บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-โกลบอล-เพาเวอร์-ซ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 30 Jun 2026 02:57:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย https://thestandard.co/gpsc-clean-energy-strategy-data-center-smr/ Tue, 30 Jun 2026 02:25:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1224582 ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

ในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและคา […]

The post ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

ในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยาก สิ่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องเร่งหาทางออก THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถึงวิสัยทัศน์และการปรับกระบวนทัพครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดรับกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) รวมถึงการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Decarbonization อย่างเต็มรูปแบบ

 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ได้กลายเป็น ‘ตัวเร่ง’ ที่สำคัญต่อการปรับตัวด้านพลังงาน

 

ศิริเมธ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ทิศทางหลังจากนี้จึงหนีไม่พ้นการเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ให้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบ สิ่งที่ท้าทายตามมาคือ ‘เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า’ GPSC ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงาน จึงต้องวางกลยุทธ์ที่สามารถรักษาสมดุลทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงในการจ่ายกระแสไฟฟ้า (Security), ราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ (Affordability) และทิศทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Sustainability) ซึ่ง GPSC ได้เล็งเห็นภาพของ Energy Transition มานานแล้ว และเตรียมความพร้อมไว้ในหลายมิติ เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Net Zero ของประเทศในปี 2050

 

ยกระดับประสิทธิภาพ ‘ไฟฟ้า-ไอน้ำ’ มุ่งสู่ผู้นำ Decarbonization ในมาบตาพุด

 

GPSC ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ระบบการผลิตของ GPSC เป็นลักษณะโคเจนเนอเรชั่น (Cogeneration) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก เข้าไปเผาไหม้ในเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จากนั้นนำความร้อนทิ้งที่อุณหภูมิสูงถึง 500-600 องศาเซลเซียส ไปผ่านระบบกู้คืนความร้อน (Heat Recovery Steam Generator) เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง นำไปปั่นกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้าได้อีกทอดหนึ่ง และได้ไอน้ำเป็นผลพลอยได้ส่งขายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม

 

ด้วยความซับซ้อนนี้ การก้าวสู่เป้าหมาย Decarbonization จึงเริ่มต้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Asset Optimization) เป็นอันดับแรก ปัจจุบัน GPSC ได้นำระบบ Asset Optimization แบบออนไลน์มาใช้บริหารจัดการยูนิตการผลิตที่มีอยู่หลากหลายให้ทำงานประสานกันอย่างเหมาะสมที่สุดแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงการปรับปรุงกระบวนการเผาไหม้และลดความร้อนสูญเสีย ซึ่งช่วยให้ประหยัดทั้งการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำไปพร้อมกัน

 

“เราได้ทำการเปรียบเทียบ หรือ Benchmarking กับโรงไฟฟ้าทั่วโลก พบว่าปัจจุบันมากกว่า 85% ของยูนิตที่เราโอเปอเรตอยู่ อยู่ในระดับ 25% แรกของโลก (First Quartile) สะท้อนให้เห็นว่าในเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุน เราสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแน่นอน” ศิริเมธ กล่าว

 

แผนการปรับปรุงประสิทธิภาพนี้สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า 60,000 ตันต่อปี ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่แข็งแกร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรลง 15% ภายในปี 2035 ตามแผนที่วางไว้

 

สยายปีกธุรกิจนวัตกรรมพลังงานสะอาด เพิ่มโซลูชันครอบคลุมทั้งใน-นอกกลุ่ม ปตท.

 

นอกจากฝั่งการผลิตแล้ว GPSC ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการให้บริการโซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับองค์กรและอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการลดคาร์บอน บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เกทซ์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด (Getz) เพื่อลุยธุรกิจด้าน EPC รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Power Management System) มาผสมผสานกับการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติ เพื่อสร้างระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพให้กับลูกค้า

 

ไม่เพียงเท่านั้น GPSC ยังพบว่า การใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ (Mixed-use) ส่วนใหญ่มาจาก ‘ระบบทำความเย็น’ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Keppel บริษัทยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ชื่อ บริษัท CoolConnext จำกัด โดย GPSC ถือหุ้นผ่าน Getz ในสัดส่วน 51% และ Keppel ถือหุ้น 49% เพื่อดำเนินธุรกิจ Cooling as a Service โดยบริษัทจะเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และจำหน่ายน้ำเย็นให้กับอาคารต่างๆ

 

โดยตั้งเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เป็น 100,000 ตันความเย็น ภายในปี 2030 การรุกตลาดโซลูชันนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญของบุคลากร GPSC มาขยายผล เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและนอกกลุ่ม ปตท. ได้อย่างสมบูรณ์

 

เป้าหมาย PDP 2026 โอกาสบนความท้าทาย สู่การปรับพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุ 60%

 

เมื่อมองไปที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 (ซึ่งครอบคลุมปี 2026-2050 สอดคล้องกับกรอบเวลา 25 ปีของเป้าหมาย Net Zero พอดี) จะพบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปัจจุบันประมาณ 30,000 กว่าเมกะวัตต์ จะเพิ่มขึ้นเป็น 77,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2050 เพื่อรองรับเทคโนโลยี Electrification ที่จะเข้ามาแทนที่พลังงานปฐมภูมิอย่างน้ำมัน

 

ภายใต้แผนระดับชาตินี้ หากต้องการบรรลุ Net Zero กำลังการผลิตใหม่เกินครึ่งหนึ่ง หรือราว 35,000 เมกะวัตต์ จะต้องเป็นพลังงานสะอาด ศิริเมธ เผยว่า GPSC ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูล โดยปัจจุบันบริษัทมีพันธมิตรและที่ดินที่มีศักยภาพสูง ซึ่งพร้อมสำหรับพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) รวมกันมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐมีการปลดล็อกระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้บุคคลที่สามใช้ (Third Party Access) หรือระบบ Wheeling Charge บริษัทก็มีพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดได้อีกถึง 1,000-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะปลดล็อกให้ GPSC สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไปด้วยกัน

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ตระหนักดีว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวน ประเทศไทยยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ (IPP) เพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) คอยพยุงเสถียรภาพของระบบในยามที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด ซึ่งคาดการณ์ว่าในร่างแผน PDP ใหม่ ภาครัฐอาจเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 พื้นที่ ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง GPSC ก็มีความพร้อมในการเข้าแข่งขันประมูลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศเช่นกัน

 

จากแผนยุทธศาสตร์ทั้งหมด GPSC ได้วางเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พอร์ตกำลังการผลิตรวมของบริษัทจะขยายตัวไปถึงระดับ 13,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ทะลุระดับ 60% และเข้าใกล้ 70% ซึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญไม่เพียงแต่มาจากแผน PDP ในประเทศไทย แต่ยังมาจากการลงทุนในแพลตฟอร์มพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียที่เติบโตอย่างร้อนแรง จากกำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ ทะยานสู่ 11,000 เมกะวัตต์ ในเวลาเพียง 4 ปี และมีโครงการในไปป์ไลน์ที่รอลงนามอีกกว่า 10,000 เมกะวัตต์ โดย GPSC ถือหุ้นสัดส่วน 39.9% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า GPSC พร้อมแล้วที่จะนำประสบการณ์จากเวทีโลก กลับมาขับเคลื่อนแผน PDP 2026 ของไทยให้บรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

พลิกวิกฤตโรงไฟฟ้าหมดอายุ สู่ขุมทรัพย์ Data Center ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง คือความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทย ในขณะที่การสั่งซื้อเครื่องจักรหลักสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ เช่น กังหันก๊าซ ต้องใช้เวลารอคอยสินค้านานขึ้นจาก 2-3 ปี เป็นเกือบ 5 ปี ทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ทันต่อความต้องการ

 

ศิริเมธ มองว่านี่คือ จังหวะทอง ของ GPSC เนื่องจากบริษัทมีโรงไฟฟ้าทั้ง IPP และ SPP ในพื้นที่เดิมที่ใกล้จะหมดอายุสัญญาพอดี เช่น โรงไฟฟ้า GLOW IPP ขนาด 700 เมกะวัตต์ ที่จะหมดสัญญา PPA ในต้นปี 2028 GPSC จึงมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) เจรจาต่ออายุสัญญากับ กฟผ. เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือ 2) เสนอขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้กับกลุ่ม Data Center ระดับโลกที่กำลังเข้ามาเจรจาอยู่หลายราย

 

SMR จิ๊กซอว์เทคโนโลยีพลิกโลก สู่การลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของแผนการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตคือ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งจะถูกบรรจุในแผน PDP 2026 ถึง 2,400 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากร่างเดิมที่ 600 เมกะวัตต์ สาเหตุที่ SMR เป็นกุญแจสำคัญ เพราะโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมของ GPSC ต้องจ่ายทั้ง ‘ไฟฟ้า’ และ ‘ไอน้ำ’ ให้ลูกค้า หากใช้แผงโซลาร์เซลล์หรือลม จะได้เพียงกระแสไฟฟ้า แต่ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ SMR จึงทำหน้าที่เป็นระบบ Cogeneration คล้ายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ คือใช้ความร้อนต้มน้ำให้เดือดเป็นไอน้ำไปปั่นกังหัน และนำไอน้ำที่ได้ไปส่งให้ลูกค้าต่อได้ โดยที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลยในกระบวนการผลิต ถือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้ง Security, Affordability และ Sustainability ครบถ้วนในตัวเดียว

 

ปัจจุบัน GPSC ได้ลงนาม MOU กับพันธมิตรเพื่อศึกษาความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR Generation ที่ 4 ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยสูงสุดในระดับ ‘Inherent Safety’ หรือ ‘Walk-away Safe’ หมายความว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือระบบไฟฟ้าหล่อเย็นขัดข้อง เตาปฏิกรณ์จะค่อยๆ หยุดการทำงานและเย็นตัวลงได้เองตามกลไกธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยระบบภายนอกเข้ามาควบคุม

 

บริษัทกำลังศึกษาเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ค่ายหลัก คือ

 

  • เดนมาร์ก (Seaborg Technologies) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเกลือหลอมเหลว (Molten Salt) แทนน้ำในการระบายความร้อน เกลือหลอมเหลวมีจุดเดือดสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ต้องสร้างแรงดันมหาศาลในเตาปฏิกรณ์เหมือนระบบน้ำ เมื่อความร้อนสูงเกินไป เกลือจะขยายตัว ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลงเอง
  • จีน จะใช้ก๊าซเฉื่อยเป็นตัวนำความร้อน โดยออกแบบเชื้อเพลิงให้อยู่ในแคปซูลลูกบอลเซรามิกทนความร้อนสูงถึง 1,600 องศาเซลเซียส ในขณะที่ปฏิกิริยาสูงสุดจะสร้างความร้อนไม่เกิน 1,200 องศาเซลเซียส จึงการันตีได้ว่าเปลือกหุ้มจะไม่มีวันละลายและป้องกันการรั่วไหลของรังสีได้อย่างสมบูรณ์

 

การก่อสร้าง SMR ยังใช้โมเดลสำเร็จรูป ผลิตและประกอบชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์จากโรงงาน คล้ายบ้านน็อกดาวน์ แล้วขนส่งทางเรือหรือรถยนต์มาติดตั้งหน้าไซต์งาน ทำให้คุมงบประมาณและเวลาได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต นอกจากนี้ SMR ยังใช้พื้นที่รัศมีปลอดภัย (Safety Space) แคบลงเหลือเพียง 500 เมตร ถึง 2 กิโลเมตรเท่านั้น เทียบกับแบบเก่าที่ต้องการรัศมีถึง 16 กิโลเมตร แม้ว่าปัจจุบัน SMR จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) โดยโครงการนำร่องที่เกาหลีใต้คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปี 2030-2032 แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าสามารถลงทุนได้ และจะช่วยล็อกต้นทุนเชื้อเพลิงระยะยาวให้กับประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

“GPSC ถือเป็นบริษัทเอกชนไทยอันดับต้นๆ ที่มีความพร้อมเรื่อง SMR เพราะเชื่อว่า หากจะไปถึง Net Zero จริงๆ เทคโนโลยี SMR คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะเข้ามาปิดเกม” ศิริเมธ กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคต

 

ตลอดบทสนทนา สะท้อนให้เห็นว่า GPSC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่คือผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านพลังงานที่พร้อมรับมือทุกความท้าทาย ความสำเร็จเหล่านี้นอกเหนือจากเทคโนโลยี ยังเกิดจากการวางระบบปฏิบัติการ Operational Excellent Management System (OEMS) ที่มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานในกลุ่ม ปตท. จนทำให้ GPSC คว้ารางวัลชนะเลิศ Operational Excellent Award ประจำปี 2026 ของกลุ่ม ปตท. มาครองได้สำเร็จ

 

ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือสถิติ SAIFI (System Average Interruption Frequency Index) ของ GPSC เมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 0.00 ซึ่งหมายความว่าไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้องที่ส่งผลกระทบต่อการรับกระแสไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว นับเป็นสถิติที่ดีที่สุด และยังได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าสูงสุดในมิติความน่าเชื่อถือ (Reliability)

 

เมื่อโลกเปลี่ยน พลังงานก็ต้องปรับ การเดินหน้าของ GPSC บนสมรภูมิ Energy Transition ด้วยยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด พร้อมนวัตกรรมเพื่อลดคาร์บอน จึงเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร แต่ยังเป็นฐานรากที่จะประคองเสถียรภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งภูมิรัฐศาสตร์และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

