บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-โอสถสภา-จำกัด-มหา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 May 2026 06:07:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า https://thestandard.co/osotspa-expand-clmv-europe/ Wed, 27 May 2026 06:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1211430 ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แ […]

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องมองหาสนามใหม่นอกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ ‘โอสถสภา’ ได้นำสินค้าเข้ามาร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก หวังพบตัวแทนขายจากทั่วโลก ก่อนนำแบรนด์บุกสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ

 

มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทสามารถสร้างความแข็งแกร่งและเป็นผู้นำในตลาดประเทศไทยได้แล้ว จากนี้จะเร่งขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเริ่มจากกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายแรกของการขยายธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน ยังมองหาโอกาสใหม่ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และจำนวนประชากรจำนวนมาก ทั้งในยุโรป, อเมริกาเหนือ และสหรัฐอเมริกา

 

“เรามองว่าตลาดดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลาย 10 เท่า และยังมีพื้นที่ทางการตลาดเหลือให้เข้าไปสร้างการเติบโตได้อีกมาก”

 

ในส่วนของการขยายตลาดของบริษัทจะไม่ใช้แนวทางเร่งลงทุนแบบก้าวกระโดด แต่เลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยจะเริ่มจากการนำสินค้าเข้าไปทดลองตลาดในระยะสั้น เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น และทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลมาต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด

 

ขณะเดียวกัน จะไม่ใช้กลยุทธ์รสชาติเดียวสำหรับทุกประเทศ เพราะแต่ละตลาดมีความชอบแตกต่างกัน โดยที่ผ่านมา บริษัทเคยได้รับบทเรียนจากการทำตลาดในเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า รสชาติเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกตลาด

 

สำหรับสินค้าหลักที่จะใช้เจาะตลาดโลก จะเลือกใช้แบรนด์เครื่องดื่ม M-150 และ Shark เป็นหัวหอกในการทำตลาด ในส่วนของ Shark วางตำแหน่งแบรนด์ไว้ในตลาดพรีเมียม จะไม่แข่งขันด้านราคา แต่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและภาพลักษณ์สินค้า ซึ่งโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดเมียนมา โดย Shark สามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมได้

 

กลยุทธ์ข้างต้นจะทำให้บริษัทเพิ่มรายได้จากต่างประเทศสูงกว่า 35% จากปัจจุบัน รายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 25% โดยสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดในประเทศ 75% มั่นใจว่าตลาดโลกจะเป็น Growth Engine ตัวใหม่ หลังจากปัจจุบันโอสถสภามีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยเกือบ 50-70% และยังครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในปีนี้ โอสถสภาได้เข้าร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดตัวแบรนด์สู่เวทีนานาชาติอย่างเป็นทางการ หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมมานานหลายปี โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวก จากการนัดหมายเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 ราย จากผู้ซื้อและพันธมิตรหลากหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวได้ในอนาคต

 

แม่ทัพใหญ่โอสถสภา กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดเติบโตเพียงราว 2% และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวในระดับต่ำประมาณ 2-5% ถึงแม้ตลาดยังเติบโต แต่การแข่งขันถือว่ารุนแรงมาก ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและแบรนด์ใหม่ที่นำสินค้าเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น

 

ด้านเป้าหมายรายได้รวมของโอสถสภา คาดว่าจะเติบโตระดับเลขหลักเดียว ขณะที่การลงทุนต่างประเทศในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะดำเนินอย่างระมัดระวัง ไม่ได้ตั้งเป้าให้รายได้พุ่งแบบก้าวกระโดดในทันที แต่เป็นการเน้นสร้างฐานธุรกิจให้โตอย่างยั่งยืน

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้บางพื้นที่จะได้รับผลกระทบและมีข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน แต่บริษัทยังเห็นความต้องการสินค้าอยู่ในระดับต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลกระทบในวงจำกัด โดยที่ผ่านมาบริษัทใช้รูปแบบการขายแบบ FOB (Free On Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งและค่าประกันภัยเอง

 

ด้านต้นทุนวัตถุดิบ ในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีการล็อกราคาและคำสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ล่วงหน้าไว้แล้วและสินค้าส่วนใหญ่ยังใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลาสติกและต้นทุนปิโตรเคมีค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับธุรกิจอื่น

 

สะท้อนว่า การขยายสู่ตลาดต่างประเทศครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของโอสถสภาที่กำลังเปลี่ยนจากผู้นำตลาดในประเทศ ไปสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของตลาดชูกำลังไทยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตช้าลงมากขึ้นทุกวัน

 

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] https://thestandard.co/osp-plan-growth-global-2026/ Wed, 25 Mar 2026 03:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1190382 ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP วางหมากธุรกิจปี 2 […]

The post กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP วางหมากธุรกิจปี 2569 ท่ามกลางตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันรุนแรง ตั้งเป้ารายได้โตระดับ Mid-Single Digit ที่ 4-6% จากปีก่อน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ Beverage, Personal Care และ International Business มุ่งยกระดับสินค้าและแบรนด์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย

 

กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโตแบ่งออกเป็น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

 

🔹3 Growth Engines

 

เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverage) ควบคู่กับยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (Personal Care) สู่กลุ่มพรีเมียม และเร่งขยายธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและจีน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว โดยต่อยอดจากโมเดลความสำเร็จในเมียนมาและลาว

 

🔹Digital Empowerment

 

ทุ่มงบ 400-500 ล้านบาท พัฒนา Digital Technology และ AI เพื่อยกระดับการตัดสินใจแบบ Data-driven และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลงทุนด้าน People & Culture เพื่อพัฒนา Talent และเสริมความสามารถในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค

 

🔹Financial Strength

 

เพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินภายใต้กลยุทธ์ ‘ONE OSP’ มุ่งรักษา Gross Profit Margin มากกว่า 40% พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่าน Economy of Scale

 

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตทั้ง Top Line และ Bottom Line โดยเน้นเพิ่มปริมาณขาย การใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ และการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่การเป็น Global Player อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับ AAA โดยให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น

 

ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 1ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 2ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 3ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 4

The post กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล https://thestandard.co/osotspa-energy-costs-ma-deals/ Tue, 10 Mar 2026 07:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1186202 ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกก […]

The post ‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก บมจ. โอสถสภา ออกมาชี้แจงถึงทิศทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต พร้อมเผยแผนการเติบโตในปี 2569

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจองเรือเพื่อส่งออกสินค้าปรับตัวนานขึ้นเป็น 6-8 สัปดาห์ และค่าขนส่งทางเรือปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าของบริษัทที่จำหน่ายในแถบตะวันออกกลางมีการอ้างอิงราคา (Benchmark) กับตลาดยุโรป ซึ่งเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูงและให้อัตรากำไร (Margin) ที่ดี จึงสามารถดูดซับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้

 

ในด้านต้นทุนการผลิต พลังงานถือเป็นปัจจัยหลักของโอสถสภา โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานผลิตขวดแก้วและการขนส่ง

 

ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินผลกระทบและพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 จะยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากบริษัทได้รับการยืนยันว่าจะตรึงราคาพลังงาน คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) จาก ปตท. ไว้เป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นผลกระทบเล็กน้อยในช่วงเดือนมิถุนายนหรือไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป

 

กาง Scenario คาดการณ์ราคาน้ำมันโลก-ผลกระทบต่อ OSP

 

เพื่อความไม่ประมาท โอสถสภาได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario) โดยอ้างอิงจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 มาเป็นกรณีศึกษา แบ่งการประเมินออกเป็นดังนี้

 

  • Scenario หลัก ราคาน้ำมัน 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนพลังงานโดยรวมอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างต้นทุนของบริษัท เหตุการณ์นี้จะกระทบต่อยอดขายโดยรวม (Total Sales) เพียงแค่ 1-2% เท่านั้น และหากบริษัทไม่ทำอะไรเลย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 40% อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 39%
  • Scenario ขั้นรุนแรง ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะเป็นกรณีสุดโต่ง (Extreme) แต่หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบให้มาร์จิ้นลดลงไม่ถึง 5% ซึ่งประเมินว่าในกรณีขั้นรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ

 

ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A 1

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เปิดแผนรับมือเชิงลดต้นทุน ‘ล็อกราคา-ยุบเตาหลอม’

 

ทั้งนี้ โอสถสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงดังกล่าว โดยได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

 

  • การล็อกต้นทุนล่วงหน้า โดยบริษัทได้เริ่มบริหารจัดการซัพพลายเชนและจัดซื้อวัตถุดิบ (Sourcing) ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2024 โดยสามารถล็อกราคาวัตถุดิบและรักษาความปลอดภัยด้านต้นทุน (Secure saving) สำหรับการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
  • การปรับโครงสร้างโรงงานผลิตขวดแก้ว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอสถสภาแข็งแกร่งขึ้น โดยย้อนกลับไปในวิกฤตปี 2022 บริษัทมีเตาหลอมแก้วที่ต้องใช้พลังงานสูงถึง 7 เตา แต่ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) และทยอยปิดเตาหลอมจนเหลือเพียง 2 เตาที่เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% การบริหารระดับสเกลที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนี้ ทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้อย่างมหาศาล

 

ยืนยัน ‘ไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า’ มีแผนรับมือคุมต้นทุน

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มุกดาประเมินว่า กำลังซื้อในประเทศอาจไม่ได้ลดน้อยลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยบริษัทมีกลยุทธ์ในการรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยการวางจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังในหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาท, 12 บาท และ 15 บาท ทำให้สามารถรวบรวมกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังมองทิศทางในแง่บวกและเดินหน้าหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ที่สำคัญ บริษัทยืนยันว่าในขณะนี้ยัง ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยบริษัทได้เตรียมการบริหารจัดการต้นทุนเอาไว้แล้วในด้านต้นทุนพลังงาน รวมทั้งหากสถานการณ์ด้านค่าขนส่งไม่ได้ยืดเยื้อจนเกินไป

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เดินหน้าดีลเจรจา M&A บิ๊กดีล 3 รายคืบหน้า ยอดขาย 5 พัน-1 หมื่นล้าน/ดีล

 

รติพร ระบุต่อว่า นอกจากแผนรับมือความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานดังกล่าวแล้ว โอสถสภายังมองหาโอกาสการเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการธุรกิจในประเทศจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) และเครื่องดื่ม (Beverage) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“ความน่าสนใจคือดีลที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ไม่ใช่ดีลขนาดเล็ก แต่เป็นบิ๊กดีลระดับ เป็นบริษัทฯ ที่มียอดขายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทต่อราย บริษัทฯ คาดหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้หรือปีหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งดีล เพราะเรามีการคุยกันมานานเริ่มตั้งแต่ 2567 ถึงปัจจุบันยังความคืบหน้า แต่ยังติดในด้านประเด็นของราคาซื้อขาย” รติพรกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการต่อรองเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) เนื่องจากในช่วงแรก ผู้ขายมีความคาดหวังมูลค่าค่อนข้างสูงในระดับ P/E 20 เท่า แต่ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โอสถสภามองว่าระดับ P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า หรือราว 13 เท่า ทำให้ยังคงมีช่องว่างของราคา (Gap) ที่ต้องเจรจากันต่อไป โดยบริษัทเน้นย้ำว่าจะไม่รีบร้อน และขอรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด

 

