บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-ผลิตไฟฟ้า-จำกัด-ม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 19 Dec 2025 01:25:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท https://thestandard.co/egco-group-is-studying-possibility/ Fri, 19 Dec 2025 01:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1156265 เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท

วิสัยทัศน์ของ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO คนใหม่ ประกาศแผ […]

The post เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท

วิสัยทัศน์ของ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO คนใหม่ ประกาศแผนระยะ 3 ปีจะใช้งบลงทุนประมาณ 90,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ เน้นน้ำหนักโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติควบคู่พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งเพื่อทำดีล M&A และมีแผนในการปรับพอร์ตการลงทุน เดินหน้ากลยุทธ์ Asset Recycling ขายสินทรัพย์ทำกำไรต่อยอดการเติบโต

 

สมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะ Chandra Daya Investasi (CDI Group) บริษัทร่วมทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยเพิ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในอินโดนีเซีย เมื่อช่วงกลางปีนี้ที่ผ่านมา ปัจจุบันสร้างมูลค่าเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท แซงหน้ามาร์เก็ตแคปของ EGCO ไปแล้ว ทั้งนี้ยอมรับว่า ในอนาคตบริษัทฯ อาจพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนหลังหมดช่วง Lock-up แม้นโยบายเดิมจะเน้นถือยาว

 

สมเกียรติ ระบุต่อว่า การลงทุนใน CDI Group ซึ่ง EGCO ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 30% ถือเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งแตกต่างจากความเชี่ยวชาญเดิมของ EGCO ที่เน้นโรงไฟฟ้า แต่ผลตอบรับหลังนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อินโดนีเซียถือว่าดีเยี่ยม

 

ทั้งนี้จากเงินลงทุนเริ่มต้นใน CDI สมเกียรติระบุว่า ใช้เงินลงไปไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท) ปัจจุบันมูลค่าของ CDI พุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 10 เท่าจากต้นทุนเดิม

 

เมื่อถูกถามถึงนโยบายการขายหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทน สมเกียรติชี้แจงว่า ขณะนี้ยังติดเกณฑ์ห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเมื่อใกล้หมดระยะเวลา Lock-up จะมีการจัดทำบทวิเคราะห์เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ตัดสินใจพิจารณาในช่วงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ของปีหน้า

 

โดยยอมรับว่าเป็นไปได้ที่จะมีการพิจารณขายหุ้น CDI ออกบางส่วนเพื่อสร้างผลตอบแทน (Profit Taking) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

 

อย่างไรก็ดีการขายหุ้นอาจทำได้ไม่มากนัก เนื่องจากสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจไม่สูงเท่ากับตลาดหุ้นไทย และ CDI มีสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (Free Float) เพียงประมาณ 10-15% เท่านั้น

 

เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท 1

ภาพ : ข้อมูลธุรกิจที่สำคัญของ Chandra Daya Investasi (CDI Group) บริษัทร่วมทุนของ EGCO

 

สมเกียรติ ยังย้ำว่า เจตนารมณ์ดั้งเดิมของการลงทุนใน CDI คือการถือลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) เพื่อเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร, และในทางบัญชีปัจจุบันยังบันทึกเป็นเงินลงทุนระยะยาว โดยยังไม่ได้รับรู้กำไรส่วนต่างราคาหุ้นลงในงบการเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลกำไร การที่มูลค่าสินทรัพย์เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บริษัทต้องกลับมาทบทวนพอร์ตการลงทุน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ฝ่ายบริหารและทีม Asset Management กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ รุก M&A สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง คาดปิดดีลใหญ่ไตรมาส 2/69

 

ด้าน วิสัยทัศน์ของ ธวัชชัย สำราญวานิช ที่เพิ่งมารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ที่ผ่านมา เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การลงทุนในระหว่างปี 2568-2570 บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 90,000 ล้านบาท โดยแบ่งใช้เฉลี่ยประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยกำหนดสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนหลักอยู่ที่โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 80% และพลังงานหมุนเวียน (Renewable) 20% ซึ่งรวมทั้งงบที่จะใช้ในการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A)

 

สาเหตุที่สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในก๊าซธรรมชาติสูงกว่า เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูงและสร้างรายได้หลัก ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนแม้จะใช้เม็ดเงินน้อยกว่า แต่บริษัทมีเป้าหมายชัดเจนที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 30% ภายในปี 2573

 

สำหรับกลยุทธ์การสร้างการเติบโต ธวัชชัยระบุว่าบริษัทมุ่งเน้นทั้งการพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) และการทำ M&A เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้ทันที โดยปัจจุบันมองเห็นโอกาสการลงทุนสูงในสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ

 

ทั้งนี้ มีความคืบหน้าในการเจรจาดีล M&A ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าจะทยอยสรุปผลได้ในทุกไตรมาสของปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 คาดว่าจะสามารถปิดดีลโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ได้ประมาณ 2 โครงการ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้และกระแสเงินสดเข้ามาทันทีหากการเจรจาสำเร็จตามแผน

 

เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท 2

ภาพ : แผนใช้งบลงทุนของ EGCO เพื่อลงทุนขยายธุรกิจในปี 2569

 

เดินหน้ากลยุทธ์ Asset Recycling หมุนเวียนสินทรัพย์สร้างกำไร

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการบริหารจัดการเงินทุนคือกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนด้วยการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้ถึงจุดที่เหมาะสม เพื่อนำเงินทุนกลับมาต่อยอดในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงกว่า

 

ธวัชชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าเป้าหมายที่จะดำเนินการ Asset Recycling จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าในประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีหน้า มูลค่าเบื้องต้นอยู่ในระดับหลักพันล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินทรัพย์จะถูกนำมาเสริมสภาพคล่องและรองรับการลงทุนใหม่ๆ ตามแผนที่วางไว้

 

อัพเดตพอร์ตลงทุน Quezon ต่อสัญญา-ลุย Data Center ระยอง

 

ในส่วนของความคืบหน้าโครงการสำคัญ ธวัชชัยระบุว่า โรงไฟฟ้าเคซอน (Quezon) ในฟิลิปปินส์ ได้ดำเนินการต่อสัญญาใหม่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมปีนี้ที่ผ่านมา ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้กลับเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ และจะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2569 เป็นต้นไป แม้ค่าไฟตามสัญญาใหม่จะปรับลดลงบ้าง แต่ถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง ขนาดประมาณ 600 ไร่ มาพัฒนา โดยมองโมเดลธุรกิจไว้ทั้งการเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ และการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าป้อนให้แก่ Data Center โดยตรง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการความมั่นคงทางพลังงานของลูกค้า

 

สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (Big Lot) ที่ชนะการประมูล 4 โครงการ ทั้งพลังงานลมและแสงแดด คาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปี 2571-2573 แม้ว่าจะมีการปรับลดราคาค่าไฟฟ้าลงตามนโยบายรัฐ ซึ่งกระทบต่ออัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เล็กน้อย แต่บริษัทพร้อมสนับสนุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

 

เกาะติดเทรนด์อนาคต ธุรกิจไฮโดรเจน-CCUS-SMR

 

ธวัชชัย ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต โดยมองว่า ไฮโดรเจน เป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จคือ ราคาซึ่งต้องแข่งขันได้ ปัจจุบันบริษัทเน้นการศึกษาเทคโนโลยีและหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ

 

ส่วนเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าในประเทศ เช่น BLCP และขนอม แต่ยังต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) นั้น EGCO ติดตามเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการนำร่องดำเนินการก่อน

 

เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท 3

ภาพ : ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO แถลงแผนธุรกิจ ปี 2569

 

แผนรับมือ ‘บาทแข็งค่า’ ในรอบ 4 ปีครึ่ง ย้ำจุดยืน ‘ปิดความเสี่ยง’

 

ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ธวัชชัย ยอมรับว่า ประเด็นเรื่องค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group เนื่องจากโครงสร้างการลงทุนของบริษัทในปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนใน ต่างประเทศสูงถึงเกือบ 60% ในขณะที่การลงทุนในประเทศอยู่ที่ประมาณ 40%

 

ผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นคือ ในขั้นตอนการนำรายได้ จากกิจการในต่างประเทศกลับเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นย่อมส่งผลให้มูลค่ารายได้ที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทนั้นลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า

 

เปิดแผนบริหารความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่ ‘ก่อน’ ควักกระเป๋าจ่าย

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าบริษัทมีมาตรการรับมือที่รัดกุม โดยแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

 

  • EGCO นำปัจจัยเรื่องผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนมาประกอบการตัดสินใจตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเข้าไปลงทุนในโครงการใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่รับได้
  • หลังจากตัดสินใจลงทุนแล้ว บริษัทมีกลยุทธ์ในการทำ Hedging เพื่อลดผลกระทบ จากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งอาจมีทั้งกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยทาง CFO และทีมงานมีการวางกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงส่วนนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง

 

กลยุทธ์ทำ M&A ต้อง ‘คุ้มค่า’ จริงถึงจะลงทุน

 

เมื่อผู้สื่อซักถามว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเช่นนี้ มีผลให้ต้องเร่งปิดดีลการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ในต่างประเทศเร็วขึ้นหรือไม่ ธวัชชัยอธิบายว่า ค่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัวชี้วัด ความคุ้มค่าจากการลงทุน

 

สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) กับผลตอบแทนที่จะได้รับจริง ต้องสอดคล้องกัน หากค่าเงินทำให้สมการนี้เปลี่ยนไป ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจ

 

สำหรับกลยุทธ์การเติบโต EGCO ยังคงมองหาโอกาสทั้งการทำ M&A ซึ่งมีข้อดีคือสามารถรับรู้รายได้และกระแสเงินสดได้ทันที ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) เช่น การเข้าไปถือหุ้นใน Apex ที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลงทุนตั้งแต่เริ่มพัฒนาโครงการ

The post เอ็กโก กรุ๊ปฯ ศึกษาแบ่งขายหุ้น ‘CDI Group’ บริษัทร่วมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังมูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner https://thestandard.co/thai-chamber-us-market-expansion-2025/ Mon, 12 May 2025 05:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1073374 thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนค […]

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อ 2 ประเทศจะเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์ สำหรับไทย ล่าสุด แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในกรอบ 90 วัน ซึ่งต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนชี้แจงประเด็น ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็ไม่รอช้า รุกทำงานแบบรัฐ-เอกชน (Public-Private Partnership) ขนทัพบิ๊กคอร์ปบุกตลาดสหรัฐฯ

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยนำทัพภาคเอกชนร่วมงาน SelectUSA 2025 ร่วมกับผู้แทนการค้าไทย โดยมี นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐ และภาคเอกชนชั้นนำของไทย เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานแบบ “รัฐ-เอกชนร่วมขับเคลื่อน” (Public-Private Partnership) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสำหรับนักลงทุนรายใหม่และผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว

 

สำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF North America), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง ยูเอสเอ จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมมิท อเมริกา คอร์เปอเรชั่น และบริษัท Chicken of the Sea Frozen Foods ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธาน ผู้แทน ABAC และ APEC ของภาคเอกชนไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 620,000 ล้านบาท) และมีการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 12,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายฐานการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดสหรัฐฯ เชื่อว่านอกจากผู้ลงทุนรายเดิมของไทยนั้น จะมีรายใหม่เพิ่มเติมอีกแน่นอน 

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมงาน SelectUSA ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสำรวจความร่วมมือกับแต่ละรัฐของสหรัฐฯ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

พจน์ย้ำว่า “ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างการจ้างงานมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะเร่งให้มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่อง ภาษีศุลกากร (Tariff) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เพื่อสร้างความชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันให้ได้ภายในเดือนนี้”

 

ทั้งนี้ เช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ คณะผู้บริหาร รัฐและเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมประชุมสำคัญกับท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สุริยา จินดาวงษ์ และทีมประเทศไทย (Team Thailand) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ก่อนภารกิจหลักในช่วงบ่ายกับงาน SelectUSA Investment Summit 2025 โดยท่านทูตฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ภาครัฐและเอกชนไทยผนึกกำลังเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียง “Investment Summit” แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ “Beyond Investment” ในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

 

“ประเทศไทยคือ Reliable Business Partner เป็นข้อความที่ชัดเจนในการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย แม้ในขณะที่หลายประเทศยังมีความกังวลจากความไม่เสถียรของนโยบายเศรษฐกิจโลก”

 

ท่านทูตฯ ยังสะท้อนมุมมองว่า แม้การเจรจาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังดู “Unstructured” และยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในประเด็นสำคัญ แต่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและส่งสัญญาณเชิงบวกในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้าน Energy, Service, Agriculture เพื่อผลักดันให้เกิด Trade Balance และความชัดเจนทางนโยบายในอนาคต

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวต่อไปของ ‘อินโนพาวเวอร์’ เล็งหาทุนต่างชาติตั้งโรงงานประกอบรถ EV ในไทย พร้อมปรับลุคเป็น Decarbonization Partner https://thestandard.co/innopower-next-step/ Wed, 20 Mar 2024 02:09:24 +0000 https://thestandard.co/?p=913133

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission […]

The post ก้าวต่อไปของ ‘อินโนพาวเวอร์’ เล็งหาทุนต่างชาติตั้งโรงงานประกอบรถ EV ในไทย พร้อมปรับลุคเป็น Decarbonization Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) กลายเป็นเทรนด์ที่มาพร้อมกฎระเบียบของโลกใหม่ที่สำคัญอย่างมากต่อการลงทุนในความยั่งยืน (Invest in Sustainability) จึงผลักดันให้บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  (INNOPOWER Company Limited) บริษัทน้องใหม่ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 3 พันธมิตร 

 

ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด ทั้งเรื่อง Future of Energy  และ Future of Mobility 

 

ล่าสุดประกาศตัวเป็น Decarbonization Partner พร้อมตั้งเป้าปี 2567 จะขยายการลงทุนหวังเติบโต 100% ทั้งยังเล็งหาทำเลพร้อมพันธมิตร ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจโรงงานประกอบรถ EV ในไทย วางงบลงทุนเฟสแรก 400-500 ล้านบาท ชิงโอกาสไทยมีจุดแข็งมุ่งสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภูมิภาค และใช้วิธีบริหารงานด้วยการดึง AI มาใช้ในองค์กร 

 

อธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด

 

อธิปกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างหาทำเลและมองหาพันธมิตรต่างชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจโรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยวางงบลงทุนเฟสแรก 400-500 ล้านบาท  

