บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-เคอรี่-เอ็กซ์เพรส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Feb 2024 14:04:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปอุตสาหกรรมขนส่งดีหรือแย่? เพราะ Kerry Express ‘ขาดทุน’ 3,880 ล้านบาท แต่ไปรษณีย์ไทย (บอกว่า) มี ‘กำไร’ https://thestandard.co/kerry-express-lost-3880-million-baht/ Mon, 19 Feb 2024 14:36:37 +0000 https://thestandard.co/?p=901941 Kerry Express

คาดว่าภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซจะเติบโตขึ้นจากปีก่อนประม […]

The post สรุปอุตสาหกรรมขนส่งดีหรือแย่? เพราะ Kerry Express ‘ขาดทุน’ 3,880 ล้านบาท แต่ไปรษณีย์ไทย (บอกว่า) มี ‘กำไร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kerry Express

คาดว่าภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซจะเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 7% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 6.34-6.94 แสนล้านบาท เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันเอื้อให้การช้อปปิ้งออนไลน์สะดวกกว่าเดิม และลดขั้นตอนการจ่าย ทำให้ประหยัดเวลาในกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งสินค้าในตลาดออนไลน์มีจุดเด่นคือ ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบราคาจากร้านต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ จึงทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้เร็วกว่า

 

นี่คือการประเมินจาก สวภพ ท้วมแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) แพลตฟอร์มบริหารจัดการออร์เดอร์และสต็อกครบวงจร (Seller Management Platform) ที่สะท้อนถึงภาพอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทยที่กำลังเติบโต

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

อุตสาหกรรมขนส่งยังเติบโต?

 

แน่นอนว่าเมื่ออีคอมเมิร์ซเติบโต สิ่งที่ควรจะเติบโตตามไปด้วยคืออุตสาหกรรมขนส่ง เพราะต้องเป็นคนจัดส่งพัสดุไปให้กับลูกค้า ttb analytics ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจขนส่งพัสดุเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2561-2562 ธุรกิจขนส่งพัสดุมีมูลค่าในตลาดราว 4.6 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 15%

 

ขณะที่ SHIPPOP ประเมินว่า ถึงตลาดขนส่งพัสดุจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงหลังจากที่โตแรงในช่วงโควิด คาดการณ์ในปี 2566 และ 2567 ตลาดขนส่งพัสดุด่วนในไทยจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันผู้ที่ขายสินค้าออนไลน์มีแพลตฟอร์มช่องทางการขายที่หลากหลาย ประกอบกับผู้บริโภคเองก็ยังมีพฤติกรรมการสั่งซื้อออนไลน์อยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นมูลค่าตลาดขนส่งพัสดุด่วนจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทะลุ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2567

 

โดยในปี 2566 คาดว่าตลาดจะมีมูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 13% และ ปี 2567 อยู่ที่ 1.07 แสนล้านบาท เติบโต 12% ด้วยกัน

 

ตามข้อมูลของ SHIPPOP ประเมินส่วนแบ่งตลาดขนส่งพัสดุด่วนปัจจุบัน ตลาดขนส่งพัสดุด่วนในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า มีผู้ให้บริการรายใหญ่ 5 ราย ได้แก่

 

  • ไปรษณีย์ไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 23.5%
  • Kerry Express มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20.1%
  • Flash Express มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 17.4%
  • DHL Express มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 16.5%
  • J&T Express มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 13.9%
  • และขนส่งอื่นๆ รวมกันอยู่ที่ 8.7%

 

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาคือ ทั้งที่ตลาดขนส่งพัสดุถูกประเมินว่าเติบโตจนจะทะลุ ‘แสนล้านบาท’ แต่ทำไมผู้เล่นในตลาดจึงขาดทุน โดยเฉพาะเบอร์ 2 อย่าง ‘Kerry Express’

 

 

Kerry Express ‘ขาดทุน’ เพิ่ม 37.1%

 

Kerry Express เพิ่งรายงานผลประกอบการปี 2566 ที่ระบุว่า รายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 11,470.3 ล้านบาท ลดลง 32.5% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน อันเนื่องมาจากการลดลงของปริมาณการจัดส่งพัสดุ โดยยอดรวมของปริมาณการจัดส่งพัสดุลดลง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า 

 

สาเหตุหลักมาจากปริมาณการซื้อ-ขายผ่านทางตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะการลดลงในช่วงไตรมาส 3/2566 ส่งผลให้ Kerry Express บริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพได้ยาก

 

ดังนั้น แม้ต้นทุนขายและให้บริการจะลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 14,337.8 ล้านบาท แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ช่วยให้ Kerry Express พลิกกลับมามีกำไร แต่ขาดทุน 3,880.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งมีตัวเลขขาดทุน 2,829.8 ล้านบาท 

 

“บริษัทเชื่อว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว” นี่คือสิ่งที่บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ระบุในรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ถึง Kerry Express จะเชื่อแบบนั้น แต่สำหรับบทวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรีกลับประเมินว่า จะยังขาดทุนหนักถึง 3.5 พันล้านบาทในปีนี้ เพราะยังไม่เห็นแนวโน้มการพลิกฟื้นอย่างจริงจังของผลการดำเนินงานในเร็วๆ นี้

 

“เรามองว่าอุปสงค์บริการของ KEX ยังคงถูกกดดัน เพราะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอย่างเช่น Shopee เริ่มทำการจัดส่งสินค้าเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มี Margin สูงอย่างเช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล” ปฏิภาค นวาวัตน์ นักวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี ประเมิน

 

ผู้เล่นเดิมขาดทุนเพราะอีคอมเมิร์ซลงมาเล่นเอง

 

การวิเคราะห์ดังกล่าวถือว่าน่าสนใจ เพราะสอดคล้องกับสิ่งที่ ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด ได้ประเมินผ่าน 12 เทรนด์อีคอมเมิร์ซไทยในปี 2567 (Thailand E-Commerce Trends 2024) ซึ่งระบุในข้อที่ 3 ว่า ‘การแข่งขันส่งสินค้าดุเดือด ขาดทุนแทบทุกราย ยกเว้นผู้ให้บริการขนส่งครบวงจร’

 

ผู้บุกเบิกอีคอมเมิร์ซไทยอย่าง ‘ป้อม ภาวุธ’ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันการส่งสินค้ากลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการค้าออนไลน์ เห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทขนส่งในประเทศไทยที่ขาดทุนเกือบทุกราย ตัวอย่างเช่น ไปรษณีย์ไทยขาดทุนเกือบ 20,000 ล้านบาท, Kerry Express และ Flash Express ขาดทุนนับหมื่นล้านบาทเช่นกัน สาเหตุที่ขาดทุนหนักหน่วงขนาดนี้เพราะการแข่งขันสูง มีการลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า

 

 

“แต่ผู้ให้บริการขนส่งครบวงจรอย่าง Shopee, Lazada และ J&T มีกำไรมากกว่า เพราะให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง และขนส่งสินค้าด้วยบริษัทขนส่งของตัวเอง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและบริการได้ดีกว่า” 

 

