บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-ไออาร์พีซี-จำกัด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Mar 2026 04:44:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พลังงานอ่างทองแจ้งจับ บ.วี เอ ออยล์ ลักลอบขนน้ำมันลงคลังผิดกฎหมาย ขยายผลจากปฏิบัติการทลายคลังน้ำมันเถื่อนตำรวจ https://thestandard.co/ang-thong-oil-smuggling-bust/ Mon, 23 Mar 2026 04:44:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1190175 เจ้าหน้าที่นำเอกสารหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีการลักลอบขนน้ำมัน

วันนี้ (23 มีนาคม) เมื่อเวลา 08.45 น. ก้องเกียรติ กิตติ […]

The post พลังงานอ่างทองแจ้งจับ บ.วี เอ ออยล์ ลักลอบขนน้ำมันลงคลังผิดกฎหมาย ขยายผลจากปฏิบัติการทลายคลังน้ำมันเถื่อนตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่นำเอกสารหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีการลักลอบขนน้ำมัน

วันนี้ (23 มีนาคม) เมื่อเวลา 08.45 น. ก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทอง นำพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ในความผิดฐานไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันให้กับ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง

 

โดยการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากการบุกเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จากการสืบสวนและตรวจสอบพยานหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้รวบรวมไว้ พบพฤติการณ์ความผิดที่ชัดเจนระบุว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ได้ทำการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังน้ำมันไออาร์พีซี (IRPC) รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย น้ำมันล็อตดังกล่าวทั้งหมดจะต้องถูกนำไปส่งลงที่คลังของ บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ซึ่งมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทางในการขนส่ง จะต้องมีการแจ้งระบุสถานที่ปลายทางในใบกำกับการขนส่งให้ชัดเจนและถูกต้องตามขั้นตอน

 

แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทางบริษัทกลับลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนดังกล่าวมาถ่ายเทลงไว้ที่คลังน้ำมันของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง โดยไม่มีเอกสารกำกับการขนส่งที่ถูกต้องแต่อย่างใด

 

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน และเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 30 ซึ่งบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันต้องจัดทำและแสดงเอกสารกำกับการขนส่งน้ำมันให้ถูกต้องครบถ้วน โดยผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามมาตรา 56 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง ได้ทำการรับลงบันทึกประจำวันและรับแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเร่งดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและเรียกตัวผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/prdangthong/posts/pfbid02Tah3thH21eFMPnccNfwYoGrNzg1oUY5Bhu46KY32e4zDgudsmAJ79vZv7FvZUf5il

 

ภาพ: https://drive.google.com/file/d/1BlNgFraG3LMN60rBQhSJFR83aFFjTxoy/view?usp=sharing

The post พลังงานอ่างทองแจ้งจับ บ.วี เอ ออยล์ ลักลอบขนน้ำมันลงคลังผิดกฎหมาย ขยายผลจากปฏิบัติการทลายคลังน้ำมันเถื่อนตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม https://thestandard.co/diesel-demand-fuel-transport/ Sun, 22 Mar 2026 06:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1189975 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกก […]

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยความผิดปกติของเส้นทางขนส่งน้ำมัน หลังเข้าตรวจคลังบริษัทเอกชนในจังหวัดอ่างทอง พบใบกำกับระบุปลายทางกรุงเทพฯ แต่กลับนำไปลงผิดพื้นที่ เตรียมส่งหลักฐานให้ตำรวจดำเนินการต่อไป

 

 

ขณะเดียวกันได้เร่งคลายความตื่นตระหนกของประชาชนต่อวิกฤตพลังงาน โดยยืนยันว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองแน่นหนาใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 103 วัน พร้อมเริ่มมาตรการปลดล็อกการขนส่งเข้าเขตเมือง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันแก้ปัญหาความต้องการดีเซลที่พุ่งทะลุ 100 ล้านลิตรต่อวัน หวังให้สถานการณ์คลี่คลายภายในสัปดาห์หน้า

 

ปริมาณการใช้ดีเซลสูงกว่าปกติ บางวันพุ่งถึงร้อยล้านลิตร

 

วันนี้ (22 มีนาคม) ศบก. แถลงข่าวประจำวัน โดย สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงผลการดำเนินการของกรมธุรกิจพลังงานว่า รายงานสถานภาพของน้ำมันเบนซิน ที่ผลิตในประเทศ ณ วันนี้ ซึ่งผลิตใน 5 โรงกลั่น ได้แก่ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร ที่ผลิตออกมาจะเป็นเบนซินพื้นฐาน จะต้องมีการเติมเอทานอล จะมีการผสมโดยผู้ค้าน้ำมัน

 

ประกอบไปด้วยค่าโรงกลั่นดังกล่าวและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผลิตออกมาขายเป็นเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 E20 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ค้ามาตรา 7 อีก 14 รายเป็นการจำหน่ายตามสถานีบริการของปั๊มแบรนด์ต่างๆ อยู่ที่ 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายให้กับผู้ค้ารายย่อย กำลังจะทยอยมา คาดว่า 2-3 วันนี้จะมีภาพที่ชัดขึ้นในส่วนของผู้ค้าตามมาตรา 1 ซึ่งจะเป็นจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับธุรกิจพลังงานและบางส่วนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

 

สำหรับสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวมทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น PPTGC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐานทั้งสิ้น 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยโรงกลั่นจะส่งให้กับผู้ค้า เพื่อไปผสมกับไบโอดีเซลจนกลายมาเป็นดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย

 

ผู้ค้าที่ผลิตไบโอดีเซลจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจะส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 จะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน อีกด้านหนึ่งผู้ที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วขนาดใหญ่ จะจำหน่ายให้กับผู้ค้าขนาดใหญ่ที่เป็นสาขา ประกอบด้วย 15 ราย ซึ่งปริมาณที่จำหน่ายไปยังผู้ค้าจำหน่าย อยู่ที่ 71 ล้านลิตร เป็นการดึงสต็อกเก่าที่เป็นเวิร์กกิ้งสต็อกมาใช้ ปริมาณการใช้ดีเซลโดยปกติอยู่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึงกว่าร้อยล้านลิตร

 

ผลสอบ บ. น้ำมันเอกชนอ่างทอง พบออกใบกำกับการขนส่งผิด

 

สราวุธยังกล่าวถึงคืบหน้าการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทเอกชน จังหวัดอ่างทอง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เบื้องต้นได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย ต้นทางเป็นบริษัท IRPC เดิมถูกผู้ค้าตามมาตรา 10 จำนวน 2 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งไปยังคลังที่จังหวัดอ่างทอง

 

จากข้อมูลดังกล่าวตรวจพบว่า ใบกำกับการขนส่งของ IRPC ที่จัดส่งให้บริษัทดังกล่าวระบุสถานที่ส่งไปปลายทางอยู่ใน กทม. แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกรมธุรกิจสืบเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นน่าจะมีความผิดในการออกใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจบริษัทเดิมด้วยว่า ใบกำกับการขนส่งอื่นๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะขออนุญาตมารายงานต่อไป

 

ร่วมมือภาคประชาชนพัฒนาแอป ‘ปั๊มเรดาห์’

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า มีประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่นของ ชานนท์ เงินทองดี เรียกว่า ‘ปั๊มเรดาห์’ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานไปยังชานนท์ เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง โดยจะให้สถานีบริการเป็นผู้ร่วมกรอกข้อมูลผ่านมาทางพลังงานจังหวัด และจะจัดเตรียมแอพพลิคชั่นที่ชื่อว่า FUEL NOW เข้ามาตรวจสอบว่า มีน้ำมัน ณ จุดไหน ส่งไปยังจุดไหนบ้าง ทั้งหมดร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศและหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้เกิดการบริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 8 จุด 4 จังหวัด ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ โดยจะเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจตราจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ย้ำน้ำมันสำรองเพียงพอไม่น้อยกว่า 103 วัน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 103 วัน ณ วันนี้เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ระหว่างขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางมี 3,700 ล้านลิตร

 

เมื่อถามถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ สราวุธกล่าวว่า ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตรเข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ

 

“เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี” สราวุธระบุ

 

สราวุธยังยืนยันด้วยว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มีนาคม สูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตร มีการดึงสต๊อกออกมาใช้ จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องลึก ปตท. ยอมถอย! ยกเลิกธุรกิจหน้ากากอนามัย-ชุดกาวน์ คาดยังมีธุรกิจที่ไม่ได้ไปต่อเตรียมปิดเพิ่มอีก https://thestandard.co/wealth-in-depth-ptt-imd/ Wed, 11 Jun 2025 11:15:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1084148

ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงทั้งจาก […]

The post เบื้องลึก ปตท. ยอมถอย! ยกเลิกธุรกิจหน้ากากอนามัย-ชุดกาวน์ คาดยังมีธุรกิจที่ไม่ได้ไปต่อเตรียมปิดเพิ่มอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงทั้งจากประเด็นสงครามการค้า (Trade War) ขณะที่การค้าและเศรษฐโลกมีความเสี่ยงชะลอตัว ส่งผลให้แม้กระทั่งบิ๊กคอร์ปพลังงานอย่าง บมจ.ปตท. หรือ PTT ต้องยอมถอยออกมาจากธุรกิจที่เคยมองว่าจะเป็นอนาคต เพราะต้องปรับกลยุทธ์หันไปให้ความสำคัญในธุรกิจที่มีความถนัด

 

วานนี้ (10 มิถุนายน) ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ปตท. หรือ PTT แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด (IMD) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ได้มีมติอนุมัติให้เลิกกิจการ ของ IMD ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท.ถือหุ้นในสัดส่วน 40% ผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (INBA) ร่วมกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ที่ถือหุ้นใน สัดส่วน 60% โดยมีทุนจดทะเบียน 282 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการจดทะเบียนเลิกกิจการ แล้วเสร็จภายในปี 2568 ทั้งนี้ การเลิกกิจการของ IMD เป็นไปตามนโยบายของ ปตท.ในการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ 

 

ด้านเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในประเด็นดังกล่าวมีเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ ปตท. ระบุไว้ข้างต้น

 

ทำความรู้จัก ‘อินโนโพลีเมด’ ที่กำลังจะยกเลิกกิจการ

 

บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2564 ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง IRPC และ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด) มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผ้าชั้นกรองหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น นับเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมกับสากล คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 4/2564 ซึ่งช่วงนั้นกำลังเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 

 

บรรยากาศผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ในงานเปิดโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (non-woven fabric) ของ อินโนโพลีเมด ณ เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ.ระยอง เมื่อปี 2565

 

โดยสอดคล้องกลยุทธ์ของธุรกิจกลุ่ม ปตท.ในตอนนั้นที่มี อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในช่วงปี 2563-2567 ที่มีวิสัยทัศน์สำคัญ คือ ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ โดยต้องการรุกเดินหน้าการลงทุนธุรกิจ Life Science ของกลุ่ม ปตท. โดยผสานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์กับความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพของทั้งสองบริษัทมารวมกัน ขับเคลื่อนธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 กลุ่มธุรกิจใหม่ในด้าน Life Science ของ ปตท. ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ คือ การสร้าง Product Champion ที่สามารถต่อยอดเป็นวัสดุและชิ้นส่วนประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพอื่นๆ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมนโยบายการพัฒนา New S-Curve ทางด้าน Medical Technology ของประเทศไทย

 

‘คงกระพัน’ ซีอีโอคนใหม่ ปตท. ปรับกลยุทธ์ตัดธุรกิจที่ไม่สำเร็จ

 

หลังจาก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง มารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการคนที่ 11 ของ PTT ในปี 2567 ได้ออกมาสื่อสารแผนธุรกิจในกลุ่ม ปตท. จากนี้จะต้องมองการ ‘สร้างกำไรในระยะยาว’ ขณะที่การลงทุนของจะเน้นความคล่องตัว ต้องเน้นความเร็วและการตัดสินใจที่ไว ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน นำทรัพยากรที่มีมาใช้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม 

 

หมายถึงธุรกิจไหนดีต้องต่อยอด ถ้าธุรกิจไหนที่เคยดีแต่ตอนนี้ไม่ดี ก็ต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยนและทบทวนได้เร็ว โดยจากนี้ไปปตท.จะต้องปรับตัว และกลับมาทำเรื่องที่บริษัทถนัด นั่นคือ พลังงานเพื่อความมั่นคงทาง เพื่อรองรับการเติบโต และจะลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น 

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง มารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปตท.

