บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-สหพัฒนพิบูล-จำกัด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 05 Dec 2025 06:27:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตลาดบะหมี่ฯ อิ่มตัว! ‘มาม่า’ สู้ด้วยพรีเมียม จับกลุ่มผู้ใหญ่กำลังซื้อสูง ตั้งเป้าให้ มาม่า OK ชิงส่วนแบ่ง 50% ในตลาด หวังทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย https://thestandard.co/mama-premium-targets-50-share/ Fri, 05 Dec 2025 06:27:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1151654 ตลาดบะหมี่ฯ อิ่มตัว มาม่า สู้ด้วยพรีเมียม จับกลุ่มผู้ใหญ่กำลังซื้อสูง ตั้งเป้าให้ มาม่า OK ชิงส่วนแบ่ง 50% ในตลาด หวังทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย

ถึงวันนี้ ‘มาม่า’ จะครองแชมป์ผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จร […]

The post ตลาดบะหมี่ฯ อิ่มตัว! ‘มาม่า’ สู้ด้วยพรีเมียม จับกลุ่มผู้ใหญ่กำลังซื้อสูง ตั้งเป้าให้ มาม่า OK ชิงส่วนแบ่ง 50% ในตลาด หวังทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดบะหมี่ฯ อิ่มตัว มาม่า สู้ด้วยพรีเมียม จับกลุ่มผู้ใหญ่กำลังซื้อสูง ตั้งเป้าให้ มาม่า OK ชิงส่วนแบ่ง 50% ในตลาด หวังทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย

ถึงวันนี้ ‘มาม่า’ จะครองแชมป์ผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยมากกว่า 54 ปี แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เป็นตัวเร่งให้แบรนด์ไม่เคยหยุดทุ่มทุนทำการตลาดอย่างหนัก เดินเกมอินฟลูเอนเซอร์–มิวสิกมาร์เก็ตติ้งชิงพื้นที่ป๊อปคัลเจอร์

 

เพชร พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัทและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ยอมรับว่า ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาภาพรวมการดำเนินงานของ ‘มาม่า’ เผชิญกับความเหนื่อยล้าและความท้าทายมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นความเหนื่อยที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ในรอบหลายทศวรรษ หรือเรียกง่ายๆ ว่าต้องการให้มาม่าทันสมัยแต่ยังเก๋าเกมอยู่ในตลาด

 

เพชร เล่าย้อนว่า ช่วงโควิดถือเป็นช่วงเวลาที่ทีมงานมีโอกาสศึกษาปรากฏการณ์อินฟลูเอนเซอร์อย่างจริงจังว่า มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ที่พบคือ อินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อแบรนด์สินค้า FMCG ซึ่งทำให้มาม่าตัดสินใจเปลี่ยนมุมคิดด้านการตลาดทั้งระบบ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แม้ที่ผ่านมา มาม่าจะเคยใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing มาบ้าง แต่ไม่เคยทำแบบต่อเนื่อง จนกระทั่งการเรียนรู้ครั้งนั้นทำให้แบรนด์เริ่มออกจากกรอบเดิม เพื่อไม่ให้มาม่าดูเป็นแบรนด์ที่แก่ไปพร้อมอายุของตลาด โดยเริ่มจากการนำเสนอแบรนด์ผ่านศิลปินรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยสื่อสารแบรนด์ให้ดูเป็นกันเอง สดใหม่ และเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากกว่าเดิม

 

อีกหนึ่งในสเต็ปการรีแบรนด์ที่สำคัญที่สุดคือการเปิดตัว ‘MAMACREW’ กลุ่มตัวแทนแบรนด์ 6 คน เริ่มจากอิ้งค์ – วรันธร, นนท์-ธนนท์ และครีเอเตอร์ อย่าง เสือร้องไห้ ที่ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะภาพลักษณ์ แต่ถูกมองเป็น Community Catalyst หรือผู้สร้างบทสนทนาร่วมภายใน Creator Scene

 

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด อธิบายว่า หลักการเลือกอินฟลูฯ จะต้องเป็นคนที่ผู้บริโภคเห็นได้ในทุกวัน หากสังเกตจะเห็นว่าถ้าเราตามใคร เราก็จะเห็นเขาในพื้นที่โซเชียลเสมอ แต่มาม่าไม่ได้จำกัดแค่การใช้ศิลปินหรือดาราคนดังเท่านั้น แต่จะเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์หลากหลายกลุ่มอายุ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม

 

อีกทั้งแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสีสันบนโต๊ะอาหาร มาม่าจึงมีการพิมพ์หน้าอินฟลูเอนเซอร์ลงบนถ้วยให้ศิลปินแต่ละคนในบางรสชาติแตกต่างกันไป เพื่อสร้างความผูกพันและความรู้สึกร่วมว่าอินฟลูเอนเซอร์จะไม่ได้ทำหน้าที่แค่สื่อสารแบรนด์อย่างเดียว แต่จะเป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

 

และตลอดปีนี้ มาม่าได้ลงทุนเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ตมากกว่า 48 งาน และปีหน้าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพื่อตอกย้ำการเป็น Brand Love ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่มาม่าต้องปรับตัว เพราะวันนี้สงครามของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ใช่ที่เชลฟ์อีกต่อไป แต่มีคู่แข่งในช่องทางใหม่ก็คือ TikTok, Creator Scene, แฟนด้อม, คอนเทนต์ไวรัลทุกแพลตฟอร์ม คนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวมากขึ้น

 

แม้ในยุคนี้สินค้า FMCG จะใช้คนดัง นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ทับซ้อนกัน แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะแบรนด์สามารถเลือกคนที่สามารถเป็นที่รู้จักและอยู่ในโลกโฆษณายุคใหม่ได้ เรียกได้ว่าการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลากว่า 5–6 ปี ในการวางฐานใหม่ทั้งหมด

 

พร้อมกันนี้ยังได้อัปเดตภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มองว่าเริ่มอิ่มตัวอย่างชัดเจน โดยอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยยังอยู่ที่ 54–55 ซองต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ยากที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต

 

แต่สิ่งที่มาม่าจะโฟกัสมากขึ้นคือการเน้นตลาดพรีเมียม ผ่านแบรนด์ มาม่า OK โดยปีหน้าเตรียมจะออกสินค้าใหม่ไม่น้อยกว่า 10 SKU ทั้งในกลุ่ม OK และเส้นใหม่ ๆ โดยวางเป้าขยายฐานผู้บริโภคพรีเมียมจากเดิมที่เป็นวัยรุ่น ให้เป็นวัยผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม

 

แม้ปัจจุบันมาม่าครองส่วนแบ่งตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิน 50% แต่ในตลาดพรีเมียม มาม่า OK มีสัดส่วนเพียง 30% โดยเป้าหมายปี 2569 ต้องการผลักดันให้ สัดส่วนมาม่า OK แตะ 50% ให้ได้ ทั้งหมดคือ KPI ที่ท้าทายมาก แต่หากสำเร็จจะทำให้อาณาจักรมาม่าสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดแตะ 51 – 54% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ทิ้งห่างจากคู่แข่งขาดลอย

 

เพชร กล่าวทิ้งท้ายถึงมุมมองเศรษฐกิจปี 2569 จะไม่โฟกัสเรื่องที่คุมไม่ได้ และตนนั้นไม่ได้สนตัวเลข GDP มากนัก แต่จะโฟกัสแค่ธุรกิจเท่านั้น ในเชิงเศรษฐกิจ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นสูง

 

อย่างไรก็ตามเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี คนจะเลือกกินเพราะประหยัด แต่ถ้าเศรษฐกิจดี ผู้คนก็ยังกินเพราะสะดวก และไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจหรือการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน แต่สำหรับมาม่ายังยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดต่อไป

The post ตลาดบะหมี่ฯ อิ่มตัว! ‘มาม่า’ สู้ด้วยพรีเมียม จับกลุ่มผู้ใหญ่กำลังซื้อสูง ตั้งเป้าให้ มาม่า OK ชิงส่วนแบ่ง 50% ในตลาด หวังทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะสูตรการปรุงแคมเปญ ‘MAMA OK x Squid Game 2’ เลือกกลยุทธ์แบบใดจนได้รสชาติความสำเร็จที่กลมกล่อม [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mama-ok-squid-game2-campaign-strategy-success/ Thu, 26 Dec 2024 07:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1022502

สมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก หรือ World Instant Noodles […]

The post แกะสูตรการปรุงแคมเปญ ‘MAMA OK x Squid Game 2’ เลือกกลยุทธ์แบบใดจนได้รสชาติความสำเร็จที่กลมกล่อม [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก หรือ World Instant Noodles Association (WINA) ทำการสำรวจประเทศที่มีผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก พบว่าประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษฮ่องกงครองอันดับ 1 ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากถึง 42,200 ล้านซองต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากถึง 3,950 ล้านซองต่อปี เฉลี่ย 1 คน กินบะหมี่กึ่งสำเร็จปีละ 55 ซอง

 

ไม่ต้องสำรวจต่อก็พอประมาณการได้ว่า ในจำนวน 3,950 ล้านซองต่อปีนั้น ‘มาม่า’ น่าจะจับจองพื้นที่ในใจผู้บริโภคได้มากที่สุด

 

ถึงมาม่าจะกุมบังเหียนตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทำฟอร์มดีด้วยตัวเลขการเติบโตที่เกินคาด แต่แบรนด์ก็ไม่หยุดพัฒนาสินค้า เพราะความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมที่มี ‘MAMA OK’ เป็น Rising Star ของแบรนด์ เฉพาะการเติบโตในกลุ่มมาม่าเองก็ทำฟอร์มสร้างการเติบโตเกือบ 20% พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมครึ่งปีแรก 2567 ของมาม่าทำรายได้อยู่ที่ 14,484 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 494 ล้านบาท โดยกำไรส่วนใหญ่มาจาก MAMA OK

 

อย่างไรดี การเติบโตของตลาดกลุ่มพรีเมียมก็เต็มไปด้วยความท้าทาย การรุกคืบของแบรนด์ต่างชาติก็ดี หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่ชอบลองรสชาติใหม่ๆ ในแง่หนึ่งก็ดูจะเป็นข้อดีให้แบรนด์ได้พัฒนารสชาติใหม่ๆ แต่ถ้าสนุกมากไปจนลืมจุดยืนของตัวเองก็เสี่ยงที่จะถูกกลืนหายไปในตลาด

 

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองว่า ความท้าทายของแบรนด์วันนี้นอกจากการรักษาแชมป์และนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคให้ได้ คือการฉีกกรอบตัวเอง ทำให้มาม่าสนุกขึ้น โดยยังคงยืนยันในความเป็นตัวตนจริงๆ ของแบรนด์

 

สิ่งที่มาม่าพยายามทำมาตลอดและแบรนด์เองก็ย้ำว่าปีหน้าจะได้เห็นการจัดทัพใหม่ที่ชัดเจนขึ้น นั่นก็คือการทำตลาดในแต่ละ Category เพื่อมุ่งไปในกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน โดยเฉพาะการตลาดของ ‘MAMA OK’

 

แกะสูตรเครื่องปรุงรสการตลาดแบบ ‘MAMA OK’

 

ตั้งแต่แบรนด์ตัดสินใจปรับภาพลักษณ์ ‘Oriental Kitchen’ มาเป็น ‘MAMA OK’ ในปี 2018 ก็ดูเหมือนมาม่าจะมาพร้อมกระบวนท่าใหม่ที่ ‘สนุก’ กว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารสชาติใหม่ๆ หรือการทำแคมเปญเพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยและวัยรุ่น

 

กลยุทธ์การตลาดหลากหลายรูปแบบถูกนำมาใช้โดยปรับให้เข้ากับจังหวะเวลาและกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร อย่างกลยุทธ์ Presenter Marketing ในปี 2019 ที่ดึง ‘เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย สะท้อนภาพลักษณ์ของวัยรุ่นเจนใหม่ที่มีความโดดเด่น แตกต่าง ช่วยขยายฐานตลาดกลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมปรับโลโก้ให้ดูทันสมัย จำง่าย เพื่อสื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ‘OK Generation’ คือ Generation ใหม่ของมาม่า เป็นไลน์สินค้ากลุ่มพรีเมียม ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ นอกจากนั้นยังเปิดตัว ‘รสผัดไข่เค็ม’ มาเสริมทัพรสชาติเดิมที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ รส Hot Korean และรสกุ้งผัดซอสต้มยำ

 

แบรนด์เดินหน้ากลยุทธ์ Presenter Marketing ต่อ แต่หยอดความสนุกเพิ่มเข้าไปกลายเป็นกลยุทธ์ Presenter & Music Marketing ดึง 6 หนุ่ม ไบร์ท-วิน, คริส-สิงโต และ ออฟ-กัน มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมจัดคอนเสิร์ต ‘MAMA OK Generation Party’ และเปิดตัวเพลง ตุ๊บๆ จุ๊บๆ OK! ตอกย้ำให้รู้ว่า MAMA OK มีรสชาติอะไรบ้าง

 

ดูเหมือนว่าการใช้ KOL & Influencers จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ปี 2025 แบรนด์จึงสานต่อกลยุทธ์เดิม ดึง พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมเปิดตัว 2 รสชาติใหม่ ‘รสหม่าล่าและรสเห็ดทรัฟเฟิล’

 

เพิ่มความสนุกและแปลกใหม่ในการทำแคมเปญ ด้วยการหยิบเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการสื่อสารแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการทำภาพยนตร์โฆษณาแชตบอต ต่อยอดไอเดียจาก ChatGPT ถามจริง ตอบจริง เข้ามาช่วยสร้างสีสัน ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยได้อย่างดี

 

และดูเหมือนมนตร์ขลังของ Presenter Marketing ยังไม่คลาย แต่ถ้าจะเล่นด้วยท่าเดิมคงไม่สนุก ปี 2024 แบรนด์เลือก อิ้งค์-วรันธร เปานิล เป็นอาวุธลับใหม่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาแต่ในฐานะพรีเซนเตอร์เท่านั้น แต่มาพร้อมตำแหน่ง ‘Friend of MAMA OK’ คนแรกของแบรนด์ เพื่อรักษาฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z และเจาะกลุ่มเป้าหมายให้กว้างและลึกขึ้น พร้อมกับวางคอนเซปต์สื่อสารที่ชัดเจนว่า ‘อิ้งค์ เท่ากับมาม่า OK’ ผ่านกลยุทธ์การทำสื่อ Out of Home

 

ส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขกำไรที่ขยับขึ้นทุกปี และการที่คนรู้จัก MAMA OK เพิ่มมากขึ้น น่าจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการใช้กลยุทธ์ Presenter Marketing ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

MAMA OK

 

แต่จุดแข็งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยทีม R&D ที่ไม่ว่าจะออกมากี่รสชาติก็สร้างกระแสฟีเวอร์ทุกครั้ง อย่างรสชาติใหม่ ‘ทาโกะยากิ’ และ ‘พะแนงเนื้อ’ ที่ยังคงเอกลักษณ์ของเส้นที่เหนียวนุ่มคลุกเคล้ากับซอสเข้มข้นของแต่ละรสชาติ

 

ลูกเล่นอีกอย่างที่ทำให้การเดินเกมแคมเปญใดๆ ก็ตามของ MAMA OK ในยุคหลังๆ สร้างอิมแพ็กต์และการจดจำได้มากขึ้นก็คือ การเลือกเครื่องมือที่ใช้สื่อสาร

 

นอกจากสื่อออนไลน์ต่างๆ และการทำภาพยนตร์โฆษณาที่สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ยังเลือกใช้เครื่องมือเดิมอย่าง ‘บิลบอร์ด’ หรือการแรปรถไฟฟ้า โฆษณาผ่านจอ LCD บนรถไฟฟ้า เพราะเชื่อว่ายังคงเป็นสื่อที่แมสและทำให้คนจดจำได้นานกว่าสื่อออนไลน์ที่มาเร็ว ไปเร็ว และแน่นอนเราก็ลืมมันเร็วเช่นกัน

 

MAMA OK x Squid Game 2 สูตรใหม่เล่นใหญ่กว่าเดิม (แต่อร่อยและกลมกล่อมเหมือนเดิม)

 

‘จะเล่นท่าเดิมก็ได้ แต่มันไม่สนุก’ พอแบรนด์ตั้งธงแบบนี้เลยทำให้เราได้เห็นการทำตลาดของ MAMA OK ในกระบวนท่าแปลกใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญเจ๋งๆ ที่มักจะมาพร้อมการออกรสชาติใหม่ที่แค่ชื่อรสชาติก็ ‘สนุก’ แล้ว

 

อย่างแคมเปญล่าสุด MAMA OK จับมือกับ Netflix เพื่อต้อนรับการกลับมาของซีรีส์ระดับโลก สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) ซีซัน 2 ที่จะฉายพร้อมกันกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ทาง Netflix

 

MAMA OK x Squid Game 2

 

แคมเปญ MAMA OK x Squid Game 2 ถูกขยายความสนุกบนแนวคิด ‘MAMAVERSE’ ซึ่งเป็นการหยิบจุดเด่นของ MAMA OK, อิ้งค์ วรันธร และซีรีส์จาก Netflix สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) มาอยู่ในจักรวาลเดียวกัน

 

พลังของตัวแทน Pop Culture จากทั้งสาม Multiverse ไม่ว่าจะเป็น MAMA OK ตัวแทนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมของคนเจนใหม่ และยังเป็นเมนูยอดฮิตที่ผู้บริโภคชื่นชอบเวลาดูซีรีส์ หรือ อิ้งค์ วรันธร ในฐานะ Friend of Brand คนรุ่นใหม่ที่สะท้อนความเป็น Pop Culture แห่งยุค และซีรีส์ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) ที่สร้างกระแส Pop Culture ให้คนทั่วโลกรู้จักกับวงการซีรีส์เกาหลี ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ชัดและหลากหลายเมื่อถูกผนวกรวมกันเป็น ‘MAMAVERSE’ จะยิ่งเปิดโอกาสเข้าถึงกลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น

 

สิ่งที่มาพร้อมแคมเปญใหม่คือรสชาติใหม่ ‘MAMA OK SPICY KOREAN SQUID INK’ ที่ยังคงขี้เล่นไม่เลิกด้วยการตั้งชื่อรสชาติล้อไปกับชื่อซีรีส์ Squid Game และชื่อของ INK ตัวแทนแบรนด์ คงเอกลักษณ์เส้นเหนียวนุ่ม คลุกเคล้ากับซอสหมึกดำ ผสานความเผ็ดจัดจ้าน อร่อยสไตล์เกาหลี สะท้อนคาแรกเตอร์ลึกลับของซีรีส์ได้อย่างลงตัว เพิ่มอรรถรสให้กับคนดูซีรีส์ไปอีก

 

