บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-หลักทรัพย์บัวหลว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Oct 2026 05:44:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 บลจ.บัวหลวง คาดการลงทุนทั่วโลกผันผวนมากขึ้น เงินทุนไหลออกจากยุโรป บนความเสี่ยงหนี้ที่กำลังพุ่งสูง https://thestandard.co/bblam-global-investment-volatility-europe-debt/ Thu, 29 Oct 2026 10:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1273172 ภาพประกอบกราฟิกตลาดหุ้นยุโรปและการเติบโตทางเศรษฐกิจธุรกิจท่ามกลางความผันผวน

บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ประเมินว่าการลงทุนทั่วโลกนับจากนี้จ […]

The post บลจ.บัวหลวง คาดการลงทุนทั่วโลกผันผวนมากขึ้น เงินทุนไหลออกจากยุโรป บนความเสี่ยงหนี้ที่กำลังพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกตลาดหุ้นยุโรปและการเติบโตทางเศรษฐกิจธุรกิจท่ามกลางความผันผวน

บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ประเมินว่าการลงทุนทั่วโลกนับจากนี้จะผันผวนมากขึ้น ปัจจัยหลักมีทั้งสัญญาณดอกเบี้ยที่ยังไม่นิ่ง ความกังวลต่อการระดมทุนของกลุ่ม AI สงครามในตะวันออกกลาง และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ขณะที่ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเร็วกำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของตลาด โดยเฉพาะในยุโรปที่เริ่มเห็นเงินทุนไหลออก

 

 
 

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน BBLAM ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) กำลังส่งสัญญาณที่ขัดกันเอง ฝั่งหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตดี แต่อีกฝั่งเงินเฟ้อยังสูง และยังเปิดทางขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง สิ่งนี้เป็นความเสี่ยงในตัวเอง เพราะดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมากแล้ว หากขึ้นต่อจะกระทบทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นเป็นสำคัญ

 

ล่าสุด Fed คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75–4.00% เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ด้วยมติ 10 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการ 2 รายที่โหวตค้านต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% BBLAM มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในเดือนธันวาคม ทำให้กรอบบนของดอกเบี้ยแตะจุดสูงสุดที่ 4.25% ขณะที่ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นอีก 2 ครั้งไปถึง 4.50%

 

ส่วนในไทย กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าปีหน้าอาจต้องขึ้น BBLAM คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยจะอยู่ที่ 1.00% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ และจะขยับขึ้นเร็วที่สุดราวกลางปี 2570 อิสระมองว่า “ลำพังนโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียวก็ทำให้ตลาดผันผวนขึ้นแน่นอนแล้ว”

 

AI ยังกำหนดทิศตลาด แต่โจทย์เปลี่ยนเป็น ‘เงินทุน’

 

ธีมหลักที่กำหนดผลตอบแทนของตลาดยังคงเป็น AI แต่หุ้นกลุ่มนี้ต้องพิสูจน์ต่อเนื่องว่าจะแบกรับเงินลงทุนมหาศาลไหวหรือไม่ ความกังวลต่อการระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ที่หันไปกู้เงินจากตลาดมากขึ้นจึงเริ่มก่อตัว

 

ข้อมูลของ BBLAM ชี้ว่าความต้องการเงินทุนของผู้ให้บริการ GPU Cloud และ Neocloud เริ่มแซงหน้าแหล่งเงินที่มีอยู่ ข้อจำกัดในการเติบโตของ AI จึงเปลี่ยนจากเรื่องอุปกรณ์มาเป็นเรื่องการหาเงิน สะท้อนจากดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) ที่ร่วงลง 6.7% ภายในวันเดียวเมื่อ 22 ตุลาคม อิสระยอมรับว่าคำถามนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ตลาดจะผันผวนมากขึ้นแน่นอน นักลงทุนจึงต้องมีแนวทางรับมือกับความผันผวนรูปแบบใหม่

 

หนี้ภาครัฐกดดันยุโรป ไทยได้เปรียบด้านวินัยการคลัง

 

อีกความเสี่ยงที่ BBLAM จับตาคือหนี้ภาครัฐ อิสระระบุว่ายุโรปกลายเป็นตลาดที่มีเงินทุนไหลออก (Outflow) สัปดาห์ที่ผ่านมาบอนด์ยีลด์ 10 ปีของฝรั่งเศสพุ่งขึ้น 21bps ไปที่ 5.02% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 เนื่องจากงบประมาณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปีของฝรั่งเศสกับเยอรมนีจึงกว้างขึ้นไปราว 170bps BBLAM ยังคงมุมมองเชิงลบต่อค่าเงินยูโรในระยะกลาง และให้น้ำหนักหุ้นยุโรป (Euro Stoxx 50) เพียง ‘เป็นกลาง’ ส่วนหนึ่งเพราะความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

 

ไทยอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม บอนด์ยีลด์ไทยค่อนข้างนิ่งและไม่พุ่งขึ้นตามบอนด์ยีลด์โลก ยีลด์ 10 ปีอยู่ที่ 2.30% แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยราว 9.8 พันล้านบาทในช่วง 19–22 ตุลาคม

 

“หนี้เราไม่ได้บอกว่าต่ำ คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP แต่ถ้าเทียบยุโรป 100 กว่าๆ แล้ว อัตราการเพิ่มของหนี้ ที่อื่นเพิ่มกว่าเราเยอะ สุดท้ายเราจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในเชิง Sovereign ไม่เยอะ” อิสระกล่าว

 

อิสระกล่าวต่อว่า นักลงทุนระยะยาวและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก หากการคลังไม่แข็งแรงจนถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ค่าเงินอาจได้รับผลกระทบหนัก และจะลากต้นทุนการทำธุรกิจทั้งระบบให้สูงขึ้นตามไปด้วย

 

เลือกตั้งกลางเทอมและ War Premium ตัวแปรที่ต้องจับตา

 

แบบจำลองของ BBLAM ซึ่งอิงคะแนนนิยมประธานาธิบดีที่ราว 36.9% ชี้ว่าพรรครีพับลิกันอาจเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรราว 42 ที่นั่ง และมีแนวโน้มเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง สถิติในอดีตพบว่าหลังเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักปรับตัวดี บอนด์ยีลด์ลดลง และดอลลาร์อ่อนค่า โดย BBLAM มองว่ารัฐบาลแบบแบ่งขั้ว (Divided Government) อาจช่วยให้บอนด์ยีลด์มีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ความเสี่ยงอีกด้านคือ War Premium ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังยืนอยู่ที่ 110–115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซและโรงงานในซาอุดีอาระเบีย หากเงินเฟ้อยังเร่งตัวตามราคาน้ำมัน ตลาดอาจผันผวนเพิ่มขึ้นอีก

 

หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ปีหน้าอาจไม่ชนะโลก แต่มีโอกาสวิ่งขึ้นต่อ

 

อิสระประเมินว่าหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้ว และเศรษฐกิจไทยก็ควรผ่านจุดต่ำสุดของการเติบโตแล้วเช่นกัน แบบจำลอง GDPNow ของ BBLAM ชี้ว่า GDP ไตรมาส 3/69 จะโตราว 2.5% (กรอบ 2.2–2.9%) เร่งขึ้นจาก 1.9% ในไตรมาสก่อน แรงหนุนมาจากการส่งออก การลงทุน และการบริโภค นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตลาดเห็นการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียน ล่าสุดคาดการณ์ EPS ปี 2569 อยู่ที่ 112.7 บาท เพิ่มขึ้น 17.9% นับตั้งแต่ต้นปี

 

BBLAM คงเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2570 ที่ 1,680 จุด และมองว่าหากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรกระจายไปยังกลุ่มอื่นๆ ดัชนีมีโอกาสทะลุ 1,700 จุดขึ้นไป กลุ่มที่ต้องตามมาให้ได้คือกลุ่มพาณิชย์ เพราะสะท้อนการบริโภคซึ่งคิดเป็นราว 55% ของ GDP ทั้งนี้ BBLAM คาด GDP ไทยปีนี้โต 2.3–2.5% และชะลอลงเหลือ 2.1–2.2% ในปีหน้า

 

ส่วนคำถามว่าหุ้นไทยจะ Outperform หุ้นโลกได้ต่อในปีหน้าหรือไม่ อิสระมองว่า “ลำบากอยู่” เพราะปีนี้ดัชนีกับกำไรโตขึ้นมาพอๆ กัน ขณะที่ตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดโลกยังหนีไม่พ้นหุ้นเทค ซึ่งไทยมีอยู่ไม่มาก

 

“ไม่สำคัญว่าต้องชนะโลก แค่เราโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วมีเสถียรภาพ เป็นสิ่งสำคัญกว่า นักลงทุนไม่ชอบอยู่อย่างเดียว คือความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้” อิสระกล่าว พร้อมยกตัวอย่างตลาดเกาหลีที่ติด Circuit Breaker ทั้งขาขึ้นและขาลงสลับกัน จนกลายเป็นตลาดที่ “ลงทุนแล้วเหนื่อย”

 

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจเพราะฟื้นตัวมาจากจุดที่ไม่มีใครคาดหวัง และมีหุ้นปันผลดีกระจายอยู่หลายกลุ่ม คล้ายตลาดสิงคโปร์ ซึ่งตรงกับความต้องการเสถียรภาพของนักลงทุนในตอนนี้

 

แนะสร้างกระแสเงินสด ลดพึ่งพาทิศทางตลาด

 

บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า BBLAM  เตรียมเสนอขาย 2 กองทุนรวมใหม่ในรูปแบบ Fund of funds ที่ลงทุนแบบ Multi Asset เพื่อช่วยนักลงทุนที่ต้องเผชิญวิกฤตความผันผวนและความไม่แน่นอนจากการลงทุนที่สูงขึ้นมากในปัจจุบัน

 

กองทุนแรกคือ กองทุนเปิดบัวหลวง Global Diversified Income (B-GDI) มี Franklin Templeton เป็นผู้ออกแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำการลงทุน กองทุนกระจายลงทุนทั้งตราสารหนี้และหุ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย เงินปันผล และกลยุทธ์สร้างรายได้เพิ่มเติม และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่เกินปีละ 12 ครั้ง

 

รวมทั้งกองทุน เปิดบัวหลวง Global Absolute Return (B-GAR) มุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด โดยคัดเลือกกองทุน Absolute Return จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลยุทธ์ ทั้งแบบ Quantitative และ Discretionary ซึ่งหลายกองใช้กลยุทธ์ Long/Short ควบคู่กัน เสนอขายครั้งแรกระหว่าง 1–8 ธันวาคม 2569 ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท และไม่จ่ายเงินปันผล

 

ภาพ: Motion_Vision /

The post บลจ.บัวหลวง คาดการลงทุนทั่วโลกผันผวนมากขึ้น เงินทุนไหลออกจากยุโรป บนความเสี่ยงหนี้ที่กำลังพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software https://thestandard.co/ai-investment-shift-hardware-software-capital/ Thu, 22 Oct 2026 00:55:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1270742 ภาพจำลองกราฟิกสมาร์ตซิตีและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงผู้ชนะจากกระแส AI นักลงทุน […]

The post AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกสมาร์ตซิตีและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงผู้ชนะจากกระแส AI นักลงทุนคงนึกถึง NVIDIA และบรรดาผู้ผลิตชิปเป็นอันดับแรก เพราะการมาถึงของ Generative AI ทำให้โลกต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ตั้งแต่ GPU, Memory, เครื่องจักรผลิตชิป ไปจนถึง Data Center ระบบไฟฟ้า และระบบเชื่อมต่อ ส่งผลให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ฝั่ง Hardware

 

 
 

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2026 คำถามของตลาดกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า “AI ยังมี Demand หรือไม่?” สู่คำถามว่า “ใครจะเป็นคนจ่ายเงินสำหรับ AI Infrastructure ทั้งหมดนี้ และเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้แค่ไหน?”