 

โดย ปตท. จะไม่เน้นลงทุนจำนวนมากในเรื่องที่ไม่ถนัดและไม่เชี่ยวชาญ และหากธุรกิจใดที่ทดลองทำไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็จะปรับลด โดยอาจจะทยอยตัดขายธุรกิจนั้นๆ ออกไป จึงเริ่มเห็นการขยับถอยออกจากธุรกิจที่ไม่ถนัดหรือ ไม่ใช่ Core Business ของ ปตท.ในยุคของ ดร.คงกระพัน

 

ลดส่วนหุ้น JV ส่งสัญญาณถอยผลิตรถยนต์ EV 

 

ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2567 เริ่มเห็นสัญญาณการถอยออกของ ปตท. มาแล้วจากธุรกิจใหม่ที่อาจไม่ถนัด คือ การผลิต EV หลังจากช่วงต้นปี 2568 ปตท. เดินหน้าปรับโครงสร้างถือหุ้นใน Horizon Plus ให้บริษัทย่อย Arun Plus ถือหุ้นลดลงเหลือ 40% จาก 60% ส่งผลให้ Lin Yin บริษัทลูก ฟอกซ์คอนน์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน

 

โดยบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) ได้มีมติอนุมัติการ ปรับโครงสร้างการถือหุ้น Horizon Plus ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท. และบริษัท ลี่ยี่ อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสเมนท์ จำกัด (Lin Yin)ในสัดส่วนการถือหุ้น 60% และ 40% ตามลำดับ

 

โดยให้ Horizon Plus ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว เป็นจำนวนเงินประมาณ 5,100 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการลดทุนจดทะเบียน Arun Plus และ Lin Yin จะมีสัดส่วน การถือหุ้นใน Horizon Plus 40% และ 60% ตามลำดับ และมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว คงเหลือจำนวน ประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่งการลดทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของ Horizon Plus เป็นไปตามนโยบายการปรับโครงสร้าง การดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ ปตท.

 

ตัวอย่างโมเดลรถ EV ที่ผลิตจากโรงงาน Horizon Plus

ตัวอย่างโมเดลรถ EV ที่ผลิตจากโรงงาน Horizon Plus

 

สำหรับตัดใจลงทุน JV ของ ปตท. ตั้งบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) เกิดขึ้นในช่วงปี 2565 ร่วมมือด้านการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยมีมูลค่าการร่วมทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในยุคของ ซีอีโอ ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ตั้งใจวางโพสิชันของ ARUN PLUS เป็น EV Flagship ซึ่ง Horizon Plus มีเป้าหมายที่จะก่อตั้งโรงงานผลิตรถ EV บนพื้นที่กว่า 350 ไร่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ซึ่งเดิมมีกำหนดแล้วเสร็จและสามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ หรือรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ออกสู่ตลาดได้ภายในปี 2567 มีกำลังการผลิตที่ 50,000 คันต่อปีในเฟสแรก และจะขยายกำลังการผลิตไปถึง 150,000 คันต่อปีภายในปี 2567 

 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปตท. PTT 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปตท. (PTT) 

 

แต่จนถึงปัจจุบันโรงงาน JV ดังกล่าวยังไม่ได้ก่อสร้าง เพราะถูกผลกระทบจากการผลิตรถ EV ในประเทศของจีนมีปัญหาการผลิตที่เกินกับความต้องการ หรือ Oversupply ประกอบกับปัจจัยเศรษฐกิจภายในของจีนที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ผลิตรถ EV จีนต้องเร่งส่งออกระบายรถออกมายังตลาดต่างประเทศในลักษณะทุ่มตลาด ส่งผลให้รถ EV ที่ส่งออกจากจีนมีราคาถูกหรือตกต่ำกระจายไปขายในทั่วโลก และยังสร้างปัญหาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมรถ EV ทั่วโลก จนทำให้ Horizon Plus ต้องชะลอการสร้างโรงงานผลิต EV ในไทยต่อไป 

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปรับโครางการการถือหุ้น Horizon Plus ส่งผลให้ Lin Yin กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Horizon Plus ด้วยสัดส่วนหุ้น 60% ทำให้ Lin Yin จึงกุมอำนาจในการตัดสินใจต่างๆ แทน ปตท. ที่ถอยออกมาลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 40% 

 

จ่อปิดที่ไม่ใช่ Core Business เพิ่ม

 

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจาก ปตท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาการยกหรือปิดกิจการในธุรกิจอื่นๆ ที่บริษัทฯ ไม่มีความถนัด หรือไม่ใช่ Core Business และไม่ทำกำไรซึ่งจะทยอยทำอย่างต่อเนื่องซึ่งจะทยอยเห็นความชัดเจนออกมาอย่างต่อเนื่องอีกในอนาคต 

 

ดังนั้น การถอยหรือตัดสินใจยกเลิกธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ชื่อ ชื่อบริษัท อินโนโพลีเมด ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายของซีอีโอ ‘คงกระพัน’ ที่ประกาศว่าจะกลับมาทำในเรื่องที่บริษัทถนัด

The post เบื้องลึก ปตท. ยอมถอย! ยกเลิกธุรกิจหน้ากากอนามัย-ชุดกาวน์ คาดยังมีธุรกิจที่ไม่ได้ไปต่อเตรียมปิดเพิ่มอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกโอกาสลงทุนหุ้นกู้ IRPC บริษัทชั้นนำปิโตรเคมีของไทย | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-18032025-3/ Tue, 18 Mar 2025 12:05:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1053620

เจาะลึกโอกาสลงทุนหุ้นกู้ IRPC บริษัทชั้นนำปิโตรเคมีของไ […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกโอกาสลงทุนหุ้นกู้ IRPC บริษัทชั้นนำปิโตรเคมีของไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เจาะลึกโอกาสลงทุนหุ้นกู้ IRPC บริษัทชั้นนำปิโตรเคมีของไทย พูดคุยกับ พิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะลึกโอกาสลงทุนหุ้นกู้ IRPC บริษัทชั้นนำปิโตรเคมีของไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เร่งหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมทุน ‘โรงกลั่น-ปิโตรเคมี’ หนุน GPSC ศึกษานิวเคลียร์ SMR-ปตท.สผ. ลงทุนไฮโดรเจนและ CCS https://thestandard.co/ptt-foreign-partners-refinery-petrochemical/ Tue, 18 Mar 2025 09:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1053539 ปตท. ร่วมทุนต่างชาติ: คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแผนหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี

ปตท. เร่งเจรจาหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติ ร่วมทุน “โรงกลั่น-ปิ […]

The post ปตท. เร่งหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมทุน ‘โรงกลั่น-ปิโตรเคมี’ หนุน GPSC ศึกษานิวเคลียร์ SMR-ปตท.สผ. ลงทุนไฮโดรเจนและ CCS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. ร่วมทุนต่างชาติ: คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแผนหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี

ปตท. เร่งเจรจาหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติ ร่วมทุน “โรงกลั่น-ปิโตรเคมี” ยันดีลจบภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าลงทุนพลังงานสะอาด หนุนบริษัทลูก GPSC ศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR และ ปตท.สผ. ลงทุนไฮโดรเจน-CCS ลุยเพิ่ม EBITDA แตะ 3 หมื่นล้านบาท 

 

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ราคาหุ้น PTT ที่ปรับตัวลดลงช่วงที่ผ่านมาเกิดจากภาวะผันผวนของตลาด ประกอบกับทั่วโลกที่เผชิญทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศ 

 

ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานไทยจึงต้องดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยปีที่ผ่านมา ปตท.มุ่งเน้นปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด 

 

โดยจากนี้ไปปตท.จะต้องปรับตัว และกลับมาทำเรื่องที่บริษัทถนัด นั่นคือ พลังงานเพื่อความมั่นคงทาง เพื่อรองรับการเติบโต และจะลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น 

 

“เราจะไม่เน้นลงทุนจำนวนมากในเรื่องที่ไม่ถนัดและไม่เชี่ยวชาญ  และหากธุรกิจใดที่ทดลองทำไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็จะปรับ ลด โดยอาจจะทยอยตัดขายธุรกิจนั้นๆ ออกไป”  

 

โดยล่าสุดได้ปรับพอร์ตในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น ด้วยการเร่งหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทำธุรกิจในบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ  IRPC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรในต่างประเทศหลายรายสนใจเข้ามาหารืออย่างต่อเนื่อง 

 

ปตท. ร่วมทุนต่างชาติ: คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแผนหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี

 

ทั้งนี้ ขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีกี่ราย ทุนจากกลุ่มใด หรือเป็นบริษัทอะไรบ้าง และจะสรุปดีลได้เมื่อไหร่ เพราะบริษัทอยากทำให้รอบคอบที่สุด แต่คาดว่าในปี 2568 นี้จะเห็นความชัดเจนในการร่วมลงทุน

 

“การหาพาร์ตเนอร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมลงทุนในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นว่า จริงๆ เราไม่มีพาร์ตเนอร์ก็สามารถอยู่ได้ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ในระยะยาว มองว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้นตลาด เราจึงต้องหาพาร์ตเนอร์เพิ่ม ซึ่งจะเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติ”

 

ปรับโครงสร้างธุรกิจตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออก

 

สำหรับแผนการลงทุน ปตท.ได้วางโครงสร้างไว้ 3 ระยะ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ EBITDA คือ ระยะสั้น เป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจ Nonhydrocarbon ตามแผน บริษัทจะปรับโครงสร้างธุรกิจนำเอาธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออก โดยในปีนี้จะยังไม่มีการสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มเติม และยังคงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 3 ปี พร้อมวางเป้าหมายเพิ่ม EBITDA ของกลุ่มปตท.ประมาณ 30,000 ล้านบาท  

 

ขณะเดียวกัน บริษัทได้วางแผนไปสู่ Digital Transformation เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Productivity Improvement) ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2569 

 

“เราวางกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่สูงมาก แต่เน้นการสร้างผลกำไรในระดับที่คุ้มค่า ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เน้นเพิ่มประสิทธิภาพและทำกำไรจากธุรกิจเดิมเป็นหลัก”

ส่วนแผนระยะกลางในปีนี้จะปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดยบริษัทจะนำพาร์ตเนอร์เข้ามาดังกล่าวข้างต้น

 

หนุนบริษัทลูก GPSC ศึกษานิวเคลียร์ SMR – ปตท.สผ. รุกไฮโดรเจน-CCUS ส่วนแผนระยะยาว ปตท.จะเน้นการลงทุนที่ลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านการลงทุนเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) และไฮโดรเจน 

 

“พลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนและ CCS เป็นเรื่องระยะยาว ต้องใช้เวลา แต่เราต้องพัฒนาลงทุน ซึ่งปตท.อยู่ระหว่างรีวิวเป้าหมาย Carbon Neutrality 2040 และ Net Zero 2050 ใหม่อีกครั้ง จะเน้นดูภาพรวมทั้งกลุ่มตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน จึงต้องดูช่วงเวลาเหมาะสมสุด เพราะทุกกระบวนการมีต้นทุน อาจจะช้าหรือเร็วเป็นไปได้หมด”   

 

 

โดยปตท.จะมุ่งพัฒนา 2 แนวทาง 

 

  1. ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ผ่าน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่ได้ศึกษาทำแหล่งแซนด์บ็อกซ์ในแหล่งอาทิตย์ ปริมาณ 1 ล้านตัน โดยต้นทุนการทำแท้จริงยังไม่สามารถระบุได้ นอกจากนี้ต้องรอนโยบายภาครัฐกำหนดกฎกติกาและกฎหมายให้ชัดเจน  เพราะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องบูรณาการร่วมกันอย่างรอบคอบ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐมีคณะทำงาน และอีกส่วนยังมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อน โดยปัจจุบันตลาดสหรัฐเริ่มเห็นความคุ้มค่าของการลงทุน CCS รัฐบาลจึงอุดหนุนราคา 85 ดอลลาร์ต่อตันเพื่อเก็บคาร์บอนแล้ว 

 

  1. ไฮโดรเจน เนื่องจากภาครัฐกำหนดสัดส่วนการผสมไฮโดรเจน 5% ในปี 2030 ดังนั้น เบื้องต้นจะเป็นการนำเข้าก่อน อาจเป็นตะวันออกกลาง อินเดีย เพราะต้นทุนต่ำซึ่งใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมระดับแสนตัน

 

“ช่วงแรกไฮโดรเจนยังแพง ต้นทุนยังแพง แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี อาจจะทำให้ต้นทุนถูกลง อีก 4-5 ปี เมื่อถึงจุดต้นทุนถูก เราจะนำเข้ามา เพื่อลดคาร์บอนโดยหลักการไฮโดรเจนสามารถแทนแก๊สธรรมชาติได้ในหลายๆ โรง ตอนนี้ไทยยังผลิตไม่ได้เพราะอุปกรณ์ที่ยังไม่มีความพร้อม  เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เวลา ซึ่งยอมรับว่าท้าทายและมีความยาก แต่เราต้องพัฒนาไปในทางนี้แน่นอน” คงกระพันกล่าว

 

ทั้งนี้ การลงทุนทั้ง 2 เรื่อง ยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐโดยเฉพาะด้านกฎหมาย การกักเก็บคาร์บอน การกำหนดไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง หากปตท.ลงทุนมั่นใจจะดึงดูดการลงทุนใหม่จากเอกชนที่ต้องการพลังงานสะอาด จีดีพีขยายตัว เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพอีกด้วย

 

คงกระพัน กล่าวอีกว่า สำหรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR อยู่ระหว่างศึกษาโดยได้ให้บริษัทลูก บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ทำการศึกษา

 

“ปี 2568 ปตท. จะเน้นสร้างความมั่นคงและเติบโต โดยลดความเสี่ยงธุรกิจ สร้างเสถียรภาพทางธุรกิจ ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน ผันผวน รวมถึงธุรกิจที่มีอยู่ในช่วงขาลง ยืนยันว่าไม่ใช่ว่าปตท. จะไม่ลงทุนแต่การลงทุนจะดูความคุ้มทุนเพื่อสร้างการเติบโตที่ก้าวกระโดด” คงกระพันกล่าว 

 

ภาพ: CHUNYIP WONG, Fahroni, Getty Images

The post ปตท. เร่งหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมทุน ‘โรงกลั่น-ปิโตรเคมี’ หนุน GPSC ศึกษานิวเคลียร์ SMR-ปตท.สผ. ลงทุนไฮโดรเจนและ CCS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC https://thestandard.co/ptt-profit-drop-petrochemical-partners-2024/ Sun, 23 Feb 2025 05:11:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1044913 ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้ […]

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้านบาท จากปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เนื่องจาก EBITDA ที่ลดลง มีรายการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตเพิ่มขึ้นของบริษัทในเครือ พร้อมชี้แจงว่าไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัท PTTGC-TOP-IRPC

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยใน ‘งานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567’ ระบุว่า ยอมรับว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมของกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) คือกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) โดยในช่วง 4 ปีก่อน ทั้งกลุ่ม ปตท. เคยมีกำไรสูงถึงระดับประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ถือเป็นช่วงของ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ Oversupply จากจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีการผลิตออกมามากเกินความต้องการใช้ ขณะที่การเติบโตความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปกับปิโตรเคมีจะอิงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของโลก

 

 

บรรยากาศของงานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567

 

เร่งหาพาร์ตเนอร์กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีเสริมความแข็งแกร่ง

 

สำหรับความคืบหน้าในการปรับตัวหรือรับมือ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่จำนวนหลายราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และหากมีข้อสรุปจะมีการแจ้งข้อมูลกับสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีแนวคิดในการเลิกดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี 

 

“ในทางตรงกันข้ามเรายังเห็นของความสำคัญในกลุ่มธุรกิจ Downstream หรือปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทแฟลกชิปและ ปตท. ถือหุ้นใหญ่อยู่ เพียงแต่มีความจำเป็นและเป็นเรื่องที่สมควรที่เราจะต้องหาพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรงที่มีวัตถุดิบ หรือมีตลาด หรือที่มีเทคโนโลยี มาช่วยเสริม ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าอยู่ และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั่วโลกเขาก็ทำกัน” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

ดร.คงกระพัน ซีอีโอของ ปตท. ยังชี้แจงต่อว่า ปตท. จะไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัทที่ทำธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งอยู่ในเครือของ ปตท. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC แต่จะมีพาร์ตเนอร์ต่างชาติเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว ตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ พร้อมทั้งย้ำ ปตท. จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทั้ง 3 บริษัทต่อไป 

 

นอกจากกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปีหรือปี 2570 โดยจะมาจากส่วนของบริษัท ปตท. เอง จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และบริษัทในเครืออีก 2 หมื่นล้านบาท โดยมุ่งเน้นปรับโครงสร้างธุรกิจ นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพิ่มรายได้และลดต้นทุน 

 

 

เป้าหมายของ บมจ.ปตท. ในการเพิ่ม EBITDA ในปี 2570

 

แผน 5 ปี ตั้งงบลงทุน 5.5 หมื่นล้านบาท เน้นธุรกิจก๊าซ

 

สำหรับแผนในช่วง 5 ปี ระหว่าง 2568-2572 ในส่วนของ ปตท. และบริษัทลูกที่ถือหุ้นสัดส่วน 100% ไว้ที่ประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้มีแผนจะใช้งบลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนหลักลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และอีกส่วนลงทุนในธุรกิจเทรดดิ้ง โดยในปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม

“ต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันมีความไม่แน่นอนเยอะ ถ้าจะให้เราไปลงทุนสร้างโรงงาน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วรอไปอีก 4 ปีเพื่อให้โรงงานเสร็จ วันนี้เราคงไม่ทำแบบนั้น เพราะกว่าจะสร้างเสร็จภาพตลาดก็อาจเปลี่ยนไป ดังนั้น ปตท. ต้องทำอะไรที่ความเสี่ยงต่ำ” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

สำหรับกรณีที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับประเด็นการปรับระบบ Pool Gas เพื่อปรับใช้ลดค่าไฟฟ้า คงกระพันกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเรียกคุย และยังไม่ได้มีการนัด ปตท. เข้าไปเพื่อหารือในประเด็นนี้

 

ปตท. กำไรสุทธิ ปี 2567 ร่วง 19.6% เหลือ 9 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ บมจ.ปตท. แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลประกอบการในปี 2567 ปตท. มีกำไรสุทธิจำนวน 90,072 ล้านบาท ลดลง 21,952 ล้านบาท หรือ 19.6% จากปี 2566 ที่มีกำไร 112,024 ล้านบาท โดยหลักจาก EBITDA ที่ลดลง ประกอบกับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง อีกทั้งมีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 4.5 พันล้านบาท 

 

โดยหลักจากการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของกลุ่มบริษัท Vencorex และ PTTAC ของ PTTGC ประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปี 2566 มีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 300 ล้านบาท โดยหลักจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Cash-Maple ของ PTTEP

 

ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

สรุปข้อมูลกำไรสุทธิของ บมจ.ปตท. ประจำปี 2567

          

ขณะที่ในปี 2567 ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 3,090,453 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 จำนวน 54,431 ล้านบาท หรือลดลง 1.7% โดยกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีรายได้จากการขายลดลงจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากปริมาณการค้าน้ำมันสำเร็จรูปและ LNG ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas รวมทั้งปริมาณขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลง

 

พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2567 ที่ 2.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่ 6.6% และมี Payout Ratio ที่ 67%

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 https://thestandard.co/ptt-strategic-plan/ Fri, 14 Feb 2025 02:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1041660 ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลาม […]

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลามมาถึงกลุ่ม ปตท. เองก็โดนผลกระทบในรอบนี้ จึงจำเป็นต้องขยับตัวเพื่อนำพาธุรกิจให้รอดจากสถานการณ์นี้ หนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษาคือปรับพอร์ตกิจการบริษัทลูกนั่นคือ PTTGC, TOP และ IRPC

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากอุตสาหกรรมพลังงานใหม่สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า บมจ.ปตท. หรือ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ซึ่งทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในธุรกิจกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี โดยปัจจุบันทีมผู้บริหารของกลุ่ม ปตท. อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาและปรับโครงสร้างของทั้ง 3 บริษัท เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการรับมือกับภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลการกระทบที่โรงงานปิโตรเคมีของจีนที่มีสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) จำนวนมาก ส่งผลให้มีการผลิตสินค้ากลุ่มปิโตรเคมีออกมาล้นตลาด กดดันให้ราคาปิโตรเคมีทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ PTT อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างทั้ง 3 บริษัทในเครือ ปัจจุบันมีการศึกษาอยู่ในหลายแนวทาง ดังนี้

 

แนวทางที่ 1 ศึกษาแนวการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มีการถือหุ้นอยู่ในแต่ละบริษัทอยู่ที่ประมาณ 45% เพื่อรวมเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) โดยใช้จุดแข็งของแต่ละบริษัททำงานร่วมกันให้กลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันในแต่ละบริษัทยังมีธุรกิจที่ยังไม่ครบ Value Chain

 

“แนวคิดการควบรวมกิจการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะคล้ายกับในอดีตที่ ปตท. ใช้ควบรวมกิจการธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้ธุรกิจไฟฟ้าจะแยกไปอยู่กับบริษัทต่างๆ ในเครือ ปตท. แต่มีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยนำธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นบริษัทแฟลกชิปธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ปัจจุบันคือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC และในอดีต ปตท. ก็เคยควบรวมกิจการของ PTTCH กับ PTTAR มาแล้วคือ PTTGC ในปัจจุบัน” แหล่งข่าวกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH 

 

โรงกลั่นของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC

 

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะมีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับของกรณีที่เคยควบรวมกิจการไฟฟ้าในเครือ ปตท. เพราะปรับโครงสร้างโดยการนำสินทรัพย์คือธุรกิจไฟฟ้าที่แยกอยู่กับแต่บริษัทในเครือ โดยนำสินทรัพย์นำมารวมกันอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่คือ GPSC 