ด้านกลยุทธ์การตลาดก็ยังคงใช้ทั้งสื่อ Offline และ Online ไม่ว่าจะเป็นบิลบอร์ด วิดีโอออนไลน์ และสื่อประชาสัมพันธ์ในร้านค้าทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจ เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิม กลุ่มเป้าหมายใหม่ ไปจนถึงแฟนซีรีส์

 

ความพิเศษของแคมเปญ MAMA OK x Squid Game 2 คือการผสมผสานความทันสมัยและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้ากับภาพลักษณ์ของ MAMA OK ได้อย่างลงตัว จึงไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาดที่คิดขึ้นมาเพื่อเปิดตัวรสชาติใหม่เท่านั้น แต่ถ้ามองในระยะยาว การทำ Brand Collab กับแบรนด์ระดับโลกผ่านการผสมผสานไปกับไลฟ์สไตล์ของคนดูซีรีส์ จะเสริมภาพลักษณ์ให้ MAMA OK มีความทันสมัยและมีความเป็น Global มากขึ้น

 

MAMA OK x Squid Game 2

 

เรียกได้ว่าเป็นการจุดพลุแคมเปญส่งท้ายปีที่สนุกจริงๆ ถ้าตัวเลขการเติบโตปีหน้าของ MAMA OK จะขยับขึ้นอีกก็ไม่แปลกใจ

 

อย่างไรก็ตาม ในมุมของสื่อที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ดูการแข่งขันสุดเผ็ดร้อนของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม องค์ประกอบที่ทำให้ MAMA OK ติดตลาด แม้จะได้อานิสงส์จากพลังของการทำแคมเปญการตลาดสุดปังหรือการมี KOL & Influencers ที่ทรงพลัง ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับจากตลาดที่เปิดกว้างขึ้น ราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับสินค้าพรีเมียมจากต่างประเทศ ความหลากหลายของรสชาติ ปัจจุบัน MAMA OK มีทั้งหมด 10 รสชาติ สุดท้ายคือการที่ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่าย

 

เมื่อเครื่องปรุงเหล่านี้ถูกนำมาคลุกเคล้าในสัดส่วนที่พอเหมาะโดยกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้ ‘ความสนุก’ เป็นพลังขับเคลื่อน จึงเกิดเป็นรสชาติความสำเร็จที่กลมกล่อมอย่างที่เห็นนั่นเอง

 

อ้างอิง:

The post แกะสูตรการปรุงแคมเปญ ‘MAMA OK x Squid Game 2’ เลือกกลยุทธ์แบบใดจนได้รสชาติความสำเร็จที่กลมกล่อม [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานเครือสหพัฒน์ขายหุ้น ‘ประชาอาภรณ์’ 5.48% เกลี้ยงพอร์ต จากเคยถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 https://thestandard.co/boonsithi-chokwatana-sold-pg-share/ Thu, 31 Aug 2023 05:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=835943 บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา

ก.ล.ต. รายงาน บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แจ้งขายหุ้นที่ถือทั้ง […]

The post ประธานเครือสหพัฒน์ขายหุ้น ‘ประชาอาภรณ์’ 5.48% เกลี้ยงพอร์ต จากเคยถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา

ก.ล.ต. รายงาน บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แจ้งขายหุ้นที่ถือทั้งหมดใน บมจ.ประชาอาภรณ์ ออกจำนวน 5.48% เหลือหุ้น 0% จากเดิมเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ระบุว่า รายงานการจำหน่ายหุ้นของ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ PG โดย บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ซึ่งเป็นการจำหน่ายเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายคิดเป็น 5.48% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

 

ปัจจุบัน บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เดิมก่อนหน้านี้ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 5 ด้วยจำนวนหุ้น 5.48% ใน บมจ.ประชาอาภรณ์

 

ด้านการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น PG วันนี้ (31 สิงหาคม) ไม่พบปริมาณการซื้อ-ขาย

 

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ รายชื่อผู้ถือหุ้นของ บมจ.ประชาอาภรณ์ 10 อันดับแรก ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 มีดังนี้

 

  1. บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 13.78%
  2. บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 10.92%
  3. บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 8.80%
  4. บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด สัดส่วน 7.59%
  5. บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา สัดส่วน 5.48%
  6. บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 5.25%
  7. บริษัท บีเอสซี โซ อิน จำกัด สัดส่วน 4.24%
  8. บริษัท นราภรณ์ จำกัด สัดส่วน 3.89%
  9. บุญเกียรติ โชควัฒนา สัดส่วน 2.81%
  10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 2.51%

The post ประธานเครือสหพัฒน์ขายหุ้น ‘ประชาอาภรณ์’ 5.48% เกลี้ยงพอร์ต จากเคยถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ไม่กังวลรัฐบาลชุดใหม่ แย้มเชื่อมั่นพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมปรับตัวตามนโยบาย แต่ต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องขึ้นค่าแรงหวั่นทำให้นักลงทุนย้ายไปเวียดนาม https://thestandard.co/sahapat-dont-worry-about-the-new-government/ Wed, 31 May 2023 13:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=797616

‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ไม่กังวลรัฐบาลชุดใหม่ ย้ำ! เชื่อมั่นใน […]

The post ‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ไม่กังวลรัฐบาลชุดใหม่ แย้มเชื่อมั่นพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมปรับตัวตามนโยบาย แต่ต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องขึ้นค่าแรงหวั่นทำให้นักลงทุนย้ายไปเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ไม่กังวลรัฐบาลชุดใหม่ ย้ำ! เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ในฐานะพ่อค้า พร้อมปรับตัวตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งทำอันดับแรกคือรีบพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่อีกด้านก็ยอมรับว่ากังวลนโยบายขึ้นค่าแรง อาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานผลิตไปเวียดนาม 

 

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวในงานแถลงข่าว ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 27’ ว่า ในฐานะนักธุรกิจภาคเอกชน ไม่กังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และพร้อมจะปรับตัวตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เราเป็นพ่อค้า เราปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ 

 

“และถึงแม้จะเป็นนายกฯ คนแรกที่มีอายุน้อยที่สุด เราก็ไม่กังวล เพราะต่างประเทศก็ต่างมีผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เห็นกันอยู่หลายคน และส่วนตัวเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนรุ่นใหม่จะกล้าคิดกล้าทำและตัดสินใจเร็ว”

 

แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตามด้วยพัฒนาด้านการศึกษา และสร้างงานหาอาชีพให้คนมีงานทำ รวมถึงการทำให้สินค้ากลุ่มเกษตรมีราคาสูงขึ้น

 

ไม่ใช่มองแค่นโยบายการขึ้นค่าแรง เพราะการปรับขึ้นค่าแรงนั้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และในที่สุดค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ก็ต้องหาวิธีทำให้ทุกอย่างสอดคล้องกันก่อน แต่กังวลว่าอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะบริษัทของญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม เพราะต้นทุนถูกกว่า ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันกลุ่มสินค้าแฟชั่นต่างหันไปสร้างฐานผลิตที่เวียดนามกันหมด

 

ถึงกระนั้นหากมีการขึ้นค่าแรง บริษัทฯ ก็พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำมาโดยตลอด 

 

นอกจากนี้ สิ่งที่ค่อนข้างกังวลมากที่สุดคือเรื่องความเชื่อมั่น หากรัฐบาลชุดใหม่ทำได้ดีก็จะช่วยให้ภาพรวมประเทศไปได้ไกลกว่าเดิม 

 

เช่นเดียวกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ต้องเจอปัญหารอบด้าน ทั้งสงครามและภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง แต่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีความได้เปรียบประเทศอื่น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากการเดินทางเข้ามาของต่างชาติ ใครก็อยากมาเที่ยวประเทศไทย 

 

‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ยังเปรียบเทียบให้เห็นอีกว่า ปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจประเทศไทยก็เหมือนขับรถหรูมัสแตงที่พร้อมเหยียบคันเร่งเดินไปข้างหน้า

 

ทั้งนี้ ภายใต้เครือสหพัฒน์มีบริษัทรวมกันมากกว่า 300 บริษัท มีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 15 บริษัท มีพนักงานมากกว่า 1 แสนคน และเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ดัง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซื่อสัตย์ ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ผงซักฟอกเปา ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเอสเซ้นซ์ ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟันซิสเท็มมา

 

อย่างไรก็ตาม สหกรุ๊ปยังเตรียมจัดงาน ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 27’ ภายใต้ธีมศึกเจ้านักช้อป นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวมกว่า 1,000 บูธ จาก 100 บริษัท มาให้ช้อปในราคาลดค่าครองชีพ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2566 ที่ไบเทค บางนา

 

The post ‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ ไม่กังวลรัฐบาลชุดใหม่ แย้มเชื่อมั่นพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมปรับตัวตามนโยบาย แต่ต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องขึ้นค่าแรงหวั่นทำให้นักลงทุนย้ายไปเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โรงพยาบาล รวมใจรักษ์ @สุขุมวิท62 โรงพยาบาลแนวคิดใหม่ในการดูแลสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ | THE STANDARD https://thestandard.co/ruamjairak/ Wed, 19 Oct 2022 09:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=697304 โรงพยาบาลรวมใจรักษ์

ร่วมค้นหาคำตอบของโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท62 ‘ […]

The post ชมคลิป: โรงพยาบาล รวมใจรักษ์ @สุขุมวิท62 โรงพยาบาลแนวคิดใหม่ในการดูแลสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงพยาบาลรวมใจรักษ์

ร่วมค้นหาคำตอบของโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท62 ‘โรงพยาบาลแนวคิดใหม่ในการดูแลสุขภาพ’ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และการจับมือของ 3 พาร์ตเนอร์อย่างประกิต โฮลดิ้งส์, สหยูเนี่ยน และสหพัฒนพิบูล จะทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นๆ ได้อย่างไร

 

ติดต่อโรงพยาบาลรวมใจรักษ์: https://ruamjairak.com/

The post ชมคลิป: โรงพยาบาล รวมใจรักษ์ @สุขุมวิท62 โรงพยาบาลแนวคิดใหม่ในการดูแลสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน ‘สหพัฒน์’ ห่วงวิกฤตเงินเฟ้อ สงครามยืดเยื้อ วอนรัฐไฟเขียวขึ้นราคา ‘มาม่า-ผงซักฟอก’ https://thestandard.co/saha-pathanapibul-worried-about-the-inflation-crisis/ Fri, 10 Jun 2022 00:42:50 +0000 https://thestandard.co/?p=640234 สหพัฒน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ นอกจ […]

The post ประธาน ‘สหพัฒน์’ ห่วงวิกฤตเงินเฟ้อ สงครามยืดเยื้อ วอนรัฐไฟเขียวขึ้นราคา ‘มาม่า-ผงซักฟอก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหพัฒน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ นอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากว่า 2 ปีเต็ม แม้จะเริ่มคลี่คลายไปแล้ว ยังมีปัจจัยของวิกฤตสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่ในไทย กล่าวในงานแถลงข่าวการจัดงาน ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26’ ว่าสถานการณ์ความขัดแข้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน สหพัฒน์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาวัตถุดิบและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าบะหมี่สำเร็จรูป ‘มาม่า’ ที่ผลิตจากแป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แน่นอนว่าหากไม่ขยับราคา สหพัฒน์ต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างรออนุญาตจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยก่อนหน้านี้ได้ขอปรับราคาสินค้า โดยสินค้าหลายรายการ เช่น มาม่า และผงซักฟอก รวมถึงสินค้าอีกหลายรายการที่เป็นสินค้าควบคุม

 

โดยหากรัฐควบคุมการขึ้นราคาสินค้านานเกินไป ผู้ผลิตอาจลดกำลังการผลิตลงหรือชะลอการผลิต อาจทำให้เกิดการกักตุนสินค้า และท้ายที่สุดสินค้าก็ขาดตลาด แต่หากปล่อยให้ทยอยปรับขึ้นก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้น โดยสหพัฒน์ได้พยายามสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

 

ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องทำทีละสเต็ป เพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับได้ และยอมรับว่าราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในต่างประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ขึ้นราคาหมดแล้ว ส่วนไทยคาดว่าเร็วๆ นี้ สินค้ากลุ่มบะหมี่สำเร็จรูป รวมถึง ‘มาม่า’ จะได้ปรับขึ้นแน่นอน แต่จะปรับขึ้นราคาเท่าไรนั้นต้องพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งขณะนี้ราคาวัตถุดิบยังมีความผันผวนต่อเนื่อง

 

ประธานเครือสหพัฒน์กล่าวต่อไปว่า วิกฤตสงครามรัสเซียและยูเครนครั้งนี้รุนแรงกว่าเมื่อ 26 ปีที่แล้วที่เจอกับวิกฤตต้มยำกุ้ง และหนักกว่าโควิด เพราะโควิดคลี่คลายเร็ว 1-2 ปี แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงมากที่สุดคือภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเรื่องตองจับตาดูต่อไป เพราะขึ้นอยู่กับสงครามยูเครนและรัสเซียจะจบเร็วหรือช้า ทั่วโลกต้องคอยรับมือหาหนทางแก้ไขปัญหา 

 

ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังดีกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการปรับตัวต่างๆ รวมไปถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยมีโอกาสฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น เพราะคนไทยปรับตัวได้ดี แต่จะฟื้นตัวช้าหรือเร็วนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบด้าน 

 

สำหรับแผนการลงทุนเครือสหพัฒน์ ต้องรอจังหวะ โฟกัสการลงทุนรูปแบบใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ ซึ่งยังไม่ได้วางตัวเลขงบลงทุนเอาไว้ เพราะวิกฤตสงครามยังไม่จบ ต้องประเมินให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยตั้งแต่เจอโควิดมา สหพัฒน์ไม่มีการเซ็นสัญญาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ กับนักลงทุนต่างชาติเลย จากก่อนโควิดจะมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นทุกปี ส่วนด้านการพัฒนาสินค้าต้องทำต่อเนื่อง จากนี้จะเน้นสินค้ากลุ่มเฮลท์แคร์และเวลเนส เพื่อสอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ภาพรวมสหพัฒน์เริ่มกระเตื้องขึ้น แต่ยังไม่มาก ซึ่งรายได้ปี 2565 คาดว่าคงยังไม่กลับมาเทียบเท่ากับปีก่อนวิกฤตโควิด แม้ไตรมาส 1 จะเริ่มมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ก็มาจากอาหารการกินที่เติบโตเล็กน้อย ประเมินว่าต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ถึงจะกลับไปสร้างรายได้เท่ากับปีก่อนโควิดได้ เนื่องจากปัจจุบันยอดผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ภาครัฐเปิดประเทศ ทำให้ครึ่งปีหลังเป็นต้นไปบรรยากาศการจับจ่ายจะเริ่มดีขึ้น 

 

และเพื่อช่วยลดค่าครองชีพผู้บริโภค ล่าสุดสหพัฒน์เตรียมจัดงาน สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26 ภายใต้คอนเซ็ปต์  ‘ปลดล็อก ช้อปสวนกระแส’ ยกทัพสินค้าให้ช้อปทั้งออนไซต์และออนไลน์ โดยมีสินค้าแบรนด์ดังมาจำหน่ายราคาพิเศษ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2565 ที่ไบเทค บางนา 

The post ประธาน ‘สหพัฒน์’ ห่วงวิกฤตเงินเฟ้อ สงครามยืดเยื้อ วอนรัฐไฟเขียวขึ้นราคา ‘มาม่า-ผงซักฟอก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหพัฒน์ยอมรับ โควิด-19 ทำรายได้ปีนี้โตแค่ 1% ยอดขาย ‘มาม่าคัพ’ วูบกว่า 50% https://thestandard.co/spc-admitted-coronavirus-effect-growth/ Mon, 05 Oct 2020 12:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=403945 สหพัฒน์ยอมรับ โควิด-19 ทำรายได้ปีนี้โตแค่ 1% ยอดขาย ‘มาม่าคัพ’ วูบกว่า 50%

เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำ […]

The post สหพัฒน์ยอมรับ โควิด-19 ทำรายได้ปีนี้โตแค่ 1% ยอดขาย ‘มาม่าคัพ’ วูบกว่า 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหพัฒน์ยอมรับ โควิด-19 ทำรายได้ปีนี้โตแค่ 1% ยอดขาย ‘มาม่าคัพ’ วูบกว่า 50%

เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ยอมรับว่าในปีนี้รายได้เติบโต 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหลัก

 

“หลายคนบอกว่ามาม่าเป็นตัววัดเศรษฐกิจได้ หากเศรษฐกิจแย่ มาม่าจะดี แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เราโตสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ยอดขายทั้งประเภทซองและประเภทคัพของมาม่าก็ตกลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือเดือนมีนาคมมีช่วงที่ดีที่คนซื้อสินค้าบริโภคเยอะมาก ตอนนี้ก็โต แต่มันน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” 

 

เวทิตกล่าวว่ากรณีที่ภาครัฐออกมาตรการคนละครึ่งนั้นเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้บ้าง ประกอบกับสินค้าอุปโภคบริโภคหรืออาหารการกินเป็นสิ่งที่คนต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวยังเป็นอีกแรงกระตุ้นการใช้จ่ายอีกช่องทางหนึ่งด้วย

  

“ช่วงโควิด-19 มันเหมือนจะดี แต่เราดีแค่เดือนเดียว หลังจากนั้นมันโตน้อย เมื่อดูตลาดเราพบว่าประเภทซองขายดีในช่วงโควิด-19 แต่ประเภทถ้วยยอดตกมากกว่า 50% เพราะไม่มีการเดินทางท่องเที่ยว แต่เมื่อรัฐมากระตุ้นการท่องเที่ยว มีวันหยุดสงกรานต์ ยอดขายประเภทถ้วยก็เริ่มกลับมาบ้าง” 

 

เวทิตกล่าวว่า สำหรับมาตรการที่อยากให้ภาครัฐออกมากระตุ้นเพิ่มเติมนั้น วันที่ 7 ตุลาคมนี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะมีการหารือร่วมกันในเรื่องดังกล่าวเพื่อเสนอภาครัฐต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

รายงาน: ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com  

The post สหพัฒน์ยอมรับ โควิด-19 ทำรายได้ปีนี้โตแค่ 1% ยอดขาย ‘มาม่าคัพ’ วูบกว่า 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาม่าเปิดตัวรสใหม่ ‘ผัดหอยลาย’ และ ‘น้ำยาปู’ ชูจุดขายคอเลสเตอรอลต่ำ https://thestandard.co/mama-new-products/ Thu, 21 Nov 2019 11:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=306062

ยังเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเ […]

The post มาม่าเปิดตัวรสใหม่ ‘ผัดหอยลาย’ และ ‘น้ำยาปู’ ชูจุดขายคอเลสเตอรอลต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดได้เปิดตัวมาม่า คัพ 2 รสชาติ ทั้ง มาม่าเส้นเล็กรสน้ำยาปู และมาม่าเส้นเล็กแห้งรสผัดหอยลาย โดยชูจุดขายของการเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไขมันต่ำและคอเลสเตอรอลต่ำ วางจำหน่ายแล้วในรูปแบบของมาม่าคัพในราคา 18 บาท

