บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (CRF) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-เซ็นทรัล-ฟู้ด-รีเ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 11 Feb 2026 11:02:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง https://thestandard.co/tops-ai-sniper-chinese-new-year-sales/ Wed, 11 Feb 2026 11:02:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1177479 ภาพผู้บริหาร ท็อปส์ แถลงข่าวแคมเปญตรุษจีน 2569 โดยใช้ AI 'สไนเปอร์' เพื่อกระตุ้นยอดขายและตั้งเป้าเติบโต 20%

ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ […]

The post ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร ท็อปส์ แถลงข่าวแคมเปญตรุษจีน 2569 โดยใช้ AI 'สไนเปอร์' เพื่อกระตุ้นยอดขายและตั้งเป้าเติบโต 20%

ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ที่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ทว่าสำหรับสมรภูมิค้าปลีกฟู้ดรีเทลแล้ว เทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนกำลังซื้อได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดปีก่อนหน้าที่สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

 

พลังซอฟต์พาวเวอร์ด้านความเชื่อและวัฒนธรรมยังทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจและแรงผลักดันให้เกิดการจับจ่ายอย่างต่อเนื่อง ‘ท็อปส์’ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงวางหมากธุรกิจเพื่อรับศักราชใหม่ภายใต้แนวคิด ‘ปีแห่งความหวังและการฟื้นตัว’ โดยมีเป้าหมายสร้างคุณค่าทางใจผ่านประเพณีที่สืบทอดกันมา

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ระบุว่า “แม้ภาพรวมตลาดค้าปลีกไทยในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง SCB EIC คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% แต่เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าปี 2569 จะเป็น ‘ปีแห่งความหวังและการฟื้นตัว’ ของคนไทยทุกคน”

 

การเติบโต 20% คือเป้าหมายหลักที่ท็อปส์วางไว้สำหรับตรุษจีนปีนี้ โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน เริ่มจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่ต้องกระตุ้นให้ซื้อมากขึ้นผ่านระบบ AI ที่ทำงานแม่นยำเหมือนเป็น ‘สไนเปอร์’ คอยตรวจจับว่าลูกค้าคนไหนมีโอกาสซื้อซ้ำเพื่อส่งข้อเสนอไปกระตุ้นยอดขาย

 

กลุ่มที่สองคือกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นฐานเดิมของท็อปส์แต่ยังไม่เคยซื้อสินค้าหมวดตรุษจีน ระบบจะมองหาโอกาสเข้าถึงจากพฤติกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ซื้อสินค้าทำความสะอาดบ้านเป็นประจำก็จะได้รับคำชวนให้ซื้อชุดไหว้ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือลูกค้าเคยซื้อในปีก่อนหน้าแต่ไม่ได้ซื้อในปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องดึงกลับมาด้วยข้อมูลจาก The 1 Ecosystem

 

วิธีการสื่อสารจะเปลี่ยนจากการหว่านงบโฆษณาเป็นการส่งข้อเสนอที่ตรงใจรายบุคคลผ่าน SMS, คูปอง และแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกิดความแม่นยำระดับ ‘Hyper-Personalization’ ซึ่งช่วยให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปิดการขายได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกของท็อปส์ที่ดึง AI มาช่วยทำแคมเปญอย่างเต็มตัว

 

การตีโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคหรือ ‘อินไซต์’ ให้แตก คือปัจจัยชี้ขาดว่าแคมเปญจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริงหรือไม่ โดยข้อมูลจากท็อปส์ระบุสถิติปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มผู้หญิงคือผู้ทรงอิทธิพลหลักในการจับจ่ายสูงถึง 75% ขณะที่ Gen X และ Gen Y เป็นขุมกำลังหลักที่ครองสัดส่วนการใช้จ่ายรวมกันกว่า 77% ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้เงินพบว่าผู้บริโภค 57% มีความกังวลเรื่องราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น และ 36% กังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายโดยรวม ส่งผลให้คนกลุ่มนี้กลายเป็น ‘Smart Planner’ ที่มีการกำหนดงบประมาณล่วงหน้าอย่างละเอียด โดยต้องการคุมงบไม่ให้เกิน 2,500 บาทต่อครัวเรือน

 

อย่างไรก็ตาม ‘ความฉลาดเลือก’ ของผู้ซื้อยุคนี้ไม่ได้แปลว่าจะเลือกเพียงของราคาถูก แต่กลับให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสดเป็นอันดับแรก ข้อมูลระบุว่าผู้บริโภคถึง 84% ยืนยันว่าผลไม้มงคลคือสินค้าที่ต้องมี และกว่า 55% พร้อมตัดสินใจซื้อทันทีแม้จะไม่มีรายการโปรโมชันมาดึงดูด

 

การบริหารจัดการความกังวลใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขาดความมั่นใจในธรรมเนียมปฏิบัติ ถูกแก้โจทย์ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์มาจัดทำในรูปแบบ ‘How-to Guide’ เพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้ามงคลให้ถูกต้องตามหลักประเพณี ซึ่งเป็นกลยุทธ์เชิงจิตวิทยาที่ช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มความรวดเร็วในการเลือกซื้อสินค้าให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความกังวลเรื่องการทำผิดธรรมเนียมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและความยุ่งยากในการตระเวนหาของหลายแห่ง คือปัจจัยที่ท็อปส์นำมาเป็นโจทย์ตั้งต้น การนำความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จากหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลามาจัดทำเป็น ‘How-to Guide’ จึงเป็นเครื่องมือเชิงจิตวิทยาที่ช่วยลดแรงกดดันและสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้ามงคลให้ถูกต้องตามหลักประเพณีได้อย่างรวดเร็ว

 

เทรนด์การเฉลิมฉลองอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอีกจุดที่ข้ามผ่านไม่ได้ เมื่อผู้บริโภคเมืองกว่า 63% ตั้งใจจัดการปริมาณของไหว้ให้เหมาะสมเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเริ่มมีอิทธิพลต่อประเพณีดั้งเดิม ทำให้ชุดของไหว้ที่มีขนาดพอดีและครบถ้วนได้รับความนิยมมากขึ้น

 

พฤติกรรมการมองหาความสะดวกและความครบจบในที่เดียว ส่งผลให้ช่องทางโมเดิร์นเทรดกลายเป็นทางเลือกหลักที่มีสัดส่วนการตัดสินใจซื้อสูงถึง 67% ความได้เปรียบนี้สอดรับกับฐานที่มั่นของท็อปส์ที่มีจำนวนสาขารวม 825 แห่งทั่วประเทศ

 

แบ่งเป็นท็อปส์ เดลี่ 540 แห่ง, ท็อปส์ 157 แห่ง, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด รวม 24 แห่ง ร่วมกับร้านเฉพาะทางอย่างท็อปส์แคร์ 49 แห่ง, มัทสึคิโยะ 36 แห่ง, ท็อปส์ ไวน์ เซลล่า 10 แห่ง, เพ็ทแอนด์มี 8 แห่ง และท็อปส์ วีต้า 1 แห่ง

 

นอกจากพฤติกรรมการซื้อหน้าร้านแล้ว ข้อมูลอินไซต์จากท็อปส์ยังชี้ให้เห็นว่าเทรนด์การสั่งจองสินค้าล่วงหน้า หรือ ‘Pre-order’ มีการขยายตัวขึ้น 6.3% ข้อมูลนี้สะท้อนภาพกลุ่มนักวางแผนที่ต้องการความมั่นใจว่าจะได้รับสินค้ามงคลคุณภาพครบตามหลักประเพณี และเป็นการบริหารจัดการเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในช่วงวันจ่ายที่มีความต้องการสินค้าพุ่งสูงเป็นพิเศษ