ในด้านความพร้อมทางการเงิน โอสถสภายืนยันว่า มีงบประมาณในการทำ M&A ที่มีความพร้อมมากสำหรับรองรับการลงทุน เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมาก ไม่มีหนี้สินระยะสั้น และยังมีวงเงินสินเชื่อ (Credit Line) จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเป็นวงเงินกู้ที่สูง ถึงขั้นที่สามารถเข้าซื้อบริษัทที่มีขนาดใหญ่เท่ากับโอสถสภาได้เลยทีเดียว โดยงบลงทุน M&A นี้จะแยกต่างหากจากงบลงทุนปกติ (CAPEX) ที่ปีนี้ตั้งไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท

 

ตั้งเป้ารายได้ 69 โต Mid-Single Digit-รักษา Gross Profit Margin ไม่น้อยกว่าปี 68

 

ขณะที่แม้จะมีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปีนี้จากต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตระดับ Mid-Single Digit โดยตั้งเป้ากลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตมากกว่า GDP และตลาดต่างประเทศเติบโตในระดับ Double Digit ขณะที่กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) จะเน้นสร้างการเติบโตผ่านสินค้าพรีเมียมเพื่อเพิ่มอัตรากำไร หลังจากในปี 2568 บริษัทฯ ทำ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line

 

โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชู 3 เครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ ปี 2569 เติบโต

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP ยังแถลงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มีการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีผลกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

 

โอสถสภาตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่

  1. กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverages) ปัจจุบัน OSP คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มของไทย โดยแบรนด์ M-150 ครองส่วนแบ่งการตลาด 44% และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ เช่น C-vitt และ Peptein ครองส่วนแบ่ง 46% กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับสินค้าให้มีความพรีเมียมมากขึ้น โดย M-150 ได้มีการเปิดตัวสูตรใหม่ที่ปรับรสชาติให้ดีขึ้น ดื่มแล้วรู้สึกตื่นตัว ขณะเดียวกันก็มีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญแจกทองทุกชั่วโมง
  2. กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) มีการขยายฐานลูกค้า (Target Group) จากกลุ่มเด็กทารก ไปสู่กลุ่มเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ภายใต้แบรนด์อย่าง Babi Mild Kids, Ultra Mild และ Baby Boomer โดยอาศัยจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ปัจจุบันสบู่เหลวและแป้งเด็ก Babi Mild ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 36% และ 32% ตามลำดับ
  3. ตลาดต่างประเทศ (International Markets): ปัจจุบัน OSP ส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีเมียนมาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังครองอันดับ 1 และกำลังจับมือกับพันธมิตรในจีนเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดโลกอย่างจริงจังด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX เพื่อโชว์ศักยภาพและเปิดโอกาสให้บายเออร์นับหมื่นคนทั่วโลกได้ทดลองสินค้า

The post ‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – คาดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 แข็งแกร่ง https://thestandard.co/osp-profit-growth/ Tue, 27 May 2025 10:18:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1079116 osp-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.โอสถสภา (OSP) รายงานส่วนแบ่งตล […]

The post OSP – คาดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
osp-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.โอสถสภา (OSP) รายงานส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศในเดือนเมษายน 2568 ที่ 45% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 44.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มวางจำหน่าย M-150 ฝาเหลืองราคา 10 บาทเป็นครั้งแรก สำหรับกระแสตอบรับโดยรวมในช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม OSP พบว่ามีการแย่งยอดขายกับ M-150 ฝาสีทองราคา 12 บาทบ้างเล็กน้อย ขณะที่ในช่องทางร้านค้าสมัยใหม่ ยอดขาย M-150 ฝาสีทองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY และ QoQ 

 

OSP ยังคงเป้าส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ ณ สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 50% InnovestX Research มองว่าการทำส่วนแบ่งการตลาดให้ถึงเป้าที่ OSP วางไว้ที่ 50% เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย โดยมองว่ากรณีดีที่สุด OSP จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ 2ppt หรือมีส่วนแบ่งการตลาดที่ราว 47% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 2 ปี

 

กำไรสุทธิ 1Q68 ทำจุดสูงสุดใหม่ และเป็นไปตามคาดที่ 1.26 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 52.7%YoY และ เพิ่มขึ้น 123.2%QoQ) โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งและกำไรพิเศษ รายได้อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท (ลดลง 5.9%YoY แต่เพิ่มขึ้น 6.4%QoQ) สอดคล้องกับยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่ลดลง 15.8%YoY และ 8.4%QoQ ในขณะที่ยอดขายต่างประเทศเติบโต 22.2%YoY และ 55.9%QoQ โดยเฉพาะในเมียนมา 

 

อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 40.3% โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงจากเมียนมาและประสิทธิภาพด้านต้นทุน รายได้จากเมียนมาที่ได้รับการยกเว้นภาษีส่งผลทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำที่ 8.8% ใน 1Q68 เป็นไปตามคาด OSP บันทึกกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ในเมียนมาจำนวน 295 ล้านบาท เมื่อหักรายการนี้ออก พบว่ากำไรปกติอยู่ที่ 970 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17.1%YoY และ เพิ่มขึ้น 57.7%QoQ)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับขึ้น 2.7% สู่ 15.20 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 2.6% สู่ 1,173.37 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท (ทรงตัว) โดยใช้สมมติฐานว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศจะลดลงเล็กน้อย ขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มต่างประเทศจะเติบโต 15% และยอดขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลจะเติบโต 5-10% อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ 1Q68 จากการควบคุมต้นทุนในกระบวนการผลิตได้ดีขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไป 

 

และ OSP ได้ล็อกราคาวัตถุดิบหลักบางรายการ เช่น น้ำตาล ไว้ล่วงหน้า ซึ่งหนุนให้ปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 39% ส่งผลทำให้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2568 เพิ่มขึ้น 13.3% มาอยู่ที่ 3.26 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.6%) โดยคาดการณ์กำไรสุทธิ (รวมกำไรพิเศษใน 1Q68) ที่ 3.56 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 117%) 

 

สำหรับ 2Q68 คาดว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศจะลดลง YoY จากฐานสูง (ไม่มี M-150 ฝาเหลือง) แต่จะปรับตัวดีขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ในขณะที่ยอดขายต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ทรงตัว QoQ สำหรับคำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับ OSP ให้ไว้ที่ NEUTRAL โดยปรับราคาเป้าหมายปี 2568 ใหม่เป็น 17.50 บาทต่อหุ้น (จาก 16 บาท) โดยอิงกับระดับ -2SD PE ที่ 16.5 เท่า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การแย่งยอดขายกันเองระหว่างสินค้าของบริษัท ความเคลื่อนไหวของส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศในปี 2568 ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอลง และเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของกลุ่มประเทศ CLMV ความเสี่ยงด้าน ESG: การบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ (S) และสวัสดิภาพของลูกค้า (S)

 

inStock Market by InnovestX x THE STANDARD

OSP – คาดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 แข็งแกร่ง

 

The post OSP – คาดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภายืนยัน เหตุแผ่นดินไหวไม่มีผลกระทบต่อโรงงานผลิตเครื่องดื่มในเมียนมา ยังผลิตได้ปกติ https://thestandard.co/osotspa-myanmar-factory-unaffected-by-earthquake/ Wed, 02 Apr 2025 05:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1059619 โรงงานผลิตเครื่องดื่มโอสถสภาในนิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว

โอสถสภา หรือหุ้น OSP ออกแถลงการณ์โรงงานผลิตเครื่องดื่มใ […]

The post โอสถสภายืนยัน เหตุแผ่นดินไหวไม่มีผลกระทบต่อโรงงานผลิตเครื่องดื่มในเมียนมา ยังผลิตได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตเครื่องดื่มโอสถสภาในนิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว

โอสถสภา หรือหุ้น OSP ออกแถลงการณ์โรงงานผลิตเครื่องดื่มในประเทศเมียนมายังคงดำเนินการตามปกติ พร้อมยืนไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ ระบุโรงงานตั้งในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งห่างไกลจากจุดศูนย์กลางเมืองมัณฑะเลย์ 

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จุดศูนย์กลางที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโรงงานผลิตเครื่องดื่มของโอสถสภาในประเทศเมียนมาแต่อย่างใด เนื่องจากตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง ซึ่งห่างไกลจากจุดศูนย์กลางเมืองมัณฑะเลย์ 

 

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของบริษัทฯที่พร้อมปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีและความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในเมียนมาจะมีความท้าทายและอาจมีผลกระทบในระยะสั้น 

 

โดยบริษัทได้เตรียมพร้อมในทุกด้านเพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและการจัดจำหน่ายและรองรับการฟื้นตัวของตลาดในอนาคต 

 

ด้านตลาดในประเทศ โอสถสภาได้เตรียมความพร้อมรับฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้น เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค 

 

บริษัทเชื่อมั่นว่า ด้วยแผนการดำเนินงานที่รอบคอบและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความไม่แน่นอน จะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง 

The post โอสถสภายืนยัน เหตุแผ่นดินไหวไม่มีผลกระทบต่อโรงงานผลิตเครื่องดื่มในเมียนมา ยังผลิตได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภากางแผนธุรกิจรับมือความเสี่ยง Geopolitics และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เน้นสร้าง Core Business ให้เข้มแข็ง พร้อม M&A เร่งการเติบโต https://thestandard.co/osotspa-business-plan-2025/ Tue, 04 Feb 2025 07:26:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1037951 วรรณิภา ภักดีบุตร CEO โอสถสภา

หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เ […]

The post โอสถสภากางแผนธุรกิจรับมือความเสี่ยง Geopolitics และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เน้นสร้าง Core Business ให้เข้มแข็ง พร้อม M&A เร่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรรณิภา ภักดีบุตร CEO โอสถสภา

หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 ก็ประกาศหลายนโยบาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้าที่กำลังสร้างความผันผวน และหลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจของไทยที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ

 

วรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บมจ.โอสถสภา หรือ OSP เปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักในปี 2568 ที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ คือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อทุกธุรกิจ ทุกประเทศทั่วโลก ทั้งสถานการณ์สงครามที่มีความขัดแย้งสู้รบ รวมทั้งสงครามการค้าจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษี (Tariff) ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการทำธุรกิจ 

 

ขณะที่สถานการณ์ต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ เช่น ราคาแก้ว ไฟฟ้า และน้ำตาล ที่เคยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นไปในระดับที่สูงมากในช่วงปี 2564-2565 ในช่วงที่มีสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมีความรุนแรง แต่ปัจจุบันต้นทุนเริ่มมีแนวโน้มปรับลดลงไปค่อนข้างมากจากช่วงเวลาดังกล่าว 

 

อย่างไรก็ดี ประเด็นผลกระทบจาก Geopolitics ต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังเป็นปัจจัยที่คาดเดาสถานการณ์ได้ยาก ดังนั้นกลยุทธ์ธุรกิจหลักของบริษัทฯ คือการเตรียมความพร้อม เน้นกลยุทธ์การสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก (Core Business) อีกทั้งไม่ทำธุรกิจกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core Business) ซึ่งในปี 2567 มีการขายออก (Divest) ในธุรกิจกลุ่ม Non-core Business ออกมา เพื่อสามารถกลับมาโฟกัสสร้างการเติบโตในกลุ่ม Core Business

 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังเตรียมความพร้อมในการกระจายความเสี่ยง โดยการจัดหาของแหล่งวัตถุดิบสำรองไว้ในกรณีที่มีเหตุการณ์สงครามเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการผลิตและธุรกิจของบริษัทฯ

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพกับความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องเริ่มออกกฎเกณฑ์มาควบคุม

 

รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่อาจชะลอตัว และมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งภาคการท่องเที่ยวและแนวโน้มการส่งออก

 

สำหรับปัจจุบันธุรกิจของบริษัทฯ พึ่งพิงตลาดในประเทศเป็นหลักอยู่ที่ประมาณ 75% และอีกประมาณ 25% เป็นรายได้ที่มาจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งหลักๆ อยู่ในกลุ่มอาเซียน ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบประเด็นนโยบายการตั้งกำแพงภาษี

 

วรรณิภา ภักดีบุตร CEO โอสถสภา

วรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โอสถสภา หรือ OSP

 

ชูกลยุทธ์ M&A เร่งการเติบโต ดันรายได้ปี 2571 เข้าเป้า 4 หมื่นล้านบาท

 

วรรณิภากล่าวต่อว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้ในปี 2571 ไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท โดยประเมินอัตราการเติบโตของรายได้ในช่วงปี 2568-2571 จะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี โดยมาจากการเติบโตของธุรกิจหลักทุกกลุ่ม รวมถึงโอกาสในการเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะใช้ในการสร้างการเติบโตของบริษัทฯ 

 

โดยเน้น M&A ในประเทศของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับ Core Business ของบริษัทฯ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Segment) กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Segment) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาดีล ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลของดีล รวมทั้งกรอบระยะเวลาในการปิดดีลลงทุนได้ เพราะขึ้นอยู่กับผลการเจรจา โดยดีล M&A ของบริษัทฯ ที่จะลงทุนจะเป็นดีลที่มีขนาดใหญ่พอสมควร (Sizeable) 

 

ขณะแผนธุรกิจในปี 2568 จะเน้นให้ความสำคัญกับ Core Business ได้แก่ 

 

กลุ่มที่ 1 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Segment)

 

กลุ่มที่ 2 ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Segment) และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน อีกทั้งมีกลยุทธ์สร้างความหลากหลายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Brand Portfolio) 

 

โดยประเมินว่าธุรกิจของบริษัทฯ ทุก Segment ยังมีโอกาสเติบโตได้ สามารถสนับสนุนการเติบโตของรายได้ให้เป็นไปตามแผนที่บริษัทฯ วางไว้ อีกทั้งมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในปีนี้ด้วยการใช้ Innovation ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกๆ กลุ่ม

 

โดยในกลุ่ม Energy Drink จะใช้กลยุทธ์สร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ หลากหลายราคา ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่แตกต่างกัน ขณะที่เครื่องดื่ม Functional Drink จะใช้นวัตกรรมขยายพอร์ต เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และเทรนด์สุขภาพ โดยในปีนี้มีแผนจะออกเครื่องดื่มใหม่อีกจำนวนมาก

 

ออกแคมเปญฉลอง 40 ปี M-150 ขาย 10 บาท หวังปั๊มมาร์เก็ตแชร์

 

ในปีนี้บริษัทฯ ออกแคมเปญเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี เครื่องดื่ม M-150 โดยเตรียมออก M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชันในราคา 10 บาทต่อขวด โดยจะจำหน่ายเฉพาะช่องทางจำหน่ายตลาดดั้งเดิม (Traditional Trade) เท่านั้น เบื้องต้นจะวางจำหน่ายเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ไตรมาส ส่วนเครื่องดื่ม M-150 ฝาสีทองที่ราคา 12 บาทต่อขวด มีแพ็กเกจจิ้งกับสูตรแตกต่างกับฝาสีเหลือง

 

ทั้งนี้ สำหรับแคมเปญ M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชันในราคา 10 บาทต่อขวดนั้น ถือเป็นการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดปกติเพื่อใช้ฟื้นมาร์เก็ตแชร์ (Regain Market Share) รวมทั้งขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ให้เข้ามาทดลองดื่ม M-150 เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีโอกาสต่อยอดดึงให้เข้ามาเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริโภคเครื่องดื่ม M-150 ฝาสีทองที่ราคา 12 บาทต่อขวดในอนาคต

 

โดยการออกแคมเปญดังกล่าวนี้จะดำเนินควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมการตลาดต่างๆ ตั้งเป้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ของ M-150 เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% ในปี 2568 จากปี 2567 ที่มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 32% โดยมาร์เก็ตแชร์ดังกล่าวลดลงจากระดับประมาณ 35% หลังในปี 2565 บริษัทฯ มีการขึ้นราคา M-150 เป็น 12 บาทต่อขวด

 

“แม้จะออกแคมเปญนี้ก็ยังรักษามาร์จิ้นไว้ได้ เพราะกระบวนการผลิตบริษัทฯ ทำทุกอย่างเอง มีการผลิตสินค้าเอง ผลิตขวดเอง ทำสลากเอง ซึ่งทำให้เรามีความพร้อมในการหดหรือขยายได้ โดยในอดีตเราก็เคยขาย M-150 ราคา 10 บาทมาก่อน ถ้าเราจะเล่นในตลาดนี้เราจะต้องแข็งแรงทั้งใน Segment และราคา 10 บาทกับราคา 12 บาท โดยการทำแคมเปญ 10 บาทนี้บริษัทฯ ก็จะใช้ค่าใช้จ่ายทางการตลาดเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะจะมีการลดและการทำราคาโปรโมชันในส่วนอื่นๆ ลงแทน” วรรณิภากล่าว

 

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Segment) ปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% กับอีกสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้มาจากผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 2 คือของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Segment) และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน ขณะที่เครื่องดื่ม M-150 ฝาเหลืองมีสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดขายรวมทั้งกลุ่ม OSP

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ในเครือโอสถสภา

 

เสริมทัพผู้บริหาร โฟกัสสร้างการมุ่งการเติบโต

 

นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีโครงสร้างและกระบวนการทำงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต เสริมทีมผู้บริหารด้านธุรกิจเครื่องดื่มโดยเฉพาะ โดยเปลี่ยนจากการบริหารแบบ Functional Structure สู่ Category Structure อย่างชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มความคล่องตัว โดยมีซีอีโอควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ (Group Chief Domestic Beverage Officer) เพื่อกำหนดทิศทางและวางกลยุทธ์ธุรกิจเครื่องดื่ม 

 

อีกทั้งยังมีการแต่งตั้งผู้บริหารในตำแหน่ง C Level อีก 2 ตำแหน่ง คือ Chief Marketing & Innovation Officer นำทีมการวิจัยการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์, Chief Consumer & Category Officer ดูแลการตลาดและ Trade Marketing และ Chief Customer & Channel Officer พัฒนาและขยายศักยภาพช่องทางการจัดจำหน่าย อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงาน 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ราคาหุ้นของ OSP ที่ปรับตัวลดลงมาต่อเนื่องในช่วง 4-5 วันทำการในมุมมองผู้บริหารประเมินว่ามาจากสาเหตุใด วรรณิภาระบุว่า คาดว่านักลงทุนน่าจะมีความกังวลในกรณีที่บริษัทฯ ประกาศออกแคมเปญเครื่องดื่ม M-150 เตรียมออก M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชันในราคา 10 บาทต่อขวด ซึ่งจะมีผลกระทบให้การแข่งขันในตลาดมีความรุนแรงขึ้น

 

อย่างไรก็ดี การจัดแคมเปญนี้ของบริษัทฯ มีการพิจารณามาอย่างรอบคอบแล้วว่าจะไม่ผลกระทบให้ขาดทุน อีกทั้งยังยืนยันว่าเป็นการทำโปรโมชันและเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจปกติ 

 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังคงทำโปรโมชันในกลุ่ม Personal Care Segment อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นธรรมชาติและปกติของธุรกิจกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่องทางขาย e-Commerce อีกทั้งในปี 2567 ยังได้ดึง ‘น้องหมีเนย Butterbear’ อินฟลูเอ็นเซอร์ เป็นพรีเซนเตอร์ใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์คาลพิส แลคโตะ และเบบี้มายด์ รวมถึงออกโปรโมชันที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะมีการทำต่อเนื่องในปีนี้ เพราะยังมีกระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่อง

 

ยืนยันผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารยึดหลักธรรมาภิบาล ไม่มีจำนำหุ้น

 

ด้าน รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ.โอสถสภา หรือ OSP กล่าวว่า จากการตรวจสอบสาเหตุราคาหุ้น OSP ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ไม่มีการทำธุรกรรมโดยการนำหุ้น OSP ไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันบัญชีมาร์จิ้น รวมทั้งไม่มีปัญหาประเด็น Forced Sell หุ้น และยืนยันว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีการทำธุรกรรมจำนำหุ้น พร้อมยืนยันว่าทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ลงทุนกับผู้บริหารนั้นบริหารงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างถูกต้อง

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ.โอสถสภา หรือ OSP

The post โอสถสภากางแผนธุรกิจรับมือความเสี่ยง Geopolitics และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เน้นสร้าง Core Business ให้เข้มแข็ง พร้อม M&A เร่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภาปรับกลยุทธ์เพื่อโต หันโฟกัส Core Business เน้นขยายตลาดใหม่ พร้อมซื้อกิจการเร่งโตสู่เป้ารายได้ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2571 https://thestandard.co/osotspa-new-core-business/ Mon, 28 Oct 2024 12:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1001052 โอสถสภา

โอสถสภา บริษัทที่มีอายุ 133 ปี ซึ่งดำเนินธุรกิจมาอย่างย […]

The post โอสถสภาปรับกลยุทธ์เพื่อโต หันโฟกัส Core Business เน้นขยายตลาดใหม่ พร้อมซื้อกิจการเร่งโตสู่เป้ารายได้ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2571 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภา

โอสถสภา บริษัทที่มีอายุ 133 ปี ซึ่งดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน ในปีนี้เริ่มเห็นการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ๆ ที่สำคัญในหลายเรื่อง ทั้งการหันมาโฟกัสการสร้างการเติบโตของ Core Business รวมถึงการขยายไปสู่ตลาดใหม่ ยอมถอยออกจาก Non-Core Business อย่างโรงงานร่วมทุน OEM ขวดแก้วในเมียนมาที่ขาดทุนมายาวนาน และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่กำลังจะทำเพิ่มเติมก็คือ การควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อให้ถึงเป้าหมายรายได้ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2571

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ.โอสถสภา (OSP) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กลยุทธ์ธุรกิจของบริษัทในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าจะเน้นการให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจที่เป็น Core Business ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Segment) ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% กับอีกสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้มาจากผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 2 คือ ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Segment) และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน

 

โดยเป้าหมายของธุรกิจระยะยาวคือ ต้องการให้ผลประกอบการในช่วงปี 2567-2571 เติบโตเฉลี่ยในช่วงระหว่าง 8-9% ต่อปี โดยมีเป้าหมายรายได้จะไปถึง 4 หมื่นล้านในปี 2571 จากปี 2566 ที่มีรายได้ 2.66 หมื่นล้านบาท 

 

มุ่งเน้น Core Business, สื่อสาร Benefit 

 

กลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือ สร้างการเติบโตของทั้ง Portfolio ของแบรนด์สินค้าผ่าน New Product Launch ผ่าน New Market ปัจจุบันของบริษัทที่เริ่มทยอยเพิ่มสินค้ากลุ่มที่ราคาสูงขึ้น ซึ่งก็จะมีการใส่เพิ่ม Benefit ของสินค้าให้ผู้บริโภคด้วย อีกทั้งหันมาเน้นการสื่อสารข้อมูล Benefit ของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเทรนด์ที่เห็นผู้บริโภคไม่ได้สนใจหากต้องจ่ายเพิ่มขึ้นตราบที่เข้าใจว่า Benefit ที่จะได้คืออะไร สิ่งที่เราจะโฟกัสในช่วง 1-3 ปีจากนี้คือ การโฟกัส Core Business ของเรา นั่นคือการผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มประเภท Energy Drink, Functional Drink หรือสินค้ากลุ่ม Personal Care พยายามขยายธุรกิจที่เป็น Heritage ของบริษัทให้ Beyond จากเดิมมากขึ้น ไปทำเครื่องบรรจุกระป๋องมากขึ้นเพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ 

