บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-บางจาก-คอร์ปอเรชั/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 07 Aug 2026 11:43:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน https://thestandard.co/bangchak-profit-q2-saf-revenue/ Fri, 07 Aug 2026 11:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1239573 บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีร […]

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

 
 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และมีการรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีก 4,415 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้เดินหน้าเริ่มต้นผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี

 

นอกจากนี้ ในแง่การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยธุรกรรมนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไปยังต่างประเทศ

 

เจาะลึกผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 2/2569

 

ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 แยกตามรายกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

 

1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ

 

มีรายได้รวม 144,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 45 จากปีก่อน) และมี EBITDA 17,186 ล้านบาท

 

  • ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ มีการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้า 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาทจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF
  • ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 27.9
  • ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากการคงสัดส่วนผสมดีเซลเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการเริ่มจำหน่าย SAF

 

2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน

 

มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ขยายตัวร้อยละ 20 จากธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัท (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรม Time Charter, Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น

 

3. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ

 

มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ตามสภาวะตลาดโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี มีการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)

 

อย่างไรก็ดี OKEA ได้บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนหลังหักภาษี) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 29-32 kboepd และปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2570 เป็น 39-43 kboepd

 

4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

 

มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้า Hamilton ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มียอดขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

 

ครึ่งแรกปี 2569 โชว์ความแข็งแกร่งสะท้อน Synergy ร่วม 5,600 ล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 YoY

 

ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ทำให้ในครึ่งปีแรกสามารถรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 3,000 ล้านบาทในปีก่อน

 

อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 (รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569) และได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569

 

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 27,611 ล้านบาท
  • สินทรัพย์รวม: 374,755 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568)
  • หนี้สินรวม: 272,149 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท)
  • ส่วนผู้ถือหุ้นรวม: 102,606 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท)
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E): อยู่ที่ 1.05 เท่า

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า https://thestandard.co/bangchak-phetchaburi-oil-deal/ Thu, 28 May 2026 09:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1211851 ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้า […]

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP)

 

พร้อมด้วย บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บีซีพีจี (BCPG)

 

โดยเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็น BCPG เข้าลงทุน 9,000 ล้านบาทในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี เมื่อปี 2565 โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดผ่านบอร์ดบริหารอย่างโปร่งใส มีการประเมินมูลค่าอย่างรัดกุม

 

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของดีลนี้มาจากข้อจำกัดของโรงกลั่นบางจากพระโขนง ที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ไม่สามารถแล่นเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทำให้ที่ผ่านมาต้องอาศัยคลังลอยน้ำและการเช่าคลังที่ศรีราชามาโดยตลอด บริษัทได้จ้างที่ปรึกษาทางวิศวกรรมศึกษาการสร้างคลังแห่งใหม่ที่ศรีราชา แต่พบว่าต้นทุนก่อสร้างคลัง ท่อใต้น้ำ และท่าเรือขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 10,000-12,000 ล้านบาท การซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีที่ใช้งานได้ทันทีจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการสร้างใหม่

 

อีกทั้ง BCPG ถูกวางบทบาทให้เป็นผู้ดูแลพอร์ตโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพ เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาทต่อปี

 

สำหรับการตั้งข้อสังเกตการเปรียบเทียบมูลค่าดีล 9,000 ล้านบาท กับราคาเสนอขาย 3,000 ล้านบาทเมื่อ 13 ปีก่อน ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าการนำราคาจากเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบัน อาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาและขยายศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังเก็บน้ำมันที่เพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุเพิ่มจาก 500ลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลเพิ่มจาก 3 เป็น 5 เส้น ท่าเทียบเรือขยายจาก 2 เป็น 6 จุด และศักยภาพรองรับเรือขยายจากขนาด 30,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน ซึ่งหากประเมินมูลค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ (Replacement Cost) จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกราว 5,000 ล้านบาท

 

ชี้แจงมีการศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ

 

ขณะที่ บัณฑิต ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์คลังน้ำมันที่มีต่อธุรกิจโรงกลั่นของบางจาก โดยเฉพาะ ‘โรงกลั่นบางจาก พระโขนง’ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ตั้งที่แตกต่างจากโรงกลั่นแห่งอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ริมทะเล แต่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

การรับน้ำมันดิบทางเรือซึ่งเป็นช่องทางหลักและต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงกลั่นพระโขนงจะต้องพึ่งพา คลังน้ำมันขนาดใหญ่ภายนอก เพื่อรองรับเรือขนส่งเหล่านี้ ซึ่งความจำเป็นดังกล่าวตามมาด้วยต้นทุนค่าใช้บริการคลังน้ำมันที่สูงถึงระดับ พันล้านบาทต่อปี ทำให้ทีมงานต้องพิจารณาหาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบและละเอียดมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้การตัดสินใจเข้าลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์จากการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสร้างความมั่นคงทางโลจิสติกส์ให้กับโรงกลั่นพระโขนงในระยะยาว

 

คลังน้ำมันเพชรบุรี สร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาท/ปี ทำ IRR ที่ 8-9%

 

ด้าน รวีอธิบายเพิ่มเติมการประเมินมูลค่าที่ 9,000 ล้านบาทนั้น ใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยตั้งสมมติฐานที่ระมัดระวัง (Conservative) อย่างมาก เช่น กำหนดอัตราใช้บริการที่ 85-90% และใช้อัตราคิดลด (Discount rate) 7-8% รวมถึงหักส่วนลดค่าเช่าจากราคาตลาดลงไปอีกถึง 30-50%

 

อีกทั้งในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายยังกำหนดเงื่อนไขที่มีความรัดกุมว่า BCPG ต้องการปิดความเสี่ยงและภาระแอบแฝงจากผู้ขาย จึงกำหนดให้โอนเฉพาะสินทรัพย์ สัญญา และใบอนุญาต มายังบริษัทย่อยใหม่ (ALT) เพื่อให้การรับโอนเป็นไปอย่างชัดเจนและแยกความเสี่ยงจากธุรกิจเดิม ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 5 เดือนนี้เป็นเรื่องปกติของการทำ M&A

 

ด้านการบันทึกบัญชี BCPG ย้ำว่าต้องทำกระบวนการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) ภายใน 12 เดือนตามมาตรฐานบัญชี เพื่อแจกแจงมูลค่า 9,000 ล้านบาท ออกเป็นดังนี้ สินทรัพย์ที่มีตัวตน 6,490-6,500 ล้านบาท, สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,900 ล้านบาท, สินทรัพย์ทางภาษีฯ 170 ล้านบาท และที่เหลือบันทึกเป็นค่าความนิยม (Goodwill) โดยผลรวมยังคงเท่ากับ 9,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ‘ไม่มีการด้อยค่า (Impairment) ของสินทรัพย์แต่อย่างใด’ อีกทั้งยังได้แต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระ จำนวน 2 รายเพื่อทำการศึกษาในการลงทุนในดีลนี้อย่างรอบครอบ

 

สำหรับตัวเลขผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า คลังน้ำมันเพชรบุรีสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่ 900 ล้านบาทต่อปี มีอัตราผลตอบแทน (IRR) อยู่ในช่วง 8-9% และสามารถสร้างกระแสเงินสดสุทธิกลับเข้าบริษัทได้สูงถึงปีละ 700-800 ล้านบาท โดยในอนาคต BCPG ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50:50 เมื่อเทียบกับธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ คลังเพชรบุรียังมีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายตัว และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นฮับ (Hub) สำหรับทำ Trading เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upside) ในอนาคตได้อีกด้วย

 

ในช่วงท้าย ชัยวัฒน์ยืนยันความโปร่งใสว่า ตลอด 14 ปีที่ตนนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหารบางจากฯ บริษัทที่ปรึกษาเดิมของตนไม่เคยรับงานใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กลุ่มบริษัทบางจากเลย กลุ่มบริษัทบางจากและ BCPG ย้ำว่า ธุรกรรมทั้งหมดผ่านขั้นตอนบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล การตัดสินใจทุกอย่างทำด้วยเหตุผลและเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์แนะ ก.คลังสกัดทุนเทานั่งบอร์ดบางจาก ชี้เป็นเรื่องอัปยศตลาดหุ้นไทย ด้านเอกนิติแจงไม่เคยนิ่งเฉย พร้อมถอดประธาน ก.ล.ต. หากผิดจริง https://thestandard.co/thai-finance-minister-responds-to-grey-capital-concerns/ Thu, 14 May 2026 05:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1207103 กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามในสภา

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณ์ จาติ […]

The post กรณ์แนะ ก.คลังสกัดทุนเทานั่งบอร์ดบางจาก ชี้เป็นเรื่องอัปยศตลาดหุ้นไทย ด้านเอกนิติแจงไม่เคยนิ่งเฉย พร้อมถอดประธาน ก.ล.ต. หากผิดจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามในสภา

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณ์ จาติกวาณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามถึงกรณีที่บริษัทบางจากเปิดทางให้กลุ่มทุนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา และเครือข่ายของ เบน สมิธ สามารถเสนอชื่อบุคคลเข้าเป็นกรรมการบริษัทได้ ทั้งที่บุคคลดังกล่าวถูก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ผิดกฎหมาย จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่างชาติต่อตลาดทุนไทย

 

กรณ์ระบุว่า แม้บางจากจะพยายามแก้ไขข้อบังคับเพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนดังกล่าวแต่กลับไม่สำเร็จ จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงนิ่งเฉย และเหตุใดกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่านกองทุนวายุภักดิ์ ถึงยอมจำนนต่อกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอย่างยิ่งต่อธรรมาภิบาลของตลาดหุ้นไทย

 

นอกจากนี้ กรณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการซื้อขายหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย โดยระบุว่าสัดส่วนการถือหุ้นของเบน สมิธ เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจาก 24% เป็น 44% ซึ่งตามกฎหมายต้องมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด แต่ ก.ล.ต. กลับยังไม่มีการลงโทษ พร้อมทั้งจี้ถามถึงกรณีประธาน ก.ล.ต. ถูก DSI กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความล่าช้า

 

ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในประเด็นค่าการกลั่นน้ำมันก่อนว่า คณะกรรมการได้ข้อสรุปเรื่องผลประโยชน์ส่วนเกินจริง และได้นำไปช่วยเหลือประชาชนผ่านการลดค่าการกลั่นน้ำมันไปแล้วประมาณ 5 บาทต่อลิตร พร้อมย้ำว่าวิกฤตปัจจุบันคือวิกฤตค่าครองชีพที่กระทบชาวบ้านโดยตรง ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งพิจารณาโครงการคนละครึ่งเพื่อช่วย SME และคนตัวเล็กตัวน้อย

 

สำหรับการบริหารจัดการในบางจาก เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เพียง 15-16% ผ่านกองทุนวายุภักดิ์ แม้กรรมการตัวแทนคลังจะเห็นชอบกับการแก้ข้อบังคับเพื่อสกัดทุนเทา แต่ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ปี 2535 ได้มีการแยกอำนาจรัฐมนตรีคลังออกจาก ก.ล.ต. อย่างชัดเจน การจะเข้าไปแทรกแซงใดๆ จึงต้องดำเนินการภายใต้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นตามกรอบกฎหมายเท่านั้น

 

เอกนิติกล่าวเสริมว่า กรรมการส่วนใหญ่ของบางจากเป็นกรรมการอิสระที่คัดเลือกมาจากผู้ถือหุ้นรายย่อย กระทรวงการคลังจึงไม่สามารถใช้เสียงส่วนน้อยไปสั่งการเหนือผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้กรรมการตัวแทนคลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้มีการเปลี่ยนตัวกรรมการจากกลุ่มที่มีปัญหาออกจากคณะกรรมการชุดย่อยที่มีความสุ่มเสี่ยง เพื่อรักษาความโปร่งใส

 

ส่วนประเด็นของประธาน ก.ล.ต. นั้น เอกนิติยืนยันว่า ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงการคลังและเลขาธิการ ก.ล.ต. ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักการว่า “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” หากมีความชัดเจนว่าประธาน ก.ล.ต. ขาดคุณสมบัติหรือกระทำผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา ตนพร้อมที่จะดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

เอกนิติกล่าวปิดท้ายว่า ตนอาจไม่ใช่คนพูดเก่งที่ชอบป่าวประกาศผลงาน แต่ยืนยันว่ากระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาทุนสีเทา ข้อมูลหลายอย่างที่นำไปสู่การยึดทรัพย์โดยกระทรวงยุติธรรมก็มาจากความร่วมมือของคลังและ ก.ล.ต. ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลและไม่เคยให้การสนับสนุนทุนสีเทาอย่างแน่นอน

The post กรณ์แนะ ก.คลังสกัดทุนเทานั่งบอร์ดบางจาก ชี้เป็นเรื่องอัปยศตลาดหุ้นไทย ด้านเอกนิติแจงไม่เคยนิ่งเฉย พร้อมถอดประธาน ก.ล.ต. หากผิดจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์จี้อนุทินจะ 2 มาตรฐานหรือไม่ อุ้มพิพัฒน์แม้เป็นเพื่อนเสี่ยตือ ยกเทียบกับกรณีเคยให้วรภัคลาออก https://thestandard.co/natapong-anutin-pipat-standards/ Thu, 30 Apr 2026 05:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1202663 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน อภิปรายประเด็น 2 มาตรฐานในสภา

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณากระทู้ถามสดวันนี้ […]

The post ณัฐพงษ์จี้อนุทินจะ 2 มาตรฐานหรือไม่ อุ้มพิพัฒน์แม้เป็นเพื่อนเสี่ยตือ ยกเทียบกับกรณีเคยให้วรภัคลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน อภิปรายประเด็น 2 มาตรฐานในสภา

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณากระทู้ถามสดวันนี้ (30 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ และพิพัฒน์ได้มอบหมาย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้มาตอบกระทู้แทน

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้พยายามประสานไปตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ รวมทั้งได้หารือโดยตรงกับ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ว่า ตนเองต้องการตั้งกระทู้ถามสดต่อบุคคล 2 คนเท่านั้นในรัฐบาลขุดนี้ คือนายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ เพราะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องคลังน้ำมัน โดบผู้ที่ได้รับมอบหมายมาให้ตอบแทนนั้น อาจไม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบโดยตรง

 

ณัฐพงษ์ระบุว่า เพื่อไม่ให้เวลา จะขออนุญาตประธานในที่ประชุมใช้เวลาตั้งกระทู้ถามลอย เพื่อส่งเป็นคำถามหรือการบ้านล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ได้เข้ามาตอบในที่ประชุมสภาฯ ต่อไป โดย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น ระบุว่า ตามข้อบังคับกระทู้จะตกไปหากผู้ถามไม่ถาม แต่อนุญาตให้ณัฐพงษ์ฝากเป็นประเด็นไปยังรัฐบาล

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระทู้ถามสดของ รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาตอบ นำมาสู่การลงพื้นที่ตรรวจคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีที่ผ่านมา ซึ่งพบพิรุธหลายอย่าง

 

“แต่หัวใจสำคัญที่ต้องถามเพียง 2 คนในรัฐบาลนี้ เพราะยังไม่เคยได้รับความชัดเจนเรื่องเหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่า กรณีการกักตุนน้ำมันต่างๆ กำลังมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาและแก๊งสแกมเมอร์ และมีส่วนโยงใยถึงบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้” ณัฐพงษ์กล่าว

 

ณัฐพงษ์ได้ตั้งหัวข้อกระทู้ถามสดนี้ว่า ‘5 เหตุบังเอิญ’ ประกอบด้วย

 

  • ‘ไอ้โม่ง’ ที่กำลังสอบสวนอยู่คือ ‘เสี่ยตือ’ เจ้าของคลังน้ำมันที่เพชรบุรี ที่ขายให้กับ BCPG หรือบริษัทลูกของบางจากในปี 2566 ด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริง ทำให้สงสัยว่าตั้งราคาแพงเกินขนาดนี้เพื่ออะไร
  • เสี่ยตือเป็นเจ้าของกาสิโนหลายแห่งในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอาจพัวพันกับแก๊งทุนเทาสแกมเมอร์ ที่พยายามบริษัทบางจากผ่านการซื้อหุ้น
  • ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เคยยืนยันว่า ลูกชายเสี่ยตือพยายามติดสินบน 40 ล้านบาท แลกกับยุติการดำเนินคดีปราบปราบแก๊งสแกมเมอร์
  • ลูกสาวของเสี่ยตือถือหุ้นในบริษัทน้ำมัน จังหวัดอ่างทอง
  • เสื่อตือเป็นเพื่อนของพิพัฒน์ เพราะพิพัฒน์เคยตอบสื่อมวลชนที่ถามเรื่องสัญญากู้เงินซึ่งเชื่อมโยงถึงเสี่ยตือว่า “ผมมีเพื่อนสักคน มันลำบากมากเลยหรือ”