 

จักรกฤษณ์ ระบุถึงภาพรวมการตลาดว่า “เราคาดการณ์ว่าบรรยากาศการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ยังคงมีความคึกคัก เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญประจำปีที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเพื่อการเฉลิมฉลอง และเสริมความเป็นสิริมงคล”

 

กลไกการรักษาฐานลูกค้าถูกยกระดับผ่านระบบสมาชิก ‘The 1’ เพื่อพยุงกำลังซื้อท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพที่ผันผวน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายผ่านแคมเปญแจก 3 เฮง ที่มอบสิทธิประโยชน์ทั้งคูปองส่วนลดสูงสุด 15% และการแลกคะแนนเพื่อรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20%

 

เครื่องมือทางการตลาดเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคบริหารจัดการงบประมาณได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันการขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยการดึงเมนูอาหารระดับตำนานและร้านสตรีทฟู้ดระดับมิชลินเข้ามาเป็นแม่เหล็กดึงดูด คือความพยายามสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการในร้าน

 

แนวคิดเหล่านี้ถูกขมวดปมเข้าสู่เป้าหมายการสร้างคุณค่าทางใจที่จักรกฤษณ์ย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจยุคใหม่ “เรามุ่งมั่นสร้างคุณค่าทางใจภายใต้แกนหลัก ‘Togetherness’ เพื่อดึงสถาบันครอบครัวให้กลับมาแข็งแกร่งและมีความสุขร่วมกันอีกครั้งผ่านประเพณีตรุษจีนที่สืบทอดกันมา”

 

ตรุษจีน 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำธุรกิจค้าปลีกที่ต้องเปลี่ยนผ่านจากสงครามราคามาเป็นการสู้ด้วยดาต้าและความเข้าใจในวิถีชีวิตผู้ซื้อ การใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมในระดับรายบุคคล ผสานกับเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ คือเบื้องหลังที่จะเข้ามาผลักดันยอดขายให้ถึงเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้

 

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการตลาดในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณของสินค้าบนชั้นวาง แต่คือการที่แบรนด์สามารถเข้าไปนั่งในใจลูกค้าด้วยการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทั้งเรื่องความประหยัด ความมงคล และความสะดวกสบายที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับเวลาและความยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ จับมือ AFC หอการค้าไทย และ 6 องค์กรภาคเอกชน เดินหน้าปลุกกระแส ’ผลไม้ไทยต้องไปให้สุด’ https://thestandard.co/thai-fruits-festival/ Tue, 08 Jul 2025 04:15:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1094094 thai-fruits-festival

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ ศูนย์ AFC หอกา […]

The post พาณิชย์ จับมือ AFC หอการค้าไทย และ 6 องค์กรภาคเอกชน เดินหน้าปลุกกระแส ’ผลไม้ไทยต้องไปให้สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-fruits-festival

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ ศูนย์ AFC หอการค้าไทย สมาคมตลาดสดไทย และ 5 ห้างค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ ประกอบด้วย บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, บจก.เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์, บจก.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล, บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า และ บจก.เดอะมอลล์กรุ๊ป จัดงานแถลงข่าว ‘ความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนขับเคลื่อน Thai Fruits Festival’ เพื่อร่วมกันส่งเสริมการบริโภคและการกระจายผลไม้ไทยภายในประเทศอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับความท้าทายด้านตลาด 

 

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ผลการจัดกิจกรรมภายใต้มาตรการบริหาร จัดการผลไม้ ปี 2568 ในกิจกรรมกระจายผลไม้ภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 ปริมาณรวมโดยประมาณ 10,000 ตัน ผลไม้คละชนิด อาทิ มะม่วง ลำไย มังคด เงาะ ทุเรียน จากภาคต่าง ๆ ทั้งประเทศ

 

โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลัก ๆ ได้แก่ กิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ ‘Thai Fruits Festival 2025’ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลต่อเนื่องจนถึงช่วงปัจจุบันที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ร่วมกับห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ได้แก่ ท็อปส์ บิ๊กชี แม็คโคร โลตัส โก-โฮลเซลล์ จำนวน 2,500 ตัน ห้างซูเปอร์ชิป โดยการสนับสนุนชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่ง แห่งประเทศไทย รวมถึงกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ที่ร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทยจำนวน 3 ตลาด (ตลาดไท ตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง) และสมาคมตลาดสดไทย จำนวน 12 ตลาด (ตลาดกิเลน ตลาดเยสบางพลี ตลาดมีนบุรี ตลาดรังสิต ตลาดธันยา ตลาดบางใหญ่ ตลาดคุณยิ้ม ตลาดยอดพิมาม ตลาดถนอมมิตร ตลาดใหม่สำโรง ตลาดโอโซนวัน และตลาดบวรร่มเกล้า)  

 

รวมไปถึงกิจกรรมแจกมะม่วงแฟนซีเป็นของสมนาคุณลูกค้า ร่วมกับสถานีบริการนำมันเชื้อเพลิง 4 สถานี (พีที พีทีที บางจาก ซัสโก้) 1,097 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล จำนวน 2,000 ตัน และเชื่อมโยงผลไม้จำหน่ายงานธงฟ้าในส่วนภูมิภาคผ่านรถโมบายพาณิชย์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ 30 จุด  การซื้อผลไม้ของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยรับซื้อผ่าน Pre-Order และกิจกรรมเพื่อสังคม CSR ในการดูดซับผลผลิตเกรดรอง  

 

โดยมีการสั่งซื้อแล้วจำนวน 500 ตัน เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายน้ำผลไม้สมูทตี้ผ่าน ตู้เต่าบิน กับ บจ.ฟอร์ท เวนดิ้ง รับซื้อมะม่วง ลำไย สับปะรด ลิ้นจี่ ลองกอง กล้วยหอมทอง ฝรั่ง และชมพู่ ปริมาณรวม 1,000 ตัน และจับมือกับ บจ.ไทยแอร์เอเชีย แปรรูปทำเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่ม จำหน่ายบนเครื่องบินทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศ โดยรับซื้อลำไย มังคุด สับปะรดภูแล ปริมาณรวม 1,000 ตัน  อีกทั้งสนับสนุน ‘บรรจุภัณฑ์ผลไม้ DIT’ ร่วมกับไปรษณีย์ไทย ในรูปแบบกล่องไปรษณีย์ขนาด 10 กิโลกรัม และตะกร้าพลาสติกขนาด 5 กิโลกรัม ปริมาณรวม 3,000 ตัน 

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเกษตรและอาหาร มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร และส่งออกไปยังต่างประเทศ นับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ด้วยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (US Tariff Policy) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้งปัญหาการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังสาธาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแนบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) ของสาร Basic Yellow 2 โดยหอการค้าไทยได้เร่งสื่อสารทำความเข้าใจในพื้นที่เพาะปลูกหลัก พร้อมทั้งประสานกับภาครัฐและหอการค้าจังหวัดเพื่อยกระดับมาตรฐานการส่งออก พร้อมทั้งได้เข้าพบหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันทุเรียนไทยสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food Coordination and Public Relations Center: AFC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารประสานงานและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างเป็นระบบ โดยที่ผ่านมา ศูนย์ AFC ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 11 เดือนแล้ว เพื่อร่วมบรรเทาสถานการณ์และแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ-ล้นตลาดร่วมกับเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 28 หน่วยงาน โดยในปี 2567 ได้ประสานงานเครือข่ายช่วยรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรกรท้องถิ่นปริมาณถึง 218,356 ตัน คิดเป็นมูลค่า 14,172 ล้านบาท