 

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ AI Trade จากยุค Build Infrastructure ไปสู่ยุคที่ตลาดต้องการเห็น Monetization มากขึ้น และอาจทำให้ Software ซึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงถูก AI Disrupt กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

 

AI Demand ยังไม่หาย และ Hardware ยังไม่จบรอบ

 

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การเปลี่ยนเฟสไม่ได้หมายความว่า AI Hardware Cycle กำลังจบ เพราะข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่า Demand แข็งแกร่ง

 

เห็นได้จาก ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรสำคัญสำหรับการผลิตชิปขั้นสูง รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ด้วยรายได้ 11.66 พันล้านยูโร และกำไรสุทธิ 4.96 พันล้านยูโร พร้อมปรับเพิ่มกรอบล่างของ Revenue Guidance ปี 2026 จาก 43 พันล้านยูโร เป็น 44-45 พันล้านยูโร

 

ที่สำคัญกว่าตัวเลขในไตรมาส คือ Visibility ของ AI Demand ที่ยาวขึ้น โดย ASML ระบุว่า Capacity ที่วางแผนไว้สำหรับปี 2027-2028 อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเริ่มมีการหารือกับลูกค้าถึงปี 2029-2030 สะท้อนว่า Physical Buildout ของ AI ตั้งแต่ชิป โรงงาน Semiconductor ไปจนถึง Data Center ยังมี Runway อีกมาก

 

ดังนั้น โจทย์ของ AI ในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่อง Demand แต่กำลังขยับมาเป็นเรื่อง Capital

 

เมื่อเงินแพงขึ้น ต้นทุนของ AI Boom ก็เริ่มชัดขึ้น

 

ภาพนี้ชัดขึ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขายหนักเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 69 โดย S&P 500 ลดลง 1.11% และ Nasdaq ลดลง 1.88% หลังเงินเฟ้อเดือนก.ย. สูงกว่าคาด ท่ามกลางราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และผลักดัน US Treasury Yield อายุ 10 ปีขึ้นเหนือ 5.2%

 

Yield ที่สูงขึ้นไม่เพียงกดดัน Valuation ของหุ้น Growth แต่ยังกระทบบริษัท AI Infrastructure ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้าง Data Center ทั้ง GPU, Memory, Networking Equipment ระบบไฟฟ้า และ Cooling แรงกดดันจึงเห็นชัดในบริษัทที่พึ่งพาเงินทุนสูง โดย CoreWeave ลดลงมากกว่า 15%, Nebius ราว 10% และ Oracle เกือบ 9%

 

Source: Bloomberg

 

CoreWeave เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน บริษัทมี Bond ราว 22 พันล้านดอลลาร์ และ Loans อีกประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Bond บางชุดให้ Yield ใกล้ 15% ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Cash Flow ในอนาคตจะเพียงพอรองรับทั้งภาระหนี้และ Capex หรือไม่

 

สอดคล้องกับมุมมองของ Hock Tan ซีอีโอ Broadcom ที่มองว่า หลังข้อจำกัดด้าน Wafer และ Memory เริ่มคลี่คลาย Capital อาจกลายเป็น Bottleneck สำคัญของ AI ในระยะต่อไป

 

จาก Build สู่ Monetize และ กลุ่ม Software กลับมาอยู่ในความสนใจ

 

เมื่อเงินทุนไม่ได้หาได้ง่ายและราคาถูกเหมือนเดิม ตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนจากคำถามว่า “ใครลงทุน AI มากที่สุด?” ไปสู่ “ใครสร้างผลตอบแทนจาก AI ได้ดีที่สุด?” นี่คือจุดที่ Software เริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจ เพราะหลังจากโลกทุ่มเงินสร้างชิปและ Data Center มาแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำ Computing Power เหล่านั้นไปใช้งานจริงและสร้างรายได้

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ Software ทุกบริษัทจะเป็นผู้ชนะ ผู้เล่นที่มี Data Moat, Switching Cost มีผลิตภัณฑ์ฝังอยู่ใน Workflow สำคัญของลูกค้า และสามารถสร้างรายได้จาก AI ได้จริง มีโอกาสโดดเด่นกว่า

 

จึงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Hardware จบ และ Software กำลังมาแทน เพราะการลงทุนสร้าง AI Infrastructure ยังเดินหน้าต่อ แต่ AI Trade กำลังขยายจากยุค Build ไปสู่ Monetize หรือจากการแข่งขันว่า “ใครสร้าง AI ได้มากที่สุด” ไปสู่ “ใครสร้างเงินจาก AI ได้ดีที่สุด”

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงโอกาสใน AI Value Chain สามารถเลือกลงทุนผ่าน DR01 ที่ซื้อขายบนตลาดหุ้นไทยได้ ด้วยเงินบาท ครอบคลุมตั้งแต่ฝั่ง Hardware และ Semiconductor เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ไปจนถึงบริษัทที่มีโอกาสสร้างรายได้จากการใช้งาน AI อย่าง GOOGL01, META01 และ AMZN01 ทำให้สามารถเลือกลงทุนตามโอกาสในแต่ละช่วงของ AI Cycle ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

ภาพ: Andrey Suslov / Shutterstock

 

 

The post AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น https://thestandard.co/bualuang-fund-flow-thai-stocks/ Tue, 11 Aug 2026 07:46:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1240799 ภาพกราฟตลาดหุ้น แสดงถึงความผันผวนและตัวเลขการซื้อขาย

บล.บัวหลวง มองวัฏจักรการผลิตโลกเพิ่งอยู่ในช่วง Early-to […]

The post บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้น แสดงถึงความผันผวนและตัวเลขการซื้อขาย

บล.บัวหลวง มองวัฏจักรการผลิตโลกเพิ่งอยู่ในช่วง Early-to-Mid Cycle ของรอบขาขึ้น ซึ่งในอดีตเป็นจังหวะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 10-12 เดือน คาดปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยทะลุ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมตั้งเป้าดัชนี SET ปี 2027 ที่ 1,650-1,710 จุด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น

 

 
 

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง และนักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง 2026 ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีทั้งสำหรับตลาดหุ้นไทยและตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นในอาเซียน แม้ต้องเผชิญอุปสรรครอบด้าน ทั้งสถานการณ์สงคราม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด

 

ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแล้วราว 29% นับตั้งแต่ต้นปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวของภาคการผลิตทั่วโลกที่หนุนกำไรของหุ้นกลุ่มวัฏจักร ทั้งพลังงานและปิโตรเคมี ประกอบกับแรงหนุนจากสถานการณ์สงครามที่ทำให้ส่วนต่างราคา (Spread) ยืนอยู่ในระดับสูง

 

ประมาณการกำไรถูกปรับขึ้น 11% กระจายตัวออกนอกกลุ่มพลังงาน

 

พิริยพลระบุว่า อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2026 ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 11% ในปีนี้ โดยหลักมาจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนที่แรงปรับเพิ่มจะขยายวงไปยังกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งกลุ่มการเงิน ค้าปลีก และขนส่ง

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำไรเริ่มเปลี่ยนจากการกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม ไปสู่การฟื้นตัวในวงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside ของดัชนี ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ที่ประกาศออกมาแล้วราว 1 ใน 3 ของตลาด ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 5.6% สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย บล.บัวหลวง ประเมินว่าปีหน้า GDP จะเติบโตในกรอบ 2-2.3%

 

ฟันด์โฟลว์ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลางของรอบ

 

พิริยพลอธิบายว่า ในอดีตเงินทุนต่างชาติมักไหลเข้าสุทธิราว 1.6 – 2 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10-12 เดือน ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) มักลดลงสู่ระดับ 3-3.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดยังมี Upside เหลืออยู่

 

จังหวะการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติมักเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการผลิตขยายตัว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลาง (Early to Mid) ของวัฏจักร ทำให้ประเมินว่าเม็ดเงินจะยังไหลเข้าต่อเนื่องในปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1-2 ของปีหน้า

 

ฟันด์โฟลว์ในปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1.5 แสนล้านบาท จากที่ไหลเข้าสุทธิแล้วราว 6.7 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับปี 2025 ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 1.07 แสนล้านบาท

 

“Fund flow มีโอกาสจะเห็นระดับ 1.5 แสนล้านบาท เพราะภาพปัจจุบันสอดคล้องกับในอดีต ทั้งการผลิตขยายตัว มี Cycle AI และการท่องเที่ยว” พิริยพลกล่าว

 

การผลิตโลกขยายตัว 9 ใน 10 อุตสาหกรรม

 

พิริยพลระบุว่า วัฏจักรการผลิตโลกรอบนี้ขยายตัวค่อนข้างทั่วถึง ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และจีน โดยดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders Index) กลับมายืนเหนือระดับ 50 ใน 9 จาก 10 อุตสาหกรรม สะท้อนว่าความต้องการสินค้าและบริการฟื้นตัวพร้อมเพรียงกันในหลายภาคส่วน มากกว่าจะกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม และมองว่าการขยายตัวรอบนี้มีแนวโน้มยืนระยะได้

 

ในเชิงสถิติ ทุกช่วงที่ภาคการผลิตโลกขยายตัว กำไรบริษัทจดทะเบียน ดัชนี SET รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นตาม และนำไปสู่รอบการปรับเพิ่มมูลค่า (Valuation Re-rating) ซึ่งเป็นที่มาของเป้าหมายดัชนี SET ปี 2027 ที่กรอบ 1,650-1,710 จุด อิงกำไรต่อหุ้น 98.2 บาท และ PER ที่ 16.7-17.4 เท่า

 

FDI จาก Data Center เริ่มส่งแรงในปีนี้ถึงปีหน้า แต่ติดคอขวดไฟฟ้า-น้ำ

 

อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาจำนวนมากในช่วงปี 2025 ซึ่งพิริยพลระบุว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วจะเริ่มเห็นแรงส่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า

 

คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ FDI เพิ่มขึ้น 80% เป็น 1.37 ล้านล้านบาท นำโดยกลุ่ม Data Center, Cloud, PCB และ Optical Transceiver

 

ด้านการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง และเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในบางส่วน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นคอขวดสำคัญในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นแหล่งลงทุน Data Center หลักของไทย โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในพื้นที่ EEC สูงถึง 26,045 เมกะวัตต์ ขณะที่ระบบโครงข่ายรองรับได้เพียง 18.7% ของความต้องการทั้งหมด นำไปสู่การลงทุนขยายระบบสายส่งราว 3.1 หมื่นล้านบาท

 

5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง ภายใต้พอร์ตแบบ Barbell

 

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น บล.บัวหลวง แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell ผ่าน 5 ธีมการลงทุน ได้แก่

 

