บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-เจ-มาร์ท-จำกัด-มหา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Feb 2023 10:24:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต https://thestandard.co/jmart-stock-sell-big-lot-board/ Mon, 20 Feb 2023 06:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=752797 หุ้นกลุ่ม JMART

หุ้นกลุ่ม JMART บวกยกแผง หลังแม่ทัพใหญ่เคลียร์ปมเทขายหุ […]

The post หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่ม JMART

หุ้นกลุ่ม JMART บวกยกแผง หลังแม่ทัพใหญ่เคลียร์ปมเทขายหุ้นบิ๊กล็อตให้นักลงทุนสถาบันว่าเป็นเพราะถูก Margin Call พร้อมยันเดินหน้าธุรกิจตามแผน 

 

ความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่ม JMART จำนวน 5 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART, บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท ประเทศไทย หรือ J, บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส หรือ JMT, บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER และ บมจ.เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าในช่วงการซื้อ-ขายภาคเช้าวันนี้ (20 กุมภาพันธ์) หลังวานนี้ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JMART ออกโรงชี้แจงการขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวนรวม 54 ล้านหุ้น ที่ราคาขาย 26.50 บาท เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566

 

โดยวันนี้หุ้น JMART ปิดการซื้อ-ขายที่ 29.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 6.42% 

หุ้น JMT ปิดการซื้อ-ขายที่ 46.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.64%

หุ้น J ปิดการซื้อ-ขายที่ 3.64 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 1.68% 

หุ้น SINGER ปิดการซื้อ-ขายที่ 19.60 บาท เพิ่มขึ้น 2.30 บาท หรือ 13.29% 

หุ้น SGC ปิดการซื้อ-ขายที่ 3.68 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.22% 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 


 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงรายการกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย คือ 

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61% เหลือสัดส่วน 4.86%

 

ขณะเดียวันเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บมจ.เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บุษบา กุลศิริธรรม ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว 

 

การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทจะเร่งดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการแทนตำแหน่งดังกล่าวที่ว่างลง

 

โดย SGC เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2665 ด้วยราคา IPO ที่ 3.90 บาท

The post หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง https://thestandard.co/adisak-sell-big-lot-of-jmart/ Sun, 19 Feb 2023 14:31:18 +0000 https://thestandard.co/?p=752533

หุ้นใหญ่ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ ออกโรงชี้แจง ยอมร […]

The post ‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นใหญ่ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ ออกโรงชี้แจง ยอมรับตัดขาย Big Lot เหตุ Margin Call จริง ระบุเป็นประเด็นปัญหาส่วนตัว ไม่กระทบธุรกิจบริษัท พร้อมยืนยันคงฐานะหุ้นใหญ่บริหารงานต่อไป เชื่อมั่นธุรกิจยังโตต่อ เปิดแผนปีนี้ดันบริษัทร่วมทุนเข้าตลาดหุ้นอีก 3 บริษัท

 

หลังจากเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้งชี้แจงรายการกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย มีรายชื่อคือ 

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61%   เหลือสัดส่วน 4.86%

 

โดยรายการ Big Lot ของ JMART ถูกแจ้งในวันถัดจากที่ JMART Group เพิ่งออกมาแถลงเป้าหมายในปี 2566 ซึ่ง อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท ประกาศว่า JMART ตั้งเป้าผลการดำเนินงานปี 2566 กำไรนิวไฮต่อเนื่อง ตั้งเป้าเติบโต 50% จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตทั้งในรูปแบบ Organic Growth และ Inorganic Growth โดย Organic Growth ผลมาจากธุรกิจในกลุ่มมีทิศทางเติบโตจากการเชื่อมโยง Ecosystem ประกอบด้วย JMART, JMT, J และ SINGER และ Inorganic Growth ผ่านการทำ Synergy กับบริษัทนอกกลุ่มที่จะเริ่มเห็นตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต

 

ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย, BRR, JK AMC, De Siam และ PRTR ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจบริหารทรัพยากรบุคคลชั้นนำของประเทศ การ Synergy จะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถต่อยอดโอกาสใหม่ๆ และจะมีกำไรจากการลงทุนเข้ามาในปี 2566 และในปีถัดไป ซึ่งยังไม่นับรวมแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีศักยภาพเพิ่มเติม พยายามทำธุรกิจให้มี Synergy เกิดขึ้น และพยายามในการสร้าง J-Curve เพื่อให้เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน

 

หุ้น ‘JMART’ ไม่ถึง 2 เดือน ร่วงกว่า 30%

ขณะที่ราคาหุ้นที่ 26.50 บาทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา-ยุวดี พงษ์อัชฌา’ ขายออกมานั้น ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่ากระดานของวันทำรายการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งหุ้น JMART ปิดที่ราคา 29.50 บาท ราคาซื้อขายเฉลี่ยในวันดังกล่าวอยู่ที่ 29.41 บาท

 

โดยข้อมูลการขายหุ้นที่สวนทางกับเป้าหมายกำไรของ JMART Group เป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 โดยหลังจากแจ้งข่าวดังกล่าว ราคาหุ้น JMART ร่วงมาปิดการซื้อขายที่ 27.25 บาท ซึ่งหากเทียบจากต้นปี 2566 คิดเป็นการปรับตัวลดลงถึง 33.13% 

 

แม้ว่าการซื้อขายหุ้นดังกล่าวข้างต้น บมจ.เจ มาร์ทได้ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงาน หรือโครงสร้างการจัดการของบริษัท แต่ว่าราคาหุ้นในกลุ่มของ JMART ส่วนใหญ่ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่างตอบรับในเชิงลบ ปิดตลาดร่วงลงเกือบยกกลุ่ม ได้แก่

  • หุ้น บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ปิดที่ 27.25 บาท ลดลง 7.63% 
  • หุ้น บมจ. ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER ปิดที่ 17.30 บาท ลดลง 5.46%
  • หุ้น บมจ. เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC ปิดที่ 3.60 บาท ลดลง 3.74%
  • หุ้น บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท ประเทศไทย หรือ J ปิดที่ 3.58 บาท ลดลง 3.24%

 

รายการ Big Lot ของหุ้น JMART ได้สร้างความไม่มั่นใจในหุ้นกลุ่ม JMART และเป็นคำถามที่นักลงทุนรายย่อยคาใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจหรือไม่ และได้ตั้งคำถามว่าเหตุผลอะไรที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สองรายของ JMART จึงยอมขายหุ้นจำนวน 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบันด้วยราคาที่ต่ำกว่ากระดานแบบนี้ 

 

‘พีรนาถ โชควัฒนา’ เปิดเหตุผล ‘อดิศักดิ์’ โยน Big Lot หุ้น JMART

คำถามนี้ถูกไขข้อข้องใจโดย ‘พีรนาถ โชควัฒนา’ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของ JMART ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Money Chat ว่า (เขา) ส่งแชตไลน์สอบถามไปยังอดิศักดิ์ ถึงสาเหตุที่ต้องขาย Big Lot หุ้น JMART ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งอดิศักดิ์ได้อธิบายกลับมาว่า เป็นเพราะราคาหุ้น JMART ตกลงมาอย่างหนัก 

 

ทั้งนี้ การที่ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต้อง เรียกวางหลักประกันเพิ่ม’ หรือ Margin Call จากอดิศักดิ์ ซึ่งเป็นการกู้เงินจากโบรกเกอร์โดยใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหากมูลค่าหุ้นที่ซื้อไว้มีราคาต่ำลงจนมีผลกระทบให้หลักประกันที่วางไว้ต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบัน ผู้กู้จะต้องหาเงินมาวางเพิ่ม และหากหาเงินไม่ได้จะต้องโดนบังคับขายหุ้น (Force Sell)

 