 

ก่อนหน้านี้สหพัฒนพิบูลเพิ่งจะเปิดตัว ‘มาม่า OK ผัดไข่เค็ม’ ไป และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก ซึ่งก็นำมาสู่การเปิดตัวทั้งสองรสใหม่ในครั้งนี้ที่เคยชิมลางขายผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ www.sahapatdelivery.com 

 

คลิกอ่านบทความย้อนหลังหรือฟังพอดแคสต์กลยุทธ์ของสหพัฒน์ในการปรับตัวสู้ Digital Disruption ได้ที่นี่ thestandard.co/vathit-saha-pathanapibul/ และ thestandard.co/podcast/thesecretsauce161/

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post มาม่าเปิดตัวรสใหม่ ‘ผัดหอยลาย’ และ ‘น้ำยาปู’ ชูจุดขายคอเลสเตอรอลต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนแบบไหน https://thestandard.co/sahapat-co-ltd/ Thu, 10 Oct 2019 09:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=290850

ผมเชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ต่างจากผม ‘โลกทุกวันนี้หมุนและเ […]

The post เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนแบบไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมเชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ต่างจากผม ‘โลกทุกวันนี้หมุนและเปลี่ยนไปเร็วมากๆ’ อะไรๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนก็พร้อมจะเกิดขึ้นและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันถึงมีคำพูดที่ว่า Only the Paranoid Survive 

 

ก่อนจะมาอยู่ที่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ในช่วงที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าทุกอย่างมันจะยั่งยืนและคงอยู่แบบนั้นไปตลอด 

 

ผมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมฟิล์มและเทปคาสเซตต์มาก่อน พอมีความคิดความเชื่อแบบนั้น เราก็แค่ทำงานเดิมๆ ของเราไป ปรับให้มันดีขึ้นบ้าง เพิ่มยอดขายมัน 

 

แต่ปรากฏว่าวันหนึ่งเมื่อคิดจะล้มหายตายจาก มันจะเกิดขึ้นเร็วมากๆ มากจนไม่ให้เราตั้งตัวและไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเลย แม้แต่เวลาให้มานั่งไว้อาลัยหรือโศกเศร้าเสียใจกับสิ่งที่พังลงไปก็ไม่มี 

 

เมื่อเลือกไม่ได้และถูกดิสรัปต์มาตลอด ผมจึงเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดหูเปิดตากับเรื่องนี้มาก เข้าใจหลักการของมัน ความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าวิธีการทำงานของมนุษย์เราก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย 

 

ผู้บริหารยุคใหม่ในโลกวันนี้จึงต้องคิดและทำอะไรใหม่ๆ ห้ามหยุดคิด ห้ามหยุดเดิน เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง ตัวผมเองพอได้เข้ามาดูแลมาม่า ผมเชื่อในเรื่องการ ‘ลองผิดลองถูก’ มากๆ ว่าเป็นสิ่งที่ดี สมมติว่าผมอยากจะปล่อยผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ๆ ออกมาสักรส เมื่อคิดได้และเกิดไอเดียแล้วต้องเริ่มลงมือทำทันที อย่าไปรอ เพราะไม่กี่นาทีหลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็อาจจะคิดได้เหมือนกัน แล้วถ้าเขาชิงลงมือก่อน ‘ความคิด’ ของคุณก็จะเป็นได้แค่ ‘ความคิด’

 

ถ้ามันจะล้มเหลวขึ้นมาก็ไม่ได้เสียหาย เพราะเราก็ยังได้เรียนรู้จากมัน ที่ผ่านมามาม่าเองก็เคยพบกับความผิดพลาดอยู่หลายครั้ง เราก็เก็บมันมาเป็นบทเรียนทบทวน จะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำสอง แต่หากเปรี้ยงขึ้นมา มันก็จะเป็นผลดีกับองค์กร เขาจึงเรียกว่า Fail Fast, Fail Often, Fail Forward 

 

ทุกครั้งเวลาที่พูดหรือสื่อสารกับพนักงานในบริษัท ผมจะพยายามกระตุ้นและสนับสนุนให้พวกเขาได้ลองคิดลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่ทำแต่งานรูทีน มีไอเดียอะไรก็งัดออกมาคุยกัน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จะแนะให้เขาลองเริ่มทำดูเลย บริษัทของเราจึงมีโปรเจกต์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้พนักงานในองค์กรได้เริ่มคิดเริ่มทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

 

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าคุณสมบัติข้อแรกของการเป็นผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรที่ดีในวันนี้คือ ‘คุณต้องไม่ Kill ไอเดียของลูกน้อง’ พอเขาเสนอความคิดที่คุณอาจจะไม่คุ้นหู เริ่มพูดขึ้นมาได้แค่ไม่กี่คำ คุณก็ไปตัดสินเขาทันทีแล้วว่า ‘ไม่เวิร์ก’ ส่วนหนึ่งอาจจะเห็นว่าเป็นเด็กจบใหม่ อายุน้อย ยังไม่มีประสบการณ์ ก็เลยให้เขาทำตามคำสั่งของคุณโดยไม่บอกเหตุผล นี่คือสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรทำอย่างยิ่ง

 

ถ้าคุณคิดจะบอกปัดไอเดียเขาทิ้ง คุณต้องให้เวลากับเขา อธิบายเหตุผลให้เขาฟังว่าตัดสินใจแบบนั้นเพราะอะไร อย่าใช้แค่คำว่า ‘ไม่เวิร์กหรอก’ หรือให้เขาทำตามคำสั่งของเราโดยที่ดูแววตาก็รู้ว่าเขาไม่เข้าใจเหตุผล ต้องบอกให้เขาเข้าใจว่าตัวคุณเองเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน ให้คำแนะนำเขาว่าลองวิธีอื่นที่ต่างออกไปจะดีกว่าไหม

 

คุณสมบัติประการถัดมา ผู้นำที่ดีนอกจากจะเปิดรับความคิดของลูกน้องแล้วก็ต้องเป็นผู้นำที่ ‘ได้ใจ’ ลูกน้องด้วย 

 

คำว่าได้ใจในที่นี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคมและยุคสมัย อย่างสมัยก่อนแค่คนรู้ว่าผมเป็นหลานของนายห้างเทียม โชควัฒนา ผมก็อาจจะได้ใจคนในทีมหรือบริษัทแล้วก็ได้ เพราะคุณปู่ทำไว้ดีมากๆ ดูแลและให้เกียรติลูกน้องทุกคน

 

แต่ปัจจุบันหลักคิดแบบนั้นมันใช้ไม่ได้แล้ว คนไม่ได้ยึดติดกับนามสกุล อดีต หรือประวัติศาสตร์ของคุณอีกต่อไป โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก การจะได้ใจลูกน้อง ส่วนหนึ่งเขาจะมองว่าคุณประสบความสำเร็จในเรื่องใดมาบ้าง นอกจากนี้ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้วสามารถสื่อสารออกไปให้พวกเขารู้เรื่องด้วย ไม่ใช่เก็บเงียบอยู่กับตัวเอง

 

ได้ใจในที่นี้จึงครอบคลุมทั้งความสำเร็จของคุณ ความสามารถ และทักษะในการสื่อสาร ประกาศวิสัยทัศน์แล้วคนตามทัน คุณบอกให้คนทำอะไรแล้วมีเหตุผลรองรับว่าทำไมจึงสั่งอย่างนี้ ให้ทำอย่างนั้น

 

สำคัญที่สุด ผู้นำที่ดีจะต้องพร้อมหนุนหลังผู้ตามในทุกๆ สถานการณ์เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ลูกน้องของคุณทำตามคำสั่งหรือการชี้แนะของคุณแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา ผู้นำก็จะต้องออกมาขอโทษและยอมรับกับลูกน้อง ทั้งหมดนี้ล่ะที่เรียกว่า ‘ผู้นำ’

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์    

The post เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนแบบไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่ากลยุทธ์มาม่า เจ้าตลาดที่ถูกเขย่าด้วยความ ‘เผ็ดร้อน’ AI และ Big Data จะช่วยคิดรสใหม่ได้ไหม https://thestandard.co/vathit-saha-pathanapibul/ Mon, 30 Sep 2019 04:35:18 +0000 https://thestandard.co/?p=291354 เวทิต โชควัฒนา

ชื่อของ ‘มาม่า’ ติดหูและอยู่คู่กับคนไทยมาเป็นระยะเวลานา […]

The post ผ่ากลยุทธ์มาม่า เจ้าตลาดที่ถูกเขย่าด้วยความ ‘เผ็ดร้อน’ AI และ Big Data จะช่วยคิดรสใหม่ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวทิต โชควัฒนา

ชื่อของ ‘มาม่า’ ติดหูและอยู่คู่กับคนไทยมาเป็นระยะเวลานานเกือบ 5 ทศวรรษ (เริ่มออกผลิตภัณฑ์แรก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสซุปไก่ ในปี 2516) แถมในแง่ของแบรนดิ้งก็ประสบความสำเร็จมากๆ จนใครหลายคนยังเผลอเรียกชื่อมาม่าแทนผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนติดปากกันมานักต่อนัก

 

ด้วยความกลมกล่อมของรสชาติน้ำซุปที่ถูกปากคนไทย เท็กซ์เจอร์และความหนึบนุ่มของเส้นบะหมี่ ไปจนถึงความหลากหลายของรสชาติและผลิตภัณฑ์ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยให้ ‘บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)’ ครองความเป็นเจ้าตลาดบะหมี่กี่งสำเร็จรูปที่มีส่วนแบ่งกว่า 50% ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่าหลายปี