  • Long-term Structural Growth การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและดิจิทัล ได้แรงหนุนจาก Data Center แผน PDP และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)
  • Defensive-Yield Play หุ้นกระแสเงินสดมั่นคงและเงินปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร
  • Domestic/Tourism Recovery การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ พร้อมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เน้นกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว และเครื่องดื่ม
  • Event-driven Alpha ธีมเอลนีโญและคลื่นความร้อน ที่ทำให้อุปทานเนื้อสัตว์ตึงตัวและการบริโภคเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น
  • Inflation Hedge ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ผ่านหุ้นกลุ่มพลังงาน

 

ในส่วนของการจัดพอร์ตภาพรวม บล.บัวหลวง ยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยที่ราว 5%

 

มองหุ้น AI ยังไม่ถึงจุดฟองสบู่

 

ด้าน ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ จาก บล.บัวหลวง ให้มุมมองต่อคำถามเรื่องความเสี่ยงฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI ว่า ระดับราคาปัจจุบันถือว่าแพง แต่ยังไม่ใกล้เคียงภาวะฟองสบู่ เพราะกำไรยังเติบโตดีกว่าคาดกว่า 10% ซึ่งถือเป็นสถิติที่แข็งแกร่งมากของกำไรหุ้นสหรัฐฯ

 

“หลายครั้งที่ตลาดตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้น AI ว่าแพงหรือ Bubble หรือไม่ จากการศึกษาพบว่าทุก Cycle ที่เกิดนวัตกรรมใหม่ของโลก จะพบว่าการลงทุนใน Infrastructure จะใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะอิ่มตัว โดย 5 ปีแรกเริ่มต้นและปรับไปเรื่อยๆ ย้อนกลับไปช่วง Cell Phone ประมาณปี 1992-1993 การลงทุนของ ADVANC DTAC TRUE เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตอนนั้น PER กลุ่มนี้เทรดประมาณ 40 เท่า แต่ Cycle ก็ Last Long และรายได้ค่อยๆ กลับมา” ชัยพรกล่าว

 

ตลาดจะเทรดหุ้น AI บนระดับ PER ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมปกติอื่นๆ และไม่สามารถคาดหวังให้กลุ่มนี้เทรดบน PER ใกล้เคียงกับธุรกิจในไทยได้ โดยแม้จะเห็นหุ้นเทรดที่ PER 100 เท่า แต่หากกำไรเติบโตได้เกิน 100% ต่อปี และมีอัตรากำไรระดับ 40-50% สุดท้ายความสามารถในการทำกำไรจะค่อยๆ ถูกรวมเข้าไปในราคา

 

The post บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBLAM เปิดตัวกองทุน B-WEALTH Series รวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกดูแลพอร์ต บริหารความมั่งคั่งระยะยาว เลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงครบจบในกองเดียว https://thestandard.co/bblam-bwealth-global-wealth-fund/ Tue, 23 Jun 2026 03:43:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1221665 ภาพโลโก้ BBLAM และชื่อกองทุน B-WEALTH Series พร้อมข้อความเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกดูแลพอร์ต

BBLAM เตรียมเปิดเสนอขาย กองทุนผสมซีรี่ส์ใหม่ B-WEALTH S […]

The post BBLAM เปิดตัวกองทุน B-WEALTH Series รวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกดูแลพอร์ต บริหารความมั่งคั่งระยะยาว เลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงครบจบในกองเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ BBLAM และชื่อกองทุน B-WEALTH Series พร้อมข้อความเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกดูแลพอร์ต

BBLAM เตรียมเปิดเสนอขาย กองทุนผสมซีรี่ส์ใหม่ B-WEALTH Series ชูแนวคิดเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) สำหรับบริหารความมั่งคั่งระยะยาว รวบรวมกองทุนคุณภาพจากทั่วโลกไว้ในกองทุนเดียว

 

บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer (CEO) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า สภาวะการลงทุนทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนระยะยาวและลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน BBLAM จึงนำเสนอ “B-WEALTH Series” กองทุนผสมที่ออกแบบมาเพื่อเป็นพอร์ตหลักในการสะสมความมั่งคั่ง โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงกองทุนคุณภาพทั่วโลก ผ่านการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ช่วยลดภาระในการจัดพอร์ตและติดตามสถานการณ์ลงทุนด้วยตนเอง

 

กองทุน B-WEALTH Series เป็นกองทุนรวมผสม ประเภทกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) เน้นการลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนบัวหลวง มีการกระจายการลงทุนครอบคลุมทั้งตราสารหนี้ หุ้น สินทรัพย์ทางเลือก กองทุนอสังหาริมทรัพย์ REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอทางเลือกการลงทุน 5 กองทุน เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนในแต่ละระดับความเสี่ยง โดยมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่ 20% ถึง 100% ประกอบด้วย

 

  • กองทุนเปิดบัวหลวง B-WEALTHC หรือ Wealth Conservative ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) เน้นลงทุนตราสารหนี้เป็นหลัก เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้ต่ำ
  • กองทุนเปิดบัวหลวง B-WEALTHM หรือ Wealth Moderate ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกไม่เกิน 40% ของ NAV เพิ่มสัดส่วนหุ้นเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว ขณะที่ยังคงเน้นตราสารหนี้เป็นแกนหลัก
  • กองทุนเปิดบัวหลวง B-WEALTHB หรือ Wealth Balance ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกไม่เกิน 60% ของ NAV เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง
  • กองทุนเปิดบัวหลวง B-WEALTHD หรือ Wealth Dynamic ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกไม่เกิน 80% ของ NAV เน้นการเติบโตมากขึ้นผ่านการเพิ่มสัดส่วนหุ้น โดยเฉพาะหุ้นต่างประเทศ
  • กองทุนเปิดบัวหลวง B-WEALTHG หรือ Wealth Growth ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกได้ถึง 100% ของ NAV เป็นพอร์ตที่เน้นการเติบโตสูงสุด โดยมีสัดส่วนหุ้นมากกว่า 80% และมุ่งลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดได้ตามดุลยพินิจ โดยกองทุน B-WEALTHC, B-WEALTHM และ B-WEALTHB มีระดับความเสี่ยง 5 ขณะที่ B-WEALTHD และ B-WEALTHG มีระดับความเสี่ยง 6

 

ด้านดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน Chief Investment Officer (CIO) ฝ่ายงานบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด กล่าวเสริมว่า จุดเด่นสำคัญของ B-WEALTH Series คือช่วยให้การบริหารความมั่งคั่งเป็นเรื่องง่ายขึ้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกลงทุนหลายกองทุนหรือปรับพอร์ตด้วยตนเอง เพราะมีทีมจัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญคอยดูแลและปรับสัดส่วนการลงทุน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกระจายเงินลงทุนไปยังกองทุนรวมชั้นนำของ BBLAM ทั้งในและต่างประเทศที่มีความหลากหลาย ซึ่ง BBLAM ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลกที่โดดเด่นในด้านต่างๆ ตามแนวทาง Multi-manager Partnership เพื่อการเข้าถึงข้อมูลและมุมมองการลงทุนที่กว้างขวาง เพื่อนำมาประมวลใช้ในการบริหารจัดการกองทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนของเรา

 

“B-WEALTH Series ถูกออกแบบให้เป็น Core Portfolio สำหรับการลงทุนระยะยาว ช่วยกระจายความเสี่ยงในระดับโลก ควบคู่กับการสร้างวินัยการลงทุน และเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร. ธนาวุฒิ กล่าว

 

ผู้สนใจสามารถลงทุนได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 500 บาท และเลือกลงทุนเพิ่มได้ทั้งแบบรายครั้งหรือแบบ DCA (รายเดือน) ผ่านโมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ แอปพลิเคชัน BF Fund Trading จาก BBLAM ตัวแทนขายหน่วยลงทุนของกรุงเทพประกันชีวิต และผู้สนับสนุนการขายอื่น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BBLAM โทร. 02-674-6488 กด 8 หรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยกำหนดเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 1-8 กรกฎาคม 2569

The post BBLAM เปิดตัวกองทุน B-WEALTH Series รวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกดูแลพอร์ต บริหารความมั่งคั่งระยะยาว เลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงครบจบในกองเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBLAM ฟันธงยุคดอกเบี้ยขาลงจบลงแล้ว ปัญหา ‘เงินเฟ้อยกสอง’ กำลังใกล้เข้ามา https://thestandard.co/bblam-second-round-inflation/ Tue, 23 Jun 2026 01:40:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1221620 ภาพบล็อกไม้เรียงเป็นคำว่า FED

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ แม้จะเริ่มคลายความกังวลไปจากส […]

The post BBLAM ฟันธงยุคดอกเบี้ยขาลงจบลงแล้ว ปัญหา ‘เงินเฟ้อยกสอง’ กำลังใกล้เข้ามา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบล็อกไม้เรียงเป็นคำว่า FED

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ แม้จะเริ่มคลายความกังวลไปจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่กังวลว่าจะไปต่อ หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาที่ 70 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เริ่มมีเสียงเตือนมาอีกว่า ความเสี่ยงของ Second Round Inflation กำลังจะมา และเดินมาถึงจุดจบของยุคดอกเบี้ยขาลง

 

 

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง (BBLAM) กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายการเงินทั่วโลกและประเทศไทย ตลาดได้รับรู้และซึมซับไปแล้วว่านโยบายดอกเบี้ยขาลง (Rate Cut Cycle) ได้สิ้นสุดลง โดยทิศทางหลังจากนี้ ดอกเบี้ยจะอยู่ในภาวะทรงตัวหรืออาจปรับตัวสูงขึ้นได้ในปีหน้า โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายแบบอิงตามข้อมูล (Data Driven) รอดูความชัดเจนของทิศทางเงินเฟ้อและสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพื่อระมัดระวังการส่งสัญญาณที่อาจทำให้ตลาดนำไปตีความจนเกิดความผันผวน

 

จับปัญหา ‘เงินเฟ้อยกสอง’ กำลังใกล้เข้ามา

 

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระดับโลกหลังจากนี้คือความเสี่ยงของ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) อิสระอธิบายว่า ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อในรอบแรก (First Round) ที่เกิดจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้ถูกดูดซับและสร้างผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มอ่อนตัวลงมาแกว่งตัวในระดับ 70 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลดีทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน (MoM) เริ่มปรับตัวลดลง หรือ Soft down การลดลงของเงินเฟ้อในส่วนนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย สามารถเลือกที่จะ ‘ชะลอ’ ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในทันที หรือสามารถ ‘ดึงเวลา’ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม สัญญาณอันตรายที่แท้จริงของการเกิดเงินเฟ้อรอบสอง คือการที่ ‘

 

ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน’ (Core Inflation) เพิ่งจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศ แม้ว่าจำนวนประเทศที่เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) พุ่งสูงขึ้นจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับสภาวะเงินเฟ้อรอบสองคือ ‘การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน’ เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่อัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานสามารถเอาชนะหรือเติบโตได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างชัดเจน ซึ่งประเทศที่เห็นภาพนี้ชัดที่สุดคือ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่อาจจะพอเห็นการปรับตัวขึ้นของค่าจ้างอยู่บ้าง

 

ภาพบล็อกไม้เรียงเป็นคำว่า FED 1

 

เมื่อค่าจ้างแรงงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้นตามและทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงได้ยาก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายนตามที่ตลาด (Market Consensus) คาดการณ์ไว้ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การจ้างงานจะยังคงมีความผันผวนอยู่บ้างในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็ตาม

 