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลจำเป็นให้อดิศักดิ์ต้องแบ่งตัดขายหุ้น JMART ออกมาผ่านการทำรายการ Big Lot เพื่อไม่ให้โดน Force Sell ในราคาที่ค่อนข้างต่ำให้กับนักลงทุนสถาบันมารับซื้อหุ้น JMART แทน โดยมีการเจรจาราคาซื้อขายมาหลายวันก่อนวันทำรายการ Big Lot แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นตลาดของผู้ซื้อที่สามารถต่อรองราคาซื้อขายได้ จึงทำให้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น JMART ได้ไปในราคาที่ต่ำ 

 

‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ รับขาย JMART เหตุโดน Margin Call จริง

ล่าสุด อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่ พีรนาถ โชควัฒนา ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของ JMART ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงธุรกรรมการทำรายการขายหุ้น Big Lot ของตนเองออกมาจำนวน 14 ล้านหุ้น เนื่องจากราคาหุ้น JMART ที่ถืออยู่มีการปรับตัวลดลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้เข้าเงื่อนไขถูกเรียกวางหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call ยอมรับว่าเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง 

 

อย่างไรก็ดี ขอยืนยันว่ากลุ่ม ‘สุขุมวิทยา’ จะยังคงสถานะกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังบริหารธุรกิจในกลุ่มเจ มาร์ทต่อไป และไม่มีแนวคิดที่จะขายทิ้งธุรกิจอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีโอกาสเติบโตได้สูงในอนาคต

 

“การถูก Margin Call ของ JMART ของผมเป็นข้อมูลจริง เป็นประเด็นปัญหาส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท แต่ตอนนี้ปัญหาจบไปแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องมากังวล เพราะผมได้ขายหุ้น Big Lot ของ JMART ออกไป Cover จบไปหมดแล้ว ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้มีอะไรกระทบกับธุรกิจของเจ มาร์ทเลย ซึ่งฐานะการเงินของบริษัทเจ มาร์ทยังแข็งแกร่ง ทั้งฐานทุนยังมีมหาศาล ชื่อบริษัทก็เป็นชื่อครอบครัวผม โดยยืนยันว่ายังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต่อไป” 

 

อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า แผนธุรกิจในปีนี้ยังเดินหน้าต่อเนื่อง รวมถึงการนำบริษัทร่วมทุนที่กลุ่มเจ มาร์ทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ บมจ.พีอาร์ทีอาร์ (PRTR) ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้บริการจัดหาบุคลากร และให้บริการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Outsourcing) แบบครบวงจร ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 15% ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในเดือนมีนาคมนี้ 

 

รวมถึง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ที่บริษัทร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 30% และบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) มีแผนที่จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปีนี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา https://thestandard.co/jmart-sell-shares-to-investor/ Fri, 17 Feb 2023 04:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=751806 JMART

‘เจ มาร์ท’ ชี้หุ้นใหญ่ 2 ราย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และ […]

The post ‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART

‘เจ มาร์ท’ ชี้หุ้นใหญ่ 2 ราย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และ ยุวดี พงษ์อัชฌา’ โยนขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบโครงการบริหาร พร้อมแจ้งซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% รุกธุรกิจรับเหมาตกแต่งภายในอาคาร

 

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอชี้แจงสรุปการซื้อขายหุ้นของบริษัทผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย มีรายชื่อดังนี้

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61%   เหลือสัดส่วน 4.86%

 

การซื้อขายหุ้นดังกล่าวข้างต้นไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงาน หรือโครงสร้างการจัดการของบริษัท และผู้ซื้อหุ้นในครั้งนี้เป็นผู้ลงทุนประเภทสถาบัน ไม่มีผู้ใดเข้าข่ายต้องทำ Tender Offer

 

นอกจากนี้ บมจ.เจ มาร์ท ยังแจ้งการได้มาของหุ้น บมจ.บางกอก เดค-คอน หรือ BKD เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มาคิดเป็น 9.29% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

 

ขณะที่ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ชี้แจงว่า การที่ JMART ซื้อหุ้นบิ๊กล็อตของ บมจ.บางกอกเดค-คอน หรือ BKD จำนวน 100 ล้านหุ้น สัดส่วน 9.20% ราคา 2.16 บาท มูลค่า 216 ล้านบาท เพื่อผนึกกำลังเป็นพันธมิตรร่วมกัน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ เนื่องจาก BKD มีความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจรับเหมาตกแต่งภายในอาคารและเฟอร์นิเจอร์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

The post ‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK ส่ง ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ลงทุนใน JAM บริษัทลูก JMT สัดส่วน 9.9% มูลค่า 3.5 พันล้านบาท https://thestandard.co/kinvesture-invests-in-jam/ Thu, 09 Feb 2023 06:57:08 +0000 https://thestandard.co/?p=747984

JMT เปิดดีลใหญ่ต้นปี KInvesture บริษัทย่อยของ KBANK เข้ […]

The post KBANK ส่ง ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ลงทุนใน JAM บริษัทลูก JMT สัดส่วน 9.9% มูลค่า 3.5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

JMT เปิดดีลใหญ่ต้นปี KInvesture บริษัทย่อยของ KBANK เข้าถือหุ้น JAM 9.9% เพิ่มศักยภาพบริษัทบริหารสินทรัพย์การเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ เปิดดีลลงทุนกลุ่มบริษัท JMT โดยบริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KInvesture) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารกสิกรไทยเข้าลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9.9% ด้วยเงินลงทุนกว่า 3.5 พันล้านบาท สนับสนุนการเติบโตของ JAM ในอนาคต ตอกย้ำ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้นำกลุ่มบริษัทบริหารสินทรัพย์เบอร์ 1 ของประเทศภายในปี 2568

 

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารร่วมกับบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกในกลุ่มบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) บริษัทร่วมทุนแห่งแรกในไทย ระหว่างธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิดนั้น ธนาคารเห็นศักยภาพของ JAM จากความร่วมมือดังกล่าว โดยเห็นว่า JAM มี In-house เทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความชำนาญในการปฏิบัติงานซึ่งเกิดจากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมายาวนาน

 

รวมทั้งเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของ JAM มาโดยตลอด จึงตัดสินใจเข้าลงทุนในครั้งนี้

 

โดยบริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KInvesture) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารกสิกรไทย เข้าลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9.9% ด้วยเงินลงทุนกว่า 3.5พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ JAM ในอนาคต

 

ปิยะ พงษ์อัชฌา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท (JMART) และประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด และความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศไทย แนวโน้มหนี้เสียยังคงเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) และบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) มีโอกาสใช้เงินทุนในการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินอื่นๆ มาบริหาร

 

โดยเป้าหมายหลักของทั้ง 2 บริษัทเพื่อส่งลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงินอีกครั้ง ผ่านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ลูกหนี้สามารถชำระคืนหนี้ได้อย่างมีประสิทธิ

 

ภาพ โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์ประกอบการนำเสนอเงื่อนไขการชำระหนี้ ใช้เทคโนโลยีพัฒนาแอปพลิเคชันอำนวยความสะดวกลูกหนี้ในการเลือกผ่อนชำระตามความสามารถของตนเอง และอำนวยความสะดวกในการชำระเงินผ่านแอป โดยคาดหวังว่าช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศได้

 

สุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเดินหน้าความร่วมมือระหว่างบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) ร่วมกับกลุ่มธนาคารกสิกรไทย ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซื้อหนี้เสียทั้งที่มีหลักประกัน (Secure) และไม่มีหลักประกัน (Unsecure) ภายใต้บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา และเริ่มดำเนินกิจการในไตรมาส 3/65 ได้อย่างประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยล่าสุดบริษัทย่อยของธนาคารกสิกรไทยได้เข้าลงทุนถือหุ้นสามัญใน JAM สะท้อนความแข็งแกร่งในการบริหารงาน ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพการเติบโตของกลุ่มบริษัท รวมถึงเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อทรัพย์ NPA ทั่วประเทศ ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่า กลุ่มบริษัท JMT จะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพภายในปี 2568