 

ณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ‘เหตุบังเอิญพลัส’ ในรัฐบาลชุดนี้ สังคมไทยไม่เคยได้รับคำตอบจาก 2 คนนี้เลย จึงฝากไปยัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมตนตรี ว่า เมื่อครั้งที่โทรไปขอให้ วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งที่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 33 วัน เพราะพบข้อมูลความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทา

 

หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งคำถามว่า เทียบกับกรณีนี้ ที่พิพัฒน์ยอมรับโดยตรงว่าเป็นเพื่อนกับเสี่ยตือ ท่านจะปฏิบัติต่อกรณีนี้อย่างไร หรือจะปฏิบัติอย่าง 2 มาตรฐาน เพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่

 

จากนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้ขออภัย ก่อนระบุว่า เดิมได้รับแจ้งว่าเนื้อหากระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งมีผู้ถามถึง 2 กระทู้ ต่อมาก็ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ณัฐพงษ์ได้เสียสละเปลี่ยนหัวข้อคำถาม เพราะเห็นว่าซ้ำกัน 2 กระทู้อาจจะไม่เหมาะสม แต่เนื้อหาการถามที่ได้รับมาอาจไม่ตรงกับที่ณัฐพงษ์ถาม ใน 5 ประเด็นที่ถามมา ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมเลย

 

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงจะกราบเรียนนายกรัฐมนตรี และหลายเรื่องได้ดำเนินการในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว ส่วนตัวจึงเห็นว่าผู้เหมาะสมมาตอบคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

The post ณัฐพงษ์จี้อนุทินจะ 2 มาตรฐานหรือไม่ อุ้มพิพัฒน์แม้เป็นเพื่อนเสี่ยตือ ยกเทียบกับกรณีเคยให้วรภัคลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ ประกาศคงราคาน้ำมันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อลดภาระ-บรรเทาความกังวลของลูกค้าและประชาชน https://thestandard.co/bangchak-oil-price-freeze/ Tue, 03 Mar 2026 09:23:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1183884 โลโก้บางจาก และป้ายแสดงราคาน้ำมัน พร้อมข้อความประกาศตรึงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระประชาชน

วันนี้ (3 มีนาคม) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหา […]

The post บางจากฯ ประกาศคงราคาน้ำมันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อลดภาระ-บรรเทาความกังวลของลูกค้าและประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บางจาก และป้ายแสดงราคาน้ำมัน พร้อมข้อความประกาศตรึงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระประชาชน

วันนี้ (3 มีนาคม) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ ระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบและดูแลเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ

 

บริษัทฯ ขอแจ้งว่าจะคงราคาจำหน่ายน้ำมันในระดับปัจจุบันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้พลังงานเป็นสำคัญ พร้อมบริหารจัดการด้านการจัดหาและต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อดูแลลูกค้าและสังคมท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน ทั้งนี้ การพิจารณาด้านราคาจะดำเนินการอย่างเหมาะสมตามภาวะต้นทุนและสถานการณ์ตลาด

 

บริษัทฯ ขอความร่วมมือผู้ใช้พลังงานไม่ตื่นตระหนกหรือกักตุน เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันและระบบขนส่งภายในประเทศยังคงดำเนินการได้ตามปกติ แม้สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน

The post บางจากฯ ประกาศคงราคาน้ำมันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อลดภาระ-บรรเทาความกังวลของลูกค้าและประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรุ่งนี้ ปปง. เตรียมส่งสำนวนอัยการยื่นฟ้องศาลยึดทรัพย์ ‘หุ้นบางจาก’ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เชื่อมโยงฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ ตกเป็นของแผ่นดิน https://thestandard.co/amlo-bangchak-ben-smith-asset-seizure/ Mon, 16 Feb 2026 03:10:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1178793 ภาพแสดงเจ้าหน้าที่ ปปง. กำลังส่งมอบสำนวนคดีฟอกเงินเครือข่าย เบน สมิธ ที่เกี่ยวข้องกับการยึดหุ้น บางจาก มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ให้กับพนักงานอัยการ

คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมขบวนการสแกมเมอร์ ที่เชื่อมโ […]

The post พรุ่งนี้ ปปง. เตรียมส่งสำนวนอัยการยื่นฟ้องศาลยึดทรัพย์ ‘หุ้นบางจาก’ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เชื่อมโยงฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเจ้าหน้าที่ ปปง. กำลังส่งมอบสำนวนคดีฟอกเงินเครือข่าย เบน สมิธ ที่เกี่ยวข้องกับการยึดหุ้น บางจาก มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ให้กับพนักงานอัยการ

คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมขบวนการสแกมเมอร์ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย เบน สมิธ-เฉิน จื้อ เจ้าพ่อ Prince Group-ก๊ก อาน ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีคำสั่งสั่งอายัดทรัพย์ไว้ชั่คราวตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2668 เป็นระยะเวลา 90 วัน มีความคืบหน้าต่อเนื่อง

 

โดยแหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงตลาดทุนเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

 

ล่าสุด ในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 17 กุมภาพันธ์นี้) เวลา 11.00 น. ทางสำนักงาน ปปง. เตรียมจะนำสำนวนคดีส่งมอบให้กับพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่าประมาณ 13,074 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ รวมอยู่ด้วย

 

“หากพนักงานอัยการรับคำร้องจากสำนักงาน ปปง. ส่งฟ้องศาล แล้วหากศาลพิจารณามีคำตัดสินให้ยึดทรัพย์ทรัพย์ก้อนนี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นบางจากฯ ก็จะถูกยึดตกมาเป็นของแผ่นดิน” แหล่งข่าว กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH

 

เปิดรายละเอียด 4 คดีมหากาพย์ ฟอกเงิน-สแกมเมอร์ข้ามชาติ

 

สำหรับคดีสำคัญที่ ปปง. เตรียมส่งสำนวนให้อัยการในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 รายคดีสำคัญ ดังนี้

 

  • รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กับพวก ในกรณี MR.LEAK YIM, นางวิรินยาฯ, เบน สมิธ และนางสาวแคทรียาฯ ได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม เลียก และพบข้อมูลการทำธุรกรรมเชื่อมโยงไปยัง นายเบน สมิธ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ปปง. จึงส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ เช่น ที่ดิน, ห้องชุด, รถยนต์, เรือยอชต์, เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมทั้งหุ้นของ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินในคดีนี้ประมาณ 12,123 ล้านบาท

 

  • รายคดี เฉิน จื้อ กับพวก: สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติในประเทศกัมพูชา รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท

 

  • รายคดี ก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท

 

  • รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก กรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านกลุ่มไลน์ รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังจากที่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 

จับตาใกล้ครบเส้นตาย 90 วัน และความเสี่ยงทางกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงในตลาดทุนได้แสดงความกังวลต่อเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย โดยระบุว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น การยึดและอายัดทรัพย์สินมีกรอบเวลาบังคับว่าจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์

 

“ที่ ปปง. ต้องรีบส่งเรื่องต่อให้อัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะกฎหมายให้เวลาจำกัดในการยึดอายัด หากอัยการใช้เวลาพิจารณาแล้วตั้งข้อไม่สมบูรณ์กลับมา เกรงว่าจะดำเนินการไม่ทันกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งกำลังจะครบกำหนด โดยการอายัดทรัพย์จำนวนนี้จะนับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งประชุมคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงาน ปปง. ได้มีการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการสแกมเมอร์ โดยมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์ ซึ่งหากเกินกำหนดก็ต้องปล่อยทรัพย์ไปก่อน” แหล่งข่าวกล่าว

 

ความกังวลดังกล่าวมุ่งไปที่ หากอัยการพิจารณาแล้วมีการ ‘ตั้งข้อไม่สมบูรณ์’ หรือมองว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่ครบถ้วน อาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป ซึ่งหากกระบวนการพิจารณาใช้เวลานานจนเกินกรอบระยะเวลา 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถอนการยึดหรือปล่อยทรัพย์สินชั่วคราวคืนแก่เจ้าของไปก่อน

 

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินในคดีนี้มีจำนวนมหาศาล และเกี่ยวพันกับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในขั้นตอนการส่งฟ้อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในคดีฟอกเงินระดับประเทศ

 

ย้อนรอยปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 13/2568 ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10,165 ล้านบาท

 

ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการแถลงผลปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ ร่วมกับหน่วยงานระดับสูง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. แถลงความสำเร็จจากการปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุด ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางรายการสำคัญ ทั้งเรือยอชต์ รถหรู ที่ดิน และอายัดเงินในบัญชี

 

สำหรับรายละเอียดเชิงลึกของคดีที่นำมาสู่การยึดทรัพย์ครั้งใหญ่นี้ เริ่มต้นจาก คดีเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเป็นเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ที่มีฐานใหญ่ในกัมพูชา เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Holding Group โดยพบพฤติการณ์ฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลและสับเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ต่างๆ ในรูปแบบไฮบริดสแกม คณะกรรมการฯ จึงสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท

 

ถัดมาคือ คดีก๊ก อาน เจ้าของอาคารหลายแห่งในกัมพูชาที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการใช้บัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อโอนเงินและนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินในไทยให้ผู้อื่นถือครองแทน โดยในคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และคดีที่มีมูลค่าความเสียหายและยึดทรัพย์ได้สูงที่สุดคือ คดีแตงไทยฯ กับพวกซึ่งเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก และ เบน สมิธ บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ และมีการโอนเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัททั้งในและต่างประเทศอย่างซับซ้อนเพื่ออำพรางธุรกรรม

The post พรุ่งนี้ ปปง. เตรียมส่งสำนวนอัยการยื่นฟ้องศาลยึดทรัพย์ ‘หุ้นบางจาก’ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เชื่อมโยงฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ https://thestandard.co/bangchak-acquires-chevron-hong-kong-expands-international/ Fri, 13 Feb 2026 04:56:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1178131 ภาพโลโก้ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Chevron Hong Kong Limited สื่อถึงการเทคโอเวอร์และขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

ก้าวใหม่บางจากฯ ในฮ่องกง ล่าสุดบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น ‘เช […]

The post บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Chevron Hong Kong Limited สื่อถึงการเทคโอเวอร์และขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

ก้าวใหม่บางจากฯ ในฮ่องกง ล่าสุดบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น ‘เชฟรอนฮ่องกง’ ยกพอร์ต ทั้งปั๊มน้ำมัน Caltex 31 แห่ง และคลังน้ำมันมาตรฐานสากล หวังสานต่อยุทธศาสตร์โตต่างประเทศ หลังกำไรดำเนินงานปกติปี 68 โตพุ่ง 67% และทุบสถิติกำลังการผลิตโรงกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท Chevron Companies (Greater China) Limited (‘CCGC’) เพื่อเข้าถือหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (‘CHK’) ในสัดส่วน 100% นับเป็นก้าวสำคัญของบางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เตรียมพร้อมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทย โดยเฉพาะบริหารกำลังการกลั่นระยะยาว

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้าง ความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค พร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน

 

ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว

 

ฮ่องกงมีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

ประกอบกับมีระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม

 

บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ

 

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล

 

นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง

 

รุกธุรกิจค้าปลีก ใต้แบรนด์ ‘Caltex’

 

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง ‘บางจากฯและเชฟรอน’

 

โดยการลงทุนใน CHK จะช่วยเสริมศักยภาพให้บางจากฯ สามารถต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ขยายฐานลูกค้า รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบโลจิสติกส์ด้านพลังงาน และสร้างโอกาสใหม่โตระยะยาว

 

“บริษัทคาดว่าจะธุรกรรมการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2569” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบางจากฯ ‘Accelerating Bangchak 100x’ ซึ่งตั้งเป้าหมายเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน ใต้หลักธรรมาภิบาล

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ 5 กลุ่ม

 

ชัยวัฒน์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันบางจากฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย

 

  • กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาดและพลังงานชีวภาพ
  • กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
  • กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
  • กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ฯ ซึ่งบริษัทฯ

 

โดยยังคงรักษาวินัยการลงทุนอย่างเคร่งครัด และจัดสรรงบลงทุนช่วงปี 2569-2571 รวม 35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจหลัก เสริมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

สรุปผลประกอบการปี 68 รายได้ทะลุ 5 แสนล้าน

 

ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท

 

ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจ ในกลุ่มควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน

 

โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน

The post บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงกรณีพักบทบาท ตัวแทนบอร์ดใน ‘บางจาก’ ชั่วคราว 45 วัน พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์-ฟอกเงิน https://thestandard.co/alpha-chartered-bangchak-board-clarification/ Fri, 12 Dec 2025 01:13:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1153746 อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงกรณีพักบทบาท ตัวแทนบอร์ดใน ‘บางจาก’ ชั่วคราว 45 วัน พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์-ฟอกเงิน

ที่ประชุมบอร์ด ‘บางจาก’ มีมติเปลี่ยนแปลงบอร์ดผู้มีอำนาจ […]

The post อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงกรณีพักบทบาท ตัวแทนบอร์ดใน ‘บางจาก’ ชั่วคราว 45 วัน พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์-ฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงกรณีพักบทบาท ตัวแทนบอร์ดใน ‘บางจาก’ ชั่วคราว 45 วัน พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์-ฟอกเงิน

ที่ประชุมบอร์ด ‘บางจาก’ มีมติเปลี่ยนแปลงบอร์ดผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยเปลี่ยนเป็นบอร์ดคนอื่นมาแทน ‘ณัฐกร อธิธนาวานิช’ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท ด้าน อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงพักบทบาทตัวแทนบอร์ดชั่วคราว 45 วัน

 

วรรณสิริ ตรงตระกูลวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกำกับองค์กร และเลขานุการบริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ส่งหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง เปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท

 

โดยบริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันตามหนังสือรับรองของบริษัทฯ ดังนี้

 

เดิม

 

ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทคือ พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ลงลายมือชื่อ ร่วมกับนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช และประทับตราสำคัญของบริษัท หรือ หนึ่งในสองคนนี้ ลงลายมือชื่อร่วมกับ นายอัชพร จารุจินดา หรือ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หรือ นายพลช หุตะเจริญ หรือ นายณัฐกร อธิธนาวานิช รวมเป็นสองคน และประทับตราสำคัญของบริษัท

 

เปลี่ยนแปลงเป็น

 

ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทคือ พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ลงลายมือชื่อ ร่วมกับนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช และประทับตราสำคัญของบริษัท หรือ หนึ่งในสองคนนี้ ลงลายมือชื่อร่วมกับ นายอัชพร จารุจินดา หรือ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หรือ นายพลช หุตะเจริญ รวมเป็นสองคน และประทับตราสำคัญ ของบริษัท

 

อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงพักบทบาทตัวแทนบอร์ดชั่วคราว

 

ด้านณัฐกร อธิธนาวานิช กรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และตัวแทน บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BCP ออกจดหมาย เรื่อง แจ้งความประสงค์ของบริษัทและกรรมการผู้แทนระบุถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประธานกรรมการ BPC ระบุว่า บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด รวมถึงกรรมการผู้แทนของบริษัท มีความกังวลใจและห่วงใยอย่างยิ่งถึงผลกระทบและความพยายามที่จะสร้างความเสียหายต่อเงินลงทุนของบริษัทในบริษัท บางจากฯ

 

รวมถึงชื่อเสียงของบริษัท บริษัทขอเน้นย้ำว่าบริษัทไม่เคยมีหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เกี่ยวกับการกระทำของสแกมเมอร์ หรือการฟอกเงิน รวมถึงไม่มีธุรกรรมใดๆกับบุคคล องค์กรอื่นใดที่ไม่ใช่ธุรกรรมอันเป็นปกติของบริษัทและยึดปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดตลอดมา

 

บริษัทรวมถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทมีความปรารถนาโดยสุจริตใจอย่างยิ่งให้การลงทุนในบริษัท บางจากฯ ประสบความสำเร็จ บริษัทในฐานะของผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บางจากฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน รวมถึงวางเป้าหมายไปสู่บริษัทพลังงานในระดับภูมิภาค และเป็น Flagship Investment ในระยะยาว โดยได้มีการผลักดันและแถลงทิศทางธุรกิจไปในช่วงที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียใจว่าความพยายามดังกล่าวได้นำพาให้บริษัท เข้าสู่จุดที่ถูกพาดพิงจนได้รับความเสียหายและจำเป็นต้องเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อร้องขอให้ได้รับความเป็นธรรม บริษัทตระหนักถึงความกังวลใจของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผลกระทบต่อบริษัท บางจากฯ และบริษัทในเครือของบริษัท บางจากฯ บริษัทจึงปรารถนาที่จะดำเนินการดังนี้ เพื่อระงับความเสียหายต่อเงินลงทุนอันสุจริต โดยให้กรรมการผู้แทนของบริษัทงดเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัท บางจากฯ รวมถึงงดเว้นการลงนามใดๆ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (Abstain) เป็นระยะเวลา 45 วันนับจากวันที่ลงนามในจดหมายฉบับนี้ และจะมีการพิจารณาตามสมควรอีกครั้ง

 

บริษัทรวมถึงกรรมการ ผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้แทนในบริษัท บางจากฯ ขอยืนยันว่า ไม่เคยมีหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เกี่ยวกับการกระทำของสแกมเมอร์ หรือการฟอกเงิน และยึดปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดตลอดมา ในขณะเดียวกันนี้ บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือใดๆ เพื่อความถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ดี บริษัท ขอสงวนสิทธิทั้งหมดตามกฎหมาย ในการดำเนินคดีหรือดำเนินการใด ๆ กับบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างความเสียหายต่อบริษัทไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือประโยชน์ใด ๆ อันชอบธรรมของบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บางจากฯ

 

อนึ่ง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของบริษัท บริษัทได้แนบจดหมายยืนยันถึงความไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ปรากฏชื่อตามร่างกฎหมาย H.R. 5490, the Dismantle Foreign Scam Syndicates Act ในฐานะผู้รับผลประโยชน์จากการขาย หรือในฐานะผู้สนับสนุนเงินทุน ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 และ 2

 

บริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บางจากฯ จึงขอเรียนมายังประธานคณะกรรมการรวมถึงกรรมการทุกท่านไว้ ณ ที่นี้

The post อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ออกจดหมายชี้แจงกรณีพักบทบาท ตัวแทนบอร์ดใน ‘บางจาก’ ชั่วคราว 45 วัน พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์-ฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน https://thestandard.co/sec-amlo-fight-crypto-laundering/ Thu, 04 Dec 2025 10:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1151450 ‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำน […]

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับการยึดหุ้นของหลายบริษัทจดทะเบียนไทย และหนึ่งในนั้น ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดคือหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มูลค่าราว 6 พันล้านบาท เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

 

ไม่เพียงแค่ ปปง. เท่านั้น แต่เรายังเห็นหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ปปง. แจงยึดหุ้น ‘บางจาก’ มูลค่า 6 พันล้านบาท เชื่อมโยง ‘เบน สมิธ’ พร้อมระบุมีหุ้นอีกหลายตัวที่เกี่ยวข้อง

 

ในการแถลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงผลสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการธุรกรรม มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ อายัดเงินในบัญชีรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนมีการนับรวมหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่มีความเชื่อมโยง เบน สมิธ มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง. ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.ได้ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นคือ บัญชีม้าที่ใช้ในการลักลอบทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินฝากของธนาคาร คือ นางสาวแตงไทยฯ เป็นบัญชีม้า ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการ พบว่าในช่วงปี 2560-2565 มีการทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการทำความผิดจากกลุ่มของนายยิม เลียก ภรรยา และกลุ่มเบน สมิธ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่ามีหุ้นอะไรบ้างของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของบริษัทอะไรบ้างที่มีความโยงการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า

 

“มีหุ้นหลายตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่ตัวที่ใหญ่ ปปง. ยึดอายัดไว้ คือหุ้นของบริษัทบางจาก มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคา ณ วันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา หากราคาหุ้นขึ้นไปอีกมูลค่าก็อาจสูงกว่านี้ ซึ่งเราตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หุ้นพวกนี้ยึดไว้ตามกรอบกำหนดคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีระยะเวลา 90 วัน ซึ่งเขามีสิทธิ์พิสูจน์ภายใน 30 วัน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมจะเพิกถอนคำสั่งอายัดต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ ปปง. มีการดำเนินการ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง” เทพสุ กล่าว

 

ปมปริศนาผู้ถือหุ้นใหญ่บางจาก กดดันราคาหุ้น

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับหุ้น BCP ในปัจจุบันและเป็นความกังวลของนักลงทุนซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นบางจากคือ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง ALPHA Chartered Energy

 

“ตราบใดที่ (ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ALPHA Chartered Energy) ยังไม่คลี่คลาย เชื่อว่าจะยังเป็นประเด็นกดดันราคาหุ้นบางจากต่อไป”

 

เนื่องจาก 2 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.ความไม่มั่นใจของนักลงทุนว่าในอนาคต ALPHA Chartered Energy จะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาหรือไม่ และ 2.กลยุทธ์ของ BCP จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการเข้ามาของ ALPHA Chartered Energy ซึ่งมีตัวแทนในบอร์ด 2 ที่นั่ง

 

ตลท. ยืนยันยึดหุ้นบางจาก ไม่กระทบสภาพคล่องซื้อขาย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด (Free float) จากหุ้น BCP ที่โดนยึดไปนั้น เบื้องต้น ตลท. ติดตามการซื้อขายหุ้นทุกตัวอยู่แล้ว พบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น BCP ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่กระทบกับ free float เนื่องจากหุ้นมูลค่า 6,000 ล้านบาท ไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

 

ปัจจุบันหุ้น BCP มี Free float อยู่ที่ประมาณ 50.6% โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบัน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมไม่มากนัก อีกทั้ง
ตลท.มีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันอยู่แล้ว ส่วนทางด้านของบริษัทเองก็มีการประกาศตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางการดำเนินงานในเบื้องต้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนอีก 7 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ต่างชาติผ่านการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ปัจจุบันยังไม่ได้มีหน่วยงานไหนติดต่อเข้ามาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตลท.

 

ทั้งนี้จากกรณีซุกหุ้นผ่านนอมินีดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นผลพวงมาจากกระบวนการเปิดข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่โปร่งหรือไม่ อัสสเดช อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการ สถานะการเงิน นโยบายกำกับกิจการ รวมไปถึงรายงานความยั่งยืน เพื่อให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ จากการตรวจสอบของ ตลท.ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า บริษัทจดทะเบียน 800 แห่ง มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ในส่วนของธุรกรรมผู้ถือหุ้นไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

 

ก.ล.ต. เร่งสางโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การตรวจสอบกรณีผู้ถือหุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินไม่ถูกกฎหมายในบริษัทจดทะเบียนเป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้ว โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ที่ถึงเกณฑ์ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือเกณฑ์ทำ Tender Offer) เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง หรือไม่ (Beneficial Owner) ไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นในนาม (Nominee)

 

การตรวจสอบดังกล่าวได้รวมถึงการขอความร่วมมือจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ในต่างประเทศภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคี (MMOU) โดยเป็นการประสานงานในเชิงลึก มีการประชุมร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ร้องขอถูกต้อง และได้เริ่มการทำงานในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจาก ปปง. แล้ว พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบจะเน้นไปที่โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำหนังสือขอความร่วมมือและขอเอกสารข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จาก ปปง. ซึ่งรวมถึงการที่คณะผู้บริหารนำโดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปพบกับเลขาธิการ ปปง. เพื่อพูดคุยและประสานความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

 

“เราได้รับข้อมูลมาแล้ว และ เริ่มทำงานเลย ในส่วนนี้เพิ่มเติม โดยสิ่งที่เราต้องการข้อมูลคือ เพื่อนำมาสนับสนุนในเรื่องของการตรวจสอบว่าใครเป็น ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตามที่ ก.ล.ต. กำลังพิจารณาอยู่” แหล่งข่าวจาก ก.ล.ต. ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการอายัดหุ้น และการเปิดเผยรายชื่อผู้ซื้อผู้ขายในเคสที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. ไม่ลงไปในหุ้นใดหุ้นหนึ่ง แต่ยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า:

  • ขอบเขตอำนาจ: สิ่งที่ ก.ล.ต. ดูอยู่คือ เรื่องของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่การเข้าไปตรวจสอบในส่วนของการประกอบการของบริษัท
  • ความสำคัญ: การตรวจสอบเหล่านี้เป็นงานบังคับใช้กฎหมาย ที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก (Priority) และยืนยันว่าจากการตรวจสอบในที่สุด จะต้องทราบว่าใครเป็นผู้ซื้อผู้ขายและเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า คำถามที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอายัดทรัพย์ของ ปปง. เช่น ระยะเวลาการอายัดนั้น ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมายของ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ในเชิงหลักการ ปปง. มีอำนาจในการอายัดอยู่เป็นระยะหนึ่ง

 

พรอนงค์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทางกฎหมายของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามกระบวนการ (Due Process) และพร้อมจะดำเนินการกับผู้ที่มีหน้าที่รายงานหรือมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

คุมเข้ม ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ (DA) หวังสกัดเงินเทา

 

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงมาตรการในการจัดการกับมิจฉาชีพที่ใช้คริปโตเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

 

  • แพลตฟอร์มต่างประเทศ: ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดกับคนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และประสานกระทรวง DE เพื่อใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ในการปิดกั้นการเข้าถึง
  • แพลตฟอร์มไทย: มีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC/CDD (Know Your Customer/Customer Due Diligence) และการจัดทำ Customer Profiling ของผู้ประกอบธุรกิจ DA ในประเทศ ทำให้สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้จำนวนมาก และเตรียมพร้อมสำหรับการนำ Travel Rule มาใช้ร่วมกับ ปปง. เพื่อติดตามข้อมูลผู้โอน/ผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และเงินเทาเป็นวาระสำคัญที่ได้ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดของนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ DE และคณะทำงาน Connecting the Dot ของกระทรวงการคลัง

 

“สำนักงานก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้น หากหลักฐานไปถึงใคร สำนักงานพร้อมดำเนินการทันที เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่เป็นช่องทางในการกระทำความผิด” พรอนงค์กล่าวสรุป

 

สรุป 6 มาตรการหลัก ก.ล.ต. ในการสกัดเงินเทา-สแกมเมอร์

 

  • การทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (ปปง., DE, ตำรวจ, ธนาคารพาณิชย์) ผ่านคณะกรรมการต่างๆ
  • การยกระดับมาตรฐานตัวกลาง (โบรกเกอร์/DA Platform) ในการทำ KYC/CDD และการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย
  • การผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่มีมาตรการหละหลวม
  • การใช้กฎหมายเพื่อปิดแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. ไซเบอร์
  • การติดตามดูเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นใหญ่ของ บจ. และการบังคับใช้กฎหมายหากพบความผิดปกติ
  • การยับยั้งความเสียหายจากการหลอกลวงลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และการปิดเว็บไซต์/แพลตฟอร์มหลอกลวง

 

แจงความคืบหน้าคดี JKN และการติดตามผู้ถูกกล่าวโทษ

 

สำนักงานก.ล.ต. ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของเคส JKN โดยยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทางกฎหมายในหลายด้าน

 

โดยด้านสถานะคดี ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทั้งมาตรการทางแพ่ง และกล่าวโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 

ภายหลังการกล่าวโทษ ก.ล.ต. ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และประสานงานกับ DSI จนมีการรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเป็นผลมาจากการกล่าวโทษและการประสานความร่วมมือของสำนักงาน

 

ส่วนกรณีผู้บริหาร JKN หลบหนี ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในช่วงที่กล่าวโทษไม่ได้พบพฤติการณ์หลบหนีที่เข้าเงื่อนไขอำนาจตามกฎหมายในการห้ามออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในกรณีที่มีการหลบหนีไปต่างประเทศในปัจจุบัน โดยได้ประสานงานกับพนักงานสอบสวนเพื่อหาหนทางในการนำตัวกลับมา หากเป็นไปได้

 

ในส่วนของการยึดทรัพย์นั้น เนื่องจากคดีอยู่ในขั้นตอนการกล่าวโทษทางอาญาแล้ว อำนาจในการดำเนินการจึงอยู่กับพนักงานสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้สำนวนนำไปสู่การฟ้องร้องได้

 

แบงก์ชาติพร้อมเข้าตรวจสอบ ‘เส้นทางการเงิน’ ที่ผ่านระบบแบงก์พาณิชย์

 

ต่อคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่หุ้นก้อนใหญ่ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ว่า ธปท. ได้เข้าไปตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น ปปง. หรือ ก.ล.ต. ที่เข้าไปดูแล

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ธปท. จะเข้าไปตรวจสอบในมิติที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยหากพบว่าธุรกรรมดังกล่าวผ่านเข้ามาในระบบธนาคารพาณิชย์ ธปท. ก็จะต้องเข้าไปดูในส่วนนั้น

 

สำหรับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในกรณีธุรกรรมต้องสงสัย ธปท. ยืนยันหลักการว่า สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ ปปง. อย่างเคร่งครัด โดยหน้าที่ของ ธปท. คือการกำกับดูแลให้ธนาคารส่งรายงานข้อมูลตามเกณฑ์ เช่น หากพบการใช้เงินสดเกินวงเงินที่กำหนด หรือมีธุรกรรมต้องสงสัย ต้องส่งรายงานให้ ปปง. ทราบ

 

ภาพ: Prateep Suttiso/Getty Images

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บางจาก’ ชี้แจงปมกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. ปปง. https://thestandard.co/bangchak-sec-investigation-shareholders/ Wed, 03 Dec 2025 04:36:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1150929 ‘บางจาก’ ชี้แจงปมกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. ปปง.

‘บางจาก คอร์ปอเรชัน’ ออกหนังสือชี้แจงปมถูกกระแสข่าวเป็น […]

The post ‘บางจาก’ ชี้แจงปมกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. ปปง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บางจาก’ ชี้แจงปมกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. ปปง.

‘บางจาก คอร์ปอเรชัน’ ออกหนังสือชี้แจงปมถูกกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต.-ปปง. พร้อมยืนยันหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ

 

ภัทร์ภูรี ชนิกุลกิจนิวฒัน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไทย (ตลท.) เรื่อง ชี้แจงข่าวการเข้าตรวจสอบบริษัทฯ ตามที่ปรากฏในสื่อ ระบุว่า ตามที่มีข่าวระบุว่าสำนักงาน ก.ล.ต. มีการตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนจำนวน 7 บริษัท และมีการกล่าวถึง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทดังกล่าวนั้น บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือสำนักงาน ป.ป.ง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวและมีการกล่าวถึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และมิได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ขอยืนยันถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังตามหลักธรรมาภิบาลและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

 

ตามข้อมูลที่บริษัทฯ ได้ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ถือหุ้นในบริษัทฯ ที่ร้อยละ 20.1 ซึ่งการเข้ามาของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เป็นการซื้อขายผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีกฎเกณฑ์และมีการกำกับดูแลจากทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการสอบถามข้อมูลไปยังผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว และผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวได้ให้ข้อมูลตอบกลับ โดยต่อมาบริษัทฯ ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ พร้อมการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (แบบ 69/247-1) (ส่วนที่ 1 ข้อ 3.2 หน้า 3-4) ที่ได้รับอนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 และเปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยบริษัทฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้นและอำนาจควบคุมของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว จากกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ยืนยันต่อบริษัทฯ ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรงต่อความเป็นจริง

 

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คณะกรรมการบริษัทตระหนักถึงความกังวลใจของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย จึงมีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการบริษัทที่เป็นอิสระและกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทฯ และเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในการป้องกัน

 

รวมถึงแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน ตลอดจนให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการบริษัทในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลัก Fiduciary Duty เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

 

โดยคณะกรรมการชุดนี้จะให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ป.ป.ง. เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีมาตรฐานสูงสุดในการกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

บริษัทฯ ขอยืนยันว่าจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ที่บริษัทฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

The post ‘บางจาก’ ชี้แจงปมกระแสข่าวเป็น 1 ใน 7 ในตลาดหุ้นที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. ปปง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘e-fuels’ น้ำมันยุคใหม่ แบบฉบับญี่ปุ่น เชื้อเพลิงเหลวที่เป็นมากกว่าไฮโดรเจน และกำลังเป็นคำตอบสุดท้ายของ ‘บางจาก’ https://thestandard.co/e-fuels-hydrogen-alternative-fuel/ Sat, 11 Oct 2025 06:10:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1129315 e-fuels

ขึ้นชื่อว่า ‘ญี่ปุ่น’ ถือเป็นประเทศในเอเชียที่มีการพัฒน […]