 

 

ธุรกิจ Beverage Segment

 

สำหรับธุรกิจหลักกลุ่มที่ 1 คือ Beverage Segment ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำสัดส่วนรายได้สูงสุดของบริษัทที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย เครื่องดื่มประเภท Energy Drink และ Functional Drink

 

โดยกลุ่มเครื่องดื่มประเภท Energy Drink ที่เป็นสินค้าบรรจุขวด กลุ่มราคา 10 บาท กับ 12 บาท มีแบรนด์ลิโพ, ฉลาม และแบรนด์ M-150 ในปี 2565 มีการปรับขึ้นราคาจาก 10 บาทเป็น 12 บาท โดยมีแผนจะปรับโฉมใหม่ภายในสิ้นปีนี้หรือไตรมาส 1/68 เพื่อสื่อสารข้อมูลกับผู้บริโภคให้มากขึ้นถึง Benefit ที่จะได้รับเพิ่มจากเดิมหลังมีการปรับขึ้นราคาดังกล่าว ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาบริษัทยังสื่อสารข้อมูลในส่วนนี้ไม่ดีพอ 

 

อีกส่วนหนึ่งคือเครื่องดื่มแบรนด์ M-150 ยังมีแบบขวดราคา 10 บาท เพื่อรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมไว้ และยังมีเครื่องดื่มประเภท Energy Drink เพื่อสุขภาพ ที่มีส่วนผสมของโสมเกาหลีกับเห็ดหลินจือที่เริ่มเห็นการเติบโตที่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีการจับกลุ่มลูกค้าและมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ชัดเจน

 

เจาะกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่ ขยายตลาดเพิ่ม

 

กลยุทธ์ตัวอย่างในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีการปรับตัวมาใช้กระป๋องเป็นบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อมาขยายจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ จากเดิมที่ใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วเป็นหลัก โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านบริษัทเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ M-150 Sparkling เป็นครั้งแรก เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลังจากเปิดตัวและได้กระแสตอบรับจากลูกค้าดีกว่าที่คาด ซึ่งยอดขายช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ทำได้ดีกว่าที่คาด ประกอบกับช่วงกลางปีนี้ได้ พี่จองและคัลแลน มาเป็นพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการให้กับ M-150 Sparkling หรือ MISO 

 

โดยออกแบบกระป๋องลายลิมิเต็ดเอดิชัน ‘จองและคัลแลน’ จำนวน 6 ลาย ให้แฟนๆ ได้สะสม ส่งผลให้สามารถขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีอายุน้อยลงเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างมาร์เก็ตแชร์ใหม่ได้ทันที 1% ในตลาดรวมของ Energy Drink อีกทั้งมีแผนจะออกรสชาติใหม่ๆ ต่อเนื่องในปี 2568 

 

โอสถสภาเปิดตัว ‘จอง-คัลแลน’ เป็นพรีเซนเตอร์ M-150 Sparkling หรือ MISO

 

นอกจากนี้ปัจจุบันดื่ม Energy Drink แบรนด์ SHARK ของบริษัทมีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ในประเทศเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งหลังจากการศึกษาตลาดในประเทศไทยพบว่า แรงงานต่างชาติไทยปัจจุบันมีประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวเมียนมาสัดส่วนประมาณ 70-80% จึงมีการนำเข้า Energy Drink แบรนด์ SHARK ที่มีโรงงานผลิตในเมียนมา เข้ามาขายจับตลาดแรงงานเมียนมาในไทย โดยราคาอยู่ที่ 25 บาทต่อกระป๋อง ซึ่งสามารถทำยอดขายเติบโตได้ค่อนข้างดี 

 

สำหรับเครื่องดื่มประเภท Functional Drink ปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก คือ วิตามินซี C-vitt, Peptein และ Calpis Lacto ซึ่งสามารถเติบโตได้ดีในระดับประมาณมากกว่า 10% ต่อปี จากเทรนด์ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ อีกทั้งการที่บริษัทพยายามสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเครื่องดื่มของบริษัทกับผู้บริโภคที่ได้รับยังทำได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น เช่น Calpis Lacto ซึ่งแบบดั้งเดิมเป็นแบบกระป๋อง มีการออกบรรจุภัณฑ์ใหม่เป็นรูปแบบขวดหรือมินิ อีกทั้งทุกๆ ปีจะใช้กลยุทธ์การออกรสชาติใหม่ๆ ตาม Seasonality 

 

ส่วน C-vitt ช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ได้ปรับกลยุทธ์ โดยมีการเพิ่มวิตามินซีสูงจาก 200 มิลลิกรัม เป็น 1,000 มิลลิกรัม ด้วยราคาเดิม ส่งผลให้ C-vitt กลายเป็น Supplementary จึงมีคุณสมบัติสามารถวางขายในร้านขายยาได้ จากเดิมที่เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ส่งผลให้มียอดขายเติบโตดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน Peptein ก็เป็นสินค้าที่บริษัทจำหน่ายมาอย่างยาวนาน และมีราคาสูงสุด 38 บาทต่อขวด ก็เติบโตได้ดี

 

ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มในต่างประเทศซึ่งมีสัดส่วนราว 10% ของรายได้เครื่องดื่มทั้งหมด โดยอยู่ใน สปป.ลาว, เมียนมา, กัมพูชา และอินโดนีเซีย อีกทั้งยังมีแผนจะขยายเข้าไปในเวียดนามเป็นครั้งแรกภายในปีนี้ เป็นเครื่องดื่มกระป๋องที่พัฒนาใหม่ ซึ่งตรงกับความต้องการของชาวเวียดนาม โดยภาพรวมของธุรกิจเครื่องดื่มตลาดในต่างประเทศถือว่ามีมาร์จิ้นเฉลี่ยที่สูงกว่าตลาดในประเทศ เพราะสามารถทำราคาขายได้ดีกว่า โดยตลาดในต่างประเทศมี Gross Profit Margin เฉลี่ยประมาณ 40% ส่วนตลาดในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30%

 

“โอสถสภาเป็น Beverage Company ซึ่ง Beyond มากกว่า Energy Drink โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจเครื่องดื่มประมาณ 70-80% ของรายได้รวม และจะยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัทต่อไปในอนาคต รวมถึงการไปตลาดต่างประเทศ เราก็จะเน้นที่ธุรกิจเครื่องดื่มต่อไป” รติพรกล่าว

 

Personal Care กลุ่มสินค้ามาร์จิ้นสูงสุด บุกตลาดต่างประเทศ

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ 2 คือ ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Segment) ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน มีอัตราการเติบโตของยอดขายที่ต่อเนื่องในระดับไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี มีกลุ่มสินค้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก อาทิ แบรนด์ Babi Mild, ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง อาทิ Twelve Plus, ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย อาทิ แบรนด์ Exit รวมถึงมีสินค้าทั้งกลุ่มสบู่เหลว, ครีมบำรุงผิว, แป้ง, โรลออน และน้ำหอม

 

โอสถสภา

กลุ่มสินค้า Personal Care Segment

 

สำหรับกลยุทธ์สร้างการเติบโตให้เพิ่มขึ้นของกลุ่มนี้จะคล้ายกับของ Beverage Segment คือการออกผลิตภัณฑ์กลิ่นใหม่ๆ หรือการเพิ่ม Benefit ที่เพิ่มขึ้นของสินค้าเดิม ซึ่งกลุ่ม Personal Care เป็นกลุ่มที่มี Gross Profit Margin สูงกว่า 40% ซึ่งสูงกว่า Beverage Segment โดยปกติกลุ่ม Personal Care จะมีการทำ Price Comparison เทียบกับคู่แข่งในตลาดเป็นประจำทุกปีเพื่อดู Index Price โดยช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนปีนี้ กลุ่ม Personal Care มีการปรับขึ้นราคา 

 

สำหรับตลาดหลักของ Personal Care Segment ปัจจุบันตลาดขายสินค้าหลักยังอยู่ในประเทศเป็นตลาดหลัก ส่วนตลาดต่างประเทศยังมีสัดส่วนต่อยอดขายของสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่มาก หรือยังต่ำกว่า 5% ของยอดขาย Personal Care Segment ซึ่งในปี 2568 มีแผนและตั้งเป้าผลักดันให้ Personal Care Segment ในตลาดต่างประเทศเติบโตขึ้น 2-3 เท่าตัวจากปีนี้ หรือมีสัดส่วนไม่น้อยว่า 10% ของ Personal Care Segment โดยยังเน้นขยายเข้าไปในตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่บริษัทมีฐานของธุรกิจเครื่องดื่มอยู่แล้ว เพราะเห็นถึงโอกาสที่จะเติบโตสูง

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ 3 คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอมซึ่งมียอดขายไม่ได้สูง หรือมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% เมื่อเปรียบกับยอดขายรวมของบริษัท เช่น ยากฤษณากลั่นตรากิเลน, อุทัยทิพย์, ยาทัมใจ, ยาอมโบตัน, ลูกอม Ole และ Banner Protein กลุ่มสินค้านี้ก็มีการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น

 

ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอมของโอสถสภา

 

M&A อีกหนึ่งกลยุทธ์เร่งการเติบโต

 

รติพรอธิบายถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะใช้ในการสร้างของธุรกิจคือ การมองหาโอกาสและมีความตั้งใจในการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) ที่มาช่วย Leverage เพิ่มจุดแข็งให้กับบริษัทในผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับบริษัท โดยตลอดช่วงปีนี้มีการศึกษาดีลมาเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นต่อไปเข้ามารับช่วงธุรกิจต่อ แต่ไม่ต้องการทำธุรกิจของครอบครัวต่อไป จึงต้องการขายธุรกิจออกมา แต่บริษัทในฐานะผู้ซื้อคงต้องพิจารณาราคาที่เหมาะสมด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาจำนวน 3-4 ดีล โดยมีความคืบหน้าและเริ่มลงรายละเอียดของดีล มีโอกาสเห็นความชัดเจนของการลงทุนในปี 2568 ได้อย่างน้อยจำนวน 1 ดีล

 

อีกทั้งปัจจุบันบริษัทยังมีงบดุลที่แข็งแรงเพราะไม่มีหนี้ จึงมีศักยภาพในการลงทุนหากมีดีล M&A และยังได้อานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่จะถูกลงจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่เริ่มขยับลง

 

รติพรกล่าวว่า หากถอด Key Success ที่จะทำให้บริษัทไปถึงเป้าหมายรายได้ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2571 จะมี 3 ข้อหลัก คือ 

 

  1. ธุรกิจปัจจุบันที่มีทั้งหมดต้องเติบโต 
  2. การขยายธุรกิจออกไปตลาดใหม่ในประเทศ
  3. การทำ M&A

 

ส่วนงบลงทุนปกติของบริษัทในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าจากนี้จะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งสัดส่วนประมาณ 50% เพื่อใช้การผลิตสินค้าของโรงงาน ส่วนที่เหลือจะใช้งบลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น ระบบออโตเมชัน หรือ AI เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ Data ของผู้บริโภค, เพื่อให้บริษัทสามารถติดตามข้อมูลปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ รวมถึงตลาดสินค้า สามารถติดตาม วิเคราะห์ และประมวลผล จับเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคกับตลาดได้อย่างทันสถานการณ์