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post KBANK ส่ง ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ลงทุนใน JAM บริษัทลูก JMT สัดส่วน 9.9% มูลค่า 3.5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/jaymart-business-mindset/ Fri, 27 Jan 2023 03:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=742553

Jaymart Group ปัจจุบันเป็นโฮลดิ้งส์กลุ่มธุรกิจที่มีการล […]

The post ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

Jaymart Group ปัจจุบันเป็นโฮลดิ้งส์กลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนในธุรกิจค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี ที่ถือได้ว่ามีการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นด้วยการก่อตั้ง บริษัท เจ มาร์ท จำกัด ในปี 2532 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ โดยเริ่มต้นทำธุรกิจแรกคือเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน เปลี่ยนผ่านเป็นร้านจำหน่ายมือถือ จากนั้นธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

จนในที่สุด นำ บมจ.เจ มาร์ท หรือหุ้น JMART เข้า First Trading Day ในปี 2552 ด้วยราคา IPO 1.80 บาทต่อหุ้น ด้วยมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพียง 540 ล้านบาท ระดมทุนได้ 133 ล้านบาท เดินทางมาถึงวันนี้ ‘เจ มาร์ท’ ขยายอาณาจักรธุรกิจมีบริษัทในเครือ 20 บริษัท 3 กลุ่มหลัก คือธุรกิจ Commerce Finance และ Technology มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปมหาศาลรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่ทว่ายังมีเป้าหมายที่ต้องไปต่อให้ถึง คือมาร์เก็ตแคปรวมของบริษัทในกลุ่มที่ ‘5 แสนล้านบาท’ ในปี 2567

 

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอนในหลายประเด็นที่อาจมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ จึงเป็นความท้าทายกับการไปถึงเป้าหมายนี้ แต่ ‘เอกชัย สุขุมวิทยา’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทายาทรุ่น 2 ของ ‘เจ มาร์ท’ ได้กำหนดกลยุทธ์หลักเพื่อผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ โดยมี ‘ใจ’ เป็นแกนหลักขององคาพยพ

The post ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มเจมาร์ท’ ผนึก WorldBridge Group จากกัมพูชา หวังเติมเต็มอีโคซิสเต็มธุรกิจในเครือ รุกสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ https://thestandard.co/jaymart-worldbridge/ Fri, 09 Dec 2022 07:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=721875

Jaymart Group หรือกลุ่มเจมาร์ท ร่วมลงนามในบันทึกความเข้ […]

The post ‘กลุ่มเจมาร์ท’ ผนึก WorldBridge Group จากกัมพูชา หวังเติมเต็มอีโคซิสเต็มธุรกิจในเครือ รุกสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Jaymart Group หรือกลุ่มเจมาร์ท ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการพัฒนาธุรกิจภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ WorldBridge ในประเทศกัมพูชา เพื่อศึกษาการนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทขยายสู่ตลาดกัมพูชา โดยให้ความสนใจในธุรกิจด้านการเงิน พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ ทั้งสองฝ่ายจะวิจัยและศึกษาตลาดร่วมกัน พร้อมด้วยการหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับพิธีลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) และ Neak Oknha Rithy Sear, Chairman of WorldBridge International Group ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ณ โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ โภคีธรา

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Technology Investment Holding Company กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเจมาร์ทมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี สร้างการเติบโตในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าการขยายอีโคซิสเต็มจะต้องเพิ่มพาร์ตเนอร์ที่จะสามารถทำธุรกิจร่วมกันให้เติบโต โดยเฉพาะการขยายไปสู่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia)

 

ความร่วมมือในครั้งนี้ กลุ่มบริษัทเจมาร์ทจะนำเอาความรู้ในการดำเนินธุรกิจเข้ามาเสริมสิ่งที่ทาง WorldBridge มีอยู่ รวมถึงความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคในกัมพูชา เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตร่วมกัน

 

ด้าน Neak Oknha Rithy Sear ประธานของ WorldBridge International Group ซึ่งได้รับชื่อเสียงในด้านการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศที่มีคุณภาพ และได้ขยายกลุ่มธุรกิจอย่างรวดเร็วในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า เป้าหมายของเราคือการปรับปรุงการเข้าถึงสินค้าและบริการทางการเงินที่มีคุณภาพของชาวกัมพูชาในทุกๆ วัน โดยผลิตภัณฑ์และบริการที่เรากำลังศึกษาร่วมกับเจมาร์ทจะสนับสนุนให้ผู้บริโภคชาวกัมพูชาได้รับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและสามารถเพิ่มมูลค่าได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘กลุ่มเจมาร์ท’ ผนึก WorldBridge Group จากกัมพูชา หวังเติมเต็มอีโคซิสเต็มธุรกิจในเครือ รุกสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ https://thestandard.co/jmart-suki-teenoi/ Tue, 08 Nov 2022 11:57:02 +0000 https://thestandard.co/?p=706008 สุกี้ตี๋น้อย

JMART ประกาศเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ […]

The post ‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุกี้ตี๋น้อย

JMART ประกาศเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จำนวน 3.53 แสนหุ้น หรือ 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด รวมมูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท หวังต่อยอดสู่พันธมิตรใหม่และผนึกกำลังที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 10/2565 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ได้มีมติอนุมัติให้เข้าลงทุน และลงนามสัญญาในการเข้าลงทุน (Share Purchase Agreement: SPA และ Share Subscription Agreement: SSA) และสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement: SHA) ในการเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินธุรกรรมการลงทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2565


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารประเภทสุกี้ ภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ปัจจุบันมีสาขา 42 สาขาในประเทศ โดยมีแผนธุรกิจในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี จะช่วยให้พันธมิตรทางการค้า BNN มีการเติบโตในด้านผลการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมาย การขยายสาขาไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงแผนการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

 

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ JMART เล็งเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารของ BNN เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ และมีโอกาสในการเติบโตสูงภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จึงมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ภายหลังจากการเข้าทำธุรกรรม การเข้าซื้อหุ้นใน BNN จะทำให้บริษัทได้มาซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจ และก่อให้เกิดการผนึกกำลังที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

โดยการร่วมมือกับ BNN ขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางของบริษัท และการนำเอาเทคโนโลยีที่บริษัทมี เช่น เทคโนโลยีทางด้าน CRM และโปรโมชันต่างๆ อันนำมาสู่การเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท สร้างโอกาสในการขยายธุรกิจประเภทค้าปลีกทั้งในกลุ่มอาหาร เทคโนโลยี และพลังงานทดแทน

The post ‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าอาณาจักร BTS หลังทุ่มเงินลงทุนครั้งใหญ่ระดับ 1.85 หมื่นล้านบาท หวังปลดล็อกการเติบโต https://thestandard.co/bts-group-company/ Sat, 09 Oct 2021 09:31:09 +0000 https://thestandard.co/?p=546496 BTS

ในมุมของนักลงทุนหรือคนทั่วๆ ไป เมื่อนึกถึง บมจ.บีทีเอส […]

The post ผ่าอาณาจักร BTS หลังทุ่มเงินลงทุนครั้งใหญ่ระดับ 1.85 หมื่นล้านบาท หวังปลดล็อกการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS

ในมุมของนักลงทุนหรือคนทั่วๆ ไป เมื่อนึกถึง บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS ก็มักจะนึกถึงการเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วภายใต้อาณาจักรของ BTS ยังมีธุรกิจอื่นอยู่อีกหลากหลายส่วน

 

ส่วนแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ รถไฟฟ้าบีทีเอส จริงๆ แล้วอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่ง BTS ถือหุ้นอยู่ 97.46% แต่นอกจากการให้บริการรถไฟฟ้าแล้ว BTS ยังได้ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าเพิ่มเติม

 