The post รู้จัก ‘e-fuels’ น้ำมันยุคใหม่ แบบฉบับญี่ปุ่น เชื้อเพลิงเหลวที่เป็นมากกว่าไฮโดรเจน และกำลังเป็นคำตอบสุดท้ายของ ‘บางจาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
e-fuels

ขึ้นชื่อว่า ‘ญี่ปุ่น’ ถือเป็นประเทศในเอเชียที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีขั้นสูง ท่ามกลางภูมิประเทศที่มักจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง 

 

ด้วยเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวนประชากรราว 123 ล้านคน 

 

แม้ญี่ปุ่นมีทรัพยากรภายในประเทศสำหรับการผลิตพลังงานค่อนข้างน้อย แต่มีการวิจัยพัฒนาด้านพลังงานมาก

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางเยี่ยมชมศูนย์วิจัยเทคนิคกลาง “ENEOS” ที่เมืองโยโกฮามา บริษัทพลังงานญี่ปุ่นที่ครบวงจร ให้บริการผลิตภัณฑ์และโซลูชันทั่วโลก ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2431 ที่กรุงโตเกียว ในชื่อ ‘Nippon Oil’

 

ปัจจุบัน เป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยมีโรงงานผลิต เทคโนโลยี และศูนย์จำหน่ายทั่วโลก และมีแบรนด์น้ำมันเครื่องชั้นนำ ‘ENEOS’

 

 

รู้จัก ‘e-fuels’ น้ำมันยุคใหม่ แบบฉบับญี่ปุ่น 

 

ศูนย์วิจัยเทคนิคกลางของ ENEOS ได้จัดตั้งโรงงานสาธิตผลิต e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ในปีที่ผ่านมา 2567 เป็นพลังงานใหม่ ที่ใช้กระบวนการแปรรูปไฮโดรเจนจากการแยกโมเลกุลน้ำ และดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ในคราวเดียวกันผ่านกระบวนการผลิตเป็นไฮโดรคาร์บอนสังเคราะห์ 

 

ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันจากฟอสซิลได้ทันที (drop-in fuels) โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีเครื่องยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบนิเวศใดๆ 

 

โรงงานสาธิตแห่งนี้มีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 บาร์เรลต่อวัน ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่น New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund แม้ยังไม่มีการผลิตเชิงพาณิชย์ แต่มีการนำผลงานไปจัดแสดงแล้วที่งาน Osaka Expo 2025

 

 

ตามข้อมูลจาก Fortune Business Insights (2024) ประเมินว่าอุตสาหกรรม e-Fuels มีมูลค่าประมาณ 11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวแตะระดับเกือบ 88,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2575 

 

 e-fuels และกักเก็บคาร์บอน CCUS กำลังเป็นโอกาสใหม่บางจาก

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เผยว่าแผนธุรกิจวันนี้บางจากจะมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฮโดรเจน แอมโมเนีย เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage หรือ CCUS) ซึ่งอาจพิจารณาเป็นการลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์ ในอนาคต

 

นอกจากนี้ยังหา ‘แสวงหาโอกาสใหม่’ ลงทุนในธุรกิจ Data center ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สอดรับกับการเติบโตของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทเทคที่จะมาลงทุนต่างมองหาพลังงานสะอาดเป็นเงื่อนไขสำคัญ

“แน่นอนว่า เราเห็นโอกาสและอยู่ระหว่างศึกษา e-Fuels ด้วยไอเดียที่ว่า ในเมื่อทั่วโลกมียานยนต์ราว 1,500 ล้านคัน ราว 20 ล้านคัน เป็นยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น การเปลี่ยน Ecosystem ของรถยนต์ไปสู่ระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่จะต้องใช้ต้นทุนหรือมีความยุ่งยากมาก”

 

 

e-Fuels น่าจะเป็น ‘คำตอบสุดท้าย’ ที่จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนในระหว่างการเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด

“ถ้ามองเพียงแค่ EV หรือทางเลือกพลังงานอะไรก็แล้วแต่ ต้องบอกว่า บนโลกนี้ มีความหลากหลาย เสื้อผ้ายังมีหลายแบบให้เลือก เราไม่จำเป็นต้องมีทางเลือกเดียวเสมอไป” ชัยวัฒน์ ย้ำ

 

ชัยวัฒน์ บอกอีกว่า เพราะบางจากฯ ยังมีการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ครอบคลุมการเดินทางและยังเป็นบริษัท ‘ผู้บุกเบิก’ การขนส่งทั้งทางอากาศด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ทางบกด้วย Renewable Diesel (HVO) และทางน้ำด้วย B24 Marine Biofuels อีกด้วย 

 

e-Fuels คืออะไร ทำไมจึงเป็นมากกว่าไฮโดรเจน

 

ชัยวัฒน์ อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า ‘e-Fuels’ หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Electrofuels) เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่เป็นมากกว่าไฮโดรเจน หมายความว่า ผลิตขึ้นจาก ‘ไฮโดรเจนสะอาด’ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 

 

โดยอาศัยไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน กระบวนการนี้เปลี่ยนคาร์บอน
ที่ถูกดักจับจากปล่องโรงงาน หรืออากาศให้กลายเป็น ‘น้ำมันดิบสังเคราะห์’ ซึ่งสามารถนำไปกลั่นเป็น e-Gasoline e-Diesel และ e-SAF (Sustainable Aviation Fuel) ที่ใช้ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมได้

 

โลกยังต้องพึ่ง ‘เชื้อเพลิงเหลว’

 

ชัยวัฒน์ มองว่า แม้โลกจะมุ่งสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่การเดินทางทั้งทางบก เรือ และอากาศ ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงเหลว ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงและจัดเก็บได้สะดวก e-Fuels จึงน่าจะเป็น ‘พลังงานสะพานเชื่อม’ ที่ทำให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในระหว่างการเปลี่ยนผ่านได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด 

 

 

พลังงานหมุนเวียน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการแยกน้ำเพื่อให้ได้ไฮโดรเจนสะอาด ขณะเดียวกัน ก็มีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องโรงงานหรือจากอากาศ เมื่อผสมไฮโดรเจนเข้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านปฏิกิริยาทางเคมี จะได้ของเหลวที่เรียกว่า ‘น้ำมันดิบสังเคราะห์’ e-Fuels แล้วนำไปกลั่นและปรับแต่งจนได้เชื้อเพลิง เช่น e-Gasoline e-Diesel และ e-SAF คาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา จะใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดทั้งเส้นทาง เรียกได้พลังงานสะอาดหลายต่อ

 

e-Fuels เริ่มใช้ทั่วโลก ชิลี-เยอรมนี-นอร์เวย์

 

วันนี้ e-Fuels กำลังได้รับความสนใจทั่วโลกอย่างมาก โดยข้อมูลจาก International e-Fuels Observatory (2025 edition) ระบุว่า มีโครงการ e-Fuels เกือบ 120 โครงการ ใน 28 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนำร่องไปจนถึงอุตสาหกรรมใหญ่ อีกทั้งมีการประเมินว่ากำลังการผลิต e-Fuels ทั่วโลกอาจมีกว่า 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573

 

แม้หลายโครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวที่รวดเร็วและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่กำลังเร่งผลักดันให้ e-Fuels ก้าวสู่ ‘การผลิตเชิงพาณิชย์’ จริง

 

หลายภูมิภาคทั่วโลกแต่ละแห่งมีลักษณะและเป้าหมายต่างกันไป ตั้งแต่การทดลองในระดับสาธิต การทดสอบกับเครื่องยนต์จริง ไปจนถึงโรงงานเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เช่น 5 โครงการ 

 

 

  1. Haru Oni Project ชิลี: โครงการนำร่องของ Porsche และ HIF Global ใช้พลังงานลมใน Patagonia ผลิต e-Methanol และ e-Gasoline เริ่มเดินเครื่องเชิงสาธิตปี 2565 มีกำลังผลิตเริ่มต้นราว 130,000ลิตรต่อปี และมีแผนขยายสู่ระดับเชิงพาณิชย์

 

  1. ENEOS ญี่ปุ่น: โรงงานสาธิตที่เมืองโยโกฮามา เปิดในปี 2567 กำลังผลิตหนึ่งบาร์เรลต่อวัน ผลิตจากพลังงานสะอาดและคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการสนับสนุนจาก NEDO ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund ของรัฐบาลญี่ปุ่น

 

  1. Airbus e-SAF: ยุโรป Airbus ทำงานร่วมกับ TotalEnergies และ Neste ทดลองใช้ e-SAF กับเครื่องบิน A350และ A321neo ตั้งแต่ปี 2564 โดยการบินทดสอบประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ แสดงถึงศักยภาพของ e-Fuels ในอุตสาหกรรมการบินเชิงพาณิชย์

 

  1. INERATEC ERA ONE: เยอรมนี โรงงาน ERA ONE ของ INERATEC ที่แฟรงก์เฟิร์ต เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จริงมิถุนายน 2568 ถือเป็นโรงงาน e-Fuels ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป กำลังการผลิตสูงสุด 2,500 ตันต่อปี ผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากไฮโดรเจนสะอาดและคาร์บอน เพื่อใช้ในภาคการบินและการขนส่ง

 

  1. Norsk e-Fuel: นอร์เวย์ โรงงานที่เมือง Mosjoen ตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2569 ระยะแรกมีกำลังผลิตราว 25 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายต่อเนื่อง

เพื่อป้อนตลาดการบินยุโรปในอนาคต

 

 

ชัยวัฒน์ ระบุว่า ธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้น บางจาก วางไว้ในกลยุทธ์ “Accelerating Bangchak 100x: Pivoting toward Energy Security and Sustainability” ที่ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 100% ภายในปี 2571 ภายใต้ 4 แกนยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้ประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้  ได้แก่ 

  1. การตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทาย มุ่งผลักดันให้ EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 
  2. มุ่งพลังงานและความยั่งยืน 
  3. การยกระดับศักยภาพธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้าง 
  4. การสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

 

 

ไม่ใช่คู่แข่ง EV แต่เป็นตัวเลือกผู้บริโภค 

ระหว่างเยี่ยมชม THE STANDARD WEALTH ได้สอบถามทีมนักวิจัย ENEOS Holdings ถึงแนวโน้มอนาคตว่า e-Fuels จะมาทดแทน EV หรือไม่นั้น

 

วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยคือการทำให้เชื้อเพลิงสังเคราะห์มีราคาที่เทียบเท่ากับเชื้อเพลิงทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในตลาด แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการลดต้นทุนจากประมาณ 700 เยน ลงมาสู่ระดับที่แข่งขันได้ แต่การวิจัยจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงมา ให้เข้ากับราคาเชื้อเพลิงทั่วไปได้ในอนาคต และทั่วโลกต่างมุ่งไป

 

 

“เราคงไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง EV แต่เป็นตัวเลือกผู้บริโภค เพราะไม่มีทางที่การใช้ไฟฟ้า 100% จะยั่งยืนหรือครอบคลุมไปทั้งหมด ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เสริมด้วย”

 

เมื่อพูดถึง ความท้าทายของ e-Fuels ต้อมยอมรับว่า 1. ต้นทุนการผลิต แพงกว่าไฮโดรคาร์บอนหลายเท่าเนื่องจากต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงยังไม่สามารถแข่งขันเชิงพาณิชย์ได้โดยลำพัง 

 

  1. เทคโนโลยี โครงการส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงการทดลอง หรือโรงงานนำร่อง (pilot/demo scale) แม้จะพิสูจน์ศักยภาพได้แล้ว แต่การขยายกำลังผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ยังต้องใช้เวลาและเงินลงทุนอีกมากรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน

 

  1. กฎระเบียบและนโยบาย ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนหรือมาตรการสนับสนุน เช่น แรงจูงใจ นักลงทุนก็อาจชะลอการตัดสินใจ เพราะยังมองไม่เห็นความมั่นใจในตลาดระยะยาว

 

 

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • เยอรมนี: จัดสรรงบประมาณกว่า 1.9 พันล้านยูโรเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงงาน e-Fuels ขนาดใหญ่ 
  • สหภาพยุโรป (EU): ออกกฎ ReFuelEUAviation กำหนดให้สายการบินต้องผสม SAF 
  • ญี่ปุ่น: จัดตั้งกองทุน Green Innovation Fundมูลค่า 120,000 ล้านเยน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและ e-Fuels โดยมีหน่วยงาน NEDO ดูแลการวิจัยและพัฒนาภาครัฐและเอกชน
  • สหรัฐอเมริกา: ออกกฎหมายด้านพลังงานสะอาด มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินทุนผู้ผลิต SAF และ e-Fuels เพื่อกระตุ้นการผลิตเชิงพาณิชย์และเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
  • นอร์เวย์และชิลี: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ควบคู่กับนโยบายของรัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและผลักดันให้กลายเป็น “ฐานการผลิต e-Fuels สำคัญของโลก”

 

จากการชมศูนย์วิจัยครั้งนี้ บอกได้เลยว่า แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และมีแนวโน้มใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น นอกจากไฮโดรเจน ที่เป็นทางเลือกใหม่ล่าสุดแล้ว 

 

 

เชื่อว่า อนาคต e-Fuels จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพร้อมลงสนามแข่งอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ต้องยอมรับว่า วันนี้อาจจะยังไกลตัวคนไทยไปบ้าง ด้วยต้นทุนที่สูง และต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐบาล 

 

แต่เมื่อถนนทุกสายต่างมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิงสะอาด นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องจับตา…

 

ภาพ: Fabian Mohr, Jeremy Woodhouse, AlxeyPnferov /Getty images

The post รู้จัก ‘e-fuels’ น้ำมันยุคใหม่ แบบฉบับญี่ปุ่น เชื้อเพลิงเหลวที่เป็นมากกว่าไฮโดรเจน และกำลังเป็นคำตอบสุดท้ายของ ‘บางจาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด https://thestandard.co/market-focus-bcp-4q67/ Tue, 25 Feb 2025 13:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1045696

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานกำไรสุทธิ 17 ล้านบาทใน 4Q67 ฟื้นตัวจากขาดทุน 2.1 พันล้านบาทใน 3Q67 และขาดทุน 977 ล้านบาทใน 4Q66 แม้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ Accounting EBITDA ลดลง 30%YoY แต่ทรงตัว QoQ ทั้งๆ ที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันพลิกกลับมามี EBITDA เป็นบวกที่ 173 ล้านบาทจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่สูงขึ้น 

 

กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณการขายที่ลดลง QoQ ของ OKEA ซึ่งเป็นผลมาจากการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme และปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) ของแหล่ง Draugen และ Brage กำไรสุทธิปี 2567 ลดลง 8.35%YoY มาอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพราะมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอ่อนแอและขาดทุนสต็อก ประกอบกับค่าการตลาดลดลงเล็กน้อย แม้ว่าจะได้รับการชดเชยจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นหลังเข้าซื้อ BSRC 

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันฟื้นตัวจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาทใน 3Q67 กลับมามีกำไร 173 ล้านบาท ค่าการกลั่นทางบัญชีปรับตัวดีขึ้นจากติดลบ 2.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ลดลง 2.5 พันล้านบาท) มาอยู่ที่ 1.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านบาท) 

 

โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจาก Crack Spread ที่แข็งแกร่งขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นขั้นกลางจากอุปสงค์ตามฤดูกาลและขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลง ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้น 5%QoQ มาอยู่ที่ 271.8 kbd (อัตราการใช้กำลังการกลั่น 92%) ใน 4Q67 เนื่องจากโรงกลั่นทั้งสองแห่งกลับมาดำเนินงานตามปกติหลังจากโรงกลั่นศรีราชาปิดซ่อมบำรุงบางส่วนใน 3Q67 

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวดีขึ้น QoQ จากปริมาณการขายที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 19%QoQ จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ปริมาณการขายของธุรกิจการตลาดเพิ่มขึ้น 7%QoQ มาอยู่ที่ 3.5 พันล้านลิตรใน 4Q67 จากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าการแข่งขันยังรุนแรง 

 

โดยทำให้ค่าการตลาดปรับลดลงจาก 0.96 บาทต่อลิตรใน 3Q67 มาอยู่ที่ 0.87 บาทต่อลิตรใน 4Q67 ค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ที่ 0.77 บาทต่อลิตร โดยได้แรงหนุนจากขาดทุนจากสินค้าคงเหลือที่ลดลง 

 

นอกจากนี้ปริมาณการขายที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจการตลาดยังส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะไบโอดีเซล ซึ่งช่วยหนุนให้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น 26%YoY และ 98%QoQ เนื่องจากมาร์จิ้นและปริมาณการขายไบโอดีเซลดีขึ้น