 

ครึ่งปี 2562 ที่ผ่านมา (มกราคมถึงมิถุนายน) มาม่ามีรายได้จากยอดขายรวมกว่า 4,600 ล้านบาท โตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่า 11.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสำเร็จของการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า OK’

 

แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3-5 ปีที่แล้ว ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร อัตราการเติบโตอยู่ที่ราว 1% เท่านั้น แถมในปี 2558 ตลาดก็ไม่โตขึ้นจากปีก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย! (แย่ที่สุดในรอบ 44 ปี)

 

เพื่อหาคำตอบว่ามาม่าผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาด้วยวิธีไหน THE STANDARD เดินทางไปยังออฟฟิศของสหพัฒน์บนถนนเพชรบุรี เพื่อคุยกับ เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดเผยกลยุทธ์ในการทรานฟอร์มองค์กรที่เตรียมนำ AI และ Big Data เข้ามาช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายของผู้เล่นบะหมี่เกาหลี ‘รสเผ็ดมาก’ ที่บุกมาเขย่าตลาดชนิดที่เหนือความคาดหมาย

 

มาม่า

 

 

‘มาม่า OK ผัดไข่เค็ม’ นวัตกรรม ‘ฮีโร่’ พลิกเกมมาม่าไดรฟ์ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ด้วยราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของมาม่าที่เริ่มต้นเพียง 6 บาท แต่ยังทำกำไรให้กับบริษัทได้ เวทิตยอมรับกับ THE STANDARD ว่าก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยคิดเหมือนกันว่ามันคือกำแพงอุปสรรค Barriers to entry ที่กันไม่ให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ บุกเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งจากตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยได้

 

แต่ปรากฏว่าวันดีคืนดี อยู่ๆ ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบะหมี่เกาหลีรสเผ็ดก็เข้ามาตีตลาดในไทยได้แบบหวือหวา ชนิดที่เกิดเป็นกระแสไวรัลในไทยบนพื้นที่โซเชียลอยู่พักหนึ่ง

 

เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังสามารถเปิดเซกเมนต์ผลิตภัณฑ์ใหม่ (กลุ่ม High Premium ที่มีราคาสูง) ควบคู่ไปกับการจับกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่อายุน้อยๆ ได้อยู่หมัด เรียกได้ว่าท้าทายเจ้าตลาดอย่างมาม่าชนิดที่พวกเขาไม่อาจละสายตาได้เลย

 

“เราจับตาดูอยู่ วิเคราะห์ตลอด” เวทิตเล่าถึงผู้เล่นหน้าใหม่ “ช่วงแรกก็มองว่าเผ็ดเกินไปมั้ง อยู่ไม่นานกระแสคงซา จนเราพบว่ากลุ่มผู้บริโภคคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลที่ตามมาจึงช่วยให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปี 2560 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 4.3%

 

“แต่ผมมองว่าการแข่งขันมันทำให้เราไม่หยุดคิดนะ รู้สึกดีที่มีคู่แข่งอย่างนี้ แล้วผมสนุกนะ ทุกครั้งที่เราเรียกประชุมกัน ก็จะมานั่งดูกันว่าคู่แข่งเขาเป็นอย่างไร ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอย่างไร ส่วนผู้เล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดก็เหมือนเราเล่นเกมแล้วเจอบอสหน้าใหม่ๆ เจอด่านยากๆ”

 

กลยุทธ์มาม่า

 

เหตุผลเดียวกันนี้นอกจากจะช่วยทำให้ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคึกคัก ก็ยังทำให้มาม่าตัดสินใจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย เพื่อตอบสนองเทรนด์และความชื่นชอบของกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ โดยเวทิตนิยามว่า ผลิตภัณฑ์ในเซกเมนต์ Oriental Kitchen แบบแห้งที่เน้นเจาะกลุ่มพรีเมียมราคาซองละ 15 บาทคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ‘กระแสและคุณค่า’ 

 

“เราไม่เคยทิ้งโครงการลักษณะนี้เลย (ผลิตภัณฑ์มาม่ารสชาติใหม่ๆ) เรามีอยู่ในลิ้นชักอยู่ตลอด แต่มาม่าจะออกอะไรทั้งที ‘เราต้องชนะ’ เลยอาจจะต้องใช้เวลานานนิดหนึ่ง หลังจากนั้นเราจึงเปิดตัวมาม่า OK ฮอตโคเรียน และกุ้งผัดซอสต้มยำแบบแห้งในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ปรากฏว่าผลตอบรับเปรี้ยงมาก ส่งผลต่อเนื่องและช่วยไดรฟ์ให้ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครึ่งปีแรก 2562 เติบโตราว 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (มูลค่ารวมทั้งตลาด 9,137 ล้านบาท)”

 

“มาม่าจะออกอะไรทั้งที ‘เราต้องชนะ’”

 

9 เดือนถัดมา มาม่าสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวมาม่า OK รสผัดไข่เค็มแบบแห้ง คราวนี้เรียกได้เต็มปากเลยว่ามาม่ายึดครองพื้นที่สื่อในช่วงเวลาดังกล่าวได้แบบเด็ดขาด เพราะถือเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์แรกๆ ที่กล้าหยิบวัตถุดิบยอดฮิต ‘ไข่เค็ม’ มาแปรรูปเป็นรสชาติใหม่ ซึ่งไอเดียส่วนหนึ่งมาจากเวทิตที่ได้ลองชิมขนมยอดฮิตจากสิงคโปร์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แล้วเกิดความประทับใจในรสชาติ ก่อนจะพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่องจนลงตัวในที่สุด

 

“มาม่า OK ผัดไข่เค็มคือสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะการเร่งออกผลิตภัณฑ์ให้เร็วที่สุด ก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ช่วงนั้นผมสั่งให้ทีมจองสื่อทำหนังโฆษณาแล้วเริ่มโปรโมตออนไลน์ตั้งแต่มกราคม 2562 ทั้งๆ ที่กระบวนการผลิตยังไม่แน่นอน วัตถุดิบยังไม่เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำ ซึ่งค่อนข้างจะผิดหลัก 4P มากๆ

 

“แต่ผมมองว่ายุคนี้มันต้องลองผิดลองถูกเยอะๆ ต้องปล่อยให้อะไรๆ มันเดินไปก่อน เขาถึงเรียกว่า ‘Fail Fast, Fail Often, Fail Forward’ ถ้าเราเจอของดี (พูดพลางหยิบซองมาม่า OK ไข่เค็มขึ้นมาโชว์) ต้องพร้อมวางจำหน่ายเลย ของดีๆ อย่างนี้อย่าไปรอ ยุคนี้คือยุคที่ถ้าเราทำได้วันนี้ อีก 1 นาทีก็อาจจะมีคนคิดเหมือนเราได้เหมือนกัน

 

“สำหรับมาม่าแค่รสชาติเดียว ถ้ามันจะเฟลขึ้นมาก็เฟลสิ เราไม่เจ๊งครับ เรา Flop มาหลายตัวแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ถ้ามันดี ซึ่งมันดีอยู่แล้ว เพราะผมชิมแล้วว่ามันดี (หัวเราะ) แล้วถ้าไม่มีของ คนก็จะถามหา มันก็เกิดกลายเป็นกระแสขึ้นมาอีก”

 

เมื่อกระบวนการผลิตและวัตถุดิบยังไม่ลงตัว มาม่าจึงแก้เกมด้วยการวางจำหน่ายมาม่า OK ผัดไข่เค็มเป็นลิมิเต็ดเอดิชันเฉพาะบนช่องทางออนไลน์อย่าง www.sahapatdelivery.com และ Lazada รวมถึงร้านสะดวกซื้อของ Lawson แทน และได้รับกระแสตอบรับท่วมท้น

 

“ยุคนี้คือยุคที่ถ้าเราทำได้วันนี้ อีก 1 นาทีก็อาจจะมีคนคิดเหมือนเราได้เหมือนกัน”

 

เวทิต โชควัฒนา

 

เคล็ดลับการเป็นผู้นำคือ ‘ไม่หยุดพัฒนา’ สร้างนวัตกรรมใหม่ออกมาเสมอ

ครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากจะเริ่มวางจำหน่ายมาม่า OK ผัดไข่เค็ม, ข้าวต้มคัพ 3 รสชาติใหม่ (รสเล้งแซ่บ, รสซุปไข่สาหร่าย และรสกุ้งกระเทียม) รวมถึงนวัตกรรมฝา 2 ชั้นสำหรับมาม่า OK แบบแห้ง ล่าสุดในระหว่างที่บทความชิ้นนี้กำลังถูกเรียบเรียงอยู่นั้น มาม่าก็ยังเปิดตัวมาม่าคัพเส้นเล็ก ‘น้ำยาปู’ และ ‘ผัดหอยลาย (แห้ง)’ ออกมาสู่ตลาดแล้ว

 

เวทิตบอกว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่สหพัฒน์และตนให้ความสำคัญและทำมาโดยตลอดในฐานะผู้นำตลาดคือการไม่หยุดนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ทั้งผลิตภัณฑ์ แคมเปญ และสื่อโฆษณาใหม่ๆ

 

