บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-จีเอ็มเอ็ม-มิวสิค/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 23 Jan 2025 12:17:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 GMM MUSIC ออกแถลงการณ์กรณีลิขสิทธิ์เพลง เน้นย้ำไม่ปิดกั้นความประสงค์ของคู่สัญญา https://thestandard.co/gmm-music-statement-song-copyrights/ Thu, 23 Jan 2025 11:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1033653 GMM MUSIC

บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท […]

The post GMM MUSIC ออกแถลงการณ์กรณีลิขสิทธิ์เพลง เน้นย้ำไม่ปิดกั้นความประสงค์ของคู่สัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM MUSIC

บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) (GMM) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและป้องกันความสับสนของสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นลิขสิทธิ์เพลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

 

“บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทในเครือของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) (GMM) ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

“1. ประเด็นเรื่องการจัดทำสัญญาลิขสิทธิ์เพลง ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา การทำสัญญาลิขสิทธิ์เพลงระหว่าง GMM กับผู้สร้างสรรค์ทุกราย GMM ดำเนินการโดยเคารพเจตนารมณ์ของคู่สัญญาเป็นหลัก เปิดโอกาสให้คู่สัญญาทุกฝ่ายได้พิจารณาและไตร่ตรองเงื่อนไขข้อตกลงก่อนการลงนามในสัญญาทุกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติตามแนวทางธุรกิจในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมเพลง โดย GMM ได้แนบรายละเอียด เพื่อเป็นการแจกแจงที่มาของส่วนแบ่งรายได้เป็นรายเดือนจากการใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่ GMM จัดเก็บให้ผู้สร้างสรรค์ทราบตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นจากการนำเพลงไปผลิตในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ หรือในรูปแบบสินค้าสำเร็จรูป (Physical) เช่น MP3 หรือ Boxset ต่างๆ รวมถึงแผ่นเสียง (Vinyl) ซึ่ง GMM ได้ดำเนินการจ่ายส่วนแบ่งรายได้คืนให้แก่ผู้สร้างสรรค์จากทุกช่องทาง

 

“2. ประเด็นเรื่องผู้มีสิทธิรับค่าตอบแทนและส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาลิขสิทธิ์เพลง GMM ในกรณีที่ GMM ได้เข้าทำสัญญากับบริษัทของศิลปิน ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล การจัดสรรผลตอบแทนดังกล่าวจาก GMM จะเป็นไปตามโครงสร้างการถือหุ้นของนิติบุคคลได้โดยตรง ส่วนในกรณีที่คู่สัญญาของ GMM เป็นบุคคลธรรมดา ก็จะเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของบุคคลนั้น หรือมอบให้บุคคลอื่นใดเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรงเช่นกัน หากคู่สัญญามีเจตนารมณ์ดังกล่าว คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองโดยเสรี

 

“จึงเรียนมาเพื่อทราบถึงความตั้งใจดีของ GMM ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและอุตสาหกรรมเพลงไทย”

The post GMM MUSIC ออกแถลงการณ์กรณีลิขสิทธิ์เพลง เน้นย้ำไม่ปิดกั้นความประสงค์ของคู่สัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM Music ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เดินหน้า IPO เตรียมขายหุ้นรวมกันไม่เกิน 228.80 ล้านหุ้น https://thestandard.co/gmm-music-files-for-ipo/ Sat, 26 Oct 2024 06:49:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1000433

บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) หรือ GMM ยื่นไฟล […]

The post GMM Music ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เดินหน้า IPO เตรียมขายหุ้นรวมกันไม่เกิน 228.80 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) หรือ GMM ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่เรียบร้อย โดยการระดมทุนของ GMM Music ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ขยายกำลังการผลิตผลงานเพลงของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงลงทุนในกิจกรรมร่วมการค้า 

 

โดยเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) GMM Music จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น และ GRAMMY ในฐานะผู้ถือหุ้นสามัญเดิมของบริษัทฯ จะเสนอขายหุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 148.80 ล้านหุ้น รวมจำนวนไม่เกิน 228.80 ล้านหุ้น คิดเป็น 26% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ในครั้งนี้

 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ระบุว่า ที่ผ่านมาเดินเกมรุกเพื่อ Unlock Value มูลค่าบริษัทฯ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับผู้นำด้านธุรกิจดนตรีที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือลงทุนเชิงกลยุทธ์กับเทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (TME) และเทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด (TENCENT) จากประเทศจีน

 

รวมถึงวอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป คอร์ป (WMGC) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งการผนึกกำลังกับพันธมิตรเหล่านี้นับเป็นการปูทางสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทฯ และยังมีการร่วมทุนกับค่ายเพลงแอลดีเอช (LDH) จากประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งบริษัท จี แอนด์ แอลดีเอช จำกัด (G&LDH) เพื่อพัฒนาศิลปินร่วมกัน รวมถึงการก่อตั้งบริษัท วายจีเอ็มเอ็ม จำกัด (YGMM) เพื่อผลิตศิลปินฝึกหัดร่วมกับค่ายเพลงวายจี (YG) จากเกาหลี