 

ขายหุ้นธุรกิจ OEM ขวดแก้วในเมียนมา ‘เจ็บแต่จบ’

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทประกาศขายหุ้นบริษัทร่วมทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมา หลังจากที่มีการศึกษาข้อมูลมาแล้วสักระยะคือ ในบริษัท เมียนมาร์ โกลเด้น อีเกิ้ล จำกัด (MGE) ที่ถือหุ้นสัดส่วน 35% และบริษัท เมียนมาร์ โกลเด้น กลาส จำกัด (MGG) ที่ถือหุ้นสัดส่วน 51.84% มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านจัต ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการขายเสร็จได้ภายในสิ้นปี 2567 อีกทั้งมีภาระเงินกู้สกุลดอลลาร์ที่บริษัทเข้าไปค้ำประกันแทนบริษัทร่วมทุนในเมียนมาอีกประมาณ 35.8 ล้านดอลลาร์ และเงินกู้สกุลท้องถิ่นอีกประมาณ 3 หมื่นล้านจัต ดังนั้นต้องมีการบริหารจัดการเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้ในการจ่ายภาษีและการจ่ายคืนภาระหนี้ด้วย

 

ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจขายนั้นมีด้วยกัน 2 เหตุผลสำคัญ คือ 

 

  1. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมาเป็นธุรกิจรับจ้าง (OEM) ผลิตขวดแก้วให้กับลูกค้าภายนอกแบบ 100% ซึ่งไม่ใช่ Core Business จึงสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การลงทุนที่ต้องการหันมาให้ความสำคัญกับ Core Business ของบริษัทมากขึ้น

 

  1. สถานการณ์ของเมียนมาในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง หลังจากในปี 2564 มีการรัฐประหาร ส่งผลให้สถานการณ์มีความพลิกผันเปลี่ยนแปลงจากในช่วงที่บริษัทตัดสินใจเข้าไปลงทุนในเมียนมาเมื่อช่วงปี 2562 ซึ่งในช่วงนั้นเริ่มมีสัญญาณว่าเมียนมาเริ่มเปิดประเทศ และมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเมียนมา ส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีธุรกิจเอกชนจากต่างประเทศที่เคยเข้าไปลงทุนในเมียนมาช่วงก่อนหน้านี้ถอนการลงทุนออกจากเมียนมาเป็นจำนวนมาก

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ.โอสถสภา (OSP)

 

อย่างไรก็ดี จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในเมียนมา ส่งผลกระทบต่อดีมานด์ของลูกค้าของบริษัทในเมียนมาที่ยังฟื้นไม่กลับมา หรือถอนการลงทุนออกจากเมียนมา อีกทั้งยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจ OEM ขวดแก้วในเมียนมาของบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนต่อเนื่องทุกปีตลอดในช่วง 5 ปี (ช่วงระหว่างปี 2562-2566) เฉลี่ยประมาณ 30-50 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นหลังการขายหุ้นดังกล่าวนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป บริษัทจะไม่ต้องแบกรับผลการขาดทุนอีกต่อไป หรือ ‘ยอมเจ็บแต่จบ’

 

“ธุรกิจ OEM ขวดในเมียนมา เราศึกษามาจนมั่นใจแล้วว่าหากเทรนด์ยังเป็นแบบนี้ต่อคงจะลำบาก เพราะตลอด 5 ปีที่เข้าไปทำธุรกิจนี้ก็ขาดทุนทุกปี โดยโรงงานนี้บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ดังนั้นวิธีการที่จะเปิดเผยในงบการเงินของบริษัทจะแสดงในส่วนของเงินลงทุนที่จะทยอยลดลงไปเรื่อยๆ จากผลกระทบของการขาดทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเงินลงทุนใกล้จะหมดจากธุรกิจ OEM ขวดแก้วในเมียนมา ซึ่งจะมีรายการ Write-off บันทึกผลขาดทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในงบการเงินไตรมาส 3 ของปีนี้ คือยอมเจ็บแต่จบ เพื่อไม่ให้มีผลขาดทุนอีกในปีต่อๆ ไป” รติพรกล่าว

 

อีกทั้งค่าเงินจัตของเมียนมายังอ่อนแออย่างหนัก มีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้มูลค่าทรัพย์สินในเมียนมาถดถอยลงด้วยเช่นกัน และบริษัทจะไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลของทีมผู้บริหาร ที่ต้องเข้าช่วยแก้ปัญหาการขาดทุนในธุรกิจ OEM ขวดแก้วในเมียนมาอีกต่อไป ทำให้สามารถโฟกัสกับ Core Business ได้ดีมากขึ้น

The post โอสถสภาปรับกลยุทธ์เพื่อโต หันโฟกัส Core Business เน้นขยายตลาดใหม่ พร้อมซื้อกิจการเร่งโตสู่เป้ารายได้ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2571 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – พรีวิว 3Q67 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ https://thestandard.co/osp-preview-3q24/ Mon, 21 Oct 2024 13:31:44 +0000 https://thestandard.co/?p=998656

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research จัดทำพรีวิวผลปร […]

The post OSP – พรีวิว 3Q67 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research จัดทำพรีวิวผลประกอบการ 3Q67 ของ บมจ.โอสถสภา (OSP) โดยคาดการณ์กำไรปกติ 3Q67 ที่ 616 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.6%YoY แต่ลดลง 33%QoQ) โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท (ลดลง 2%YoY และ 16%QoQ) โดยยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศจะลดลง YoY และ QoQ เพราะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยฤดูกาล และสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลาย 3Q67 ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายในช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิมปรับตัวลดลง

 

ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 36.4% เทียบกับ 38.2% ใน 2Q67 และ 35.4% ใน 3Q66 อัตราภาษีที่แท้จริงคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 10% จากอัตราภาษีระดับต่ำในยอดขายต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม OSP คาดว่าจะบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิ 1 พันล้านบาทใน 3Q67 จากการขายเงินลงทุนในธุรกิจให้บริการผลิตขวดแก้ว (OEM) ในเมียนมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเสถียรภาพทางการเมือง การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินจ๊าด และการชะลอตัวของกำลังซื้อภาคธุรกิจ ดังนั้นจึงคาดการณ์ขาดทุนสุทธิรวม 384 ล้านบาทใน 3Q67

 

แม้มูลค่าตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเพิ่มขึ้น 3-4%YTD แต่ OSP รายงานส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ 45.3% ใน 3Q67 ลดลงจาก 46.4% ใน 2Q67 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด YTD อยู่ที่ 46% ต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้สำหรับสิ้นปี 2567 ที่ 47.9% (ส่วนแบ่งการตลาดในปี 2566 อยู่ที่ 45.9%) ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2567 OSP จะทำส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศได้สูงกว่า 46% เล็กน้อยจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นใน 4Q67 แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าของปีนี้

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับลง 5.17% อยู่ที่ 22 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 3.70% อยู่ที่ 1,489.82 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่าปริมาณการขายและส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศจะฟื้นตัวใน 4Q67 โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล และการเติมสต็อกสินค้าหลังน้ำท่วม พร้อมกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ดังนั้นกำไรปกติ 4Q67 น่าจะฟื้นตัวทั้ง YoY และ QoQ

 

ส่วนทั้งปี 2567 คงประมาณการรายได้ไว้ที่ 2.79 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.2%) โดยตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ประเมินได้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ OSP ปรับใหม่ โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.74 พันล้านบาท (ลดลง 27.6%) และคาดการณ์กำไรปกติที่ 3.05 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 45.7%)

 

และประเมินอัตรากำไรขั้นต้นปี 2567 ที่ 37% เพิ่มขึ้นจาก 34.5% ในปี 2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การประหยัดต่อขนาด และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากยอดขายต่างประเทศ

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ OSP โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 29 บาทต่อหุ้น อ้างอิงระดับ -1SD จาก P/E เฉลี่ย 5 ปีที่ 28 เท่า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ และน้ำตาล, ความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV และนโยบายการเงิน และการฟื้นตัวของการบริโภค

 

ประเด็น ESG OSP ถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ระดับ AA สำหรับปี 2567-2568 OSP ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ความเสี่ยงด้าน ESG อยู่ในด้านการบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ (S) และสวัสดิภาพของลูกค้า (S)

The post OSP – พรีวิว 3Q67 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – กำไรปกติ 2Q67 เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ https://thestandard.co/osp-2q67/ Mon, 26 Aug 2024 09:52:09 +0000 https://thestandard.co/?p=975579 OSP

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 บมจ.โอสถสภา ( […]

The post OSP – กำไรปกติ 2Q67 เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 บมจ.โอสถสภา ( OSP ) รายงานกำไรสุทธิ 2Q67 ที่ 604 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.9%YoY แต่ลดลง 27.1%QoQ) รายได้อยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.5%YoY และ 1.2%QoQ) โดยรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเติบโต 11.2%YoY และ 0.4%QoQ ในขณะที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 26.3%YoY และ 18.2%QoQ ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศใน 2Q67 อยู่ที่ 46.4% ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่ม Functional Drink อยู่ที่ 45.9%

 

อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่ 38.2% โดยได้รับการสนับสนุนจากการปรับราคาขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น การประหยัดต่อขนาด และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง OSP บันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนในต่างประเทศจำนวน 315 ล้านบาท

 

OSPปรับเป้าการเติบโตของยอดขายปี 2567 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ สู่ตัวเลขหลักเดียวระดับสูง โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายต่างประเทศที่ดีกว่าคาดจากการปรับราคาเพิ่มขึ้น ยอดขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น และยอดขายเครื่องดื่ม Functional Drink ที่เติบโตมากขึ้น OSPยังคงเป้าส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ณ สิ้นปี 2567 ไว้ที่ 47.9% เพิ่มขึ้น 2% โดยได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์หลักทั้ง M-150 และ M-150 SPARKLING

 

InnovestX Research คงประมาณการรายได้ปี 2567 ไว้ที่ 2.79 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.2%) โดยตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ประเมินได้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ OSPปรับใหม่ ในขณะที่การรวมรายการขาดทุนจากการด้อยค่าใน 2Q67 เข้ามา ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 เปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยอยู่ที่ 2.74 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14%) และคาดการณ์กำไรปกติที่ 3.05 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 45.7%)

 

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปี 2567 ประเมินไว้ที่ 37% เพิ่มขึ้นจาก 34.5% ในปี 2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การประหยัดต่อขนาด และการปรับราคาในเมียนมาเพิ่มขึ้น กำไรปกติ 3Q67 น่าจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของยอดขายเครื่องดื่ม โดยคาดว่าปริมาณการขายจะลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 2Q67 เล็กน้อยจากการประหยัดต่อขนาดลดลง อย่างไรก็ตาม OSPมีนโยบายขายเงินลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอใน 2H67 ซึ่งอาจจะมีอย่างน้อย 1 รายการใน 3Q67

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSPปรับขึ้น 4.10% สู่ระดับ 23.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 4.0% สู่ระดับ 1,354.87 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

แม้ OSPปรับเป้าการเติบโตของยอดขายปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ตัวเลขหลักเดียวระดับสูง แต่ยังใกล้เคียงกับประมาณการปัจจุบัน ดังนั้นรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นใน 2H67 อาจจะอ่อนตัวลง HoH แต่เพิ่มขึ้น YoY กำไรปกติ 3Q67 น่าจะลดลง QoQ จากผลกระทบของ Low Season แต่จะเพิ่มขึ้น YoY จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น แต่ทั้งนี้อาจมีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าเพิ่มเติมใน 3Q67

