่ ‘ซึมยาว’

 

การพุ่งขึ้นของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจุดชนวนความกังวลอย่างหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา

 

นักวิเคราะห์จาก Macquarie เตือนว่า อาจถึงจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 533.05 ล้านล้านเยน หรือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 จะตัดสินใจดึงเงินทุนจำนวนมหาศาลกลับจากสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ เข้ามาลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

 

ด้าน อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Societe Generale เตือนว่า หากยีลด์ JGB ยังคงไต่ระดับสูงขึ้น อาจจุดชนวนหายนะของตลาดการเงินโลก (Global Financial Market Armageddon) โดยยีลด์ที่สูงขึ้นและเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี จะลดความน่าสนใจในการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่มีเม็ดเงินจากญี่ปุ่นไหลเข้าไปจำนวนมาก

 

ไมเคิล เกยด์ ผู้จัดการพอร์ตของ Tidal Financial Group มองว่า “ญี่ปุ่นดูเหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง หากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอย่าง JGB พังทลาย ความเชื่อมั่นในตลาดโลกก็อาจพังตามไปด้วย”

 

เดวิด โรช นักกลยุทธ์ของ Quantum Strategy กล่าวว่า การไหลกลับของเงินทุนสู่ญี่ปุ่นเป็นสัญญาณของ ‘การสิ้นสุดความโดดเด่นของสหรัฐฯ’ และจะส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวขึ้น ลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 1% และขยายเวลาของตลาดหมีในสินทรัพย์ส่วนใหญ่ออกไป

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวล แต่จะเป็นการซึมยาวมากกว่าที่จะพังทลายอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม BOJ มีกำหนดจะทบทวนแผนการเข้าซื้อพันธบัตรในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ โดยผู้ว่าการ คาซูโอะ อุเอดะ กล่าวว่าจะติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Connect Images / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติแห่ซื้อพันธบัตรไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลบภัยภาษีทรัมป์ แต่ยังขายหุ้นไทย 5.7 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/foreigners-thai-bonds-trump-tax/ Wed, 14 May 2025 08:15:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1074192

ข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ในเดือนเม […]

The post ต่างชาติแห่ซื้อพันธบัตรไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลบภัยภาษีทรัมป์ แต่ยังขายหุ้นไทย 5.7 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ในเดือนเมษายน 2568 มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิใน ตลาดพันธบัตรไทย แล้วประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิในพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้ว 5.8 หมื่นล้านบาท และ 1.7 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ 

 

อย่างไรก็ตาม ฟันด์โฟลวยังคงไหลออกจากหุ้นไทยต่อเนื่องในเดือนเมษายน 1.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว 5.7 หมื่นล้านบาท นับจากต้นปีที่ผ่านมา

 

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในบอนด์ไทย นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาจากความไม่เชื่อมั่นต่อดอลลาร์จากสงครามการค้า ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยที่น่าจะลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จากในวันที่ 10 เมษายน ที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเลื่อนการเก็บ reciprocal tariff ไปอีก 90 วัน อีกทั้งมาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาตั้งแต่วันที่ 8-11 เมษายน ช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดทุนไทยได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ SET Index มีความผันผวนน้อยกว่าหลายตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค 

 

นอกจากนี้ หลังวันที่ 16 เมษายน ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น โดยจำนวนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม ขณะที่มูลค่า (Valuation) ของหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

 

โดยภาพรวมดัชนี SET ปรับตัวลงประมาณ 13% จากปีก่อน มาอยู่ที่ราว 1,210 จุด โดยก่อนหน้านี้ดัชนีร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,056.41 จุด ณ วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

 

สำหรับภาวะตลาดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 ดัชนี SET ปิดที่ 1,197.26 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.4% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่วนภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ปรับลดลง 14.5% 

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

 

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 39,410 ล้านบาท หรือลดลง 11.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 50.52% 

 

Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.5 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ระดับ 4.00% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.40%

The post ต่างชาติแห่ซื้อพันธบัตรไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลบภัยภาษีทรัมป์ แต่ยังขายหุ้นไทย 5.7 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน https://thestandard.co/stocks-bonds-cash-long-term/ Tue, 29 Apr 2025 03:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1069307

เงินสดมหาศาลถึง 334,000 ล้านดอลลาร์ที่ Warren Buffett ส […]

The post ‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินสดมหาศาลถึง 334,000 ล้านดอลลาร์ที่ Warren Buffett สำรองไว้ในบริษัท Berkshire Hathaway กำลังสร้างความฮือฮาในวงการการเงิน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักลงทุนทั่วไปควรเลียนแบบกลยุทธ์นี้โดยไม่ไตร่ตรอง

 

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มหาเศรษฐีผู้มีสมญาว่า ‘เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา’ ยังคงยืนยันว่า “แม้บางคนจะมองว่าเรามีเงินสดมากผิดปกติ” แต่ความจริงแล้วสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของ Berkshire ยังคงอยู่ในรูปของหุ้น และ Berkshire จะ “ไม่มีวัน” เลือกถือเงินสดแทนการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน

 

ย้อนดูแล้ว กลยุทธ์การถือเงินสดก้อนใหญ่ของ Buffett ดูชาญฉลาด โดยเฉพาะในช่วงที่นโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาล Trump ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไป การมีเงินสดมากเกินไปอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว

 

นักลงทุนทั่วโลกกำลังกักตุนเงินสดมหาศาลถึง 6.88 ล้านล้านดอลลาร์ในกองทุนตลาดเงิน (ข้อมูล ณ 16 เมษายน) แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการถือเงินสดมากเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

Jack Manley นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนแบบผสมผสานระหว่างหุ้น 60% และพันธบัตร 40% ให้ผลตอบแทนดีกว่าการถือเงินสดในระยะยาวอย่างชัดเจน จากการศึกษาย้อนหลังตั้งแต่ปี 1995 ถึง 2024 พบว่ายิ่งระยะเวลาลงทุนนานขึ้น โอกาสที่พอร์ตแบบนี้จะชนะเงินสดยิ่งสูงขึ้น

 

ตัวเลขน่าสนใจคือ ในระยะสั้นแค่หนึ่งเดือน พอร์ตแบบนี้ชนะเงินสด 65% แต่เมื่อขยายเวลาลงทุนเป็น 12 ปี พอร์ตแบบ 60/40 ชนะเงินสด 100% โดยไม่มีข้อยกเว้น นั่นหมายความว่า หากใครอดทนลงทุนยาวนานพอ การถือหุ้นและพันธบัตรจะให้ผลดีกว่าการถือเงินสดเสมอ

 

“เวลาที่นักลงทุนใช้อารมณ์นำเหตุผล มักตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อตื่นตระหนก พวกเขามักจะวิ่งไปหาเงินสดเป็นที่พึ่ง” Manley อธิบาย

 

ปี 2024 เป็นปีทองของพอร์ตแบบ 60/40 ที่ทำผลตอบแทนได้ถึง 15% ตามข้อมูลจาก Morningstar ซึ่งดีกว่าพอร์ตที่กระจายลงทุนใน 11 สินทรัพย์ต่างๆ ที่ทำได้เพียง 10%

 

แต่ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนในปี 2025 เมื่อนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท Amy Arnott จาก Morningstar ชี้ว่า พอร์ตที่กระจายการลงทุนกลับมาแซงหน้า โดยทองคำพุ่งสูงถึง 32% ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ พันธบัตรทั่วโลก และอสังหาริมทรัพย์ ก็เอาชนะหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

สำหรับเงินสด Morningstar พบว่า ในช่วงดอกเบี้ยสูงเช่นนี้ เงินสดกลายเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่มีข้อแนะนำว่า ควรแยกเงินสดไว้นอกพอร์ตการลงทุนหลัก ใช้เป็นเงินฉุกเฉินหรือรองรับค่าใช้จ่ายใหญ่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะผู้เกษียณควรสำรองเงินสดไว้สำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1-2 ปี