 

สุดท้ายนี้ จากนโยบายและความร่วมมือระหว่างศูนย์ AFC หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ กรมการค้าภายใน สมาคมตลาดสดไทย และห้างค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ 5 ราย จะตอกย้ำการขับเคลื่อน โครงการ ‘Thai Fruits Festival 2025’ โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เราได้เตรียมแผนรับซื้อลำไยจากเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 40,000 ตัน เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าวันนี้คนไทยหันมาบริโภคผลไม้ไทยมากขึ้น เกษตรกรไทยผลิตผลไม้ไม่แพ้ชาติใดในโลก เกษตรกรปลูกด้วยใจ คนไทยกินด้วยรัก และเปลี่ยนของว่างบนโต๊ะอาหารเป็นผลไม้ไทย โดยมุ่งหวังส่งเสริมและกระจายผลไม้ไทยคุณภาพจากแหล่งผลิตต่าง ๆ สู่มือผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ผลไม้ไทยทั่วประเทศใน Thai Fruits Festival

The post พาณิชย์ จับมือ AFC หอการค้าไทย และ 6 องค์กรภาคเอกชน เดินหน้าปลุกกระแส ’ผลไม้ไทยต้องไปให้สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ ต่อยอด ‘ความนิยมสินค้าไทย’ เจาะตลาดพรีเมียม ปี 2569 เล็งขยายสินค้าครบ 100 รายการ https://thestandard.co/central-food-retail-expands-to-singapore/ Mon, 07 Jul 2025 07:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1093736

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารเชนร้านค้าปลีกท็อปส์ ประกา […]

The post เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ ต่อยอด ‘ความนิยมสินค้าไทย’ เจาะตลาดพรีเมียม ปี 2569 เล็งขยายสินค้าครบ 100 รายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารเชนร้านค้าปลีกท็อปส์ ประกาศขยายธุรกิจสู่ตลาดสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ผ่านการต่อยอดความร่วมมือกับ NTUC FairPrice Co-operative Limited (FPG) กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว

 

การตัดสินใจบุกตลาดสิงคโปร์ครั้งนี้มาจากมุมมองที่ว่า สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่ก็เป็นประตูสำคัญในการสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็น ‘เป้าหมายเชิงกลยุทธ์’ ของบริษัท

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุน 2 เรื่องหลัก คือ ‘ความนิยมในสินค้าไทย’ ของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ที่มีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี และภูมิทัศน์ของตลาดค้าปลีกสิงคโปร์ที่เป็นตลาดพรีเมียม ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์สินค้าภายใต้การบริหารของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล

 

กลยุทธ์หลักในการดำเนินงานคือการใช้คอนเซปต์ I LOVE THAILAND เพื่อนำเสนอสินค้าไทยกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งผลไม้ ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสต่างๆ ผ่านเครือข่ายร้านค้าของแฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป ที่มีอยู่กว่า 87 สาขาทั่วประเทศ โดยมียอดขายสินค้าเติบโตในอัตรา 20% ต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2568

 

นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์ ‘ไฮเปอร์เนสติ้ง’ (Hyper-Nesting) ที่ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าจากประเทศไทย

 

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวถึงภาพใหญ่ของความร่วมมือนี้ว่า “การต่อยอดความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตของแบรนด์ไทยในตลาดต่างประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากต่างประเทศเช่นกัน”

 

สำหรับแผนในอนาคต บริษัทตั้งเป้าจะขยายไลน์สินค้าไทยในสิงคโปร์ให้ครบ 100 รายการภายในปี 2569 พร้อมกันนี้มีแผนจะนำเข้าสินค้าจากแฟร์ไพรซ์มาจำหน่ายในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งผ่านการ ‘แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน’

The post เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ ต่อยอด ‘ความนิยมสินค้าไทย’ เจาะตลาดพรีเมียม ปี 2569 เล็งขยายสินค้าครบ 100 รายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops จับมือค้าปลีกสิงคโปร์ เซ็น MOU นำทัพสินค้าไทยส่งออกสู่ตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อน SMEs ท้องถิ่น https://thestandard.co/tops-ntuc-fairprice-mou/ Tue, 03 Sep 2024 08:43:57 +0000 https://thestandard.co/?p=978950 Tops

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จับมือ แฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป สิงคโปร์ เซ็ […]

The post Tops จับมือค้าปลีกสิงคโปร์ เซ็น MOU นำทัพสินค้าไทยส่งออกสู่ตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อน SMEs ท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จับมือ แฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป สิงคโปร์ เซ็น MOU นำทัพสินค้าจากไทยชูจุดขายคุณภาพ-ราคาเข้าถึงง่าย ส่งออกสู่ตลาดโลก สอดรับกลยุทธ์ของ Tops ที่มุ่งขับเคลื่อน SMEs ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง

 

ยักษ์ค้าปลีก เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับเอ็นทียูซี แฟร์ไพรซ์ (NTUC FairPrice) ค้าปลีกรายใหญ่ในสิงคโปร์ สานต่อและพัฒนาความร่วมมือในหลายๆ ด้าน และเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคระหว่างทั้งสองประเทศ

 

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว ในระยะแรก เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป จะนำเสนอแบรนด์ Tops, Tops Food Hall และ Tops Dailyรวมถึงกลุ่มสินค้า Private Brand ผ่านเครือข่ายของแฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป ในสิงคโปร์ โดยตั้งแต่วันนี้ ผู้บริโภคชาวสิงคโปร์จะซื้อสินค้าไทยที่ชูจุดแข็งเรื่องราคาเข้าถึงง่าย รวมกว่า 30 รายการ ได้แก่ ผลไม้อบกรอบจาก My Choice คุกกี้และบิสกิต Tops Tin ที่จะวางจำหน่ายในกว่า 160 สาขาของร้านในเครือแฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป ทั่วสิงคโปร์ รวมถึงช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน แฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป ก็จะนำผลิตภัณฑ์ House Brands ภายใต้แบรนด์ แฟร์ไพรซ์ และ Golden Chef เข้าสู่ตลาดในประเทศไทยผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล โดยผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับประสบการณ์สินค้าที่เป็นสินค้าประจำบ้านของคนในประเทศสิงคโปร์ ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้

 

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า การจับมือกันครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ ‘Truly World-Class Omni-Channel Lifestyle Food Retail’ ด้วยการขยายสินค้าภายใต้แบรนด์ Tops เช่น My Choice Thai ควบคู่กับการสนับสนุน SMEs ไทยจากโครงการ ท็อปส์ ท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเสนอสินค้าไทยคุณภาพดีสู่ตลาดโลกเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งบน Omni-Channel เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและสิงคโปร์

 

ด้าน วิปุล ชาวลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม แฟร์ไพรซ์ กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า พฤติกรรมผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ให้ความนิยมและชื่นชอบอาหารและขนมไทย และการร่วมมือกันในครั้งนี้สอดรับกับพันธกิจของบริษัทที่ต้องการนำสินค้าเข้าไปสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเป้าหมาย