 

ขณะที่การควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะเป็นการควบรวมบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งทุกบริษัทยังเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

 

อีกทั้งหากมีการควบรวมกิจการสำเร็จ ในลำดับถัดไปอาจมีการศึกษาเรื่องการขายหุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ เพื่อเข้ามาช่วยสร้าง Synergy รวมทั้งเสริมศักยภาพการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจรับมือกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังอยู่ในช่วง Downcycle

 

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากปตท. ทำให้การศึกษาแนวทางที่ 1 ต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่สามารถนำไปพิจารณาต่อได้ 

 

เล็งแบ่งขายหุ้น PTTGC-TOP-IRPC เพื่อลดสัดส่วนถือหุ้น

 

แนวทางที่ 2 ศึกษาแนวทางการขายหุ้นเพื่อลดสัดส่วนถือหุ้นในทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC โดย ปตท. จะพิจารณาขายหุ้นเป็นรายบริษัท เพื่อลดสัดส่วนให้ต่ำกว่าปัจจุบันที่ถือ 45% โดยมีแนวคิดที่จะขายหุ้นให้ Strategic Partner ต่างประเทศเช่นกัน เป้าหมายหลักคือบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง รวมถึงเปิดกว้างกับพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายอื่นๆ ที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุนเพื่อขยายพอร์ตธุรกิจ ในการนำมาช่วยสร้าง Synergy ให้ทั้ง 3 บริษัทในเครือดังกล่าว

“โจทย์สำคัญในการขายหุ้นลดสัดส่วนในทั้ง 3 บริษัทนี้ ปตท. จะต้องไม่สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดควบการบริหารงานด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

 

นอกจากนี้อาจมีการพิจารณาแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย รวมทั้งมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ให้มีการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีด้วย ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของแนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีออกมาในช่วงปลายไตรมาส 2/68

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า ปตท. ได้ตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง และยูบีเอส กรุ๊ป เอจี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการศึกษาการปรับโครงสร้างในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีของบริษัทในเครือ ปตท.

 

วงการวาณิชธนกิจคาด ปตท. อยากแบ่งขายหุ้นปิโตรเคมี

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการวาณิชธนกิจให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ที่ผ่านมากลุ่ม ปตท. มีความพยายามในการเจรจาเพื่อลดสัดส่วนด้วยการขายหุ้นของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเคมีให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีกำลังเผชิญกับภาวะ Downcycle ส่งผลให้ไม่ได้รับความไว้ใจในการเข้าลงทุนจาก Strategic Partner ต่างประเทศ

 

โครงการ LSP ในประเทศเวียดนามของ SCGC มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท 

 

“ต้องยอมรับภาวะ Downcycle ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกตอนนี้มีผลกระทบบิ๊กคอร์ปที่อยู่ใน Sector นี้ของไทยหลายแห่ง เพราะก่อนหน้านี้ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย ก็เลื่อนแผนขายหุ้น IPO มาแล้ว โดย SCGC มีโครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP ในประเทศเวียดนาม มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จในช่วง Downcycle ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เพราะราคาปิโตรเคมีที่กำลังตกต่ำทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์ที่สนใจ เพื่อแบ่งขายหุ้นในโครงการ LSP ให้ แต่ก็ยังไม่สามารถขายได้เช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว

 

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขย่า IRPC เปลี่ยนบอร์ดยกแผง ‘ซีอีโอ’ ลาออก พร้อมตั้ง แรมโบ้อีสาน เป็นกรรมการอิสระ มีผลตั้งแต่ 23 ส.ค. เป็นต้นไป https://thestandard.co/irpc-board-shakeup-ceo-resigns/ Thu, 22 Aug 2024 02:43:01 +0000 https://thestandard.co/?p=973764

บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไท […]

The post เขย่า IRPC เปลี่ยนบอร์ดยกแผง ‘ซีอีโอ’ ลาออก พร้อมตั้ง แรมโบ้อีสาน เป็นกรรมการอิสระ มีผลตั้งแต่ 23 ส.ค. เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ได้มีมติเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

 

1. รับทราบการลาออกของ กฤษณ์ อิ่มแสง กรรมการบริหารความเสี่ยงและประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

 

2. แต่งตั้งกรรมการทดแทนกรรมการที่ลาออก/ตำแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย

 

  • บุรณิน รัตนสมบัติ เป็นกรรมการ ทดแทน เพียงพนอ บุญกล่ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป
  • พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการ ทดแทน ประสงค์ อินทรหนองไผ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป
  • พล.ต.ท. นพ. โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็นกรรมการอิสระ ทดแทน สิริวรรณ เจียระพงษ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป
  • เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้ อีสาน เป็นกรรมการอิสระ ทดแทน ประณต ติราศัย มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป
  • เทอดเกียรติ พร้อมมูล เป็นกรรมการ ทดแทน กฤษณ์ อิ่มแสง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

 

3. แต่งตั้งกรรมการชุดย่อย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 ประกอบด้วย

 

3.1 คณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน ดังนี้

 

  • ยอดฉัตร ตสาริกา (กรรมการอิสระ) ประธานกรรมการตรวจสอบ
  • สมชาย รังษีธนานนท์ (กรรมการอิสระ) กรรมการตรวจสอบ
  • พล.ต.ท. นพ. โสภณรัชต์ สิงหจารุ (กรรมการอิสระ) กรรมการตรวจสอบ

 

3.2 คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ประกอบด้วย กรรมการ 3 ท่าน ดังนี้

 

  • ชาญศักดิ์ ชื่นชม ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
  • พล.อ. อิทธิพล สุวรรณรัฐ (กรรมการอิสระ) กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
  • คณาพจน์ โจมฤทธิ์ (กรรมการอิสระ) กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

 

3.3 คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน ดังนี้

 

  • ชัยพร ภู่ประเสริฐ (กรรมการอิสระ) ประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน
  • โกมล บัวเกตุ กรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน
  • เสกสกล อัตถาวงศ์ กรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน

 

3.4 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยกรรมการ 5 ท่าน ดังนี้

 

  • พรชัย ฐีระเวช ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง
  • นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม กรรมการบริหารความเสี่ยง
  • บุรณิน รัตนสมบัติ กรรมการบริหารความเสี่ยง
  • พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหารความเสี่ยง
  • กฤษณ์ อิ่มแสง กรรมการบริหารความเสี่ยง

 

*หมายเหตุ เทอดเกียรติ พร้อมมูล จะเป็นกรรมการบริหารความเสี่ยงทดแทน กฤษณ์ อิ่มแสง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567

 

4. แต่งตั้ง เทอดเกียรติ พร้อมมูล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

The post เขย่า IRPC เปลี่ยนบอร์ดยกแผง ‘ซีอีโอ’ ลาออก พร้อมตั้ง แรมโบ้อีสาน เป็นกรรมการอิสระ มีผลตั้งแต่ 23 ส.ค. เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/8-ptt-group-stocks-profits-2023/ Mon, 19 Feb 2024 11:13:04 +0000 https://thestandard.co/?p=901867

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แ […]

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ มีน้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันมีจำนวน 8 บริษัท 

 

ล่าสุดรายงานผลประกอบปี 2566 ออกมาครบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมาเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

โดยบริษัทแม่คือ บมจ.ปตท. หรือ PTT ที่มีกำไรสุทธิออกมาทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท เพราะได้รับแรงหนุนรับรู้กำไรจากการถือหุ้นในบริษัทลูกที่มีกำไรโดดเด่น โดยเฉพาะ บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 มีกำไร 2,208 ล้านดอลลาร์ หรือ 7.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 

 

ไล่เลียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 8 บริษัทในกลุ่ม ปตท. ถึงผลการดำเนินงานปี 2566 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT ในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2565 โดยหลักจากขาดทุนตราสารอนุพันธ์ลดลง ส่วนรายได้จากการขายจำนวน 3.14 ล้านล้านบาท ลดลง 6.6% จากปี 2565 โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัทลูก บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP สัดส่วน 45%, ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น สัดส่วน 9%, ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานและบริษัทย่อยอื่นๆ สัดส่วน 17% และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22%

 

  • บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 จำนวน 2,208 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 แม้ว่ารายได้จากการขายลดลง แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยหลักจากขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน และขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์มีจำนวนลดลง รวมถึงปีนี้มีกำไรจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการเอซี / อาร์แอล 7 (Cash-Maple)

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC มีกำไรสุทธิรวม 999 ล้านบาท เติบโต 111% จากปี 2565 แม้ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ แต่มีกำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 790 ล้านบาท นอกจากนี้จากการขายหุ้น GCL ตามที่ได้กล่าวข้างต้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,640 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ (OR) ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2565 โดยจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 598 ล้านบาทจากปี 2565 จากปริมาณขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศในภูมิภาค รวมทั้งการกลับมาของภาคท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้น 

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2.92 พันล้านบาท ลดลง 33% จากปี 2565 โดยมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 22% จากปี 2565 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นราคาตลาด (Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 3.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 314% จากปี 2565 มีรายได้ที่ 9.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ทำให้ราคาขายไฟฟ้าและไอน้ำเฉลี่ยลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ได้รับคำสั่งหยุดเดินเครื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-ธันวาคม 2566 จาก กฟผ. ซึ่งทำให้รายได้ค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) ลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้า แต่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ยังได้รับรายได้ค่าความพร้อมจ่ายจากความพร้อมในการเดินเครื่องตลอดทั้งปี ทำให้กำไรขั้นต้นของ IPP ยังอยู่ในระดับที่ดี

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 40% จากปี 2565 ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 4.59 แสนล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2565 โดยในปี 2566 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่นเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยรวมใกล้เคียงเดิม ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงอย่างมากส่งผลให้มีรายได้จากการขาย

 

  • บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 262 ล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 มีรายได้จากการขาย 1.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 โดยมี Adjusted EBITDA จำนวน 812 ล้านบาท ลดลง 62% จากปี 2565 ทั้งนี้ บริษัทฯ รับรู้ผลกระทบจาก Stock Loss & NRV จำนวน 341 ล้านบาท

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุญรอดฯ ผนึก ปตท.-ไออาร์พีซี พัฒนานวัตกรรมผลิตวัสดุหมุนเวียน ลดการใช้ทรัพยากร ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน https://thestandard.co/boon-rawd-joins-forces-with-ptt-irpc/ Thu, 09 Nov 2023 07:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=864046

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน […]

The post บุญรอดฯ ผนึก ปตท.-ไออาร์พีซี พัฒนานวัตกรรมผลิตวัสดุหมุนเวียน ลดการใช้ทรัพยากร ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมต่อยอดวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต สร้างผลิตภัณฑ์หมุนเวียน (Returnable Equipment) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการนำร่องรีไซเคิลพลาสติกผ่านผลิตภัณฑ์ต้นแบบอย่างลังน้ำและโซดาขวดเปลี่ยน ซึ่งผลิตจาก rPET และ rHDPE พาเลตต์ (Pallet) ผลิตจาก rHDPE และกากมอลต์  

 

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายในกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ทั้งหมด เช่น เสื้อยูนิฟอร์มพนักงานจากผ้าที่ผลิตจากขวด PET, การแยกขยะ, การใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงการที่ทำกับชุมชนและสังคมอีกหลายโครงการ และล่าสุดได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นของไทยซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นทั่วโลกอย่าง Pipatchara ดีไซน์กระเป๋ารุ่นพิเศษที่ผลิตจากผ้าที่ Upcycling มาจากขวดพลาสติก PET ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 