 

“แม้ตลาดจะผันผวนในตอนนี้ แต่อย่าเพิ่งรีบปรับเปลี่ยนการลงทุนแบบหักด้ามพร้า เพราะการตัดสินใจแบบเร่งรีบมักให้ผลลัพธ์แย่กว่าเดิม” Arnott กล่าว “หากคุณมีการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะกับกรอบเวลาและเป้าหมายการลงทุนของคุณก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเพียงเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาจไม่ใช่ความคิดที่ดี” Arnott กล่าว

 

Adrianna Adams ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินจาก Domain Money สังเกตว่า คนที่มีเงินสำรองพอดีมักรู้สึกสบายใจในช่วงตลาดผันผวน แต่เธอเตือนว่า หากคุณมีเงินฉุกเฉินเพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เหลือควรนำไปลงทุนในตลาดจะดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ

 

“เงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ระยะยาว ไม่ควรปล่อยให้เป็นเงินสด” Adams ให้คำแนะนำ “แต่ถ้าเป็นเงินที่ต้องใช้ภายในสองปีนี้ ควรเก็บเป็นเงินสดไว้จะดีกว่า”

 

“คนส่วนใหญ่นิยมเก็บเงินฉุกเฉินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” Adams กล่าว “แต่สำหรับคนที่เสียภาษีในอัตราสูง ควรพิจารณาลงทุนในกองทุนพันธบัตรท้องถิ่นแทน เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษี”

 

ในขณะที่ Buffett อาจมีเหตุผลเฉพาะในการถือเงินสดมหาศาล นักลงทุนทั่วไปควรระมัดระวังในการหาความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างความปลอดภัยของเงินสดและโอกาสในการเติบโตจากการลงทุนในตลาด 

 

เพราะในท้ายที่สุด ศิลปะของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การเลียนแบบกลยุทธ์ของผู้เชี่ยวชาญอย่างไม่ไตร่ตรอง แต่อยู่ที่การปรับใช้หลักการให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะของตัวเอง

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทุนต่างชาติทะลัก ‘บอนด์ไทย’ เดือนเดียว 6.4 หมื่นล้าน หลบภัยภาษีทรัมป์ | Morning Wealth 29 เม.ย. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-29042025/ Tue, 29 Apr 2025 01:26:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1069258

ThaiBMA เผย เดือนเมษายนมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flo […]

The post ชมคลิป: ทุนต่างชาติทะลัก ‘บอนด์ไทย’ เดือนเดียว 6.4 หมื่นล้าน หลบภัยภาษีทรัมป์ | Morning Wealth 29 เม.ย. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ThaiBMA เผย เดือนเมษายนมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยแล้วประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดนับจากปี 2022 สวนทางกับตลาดพันธบัตรในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและอินโดนีเซียที่เงินทุนไหลออกในช่วงเวลาเดียวกัน รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ตลาดหุ้นโลกเริ่มยืนได้ หลังทรัมป์เลื่อนเก็บภาษี: กลยุทธ์การลงทุน พ.ค. 2025 พูดคุยกับ ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทุนต่างชาติทะลัก ‘บอนด์ไทย’ เดือนเดียว 6.4 หมื่นล้าน หลบภัยภาษีทรัมป์ | Morning Wealth 29 เม.ย. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บอนด์ไทย’ หนึ่งในหลุมหลบภัยของต่างชาติ เงินทุนไหลเข้า 6.4 หมื่นล้านบาทในเดือนเดียว https://thestandard.co/foreign-funds-flow-into-thai-bonds/ Tue, 29 Apr 2025 00:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1069223

ตลาดพันธบัตรไทยกำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ส […]

The post ‘บอนด์ไทย’ หนึ่งในหลุมหลบภัยของต่างชาติ เงินทุนไหลเข้า 6.4 หมื่นล้านบาทในเดือนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดพันธบัตรไทยกำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน และมีแนวโน้มทำสถิติไหลเข้าสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อเงินดอลลาร์และสินทรัพย์ในสกุลดอลลาร์อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน (28 เมษายน) มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยแล้วประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 สวนทางกับตลาดพันธบัตรในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและอินโดนีเซียที่ประสบกับภาวะเงินทุนไหลออกในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า 3 เหตุผลใหญ่ที่เงินไหลเข้าพันธบัตรไทยมากสุดในเดือนนี้ เนื่องจาก

 

1. ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ที่ถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการประกาศภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

“แม้จะประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป 90 วัน แต่ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ถูกกระทบอย่างสำคัญ ไม่ว่าจะตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อันนี้เป็นความเชื่อมั่นต่อการถือครองดอลลาร์ ซึ่งพันธบัตรเป็นสินทรัพย์ใหญ่มาก ทำให้เงินทุนไหลออก สะท้อนจากยีลด์ของพันธบัตรสหรัฐฯ ยังค้างอยู่สูง และเงินที่ไหลออกเหล่านี้ต้องหาแหล่งที่ไป”

 

ข้อมูลจาก ThaiBMA ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาวประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และไหลเข้าตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท

 

2. ปัจจัยถัดมาคือการไหลของเงินทุนจากตลาดหุ้นมาสู่ตลาดพันธบัตร เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ อุปสงค์ในประเทศขาดตัวช่วยหลังหมดมาตรการกระตุ้นในไตรมาสแรก จึงไม่น่าประหลาดใจที่องค์กรการเงินระหว่างประเทศ​ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยเหลือ 1.8% และคาดว่าจะเห็นหน่วยงานอื่นๆ ของไทยปรับลดคาดการณ์ลงด้วยเช่นกัน

 

3. ปัจจัยที่สามคือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยที่น่าจะลดลง โดยนักลงทุนในตลาดพันธบัตร 80% คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้ (30 เมษายน) ทำให้นักลงทุนโหมเงินเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้เพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ย

 

“หลายคนอาจมีคำถามว่าทำไมเงินทุนยังไหลเข้าแม้พันธบัตรไทยให้ผลตอบแทนต่ำ พันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนไม่ถึง 2% เป็นเพราะในมิติของ Real Bond Yield คืออัตราผลตอบแทนหักลบด้วยเงินเฟ้อไทยที่ต่ำมาก ทำให้ผลตอบแทนยังน่าดึงดูด และเป็นเหมือนหลุมหลบภัยของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้” ณัฐชาตกล่าว

 

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยังช่วยหนุนสินทรัพย์สกุลเงินบาท เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือครองทองคำสูงในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และมูลค่าการส่งออกทองคำเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นถึง 270% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างดัชนีค่าเงินบาทและราคาทองคำได้เพิ่มขึ้นจาก 0.15 ณ กลางเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 0.44 ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งสองมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

 

โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 2% นับตั้งแต่มีการประกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนเมษายน ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นราว 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน จากการที่นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย

 

แรงซื้อที่เข้ามาอย่างหนาแน่นได้กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ในเดือนนี้

 

ขณะที่ วชิรวัฒน์ บรรจุภิญโญ นักกลยุทธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า “เม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลเข้ามาในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากการเก็งกำไรว่า ธปท. น่าจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ” โดยสังเกตว่ากระแสเงินทุนส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่พันธบัตรระยะสั้น ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่เชื่อว่า “เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นได้อีก”

 

นักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นจากกระแส Sell America

 

กระแสเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ หรือ ‘Sell America’ ที่ครอบงำตลาดการเงินในเดือนเมษายน กำลังทิ้งร่องรอยความกังวลที่อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาว (Long Bond) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของประเทศ

 

ผู้จัดการกองทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง BlackRock Inc., Brandywine Global Investment Management และ Vanguard Group Inc. ต่างมองว่า ปัญหาหลักเกิดจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นรอบด้านภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังจะดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่ซับซ้อนและหลากหลายมากกว่าเพียงแค่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

 