 

หลังจากปีที่ผ่านมารายได้เติบโตอย่างมาก ปี 2567 บริษัทจึงวางสัดส่วนต่อยอดรายได้ 2 ส่วนคือ Future Energy 60% ซึ่งมีทั้งธุรกิจการให้คำปรึกษาและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และ Sustainability ให้คำปรึกษา บริหารจัดการก๊าซคาร์บอนในองค์กร และการจัดหาซื้อขายใบรับรองไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 616% จากปี 2565

 

ขณะที่อีกส่วน 40% คือ Future of Mobility นอกจากมีธุรกิจเครื่องชาร์จ EleXA อนาคตยังมองหาโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในปีนี้มีโปรเจกต์ใหม่ๆ เช่น การบริหารจัดการ Fleet Card หรือบัตรชำระค่าอัดประจุไฟฟ้าของรถ EV สำหรับองค์กร 

 

“และแน่นอนว่าโอกาสและจุดแข็งที่ไทยมี Eco System เป้าหมาย (ของเรา) เป็นฐานผลิต EV ภูมิภาค แผนการลงทุนโรงประกอบ EV ข้างต้นจึงอยู่ในธุรกิจกลุ่ม Mobility ส่วนการลงทุนด้านแบตเตอรี่นั้นขณะนี้มีผู้เล่นเยอะแล้ว เราจึงมองการลงทุนในสิ่งที่เขาขาดมากกว่า” 

 

นอกจากนี้ อินโนพาวเวอร์ยังวางเป้าหมายกลยุทธ์การเป็น Decarbonization Partner หรือการเป็นพันธมิตรให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวรับมือกระแส Carbon Neutrality ที่ต้องคำนึงถึง ESG ปีนี้จึงตั้งเป้าหมายให้ได้พันธมิตรไม่ต่ำกว่า 100 ราย และตั้งเป้าลดคาร์บอน 2 ล้านตัน

 

“ผมมองว่าประเทศไทยและหลายๆ ประเทศตื่นตัวกับกระแสคาร์บอนอย่างมากแม้จะเป็นเรื่องใหม่ และสิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้ดีคือกติกาโลกอย่างมาตรการภาษีสำหรับสินค้าส่งออกอย่าง CBAM ไฟฟ้าสีเขียวที่รัฐบาลกำลังผลักดันซื้อขายไฟจากพลังงานสะอาด และการที่ไทยมีจุดแข็งอุตสาหกรรมยานยนต์สู่นโยบาย EV จึงเป็นโอกาส รวมถึงองค์กรต่างๆ ก็ให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าธนาคาร (Bank) กลุ่มนี้เป็นลูกค้าหลักๆ ที่เข้ามาเยอะมากๆ”

 

ดึง ‘TRIREC’ กองทุนใหญ่จากสิงคโปร์  

 

ในเร็วๆ นี้จะเปิดแพลตฟอร์ม GHG ให้บริการแก่ผู้ประกอบการได้ใช้ฟรี สำหรับลูกค้าในจำนวนจำกัด และยังมี Renewable Energy Certificate (REC) หรือแพลตฟอร์มสนับสนุนการขึ้นทะเบียนและขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งปี 2566 บริษัทออกใบรับรอง REC ให้กับผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 2 ล้าน REC ซึ่งธุรกิจไหนที่ลงทุนไปแล้วก็ได้ใบอนุญาตไปด้วย

 

ไม่รวมกับที่ล่าสุดบริษัทขยายการออกใบรับรองให้เข้าถึงองค์กรและประชาชนรายย่อยครั้งแรกในประเทศไทย โดยร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย 

 

นอกจากนี้ยังมี Energy Ignition Ventures (EIV) หรือการลงทุนในกองทุนและสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทร่วมกับ TRIREC ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital) จากประเทศสิงคโปร์

 

โดยมีแผนการลงทุนในสตาร์ตอัพกลุ่ม Decarbonization Technology ที่เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่งด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งตั้งเป้าหมายกองทุน EIV ในการระดมทุนไว้เบื้องต้นที่ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

“จากวันแรกที่เรามีพนักงาน 15 คน วันนี้เราก็มีพนักงานเพิ่มขึ้นเพียง 27 คน เราใช้ AI ในการบริหารคนและแพลตฟอร์ม ช่วยบริหารต้นทุนได้ดี ซึ่งเราสามารถทำรายได้ช่วง 2 ปีที่เป็นช่วงของการก่อตั้งธุรกิจ 2566 จาก 150.4 ล้านบาท เติบโต 700% และปี 2567 เราตั้งเป้าเติบโตเพิ่ม 100% เป็น 300 ล้านบาท แม้เป็นเรื่องใหม่แต่วันนี้คาร์บอนกำลังเป็นกติกาโลกที่ทำให้ทุกๆ องค์กรต้องมุ่งไปแน่นอน” อธิปกล่าว

The post ก้าวต่อไปของ ‘อินโนพาวเวอร์’ เล็งหาทุนต่างชาติตั้งโรงงานประกอบรถ EV ในไทย พร้อมปรับลุคเป็น Decarbonization Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโปรไฟล์ ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่ https://thestandard.co/thepparat-theppitak-egat-new-governor/ Sun, 03 Mar 2024 10:40:31 +0000 https://thestandard.co/?p=906679

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ก […]

The post ส่องโปรไฟล์ ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 16

 

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษ มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. แทน บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 16 เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2508 ปัจจุบันอายุ 58 ปี 

 

ประวัติการศึกษา

  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ สาขา Electricity Industry Management and Technology มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ (University of Strathclyde) สหราชอาณาจักร 
  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
  • ผ่านการอบรมในหลักสูตรสำคัญมากมาย อาทิ หลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School สหรัฐอเมริกา 
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 
  • หลักสูตร Senior Executive Program จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน จากสถาบันวิทยาการพลังงาน 
  • หลักสูตรผู้นำผู้สร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้บริหารระดับสูง จากสถาบันพระปกเกล้า

 

ประวัติการทำงาน

  • ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการ ประจำสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • ปี 2561-2563 ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน 
  • ปี 2560-2561 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่

 

ภาพ: Jaromír Chalabala / Getty Images

The post ส่องโปรไฟล์ ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทยลุยไฮโดรเจนเพื่อโลจิสติกส์ https://thestandard.co/thai-post-hydrogen-for-logistics/ Wed, 14 Feb 2024 13:46:07 +0000 https://thestandard.co/?p=899949 ไปรษณีย์ไทย

‘ไปรษณีย์ไทย’ ผนึก บีไอจี และ EGCO Group พัฒนาการใช้พลั […]

The post ไปรษณีย์ไทยลุยไฮโดรเจนเพื่อโลจิสติกส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทย

‘ไปรษณีย์ไทย’ ผนึก บีไอจี และ EGCO Group พัฒนาการใช้พลังงานไฮโดรเจนในโลจิสติกส์ มุ่งหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2065

 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ บีไอจี และ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ลงนามความร่วมมือในการศึกษาการใช้พลังงานไฮโดรเจนในการพัฒนาและให้บริการด้านโลจิสติกส์ของไปรษณีย์ไทย เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งพัสดุและสินค้าทางไปรษณีย์อย่างยั่งยืน และมุ่งหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2065

 