สิ่งนี้ไม่เกินจริงเลย ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถสะท้อนได้จาก ‘ไปรษณีย์ไทย’ ที่เปิดเผยในปีที่ผ่านมา ปี 2565 นั้นมีรายได้ 19,546 ล้านบาท แต่ขาดทุนมากถึง 3,018 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ttb analytics ได้วิเคราะห์ไว้ว่า สำหรับโครงสร้างธุรกิจขนส่งในปี 2564 แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุดั้งเดิม มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 75% ซึ่งลดลงจาก 93% ในปี 2561 และกลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุที่ต่อยอดมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 25% เพิ่มจาก 7% ในปี 2561 

 

“กลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุที่ต่อยอดมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากความได้เปรียบในการมีตลาดอีคอมเมิร์ซรองรับการให้บริการการขนส่งสินค้าของตนเอง” ttb analytics ระบุ

 

โดยมีการกำหนดให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้การขนส่งของช่องทางอีคอมเมิร์ซนั้นๆ เป็นหลักกว่า 50% นอกจากนี้ยังมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าในช่วงปี 2562-2564 ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุดั้งเดิมกลับมีอัตราการเติบโตของรายได้ทรงตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 16%

 

Shopee และ Lazada ต่างมี ‘กำไร’ กันแล้ว 

 

ttb analytics มองอีกว่า ธุรกิจขนส่งพัสดุมีการแข่งขันภายในสูง ถึงแม้จะมีรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่มีความสามารถในการทำกำไรที่น่ากังวล เนื่องจากธุรกิจต้องพึ่งพาผู้บริโภคเป็นหลัก ที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารคลังสินค้าและการจัดส่ง (Fulfillment) การขยายพื้นที่การให้บริการ การขายแฟรนไชส์ และการลดราคาค่าบริการจัดส่งพัสดุ 

 

ทว่าผู้ประกอบการอาจไม่สามารถนำกลยุทธ์ด้านราคามาใช้ในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสัดส่วนราว 40% ของต้นทุนค่าขนส่งทั้งหมด ส่งผลให้ในช่วงปี 2561-2565 ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ลดลงหรือขาดทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุดั้งเดิม ในขณะที่เริ่มเห็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เป็นบวกในปี 2565 จากกลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุที่ต่อยอดมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซบางรายแล้ว

 

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยว่า Shopee ภายใต้ชื่อบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2565 นั้นมีรายได้ 2.2. หมื่นล้านบาท และมีกำไรกว่า 2.38 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับมามีกำไรหลังจากที่ขาดทุนหลัก 4 พันล้านบาทในช่วง 4 ปีก่อนหน้านั้น

 

เช่นเดียวกัน Lazada ภายใต้บริษัท ลาซาด้า จำกัด ที่มีรายได้ระหว่างปี 2564-2566 อยู่ที่ 1.4-1.9 หมื่นล้านบาท สามารถทำกำไรได้ 227 ล้านบาท, 413 ล้านบาท และ 605 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งที่ปี 2563 ขาดทุนเกือบ 4 พันล้านบาท ส่วนปีก่อนหน้าก็ขาดทุน 3.7 พันล้านบาท

 

 

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ รายได้และกำไรของบริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส จำกัด ที่ระบุวัตถุประสงค์ตอนจดทะเบียนธุรกิจไว้ว่า ‘ขนส่งและขนถ่ายสินค้า’ มีตัวเลขที่นับว่าสูงและมีกำไรแซงหน้า Lazada เสียด้วยซ้ำ โดยปี 2565 มีรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท กำไร 2.7 พันล้านบาท ขณะที่ปี 2566 มีรายได้ 1.7 หมื่นล้านบาท กำไร 2.9 พันล้านบาท 

 

ไปรษณีย์ไทย (บอกว่า) มี ‘กำไร’ แล้ว

 

กำไรของ Shopee และ Lazada ที่พลิกมาจากขาดทุนซึ่งถูกประเมินว่าเป็นเพราะบุกเข้าสู่ธุรกิจขนส่ง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนของตัวเองได้ดี แต่สิ่งนี้กลับเป็น ‘เนื้อร้าย’ สำหรับผู้เล่นดั้งเดิมที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนดังเช่น Kerry Express ถึงอย่างนั้น ภาพที่เกิดขึ้นกับเบอร์รองกลับเป็นเหรียญคนละด้านกับผู้นำตลาดอย่าง ‘ไปรษณีย์ไทย’ ที่แว่วๆ มาว่าไม่ขาดทุนแล้ว

 

“ตลอดปี 2566 ไปรษณีย์ไทยมีการปรับตัวเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดกับคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ผู้ใช้บริการพึงพอใจเลือกใช้บริการ และสามารถทำรายได้รวมเพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2565 และพลิกฟื้นไม่อยู่ในภาวะขาดทุน” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวในแถลงการณ์

 

ดร.ดนันท์ ยอมรับว่า ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจขนส่ง-โลจิสติกส์เผชิญกับความผันผวนทั้งต้นทุนพลังงาน การแข่งขันด้านราคา และสภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ รวมถึงเพิ่มโซลูชันการบริการ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นทางธุรกิจ

 

สำหรับไปรษณีย์ไทย สร้างรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจศักยภาพหลัก ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจไปรษณียภัณฑ์ ธุรกิจระหว่างประเทศ และธุรกิจค้าปลีก-การเงิน โดยกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้สูงสุดคือ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีรายได้สูงกว่าปี 2565 ถึง 19.70% และมีปริมาณชิ้นงานสะสมสูงกว่าปี 2565 กว่า 26.18%

 

 

ไปรษณีย์ไทยยังไม่เปิดเผยถึงตัวเลขที่แน่นอน เพราะอยู่ในระหว่างสรุปผลประกอบการประจำปี โดยบอกแต่เพียงว่า ในปี 2567 ไปรษณีย์ไทยยังมีเป้าหมายที่จะขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และภาคธุรกิจออนไลน์ต่อไป

 

สำหรับผลประกอบการที่แน่นอนนั้นจะมีการเปิดเผยต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งน่าสนใจว่า ในขณะที่ Kerry Express ที่เคยเป็นดาวรุ่งจนใครๆ ก็บอกว่าไปรษณีย์ไทยต้อง ‘กลัว’ กลับอยู่ในภาวะเลือดไหลไม่หยุด แต่ไปรษณีย์ไทยทำอย่างไรถึงหยุดเลือดของตัวเองได้

 

คำตอบคงจะได้เห็นในช่วงเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้!