ผลลัพธ์จากความไม่แน่นอนเหล่านี้คือ การรับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น (Heightened Notion of Risk) ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ (Haven Status) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ เรียกร้องผลตอบแทนส่วนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยง (Yield Premium) สำหรับการถือครองพันธบัตรอายุยาวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ส่วนชดเชยความเสี่ยงตามอายุคงเหลือ’ (Term Premium) ซึ่งล่าสุดได้พุ่งขึ้นสู่ระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014

 

แจ็ค แมคอินไทร์ ผู้ร่วมบริหารเงินทุน 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ Brandywine กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในระเบียบโลกใหม่ (New World Order)” และเสริมว่า “แม้ว่าทรัมป์จะยอมถอยในเรื่องกำแพงภาษี ผมคิดว่าระดับความไม่แน่นอนจะยังคงสูงอยู่ นั่นหมายความว่า Term Premium ก็จะยังคงอยู่ในระดับสูงด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่นักลงทุนจะเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งหมด โดย JPMorgan Asset Management ยังคงมองว่าพันธบัตรสหรัฐฯ น่าสนใจกว่าพันธบัตรยุโรป ขณะที่การประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปีเมื่อต้นเดือนเมษายน ก็แสดงให้เห็นว่ายังคงมีอุปสงค์รอซื้ออยู่หากราคาเหมาะสม ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องการ ‘หยุดซื้อประท้วง’ (Buyers’ Strike) ของนักลงทุน และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุดได้บ้าง

 

สัญญาณความกังวลอื่นๆ ยังสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีที่แท้จริง (Real Yields – หลังหักเงินเฟ้อ) ซึ่งในเดือนเมษายนได้พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 แม้จะปรับลดลงมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนที่ทรัมป์จะประกาศแผนขึ้นภาษีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 เมษายน

 

ภาพ: IronHeart / Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘บอนด์ไทย’ หนึ่งในหลุมหลบภัยของต่างชาติ เงินทุนไหลเข้า 6.4 หมื่นล้านบาทในเดือนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบขนาดตลาดตราสารหนี้ ESG ‘จีน-สหรัฐฯ-ไทย’ พร้อมเปิดแนวโน้มในระยะข้างหน้า https://thestandard.co/esg-bond-market-china-us-thailand/ Fri, 07 Mar 2025 02:24:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1049471

ส่องขนาดตลาดตราสารหนี้ ESG จีน สหรัฐฯ และไทย พร้อมวิเคร […]

The post เทียบขนาดตลาดตราสารหนี้ ESG ‘จีน-สหรัฐฯ-ไทย’ พร้อมเปิดแนวโน้มในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส่องขนาดตลาดตราสารหนี้ ESG จีน สหรัฐฯ และไทย พร้อมวิเคราะห์แนวโน้ม โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ซึ่งคาดว่าในระยะข้างหน้า ตลาดตราสารหนี้ ESG จีนและไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดสหรัฐฯ ที่แผ่วลง

 

โดยจีนจะขยายตัวเร่งขึ้น จากการสนับสนุนของรัฐบาลจีนและภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการผลิตและการเงินที่ตื่นตัวด้านการเงินที่ยั่งยืน

 

ขณะที่สหรัฐฯ จ่อชะลอลงมากขึ้น จากการที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนบางส่วนเริ่มตอบสนองนโยบายของทรัมป์ที่ไม่สนับสนุน ESG

 

สำหรับไทยจ่อขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะได้รับผลดีจากมาตรการโอนกองทุน LTF ไปยัง ThaiESG

 

ยอดคงค้างตราสารหนี้ ESG จีน เฉียด 3 แสนล้านแล้ว

 

ตลาดตราสารหนี้ ESG จีนขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัว Green Bond รุ่นแรกในลอนดอน จีนมียอดคงค้างตราสารหนี้ ESG 298.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมียอดตราสารหนี้ออกใหม่ในเดือนก่อน 13.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจภาคผลิต

 

ทั้งนี้ ภายในปี 2025 รัฐบาลจีนวางแผนออก Green Bond รุ่นแรกเพื่อจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐาน ESG ของจีนให้เท่าเทียมกับระดับสากล

 

 

การออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ในสหรัฐฯ หดตัวกว่า 13 เท่า

 

ขณะที่การออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ในสหรัฐฯ หดตัวกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี (YoY) หลังบริษัท BlackRock ชะลอการลงทุนตามแนวนโยบายต่อต้าน ESG ของทรัมป์ ประกอบกับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและเงินเพื่อที่สูงขึ้น

 

โดยในกุมภาพันธ์ 2025 มียอดตราสารหนี้ ESG ออกใหม่เพียง 0.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากกุมภาพันธ์ 2024 ที่ 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดคงค้างตราสารหนี้ ESG อยู่ที่ 279.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ตลาดตราสารหนี้ ESG ไทยจ่อขยายตัวเร่งขึ้น

 

ส่วนตลาดตราสารหนี้ ESG ไทยทรงตัว แต่คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นจากการโอนกองทุน LTF เข้ากองทุน ThaiESG ในอนาคต

 

โดยยอดคงค้างตราสารหนี้ ESG ไทยอยู่ที่ 25.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการโอนหน่วยลงทุนจากกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดขายในสิ้นปีนี้เข้ากองทุน ThaiESG โดยเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ตลาด ESG ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ลดภาษีและระยะเวลาถือครอง (Lock-up Period) ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

 

The post เทียบขนาดตลาดตราสารหนี้ ESG ‘จีน-สหรัฐฯ-ไทย’ พร้อมเปิดแนวโน้มในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี https://thestandard.co/high-demand-slb-2-7-percent/ Wed, 27 Nov 2024 07:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1013429

สบน. ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน […]

The post สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

สบน. ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เผยยอดการเสนอซื้อเกินเป้าหมายกว่า 2.76 เท่า ทำให้รัฐบาลสามารถออกบอนด์ดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่ 2.7% ต่อปี นับว่ามีต้นทุนต่ำกว่าบอนด์อายุใกล้เคียงกันในตลาด

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การสำรวจความต้องการลงทุน (Book Build) ในพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักลงทุน

 

โดยนักลงทุนเสนอวงเงินซื้อพันธบัตรรวมทั้งสิ้น 55,285 ล้านบาท คิดเป็น 2.76 เท่าของวงเงินการออก 20,000 ล้านบาทที่ประกาศไว้ และทำให้ สบน. สามารถออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนได้ในวงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย 2.7% ต่อปี นับว่ามีต้นทุนต่ำกว่าบอนด์อายุใกล้เคียงกันในตลาดที่มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราว 2.74%

 

โดยมีนักลงทุนหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมแสดงความสนใจ เช่น กลุ่มบริษัทประกันชีวิต, กลุ่มกองทุน, กลุ่มสถาบันการเงิน, กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์, กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

 

การออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลประเทศแรกในเอเชีย และรัฐบาลที่ 3 ของโลก ที่ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนต่อจากรัฐบาลประเทศชิลีและอุรุกวัย

 

ในลำดับถัดไป สบน. จะดำเนินการรายงานผลการดำเนินงานและตรวจสอบความคืบหน้าของเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน รวมถึงจะดำเนินการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนให้เป็น Benchmark Bond รุ่นอายุ 15 ปี เพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดราคาและเพิ่มสภาพคล่องของพันธบัตรในตลาดรอง อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

 

สบน. ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้นานาประเทศถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว

 

ทั้งนี้ สบน. จะดำเนินการทางด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนของรัฐบาลไทย โดยในช่วงปลายปีนี้ สบน. มีแผนที่จะดำเนินการออก Sustainability Loan เพื่อระดมทุนในการสนับสนุนโครงการขนส่งพลังงานสะอาด และจะดำเนินหน้าที่ในการสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ด้านความยั่งยืนของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นไป

 

ภาพ: JittiNarksompong / Shutterstock

The post สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท https://thestandard.co/sustainability-linked-bond-3rd-country-in-the-world/ Mon, 04 Nov 2024 11:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1004219 บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน

รัฐบาลไทยประกาศออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ หรือ Sust […]

The post รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน

รัฐบาลไทยประกาศออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ หรือ Sustainability-Linked Bond เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ต่อจากชิลีและอุรุกวัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน. ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond หรือ SLB) ครั้งแรกของรัฐบาลไทย อายุ 15 ปี วงเงิน 1.3 แสนล้านบาททั้งปีงบประมาณ แบ่งเป็นรอบละ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยจะออกรอบแรกในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 

 

ขณะที่ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยถือเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่ออก Sustainability-Linked Bond ต่อจากชิลีและอุรุกวัย

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) พชรคาดว่าจะไม่ต่างจากพันธบัตรระยะยาวที่มีอายุใกล้เคียงกัน โดย สบน. จะดำเนินการสำรวจความต้องการซื้อตราสารหนี้ (Book Building) หรือจัดเสนออัตราดอกเบี้ยโดยนักลงทุนในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567

 

พชรกล่าวต่ออีกว่า จาก Roadshow วันนี้พบว่ามีสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทประกันชีวิตและสหกรณ์ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในแนวโน้มขาลง ทำให้พันธบัตรลักษณะนี้มีความน่าสนใจในระยะยาวอย่างมาก นอกจากนี้ สบน. ยังเตรียมไป Roadshow ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ด้วยในสัปดาห์หน้า

 

สำหรับความน่าสนใจของ SLB ของรัฐบาลไทยคือ การกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) และเป้าหมายการดำเนินงาน (SPTs) ไว้ โดยหากรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ก็จะมีการจ่ายดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติม

 

สำหรับตัวชี้วัด (KPIs) และเป้าหมายการดำเนินงาน (SPTs) มี 2 ประการ ดังนี้

 

  1. ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้) ลง 30% จากค่า Business As Usual (BAU) หรือไม่เกิน 388,500 ktCO2e ในปี 2573 

 

  1. เพิ่มปริมาณการจดทะเบียนใหม่ของรถที่ปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicles: ZEVs) ประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะ (Passenger Car and Pickup Trucks) ไม่ต่ำกว่า 440,000 คันในปี 2573

 

โดยในกรณีที่แต่ละตัวชี้วัดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ พันธบัตรจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.025% หรือในกรณีที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ พันธบัตรจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยลง 0.025% กล่าวคือมีอัตราปรับขึ้นและปรับลดสูงสุด (Maximum) อยู่ที่ 0.5% อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) จากทั้งสองตัวชี้วัด

 

พชรยืนยันว่า “เพื่อให้คุณสมบัติของพันธบัตรดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานสากล สบน. ได้จัดทำกรอบการระดมทุนส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond Financing Framework) ที่สอดคล้องตามมาตรฐานที่กำหนดโดย International Capital Market Association (ICMA) และ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) โดยได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก DNV ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ให้ความเห็นอิสระระดับสากล (Second Party Opinion) ซึ่งจะเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกรอบการดำเนินงานของ สบน.”

The post รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท https://thestandard.co/bonds-deferred-payment-for-the-first-9-months/ Mon, 07 Oct 2024 11:58:01 +0000 https://thestandard.co/?p=992907

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26, […]

The post ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระไปแล้ว 1,876 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปี (ตุลาคม-ธันวาคม) ThaiBMA เผยหลัง Fed ลดดอกเบี้ยหนุน Fund Flow ไหลกลับไทย พบนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (Net Buy) ตราสารหนี้ไทยที่ 58,561 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3

 

วันนี้ (7 ตุลาคม) อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระรวม 1,876 ล้านบาท จากผู้ออก (Issuer) 4 ราย ได้แก่ บริษัท พี พี ฮอลิเดย์ จำกัด (PPH), บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด (CISSA), บริษัท ไอริส กรุ๊ป (IRIS) และ บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) 

 

ส่วนจำนวนหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระใน 9 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 26,890 ล้านบาท จากผู้ออก 12 ราย (เป็นผู้ออกที่เคยเลื่อนกำหนดชำระมาก่อน 4 ราย) ทั้งนี้ ย้อนไปในปี 2023 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระ 37 รุ่นจากผู้ออก 14 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท

 

โดยบริษัทส่วนหนึ่งที่ขอยืดการชำระหนี้ออกไปในปีนี้ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD, บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ PROEN, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA 

 

อริยาเปิดเผยอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปี (ตุลาคม-ธันวาคม) มีหุ้นกู้ระยะยาวเตรียมครบกำหนด 212,194 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 89% ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Investment Grade ส่วนหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) คิดเป็น 11% เท่านั้น สำหรับในปี 2568 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดอีก 889,962 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 85% อยู่ในกลุ่ม Investment Grade ส่วนหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) คิดเป็น 15%

 

ต่างชาติเร่งซื้อสุทธิบอนด์ไทยทะลุ 5.8 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 3

 

ขณะที่ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นการขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 6,902 ล้านบาท เป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรกที่ 65,463 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (Net Buy) ตราสารหนี้ไทยที่ 58,561 ล้านบาท ภายหลังการประกาศตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่แสดงถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จนมีการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามา 

 

ดังนั้นเมื่อการประชุมรอบเดือนกันยายนมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ตามคาด ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.4% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือของตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมีอายุเฉลี่ย 8.8 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.6 ปีเมื่อสิ้นปี 2566

 

ดร.สมจินต์ กล่าวอีกว่า ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างเท่ากับ 17.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.9% จากสิ้นปีที่แล้ว 
จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นสำคัญ ในขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 704,153 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าการออกในปีที่แล้ว โดยหุ้นกู้ที่ออกส่วนใหญ่กว่า 94% อยู่ในกลุ่ม Investment Grade  

 

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นกู้ระยะยาวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพลังงาน

The post ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS เขย่าตลาดทุน! เปิดขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี ครั้งแรกในวงการโทรคมนาคมไทย https://thestandard.co/ais-opens-sales-of-sustainability-bonds/ Wed, 11 Sep 2024 07:35:20 +0000 https://thestandard.co/?p=982275

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS […]

The post AIS เขย่าตลาดทุน! เปิดขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี ครั้งแรกในวงการโทรคมนาคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ประกาศเตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

 

“การออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่ง และช่วยสร้างการเติบโตให้กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะ” มนตรี คงเครือพันธุ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน AIS กล่าว

 

ปัจจุบัน AIS มีโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เข้าถึงกว่า 13.3 ล้านครัวเรือน ทำให้มีฐานลูกค้ารวมกว่า 50 ล้านราย

 

หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering) จำนวน 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุน กำหนดการชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ ผู้ลงทุนทั่วไปจองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณครั้งละ 1 แสนบาท ทั้งนี้ รายละเอียดอัตราดอกเบี้ยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

 

สำหรับการดำเนินงานของ AIS ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 มีรายได้จากการให้บริการหลักอยู่ที่ 79,665 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของการใช้ข้อมูลและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว 

 

ประกอบกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าร้อยละ 159 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ร่วมกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ARPU จากกลยุทธ์ส่งเสริมการขายพ่วงบริการคอนเทนต์ สำหรับรายได้บริการลูกค้าองค์กรและอื่นๆ เติบโตขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตขึ้นของความต้องการบริการเชื่อมต่อสื่อสารดิจิทัลและคลาวด์ 

 

AIS มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เติบโตร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ผลประกอบการของ TTTBB และการเติบโตของธุรกิจปกติ โดยกำไรสุทธิในงวดครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 17,028 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก 3BBIF

 

Fitch Ratings ประเมินว่า AIS มีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการประมาณร้อยละ 48 และเชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการและการเติบโตของรายได้ของ AIS

 

ทั้งนี้ AIS อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ 

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของ AIS สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวนที่เว็บไซต์ sec.or.th หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://investor-th.ais.co.th/news.html/id/2510123/group/sustainable_finance