 

ขณะที่เชื่อว่ากำไรปกติจะฟื้นตัวใน 4Q67 โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายจากกลุ่มประเทศ CLMV และประโยชน์จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เงินปันผลงวด 1H67 อยู่ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น (XD วันที่ 29 สิงหาคม) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 1.3%

 

InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ OSPโดยให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 29 บาทต่อหุ้น อ้างอิงระดับ -0.5SD PE ที่ 32 เท่า

 

ประเด็น ESG OSPถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ระดับ ‘AA’ สำหรับปี 2567-2568 OSPตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ความเสี่ยงด้าน ESG อยู่ในด้านการบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ (S) ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของลูกค้า (S) และค่าตอบแทนผู้บริหาร (G)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า, ความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV, นโยบายการเงิน และการฟื้นตัวของการบริโภค

The post OSP – กำไรปกติ 2Q67 เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2567 แข็งแกร่ง https://thestandard.co/market-focus-osp-3/ Sun, 19 May 2024 08:48:03 +0000 https://thestandard.co/?p=935406

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 บมจ.โอ […]

The post OSP – ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2567 แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 บมจ.โอสถสภา (OSP) รายงานกำไรสุทธิ 1Q67 ที่ 828 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.5%YoY และ 82.8%QoQ) กำไรปกติเติบโต 73.2%YoY และ 39.9%QoQ รายได้อยู่ที่ 7.26 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10.9%YoY และ 11.2%QoQ) เป็นไปตามคาด 

 

โดยได้แรงหนุนจาก: ยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นจาก 45.9% ใน 4Q66 สู่ 46.4% โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งของ M-150 สปาร์คกลิ้ง และลิโพ กับยอดขายต่างประเทศที่เติบโตสูง โดยเฉพาะจากเมียนมา ส่งผลให้ยอดขายต่างประเทศเติบโต 23.1%YoY และ 79.9%QoQ 

 

อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 36.5% เป็นไปตามคาด โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของโรงงานผลิตขวดแก้ว และการประหยัดต่อขนาด นอกจากนี้อัตราภาษีที่แท้จริงใน 1Q67 ก็อยู่ในระดับต่ำตามคาด เนื่องจากยอดขายในเมียนมาได้รับการยกเว้นภาษี

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการ ณ วันนี้ที่ 17 พฤษภาคม 2567 ราคาหุ้น OSP ปรับขึ้น 0.47% สู่ระดับ 21.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.65% สู่ระดับ 1,379.33 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567

 

InnovestX Research มีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นบวกต่อส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของ OSP ในไตรมาส 2-4 หลังจากส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 0.5% สู่ 46.4% ใน 1Q67 OSP ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดตอนสิ้นปี 2567 ไว้ที่ 47.9% ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากกลยุทธ์การตลาดและการขายสำหรับ M-150 และ M-150 สปาร์คกลิ้ง 

 

ปี 2567 คงประมาณการรายได้ไว้ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.3%) โดยได้แรงหนุนจากส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของยอดขายต่างประเทศ ขณะที่ปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 34.8% สู่ 36.3% โดยได้แรงหนุนจากประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้นและต้นทุนขายที่ลดลงจากต้นทุนหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ และอะลูมิเนียม ซึ่งหนุนให้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 เพิ่มขึ้น 6% สู่ 2.75 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14.7%) 

 

ส่วน 2Q67 คาดว่า OSP จะรายงานกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายในประเทศที่เติบโตเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform ปรับราคาเป้าหมายปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ 29 บาทต่อหุ้น โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ OSP ในปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นและการฟื้นตัวของยอดขาย และปรับราคาเป้าหมายปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ 29 บาทต่อหุ้น (จาก 28 บาท) โดยอิงกับ -0.5SD PE ที่ 32 เท่า 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ: ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า, ความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV และนโยบายการเงิน และการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 

 

ประเด็น ESG: OSP ถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ ระดับ AA สำหรับปี 2567-2568 OSP ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

The post OSP – ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2567 แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – พรีวิว 1Q67: คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ https://thestandard.co/market-focus-osp-1q67/ Tue, 23 Apr 2024 12:23:32 +0000 https://thestandard.co/?p=925883

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post OSP – พรีวิว 1Q67: คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q67 ของ บมจ.โอสถสภา (OSP) ซึ่งคาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยคาดการณ์กำไรสุทธิ 1Q67 ของ OSP ที่ 814 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 72.4%YoY และเพิ่มขึ้น 79.7%QoQ) สูงที่สุดในรอบ 9 ไตรมาส โดยได้รับการสนับสนุนจากรายได้ที่เติบโต 11.2%YoY และ 11.5%QoQ สู่ 7.28 พันล้านบาท 

 

ซึ่งเป็นผลมาจาก:

 

  1. ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศที่เพิ่มขึ้นจาก 45.9% ใน 4Q66 สู่ 46.4% โดยได้แรงหนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งจาก M-150 Sparkling และลิโพ
  2. ยอดขายต่างประเทศที่เติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเมียนมา (แบรนด์ฉลามได้ส่วนแบ่งการตลาดมาจากแบรนด์อื่นๆ) และยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นโดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 36.3% เพิ่มขึ้นจาก 33.4% ใน 1Q66 และ 35.5% ใน 4Q66 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของโรงงานผลิตขวดแก้ว นอกจากนี้อัตราภาษีที่แท้จริงใน 1Q67 คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากยอดขายในเมียนมาได้รับการยกเว้นภาษี

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับขึ้น 0.50% สู่ระดับ 20.30 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.28% สู่ระดับ 1,349.52 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research พบสัญญาณที่ดีจากส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของ OSP ที่เพิ่มขึ้นสู่ 46.4% ใน 1Q67 โดยได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และช่วงราคาที่หลากหลาย ทำให้มีมุมมองเชิงบวกว่าบริษัทจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ถึงเป้าที่วางไว้ตอนสิ้นปีที่ 47.9%

 

ดังนั้นจึงคงประมาณการรายได้ปี 2567 ไว้ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.3%) ด้วย Economies of Scale ที่ดีขึ้นและต้นทุนขายที่ลดลงจากต้นทุนหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติและอะลูมิเนียม อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยใน 1Q67 จึงปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากประมาณการที่ 34.8% อาจจะเห็น Upside ของอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2567 ประมาณการกำไรสุทธิปัจจุบันอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.2%) ขณะที่ใน 2Q67 คาดว่าจะเห็นกำไรสุทธิปรับตัวลดลง เพราะได้รับแรงกดดันจากยอดขายในต่างประเทศที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง แต่จะเติบโต YoY โดยได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

ยังคงคำแนะนำ OUTPERFORM โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 28 บาทต่อหุ้น อ้างอิง -0.5 SD P/E ที่ 32 เท่า โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ OSP ในปี 2567 ด้วยประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและยอดขายที่ดีขึ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ค่าก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า รวมทั้งความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV, นโยบายการเงิน และการฟื้นตัวของการบริโภค

 

ประเด็น ESG:

 

OSP ถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ระดับ ‘AA’ สำหรับปี 2567-2568 OSP ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

The post OSP – พรีวิว 1Q67: คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพในปี 2567 https://thestandard.co/market-focus-osp-2/ Thu, 14 Mar 2024 06:54:17 +0000 https://thestandard.co/?p=910973 OSP

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.โอสถสภา (OSP) ตั้งเป้าทวงส่วนแบ่งการต […]

The post OSP – ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.โอสถสภา (OSP) ตั้งเป้าทวงส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังกลับคืนมา 2% ในปี 2567 สู่ 47.9% หลังจากทำจุดต่ำสุดที่ 45.9% ใน 4Q66 โดยใช้กลยุทธ์คือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครื่องดื่มบำรุงกำลังแบรนด์หลักอย่าง M-150 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น M-150 สูตรดั้งเดิม, สูตรน้ำผึ้ง และสปาร์กลิง ขณะเดียวกันก็ขยายไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่กำลังเติบโต เช่น พนักงานออฟฟิศ, กลุ่ม Millennials และกลุ่มผู้สูงอายุ

 

InnovestX Research คาดว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังจะยังสูงในปี 2567 แต่เชื่อว่าส่วนแบ่งการตลาดของ OSP จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1% สู่ +/-47% ทั้งนี้ ในปี 2566 มูลค่าตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังรวมทั้งหมดอยู่ที่ 2.17 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.9%)

 

ด้านแผนขยายธุรกิจต่างประเทศ OSP ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2571 ที่ 4 หมื่นล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าที่ 9% โดยรายได้ 56% จะมาจากยอดขายเครื่องดื่มในประเทศด้วย 7% CAGR, 22% จะมาจากยอดขายเครื่องดื่มในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากการรั้งตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังอันดับ 1 ในเมียนมาเอาไว้ได้ และการกลับเข้าสู่เวียดนามและอินโดนีเซียอีกครั้ง, 12% จะมาจากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ด้วย 10% CAGR และ 10% จะมาจากกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำ M&A ในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วย

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับลง 3.35% สู่ระดับ 20.20 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.52% สู่ระดับ 1,384.51 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

InnovestX Research ประมาณการรายได้ปี 2567 ไว้ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.3%) โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศที่เติบโตเล็กน้อย และยอดขายในต่างประเทศที่เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยเมียนมาจะยังคงเป็นตลาดหลักหลังจากยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปี 2567 คาดการณ์ที่ 34.8% เพิ่มขึ้นจาก 34.5% ในปี 2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและอะลูมิเนียมที่ลดลง ค่าใช้จ่าย SG&A น่าจะลดลงโดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ ‘Fast Forward 10X’ ของ OSP ซึ่งตั้งเป้าลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนลง 0.7-1 พันล้านบาทต่อปี ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 ที่ 2.6 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.2%) และคาดว่ากำไร 1Q67 (ไม่รวมรายการพิเศษ) จะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ

 

ทั้งนี้ ด้วยมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ OSP ในปี 2567 ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้ปรับ PE เป้าหมายลดลงจาก PE เฉลี่ยที่ 35 เท่า สู่ -0.5SD PE ที่ 32 เท่า เพื่อสะท้อนการเติบโตของ EPS ที่อ่อนแอลงในปี 2567 ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 28 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า รวมทั้งความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV, นโยบายการเงิน และการฟื้นตัวของการบริโภค

 

ประเด็น ESG: OSP ถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ระดับ ‘AA’ สำหรับปี 2567-2568 OSP ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

The post OSP – ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – พรีวิว 4Q66 ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษ https://thestandard.co/market-focus-osp-4q66/ Mon, 29 Jan 2024 10:43:53 +0000 https://thestandard.co/?p=893480

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post OSP – พรีวิว 4Q66 ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4Q66 ของ บมจ.โอสถสภา (OSP) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคาดว่า OSP จะรายงานกำไรสุทธิ 4Q66 จำนวน 464 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37.9%YoY แต่ลดลง 27.8%QoQ) โดยอิงกับรายได้ที่ 6.5 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1%YoY และ 3.5%QoQ) ทั้งนี้ใน 4Q66 แม้ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศรวมทั้งหมดจะเติบโต QoQ แต่ส่วนแบ่งการตลาดเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจาก 46.5% ใน 3Q66 สู่ 46% ส่งผลทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังโดยรวมในปี 2566 ของ OSP อยู่ในช่วง 46-47.5% ต่ำกว่าเป้าของบริษัทที่ 47-49% ในขณะที่ยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น QoQ โดยส่วนใหญ่เกิดจาก CLMV 