 

“จุดเด่นที่สำคัญของ GMM Music คือการจะเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเพลงโดยเฉพาะ (Music Pure Play) เพียงรายเดียวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ กว่า 7 กลุ่มธุรกิจ โดยมีกลุ่มเรือธงที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทฯ มาจาก 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจดิจิทัลมิวสิก กลุ่มธุรกิจโชว์บิซ และกลุ่มธุรกิจบริหารศิลปิน”

 

ด้าน ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด จีเอ็มเอ็ม มิวสิค กล่าวเสริมว่า กลุ่มบริษัทฯ มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 1,838.28 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 3,072.90 ล้านบาทในปี 2565 และ 3,912.75 ล้านบาทในปี 2566 

 

และมีกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน จาก 80.16 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 304.58 ล้านบาทในปี 2565 และ 402.81 ล้านบาทในปี 2566 โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ โดยมีรายได้ถึง 1,796.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,719.73 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

“ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจด้านเพลงโดยเฉพาะ และกลยุทธ์การบริหารจัดการที่ดีของเรา ทำให้มั่นใจว่าจะยังคงรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในอนาคต”

The post GMM Music ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เดินหน้า IPO เตรียมขายหุ้นรวมกันไม่เกิน 228.80 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป้าหมายใหญ่ GMM SHOW ทุ่มปั้นแบรนด์คอนเสิร์ตให้สำเร็จชนิดที่ว่าขายบัตรเมื่อไรก็ Sold Out ได้ทันที https://thestandard.co/gmm-show-invests-in-creating-a-concert-brand/ Sat, 31 Aug 2024 05:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=977889

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าในภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ค่อยเ […]

The post เป้าหมายใหญ่ GMM SHOW ทุ่มปั้นแบรนด์คอนเสิร์ตให้สำเร็จชนิดที่ว่าขายบัตรเมื่อไรก็ Sold Out ได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าในภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ค่อยเอื้อต่อการให้ฟุ่มเฟือยมากนัก แต่ทำไมในปี 2567 งานคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างประเทศถึงได้คึกคักสุดๆ ชนิดที่ว่าขายบัตรเมื่อไรก็ Sold Out โดยเฉพาะ GMM SHOW โปรโมเตอร์รายใหญ่ในเครือ GMM MUSIC ออกมาเผยสถิติคนไทยซื้อบัตรดูคอนเสิร์ตกว่า 3 ครั้งต่อปี พร้อมประกาศปั้นธุรกิจ Showbiz ไปสู่ระดับโลก

 

ทีมงาน THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมวงสัมภาษณ์ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President – Showbiz หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด ฉายภาพว่า จากนี้ไปธุรกิจ Showbiz มีแนวโน้มสดใสและเติบโตขึ้นอย่างมาก

 

สะท้อนได้จากจำนวนงานคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างประเทศปัจจุบันมีมากกว่า 600 งาน แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อจะไม่เอื้อมากนัก แต่ผู้คนยังต้องการเสพความบันเทิง เพื่อหาความสุขและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เป้าหมาย GMM SHOW ลุยปั้นแบรนด์ให้สำเร็จเหมือน Tomorrowland

 

ป๋าเต็ดฉายภาพต่อไปว่า GMM SHOW แม้จะเป็นโปรโมเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย แต่สิ่งสำคัญต้องได้โครงสร้างทีมให้สามารถยืนต่อไปได้ระยะยาว เราไม่ชอบคิดงานใหม่ทุกปี เพราะฉะนั้นการโฟกัสการสร้างแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เราอยากให้มิวสิกเฟสติวัลสำเร็จและอยู่ได้ในระยะยาว

 

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญคือการวาง Starigie ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ให้คนดูรู้ว่ามางานคอนเสิร์ตคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไร และอยากทำให้ได้เหมือน Tomorrowland ที่ทุกคนรู้ว่าไปแล้วจะได้อะไร เราอยากเป็นแบบนั้น ที่ประกาศจัดงานแล้ว Sold Out ได้ทันที นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเรา

 

 

ที่ผ่านมาการจัดงานของ GMM SHOW ทุกครั้ง หลายๆ งานขายบัตรหมดทุกครั้ง แต่เราต้องการให้บัตรหมดทุกครั้งที่ประกาศขาย ซึ่งก็ไม่ง่ายเลยเพราะการแข่งขันสูงมาก ในแต่ละปีมีการจัดงานมากถึง 600 อีเวนต์ ซึ่งยังไม่รวมงานในผับ ที่สำคัญเราไม่ได้แข่งขันแค่กับผู้เล่นในอุตสาหกรรมเดียวกันเอง แต่ต้องแข่งกับตัวเอง

 