 

Kerry Express กำลังจะถูก ‘เทกโอเวอร์’

 

ทว่าสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ การที่ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์ของแดนมังกรอย่าง ‘เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)’ ได้เสนอซื้อหุ้นเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX ที่ราคา 5.50 บาท ตามที่เคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ โดยจะรับซื้อหุ้นในส่วนของ 73.18% ที่เหลือ คิดเป็นมูลค่าราว 7 พันล้านบาท ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งที่ THE STANDARD WEALTH ได้เคยประเมินไว้ในบทความ ‘วิเคราะห์อนาคต ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ หลังปรับโครงสร้างถือหุ้น พร้อมความเสี่ยงถูกเทขายจากรายย่อยฮ่องกง’ ซึ่ง Kerry Express ก็ได้ออกแถลงการณ์ย้ำหลังจากนั้นอีก 2-3 ครั้งว่า การ ‘เทกโอเวอร์’ ดังกล่าวนั้นกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

 

ขณะเดียวกัน Kerry Express ก็ได้ระบุไว้เช่นเดียวกันว่า ในปี 2566 ได้มีการมุ่งเน้นการปฏิรูปการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวจะส่งผลชัดเจนหลังจากที่บริษัทได้นำความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงระบบการดำเนินงานอันล้ำสมัยที่ได้รับการแบ่งปันจาก SF Express มาใช้

 

 

ผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นได้สะท้อนผ่านคุณภาพในการให้บริการ ทั้งในแง่ของจำนวนข้อร้องเรียนจากลูกค้าที่ลดลงกว่า 61% และการลดลงของจำนวนพัสดุที่เสียหาย สูญหาย หรือต้องชดเชย ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการลาออกของพนักงานขนส่งลดลงกว่า 3 เท่า อันเนื่องมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น 

 

เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทที่ปรับใช้แผนการจัดการทรัพยากรและมาตรวัดประสิทธิภาพใหม่ โดยการปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยการปรับใช้ระบบและเทคโนโลยีใหม่ ปรับโครงสร้างการดำเนินงานใหม่ การขยายแพลตฟอร์มการขนส่งให้ครอบคลุม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างแม่นยำ

 

“บริษัทเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการเงินจากผู้ถือหุ้นหลัก เพื่อให้บริษัทสามารถปฏิรูปองค์กรและพลิกฟื้นผลประกอบการต่อไป ในขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารของบริษัทยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียต่อไป” Kerry Express ระบุ

 

ไม่แน่ว่าการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งนี้อาจจะทำให้ Kerry Express หักปากกาเซียน พลิกกลับมาทำกำไรในปี 2567 ก็ได้ ซึ่งไม่มีใครรู้จนกว่าจะถึงวันที่ประกาศผลประกอบการของปีนี้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2568

 

พวกเราก็มาลุ้นไปด้วยกัน!

 

อ้างอิง:

The post สรุปอุตสาหกรรมขนส่งดีหรือแย่? เพราะ Kerry Express ‘ขาดทุน’ 3,880 ล้านบาท แต่ไปรษณีย์ไทย (บอกว่า) มี ‘กำไร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์อนาคต ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ หลังปรับโครงสร้างถือหุ้น พร้อมความเสี่ยงถูกเทขายจากรายย่อยฮ่องกง https://thestandard.co/analyzing-the-future-of-kerry-express/ Tue, 02 Jan 2024 09:24:20 +0000 https://thestandard.co/?p=883638

หนึ่งในหุ้นร้อนแรงของวันทำการแรกปี 2567 ของตลาดหุ้นไทย […]

The post วิเคราะห์อนาคต ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ หลังปรับโครงสร้างถือหุ้น พร้อมความเสี่ยงถูกเทขายจากรายย่อยฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในหุ้นร้อนแรงของวันทำการแรกปี 2567 ของตลาดหุ้นไทย คือ KEX หรือ บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 20% ไปแตะระดับ 6.40 บาท สูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน 

 

ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นวันนี้ (2 มกราคม) สวนทางกับทิศทางของราคาเมื่อปี 2566 ค่อนข้างชัดเจน โดยราคาหุ้นเมื่อปีก่อนร่วงลงมากว่า 70% จากราคาเกือบ 20 บาท ลดลงไปต่ำสุดถึง 3.86 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่บริเวณ 5-6 บาทในปัจจุบัน

 

แรงหนุนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแห่เข้ามาเก็งกำไรหุ้นเคอรี่ในวันนี้ คือเรื่องของการประกาศปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด (Tender Offer) ที่ราคา 5.50 บาท  

 

เดิมทีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของเคอรี่คือ บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (KLNTH) ถือหุ้น 52.06% แต่หากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สำเร็จลุล่วง บริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (SFTH) จะขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 26.8% 

 

ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของเคอรี่ในครั้งนี้ SF International Holdings บริษัทด้านโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ของจีน และเป็นบริษัทแม่ของ SFTH มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทางอ้อมของเคอรี่อยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่ SF International Holdings เข้าไปซื้อหุ้นของ Kerry Logistics Network (KLN) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเคอรี่ที่ฮ่องกงตั้งแต่ปี 2564 

 

ล่าสุด KLN ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลพิเศษแบบมีเงื่อนไข โดยจะจ่ายด้วยหุ้น KEX ทั้งหมดที่ถืออยู่ให้กับผู้ถือหุ้นของ KLN ซึ่งรวมถึง SF International Holdings ที่ถือหุ้นอยู่ 51.5% และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ ที่ส่วนมากเป็นชาวฮ่องกง

 

การที่ SFTH จะเข้ามาถือหุ้น KEX เข้าข่ายเป็นการครอบงำกิจการ ทำให้ SFTH จำเป็นจะต้องทำ Tender Offer และราคาที่ประกาศออกมานั้นก็สูงกว่าราคาปิดของ KEX ก่อนหน้านี้ที่ 4.94 บาท จนทำให้หุ้น KEX พุ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรงในวันนี้

 

อนาคตของเคอรี่จะเปลี่ยนไปหรือไม่

 

แม้ราคาหุ้นเคอรี่จะพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในวันนี้ แต่ในมุมมองของ ศรัณย์ ชินวรรณโณ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ประเมินว่านี่คือจังหวะในการขายมากกว่าการเข้าไปไล่ซื้อ

 

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของเคอรี่มีสัดส่วนการถือหุ้นน้อยลง พร้อมกับมีนักลงทุนรายย่อยเข้ามามากขึ้น และหากราคาหุ้นเคอรี่ลอยอยู่สูงกว่า 5.50 บาท นักลงทุนก็อาจใช้สิทธิขายหุ้นให้กับ SF Holdings น้อยลง

 

“ถ้ามองภาพหุ้นเคอรี่ตอนเช้าเหมือนจะเป็นบวก ช่วงที่ราคายังต่ำกว่าราคา Tender Offer แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว” 

 

ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญต่อหุ้นเคอรี่คือ แรงเทขายที่อาจเกิดขึ้นโดยนักลงทุนรายย่อยในฮ่องกง ซึ่งได้รับหุ้นเคอรี่จากการจ่ายปันผลในครั้งนี้ 

 

“หลังจากการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จ หุ้นอีก 25% ที่เข้าไปยังรายย่อยในฮ่องกงกลุ่มนี้อาจเลือกขายหุ้นเคอรี่และเปลี่ยนเป็นเงินสดแทน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นในช่วงหลังจากนี้” 

 

ก่อนหน้านี้ SF International Holdings เริ่มเข้ามามีบทบาทกับการบริหารเคอรี่บ้างแล้ว ทั้งการส่งผู้บริหารชาวจีนเข้ามาร่วมดูธุรกิจในไทย รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของ SF Holdings เข้ามาปรับใช้

 

เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงยังไม่น่าจะเห็นการเปลี่ยนในเรื่องของธุรกิจมากนัก

 

แนวโน้มผลประการเคอรี่ ปี 2567

 

ศรัณย์กล่าวต่อว่า แนวโน้มผลประกอบการของเคอรี่ในปีนี้น่าจะเห็นผลการขาดทุนค่อยๆ ลดลง และในไตรมาส 4 ของปีนี้ การขาดทุนน่าจะลดลงไปเหลือประมาณ 20 ล้านบาท 