The post ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero https://thestandard.co/gpsc-warns-thailand-nuclear-vietnam-net-zero/ Thu, 05 Feb 2026 06:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1174111 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ข […]

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ขยายพอร์ตอินเดีย ไต้หวัน ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมหนุนรัฐบาลใหม่เดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยมองว่า หากไทยเดินช้า อาจเสียโอกาสและตามหลังคู่แข่งอย่างเพื่อนบ้านเวียดนาม ซึ่งกำลังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถึง 2 แห่งใน 5 ปี

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบความมั่นคง พลังงาน ไทยและประเทศต่างๆ ปรับ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

 

ไทยเผชิญทาง 3 แพร่ง ท้าทายภาคพลังงาน

 

โดยโจทย์หลักที่สะท้อนภาพดังกล่าว คือ แนวคิด ‘Energy Trilemma’ ซึ่งประกอบด้วย 1.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า 2.ราคาไฟฟ้าที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับได้ และ 3.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ในอดีต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเพียงสองด้านแรก คือการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้โจทย์พลังงานของประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน

 

“โดยเฉพาะโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่ให้ความเสถียรสูง และมีต้นทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซธรรมชาติยังมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก อย่างในปี 2565 ที่เกิดสงคราม ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซยังมีข้อจำกัดด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งขัดกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาวของประเทศ

 

มองพลังงานแสงอาทิตย์และลม ยังท้าทาย ‘เสถียรภาพไฟฟ้าไทย’

 

ศิริเมธ มองว่า ในฝั่งของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แม้จะมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนและช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านเสถียรภาพ เนื่องจากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานของระบบได้ เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ที่การผลิตไฟฟ้า ในช่วงกลางวันพุ่งสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์

 

ส่งผลให้โรงไฟฟ้าก๊าซต้องลดหรือหยุดเดินเครื่องเพื่อป้องกันไฟฟ้าล้นระบบ ทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนจากช่วงพีคกลางวันไปเป็นช่วงพีคในตอนเย็น เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้มาก เมื่อแดดหมดแต่คนกลับบ้านใช้ไฟ ทำให้โรงไฟฟ้าหลักต้องเร่งผลิตไฟฟ้ากะทันหัน ซึ่งเป็นความท้าทายด้านเสถียรภาพระบบ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘Duck Curve’

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 1

 

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าราคาไฟฟ้าในรัฐดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งในระบบสายส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน

 

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฐานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ หากเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนโดยไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง

 

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในเวียดนามและสเปน แม้เวียดนามจะมีค่าไฟฟ้าถูกกว่าไทย แต่เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถเทียบได้ ซึ่งในระยะยาวอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคอุตสาหกรรม

 

โลกมุ่งสู่ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

 

ศิริเมธ มองว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างพลังงานของประเทศหลักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน หรืออินเดีย ซึ่งต่างประกาศเป้าหมายเข้าสู่ Net Zero พบว่าทุกประเทศวางแผนจนถึงปี 2050 ให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นฐานสำคัญของระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

 

การประเมินโดย BloombergNEF ระบุว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 75% ของพลังงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยยังคงต้องมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐาน ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้

 

ขณะเดียวกัน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่เอกชนเองก็รอความชัดเจน ก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งขยับเป้าหมายลดคาร์บอนให้เร็วขึ้น บรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาพิจารณา

 

“รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัด Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แผนยอมรับความเป็นไปได้ของการเกิดไฟฟ้าดับ โดยกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือประมาณ 16.8 ชั่วโมงต่อปี ถูกบรรจุไว้ด้วย”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP เวอร์ชันใหม่

 

ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินระบบพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาค่า Capacity Factor ซึ่งสะท้อนการผลิตไฟฟ้าได้จริงตลอดทั้งปี โดยพลังงานนิวเคลียร์มีค่าเฉลี่ยสูงถึงราว 90% โรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ประมาณ 85% พลังน้ำราว 50% ขณะที่พลังงานลมมีเพียงประมาณ 28% และพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ราว 17% เท่านั้น

 

ทว่า โครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยยังสะท้อน ให้เห็นแนวโน้มการพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง LNG เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ส่งผลให้การตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีความท้าทายมากขึ้น

 

ในด้านโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสูงถึง 41% และภาคธุรกิจอีก 24% ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้เพียง 29%

 

“สะท้อนว่าความมั่นคงและต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

 

ดังนั้น หากดูจากภาพรวม แม้ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 152 ล้านตันภายในปี 2035 แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง

 

แม้ในปี 2050 ภาคไฟฟ้าของไทยอาจยังมีการปล่อยคาร์บอน เหลืออยู่ราว 41.5 ล้านตัน จะเทียบเท่ากำลังผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซประมาณ 12,000 เมกะวัตต์ หากต้องการทดแทนทั้งหมดด้วย SMR จะต้องมีโรงไฟฟ้า SMR ราว 60 ยูนิต ขนาดประมาณ 200 เมกะวัตต์ต่อยูนิต เข้าไป

 

รุกเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนอินเดีย-ไต้หวัน ตั้งเป้า Top 3 อาเซียน

 

ศิริเมธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ โดยมีพอร์ตในอินเดียกว่า 6,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจในอินเดียไปได้ดีมาก และในไต้หวันอีกราว 200 เมกะวัตต์

 

“เราตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด”

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายใต้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

“โรงไฟฟ้า SMR เป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนเดิม ไม่เช่นนั้นนั้นอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน”

 

โดยเฉพาะภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU)

 

‘GPSC’ ชี้ทางรอดพลังงาน หากไร้นิวเคลียร์ ไทยอาจตามหลังเวียดนาม

 

โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลเวียดนาม ระบุว่า ได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน จังหวัด Ninh Thuan คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

“เวียดนามเองก็พยายามฟื้นแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง หลังระงับไปเกือบ 10 ปีที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่าคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่จะมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ระหว่าง 5 ปี”

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 2

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงราคาไฟฟ้า แต่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในระยะยาว

 

ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่

 

ส่วนตัวมองว่า “นโยบายที่รัฐบาลซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านพลังงานสะอาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทดแทนไฟฟ้าฐานที่มีเสถียรภาพจากระบบหลักได้”

 

โดยบริษัทมองและวางทิศทางธุรกิจพลังงานในช่วง 3-5 ปี และระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ยังมีศักยภาพเติบโตชัดเจน โดยได้วางกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการพัฒนา พลังงานสะอาด (Green Power) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมและกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ปัจจุบัน GPSC มีพันธมิตรและพื้นที่ศักยภาพในประเทศไทย สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์

 

”พร้อมเดินหน้าทันทีหากภาครัฐเปิดให้ใช้ระบบส่งไฟฟ้าแบบ Third Party Access ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าไปยังลูกค้าได้โดยตรง“

 

โดยจุดโฟกัสสำคัญคือการรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน GPSC ยังทำงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อการลดคาร์บอน (Decarbonization) โดยเทคโนโลยีอย่าง CCS และไฮโดรเจน จะเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการในระดับกลุ่ม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

 

ศิริเมธ ย้ำว่า บริษัทมีความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานไฟฟ้าเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ (FDI) แล้ว แต่ความชัดเจนด้านกติกาและนโยบายจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าศักยภาพเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ได้เร็วเพียงใด

 

“ปัจจัยสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคุมต้นทุน และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งนับวันก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยจะน้อยลง การพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่โลกเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ราคาผันผวน จะเป็นความท้าทาย หากไทยเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ให้เร็วจะยิ่งเป็นแต้มต่อศักยภาพของไทย ซึ่ง GPSC พร้อมลงทุน” ศิริเมธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Sylvain Sonnet, NiseriN / Getty Images

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘GPSC – GCL’ บิ๊กเทคจีน รุกศึกษาเมกะโปรเจกต์ ‘Data Center’ รับคลื่น AI ไฟฟ้าสีเขียว ป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต https://thestandard.co/gpsc-gcl-data-center-green-ai/ Sun, 23 Nov 2025 06:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1146391 ‘GPSC - GCL’ บิ๊กเทคจีน รุกศึกษา เมกะโปรเจกต์ ‘Data Center’ รับคลื่น AI ไฟฟ้าสีเขียว ป้อน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

GPSC จับมือ GCL ร่วมศึกษาพัฒนา Data Center พร้อมเพิ่มมู […]

The post ‘GPSC – GCL’ บิ๊กเทคจีน รุกศึกษาเมกะโปรเจกต์ ‘Data Center’ รับคลื่น AI ไฟฟ้าสีเขียว ป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘GPSC - GCL’ บิ๊กเทคจีน รุกศึกษา เมกะโปรเจกต์ ‘Data Center’ รับคลื่น AI ไฟฟ้าสีเขียว ป้อน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

GPSC จับมือ GCL ร่วมศึกษาพัฒนา Data Center พร้อมเพิ่มมูลค่าโครงข่ายไฟฟ้าเสถียรภาพ รับคลื่น AI พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

รายงานข่าวระบุว่า GPSC – GCL เปิดแผน Data Center และธุรกิจดิจิทัลด้านพลังงาน MOU ศึกษาเพิ่มโอกาสขยายธุรกิจ ตามยุทธศาสตร์ Data Power x Smart Power ดึงเทคโนโลยี AI เสริมศักยภาพการแข่งขันธุรกิจ ด้วยนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจครบวงจร ทั้งยกระดับพัฒนาโซลูชั่น บริหารจัดการพลังงาน ทดสอบนวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงชนิดใหม่ เขย่ากลยุทธ์ใหม่เจาะตลาดไทยและต่างประเทศ

 

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ผู้นำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง GPSC และ บริษัท โกลเดน คอนคอร์ด โฮลดิ้งส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านเทคโนโลยี สีเขียวคาร์บอนต่ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ดำเนินธุรกิจพัฒนาโซลูชั่นพลังงานชั้นสูงให้กับ Data Center ขนาดใหญ่ โดยร่วมพัฒนาโครงการบูรณาการศูนย์ข้อมูลร่วมกับพลังงานคาร์บอนต่ำอัจฉริยะ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานของไทย และยังเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขยาย ความร่วมมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GPSC กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์ และจุดแข็งของ GPSC ที่สามารถผลิตส่งไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด โดยใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าปัจจุบันที่สามารถส่งไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Maximize existing assets with Best-in-Class performance) ประกอบกับความเชี่ยวชาญของ GCL ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรุ่นใหม่

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียน ร่วมกันนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมทั้งศึกษาพัฒนาตลอดห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เทคโนโลยีใหม่ประเภทเพอรอฟสไกต์ (Perovskite) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก พร้อมรองรับการยกระดับระบบบริหารจัดการและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้าและคาร์บอนเครดิต เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) และรองรับการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลด้านพลังงานผ่าน Real World Asset (RWA) เพื่อให้สอดรับกับทิศทางของนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต

 

โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นถึงโอกาส และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานในไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะความสำคัญด้านการพัฒนาบูรณาการ Data Center ร่วมไปกับบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI มาใช้รองรับการแข่งขันที่ต้องเผชิญกับปัจจัยการความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

 

 

ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ GPSC ในฐานะผู้นำนวัตกรรมพลังงานและการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ที่จะเข้าสู่ธุรกิจพลังงานและดิจิทัลอย่างแท้จริง ผ่านความร่วมมือกับ GCL ในการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน

 

โดยดึงความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายมาพัฒนาธุรกิจในประเทศ และวางเป้าหมายในการขยายการลงทุนไปในโครงการด้านพลังงานและดิจิทัลทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้ GPSC มีขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจในประเทศและภูมิภาค รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และมีศักยภาพใน Solar energy supply and value chains, เทคโนโลยี AI, Data center, Smart energy platform อย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัลด้วย AI และสามารถต่อยอดธุรกิจพลังงาน หนุนนโยบายของรัฐที่ต้องการให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero 2050) และเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจศูนย์ข้อมูลของภูมิภาค

 

Mr. Zhu Gongshan ประธานกรรมการ GCL Group เปิดเผยว่า การลงนาม MOU ร่วมกับ GPSC ครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์การขยายการลงทุนในด้านพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานสู่ต่างประเทศ ร่วมกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดย GCL Group

 

ในฐานะบริษัทชั้นนำนวัตกรรมพลังงานสะอาด และธุรกิจดิจิทัลระดับโลก จะเป็นส่วนสำคัญของการเพิ่มศักยภาพและความพร้อมด้านพลังงานที่แข็งแกร่ง ที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จและยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทย รองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center

 

“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ของ GCL Group ที่จะเข้ามาลงทุน และสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวผ่านการบูรณาการจุดแข็งในด้านเทคโนโลยีพลังงาน นวัตกรรมพลังงาน ระบบการผลิตและระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ และการขยายการดำเนินงานสู่ระดับโลก”

 

ปี 2568 บิ๊กคอร์ปแห่ลงทุน Data Center ในไทย

 

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในไทยในปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย. 2568) นักลงทุนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมากจำนวน 840 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 447,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สะท้อนขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูง 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตร-อาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพกลุ่มธุรกิจบริการทั้งในภาคท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ และบริการทางการแพทย์ กลุ่มดิจิทัล กลุ่มสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์

 

โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนกว่า 140,000 ล้านบาท เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกิจการ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ

 

ภาพ: Hugo Kurk / Getty images

The post ‘GPSC – GCL’ บิ๊กเทคจีน รุกศึกษาเมกะโปรเจกต์ ‘Data Center’ รับคลื่น AI ไฟฟ้าสีเขียว ป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.ส่ง ‘GPSC’ เดินเกมพลังงานสะอาด เปิดเหตุผล ทำไมไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ แม้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี? https://thestandard.co/ptt-gpsc-nuclear-smr-thailand/ Tue, 14 Oct 2025 10:52:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1130348 ปตท.ส่ง ‘GPSC’ เดินเกมพลังงานสะอาด เปิดเหตุผล ทำไมไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ แม้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี?

หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาเซียน เริ่มเร่งรั […]

The post ปตท.ส่ง ‘GPSC’ เดินเกมพลังงานสะอาด เปิดเหตุผล ทำไมไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ แม้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.ส่ง ‘GPSC’ เดินเกมพลังงานสะอาด เปิดเหตุผล ทำไมไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ แม้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี?

หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาเซียน เริ่มเร่งรัดพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด SMR (Small Modular Reactor) หรือ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก’ ซึ่งไทยยังอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น

 

โดยปลายร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ได้ระบุว่า ประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 600 เมกะวัตต์ นำร่องโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ. )

 

และล่าสุดรัฐบาลปรับเป้าหมาย Net Zero Emission 2050 เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี เนื่องจากหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ประกาศ Net Zero Emission 2050 และปรับกรอบเวลาใหม่ เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

 

เมื่อบวกกับโอกาสเทรนด์ AI-Data center หลั่งไหลเข้ามาในไทย วันนี้จึงเห็นบิ๊กคอร์ปพลังงานไทย ส่งสัญญาณพร้อมลงทุน ‘SMR’ คึกคัก

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษ ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กลุ่มนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor)

 

 

ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศอย่างมีเสถียรภาพ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฯ สู่สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ของกลุ่ม ปตท.

 

“SMR ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการผลิตไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน และหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนกลับมาปัดฝุ่น และพร้อมลงทุน จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเร่งทำเพื่อไม่ให้เสียโอกาส อีกทั้ง แนวโน้มการพัฒนาวันนี้ เชื่อว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่าแผนเดิม คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า อาจจะได้เห็นความชัดเจนการส่งเสริมโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทยออกมา”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ลุยเจรจาหาพันธมิตรยุโรป-จีน

 

GPSC เองก็มีความพร้อมในการเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยุโรปและจีน ซึ่งขึ้นอยู่ว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีจากไหน

 

เมื่อถามถึงความท้าทาย การก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR มี ‘ต้นทุน’ สูงแค่ไหน ศิริเมธ ระบุว่า ต้องยอมรับว่าการลงทุนมูลค่าสูง อยู่ที่ 6 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ สูงกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฯที่มีต้นทุน ก่อสร้าง 1.25-1.5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ แต่ค่าเชื้อเพลิง SMR ต่ำกว่า

 

“ดังนั้น GPSC จึงอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าพอสมควร คาดว่าจะได้ข้อสรุปการเจรจาภายในปี 2569”

 

หากในอนาคตประเทศไทยเปิดให้เอกชนสามารถลงทุนโรงไฟฟ้า SMR ได้ GPSC ก็อาจดึงพันธมิตรรายดังกล่าว เข้ามาลงทุนโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทยด้วย ”

 

สำหรับพื้นที่โรงไฟฟ้า SMR มีกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ เป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดย SMR ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการผลิตไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง

 

ความโดดเด่นของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ขนาด 100-300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย สามารถผลิตได้ทั้ง ‘ไฟฟ้าและไอน้ำ’ พร้อมกัน ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสองรูปแบบควบคู่กัน ซึ่งการเลือกขนาดหรือรูปแบบของ SMR จะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้พลังงานในแต่ละพื้นที่และใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี

 

 

“การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดหลายด้าน ทั้งการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม เทคโนโลยีเฉพาะการจัดการความปลอดภัย ชุมชนโดยรอบ ดังนั้น การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทยจึงต้องรอ กฟผ.นำร่อง รวมถึงมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อกำหนดโซนนิ่ง

 

ลุยศึกษาร่วมกับเดนมาร์ก พร้อมลงทุน 4 เสาหลัก

 

ศิริเมธ ระบุว่า ระหว่างรอความชัดเจนของแผน PDP ได้เตรียมความพร้อมการลงทุนไว้ 4 ด้านหลัก ได้แก่

 

1. พันธมิตร : เนื่องจากเทคโนโลยี SMR ยังใหม่สำหรับประเทศไทย การร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศที่มีประสบการณ์ถือเป็นหัวใจสำคัญ

 

2. ด้านบุคลากร : บริษัทเตรียมส่งบุคลากรไปศึกษาดูงาน และปฏิบัติงานจริงในโรงไฟฟ้า SMR ต่างประเทศ ทั้งจีนและรัสเซีย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเสริมความพร้อมในอนาคต

 

3. เงินลงทุน : GPSC มีศักยภาพทางการเงินรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

 

4. ฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ที่มีความต้องการใช้พลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“เห็นความต้องการจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2569 รวมถึงกลุ่ม Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาดและเสถียรภาพ จึงมองเป็นโอกาสรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต”

 

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ GPSC อยู่ระหว่างศึกษาพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดยุคใหม่ จากเทคโนโลยีปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 (SMR Generation IV หรือ Gen IV) ร่วมกับบริษัท Seaborg Technologies จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นแผนระยาว 2567-2570 เพื่อเตรียมสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคตอีกด้วย

 

บิ๊กคอร์ปพลังงาน พร้อมลงทุน ‘SMR’ รับเทรนด์ AI-Data center

 

ศิริเมธ ทิ้งท้ายว่า ท้ายที่สุด การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ไม่สามารถดำเนินการโดยภาคเอกชนเพียงลำพังได้ ต้องยกระดับเป็น ‘โครงการระดับชาติ’ ที่บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และอยู่ภายใต้การกำกับของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

 

“ประเทศไทยมีกฎหมายและโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัตินิวเคลียร์เพื่อสันติ และหน่วยงานกำกับด้านพลังงานปรมาณู หากมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติ และมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ภายใน 7 ปี ประเทศไทยจะต้องมีโรงไฟฟ้า SMR เครื่องแรก และสามารถเดินเครื่องผลิตได้” ศิริเมธ กล่าว

 

ปัจจุบัน หลายบริษัทพลังงานของไทยมีแผนศึกษาการลงทุนในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไม่น้อย นอกจากกฟผ. GPSC ยังมี BGRIM, บางจาก, Gulf Energy, EGCO, ราชกรุ๊ป-สหพัฒน์, WHA และ บ้านปู

 

SMR จึงเป็นทางเลือกพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าและตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นของภาคอุตสาหกรรม ทั้ง AI, Data center เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

ภาพ: China News Service, Jeremy Poland / Getty images

The post ปตท.ส่ง ‘GPSC’ เดินเกมพลังงานสะอาด เปิดเหตุผล ทำไมไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ แม้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC จับมือ Seaborg Technologies พาร์ตเนอร์เดนมาร์ก ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในไทย https://thestandard.co/gpsc-seaborg-partnership/ Mon, 24 Mar 2025 10:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1056005 gpsc-seaborg-partnership

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จับมือ Seaborg Techn […]

The post GPSC จับมือ Seaborg Technologies พาร์ตเนอร์เดนมาร์ก ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
gpsc-seaborg-partnership

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จับมือ Seaborg Technologies จากเดนมาร์ก ศึกษาความเป็นไปได้พัฒนาเทคโนโลยี SMR ในไทย ตั้งเป้าหมายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน มีความปลอดภัยสูง

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC บริษัทแฟลกชิปธุรกิจไฟฟ้าในกลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความต้องการด้านพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพในการส่งมอบทั้งไฟฟ้าและไอน้ำในประเทศไทย มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ฯลฯ ที่ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ ในขณะที่การผลิตไฟฟ้ายังคงไม่มีความต่อเนื่องขึ้นกับสภาพอากาศ 

 

ดังนั้น GPSC จึงเร่งศึกษาพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดประเภทอื่นๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศไทยให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี 2608

 

โดยขณะนี้ GPSC ได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยี Small Modular Reactor หรือ SMR ในเจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าผลิตพลังงานแบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นโมดูลที่ผลิตและประกอบเบ็ดเสร็จจากโรงงานผู้ผลิต สามารถขนย้ายได้ โดยร่วมกับบริษัท Seaborg Technologies จากประเทศเดนมาร์ก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการพัฒนาโครงการฯ ซึ่งกำหนดแผนระยะเวลาในการศึกษา 4 ปี (ระหว่างปี 2567-2570)

 

นอกจากนี้จากรายงานตัวเลขของไทยที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 250 ล้านตันต่อปีนั้น แบ่งเป็นแหล่งที่มาจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า 37% การขนส่งคมนาคม 34% ภาคอุตสาหกรรม 24% และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ 5% โดยที่ไทยมีแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนถึงปี 2593 โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงจากปี 2562 ที่ 100 ล้านตัน จนไปถึงปี 2593 จะอยู่ที่ 41 ล้านตัน 

 

แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมปี 2562 อยู่ที่ 42 ล้านตัน แต่ช่วงปี 2593 กลับขึ้นมาเป็นประมาณ 50 ล้านตัน แสดงว่าแผนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ประสบความสำเร็จในกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้พลังงานความร้อน (Thermal Energy) ซึ่งไม่สามารถผลิตจากพลังงานหมุนเวียนประเภทแสงอาทิตย์หรือลมได้

 

ในขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังติดตามเรื่องนโยบาย CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่ได้กำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้าบางรายการที่นำเข้าไปในกลุ่มประเทศยุโรป มีผลบังคับใช้ในปี 2569 หากเอกชนยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้หรือมีพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันลดลง หรือโดนกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยี SMR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตไฮโดรเจน การผลิตไอน้ำ การใช้เป็นแหล่งพลังงานสีเขียวในกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

 

“สำหรับกระบวนการศึกษาความเป็นไปได้กับผู้เชี่ยวชาญจาก Seaborg จะสามารถทำให้ GPSC เข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยี SMR ตามข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างไรก็ตาม การศึกษาความเป็นไปได้ SMR จะต้องดำเนินการตามกฎระเบียบที่ภาครัฐกำหนดและรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนภายในประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งด้านกฎหมาย ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยคาดว่าภายในปี 2578 จะเห็นเทคโนโลยี SMR ในเชิงพาณิชย์ได้ในต่างประเทศ” ศิริเมธกล่าว

 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานให้นิยามว่า SMR (Small Modular Reactor) คือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยในเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ เป็นรุ่นจิ๋วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดมหึมา

The post GPSC จับมือ Seaborg Technologies พาร์ตเนอร์เดนมาร์ก ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย https://thestandard.co/bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low/ Mon, 06 Jan 2025 08:54:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1027514 bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low

ราคาหุ้น GPSC และ BGRIM ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หลัง […]

The post หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low

ราคาหุ้น GPSC และ BGRIM ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หลัง ‘ทักษิณ’ ให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย 

 

ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าวันนี้ (6 มกราคม) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นของ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ที่ปรับตัวลดลงกว่า 7% ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบกว่า 7 ปี 

 

ส่วนราคาหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในกลุ่ม (ณ เวลา 15.10 น.) เช่น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ลดลง 1.25%, บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ลดลง 1.30%, บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) ลดลง 1.71%, บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ลดลง 2.91% และ บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ลดลง 4.74% 

 

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามาจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีใจความสำคัญว่า อยากจะเห็นอัตราค่าไฟฟ้าลดลงไปต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย และคิดว่าประมาณ 3.7 บาทต่อหน่วย น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม

 

ความเห็นของทักษิณยังสอดคล้องกับความเห็นของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค​​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการลดราคาพลังงานในประเทศ

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับ GPSC และ BGRIM ที่ปรับตัวลงแรงกว่า 7% มากที่สุดในกลุ่ม เป็นเพราะมีสัดส่วนรายได้จากโรงไฟฟ้าประเภท SPP มากที่สุด ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากค่าไฟฟ้าถูกปรับลดลงไปเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย 

 

ซึ่งหากค่าไฟฟ้าถูกปรับลดลงสู่ระดับ 3.7 บาทต่อหน่วย จะกระทบต่อกำไรของทั้ง GPSC และ BGRIM ราว 15-20% 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือฝั่งต้นทุน เพราะข้อมูลที่ออกมาเป็นการพูดถึงเฉพาะฝั่งค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นรายได้ของธุรกิจ แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงต้นทุนการซื้อก๊าซธรรมชาติจากภาครัฐ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลอาจให้การชดเชยบางส่วนกับเอกชน

 

ภาดลกล่าวต่อว่า นอกจากผลกระทบต่อหุ้นโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่แล้ว วันนี้จะเห็นว่าราคาหุ้นของ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) กลับปรับตัวขึ้นราว 6% เป็นผลจากการที่นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นมาหาหุ้นโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 

 

BCPG เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนหลักของ EBITDA จากโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ราว 40% และมีรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบหากภาครัฐปรับนโยบายค่าไฟฟ้าจริง

 

ภาพ: Valazarus-Studio / Shutterstock

The post หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – ราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นโอกาสในการสะสม https://thestandard.co/market-focus-gpsc-6/ Thu, 26 Dec 2024 11:57:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1024270 GPSC

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (G […]