The post AIS เขย่าตลาดทุน! เปิดขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี ครั้งแรกในวงการโทรคมนาคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนต่างชาติไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลอินเดีย หวังผลตอบแทน 7% ต่อปี ทางเลือกจากตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง https://thestandard.co/foreign-capital-flows-into-indian-government-bonds/ Fri, 23 Aug 2024 10:02:53 +0000 https://thestandard.co/?p=974552

อินเดีย หนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย […]

The post ทุนต่างชาติไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลอินเดีย หวังผลตอบแทน 7% ต่อปี ทางเลือกจากตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

อินเดีย หนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกว่ามีโอกาสขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลก

 

จากบทความ Inside India ของ CNBC ระบุว่า นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนี NIFTY 50 ของหุ้นอินเดียให้ผลตอบแทน 14.2% สวนทางกับตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายแห่งทั่วโลก

 

กำไรของบริษัทจดทะเบียนในอินเดียในกลุ่ม NIFTY 50 ปรับตัวขึ้น 3% สำหรับไตรมาสแรกที่ผ่านมา และหุ้นกลุ่มอื่นนอกเหนือจากบริษัทกลุ่มธนาคารและพลังงานสามารถทำกำไรต่อหุ้นเติบโตกว่า 19%

 

อย่างไรก็ตาม บรรดาหุ้นทั้ง 50 ตัวในกลุ่ม NIFTY 50 มีเพียง 21 ตัวที่สามารถทำกำไรได้ดี ส่วนที่เหลือไม่ได้ทำผลงานโดดเด่นนัก

 

Amish Shah นักวิเคราะห์ของ Bank of America ชี้ว่า ในอนาคตการทำผลตอบแทนที่โดดเด่นของหุ้นกลุ่มรถยนต์, อุตสาหกรรม, การแพทย์ และ IT อาจไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมการชะลอตัวของกลุ่มการเงิน, โลหะ และพลังงาน

 

และยังมีปัจจัยกดดันจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลง และทำให้ประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สะดุดตัวลงในระยะสั้นได้

 

นอกจากนี้ตลาดหุ้นของอินเดียยังไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจอินเดียโดยตรง จากการที่บริษัทพลังงานมีสัดส่วนเพียง 2% ของเศรษฐกิจอินเดีย แต่กลับมีสัดส่วนถึง 18% ในดัชนีหุ้น NIFTY 50 เพราะฉะนั้นหากมีปัจจัยมากระทบตัวเลขการเงินของกลุ่มพลังงานก็อาจทำให้ดัชนีปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว

 

นักวิเคราะห์จาก Citi ยังมองว่า ณ ราคาของดัชนีหุ้นอินเดียในปัจจุบันสะท้อนภาพความคาดหวังของนักลงทุนที่จะเติบโต 13% ต่อปีไปต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

 

แม้การประเมินว่าการเติบโตในอนาคตของตลาดหุ้นอินเดียยังสูงอยู่ แต่ ณ ระดับราคาในปัจจุบันก็ทำให้มีโอกาสปรับตัวลดลงมากกว่าปรับตัวขึ้นไปเช่นกัน

 

Shumita Deveshwar หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อินเดียของ TS Lombard กล่าวว่า “ในขณะที่กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นมีความผันผวน แต่ตราสารหนี้อินเดียกำลังดึงดูดเงินทุนมากขึ้น เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลอินเดียถูกรวมเข้าในดัชนีตราสารหนี้โลก”

 

นอกเหนือจากการรวมพันธบัตรรัฐบาลอินเดียไว้ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ JPMorgan ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของกระแสเงินทุน ความพร้อมใช้งานที่หลากหลายของกองทุนพันธบัตรเฉพาะของอินเดียก็มีส่วนช่วยเช่นกัน

 

กองทุนพันธบัตรอินเดียของ Abrdn และ Invesco เสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า 7% ETFs อย่าง iShares, L&G และ Xtrackers ช่วยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ของรัฐบาลอินเดีย

 

Kenneth Akintewe หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้เอเชียของ Abrdn กล่าวว่า “ตราสารหนี้อินเดียเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีเรตติ้งไม่กี่แห่งที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 7% ผลตอบแทนนี้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินเดียที่ 6.5% และอัตราเงินเฟ้อล่าสุดที่ 5.1%”

 

Maximilian Macmillan ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน U.K. Asset Manager Abrdn กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า หุ้นของอินเดียมีการปรับตัวขึ้นมาเยอะจนทำให้ความคาดหวังค่อนข้างสูงแล้วเมื่อเทียบกับการเติบโต และมีความพึ่งพิงและสัมพันธ์กับดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง การกระจายไปลงทุนในตลาดพันธบัตรของอินเดียก็นับว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

 

จากข้อมูลของ National Securities Depository Limited ชี้ว่า ตัวเลขเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าพันธบัตรอินเดียแซงหน้าตัวเลขเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียไปแล้วในช่วงปี 2024 และมีเงินทุนไหลเข้าพันธบัตรอินเดียสุทธิเป็นบวกมาตั้งแต่ปี 2023

 

อ้างอิง:

The post ทุนต่างชาติไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลอินเดีย หวังผลตอบแทน 7% ต่อปี ทางเลือกจากตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติเทขายบอนด์ไทยสุทธิ 9,637 ล้านบาท หนักสุดรอบเกือบ 2 เดือน เงินบาทผันผวนหนัก! หลัง ‘เศรษฐา’ หลุดนายกฯ https://thestandard.co/foreign-investors-dump-thai-bonds/ Wed, 14 Aug 2024 12:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=971014 บอนด์ไทย

เงินบาทสวิงแรง! ช่วงก่อน-หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉั […]

The post ต่างชาติเทขายบอนด์ไทยสุทธิ 9,637 ล้านบาท หนักสุดรอบเกือบ 2 เดือน เงินบาทผันผวนหนัก! หลัง ‘เศรษฐา’ หลุดนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ไทย

เงินบาทสวิงแรง! ช่วงก่อน-หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่วันนี้ (14 สิงหาคม) ต่างชาติเทขายบอนด์ไทย 9,637 ล้านบาทภายในวันเดียว ไหลออกหนักสุดในรอบเกือบ 2 เดือน หรือนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2567 ที่ขายสุทธิออกไป 9,828 ล้านบาท

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่าการขายบอนด์ไทยสุทธิของนักลงทุนต่างชาติวันนี้มาจากการเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ Hot Money เป็นหลัก ขณะที่ปัจจัยด้านการเมืองอาจไม่มีผลเลยด้วยซ้ำ

 

“วันนี้บอนด์ส่วนใหญ่ที่ถูกต่างชาติขายเป็นบอนด์อายุสั้นราว 10,000 ล้านบาท สะท้อนว่าเป็นการเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ Hot Money ขณะที่บอนด์อายุยาว ซึ่งเป็น Real Flow หรือ Real Money ยังคงเป็นซื้อสุทธิ (Net Buy) ด้วยซ้ำไปราว 1,400 ล้านบาทในวันนี้

 

“โดยการขายสุทธิของบอนด์ตัวสั้นเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นในจังหวะที่บาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยสังเกตได้ว่าตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิบอนด์ระยะสั้นเป็นหมื่นล้านบาท” สงวนกล่าว

 

บาทผันผวนหนัก เหตุคำตัดสินเซอร์ไพรส์ตลาด

 

สงวนกล่าวอีกว่า วันนี้เงินบาทผันผวนอย่างมาก โดยก่อนศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย เงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าและตลาดหุ้นก็เขียวอยู่ แต่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐาสิ้นสุดลง เงินบาทก็ดีดขึ้นไปจาก 34.85 บาทต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 35.10 บาทต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว พร้อมมองว่าเป็นภาวะแพนิก (Panic) ระยะสั้น เนื่องจากหลังจากดีดอ่อนค่าไปแล้ว บาทก็ค่อยๆ กลับมาแข็งค่า

 

บาทผันผวน

 

ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง ทิศทาง ‘บาท’ จะเป็นอย่างไร?