ภายใต้ความกดดันทุกๆ ปี เราต้องวางแผนก่อนจำหน่ายบัตร เพราะทุกงานจะต้องอยู่รอดด้วยการขายบัตรเท่านั้น ไม่ต้องไปหวังกับสปอนเซอร์ ส่วนในฝั่งคนซื้อบัตรก็คาดหวังมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้คนดูมั่นใจว่าการมางานคอนเสิร์ตคุ้มค่าแน่นอน

 

ปลุกปั้น 4 ทีมผู้จัด ประชันไอเดีย-สร้างประสบการณ์มัดคนดูให้อยู่หมัด

 

ขณะเดียวกันความท้าทายของการจัดงานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่ Music Festival คือการหาไอเดียใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานในการจัดงาน ซึ่งถือว่ายากมากๆ ที่เราจะคิดไอเดียใหม่ออกมาตลอดเวลา จึงเป็นที่มาว่าทำไม GMM SHOW ถึงได้มีทีมผู้จัดถึง 4 ทีม เพื่อทำให้วิธีคิดหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก เพราะแต่ละปีเราจัดไม่ต่ำกว่า 20 งานทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ มิวสิกเฟสติวัลสเกล 20,000 คนขึ้นไป ดังนั้นการมี 4 ทีมจะทำให้แต่ละทีมสร้างเรื่องราวให้แตกต่าง และเป็นที่จดจำได้ และทำงานตามเวลาที่กำหนดได้ทัน

 

เมื่อเจาะลึกลงมาถึงผลงานคอนเสิร์ตของ GMM SHOW อยู่ภายใต้ฝีมือของผู้บริหาร 4 ทีม เริ่มจาก

 

 

1. ทีม GayRay บริหารโดย ป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ Vice President – Showbiz Promoter มีจุดแข็งในการหาไอเดียที่แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้ปลุกปั้นงาน Big Mountain Music Festival ที่จัดขึ้นทุกๆ ปี โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากถึง 80,000 คน รวมถึงงาน The Gentlemen Live และ Grammy RS Concert

 

 

ตามด้วย 2. ทีม Gfest บริหารโดย ฝากฝัน ศรีสันติสุข Director – Showbiz Promoter มีจุดแข็งคือการสร้างประสบการณ์ดนตรีที่หลากหลาย เน้นประสบการณ์ให้คนดูในทุกเจเนอเรชัน ทั้งร็อกรุ่นใหญ่และวัยรุ่น โดยเป็นผู้ปลุกปั้นงานใหญ่ๆ อย่าง MARATHON CONCERT, Rock Mountain, Rock on The Beach และ Monster Music Festival

 

 

รวมถึง 3. ทีม Idea Fact บริหารโดย ศักดิ์สกุล แก้วมาตย์ Vice President – Showbiz Promoter มีจุดแข็งในการสร้างงานแนวไลฟ์สไตล์และเพรสทีจ โดยเป็นผู้ปลุกปั้นงานคอนเสิร์ตทั้งศิลปินเดี่ยวและงานมิวสิกเฟสติวัล เริ่มตั้งแต่ Nanglen Music Festival, NangLay Beach Party And Music Festival, Water War Chiang Mai, ตัน FIGHT ตัน VARIETY CONCERT, PALMY มิตร Universe Concert และยังมีการจัดงานแฟนมีตศิลปินและไอดอลเกาหลี

 

 

และ 4. ทีม ALL AREA บริหารโดย พนมกร พันธุ์ชนะ Director – Showbiz Promoter ผู้ปลุกปั้นงานตามหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด เริ่มตั้งแต่งานเชียงใหญ่เฟส, เฉียงเหนือเฟส และพุ่งใต้เฟส ผสมผสานวัฒนธรรมในแต่ละภาค ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และยังกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 450 ล้านบาท

 

เรียกว่าในทุกๆ งานที่เกิดขึ้น ทุกทีมได้นำข้อมูล Marketing Research ที่เก็บรวบรวมเอาไว้มาช่วยวาง Positioning วางแผนงานออกมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนดูให้ได้มากที่สุด

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยเปลี่ยนความเชื่อยุคก่อนที่ว่า การจัดงานจะต้องเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น พอวางโครงสร้างใหม่ นำข้อมูลมาใช้ ทำให้บริษัทกล้าออกไปเปิดตลาดใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เชียงใหญ่เฟส ที่ใครๆ ก็บอกว่าเชียงใหม่คือเมืองปราบเซียน แต่เมื่อมีฐานข้อมูลก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

 

นอกจากนี้ยังได้เห็นบริบทที่เปลี่ยนไปจากฐานแฟนคลับทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ วันนี้เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ตัดสินใจจ่ายมากกว่า และไม่ใช่แค่ซื้อบัตรมาดูคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนด้วยการซื้อสินค้ากับศิลปิน และหากสังเกตจะเห็นว่า ศิลปินมีการออกเสื้อยืดคอลเล็กชันใหม่ๆ มาวางขายอยู่เสมอ

 

 