The post GPSC – ราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นโอกาสในการสะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเป็น 11,852 เมกะวัตต์ภายในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 6,855 เมกะวัตต์ในไตรมาส 3 ของปี 2567 โดยสัดส่วนพลังงานทดแทนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 65% ในปี 2569 (จากปัจจุบัน 38%) 

 

การเติบโตดังกล่าวขับเคลื่อนหลักๆ โดยการขยายกำลังการผลิตพลังงานทดแทนในอินเดียผ่าน Avaada ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 41.6% การลงทุนใน Avaada คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายกำลังการผลิตพลังงานทดแทนอย่างรวดเร็วในอินเดีย 

 

โดยคาดว่าการลงทุนของ GPSC จะสนับสนุนให้ Avaada มีกำลังการผลิตประมาณ 10 กิกะวัตต์ (จากปัจจุบัน 6.6 กิกะวัตต์) ระหว่างปี 2568-2569 หลังจากนั้น Avaada มีแผนระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

 

นอกเหนือจาก Avaada แล้ว GPSC มีอีก 2 โครงการสำคัญในระหว่างดำเนินการ ได้แก่ 

 

  1. โครงการฟาร์มลมนอกชายฝั่ง CFXD (GPSC ถือหุ้น 25%) ได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นครบถ้วนสำหรับกังหันลม 62 เครื่อง โดยกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นไตรมาส 4 ของปี 2567 

 

  1. การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่จากโครงการพลังงานทดแทนระยะที่ 2 รอบแรก GPSC และพันธมิตรได้รับ 192.88 เมกะวัตต์ ได้แก่ Helios 1 (48.6 เมกะวัตต์), Helios 2 (61.4 เมกะวัตต์), Helios 4 (8 เมกะวัตต์) และ IRPC-CP (74.88 เมกะวัตต์) เนื่องจาก GPSC ถือหุ้นประมาณ 50% จึงได้รับ 97.19 เมกะวัตต์ในรอบนี้ภายใต้ FiT เบื้องต้นคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนรายได้ต่อปีให้กับ GPSC ที่ 100-150 ล้านบาท หลังจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบระหว่างปี 2569-2573 

 

  1. ปัจจุบัน GPSC อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลหลายราย ในระยะสั้นคาดว่าจะเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับ GPSC ประมาณ 250-300 เมกะวัตต์ โดยแผนระยะยาวอยู่ระหว่างการประเมิน

 

Downside จำกัดจากความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นของโครงการ CFP ของ TOP หน่วยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง (ERU) มีงบประมาณการลงทุน 757 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังการผลิตไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 175 ตันต่อชั่วโมง 

 

สำหรับโครงการ CFP ของ Thai Oil GPSC รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการลงทุนของโครงการ CFP ของ TOP รวมถึง ERU ไม่มีผลกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนของ GPSC 

 

ภายใต้ข้อตกลงระหว่าง GPSC และ TOP ตั้งแต่ปี 2562 การโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการ ERU จะเกิดขึ้นหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับใบรับรองการทดสอบเบื้องต้น (PAC) ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 1/72 (เลื่อนจากกำหนดการเดิมคือสิ้นปี 2568) ณ วันนี้ มีการเบิกจ่ายเงินลงทุนแล้ว 10% โดยส่วนที่เหลือจะชำระหลังจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GPSC ปรับลง 8.62% สู่ 39.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.57% สู่ 1,394.67 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ Outperform สำหรับ GPSC เนื่องจากคาดว่าจะยัง Laggard เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้ประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลดลง การได้รับคัดเลือกชนะโครงการรับซื้อพลังงานทดแทนรอบแรก เฟส 2 

 

และ PDP2024 รวมถึงไม่มีผลกระทบจากการบังคับใช้ภาษีขั้นต่ำสากล (GMT) ราคาเป้าหมายที่ 60 บาทต่อหุ้น อิงวิธี DCF (WACC: 5.3%, Terminal Growth: 1.5%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าคาด การเลื่อนปรับค่า Ft ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

Cafe Invest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุนและบทวิเคราะห์คุณภาพโดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉 GPSC – ราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นโอกาสในการสะสม

The post GPSC – ราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นโอกาสในการสะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC คว้า 4 โครงการโซลาร์ฟาร์ม รวม 193 เมกะวัตต์ รับแผนเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนเกินกว่า 50% ของกำลังผลิตรวมในปี 2573 https://thestandard.co/gpsc-solar-farm-projects-193mw-renewable-energy-2030/ Mon, 23 Dec 2024 05:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1022473 gpsc-solar-farm-projects-193mw-renewable-energy-2030

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จั […]

The post GPSC คว้า 4 โครงการโซลาร์ฟาร์ม รวม 193 เมกะวัตต์ รับแผนเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนเกินกว่า 50% ของกำลังผลิตรวมในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
gpsc-solar-farm-projects-193mw-renewable-energy-2030

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC เปิดเผยว่า GPSC ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการประกาศผลการคัดเลือกการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-it Tariff (FiT) จำนวน 4 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 193 เมกะวัตต์ หรือมีกำลังการผลิตคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทเป็นจำนวน 96.52 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ตามรายละเอียดดังนี้

 

GPSC ตาราง

 

โดยโครงการดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) โดยมีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 64 ราย รวม 1,580 เมกะวัตต์ ที่กำหนดให้มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2569-2573

 

สำหรับโครงการที่ได้รับการคัดเลือกจาก กกพ. ประกอบด้วย บริษัท เฮลิออส 1 จำกัด (Helios 1) กำลังการผลิต 48.6 เมกะวัตต์, บริษัท เฮลิออส 2 จำกัด (Helios 2) กำลังการผลิต 61.4 เมกะวัตต์, บริษัท เฮลิออส 4 จำกัด (Helios 4) กำลังการผลิต 74.88 เมกะวัตต์ ซึ่ง GPSC ถือหุ้นร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในสัดส่วน 50% และบริษัทร่วมทุนระหว่าง GPSC และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ภายใต้บริษัท ไออาร์พีซี คลีนพาวเวอร์ จำกัด (IRPC-CP) โดย GPSC ถือหุ้นสัดส่วน 51% กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ Helios 1 และ Helios 2 มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ส่วน Helios 4 และ IRPC-CP มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571

 

ทั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของการเพิ่มโอกาสในการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ที่ GPSC ได้เข้าไปมีส่วนเสริมสร้างเสถียรภาพการจัดหาและพัฒนาพลังงานของประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีแนวทางการขับเคลื่อนในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1)

 

สำหรับโครงการที่ GPSC ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการในครั้งนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 โดยแต่ละโครงการจะต้องยอมรับเงื่อนไขการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน​ 14​ วัน​ นับถัดจากวันที่ประกาศผลการคัดเลือก​

 

อย่างไรก็ดี จากการได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของธุรกิจ GPSC ที่มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกินกว่า 50% ของกำลังการผลิตในปี 2573 ซึ่ง GPSC เป็นบริษัทด้านนวัตกรรมพลังงานที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาพลังงานสะอาดที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีส่วนในการสนับสนุนให้ประเทศไทยมีพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

The post GPSC คว้า 4 โครงการโซลาร์ฟาร์ม รวม 193 เมกะวัตต์ รับแผนเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนเกินกว่า 50% ของกำลังผลิตรวมในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ https://thestandard.co/market-focus-gpsc-5/ Wed, 29 May 2024 12:40:52 +0000 https://thestandard.co/?p=939004 GPSC

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (G […]

The post GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 65% (กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 6.8GW) ภายในปี 2569 จาก 37% ในปัจจุบัน และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดเป็น 15GW ภายในปี 2573 โดยส่วนใหญ่จะเกิดจาก Avaada Energy (GPSC ถือหุ้น 42.93%) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนของบริษัทในประเทศอินเดีย 

 

โดย Avaada วางแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กำลังการผลิต 800MW (343MWe สำหรับ GPSC) ในอินเดียในปี 2567 กำลังการผลิตที่ได้รับมอบในปัจจุบันของ Avaada ที่ 13.9MW (ณ เดือนเมษายน 2567) เกินเป้าหมายปี 2569 ที่ 11GW แล้ว 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียวางแผนเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนกำลังการผลิต 50GW ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (CFXD) กำลังการผลิต 343Mwe ในประเทศไต้หวัน ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวของบริษัท และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่ 3Q67 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ GPSC มีมุมมองเชิงบวกต่อการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่กำลังจะมีขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ การประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เฟสที่ 2 กำลังการผลิต 3.6GW 

 

และแผน PDP2024 ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยอีก 30-40MW เป็น 50% ภายในปี 2580 เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสีเขียวในอนาคต ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ร่างแผน PDP2024 จะเปิดประชาพิจารณ์ในเดือนมิถุนายน 2567 จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบใน 4Q67 

 

ปัจจัยเหล่านี้น่าจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มสาธารณูปโภคไทย จากการศึกษาของ InnovestX Research พบว่า ราคาหุ้นสาธารณูปโภคไทยส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกับการประมูลโรงไฟฟ้า 2 ครั้งที่ผ่านมาในแผน PDP2018 (ประชาพิจารณ์เดือนธันวาคม 2561) และการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเฟสแรก กำลังการผลิต 5GW (เดือนกันยายน 2565)

 

ด้านคณะกรรมการกำกับพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศใช้ระบบ Single Pool Gas Price โดยนำเอาราคาก๊าซระดับต่ำที่ส่งไปให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมาคำนวณ Pool Gas รวม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนก๊าซของ SPP ลดลง 5-7 บาทต่อล้านบีทียูจากฐานปัจจุบัน 

 

นอกจากนี้ กกพ. ยังเห็นชอบให้ลดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในกลุ่มโรงไฟฟ้าลงจาก 11.48 บาท สู่ 5.47 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับปี 2567-2571 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้มาร์จิ้นของโรงไฟฟ้า SPP ปรับเพิ่มขึ้นได้ 6.01 บาทต่อล้านบีทียู 

 

แต่โรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชันของ GPSC จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 2 บาทต่อล้านบีทียู ดังนั้นต้นทุนก๊าซโดยรวมของ GPSC คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยใน 2Q67 เมื่อเทียบกับ 1Q67 ซึ่งอยู่ที่ 362 บาทต่อล้านบีทียู

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GPSC ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ระดับ 47.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.20% สู่ระดับ 1,362.70 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่าโมเมนตัมกำไรปกติของ GPSC จะปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ ใน 2Q67 ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนก๊าซที่ลดลงจากปริมาณก๊าซที่เพิ่มขึ้นในอ่าวไทยและการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 

 

อย่างไรก็ดี มองเป็นกลางต่อแนวโน้มระยะกลางของมาร์จิ้นธุรกิจ SPP เนื่องจากการที่รัฐบาลต้องการลดค่าไฟฟ้าของประเทศไทยลงสู่ระดับต่ำกว่า 4.0 บาทต่อ kWh จากปัจจุบันที่ 4.18 บาทต่อ kWh จะเป็นตัวจำกัดมาร์จิ้นของธุรกิจ SPP นอกจากนี้ราคา LNG Japan/Korea Marker PLATTS Future ที่เพิ่มขึ้น 25.3% ใน 2Q67TD สู่ 11.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จะทำให้มาร์จิ้นของธุรกิจ SPP มี Upside จำกัดใน 3Q67

 

สำหรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน ยังคงคำแนะนำ Tactical call ระยะ 3 เดือนสำหรับ GPSC ไว้ที่ Neutral โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 60 บาทต่อหุ้น อ้างอิงวิธี DCF (WACC ที่ 5.4%, Terminal Growth ที่ 0.5%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิง / ก๊าซสูงกว่าคาด, การเลื่อนปรับค่า Ft, ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

The post GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% https://thestandard.co/q1-2024-power-plant-stocks-profits-down-35-percent/ Mon, 13 May 2024 13:16:59 +0000 https://thestandard.co/?p=932942 power-plant-stocks

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลา […]

The post เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
power-plant-stocks

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลายราย จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 ก็มีหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่ถึง 6 ตัว ได้แก่ GULF, EA, GPSC, EGCO, RATCH และ BGRIM

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาอาจไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะหากพิจารณาจาก ‘บรรทัดสุดท้าย’ หรือกำไรสุทธิของแต่ละบริษัท 

 

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดของ 9 บริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาแล้ว ปรากฏว่า กำไรรวมลดลงไปมากถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทอย่าง EA, GPSC, TPIPP และ BPP ที่ลดลงในระดับ 20-60% 

 

ในรายของ EA รายงานกำไรลดลง 61.70% เป็นผลจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ที่หมดระยะเวลาการรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล (Adder) จำนวน 327 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการปรับลดค่า Ft ของทางภาครัฐและปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดชัยภูมิจำนวน 671 ล้านบาท 

 

ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีมูลค่าตลาด (Market Capital) มากที่สุดของไทยอย่าง GULF แม้ว่ากำไรรวมจะลดลง 9% จากปีก่อน แต่หากมองเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติยังคงเติบโตได้ 18.70% จากปีก่อน ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเติบโต 59.50% แต่ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์มากถึง 653 ล้านบาท 

 

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า ระบุว่า โดยภาพรวมกำไรของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในไตรมาสไม่ได้อ่อนแอมากอย่างที่เห็นจากตัวเลขกำไรสุทธิ แต่ต้องยอมรับว่าอ่อนแอลงจากปีก่อน เนื่องจากค่า Ft ที่ลดลงในปีนี้ ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้รับผลกระทบ

 