 

จึงนับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเสริมศักยภาพอันแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนสินค้าท้องถิ่นไทย ด้วยการเสริมสร้างโอกาสเพื่อการเติบโตในตลาดโลก

The post Tops จับมือค้าปลีกสิงคโปร์ เซ็น MOU นำทัพสินค้าไทยส่งออกสู่ตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อน SMEs ท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops ครบรอบ 28 ปี หัวเรือใหญ่ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า-ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับทำให้ต่างจากคู่แข่งในตลาด https://thestandard.co/tops-28th-anniversary-strategy/ Tue, 20 Aug 2024 10:42:54 +0000 https://thestandard.co/?p=973186

หัวเรือใหญ่ Tops เปิดความสำเร็จหลังรีแบรนด์ร้าน FamilyM […]

The post Tops ครบรอบ 28 ปี หัวเรือใหญ่ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า-ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับทำให้ต่างจากคู่แข่งในตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

หัวเรือใหญ่ Tops เปิดความสำเร็จหลังรีแบรนด์ร้าน FamilyMart เป็น Tops Daily ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับต่างจากคู่แข่งในตลาด พร้อมประกาศแผนเร่งขยายสาขา 100 แห่งต่อปี และในอีก 3 ปีข้างหน้าจะให้มีสาขาทะลุ 1,000 แห่งกระจายทั่วประเทศ มั่นใจเศรษฐกิจไทยเริ่มสดใส

 

“ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อสูงสร้างความท้าทายให้ธุรกิจอย่างมาก แต่เราได้ปรับตัวรับมือจนฟันฝ่ามาได้ อีกทั้งปัจจุบันสถานการณ์ในไทยเริ่มเห็นสัญญาณบวกแล้ว ซึ่งหลังจากเราได้ปรับโฉมร้าน FamilyMart เป็น Tops Daily ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2567 Tops มีปริมาณการใช้บริการที่ร้าน (Ticket Counts) เพิ่มขึ้น 11% และมีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว” สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป กล่าว

 

สำหรับในปี 2567 Tops ครบรอบ 28 ปี นับตั้งแต่การเปิดร้าน Tops Supermarket สาขาแรกที่ RCA ในปี 2539 จากนั้นแบรนด์ก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภค ด้วยจุดแข็งคือสินค้านำเข้าที่หลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย และประสบการณ์ของการบริการ

 

จนปัจจุบันบริษัทมีสาขาเปิดให้บริการครอบคลุมในทุกฟอร์แมตทั้งหมด 730 แห่ง ได้แก่ Tops Food Hall 20 สาขา, Tops Supermarket 150 สาขา, Tops Daily 520 สาขา, Tops Wine Cellar 10 สาขา และ Matsukiyo 25 สาขา ทั้งหมดกระจายในพื้นที่ 46 จังหวัดทั่วประเทศ และให้บริการรวมลูกค้ารวมกว่า 11,000 ครัวเรือน

 

ด้วยปัจจัยบวกต่างๆ รอบด้าน ในปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 1.6 พันล้านบาท เพื่อใช้ขยายสาขา 100 แห่งต่อปี โดยสาขาใหม่จะเน้นเปิดใกล้ชุมชนเป็นหลัก และโมเดลร้านที่ไปจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่

 

หัวเรือใหญ่ Tops ย้ำว่า ระหว่างปี 2567-2570 บริษัทตั้งเป้าให้ธุรกิจเติบโตเฉลี่ย 8% โดยการเติบโตทั้งหมดจะได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การดำเนินงาน 4 กลยุทธ์ ‘T-O-P-S’ ได้แก่ Truly World Class เป็นการนำเข้าสินค้ามากกว่า 210 แบรนด์จาก 80 ประเทศทั่วโลกมารวมไว้ในที่เดียว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร พัฒนาสินค้าคุณภาพเข้ามาสู่ตลาด

 

ตามด้วยกลยุทธ์ Omni-Channel สร้างประสบการณ์ช้อปสะดวกแบบไร้รอยต่อ ผ่านช่องทางOmni-Channel ในรูปแบบร้านค้าแบบมีหน้าร้านรวมกว่า 700 แห่งใน 46 จังหวัด ควบคู่กับการบริการผู้ช่วยช้อปส่วนตัว หรือ Personal Shopper และเปิดให้สั่งซื้อสินค้าผ่าน TikTok

 

รวมถึง Pleasure นำสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 300 รายการ ทั้งผัก ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสินค้าต่างๆ มาจากการใช้ AI โซลูชันมาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อรับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

และสุดท้ายกลยุทธ์ Sustainability สานต่อโครงการ Small Acts Together สนับสนุนให้คู่ค้าและลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการความยั่งยืน สอดคล้องกับกลยุทธ์ ReNEW ของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

 

ทั้งนี้บริษัทยังได้เปิดตัวมาสคอต ‘Topster’ ซึ่งเป็นมาสคอตตัวแรกของแบรนด์ เข้ามาร่วมเป็นตัวแทนสื่อสารและส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าในโอกาสพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 28 ปี ได้จัดแคมเปญ ‘สติกเกอร์ แปะปุ๊บลดปั๊บ ลดเลยตามใจคุณ’ ให้กับลูกค้าสมาชิก The1 และลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม – 10 กันยายน 2567

 

“ความสำเร็จของ Tops เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเราเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดมาจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากพันธมิตรคู่ค้าและพนักงานที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน” สเตฟานย้ำ

 

เรียกได้ว่าแผนการดำเนินงานทั้งหมดสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ CRC บริษัทแม่ ต้องการผลักดันแบรนด์ Tops ขึ้นเป็น Food Discovery & Destination และเบอร์ 1 Food Omni Retailer

The post Tops ครบรอบ 28 ปี หัวเรือใหญ่ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า-ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับทำให้ต่างจากคู่แข่งในตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% https://thestandard.co/tops-chinese-new-year-campaign/ Fri, 26 Jan 2024 08:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=892569

‘เทศกาลตรุษจีน’ ถือเป็นแคมเปญใหญ่สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี […]

The post อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เทศกาลตรุษจีน’ ถือเป็นแคมเปญใหญ่สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ที่ธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ซึ่งข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า ภาพรวมของการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี สำหรับปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5-10%

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า ท็อปส์ ผู้นำธุรกิจฟู้ดรีเทล ได้นำข้อมูลจากลูกค้ามากมายเพื่อสร้างกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน โดยมีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจากข้อมูลลูกค้าของท็อปส์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2566 พบว่ามี 3 เทรนด์หลัก ได้แก่

 

  • Traditional Authenticity & Adaptability: ขณะเดียวกันผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ที่ปรับตัวตามยุคสมัยมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น โดยเน้นทั้งคุณภาพและความมงคล โดยในปี 2566 พบตัวเลขยอดจับจ่ายซื้อสินค้าต่อตะกร้าเติบโตขึ้น 31% จากช่วงการจับจ่ายปกติ สำหรับสัดส่วนยอดขายของกลุ่มสินค้าที่จำหน่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์ (Fresh Meat) และกลุ่มอาหารทะเล (Seafood) คิดเป็น 44% กลุ่มผักและผลไม้ (Produce) 24% และกลุ่มอื่นๆ (Others) 32% นอกจากนั้นยอดขายการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (พรีออร์เดอร์) สินค้าตรุษจีนของท็อปส์เติบโตขึ้น 38.4%
  • Eco-Consciousness: เทรนด์รักษ์โลกที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้า โดยมีการลดการจุดธูปและเผากระดาษในช่วงเทศกาล และการมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน
  • Mu is Everything: กระแส ‘มูเตลู’ ที่มีความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อมูลว่าคนไทยกว่า 52 ล้านคนมีความเชื่อเรื่องนี้