 

การปิดโรงงานผลิตขวดแก้วในสมุทรปราการใน 4Q66 จะทำให้ OSP ต้องบันทึกรายการพิเศษเป็น 2 รายการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน 4Q66 คือ การรับรู้ต้นทุนขายเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้นจากผลประโยชน์พนักงาน ดังนั้นจึงคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น 4Q66 ที่ 35.2% ลดลงเล็กน้อย QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY 

 

หากไม่มีรายการดังกล่าว อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะเพิ่มขึ้น QoQ อัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นสู่ 27.1% สำหรับปี 2566 ปรับประมาณการรายได้ลดลงเล็กน้อย 1% สู่ 2.6 หมื่นล้านบาท (ลดลง 4.5%) ในขณะที่การรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษใน 4Q66 ทำให้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.64 พันล้านบาท สู่ 2.43 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 25.8%) 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับลง 3.20% สู่ระดับ 21.20 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.20% สู่ระดับ 1,368.15 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

ด้วยยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังฟื้นตัวช้าและส่วนแบ่งการตลาดยังอ่อนแอ InnovestX Research จึงปรับประมาณการรายได้ปี 2567 ลดลง 5% สู่ 2.71 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.4%) ในขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะฟื้นตัวสู่ 34.8% เทียบกับระดับที่ประเมินได้ที่ 34.5% ในปี 2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนอะลูมิเนียม ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้าที่ลดลง ในขณะที่ต้นทุนน้ำตาลสูงขึ้น หากไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษใน SG&A คาดว่าประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นโดยได้แรงหนุนจากนโยบาย ‘Fast Forward 10X’ ของ OSP จะช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.8% สู่ 2.6 พันล้านบาท 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ OSP โดยปรับราคาเป้าหมายปี 2567 ลดลงสู่ 31 บาทต่อหุ้น (จาก 33 บาท) อ้างอิง PE เฉลี่ย 35 เท่า โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรสุทธิในปี 2566 ของ OSP ซึ่งจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 รวมถึงประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีขึ้น ส่วนราคาหุ้น OSP ปรับตัวลดลง 10% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษใน 4Q66 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า, ความผันผวนของปริมาณการขายในตลาด CLMV และนโยบายการเงิน และการฟื้นตัวของการบริโภค ESG: OSP ถูกจัดอยู่ในรายชื่อหุ้น SET ESG Ratings ที่ ระดับ ‘AA’ บริษัทตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 30% ภายในปี 2573 และสานเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593  

The post OSP – พรีวิว 4Q66 ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอสถสภา’ แจ้งหยุดกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่สมุทรปราการตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้ ยืนยันจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย https://thestandard.co/osotspa-glass-bottle-samutprakarn/ Fri, 06 Oct 2023 07:26:03 +0000 https://thestandard.co/?p=851393

‘โอสถสภา’ ประกาศว่าบริษัทย่อย ‘สยามกลาสอินดัสทรี’ มีแผน […]

The post ‘โอสถสภา’ แจ้งหยุดกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่สมุทรปราการตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้ ยืนยันจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘โอสถสภา’ ประกาศว่าบริษัทย่อย ‘สยามกลาสอินดัสทรี’ มีแผนที่จะหยุดประกอบกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ และจะคงเหลือไว้เฉพาะธุรกิจการบริหารจัดการคลังสินค้า

 

วรรณิภา ภักดีบุตร Chief Executive Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าบริษัท สยามกลาสอินดัสทรี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ มีแผนที่จะหยุดประกอบกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป โดยจะคงเหลือไว้เฉพาะส่วนของการบริหารจัดการคลังสินค้าที่จังหวัดสมุทรปราการ

 

ด้านการบริหารจัดการเรื่องบุคลากรจากการหยุดประกอบกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่จังหวัดสมุทรปราการที่ได้รับผลกระทบ สยามกลาสอินดัสทรีได้มีการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบโดยเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การหยุดประกอบกิจการโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่าการหยุดประกอบกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่จังหวัดสมุทรปราการของสยามกลาสอินดัสทรีจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ เนื่องจากโรงงานผลิตขวดแก้วของบริษัทฯ และบริษัทในเครือที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังดำเนินการผลิตอยู่ตามปกติ และสามารถรองรับความต้องการขวดแก้วเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์และการเจริญเติบโตตามแผนของบริษัทฯ ได้

The post ‘โอสถสภา’ แจ้งหยุดกิจการโรงงานผลิตขวดแก้วที่สมุทรปราการตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้ ยืนยันจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนผลงาน ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ อดีต CEO และรองประธานกรรมการโอสถสภา ด้วยความระลึกถึง https://thestandard.co/petch-osathanugrah-performance/ Tue, 15 Aug 2023 06:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=829337 เพชร โอสถานุเคราะห์

เปิดประวัติและย้อนผลงาน ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ ที่ไม่ใช่ […]

The post ย้อนผลงาน ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ อดีต CEO และรองประธานกรรมการโอสถสภา ด้วยความระลึกถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพชร โอสถานุเคราะห์

เปิดประวัติและย้อนผลงาน ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ ที่ไม่ใช่แค่เพียงอดีตนักร้องชื่อดัง แต่เป็นทั้งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเป็นอดีต CEO และรองประธานกรรมการบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย

 

หลังจากมีรายงานว่า เพชร โอสถานุเคราะห์ ซึ่งมีอายุ 63 ปี ได้ถึงแก่กรรมเมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยญาติได้ร่างไปบำเพ็ญกุศลที่ศาลาโอสถานุเคราะห์ วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ

 

สำหรับประวัติครอบครัว เพชร โอสถานุเคราะห์ เป็นบุตรชายของ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ ปองทิพย์ โอสถานุเคราะห์ โดยได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการตลาดจาก Southern Illinois University สหรัฐอเมริกา และเรียนต่อปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดที่มหาวิทยาลัยเดิม

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หลังจากเรียนจบก็กลับมาทำงานในวงการเพลง มีผลงานอัลบั้มแรกชุด ธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา มีเพลงดังอย่าง เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) ถือเป็นเพลงที่หลายคนรู้จักและแจ้งเกิดในวงการ

 

ยิ่งไปกว่านั้น เพชร โอสถานุเคราะห์ ยังเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของกิจการโอสถสภา ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทต่างๆ

 

หากย้อนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพชรนั้นเป็นผู้ถือหุ้นสูงสุดอันดับ 4 และในปี 2021 ได้ตัดสินใจขายหุ้นโอสถสภาทั้งหมดที่ถืออยู่ เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการอื่นๆ โดยเฉพาะโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายช่วยวางรากฐานของวงการศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษาของประเทศชาติ

 

จากนั้นได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโอสถสภา เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ โดยสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นหลังจากโอสถสภาได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่

 

ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดทางให้ทีมผู้บริหารมากฝีมืออย่าง กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารแทน

 

ขณะที่อีกหนึ่งบทบาท เพชรยังเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งก่อตั้งโดยครอบครัวของเขามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505

 

โดยเพชรได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การเปิดสาขาวิชาใหม่ๆ เช่น หลักสูตรเกมและสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟ, การผลิตสื่อนวัตกรรม, การผลิตอีเวนต์และการจัดการนิทรรศการและการประชุม, การตลาดดิจิทัล และการวางแผนการเงินและการลงทุน ฯลฯ เพื่อให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล ทั้งหมดภายใต้แนวคิดว่าโลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน

The post ย้อนผลงาน ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ อดีต CEO และรองประธานกรรมการโอสถสภา ด้วยความระลึกถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสดงความอาลัย เพชร โอสถานุเคราะห์ เจ้าของเพลงฮิต เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) ได้เสียชีวิตแล้ว https://thestandard.co/petch-osathanugrah-passed-away/ Tue, 15 Aug 2023 04:03:36 +0000 https://thestandard.co/?p=829272 เพชร โอสถานุเคราะห์

เช้าวันนี้ (15 สิงหาคม) มีรายงานว่า เพชร โอสถานุเคราะห์ […]

The post แสดงความอาลัย เพชร โอสถานุเคราะห์ เจ้าของเพลงฮิต เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) ได้เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพชร โอสถานุเคราะห์

เช้าวันนี้ (15 สิงหาคม) มีรายงานว่า เพชร โอสถานุเคราะห์ ศิลปินชื่อดัง เจ้าของเพลงฮิต เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) ได้เสียชีวิตแล้วในวัย 63 ปี โดยจะมีการแถลงข่าวในช่วงบ่ายของวันนี้

 

15 สิงหาคม 2566 มีรายงานข่าวว่า เพชร โอสถานุเคราะห์ อดีตศิลปินและอดีตผู้บริหารบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันเขาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

 

ทางครอบครัวเตรียมนำร่างของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ศาลาโอสถานุเคราะห์ วัดธาตุทอง จังหวัดกรุงเทพมหานคร

 

THE STANDARD POP ขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียไว้ ณ ที่นี้

The post แสดงความอาลัย เพชร โอสถานุเคราะห์ เจ้าของเพลงฮิต เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ) ได้เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 https://thestandard.co/market-focus-osp/ Wed, 19 Jul 2023 11:32:38 +0000 https://thestandard.co/?p=819459 OSP

เกิดอะไรขึ้น:   OSP คงเป้าส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น […]

The post OSP – ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP

เกิดอะไรขึ้น:

 

OSP คงเป้าส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2% ภายในสิ้นปี 2566 InnovestX Research มองว่า OSP น่าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ตามเป้าที่วางไว้ โดยได้รับการสนับสนุนจากความหลากหลายของสินค้าทั้งในกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มทั่วไป และคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 2H66 สู่ +/-49% ภายในสิ้นปี 2566 ในขณะเดียวกันต้นทุนและประสิทธิภาพก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 2H66 หลังจากเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ 1Q66 โดยได้รับการสนับสนุนจากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ ที่ลดลง

 

สำหรับ 2Q66 ประเมินกำไรสุทธิได้ที่ 529 ล้านบาท (ลดลง 12.3%YoY และ 32%QoQ) แต่หากหักเงินปันผลจาก Unicharm ใน 1Q66 ออกไป กำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 12%QoQ โดยได้รับการสนับสนุนจากรายได้ที่เติบโต 4.9%QoQ (ลดลง 4.4%YoY จากฐานสูง) ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของ OSP อยู่ที่ 47.5% ใน 2Q66 เพิ่มขึ้นจาก 46.6% ใน 1Q66 เนื่องจากการแข่งขันในตลาดพรีเมียม (12 บาทต่อขวด) ลดน้อยลง 

 

ดังนั้นยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศจะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ยอดขายต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ จากผลของการเก็บสต๊อกตามฤดูกาล ยอดขายเครื่องดื่มกลุ่ม Functional Drink กลุ่ม C-vitt คาดว่าจะลดลง YoY (แต่เพิ่มขึ้น QoQ) ซึ่งจะกดดันส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนให้ลดลง อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นสู่ 34.3% จาก 33.4% ใน 1Q66 และ 31.2% ใน 2Q65 โดยได้รับการสนับสนุนจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ที่ปรับตัวลดลง

 