ในขณะที่บริบทของประเทศไทยนั้น ภาพของเงินเฟ้อไม่ได้น่ากังวลเท่ากับฝั่งตะวันตก โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่เพียงระดับประมาณ 1.5% ทั้งปี ซึ่งเมื่อนำตัวเลขเงินเฟ้อนี้ไปรวมกับการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ที่ประเมินไว้ว่าผ่านจุดต่ำสุดและกำลังฟื้นตัวราว 2.1% จะทำให้ Nominal GDP ของไทยขยายตัวได้ในระดับประมาณ 3.5% ซึ่งตัวเลข Nominal GDP ที่ขยายตัวจากผลของเงินเฟ้ออ่อนๆ นี้เอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาช่วย ลดทอนความกังวลในประเด็นเรื่องภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (Debt-to-GDP) ของประเทศ จากสัดส่วนหนี้ที่จะดูเล็กลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้น ช่วยหนุนเสริมเสถียรภาพทางการคลังให้ดูดีขึ้นกว่าช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืด (Deflation) ในอดีต

 

เจาะลึกเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวบนความท้าทาย ฟันด์โฟลว์ยังรอดอลลาร์อ่อน

 

เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถือว่าดูดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดมีการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.1% ซึ่งคาดว่าเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว นอกจากนี้ หากรวมกับอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 1.5% จะทำให้ Nominal GDP ของไทยเติบโตที่ราว 3.5% ซึ่งตัวเลขนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยลดความกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน 2-4 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับ ‘วินัยการคลัง’ อย่างมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

 

สำหรับทิศทางเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) แม้จะหยุดชะลอการไหลออก แต่การจะคาดหวังให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น “ยังต้องรอให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนเทรนด์เป็นทิศทางอ่อนค่า” รวมถึงรอดูความโดดเด่นของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่ต้องขยายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่การสลับกลุ่มลงทุน ในระหว่างนี้ ดัชนี SET จึงถูกพยุงด้วยเม็ดเงินจากสถาบันและนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก

 

เป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ประเมินไว้ที่ประมาณ 1,580-1,600 จุด บนพื้นฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ยังอยู่ระดับ 98-99 บาท (ไม่ถึง 100 บาท) และเทรดบนค่าเฉลี่ย PE ที่ 16 เท่า ส่วนปีหน้ามองเป้าหมายไว้ที่ 1,630 จุด ส่วนความคาดหวังที่ดัชนีจะกลับไปแตะระดับ 1,800 จุดนั้น ยังไม่ใช่ภาพที่จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีหน้า แต่ต้องรอผลลัพธ์จากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนจากการใช้เงินกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น (Consumption) มาเป็นการลงทุนจริงผ่าน FDI, โครงการระเบียงเศรษฐกิจ และ PPP ซึ่งเปรียบเสมือนการ ‘ปลูกต้นไม้อ่อน’ ที่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี จึงจะเติบโตอย่างยั่งยืนและดันให้ดัชนีพุ่งทะยานได้จริง

 

ภาพบล็อกไม้เรียงเป็นคำว่า FED 2

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง (BBLAM)

 

เน้นกลยุทธ์สลับกลุ่มเล่น กลุ่มไหนได้เปรียบ?

 

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะอยู่ในโหมด Trading Rotation โดยเม็ดเงินกำลังไหลออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เข้าสู่กลุ่มที่แข็งแกร่งกว่า ได้แก่

 

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากดอกเบี้ยที่ทรงตัว ความกังวลหนี้เสีย (NPL) ที่ลดลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ (Corporate Loan) เพื่อรองรับการลงทุน และรายได้ที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม: ได้อานิสงส์จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็วของรัฐบาล และการลงทุนจากต่างชาติที่เปลี่ยนจากการขออนุมัติ BOI มาเป็นการลงทุนจริง (Actual Investment) อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตั้งฐานการผลิตแผงวงจร (PCB) และ Data Center
  • กลุ่มท่องเที่ยวและพาณิชย์: ฟื้นตัวชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยว และได้รับแรงหนุนจากช่วงครึ่งปีหลังที่จะมีงานจัดประชุมระดับใหญ่ในไทย ส่งผลให้อัตราการเข้าพักและรายได้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เติบโตได้ดี

 

จับตาเศรษฐกิจโลก – ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดการลงทุนได้สะท้อนรับปัจจัยเชิงลบ (Price-in) ไปมากแล้ว นักลงทุนเริ่มแสวงหาโอกาสทำกำไรบนพื้นฐานของธุรกิจมากกว่าจะตื่นตระหนกกับข่าวสงคราม ส่วนในตลาดตราสารหนี้ (Bond Market) อัตราผลตอบแทนระยะกลางถึงยาวได้สะท้อนความเสี่ยงไปหมดแล้ว (Flattening Yield Curve) ทำให้ตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี

 

เพื่อรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง BBLAM แนะนำ 7 ธีมการลงทุนหลัก ได้แก่

 

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (US Equities): ยังคงเป็นขุมทรัพย์ต้นน้ำของเทคโนโลยีและการลงทุน (Coding & Investment) ขับเคลื่อนด้วยกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าสู่รอบวัฏจักรขาขึ้น (Earning Super Cycle)
  • ตลาดหุ้นจีนกลุ่มเทคโนโลยี (China Tech): หลีกเลี่ยงกลุ่มเศรษฐกิจเก่าที่ชะลอตัว (อสังหาฯ) และเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม ‘เศรษฐกิจใหม่’ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Japan Equities): ถือเป็น ‘หลุมหลบภัยที่เติบโตได้’ ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากธีม AI เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และไต้หวัน แต่มูลค่า (Valuation) ถูกกว่า และที่สำคัญคือไม่ได้มีความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเหมือนเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ทำให้รองรับความผันผวนได้ดีกว่ามาก
  • พันธบัตรและทองคำ (Bonds & Gold): ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ควรกลับมาทยอยสะสม สาเหตุที่ทองคำถูกเทขายในช่วงก่อนหน้านี้เกิดจากความต้องการ ‘สภาพคล่อง’ อย่างเร่งด่วนของนักลงทุนและธนาคารกลางบางแห่งเมื่อเกิดสงคราม แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทิศทางการเก็บสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนอีกครั้ง
  • AI Monetization: โฟกัสบริษัทเทคโนโลยี AI ที่สามารถต่อยอดการใช้งาน นำไปสร้างยอดขาย และสร้างผลกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
  • ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป (Supply Chain): ความต้องการด้านประมวลผลที่มุ่งเน้นไปยัง CPU เพื่อใช้งาน Generative AI มากขึ้น ทำให้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องขาดตลาดอย่างหนัก ซึ่งเป็นโอกาสทองของการลงทุน
  • โครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI (Tangible AI & Infrastructure): ต่อยอดจากธีม AI สู่โลกแห่งความเป็นจริง คือการลงทุนในระบบไฟฟ้า พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้เพื่อรองรับ Data Center ทั่วโลก

 

ภาพ: Kenishirotie / Shutterstock

The post BBLAM ฟันธงยุคดอกเบี้ยขาลงจบลงแล้ว ปัญหา ‘เงินเฟ้อยกสอง’ กำลังใกล้เข้ามา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ https://thestandard.co/xi-trump-summit-strategic-truce/ Mon, 18 May 2026 09:43:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1208504 กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง […]

The post วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง (เดือนพ.ค. 2569) สะท้อนความพยายาม ‘จัดระเบียบความขัดแย้ง’ มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งสองฝ่ายสื่อสารเชิงบวกถึงความคืบหน้าและเสถียรภาพที่ดีขึ้น แต่เมื่อดูรายละเอียด จะเห็นว่าความต่างเชิงยุทธศาสตร์ยังลึก โดยเฉพาะไต้หวัน อิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขันการค้า – เทคโนโลยี ทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง สรุปประเด็นสำคัญดังนี้

 

1. ภาพใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องการ ‘ลดแรงปะทะ’ แต่ไม่ได้ลดการแข่งขัน

 

จีนพยายามวางกรอบการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ แบบใหม่ที่ ‘สร้างสรรค์ มั่นคง และมียุทธศาสตร์’ ขณะที่สหรัฐฯ เน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ เช่น การเปิดตลาดจีน การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรและพลังงาน รวมถึงการควบคุมเฟนทานิล สิ่งนี้สะท้อนมุมมองที่ต่างกันอย่างชัดเจน จีนต้องการให้การประชุมถูกมองว่าเป็นการยอมรับสถานะมหาอำนาจของจีน ส่วนสหรัฐฯ มองผ่านผลประโยชน์ที่จับต้องได้ พูดง่ายๆ คือ จีนต้องการ ‘สถานะและเสถียรภาพ’ ส่วนทรัมป์ต้องการ ‘ดีลและผลลัพธ์ที่ขายได้ทางการเมือง’

 

2. ไต้หวันยังเป็น red line ที่ลึกที่สุดของจีน

 

ประเด็นไต้หวันเป็นจุดที่จีนส่งสัญญาณแข็งกร้าวที่สุด โดยสี จิ้นผิง ระบุว่าไต้หวันคือ ‘ประเด็นสำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และหากจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่ ‘การปะทะและความขัดแย้ง’ ได้

 

ขณะที่สหรัฐฯ เลี่ยงพูดถึงไต้หวันโดยตรงในการประชุม สะท้อนความพยายามลดการเผชิญหน้า แต่ภายหลัง Marco Rubio ยืนยันว่านโยบายสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ‘ไม่เปลี่ยนแปลง’ และเตือนว่าการใช้กำลังจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ดังนั้นแม้บรรยากาศการประชุมจะดูผ่อนคลาย แต่ไต้หวันยังเป็นความเสี่ยงหลักของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ และเป็นประเด็นที่ตลาดต้องจับตา โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และ supply chain ที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน

 

3. Trade deal มีความคืบหน้า แต่ยังเป็น ‘headline มากกว่า detail’

 

ทรัมป์ระบุว่ามี ‘ข้อตกลงการค้าที่ยอดเยี่ยม’ ระหว่างการเยือนจีน แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและเนื้อวัว รวมถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะซื้อเครื่องบินจาก Boeing จำนวน 200 ลำ และเปิดตลาดให้บริษัทการเงินอเมริกันอย่าง Mastercard และ Visa เข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น

 

หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเกษตร การบิน พลังงาน และระบบชำระเงินของสหรัฐฯ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนอาจใช้การซื้อสินค้าเหล่านี้เป็น ‘เครื่องมือบริหารความสัมพันธ์’ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวร พูดอีกแบบคือดีลการค้าอาจช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งระยะยาวระหว่างสองประเทศจะจบลง

 

4. อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ จุดร่วมที่เกิดจากผลประโยชน์ด้านพลังงาน

 

ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมชัดเจนที่สุดคือการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz เพื่อให้พลังงานโลกกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติ เนื่องจากก่อนเกิดสงคราม น้ำมันราว 20% ของโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้

 

สำหรับจีน ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจาก ‘ผลประโยชน์ร่วม’ มากกว่าความไว้วางใจระยะยาว อย่างไรก็ตามจีนยังระมัดระวังต่อการกดดันอิหร่านโดยตรง เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน และไม่ต้องการถูกมองว่าเดินตามยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มากเกินไป

 