ขณะที่หลายบริษัทก็มีปัจจัยเฉพาะตัว เช่น BPP มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในปีนี้ โดยที่ไม่มีการปิดซ่อมเมื่อปีก่อน หรือ GPSC ที่เมื่อปีก่อนมีกำไรค่อนข้างสูงกว่าปกติ

 

อย่างไรก็ดี ธุรกิจไฟฟ้าที่ขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมมีกำไรที่ค่อนข้างดีในปีนี้ แม้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าตามที่รัฐบาลประกาศจะลดลง แต่ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติลดลงเร็วกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่กลับด้านกับเมื่อปีก่อนที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

 

ส่วนแนวโน้มของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานปกติ เชื่อว่าจะยังเติบโตได้ หนุนจากกำไรของ GULF ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าใหม่ การขายไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจสื่อสาร 

 

ในมุมของการลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้าหลังจากนี้น่าจะล้อไปกับทิศทางของบอนด์ยีลด์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่จ่ายปันผลคงที่อย่าง EGCO และ RATCH ซึ่งนักลงทุนบางส่วนมองหุ้นเหล่านี้เป็นเหมือนกับการลงทุนในบอนด์ หากบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ ปรับลดลง หุ้นโรงไฟฟ้าจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

 

power-plant-stocks

 

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลายราย จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 ก็มีหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่ถึง 6 ตัว ได้แก่ GULF, EA, GPSC, EGCO, RATCH และ BGRIM

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาอาจไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะหากพิจารณาจาก ‘บรรทัดสุดท้าย’ หรือกำไรสุทธิของแต่ละบริษัท 

 

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดของ 9 บริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาแล้ว ปรากฏว่า กำไรรวมลดลงไปมากถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทอย่าง EA, GPSC, TPIPP และ BPP ที่ลดลงในระดับ 20-60%

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/8-ptt-group-stocks-profits-2023/ Mon, 19 Feb 2024 11:13:04 +0000 https://thestandard.co/?p=901867

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แ […]

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ มีน้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันมีจำนวน 8 บริษัท 

 

ล่าสุดรายงานผลประกอบปี 2566 ออกมาครบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมาเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

โดยบริษัทแม่คือ บมจ.ปตท. หรือ PTT ที่มีกำไรสุทธิออกมาทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท เพราะได้รับแรงหนุนรับรู้กำไรจากการถือหุ้นในบริษัทลูกที่มีกำไรโดดเด่น โดยเฉพาะ บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 มีกำไร 2,208 ล้านดอลลาร์ หรือ 7.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 

 

ไล่เลียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 8 บริษัทในกลุ่ม ปตท. ถึงผลการดำเนินงานปี 2566 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT ในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2565 โดยหลักจากขาดทุนตราสารอนุพันธ์ลดลง ส่วนรายได้จากการขายจำนวน 3.14 ล้านล้านบาท ลดลง 6.6% จากปี 2565 โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัทลูก บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP สัดส่วน 45%, ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น สัดส่วน 9%, ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานและบริษัทย่อยอื่นๆ สัดส่วน 17% และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22%

 

  • บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 จำนวน 2,208 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 แม้ว่ารายได้จากการขายลดลง แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยหลักจากขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน และขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์มีจำนวนลดลง รวมถึงปีนี้มีกำไรจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการเอซี / อาร์แอล 7 (Cash-Maple)

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC มีกำไรสุทธิรวม 999 ล้านบาท เติบโต 111% จากปี 2565 แม้ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ แต่มีกำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 790 ล้านบาท นอกจากนี้จากการขายหุ้น GCL ตามที่ได้กล่าวข้างต้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,640 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ (OR) ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2565 โดยจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 598 ล้านบาทจากปี 2565 จากปริมาณขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศในภูมิภาค รวมทั้งการกลับมาของภาคท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้น 

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2.92 พันล้านบาท ลดลง 33% จากปี 2565 โดยมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 22% จากปี 2565 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นราคาตลาด (Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 3.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 314% จากปี 2565 มีรายได้ที่ 9.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ทำให้ราคาขายไฟฟ้าและไอน้ำเฉลี่ยลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ได้รับคำสั่งหยุดเดินเครื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-ธันวาคม 2566 จาก กฟผ. ซึ่งทำให้รายได้ค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) ลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้า แต่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ยังได้รับรายได้ค่าความพร้อมจ่ายจากความพร้อมในการเดินเครื่องตลอดทั้งปี ทำให้กำไรขั้นต้นของ IPP ยังอยู่ในระดับที่ดี

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 40% จากปี 2565 ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 4.59 แสนล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2565 โดยในปี 2566 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่นเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยรวมใกล้เคียงเดิม ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงอย่างมากส่งผลให้มีรายได้จากการขาย

 

  • บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 262 ล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 มีรายได้จากการขาย 1.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 โดยมี Adjusted EBITDA จำนวน 812 ล้านบาท ลดลง 62% จากปี 2565 ทั้งนี้ บริษัทฯ รับรู้ผลกระทบจาก Stock Loss & NRV จำนวน 341 ล้านบาท

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี https://thestandard.co/10-most-drop-stock-in-september/ Fri, 20 Oct 2023 10:23:48 +0000 https://thestandard.co/?p=856914 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) หักหัวลงมาอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือ […]

The post เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) หักหัวลงมาอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากที่เคยอยู่ในระดับ 1,565 จุด ล่าสุด ดิ่งลงมาแตะ 1,398 จุด ลดลง 167 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือน 

 

แรงขายที่เกิดขึ้นมาจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และหากพิจารณาเป็นรายตัว หุ้นที่ถูกเทขายออกมามากที่สุดอิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Capitalization) จนถึง ณ วันที่ 19 ตุลาคม จากการรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH ผ่านข้อมูลของ SETSMART คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ลดลงกว่า 3 แสนล้านบาท รองลงมาคือ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่มูลค่าลดลงกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และ 8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ 

 

ทั้งนี้ หากรวมมูลค่าที่หายไปของหุ้นที่ถูกเทขายมากที่สุด 10 อันดับแรก จะสูงถึง 8 แสนล้านบาท โดยหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถูกเทขายมากที่สุดรองลงมา ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 

 

หุ้นไทยไม่ฟื้น หาก 4 ปัจจัยกดดันไม่คลี่คลาย 

“หากมอง Valuation ของหุ้นไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในโซนต่ำอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ไม่มีปัจจัยบวกมากระตุ้น” ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ของหุ้นไทยปัจจุบัน 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า หุ้นไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ต้องเห็นปัจจัยกดดัน 4 ด้านคลี่คลายเสียก่อน ได้แก่ 1. สงครามระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ 2. ความชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยรอบสุดท้าย 3. นักวิเคราะห์หยุดปรับลดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย และ 4. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล 

 

“หุ้นไทยจะฟื้นได้อาจต้องรอไปถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่น่าจะเริ่มเห็นปัจจัยบวกเข้ามาบ้าง เช่น นโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการส่งสัญญาณจาก Fed ตอนนี้หุ้นไทยเจอแรงขายด้านเดียว ไม่มีปัจจัยบวกทั้งจากภายในและภายนอก” 

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่ดัชนี SET จะลดลงไปถึงกรณีเลวร้ายสุดที่ 1,310 จุด เว้นแต่ว่าสงครามจะบานปลายไปมากกว่านี้ และเชื่อว่าระดับดัชนีที่ต่ำกว่า 1,410 จุด เป็นระดับที่ได้เปรียบแล้วหากเปรียบเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทน (Risk Reward Ratio) 

 

“ตอนนี้ SET ซื้อขายที่ประมาณ 1.35 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ส่วนช่วงโควิด SET เคยลดลงไปซื้อขายที่ประมาณ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งรอบนี้คงไม่ต่ำแบบนั้น” 

 

ปัจจัยเรื่องสงครามเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด นอกจากจะส่ง Sentiment เชิงลบต่อตลาด ยังส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาน้ำมันให้กลับขึ้นมาอยู่ในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการเปิดความเสี่ยงต่อเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง 

 

สถิติจากสงคราม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ชี้หุ้นอาจฟื้นหลังผ่านไป 2 สัปดาห์

บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า ทีมกลยุทธ์ทำการศึกษาผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ต่อดัชนีตลาดหุ้น 5 ดัชนี รวมถึงไทย โดยเริ่มคำนวณตั้งแต่วันที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 และเปรียบเทียบกับกรณีสงครามอิสราเอล-ฮามาส ซึ่งมีจุดเริ่มต้นวันที่ 7 ตุลาคม 2566 

 

จากการศึกษาพบว่า ตลาดให้ความสนใจต่อความเสี่ยงสงครามรัสเซีย-ยูเครนราว 4 สัปดาห์ ก่อนจะเข้าสู่ระดับปกติ โดยตลาดตอบรับเชิงลบต่อภาวะสงครามเต็มที่ราว 2 สัปดาห์ 

 

ผลตอบแทนของ 5 ดัชนีที่นำมาศึกษา ได้แก่ MSCI ACWI, MSCI EU, MSCI EM, S&P 500 และ SET พบว่ามีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วง 2 สัปดาห์แรก และเริ่มฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ 3 และ 4 สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ในการซึมซับปัจจัยลบ

 

ในเชิงกลยุทธ์หากเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันระหว่าง 2 เหตุการณ์สงครามล่าสุด คาดว่าผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นโลกจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะรุนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้ (13-20 ตุลาคม) ก่อนที่จะค่อยๆ น้อยลงในสัปดาห์ถัดไป ในกรณีที่ไม่มีพัฒนาการเชิงลบที่สำคัญเกิดขึ้น เนื่องจากความสนใจต่อประเด็นดังกล่าวที่ค่อยๆ จางลง 

 

หากเข้าลงทุนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ผลตอบแทนที่คาดหวังจะอยู่ในระดับ 2-2.5% จากการถือครอง 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน

The post เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย ‘เปลี่ยนทะเลทรายเป็นไฟฟ้า’ ของอินเดียน่าสนใจอย่างไร? ทำไม ‘GPSC’ บริษัทพลังงานไทยจึงเข้าไปลงทุนและยกให้เป็นบ้านหลังที่ 2 https://thestandard.co/why-does-gpsc-invest-in-india/ Sun, 03 Sep 2023 01:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=836656 GPSC

อินเดียกำลังก้าวขึ้นมายืนบนเวทีโลก ณ วันนี้ ซึ่งหลายคนน […]

The post ไอเดีย ‘เปลี่ยนทะเลทรายเป็นไฟฟ้า’ ของอินเดียน่าสนใจอย่างไร? ทำไม ‘GPSC’ บริษัทพลังงานไทยจึงเข้าไปลงทุนและยกให้เป็นบ้านหลังที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

อินเดียกำลังก้าวขึ้นมายืนบนเวทีโลก ณ วันนี้ ซึ่งหลายคนน่าจะเห็นจากภารกิจ ‘จันทรายาน-3’ ของอินเดีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก รวมไปถึงมิติอื่นๆ ทั้งแง่ของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอัตราการเติบโตของประชากรแซงจีนไปแล้วในปีนี้

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางเยือนประเทศอินเดีย ร่วมกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC หรือที่รู้จักกันในฐานะแกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า ที่ถือเป็นธุรกิจลมใต้ปีกของกลุ่ม ปตท. 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ซึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจของการเดินทางครั้งนี้คือการได้เยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พิฆเนร์ ของ Avaada (Bikaner Solar Power Project) ที่เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์นำร่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สร้างบนพื้นที่เนินทะเลทราย 

 

อะไรที่ทำให้อินเดียก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพลังงานสะอาด และนำหน้าหลายประเทศไปหลายก้าวอย่างรวดเร็ว?