“ในแต่ละปีเรามีวัสดุเหลือจากระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก น่าจะสามารถนำมาสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อย่างคุ้มค่า จึงเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปตท. และไออาร์พีซี ในครั้งนี้ 

 

“เราเชื่อว่าด้วยความรู้ ความชำนาญ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยของแต่ละบริษัทฯ จะสามารถร่วมกันพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่จากวัสดุในกระบวนการผลิตให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

 

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตามโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) 

 

นอกจากนี้ IRPC ยังได้ร่วมผลักดันการสร้างความสมดุลและความยั่งยืน หรือ ESG โดยตั้งเป้าหมายและกำหนดแนวทางองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero Emission ภายในปี 2603 เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน 

 

นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้าธุรกิจภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนของบริษัทไทยชั้นนำอย่างบุญรอดบริวเวอรี่, ปตท. และไออาร์พีซี ที่จับมือพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้ภายในโรงงาน ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่กำหนดไว้ในปี 2608 ได้ต่อไป

The post บุญรอดฯ ผนึก ปตท.-ไออาร์พีซี พัฒนานวัตกรรมผลิตวัสดุหมุนเวียน ลดการใช้ทรัพยากร ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/profit-1q23-of-7-shares-of-ptt-group/ Fri, 12 May 2023 12:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=789117 หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ท […]

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ที่น้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันจำนวน 7 บริษัท รายงานผลประกอบไตรมาส 1/66 ออกมาครบแล้ว ข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมามีคละกันทั้งบริษัทที่กำไรสุทธิเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3 บริษัท ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้า ส่วนบริษัทที่กำไรลดลงจำนวน 4 บริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่กำไรทรุดลงค่อนข้างหนัก

 

เมื่อไล่เรียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 7 บริษัทของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/66 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT รายงานกำไรสุทธิ 27,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 756,690 ลดลง 0.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากเหตุผลหลักที่ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันลดลงมากกว่าหมื่นล้านบาท อีกทั้งกำไรจากขายปลีกน้ำมันและไฟฟ้าเพิ่มขึ้น   

 

  • บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP รายงานกำไรสุทธิ 19,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 78,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.86% โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงไตรมาส 1/65 มีบันทึกผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันจำนวนมาก

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท ลดลง 97% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 147,248 ล้านบาท ลดลง 13.86% โดยกำไรที่ลดลงมีสาเหตุจากการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 1,359 ล้านบาท และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวมเป็นกำไร 696 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR รายงานกำไรสุทธิ 2,975 ล้านบาท ลดลง 22.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% โดยสาเหตุหลักที่กำไรของบริษัทลดลงมาจากราคาน้ำมันในไตรมาส 1/66 ที่ปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติเปรียบกับช่วงไตรมาส 1/66 ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ในไตรมาสนี้บริษัทกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ลดลง

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC รายงานกำไรสุทธิ 301 ล้านบาท ลดลง 80% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากไตรมาส 1/66 มี Net Inventory Loss จำนวน 1,742 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มี Net Inventory Gain จำนวน 5,786 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 4,549 ล้านบาท หรือ 46% ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 2,020 ล้านบาท ลดลง 4,580 ล้านบาท หรือ 69% ขณะที่มีกำไรจากการลงทุนลดลง 119 ล้านบาท หรือ 92% 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC รายงานกำไรสุทธิ 1,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 27,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% สาเหตุหลักที่กำไรเพิ่มขึ้นมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของค่า Ft ในจาก 0.0139 บาทต่อหน่วย เป็น 1.5492 บาทต่อหน่วย ทำให้ Margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ถูกควบคุมให้ต่ำกว่าปกติในช่วงก่อนหน้านี้ 

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP รายงานกำไรสุทธิ 4,554 ล้านบาท ลดลง 36.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 115,943 ล้านบาท ลดลง 1.25% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากราคาน้ำมันดิบไตรมาส 1/66 รวมถึง Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 3,339 ล้านบาทในไตรมาส 1/66 เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันจำนวน 14,472 ล้านบาท อีกทั้งมีผลกระทบจากรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปลดลง 2,402 ล้านบาท จากไตรมาส 1/65 เมื่อรวมกับผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA ลดลง 4,852 ล้านบาทจากไตรมาส 1/65

 

ด้าน เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ PTT ให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39 บาท ปรับลดลงจากเดิม 42.4 บาท โดยราคาเป้าหมายที่ปรับลดลงจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง Target Price ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ PTTEP และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นคือ TOP และ PTTGC ลง 

 

อย่างไรก็ดียังมองว่าราคาหุ้น PTT ยังน่าสนใจ จาก Valuation และ Dividend โดยราคาหุ้น PTT ในปี 2566 ปรับลดลง 8.7% เปรียบเทียบกับ SET Index ที่ปรับ

 

ลดลง 6.2% ขณะที่ PTT ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยในช่วง 3 ปีข้างหน้าสูงถึง 6.8% โดยในปี 2566 คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 2 บาท อ้างอิง Dividend Pay-out Ratio ที่ 60%

 

หุ้นกลุ่ม ปตท 1Q66


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไออาร์พีซี’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนกว่า 4 พันล้าน โดนผลกระทบขาดทุนสต๊อกน้ำมัน เหตุกังวล Recession ฉุดราคาน้ำมันปลายปีร่วงหนัก https://thestandard.co/irpc-2022-turnover/ Wed, 08 Feb 2023 11:12:43 +0000 https://thestandard.co/?p=747674 ไออาร์พีซี

บมจ.ไออาร์พีซี ประกาศผลการดำเนินงานปี 2565 พลิกขาดทุนกว […]

The post ‘ไออาร์พีซี’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนกว่า 4 พันล้าน โดนผลกระทบขาดทุนสต๊อกน้ำมัน เหตุกังวล Recession ฉุดราคาน้ำมันปลายปีร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไออาร์พีซี

บมจ.ไออาร์พีซี ประกาศผลการดำเนินงานปี 2565 พลิกขาดทุนกว่า 4 พันล้านบาท ลดลงหนัก 130% จากปี 2564 เซ่นพิษราคาน้ำมันโลกปลายปีดิ่งหนักทำขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ฉุดงบไตรมาส 4/65 ขาดทุนหนักกว่า 7 พันล้านบาท แต่ยังจ่ายปันผล 0.07 บาทต่อหุ้น

 

กฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 4,364 ล้านบาท ลดลง 130% จากปี 2564 ที่มีกำไรสุทธิ 14,505 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2565 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2564 ที่ราคาเฉลี่ย 69.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 96.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2565 ส่งผลให้บริษัทบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Net Inventory Loss) รวม 6,348 ล้านบาท หรือ 2.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

ขณะที่มีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ามูลค่าสุทธิรับ (NRV) 2,347 ล้านบาท และขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 8,385 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี Net Inventory Gain 11,104 ล้านบาท หรือ 4.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 17,413 ล้านบาท หรือ 7.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 23,279 ล้านบาท หรือ 10.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานจำนวน 12,813 ล้านบาท ลดลง 6% ส่งผลให้บริษัทกำไรมีกำไรก่อนภาษี, ค่าเสื่อม และดอกเบี้ย (EBITDA) 3,987 ล้านบาท ลดลง 22,974 ล้านบาท หรือ 85% 

 

โดยในปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 318,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 จากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 43% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่เฉลี่ย 96.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปี 2564 ราคาเฉลี่ยที่ 69.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปริมาณขายลดลง 8% โดยมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 175,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 9% จากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผน (Major Turnaround) ในไตรมาส 4/65 ประมาณ 1 เดือน ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวลดลง และต้นทุน Crude Premium สูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) จำนวน 23,761 ล้านบาท ลดลง 20%

 

ขณะที่ผลดำเนินงานช่วงไตรมาส 4/65 นั้น บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 55,081 ล้านบาท ลดลง 32,231 ล้านบาท หรือ 37% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/65 เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 6% และปริมาณขายลดลง 31% เป็นผลจากอัตราการผลิตลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่น โดยราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 2,609 ล้านบาท หรือ 6.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 42% และมีการบันทึก Net Inventory Loss รวม 6,816 ล้านบาท หรือ 17ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุน EBITDA 7,836 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 7,149 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2565 ในอัตรา 0.07 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 1,430 ล้านบาท โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 5 เมษายน 2566 ต่อไป

 

ขณะที่ในปี 2565 นับเป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก จากสถานการณ์ผันผวนภายนอกหลากหลายด้านพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ นโยบาย Zero-COVID ในประเทศจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก วิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงอย่างมาก 

 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปี 2566 นั้น คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะสูงขึ้นเท่ากับช่วงก่อนการระบาดของโควิด ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ผู้ผลิตกลุ่ม OPEC และพันธมิตรมีนโยบายปรับลดการผลิตลงเดือนละ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันไปถึงสิ้นปี 2566 เพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีในปี 2566 คาดว่าความต้องการของตลาดจะเติบโต 1.5-2.0% โดยเฉพาะความต้องการจากจีนตามนโยบายเปิดประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนจากภาครัฐ และส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังต้องปรับตัวเตรียมพร้อมกับข้อจำกัดทางการค้าในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 20% ภายในปี 2573 จากปีฐาน 2561 และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2603 รวมทั้งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษเป็น 55% ในปี 2573 ตามทิศทางวิสัยทัศน์ของบริษัท เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าสู่สังคมให้ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘ไออาร์พีซี’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนกว่า 4 พันล้าน โดนผลกระทบขาดทุนสต๊อกน้ำมัน เหตุกังวล Recession ฉุดราคาน้ำมันปลายปีร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพลังงาน (โรงกลั่น) – แนวโน้มดีขึ้นหลัง 4Q65 อ่อนแอ https://thestandard.co/market-focus-energy-stocks-3/ Mon, 06 Feb 2023 14:09:24 +0000 https://thestandard.co/?p=746762 หุ้นกลุ่มพลังงาน

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post หุ้นกลุ่มพลังงาน (โรงกลั่น) – แนวโน้มดีขึ้นหลัง 4Q65 อ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพลังงาน

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4Q65 ของบริษัทกลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น ภายใต้การวิเคราะห์จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP), บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC), บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (SETENERG) ปรับลดลง 2.12%MoM โดยราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 14.29%MoM ราคาหุ้น IRPC ปรับเพิ่มขึ้น 2.70%MoM ราคาหุ้น SPRC ปรับเพิ่มขึ้น 6.67%MoM และราคาหุ้น TOP ปรับเพิ่มขึ้น 2.69%MoM


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


พรีวิวผลประกอบการ 4Q65:

InnnovestX Research คาดว่าผลการดำเนินงาน 4Q65 ของผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันไทยจะมีทิศทางที่คละเคล้ากัน โดยจะได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นที่ลดลงและขาดทุนสินค้าคงเหลือ เพราะราคาน้ำมันลดลง 15%QoQ ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ลดลง 11%QoQ สู่ 6.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ได้รับการชดเชยบางส่วนจาก Crude Premium ที่แคบลงมากกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 

 

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากตะวันออกกลาง (~57% ของน้ำมันดิบที่ใช้ใน 4Q65) เนื่องจากซาอุดีอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังเอเชียใน 4Q65 โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงในจีนที่ต่ำกว่าคาด ท่ามกลางกฎคุมโควิดที่เข้มงวด ทำให้อุปสงค์ในตลาดภูมิภาคชะลอตัวลง

 

สำหรับพรีวิวผลประกอบการ 4Q65 ของบริษัทภายใต้การวิเคราะห์ ดังนี้ 

 