“ที่ผ่านมาก็จะเห็นว่า การที่เราเป็นผู้นำตลาด เราต้องไม่หยุด Innovate ตัวอย่างคือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เราเคยเปิดตัวมาม่าราเมงเส้นอบแบบญี่ปุ่น 4 รสชาติ ขายดีอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มดรอปลง เราก็ปรับลดจนตอนนี้เหลือจำหน่ายแค่ 2 รส ส่วนบะหมี่แบบแห้งทั้งหลาย ขี้เมาแห้ง ซีฟู้ดผัดขี้เมาแห้ง กะเพราแซ่บแห้ง เราก็เป็นคนแรกที่เปิดตัว

 

“ทั้งที่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะชื่นชอบแบบซุปมากกว่า และถึงแม้บะหมี่แบบแห้งจะไม่ได้มียอดขายเติบโตจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหลักของมาม่าได้ แต่เราก็ยังเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ในกลุ่มนี้ออกมาเสมอ เราอยากทำสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา”

 

 

อีกหนึ่งในเหตุผลที่มาม่ามีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสร้างความว้าวให้กับตลาดอยู่เสมอ เป็นผลมาจากการที่บริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานได้นำเสนอไอเดียความคิดเห็นของตัวเองได้เต็มที่อิสระ และเวทิตก็ยอมรับด้วยว่าความคิดดีๆ ในหลายเรื่องๆ ก็ไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาเพียงลำพัง แต่ยังมาจากทีมงานรอบตัว

 

“ทีมงานผมเขากล้าแย้งผมนะ ถ้าผมทำอะไรแล้วพวกเขาไม่เห็นด้วยก็จะบอกผมตรงๆ แล้วในฐานะผู้บริหาร คุณก็ต้องไม่ Kill หรือบอกปัดไอเดียของลูกน้องด้วย ถ้าเขาพูดแค่ไม่กี่คำแล้วคุณบอกว่า ไม่เวิร์กหรอก อันนี้ไม่ควรทำ ถ้าจะบอกปัดความคิดเขาก็ควรให้เวลาอธิบายให้เขาฟังว่าเพราะอะไร ให้คำแนะนำเขา อย่าแค่บอกให้เขาทำตามเราสั่ง”

 

กลยุทธ์มาม่า

 

ลงมือทำในสิ่งที่ไม่รู้ แม้บางครั้งผลลัพธ์อาจไม่สวยหรู

เป็นที่รู้กันดีว่าช่องทางขายมาม่าและสินค้าอื่นๆ ของสหพัฒน์ผ่านระบบออนไลน์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเองคือ sahapatdelivery.com อย่างไรก็ดี เรื่องที่สหพัฒน์และผู้บริหารในระดับสูงหลายคนทราบดีคือ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของพวกเขาอาจจะไม่ได้หวือหวาและสร้างเม็ดเงินที่อู้ฟู่ขนาดนั้น

 

เหตุผลแรกสุดคือ sahapatdelivery.com จำหน่ายแค่สินค้าของสหพัฒน์เท่านั้น หรือเรียกง่ายๆ ก็คือสินค้าไม่หลากหลายนั่นเอง คนซื้อจึงอาจจะเลือกหันไปช้อปบนช่องทางอื่นที่สามารถซื้อสินค้าประเภทอื่นได้ด้วย 

 

ส่วนข้อถัดมาคือ สินค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะมาม่ามีราคาจำหน่ายแค่ประมาณ 6-15 บาทเท่านั้น ผลที่ตามมาคือ ทำอย่างไรผู้ประกอบการก็ไม่คุ้มต้นทุนการโลจิสติกส์ แต่สาเหตุที่สหพัฒน์ยังยอมเข้าเนื้อควักกระเป๋าสตางค์ทำช่องทางขายออนไลน์ ก็เพื่อให้รู้ ให้เข้าใจกระบวนการ Process ของอีคอมเมิร์ซนั่นเอง

 

เวทิต โชควัฒนา

 

“ที่เราขายสินค้าของสหพัฒน์ทั้งใน Lazada, Shopee, JD หรือในเว็บของเราเอง เราขาดทุนหมดเลยนะ เพราะมาม่าซองละ 6-15 บาท ส่งอย่างไรก็ไม่คุ้ม แต่เรายอมขาดทุนเพื่อเรียนรู้ จะได้รู้กระบวนการตั้งแต่ออร์เดอร์ถูกกดส่งเข้ามา จนของที่สั่งถูกจัดส่งออกไป ระบบของเขาเป็นอย่างไร ต้องเชื่อมต่อหรือทำงานด้วยวิธีไหน ถ้าเราดำเนินการจัดส่งเองจะเป็นอย่างไร

 

“แล้วผมเชื่อว่าการทำงานร่วมกัน (Collaboration) คืออนาคต ไม่ได้คิดว่าทุกอย่างจะต้องไปรวมศูนย์กลางที่ใครคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง เราทำงานร่วมกับ Lazada, Shopee หรืออีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ๆ ได้ทั้งหมด เราไปเพื่อเรียนรู้จากเขา ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อแข่งกับ Big Player”

 

หนึ่งใน DNA สำคัญของสหพัฒน์ที่ทำให้พวกเขาพร้อมเปิดรับเรียนรู้ตลอดเวลาคือความถ่อมตน (Humble) โดยเฉพาะทุกครั้งที่บริษัทต้องทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์เจ้าอื่นๆ ซึ่งนับเป็นมรดกล้ำค่าของตระกูลโชควัฒนาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

 

“สหพัฒน์ในยุคคุณปู่ผม นายห้างเทียม โชควัฒนา ท่านเป็นคนเก่งแต่คิดว่าตัวเองไม่รู้ เพราะเรียนน้อย การคิดว่าตัวเองไม่รู้ทำให้ท่านเปิดรับคู่ค้าหรือบริษัทร่วมค้า (Joint Venture) เพราะคิดว่าเราจะได้ความรู้จากเขา เราทำเองไม่ได้ ฉะนั้นสหพัฒน์จะมีความร่วมมือในลักษณะนี้เยอะมาก มาจากสิ่งที่คุณปู่ผมคิดว่าตัวเองรู้น้อย จึงเปิดรับเยอะและฟังคู่ค้ามาก คู่ค้ามาคุยก็อยากร่วมด้วย ทุกคนอยากเป็นคนเก่งจริงไหม ถ้ามาคุยกับเราแล้วเราเก่งกว่าเขาหมด ใครจะอยากร่วมด้วย แต่สหพัฒน์เราจะมองว่าตัวเองไม่รู้ คุณมาช่วยเราหน่อยเถอะ เราคิดแบบนี้” 

 

เวทิต โชควัฒนา

 

ทรานฟอร์มองค์กรด้วย Automation แล้วนำ AI + Big Data เข้ามาใช้

ในยุคที่ผู้ประกอบการธุรกิจทั่วโลกพากันพูดถึง AI และ Big Data เพราะเข้าใจดีและต่างก็เห็นภาพตรงกันแล้วว่าทั้งสองเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทและขับเคลื่อนธุรกิจในวันข้างหน้าได้อย่างไร มาม่าก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มองเห็นและเข้าใจแนวคิดดังกล่าวเช่นกัน

 

“ถ้าวันหนึ่ง AI บอกให้ผมออกบะหมี่เส้นสีดำซองละ 200 บาท รสเค็มโคตร
ผมจะเชื่อมันไหม?”

 

กรรมการผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล บอกว่า ที่บริษัทของเขาได้เริ่มทำ Big Data Sandbox หรือระดับทดลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเริ่มต้นในการใช้เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลและนำไปต่อยอดกลยุทธ์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

 

เพราะเวทิตเชื่อว่าสหพัฒน์เดินและโตด้วยวิธีเดิมมายาวนาน ซึ่งวันนี้ไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากวันดีคืนดีองค์กรที่เคยรุ่งเรืองเช่นสหพัฒน์อาจจะถูก Disrupt จนเสียหายหนักถึงขั้นล่มสลายได้เลยหากไม่เริ่มปรับตัว

 

“ที่โรงงานของสหพัฒน์ก็มีการนำระบบ Automation เข้ามาใช่ร่วมกับแรงงานคนเพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อทดแทนมนุษย์ เพราะเราให้ความสำคัญกับแรงงานคนมากๆ

 

“ส่วน AI อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามันจะเป็นตัวหลัก ผมพูดกับลูกน้องเสมอว่าถ้าวันหนึ่ง AI บอกผมว่าให้ออกบะหมี่เส้นสีดำซองละ 200 บาท รสเค็มโคตร แล้วบอกให้ผมเชื่อมัน ซึ่งเป็น AI ที่ฉลาดมาก มีข้อมูลที่เก็บรวบรวมแล้ววิเคราะห์มาจากแพลตฟอร์มทั้งหลาย คำถามคือ ผมจะเชื่อมันดีไหม (หัวเราะ)

 

“อันนี้เรียกว่า Prescriptive Analytics (วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายและแนะนำให้ทางเลือก) บอกให้เราทำอะไร แล้วบอกด้วยว่ายอดขายคุณจะได้เท่าไร เราเป็นผู้บริหารเราจะเชื่อมันไหม นี่คือสาเหตุที่เราต้องมีทีม Big Data ซึ่งเข้าใจกระบวนการ Cleansing Data การสร้างโมเดล แล้วเอามาทำโมเดล ก่อนจะออกมาเป็นการวิเคราะห์แบบ Prescriptive โดย AI 

 

“ทีม Big Data ของสหพัฒน์จึงมีบทบาทสำคัญมากๆ เพื่อให้เราเข้าใจกระบวนการต่างๆ และที่มาของแนวคิดที่ AI นำเสนอ แล้วเมื่อผู้บริหารรุ่นใหม่ในวันข้างหน้าก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ AI ที่เราพัฒนาและวางโครงสร้างมา และโมเดล Big Data ที่ได้รับการปรับปรุงตลอดจากคนที่เข้าใจตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะช่วยให้ข้อมูลและแนวทางที่เป็นประโยชน์ในการเดินกลยุทธ์กับเขาได้” 