 

สำหรับแนวโน้มของเงินบาทในระยะข้างหน้า สงวนมองว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนการเมืองเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยามากกว่า

 

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิทธิพลต่อบาทหลักๆ มาจากปัจจัยต่างประเทศ และเงินดอลลาร์ กล่าวคือช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) เร่งขึ้นดอกเบี้ย บาทก็อ่อนค่า เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ

 

“อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า เงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ ก็เริ่มฟื้นขึ้นมา และเริ่มเห็นกระแสเงินทุนกลับมาที่ตลาดบอนด์ด้วย” สงวนกล่าว

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ในเดือนกรกฎาคม ต่างชาติซื้อสุทธิบอนด์ไทย 22,229 ล้านบาท และในเดือนสิงหาคม (MTD) ซื้อสุทธิไป 32,687 ล้านบาท

 

นายกฯ คนต่อไปต้องเร่งแถลงความชัดเจน ฟื้นความเชื่อมั่น

 

สงวนอธิบายอีกว่า ที่มองว่าการเมืองเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยา เนื่องมาจากกรอบการทำนโยบายเศรษฐกิจของไทยจะยังเดินหน้าต่อไป อย่างไรไทยก็ยังเป็นเสรีนิยม เราไม่ได้จะเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบาย เรายังเปิดเสรีรับการลงทุนต่างประเทศ ส่วนเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมาก็จะเกิด Shock ระยะสั้น ส่วนภาพรวมใหญ่ๆ ก็ยังคงเดิม

 

“ตลาดต้องการเห็นความเข้ารูปเข้ารอย อยากให้ผู้นำคนใหม่เร่งประกาศความชัดเจนของนโยบายว่านโยบายไหนยังอยู่ นโยบายไหนจะไม่อยู่ ดิจิทัลวอลเล็ตจะยังอยู่หรือไม่ จะมีการปรับเปลี่ยนหรือปรับลดอะไรหรือไม่” สงวนกล่าว

The post ต่างชาติเทขายบอนด์ไทยสุทธิ 9,637 ล้านบาท หนักสุดรอบเกือบ 2 เดือน เงินบาทผันผวนหนัก! หลัง ‘เศรษฐา’ หลุดนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ https://thestandard.co/ministry-of-finance-new-savings-bonds/ Tue, 30 Jul 2024 10:13:51 +0000 https://thestandard.co/?p=964991

วันนี้ (30 กรกฎาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบ […]

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 กรกฎาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แจ้งว่า สบน. จะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

 

  • การจำหน่ายให้กับประชาชน วงเงิน 35,000 ล้านบาท ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงิน 10,000 ล้านบาท และช่องทางต่างๆ ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย วงเงิน 25,000 ล้านบาท และ
  • การจำหน่ายให้กับนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดช่องทางการจำหน่ายดังนี้

 

เปิดจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ‘เป๋าตัง-ธนาคาร’

 

1. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง

พันธบัตรออมทรัพย์บนวอลเล็ต สบม. ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 วงเงิน 10,000 ล้านบาท

  • รุ่นอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปี
  • รุ่นอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3.40% ต่อปี

 

โดยจะเริ่มจำหน่ายวันที่ 13-30 สิงหาคม 2567 (เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป)

 

สำหรับผู้มีสิทธิ์ซื้อต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

 

สำหรับวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 100 บาท สูงสุด 50 ล้านบาท (หน่วยละ 100 บาท) โดยวิธีการจัดสรรจะอยู่ในรูปแบบ First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน

 

2. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 ราย แบ่งเป็น 2 ช่วง

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

 

ช่วงที่ 1 จองซื้อได้วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567

วงเงิน 25,000 ล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

  • รุ่นอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปี
  • รุ่นอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3.40% ต่อปี

 

สำหรับวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท และไม่จำกัดวงเงินขั้นสูง (หน่วยละ 1,000 บาท) โดยมีช่องทางการจำหน่ายผ่าน Internet Banking, Mobile Banking และเคาน์เตอร์ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

 

ส่วนวิธีการจัดสรรอยู่ในรูปแบบ Small Lot First (การทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย)

 

ช่วงที่ 2  จำหน่ายวันที่ 26-27 สิงหาคม 2567

วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับสภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งตามกฎหมายไทย และไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร

 

โดยจะเปิดขายเพียงรุ่นอายุ 10 ปี ผลตอบแทน 3.00% ต่อปี (จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน)

 

ส่วนวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท และไม่จำกัดวงเงินขั้นสูง (หน่วยละ 1,000 บาท) สำหรับช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ เคาน์เตอร์ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

 

ขณะที่วิธีการจัดสรรเป็นแบบ First-Come, First-Served

 

 

ทั้งนี้ การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนในช่วงที่ 1 (วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567) จะใช้วิธีการจัดสรรพันธบัตรแบบ Small Lot First (การทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) โดยทวีคูณรอบละ 1,000 บาท ซึ่งลำดับในการจองซื้อก่อน-หลัง ไม่มีผลต่อการจัดสรร และในกรณีที่วงเงินพันธบัตรที่จะจัดสรรในรอบสุดท้ายไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ผู้ซื้อทุกราย ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดสรรพันธบัตรในรอบสุดท้ายด้วยวิธีการสุ่ม (Random) จนครบวงเงินจำหน่าย

 

โดยผู้จองซื้อจะทราบผลการจัดสรรพันธบัตรและได้รับเงินคืนกรณีที่ไม่ได้รับจัดสรรพันธบัตร หรือได้รับจัดสรรไม่ครบตามวงเงินจองซื้อ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2567

 

ทั้งนี้ วงเงินที่จำหน่ายบนวอลเล็ต สบม. และผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายจะแยกจากกัน โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้ง 2 ช่องทาง โดยประชาชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวนและเอกสารสรุปเงื่อนไขการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ หรือสอบถามได้กับธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ https://thestandard.co/billions-flowing-indian-bond-market/ Wed, 19 Jun 2024 10:59:40 +0000 https://thestandard.co/?p=947254 ตลาดบอนด์ อินเดีย

พันธบัตรรัฐบาลอินเดียกำลังถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีระดับโลก […]

The post เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดบอนด์ อินเดีย

พันธบัตรรัฐบาลอินเดียกำลังถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีระดับโลกหลายตัว โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าตลาดตราสารหนี้ของอินเดียได้มากถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.46 ล้านล้านบาท)

 

JPMorgan Chase & Co. วางแผนที่จะเพิ่มพันธบัตรรัฐบาลอินเดียเข้าไปในดัชนีพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง นั่นคือ JPMorgan Government Bond Index-Emerging Markets (GBI-EM) ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ นับเป็นการเพิ่มอินเดียเข้าไปในดัชนีบอนด์ระดับโลกครั้งแรก

 

นอกจากนี้ Bloomberg Index Services Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bloomberg News ก็จะเริ่มรวมพันธบัตรของอินเดียไว้ใน Emerging Market Local Currency Government Index ในเดือนมกราคม 2025

 

โดยก่อนหน้านี้ Goldman Sachs คาดว่าตลาดตราสารหนี้ของอินเดียจะมีเงินไหลเข้ามากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ นับจากเวลาที่ประกาศจนถึงสิ้นสุดระยะเวลา (Scale-in Period) หรือประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

ขณะที่ FTSE Russell ของอังกฤษ ก็กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มอินเดียเข้าไปในดัชนีตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน

 

Gloria Kim หัวหน้าฝ่ายวิจัยดัชนีระดับโลกของ JPMorgan กล่าวในเดือนพฤษภาคมว่า “จนถึงตอนนี้ ผลตอบรับของตลาดยังเป็นบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยลูกค้าดัชนีส่วนใหญ่ของเราพร้อมที่จะซื้อขายแล้ว”