 

หากมองภาพทั้งปีนี้ คาดว่าเคอรี่จะมีผลขาดทุนสุทธิ 977 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ที่คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ 3.4 พันล้านบาท โดยไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ผลขาดทุนน่าจะลดลงเล็กน้อยเป็นประมาณ 700 ล้านบาท 

 

“ผลงานไตรมาส 4 ของเคอรี่ดีขึ้นเล็กน้อยจากปัจจัยฤดูกาล และแผนการปรับสัดส่วนลูกค้ามาเน้น C2C มากขึ้น รวมทั้งการลดต้นทุน เช่น ปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ และลดจำนวนรถขนส่ง” 

 

ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่เคอรี่ควรจะทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ คือการนำหุ้นออกไปจากตลาด เนื่องจากการจดทะเบียนในตลาดทำให้บริษัทไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งความจำเป็นที่ต้องเปิดเผยข้อมูล 

 

สิ่งที่น่าสังเกตจากประกาศล่าสุดของบริษัทคือ การที่ SFTH ยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ การประกอบธุรกิจหลัก ทรัพย์สินหลัก แผนการบริหารจัดการธุรกิจ แผนการลงทุน การบริหารจัดการ โครงสร้างทางการเงิน หรือนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ภายในระยะเวลา 12 เดือนนับจากวันสิ้นสุดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อ 

 

ขณะเดียวกัน SFTH ไม่มีความตั้งใจที่จะเพิกถอนหลักทรัพย์ของกิจการออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในระยะเวลาดังกล่าว แต่ก็มีการวงเล็บไว้ว่า “เว้นแต่กฎหมาย และ/หรือ หลักเกณฑ์ กฎระเบียบจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” 

 

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้บริหารของเคอรี่ที่ผ่านมาในอดีต ยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะนำหุ้นเคอรี่ออกจากตลาดแต่อย่างใด 

 

สิ่งที่ต้องติดตามสำหรับเคอรี่หลังจากนี้คือ การพลิกฟื้นกำไรจะทำได้เร็วเพียงใด หลังจากที่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เคอรี่มีผลขาดทุนมากถึงปีละ 2-3 พันล้านบาท

The post วิเคราะห์อนาคต ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ หลังปรับโครงสร้างถือหุ้น พร้อมความเสี่ยงถูกเทขายจากรายย่อยฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แรบบิท แคช’ รุกดิจิทัลเลนดิ้ง ปล่อยกู้แม่ค้าออนไลน์ เคาะดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวใน 10 นาที ตั้งเป้ายอดสินเชื่อปีแรก 2-3 พันล้านบาท https://thestandard.co/rabbit-cash-entering-the-digital-lending/ Wed, 27 Oct 2021 09:33:24 +0000 https://thestandard.co/?p=552941 Rabbit Cash

บริษัท แรบบิท แคช จำกัด เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเลนดิ้ […]

The post ‘แรบบิท แคช’ รุกดิจิทัลเลนดิ้ง ปล่อยกู้แม่ค้าออนไลน์ เคาะดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวใน 10 นาที ตั้งเป้ายอดสินเชื่อปีแรก 2-3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rabbit Cash

บริษัท แรบบิท แคช จำกัด เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเลนดิ้ง ปล่อยกู้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เสริมสวัสดิการให้ลูกค้ามนุษย์เงินเดือน ผนึกพันธมิตรทั้งบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ดึงฐานข้อมูลมาวิเคราะห์สินเชื่อ ภายใต้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อของบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวใน 10 นาทีบนแอปพลิเคชันในมือถือ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีแรก 2-3 พันล้านบาท และเพิ่มเป็น 5 พันล้านบาทในปี 2566 

 

รัชนี แสนศิลป์ชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แรบบิท แคช จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลไลฟ์อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากสถิติการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 69% ของประชากร การช้อปปิ้งออนไลน์เป็นอันดับ 4 ของโลก 

 

ขณะเดียวกันยังพบว่าคนไทยมีการใช้โมบายแบงกิ้งมากที่สุดในโลก จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจำนวนบัญชีเงินฝากที่ผูกกับโมบายแบงกิ้งกว่า 76 ล้านบัญชี มียอดธุรกรรมกว่า 1.4 หมื่นล้านรายการต่อเดือน ค่าเฉลี่ยใช้โมบายแบงกิ้งอย่างน้อยเดือนละ 19 ครั้ง สะท้อนว่าประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธธุรกรรมทางการเงินบนดิจิทัลได้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงถึง 89% หากมองลึกเข้าไปเราพบว่าเป็นหนี้นอกระบบ 5% ซึ่งหนี้นอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นในโลกการเงินยังไม่สอดคล้องวิถีชีวิตคนไทย 

 

บริษัทจึงได้เปิดตัว ‘แรบบิท แคช (Rabbit Cash)’ สินเชื่อดิจิทัลแนวคิดใหม่ ที่ใช้ Digital Footprint ในการพิจารณาให้สินเชื่อ โดยได้ร่วมกับบริษัทพันธมิตรประกอบด้วย บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ในการนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) จากทั้งแรบบิทซึ่งเป็นบริษัทในเครือบีทีเอส และจากบริษัทพันธมิตรมาใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ โดยมีบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นและพันธมิตรให้การสนับสนุนความรู้ กระบวนการพิจารณาสินเชื่อ และต้นทุนการเงินในระดับต่ำ ทำให้เราสามารถอนุมัติสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล 100% ตั้งแต่ต้นจนจบ

 

“วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไป เด็กจบใหม่ไม่อยากมาทำงานบริษัท อาชีพอิสระจะมากขึ้น ทั้งบล็อกเกอร์ หรือผู้ค้าออนไลน์ เราก็ต้องทำผลิตภัณฑ์ให้รองรับกลุ่มคนที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ซึ่งที่ผ่านมาการกู้เงินจากธนาคารมีความยุ่งยาก หากไม่มีสลิปเงินเดือนก็ต้องมีสเตทเมนท์ หรือต้องเคยมีเครดิตมาก่อน แต่แรบบิทมีฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์และเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้ลูกค้าได้ เพราะบีทีเอสกรุ๊ปได้ให้บริการลูกค้าหลายแง่มุม และยังมีข้อมูลจากพันธมิตรที่จะนำมาใช้ และช่วยให้ลูกค้าและพนักงานของพันธมิตรได้มีเครื่องมือทางการเงินในการจัดการกระแสเงินสดของตัวเองได้เหมาะสมมากขึ้น ตอบโจทย์บริษัทที่จะให้ความสำคัญกับการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเท่าเทียม”

 

ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อที่ลูกค้าจะได้รับจะเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยลูกค้าที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท จะได้รับวงเงิน 5 เท่าของรายได้ หากรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท จะได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ อัตราดอกเบี้ยในเบื้องต้นจะอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน    

 

อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทได้เริ่มทดลองให้สินเชื่อแรบบิท แคช กับฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่มในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทคาดว่าหลังจากได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจสินเชื่อจาก ธปท. จะเปิดให้บริการสินเชื่ออย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ทั้งสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย หรือสินเชื่อนาโน, สินเชื่อสวัสดิการ, สินเชื่อ Payday Loan, สินเชื่อผ่อนชำระ Buy Now Pay Later ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะเห็นยอดสินเชื่อในปี 2565 ประมาณ 2-3 พันล้านบาท และในปี 2566 จะปล่อยสินเชื่อได้ถึง 5 พันล้านบาท

 

รัชนีกล่าวว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มีเงินเดือนผ่านบริษัทฮิวแมนิก้า และพนักงานของเคอรี่  ส่วนกลุ่มผู้ไม่มีเงินเดือน เช่น ลูกค้าของเคอรี่ที่มียอดขายสินค้าออนไลน์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ แต่ข้อมูลที่มีอยู่กับเคอรี่เป็นฐานข้อมูลที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาสมัครขอสินเชื่อผ่านทางแอปพลิเคชันได้เอง ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีในการรับเงินสินเชื่อ เปรียบเสมือนการกดเงินผ่านโมบายแบงกิ้งที่ลูกค้าสามารถบริหารจัดการเงินเข้า-ออกได้เอง เนื่องจากวงเงินที่ได้จะเป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่เบิกใช้ได้ตามความต้องการ หากไม่กดใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย

 

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความกังวลในการนำข้อมูลลูกค้ามาใช้นั้น จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้า ขณะเดียวกัน กระบวนการทั้งหมดผ่านดิจิทัลอย่างแท้จริง มีความเชื่อถือได้และปลอดภัยสูงสุด

 

วราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันเคอรี่มีลูกค้ากว่า 10 ล้านราย ซึ่งเราพบว่าลูกค้าเราต้องการใช้สินเชื่อ แต่การเป็นผู้ค้าออนไลน์ ไม่ได้มีรายได้ประจำ จึงเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาบริษัทจึงได้ลองนำโปรแกรมสินเชื่อพิเศษให้กับลูกค้า ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุด 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือนผ่านแอปพลิเคชันของเคอรี่ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากสมาชิกเข้ามามาก โดยในไตรมาสแรกปีหน้า บริษัทจะนำสินเชื่อสวัสดิการจากแรบบิท แคช มาให้พนักงานประจำและผู้ส่งสินค้าของเคอรี่ได้ใช้ในการบริหารจัดการบุคลากรด้วย เช่น พนักงานที่มีผลงานที่ดีก็จะได้รับวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เป็นต้น

 

สุนทร เด่นธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์หลังโควิดทำให้เราเห็นกระแสการลาออกเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า 25% ทั่วโลก สาเหตุการลาออกหนึ่งคือเรื่องของผลประโยชน์และสวัสดิการ และจากประสบการณ์การทำงานบริหารทรัพยากรบุคคล เราพบว่าปัญหาหนึ่งที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุขคือเรื่องของการมีหนี้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยสูง และไม่สามารถบริหารจัดการได้ จนบางรายถึงขั้นโดนบังคับคดี ความร่วมมือกับแรบบิท แคช เพื่อนำเสนอสินเชื่อสวัสดิการ หรือ Welfare Loan ให้บริษัทที่เป็นลูกค้าของฮิวแมนิก้า ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘แรบบิท แคช’ รุกดิจิทัลเลนดิ้ง ปล่อยกู้แม่ค้าออนไลน์ เคาะดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวใน 10 นาที ตั้งเป้ายอดสินเชื่อปีแรก 2-3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
KEX แนวโน้มกำไร 3Q64 ถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง https://thestandard.co/market-focus-kex/ Tue, 19 Oct 2021 11:38:05 +0000 https://thestandard.co/?p=550024 KEX

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post KEX แนวโน้มกำไร 3Q64 ถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
KEX

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 3Q64 ของ บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น KEX ปรับตัวลง 3.7%MoM สู่ระดับ 38.75 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2564)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่า KEX จะรายงานกำไรสุทธิ 3Q64 ที่ 317 ล้านบาท ลดลง 5.7%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 8.4%YoY โดยปริมาณการจัดส่งพัสดุจะอยู่ที่ 110 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 49%YoY โดยรายได้ 3Q64 น่าจะอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.1%QoQ และ 22%YoY ซึ่งอัตราการเติบโตของรายได้ YoY ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของปริมาณการจัดส่งพัสดุ เพราะว่าการแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่ารายได้ต่อชิ้นจะปรับตัวลดลง QoQ และ YoY

 

ในด้านต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG & A) จะเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ เนื่องจากปริมาณการจัดส่งพัสดุสูงขึ้นทำให้บริษัทจำเป็นต้องขยายความสามารถในการจัดส่งพัสดุเพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการเอาไว้ นอกจากนี้กลยุทธ์เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิดที่รุนแรงมากขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

 

ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการ 3Q64 ของ KEX ยังมีความเสี่ยงด้าน Downside จากอัตรากำไรที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาในอุตสาหกรรม

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS มองว่า KEX เป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างชัดเจนตามการเติบโตองธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคหันมาซื้อสินผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยอัตราการเข้าถึงอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 3.7% เมื่อเทียบกับ 26.7% ในเกาหลี และ 9.0% ในญี่ปุ่น (ข้อมูลจาก Frost & Sullivan) 

 

แต่อย่างไรก็ดี แนวโน้มผลประกอบการระยะยาวยังมีความเสี่ยงกดดันจาก Margin ต่อชิ้นที่ลดลง โดยมีสาเหตุมาจากการแข่งขันทางราคาในอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้น

The post KEX แนวโน้มกำไร 3Q64 ถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราคาถูก’ แต้มต่อที่ช่วยให้ ‘Kerry Express’ มีการจัดส่งพัสดุเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยตัวเลข 166.6 ล้านชิ้น https://thestandard.co/kerry-express-q2-2021/ Mon, 16 Aug 2021 01:54:33 +0000 https://thestandard.co/?p=525415 Kerry Express

ดูเหมือนว่าการใช้ ‘เกมราคา’ ผ่านการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าปร […]

The post ‘ราคาถูก’ แต้มต่อที่ช่วยให้ ‘Kerry Express’ มีการจัดส่งพัสดุเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยตัวเลข 166.6 ล้านชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kerry Express

ดูเหมือนว่าการใช้ ‘เกมราคา’ ผ่านการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าประเภทการจัดส่งราคาประหยัดที่เริ่มต้นด้วยราคา 25 บาท ตลอดจนการมุ่งเจาะกลุ่มเกษตรผ่านส่วนลด 10% จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การจัดส่งพัสดุในช่วงครึ่งปีแรก 2564 ของ Kerry Express สามารถเติบโตเป็นประวัติการณ์ได้

 

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2564 มีรายได้ 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 412 ล้านบาท หรือ 9.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท หรือ 10.8% จากไตรมาสก่อนหน้า

 

ที่น่าสนใจคือแม้เทียบกับไตรมาส 1/2564 จะเติบโตก็จริง แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือไตรมาส 2/2563 จะพบว่า Kerry Express มีรายได้ที่ลดลง 14.6% “จากปริมาณพัสดุที่สูงผิดปกติในไตรมาส 2 ของปี 2563 ในช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์การแพร่ระบาด อีกทั้งสถานการณ์ที่ยังคงยึดเยื้อ เป็นเหตุให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง และประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น” ส่วนหนึ่งของคำอธิบายที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