5. เฟนทานิล (Fentanyl) ประเด็นเล็กในเชิงเศรษฐกิจ แต่ใหญ่ทางการเมืองสหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสกัดการไหลของสารตั้งต้นเฟนทานิลจากจีน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด แม้จีนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่กล่าวกว้างๆ ถึงความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน สะท้อนว่าจีนอาจยอมเปิดพื้นที่เจรจาบางส่วน แต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกมองว่าจีนเป็นต้นตอของปัญหายาเสพติดในสหรัฐฯ

 

6. มุมมอง BLS Global Investing บวกต่อบรรยากาศลงทุนระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง

 

การประชุมน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น โดยเฉพาะความขัดแย้งจีน – สหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้น ตลาดอาจมองบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการค้า เช่น Boeing กลุ่มสินค้าเกษตร พลังงาน ระบบชำระเงิน และธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ตามยังไม่ควรมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนระยะยาว เพราะประเด็นสำคัญอย่างไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และบทบาทของจีนในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

ดังนั้น การพบกันระหว่าง Xi Jinping และ Donald Trump จึงเป็นเหมือน ‘การพักเกมชั่วคราว’ ทั้งสองฝ่ายต้องการลดแรงปะทะ ท่ามกลางความเสี่ยงจากอิหร่าน ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่การแข่งขันเชิงอำนาจยังคงอยู่ในระยะยาว การแข่งขันจีน – สหรัฐฯ อาจยิ่งเร่งการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำด้าน AI ชิป คลาวด์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่จีนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีภายในประเทศ

 

สำหรับนักลงทุน การกระจายลงทุนผ่าน DR อย่าง NDX01 และ STAR5001 จึงเป็นทางเลือกในการเปิดรับโอกาสจากทั้งสองมหาอำนาจ โดย NDX01 เน้นผู้นำเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่วน STAR5001 ช่วยเพิ่มโอกาสในหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ

 

ในภาพใหญ่ แม้จีนและสหรัฐฯ ยังแข่งขันกันเข้มข้น แต่การแข่งขันนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาวผ่าน DR ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทยอย่าง NDX01 และ STAR5001

 

กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001 1

กราฟผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 69 (YTD) ของ DR NDX01 และ STAR5001

 

ที่มา แอป Aspen Bualuang Trade (ณ วันที่ 18/05/2569)

 

ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

The post วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ https://thestandard.co/agentic-ai-investment-opportunities/ Thu, 30 Apr 2026 08:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1202730 ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร […]

The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถามหรือสร้างคอนเทนต์ สู่การเป็นระบบที่สามารถ ‘ลงมือทำงานแทนมนุษย์’ ได้จริง แนวคิดนี้เรียกว่า ‘Agentic AI’ ซึ่งหมายถึง AI ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวแทน (agent) ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนโดยอัตโนมัติ เปรียบได้กับ ‘พนักงานดิจิทัล’ ที่เข้าใจเป้าหมาย และสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วยตนเอง

 

 
 

Agentic AI คืออะไร และต่างจาก AI เดิมอย่างไร?

 

Agentic AI คือระบบ AI ที่ถูกออกแบบให้มี 3 ความสามารถหลัก ดังนี้

 

  • เข้าใจ ‘เป้าหมาย’ ไม่ใช่แค่คำสั่ง
  • วางแผนและใช้เหตุผลในการทำงานหลายขั้นตอน
  • ลงมือทำจริงผ่านการเชื่อมต่อระบบต่างๆ

 

ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ผู้ใช้อาจสั่งให้ AI ‘สรุปรายงาน’ ในยุค Agentic AI ผู้ใช้สามารถกำหนดเป้าหมายที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ‘วิเคราะห์ตลาดและเสนอแผนธุรกิจ’ โดย AI จะสามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์คู่แข่ง สร้างกลยุทธ์ และสรุปผลลัพธ์ได้ในกระบวนการเดียว

 

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

 

Agentic AI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีต เครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานกายภาพ และซอฟต์แวร์เข้ามาแทนงานที่ทำซ้ำ แต่ปัจจุบัน AI เริ่มมีบทบาทใน ‘งานเชิงความคิด’ เช่น การเงิน การตลาด กฎหมาย และการพัฒนาโปรแกรม แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้หายไปทันที แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป โดยมี AI เป็นองค์ประกอบหลัก บริษัทที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบด้านผลิตภาพและการแข่งขัน

 

โอกาสการลงทุนและบทบาทของ Big Tech

 

การพัฒนา Agentic AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล ระบบ Cloud และข้อมูล โดยข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า บริษัทอย่าง NVIDIA, Microsoft, Google และ Oracle จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางรากฐานของเศรษฐกิจ AI

 

สำหรับนักลงทุนไทย สามารถเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ผ่าน DR ที่อ้างอิงบริษัทดังกล่าว เช่น NVDA01, GOOGL01, MSFT01, ORCL01 และ MICRON01 ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้พอร์ตการลงทุนเชื่อมโยงกับการเติบโตของ AI ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระบบนิเวศ

 

ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล 1

 

ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา

 

แม้ Agentic AI จะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผิดพลาดในการตัดสินใจของ AI ในระบบที่ซับซ้อน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และความล่าช้าของกฎระเบียบ นักลงทุนจึงควรพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่สามารถนำ AI ไปใช้ได้จริง และมีความสามารถในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

บทสรุป

 

Agentic AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของ AI จาก ‘เครื่องมือ’ สู่ ‘แรงงานดิจิทัล’ ที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับนักลงทุน นี่ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นแนวโน้มการเติบโตระยะยาว การมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่เป็นแกนกลางของ AI ecosystem จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้พอร์ตสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR01 ได้ที่ https://www.bualuang.co.th/financial-service/inav-lists/dr/dr01-inav

The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บัวหลวงมองหุ้นไทยเริ่มแพงเทียบกับพื้นฐานและตลาดอื่นในภูมิภาค จับตา Technical Recession https://thestandard.co/bualuang-thai-stocks-overvalued/ Thu, 02 Oct 2025 11:24:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1125791

ท่ามกลางดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นจากราว 1, […]

The post บล.บัวหลวงมองหุ้นไทยเริ่มแพงเทียบกับพื้นฐานและตลาดอื่นในภูมิภาค จับตา Technical Recession appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นจากราว 1,050 จุด เมื่อเดือนมิถุนายน กลับมาสู่ระดับ 1,300 จุด ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา คิดเป็นการปรับตัวขึ้นกว่า 20% ภายในเวลา 3 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้นมาสู่ระดับนี้ ในมุมมองของสายงานวิจัย บล.บัวหลวง เชื่อว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างแพง หากอิงจากพื้นฐานและตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค

 

พิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง กล่าวว่า เมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่าแล้ว ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความน่าสนใจน้อยลง โดยปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E ประมาณ 14.4 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในอาเซียนที่อยู่ประมาณ 12.4 เท่า

 

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานอย่างความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนก็อ่อนแอลง โดยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 8% ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากในอดีต 10 ปีก่อนที่เคยอยู่สูงถึง 15% และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบันที่อยู่ราว 10%

 

“หุ้นไทยยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี เพราะสตอรี่การเติบโตยังไม่น่าตื่นเต้นพอ” นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์ในตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา และต้องการเห็นเสถียรภาพของกฎระเบียบที่ชัดเจนก่อนกลับเข้ามาลงทุน ซึ่งคาดว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะยังคงดำเนินต่อไปหากภาพใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

บล.บัวหลวง ประเมินเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,280-1,300 จุด และเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 1,440 จุด

 

จับตา Technical Recession

 

ด้านวัชราภรณ์ กันทะพะเยา ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง สายงานวิจัย กล่าวว่า แม้บล.บัวหลวงจะปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 จาก 1.4% เป็น 1.8% จากภาคส่งออกในช่วงแรกของปีนี้เติบโตได้ดีกว่าคาด และการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาส 2 หลังจากติดลบมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน แต่แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังกลับน่ากังวล

 

วัชราภรณ์กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะ Technical Recession ซึ่งหมายถึง GDP ที่หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยคาดว่า GDP ไตรมาส 3/2568 จะเติบโต 1.3% YoY แต่หดตัว -0.4% QoQ ส่วนGDP ไตรมาส 4/2568 จะเติบโต 0.1% YoY แต่หดตัว -0.7% QoQ

 

ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากภาคการส่งออกซึ่งคิดเป็น 65-70% ของ GDP ส่วนแนวโน้มปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตชะลอลงเหลือเพียง 1.6% เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของทรัมป์ (Reciprocal Tariff) อย่างเต็มปี

 

ท่ามกลางภาพรวมที่น่ากังวล ยังคงมีสัญญาณบวกที่สำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) ซึ่งเป็นความหวังในระยะกลางถึงยาว บล.บัวหลวง ชี้ว่าตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center ที่มีเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่อยู่นอกเหนือปัจจัยการเมือง

 

นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของธุรกิจต่างๆ เช่น PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หากไทยถูกบีบให้ต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) มากขึ้นจากกฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ๆ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศได้รับประโยชน์และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งขึ้นได้ในระยะยาว

 

จากภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยที่ยังขาดปัจจัยหนุนที่น่าตื่นเต้นในระยะสั้น บล.บัวหลวงแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยควรมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของพอร์ตโฟลิโอ เพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโตที่ดีกว่า
ขณะเดียวกัน

 

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสำหรับเศรษฐกิจโลกคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Non-farm Payrolls) เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อและการบริโภคของสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการส่งออกของไทย

 

ภาพ: Jackyenjoyphotography / Getty Images

The post บล.บัวหลวงมองหุ้นไทยเริ่มแพงเทียบกับพื้นฐานและตลาดอื่นในภูมิภาค จับตา Technical Recession appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัวหลวงมอง SET ปีนี้ ไม่พ้น 1,400 จุด EPS โตแค่ 7.6% หลังพบกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง สื่อ และยานยนต์ กำไรยังทรุดต่อเนื่อง แนะจัดพอร์ตแบบตั้งรับความผันผวน ลดลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ https://thestandard.co/set-this-year-did-not-exceed-1400-points/ Tue, 03 Sep 2024 11:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=979080 ตลาดหุ้นไทย

หลักทรัพย์บัวหลวงชี้ ตลาดหุ้นไทย 4 เดือนสุดท้ายของปี 25 […]

The post บัวหลวงมอง SET ปีนี้ ไม่พ้น 1,400 จุด EPS โตแค่ 7.6% หลังพบกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง สื่อ และยานยนต์ กำไรยังทรุดต่อเนื่อง แนะจัดพอร์ตแบบตั้งรับความผันผวน ลดลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นไทย

หลักทรัพย์บัวหลวงชี้ ตลาดหุ้นไทย 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 ยังผันผวนต่อเนื่อง ปรับลดเป้าหมายปลายปีนี้ลงมาที่ 1,396 จุด หลังส่งออกไทยยังเสี่ยงจากหลายประเทศคู่ค้าของไทยมีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐฯ พร้อมแนะลดความเสี่ยงจัดพอร์ตแบบตั้งรับ เน้นลงทุน ‘ตราสารหนี้’
 ระยะสั้นและยาวมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ชูบริการ BLS Top Funds Portfolio ที่มีมืออาชีพคอยดูแลปรับพอร์ตอัตโนมัติ โชว์ผลตอบแทนสูงสุด 7.60% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบัน (ตัวเลข ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2567) 
สร้างผลงานรั้งท้ายตลาดหุ้นเอเชีย หากเปรียบเทียบผลตอบแทนบนสกุลเงินท้องถิ่น โดยให้ผลตอบแทน -6.1% 
เมื่อเทียบตลาดหุ้นในเอเชียที่มีผลตอบแทนสูงสองหลักขึ้นไป โดยตลาดหุ้นไต้หวันให้ผลตอบแทนสูงสุด +25%,
 ญี่ปุ่น +14% และเวียดนาม (ดัชนี VN30) +15% ขณะที่ตลาดหุ้นจีน -3.6%