ถิติคนไทยซื้อบัตรดูคอนเสิร์ต 3 ครั้งต่อปี – วัยทำงานชอบผ่อนจ่าย

 

สำหรับทีม GMM SHOW จัดงานมิวสิกเฟสติวัลทุกรูปแบบปีละ 20 งาน ประกอบไปด้วยเฟสติวัลเอาต์ดอร์ 10 งาน คอนเสิร์ตอินดอร์ 10 งาน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดเป็นเท่าตัว ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าชมงาน GMM SHOW รวม 4 แสนคน และปีนี้ยังหวังให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายสร้างยอดขายบัตรให้แตะ 1 พันล้านบาท

 

 

ถือว่าสอดคล้องกับสถิติคนไทยที่ซื้อบัตรดูคอนเสิร์ตประมาณ 3 ครั้งต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธหลักของ GMM SHOW นั้นมีข้อได้เปรียบทั้งงานที่หลากหลาย ที่สำคัญคือความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งหมดจะช่วยดึงกลุ่มคนดูได้อยู่หมัด

 

รวมถึงการเพิ่มทางเลือกเปิดให้ผ่อนจ่ายซื้อบัตรคอนเสิร์ต โดยที่ผ่านมากลุ่มนักศึกษาและวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปีก็นิยมผ่อนจ่าย และคนไทยมีการใช้จ่ายในการดูคอนเสิร์ตแต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 บาทต่อคน

 

แนะรัฐบาลช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ไปได้ไกลกว่านี้

 

ป๋าเต็ดทิ้งท้ายไว้ว่า ถึงวันนี้ประเทศไทยมีการจัดคอนเสิร์ตจำนวนมาก ถ้าเราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในแง่ของประเพณีและวัฒนธรรม เรายกตัวอย่างงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพะงัน เป็นงานที่จัดกันเองแต่กลายเป็นอีเวนต์ระดับโลก

 

แสดงให้เห็นว่าถ้าเราเอาพลังความคิด ประสบการณ์ของผู้ประกอบการทั้งหลาย ไม่ต้องแค่ GMM SHOW แต่หมายถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เราจะไปได้ไกลกว่านี้ และเราขอพูดในฐานะตัวแทนผู้จัดงาน ที่เราต้องการจากรัฐบาลคือเรื่องส่งเสริมในเรื่องการลดหย่อนภาษี อะไรก็ได้เหมือนที่ทำกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งถ้ารัฐบาลทำได้ต้นทุนอะไรหลายๆ อย่างในการจัดงานก็จะลดลง และทั้งวงการก็จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง

The post เป้าหมายใหญ่ GMM SHOW ทุ่มปั้นแบรนด์คอนเสิร์ตให้สำเร็จชนิดที่ว่าขายบัตรเมื่อไรก็ Sold Out ได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM Music จับมือพันธมิตรระดับโลก ‘เทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (TME)’ และ ‘เทนเซ็นต์ (Tencent)’ ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์เสริมแกร่งแผน Spin-Off ปลดล็อกมูลค่าบริษัทกว่า 25,700 ล้านบาท สู่การสร้าง New Music Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/gmm-music-tme-tencent-spin-off/ Tue, 04 Jun 2024 08:32:29 +0000 https://thestandard.co/?p=941034

ก้าวสำคัญของ GMM Music ประกาศจับมือพันธมิตรระดับโลก Ten […]

The post GMM Music จับมือพันธมิตรระดับโลก ‘เทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (TME)’ และ ‘เทนเซ็นต์ (Tencent)’ ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์เสริมแกร่งแผน Spin-Off ปลดล็อกมูลค่าบริษัทกว่า 25,700 ล้านบาท สู่การสร้าง New Music Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก้าวสำคัญของ GMM Music ประกาศจับมือพันธมิตรระดับโลก Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจากจีน และ Tencent Music Entertainment Group (TME) ธุรกิจดนตรีและความบันเทิงในเครือของ Tencent ทั้งสองบริษัทร่วมลงทุนถือหุ้น 10% คิดเป็นมูลค่า 2.57 พันล้านบาท นับเป็นการสร้างมูลค่าบริษัทสูงถึง 2.57 หมื่นล้านบาท พร้อมต่อยอดเสริมแกร่งแผน Spin-Off สู่การสร้าง New Music Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุค Music Second Wave อุตสาหกรรมเพลงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง สะท้อนจากรายได้ของ GMM Music ที่ทะลุสูงสุดจากจุดเดิมไปแล้ว จากโอกาสการเติบโตดังกล่าวบริษัทจึงวางกลยุทธ์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Music Infrastructure) มุ่งให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับผู้นำธุรกิจเพลงชั้นนำในต่างประเทศที่เล็งเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมเพลงไทย

 

จึงเกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ GMM Music ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทแม่อย่างเทนเซ็นต์ และเทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป โดยทั้งสองบริษัทจะเข้าร่วมลงทุนใน GMM Music ด้วยสัดส่วนหุ้น 10% คิดเป็นมูลค่า 2,570 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการสร้างมูลค่าบริษัทสูงถึง 25,700 ล้านบาท