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น กำไร (EBITDA) จากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ลดลง 10%YoY และ 24%QoQ หลักๆ เกิดจากผลกระทบตามฤดูกาล ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าลดลง 19%QoQ นอกจากนี้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (OKEA) ก็ลดลง 26%QoQ จากปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) และการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme ทั้งๆ ที่ราคาก๊าซสูงขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 2.88% สู่ 35.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 8.49% สู่ 1,246.21 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คาดว่า BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงในปี 2568 เพื่อเพิ่มผลประโยชน์จาก Synergy ของกลุ่มให้สูงที่สุด แม้ว่ากำไร 1Q68 ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าการกลั่นที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังคาดว่าผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงเหลือที่ลดน้อยลงจะช่วยสนับสนุนกำไรสุทธิปี 2568 ในขณะที่กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY โดย Upside จะมาจากดีล M&A ใหม่

 

เพิ่มทุนสำหรับโครงการแลกหุ้น BCP ได้ประกาศเพิ่มทุน โดยออกเป็นหุ้นใหม่สำหรับการรับซื้อคืนหุ้น BSRC ที่เหลือ (18.3%) โดยแลกเป็นหุ้น BCP (Share Swap) ที่อัตรา 6.5 หุ้น BSRC ต่อ 1 หุ้น BCP หากทำสำเร็จ หุ้น BSRC จะถูกเพิกถอนออกจากตลาด การออกหุ้น BCP ใหม่จำนวน 97.21 ล้านหุ้นจะทำให้เกิด Dilution 7% และเทียบเท่ากับราคา BSRC ที่ 5.61 บาทต่อหุ้น (อิงกับราคาหุ้น BCP ที่ 36.50 บาท) โดยเชื่อว่าการควบรวมกิจการจะช่วยให้ต้นทุนลดลงได้อีกและทำให้การบริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ BCP ก็ไม่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมในการเข้าซื้อหุ้น BSRC เพิ่มเติมในรอบนี้

 

กลยุทธ์การลงทุน ยังคงราคาเป้าหมายของ BCP ไว้ที่ 44 บาทต่อหุ้น โดยอิงกับวิธี Sum-of-the-Parts ราคาเป้าหมายคิดเป็น EV/EBITDA ได้ที่เพียง 3.9 เท่า (ปี 2568) เทียบกับ P/E ของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ >9 เท่า และคงคำแนะนำ Outperform

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/bcp-20250224

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ https://thestandard.co/bangchak-record-revenue-2567/ Fri, 21 Feb 2025 08:20:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1044462

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนห […]

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนหุ้นโรงกลั่นศรีราชา หรือ BSRC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แลกเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC พร้อมเผยรายได้ปี 2567 หลังควบรวมกิจการทุบสถิติใหม่ 5.8 แสนล้าน ยอดขายน้ำมันทะลุเป้า 13,814 ล้านลิตร เติบโต 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์​) บริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2568 มีมติอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น ไม่เกินจำนวน 631,859,702 หุ้น (คิดเป็น 18.3% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ BSRC)

 

โดยแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก (Share Swap) ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC และ หากมีเศษหุ้นจากการคำนวณหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก จะมีการปัดเศษหุ้นนั้นทิ้ง 

 

การทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญดังกล่าว รวมคิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจากไม่เกิน 97,209,185 หุ้น โดยจะไม่มีการชำระค่าตอบแทนในรูปแบบของตัวเงิน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกทั้งได้ประกาศแผนการเพิกถอนหุ้นของ BSRC จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2568

 

ทั้งนี้ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเลียมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบครบวงจร (Integrated) ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและอะโรเมติกส์ที่ศรีราชา เครือข่ายคลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

 

โดยข้อมูลสมุดทะเบียน ณ วันที่ 4 กันยายน 2567 มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ดังนี้

 

  1. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 78.97%
  2. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  4. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้น 1.22%
  5. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้น 0.72%

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทบางจาก จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ให้เพิ่มความแข็งแกร่งของผลประกอบการทางการเงิน ทำให้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลดความซับซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้น และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

 

นอกจากนี้ การทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นของ BSRC ด้วยวิธีการแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ถือหุ้น BSRC ได้ถือหุ้นบางจาก ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน

 

ทั้งในด้านผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคง มี EBITDA ระดับ 4 หมื่นล้านบาทต่อเนื่อง และฐานะทางการเงินที่แข็งแรง โดยมีขนาดของสินทรัพย์ระดับกว่า 3 แสนล้านบาท ประกอบกับมีศักยภาพในการเติบโตจากธุรกิจหลักที่มีความหลากหลาย ภายใต้แนวคิด Bangchak 100X เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 และการเติบโตเป็นองค์กรที่ยั่งยืน 100 ปีคู่สังคมไทย 

 

โดยผู้ถือหุ้น BSRC ยังคงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ BSRC ในทางอ้อมผ่านการถือหุ้นในบางจาก พร้อมทั้งมีสภาพคล่องในการลงทุนที่สูงขึ้นจากมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่ใหญ่ขึ้น

 

สำหรับธุรกรรมการปรับโครงสร้างผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดและเพิกถอนหุ้น BSRC ดังกล่าว อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมถึงการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของบางจาก ในวันที่ 11 เมษายน 2568 และการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของ BSRC ในวันที่ 9 เมษายน 2568

 

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลการดำเนินงานปี 2567 สร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ มีรายได้ 589,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน EBITDA 40,409 ล้านบาท พร้อมบันทึกรายได้และยอดปริมาณจำหน่ายน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ 13.8 ล้านลิตร รวมถึงสามารถสร้าง Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเท่าตัว โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,184 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.30 บาท

 

 

ยอดขายน้ำมันโต 61% ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

ชัยวัฒน์เปิดเผยอีกว่า “แม้ปี 2567 จะเป็นปีที่เผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้กำไรปรับตัวลดลงจากปีก่อน กลุ่มบริษัทบางจากยังคงสร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ 589,877 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 53% EBITDA 40,409 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 6,120 ล้านบาท ผ่านการขับเคลื่อนของ 5 กลุ่มธุรกิจ

 

“โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการตลาด ที่มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน 13,814 ล้านลิตร เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การรับรู้ Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท เหนือกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2,500 ล้านบาท หลังจากการควบรวมกิจการและรับรู้รายได้เต็มปีของบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC)

 

ดังนั้นการดำเนินธุรกิจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่กลุ่มบริษัทได้วางไว้ ทั้งศักยภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ด้าน ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า ในปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 5,006 ล้านบาท ปรับลดลง 62% มีอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 258,000 บาร์เรลต่อวัน เติบโตกว่า 16% จากปีก่อน

 

แม้ว่าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง จะมีการปิดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นตามวาระ (Turnaround Maintenance) ในรอบ 3 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นศรีราชา สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 147,800 บาร์เรลต่อวัน จากปี 2566 ที่ 101,900 บาร์เรลต่อวัน หนุนกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทบางจากเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มนุษย์ต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับ AI” สรุปงาน Bangchak Group’s Greenovative Forum ครั้งที่ 14 ‘Crafting Tomorrow’s Future with Sustainable Energy and AI’ https://thestandard.co/bangchak-groups-14th-greenovative-forum/ Wed, 25 Dec 2024 03:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1023209

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัท บางจาก คอร์ปอเ […]

The post “มนุษย์ต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับ AI” สรุปงาน Bangchak Group’s Greenovative Forum ครั้งที่ 14 ‘Crafting Tomorrow’s Future with Sustainable Energy and AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บางจากฯ) ร่วมกับ THE STANDARD จัดงาน Bangchak Group’s Greenovative Forum ครั้งที่ 14 ‘Crafting Tomorrow’s Future with Sustainable Energy and AI’ ในวาระครบรอบ 40 ปี บางจากฯ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 อย่างยิ่งใหญ่

 

โดยภายในงานนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการทั้งในและต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับการจัดการด้านพลังงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยั่งยืน

 

เทคโนโลยี AI ต้องถูกขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน

 

ประสงค์ พูนธเนศ รักษาการประธานกรรมการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดประเด็นถึงอิทธิพลของเทคโนโลยี AI ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมพลังงานก้าวไปข้างหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญใน 3 องค์ประกอบด้วยกัน

 

 

  • ช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์การใช้พลังงาน
  • ช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานให้ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างยั่งยืน

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยมีเทคโนโลยี AI เป็นศูนย์กลาง ต้องคำนึงถึงความสมดุลและผลกระทบระยะยาวต่อการใช้พลังงานและทรัพยากรด้วย ทั้งในแง่ของการประเมินผลข้อมูลขนาดใหญ่ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสนับสนุน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

 

ความท้าทายของการรักษาดูแลโลก ควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘AI, Energy and Environment’ กล่าวถึงการนำประโยชน์ของ AI มาใช้ ภายใต้ความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

 

 

แม้ว่า AI มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มขีดความสามารถการทำงาน แต่กระบวนการพัฒนาและใช้งานต้องใช้พลังงานมหาศาล ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว จึงมีการเสนอแหล่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานนิวเคลียร์

 

นอกจากนี้ นวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ DNA Data Storage ซึ่งอาจจะเป็นกุญแจปลดล็อกความสามารถในการบริหารจัดเก็บข้อมูล เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในอนาคตข้างหน้า

 

โดย DNA Data Storage คือเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่นำการทำงานของ DNA มาประยุกต์ใช้เพื่อเก็บข้อมูลได้มากขึ้น แต่กินพื้นที่ (Storage) และพลังงานน้อยลงอย่างมหาศาล 

 

พลังงานที่โลกต้องจ่าย เพื่อความก้าวหน้าของ AI 

 

ชัยวัฒน์กางข้อมูลออกมาให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้น กินพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดของโลกอย่างไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต คลาวด์ จวบจนยุคของ AI Data Center ในอนาคตอันใกล้ ที่คาดว่าจะใช้กำลังไฟมากถึง 5 GW (กิกะวัตต์) หรือเทียบเท่าการใช้ไฟในโรงกลั่นน้ำมันบางจากถึง 100 โรงกลั่น

 

นอกจากนี้ กำลังไฟที่ใช้เพื่อป้อนพลังงานให้กับ AI Data Center ทั่วโลกในปัจจุบันเทียบเท่า 130% ของพลังไฟที่การไฟฟ้านครหลวงจ่ายให้กับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ในอนาคต หาก Working Population กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกใช้ AI พร้อมกัน จะต้องการพลังงานประมาณ 85,000 TWH หรือประมาณ 1,600 เท่าของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเลยทีเดียว

 

ความจริงนี้เป็นความท้าทายและโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของธุรกิจทั่วโลกที่จำเป็นต้องหาทางแก้ไขร่วมกันอย่างสามัคคี เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานของโลกในอนาคต

 


 

โลกต้องการ Energy Addition มากกว่า Energy Transition 

 

ในช่วงสนทนาพิเศษ ‘Living Sustainably with AI’ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการอยู่ร่วมกันกับ AI อย่างยั่งยืน หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาก็คือ ในยุคธุรกิจที่ภาคส่วนต่างก็ใช้พลังงานกันอย่างไม่หยุดยั้ง ทางออกที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ

 

  1. การหาวิธีผลิตพลังงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะพลังงานสะอาด
  2. การทำ Global Grid ที่เป็นช่องทางขนส่งพลังงานแบบมวลชน เชื่อมต่อกันทั้งโลก

 

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตต่อไปนี้ สิ่งที่โลกควรให้ความสำคัญคือ Energy Addition เพราะ AI ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก ควบคู่ไปกับการมีความตระหนักรู้ด้านการประหยัดพลังงานที่ดีของพวกเราทุกคน เพื่อที่เราจะเข้าสู่ยุค Energy Transition ได้เร็วที่สุด

 


 

พัฒนาศักยภาพของ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ยั่งยืน และปลอดภัย

 

ชญานิศ โควาวิสารัช Managing Consultant, Net Zero, ERM (สหราชอาณาจักร) แบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนในหัวข้อ ‘AI and Sustainability in Practice’ ว่า

 

AI มีศักยภาพอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในหลากหลายแง่มุม และสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การแพทย์ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งในช่วงพักหลังมานี้ กลุ่มธุรกิจในภาคเกษตรกรรมก็เริ่มให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ลดปริมาณการใช้คาร์บอนในกระบวนการทางเกษตรกรรม

 

การเติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ตามมาด้วยการบริโภคพลังงานจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับกระแสและแผนการของโลกที่กำลังเรียกร้องให้ทุกคนพยายามลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด

 

โจทย์ใหญ่ของกลุ่มธุรกิจในทุกภาคส่วนคือ ต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี AI และตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยคาร์บอนอีกด้วย ดังนั้นการกำกับดูแลที่เป็นระบบและการวางแผนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วนจึงมีความสำคัญ เพื่อให้การพัฒนา AI เป็นไปอย่างยั่งยืนและเหมาะสม

 

ในธุรกิจพลังงาน AI คือดาบสองคม

 

Carlos Aggio, Senior Enterprise AI Value Strategy Executive จาก Accenture (สิงคโปร์) นำเสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรม AI สู่การพลิกโฉมโลกพลังงาน กับเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน ในหัวข้อ ‘Tomorrow’s Innovations Today’

 

ด้วยประสบการณ์ของการเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI ทำให้ Carlos มอบอินไซต์เชิงลึกได้อย่างน่าสนใจ โดยเขาให้ความเห็นว่า AI มักถูกเปรียบเทียบกับไฟฟ้า แต่สำหรับตัวเขา AI เหมือนน้ำมากกว่า เพราะน้ำมีพลังในการสร้างชีวิต เช่น ตลาดน้ำที่น้ำเชื่อมโยงชุมชน ทำให้การค้าขายและการดำรงชีวิตเป็นไปได้ แต่น้ำก็มีพลังในการทำลาย เช่น การก่อให้เกิดน้ำท่วม

 

 

กล่าวคือ AI เหมือนกับเทคโนโลยีที่เป็นดาบสองคม มีอำนาจในการสร้างและทำลายได้ใกล้เคียงกัน ต่างกันที่ตัวผู้ใช้จะสามารถดึงศักยภาพของมันมาใช้ประโยชน์ในด้านใดมากที่สุด

 

สาระสำคัญจากการบรรยายนี้ ครอบคลุมมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน 5 ประเด็นด้วยกัน

 

  1. AI มีศักยภาพอย่างยิ่งในการเป็นเครื่องมือเพื่อการลดคาร์บอน (Decarbonization) แต่ปัจจุบันมีเพียง 14% ขององค์กรเท่านั้นที่กำลังใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

  1. พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพผ่าน AI ด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การพยากรณ์พลังงาน การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ และการจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า

 

  1. การพัฒนา AI จำเป็นต้องคำนึงถึงปัญหาการใช้พลังงาน โดยคาดการณ์ว่าในปี 2030 การปล่อยคาร์บอนจาก AI อาจเทียบเท่ากับอุตสาหกรรมการบินทั้งหมด

 

  1. นวัตกรรม AI จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (Enterprise Brain) ที่สามารถบูรณาการความรู้และระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

 

  1. ผู้ประกอบการและองค์กรควรมุ่งเน้นการนำ AI มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกโครงการที่สามารถสร้างคุณค่าและเห็นผลลัพธ์ภายใน 6 เดือน

 

Carlos ปิดท้ายว่า ในโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม AI ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ยังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความยั่งยืน การผนวกเทคโนโลยี AI เข้ากับการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 

 

ดังนั้นกุญแจสำคัญคือการพัฒนา AI อย่างมีวิสัยทัศน์ คำนึงถึงประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของมนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

 

ทักษะของมนุษย์จะยิ่งมีค่าในยุค AI

 

หนึ่งใน Session ที่น่าสนใจจากงานสัมมนาครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนมุมมองและเทรนด์การใช้ AI ในนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต โดยตัวแทนจาก 2 เจเนอเรชันที่มีอิทธิพลในแวดวงของตัวเอง ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL และ กร วรรณไพโรจน์ ศิลปินวง PROXIE และนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมพูดคุยในหัวข้อ ‘Smart Solutions for Everyday Wellness’ 

 

 

กรคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสสัมผัสชีวิตประจำวันของผู้คนมากมายผ่านการเป็นศิลปิน และยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ทำให้เขารับรู้ได้ถึงอิทธิพลของเทคโนโลยี AI ในแง่มุมที่หลากหลาย

 

สำหรับอิทธิพลของ AI กรกล่าวว่า ตนเป็นคนที่อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน นักศึกษาแพทย์จากเดิมที่เคยต้องแบกหนังสือหรือชีตเรียนมากมาย ลดเหลือเพียงแค่แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตเครื่องเดียว ซึ่งกรยอมรับว่า เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT มีบทบาทสำคัญมากในชีวิตการเรียนของนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบัน ทั้งการหาข้อมูล การสรุปเลกเชอร์ ไปจนถึงการวางแผนการศึกษาให้ตรงตามความต้องการของตัวนักศึกษาเอง