 

“ตลาดหุ้นไทย Underperform ต่อเนื่อง 2 ปีติด โดยในช่วงกลางปีนี้ ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 10-12% หลังกำไร บจ. ครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 3% (โตต่ำกว่าคาด) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเป้าหมายทั้งปีที่คาดจะโต 14% ผลจากการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐที่เพิ่งออกมาเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลยังโฟกัสอยู่ที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลัก ขณะที่ยังมีอีกหลายปัญหาที่ต้องแก้ไข ทั้งเรื่องสินค้าราคาต่ำของจีนทะลักเข้าไทย ทำให้ธุรกิจ SMEs ของไทยมีปัญหา” ชัยพรกล่าว

 

หั่นเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 1,396 จุด

 

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 ทีมงานวิจัยหลักทรัพย์ได้ปรับลดเป้าหมายปลายปีนี้ลงมาที่ระดับ 1,396 จุด จากเดิมที่คาดเป้าหมายปีนี้ที่ระดับ 1,466 จุด ซื้อขายบน Forward P/E 15.60 เท่า และคาดกำไร บจ. รวมเติบโต 7.5% แม้แนวโน้มกำไร บจ. ครึ่งปีหลังจะได้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก 
แต่กลุ่ม Domestic ยังคงต้องพึ่งพิง Demand ภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ช้าเป็นหลัก เช่น ธุรกิจก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, สื่อโฆษณา และการเงินเพื่อการบริโภค ที่ภาพรวมยังดูไม่ค่อยดี ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง
ด้านการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน ที่กำลังเผชิญหน้ากับ
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 

“เป้าหมายดัชนีปลายปี 2567 เรายังไม่ได้รวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ยังต้องติดตามข่าวการปรับเปลี่ยนการแจกเป็นเงินสด ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ เบื้องต้นมีมุมมองว่าการแจกเงินสดเป็นการเติมเงินเข้าระบบที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นให้ GDP เพิ่มขึ้นได้ 0.3% จากที่คาดการณ์ GDP ปีนี้ที่ระดับ 2.6% 
อย่างไรก็ดี เราหวังจะเห็นนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ” ชัยพรกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจเข้มข้นขึ้น หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งปลายปีนี้จะส่งผลให้ไทยได้รับผลกระทบด้านลบตามไปด้วย, เรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศที่เติบโตแบบชะลอตัว, เรื่องความมั่นคงทางการเมืองและการดำเนินนโยบายต่อเนื่องของภาครัฐ, เรื่องสงครามทั่วโลกที่ยังเป็นความเสี่ยง และเรื่องความท้าทายของการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการค้าขายสู่ระบบ AI

 

ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ตอนนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.5% แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง แต่คาดว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ยตามหลังสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.75% รวม 3 ครั้ง หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในช่วงเติบโตแบบชะลอตัว และในปี 2568 มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลงต่อ ขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ค่อยๆ สูงขึ้น

 

ชัยพรกล่าวต่อว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ แนะนำจัดพอร์ตลงทุนแบบตั้งรับอย่างเต็มตัว เพื่อรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศคู่ค้าของไทยที่เติบโตชะลอตัว รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์ต่างๆ เกิดความผันผวนได้

 

ลดน้ำหนักลงทุนหุ้น เพิ่มตราสารหนี้

 

โดยล่าสุด ทีมงานวิจัยหลักทรัพย์ได้ปรับลดน้ำหนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงมาอยู่ที่สัดส่วน 20% จากต้นปี 2567 อยู่ที่ราว 60-80% และเพิ่มน้ำหนักลงทุนตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวในสัดส่วน 80% ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามแนะให้ลดน้ำหนักการลงทุน
จาก 13% เป็น 9%, ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะให้ลดจาก 12% เป็น 6% ส่วนตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นแนะขายไปก่อน ขณะที่หุ้นไทยให้น้ำหนักการลงทุนสัดส่วนต่ำ 2% ของพอร์ตรวม

The post บัวหลวงมอง SET ปีนี้ ไม่พ้น 1,400 จุด EPS โตแค่ 7.6% หลังพบกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง สื่อ และยานยนต์ กำไรยังทรุดต่อเนื่อง แนะจัดพอร์ตแบบตั้งรับความผันผวน ลดลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีกรอบ! 3BB เลื่อนจ่ายค่าเช่าใยแก้วนำแสงกองทุน JASIF ที่ค้างอีก 193.1 ล้านบาท อ้างธุรกิจแข่งแรงทำต้นทุนพุ่ง กระทบกระแสเงินสด https://thestandard.co/3bb-postpones-jasif-rent-payment/ Tue, 18 Apr 2023 04:58:42 +0000 https://thestandard.co/?p=778058 3BB JASIF

บลจ.บัวหลวง แจ้ง ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จ่ายค่าเช่าใยแก้ว […]

The post อีกรอบ! 3BB เลื่อนจ่ายค่าเช่าใยแก้วนำแสงกองทุน JASIF ที่ค้างอีก 193.1 ล้านบาท อ้างธุรกิจแข่งแรงทำต้นทุนพุ่ง กระทบกระแสเงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
3BB JASIF

บลจ.บัวหลวง แจ้ง ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จ่ายค่าเช่าใยแก้วนำแสงของกองทุน JASIF ประจำเดือนเมษายนปีนี้มาแล้ว 750 ล้านบาท ยังค้างอีก 193.1 ล้านบาท ขอเลื่อนจ่ายไปครบกำหนดวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ฟากราคาหุ้น JAS ร่วง 2%

 

พรชลิต พลอยกระจ่าง Deputy Managing Director Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ณ วันที่ 17 เมษายน 2566 กองทุน JASIF ได้รับค่าเช่าทรัพย์สินใยแก้วนำแสงจาก บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB จำนวน 750 ล้านบาท จากค่าเช่าประจำเดือนเมษายน ปี 2566 เท่ากับ 943.1 ล้านบาท และยังมียอดค้างชำระบางส่วนจำนวน 193.1 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ 3BB แจ้งกับกองทุนว่า เนื่องจากธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ 3BB

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขในสัญญาเช่าระหว่างกองทุนกับ 3BB นั้น 3BB สามารถชำระค่าเช่าล่าช้าได้ไม่เกิน 15 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ (Due Date) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 โดยในระหว่างนี้ 3BB จะต้องเสียค่าปรับในอัตรา 7.50% ต่อปี จนกว่าจะชำระค่าเช่าครบถ้วน โดยบริษัทจัดการจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และหากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ บริษัทจะรายงานความคืบหน้าต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ 3BB ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ได้ขอเลื่อนชำระค่าเช่าใยแก้วนำแสงประจำเดือนมีนาคม 2566 ของ JASIF โดยขยายระยะเวลาออกไป 15 วัน ซึ่งเดิมได้ครบกำหนดชำระค่าเช่าเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา จำนวน 940 ล้านบาท โดยขอแบ่งจ่ายชำระค่าเช่า TTTBB ให้เหตุผลว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง เพราะลูกค้าผู้ใช้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตของ TTTBB มีการชำระค่าบริการล่าช้า จนมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัท

 

อย่างไรก็ดี TTTBB ได้แบ่งทยอยชำระค่าเช่ามากับ JASIF มาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 ได้จ่ายค่าเช่าจำนวน 700 ล้านบาท จากนั้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา จ่ายค่าเช่าอีกจำนวน 200 ล้านบาท และในวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ชำระค่าเช่าส่วนที่ค้างชำระอยู่อีก 40 ล้านบาท ได้ครบทั้งจำนวน

 

ด้านการเคลื่อนไหวราคาหุ้นวันนี้ (18 เมษายน) ราคา JASIF เปิดตลาดที่ 7.05 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วน JAS เปิดตลาดที่ 1.99 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระหว่างการซื้อ-ขาย ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1.95 บาท ติดลบ 2.01%

The post อีกรอบ! 3BB เลื่อนจ่ายค่าเช่าใยแก้วนำแสงกองทุน JASIF ที่ค้างอีก 193.1 ล้านบาท อ้างธุรกิจแข่งแรงทำต้นทุนพุ่ง กระทบกระแสเงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บัวหลวง หั่นเป้า SET Index ปีนี้ลง 110 จุด จ่อหั่น EPS ลง 3-4% หลังกำไร บจ. 4Q65 ต่ำคาด จับตาผลเลือกตั้ง คาดได้ ‘รัฐบาลผสม’ https://thestandard.co/bualuang-set-index-2023/ Wed, 08 Mar 2023 01:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=759805

บล.บัวหลวง หั่นเป้า SET Index ปีนี้ลง 110 จุด จ่อหั่น E […]

The post บล.บัวหลวง หั่นเป้า SET Index ปีนี้ลง 110 จุด จ่อหั่น EPS ลง 3-4% หลังกำไร บจ. 4Q65 ต่ำคาด จับตาผลเลือกตั้ง คาดได้ ‘รัฐบาลผสม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บล.บัวหลวง หั่นเป้า SET Index ปีนี้ลง 110 จุด จ่อหั่น EPS ลง 3-4% หลังกำไร บจ. 4Q65 ต่ำคาด จับตาผลเลือกตั้ง คาดได้ ‘รัฐบาลผสม’

 

ผิดหวังกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 4Q65 เป็นเหตุ บล.บัวหลวง ปรับลดเป้าหมาย SET Index ปีนี้ลง 110 จุด เหลือ 1,720 จุด จากเดิมทำไว้ 1,830 จุด และเล็งหั่นกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ บจ. ในปีนี้ลดลงประมาณ 3-4% แนะจับตาการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมนี้ คาดได้ ‘รัฐบาลผสม’


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการสายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยฯ ได้ปรับลดเป้าหมาย SET Index ในปีนี้ลงเหลือ 1,720 จุด จากเดิมทำนายไว้ 1,830 จุด หรือลดลงจากเดิม 110 จุด รวมทั้งมีโอกาสที่ปรับลดคาดการณ์ EPS ของ บจ. ในปีนี้ลดลงตามด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะลดลงประมาณ 3-4% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 98 บาทต่อหุ้น เนื่องจากกำไรของ บจ. ใน 4Q65 ที่ออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ค่อนข้างมาก

 

“หลังตัวเลขกำไรของ บจ. ใน 4Q65 ออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้มาก รวมถึงนักวิเคราะห์ของเราไป Analyst Meeting ได้พบผู้บริหาร บจ. หลายๆ แห่งได้ให้ข้อมูล Guidance ในปีนี้เริ่มมีการ Cut ตัวเลขของ Guidance ที่เคยทำไว้ลงมาแล้วด้วย” ชัยพรกล่าว

 

ชี้หากได้ ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ หนุนหุ้นไทยไปต่อ 

นอกจากนี้ในระยะสั้นยังมีปัจจัยที่มีความท้าทายตลาดหุ้นไทยเข้ามาเพิ่มเติมนอกเหนือจากปัจจัยนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) และปัญหาสงครามรัสเซียกับยูเครน คือปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศ 