 

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผน Spin-Off ของบริษัทที่ต้องการสร้าง New Music Economy ของไทยให้เติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

 

ที่สำคัญประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่มีทั้งศักยภาพและโอกาสอย่างมาก และการเข้าร่วมลงทุนกันในครั้งนี้เปรียบเหมือน ‘สะพานขนาดใหญ่’ ของอุตสาหกรรมเพลง ที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ พร้อมสร้างชื่อเสียงพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทย และนำมาสู่การเติบโตในด้านผลประกอบการและสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงต่อไป

 

เช่นเดียวกับ ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อไปว่า แผนการร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ Tencent และ TME จะเข้ามาช่วยเร่งอัตราการเติบโตของ GMM Music อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้พร้อมเปิดรับโอกาสธุรกิจ ควบคู่กับช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทฯ สู่การเป็น The Next Asia’s Dragon ในตลาดโลก

 

สิ่งสำคัญที่ GMM Music กับ Tencent และ TME จะทำร่วมกันนั้น เริ่มตั้งแต่การขยายธุรกิจเพลงและธุรกิจดิจิทัล รวมถึงการต่อยอดธุรกิจเพลงสู่ตลาดโลก ด้วยการนำศิลปินของ GMM Music เข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดนานาชาติ รวมถึงร่วมศึกษาโอกาสการลงทุนสร้างผลงานเพลงและพัฒนาศิลปิน และยังมีการจัดงานคอนเสิร์ตและมิวสิกเฟสติวัลร่วมกัน โดยอาศัยช่องทางธุรกิจบันเทิงของ Tencent และ TME ที่มีความร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ทั่วโลก

 

“เราตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าบริษัทฯ ผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งด้านการตลาดและการขาย รวมไปถึงเทคโนโลยีการบริหารจัดการลูกค้า และการพัฒนานวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อรองรับความพร้อมของแผนการผลักดัน IPO ของบริษัทให้ประสบผลสำเร็จ โดยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ GMM Music จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคต และสร้างผลตอบแทนให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง”

 

พร้อมกันนี้ GMM Grammy ยังมีข้อตกลงในการร่วมลงทุนใน JOOX Thailand เพื่อต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนตลาดเพลงไทยให้เติบโตสอดคล้องกับตลาดเพลงโลกผ่าน Streaming Platform ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนอันสำคัญ 

 

ที่สำคัญการร่วมทุนดังกล่าวจะผสานความเชี่ยวชาญของ Tencent และ TME ที่มีจุดแข็งเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารคอนเทนต์แบบครบวงจร จากความเชี่ยวชาญของ GMM Music ที่พร้อมทำงานกับค่ายเพลงพันธมิตรทุกค่ายอย่างไร้ข้อจำกัด

 

เรียกได้ว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างโอกาสการหารายได้ใหม่จากวงจรแฟนเพลง (Fandom Economy) ด้วยการสร้างกิจกรรมและช่องทางการมีส่วนร่วมกับ ศิลปิน แฟนด้อม ทั้งไทย จีน และต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ GMM Music ในการเดินหน้าสู่แผนการเสนอขาย IPO ในอนาคตอันใกล้

 

[PR NEWS]

The post GMM Music จับมือพันธมิตรระดับโลก ‘เทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (TME)’ และ ‘เทนเซ็นต์ (Tencent)’ ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์เสริมแกร่งแผน Spin-Off ปลดล็อกมูลค่าบริษัทกว่า 25,700 ล้านบาท สู่การสร้าง New Music Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอนเสิร์ตระเบิดความมัน! ไทยจัด 900 งานในปีเดียว สร้างเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/thailand-900-concerts-in-one-year/ Fri, 03 May 2024 12:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=929786

ถึงวันนี้ศิลปินไทย-ต่างประเทศ มีการจัดคอนเสิร์ตไปแล้วมา […]

The post คอนเสิร์ตระเบิดความมัน! ไทยจัด 900 งานในปีเดียว สร้างเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงวันนี้ศิลปินไทย-ต่างประเทศ มีการจัดคอนเสิร์ตไปแล้วมากกว่า 900 งานในเวลาเพียง 1 ปี มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าคอนเสิร์ตจะไปจัดที่ไหน ก็สร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงเหล่าพ่อค้าแม่ค้านั้นได้เป็นกอบเป็นกำ พร้อมสร้างการเติบโตในกับผู้เล่นในอุตสาหกรรมอย่างมาก

 

อุตสาหกรรม Showbiz โตก้าวกระโดด

 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2023 ภาพรวมของอุตสาหกรรม Showbiz มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 7,200 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดอยู่ที่ 84% ถ้าเทียบจากปี 2022 ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ 3,900 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 เซ็กเมนต์ใหญ่ๆ

 