กระนั้นกลยุทธ์ด้านราคาโดยเฉพาะราคาส่งพัสดุที่มี ‘ราคาถูก’ ทำให้  Kerry Express สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มการจัดส่งราคาประหยัดมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ในครึ่งปีแรกของปี 2564 จึงมียอดการจัดส่งพัสดุทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์กว่า 167 ล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้นถึง 10.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง “เป็นผลจากการความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านราคาที่ทำอย่างต่อเนื่อง” อเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX กล่าว 

 

สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังนั้น Kerry Express เตรียมเปิดให้บริการใหม่ร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับ Cold Chain หรือระบบคลังสินค้าและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้นไป ตลอดจนเตรียมเปิด ‘KERRY Wallet’ ระบบวอลเล็ตที่พัฒนาขึ้นมาเอง โดยคาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ 

 

ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทของ Kerry Express ได้อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลที่ 0.743 บาทต่อหุ้น แจ้งวันกำหนดสิทธิ์ของผู้ถือหุ้น (Record Date) ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในวันที่ 25 สิงหาคม 2564 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 10 กันยายน 2564 ตามลำดับ

The post ‘ราคาถูก’ แต้มต่อที่ช่วยให้ ‘Kerry Express’ มีการจัดส่งพัสดุเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยตัวเลข 166.6 ล้านชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดส่งเพิ่มขึ้นก็จริง แต่รายได้ ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ 1Q64 ลด 13% และกำไรลด 18.7% ผลจากสงครามราคา https://thestandard.co/kerry-express-1q64-revenue-decreased-13-percent/ Thu, 13 May 2021 12:14:16 +0000 https://thestandard.co/?p=488526 เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาขายและสั่งสิน […]

The post ยอดส่งเพิ่มขึ้นก็จริง แต่รายได้ ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ 1Q64 ลด 13% และกำไรลด 18.7% ผลจากสงครามราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาขายและสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจของ ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ ทว่าผลจากการเล่นสงครามราคา กลับทำให้รายได้และกำไรในไตรมาส 1/64 ต่างลดลงถ้วนหน้า

 

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในไตรมาส 1/64 ที่ผ่านมา มีปริมาณการจัดส่งพัสดุด่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตาการเติบโต 13% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2563 นอกจากนี้ วันทำการในไตรมาส 1/64 ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/63

 

ทว่าในแง่ของรายได้กลับลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมาอยู่ที่ 4,188 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักได้แก่ การปรับราคาต่อพัสดุเชิงรุก และการเจาะเข้าสู่กลุ่มตลาดการจัดส่งราคาประหยัด ทั้งหมดส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 302.8 ล้านบาท ลดลง 18.7% ด้วยกัน

 

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคและกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้ผู้ให้บริโภคมีความต้องการสั่งซื้อพัสดุที่มีมูลค่าและขนาดเล็กลง ประกอบกับมีการซื้อบริการเสริมน้อยลง เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาต่อหน่วยพัสดุที่จัดส่งปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

 

แม้ว่าการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรคในช่วงกลางไตรมาส 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ยอดส่งเพิ่มขึ้นก็จริง แต่รายได้ ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ 1Q64 ลด 13% และกำไรลด 18.7% ผลจากสงครามราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนหุ้นออกมาเท่าไรแล้ว หลังทำ IPO ล่าสุด ‘ประธานบอร์ด’ ขายเพิ่มอีก 7.5 แสนหุ้น เก็บเงิน 45 ล้านบาท https://thestandard.co/kerry-ipo/ Mon, 18 Jan 2021 03:59:34 +0000 https://thestandard.co/?p=444266 เคอรี่

หลังจาก บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX เข้ […]

The post ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนหุ้นออกมาเท่าไรแล้ว หลังทำ IPO ล่าสุด ‘ประธานบอร์ด’ ขายเพิ่มอีก 7.5 แสนหุ้น เก็บเงิน 45 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคอรี่

หลังจาก บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ไม่นาน ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH พบว่าผู้บริหารของ KEX ทยอยขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง 

 

รายการล่าสุดที่พบคือ การขายหุ้นของ เกล็ดชัย เบญจอาธรศิริกุล ประธานกรรมการ KEX ได้ขายหุ้นออกมาสองล็อต รวมกว่า 750,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 45.28 ล้านบาท โดยเป็นการขายผ่าน Auto Matching ในตลาดหลักทรัพย์

 

การขายดังกล่าวแบ่งออกเป็น เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 ขายออกมา 450,000 หุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 60.86 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 27.38 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ขายออกมาอีก 300,000 หุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 59.67 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 17.9 ล้านบาท 

 

ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH ได้สอบถามไปยังฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ KEX ถึงรายการขายหุ้นดังกล่าว ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นการทำรายการส่วนตัวของเกล็ดชัย ไม่ได้มีนัยใดๆ ต่อบริษัท

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นพรัตน์ พั่วสุ คู่สมรสของเกล็ดชัยเคยเข้าซื้อหุ้น KEX หลังจากที่หุ้นเข้าจดทะเบียนใน SET รวม 2,000 หุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 48.25 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 9.65 หมื่นบาท 

 

ปัจจุบันเกล็ดชัยยังเหลือหุ้น KEX ที่ถือครองไว้รวม 12.47 ล้านหุ้น

 

นอกจากนี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายการขายหุ้นของผู้บริหาร KEX รวม 4 ราย ซึ่งขายหุ้น KEX ออกมารวม 9.5 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 52 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 494 ล้านบาท   

 

อย่างไรก็ตาม รายการขายดังกล่าวเป็นการทำผ่านการซื้อขายขนาดใหญ่ (Big Lot) ซึ่งทางฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ระบุว่า ทาง BTS เป็นผู้เข้าไปรับซื้อหุ้นทั้งหมดไว้เอง เนื่องจากเห็นศักยภาพการเติบโตของ KEX

 

ทั้งนี้หากย้อนดูวันแรกที่ KEX เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันแรกคือวันที่ 24 ธันวาคม 2563 พบว่า กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการ KEX ได้ขายหุ้น KEX ออกมา 100,000 หุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 49 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 4.9 ล้านบาท 

 

สำหรับ KEX ได้เสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) รวมทั้งหมด 300 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.2% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO โดยเสนอขายที่ราคาหุ้นละ 28 บาท 

 

ส่วนหุ้นของผู้บริหาร KEX ที่ไม่ติดช่วงระยะเวลาห้ามขาย หรือ Silent Period มีจำนวนประมาณ 346.22 ล้านหุ้น คิดเป็น 19.9% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO

 

เคอรี่

 

ภาพประกอบ: อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนหุ้นออกมาเท่าไรแล้ว หลังทำ IPO ล่าสุด ‘ประธานบอร์ด’ ขายเพิ่มอีก 7.5 แสนหุ้น เก็บเงิน 45 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนบิ๊กล็อตขาย 9.5 ล้านหุ้น กวาดเงิน 494 ล้านบาท https://thestandard.co/kerry-sell-9-5-million-shares/ Tue, 12 Jan 2021 13:53:24 +0000 https://thestandard.co/?p=442252