 

“GPSC เป็นบริษัทพลังงานรายแรก และเป็นรายเดียวของประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย เรายกให้อินเดียเป็น Secound home (บ้านหลังที่ 2) ของการลงทุนตลาดต่างประเทศ จากโอกาสที่ชัดมากๆ เลยก็คือต้นทุนค่าไฟของอินเดียอยู่ที่ 1.50 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า และขั้นตอนการบิดดิ้งไฟฟ้าเกิดขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 50 กิกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเยอะมาก หากเทียบกับแผนพัฒนาไฟฟ้าของประเทศไทยเพียงแค่ 5 กิกะวัตต์ ไทยใช้เวลานานถึง 7 ปี หลายๆ มิติในวันนี้อินเดียจึงมีเสน่ห์และน่าสนใจ” รสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

GPSC

 

ทำไมต้องอินเดีย

 

รสยาฉายภาพบรรยากาศการลงทุนในประเทศอินเดีย ณ เวลานี้ ถือว่าเป็นประเทศเนื้อหอมที่มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าอินเดียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยี เป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทระดับโลก เพราะนอกจากรัฐบาลอินเดียมีนโยบายในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งแซงหน้าจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกไปแล้ว 

 

ยังไม่นับรวมเศรษฐกิจของประเทศอินเดียในปี 2566 ที่โดดเด่นด้วยอัตราการเติบโต GDP สูงถึง 6.1% และในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตถึง 6.8% ในอีกไม่กี่ปี หรือประมาณปี 2569 มูลค่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573

 

เมื่อเศรษฐกิจโต การลงทุนเข้ามามากขึ้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงสำคัญและจำเป็นต่อกิจกรรมในทุกมิติ โดยหากดูค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าของประชากรอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมกะวัตต์ชั่วโมง เมื่อเทียบกับปริมาณเฉลี่ยของประชากรโลกจะอยู่ที่ 3.4 เมกะวัตต์ชั่วโมง ถือว่าเกือบครึ่ง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าโอกาสในการเข้ามาลงทุนพลังงานสะอาดประเทศอินเดียนั้นยังมีช่องว่างอีกมาก และจากการเข้ามาลงทุนในช่วงโควิดที่ผ่านมายิ่งตอกย้ำว่าบริษัทมาถูกทาง 

 

จุดแข็งนโยบายพลังงานสะอาดเมื่อเทียบกับไทย

 

ถามว่าการเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และประชากรจำนวนมากเป็นเหตุผลหลักของความแข็งแกร่งของอินเดียหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ใช่ทั้งหมด โดยสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาลอินเดียภายใต้การบริหารของ Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดีย 

 

โดย Modi วางเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 500 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 ซึ่งส่วนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 280 กิกะวัตต์ และตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 50% ภายในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613 รวมถึงยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนจำนวน 5 ล้านตันต่อปี จะช่วยพัฒนาในเรื่องพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการกักเก็บ (Energy Storage) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 1 ล้านดอลลาร์

 

มากไปกว่านั้นรัฐบาลอินเดียมีนโยบายสนับสนุนด้านการลงทุนอย่าง Foreign Direct Investment (FDI) ที่ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้โดยตรง หรือ Production Linked Incentive (PLI) ที่ระบุว่า ยิ่งผลิตมากยิ่งได้ต้นทุนกลับคืนมาก และรูปแบบการบิดดิ้งไม่ซับซ้อน การบิดดิ้งเกิดขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 50 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก และถ้าเทียบกับไทย การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าคือแผน PDP ซึ่งมีกำลังผลิตอยู่ที่ 5 กิกะวัตต์ใช้เวลา 7 ปี 

 

“ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าอินเดียมีแพสชันสูงเรื่องพลังงานสะอาด เขาอยากโตให้เร็ว ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทพลังงานของไทยหลายรายที่เห็นโอกาสและตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในอินเดีย แต่สุดท้ายก็ถอนตัวออกจากประเทศนี้ไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ GPSC มีพันธมิตรท้องถิ่นที่ดี และเราโชคดีที่มีพันธมิตรอย่างกลุ่ม Avaada ที่เป็นหนึ่งผู้เล่นด้านพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในอินเดียเป็นทุนเสริมศักยภาพ ทำให้บริษัทวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย”

 

GPSC

 

รสยาบอกว่า จากโอกาสเหล่านี้ ทำให้การลงทุนที่อินเดีย โดยมี บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ที่ GPSC ถือหุ้น 100% ตัดสินใจเลือกอินเดียเป็นบ้านหลังที่ 2 ในการลงทุนตลาดต่างประเทศ ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท อวาด้า เวนเจอร์ ไพรเวท จำกัด (Avaada Venture Private Limited) หรือ AVPL เพื่อลงทุนในบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL บริษัทในกลุ่มอวาด้า

 

AEPL (Avaada Group) คือใคร

 

Avaada Group เป็นผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในประเทศอินเดีย โดย GPSC เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 42.93% คิดเป็นเงินลงทุนมูลค่า 779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2564 และยังมี AEPL บริษัทยักษ์ใหญ่ในเครือ Avaada Group ที่มีส่วนแบ่งตลาดพลังงานในอินเดียราว 10-15% และมีกำลังผลิตมากถึง 7 กิกะวัตต์ 

 

ปัจจุบันยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจใน AEPL เพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่ง AEPL โดดเด่นและชนะประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดียอย่างต่อเนื่อง 

 

“Avaada Group จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการขยายสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของ GPSC ให้ได้ตามเป้าหมายมากกว่า 50% ในปี 2573 อีกด้วย” 

 

รสยาบอกว่า ในอนาคตหากยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในอินเดียที่ระดับนี้ได้ ด้วยเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดที่ 50 กิกะวัตต์ต่อปี บรรลุเป้าหมาย 500 กิกะวัตต์ได้ในปี 2573 นั้น GPSC จะมีพลังงานสะอาดอย่างน้อย 5 กิกะวัตต์ต่อปี หรือ 5,000 เมกะวัตต์ต่อปี ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

 

GPSC

 

ส่องโปรเจกต์ยักษ์ ‘Bikaner Solar Power Project’

 

THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสบุกฟาร์มทะเลทรายโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Bikaner Solar Power Project โดยไฮไลต์สำคัญในการเดินทางครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่การเดินทางจากกรุงนิวเดลีไปยังอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย 

 

พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอูฐและเนินทะเลทราย แต่สามารถก่อสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบนำร่องที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาได้ภายใต้การดำเนินงานของ Avaada ด้วยขนาดกำลังการผลิต 1,246 เมกะวัตต์ พื้นที่ 4,100 เอเคอร์หรือ 12,000 ไร่ ที่เมืองพิฆเนร์ รัฐราชสถาน ก่อนจะมาถึงวันนี้ ในอดีตเป็นเนินทะเลทรายที่แห้งแล้ง ขาดแคลนไฟฟ้า และเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืชน้ำน้อย 

 

GPSC

 

รสยาบอกว่า ความน่าสนใจคือจุดแข็งในการหาพื้นที่ของ Avaada เขาจะเริ่มจากเข้ามาสำรวจร่วมกับชาวบ้านและทำความตกลง (ที่ไทยเรียกว่าประชาพิจารณ์) ด้วยอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีการแบ่งเขตรัฐ ท้องถิ่นที่มีกฎระเบียบราชการแตกต่างกันออกไป Avaada จะมีทีมเฉพาะเพื่อจัดหาพื้นที่กับชาวบ้าน จากนั้นจึงออกแบบทางด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้

 

“ตรงจุดนี้ทำให้โครงการมีมาร์จินสูง และล่าสุดบริษัทมีแผนจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวอีก 2 กิกะวัตต์ รวมเป็น 3.2 กิกะวัตต์”

 

GPSC

 

แผนสู่แบตเตอรี่และไฮโดรเจน

 

รสยามองว่า ภายในปีหน้า นอกจากการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว GPSC ยังตั้งเป้าที่จะต่อยอดให้ครอบคลุมธุรกิจไปถึงระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) พร้อมทั้งวางแผนลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวในอินเดีย เพราะด้วยนโยบายรัฐบาลและต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนกำลังเป็นโอกาสของ GPSC ในการขยายพอร์ต

 

“หากจะให้เทียบต้นทุนพลังงานสะอาดส่วนใหญ่ พลังงานอย่างไฮโดรเจนมากกว่า 60% ล้วนมาจากค่าไฟ ทำให้การลงทุนในไทยอาจจะไม่คุ้มทุน เพราะค่าไฟไทยหากเทียบกับเพื่อนบ้านถือว่ายังสูง 4.45 บาทต่อหน่วย ขณะที่ค่าไฟของอินเดียอยู่ที่ 1.50 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า”

 

ทิ้งเวียดนาม ปักหมุดอินเดีย ตั้งเป้ารั้งแชมป์อันดับ 3 ตลาดอาเซียน

 

GPSC ได้พิจารณาทบทวนแผนการลงทุนในเวียดนาม หลังจากศึกษาการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าหลายโครงการแล้วพบว่ามีความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน และนโยบายรัฐที่ไม่มีความชัดเจน รวมถึงรูปแบบการประมูล และไม่สามารถหาผู้ร่วมทุนที่เหมาะสมได้ ทำให้ต้องยุติการลงทุนไป 

 

จึงเป็นเหตุให้ GPSC หันมาวางแผนเพิ่มการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับพันธมิตรหลายราย เพื่อขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนในประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพและมีพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป นอกเหนือจากการลงทุนในอินเดียและไต้หวัน

 

“ปัจจุบันนี้ GPSC ถือว่าเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่าการที่เรามีแพสชันอยากเป็นอันดับ 3 ทุกคนก็มีเป้าหมายและการเพิ่มกำลังผลิตเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราไม่หยุดเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และหวังว่าในอนาคตจะรักษาตำแหน่งอันดับ 3 นี้ไว้ได้”

 

GPSC

 

Kishor Nair ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AEPL กล่าวเสริมว่า ปี 2566 กลุ่ม Avaada สามารถชนะการประมูลโครงการเสนอราคาการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการผลิตแผ่นเวเฟอร์โซลาร์เซลล์และโมดูล และ AEPL ยังได้ชนะการประมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 2.5 กิกะวัตต์ ซึ่งทำให้ปัจจุบัน AEPL มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นมากกว่า 7 กิกะวัตต์ 

 

โดยมี Brookfield ได้เข้ามาร่วมลงทุนมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในกลุ่ม Avaada เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไฮโดรเจน/แอมโมเนียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายใหญ่จาก GPSC และ Brookfield

 

ในส่วนนี้รสยาบอกว่า Brookfield เป็นกองทุนจากแคนาดา สอดรับกับวิชันธุรกิจกรีนที่กลุ่ม ปตท. กำลังให้ความสนใจและอยู่ระหว่างพิจารณาร่วมทุน ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักของกรีนไฮโดรเจน/แอมโมเนียกระจุกอยู่ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 

 

แต่ด้วยศักยภาพการตั้งโรงงานผลิตในอินเดียเองก็ได้เปรียบด้านต้นทุน รวมทั้งภาครัฐมีนโยบายอุดหนุนโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีการตั้งโรงงานผลิตกรีนไฮโดรเจน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน รวมถึงออสเตรเลีย 

 

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังสนใจในธุรกิจปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และยาในอินเดีย ซึ่ง GPSC ในฐานะ Country Leader ประเทศอินเดีย ทำหน้าที่ซัพพอร์ตข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจต่างๆ โดยเรามีทีมงานอยู่ที่ประเทศอินเดีย 2 คน ที่เมืองมุมไบและนิวเดลี 

 

GPSC

 

Vineet Mittal ประธานกลุ่ม Avaada ทิ้งท้ายว่า อินเดียเคยเป็นประเทศที่ขาดแคลนไฟฟ้าสูงถึง 12.7% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 4% ในปีนี้ และเชื่อว่าอนาคตการขาดแคลนไฟฟ้าจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ หลังจากอินเดียทั้งมุ่งมั่นพัฒนาระบบนิเวศ และเปิดให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูง 100% ผ่านการลงทุนช่องทางอัตโนมัติ 

 

ส่งผลให้เศรษฐกิจของอินเดียวันนี้เติบโตขึ้น ความต้องการพลังงานสะอาดก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นคาดว่า AEPL จะมี EBITDA ราว 240 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 และจะเพิ่มเป็น 500 กว่าล้านดอลลาร์ในปี 2569 หลังจาก AEPL มีกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้นไปแตะ 11 กิกะวัตต์ 

 

กลยุทธ์และแผนการลงทุนทั้งหมดนี้จะทำให้ GPSC รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน AEPL เพิ่มขึ้น เติบโตมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่บริษัท แต่ในแง่ของประเทศด้วย

 

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูต่อไปว่า ‘พลังงานสะอาด’ หนึ่งในเมกะเทรนด์โลกของอินเดียในวันนี้จะเติบโตมากแค่ไหน ท่ามกลางโอกาสที่มาพร้อมการแข่งขันอันร้อนแรงของแต่ละประเทศ

 

GPSC

The post ไอเดีย ‘เปลี่ยนทะเลทรายเป็นไฟฟ้า’ ของอินเดียน่าสนใจอย่างไร? ทำไม ‘GPSC’ บริษัทพลังงานไทยจึงเข้าไปลงทุนและยกให้เป็นบ้านหลังที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC ลุยใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 8.6 พันล้านบาทในบริษัทร่วมทุน AEPL รุกธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจรในอินเดียเต็มสูบ https://thestandard.co/gpsc-raises-capital/ Wed, 28 Jun 2023 09:16:11 +0000 https://thestandard.co/?p=808829 GPSC เพิ่มทุน

บอร์ด GPSC อนุมัติขยายขอบเขตการทำธุรกิจบริษัทร่วมทุน AE […]

The post GPSC ลุยใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 8.6 พันล้านบาทในบริษัทร่วมทุน AEPL รุกธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจรในอินเดียเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC เพิ่มทุน

บอร์ด GPSC อนุมัติขยายขอบเขตการทำธุรกิจบริษัทร่วมทุน AEPL ให้ครอบคลุมธุรกิจแบตเตอรี่ ลุยใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 8.6 พันล้านบาท ตามสัดส่วนถือหุ้นที่ 42.93% รุกธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจรในอินเดียเต็มสูบ พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนพอร์ตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นมากกว่า 50% ภายในปี 2573

 

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ได้มีมติอนุมัติการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจในบริษัท Avaada Energy Private Limited (AEPL) ให้ครอบคลุมธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) และอนุมัติการชำระหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น 42.93% ใน AEPL ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) บริษัทย่อยที่ GPSC ถือหุ้นสัดส่วน 100% โดยการลงทุนดังกล่าวคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 19,167 ล้านรูปีอินเดีย หรือประมาณ 8,625 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ บริษัทจะทยอยชำระเงินเพิ่มทุนตามความจำเป็นในการลงทุน โดยคาดว่าในครั้งแรกจะชำระเงินจำนวน 8,649 ล้านรูปีอินเดีย หรือประมาณ 3,892 ล้านบาท ภายในเดือนกรกฎาคม 2566 การเข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุน AEPL ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และแสวงหาโอกาสเพิ่มเติมในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานรูปแบบผสมผสานระบบกักเก็บพลังงาน 

 