  1. คอนเสิร์ตศิลปินไทย มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 36% เติบโต 52% 
  2. ศิลปินเอเชีย เกาหลี ญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 46% เติบโต 160%
  3. คอนเสิร์ตอินเตอร์เนชันแนล มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 18% เติบโต 39%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยในการเติบโตจากปี 2022 ก้าวสู่ปี 2023 เราขอแบ่งออกเป็นโลคัลและอินเตอร์ โดยตลาดโลคัลมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่กระโดดเข้ามาเล่นในเซ็กเตอร์นี้หลังอัดอั้นจากโควิดมา พอสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายลง การจัดงานทุกอย่างก็กลับมา ผู้คนก็ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ทำให้ Promoter และศิลปินมีการเติบโตค่อนข้างสูง

 

ส่วนตลาดอินเตอร์เนชันแนลรวมไปถึงเอเชียเกาหลีก็มีการเติบโตสูงเช่นเดียวกัน มีบางงานที่เซ็นสัญญามาตั้งแต่ช่วงโควิด ทำให้ในปีที่ผ่านมาเราจะเห็นคอนเสิร์ตเกาหลีกระหน่ำเข้ามาจัดในไทยหลายงาน

 

 

ในเวลา 1 ปี มีคอนเสิร์ตมากกว่า 900 งาน

 

สำหรับปริมาณงานคอนเสิร์ตทั้งอินเตอร์และโลคัลทุกสเกลมีประมาณ 900 งานต่อปี ไม่นับงานที่จัดแสดงในผับบาร์ โดยเราแบ่งให้เห็นภาพชัดคือคอนเสิร์ตไทย 700 งาน และคอนเสิร์ตต่างประเทศ 200 งาน สะท้อนให้เห็นว่างานคอนเสิร์ตไทย หรือที่เราเรียกว่าโลคัลมีอิทธิพลสูงมาก ถึงแม้เราจะเห็นเม็ดเงินของคอนเสิร์ตเกาหลีในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงมาก แต่การเติบโตที่สูงนั้นเกิดจากงานที่เลื่อนมาตั้งแต่โควิด 

 

ในเชิงของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ามองจากจำนวนงานที่จัด 900 งานต่อปี จริงๆ ทุกคนในอุตสาหกรรมมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ผู้จัด ไม่ว่าจะเป็นฉาก ไฟ เบื้องหลังต่างๆ ถ้ารวมทุกอย่างแล้วมูลค่าสูงมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นคอนเสิร์ตจากต่างประเทศเท่านั้นถึงจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 

 

เพราะงานโลคัลปริมาณเยอะกว่ามากๆ ถ้าเทียบกับงานอินเตอร์ที่มีปริมาณน้อยกว่า ซึ่งในความเป็นจริงงานคอนเสิร์ตอินเตอร์นั้นดึงเม็ดเงินออกนอกประเทศ แต่ก็อาจได้จากทัวริสต์ประมาณหนึ่ง 

 

 

เราอยากให้เห็นว่าภาพของเศรษฐกิจคอนเสิร์ต หัวใจสำคัญอยู่ระหว่างโลคัล ผู้จัด โลคัลอาร์ทิสต์ โลคัลออเดียนซ์ ความคึกคักต้องหมุนเวียนอยู่ที่จุดนี้ ส่วนคอนเสิร์ตอินเตอร์เป็นเพียงแค่สีสันที่มีเข้ามาเสริมเท่านั้น

 

เช่นเดียวกับ GMM SHOW ทุกครั้งที่เราไปจัดงานคอนเสิร์ต เริ่มตั้งแต่ภาคใต้ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเวลา 1 สัปดาห์ 450 ล้านบาท ตามด้วยขอนแก่น ภาคอีสาน 250 ล้านบาท และชะอำ 150 ล้านบาท แน่นอนว่าช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจต้องเติบโตแน่นอน อุตสาหกรรม Showbiz ที่ไปสร้างเม็ดเงินให้กับโรงแรม ร้านอาหาร พ่อค้าแม่ค้า รวมๆ แล้วเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท

 

จะดึงศิลปินระดับโลกเข้ามาได้ Infrastructure ต้องพร้อม

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ยังแสดงความเห็นถึงประเด็นที่รัฐบาลตั้งใจลงทุนดึงศิลปินระดับโลกมาจัดคอนเสิร์ต มุมมองส่วนตัวของเราไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่อยากให้มองพื้นฐานความพร้อมของประเทศ หากสังเกตจะเห็นว่าประเทศที่ชวนคนเข้ามาได้ต้องเป็นเดสติเนชันที่มีความพร้อมเรื่อง Infrastructure ขณะที่ไทยมีฝนตก 8 เดือน แต่สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดไม่มีหลังคา 

 

อย่างกรณีของ Taylor Swift คอนเสิร์ตจัดขึ้นที่สิงคโปร์ ไม่ได้เกี่ยวว่ารัฐบาลจะให้กี่บาท แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่สะดวกทั้งการเดินทางและสถานที่จัดงาน ดังนั้นถ้าเราอยากจะดึงดูดให้ศิลปินระดับโลกเข้ามาได้ Infrastructure เราต้องพร้อม 

 

สถานที่จัดงานไม่เพียงพอ ผู้จัดต้องแย่งกัน!