ผู้บริหารของ บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX […]

The post 4 ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนบิ๊กล็อตขาย 9.5 ล้านหุ้น กวาดเงิน 494 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้บริหารของ บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX จำนวน 4 คน ได้รายงานการขายหุ้น KEX ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)​ ออกมารวม 9.5 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 52 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 494 ล้านบาท 

 

การขายหุ้นดังกล่าวเป็นการทำผ่านรายการซื้อขายขนาดใหญ่ (Big Lot) ทั้งหมดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 แบ่งเป็น คิน เฮ็ง เน็ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX รายงานการขายหุ้นรวม 3.5 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 52 บาท รวมมูลค่า 182 ล้านบาท 

 

ซุน ซัง ฉ่อย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ KEX ขายหุ้นออกมารวม 3 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 52 บาท คิดเป็นมูลค่า 156 ล้านบาท 

 

วราวุธ นาถประดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ KEX ขายหุ้นออกมารวม 2 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 52 บาท คิดเป็นมูลค่า 104 ล้านบาท

 

วันวิสาข์ ทัศนปรีชาชัย กรรมการบริหารสายงานการเงินและบัญชี KEX ขายหุ้นออกมารวม 1 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 52 บาท คิดเป็นมูลค่า 52 ล้านบาท 

 

สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น KEX ล่าสุด ณ วันนี้ (12 มกราคม)​ ปิดการซื้อขายที่ 59.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 3.46% โดยหุ้น KEX เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)​ ที่ราคาหุ้นละ 28 บาท และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post 4 ผู้บริหาร ‘เคอรี่’ โยนบิ๊กล็อตขาย 9.5 ล้านหุ้น กวาดเงิน 494 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘Kerry’ เทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ | HIGHLIGHT 17 ธันวาคม 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-17122020-4/ Thu, 17 Dec 2020 05:34:05 +0000 https://thestandard.co/?p=432536 หุ้น Kerry

บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วน เตรีย […]

The post ชมคลิป: ‘Kerry’ เทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ | HIGHLIGHT 17 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Kerry

บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วน เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 28 บาทต่อหุ้น พร้อมเข้าเทรดวันแรกในวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ KEX

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘Kerry’ เทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ | HIGHLIGHT 17 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคอรี่เผย สถาบันจอง IPO ล้น 23 เท่า เข้าเทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ มั่นใจผลตอบรับดี ลุ้นติดกลุ่ม SET50 https://thestandard.co/kerry-ipo-161263/ Wed, 16 Dec 2020 07:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=432087 ‘เคอรี่-เผยสถาบันจองหุ้นไอพีโอ

บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส หรือ KEX ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด […]

The post เคอรี่เผย สถาบันจอง IPO ล้น 23 เท่า เข้าเทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ มั่นใจผลตอบรับดี ลุ้นติดกลุ่ม SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เคอรี่-เผยสถาบันจองหุ้นไอพีโอ

บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส หรือ KEX ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วน ซึ่งกำลังจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดได้กำหนดราคาเสอขายหุ้น IPO ที่ 28 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายที่ 25-28 บาท หลังนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อท่วมท้น มากกว่า 23 เท่าจากจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ พร้อมเข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘KEX’ 

 

วีณา เลิศนิมิตร กรรมการ บล.ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า KEX เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะจากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) ที่ได้แสดงความต้องการจองซื้อที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 28 บาท โดยมีความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างท่วมท้นมากกว่า 23 เท่า และยอดจองล้นประมาณ 10 เท่าจากกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ KEX ในฐานะผู้นำการให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนของประเทศไทย ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นและแบรนด์ที่แข็งแกร่ง 

 

“ด้วยระดับราคา IPO ที่ 28 บาท คิดเป็นค่า P/E ย้อนหลังประมาณ 30 กว่าเท่า ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของหุ้น KEX คือไม่เพียงแค่เป็นหุ้นขนส่งและโลจิกติกส์เท่านั้น แต่มีความเป็นหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทรนด์ธุรกิจของอนาคต โดย KEX มีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นด้วยตัวเอง และสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจแห่งอนาคตอื่นได้”

 

ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ก็มีโอกาสที่ KEX จะติดกลุ่มดัชนี SET50 หรือ SET100 เช่นเดียวกัน หากประเมินจากความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นในตลาดและมาร์เก็ตแคปในอนาคต อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ 

 

ทั้งนี้ KEX ระดมทุนครั้งนี้ราว 8,400 ล้านบาท จะใช้สำหรับ 

 

  1. ขยายเครือข่ายจัดส่งพัสดุด่วน ลงทุนในระบบการขนส่ง และพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 
  2. ชำระคืนเงินกู้ 
  3. เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 

 

ปัจจุบันเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ให้บริการจัดส่งพัสดุแบบครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกประเภท และมีเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ด้วยจุดให้บริการกว่า 15,000 แห่ง พร้อมศูนย์กระจายพัสดุกว่า 1,200 แห่ง ทั้งยังมีศักยภาพในการให้บริการ เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้บริการจัดส่งพัสดุด่วน โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของฐานะการเงินแก่บริษัท

 

อิศรินทร์ ภัทรมัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในการระดมทุนรอบนี้เพื่อการขยายธุรกิจเดิมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม KEX ยังคงมองหาธุรกิจใหม่และพาร์ตเนอร์ใหม่ตลอดเวลา ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาและต่อยอดบริการ รวมทั้งเพื่อสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจ 

 

โดย KEX เป็นธุรกิจที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากเป็นผู้นำด้านการจัดส่งพัสดุด่วนที่สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังขยายตัวอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ไซส์ธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้บริษัทมี Economy of Scale สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ท่ามกลางการแข่งขันของผู้แข่งรายใหม่ในตลาด

 

สะท้อนจากผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 14,689 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 14,655 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปีนี้อยู่ที่ 1,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น14.4% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 900 ล้านบาท โดยอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7%

 

“ด้วยอัตรากำไรสุทธิที่ 7% เทียบกับผู้เล่นอื่นในภูมิภาคที่มีอัตรกำไรสุทธิที่ 5-9% KEX นับได้ว่าเป็นบริษัทที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี การมี Economy of Scale เป็นเหมือนกำแพงสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดจัดส่งพัสดุด่วนของไทย” 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

The post เคอรี่เผย สถาบันจอง IPO ล้น 23 เท่า เข้าเทรดวันแรก 24 ธ.ค. นี้ มั่นใจผลตอบรับดี ลุ้นติดกลุ่ม SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคอรี่ เอ็กซ์เพรส กำหนดกรอบราคา IPO 25-28 บาท https://thestandard.co/kerry-express-ipo-25-28-thb/ Wed, 02 Dec 2020 14:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=428000 Kerry Express

บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX กำหนดช่วงรา […]

The post เคอรี่ เอ็กซ์เพรส กำหนดกรอบราคา IPO 25-28 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kerry Express

บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX กำหนดช่วงราคาขายเบื้องต้นที่ 25-28 บาทต่อหุ้น จากนั้นสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย ซึ่งจะประกาศในวันที่ 15 ธันวาคม 2563 โดยจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 8, 9 และ 14 ธันวาคมนี้ ที่ราคา 28.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย ทั้งนี้ KEX คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้ 