อย่าง บมจ.วีจีไอ (VGI) ถือได้ว่าเป็นหัวหอกสำคัญของ BTS ในฐานะผู้ให้บริการสื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าและบริเวณสถานี และยังได้ขยายการลงทุนไปยังสื่อโฆษณาประเภทอื่นๆ ผ่านการลงทุนในบริษัทอย่าง บมจ.มาสเตอร์ แอด (MACO) ด้วยเช่นกัน ปัจจุบัน BTS ถือหุ้นใน VGI รวมๆ กันอยู่ราว 50% และถือหุ้นใน MACO อีกเกือบ 28% ตามสัดส่วนการถือหุ้น

 

นอกจากนี้ BTS ยังมีบริษัทย่อยที่ให้บริการในด้านอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้า อาทิเช่น บริษัท อาร์บี เซอร์วิสเซส หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘แรบบิท’ 

 

เมื่อธุรกิจรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าเริ่มอยู่ตัว BTS เริ่มขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง โดยมี บมจ.ยู ซิตี้ (U) เป็นผู้เล่นหลักในส่วนนี้ด้วยสัดส่วนการลงทุนราว 36% พร้อมๆ กับการจับมือกับพันธมิตรรายอื่นเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า อย่างกรณี ‘บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง’ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ บมจ.แสนสิริ (SIRI) 

 

BTS เติบโตจากการเป็นบริษัทระดับหมื่นล้านบาทมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านบาท ด้วยการขยายการลงทุนดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการเติบโตของ BTS จะค่อยๆ หยุดชะงักลง พร้อมกับการที่หุ้น BTS กลายมาเป็นหนึ่งในหุ้นปันผลที่นักลงทุนอาจจะไม่ได้หวังการเติบโตมากนัก 

 

โดยจะเห็นว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา BTS เป็นบริษัทที่มีเงินสดล้นมือ หนึ่งในทางออกของบริษัทคือการนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนใน ‘หุ้น’ ของบริษัทอื่นๆ นับ 10 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพียงการลงทุนเพื่อหวังส่วนต่างกำไร และไม่ได้มีความร่วมมือทางธุรกิจใดๆ มากนัก 

 

ขณะที่มูลค่าการลงทุนส่วนมากก็อยู่เพียงหลักร้อยล้านบาท ส่วนธุรกิจที่ลงทุนก็กระจัดกระจายในหลากหลายธุรกิจ อาทิ โรงแรม (SRIPANWA) รับเหมาก่อสร้าง (STEC) ตกแต่งภายใน (BKD) สินค้าอุปโภคบริโภค (SPI, RS) สื่อ (BEC) ซอฟต์แวร์ (HUMAN, YGG) ไปยันร้านขนมหวาน (AU) เป็นต้น

 

แต่หลังจากวิกฤตโควิดที่ลากยาวตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปี 2564 ทำให้ธุรกิจหลักอย่างรถไฟฟ้าที่ว่ากันว่ารายได้มั่นคงถึงกับ ‘เซ’ ไปพอสมควร สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนที่ทำให้ BTS เริ่มกลับมาโฟกัสกับการมองหาวิธีที่จะเติบโตให้ได้อีกครั้ง

 

กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BTS เคยให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อมวลชนไว้ว่า วิกฤตครั้งนี้มีโอกาสที่จะทำให้ BTS ต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะกลับมาที่เดิมได้ ทำให้เรากลับมาระดมสมองกันในบริษัทเพื่อหาแนวทางเติบโตให้กับบริษัท ท้ายที่สุดจึงออกมาเป็นกลยุทธ์ 3M คือ Move, Mix และ Match 

 

Move คือส่วนของธุรกิจขนส่งซึ่งมีรถไฟฟ้าเป็นแกนหลัก BTS พยายามสร้างการให้บริการที่เชื่อมต่อกันในทุกๆ รูปแบบ และทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนในเรือด่วนเจ้าพระยาเพิ่มเติมเช่นนกัน 

 

ในส่วนของ Mix เป็นการนำทรัพยากรสำคัญที่เรามีคือ ข้อมูล (Data) ที่เก็บรวบรวมผ่านบริษัทย่อยและพันธมิตร เช่น VGI, Rabbit หรือ Kerry มาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

 

สำหรับ Match เป็นส่วนของการ ‘แบ่งปัน’ ทรัพยากรและอีโคซิสเต็มของ BTS ให้กับพันธมิตรทั้งในเครือและนอกเครือ โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกการเติบโตของกันและกัน และในส่วนนี้เองเป็นที่มาของการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่เพื่อลงทุนในกลุ่มธุรกิจของ ‘บมจ.เจ มาร์ท (JMART)’ 

 

BTS ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงของ JMART และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ผ่านการถือหุ้นโดยตรงและบริษัทย่อย รวมเป็นเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท

 

กวินมองว่า การเข้าลงทุนในกลุ่ม JMART ครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็ม BTS ในหลายส่วน โดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ ‘การเงิน’ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง JFin Coin ที่จะเข้ามามีบทบาทในอีโคซิสเต็มของ BTS หรือแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงิน

 

นอกจากนี้ BTS ยังมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนธุรกิจของ U จากเดิมที่มีบทบาทเป็นหน่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็จะเข้ามาสู่การเป็นธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์อย่างเต็มตัว

 

“เราชอบมีพาร์ตเนอร์ที่เก่งในด้านของเขา เรื่องนี้จะช่วยให้ BTS สามารถเริ่มต้นได้แบบก้าวกระโดด (Jump Start) ตั้งแต่แรก” กวินกล่าว

 

คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ เงินหมื่นกว่าล้านบาทนี้จะไหล จะไปอยู่ส่วนไหนบ้าง? 

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เล่าว่า เงินส่วนหนึ่งจะลงไปที่ JMT ซึ่งทำธุรกิจบริหารหนี้ภายใต้ JMART ในส่วนนี้เหมือนเป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าซื้อหนี้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากกับสถาบันการเงินต่างๆ ส่วนเงินที่เหลือจะไปลงใน SINGER และการคืนหนี้สถาบันการเงินบางส่วน 

 

สิ่งที่สำคัญจากการได้เงินลงทุนจาก BTS ครั้งนี้คือ การปลดล็อกมูลค่าของทั้ง JMT, SINGER และ JMART ด้วยฐานทุนที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เครดิตเรตติ้งดีขึ้น และจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 

 

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ BTS คือเรื่อง ‘ฐานข้อมูล (Data)’ ของประชาชนทั่วไป ซึ่งจะเห็นว่าธุรกิจหลักของกลุ่ม JMART ทั้งธุรกิจขายมือถือหรือธุรกิจบริหารหนี้ต่างมุ่งไปที่ฐานลูกค้าบุคคลทั่วไปเช่นกัน ในส่วนนี้มีโอกาสที่จะช่วยให้เกิด Synergy ทางธุรกิจในอนาคต

 

นักวิเคราะห์อัปเดตธุรกิจ BTS 

 

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุถึงความเปลี่ยนแปลงของแต่ละหน่วยธุรกิจของ BTS ว่า ในกลุ่ม Move ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก มีหลายโครงการที่มีความคืบหน้า ได้แก่ 

 

  1. รถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพู ก่อสร้างไปแล้ว 81% และ 78% ตามลำดับ คาดจะเปิดให้บริการได้บางส่วนต้นปี 2565 สำหรับสีเหลือง ขณะที่สีชมพูคาดเปิดบริการกลางปี 2565 และจะเปิดทั้งเส้นทางภายในปี 2565 ผู้บริหารคาดว่าในปีแรกจะมีผู้ใช้บริการ 2 แสนคนต่อสายต่อวัน

 

  1. โครงการสนามบินอู่ตะเภาได้ส่ง Master Plan ให้ภาครัฐพิจารณา โดยรอการแก้ไขและอนุมัติ

 