 

ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President-Showbiz – GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งปัญหาของอุตสาหกรรมอีเวนต์ คือสถานที่จัดงาน ทั้งเอาต์ดอร์และอินดอร์ พื้นที่ที่สามารถรองรับคนได้มากกว่า 8,000 คนมีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง 

 

สิ่งที่ตามมาคือค่าเช่าสูง ผู้จัดต้องแย่งกัน ถ้าสถานที่มีเพียงพอและก็สเกลเหมาะที่จะทำธุรกิจได้ จริงๆ อีเวนต์อินดอร์น่าจะมีมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป 

 

 

ยกตัวอย่างเทศกาลดนตรี Tomorrowland สถานที่ที่จัดอยู่ในเมืองเล็กที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เพียงแต่มีสวนสาธารณะอยู่กลางเมือง และผู้จัดเห็นว่าสวนสาธารณะเหมาะกับขนาดงาน แต่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพราะฉะนั้นจะจัดงานไม่ได้เลย ถ้าผู้จัดงานกับผู้บริหารของสวนสาธารณะมองเห็นไม่ตรงกัน แต่ในที่สุดก็สามารถหาวิธีที่ได้ประโยชน์​ทั้งสองฝ่าย วิธีแบบนี้เป็นการส่งเสริมกันอย่างยั่งยืน 

 

ซึ่งหลังจากเราได้ยินข่าวว่านายกฯ พยายามจะดึง Tomorrowland  เข้ามา มองว่าเป็นทิศทางที่ดีที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สุดท้ายแล้วก็คงเป็นการสนับสนุนของรัฐบาล เรามองว่าสามารถทำร่วมกันแบบได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งประเทศ และคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมอีเวนต์

 

อีเวนต์-คอนเสิร์ตสร้างโอกาสเศรษฐกิจ

 

อุตสาหกรรมอีเวนต์เป็นของโลคัล 70% เรามองเห็นโอกาสเชิงเศรษฐกิจบ้านเราคือเรื่องของงานเมื่อมีมากขึ้น ก็ทำให้มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรสอนเรื่องการจัดอีเวนต์ต่างๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลาดยังไม่เพียงพอ เรารู้สึกได้ว่าคนที่เราเห็นในแวดวงการทำงานยังเป็นคนเดิมๆ ซึ่งในตลาดเราต้องการคนหน้าใหม่เข้ามาช่วยกันมากกว่านี้ 

 

ยกเคสตัวอย่างที่เราไปประชุมต่างประเทศ ในช่วงโควิดอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัลในอเมริกาเจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก คนหายไป 40% พอโควิดซากลับมาเริ่มใหม่ทำให้คอร์สเพิ่มขึ้น 40% เช่นกัน ดังนั้นที่ผ่านมา GMM SHOW จึงเข้าไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยและเด็กรุ่นใหม่ให้มาลองทำงานร่วมกับเรา เพื่อที่จะลงสนามและทำงานได้จริง 

 

 

ประเมินครึ่งปีหลังยังคึกคักและเติบโตต่อเนื่อง

 

ภาวิตกล่าวต่อไปว่า ในครึ่งปีหลังเราประเมินว่าตลาดยังมีโอกาสการเติบโตและมีความคึกคัก เพียงแต่งานมิวสิกเฟสติวัลก็จะคึกคักกว่า 

 

ขณะที่อัตราการเติบโตอาจไม่หวือหวาเหมือนกับปีที่ผ่านมา จากสถิติที่เราเก็บกันอยู่ งานที่จัด 900 งานต่อปี แปลว่าอย่างต่ำก็จัดกันราวๆ 60-70 งานต่อเดือน แน่นอนว่าเกิดการแข่งขันสูงตามมา ดังนั้นช่วงแลนด์สเคปของต้นปี 2024 จึงถือเป็นบทพิสูจน์ของตลาดที่จะมีทั้งผู้จัดที่กำไรและขาดทุน

 

เช่นเดียวกับ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President-Showbiz – GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะ Normal แล้ว ผู้จัดก็รู้แล้วว่าขนาดของตลาดคือแค่ไหน ช่องว่างอยู่ตรงไหน เติมอะไรเข้าไปแล้วถึงจะพอดี ไม่เกินและไม่ขาดไป

 

แต่สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดในเชิง Category เปิดกว้างมากขึ้น ผู้จัดงานไม่ว่าจะเป็นมิวสิกเฟสติวัลหรืออีเวนต์ต่างๆ ได้เปิดพื้นที่ให้กับทุกสไตล์ดนตรี ทุกแนวคิด และทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถสร้างตลาดตนเองขึ้นมาได้ ทำให้ตลาดมีความคึกคักขึ้นมาอีกระดับ รวมถึงในส่วนของ GMM SHOW เราก็พยายามออกไปจัดงานเฟสติวัลทุกสเกล เพื่อสร้างฐานลูกค้าทั่วประเทศ