 

โดยจากสถานการณ์ปัจจุบันประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้จะเป็นรัฐบาลผสมที่มาจากพรรคร่วมหลายพรรค มากกว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว หรือ ‘แลนด์สไลด์’ ที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 

 

ทั้งนี้ โดยปกติหากผลการเลือกตั้งออกมา ในกรณีที่สามารถจัดรัฐบาลแบบพรรคเดียวมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกมากกว่าในกรณีรัฐบาลแบบผสม เนื่องจากนักลงทุนมองว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากกว่า

 

สำหรับปัจจัยการเมืองยังคงต้องติดตามต่อ โดยนักลงทุนจะรอดูรายชื่อพรรคร่วมที่จะมาร่วมตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

 

ลุ้นครึ่งปีหลัง ‘หุ้นไทย’ ดีดรับท่องเที่ยวฟื้นแกร่ง

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าตลาดหุ้นจะมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนเข้ามาหนุน หลังจากที่จีนเปิดประเทศ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ในปีนี้มีโอกาสที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 22 ล้านคนมาเป็น 25-28 ล้านคน หรือเพิ่มจากปีก่อน 11 ล้านคน ซึ่งจะมาช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของไทยกลับมาคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว ตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีกรุ๊ปทัวร์จีนจองเดินทางเข้ามาจำนวนมาก โดยจะมาช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการจ้างงาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ได้รับประโยชน์ในวงกว้าง

 

สำหรับปัจจัยดอกเบี้ยของ Fed นั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) คาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะสิ้นสุดในปีนี้ หลังเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายๆ ตัวเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน ซึ่งมีเพียงตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ตัวเดียวเท่านั้นที่ออกมาดี อีกทั้งปัญหาเงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากปัจจัยที่เคยกดดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ทั้งค่าระวางเรือ ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า และราคาน้ำมันดิบที่ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในกรอบระหว่าง 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง คาดว่ามีโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมนี้เป็นครั้งสุดท้ายมาอยู่ที่ระดับ 5.25% ส่งผลให้เริ่มเห็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเริ่มชะลอ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความชัดเจนการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ต่อไป

 

ตั้งเป้าลูกค้าใหม่ 40,000 ราย

ด้านพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าเปิดบัญชีใหม่ประมาณ 30,000-40,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่บริษัทมีกลุ่มลูกค้าบุคคลประมาณ 6.4 แสนราย

 

กลยุทธ์การดำเนินงานของหน่วยงานกิจการค้าหลักทรัพย์ในปีนี้ บริษัทจะเน้นใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า 2. การสร้างความรู้ด้านการลงทุนที่ถูกต้อง ผ่านการจัดกิจกรรมให้ข้อมูลด้านการลงทุนในเชิงลึกและการให้ความรู้กับลูกค้าทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ 3. การพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านการลงทุนใหม่ๆ

 

ขณะที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทยมีผู้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ราว 3.4 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 2.4 ล้านราย ซึ่งในส่วนของบริษัทมีอัตราการเติบโตของลูกค้าใหม่ 20-30% ต่อปี โดยในปี 2565 บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 4.72% และมีส่วนแบ่งรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ในสัดส่วนสูงถึง 10.58% ขณะที่มีอัตราค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ราว 0.14% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.08% เนื่องจากกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจยังเน้นการให้บริการแบบครบวงจร

 

“ภาวะการแข่งขันในธุรกิจหลักทรัพย์น่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาของบริษัทหลักทรัพย์รายใหม่ ส่วนกรณีที่มีการใช้กลยุทธ์ค่าคอมมิชชัน 0% ในอดีตก็เคยเกิดสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว ผมในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยก็ได้สอบถามไปยังฝั่งโบรกเกอร์ที่ใช้กลยุทธ์ค่าคอมมิชชัน 0% ว่ารายได้จะมาจากไหน เขาก็ตอบว่าจะมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ส่วน บล.บัวหลวงยังเน้นกลยุทธ์การให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งทำให้การทำธุรกิจมีความยั่งยืน” พิเชษฐกล่าว

 

มองวอลุ่มตลาดปีนี้ ‘หดตัว’

สำหรับแนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมปีนี้คาดว่าวอลุ่มการซื้อขายโดยรวมน่าจะปรับตัวลดลงจากปีก่อน เนื่องจากปัจจัยกดดันจากความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รวมถึงการที่นักธุรกิจกลับไปทำงานกันตามปกติมากขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้มีการซื้อขายหุ้นลดลง และจะส่งผลให้รายได้ของโบรกเกอร์โดยรวมน่าจะลดลงด้วย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่มีแผนเพิ่มสาขา แต่ยังคงสาขาเดิมไว้ที่ 27 สาขา เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป เข้าห้องค้าน้อยลง แต่การมีสาขาไว้เพื่อใช้เป็นจุด Contact Point มากกว่า และการมีสาขาเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในบริการ แม้ว่าลูกค้าจะซื้อขายผ่านออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทจะนำ AI หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมงานบริการ 

 

ในส่วนของแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้จะต้องรอดูถึงช่วงสิ้นปีว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เนื่องจากแม้บริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ประมาณ 60% แต่ต้องดูรายได้ช่องทางอื่นๆ จะเข้ามาสามารถช่วยชดเชยได้หรือไม่ โดยในปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 3,934 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,138 ล้านบาท

 

ส่วนงานด้านวาณิชธนกิจปีนี้ บริษัทจะนำบริษัทจดทะเบียนอีก 3-4 บริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีทั้งเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร รถยนต์ และสุขภาพ โดยล่าสุดได้นำ บมจ.เมพ คอร์ปอเรชั่น (MEB) เข้าเทรดแล้วช่วงต้นปี 2566

  

ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์มีสัดส่วน 60%, ธุรกิจ IB มีสัดส่วน 10% และรายได้สินค้าใหม่ อาทิ DR สัดส่วน 10% และที่เหลือ 20% มาจากรายได้อื่น อาทิ ดอกเบี้ยรับ

The post บล.บัวหลวง หั่นเป้า SET Index ปีนี้ลง 110 จุด จ่อหั่น EPS ลง 3-4% หลังกำไร บจ. 4Q65 ต่ำคาด จับตาผลเลือกตั้ง คาดได้ ‘รัฐบาลผสม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บัวหลวง’ เร่งต่อยอดนวัตกรรมลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ หวังรักษามาร์เก็ตแชร์ปีนี้เท่าปีก่อน https://thestandard.co/bualuang-invest-in-innovatation-for-expanding-new-customer/ Thu, 07 Apr 2022 13:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=615428 ‘บัวหลวง’ เร่งต่อยอดนวัตกรรมลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ หวังรักษามาร์เก็ตแชร์ปีนี้เท่าปีก่อน

หลักทรัพย์บัวหลวง เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการลงทุนเพื่อขยา […]

The post ‘บัวหลวง’ เร่งต่อยอดนวัตกรรมลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ หวังรักษามาร์เก็ตแชร์ปีนี้เท่าปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บัวหลวง’ เร่งต่อยอดนวัตกรรมลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ หวังรักษามาร์เก็ตแชร์ปีนี้เท่าปีก่อน

หลักทรัพย์บัวหลวง เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มผู้ลงทุนหน้าใหม่ เตรียมเปิดตัวแอปใหม่ภายในปีนี้ พร้อมประเมินตลาดหุ้นไทยปีนี้ผันผวนต่อจากปัจจัยกดันทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ผลักดันมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใกล้เคียงปีก่อน เผยยังอยู่ระหว่างศึกษาแผนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 

 

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ปี 2565 ประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายทั้งปีน่าจะใกล้เคียงกับปี 2564 ที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 9.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน จากการเกิดภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงการกลับข้างของนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก 

 

ขณะที่ปัจจัยในประเทศเองก็มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง

 

ในส่วนของส่วนแบ่งทางการตลาดปี 2565 หลักทรัพย์บัวหลวงคาดว่าจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 5.42% โดยใช้กลยุทธ์ขยายฐานผู้ลงทุนหน้าใหม่ และส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนให้ลูกค้าเข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก โดยปัจจุบัน หลักทรัพย์บัวหลวงมีบัญชีลูกค้าอยู่ราว 6 แสนบัญชี เป็นบัญชีที่มีการซื้อขายประจำประมาณ 30% ขณะที่ภาพรวมทั้งตลาดหุ้นในปี 2564 มีบัญชีใหม่รวมกว่า 1.7 ล้านบัญชี 

 

“ปีนี้จะยังคงเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เพื่อตอบรับแนวโน้มการเติบโตของจำนวนนักลงทุน โดยภายในปีนี้จะมีการเปิดตัวแอปพลิเคชันที่ให้บริการด้านการสื่อสารเกี่ยวกับการลงทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา” พิเชษฐกล่าว 

 

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นพัฒนาบริการการลงทุนในต่างประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ หลักทรัพย์บัวหลวงได้ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าแรกของไทย ในการเสนอขายตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) ปลดล็อกข้อจำกัดนักลงทุนไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนหุ้นตลาดต่างประเทศ โดยออก DR ตัวที่สอง คือ DIAMOND ที่ได้เปิดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนหุ้นชั้นนำของเวียดนามผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย และขณะนี้อยู่ระหว่างการหาตราสารอ้างอิงอื่นๆ เพื่อเสนอขาย DR ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน

 

ในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจ ในปี 2565 หลักทรัพย์บัวหลวงมีงานที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) อย่างน้อย 3 บริษัท ซึ่งจะทยอยแจ้งข้อมูลแก่นักลงทุนเมื่อหุ้น IPO มีความพร้อม 

 

พิเชษฐกล่าวว่า สำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น หลักทรัพย์บัวหลวงมีความสนใจเข้าไปในส่วนร่วมในฐานะผู้ให้บริการด้านการลงทุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับคริปโตเคอร์เรนซี 

 

“สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เราก็ยังติดตามอยู่ต่อเนื่องเพื่อดูว่าจะเข้าไปให้บริการในส่วนใดได้บ้าง เราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นตราสารที่มีสินทรัพย์อ้างอิง ก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะมีตราสารใดบ้างที่เราสามารถนำมาให้บริการในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ส่วนของคริปโตอาจจะเข้าไปเกี่ยวในฐานะผู้ให้บริการมากกว่า”​ พิเชษฐกล่าว 

 

สำหรับปี 2564 หลักทรัพย์บัวหลวงมีผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 5,680.71 ล้านบาท กำไร 2,112.33 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดการซื้อขายหลักทรัพย์ 5.42% อยู่ในลำดับที่ 4 ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 4.77% อยู่ในลำดับที่ 6 ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 40 บริษัท และอยู่ในลำดับ 3 ของผู้เสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) โดยหลักทรัพย์บัวหลวงมีการเสนอขาย DW ตลอดปี 2564 ทั้งหมด 866 ตัว 

The post ‘บัวหลวง’ เร่งต่อยอดนวัตกรรมลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ หวังรักษามาร์เก็ตแชร์ปีนี้เท่าปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บัวหลวง’ แนะจัดพอร์ตลงทุนปีหน้า ลุยหุ้นไทย-ต่างประเทศ 65% ดักอานิสงส์ ศก. ทั่วโลกฟื้น ดึงเงินเข้าสินทรัพย์เสี่ยง https://thestandard.co/bangkokbank-advice-next-year-invest-thai-and-international-stocks-by-65-percents/ Wed, 22 Dec 2021 09:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=574519 บัวหลวง