 

ด้าน ศ. ดร.สุชัชวีร์ ผู้ที่เรียกได้ว่าคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงวิศวกรรมมาอย่างยาวนาน มอบมุมมองผ่านประสบการณ์ของทั้งผู้ Disrupt และผู้ถูก Disrupt จากเทคโนโลยีมากมายในอดีตมาจนถึง AI 

 

โดย ศ. ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า แม้เทคโนโลยี AI จะพัฒนามาเพียงใดก็ตาม เมื่อพูดถึง AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์ AI ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย 2 สิ่งหลักๆ ด้วยกัน ซึ่งก็คือ 

 

  1. การใช้ทรัพยากรในการเรียนรู้ให้ได้น้อยที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดทางศีลธรรมของวงการแพทย์

 

  1. พัฒนาความแม่นยำในด้านการวินิจฉัยให้ได้มากที่สุด เพราะความผิดพลาดเพียงนิดเดียวในวงการแพทย์อาจหมายถึงชีวิต

 

โดยทั้ง 2 คนกล่าวถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี AI ภายในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ เอาไว้ว่า 

 

เทคโนโลยี AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหมอ พยาบาล หรือเภสัชกร ได้ภายในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน แต่สามารถช่วยเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความผิดพลาดจากมนุษย์ หรือ Human Error เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวมถึงสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพวกเราทุกคนได้

 

อย่างไรก็ดี หนึ่งในแก่นหลักสำคัญที่สุดของ Session นี้ก็คือการตระหนักในคุณค่าของ ‘ทักษะมนุษย์’ ที่จะไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือสร้างขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้นการขัดเกลาและคงไว้ซึ่งทักษะของมนุษย์อย่าง Empathy หรือ Communication คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมของเราก้าวไปข้างหน้าและใช้ AI พัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างยั่งยืน

 

เพราะ AI Draft แต่ Human Craft นั่นเอง

 

‘คน’ คือทรัพยากรสำคัญขององค์กรที่ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค AI

 

ถัดมาใน Session ‘Forward-Looking Organizations: Efficiency Meets Intelligence’ คือการรวมตัวของ 3 ผู้บริหาร ได้แก่ อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด, ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สคูลดิโอ จำกัด และ รณพงศ์ คำนวณทิพย์ กรรมการผู้จัดการส่วนภูมิภาค บริษัท มายด์ เอไอ เซาท์อีสเอเซีย จำกัด ที่มาแลกเปลี่ยนทัศนคติในการนำ AI เข้ามาปรับใช้ในโลกธุรกิจ จนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของคนทำงานในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

 

 

ดร.วิโรจน์ แบ่งปันประสบการณ์จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสและรับรู้ถึงปัญหาขององค์กรในปัจจุบัน โดยสรุปเป็นหลักคิด ‘3 I’ ด้วยกัน

 

  • Intelligence ความฉลาดในการใช้ AI
  • Imagination ความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ AI
  • Integration การหลอมรวม AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการทำงาน

 

ซึ่งเมื่อธุรกิจต่างๆ สามารถหลอมรวม AI เข้าสู่วิถีการทำงานได้อย่างแท้จริง ก็จะสามารถปลดล็อกศักยภาพและเพิ่มพูน Productivity ในการทำงานได้อย่างมาก

 

ด้านอรนุชแชร์มุมมองในฐานะผู้มีประสบการณ์ก่อตั้งสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่าง เทคซอส มีเดีย หรือ Techsauce ว่า สำหรับทุกธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน การตระหนักถึง Pain Point ในธุรกิจของตัวเองจะทำให้นำเทคโนโลยี AI ไปอุดรอยรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างถูกจุด 

 

ต่อมา รณพงศ์กล่าวถึงพัฒนาการของเทคโนโลยี AI ว่า พัฒนามาจากเครื่องมือ (Tools) ที่คอยเป็นตัวช่วยในการทำงาน เป็นผู้แก้ปัญหาที่สามารถคิด วิเคราะห์ และแยกแยะข้อมูลเองได้ จน AI เริ่มสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว 

 

นอกจากนี้ รณพงศ์ยังแชร์ประสบการณ์ในการทำงานกับ AI ยุคใหม่ หรือ Agentic AI กับบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย เขาพบว่า Agentic AI สามารถทำงานคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุและผล ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ ‘ตรรกะ’ หรือ Logic ของมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ได้เตรียมตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีเท่าที่ควร

 

 

สรุปแล้วทั้ง 3 ท่านแชร์มุมมองที่คล้ายกันว่า สิ่งที่องค์กรและคนทำงานควรเตรียมตัวคือการหา Golden Use Case ให้เจอว่า ธุรกิจที่เราทำอยู่กำลังต้องการความช่วยเหลือจาก AI ด้านใดบ้าง จากนั้นจึงค่อยระบุงานที่เราอยากให้ AI ช่วยเหลือ

 

สำหรับคนทำงาน การเตรียมตัวที่ดีที่สุดเพื่อตอบรับการมาถึงของเทคโนโลยี AI ก็คือการปลูกฝังทักษะ Logical Thinking และ Complex Problem Solving เพื่อให้คนทำงานทุกคนสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้วย AI มนุษย์จะเติบโตอย่างเป็นมนุษย์ได้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

 

“ถ้าเราอยากจะก้าวข้ามข้อจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ เราต้องทำสิ่งที่บียอนด์ หรือก้าวข้ามไปสู่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” 

 

หลักคิดสำคัญใน Session ปิดท้าย นำเสนอโดย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร Postdoctoral Researcher at MIT Media Lab และ Co-director of Advancing Human-AI Interaction (AHA) Initiative ในหัวข้อ ‘The Next Frontier AI and Future Generation’ 

 

โดยในปัจจุบัน ดร.พัทน์ มีโอกาสทำงานกับสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง MIT อย่างใกล้ชิด ก็ได้แชร์อินไซต์เชิงลึกที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างมากว่า ในปัจจุบัน MIT กำลังมุ่งเน้นไปในเรื่องของ Human-AI Interaction หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ซึ่งต้องการให้มนุษย์สามารถเติบโตอย่างเป็นมนุษย์ได้ดีขึ้น หรือ Human Flourishing ภายใต้ 3 หัวข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย

 

  • Wisdom การมีสติปัญญา
  • Wonder การมีจินตนาการและความสงสัยใคร่รู้
  • Well-being การเป็นอยู่ที่ดี

 

นอกจากนี้ ดร.พัทน์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาและยกระดับความสามารถของมนุษย์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ที่จำเป็นต้องหาจุดร่วมที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและเสริมสร้างประโยชน์ซึ่งกันและกัน

 

 

เรียกได้ว่าทุก Session ตลอดทั้งวันนั้น ช่วยให้พวกเราทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและศักยภาพเหนือจินตนาการที่ไม่อาจมองข้ามได้ของเทคโนโลยี AI ในทุกแง่มุมของชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน การตระหนักรู้ถึง ‘ค่าใช้จ่าย’ ในรูปแบบของพลังงานมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน

 

ดังนั้นกลุ่มธุรกิจทุกภาคส่วนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีเตรียมพร้อมให้กับองค์กรของตัวเอง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยเทคโนโลยี AI ในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงเตรียมหาแนวทางการใช้ AI อย่างยั่งยืนเพื่อรักษาพลังงานอันสำคัญของโลกใบนี้

 

สำหรับงานสัมมนา Greenovative Forum จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องโดยบางจากฯ ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสร้างเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านพลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบางจากฯ ในการเชิญชวนให้สาธารณชนตระหนักถึงประเด็นที่ควรให้ความสำคัญและร่วมมือกันในการผลักดันผ่านการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ร่วมสร้างสังคมที่สมดุลและยั่งยืน

The post “มนุษย์ต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับ AI” สรุปงาน Bangchak Group’s Greenovative Forum ครั้งที่ 14 ‘Crafting Tomorrow’s Future with Sustainable Energy and AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ปี เทกโอเวอร์เอสโซ่ ถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์บางจากเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ กับโจทย์ต่อไป ดัน EBITDA 1 แสนล้านบาทในปี 2573 https://thestandard.co/1-year-esso-takeover/ Tue, 03 Sep 2024 09:38:36 +0000 https://thestandard.co/?p=978990

หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปิดด […]

The post 1 ปี เทกโอเวอร์เอสโซ่ ถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์บางจากเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ กับโจทย์ต่อไป ดัน EBITDA 1 แสนล้านบาทในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปิดดีลใหญ่ เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิมคือ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เวลากว่า 1 ปี ซีอีโอชัยวัฒน์เผยว่า บางจากเดินมาถูกทาง ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ด้วยการเดินหน้าสู่เป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาทในปี 2573

 

“การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ของบางจากเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ สะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง” ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ชัยวัฒน์เผยว่า ปีแรกของการดำเนินงานบางจาก ศรีราชา (BSRC) หรือเอสโซ่ ถือว่า ‘เดินมาถูกทาง’ สามารถกวาดยอดขายครึ่งปีนี้ 3 แสนล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้จะถึง 6 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาท 

 

“ขณะที่ EBITDA 4.2 หมื่นล้านบาท ปีหน้าจะเติบโต 20% ตั้งเป้าว่าในปี 2573 จะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ส่วนยอดขายจะเพิ่มขึ้นสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านบาท อยากเป็นองค์กรที่ยั่งยืน 100 ปีคู่สังคมไทย”

 

ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2,400 แห่งในปี 2573 

 

ชัยวัฒน์ระบุอีกว่า วันที่ 1 กันยายน 2567 เป็นวันที่ครบ 1 ปีของการได้บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนชื่อบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC ซึ่งเดินมาถูกที่ถูกทาง เพราะหากดูยอดขายของบริษัทบางจากเพิ่มขึ้น 5% 

 

“ต้องบอกว่าผมเข้ามาร่วมงานในบางจาก 11 ปี ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้เปลี่ยนไปเยอะ จากโรงกลั่นที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันบางจากเป็นโรงกลั่นที่ดีที่สุดในโลก วันนี้และอนาคต และเราตั้งเป้าจะเป็นโรงกลั่นชีวภาพที่อยู่คู่กับสิ่งแวดล้อม”

 

ด้วยมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงมั่นใจว่ายอดขายสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาทดังที่กล่าวข้างต้น และติด 1 ใน10 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปัจจุบันเรามีสถานีบริการน้ำมัน 2,200 แห่ง โดยมีมาร์เก็ตแชร์ 28-29% และจากกลยุทธ์ใหม่เราตั้งเป้าว่าปี 2573 เพิ่มเป็น 2,400 แห่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33%” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ปี 2567 คาดว่ายอดขายจะอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท พร้อมทั้งเน้นสร้าง Synergy ระหว่างโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่ง คือ โรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา

 

พร้อมปรับตัวและเติบโต ท่ามกลาง ‘สภาวะตลาดที่ท้าทาย’

 

ทั้งนี้ บางจากก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 และเป็นปีแห่งการสร้าง Synergy ปรับตัวและเติบโตด้วยความแข็งแกร่งท่ามกลาง ‘สภาวะตลาดที่ท้าทาย’ และด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมวินัยทางการเงิน เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาทในปี 2573 บางจากจะรักษาความเป็นผู้นำด้านพลังงานของไทย ขณะเดียวกันพร้อมขยายธุรกิจไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่การ Synergy กับบริษัท บางจาก ศรีราชา นั้น ‘ทำได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้’ ครึ่งปีนี้ได้ EBITDA 3 พันล้านบาท คาดว่าทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 5 พันล้านบาท 

 

โดยปี 2568 บางโครงการที่ทำจะรับรู้รายได้เต็มปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 พันล้านบาท

 

“การเพิ่มค่าการกลั่นและลดค่าใช้จ่ายจะช่วยได้มาก ซึ่งมีการลดต้นทุนทุก 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีกำลังการผลิตรวม 28,000 บาร์เรลต่อวัน หมายความว่าปีปีหนึ่งจะได้เพิ่มในส่วนนี้ได้อีก 3.5 พันล้านบาท” 

 

ซึ่งสมการนี้จะส่งผลให้บางจากเป็นบริษัทที่เติบโตสูงด้วยตัวเลข 2 หลัก

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 คาดว่าโรงกลั่นจะดีกว่าปีนี้ เนื่องจากไม่มีการปิดซ่อม 30 วัน การผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ธุรกิจตลาดจะโต 20% ธุรกิจต้นน้ำ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โต 20-30%” ชัยวัฒน์กล่าว

 

กางแผน 6 ปี (ปี 2569-2573) วางงบลงทุน 1.2 แสนล้านบาท

 

แผนการลงทุน 6 ปี (ปี 2569-2573) วางงบลงทุน 1.2 แสนล้านบาท แบ่งสัดส่วนลงทุนในกลุ่มธุรกิจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 35% แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ Refinery & Marketing ประมาณ 30%, ธุรกิจ Green Power 3 หมื่นล้านบาท และธุรกิจ Bio-Base & New Business อีกประมาณ 10% 

 

โดยเงินลงทุนในช่วง 1.2 แสนล้านบาท จะแบ่งเป็น M&A ในสัดส่วน 45% ประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท ลงทุนในกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ 60% และกลุ่ม Green Power 40%

 

“งบก้อนนี้จะมาจากเงินกู้ยืมประมาณ 50% D/E 0.8 เท่า เพื่อให้ EBITDA เข้าเป้า 1 แสนล้านบาท สรุปง่ายๆ ว่า เราจะลงทุนในธุรกิจดั้งเดิม 50% ส่วนที่เหลือลงทุนในธุรกิจสีเขียวและการซื้อกิจการด้วย ส่วนปีหน้าจะใช้เงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาท ประมาณ 50% จะเป็นการซื้อกิจการ”

 

ทั้งนี้ ฐานะการเงินของบางจาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 มีเงินสดในมือ 4.5 หมื่นล้านบาท สินทรัพย์ทั้งกลุ่ม 3.5 แสนล้านบาท หนี้สิน 1 แสนล้านบาท EBITDA ย้อนหลัง 12 เดือน 5 หมื่นล้านบาท จึงมีความพร้อมในการขยายการลงทุนต่อไป และสามารถเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นไปจากปัจจุบันที่ระดับ A 

 

ส่วนเงินปันผลระหว่างกาลปีนี้จ่ายหุ้นละ 0.60 บาท มีนโยบายเงินปันผล 30% ของกำไร ที่ผ่านมาให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% มีนโยบายดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง

 

ต่อยอดโมเดล OKEA นอร์เวย์ สู่ภูมิภาคอาเซียน

 

นอกจากนี้กลุ่มบริษัทบางจากยังได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ด้วยการลงทุนใน OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ ตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเป้าหมายในการขยายกำลังการผลิต 50,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 ตลอดจนมีแผนที่จะขยายธุรกิจ E&P ผ่านการ M&A ในบริษัทต่างๆ ไปยังภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงเอเชีย-แปซิฟิก 

 

“เราพร้อมต่อยอดโมเดล OKEA มาไว้ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ล่าสุดอยู่ระหว่างทำ Due Diligence 1 โครงการ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า” ชัยวัฒน์กล่าว 

 

ปีแห่งการบุกเบิกความเป็นผู้นำในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) 

 

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่มีความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ของบางจากเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ สะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าในแบรนด์บางจากและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการขยายให้ลูกค้าเลือกใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บางจากจะเริ่มผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จะเป็นปีแห่งการบุกเบิกความเป็นผู้นำในการผลิต โดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ด้วยกำลังการผลิต 7,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมจัดหาวัตถุดิบสำหรับการผลิต รับซื้อน้ำมันผ่านโครงการ ‘ทอดไม่ทิ้ง’ ทั่วประเทศ มาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

The post 1 ปี เทกโอเวอร์เอสโซ่ ถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์บางจากเป็น ‘ใบไม้ใบใหม่’ กับโจทย์ต่อไป ดัน EBITDA 1 แสนล้านบาทในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – Valuation ถูกมาก https://thestandard.co/market-focus-bcp-3/ Wed, 07 Aug 2024 06:36:42 +0000 https://thestandard.co/?p=968315

เกิดอะไรขึ้น:   ราคาหุ้น BCP ปรับตัวลดลง 16% จากเด […]