ในการร่วมมือกันครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยจะรับผิดชอบการจัดหาเส้นทางการทดสอบการใช้พลังงานไฮโดรเจนในการขนส่งและโลจิสติกส์ทางภาคพื้นดินภายในประเทศ และสร้างโอกาสขยายไปยังต่างประเทศในอนาคต 

 

ขณะที่ บีไอจี รับผิดชอบในการสนับสนุนการจัดหารถขนส่งและการเติมไฮโดรเจน รวมทั้งนวัตกรรมการใช้พลังงานไฮโดรเจนเพื่อยานยนต์ 

 

ส่วน EGCO Group จะร่วมสนับสนุนข้อมูลในการพัฒนาและแสวงหาโอกาสในการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมไฮโดรเจนด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่ง อาทิ การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฮโดรเจนเพื่อนำมาใช้ในภาคโลจิสติกส์

 

“ไปรษณีย์ไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการร่วมศึกษาการใช้พลังงานไฮโดรเจนในการพัฒนาและให้บริการด้านโลจิสติกส์ของไปรษณีย์ไทย โดยมีบีไอจีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากไฮโดรเจน และ EGCO Group ผู้ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องมากว่า 31 ปี โดยมีความมั่นใจว่าการศึกษาความเป็นไปได้ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในภาคโลจิสติกส์ของประเทศไทย และขับเคลื่อนไปรษณีย์ไทย สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามนโยบายของภาครัฐ”

 

ปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวว่า บีไอจีเดินหน้าในการนำนวัตกรรมจากไฮโดรเจนที่บีไอจีและ แอร์โปรดักส์ บริษัทแม่ของบีไอจีจากสหรัฐอเมริกา มีความชำนาญและเป็นผู้ลงทุนโครงการกรีนไฮโดรเจนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนในระดับสากล อีกทั้งสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบีไอจีผ่าน Generating a Cleaner Future

 

บีไอจีตระหนักถึงการใช้พลังงานสะอาดเพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ในประเทศไทย ด้วยการชูนวัตกรรมจากไฮโดรเจนซึ่งเป็นหนึ่งใน Climate Technology มาใช้ในภาคยานยนต์ เพื่อเป็นแรงสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง โดยที่บีไอจีมีการลงทุนเกี่ยวกับนวัตกรรมไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า EGCO Group ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ด้วยทิศทาง ‘Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth’ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญและมีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียว (Green Energy)

 

โดยการร่วมมือกับพันธมิตรศึกษาเทคโนโลยีและแสวงหาโอกาสลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของไฮโดรเจน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง และการประยุกต์ใช้งาน ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานกว่า 31 ปี EGCO Group พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยและบีไอจี สนับสนุนข้อมูลในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากก๊าซไฮโดรเจนสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ รวมทั้งแสวงหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจร่วมกันในอนาคต

The post ไปรษณีย์ไทยลุยไฮโดรเจนเพื่อโลจิสติกส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EGCO บุกต่างประเทศ ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด https://thestandard.co/egco-expand-to-foreign-countries/ Tue, 13 Feb 2024 12:53:47 +0000 https://thestandard.co/?p=899360

ปี 2567 ปีแห่งโอกาสลงทุนพลังงานสะอาดของ EGCO Group! ทุ่ […]

The post EGCO บุกต่างประเทศ ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2567 ปีแห่งโอกาสลงทุนพลังงานสะอาดของ EGCO Group! ทุ่มงบลงทุน 30,000 ล้านบาท ลุยผลิตไฟฟ้าเพิ่ม 1,000 เมกะวัตต์ เผยจากนี้จะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้งเป้าภายใน 2030 เพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ยึดกลยุทธ์แสวงหาโอกาส จับมือพาร์ตเนอร์ขยายลงทุนตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุน 8 ประเทศ  มองภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอเป็นทั้งโอกาส รวมทั้งความท้าทายการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO กล่าวว่า EGCO Group วางงบลงทุนปี 2567 ประมาณ 30,000 ล้านบาท ในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ผ่านการซื้อกิจการโรงไฟฟ้า (M&A) จากกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นปัจจุบัน 6,996 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยเบื้องต้นคาดว่าภายในปีนี้จะปิดดีลได้ไม่ต่ำกว่า 3 ดีล

 

จากสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,440 เมกะวัตต์ (คิดเป็นสัดส่วน 21% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ไม่ว่าจะเป็นชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและในทะเล ไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเศรษฐกิจโดยเฉพาะพลังงาน ปิโตรเคมี และเหล็ก ที่เติบโตต่อเนื่อง

 

โดยจะใช้โอกาสขยายการลงทุนจากที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนรวม 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ยึดกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน บุกตลาดต่างประเทศ

 

“อย่างที่ทราบกันว่าเราไม่มีแผนการเพิ่มสัดส่วนถ่านหิน และแนวทางที่จะไปคือพยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งเรามีสภาพคล่องและกระแสเงินสดในมือ 20,000-30,000 ล้านบาท”

 

โดยบริษัทยังคงใช้กลยุทธ์มุ่งเน้นการขยายการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Conventional) และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable) โดยเน้นร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์เดิม

 

ทั้งโครงการพลังงานลมในช่องแคบไต้หวัน (หยุนหลิน) ขนาดกำลังการผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ครบจำนวน 80 ต้นได้ภายในปีนี้ หลังจากที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวก่อสร้างล่าช้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันสามารถติดตั้งได้แล้วจำนวน 45 ต้น และมีการซื้อขาย COD แล้ว 33 ต้น

 

 

เทพรัตน์กล่าวอีกว่า ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (RISEC) ประเทศสหรัฐฯ ขนาดกำลังการผลิตรวม 609 เมกะวัตต์ สามารถปิดดีลซื้อหุ้นในสัดส่วน 49% ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)

 

นอกจากนี้ได้เข้าถือหุ้นสัดส่วน 50% ในพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ (Compass Portfolio) ซึ่งเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (CCGT) จำนวน 3 แห่งในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิต 1,304 เมกะวัตต์

 

ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมาร์คัส ฮุก ขนาด 912 เมกะวัตต์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมิลฟอร์ด ขนาด 205 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมไดตัน ขนาด 187 เมกะวัตต์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว และส่วนไฟฟ้าที่เหลือก็ขายในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม (PJM) และนิวอิงแลนด์ (ISO-NE)

 

ตลาดสหรัฐฯ โต ตั้งเป้าปี 2040 เพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 30%

 

ปีนี้จึงคาดว่าจะยังคงเติบโต โดยจะทยอยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบ และตั้งเป้าปี 2030 จะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% จากปัจจุบัน 21% เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ Conventional 70% จากการแสวงหาโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะในต่างประเทศ จะยังมุ่งเน้นโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม เนื่องจากยังมีความจำเป็นต่อระบบไฟฟ้าเพื่อรักษาเสถียรภาพ

 

ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายโครงการพลังงานหมุนเวียนของบริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง (APEX) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ EGCO Group ถือหุ้นอยู่ 17.46% โดยรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้น 2 โรงไฟฟ้าของ APEX กำลังผลิตรวม 294 เมกะวัตต์ ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 7 โครงการ

 

ดังนั้นด้วยกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ เติบโตได้ดีมากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ บริษัทจึงเห็นถึงโอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนนี้ให้มากขึ้น

 

ปีนี้ 2567 เริ่มรับรู้รายได้ 8 ประเทศ

 