 

Kerry Express

 

ภาพประกอบ: กรินวสุรัฐกร

The post เคอรี่ เอ็กซ์เพรส กำหนดกรอบราคา IPO 25-28 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เคาะช่วงราคาเสนอขาย IPO 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น คาดเข้าเทรดวันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้ https://thestandard.co/kerry-express-tap-the-ipo-price-range-of-25-28-baht-per-share/ Wed, 02 Dec 2020 03:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=427522 ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เคาะช่วงราคาเสนอขาย IPO 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น คาดเข้าเทรดวันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้

หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักท […]

The post ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เคาะช่วงราคาเสนอขาย IPO 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น คาดเข้าเทรดวันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เคาะช่วงราคาเสนอขาย IPO 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น คาดเข้าเทรดวันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้

หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ Filing) ของ บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

 

ล่าสุด เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น จากนั้นจะสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ซึ่งคาดว่าจะประกาศให้ทราบประมาณวันที่ 15 ธันวาคม 2563 โดยจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 8, 9 และ 14 ธันวาคมนี้ ที่ราคา 28.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น 

 

อย่างไรก็ตามหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะมีการคืนเงินค่าส่วนต่างแก่ผู้จองซื้อทุกรายหลังสิ้นสุดการเสนอขาย ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย และคาดว่าจะนำ KEX เข้าซื้อขายหลักทรัพย์ได้ในปลายเดือนธันวาคมนี้

 

อเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจใหม่โดยเฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซ สร้างปรากฏการณ์การเติบโตอย่างมหาศาลให้กับภาคโลจิสติกส์ เพราะถือเป็นแพลตฟอร์มสุดท้ายที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภค

 

เห็นได้อย่างชัดเจนจากปริมาณรวมของพัสดุที่จัดส่งประจำปีของบริษัทฯ มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2562 เท่ากับร้อยละ 134.9 ซึ่งทำให้เห็นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มีเครือข่ายกว่า 15,000 จุด ศูนย์กระจายพัสดุกว่า 1,200 แห่ง และพนักงานมากกว่า 18,000 คน 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เคาะช่วงราคาเสนอขาย IPO 25.00-28.00 บาทต่อหุ้น คาดเข้าเทรดวันแรกปลายเดือนธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ​‘Kerry’ คาดเดินหน้าขายหุ้น IPO 300 ล้านหุ้น และเข้าเทรดปีนี้ https://thestandard.co/kerry-expect-ipo/ Fri, 13 Nov 2020 11:45:52 +0000 https://thestandard.co/?p=420696 ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ​‘Kerry’ คาดเดินหน้าขายหุ้น IPO 300 ล้านหุ้น และเข้าเทรดปีนี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้น […]

The post ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ​‘Kerry’ คาดเดินหน้าขายหุ้น IPO 300 ล้านหุ้น และเข้าเทรดปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ​‘Kerry’ คาดเดินหน้าขายหุ้น IPO 300 ล้านหุ้น และเข้าเทรดปีนี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) เพื่อเสนอขายหุ้น IPO ของ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในวัน 13 พฤศจิกายน 2563 โดยมีการคาดการณ์ว่า บริษัทจะดำเนินการขายหุ้น IPO จำนวน 300 ล้านหุ้น และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปีนี้ 

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ​‘Kerry’ คาดเดินหน้าขายหุ้น IPO 300 ล้านหุ้น และเข้าเทรดปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปรียบเทียบรายได้ไปรษณีย์ไทย และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส https://thestandard.co/compare-revenue-thai-post-kerry-express/ https://thestandard.co/compare-revenue-thai-post-kerry-express/#respond Wed, 19 Dec 2018 11:16:46 +0000 https://thestandard.co/?p=167205

บริการรับส่งพัสดุเป็นอีกหนึ่งบริการยอดฮิตที่คนไทยนิยมใช […]

The post เปรียบเทียบรายได้ไปรษณีย์ไทย และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริการรับส่งพัสดุเป็นอีกหนึ่งบริการยอดฮิตที่คนไทยนิยมใช้งานตลอดเวลา โดยปัจจุบันผู้ให้บริการประเภทนี้ไม่ได้มีแค่ไปรษณีย์ไทยอีกต่อไป เนื่องจากมีผู้ให้บริการเอกชนหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย หนึ่งในเจ้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ ‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เนื่องจากไม่กี่ปีมานี้ พวกเขาสามารถขยายพื้นที่ให้บริการในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงได้เป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ เป็นจำนวนมาก

 

 

ภาพประกอบ: Chatchai C. / Nuttarut B.

The post เปรียบเทียบรายได้ไปรษณีย์ไทย และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/compare-revenue-thai-post-kerry-express/feed/ 0
ธุรกิจขนส่งระอุ BTS ซื้อหุ้น Kerry รับส่งของบนสถานีรถไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่โฆษณา https://thestandard.co/bts-buy-stock-kerry/ https://thestandard.co/bts-buy-stock-kerry/#respond Tue, 24 Apr 2018 11:24:48 +0000 https://thestandard.co/?p=86154

บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI แจ้ง […]

The post ธุรกิจขนส่งระอุ BTS ซื้อหุ้น Kerry รับส่งของบนสถานีรถไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่โฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า จะเข้าลงทุนในหุ้นของบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด ในสัดส่วน 23% ซึ่งได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นกับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมได้แก่ บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด, Gather Excellence Limited และบริษัท สยาม เจ้าพระยา เอ็กซ์เพรส จำกัด โดย VGI ตกลงซื้อหุ้น Kerry ดีลนี้ในราคา 5.9 พันล้านบาท และจะชำระค่าซื้อหุ้นเป็นเงินสด

 

ค่อนข้างชัดเจนว่า Kerry จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพียงรายเดียวที่ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนของทั้ง VGI และในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ซึ่ง Kerry จะสามารถตั้งหน้าร้านหรือเคาน์เตอร์ให้บริการบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ ขณะเดียวกัน VGI จะได้รับสิทธิในการใช้พื้นที่โฆษณาบนพื้นที่ของ Kerry ทั้งยานพาหนะขนส่งและจุดให้บริการต่างๆ ของ Kerry รวมถึงการนำเสนอสินค้าตัวอย่างร่วมกับบริการจัดส่งพัสดุด่วนของ Kerry ด้วย ซึ่งเป็นการสนับสนุนและขยายฐานธุรกิจสื่อโฆษณาออฟไลน์สู่สื่อโฆษณาออนไลน์ของ VGI และโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ของ Kerry ก่อน ซึ่งทาง VGI จะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ทราบความคืบหน้าภายใน 90 วัน

 

ราคาของหุ้น VGI วันนี้อยู่ที่ 7.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.05 บาทต่อหุ้นหรือ 0.65% จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย VGI มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 48.59% และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 22.78% จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการแตกธุรกิจไปสู่การจัดส่งสินค้าซึ่งเติบโตตามธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ของทุนใหญ่อย่างกลุ่มบีทีเอส

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจขนส่งระอุ BTS ซื้อหุ้น Kerry รับส่งของบนสถานีรถไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่โฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bts-buy-stock-kerry/feed/ 0