The post BCP – Valuation ถูกมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ราคาหุ้น BCP ปรับตัวลดลง 16% จากเดือนก่อน Underperform SET ที่ลดลง 3% จากความกังวลเกี่ยวกับกำไร 2Q67 ที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นผลมาจากค่าการกลั่นที่ลดลงและการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของโรงกลั่นน้ำมันของ BCP และแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่สุด (Statfjord) ของ OKEA ตามแผน InnovestX Research เชื่อว่าภาพเช่นนี้ยังสะท้อนถึงความวิตกกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ยังคงมีอยู่จากการแทรกแซงราคาพลังงานในประเทศของภาครัฐ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งมองว่าตลาดวิตกกังวลมากเกินไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะใช้เวลาค่อนข้างนาน

 

สำหรับ 2Q67 คาดว่ากำไรสุทธิจะอ่อนแอลง QoQ จาก GRM ที่อ่อนแอลงและปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่ลดลงของโรงกลั่นพระโขนง (ภายใต้ BCP) จากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน ในขณะที่จะสามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจด้วย

 

ค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะช่วยสนับสนุนกำไรใน 3Q67 หลังจากคาดว่ากำไรจะอ่อนแอลง QoQ ใน 2Q64 BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงใน 3Q67 หลังจากหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของโรงกลั่นตามแผนในเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 27 วัน (ถือเป็นการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นที่สั้นที่สุดในสถิติของ BCP) โดยหลังจากการหยุดซ่อมบำรุงครั้งนี้ วงจรการซ่อมบำรุงจะขยายออกไปเป็น 4 ปี เทียบกับ 2-3 ปีในปัจจุบัน

 

การผนึกกำลังกับ BSRC (ซึ่งจะเพิ่มการผลิตน้ำมันเบนซินสูงสุดเพื่อรองรับสถานีบริการน้ำมันของ BCP) จะช่วยปรับค่าการกลั่นโดยรวมของกลุ่ม BCP ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังคาดว่ากำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P จะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยหลักๆ เกิดจากแหล่ง Statfjord ที่ดำเนินการโดย Equinor (มีสัดส่วนการถือหุ้น 28%) ซึ่งการดำเนินงานลดลง QoQ จากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน นอกจากนี้ยังคาดว่าความเสี่ยง Downside จากการด้อยค่าของสินทรัพย์จะมีจำกัด

 

ส่วนราคาก๊าซที่ฟื้นตัวในยุโรปจะช่วยสนับสนุนกำไรของ OKEA ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยใน 3Q67TD ในยุโรปเพิ่มขึ้น 3.9%QoQ สู่ EUR32.93/MWh (~US$8.9/mmbtu) ท่ามกลางระดับการจัดเก็บที่สูง โดยที่ยังคงมีความเสี่ยงที่ราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังทำให้ความร้อนในช่วงฤดูร้อนในหลายๆ ส่วนของโลกรุนแรงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้ความต้องการทำความเย็นมีมากขึ้น (Techopedia) สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นตลาดสำคัญของอุปทานก๊าซของ OKEA คาดว่าจะประสบกับฤดูร้อนที่ร้อนกว่าปกติในปี 2567 โดยหลังจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 องศาเซลเซียส คาดว่าเดือนสิงหาคมจะมีอากาศร้อนมากเช่นกัน (Netweather.tv)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับลง 13.92% อยู่ที่ระดับ 34.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.17% สู่ระดับ 1,280.62 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

BCP ยังคงเทรดที่ EV/EBITDA 4.4 เท่า (ปี 2567) เมื่ออิงกับงบการเงินรวม ต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 12.8 เท่าค่อนข้างมาก โดยมองว่าตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะอ่อนแอลงใน 2Q67 ของ BCP และผลกระทบจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงด้วยการตรึงราคาน้ำมันในประเทศ รวมถึงแนวโน้มที่จะมีการบันทึกรายการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจ E&P ราคาหุ้น BCP ในปัจจุบัน (สุทธิจากบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ) สะท้อนถึง Trailing EV/EBITDA เพียง 3.4 เท่าของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย แม้ปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ลดลงจาก 51 บาท สู่ 46 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อน Valuation ที่ลดลงของธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจ E&P ราคาเป้าหมายดังกล่าวคิดเป็น EV/EBITDA (ปี 2567) ที่ 4.6 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 7.4 เท่า Valuation ยังไม่แพงที่ PE (ปี 2567) เพียง 3.3 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ >7% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – Valuation ถูกมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงโอกาสครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club ก้าวต่อไปเดินหน้าหนุน SMEs ร่วมเครือข่ายสร้างสมดุลให้โลกสู่เป้าหมาย Net Zero [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/carbon-markets-club-3rd-anniversary/ Wed, 10 Jul 2024 08:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=955890

ถึงวันนี้ Carbon Markets Club คลับรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกร […]

The post ถึงโอกาสครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club ก้าวต่อไปเดินหน้าหนุน SMEs ร่วมเครือข่ายสร้างสมดุลให้โลกสู่เป้าหมาย Net Zero [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงวันนี้ Carbon Markets Club คลับรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย เดินทางมาถึงปีที่ 3 แล้ว จากจุดเริ่มต้น 11 องค์กร จนปัจจุบันมีสมาชิกประเภทองค์กรและบุคคลกว่า 1,000 ราย พร้อมจุดประกายชวน SMEs ร่วมเครือข่าย สานต่อภารกิจสร้างสมดุลโลกไปด้วยกัน

 

ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการก่อตั้ง จึงจัดงาน ‘READY, SET, NET ZERO with Carbon Markets Club’ เตรียมความพร้อมให้กับองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ฝ่าสถานการณ์ ‘โลกเดือด เรื่องดุ’ โดยมีสมาชิกก่อตั้งและสมาชิก Carbon Markets Club (CMC) เริ่มตั้งแต่องค์กร บุคคล ผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมงานกว่า 400 คน

 

องค์กรรายเล็กและรายใหญ่จับมือฝ่าโลกเดือด

 

สิ่งที่น่าสนใจภายในงาน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมบรรยายพิเศษ ‘Warmer Than in Hell’ แชร์ผลกระทบจากวิกฤตโลกเดือดที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ โอกาสใกล้สูญพันธุ์ของสัตว์ที่ต้องช่วยกันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

 

 

ผศ.ดร.ธรณ์ฉายภาพต่อไปว่า เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว ลองนึกภาพดูว่าประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก ถ้าเราต้องจ่ายชดเชยคาร์บอนจริงๆ จะต้องใช้งบประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อไปชดเชยกับชาวโลก คำถามคือ ตอนนี้งบของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่พอเลย ดังนั้นงบที่จะไปจ่ายชดเชยให้กับคาร์บอนก็จะมาจากกระเป๋าของเราทุกคน

 

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในยุคโลกร้อนแต่เป็นโลกเดือด ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งหมดไม่ได้ยากเกินไป เราสามารถทำได้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจดูแลโลก เพราะพรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโหดร้ายเกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

โลกเดือดกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

 

จากการลงพื้นที่ในทะเลตลอดระยะเวลาหลายวัน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเจอความเสียหายทางธรรมชาติอย่างหนัก ไม่ว่าจะเรื่องปะการังฟอกขาวที่กระทบหนักถึง 90% สัตว์น้ำเริ่มสูญพันธุ์ หญ้าทะเล ผิวน้ำอุณหภูมิอยู่ที่ 35-40 องศาเซลเซียส หรือเทียบเท่ากับบ่อออนเซน แน่นอนว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่คำเตือน แต่ในมุมของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสิ่งแวดล้อมเห็นสัญญาณเข้าสู่นรกของจริงแล้ว

 

 

สิ่งที่ ผศ.ดร.ธรณ์ทำคือจัดค่ายเยาวชน ค่ายทะเลเดือด ชวนนักศึกษาคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปลงพื้นที่ดูผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ปะการังฟอกขาว การลดลงของสัตว์น้ำ ตั้งใจให้เยาวชนเห็นโลกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และจะได้สร้างความตระหนักไปพร้อมกัน

 

ในโลกความเป็นจริง การทำ CSR เป็นเรื่องที่ดี ในบางองค์กรใช้เวลาไปกับการวางกลยุทธ์ KPI ต่างๆ แต่การรักษาดูแลโลกต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ ไม่ใช่การนำเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์ไปวัดแล้วบอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นคือการทำเพื่อโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ถูกต้อง เพียงแต่สิ่งที่ทำจะช่วยโลกได้เพียง 2% เท่านั้น ทั้งหมดก็ยังไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางโลกปัจจุบันที่กำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจากปัญหาทะเลเดือด ส่งผลให้ปริมาณปลาลดลง และจำนวนชนิดปลาลดกว่า 50%

 

สัญญาณเตือนโลกกำลังพินาศ

 

สัญญาณจากโลกได้ส่งเสียงเตือนแล้วว่าโลกกำลังจะพินาศ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่มนุษย์ไม่พยายาม แต่ด้วยระบบที่ทำให้เราไม่ตระหนัก และมนุษย์สร้างความเข้าใจด้วยตัวเองว่าการทำตามขั้นตอนเหล่านั้นโลกจะดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วระบบดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่คอยปลอบใจว่าอย่างน้อยองค์กรได้ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว

 

แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์รอดจากนรกนี้ได้ ที่สำคัญปัญหาโลกร้อนนั้นไม่มีความยุติธรรม ยิ่งธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนที่ทำมาหากินกับธรรมชาติ เช่น ชาวประมง จากที่เคยจับปูม้าได้ 6-7 กิโลกรัมต่อวัน วันนี้จับได้เพียง 2 กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น

 

หลายคนบอกให้ชาวประมงปรับตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วทำได้ยากมากๆ เพราะชาวประมงไม่รู้ว่าคาร์บอนคืออะไร จะปรับตัวอย่างไร

 

สิ่งที่ต้องทำคือการมองให้ไกลกว่าฝาบ่อน้ำหลังโรงงาน เราต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้นชาวประมงไม่ใช่ตัวการในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

คำถามคือใครผิด? แน่นอนว่าไม่มีคนผิด คนระดับบน ระดับล่าง ได้รับผลกระทบพร้อมกันหมด และหากอุณหภูมิโลกพุ่งสูงไปมากกว่านี้จะกลายไปสู่ปัญหาการเมือง การสงคราม ผลกระทบทางการเกษตร อุตสาหกรรม ความอดอยาก และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น

 

จับตาการเรียกเก็บภาษีในยุคโลกเดือด

 

ผศ.ดร.ธรณ์ย้ำว่า ยิ่งโลกร้อนรุนแรงมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่ตามมาคือมาตรการการเรียกเก็บภาษีจะยิ่งเข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นทุกคนก็จะได้รับผลกระทบร่วมกัน หากไม่ปรับตัวธุรกิจก็ยากที่จะไปได้รอด สิ่งแวดล้อมก็ยากที่จะฟื้นฟู 

 

 

ผู้ประกอบการ SMEs จะปรับตัวอย่างไร…ในยุคโลกเดือด?

 

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club ฉายภาพว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อตั้ง Carbon Markets Club เราได้ยินเรื่อง Net Zero ทุกคนพูดถึงเรื่องโลกเดือด จริงๆ แล้วคำว่าโลกเดือดมาจากสุนทรพจน์ของเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ และนอกจากโลกเดือดแล้ว ปัจจุบันทุกคนยังเผชิญกับความท้าทายด้านเทคโนโลยี สงครามการค้า การเมือง โลกแบ่งเป็นขั้วๆ

 

สิ่งที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือปัญหาที่เราร่วมกันสร้าง เปรียบเสมือนว่าเราร่วมกันสร้างบาปให้โลก ฉะนั้นต้องช่วยกันหาวิธีชดใช้และสะสมบุญเพื่อล้างบาปร่วมกัน

 

 

กลอยตาฉายภาพให้เห็นถึงความเสี่ยงของโลกจากสภาวะวิกฤตของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบที่เกิด ปะการังฟอกขาว สัตว์ที่หายไป ความหลากหลายของชีวภาพที่ลดลง รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เคยหาง่าย วันนี้กลับหายากขึ้น เช่น กุ้ง, หอย, ปู, ปลา หรือแม้แต่มะพร้าวที่เคยมีรถมาขายหน้าบ้านจากลูกละ 10 บาท วันนี้ลูกละ 65 บาท เราอยู่มาจนถึงยุคที่มะพร้าวราคาเกือบ 100 บาทต่อลูก

 

ไทยรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอันดับ 9 ของโลก

 

ในอดีตตั้งแต่ปี 2015 หลายๆ ประเทศพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่ปีนี้เป็นต้นไปคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นมากกว่า 1.7 องศาเซลเซียส ซึ่งในตัวเลขระดับ 1.5 องศาเซลเซียสโลกยังอยู่ได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เกินมากกว่านั้น คือ ‘Point of no return’ เราอยู่ในจุดที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว ทำได้แค่ต้องเดินหน้าต่อไป

 

สำหรับประเทศไทยจัดอยู่อันดับ 9 ของโลก ที่ได้รับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากทั้งหมด 180 ประเทศ โดยประมาณการความสูญเสียมีมูลค่ากว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ ยกตัวอย่าง ชาวประมงพื้นบ้านที่เคยเดินเรือออกไปจับปูม้า ด้วยเรือลำเล็กๆ แต่วันนี้ทำไม่ได้แล้วเพราะไม่มี และไม่มีต้นทุนที่จะไปหาซื้อเรือลำใหญ่ออกไปหาสัตว์ทะเลน้ำลึก

 

ชาวประมงไม่ได้เป็นตัวการใหญ่ แต่เป็นคนที่ทำงานในห้องแอร์อย่างพวกเราเป็นคนก่อบาป ที่ต้องมองให้ไกล มองให้กว้างขึ้นมากกว่าบ่อน้ำหลังโรงงาน เพื่อช่วยให้ชาวประมงเหล่านี้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางวิกฤต

 

กว่าจะไปสู่ Net Zero ต้องใช้งบ-ทรัพยากรมหาศาล

 

 

กลอยตาฉายภาพต่อไปว่า โจทย์สำคัญต้องมาดูกันว่า เราช่วยกันได้มากน้อยแค่ไหน หากย้อนไปในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำกิจกรรมอะไรธรรมชาติดูดซับได้หมดเพราะมีความสมดุล แต่เมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น สิ่งที่ตามมาคือมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น พื้นที่ป่าถูกทำลายไม่สามารถดูดซับได้

 

เมื่อความสมดุลหายไปจึงเกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้หลายๆ ประเทศตั้งเป้าไปสู่ Net Zero ซึ่งบางประเทศ Net Zero ไปแล้ว เช่น ภูฏาน เป็นประเทศที่มีป่าไม้จำนวนมาก และมีอุตสาหกรรมน้อย ทำให้สามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาได้หมด

 

 

ถึงกระนั้นการจะไปสู่ Net Zero ได้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล เทคโนโลยี และทรัพยากร ซึ่งในหลายประเทศส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายจะไปสู่ Net Zero ในปี 2050 ส่วนประเทศไทยตั้งไว้ปี 2065

 

ไทยปล่อยคาร์บอนสูงเท่ากับบอลลูน 300 ล้านลูกต่อปี

 

จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย พบว่า ไทยปล่อยคาร์บอนสูงเท่ากับบอลลูน 300 ล้านลูกต่อปี หากจะลดได้ต้องมีกฎกติกาเข้ามาควบคุม ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะออกมาภายในสิ้นปี 2567 รวมถึงมาตรการภาษีคาร์บอน ตามด้วยระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันก็มีหน่วยงานหลายภาคส่วนมาร่วมกันแก้ไข

 

โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์ เป็นสะพานที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น องค์กรที่ขายคาร์บอนเครดิตได้ก็จะสามารถนำรายได้ไปลงทุนในพลังงานสะอาด หรือนำไปปลูกป่า ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการดูดซับได้มากขึ้น

 

แนะผู้ประกอบการใช้เครื่องมือประเมิน Carbon Footprint

 

ขณะที่ธุรกิจ SMEs ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองเชื่อมเศรษฐกิจฐานรากไปสู่เศรษฐกิจระดับบน ก็ต้องปรับตัวสร้างโอกาสธุรกิจในการอยู่ร่วมโลก เริ่มต้นวิเคราะห์ลูกค้าที่มีความคาดหวังสูงขึ้น ไม่ใช่แค่วางกรอบ แต่เป็นเรื่องของการที่ต้องร่วมมือทำ เพื่อมุ่งไปสู่ Net Zero

 

Carbon Markets Club พร้อมติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการในการปรับตัวสู่ Net Zero ที่มาพร้อมไฮไลต์ภายในงาน เปิดเผยแนวทางการปรับตัวสู่องค์กร Net Zero แนะนำการใช้เครื่องมือในการประเมิน Carbon Footprint สำหรับองค์กร (Carbon Footprint Tracking for Organization: CFO) ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นให้องค์กรทราบเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โอกาสทางธุรกิจของการประเมิน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ และแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