BCP: คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 827 ล้านบาท อ่อนตัวลง YoY และ QoQ โดยมีสาเหตุมาจากรายการด้อยค่าของสินทรัพย์ธุรกิจ E&P ในนอร์เวย์จำนวน 250 ล้านโครนนอร์เวย์ (114 ล้านโครนนอร์เวย์ หรือราว 400 ล้านบาท อิงกับสัดส่วนการถือหุ้น 45.44% และก่อนภาษี) เนื่องจาก Okea บันทึกรายการด้อยค่าของสินทรัพย์แหล่ง Yme นอกจากนี้ยังประเมินขาดทุนสินค้าคงเหลือของ BCP (หลังหักกำไรจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ได้ที่ 2.6 พันล้านบาท เทียบกับ 300 ล้านบาท ใน 3Q65

 

IRPC: คาดว่าผลการดำเนินงานจะยังคงขาดทุนราว 7.1 พันล้านบาทใน 4Q65 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันตามแผนเป็นเวลา 1 เดือน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นปรับลดลงเหลือเพียง 120kbd (อัตราการใช้กำลังการผลิต 56%) และขาดทุนสินค้าคงเหลือต่อเนื่องที่ 6.5 พันล้านบาท

 

SPRC: คาดว่าน่าจะยังคงมีผลขาดทุนที่ 825 ล้านบาท แต่ดีขึ้น QoQ เพราะขาดทุนสินค้าคงเหลือลดลง ในขณะที่ Market GRM น่าจะอยู่ในระดับทรงตัว QoQ เนื่องจากต้นทุนค่าระวางเพิ่มขึ้น รวมถึงมีผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษ 1-1.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับการขนส่งน้ำมันแบบ Ship-to-Sip เนื่องจาก SPM ยังใช้งานไม่ได้

 

TOP: คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 141 ล้านบาท และจะปรับตัวดีขึ้น QoQ จากกำไรเพียง 12 ล้านบาทใน 3Q65 แม้ว่าจะยังคงอ่อนแอเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และคาดว่า TOP จะบันทึกขาดทุนสินค้าคงเหลือสุทธิ 6 พันล้านบาทใน 4Q65

 

กลยุทธ์การลงทุน:

หุ้นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันไทยส่วนใหญ่ปรับตัว Outperform SET และ SETENERG ใน 1Q66TD โดยได้รับการสนับสนุนจากการเริ่มต้นปี 2566 ที่ดี โดย Singapore GRM ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 6-7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2H65 GRM มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นในตลาดภูมิภาคหลังจีนเปิดประเทศอีกครั้ง 

 

แม้ว่าผลการดำเนินงาน 4Q65 จะยังคงอ่อนแอ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดทุนสินค้าคงเหลือและ GRM ที่อ่อนแอ แต่คาดว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัว QoQ ใน 1Q66 เพราะ GRM จะปรับตัวดีขึ้นและไม่มีขาดทุนสินค้าคงเหลือจำนวนมากเกิดขึ้นอีก 

 

InnovestX Research เลือก BCP เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มพลังงาน ซึ่งราคาหุ้น BCP ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.3%YTD โดยได้แรงหนุนจากการประกาศซื้อหุ้น ESSO จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ BCP เมื่อพิจารณาจากราคาเข้าซื้อยุติธรรม กำไรส่วนเพิ่มจาก ESSO และประโยชน์จาก Synergy ในด้านการดำเนินงานและการตลาด 

 

นอกเหนือจากพัฒนาการเชิงบวกดังกล่าวและ GRM ที่แข็งแกร่งในปี 2566 แล้ว ยังชอบที่ BCP มีธุรกิจ E&P ในนอร์เวย์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์น้ำมันและก๊าซที่แข็งแกร่งในยุโรป เพื่อทดแทนอุปทานจากรัสเซีย

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 

 

  1. ราคาน้ำมัน GRM และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน
  2. การเปลี่ยนแปลงความชอบที่ผู้บริโภคมีต่อเชื้อเพลิงฟอสซิล 
  3. การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

The post หุ้นกลุ่มพลังงาน (โรงกลั่น) – แนวโน้มดีขึ้นหลัง 4Q65 อ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มกำไรหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี ‘เครือ ปตท.’ งวดไตรมาส 3/65 จ่อพลิกขาดทุนรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท เหตุบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน https://thestandard.co/ptt-share-profit-trend/ Wed, 26 Oct 2022 08:30:48 +0000 https://thestandard.co/?p=700403 เครือ ปตท.

อย่างที่ทราบกันดีว่าผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา หุ้นใ […]

The post แนวโน้มกำไรหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี ‘เครือ ปตท.’ งวดไตรมาส 3/65 จ่อพลิกขาดทุนรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท เหตุบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือ ปตท.

อย่างที่ทราบกันดีว่าผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับธุรกิจปิโตรเคมีที่สามารถปรับเพิ่มราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนราคาพลังงานมีความผันผวนในไตรมาส 3/65 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี

 

THE STANDARD WEALTH จึงสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่มีต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3/65 ของกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. ที่ประกอบธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี ได้แก่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP), บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ซึ่งพบว่านักวิเคราะห์หลายแห่งมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่าผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือ ปตท. ในงวดไตรมาส 3/65 อาจจะพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการต้องบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

โดยนักวิเคราะห์ บล.เอเชีย เวลท์ คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 3/65 ของ TOP จะขาดทุน 167 ล้านบาท พลิกจาก 3/64 และ 2/65 ที่มีกำไรสุทธิ 2,063 ล้านบาท และ 25,327 ล้านบาท ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากการรับรู้ผลขาดทุนจากรายการพิเศษสำคัญ 2 รายการ ได้แก่

  1. การรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1,650 ล้านบาท จากผลของค่าเงินบาท ณ สิ้นไตรมาสที่อ่อนค่าลง 2.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และ
  2. การรับรู้บันทึกขาดทุนสต๊อกนำมันจำนวน 9,550 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงในระหว่างไตรมาสที่มากถึง 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/65 ของ PTTGC จะพลิกเป็นขาดทุนสุทธิสูง 8.6 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2/65 และช่วงปีก่อน ซึ่งจะเห็นการอ่อนแอลงในทุกธุรกิจหลัก เช่น ธุรกิจโอเลฟินส์ที่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายและราคาขายปรับตัวลง ส่วนธุรกิจอะโรมาติกคาด EBITDA พลิกเป็นติดลบ

 

นอกจากนี้การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ เงินบาทอ่อนค่า และ Crack Spread น้ำมันดีเซลสูงขึ้น ทำให้คาดว่าจะมีขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 6.2 พันล้านบาท ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน (FX) 2.8 พันล้านบาท และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) 2.2 พันล้านบาท

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/65 ของ IRPC นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่าจะพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 2.2 พันล้านบาท เพราะอัตราการผลิตเหลือ 190,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงตามความต้องการใช้ ประกอบกับ Market GIM คาดทำได้ 7.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 37% จากปีก่อน เพราะ Crack Spread น้ำมันสำเร็จรูปลดลงทุกชนิด

 

ขณะเดียวกัน การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำให้คาดว่าจะบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมันประมาณ 3.8 พันล้านบาท และการอ่อนค่าของเงินบาทจะเกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) 550 ล้านบาท

 

เครือ ปตท.

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post แนวโน้มกำไรหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี ‘เครือ ปตท.’ งวดไตรมาส 3/65 จ่อพลิกขาดทุนรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท เหตุบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น https://thestandard.co/top-esso/ Mon, 15 Aug 2022 13:09:37 +0000 https://thestandard.co/?p=667334 TOP-ESSO

หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โชว์กำไรในไตรมาส 2/65 อู้ฟู่ ‘TOP-ESS […]

The post หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
TOP-ESSO

หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โชว์กำไรในไตรมาส 2/65 อู้ฟู่ ‘TOP-ESSO’ เผยกำไรสุทธิโตกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นและกำไรสต๊อกน้ำมันพุ่ง ด้านโบรกมองแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังส่ออ่อนตัวลงตามค่าการกลั่นที่ลดลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แคบลง 

 

กลุ่มโรงกลั่นรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/65 ส่วนใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว โดยมีเพียง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ที่รายงานกำไรสุทธิลดลง 94% มาอยู่ที่ 1.38 พันล้านบาท และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ที่มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/65 จำนวน 3,833.04 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 

PTTGC กำไรวูบ 94% เหตุขาดทุนตราสารอนุพันธ์

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 1,388.26 ล้านบาท ลดลง 94% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25,034.73 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายรวม 196,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาวัตถุดิบ รวมถึงยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านอุปทานที่ตึงตัวจากการหยุดซ่อมบำรุง และการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตบางรายในภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้ไม่คุ้มค่าในการผลิต

 

PTTGC ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 12,734 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ โดยเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว (Realized) จำนวน 11,598 ล้านบาท และที่ยังไม่เกิดขึ้น (Unrealized) จำนวน 1,136 ล้านบาท ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) 4,378 ล้านบาท กำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน 1,712 ล้านบาท

 

ในไตรมาส 2/65 บริษัทเดินเครื่องกำลังการผลิตที่ระดับ 98% ลดลงจากไตรมาส 1/65 โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับน้ำมันดิบดูไบ ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาสก่อนหน้าและไตรมาส 2/64 ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Market GRM) ของธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับ 7.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ จากการที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ที่ 4.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงสุทธิ 20.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

PTTGC มีผลขาดทุนโดยหลักจากทิศทางราคาน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นทางบัญชี (Accounting GRM) ในส่วนของโรงกลั่นอยู่ที่ 5.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาส 1/65 และไตรมาส 2/64 และมี Adjusted EBITDA และ Adjusted EBITDA Margin อยู่ที่ 10,297 ล้านบาท และ 12% ตามลำดับ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3,342 ล้านบาท และ 5% ในไตรมาส 1/65 ตามลำดับ

 

IRPC ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 1,298 ล้านบาท

ส่วน บมจ.ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 3,833 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,574 ล้านบาท เนื่องจากขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันรวม 1,298 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ 3,507 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 970 ล้านบาท หรือลดลง 8%

 

IRPC มีรายได้จากการขายสุทธิ 99,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,537 ล้านบาท หรือโต 75% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 72% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น 3% 

 

โดยโรงกลั่นน้ำมันมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 198,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% Market GIM เพิ่มขึ้น 3,835 ล้านบาท หรือ 44% โดยมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวดีขึ้น

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 416 ล้านบาท หรือลดลง 12% ส่งผลให้ EBITDA ลดลง 874 ล้านบาท หรือลดลง 10% และบริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาลดลง 194 ล้านบาท และขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลง 528 ล้านบาท ขณะที่ขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินเพิ่มขึ้น 88 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 119% ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 180 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 180% เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้บริษัทมีกำไรจากการลงทุนลดลง 7 ล้านบาท

 

TOP กำไรโต 1,093% ตามราคาน้ำมันดิบ

ด้าน บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 กำไรสุทธิ 25,326.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,093% จากงวดเดียวกันปี 2564 ที่กำไร 2,122.67 ล้านบาท โดยไตรมาสนี้บริษัทมีรายได้จากการขาย 65,772 ล้านบาท ตามราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 20.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมัน หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง อีกทั้งธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดมีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากอุปสงค์ของสาร LAB ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3,774 ล้านบาท

 

ขณะที่ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO แจ้งว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/65 มีกำไร 8,298.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 866.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 ที่มีกำไร 858.11 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายของบริษัทในไตรมาสนี้อยู่ที่ 76,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.27% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น