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงประเมินหุ้นไทยปี 2565 มีโอกาสแตะ […]

The post ‘บัวหลวง’ แนะจัดพอร์ตลงทุนปีหน้า ลุยหุ้นไทย-ต่างประเทศ 65% ดักอานิสงส์ ศก. ทั่วโลกฟื้น ดึงเงินเข้าสินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัวหลวง

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงประเมินหุ้นไทยปี 2565 มีโอกาสแตะ 1,800 จุด หนุนด้วยปัจจัยเศรษฐกิจฟื้นตัว และกำไร บจ. ขยายตัวต่อ ย้ำระหว่างทางดัชนีอาจผันผวน หลังต้องเผชิญแรงกดดัน Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า พร้อมแนะวิธีรับมือด้วยกลยุทธ์สร้างสมดุลของพอร์ตผ่านกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ  

 

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2565 มองเป้าหมายดัชนีสิ้นปีหน้ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปใกล้ระดับ 1,800 จุด ส่วนแนวรับและแนวต้านระยะสั้นอาจอยู่ 1,580 จุด และ 1,650 จุด ตามลำดับ ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ ปี 2565 (P/E) และกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจอยู่ 18 เท่า และ 98 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ  

 

ทั้งนี้ มุมมองของ บล.บัวหลวงนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ 96 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดและประกาศล็อกดาวน์ที่อยู่ประมาณ 86 บาทต่อหุ้นในปี 2562 เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัว 4.1% และกำไร บจ. ในตลาดหุ้นไทยโตต่อเนื่องจากปี 2564 หลังคนได้รับวัคซีนป้องกันโควิดต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวกลับมา แม้จะมีสายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอน ปัจจัยดังกล่าวจะหนุนให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามา    

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางดัชนีอาจมีความผันผวน เพราะยังต้องเผชิญแรงกดดันหลายเรื่อง เช่น คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งในปี 2565 เพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ในปัจจุบันอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.00-0.25% และเพิ่มการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จากเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 

 

นอกจากนั้นยังมีเรื่องเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน, การแพร่ระบาดของโอไมครอน, การเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2565, ประเทศในยุโรปอาจปรับเพิ่มดอกเบี้ยช่วงครึ่งหลังปี 2565 และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศจีนที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน เป็นต้น 

 

“ปัจจัยทั้งหมดล้วนทำให้กระแสเงินไหลเข้าออกภูมิภาคอาเซียนและเกิดการผันผวนมากขึ้น ฉะนั้นนักลงทุนอาจต้องจับตาเรื่องเหล่านี้ต่อเนื่อง เพื่อจะได้ปรับแผนการลงทุนได้ทันเหตุการณ์” ชัยพรกล่าว

 

กลยุทธ์ลงทุนในปี 2565 แนะกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้พอร์ตมีความสมดุล ยืดหยุ่น และรับมือกับดัชนีที่อาจปรับตัวขึ้นลงในปีหน้า ดังนี้ 

  • ตลาดหุ้น 65% (หุ้นไทย 12%, หุ้นเวียดนาม 17%, หุ้นสหรัฐฯ 22% ที่เหลือลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและจีน)
  • ทองคำ 10%
  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 10%
  • ตราสารหนี้ 10%
  • เงินสด 5%

 

ขณะที่กลุ่มหุ้นเด่นที่ต้องมีติดพอร์ตก่อนปี 2565 คือ 

  1. กลุ่มการบริโภค เพราะราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยที่คาดว่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้น CRC, CBG และ CPALL 

 

  1. กลุ่มสถาบันการเงิน คาดว่าได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำจนกระทั่งไตรมาสสุดท้ายปี 2565  

 

  1. กลุ่มด้านเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม การบริหารข้อมูลด้านการตลาด และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันมีความจำเป็นมากขึ้น จากการแข่งขันที่สูงในภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

 

  1. กลุ่มที่เคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์โควิด เช่น กลุ่มโรงพยาบาล และอุปกรณ์การแพทย์ แต่ที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง เราแนะคงสัดส่วนการลงทุนไว้เช่นเดิม 

 

  1. กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี มองว่าราคาน้ำมันดิบอาจไปได้ไม่ไกล หลังรัฐบาลทั่วโลกลงนามสนธิสัญญาลดคาร์บอน โดยราคาน้ำมันดิบปี 2565 อาจเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 

 

  1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แนะเพิ่มสัดส่วนเพราะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการและสนับสนุนการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ อย่างไรก็ดีแนะให้ลดสัดส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะได้แรงหนุนจากเทรนด์ Metaverse และในปีหน้ากำไรขยายตัวต่อ แต่ปัจจุบันราคา Upside เหลือน้อยแล้ว จากมูลค่าที่ค่อนข้างแพงมาก 

 

สำหรับภาพรวมการลงทุนตลอดปี 2564 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนราว 13% ต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ติดลบ 9.13% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวันสูงขึ้นแตะระดับ 80,000-100,000 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าที่อยู่ 50,000 ล้านบาท หนุนด้วยปัจจัยภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนดีกว่าปี 2563 

 

ในด้านยอดเปิดบัญชีใหม่เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ก็มีตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนจากยอดเปิดบัญชีใหม่ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำยาวนานหลายปี บวกกับมาตรการ Work from Home ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องทำงานและเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน ส่งผลให้มีเวลาว่างมากขึ้น หลายคนจึงแบ่งเงินออมมาลงทุนเพื่อหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินรับดอกเบี้ย

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘บัวหลวง’ แนะจัดพอร์ตลงทุนปีหน้า ลุยหุ้นไทย-ต่างประเทศ 65% ดักอานิสงส์ ศก. ทั่วโลกฟื้น ดึงเงินเข้าสินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกฟันธง ‘หุ้นไทย’ ดีดแรงรับอานิสงส์เปิดประเทศ จับตากองทุนไล่ซื้อหลังเป็นผู้ขายสุทธิต่อเนื่อง มองสิ้นปีดัชนีมีโอกาสแตะ 1,700 จุด https://thestandard.co/broker-confirmed-thai-stocks-rising-on-tourist-opening/ Tue, 12 Oct 2021 01:08:39 +0000 https://thestandard.co/?p=547178 หุ้นไทย

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัท […]

The post โบรกฟันธง ‘หุ้นไทย’ ดีดแรงรับอานิสงส์เปิดประเทศ จับตากองทุนไล่ซื้อหลังเป็นผู้ขายสุทธิต่อเนื่อง มองสิ้นปีดัชนีมีโอกาสแตะ 1,700 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (12 ตุลาคม) มีแนวโน้มปรับขึ้นร้อนแรง ซึ่งเป็นผลจากการที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศเปิดประเทศโดยไม่ต้องกักตัวเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ นำร่องใน 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน หลังจากนั้นจะขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมมากขึ้น

 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังประกาศจะเปิดสถานบันเทิงต่างๆ โดยอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในร้านอาหารได้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยในวันนี้จะเปิดกระโดดจากการไล่ซื้อของนักลงทุนสถาบัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

 

“คิดว่ากองทุนจะกลับเข้ามาไล่ซื้อแน่นอน ไม่อย่างนั้นตกรถ เพราะรอบนี้แทบจะไม่มีของเลย คงต้องเข้ามาโหลดของเก็บไว้ก่อน ดังนั้นหุ้นธีมเปิดประเทศที่เป็นเป้าหมายหลัก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นโรงแรม ท่องเที่ยว สายการบิน นิคมอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก น่าจะบวกแรง”

 

อย่างไรก็ตาม วิกิจแนะนำว่าหากตลาดหุ้นไทยเปิดกระโดดสูง ไม่ควรเข้าไล่ซื้อหุ้นเหล่านี้ แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นแถวสองที่จะรับอานิสงส์ตามมา เช่น หุ้นกลุ่มร้านอาหาร หรือแม้แต่กลุ่มแบงก์และไฟแนนซ์ เพราะหลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเปิดกลับมาเป็นปกติ ก็น่าจะทำให้กำลังซื้อของคนดีขึ้น เริ่มกลับมาจ่ายคืนหนี้ได้

 

นอกจากนี้วิกิจยังประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากยังมีปัจจัยหนุนเข้ามาต่อเนื่องมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปแตะบริเวณ 1,700 จุด เพียงแต่บริเวณดังกล่าวถือเป็นแนวต้านสำคัญที่จะผ่านขึ้นไปค่อนข้างยาก

The post โบรกฟันธง ‘หุ้นไทย’ ดีดแรงรับอานิสงส์เปิดประเทศ จับตากองทุนไล่ซื้อหลังเป็นผู้ขายสุทธิต่อเนื่อง มองสิ้นปีดัชนีมีโอกาสแตะ 1,700 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูแตะเบรกลุยตราสารหนี้ แนะจับตาอัตราผลตอบแทน หากแตะระดับ 2% ควรปรับพอร์ตมาสู่สินทรัพย์เสี่ยง https://thestandard.co/not-recommended-to-increase-investment-in-long-term-debt-instruments/ Mon, 22 Feb 2021 13:06:27 +0000 https://thestandard.co/?p=458234 กูรูแตะเบรกลุยตราสารหนี้

เสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเง […]

The post กูรูแตะเบรกลุยตราสารหนี้ แนะจับตาอัตราผลตอบแทน หากแตะระดับ 2% ควรปรับพอร์ตมาสู่สินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูแตะเบรกลุยตราสารหนี้

เสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยังไม่แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากมองว่าเป็นความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในระยะยาวจากการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่จะเห็นภาพนี้ได้ชัดเจนมาก 

 

โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 1.3% และประเมินว่ามีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 2% ได้จากปัจจัยเรื่องนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น เหล็ก น้ำมัน ที่ส่งสัญญาณปรับเพิ่มขึ้น 

 

ทั้งนี้ หากอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2% โดยประมาณ นักลงทุนควรพิจารณาการลงทุนอีกครั้ง และแนะนำให้ปรับสัดส่วนการลงทุนมาเน้นสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แม้จะเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน 

 

ส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยนั้นปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ราว 1.6% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมาจากระดับที่เคยติดลบ และคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน 

 

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุน ส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนจะดูแลเรื่องการปรับพอร์ตให้อยู่เป็นประจำ และตราสารที่ไปลงทุนก็จะมักจะเป็นตราสารระยะกลางอายุ 3-5 ปีเป็นส่วนมาก การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวครั้งนี้จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องกังวลมากนัก 

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปรับตัวที่ค่อนข้างกระโดด โดยราคาพันธบัตรติดลบในอัตราที่ลดลง และอัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ บล.กสิกรไทย ยังคงมองเป้าหมายอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะ 10 ปี อยู่ที่ 1.5% เช่นเดิม และมองว่าการปรับตัวรอบนี้เป็นการตอบรับอัตราเงินเฟ้อที่ถูกคาดหวังว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

 

“ส่วนอัตราเงินเฟ้อประเทศไทยน่าจะเกิดขึ้นได้ยาก จึงยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหรือตลาดหุ้นอยู่เช่นเดิม” 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post กูรูแตะเบรกลุยตราสารหนี้ แนะจับตาอัตราผลตอบแทน หากแตะระดับ 2% ควรปรับพอร์ตมาสู่สินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>