โดยตามเป้าหมายการเติบโต 11 กิกะวัตต์ หรือ 11,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 ของ AEPL ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนพลังงานสะอาดของภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 500 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยในช่วงไตรมาส 2/66 AEPL สามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จากการชนะการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทั้งหมด 6 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,793 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ AEPL มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 6,720 เมกะวัตต์ 

 

การลงทุนดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ของกำลังการผลิต ภายในปี 2573 ผ่านการขยายกิจการด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ และความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยต่อยอดความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัท

The post GPSC ลุยใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 8.6 พันล้านบาทในบริษัทร่วมทุน AEPL รุกธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจรในอินเดียเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/profit-1q23-of-7-shares-of-ptt-group/ Fri, 12 May 2023 12:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=789117 หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ท […]

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ที่น้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันจำนวน 7 บริษัท รายงานผลประกอบไตรมาส 1/66 ออกมาครบแล้ว ข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมามีคละกันทั้งบริษัทที่กำไรสุทธิเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3 บริษัท ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้า ส่วนบริษัทที่กำไรลดลงจำนวน 4 บริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่กำไรทรุดลงค่อนข้างหนัก

 

เมื่อไล่เรียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 7 บริษัทของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/66 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT รายงานกำไรสุทธิ 27,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 756,690 ลดลง 0.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากเหตุผลหลักที่ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันลดลงมากกว่าหมื่นล้านบาท อีกทั้งกำไรจากขายปลีกน้ำมันและไฟฟ้าเพิ่มขึ้น   

 

  • บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP รายงานกำไรสุทธิ 19,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 78,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.86% โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงไตรมาส 1/65 มีบันทึกผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันจำนวนมาก

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท ลดลง 97% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 147,248 ล้านบาท ลดลง 13.86% โดยกำไรที่ลดลงมีสาเหตุจากการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 1,359 ล้านบาท และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวมเป็นกำไร 696 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR รายงานกำไรสุทธิ 2,975 ล้านบาท ลดลง 22.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% โดยสาเหตุหลักที่กำไรของบริษัทลดลงมาจากราคาน้ำมันในไตรมาส 1/66 ที่ปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติเปรียบกับช่วงไตรมาส 1/66 ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ในไตรมาสนี้บริษัทกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ลดลง

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC รายงานกำไรสุทธิ 301 ล้านบาท ลดลง 80% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากไตรมาส 1/66 มี Net Inventory Loss จำนวน 1,742 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มี Net Inventory Gain จำนวน 5,786 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 4,549 ล้านบาท หรือ 46% ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 2,020 ล้านบาท ลดลง 4,580 ล้านบาท หรือ 69% ขณะที่มีกำไรจากการลงทุนลดลง 119 ล้านบาท หรือ 92% 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC รายงานกำไรสุทธิ 1,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 27,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% สาเหตุหลักที่กำไรเพิ่มขึ้นมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของค่า Ft ในจาก 0.0139 บาทต่อหน่วย เป็น 1.5492 บาทต่อหน่วย ทำให้ Margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ถูกควบคุมให้ต่ำกว่าปกติในช่วงก่อนหน้านี้ 

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP รายงานกำไรสุทธิ 4,554 ล้านบาท ลดลง 36.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 115,943 ล้านบาท ลดลง 1.25% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากราคาน้ำมันดิบไตรมาส 1/66 รวมถึง Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 3,339 ล้านบาทในไตรมาส 1/66 เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันจำนวน 14,472 ล้านบาท อีกทั้งมีผลกระทบจากรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปลดลง 2,402 ล้านบาท จากไตรมาส 1/65 เมื่อรวมกับผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA ลดลง 4,852 ล้านบาทจากไตรมาส 1/65

 

ด้าน เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ PTT ให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39 บาท ปรับลดลงจากเดิม 42.4 บาท โดยราคาเป้าหมายที่ปรับลดลงจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง Target Price ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ PTTEP และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นคือ TOP และ PTTGC ลง 

 

อย่างไรก็ดียังมองว่าราคาหุ้น PTT ยังน่าสนใจ จาก Valuation และ Dividend โดยราคาหุ้น PTT ในปี 2566 ปรับลดลง 8.7% เปรียบเทียบกับ SET Index ที่ปรับ

 

ลดลง 6.2% ขณะที่ PTT ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยในช่วง 3 ปีข้างหน้าสูงถึง 6.8% โดยในปี 2566 คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 2 บาท อ้างอิง Dividend Pay-out Ratio ที่ 60%

 

หุ้นกลุ่ม ปตท 1Q66


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – 1Q66 ได้แรงหนุนจากการขึ้นราคาขายและต้นทุนที่ลดลง https://thestandard.co/gpsc-1q66/ Tue, 09 May 2023 11:48:37 +0000 https://thestandard.co/?p=787606 GPSC

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 บมจ.โกลบอล เพา […]

The post GPSC – 1Q66 ได้แรงหนุนจากการขึ้นราคาขายและต้นทุนที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) รายงานกำไรสุทธิ 1Q66 อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 257%YoY และฟื้นตัวจากขาดทุนใน 4Q65) ดีกว่าตลาดคาด 

 

โดยได้แรงหนุนจากราคาขายไฟฟ้าลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ที่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับค่า Ft สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ประเภทบ้านอยู่อาศัย) เพิ่มขึ้นจาก 0.9343 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง สู่ 1.5492 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 และต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง 

 

กำไรสุทธิที่ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายก็เพิ่มขึ้นจาก 21 ล้านบาทใน 4Q65 สู่ 1.6 พันล้านบาทใน 1Q66 ทั้งๆ ที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า GHECO-One ตามแผน และกำไรจาก XPCL (โรงไฟฟ้าพลังน้ำ) ลดลง

 

การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า GHECO-One ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย กำไรขั้นต้นของธุรกิจ IPP อยู่ในระดับทรงตัว QoQ แม้ว่าปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง 67%QoQ สู่ 838 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า GHECO-One ตามแผนเป็นเวลา 54 วัน เนื่องจากได้แรงหนุนจากยอดขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ (โรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว) และรายได้ค่าความพร้อมจ่ายที่สูงขึ้นของโรงไฟฟ้าศรีราชา 

 

อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ IPP เพิ่มขึ้นจาก 11% ใน 4Q65 สู่ 27% เพราะต้นทุนสต๊อกถ่านหินสำหรับโรงไฟฟ้า GHECO-One ลดลง 

 

กำไรของธุรกิจ SPP เพิ่มขึ้น เพราะมาร์จิ้นกว้างขึ้น ค่า Ft ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.9343 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง สู่ 1.5492 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ใน 1Q66 ต้นทุนก๊าซและถ่านหินที่ลดลง ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจ SPP ของ GPSC เพิ่มขึ้นจาก 4% ใน 4Q65 สู่ 15% ใน 1Q66 ต้นทุนถ่านหินลดลง 9%QoQ แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 118%YoY ในขณะที่ต้นทุนก๊าซลดลง 5%QoQ สู่ 505 บาท / mmbtu 

 

กำไรขั้นต้นของธุรกิจ SPP เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 121.7%YoY และ 255.4%QoQ แม้ว่าปริมาณการขายไอน้ำลดลง 17.7%YoY และ 5.2%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากอุปสงค์ที่ลดลงจากลูกค้าอุตสาหกรรมในธุรกิจปิโตรเคมี

 

ส่วนกำไรจากบริษัทร่วมลดลงต่อเนื่องใน 1Q66 โดยกำไรจากบริษัทร่วมลดลง 21%YoY และ 60%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (ถือหุ้น 25%) เพราะปัจจัยฤดูกาล และจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไต้หวัน (CFXD) ซึ่งได้รับการชดเชยบางส่วนจากส่วนแบ่งกำไรจาก Avaada (ถือหุ้น 42%) ที่ 128 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 36 ล้านบาทใน 4Q65 สะท้อนถึงการบันทึกส่วนต่างรายได้ค่าไฟฟ้าจากโครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วบางโครงการ (รวมถึงจำนวนย้อนหลัง 64 ล้านบาท) และกำลังการผลิตดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 9 พฤษภาคม ณ 12.30 น. ราคาหุ้น GPSC ปรับลดลง 0.38%DoD อยู่ที่ระดับ 65.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.27%DoD สู่ระดับ 1,566.41 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

สำหรับแนวโน้ม 2Q66 InnovestX Research ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ GPSC สืบเนื่องมาจากแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง 

 

โมเมนตัมเชิงบวกนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องใน 2Q66 แม้ว่าจะมีการปรับค่า Ft ลดลงสู่ 0.9119 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ราคา LNG คาดว่าจะค่อยๆ ลดลงหลังจากทำจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2566 และมีก๊าซจากแหล่งในประเทศมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ราคาถ่านหินก็คาดว่าจะลดลงอีก จาก 385 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันใน 1Q66 สู่ราคาเฉลี่ย <300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2566 

 

ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย (AEPL) จะพลิกกลับมามีกำไรที่ 200 ล้านบาทในปี 2566 โดยอิงกับกำลังการผลิตดำเนินงานในปัจจุบัน เทียบกับขาดทุนสุทธิ 301 ล้านบาทในปี 2565 

 

ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 25% ใน CFXD ในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 100-150 ล้านบาท โดยที่กำลังการผลิตทั้งหมดจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2566 

 

ทั้งนี้ ปี 2566 คาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 6,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 891 ล้านบาทในปี 2565 โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Outperform สำหรับ GPSC ด้วยราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 84 บาทต่อหุ้น

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าคาด, การเลื่อนปรับค่า Ft, ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post GPSC – 1Q66 ได้แรงหนุนจากการขึ้นราคาขายและต้นทุนที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียเปิดทางผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ‘GPSC’ รีบคว้าโอกาส! ส่ง Avaada Energy ประมูลโครงการโซลาร์อีก 560 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/india-generate-electricity-clean-energy/ Tue, 18 Apr 2023 11:27:27 +0000 https://thestandard.co/?p=778276 อินเดีย ผลิตไฟฟ้า

รัฐบาลอินเดียอ้าแขนรับนโยบายพลังงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานส […]

The post อินเดียเปิดทางผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ‘GPSC’ รีบคว้าโอกาส! ส่ง Avaada Energy ประมูลโครงการโซลาร์อีก 560 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดีย ผลิตไฟฟ้า

รัฐบาลอินเดียอ้าแขนรับนโยบายพลังงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด GPSC ส่ง Avaada Energy คว้าประมูลโซลาร์ที่อินเดียได้เพิ่มอีก 560 เมกะวัตต์ เป็นรอบที่ 2 ด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 25 ปี รุกเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาดมากกว่า 50% ในปี 2573  

 

รายงานข่าวระบุว่า บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC บริษัทนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ส่ง ‘Avaada Energy’ คว้าประมูลโครงการโซลาร์ กำลังการผลิต 560 เมกะวัตต์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศอินเดียสูงขึ้นต่อเนื่อง และบริษัทมุ่งเดินหน้าสู่เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาดมากกว่า 50% ในปี 2573 โดยการผลิตไฟฟ้าจะดำเนินผ่านความร่วมมือสองฝ่าย ร่วมแสวงโอกาสตลาดพลังงาน พัฒนานวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืน

 

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC เปิดเผยว่า บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) ในกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในประเทศอินเดีย ซึ่ง GPSC ถือหุ้นในสัดส่วน 42.93% ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ล่าสุดประสบความสำเร็จรอบ 2 ของเดือนนี้  

 

โดยชนะประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 560 เมกะวัตต์ (DC) ซึ่งเปิดประมูลโดย Maharashtra State Electricity Distribution หรือ MSEDCL เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานในอินเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่สูงขึ้น   

 

“นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญเพื่อตอกย้ำถึงศักยภาพของกลุ่ม Avaada และ GPSC ที่จะร่วมกันในการขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจตามเป้าหมายการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าสู่ตลาดอินเดีย ที่เป็นโอกาสของผู้ประกอบการด้านพลังงาน ดังนั้นการที่ GPSC ร่วมมือกับ Avaada เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ร่วมสร้างพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มระดับความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น” วรวัฒน์กล่าว

 

ทั้งนี้ ทั้งสององค์กรต่างให้ความสำคัญในการแสวงหาเทคโนโลยี และพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศอินเดียและสังคมโลก พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนและสอดคล้องกับเป้าหมายของ GPSC ในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี 2573 ซึ่งตลาดพลังงานในอินเดียมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลอินเดียต้องการเปลี่ยนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ด้วยเป้าหมายในทิศทางเดียวกันที่จะเดินหน้าไปสู่สังคมสีเขียว พัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป  

 

Vineet Mittal ประธานกลุ่ม Avaada กล่าวว่า รัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) คือรากฐานของ Avaada และเรามีความสัมพันธ์อันยาวนานกับรัฐ รัฐเป็นผู้นำในการวางนโยบายเพื่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดียเป็นหลัก ให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคส่วนพลังงานสีเขียว และมั่นใจว่าเป้าหมายที่สูงสุดและความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่พลังงานสีเขียว จะเป็นช่องทางและการสร้างโอกาสสำหรับบริษัทชั้นนำด้านพลังงานในอินเดีย การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ การชนะประมูลในครั้งนี้ ผ่านการคัดเลือกจากการเสนอราคาในรูปแบบ e-Reverse Auction ซึ่งอวาด้าเสนอราคาที่ 2.88 รูปีอินเดียต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ตามเงื่อนไขการประมูล ซึ่งจะมีการลงนามซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA ที่มีอายุสัญญารับซื้อเป็นเวลา 25 ปี โดยแผนการดำเนินโครงการต้องให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 951 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้ประมาณ 0.9 ล้านตันต่อปี โครงการพลังงานแสงอาทิตย์สามารถให้พลังงานแก่ครัวเรือนประมาณ 0.7 ล้านครัวเรือนด้วยพลังงานสีเขียว