 

น้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 2/65 มีราคาเฉลี่ยที่ 108.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 41.2 ดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.32 แสนบาร์เรลต่อวัน สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 

 

ส่วนค่าการกลั่นโดยรวมอยู่ที่ 26.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.9 ดอลลาร์ ค่าการกลั่นพื้นฐานอยู่ที่ 19.4 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.0 ดอลลาร์

 

BCP กำไรโต 199% อานิสงส์ค่าการกลั่นเพิ่ม

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 บริษัทมีกำไร 5,276.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199% จากงวดเดียวกันปี 2564 ที่มีกำไร 1,764.54 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 83,796 ล้านบาท (+21%QoQ) มี EBITDA 12,572 ล้านบาท (-8%QoQ) โดย EBITDA ที่ปรับลดลง เนื่องจากไตรมาสก่อน BCPG รับกำไรจากการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน SEGHPL 2,031 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าวพบว่า EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 889 ล้านบาท (+8%QoQ) โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ได้รับปัจจัยบวกจาก Operating GRM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปัจจัยดังกล่าวช่วยบรรเทาผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากราคาขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) ไปจำหน่ายในประเทศอังกฤษปรับลดลงอย่างมาก รวมทั้งการอ่อนค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาสนี้มีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 5,276 ล้านบาท (+21%QoQ) คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.79 บาท

 

SPRC กำไรเพิ่มจากสต๊อกน้ำมันและค่าการกลั่น

บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,156 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,872 ล้านบาท) ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นเรื่องราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันแล้ว ค่าการกลั่นก็ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีปัจจัยหลักจากกลไกอุปสงค์อุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียและมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียของ EU ส่งผลให้อุปทานในผลิตภัณฑ์น้ำมันตึงตัว การผ่อนคลายมาตรการการเดินทางในช่วงโควิดในหลายประเทศก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นด้วย

 

ในประเทศไทยเอง การฟื้นตัวในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้อุปสงค์น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ส่วนต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและน้ำมันดีเซล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่งผลให้ค่าการกลั่นตลาดของ SPRC เพิ่มขึ้นจาก 8.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/65 เป็น 18.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2/65

 

TOP-BCP มองครึ่งหลังน้ำมันดิบย่อตัว 

TOP ระบุในเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ในครึ่งปีหลังประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3/65 มีแนวโน้มปรับลดลงจากไตรมาส 2/65 หลังได้รับแรงกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอผลกระทบของเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลงกระทบกับราคาน้ำมันในไตรมาส 4/65 เช่นกัน

 

ส่วนธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาส 3/65 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/65 ตามภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิดในจีนยังมีความไม่แน่นอน แต่ไตรมาส 4/65 มีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันโลก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวและเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี

 

ขณะที่ BCP ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง เนื่องจากอุปสงค์การใช้น้ำมันได้รับแรงกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอย จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างเร็ว และธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ 

 

ทั้งนี้ คาดว่าราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับกลุ่ม OPEC+ ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสม รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอกับการดำเนินธุรกิจและแผนการลงทุน โดยบริษัทมีแผนที่จะทำการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงไตรมาส 3/65 เพื่อให้บริษัทมีความพร้อมและสามารถตั้งรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและราคาน้ำมันที่ผันผวน

 

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันไตรมาส 3/65 สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบทั่วโลกปี 2565 จะแตะระดับ 99.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยขยายตัว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปี 2564 ซึ่งลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบลดลง อย่างไรก็ตาม IEA คาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supplied) จากอุปทานน้ำมันดิบที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง Q2-Q4 ของปี 2565

 

ทั้งนี้ จากการประเมินคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยดูไบในไตรมาส 3/65 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 90-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากคาดว่าอุปทานส่วนเกินในช่วงครึ่งปีหลังตามการคาดการณ์ของ IEA ยังเผชิญกับความไม่แน่นอน แม้การผลิตและส่งออกของลิเบียกลับมาเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตสำรองของกลุ่ม OPEC+ ที่อยู่ในระดับต่ำ และการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้อุปทานน้ำมันจากอิหร่านยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้ อีกทั้งคาดว่าโรงกลั่นจะใช้กำลังการผลิตในระดับสูงเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ คาดว่าในไตรมาส 3/65 ค่าการกลั่นของโรงกลั่นประเภท Cracking ที่สิงคโปร์มีแนวโน้มปรับลดลงจากไตรมาส 2/65 เนื่องจากการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่และโรงกลั่นที่เลื่อนมาเปิดดำเนินการในปีนี้ อีกทั้งโรงกลั่นทั่วโลกใช้กำลังการกลั่นในระดับสูง รวมถึงโรงกลั่นจีนได้รับโควตาการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ด้านอุปสงค์น้ำมันเบนซินเริ่มได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง 

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าการกลั่นจะยังคงได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาน้ำมันกลุ่ม Middle Distillates (น้ำมันดีเซล น้ำมันเจ็ต (เคโรซีน)) หากรัสเซียลดหรือหยุดการจัดส่งก๊าซไปยังยุโรป ทำให้อุปสงค์การใช้น้ำมันดีเซลของยุโรปเพิ่มขึ้น อีกทั้งอุปสงค์น้ำมันเจ็ต (เคโรซีน) มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกที่กลับมาเปิดดำเนินการมากขึ้น

 

โบรกคาดกำไรครึ่งปีหลัง ‘อ่อนตัว’ ตามค่าการกลั่น

ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า PTTGC รายงานกำไรไตรมาส 2/65 ลดลงเหลือราว 1.4 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยเป็นผลจากการขาดทุน Hedging Loss กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท และมี Stockgain ราว 3 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มครึ่งปีหลังปี 2565 กำไรปกติอ่อนตัวจากทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเราคาดว่าค่าการกลั่นจะกลับมาอยู่ในระดับ 10-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน และธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะยังมี Spread ที่อยู่ในระดับต่ำจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอลง เพราะผลของการขึ้นดอกเบี้ย โดยยังคงประมาณการกำไรปกติของ PTTGC (ไม่รวม Hedging และ Stockgain) ที่ราว 2.6 หมื่นล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ของ IRPC ที่ 7.4 พันล้านบาท -49%YoY โดยครึ่งปีแรกปี 2565 คิดเป็น 70% ของประมาณการ ซึ่งประเมินว่าแนวโน้มครึ่งปีหลังปี 2565 น่าจะเริ่มอ่อนตัว โดยโรงกลั่น GRM เริ่มปรับลดลง แม้ว่าไตรมาส 3 จะเป็น Seasonal Demand ของปิโตรเคมี แต่ด้วยความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง โดย QTD ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ Olefin และ Aromatic ปรับลดลงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อตัน 

 

และสำหรับ BCP คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/65 น่าจะอยู่ราว 3-4 พันล้านบาท ลดลง QoQ ตามค่าการกลั่นที่เริ่มปรับตัวลง ทั้งนี้  ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2565-2566 ขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท และ 9 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยปี 2565 สมมติฐานค่าการกลั่นใหม่ที่ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Adjust กำไรจากการขาย Geothermal และปี 2566 ปรับ EBITDA ขึ้น จาก OKEA เพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันล้านบาท ตามสมติฐานราคาน้ำมันที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

ตลาดคลายกังวล ‘รัฐแทรกแซงค่าการกลั่น’

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า จากความกังวลเรื่องรัฐบาลได้ขอความร่วมมือกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ลดค่าการกลั่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งเป็นกระแสร้อนแรงและกดดันราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าขณะนี้ตลาดได้คลายกังวลเรื่องนี้ไปแล้ว เนื่องจากปัจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับลดลง

 

ขณะที่กำไรในไตรมาส 2/65 ของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่กำไรปรับเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3 อาจจะปรับลดลงตามค่าการกลั่นที่เริ่มปรับลดลง โดยปัจจุบันค่าการกลั่นที่สิงคโปร์อยู่ที่ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากระดับ 21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงก่อนหน้า ส่วนราคาค่าการกลั่นที่ไทยจะสูงกว่าที่สิงคโปร์เล็กน้อย แต่ก็เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน 

 

“ราคาที่ลดลงก่อนหน้านี้มาจากความกังวลเรื่องรัฐบาลอาจจะแทรกแซงค่าการกลั่น ซึ่งเมื่อเห็นผลประกอบการไตรมาส 2/65 และทิศทางราคาน้ำมัน รวมถึงค่าการกลั่นที่น่าจะลดลง ก็ประเมินว่าความกังวลเรื่องการถูกแทรกแซงค่าการกลั่นน่าจะลดลง เพราะเทรนด์กำไรของกลุ่มโรงกลั่นในไตรมาส 3 น่าจะลดลงตามค่าการกลั่นและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง และการเข้าแทรกแซงค่าการกลั่น อยากให้มองแนวโน้มกำไรของกลุ่มโรงกลั่นระยะยาวด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะไม่ได้สูงมากจนสามารถช่วยเหลือตามที่รัฐบาลขอความร่วมมือได้” จักรพงศ์กล่าว

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น: พรีวิวผลประกอบการ 1Q65 มีแนวโน้มสดใสและแข็งแกร่งขึ้น https://thestandard.co/energy-and-distillery-preview-1q65-turnover/ Tue, 03 May 2022 12:53:02 +0000 https://thestandard.co/?p=624425 กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น: พรีวิวผลประกอบการ 1Q65 มีแนวโน้มสดใสและแข็งแกร่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q65 ของบริษัทกลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น ภายใต้การวิเคราะห์จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP), บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC), บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (SETENERG) ปรับลดลง 2.1%MoM 

  • ราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 14.4%MoM สู่ระดับ 33.75 บาท 
  • ราคาหุ้น IRPC ปรับลดลง 1.1%MoM อยู่ที่ระดับ 3.52 บาท 
  • ราคาหุ้น SPRC ปรับเพิ่มขึ้น 12.5%MoM สู่ระดับ 10.80 บาท 
  • ราคาหุ้น TOP ปรับเพิ่มขึ้น 10.6%MoM สู่ระดับ 57.50 บาท 

 

พรีวิวผลประกอบการ 1Q65:

SCBS คาดว่าผลประกอบการ 1Q65 จะสดใสและแข็งแกร่งขึ้น โดยค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore GRM) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 33%QoQ สู่ 8.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 1Q65 (เพิ่มขึ้น 305%YoY) หลักๆ ได้แรงหนุนจาก Crack Spread ที่กว้างขึ้นของน้ำมันดีเซลสู่ 19.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556) โดยเกิดจากการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซเพิ่มมากขึ้น และสถานการณ์ขาดแคลนอุปทาน เนื่องจากสหภาพยุโรปเดินหน้าคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย 

 

ขณะที่ Crack Spread ของน้ำมันเบนซิน ก็เพิ่มขึ้น 15%QoQ สู่ 17.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อันเป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเชื่อว่าค่าการกลั่น (GRM) ที่ดีและกำไรสินค้าคงคลังจำนวนมาก อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันใน 1Q65 แม้ว่า Crude Premium จะกว้างขึ้น

 

สำหรับคาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นโรงกลั่นน้ำมันในไทยภายใต้การวิเคราะห์มีดังนี้

BCP: คาดรายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ที่ 4.79 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นมาก 110%YoY และ 173%QoQ โดยได้รับการสนับสนุนกำไรสต๊อกจำนวนมาก และ Crude Run ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ผลการดำเนินงานบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจ E&P (OKEA) ก็น่าจะยังอยู่ในระดับที่ดี เพราะราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้นและไม่มีขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์