  1. โครงการมอเตอร์เวย์ 2 เส้น บางปะอิน-นครราชสีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร และบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ระยะทาง 96 กิโลเมตร ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ยังมีคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับประเด็นของรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีเขียวที่ต้องติดตาม 

 

ในกลุ่ม Mix บริษัทได้ส่ง VGI เข้าถือหุ้น 51% ใน ‘แฟนสลิ้งค์ คอมมูนิเคชั่น’ ซึ่งประกอบธุรกิจตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าจากจีน และเป็นผู้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง (OEM) ‘Pando Selection’ นอกเหนือจากการที่ VGI จะเข้าถือหุ้นใน JMART สัดส่วน 15% ด้วยมูลค่าเงินลงทุน 6,257 ล้านบาท

 

BTS

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ผ่าอาณาจักร BTS หลังทุ่มเงินลงทุนครั้งใหญ่ระดับ 1.85 หมื่นล้านบาท หวังปลดล็อกการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโตแบบไฮบริด หลังผนึกพันธมิตรทั้งไทยและต่างชาติ https://thestandard.co/jmart-aim-for-hybrid-growth/ Sat, 09 Oct 2021 08:05:26 +0000 https://thestandard.co/?p=546465 JMART

กลุ่ม บมจ.เจ มาร์ท (JMART) เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ตั […]

The post JMART เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโตแบบไฮบริด หลังผนึกพันธมิตรทั้งไทยและต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART

กลุ่ม บมจ.เจ มาร์ท (JMART) เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโตแบบไฮบริด (Hybrid) จับมือพันธมิตรกลุ่มบีทีเอสและเกาหลี ขยายธุรกิจด้านการเงินและเทคโนโลยี รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ปัญญา ชุติสิริวงศ์ Chief Investor Relations Officer JMART กล่าวว่า ภายหลังกลุ่ม JMART ดำเนินการเพิ่มทุนโดยขายหุ้นให้กับกลุ่ม บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) นั้น ขั้นตอนต่อไป JMART จะผนึกจุดแข็ง หรือ Synergy 3 กลุ่มธุรกิจหลักของเครือ JMART คือ 1. กลุ่มรีเทล (Group Retail) 2. กลุ่มการเงิน (Group Finance) และ 3. กลุ่มเทคโนโลยี (Group Technology) กับพันธมิตร

 

โดยภาพรวมธุรกิจในอนาคต 3-5 ปี ข้างหน้า กลุ่ม JMART จะไม่เป็นเพียงผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านในการให้บริการลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะพัฒนาสู่การให้บริการผู้บริโภคที่เป็นฐานลูกค้าของกลุ่มผ่านช่องทางการเชื่อมโยงแบบดิจิทัล คาดว่าภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากนี้ จะเห็นพัฒนาการการให้บริการด้านดิจิทัลของกลุ่มเพิ่มมากขึ้น

 

“ธุรกิจเดิมๆ ของเราคือร้านขายมือถือ แล้วพัฒนามาจนตอนนี้มี 3 ธุรกิจหลักๆ เรามองว่าในอนาคตเราจะไม่ขายผ่านหน้าร้านอย่างเดียว เงินทุนของกลุ่มบีทีเอสที่เข้ามา จะช่วยปลดล็อกเรื่องเงินทุนของเรามาก เรามีฐานทุนที่ใหญ่ขึ้นมากพอที่จะรองรับการขยายธุรกิจออกไปในอนาคต ภายใน1 ปี น่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของเรา จากเป้าหมายที่เราตั้งไว้ภายใน 3-5 ปี เราจะต้องไปอยู่บนดิจิทัลมากขึ้น”

 

ปัจจุบัน JMART มีสถานะเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี ประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่น โดยมีธุรกิจหลักของบริษัทแกนคือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการทุกเครือข่าย รวมถึงการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดจัดจำหน่ายกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

 

โดยธุรกิจรีเทลหรือธุรกิจค้าปลีก จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจมาร์ท โมบาย (JMB) และบริษัทบีนส์แอนด์บราวน์ ส่วนธุรกิจการเงินจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บมจ.เจเอ็มที (JMT) และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่าอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ส่วนธุรกิจเทคโนโลยีอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทเจ เวนเจอร์ส 

 

นอกจากนี้ยังมี บมจ.เคบี เจ แคปปิตอล (KB J Capital) ซึ่งมีกลุ่มบริษัท KB Kookmin Card ที่เข้ามาพาร์ตเนอร์ในบริษัทเจ ฟินเทค ทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลด้วย

 

กลุ่ม JMART มี 3 บริษัทในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย SINGER, JMT และ J

 

โดยปลายเดือนสิงหาคม 2564 คณะกรรมการ JMART ได้มีมติออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับ 2 บริษัท คือ บมจ.วีจีไอ (VGI) และ บมจ.ยู ซิตี้ (U) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบีทีเอส รวมเป็นเม็ดเงินลงทุนประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท โดย U จะถือหุ้น 24.9% ใน SINGER รวมทั้งถือหุ้น 9.9% ใน JMART ขณะที่ VGI จะถือหุ้น 15.0% ใน JMART

 

ปัญญากล่าวว่า ปัจจุบัน JMT ซึ่งดำเนินธุรกิจซื้อหนี้ ถือเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่สร้างกำไรให้กับ JMART จำนวนมาก และมีโอกาสในการขยายการเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ KB J Capital ซึ่งร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศเกาหลี มีแผนที่จะออกบริการบัตรเครดิตเพื่อให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มที่ชื่นชอบกระแสและวัฒนธรรมเกาหลีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ ตามเป้าหมายการขยายธุรกิจ JMART ยังมีแผนนำบริษัทเอสจี แคปปิตอล จำกัด ซึ่งทำธุรกิจบริการให้สินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและการจัดโครงสร้างภายใน รวมทั้งจะรุกเข้าไปในธุรกิจประกันเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ กลุ่ม JMART ยังคงเป้าหมายการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ไม่ต่ำกว่า 50% และจะเติบโตต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการมีฐานเงินทุนใหม่เข้ามาจาก VGI และ U ซึ่งคาดว่าดีลจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้

 

“เป้าหมายของเราต้องการเป็นไฮบริด คือเราจะ Grow ทั้งรายได้ กำไร และการจ่าย Dividend เรา Grow มากกว่า 30% ขึ้นไปทุกปี และจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องในทุกๆ บริษัทในกลุ่ม เรายังมองหาโอกาสใหม่ๆ หากไม่มีเงินทุน การที่เราจะไปถึงเป้าหมายต้องใช้เวลานาน แต่ตอนนี้เราปลดล็อกเรื่องเงินทุนแล้ว และเราจะทรานส์ฟอร์มตัวเอง การไปถึงจุดหมายก็จะเร็วขึ้น” ปัญญากล่าว

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post JMART เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโตแบบไฮบริด หลังผนึกพันธมิตรทั้งไทยและต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เก่งช่องทางเดียวอาจไม่รอด ‘กลุ่มไอที’ ชี้ ยุคนี้ต้องไฮบริด เดินหน้าบิลด์ยอดขายออนไลน์ มองแผนล็อกดาวน์รอบนี้ อยากให้ ‘เจ็บแต่จบ’ แบบมีการเยียวยา https://thestandard.co/it-business-recommends-this-era-to-be-hybrid/ Mon, 12 Jul 2021 14:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=511818 กลุ่มไอที

ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิดในประเทศไทย โดยเฉพาะการแพร่ระบาด […]

The post เก่งช่องทางเดียวอาจไม่รอด ‘กลุ่มไอที’ ชี้ ยุคนี้ต้องไฮบริด เดินหน้าบิลด์ยอดขายออนไลน์ มองแผนล็อกดาวน์รอบนี้ อยากให้ ‘เจ็บแต่จบ’ แบบมีการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มไอที

ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิดในประเทศไทย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดอย่างหนักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนทำให้มีประกาศขยายเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อีก 2 เดือน เคอร์ฟิว 10 จังหวัด และอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดที่เคอร์ฟิวเปิดให้บริการเฉพาะโซนซูเปอร์มาร์เก็ต โซนอาหารแบบรับกลับ โซนยาและเวชภัณฑ์ และร้านค้าสินค้าไอที จนถึงเวลา 20.00 น. เท่านั้น

 

CPW ยัน เปิดหน้าร้านได้ราว 50% 

ปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คอปเปอร์ ไวร์ด หรือ CPW กล่าวว่า จากมาตรการเคอร์ฟิวซึ่งมีผลต่อการให้บริการสาขาในห้างสรรพสินค้าของ CPW ด้วย แต่ในเบื้องต้นประเมินว่า CPW มีสาขาหน้าร้านที่เปิดให้บริการได้ราว 50% อย่างไรก็ตาม เรื่องความชัดเจนต้องรอทางห้างสรรพสิค้าแต่ละแห่งแจ้งรายละเอียดการเปิดปิดพื้นที่ในห้างเสียก่อน 

 

“จริงๆ ห้างก็อยากเปิด และก็อยากให้มีทราฟฟิกเยอะๆ แต่ห้างก็ต้องประเมินความคุ้มค่าในการเปิดพื้นที่ด้วย เนื่องจากแต่ละห้างก็มีการจัดโซน หากเปิดทั้งโซนแล้วมีร้านที่เปิดอยู่แค่ 2-3 ร้าน ก็ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและต้นทุนค่าใช้จ่าย โดย CPW น่าจะได้รู้ข้อสรุปเรื่องจำนวนหน้าร้านในห้างที่เปิดได้ว่ามีกี่แห่งเร็วๆ นี้”​

 

ชี้รัฐควรประกาศมาตรการชัดเจน ปฏิบัติเคร่งครัด

ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐมีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน และในเชิงปฏิบัติของรัฐก็ต้องชัดเจนด้วย รวมทั้งควรมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งภาคแรงงานและภาคธุรกิจ เช่น เงินเดือนชดเชยจากการต้องหยุดทำงานตามประกาศของรัฐ หรือการชดเชยทางด้านภาษีให้กับผู้ประกอบการ 

 

สำหรับผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจนั้น ในระยะสั้นประเมินว่ากระทบไม่มาก โดยยังมีสาขาหน้าร้านในจังหวัดอื่นๆ ที่สามารถเปิดให้บริการได้ อีกทั้งยังมีการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย และเมื่อเทียบกับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในปี 2563 นับว่ามาตรการรอบนี้เบากว่ามาก ขณะที่ต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ ทางห้างจะมีการปรับลดค่าเช่าพื้นที่ให้ตามความเหมาะสม 

 

โดยตั้งแต่ปี 2563 ที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดระลอกแรก CPW ปรับตัวโดยการเพิ่มช่องทางการสื่อสารที่รองรับระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การเพิ่มช่องทางสื่อสารออนไลน์แบบออฟฟิเชียล เพิ่มช่องทางสื่อสารระหว่างลูกค้าและพนักงานหน้าร้านโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่คล้าย Personal Shopper ซึ่งจะเน้นการสื่อสารเชิงลึกขึ้น คือมีทั้งเสียงและภาพ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาการให้บริการด้านการขายถึงที่บ้าน แต่ต้องรอข้อสรุปหลายอย่าง 

 

ชูสูตร ‘ไฮบริด’ ระหว่างออฟไลน์-ออนไลน์

ปรเมศร์กล่าวว่า กลยุทธ์ของ Retailer ในยุคนี้ต้อง Hybrid หรือผสมผสาน ระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปมาก และเริ่มคุ้นชินกับการซื้อของและชำระเงินแบบออนไลน์กันมากขึ้น 

 

โดยสินค้าที่ขายดีมาต่อเนื่องตั้งแต่โควิดระลอกแรกคืออุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์สำหรับสำนักงาน เช่น ไอโฟน ไอแพด แม็กบุ๊ก โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เช่น หน้าจอ ลำโพง หูฟัง เป็นต้น และเชื่อว่าสินค้าประเภทนี้จะขายดีต่อเนื่อง เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมาก ก่อนหน้านี้มีการ Work from Home, Learn from Home  แต่ขณะนี้ผู้คนใช้ชีวิตเกือบทั้งวันอยู่ที่บ้าน และยังต้องสร้างระยะห่างระหว่างวัน เนื่องจากการเดินทางไปมาหาสู่กันและการสังสรรค์แบบพบหน้าก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป 

 

นอกจากนี้ยังมีแผนจะจัดทำโปรโมชันเพื่อจูงใจลูกค้าในช่วงที่เหลือของปีนี้เช่นกัน 

 

SPVI รับล็อกดาวน์ 14 วัน กดยอดขาย

ไตรสรณ์ วรญาณโกศล กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอส พี วี ไอ หรือ SPVI กล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบของภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ แต่เบื้องต้นจากมาตรการเคอร์ฟิวและควบคุมการเปิดให้บริการในพื้นที่จังหวัดควบคุมน่าจะทำให้ยอดขายของ SPVI ปรับลดลง แต่ไม่มาก เนื่องจากมียอดขายทางช่องทางออนไลน์เข้ามาช่วย โดยปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ราว 5% ของรายได้รวม 

 

อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอด โดยเฉพาะกลุ่ม Retailer การเพิ่มช่องทางออนไลน์คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ควรมีการผสมผสานแบบบูรณาการ (Integrated) เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปและโน้มเอียงไปทางออนไลน์มากขึ้น 

 

ขณะเดียวกันสินค้าไอทีเป็น Consumer Product สูง นัยว่าเป็นสินค้าที่ลูกค้าอยากจับต้องและทดลองก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ ฉะนั้นแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์จึงมีความจำเป็นทั้งคู่ และควรจะสอดรับหรือประสานการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพกันและกัน 

 

“ด้วยจุดแข็งของ SPVI ที่มีตลาดหลักอยู่ที่กลุ่มสถานศึกษาและองค์กร ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการประกาศเคอร์ฟิว หรือแม้แต่การประกาศปิดห้างเมื่อปีที่แล้ว แต่มาตรการต่างๆ ของรัฐก็ทำให้เรารู้ว่าต้องปรับตัวไปในทิศทางไหน ซึ่งก็ทำมาตลอดตั้งแต่ปีที่แล้ว สานต่อมาจนปัจจุบัน จนทำให้ยอดขายออนไลน์เราเพิ่มสัดส่วนเป็น 5% ของยอดขายรวม และก็น่าจะเห็นเทรนด์การเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”

 

แนะรัฐสื่อสารชัด-มีแผนเยียวยารองรับ

สำหรับสิ่งที่อยากเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยส่วนตัวอยากให้ใช้มาตรการเจ็บครั้งเดียวและจบจริงๆ และภาครัฐควรมีแผนปฏิบัติการรับมือกับโควิดเป็นขั้นเป็นตอน ควรสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจโดยทั่วกันในช่องทางที่น่าเชื่อถือได้ช่องเดียว (Single Window) 

 

นอกจากนี้เขายังกล่าวในฐานะผู้ประกอบการว่า อยากให้มีการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของภาคเอกชนและภาคประชาชน เช่น เงินชดเชยเงินเดือน เป็นต้น 

 

JMART ระบุ แม้ไม่สั่งปิดห้าง แต่ทราฟฟิกน้อยลง

ด้าน นราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท โมบาย (Jaymart Mobile) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART กล่าวว่า มาตรการที่จะกระทบกับกลุ่มธุรกิจเจ มาร์ท คือการปิดห้าง เนื่องจากช่องทางขายหลักจะไม่สามารถดำเนินการได้ แม้จะมีการขายช่องทางออนไลน์ขึ้นมาเสริม แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อย 