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของท็อปส์ยังพบว่า 70% ของลูกค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นเพศหญิง และอายุระหว่าง 30-54 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคิดเป็น 69% จากลูกค้าทั่วประเทศ

 

ท็อปส์ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการวางกลยุทธ์สำหรับเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โดยมี 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

 

  • Best Assortment ท็อปส์คัดสรรที่สุดของสินค้าตรุษจีนรวบรวมมาให้ลูกค้าได้เลือกช้อปแบบครบจบในที่เดียวตลอดเทศกาลตรุษจีนกว่า 500 รายการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ช้อปสะดวกครบจบในที่เดียว ตั้งแต่วันเตรียมบ้าน วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว มีชุดรวมชาบูหม่าล่ารับเทรนด์กระแสหม่าล่ามาแรง ตอบโจทย์นิวเจ ที่สำคัญคือท็อปส์ได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ชุดไหว้จากพลาสติกเป็นกระดาษย่อยสลายได้ เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • Best Experience ยกระดับประสบการณ์ตรุษจีนปีนี้ให้พิเศษกว่าที่เคย ดึงดูดใจลูกค้าทุกเจเนอเรชัน พร้อมจับเทรนด์ ‘มูเก็ตติ้ง’ เอาใจสายมูด้วยกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษที่หาได้เฉพาะที่ท็อปส์
  • Best Deals การันตีความคุ้มค่าทุกการช้อป จัดเต็มโปรโมชันมหัศจรรย์พลังมงคล ช้อปคุ้ม 5 ต่อ ฉลองปีมังกร

 

“ตรุษจีนปีนี้คาดหวังว่าจะได้เห็นบรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคที่คึกคักมากยิ่งขึ้น และท็อปส์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1 ให้เติบโตขึ้นด้วยแคมเปญของเราที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตกว่า 15%” จักรกฤษณ์กล่าว

 

สำหรับจำนวนสาขาท็อปส์ล่าสุด ได้แก่ Tops Food Hall 17 สาขา, Tops Fine Food 2 สาขา, Tops Premium 143 สาขา และ Tops Daily 515 สาขา รวมทั้งสิ้น 677 สาขา

 

โดยหากแยกสแตนด์อโลนจะมี 5 แห่งด้วยกัน คือ สุขุมวิท 39 (Tops Food Hall), สุขุมวิท 49 (Tops Fine Food), พัฒนาการ 30 (Tops Premium), นาคนิวาส (Tops Premium) และสาธุประดิษฐ์ (Tops Premium)

 

“ในเดือนมกราคมปีนี้จะขยายท็อปส์ 2 สาขาใหม่ แบ่งเป็นรูปแบบสแตนด์อโลน 1 แห่ง ในทำเลร่วมพัฒนา-ร่มเกล้า และอีก 1 สาขา ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งเตรียมเปิดตัววันที่ 31 มกราคมนี้” จักรกฤษณ์กล่าวทิ้งท้าย

The post อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์’ สาขามาร์เช่ ทองหล่อ แห่งแรกที่เปิด 24 ชั่วโมง เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองและวิถีคนนอนดึก https://thestandard.co/tops-food-hall-marche-thonglor/ Fri, 31 Mar 2023 05:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=771224 ท็อปส์ ฟู้ด มาร์เช่ ทองหล่อ

ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิด ‘ท็อปส […]

The post ‘ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์’ สาขามาร์เช่ ทองหล่อ แห่งแรกที่เปิด 24 ชั่วโมง เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองและวิถีคนนอนดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท็อปส์ ฟู้ด มาร์เช่ ทองหล่อ

ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิด ‘ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ มาร์เช่ ทองหล่อ’ โดยเป็นครั้งแรกกับการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองและวิถีคนนอนดึก

 

การเลือกที่นี่เป็นแห่งแรกเพราะย่านทองหล่อถือเป็นทำเลใจกลางเมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง (The Most Prime Location) และเป็นแหล่งที่รวบรวมไลฟ์สไตล์ไฮเอนด์ (The Affluent & Multifaceted District) ของกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยเป็นการเข้ามาเจาะการใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ที่มี Flexible Living ได้แก่ กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่จาก Tech Company และ Start-up, สายปาร์ตี้ชอบแฮงเอาต์, กลุ่มครอบครัว และ Expat ต่างชาติ 

 

“การเปิดให้บริการของท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ตลอด 24 ชั่วโมง จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นของคนเมืองรุ่นใหม่ในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว ผู้คนที่อาศัยในย่านทองหล่อและใกล้เคียง” สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าว

 

สาขาดังกล่าวตั้งอยู่ใน Marché Thonglor (มาร์เช่ ทองหล่อ) เป็นโครงการมิกซ์ยูสในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการ (GFA) รวม 60,000 ตารางเมตร ภายใต้การร่วมทุนพัฒนาระหว่างเซ็นทรัลพัฒนาในส่วนคอมมูนิตี้มอลล์ และยูนิเวนเจอร์ในส่วนอาคารสำนักงาน

 

ตัวมิกซ์ยูสเผยว่ามี Catchment Area ครอบคลุมกว่า 1,000,000 คน ภายในโซนสุขุมวิทตอนกลางคือ นานา, อโศก, พร้อมพงษ์, เอกมัย และทองหล่อ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อไปยังย่านอื่นๆ เช่น เพชรบุรีตัดใหม่, พระราม 4, อ่อนนุช และคลองตัน โดยทองหล่อเป็นย่านที่มีกำลังซื้อสูง มีเอกลักษณ์ และไลฟ์สไตล์หลากหลาย

 

“ปัจจุบัน ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ เปิดให้บริการ 16 สาขา ใน 5 จังหวัด สำหรับสาขามาร์เช่ ทองหล่อที่เปิด 24 ชั่วโมง จะทำให้ลูกค้าได้สนุกกับการช้อปปิ้งมากยิ่งขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา เป็นอีกหนึ่งการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา” สเตฟานกล่าว

The post ‘ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์’ สาขามาร์เช่ ทองหล่อ แห่งแรกที่เปิด 24 ชั่วโมง เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองและวิถีคนนอนดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops เดินหน้าย้ำความเป็น ‘1 Brand’ ดึง ‘นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ’ ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก https://thestandard.co/tops-nine-naphat-brand-ambassador/ Thu, 23 Feb 2023 07:32:18 +0000 https://thestandard.co/?p=754429 Tops นาย ณภัทร

Tops เดินหน้าย้ำความเป็น ‘1 Brand’ พร้อมลุยแผนยุทธศาสตร […]

The post Tops เดินหน้าย้ำความเป็น ‘1 Brand’ ดึง ‘นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ’ ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops นาย ณภัทร

Tops เดินหน้าย้ำความเป็น ‘1 Brand’ พร้อมลุยแผนยุทธศาสตร์ขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยดึง นาย ณภัทร ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์เพื่อสร้างการจดจำให้มากขึ้น

 