ด้านต้นทุนสำหรับปี 2566 นอกเหนือจากแรงกดดันด้านต้นทุนอะลูมิเนียมและค่าไฟฟ้าที่ลดลง และราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนลดน้อยลงแล้ว OSP ยังวางแผนบริหารจัดการประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนลง เช่น การปิดเตาหลอมซึ่งใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง 1 เตา จาก 7 เตา ใน 1Q66 ซึ่งช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับลดลง 5.74%MoM อยู่ที่ระดับ 28.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 1.54%MoM อยู่ที่ระดับ 1,535.30 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ไว้ที่ 2.78 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 43.8%YoY) โดยอิงกับรายได้ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4%) อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นสู่ 34.1% เทียบกับจุดต่ำสุดในปี 2565 ที่ 30.6% แม้ 3Q66 จะเป็นช่วงโลว์ซีซัน แต่เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังคงปรับตัวดีขึ้น และกำไรปกติจะยังคงแข็งแกร่ง QoQ และจะเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดของปีนี้ใน 4Q66 

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Outperform ด้วยราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 32 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/E เฉลี่ย 35 เท่า

 

ส่วนความเสี่ยงและความกังวลหลักๆ ที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนวัตถุดิบหลักผันผวน กับความผันผวนของปริมาณขายในตลาด CLMV และนโยบายการเงิน

The post OSP – ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – 1Q66 กำไรสูงกว่าคาดเพราะอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัว https://thestandard.co/osp-1q66-profit-higher-than-expected/ Sat, 13 May 2023 03:34:48 +0000 https://thestandard.co/?p=789427 OSP 1Q66

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 บมจ.โอสถสภา ( […]

The post OSP – 1Q66 กำไรสูงกว่าคาดเพราะอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP 1Q66

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 บมจ.โอสถสภา (OSP) รายงานกำไรสุทธิ 1Q66 จำนวน 778 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.8% YoY และ 131.4%QoQ) โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวตามคาด และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่สูงกว่าคาด รายได้อยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท (ลดลง 12.4%YoY แต่เพิ่มขึ้น 1.8%QoQ) เป็นไปตามคาด โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศ และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในต่างประเทศ 

 

แม้ OSP รายงานส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ 46.6% ใน 1Q66 แต่ลดลงจาก 47.3% ใน 4Q65 เพราะการแข่งขันสูงขึ้นหลังจากคู่แข่งปรับราคาเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวตามคาดสู่ 33.4% เทียบกับ 29.9% ใน 4Q65 และ 31.7% ใน 1Q65 สูงที่สุดในรอบ 8 ไตรมาส โดยได้รับการสนับสนุนจากประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้นหลังจากปิดเตาหลอม 1 จาก 7 เตาเพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อนตั้งแต่เดือนมกราคม 

 

ปริมาณการขายที่ปรับตัวดีขึ้น และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง 15%QoQ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน Unicharm จำนวน 306 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 230 ล้านบาท

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น OSP ปรับลดลง 2.40%DoD อยู่ที่ระดับ 30.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.96%DoD อยู่ที่ระดับ 1,552.40 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของ OSP หดตัวลงใน 1Q66 แต่คาดว่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นทุกไตรมาส และจะถึงเป้าที่ OSP วางไว้ว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้อย่างน้อย 2% จากปีก่อน โดยจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทอยู่ที่ +/-50% ภายในสิ้นปีนี้ จากมูลค่าการตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังขวด 10 บาท OSP มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 20% ขณะที่มีสัดส่วน 80% ของมูลค่าตลาดในเครื่องดื่มชูกำลังขวด 12 บาท 

 

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มมากขึ้นใน 2H66 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มกลุ่ม Functional Drink อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเกิดจากแรงกดดันที่ลดน้อยลงจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำตาล และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ดี InnovestX Research มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของส่วนแบ่งการตลาดและกำไรสุทธิในปี 2566 ของ OSP โดยปริมาณการขายและส่วนแบ่งการตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ 2Q66 เป็นต้นไป กำไรปกติน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นทุกไตรมาส โดยอิงกับสมมติฐานประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และต้นทุนสินค้าขายโดยเฉลี่ยลดลง โดยได้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ไว้ที่ 2.78 พันล้านบาท หรือเติบโต 43%YoY

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ Tactical Call สำหรับ OSP ไว้ที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 32 บาทต่อหุ้น อ้างอิง PE เฉลี่ย 35 เท่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาหุ้นมี Upside จำกัด ดังนั้นจึงแนะนำให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงสำหรับนักลงทุนรายใหม่ และ Let Profit Run สำหรับผู้ที่มีหุ้นตัวนี้อยู่แล้ว

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงและความกังวลที่ต้องติดตาม คือ 1. ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลัก 2. การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังยังสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไฮซีซัน (ไตรมาส 2) เมื่อการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายและราคาอย่างเข้มข้นจะทำให้ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น และ 3. ความผันผวนในตลาด CLM และปริมาณการขาย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post OSP – 1Q66 กำไรสูงกว่าคาดเพราะอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
OSP – คาดกำไร 3Q65 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ https://thestandard.co/market-focus-osp-3q65/ Tue, 18 Oct 2022 12:11:37 +0000 https://thestandard.co/?p=696971 โอสถสภา (OSP)

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post OSP – คาดกำไร 3Q65 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภา (OSP)

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 3Q65 ของ บมจ.โอสถสภา (OSP) ซึ่งคาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น OSP ปรับลดลง 13.04%MoM อยู่ที่ระดับ 25.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 2.75%MoM อยู่ที่ระดับ 1,585.60 จุด

 

พรีวิวผลประกอบการ 3Q65:

InnovestX Research คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q65 ของ OSP ที่ 270 ล้านบาท (ลดลง 53.4%YoY และ 55.2%QoQ) ทำสถิติต่ำสุดรายไตรมาส โดยรายได้น่าจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY แต่ลดลง 14.3%QoQ โดยอิงกับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่อ่อนตัวลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลฟื้นตัว YoY และ QoQ 

 

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ที่ 30% ลดลงจาก 31.2% ใน 2Q65 และ 33.5% ใน 3Q64 เพราะได้รับแรงกดดันจากการประหยัดต่อขนาดที่ลดน้อยลงจากการผลิตขวดแก้วและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งคิดเป็น 6% ของต้นทุนทั้งหมด 

 

ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายคาดว่าจะอยู่ในระดับสูง โดยเกิดจากการประหยัดต่อขนาดลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเมียนมา

 

ทั้งนี้ OSP เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ขวดละ 10 บาท เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด โดยใน 3Q65 คาดการณ์ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของ OSP ที่ 48-49% เทียบกับ 49.1% ใน 2Q65 และ 54% ใน 1Q65 การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ M-150 (ผสมกระชายดำและน้ำผึ้ง) ขวดละ 10 บาท เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่ค่อนข้างจำกัด โดยส่วนใหญ่จำหน่ายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และหน่วยรถจำหน่ายสินค้า (Cash Van) ดังนั้นผลิตภัณฑ์นี้จะไม่มีให้เห็นในร้านค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) และไม่มีขายในกรุงเทพฯ 

 

ซึ่ง OSP ตั้งเป้ากลับมาครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังขวดละ 10 บาทภายใน 6 เดือน หลังจากส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมลดลงใน 2Q65 จากการปรับราคา M-150 แบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นจากขวดละ 10 บาท เป็น 12 บาท

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565:

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 รวมถึงปี 2566 เมื่อพิจารณาแรงกดดันจาก

 

  1. ส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง หลังจาก OSP ปรับราคาขาย M-150 เพิ่มขึ้นเป็นขวดละ 12 บาทในเดือนมีนาคม (ซึ่งบริษัทหวังว่าจะทวงส่วนแบ่งการตลาดกลับมาได้หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ M-150 รสใหม่ขวดละ 10 บาทในช่วงต้น 3Q65) 

 

  1. ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และการผลิตขวดแก้ว 

 

  1. ค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้นจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

 

  1. การเติบโตในต่างประเทศที่ชะลอตัวลง 

 

InnovestX Research จึงปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นปี 2565 ลดลงจาก 35% สู่ 31% และปี 2566 ลดลงจาก 35.5% สู่ 32% ขณะที่ปรับประมาณการอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายในปี 2565 และปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 22% สู่ 23.5% 

 

ส่งผลทำให้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 32% สู่ 2.1 พันล้านบาท (ลดลง 35%YoY) และปี 2566 ลดลง 23% สู่ 2.5 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 19%YoY) 

 

อย่างไรก็ดี ส่วนแบ่งการตลาดของ OSP คาดว่าจะฟื้นตัวตั้งแต่ 2Q66 เป็นต้นไป และบริษัทจะควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงและความกังวลคือ การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดเครื่องดื่ม ทั้งเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่ม Functional Drink ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนวัตถุดิบหลักยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์เศรษฐกิจและค่าเงินของกลุ่มประเทศ CLMV ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post OSP – คาดกำไร 3Q65 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภา เผยแบงก์ชาติเมียนมาออกคำสั่งห้ามจ่ายหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบต่อธุรกิจ ย้ำลงทุนผ่านสถาบันการเงินไทยเพียงอย่างเดียว https://thestandard.co/osotspa-bank-of-myanmar-issued-an-order-prohibiting-payment-of-foreign-debt-not-affect-business/ Tue, 19 Jul 2022 10:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=655955 โอสถสภา

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เผยแบงก์ชาติเมียน […]

The post โอสถสภา เผยแบงก์ชาติเมียนมาออกคำสั่งห้ามจ่ายหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบต่อธุรกิจ ย้ำลงทุนผ่านสถาบันการเงินไทยเพียงอย่างเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอสถสภา

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เผยแบงก์ชาติเมียนมาออกคำสั่งห้ามบริษัทเอกชนและประชาชนจ่ายหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบต่อธุรกิจในเมียนมา ชี้การลงทุนในเมียนมาเป็นการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในประเทศไทย

 

วรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โอสถสภา หรือ OSP เปิดเผยว่า ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้นำเครื่องดื่มให้พลังงานอันดับหนึ่งในเมียนมา ภายใต้แบรนด์ Shark และ M-150 จึงตัดสินใจขยายธุรกิจลงทุนเปิดโรงงานที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ในปี 2563 หลัง ‘โอสถสภา’ ได้ริเริ่มทำการค้ากับเมียนมาเป็นเวลากว่า 25 ปี และเริ่มศึกษาวางแผนธุรกิจเป็นเวลานานนับสิบปีก่อนตัดสินใจลงทุนเปิดโรงงาน

 

ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารกลางเมียนมาประกาศคำสั่งไปยังภาคเอกชนให้ระงับชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ในต่างประเทศนั้น มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ ‘โอสถสภา’ ในเมียนมา 

 

“โอสถสภาสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ อีกทั้งการลงทุนในเมียนมา เป็นการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในประเทศไทย และสถาบันการเงินในประเทศเมียนมา ทั้งนี้ การชำระหนี้จะมีการเจรจากันภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงระหว่างบริษัท และสถาบันการเงินต่อไป”

 

แม่ทัพของโอสถสภาย้ำว่า แม้สถานการณ์ทางการเงินจะมีความผันผวนด้านค่าเงินหรืออัตราการแลกเปลี่ยน แต่ธุรกิจของโอสถสภายังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายในเมียนมาสามารถทำได้ในหลายสกุลเงินมากขึ้น ทำให้โอสถสภาบริหารจัดการทางการเงินได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post โอสถสภา เผยแบงก์ชาติเมียนมาออกคำสั่งห้ามจ่ายหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบต่อธุรกิจ ย้ำลงทุนผ่านสถาบันการเงินไทยเพียงอย่างเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>