 

สำนักข่าว The Economic Times ระบุ ขณะนี้อินเดียถือเป็นประเทศที่เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเร็วที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอินเดียถือเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 5 ของโลก ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน มีความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนพลังงานสะอาด ที่ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจาก 95.7 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน ให้เป็น 450 กิกะวัตต์ นั่นหมายถึงโอกาสเติบโตอย่างมหาศาล


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


อ้างอิง: 

The post อินเดียเปิดทางผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ‘GPSC’ รีบคว้าโอกาส! ส่ง Avaada Energy ประมูลโครงการโซลาร์อีก 560 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – 4Q65: ขาดทุนสุทธิน่าผิดหวัง https://thestandard.co/market-focus-gpsc-4/ Wed, 15 Feb 2023 00:42:54 +0000 https://thestandard.co/?p=750485 GPSC

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.โกลบอล […]

The post GPSC – 4Q65: ขาดทุนสุทธิน่าผิดหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) รายงานขาดทุนสุทธิ 436 ล้านบาทใน 4Q65 แย่กว่าคาด โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง (ส่วนใหญ่เป็นถ่านหิน) ที่สูงขึ้น และรายการพิเศษ (ค่าตัดจำหน่ายของ Glow Energy Phase 2 ที่ 270 ล้านบาท) 

 

แม้ว่าจะมีการปรับค่า Ft เต็มไตรมาสที่ 0.9343 บาท/kWh กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 21 ล้านบาท (ลดลง 99%YoY และ 97%QoQ) โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การหยุดเดินเครื่องนอกแผนงานของ GHECO-One และ Glow Energy Phase 5 และส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจาก XPCL (โรงไฟฟ้าพลังน้ำ) โดยมีสาเหตุมาจากผลกระทบทางฤดูกาล 

 

สำหรับกำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 891 ล้านบาท ลดลง 88% แย่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงและราคาขายไฟฟ้าที่ยังปรับขึ้นได้ไม่มาก  

 

กระทบอย่างไร:

ราคาหุ้น GPSC ปรับเพิ่มขึ้น 5.11%DoD สู่ระดับ 72.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.02%DoD สู่ระดับ 1664.89 (ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์)

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลประกอบการของ GPSC เพราะแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานลดลง โดยราคา LNG คาดว่าจะค่อยๆ ลดลงหลังจากทำจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2566 และมีก๊าซจากแหล่งในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ราคาถ่านหินก็คาดว่าจะลดลงจาก 423 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันใน 4Q65 สู่ราคาเฉลี่ยน้อยกว่า 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2566 

 

ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย (AEPL) จะพลิกกลับมามีกำไรที่ 200 ล้านบาทในปี 2566 โดยอิงกับกำลังการผลิตดำเนินงานในปัจจุบัน ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิ 301 ล้านบาทในปี 2565 ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 25% ใน CFXD ในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 100-150 ล้านบาท โดยที่กำลังการผลิตทั้งหมดจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2566 

 

นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้า SPP Replacement (Glow Energy Phase 2) ของ GPSC ก็เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเรียบร้อยแล้วใน 4Q65 โครงการนี้จะช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของโรงไฟฟ้า SPP ปรับตัวดีขึ้น นอกเหนือจากผลประโยชน์จากการผนึกกำลังกับ Glow SPP 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน InnovestX Research ให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ GPSC ด้วยราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 84 บาทต่อหุ้น แม้ว่าผลการดำเนินงานจะสะดุดลงในปี 2565 แต่เชื่อว่าปีที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว และกำไรปี 2566 จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยได้แรงหนุนจากราคาขายที่สูงขึ้นและต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลง

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าคาด การเลื่อนปรับค่า Ft ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post GPSC – 4Q65: ขาดทุนสุทธิน่าผิดหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา GPSC ผนึกกำลัง CIP ผู้จัดการกองทุนชั้นนำจากเดนมาร์ก ตั้งบริษัทร่วมทุนลุยธุรกิจพลังงานลม ตั้งเป้าผู้นำในไทย [PR NEWS] https://thestandard.co/gpsc-x-cip/ Wed, 07 Dec 2022 08:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=720881 GPSC CIP

ภายใต้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สู้ดี และการเผชิญหน […]

The post จับตา GPSC ผนึกกำลัง CIP ผู้จัดการกองทุนชั้นนำจากเดนมาร์ก ตั้งบริษัทร่วมทุนลุยธุรกิจพลังงานลม ตั้งเป้าผู้นำในไทย [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC CIP

ภายใต้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สู้ดี และการเผชิญหน้ากับภาวะโลกรวน ณ ขณะนี้ ภาคธุรกิจจำนวนมากจึงต้องมองหาทางเลือกในกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติกันอย่างพร้อมเพรียง ด้วยมองเห็นว่านี่คือทางเลือกที่เป็นมิตรกับโลก ทั้งยังยั่งยืนในเชิงการทำธุรกิจระยะยาวมากกว่า

 

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เมื่อบริษัทเอกชนหลายแห่งต่างก็ขยับตื่นตัวและหันมาใส่ใจในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน สอดรับกับแนวคิด ESG อย่างพอเหมาะพอเจาะ

 

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เพิ่งสร้างมูฟเมนต์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาได้ประกาศลงนามในสัญญาร่วมทุนอย่างเป็นทางการกับกลุ่ม Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ผ่านกองทุน Copenhagen Infrastructure New Markets Fund I (CI NMF I) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจพลังงานลมโดยเฉพาะ พร้อมตั้งเป้าเป็นผู้นำธุรกิจพลังงานลมในประเทศไทย ซึ่ง GPSC และ CI NMF I จะถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ 49% ตามลำดับ  

 

ไม่เพียงเท่านั้น การตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อรุกธุรกิจพลังงานของ GPSC ในครั้งนี้ยังเป็นไปตามหมุดหมายความตั้งใจของพวกเขาที่ตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2060 หรืออีกราว 38 ปีต่อจากนี้อีกด้วย

 

วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC เปิดเผยว่า การร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการผนึกความแข็งแกร่งของทั้งสองกลุ่มบริษัท เนื่องจาก CIP เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการพัฒนาโครงการพลังงานลม ทั้งด้านการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพ การบริหารโครงการก่อสร้าง และการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

 

นอกจากนี้ CIP ยังมีพันธมิตรเป็นผู้ผลิตกังหันลมที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก จึงทำให้สามารถต่อยอดการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมภายในประเทศ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้กับ GPSC และประเทศไทยได้อย่างเกิดประโยชน์มหาศาล

 

GPSC CIP

 

CIP คือใคร การมีพันธมิตรจากเดนมาร์กรายนี้จะช่วยเสริมแกร่ง GPSC และประเทศไทยได้อย่างไร?

สําหร้บ CIP หรือ Copenhagen Infrastructure Partners คือผู้จัดการกองทุนพิเศษ (dedicated fund manager)ด้านกํารลงทุนเกี่ยวกับพลังงํานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีขนําดใหญ่ที่สุดในโลก

 

ทั้งยังเป็นผู้นำด้านพลังงานลมนอกชายฝั่งระดับโลกอีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วกองทุนที่ CIP บริหารจัดการจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนเกี่ยวกับพลังงานลมนอกชายฝั่งและบนบก ระบบแผงโซลาร์เซลล์ พลังงานชีวมวลและพลังงานจากของเสีย การส่งและการจ่ายพลังงาน ความจุสำรองและการจัดเก็บพลังงาน การแปรรูปพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานประเภทอื่นๆ (Power-to-X) และพลังงานชีวภาพขั้นสูง เป็นหลัก

 

ไม่แปลกที่ CIP จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ​เนื่องจากพอร์ตของพวกเขาส่วนใหญ่เน้นไปที่กลุ่มพลังงานรูปแบบดังกล่าวนั่นเอง

 

 

ดังนั้น ภายใต้ความร่วมมือการร่วมทุนระหว่าง GPSC และ CIP ที่เกิดขึ้น ต้องบอกว่าสิ่งที่โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ได้เต็มๆ คือการได้ทั้งโนฮาว ความรู้ วิทยาการในการดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียน พลังงานลม และพลังงานสะอาดให้กับกลุ่มบริษัทเพื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

 

เท่านั้นยังไม่พอ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นยังมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพให้ GPSC สามารถลงทุนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2022) ซึ่งจะนำมาสู่การขับเคลื่อนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของ GPSC ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน 

 

ก่อนหน้านี้ ถ้ายังจำกันได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา GPSC เพิ่งผนึกความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการศึกษาและพัฒนาพื้นที่เพื่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูงด้านพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ 

 

นั่นจึงทำให้การร่วมทุนกับ CI NMF I ในครั้งนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มแรงหนุนการสร้างแหล่งพลังงานหมุนเวียนใหม่ ทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยด้วยการต่อยอดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย 

 

ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่นโยบายด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการดำเนินการตามโรดแมปการตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ในปี 2030 และลดลงจนสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2065 

 

การร่วมมือที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าจับตาและน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ประเทศไทยและโลกใบนี้ ตลอดจนแรงงาน และสิ่งแวดล้อมก็จะได้ประโยชน์แบบ วินวินกันทุกฝ่ายอย่างพร้อมเพรียงนั่นเอง

The post จับตา GPSC ผนึกกำลัง CIP ผู้จัดการกองทุนชั้นนำจากเดนมาร์ก ตั้งบริษัทร่วมทุนลุยธุรกิจพลังงานลม ตั้งเป้าผู้นำในไทย [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – แนวโน้มดีขึ้นในปี 2566 https://thestandard.co/gpsc-better-trend-2566/ Wed, 23 Nov 2022 09:17:29 +0000 https://thestandard.co/?p=714328

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 บมจ.โกลบอล เ […]

The post GPSC – แนวโน้มดีขึ้นในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) รายงานกำไรสุทธิ 3Q65 อยู่ที่ 331 ล้านบาท (เทียบกับกำไรเฉลี่ย 5 ปี ที่ 1.3 พันล้านบาทต่อไตรมาส) ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงระดับสูงของธุรกิจ SPP 

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการคือ ธุรกิจ IPP และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม (หลักๆ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าตามความต้องการพื้นฐานให้กับประเทศไทย และไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูง) 

 

ส่วนกำไรสุทธิ 9M65 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ลดลง 78%YoY โดยมีสาเหตุมาจากขาดทุนจากการดำเนินงานสุทธิของธุรกิจ SPP ที่ 1.3 พันล้านบาท (เทียบกับกำไร 5.2 พันล้านบาท ใน 9M64) และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลง หลักๆ เกิดจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย เพราะต้นทุนทางการเงินสูง อย่างไรก็ตาม ด้วยกำไรที่อ่อนแอใน 9M65 InnovestX Research จึงปรับประมาณการกำไรปี 2565 ลดลงจาก 5.3 พันล้านบาท สู่ 1.8 พันล้านบาท 

 

นอกจากนี้ การปรับค่า Ft รอบถัดไปยังไม่มีความแน่นอน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เสนอปรับค่า Ft รอบถัดไปสำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ในช่วง 1.5831-2.2498 บาทต่อkWh ตัวเลขด้านต่ำสะท้อนถึงต้นทุนพลังงานที่คาดการณ์สำหรับรอบระยะเวลาดังกล่าว 

 

ในขณะที่ตัวเลขด้านสูงรวมเงินชดเชยให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อลดภาระจำนวน 8.15 หมื่นล้านบาท สำหรับเดือนกันยายน 2564 – สิงหาคม 2565 เนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงไม่สามารถส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม InnovestX Research มองว่าการปรับค่า Ft รอบถัดไปยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปกำลังใกล้เข้ามา 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GPSC ปรับเพิ่มขึ้น 13.22%MoM สู่ระดับ 78.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.91%MoM สู่ระดับ 1,621.67 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ:

แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้นของ GPSC จะยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินระดับสูง แม้ว่าการขึ้นค่า Ft เป็น 0.9343 บาทต่อkWh จะมีผลเต็มไตรมาสใน 4Q65 เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 0.4766 บาทต่อkWh ใน 3Q65 ซึ่งเชื่อว่ามุมมองเชิงบวกของตลาดต่อการปรับค่า Ft สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 (จะประกาศช่วงต้นเดือนธันวาคม) ถูกรับรู้ไปแล้ว เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว 16% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่ายังไม่มีความแน่นอน  

 

อย่างไรก็ตาม InnovestX Research คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานใน 4Q65 จะยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ได้ เมื่อพิจารณาจากค่า Ft ที่สูงขึ้น นอกจากนี้กำไรสุทธิยังจะได้รับการสนับสนุนจากเงินชดเชยประกันภัยจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า Glow Energy Phase 5 นอกแผน จะช่วยสนับสนุน EBITDA Margin ของธุรกิจ SPP เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชันของ GPSC 

 

ขณะที่ปี 2566 คาดผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น YoY อันเป็นผลมาจากค่า Ft เฉลี่ยที่สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ดังนั้นตลาดจะยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อไป

 

ทั้งนี้ InnovestX Research ปรับเรตติ้งสำหรับ GPSC ขึ้นสู่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 84 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าคาด, การเลื่อนปรับค่า Ft, ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post GPSC – แนวโน้มดีขึ้นในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>