 

ในกรณีปัจจุบันแม้จะไม่ได้ประกาศปิดห้าง แต่ประเมินว่ายอดขายน่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจากทราฟฟิกในห้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะเดือนมิถุนายนที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ พบว่าทราฟฟิกหายไป 60%

 

ดึงพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจช่วยดันยอดขาย

ทั้งนี้ กลุ่มเจ มาร์ท รับมือกับสถานการณ์โควิดรวมถึงมาตรการปิดห้าง/ควบคุมเวลาการให้บริการโดย 

 

  1. การเพิ่มช่องทางขายผ่านออนไลน์ 
  2. ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายของซิงเกอร์ (SINGER) ซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทเดียวกัน 
  3. เปิดสาขานอกห้างสรรพสินค้า 
  4. ร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจที่เพิ่มความสะดวกในการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในเครือเจ มาร์ท ได้สะดวกยิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ เจ มาร์ท ได้รับการตอบรับด้านออนไลน์ค่อนข้างดี เชื่อว่าปีนี้ยอดขายออนไลน์ราว 250 ล้านบาท คิดเป็นเติบโตขึ้น 150% จากปี 2563 ที่มียอดขายออนไลน์ 100 ล้านบาท 

 

The post เก่งช่องทางเดียวอาจไม่รอด ‘กลุ่มไอที’ ชี้ ยุคนี้ต้องไฮบริด เดินหน้าบิลด์ยอดขายออนไลน์ มองแผนล็อกดาวน์รอบนี้ อยากให้ ‘เจ็บแต่จบ’ แบบมีการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะแผนธุรกิจกลุ่มเจ มาร์ท https://thestandard.co/morning-wealth-23032021-4/ Tue, 23 Mar 2021 05:09:26 +0000 https://thestandard.co/?p=467830 ชมคลิป: เจาะแผนธุรกิจกลุ่มเจ มาร์ท

กลุ่มเจ มาร์ท ประกาศรุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน งัดกล […]

The post ชมคลิป: เจาะแผนธุรกิจกลุ่มเจ มาร์ท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะแผนธุรกิจกลุ่มเจ มาร์ท
  • กลุ่มเจ มาร์ท ประกาศรุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน งัดกลยุทธ์สร้าง Synergy จากสินทรัพย์ทั้งเครือ ผลักดันผลกำไรและลดต้นทุน กลยุทธ์ธุรกิจในปี 2564 ของกลุ่มเจ มาร์ทเป็นอย่างไร พูดคุยกับ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะแผนธุรกิจกลุ่มเจ มาร์ท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เมื่อท่องเที่ยวกลับมา หุ้นกลุ่มไหนได้ไปต่อ | Morning Wealth 23 มีนาคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-23032021-6/ Tue, 23 Mar 2021 01:22:07 +0000 https://thestandard.co/?p=467750

ประเมินสถานการณ์ หลังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียม […]

The post ชมคลิป: เมื่อท่องเที่ยวกลับมา หุ้นกลุ่มไหนได้ไปต่อ | Morning Wealth 23 มีนาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ประเมินสถานการณ์ หลังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมความพร้อมแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยจะนำโมเดล ‘Sandbox’​ เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว นำร่อง 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ
  • วิเคราะห์กลุ่มหุ้นได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว กับ วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
  • กลุ่มเจ มาร์ทประกาศรุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน งัดกลยุทธ์สร้าง Synergy จากสินทรัพย์ทั้งเครือ ผลักดันผลกำไรและลดต้นทุน กลยุทธ์ธุรกิจในปี 2564 ของกลุ่มเจ มาร์ทเป็นอย่างไร พูดคุยกับ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ มาร์ท หรือ JMART

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เมื่อท่องเที่ยวกลับมา หุ้นกลุ่มไหนได้ไปต่อ | Morning Wealth 23 มีนาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มเจ มาร์ท’ รุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน คาดเริ่มครึ่งปีหลัง วางเป้าหมายกำไรปีนี้โต 50% https://thestandard.co/jmart-start-logistic-and-insurance/ Mon, 22 Mar 2021 09:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=467549 ‘กลุ่มเจ มาร์ท’ รุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน คาดเริ่มครึ่งปีหลัง วางเป้าหมายกำไรปีนี้โต 50%

กลุ่มเจ มาร์ท จ่อรุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน งัดกลยุท […]

The post ‘กลุ่มเจ มาร์ท’ รุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน คาดเริ่มครึ่งปีหลัง วางเป้าหมายกำไรปีนี้โต 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มเจ มาร์ท’ รุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน คาดเริ่มครึ่งปีหลัง วางเป้าหมายกำไรปีนี้โต 50%

กลุ่มเจ มาร์ท จ่อรุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน งัดกลยุทธ์สร้าง Synergy จากสินทรัพย์ทั้งเครือ หวังผลักดันการเติบโตของกำไรและลดต้นทุน คาดธุรกิจใหม่ชัดเจนครึ่งปีหลัง 

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART และคณะผู้บริหารบริษัทในเครือ ซึ่งประกอบด้วย บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส หรือ JMT, บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท หรือ J และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER ประกาศกลยุทธ์ธุรกิจหลักปี 2564 จะเน้นการสร้างผลประโยชน์ร่วมหรือ Synergy โดยแชร์สินทรัพย์เดิมในเครือ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุน ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างวางรากฐานธุรกิจใหม่ 2 ประเภท คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจนายหน้าประกันและการเงิน โดยปีนี้เจ มาร์ทจัดสรรงบลงทุนไว้ 1.46 หมื่นล้านบาท  

 

อดิศักดิ์กล่าวว่า JMART ในฐานะบริษัทโฮลดิ้งที่มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Investment Holding Company (IHC) มั่นใจว่า ปี 2564 ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มจะสามารถทำกำไร All Time High อีกครั้ง 

 

เป้าหมายปี 2564 กำไรเจ มาร์ทจะเติบโต 50% ซึ่งยังไม่รวมธุรกิจใหม่ที่กลุ่มบริษัทจะต่อยอดการเติบโตในช่วงต่อจากนี้ และการปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อสร้าง Business Model ให้เป็นลักษณะ J-Curve ภายหลังจากการปิดดีลร่วมทุนใหญ่กับพันธมิตรระดับโลก เช่น เคบี คุกมินการ์ด บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตเบอร์ต้นจากเกาหลีใต้ และ TIS Inc. จากญี่ปุ่น ติดปีกทั้งทางด้านเงินทุนและเทคโนโลยีจากบริษัทระดับโลก

 

ในปีนี้ กลุ่มเจ มาร์ทจะขยายสู่ธุรกิจใหม่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ แผนการเข้าลงทุนขยายกิจการด้านโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มเจ มาร์ททั้งหมดภายในประเทศ โดยอาศัยข้อได้เปรียบในการแข่งขันคือจำนวนสาขาของบริษัทในเครือที่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น หน้าร้านของเจ มาร์ท กว่า 200 สาขา, สาขาของซิงเกอร์ที่คาดจะมีกว่า 7,000 สาขาภายในปีนี้ รวมถึงสาขาของ IT Junction และ JMT 

 

ในการลงทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจนี้ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ตเนอร์ที่สามารถ Plug In ระบบเข้ากับสินทรัพย์ที่เจ มาร์ทมาได้ทันที ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนของธุรกิจ และเริ่มดำเนินการในไตรมาส 3/64 

 

ประเภทที่สองคือ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยและการเงิน (Centralized Insurance and Finance Broker) จากจุดแข็งของกลุ่มเจ มาร์ท ที่มีฐานข้อมูลลูกค้าในระบบราว 6.7 ล้านคน และกลุ่มเจ มาร์ทมีธุรกิจประกันภัย ได้แก่ บริษัท เจพี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยีจาก บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด และ TIS Inc. ผลักดันให้กลุ่มเจ มาร์ทรุก InsurTech คาดว่าจะเห็นภาพชัดภายในไตรมาส 4/64 