 

ข่าวดังกล่าวได้จุดประกายให้นักลงทุน ตั้งแต่กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง T. Rowe Price Group Inc. และ abrdn เพิ่มพันธบัตรรัฐบาลอินเดียในพอร์ตการลงทุน

 

โดยนับตั้งแต่ JPMorgan ประกาศการตัดสินใจในเดือนกันยายน การลงทุนจากต่างประเทศในพันธบัตรรัฐบาลอินเดียก็เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากไหลออกสุทธิระหว่างปี 2020-2022

 

อ้างอิง:

The post เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิเคราะห์ชี้ ช่วงเวลาทองสะสมหุ้นกู้เอกชนก่อนดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง แต่แนะโฟกัสกลุ่ม Investment Grade https://thestandard.co/golden-time-for-collecting-private-bonds/ Mon, 13 May 2024 00:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=932591

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยต่อการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน (C […]

The post นักวิเคราะห์ชี้ ช่วงเวลาทองสะสมหุ้นกู้เอกชนก่อนดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง แต่แนะโฟกัสกลุ่ม Investment Grade appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยต่อการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bonds) ถูกสั่นคลอนไปพอสมควรในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากเกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้หรือการเลื่อนชำระหนี้ของบริษัทบางแห่ง เช่น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK), บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) และ บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) รวมทั้ง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)  

 

หนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้น คือความต้องการซื้อหุ้นกู้จากนักลงทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์​ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า อย่างในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ยอดจองซื้อหุ้นกู้คิดเป็นเพียง 41% ของมูลค่าหุ้นกู้ที่ออกขายทั้งหมด ซึ่งลดลงจากช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อนที่ยอดจองซื้ออยู่ที่ราว 85% เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่หดหายไป 

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากที่ปัญหาของแต่ละบริษัทไม่ได้ลุกลามอย่างที่หลายคนกังวล ทำให้การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทชะลอการออกหุ้นกู้ใหม่ เพราะคาดหวังว่าดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลดลงในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เอกชนที่ออกขายในเวลานี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

 

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับการสะสมหุ้นกู้เอกชน รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลเช่นกัน เพราะหากมองไป 1 ปีข้างหน้า ดอกเบี้ยจะไม่อยู่ในระดับสูงเท่านี้ โดยเฉพาะหุ้นกู้เอกชนที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงค่อนข้างสูงในเวลานี้”

 

ทั้งนี้ ณัฐชาตมองว่า การลงทุนหุ้นกู้เอกชนที่มีเรตติ้งสูงกว่า BBB ขึ้นไป ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราว 3-4% คุ้มค่ามากกว่าหากเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่ต่ำกว่า Investment Grade จากการพิจารณาทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยงควบคู่กัน

 

ด้าน สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของการลงทุนในหุ้นกู้ หากมองในมุมของอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต 

 

อย่างการลงทุนในหุ้นกู้เรตติ้ง AAA อายุ 10 ปี ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.59% เพิ่มขึ้นจาก 2.31% เมื่อปลายปี 2019 

 

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าพื้นฐานของหุ้นกู้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคุณภาพที่แย่ลง ทั้งในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากราว 40% มาเป็น 64% หรือหุ้นกู้เอกชนที่โดยภาพรวมแล้ว เมื่อปีก่อนมีบริษัทที่ถูกปรับลดเรตติ้งมากกว่าปรับเพิ่มเรตติ้งถึง 2 เท่า” 

 

สงวนกล่าวต่อว่า แม้หลายบริษัทที่ไม่ถูกปรับลดเรตติ้ง แต่คุณภาพสินทรัพย์อาจแย่ลงเช่นกัน ซึ่งเป็นภาพเดียวกับหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของธนาคารที่เพิ่มขึ้น 

 

“ในมุมของผลตอบแทน ตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นปีทองของหุ้นกู้ เพราะดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยของหุ้นกู้เรตติ้ง AAA ที่เพิ่มขึ้นจาก 2.3% มาเป็น 3.6% แต่ผู้ลงทุนก็ต้องเลือกให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

The post นักวิเคราะห์ชี้ ช่วงเวลาทองสะสมหุ้นกู้เอกชนก่อนดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง แต่แนะโฟกัสกลุ่ม Investment Grade appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติเทบอนด์ไทยเฉียด 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ลุ้น Fund Flow ไหลกลับ หาก Fed ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/foreigners-sell-thai-bonds/ Thu, 04 Apr 2024 08:41:34 +0000 https://thestandard.co/?p=919340

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผย ตั้งแต่ต้นปี (YTD) […]

The post ต่างชาติเทบอนด์ไทยเฉียด 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ลุ้น Fund Flow ไหลกลับ หาก Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผย ตั้งแต่ต้นปี (YTD) กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ (Net Sell) ไปแล้ว 39,484 ล้านบาท โดยหากคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ก็มีโอกาสที่จะทำให้เงินทุนไหลออกต่อ กระนั้นก็มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ไทยได้ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

 

วันนี้ (4 เมษายน) ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวในงานสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ไตรมาส 1 ปี 2567 โดยระบุว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาส 1 ของปี 2567 เป็นการขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 34,305 ล้านบาทถือว่ากลับมาพลิกเป็นลบอีกครั้ง หลังจากไตรมาส 4 ของปี 2566 เป็นซื้อสุทธิ (Net Buy) 3,681 ล้านบาท

 

ทำให้การถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติเหลือ 9.0 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 ลดลงจากระดับราว 1.06 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 5.3% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.8 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.6 ปีเมื่อสิ้นปี 2566

 

อย่างไรก็ดี ดร.สมจินต์ มองว่า การไหลออกดังกล่าว ‘ไม่ใช่ขนาดที่น่าตกใจ’ เนื่องมาจาก 2 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ การหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในตลาดอื่นของนักลงทุนต่างชาติ และการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Emerging Markets Sovereign Bond Index ที่เพิ่มสัดส่วนพันธบัตรอินเดียเข้าไป ทำให้พันธบัตรชาติอื่นๆ รวมถึงไทย น้ำหนักลง 1.6% ดังนั้นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยของกองทุนต่างๆ ที่มักซื้อผ่านดัชนีดังกล่าว จึงลดลงไปด้วย

 

สำหรับประเด็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานของประเทศ (Fundamental) และความเชื่อมั่น (Sentiment) ในประเทศที่อ่อนแอลงในช่วงเวลาดังกล่าว ดร.สมจินต์ มองว่าไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวล 

 

“ผมเชื่อว่าคำพูดของผู้บริหารเป็นคำพูดที่มีน้ำหนัก เนื่องจากทุกคนต้องฟังว่าผู้บริหารคิดอย่างไร แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ปัจจัยพื้นฐานของประเทศ (Fundamental) ยังมีความมั่นคงทางการเงินและการคลังสูง ตัวอย่างเช่น แม้ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นเทียบจากอดีต แต่ก็ไม่ได้สูงเกินจนรับไม่ไหว” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 62.48% ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับที่ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ยืนยันมาตลอดว่าอยู่ภายใต้กรอบและต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ดร.สมจินต์ ยังชี้ให้เห็นว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) รัฐบาลไทยอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งนับว่าลดลงอย่างมากจากระดับ 3.37% เมื่อเดือนตุลาคม สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนยินดีและพร้อมที่จะลงทุน ตรงข้ามกับหลายประเทศที่เมื่อนักลงทุนไม่มั่นใจเงินก็จะไหลออก พร้อมกับ Bond Yield ที่พุ่งสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมักจะเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามกับราคา โดยหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง มักจะหมายความว่ามีความต้องการพันธบัตรไทยมากขึ้น

 

จับตาปัจจัยฉุดและหนุน Fund Flow ตลาดบอนด์ไทย

 

กระนั้น ดร.สมจินต์ ยังมองว่า มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ไทย หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงตาม รวมไปถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และไทยก็จะแคบลง ทำให้กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ก็มีโอกาสที่จะกลับเข้ามา