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า หลังการประกาศรีแบรนด์ท็อปส์ (Tops) ครั้งใหญ่ ด้วยกลยุทธ์การรวมทุกโมเดลธุรกิจเป็นหนึ่งเดียว (1 Brand) ภายใต้อาณาจักรแบรนด์ ‘Tops’ พบว่ากลุ่มผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดีในเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ใหม่ของท็อปส์ (Tops) ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

และเพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ จดจำถึงตัวตนของแบรนด์ท็อปส์ (Tops) ครอบคลุมในทุกมิติ ตลอดปี 2566 Tops จึงเดินหน้าสร้างการจดจำภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่าง เพิ่มความสดใหม่ของการเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย เข้าใจผู้บริโภค ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัยผ่านแกนหลัก ได้แก่

 

  1. กลยุทธ์สินค้าป้ายเหลืองที่พร้อมตรึงราคาสินค้าและอยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา 
  2. คัดสรรสินค้าและวัตถุดิบใหม่ๆ สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟมารวมไว้ที่เดียว และรวมหลากหลายแบรนด์ดังที่นำเข้ามาจำหน่ายครั้งแรกในไทย 
  3. เติมเต็มทุกทางเลือกการช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยแพลตฟอร์ม Omni-Channel

 

“นี่ยังเป็นครั้งแรกที่ Tops เลือกใช้กลยุทธ์แบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อเชื่อมโยงตัวตนไปยังผู้บริโภคให้ใกล้ชิดกับแบรนด์ง่ายยิ่งขึ้น สร้างการจดจำใหม่ สื่อถึงความทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย โดยได้ ‘นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ’ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น ทั้งยังมีบุคลิกทันสมัย อบอุ่น รักครอบครัว และเป็นที่รักของทุกคนที่อยู่ใกล้ สะท้อน Brand DNA ของ Tops ได้อย่างชัดเจน”

 

พร้อมกันนี้ ยังใช้ดนตรีมาเป็นอีกไฮไลต์ในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ให้สนุกสนานเหมาะกับยุคสมัย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านเพลงประจำแบรนด์ ‘Every Day’ ที่ได้ศิลปินป๊อปร็อกอย่างวง Tattoo Colour มาแต่งคำร้อง ทำนอง และขับร้อง 

The post Tops เดินหน้าย้ำความเป็น ‘1 Brand’ ดึง ‘นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ’ ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ป้ายเหลืองล็อกราคา’ กลยุทธ์ที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วของ Tops Supermarket เบื้องหลังการดึงให้ลูกค้าจ่ายมากขึ้น https://thestandard.co/tops-supermarket-strategy/ Wed, 04 May 2022 07:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=624573 Tops Supermarket

การระบาดของโรคโควิดตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้อง […]

The post ‘ป้ายเหลืองล็อกราคา’ กลยุทธ์ที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วของ Tops Supermarket เบื้องหลังการดึงให้ลูกค้าจ่ายมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops Supermarket

การระบาดของโรคโควิดตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องสรรหากลยุทธ์เพื่อดึง ‘เงิน’ ในกระเป๋าของลูกค้าออกมาให้ได้มากที่สุดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งสำหรับ Tops Supermarket ได้เลือกที่จะใช้กลยุทธ์ ‘ป้ายเหลืองล็อกราคา’

 

กลยุทธ์นี้ถูกหยิบมาใช้เป็นครั้งแรกในปี 2563 ซึ่งวิจัยกรุงศรีประเมินธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่หดตัวรุนแรงเป็นประวัติการณ์ถึง 10-12% ด้วยกัน เทียบกับที่ขยายตัว 4.0% ในปีก่อน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ Large Format บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉายภาพว่า กลยุทธ์ ‘ป้ายเหลืองล็อกราคา’ ในปี 2563 มีสินค้าที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 40 รายการ มีระยะเวลา 3 เดือน ส่วนปี 2564 เพิ่มเป็น 70 รายการ และเพิ่มระยะเวลาเป็น 6 เดือน 

 

สำหรับปี 2565 ได้เพิ่มเป็น 190 รายการ โดยลด 6-66% แม้เมื่อเทียบกับสินค้าที่ Tops จำหน่ายกว่า 18,000-50,000 รายการแล้วแต่พื้นที่สาขา จะดูเป็นตัวเลขที่น้อยนิด แต่สุจิตาย้ำว่าสินค้าที่เข้าร่วมนั้นล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค

 

“ป้ายเหลืองล็อกและลดราคา เราพบว่ามีสัดส่วนลูกค้าราว 20% ที่ซื้อสินค้ากลุ่มนี้ สำหรับในปีนี้เราคาดหวังให้เพิ่มเป็น 30% ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราขยายเวลาโปรโมชันเป็น 1 ปี”

 

ขณะเดียวกันนอกจากกลยุทธ์ดังกล่าวแล้ว ยังมีการทำโปรโมชันอื่นๆ หมุนเวียนลดพิเศษทุกๆ 5 วัน โดยมีสินค้าแต่ละรอบไม่ต่ำกว่า 3,000 รายการ

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ นั้นเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลาง-สูง ขณะที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่จับลูกค้ากลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางลงมาก็เลือกใช้ ‘การลดราคา’ มาดึงลูกค้าเช่นเดียวกัน

 

อย่าง Lotus’s ของเครือ CP ก็ได้จัดแคมเปญราคามหาชน โดยลดราคาสินค้า 500 รายการ สูงสุด 50% นาน 7 สัปดาห์ ทั้งในร้านค้ากว่า 2,100 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 20 เมษายน 2565  

 

กระนั้นสุจิตาก็มองว่า “ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตไม่เหมือนไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งการล็อกราคาของ Tops นั้นได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะสำหรับลูกค้า ราคาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ”

The post ‘ป้ายเหลืองล็อกราคา’ กลยุทธ์ที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วของ Tops Supermarket เบื้องหลังการดึงให้ลูกค้าจ่ายมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ เซ็นทรัลเวิลด์ กลับมาอีกครั้งรอบ 3 ปี เคาะราคาคนละ 479 บาท https://thestandard.co/durian-buffet-18-22-may-2022/ Mon, 02 May 2022 03:55:20 +0000 https://thestandard.co/?p=623685 บุฟเฟต์ทุเรียน

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เตรียมจัด ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ ณ ลานด้า […]

The post ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ เซ็นทรัลเวิลด์ กลับมาอีกครั้งรอบ 3 ปี เคาะราคาคนละ 479 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุฟเฟต์ทุเรียน

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เตรียมจัด ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ ณ ลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการกลับมาจัดอีกครั้งในรอบ 3 ปี ระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2565 เคาะราคาคนละ 479 บาท

 

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า จากการคาดการณ์ตัวเลขปริมาณผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด พบว่าจะมีผลผลิตรวม 1.19 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32% (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 

 

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลไม้ที่เริ่มออกสู่ตลาดและมีปริมาณผลผลิตสูงกว่าปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทั้งมังคุด เงาะ และทุเรียน โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นฤดูกาลทุเรียน ผลไม้ยอดนิยมที่คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ประกอบกับปัจจุบันตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนยังไม่สามารถส่งออกได้อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดให้ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จึงได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อผลผลิตผลไม้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม 100% จากชาวสวนทั่วประเทศกว่า 1,000 กลุ่ม เช่น สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรจังหวัดตราด, กลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี กลุ่มปัถวีโมเดล (ผลไม้ออร์แกนิก) ฯลฯ