“การวางแพลตฟอร์มเรื่องโลจิสติกส์ นายหน้าประกันภัย และสินเชื่อ เป็นสิ่งที่เจ มาร์ทจะเติมเต็มศักยภาพของกลุ่มบริษัทที่มีทั้งในธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือ, ซิม AIS, สินเชื่อส่วนบุคคล, เครื่องใช้ไฟฟ้า และบริการอื่นๆ ของกลุ่มเจ มาร์ท จะเข้าไปใกล้กับผู้บริโภคมากขึ้น ในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล หรือในระดับหมู่บ้าน เพื่อรองรับการปฏิวัติของเทคโนโลยี (Disruption) ของธุรกิจค้าปลีกและการเงิน และยุคของ Social Distancing ซึ่งจะเชื่อมโยงจากระบบ Online to Offline อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงผู้บริโภค และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด” อดิศักดิ์กล่าว

 

โดยระยะยาว กลุ่มเจ มาร์ทมีแผนผลักดันธุรกิจใหม่ทั้ง 2 ประเภท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 2-3 ปีหลังจากเริ่มดำเนินการและเริ่มสร้างกำไร

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2564 ยังคงมีธุรกิจด้านการเงินเป็นบริษัทที่สร้างฐานกำไร นำโดย บมจ.เจ เอ็ม ที (JMT) ที่คาดว่าจะสามารถบันทึกสถิติสูงสุดใหม่ได้ จากการที่ JMT สามารถบริหารหนี้และจับเก็บหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถตัดต้นทุนกองหนี้ได้เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสร้างฐานกำไรให้แข็งแกร่ง โดยคาดว่าปีนี้จะมีกองหนี้ที่ตัดมูลค่าเงินลงทุนแล้วอีกประมาณ 6,000-10,000 ล้านบาท จากปี 2563 มีกองหนี้ที่ตัดต้นทุนจำนวน 43,000 ล้านบาท จากพอร์ตบริหารหนี้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 207,051 ล้านบาท จึงคาดว่า JMT กำไรปีนี้จะเติบโตได้ก้าวกระโดด หรือเติบโตอย่างน้อย 30% ส่งผลดีต่อ JMART เนื่องจากถือหุ้น JMT สัดส่วน 52.8% 

 

สำหรับ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) รุกปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมากขึ้น โดยคาดว่าพอร์ตสินเชื่อจะแตะที่ระดับ 10,000 ล้านบาทได้ในปลายปี 2564 นี้ 

 

และ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) จะมีโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ ‘JAS GREEN VILLAGE-KUBON’ เปิดตัวในไตรมาส 4/64 พร้อมรุกธุรกิจด้าน Senior Living และการขยายธุรกิจเพื่อเชื่อมโยง NPA Ecosystem ของ JMT ซึ่งเป็นโครงการ Synergy ร่วมกันของบริษัทในกลุ่ม ที่สามารถสร้างกระแสรายได้จากการอสังหาริมทรัพย์อีกมาก 

 

ขณะที่บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) ซึ่งเป็นบริษัทแกน ปีนี้รับปัจจัยบวกจาก 5G การรุกช่องทางขายใหม่ๆ และการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทในกลุ่มทุกบริษัทที่เดินหน้าสร้างผลงาน และแผนการ Synergy ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งหากมีผลการดำเนินงานพร้อม จะผลักดันบริษัทในกลุ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเติมในปีหน้าเป็นต้นไป  

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘กลุ่มเจ มาร์ท’ รุกโลจิสติกส์-โบรกเกอร์ประกัน คาดเริ่มครึ่งปีหลัง วางเป้าหมายกำไรปีนี้โต 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART เปิดกาแฟ ‘Rabbit Walk’ หวังสัดส่วนรายได้ 20% ในกลุ่มอาหาร https://thestandard.co/jmart-rabbit-walk/ Fri, 06 Mar 2020 10:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=338608

เอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ […]

The post JMART เปิดกาแฟ ‘Rabbit Walk’ หวังสัดส่วนรายได้ 20% ในกลุ่มอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า บริษัท บีนส์แอนด์บราวน์ จำกัด (Beans and Brown) เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเจมาร์ทที่ถือหุ้นในสัดส่วน 70% ซึ่งมีไลน์ธุรกิจร้านอาหารและร้านกาแฟ แบรนด์คาซ่า ลาแปง (Casa Lapin) และ แร็ป คอฟฟี่ (Rabb Coffee) เตรียมรุกตลาดกาแฟแบบเดลิเวอรีบนแพลตฟอร์มใหม่

 

โดยจะร่วมมือกับบริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด (J Venture) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม ชื่อ ‘Rabbit Walk’ ช่วงเริ่มต้นจะเปิดให้บริการเดลิเวอรีที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นที่แรก และจะขยายพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 8 สาขาต่อไปในย่านคนทำงาน เริ่มเดือนหน้า เช่น สาขาเซ็นทรัลบางนา, ลาดพร้าว, ราชเทวี เป็นต้น โดยยังเน้นให้พนักงานเดินส่งภายในตึกของสาขาต่างๆ

   

ทั้งนี้ Rabbit Walk เบื้องต้นจะให้บริการกาแฟและขนมก่อน คาดหวังจะเห็นสัดส่วนรายได้จากบริการดังกล่าวประมาณ 20% ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในปีนี้ ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาให้บริการส่งอาหารเพิ่มเติม

   

ด้าน เติมพงศ์ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีนส์แอนด์บราวน์ จำกัด เปิดเผยว่า การผนึกกำลังภายใต้ความแข็งแกร่งของกลุ่มเจมาร์ทนั้น จะทำให้บีนส์แอนด์บราวน์ สามารถต่อยอดธุรกิจร้านอาหารและกาแฟได้อย่างแตกต่าง เพิ่มความสามารในการแข่งขัน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขาย Rabbit Walk จึงตอบโจทย์คนยุคใหม่ได้ง่าย เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ

 

“เราเห็นมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารมาสั่งกาแฟที่ร้าน และไปส่งให้ลูกค้าบนตึกเดียวกันกับที่เราขาย เราเลยจับตรงนี้มาเป็นจุดขาย โดยให้พนักงานเดินไปส่งเอง ซึ่งเราต้องการให้ลูกค้าได้ความสดของกาแฟ สั่งเย็นได้เย็น สั่งร้อนได้ร้อน” เติมพงศ์ กล่าว

 

แม้ในปี 2563 จะเป็นปีที่มีความท้าทายต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังเชื่อมั่นในจุดแข็ง ที่สามารถตอบโจทย์คอกาแฟ และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค รวมถึงการต่อยอดมาบนแพลตฟอร์มใหม่บนโลกออนไลน์ โดยธุรกิจเดลิเวอรีที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภค

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มีร้านภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 18 สาขา แบ่งเป็น คาซ่า ลาแปง (Casa Lapin) ในรูปแบบโมเดลร้านขนาดเล็ก ไปจนถึงใหญ่ รวม 16 สาขา และ แร็ป คอฟฟี่ (Rabb Coffee) 2 สาขา โดยบริษัทฯ เตรียมขยายสาขาเพิ่มเติมในปีนี้อีก 6 สาขา ควบคู่การผนึกกำลังกับเจมาร์ท 

 

สำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟไทยในปี 2562 ที่มีมูลค่าสูง อยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณการบริโภคต่อคนของคนไทยยังคงต่ำกว่าต่างประเทศ ซึ่งยังคงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทได้อีกมากในฐานะที่เป็นแบรนด์กาแฟ Specialty ของไทย

 

รายงาน: ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com  

The post JMART เปิดกาแฟ ‘Rabbit Walk’ หวังสัดส่วนรายได้ 20% ในกลุ่มอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>