 

อย่างไรก็ดี หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า วันที่ 10 เมษายน 2567 ก็มีความเป็นไปได้ว่า Fund Flow จะไหลออกต่อเนื่อง

 

โดย ดร.สมจินต์ กล่าวว่า ในเชิงทฤษฎีแล้ว หากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป เศรษฐกิจอาจไม่ได้เติบโตเร็วนัก แต่ถ้าปรับลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปและทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยถ่างเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow)

 

“ผมเชื่อว่า กนง. พิจารณาปัจจัยค่อนข้างรอบด้าน ทั้งในแง่ของปัจจัยภายในประเทศและตลาดการเงิน” ดร.สมจินต์ ระบุ

 

ดร.สมจินต์ ยังเผยอีกว่า
ผลการสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในปี 2567 ที่ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 2 ครั้งรวม 0.5% ในปี 2567 โดยมีโอกาสสูงที่ กนง. จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบเดือนมิถุนายนนี้

 

ขณะที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed (Dot Plot) ล่าสุด คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลง 3 ครั้งในปี 2567 จากปัจจุบันที่ 5.25-5.50% เหลือ 4.50-4.75% ในปลายปี 2567 และเหลือ 3.75-4.00% ในปี 2568

The post ต่างชาติเทบอนด์ไทยเฉียด 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ลุ้น Fund Flow ไหลกลับ หาก Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ต่างชาติทิ้งไทย ปี 66 เท ‘บอนด์’ นิวไฮ ทะลุแสนล้านบาท | Morning Wealth 11 ม.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-11012024/ Thu, 11 Jan 2024 00:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=886285

ต่างชาติเทขาย ‘บอนด์’ ไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 256 […]

The post ชมคลิป: ต่างชาติทิ้งไทย ปี 66 เท ‘บอนด์’ นิวไฮ ทะลุแสนล้านบาท | Morning Wealth 11 ม.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ต่างชาติเทขาย ‘บอนด์’ ไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

เจาะลึกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับพอร์ตรับปี 2024 พูดคุยกับ สกลฉัฐฐ์ เชาวน์เลิศเสรี, CFA นักวิเคราะห์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ต่างชาติทิ้งไทย ปี 66 เท ‘บอนด์’ นิวไฮ ทะลุแสนล้านบาท | Morning Wealth 11 ม.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุน 2567 SCB WEALTH ชู ‘บอนด์-หุ้น’ สินทรัพย์ฮีโร่ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/scb-wealth-2024-bond-stock-strategy/ Wed, 20 Dec 2023 06:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=878886

SCB WEALTH ตอกย้ำกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch […]

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุน 2567 SCB WEALTH ชู ‘บอนด์-หุ้น’ สินทรัพย์ฮีโร่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCB WEALTH ตอกย้ำกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch มุ่งสู่เบอร์ 1 ด้าน Wealth Banking พร้อมแนะจัดพอร์ตลงทุนอย่างสมดุลย์ในปี 2567 เน้นลงทุนตราสารหนี้และหุ้นที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ สนับสนุนลูกค้ากลุ่ม wealth สู่เป้าหมายการลงทุนอย่างยั่งยืน

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุน 2567 SCB WEALTH ชู ‘บอนด์-หุ้น’ สินทรัพย์ฮีโร่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA มองรัฐบาลทยอยออกบอนด์ 5 แสนล้าน ไม่กระทบตลาดบอนด์ไทย แต่หากขายครั้งเดียวทั้งก้อนเสี่ยงกระชาก Bond Yield พุ่ง https://thestandard.co/thaibma-bond-yield-500b/ Fri, 17 Nov 2023 03:09:53 +0000 https://thestandard.co/?p=866600

ThaiBMA ระบุ Bond Yield ไทยยังไม่ขยับ หลังรัฐบาลประกาศแ […]

The post ThaiBMA มองรัฐบาลทยอยออกบอนด์ 5 แสนล้าน ไม่กระทบตลาดบอนด์ไทย แต่หากขายครั้งเดียวทั้งก้อนเสี่ยงกระชาก Bond Yield พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ThaiBMA ระบุ Bond Yield ไทยยังไม่ขยับ หลังรัฐบาลประกาศแผนจะทยอยออกพันธบัตร 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้แจกดิจิทัลวอลเล็ต ระบุหากขายครั้งเดียวทั้งก้อนเสี่ยงกระชาก Bond Yield พุ่ง

 

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าจากกรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยการออกขายพันธบัตรทั้งจำนวน ซึ่งจากรายละเอียดที่รัฐบาลแถลง ระบุไว้ว่าจะเป็นการทยอยกู้หรือขายพันธบัตรออกมา ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.กู้เงินฯ ผ่านและมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยออกพันธบัตรในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567

 

ดังนั้นประเมินว่าในระยะสั้นจะยังไม่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทย

 

“หลังมีข่าวนี้ตลาดบอนด์ก็ยังไม่มีรีแอ็กอะไร Bond Yield ยังเคลื่อนไหวปกติ บวกลบในกรอบแคบๆ ยังไม่เห็นว่าตลาดจะตอบสนองในประเด็นนี้แบบมีนัยสำคัญ เพราะไทม์ไลน์การกู้คงเริ่มช่วงพฤษภาคมปีหน้า และยังต้องขึ้นกับเงื่อนไขอีกว่า พ.ร.บ.กู้เงินฯ ฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ หากผ่านจริงการกู้ก็ทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงิน เพราะถ้าขายพันธบัตรครั้งเดียวแล้วเอาเงินมากองไว้ แบบนั้นคงมีผลกระทบให้ Bond Yield กระชากขึ้นแน่นอน”

 

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามในระยะยาวหากรัฐบาลมีการกู้เงินมาเป็นจำนวนมากแล้วไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่รัฐบาลจะมีภาระหนี้สาธารณะที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศไทยในอนาคต

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูล Bond Yield ของไทยจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ตามอายุต่างๆ มีดังนี้

 

  • พันธบัตรอายุ 3 เดือน Bond Yield อยู่ที่ 2.14%
  • พันธบัตรอายุ 6 เดือน Bond Yield อยู่ที่ 2.23%
  • พันธบัตรอายุ 1 ปี Bond Yield อยู่ที่ 2.50%
  • พันธบัตรอายุ 5 ปี Bond Yield อยู่ที่ 2.64%
  • พันธบัตรอายุ 10 ปี Bond Yield อยู่ที่ 3.03%

The post ThaiBMA มองรัฐบาลทยอยออกบอนด์ 5 แสนล้าน ไม่กระทบตลาดบอนด์ไทย แต่หากขายครั้งเดียวทั้งก้อนเสี่ยงกระชาก Bond Yield พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: บอนด์ไทยทะลัก ‘คลัง’ จ่อขาย 5 แสนล้าน แจกดิจิทัลวอลเล็ต | Morning Wealth 17 พฤศจิกายน 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-17112023/ Fri, 17 Nov 2023 01:22:34 +0000 https://thestandard.co/?p=866538

คลังเผยยังไม่ได้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ตั้ง […]

The post ชมคลิป: บอนด์ไทยทะลัก ‘คลัง’ จ่อขาย 5 แสนล้าน แจกดิจิทัลวอลเล็ต | Morning Wealth 17 พฤศจิกายน 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

คลังเผยยังไม่ได้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ตั้งเป้าเสนอ ครม. ภายในสิ้นปีนี้ หากผ่านจะกู้เงินผ่านการออกบอนด์ทั้งหมด รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์สาเหตุสำคัญทำดัชนีตลาดหุ้นไทยผลงานอ่อนแอกว่าหลายๆ ประเทศ พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: บอนด์ไทยทะลัก ‘คลัง’ จ่อขาย 5 แสนล้าน แจกดิจิทัลวอลเล็ต | Morning Wealth 17 พฤศจิกายน 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>