 

รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs จากธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนั้นยังมีการแนะนำแอปพลิเคชัน MyCF เครื่องมือประเมิน Carbon Footprint สำหรับบุคคล จัดทำโดย บางจากฯ และบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) https://cfotracking.bcpgdigital.com/#/home/main 

 

 

สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชัน MyCF สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ใช้งานกรอกข้อมูลการปล่อยคาร์บอนในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง การกรอกอัตราการใช้ไฟฟ้าต่อเดือน ตามด้วยการใช้น้ำประปา และเดินทางไปทำงานด้วยรถประจำทางหรือรถส่วนตัว

 

ผลลัพธ์ทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นว่าเราปล่อยคาร์บอนจำนวนกี่ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และสุดท้ายแอปพลิเคชันจะแนะนำวิธีลดคาร์บอนให้กับเรา

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงาน ยังมี ปวีณา พึ่งแพง ผู้จัดการกิจการเพื่อสังคม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิชชุวรรณ พึ่งเจริญ ผู้จัดการอาวุโส Energy Innovation Department บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มาแชร์ให้ผู้ประกอบการ SMEs เตรียมตัวสู่ Net Zero ผ่านหัวข้อ Steps to Net Zero ตามด้วย Carbon Footprint Tracking for Organization (CFO) และ Trading Platform

 

หัวใจสำคัญคือผู้ประกอบการต้องเริ่มสำรวจองค์กรว่ามีการสร้าง Carbon Footprint มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอาจเริ่มจากวิธีง่ายๆ 8 ขั้นตอน เริ่มจาก

 

  1. ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  2. กำหนดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำ
  3. ประเมินความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ
  4. ตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
  5. วางแผนกลยุทธ์ขององค์กร
  6. กำหนดแผนการดำเนินงาน
  7. ทำงานตามแผนงานที่วางเอาไว้
  8. เปิดเผยข้อมูลที่ได้มา

 

ทั้งนี้ ต้องแสดงความมุ่งมั่น บริหารงานพร้อมติดตามผล ที่สำคัญต้องมีทีมวิเคราะห์ระบบหลังบ้าน ทีมยุทธศาสตร์ HR การเงินต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เราสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

ทั้งหมดจะช่วยให้องค์กรสามารถเดินหน้าไปถึงเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามแผนงานที่วางไว้ได้

 

นอกจากนี้ยังมี เชวง เศรษฐพร ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อบรรษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนองค์กรได้จะต้องมีทุน ซึ่งเราไม่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเป็นสายเปย์ สิ่งที่ต้องทำคือผู้ประกอบการต้องรู้ว่าตัวเราอยู่จุดไหน จากนั้นเริ่มเข้าสู่กระบวนการวางแผน

 

สำหรับธนาคารได้เตรียมเครื่องมือให้ความรู้กับผู้ประกอบการ โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจสีเขียวเข้าถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี และผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี เราต้องเน้นย้ำว่าสถาบันการเงินไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยกู้อย่างเดียว แต่ต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

 

 

 

ทั้งนี้ Carbon Markets Club ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และองค์กรก่อตั้งรวม 11 บริษัท เพื่อสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต TVERs และ RECs ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนรวมกันกว่า 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีสมาชิกประเภทองค์กรและบุคคลรวมกว่า 1,000 ราย

 

The post ถึงโอกาสครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club ก้าวต่อไปเดินหน้าหนุน SMEs ร่วมเครือข่ายสร้างสมดุลให้โลกสู่เป้าหมาย Net Zero [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง https://thestandard.co/market-focus-bcp-2/ Mon, 11 Mar 2024 07:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=909639

เกิดอะไรขึ้น: กำไรที่เติบโตอย่างน่าประทับใจในช่วง 3 ปีท […]

The post BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

กำไรที่เติบโตอย่างน่าประทับใจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ได้พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของกำไรท่ามกลางราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ผันผวน ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากราคาหุ้น BCP ที่ปรับตัว Outperform SET ในปี 2564-2566 ถึง 86%

 

InnovestX Research คาดว่าค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะช่วยสนับสนุนกำไรใน 1Q67 BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงใน 1Q67 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยใน 2Q67 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผนในเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 27 วัน (ถือเป็นการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นที่สั้นที่สุดในสถิติของ BCP) หลังจากการหยุดซ่อมบำรุงครั้งนี้ วงจรการบำรุงรักษาของบริษัทจะขยายออกไปเป็น 4 ปี เทียบกับ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ 

 

แต่จะถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้นที่ BSRC เพื่อรองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นที่สถานีบริการน้ำมันของ BCP และการขายเชิงพาณิชย์ กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P จะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตที่สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่ได้มาใหม่ (ถือหุ้น 28% ในแหล่ง Statfjord ที่ดำเนินการโดย Equinor)

กำไรสุทธิ 1Q67 คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้น QoQ จาก GRM ที่แข็งแกร่งขึ้นและปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่สูงขึ้นของทั้ง BCP และ BSRC นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจร่วมกันด้วย

 

ด้านการขยายธุรกิจการตลาด กลุ่มธุรกิจการตลาดค้าปลีกของ BCP จะได้แรงหนุนจากสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นจาก BSRC และการตั้งเป้าเปิดสถานีบริการใหม่ 40 สถานีในปี 2567 สู่ 2,259 สถานี โดยคาดว่าปริมาณการขายของธุรกิจการตลาด (สำหรับ BCP+BSRC) จะเติบโต 60%YoY ปริมาณการขายที่สูงขึ้นในธุรกิจค้าปลีกจะทำให้ BBGI (บริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ) สามารถเดินเครื่องโรงงานไบโอดีเซลและเอทานอลได้เต็มกำลังการผลิต แม้ว่าในปัจจุบันอุปสงค์และอุปทานในประเทศไทยจะไม่สมดุลก็ตาม 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับลง 2.30% สู่ระดับ 42.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.41% สู่ระดับ 1,382.88 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

ปัจจุบัน Valuation ของหุ้น BCP ยังไม่แพง เนื่องจากยังคงเทรดที่ EV/EBITDA 4.7 เท่า (ปี 2567) ตามงบการเงินรวม เทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 8 เท่า ซึ่งมองว่าตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการที่ BCP เข้าลงทุนใน BSRC และ OKEA แม้ว่าการเติบโตของ EBITDA ในช่วงปี 2565-2566 โดยเฉพาะ OKEA ได้รับการพิสูจน์แล้ว ราคาหุ้น BCP ในปัจจุบัน (สุทธิจากบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ) สะท้อนถึง Trailing EV/EBITDA เพียง 3.8 เท่าของธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และคาดว่ากำไรจะยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ได้ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยยังคงยึดหลักความระมัดระวังเมื่อเทียบกับเป้าหมายของ BCP ที่จะทำ EBITDA ให้ได้ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

 

InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย โดยให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ที่ 51 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็น EV/EBITDA (ปี 2567) ที่ 4.3 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 7.4 เท่า Valuation ยังไม่แพงที่ P/E (ปี 2567) เพียง 4.1 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 6-7% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด https://thestandard.co/market-focus-bcp-4q66/ Fri, 23 Feb 2024 10:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=903564

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ […]

The post BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานขาดทุนสุทธิ 977 ล้านบาทใน 4Q66 ดีกว่าคาด และเป็นผลมาจาก GRM ที่ลดลง บวกกับขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P ที่ 2.2 พันล้านบาท หากตัดรายการพิเศษออกไปพบว่า BCP มีกำไรปกติ 1.3 พันล้านบาท GRM ที่ลดลงและขาดทุนสต็อกในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและกลุ่มธุรกิจการตลาดเป็นตัวฉุดรั้งผลการดำเนินงาน 4Q66 ซึ่งถูกชดเชยโดยธุรกิจ E&P (ไม่รวมรายการด้อยค่าของสินทรัพย์) จากราคาก๊าซที่สูงขึ้น 

 

กำไรสุทธิปี 2566 ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.32 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.2%YoY) เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 40% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรปกติอยู่ที่ 8.9 พันล้านบาท (ลดลง 23%YoY) เนื่องจาก GRM สูงผิดปกติในปี 2565 

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและกลุ่มธุรกิจการตลาดเป็นตัวฉุดรั้งผลการดำเนินงาน 4Q66 โดยมีสาเหตุมาจาก GRM ที่ลดลงและขาดทุนสต็อก GRM รวม (รวมผลกระทบของการขาดทุนสต็อกและกำไรจากสัญญาซื้อ-ขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า) ลดลง 57%QoQ สู่ 7.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เพิ่มขึ้น 11%YoY ซึ่งถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้น 4%QoQ สู่ 120.8kbd หลังจากมีการหยุดซ่อมบำรุงใน 3Q66 เพื่อเตรียมผลิตผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานยูโร-5 ขาดทุนสต็อก ส่วนใหญ่ถูกชดเชยโดยกำไรจากสัญญาซื้อ-ขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า แต่ยังต่ำกว่ากำไรสต็อกสุทธิที่ 2.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 3Q66 ค่อนข้างมาก 

 

ด้านกลุ่มธุรกิจการตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบจากค่าการตลาดสุทธิที่ลดลง 28%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากขาดทุนสต็อก แม้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 10%QoQ เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซันของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยและค่าการตลาดเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 15.5%QoQ สู่ 0.97 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นไตรมาสที่สูงที่สุดในปี 2566) ส่งผลทำให้ EBITDA ของธุรกิจการตลาดลดลง 58%QoQ เพราะ EBITDA Margin ลดลงจาก 2.8% ใน 3Q66 สู่ 1.1% ใน 4Q66 (ต่ำกว่าคาด) 

 

ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยที่สำคัญมีทิศทางคละเคล้ากัน กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P (ไม่รวมรายการด้อยค่า) ปรับตัวดีขึ้น 17%QoQ เพราะราคาก๊าซสูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 21%QoQ) แต่ปริมาณการขายลดลง 4%QoQ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ E&P ยังได้รับผลกระทบจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 2.2 พันล้านบาทสำหรับโครงการ YME และ Statfjord ด้วย โดยโครงการหลังเข้าซื้อมาในช่วงปลายปี 2566 แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมต่ำกว่าที่ประเมินได้ในตอนแรก 

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น 50%QoQ เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจไบโอดีเซลและธุรกิจเอทานอลสูงขึ้น กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดลดลง 21%QoQ เพราะปริมาณการขายของโรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ ปรับตัวลดลง แต่ถูกชดเชยบางส่วนโดยยอดขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 0.57% สู่ระดับ 43.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.01% สู่ระดับ 1,402.30 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 2567:

 

InnovestX Research คาดว่า GRM ที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรใน 1Q67 ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นจะยังคงสูงใน 1Q67 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยใน 2H67 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน แต่จะถูกชดเชยโดยปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้นที่ BSRC เพื่อรองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นที่สถานีบริการน้ำมันของ BCP และการขายเชิงพาณิชย์ กำไรจากกลุ่มธุรกิจ E&P จะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตที่สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่ได้มาใหม่ (ถือหุ้น 28% ในแหล่ง Statfjord ที่ดำเนินการโดย Equinor)

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP โดยให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ที่ 51 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น EV / EBITDA (ปี 2567) ที่ 4.3 เท่า เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย Valuation ยังไม่แพงที่ P/E <5 เท่า (ปี 2567) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 6-7% 

 

BCP ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายสำหรับผลการดำเนินงานปี 2566 ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น (XD: วันที่ 6 มีนาคม) ทำให้เงินปันผลรวมทั้งหมดสำหรับปี 2566 อยู่ที่ 2 บาทต่อหุ้น (อัตราการจ่ายเงินปันผล 21%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – 4Q66 ขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – พรีวิว 4Q66 คาดค่าใช้จ่ายด้อยค่าส่งผลกระทบต่อกำไร https://thestandard.co/bcp-preview-4q24/ Fri, 09 Feb 2024 11:56:39 +0000 https://thestandard.co/?p=898130

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post BCP – พรีวิว 4Q66 คาดค่าใช้จ่ายด้อยค่าส่งผลกระทบต่อกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4Q66 ของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 

 

โดยคาดว่าผลการดำเนินงานของ BCP จะพลิกจากกำไรสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาทใน 3Q66 มามีขาดทุนสุทธิ 1.4 พันล้านบาทใน 4Q66 หลักๆ เกิดจากรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการต่อรองราคาซื้อหุ้น ESSO (7.4 พันล้านบาท) ใน 3Q66 และค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์ของ OKEA (ประมาณ 2.1 พันล้านบาท) ใน 4Q66 หากไม่รวมรายการเหล่านี้ คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะลดลง 77%QoQ และ 35%YoY สู่ 814 ล้านบาท โดยมีสาเหตุมาจาก Market GRM ที่ลดลง ขาดทุนสต็อก และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น (หนี้สินเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อหุ้น ESSO) 

 

และคาดว่าค่าการกลั่นพื้นฐาน (Operating GRM) จะลดลง 50%QoQ สู่ 7.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 4Q66 แต่ยังสูงกว่า Singapore GRM ที่ 5.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่สูงขึ้นของทั้ง BCP (เพิ่มขึ้น 4%QoQ) และ BSRC (เพิ่มขึ้น 148%QoQ) จะไม่สามารถชดเชยผลกระทบเชิงลบจาก GRM ที่ลดลงและขาดทุนสต็อกได้

 

ด้านธุรกิจการตลาดได้รับผลกระทบจากขาดทุนสต็อก แม้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 10%QoQ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยใน 4Q66 และค่าการตลาดเพิ่มขึ้น 15%QoQ แต่คาดว่ากำไรจากธุรกิจการตลาดจะลดลง 21%QoQ เพราะได้รับผลกระทบเชิงลบจากขาดทุนสินค้าคงเหลือ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลทำให้ EBITDA Margin ของธุรกิจการตลาดปรับตัวลดลงจาก 2.8% ใน 3Q66 สู่ 2.2% ใน 4Q66

 

ส่วนกำไรจากธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะลดลง โดยคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจาก OKEA จะลดลง 3%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณการขายที่ลดลง 4%QoQ และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 2%QoQ แต่จะเติบโต 25%YoY นอกจากนี้ กำไรจาก OKEA ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์จำนวน 2.3 พันล้านบาท สำหรับโครงการ YME และโครงการ Statfjord โดยโครงการหลังเข้าซื้อมาในช่วงปลายปี 2566 แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมต่ำกว่าที่ประเมินได้ในตอนแรก 

 

ในขณะที่คาดว่ากำไรจากธุรกิจไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 14%QoQ โดยได้รับการสนับสนุนจากปริมาณการขายที่สูงขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและญี่ปุ่น บวกกับส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากการถือหุ้น 25% ในโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ  

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 6.1% สู่ระดับ 43.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.1% สู่ระดับ 1,388.60 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 2567:

 

InnovestX Research มองว่า กำไรของ BCP จะได้รับการสนับสนุนจากการรับรู้กำไรของ BSRC เข้ามาเต็มปีเป็นส่วนใหญ่ บวกกับผลประโยชน์ Synergy จากการประหยัดต้นทุน การขนถ่ายน้ำมันดิบร่วมกัน และการปรับสัดส่วนผลผลิตให้เหมาะสม ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นรวมกันจะปรับเพิ่มขึ้น 72% สู่ 266 KBD เพื่อรองรับเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 2,261 สถานีหลังจากรีแบรนด์ นอกจากนี้กำไรยังจะได้แรงหนุนจากปริมาณการผลิตที่ OKEA ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 74% สู่ 40 KBOED หลังจากได้มาซึ่งสินทรัพย์ใหม่ (หุ้น 28% ใน Statfjord) 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ: แม้ราคาหุ้น BCP ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 11% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา Outperform หุ้นกลุ่มเดียวกันในประเทศ (ลดลง 8% โดยเฉลี่ย) และ SET (ลดลง 9%) แต่ Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำที่ P/E (ปี 2567) ระดับ 4 เท่า และ P/BV ระดับ 0.7 เท่า หรือเท่ากับระดับ -1.1 SD ของ P/BV เฉลี่ย 10 ปี นอกจากนี้ คาดการณ์ถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจในระดับ 8% (ปี 2567) เทียบกับ 6% ในปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจาก BSRC โดยยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BCP โดยให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี Sum-of-the-Parts ที่ 51 บาทต่อหุ้น 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post BCP – พรีวิว 4Q66 คาดค่าใช้จ่ายด้อยค่าส่งผลกระทบต่อกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>