 

IRPC: คาดรายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ที่ 1.51 พันล้านบาท ลดลง 73%YoY และ 31%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงหน่วย Hyvahl ในโรงงาน RDCC ตามแผนเพื่อเปลี่ยนสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ Crude Run ลดลงเล็กน้อยจาก 198 พันบาร์เรลต่อวันใน 4Q64 สู่ 195 พันบาร์เรลต่อวันใน 1Q65

 

SPRC: คาดรายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ที่ 4.17 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก 108%YoY และ 125%QoQ เพราะ GRM สูงขึ้นและมีกำไรสต๊อกบางส่วน แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล (SPM) ในเดือนมกราคม 2565 จำนวน 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

TOP: คาดรายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ที่ 6.93 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก 106%YoY และ 38%QoQ เพราะกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแข็งแกร่งมากขึ้น โดยได้แรงหนุนจาก GRM ที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง และคาดว่าบริษัทจะบันทึกกำไรสินค้าคงคลัง 1.2 หมื่นล้านบาทใน 1Q65 ซึ่งจะถูกลดทอนโดยขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันจำนวน 7 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ แม้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันไทยส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จาก GRM ที่แข็งแกร่งขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน แต่ SCBS มอง BCP อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เพราะกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจ E&P จะเพิ่มขึ้น

 

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นและราคาน้ำมันที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นโรงกลั่นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 4-11%) ดีกว่า SET (ลดลง 1.3%) และ SETENERG (ลดลง 2.1%) อย่างมาก 

 

SCBS คาดว่ามุมมองเชิงบวกของตลาดเกี่ยวกับการฟื้นตัวของ GRM จะเกิดขึ้นต่อเนื่องใน 2Q65 ขณะที่ใน 2Q65TD Singapore GRM ยังคงแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 26%QoQ สู่ 18.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากสหภาพยุโรปเริ่มเดินหน้าคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียอย่างเข้มข้น และอุปสงค์หลังเกิดโควิดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเชื่อว่าแนวโน้มเช่นนี้จะช่วยสนับสนุน Market GRM ในปี 2565 แม้ว่าอุปสงค์น้ำมันเครื่องบินจะยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิดอย่างน้อยจนถึงปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากกลยุทธ์ Zero-COVID ของจีน

 

อย่างไรก็ตาม SCBS มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อ GRM เฉลี่ยในปี 2565 ที่ 10-11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับปี 2564 ที่ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และค่าเฉลี่ย 5 ปี (ก่อนเกิดโควิด) ที่ 6.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ อุปสงค์ที่ชะลอตัวลงสืบเนื่องมาจากการล็อกดาวน์รอบใหม่ของจีนเพื่อคุมโควิด ดังเห็นได้จากการคาดการณ์ของตลาดว่า Saudi Aramco จะลดราคาขายน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการ (OSP) ในเดือนมิถุนายน 2565 เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดเอเชียชะลอตัว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น: พรีวิวผลประกอบการ 1Q65 มีแนวโน้มสดใสและแข็งแกร่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มโรงกลั่นอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง หลังภาวะอุปทานส่วนเกินเริ่มผ่อนคลายเข้าสู่จุดสมดุล หุ้น TOP นำพุ่ง 5% https://thestandard.co/distillery-stocks-group-going-positive/ Thu, 10 Mar 2022 06:57:37 +0000 https://thestandard.co/?p=604081 กลุ่มโรงกลั่นอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง หลังภาวะอุปทานส่วนเกินเริ่มผ่อนคลายเข้าสู่จุดสมดุล หุ้น TOP นำพุ่ง 5%

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นวันนี้ (10 มีนาคม) น […]

The post กลุ่มโรงกลั่นอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง หลังภาวะอุปทานส่วนเกินเริ่มผ่อนคลายเข้าสู่จุดสมดุล หุ้น TOP นำพุ่ง 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มโรงกลั่นอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง หลังภาวะอุปทานส่วนเกินเริ่มผ่อนคลายเข้าสู่จุดสมดุล หุ้น TOP นำพุ่ง 5%

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นวันนี้ (10 มีนาคม) นำโดย บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC และ บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP ปรับตัวขึ้นกว่า 5% ในช่วงเช้า ขณะที่ บมจ.เอซโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO, บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP ต่างปรับตัวขึ้นได้ 2-5% 

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นโรงกลั่นตั้งแต่วานนี้เป็นผลจากประเด็นที่จีนมีคำสั่งให้โรงกลั่นของรัฐหยุดการส่งออกน้ำมันดีเซลและแก๊สโซลีน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เพื่อป้องกันความเสี่ยงของอุปทานขาดแคลนในประเทศ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากเรื่องของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน 

 

ปีที่ผ่านมาจีนส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่โรงกลั่นของรัฐไม่ส่งออกจะทำให้อุปทานหายไปอย่างน้อย 8-9 แสนบาร์เรลต่อวัน ทำให้ตลาดในภูมิภาคตึงตัว ประกอบกับช่วงนี้มีความต้องการน้ำมันดีเซลจากยุโรปสูงมาก เพื่อนำไปทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับขึ้นอย่างรุนแรง 

 

ล่าสุดค่าการกลั่นสิงคโปร์พุ่งขึ้นมาถึง 17-18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเมื่อวานที่ 11 ดอลลาร์ และปีก่อนที่อยู่เพียง 3-4 ดอลลาร์ แม้ว่า Crude Premium จะปรับขึ้นตามมาอยู่ในระดับ 10 ดอลลาร์ แต่เมื่อหักลบกันแล้วค่าการกลั่นยังคงเพิ่มขึ้นสูงกว่า

 

“ในปีหน้ามีโอกาสที่หุ้นโรงกลั่นจะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ เดิมทีมองว่าอาจเป็นปี 2567 แต่หากจีนหยุดส่งออกต่อเนื่อง อาจทำให้อุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะสมดุลเร็วกว่าที่คิดไว้”

 

สำหรับไตรมาสแรกค่าการกลั่นเฉลี่ยน่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6 ดอลลาร์ จากปีก่อนที่เพียง 3-4 ดอลลาร์ และแนวโน้มหลังจากนี้มีโอกาสที่ค่าการกลั่นจะขยับขึ้นต่อไปสู่ระดับ 8-9 ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยให้กำไรของกลุ่มโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมาก 

 

“ก่อนหน้านี้ที่ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นถูกกดดัน นักลงทุนอาจมองว่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกดดันต้นทุน แต่จริงๆ แล้วบริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ หากสถานการณ์รัสเซียและยูเครนยืดเยื้อต่อไป โรงกลั่นก็อาจเข้าสู่จุดสมดุลเร็วขึ้น จากก่อนหน้าที่เป็น Oversupply” 

 

ด้าน นารี อภิเศวตกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่ปรับขึ้นแรงในวันนี้เป็นผลจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ 2. จีนประกาศไม่ส่งออกน้ำมันดีเซลและแก๊ซโซลีน ทำให้สเปรดมีโอกาสจะดีขึ้นอีก 

 

ทั้งนี้ สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (EIA) คาดอุปสงค์น้ำมันดิบตลาดโลกปี 2565 จะเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 100.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 101.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จากการผลิตเพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ส่วนกลุ่ม OPEC การขยายกำลังการผลิตยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

 

ขณะที่อุปสงค์การใช้น้ำมันสำเร็จรูปทั้งแก๊สโซลีนและดีเซลปัจจุบันได้กลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดโควิดแล้ว หลังการคลายล็อกดาวน์ในประเทศต่างๆ ขณะที่ในส่วนน้ำมันเครื่องบินคาดจะกลับสู่ภาวะปกติได้ราวครึ่งปีหลังของปี 2566

 

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC ที่มีกำลังการผลิตราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีการส่งออกราว 5% ของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงการผลิตแก๊สธรรมชาติเพื่อส่งออกไปยุโรปด้วย โดยตลาดส่งออกหลักคือจีนและยุโรป คาดว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับขึ้นได้จากการที่ยุโรปแบนการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียด้วย

 

สำหรับราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ ในกลุ่มตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา BCP ปรับขึ้นได้มากสุด +19.8% ถัดมาคือ ESSO +7.5%, TOP +7.1% ในขณะที่ IRPC และ SPRC ยังคงติดลบ 4.7% และ 8.2% ตามลำดับ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post กลุ่มโรงกลั่นอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง หลังภาวะอุปทานส่วนเกินเริ่มผ่อนคลายเข้าสู่จุดสมดุล หุ้น TOP นำพุ่ง 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจ้าท่าเผย ควบคุมเหตุเพลิงไหม้เรือสมูธซี 2 ได้แล้ว ไม่พบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา สั่งสืบหาสาเหตุด่วน https://thestandard.co/marine-department-unveiled-controlled-irpc-flame/ Wed, 09 Mar 2022 07:39:23 +0000 https://thestandard.co/?p=603708 กรมเจ้าท่าเผย ควบคุมเหตุเพลิงไหม้เรือของ IRPC ได้แล้ว ไม่พบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา สั่งสืบหาสาเหตุด่วน

วันนี้ (9 มีนาคม) สมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่ […]

The post กรมเจ้าท่าเผย ควบคุมเหตุเพลิงไหม้เรือสมูธซี 2 ได้แล้ว ไม่พบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา สั่งสืบหาสาเหตุด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจ้าท่าเผย ควบคุมเหตุเพลิงไหม้เรือของ IRPC ได้แล้ว ไม่พบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา สั่งสืบหาสาเหตุด่วน

วันนี้ (9 มีนาคม) สมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปฏิบัติการ ได้สั่งการให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาสมุทรปราการ นำเรือตรวจการณ์เจ้าท่า 222 ออกตรวจสอบความเสียหาย หลังเกิดเพลิงไหม้บนเรือบรรทุกน้ำมันสมูธซี 2 บริเวณท่าเรือ IRPC เบื้องต้นพบว่า เรือสมูธซี 2 หมายเลขทะเบียนเรือ 460003012 ขนาด 1,989 ตันกรอส ประเภทบรรทุกน้ำมันที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส สัญชาติไทย โดยมี ปารเมศ ประเสริฐวงศ์ เป็นนายเรือ เรือลำดังกล่าวได้แจ้งออกมาจากจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2565 และเข้าเทียบท่าเรือ 13 ของบริษัท IRPC ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลบางครุ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เวลา 20.00 น.

 

ขณะเรือเทียบท่ามีสินค้าน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ปริมาณ 1.8 ล้านลิตร ดีเซล 1.3 ล้านลิตร ก่อนที่ในเวลาประมาณ 09.00 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้บนเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งในเรือไม่มีสินค้า เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บ 1 ราย และได้นำส่งโรงพยาบาลบางปะกอก 3 และมีผู้สูญหายอีก 1 ราย 

 

ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสามารถควบคุมสถานการณ์เพลิงไหม้เรือบรรทุกน้ำมันไว้ได้เรียบร้อย และได้ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำมัน ไม่พบว่ามีคราบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด 

 

พร้อมกันนี้ สมพงษ์ได้ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่และเรือตรวจการณ์จำนวน 2 ลำ จากสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้เรือลำดังกล่าว และการดำเนินการตามกฎหมายของกรมเจ้าท่า สำหรับความคืบหน้าของสถานการณ์จะรายงานให้ทราบต่อไป

The post กรมเจ้าท่าเผย ควบคุมเหตุเพลิงไหม้เรือสมูธซี 2 ได้แล้ว ไม่พบน้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา สั่งสืบหาสาเหตุด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>