 

ใครจะรู้ว่าอนาคตข้างหน้ามาม่ารสชาติใหม่ๆ ที่เราฉีกซองปรุงรส รินน้ำร้อนที่ความเดือดปุดๆ หลายร้อยองศาแล้วถูกปากใครหลายคนเหมือนที่ไม่มีใครพรากความคลาสสิกไปจาก ‘หมูสับ’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ อาจจะมาจากแนวคิดของปัญญาประดิษฐ์ AI ก็ได้

 

เวทิต โชควัฒนา

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ผ่ากลยุทธ์มาม่า เจ้าตลาดที่ถูกเขย่าด้วยความ ‘เผ็ดร้อน’ AI และ Big Data จะช่วยคิดรสใหม่ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาม่า OK บัตรคนจนดันยอดขายมาม่าครึ่งปีแรก 2562 พุ่ง 4,600 ล้านบาท โต 11.6% https://thestandard.co/mama-ok-poor-casd-first-half-4600-million-baht/ Sat, 29 Jun 2019 13:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=266624

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยยอดขายของแบรนด์ […]

The post มาม่า OK บัตรคนจนดันยอดขายมาม่าครึ่งปีแรก 2562 พุ่ง 4,600 ล้านบาท โต 11.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยยอดขายของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ โดยพบว่าในช่วงครึ่งปี 2562 ที่ผ่านมา ยอดขายของผลิตภัณฑ์มาม่านั้นสูงถึง 4,600 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ที่ 11.6% โดยปัจจัยสำคัญมาจากการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า OK’ เพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

ความสำเร็จของมาม่ายังส่งผลให้พวกเขาครองส่วนแบ่งตลาดในลำดับที่ 1 ได้อย่างเหนียวแน่นที่ 51% โดยมูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

 

เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เผยว่ากลยุทธ์ในปีนี้ของมาม่าได้มีการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ 

 

ซึ่งมาม่าจะบุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ มาม่าข้าวต้มคัพ 3 รสชาติใหม่ (รสเล้งแซ่บ, รสซุปไข่สาหร่าย และรสกุ้งกระเทียม) พร้อมขยายโปรดักต์ไลน์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออเรียนทัลคิตเชน หรือมาม่า OK จากรูปแบบซองเป็นคัพใหญ่อีก 2 รสชาติคือ มาม่าคัพ OK รสฮอตโคเรียนแบบแห้ง และมาม่าคัพ OK รสผัดไข่เค็ม พร้อมนำนวัตกรรมฝา 2 ชั้นสำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเข้ามาใช้ในบรรจุภัณฑ์

 

นอกจากนี้มาม่ายังเตรียมเปิดตัวแคมเปญ ‘มาม่าคัพเปิดรหัสคัพลุ้นขับ MG’ ร่วมกับ บริษัท​ เอ็มจี เซลส์​ (ประเทศ​ไทย)​ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ MG ซึ่งคาดการณ์ว่าแคมเปญนี้จะสามารถเพิ่มยอดขายไลน์ผลิตภัณฑ์มาม่าคัพได้ 20% 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง: บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

The post มาม่า OK บัตรคนจนดันยอดขายมาม่าครึ่งปีแรก 2562 พุ่ง 4,600 ล้านบาท โต 11.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุย 4.0 อีกราย! เครือสหพัฒน์เล็งปั้นอีคอมเมิร์ซ โรงงาน Internet of Things https://thestandard.co/news-business-sahapathanapibul-cooperate-lazada-develop-internet-of-things/ https://thestandard.co/news-business-sahapathanapibul-cooperate-lazada-develop-internet-of-things/#respond Wed, 07 Jun 2017 07:36:56 +0000 https://thestandard.co/?p=4284

     เรียกได้ว่าเป็นยุคของ Digital Trans […]

The post ลุย 4.0 อีกราย! เครือสหพัฒน์เล็งปั้นอีคอมเมิร์ซ โรงงาน Internet of Things appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เรียกได้ว่าเป็นยุคของ Digital Transformation แห่งแวดวงธุรกิจอย่างแท้จริง เมื่อเครือธุรกิจยักษ์ของไทย เครือสหพัฒน์ ลุกขึ้นมาปรับตัวทั้งในแง่โครงสร้างองค์กรที่เปลี่ยนมือมาสู่ผู้บริหารรุ่นใหม่ และเตรียมขยายแผนการลงทุนอีกครั้งในรอบ 2 ปีหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผนึกกำลังกับ Lazada บุกตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือเล็งพัฒนาโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าด้วยเทคโนโลยี Internet of Things พร้อมเดินหน้าธุรกิจสู่ยุค 4.0 อีกราย

     บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์มั่นใจ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เริ่มผลิดอกออกผล

     เครือสหพัฒน์ยกเครื่องใหม่ มีอะไรน่าจับตาบ้าง THE STANDARD ได้สรุปประเด็นสำคัญจากงานแถลงข่าวสหกรุ๊ป แฟร์ ครั้งที่ 21 มาให้แล้วดังนี้

 

 

Transform กว่า 200 ธุรกิจ ดึงพันธมิตรต่างชาติปั้นโรงงานรับ 4.0

     แน่นอนว่าเป็นโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจที่มีบริษัทในเครือกว่า 200 ธุรกิจ เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจจะต้อง Go Digital โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคจะต้องมีบริการจำหน่ายสินค้าทางอีคอมเมิร์ซที่เข้าถึงลูกค้าง่ายและครอบคลุมทุกช่องทาง พร้อมทุ่มเงินลงทุนเพิ่มราว 3 พันล้านบาทในครึ่งปีหลังนี้

     – บุกอีคอมเมิร์ซ โดยจับมือกับ LAZADA Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และ O Shopping ให้สอดรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อของทางออนไลน์กันมากขึ้น ดึง Alipay วางระบบบริการชำระเงิน ทั้งนี้งบประมาณการลงทุนระบบไอทีอยู่ที่ 150 ล้านบาทต่อปี

     – เปิดตัวแอปพลิเคชัน ICC App อัพเดตข่าวประชาสัมพันธ์ กิจกรรม และโปรโมชันต่างๆ ของธุรกิจในเครือสหพัฒน์

     – ยกระดับ Total Supply Chain ของเครือสหพัฒน์ สร้างศูนย์กระจายสินค้าและโรงงานใหม่ในโครงการ ‘ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี’ ที่จะรวมสินค้าทุกแบรนด์มาไว้ที่เดียวกันโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things

     นับเป็นการร่วมทุนครั้งใหญ่ร่วมกับบริษัทชั้นนำคือ บริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Paltac Corporation ประเทศญี่ปุ่น บริษัทชั้นนำด้านขายส่งและโลจิสติกส์ของญี่ปุ่น

     – ด้านหมวดแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องสำอาง แม้ว่าจะเติบโตน้อยลง แต่ BSC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มผู้ชายเจนวายที่ชอบแต่งตัว ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง ขณะที่ ‘เอราวัณสิ่งทอ’ ก็หันมาจับนวัตกรรมเส้นใยแทน

     อย่างไรก็ดี บุณยสิทธิ์คาดการณ์ว่าภาพรวมของเครือสหพัฒน์ปีนี้น่าจะไม่มีการเติบโต และไม่ติดลบแต่อย่างใด

 

 

จับตากระแสธุรกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบวินาทีต่อวินาที มีข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นตัวแปรในการพัฒนาการบริหารธุรกิจและการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์

     ขณะเดียวกันสถานการณ์การแข่งขันก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงและไม่แน่นอน ธุรกิจที่มีโอกาสอยู่รอดสูงกว่าไม่จำเป็นต้องปรับตัวทันที แต่ควรมีความยืดหยุ่นมากพอ และมองออกว่าจุดแข็งของธุรกิจตนเองคืออะไร การทุ่มลงทุนกับเทคโนโลยีอย่างเดียวนั้นใช้เวลานานกว่าจะได้ผลตอบแทนคืน ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจพลาดโอกาสและเพลี่ยงพล้ำไปในที่สุด

     ยกตัวอย่างเช่น เราได้เห็นสามทหารเสือแห่งโทรคมนาคมของไทยเริ่มกระจายการลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ ฟินเทค การบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ การร่วมทุนสนับสนุนโครงการสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่ภาคธนาคารก็ปรับตัวอย่างคึกคักไม่แพ้กัน เช่น ไทยพาณิชย์ ที่แยกตัวออกมาตั้งบริษัท Digital Ventures ร่วมลงทุนสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่และนวัตกรรมทางการเงิน, กสิกรไทย ที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือทหารไทย ที่เน้นการปรับขนาดโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคคล

     จึงไม่แปลกอะไรที่เครือธุรกิจอื่นๆ จะลุกขึ้นมาปรับตัวตามรอยเครือสหพัฒน์บ้าง เพราะ ‘สมควรแก่เวลาแล้ว’ เพียงแต่ต้องคอยแก้โจทย์ด้าน ‘สเกล’ ที่รองรับกลุ่มธุรกิจย่อยไปทีละโจทย์เท่านั้นเอง

The post ลุย 4.0 อีกราย! เครือสหพัฒน์เล็งปั้นอีคอมเมิร์ซ โรงงาน Internet of Things appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-sahapathanapibul-cooperate-lazada-develop-internet-of-things/feed/ 0