 

พร้อมจัดแคมเปญ ‘FRUITS-TIVAL’ เชิญชวนและรณรงค์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ไทยของคนในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565 ที่ร้านค้าในเครือทุกสาขา ขณะเดียวกันยังเตรียมวางขายทุเรียนหมอนทองเกรดพรีเมียมแกะเฉพาะเนื้อ ไม่ต้องซื้อทั้งลูก เหมาะกับคนที่ทานน้อย ราคาจับต้องได้เพียงแพ็กละ 75 บาท จำหน่ายเฉพาะ Tops Daily และ FamilyMart สาขาที่ร่วมรายการ

 

นอกจาก ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ แล้ว ในงาน Thailand’s Amazing Durian & Fruit Fest 2022 (The Original!) ยังเสริมทัพด้วยผลไม้ไทยนานาชนิด ได้แก่ ข้าวเหนียวมะม่วง เงาะ มังคุด มะพร้าวน้ำหอม เมลอนญี่ปุ่น แตงโม มะม่วงน้ำปลาหวาน ไอศกรีมกะทิสดอีกด้วย

The post ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ เซ็นทรัลเวิลด์ กลับมาอีกครั้งรอบ 3 ปี เคาะราคาคนละ 479 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผน ‘ท็อปส์’ ปี 2565 สยายปีกออกนอกเครือเซ็นทรัล ไปเปิดใน ‘คอมมูนิตี้มอลล์’ หรือ ‘ปั๊มน้ำมัน’ มากขึ้น https://thestandard.co/tops-year-plan-2022/ Wed, 09 Mar 2022 12:08:46 +0000 https://thestandard.co/?p=603843 ท็อปส์

การระบาดของโรคโควิดทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้รับบทเรียนชิ้นหน […]

The post กางแผน ‘ท็อปส์’ ปี 2565 สยายปีกออกนอกเครือเซ็นทรัล ไปเปิดใน ‘คอมมูนิตี้มอลล์’ หรือ ‘ปั๊มน้ำมัน’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท็อปส์

การระบาดของโรคโควิดทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้รับบทเรียนชิ้นหนึ่งคือ เมื่อห้างปิดลูกค้าก็จะลดลง แม้ ‘ท็อปส์’ ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไรก็ตาม แต่ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ ทิศทางการขยายสาขาต่อไปจึงจะไปอยู่ใน ‘คอมมูนิตี้มอลล์’ หรือ ‘ปั๊มน้ำมัน’ มากขึ้น 

 

ที่ผ่านมาท็อปส์มักจะขยายสาขาไปพร้อมกับศูนย์การค้าของเครือเซ็นทรัลเป็นหลัก แต่แผนในปี 2565 ซึ่งจะมีการเปิดสาขาใหม่ทั้งหมดมากกว่า 15 สาขา ใช้งบลงทุนกว่า 700 ล้านบาท เฉลี่ยสาขาละ 45 ล้านบาท โดยจะไปเปิดในทำเลที่อยู่นอกเครือมากขึ้น เน้นทำเลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในที่ที่มีหมู่บ้านจำนวนมากและรถติดเยอะ 

 

สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ Large Format บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขยายความว่า ตั้งแต่หลังการระบาดของโรคโควิดได้มีการขยายไปนอกเครือมากขึ้น แต่ปรับรูปแบบร้านให้มี 3 แบบ S, M, L ขนาด 900-4,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้สามารถขยายในทำเลที่หลากหลายมากขึ้น

 

“เมื่อก่อนจะมีแต่ขนาดใหญ่ ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน แต่ตอนนี้เรามีหลายรูปแบบจึงสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากปีนี้จะเปิด 15 สาขา เพิ่มขึ้นจากปกติที่จะเปิดราว 8 สาขาต่อปีเท่านั้น” สุจิตากล่าว “การไปกับคอมมูนิตี้มอลล์หรือปั๊มน้ำมันมีข้อดีคือ สร้างความสะดวกให้ลูกค้า จอดรถแล้วสามารถเดินเข้าไปซื้อของได้เลย”

 

ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาที่ 130 ของ ‘ท็อปส์ มาร์เก็ต’ ที่โรบินสัน บ้านฉาง ซึ่งนับเป็นสาขาแห่งที่ 2 ในจังหวัดระยอง โดยมองเห็นศักยภาพของจังหวัดระยองใน 4 ด้าน คือ

  1. มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก
  2. มีดีมานด์ผู้บริโภคย่านตะวันออก ด้วยศักยภาพและกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. แผนพัฒนาของจังหวัดที่จะมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และพัฒนาเชิงพื้นที่อื่นๆ
  4. กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าท็อปส์ มาร์เก็ต ระยอง จากฐานข้อมูลเดอะวันพบว่า ใช้บริการเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซื้อสินค้าโดยเฉลี่ยมากกว่า 700 บาทต่อครั้ง อีกทั้งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจเนอเรชัน X และ Y ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานเป็นหลัก โดย “เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ที่มียอดซื้อสินค้าเฉลี่ย 400-500 บาท กำลังซื้อในระยองถือว่าดีกว่ามาก”

 

สำหรับช่วง 2 เดือนแรกของปี 2565 สุจิตาฉายภาพว่า ธุรกิจของท็อปส์อยู่ในแนวโน้มที่ดีมากขึ้นจากความถี่ 2-3 ครั้งต่อเดือน และยอดซื้อเฉลี่ย 400-500 บาทต่อบิล มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยบางส่วนของยอดขายมาจากช่องทางออนไลน์ ซึ่งแม้จะมีสัดส่วน 5% แต่เติบโตค่อนข้างดี

 

“ช่วง 2 เดือนแรกเราโตประมาณ 5% จากทิศทางต่างๆ ที่ดีขึ้นเราก็เชื่อว่าทั้งปี 2565 ท็อปส์น่าจะโตขึ้นประมาณ 5% ในขณะที่ปี 2564 เติบโตประมาณ 1-2% เท่านั้น”

 

ท็อปส์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่อยู่ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC โดยจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจฟู้ด ปีที่ผ่านมา CRC มีรายได้รวม 195,654 ล้านบาท โตขึ้น 0.7% มีกำไรสุทธิ 277 ล้านบาท เฉพาะธุรกิจฟู้ดมีรายได้ 69,600 ล้านบาท ลดลง 6.8%

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

The post กางแผน ‘ท็อปส์’ ปี 2565 สยายปีกออกนอกเครือเซ็นทรัล ไปเปิดใน ‘คอมมูนิตี้มอลล์’ หรือ ‘ปั๊มน้ำมัน’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่หวั่นตลาดแข่งดุ! CRG ซื้อ ‘แบรนด์กาแฟ Arigato’ มาไว้ในมือ เล็งขยาย 60 สาขาในปีนี้ พร้อมผุดโมเดล ‘รถเข็น’ เริ่มทดลองแล้ว 1 คัน https://thestandard.co/crg-buys-arigato-coffee-brand/ Thu, 10 Jun 2021 03:37:42 +0000 https://thestandard.co/?p=498477 โมเดล ‘รถเข็น’

หลายคนอาจรู้จักแบรนด์กาแฟที่ชื่อว่า Arigato ที่เริ่มต้น […]

The post ไม่หวั่นตลาดแข่งดุ! CRG ซื้อ ‘แบรนด์กาแฟ Arigato’ มาไว้ในมือ เล็งขยาย 60 สาขาในปีนี้ พร้อมผุดโมเดล ‘รถเข็น’ เริ่มทดลองแล้ว 1 คัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเดล ‘รถเข็น’