ปีนี้จะเป็นปีที่เริ่มรับรู้รายได้ทั้ง 8 ประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้น ตลาดสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและเติบโต ความต้องการใช้ไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้นเราจะจับมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อหาโอกาส

 

ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอจะมีผลต่อการลงทุนหรือไม่นั้น บางเรื่องไม่อาจคาดเดาได้ โดยเฉพาะภาวะสงคราม ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

“ส่วนภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยมองว่า ตามแผนพัฒนาไฟฟ้าประเทศ (PDP) แม้ปัจจุบันกำลังการผลิตในระบบจะมากเกินไป แต่หากมองไป 2-3 ปีนี้ก็อาจจะไม่เพียงพอ หากเศรษฐกิจมีการเติบโต รวมถึงอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์มาเป็นมอเตอร์ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าก้าวกระโดดในทุกอุตสาหกรรม ทำให้ดีมานด์ไฟฟ้ามากขึ้น มาร์จิ้นอาจจะลดลง รวมถึงนโยบายพลังงานสะอาด ยานยนต์ EV หรืออย่างไฮโดรเจน เป็นพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพมาก ก็ทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการลงทุนมากขึ้นเช่นกัน”

 

ลุ้นนำเข้า LNG

 

ส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นั้น EGCO ยังคงสนใจนำเข้า LNG เพื่อมาใช้กับโรงไฟฟ้าเอ็กโก โคเจนเนอเรชั่น แต่เนื่องจากปริมาณการนำเข้าคาดว่าจะไม่มาก ดังนั้น EGCO พร้อมเจรจากับผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซ

 

เทพรัตน์ระบุอีกว่า นโยบายลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่ผ่านมายังไม่กระทบ เนื่องจากราคาค่าเชื้อเพลิงปรับลดลง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลมุ่งเน้นการดูแลค่าไฟฟ้าไม่ให้ปรับสูงเกินไปอยู่แล้ว เพื่อดึงดูดการลงทุนในประเทศไทย

The post EGCO บุกต่างประเทศ ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็กโก กรุ๊ป ทุ่ม 6.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้น 30% ใน ‘พีที จันทราฯ’ บริษัททำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ในอินโดนีเซีย คาดปิดดีลจบในสิ้นปี 66 https://thestandard.co/egco-group-buy-shares-in-pt-chandra/ Wed, 13 Dec 2023 04:30:23 +0000 https://thestandard.co/?p=876279

เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศซื้อหุ้น 30% ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐา […]

The post เอ็กโก กรุ๊ป ทุ่ม 6.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้น 30% ใน ‘พีที จันทราฯ’ บริษัททำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ในอินโดนีเซีย คาดปิดดีลจบในสิ้นปี 66 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศซื้อหุ้น 30% ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภครายใหญ่ในอินโดนีเซีย มีธุรกิจโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง โรงงานผลิตและบำบัดน้ำ รวมทั้งท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมี 

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) หรือเอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัท ฟีนิกซ์ เพาเวอร์ บี.วี. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เอ็กโกถือหุ้นทั้งหมด และจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มทุนกับบริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ (CDI) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2566 เพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 30% ของ CDI โดยมีมูลค่าการลงทุน 194 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,800 ล้านบาท โดยคาดว่าการซื้อ-ขายหุ้นจะสำเร็จภายในสิ้นปี 2566 หลังจากดำเนินการตามเงื่อนไขต่างๆ ในการปิดรายการซื้อ-ขายแล้วเสร็จ

 

CDI เป็นบริษัทย่อยในเครือ CAP ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านเคมีและสาธารณูปโภคแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย โดย CDI เป็นบริษัทลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค มีการลงทุนในธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้า ธุรกิจผลิตและส่งจ่ายน้ำ และธุรกิจบริหารจัดการคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมีและท่าเทียบเรือ ธุรกิจและการลงทุนของ CDI ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์และนิคมอุตสาหกรรมเมืองซิเลกอน และเมืองเซรัง จังหวัดบันเตน เกาะชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมหลักขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีอุปสงค์ทางอุตสาหกรรมสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

นอกจากนี้ CDI ยังมีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจำนวน 2 แห่ง ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มีกำลังผลิตรวม 147 เมกะวัตต์ และได้รับสิทธิการส่งจ่ายไฟฟ้าแต่เพียงผู้เดียวภายในเขตพื้นที่เมืองซิเลกอน รวมถึงธุรกิจด้านการผลิตและบำบัดน้ำครบวงจรในเมืองซิเลกอน และมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้าอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ CDI ยังให้บริการคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมีและท่าเทียบเรือแบบครบวงจรในพื้นที่ยุทธศาสตร์เมืองเซรังอีกด้วย

 

“เมื่อปิดดีลแล้ว เอ็กโก กรุ๊ปจะรับรู้รายได้ทันที สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะสั้น โดยให้ความสำคัญในการลงทุนโครงการที่มีคุณภาพสูงที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคนี้จะช่วยผลักดันให้เข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการพลังงานสูง อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนต่อไป” เทพรัตน์กล่าว

The post เอ็กโก กรุ๊ป ทุ่ม 6.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้น 30% ใน ‘พีที จันทราฯ’ บริษัททำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ในอินโดนีเซีย คาดปิดดีลจบในสิ้นปี 66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอ็กโก’ ขายทิ้งโรงไฟฟ้า 3 แห่งในอินโดนีเซีย เหตุทำ IRR ต่ำกว่าเป้า เตรียมใช้เงินลงทุนต่อในธุรกิจพลังงานสะอาด https://thestandard.co/egco-sold-power-plant/ Tue, 27 Dec 2022 04:27:25 +0000 https://thestandard.co/?p=729123

บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ แจ้งต่อตลาดหลั […]

The post ‘เอ็กโก’ ขายทิ้งโรงไฟฟ้า 3 แห่งในอินโดนีเซีย เหตุทำ IRR ต่ำกว่าเป้า เตรียมใช้เงินลงทุนต่อในธุรกิจพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้เซ็นสัญญาขายหุ้นทั้งหมดในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ จำนวน 3 แห่ง ในประเทศอินโดนีเซีย ให้แก่บริษัท สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด โดยจะรับรู้รายได้จากการขายหุ้นทั้งสิ้น 485 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,780 ล้านบาท

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เปิดเผยว่า บริษัท โฟนิกซ์ พาวเวอร์ บีวี (พีพี) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเอ็กโก ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อขายหุ้นในบริษัท สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จีโอเทอร์มอล จำกัด (เอสอีจี) สัดส่วน 20% ของหุ้นสามัญที่ออกชำระแล้ว และขายหุ้นในบริษัท สตาร์ โฟนิกซ์ จีโอเทอร์มอล เจวี บีวี (เอสพีจี) ในสัดส่วน 30.25% ของหุ้นสามัญที่ออกชำระแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ทั้งนี้ การซื้อขายหุ้นดังกล่าวได้ดำเนินการเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 โดยบริษัทรับรู้รายได้จากการขายหุ้นทั้งสิ้น 485 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,780 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะนำเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนในโครงการใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพในการเติบโตเพิ่มมากขึ้น

 

สำหรับการขายหุ้นทั้งหมดในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพทั้ง 3 แห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์และการลงทุนของเอ็กโก กรุ๊ป โดยบริษัทสามารถรับรู้กำไรจากการขายหุ้นและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพในการเติบโตเพิ่มมากขึ้น