หลายคนอาจรู้จักแบรนด์กาแฟที่ชื่อว่า Arigato ที่เริ่มต้นจากการเปิดเป็นเคาน์เตอร์กาแฟใน Family Mart ก่อนจะขยายไปใน Tops ซึ่งแบรนด์นี้ Arigato นั้นถูกนำเข้าจากแดนซามูไรในปี 2559 หรือเมื่อ 5 ปีก่อนโดย บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด หรือ CFR

 

แต่ล่าสุด Arigato ได้ถูกเปลี่ยนมือแล้วโดย CFR ได้ขายสิทธิ์ในแบรนด์ให้กับ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือเซ็นทรัลด้วยกันเองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยไม่เปิดเผยถึงมูลค่าที่เข้าซื้อแต่อย่างใด 

 

CRG ให้เหตุผลที่เข้าซื้อว่า เป็นเพราะภายใต้พอร์ตของ CRG ยังไม่มีแบรนด์ร้านกาแฟเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งที่ผ่านมาตลาดกาแฟเป็นตลาดที่เติบโตได้ค่อนข้างดีมาตลอด

 

เป็นที่รู้กันว่า ‘ตลาดกาแฟ’ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ยังเป็นตลาดที่ส่งกลิ่นหอมหวนจนทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือรายใหญ่เข้ามาไม่หยุดหย่อน ซึ่งเหตุผลหลักเป็นเพราะตลาดนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยที่มีตัวเลขเฉลี่ย 300 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวญี่ปุ่นที่มีอัตราการบริโภค 400 แก้วต่อคนต่อปี และเทียบไม่ได้เลยกับฝั่งยุโรปที่บริโภคเฉลี่ยมากกว่า 600 แก้วต่อคนต่อปี

 

ภายใต้ตลาดนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ตลาดกาแฟในบ้านมูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งล่าสุดได้อานิสงส์จากโควิด-19 ทำให้เติบโตอย่างหวือหวากว่า 10% ด้วยกัน

 

ขณะที่ตลาดกาแฟนอกบ้านมีมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปกติแล้วจะเติบโตเป็น 1 เท่าตัวจากตลาดกาแฟในบ้าน อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มาใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางออกนอกบ้านลดลง ตลาดนี้จึงเติบโตลดลง 30-40% เลยทีเดียว 

 

แม้ช่วงนี้ตลาดจะยังติดลบ แต่เป้าหมายที่ทำให้ CRG ตัดสินใจซื้อ Arigato เป็นเพราะต้องการให้ Arigato เข้ามาเติมเต็ม Mister Donut ต่างหาก 

 

“เราเล็งเห็นว่ากลุ่มประเภทกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแนวโน้มเติบโต และสามารถขยายโอกาสในการดึงลูกค้าเข้ามาที่ร้าน Mister Donut ได้มากขึ้น จึงนำกาแฟและเครื่องดื่มชงสดของแบรนด์ Arigato ซึ่งมีราคาขายที่ใกล้เคียงกันเข้ามาเปิดในร้าน Mister Donut ซึ่งจะตอบสนองกับต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น” สุชีพ ธรรมาชีพเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม Bakery & Beverage Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (Central Restaurants Group) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH

 

ปัจจุบัน CRG เป็นผู้ถือแบรนด์ Arigato หลัก มีหน้าที่ควบคุมและชี้แนะแนวทาง ทั้งการตลาด คุณภาพสินค้า และการบริหารจัดการโดยรวมของแบรนด์ ซึ่ง CRG วางแผนที่จะผลักดันแบรนด์ Arigato ให้เป็นแบรนด์แมส ด้วยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 25-60 บาท ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่เลือกใช้

 

หลังจากเข้ามาอยู่ในมือ CRG เปิดร้าน Arigato ไปแล้ว 56 สาขา แบ่งเป็น กทม. 45 สาขา และต่างจังหวัด 11 สาขา (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2564) ซึ่งเกือบทั้งหมดเปิดเป็น Shop in Shop ในร้าน Mister Donut 

 

ขณะที่ Shop in Shop ของ Arigato ที่มีอยู่ใน Family Mart ทั้งหมด 332 สาขา และ Tops อีก 147 สาขานั้น ทาง CRG ระบุว่า ให้ Family Mart และ Tops จัดการระบบและพนักงานเช่นเดิมในมาตรฐานขององค์กร โดยคำนึงถึงมาตรฐานรวมของแบรนด์เป็นหลัก 

 

สำหรับแผนขยายสาขาของ Arigato นั้น CRG ตั้งเป้าการขยายสาขากว่า 60 สาขา โดยแบ่งออกเป็น Shop in Shop ในแบรนด์ Mister Donut กว่า 50 สาขา และสแตนอโลนกว่า 10 สาขา คาดว่าจะมีจำนวนสาขาทั้งหมดในปี 2564 กว่า 150 สาขา และนอกจากขยายเองแล้ว CRG ยังวางแผนที่จะขายแฟรนไชส์ ซึ่งคาดว่าจะขยายในรูปแบบขนาดเล็กถึงขนาดกลางไว้ที่ประมาณ 30-50 สาขา แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

 

สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจาก Arigato จะเข้าไปเปิดในร้าน Mister Donut แล้วนั้น ยังมีการทดลองรูปแบบใหม่เป็นร้านแบบ ‘รถเข็น’ ที่เราคุ้นเคยกันอีกด้วย 

 

CRG ให้เหตุผลที่พัฒนาโมเดลนี้ขึ้นมาว่า ด้วยพฤติกรรมของลูกค้าในยุคนี้ที่เดินทางและออกจากบ้านน้อยลง การปรับโมเดลให้หลากหลาย และคล่องตัวในการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายที่สุด จึงตอบโจทย์ในการเร่งสร้างยอดขาย และยังตอบเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค

 

สำหรับร้านในรูปแบบรถเข็น (Trolley Model) ตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองเปิด 1 สาขา ให้บริการอยู่ที่ไทวัสดุ สาขาลำลูกกา คลอง 6 ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี โดยโลเคชันต่อไปจะไปเปิดบริการที่เซ็นทรัล รามอินทรา คาดว่าปีนี้จะขยายโมเดลนี้อีกไม่ต่ำกว่า 2 คัน 

 

นอกจากนี้ CRG ยังเตรียมพัฒนาเป็นสินค้าแบบ Ready to Drink ออกมาวางขายด้วย ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาสูตร โดย CRG ต้องการทำให้มีรูปแบบทันสมัย และราคาเข้าถึงง่าย คาดว่าในระยะแรกรสชาติที่ออกมาจะมีมัทฉะ ลาเต้ และ อเมริกาโน เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม CRG ได้ฉายภาพว่า Arigato มีศักยภาพในการขยายสาขาได้อีกมาก ซึ่งในอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถขยายสาขาทั่วประเทศได้มากกว่า 2,000 สาขาด้วยกัน

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post ไม่หวั่นตลาดแข่งดุ! CRG ซื้อ ‘แบรนด์กาแฟ Arigato’ มาไว้ในมือ เล็งขยาย 60 สาขาในปีนี้ พร้อมผุดโมเดล ‘รถเข็น’ เริ่มทดลองแล้ว 1 คัน appeared first on THE STANDARD.

]]>