 

ทั้งนี้ เอ็กโก กรุ๊ป เริ่มเข้าลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2557 โดยถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 20% และ 20.07% ของ เอสอีจี วายัง วินดู และ เอสอีจี ซาลัก-ดาราจัท บีวี ผ่านเอสอีจีและเอสพีจี โดย ‘เอสอีจีดับบลิวดับบลิว’ เป็นเจ้าของและผู้บริหารโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ‘วายัง วินดู’ กำลังผลิตติดตั้งรวม 227 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ ‘เอสอีจีเอสดี’ เป็นเจ้าของและผู้บริหารโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ‘ซาลัก’ และ ‘ดาราจัท’ ตั้งอยู่ที่จังหวัดชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย

 

โดยโรงไฟฟ้า ‘ซาลัก’ มีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 376.8 เมกะวัตต์ (ไอน้ำ 180 เมกะวัตต์ และไฟฟ้า 196.8 เมกะวัตต์) สำหรับโรงไฟฟ้า ‘ดาราจัท’ มีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 271 เมกะวัตต์ (ไอน้ำ 55 เมกะวัตต์ และไฟฟ้า 216 เมกะวัตต์) โดยโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จำหน่ายไฟฟ้าภายใต้สัญญารับประกันการรับซื้อระยะยาวกับการไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN)

 

แหล่งข่าวจาก บมจ.ผลิตไฟฟ้า เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขายหุ้นของโรงไฟฟ้าทั้ง 3 โครงการดังกล่าว เป็นการขายโรงไฟฟ้าที่เป็นดีลแรกของปีนี้ ตามที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัทเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ซึ่งมีมติอนุมัติให้บริษัทย่อยขายหุ้นในสตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จีโอเทอร์มอล ในสัดส่วน 20% และสตาร์ โฟนิกซ์ จีโอเทอร์มอล เจวี บีวี ในสัดส่วน 30.25% ให้แก่สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ทั้งนี้ บริษัทจะมีการรับรู้กำไรและรายได้เข้ามาทันทีในไตรมาส 4/65

 

สำหรับสาเหตุในการขาย เนื่องจากหลังจากเข้าลงทุนมาเป็นระยะเวลา 7-8 ปี พิจารณาแล้วว่าเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุน (Project IRR) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า และทำ IRR ต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ ทั้งนี้ เอ็กโกตั้งเป้าหมาย Project IRR ไว้ไม่น้อยกว่า 10% ขณะที่โครงการดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมาทำ Project IRR ได้เพียงประมาณ 7-8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ตั้งไว้

 

ดังนั้นตามกลยุทธ์ของบริษัทจึงต้องขายโครงการที่มี Project IRR ต่ำออกไป เพื่อนำเงินไปใช้ลงทุนต่อในโครงการที่มี Project IRR ที่สูงกว่า เพื่อไม่ให้บริษัทมีการกู้ยืมที่สูงเกินไป รวมทั้งเพื่อให้พอร์ตลงทุนโรงไฟฟ้ารวมสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นไปตามเป้าหมาย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘เอ็กโก’ ขายทิ้งโรงไฟฟ้า 3 แห่งในอินโดนีเซีย เหตุทำ IRR ต่ำกว่าเป้า เตรียมใช้เงินลงทุนต่อในธุรกิจพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/why-egco-invest-in-usa/ Tue, 13 Dec 2022 05:19:18 +0000 https://thestandard.co/?p=722999

ถึง ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป […]

The post ‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึง ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในไทยมานานกว่า 30 ปี และมีการเติบโตในด้านการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปลงทุนยัง ‘สหรัฐอเมริกา’ ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนแล้ว 3 โครงการ และได้มองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

 

ตลาดพลังงานในสหรัฐอเมริกาน่าสนใจแค่ไหน ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ต้องเดินทางไกลเพื่อไปลงทุน เราจะชวนทุกคนมาหาคำตอบจากบทความนี้กัน

 

โอกาสในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก

“เอ็กโก กรุ๊ป เข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก (Conventional Fuel) ซึ่งตอบโจทย์ช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน (Energy Transition)” เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป ตอบเมื่อถูกถามว่าทำไมจึงสนใจสหรัฐอเมริกา

 

 

สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทย 18 เท่า และมีประชากรกว่า 300 ล้านคน ทำให้ที่นี่เป็นตลาดไฟฟ้าและพลังงานขนาดใหญ่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมประมาณ 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งกำลังผลิตส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือดินแดนพญาอินทรีแห่งนี้มีการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนที่จะปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแทนที่ด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

 

รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 40 ของกำลังผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 และใช้มาตรการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนได้

 

นโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการให้มีการใช้พลังงานสะอาดผลิตไฟฟ้า 100% ภายในปี 2578 หรือล่าสุดการออกกฎหมายว่าด้วยการปรับลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด

 

ขณะเดียวกัน ตลาดไฟฟ้าและพลังงานในสหรัฐอเมริกาก็มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากตลาดอื่นๆ เช่น การลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย หรือการให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

 

“จากภาพรวมของตลาดสหรัฐอเมริกาตามที่กล่าวมา เอ็กโก กรุ๊ป เล็งเห็นศักยภาพการลงทุนในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นพลังงานสะอาด และช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีการประเมินว่าสหรัฐอเมริกาต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล”

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก และมีโอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอีกมาก โดยคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดจำนวนกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

เทพรัตน์ย้ำด้วยว่า เอ็กโก กรุ๊ป ยังเห็นโอกาสในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ในอนาคต รวมถึงใช้ประสบการณ์และโมเดลการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาไปพัฒนาการลงทุนในตลาดและประเทศอื่นๆ ต่อไป

 

เริ่มต้นด้วยโรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชัน ‘ลินเดน โคเจน’

การก้าวสู่ดินแดนพญาอินทรีอย่างเป็นทางการของเอ็กโก กรุ๊ป เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2564 ด้วยการซื้อหุ้น 28% ในโครงการโรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชัน ‘ลินเดน โคเจน’ ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิต 972 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์

 

 

ทำไมเอ็กโก กรุ๊ป ถึงยังสนใจโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้ ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ ทั้งที่ ‘พลังงานสะอาด’ กำลังเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกากำลังมุ่งเดินหน้าจากแผนที่กล่าวไว้ข้างต้น

 

เรื่องนี้เทพรัตน์อธิบายไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมยังมีความได้เปรียบจากการที่เสถียรภาพในการจ่ายไฟได้นิ่งๆ ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถปรับเพิ่ม-ลด กำลังผลิตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งทุกประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพมาก เพราะถ้าไม่มีแล้วจะกลายเป็นความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น ประเทศไหนที่ไฟตกหรือไฟดับบ่อยๆ อุตสาหกรรมต่างๆ จะไม่อยากมาลงทุน ด้วยไฟดับอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องกับเครื่องจักร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

 

ในขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมจะให้พลังงานที่สะอาดกว่าก็จริง แต่ทั้ง 2 รูปแบบมีข้อจำกัดเรื่องการผลิตที่ต้องพึ่งแสงอาทิตย์และลมที่ยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมจึงยังมีความจำเป็นเพราะสามารถสั่งเดินเครื่องเมื่อไรก็ได้ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีคอมไบน์ไซเคิล (Combined Cycle) ซึ่งถือว่าดีกว่าโรงไฟฟ้าแบบเดิม ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

“โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการเข้าไปบริหารจัดการ เนื่องจากมีความซับซ้อนของเครื่องจักรและระบบ นี่จึงเป็นจุดที่เอ็กโก กรุ๊ป ได้เปรียบ เพราะอยู่ในธุรกิจนี้มา 30 ปี จึงมีความเข้าใจเป็นอย่างดี”

 

โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 1-5 กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าแก่ระบบและโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก (NY-ISO Zone J) และโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 กำลังผลิต 172 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าให้แก่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ (PJM PS North) ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์กและตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ เป็นตลาดไฟฟ้า 2 แห่งที่มีความต้องการไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้าสำรองสูงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

“โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน เป็นสินทรัพย์คุณภาพ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ใกล้กับแหล่งจ่ายก๊าซธรรมชาติ จึงทำให้มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำ รวมทั้งขายไฟฟ้าให้กับรัฐนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์ก ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และยังมีสัญญาขายไอน้ำและไฟฟ้าระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่”

 

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังมีความพิเศษอีกตรงที่ในปี 2565 โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 ได้ถูกปรับปรุงให้สามารถรองรับก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงกลั่นที่มีองค์ประกอบเป็นไฮโดรเจน เพื่อนำมาผสมเป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่เดิม ส่งผลให้โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 สามารถรองรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงผสมที่มีไฮโดรเจนผสมอยู่ได้สูงสุดถึง 40% ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 ปลดปล่อยปกติในแต่ละปี

 

ขยับเข้าลงทุนใน ‘บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง’

ในปีเดียวกันนั้นเอง เอ็กโก กรุ๊ป ซื้อหุ้นในสัดส่วน 17.46% ใน ‘บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง’ ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างรายได้รวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2552 และขายโครงการพลังงานสะอาดให้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

 

สิ่งที่ทำให้เอ็กโก กรุ๊ป สนใจในเอเพ็กซ์มาจากการมีโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง 2 ใน 3 ส่วน และจำหน่ายโครงการออกไป 1 ใน 3 ส่วน

 

“เอเพ็กซ์จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน จากนั้นก็ลงทุนก่อสร้าง หากในระหว่างนี้มีผู้สนใจและประเมินแล้วว่ามีผลตอบแทนที่ดีก็สามารถขายได้เลย เพื่อนำกระแสเงินสดไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ ส่วนโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้ขายก็เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าต่อไป”

 

เทพรัตน์ขยายความต่อว่า สิ่งที่เอ็กโก กรุ๊ป ได้เรียนรู้จากการเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาคือ นอกจากการได้พาร์ทเนอร์ที่นำไปสู่การค้นหาโครงการที่เหมาะสมต่อการลงทุนแล้ว ยังได้เรียนรู้ระบบขายไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่นี่มีการแข่งขันด้านราคา ใครที่มีศักยภาพมากกว่าและมีต้นทุนที่ดีกว่าก็สามารถทำกำไรได้ดีกว่า ต่างจากไทยที่เป็นการตกลงราคาแบบมีระยะเวลาที่กำหนด

 

ปัจจุบันเอเพ็กซ์มีโครงการพลังงานสะอาดอยู่ใน Pipeline จำนวน 50,152 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโครงการระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบเดี่ยว (Standalone Storage) อีกจำนวนหนึ่ง

 

โครงการต่างๆ ของเอเพ็กซ์จะทยอยแล้วเสร็จ จากนั้นจะจำหน่ายออกหรือเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เอง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นดังนี้

  • ปี 2565 จำนวน 51 เมกะวัตต์
  • ปี 2566 จำนวน 167 เมกะวัตต์
  • ปี 2567 จำนวน 450 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ในปี 2564 ยังได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับบริษัท Bloom Energy Corporation ในการพัฒนาการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

 

ซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ‘ไรเซ็ก’

สำหรับปี 2565 เอ็กโก กรุ๊ป ได้ต่อยอดการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในสัดส่วน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ‘ไรเซ็ก’ (RISEC) กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566

 

 

การเข้าซื้อหุ้นในไรเซ็กนับเป็นการต่อยอดธุรกิจของเอ็กโก กรุ๊ป ในตลาดไฟฟ้าของประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก ‘ไรเซ็ก’ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่มีความจำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้านิวอิงแลนด์ (ISO-NE) โดยเฉพาะด้านการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในอนาคต

 

จุดเด่นของโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในระบบของ ISO-NE และตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงมากของเมืองบอสตันและเมืองโพรวิเดนซ์ โดยโรงไฟฟ้าอื่นเข้ามาในโซนนี้ยากและยังไม่มีโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาตั้งใน ISO-NE โดย ‘ไรเซ็ก’ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเนื่องจากมีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิมด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System) รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

 

ด้านผลประกอบการ ‘ไรเซ็ก’ มีแนวโน้มรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ โดยได้ทำสัญญาขายกำลังผลิตพร้อมจ่ายทั้งหมดและให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า Blackstart กับ ISO-NE ในขณะเดียวกันยังทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดพร้อมทั้งให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าอื่นๆ กับบริษัท เชลล์ เอ็นเนอร์ยี่ นอร์ธ อเมริกา (Shell Energy North America) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนในระดับ A/A2 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบรับจ้างแปลงพลังงาน (Energy Tolling Agreement)

 

“เอ็กโก กรุ๊ป ยังมองเห็นโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรที่ร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ รวมถึงโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต”

 

สอดคล้องกับทิศทางมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

การลงทุนในสหรัฐอเมริกาของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์ที่รับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งได้ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ‘Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth’ ด้วยเป้าหมายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

 

  • เป้าหมายระยะกลาง คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% และลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี 2573
  • เป้าหมายระยะยาว คือการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2593

 

ดังนั้นการลงทุนในสหรัฐอเมริกาจึงสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจและตอบสนองต่อเป้าหมายการมุ่งสู่ Carbon Neutral ของเอ็กโก กรุ๊ป เนื่องจากการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาส่งผลให้เอ็กโก กรุ๊ป สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน มีโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรศึกษา พัฒนา และลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ตลอดจนขยายเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในตลาดที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

ทั้งหมดนี้จะส่งเสริมให้เอ็กโก กรุ๊ป สามารถบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ในระยะยาวได้สำเร็จ

 

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง แต่ก็มีการแข่งขันในระดับสูงเช่นกัน โดยเฉพาะผู้เล่นในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ตลาดมีรูปแบบและโมเดลทางธุรกิจที่ซับซ้อนและแตกต่างออกไป รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

 

ด้วยเหตุนี้เอ็กโก กรุ๊ป จึงต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบและรอบด้าน ด้วยการศึกษาและทำความเข้าใจการลงทุนแต่ละโครงการอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงต้องมีเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนแต่ละโครงการให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุน สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงาน ตอบโจทย์เป้าหมายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน

 

“ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจไฟฟ้ามา 30 ปี ทำให้เรามีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน เรามีโอกาสที่จะไปลงทุนทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่ได้มา นอกจากผลตอบแทนแล้วยังมีโอกาสอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ การได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนเข้าใจตลาดและระบบของธุรกิจในประเทศต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยายธุรกิจออกไปได้มากขึ้นและเร็วขึ้น” เทพรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส 30 ปี ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) รายแรกของประเทศไทย สู่ผู้สร้างพลังงานครบวงจร [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/30-years-egco-group/ Tue, 29 Nov 2022 10:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=716996

รู้หรือไม่ว่า ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ […]

The post ถอดรหัส 30 ปี ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) รายแรกของประเทศไทย สู่ผู้สร้างพลังงานครบวงจร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

รู้หรือไม่ว่า ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) รายแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2535

 

จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ก่อตั้งขึ้นตามนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการลงทุนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท เท็ปเดีย เจเนอเรติ้ง บี.วี. จำกัด

 

จนวันนี้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทยและเป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืนในระดับสากลด้วยการเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า (Electric Utilities) 

 

เอ็กโก กรุ๊ป ยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนวิสัยทัศน์ ‘เป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม’ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

เราจึงอยากชวนไปทำความรู้จักองค์กรอย่าง ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ที่ได้เติบใหญ่จากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่รายแรกของประเทศไทย สู่ผู้สร้างพลังงานครบวงจร

 

 

3 ธุรกิจแกนหลักของ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’

หากมองเข้าไปยังเบื้องหลังของ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จะพบว่า มีธุรกิจที่เป็นดั่งกระดูกสันหลังอยู่ 3 ส่วน ได้แก่

 

1.ธุรกิจไฟฟ้า (ธุรกิจกลางน้ำ) เป็นธุรกิจหลักและความเชี่ยวชาญของเอ็กโก กรุ๊ป ซึ่งเป็นรากฐานความแข็งแกร่งขององค์กร ปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 6,377 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) 

 

โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวมสูงถึง 1,424 เมกะวัตต์ ทั้งจากชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และเซลล์เชื้อเพลิง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่างๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สปป.ลาว, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

 

“การเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นผลมาจากนโยบายการสร้างความสมดุลของพอร์ตโฟลิโอของธุรกิจไฟฟ้า ทั้งด้านความหลากหลายของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า และการกระจายการลงทุนในหลายพื้นที่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปอเมริกา” เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าว

 

 

2. ธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภคที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน (ธุรกิจต้นน้ำ) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจหลัก ได้แก่ การดำเนินโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ‘ทีพีเอ็น’ การได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย และนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง

 

3. ธุรกิจ Customer Solution & Startup (ธุรกิจปลายน้ำ) เป็นการต่อยอดธุรกิจหลักด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน รวมถึงธุรกิจ New S-Curve ผ่านการลงทุนในบริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม ‘อินโนพาวเวอร์’ และบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน ‘เพียร์ พาวเวอร์’ เป็นต้น

 

ทุกธุรกิจมีศักยภาพในการเติบโต

เทพรัตน์กล่าวต่อว่า ธุรกิจพลังงานของเอ็กโก กรุ๊ป ทั้ง 3 กลุ่ม ต่างมีศักยภาพในการเติบโตในมิติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น 

 

ธุรกิจไฟฟ้า (ธุรกิจกลางน้ำ) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ยังมีความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงหลัก (Conventional) เพื่อรักษาเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าควบคู่กัน 

 

ในอนาคต เอ็กโก กรุ๊ป ยังคงแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าแบบ Conventional ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สำหรับธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศจะนำโดย ‘เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง’ บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่เอ็กโก กรุ๊ป เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 17.46%

 

 

ในขณะที่การลงทุนในประเทศ เอ็กโก กรุ๊ป มีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาพลังงานสะอาดใหม่ ๆ ได้แก่ การลงทุนในโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้า ‘คลองหลวง’ จังหวัดปทุมธานี กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ในขณะเดียวกันจะบริหารสินทรัพย์และโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและปลดปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและนำมาใช้กับโรงไฟฟ้า เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) การศึกษาและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน (Hydrogen to Power) และการศึกษาเพื่อนำแอมโมเนียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอน 

 

ธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภคที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน (ธุรกิจต้นน้ำ) ก็มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะพลังงาน Conventional เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และ LNG ยังมีความสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าดังเช่นที่กล่าวมา ในขณะเดียวกันการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่ เช่น ไฮโดรเจน เป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคตที่เชื่อถือได้และตอบโจทย์การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย

 

ธุรกิจ Customer Solution & Startup (ธุรกิจปลายน้ำ) เป็นการต่อยอดธุรกิจหลักด้วยการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับนวัตกรรมไฟฟ้าและธุรกิจ New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในบริษัท ‘อินโนพาวเวอร์’ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต

 

4 เหตุผลแห่งความเชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานมากว่า 30 ปี

จะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจของเอ็กโก กรุ๊ป ล้วนก้าวย่างด้วยความรอบคอบ จนทำให้วันนี้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานมากว่า 30 ปี ซึ่งมาจาก 4 เหตุผลหลัก ได้แก่ 

 

  1. บริษัทลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าที่มีความหลากหลายทั้งในด้านของประเภทการผลิต ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าทั้ง Conventional และพลังงานหมุนเวียน และทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศทั้งในทวีปเอเชียและทวีปอเมริกา ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยง รักษาเสถียรภาพ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ส่งผลให้พอร์ตโฟลิโอมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับกับความท้าทายต่างๆ

 

  1. บริษัทมีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นจากโรงไฟฟ้าในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 47% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด และโรงไฟฟ้าในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 53%

 

  1. เอ็กโก กรุ๊ป มี บริษัท เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอสโก ที่ให้บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษา (O&M) และบริการด้านวิศวกรรมเป็นของตัวเอง ดังนั้น เอ็กโก กรุ๊ป ไม่เพียงแค่ลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถดูแลบริหารจัดการโรงไฟฟ้าได้ เอสโกจึงเป็นธุรกิจที่ช่วยเสริมรายได้ให้กับบริษัท นับเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่สำคัญ

 

 

  1. นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ได้ขยายการลงทุนให้ครอบคลุมถึงธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก พร้อมสร้างโอกาสให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกับอุตสาหกรรมพลังงานโลก

 

เดินหน้าสู่ ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ในวันนี้คือ ‘ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ที่ทุกคนทั่วโลกกำลังร่วมมือร่วมใจกันเพื่อแก้ปัญหานี้

 

แม้ว่าประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.72 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทางการของไทยได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608

 

สำหรับเอ็กโก กรุ๊ป ตระหนักดีว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมาเอ็กโก กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางในการทำธุรกิจ

 

 

ไม่ว่าจะเป็นบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าและกิจกรรมต่างๆ ในธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด พร้อมติดตามและเก็บสถิติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ

 

รวมถึงขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Carbon Emission Intensity) ลง 10% ภายในปี 2573 และบรรลุ Carbon Neutral ในปี 2593 ได้ตามเป้าหมาย

 

ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้ทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ด้วยแนวคิด ‘Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth’ ซึ่งต้องการเร่งขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติให้พร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน

 

นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ได้ก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มานานกว่า 20 ปี

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เอ็กโก กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environmental, Social and Governance) ด้วยการดูแลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชนและสังคมในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินกิจการ ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

The post ถอดรหัส 30 ปี ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) รายแรกของประเทศไทย สู่ผู้สร้างพลังงานครบวงจร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>