 

 

อีเวนต์ช่วงเทศกาลช่วยดึงนักท่องเที่ยว

 

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตลาดอีเวนต์และคอนเสิร์ตคึกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยภาพรวมกลับมาปกติแล้ว แต่สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงคือนอกจากคอนเสิร์ตอินเตอร์เนชันแนล โดยเฉพาะ EDM จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

 

โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีแค่งานอีเวนต์แต่มีงานคอนเสิร์ตเต็มไปหมดเลย ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ๆ และคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นมาตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม 

 

ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมา ที่สำคัญนักท่องเที่ยวไม่ได้แค่มาเล่นน้ำในอีเวนต์ใดอีเวนต์หนึ่ง แต่กระจายกันไปทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นเดสติเนชันของเฟสติวัลจริงๆ แล้ว ซึ่งเราก็เชื่อว่าจากนี้จะเป็นตัวที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในปีหน้าให้มีจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น 

 

 

งานเฟสติวัลเป็น Soft Power ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

 

สุดท้ายแล้วจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก ต้องบอกว่าตอนนี้ในหลายๆ ประเทศพยายามขับเคลื่อนแคมเปญการท่องเที่ยว เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินได้อย่างรวดเร็ว อย่างประเทศสิงคโปร์ พยายามนำอีเวนต์มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้แต่คอนเสิร์ต Taylor Swift ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้ขับเคลื่อน 

 

เช่นเดียวกับในแถบยุโรป ข้อจำกัดของเมืองหนาวคือในช่วงที่เป็นซีซันของอีเวนต์จริงๆ ก็คือปลายซัมเมอร์ จะมีการจัดงานติดต่อกันอยู่ 4-5 เดือน และสถานที่เชื่อมกันได้หมด ทำให้สามารถดึงนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่าอีเวนต์เป็นตัวที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจที่จะเลือกไปประเทศใดประเทศหนึ่ง 

 

ส่วนเอเชียเริ่มชัดเจนขึ้น เนื่องจากในตลาดเซกเมนต์คอนเสิร์ตหรืออีเวนต์เป็นรสนิยมส่วนตัว สิ่งที่ไทยได้เปรียบถ้าเทียบกับสิงคโปร์ คือสิงคโปร์ไม่ได้มีคอนเทนต์เป็นของตัวเอง ขณะที่ไทยมีเทศกาลสงกรานต์และมีเฟสติวัลใหญ่ ยิ่งรัฐบาลพยายามผลักดันเป็น Soft Power ก็จะเป็นตัวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

 

โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโตขึ้นไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นความสนุกของคนไทยมีหลายมิติ และช่วยดึงให้ต่างชาติอยากเข้ามา และเวลาคนมางานหนึ่งงานไม่ได้มาแค่งาน แต่มาใช้เงินด้านอื่นด้วย สร้างอานิสงส์ให้ค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม

The post คอนเสิร์ตระเบิดความมัน! ไทยจัด 900 งานในปีเดียว สร้างเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด https://thestandard.co/concerts-and-music-festivals/ Tue, 06 Feb 2024 13:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=896796

เปิดปี 2024 การจัดคอนเสิร์ตและงานมิวสิกเฟสติวัลทั้งศิลป […]

The post แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดปี 2024 การจัดคอนเสิร์ตและงานมิวสิกเฟสติวัลทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศคึกคักอย่างมาก เรียกว่าทั้งปีมีมากกว่า 30 งาน แต่ฝั่งผู้จัดก็มีความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ไม่เว้นแม้แต่ GMM SHOW ผู้จัดงานคอนเสิร์ตรายใหญ่ ภายใต้จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President – Showbiz หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด มาฉายภาพถึงทิศทางอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตในปี 2024

 

โดยป๋าเต็ดเริ่มเล่าว่า ปีนี้จะมีความคึกคักมากขึ้น แทบจะเรียกว่าคือโอเวอร์ซัพพลาย เห็นได้จากตารางการจัดคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Music Festival หรือแม้แต่ K-Pop เองก็ตาม

 

ย้อนกลับไปในปี 2023 สถานการณ์คอนเสิร์ตเริ่มกลับมากระจุกอยู่ในครึ่งปีหลัง ผู้จัดหลายๆ งานประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะจัดงานไหนบัตรก็ Sold Out และจะเห็นว่าปีที่แล้วมีผู้จัดหน้าใหม่กระโดดเข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งความท้าทายยังมีรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สะท้อนให้เห็นภาพว่าหากผู้จัดไม่แข็งแกร่งพอก็จะอยู่ในตลาดค่อนข้างลำบาก ที่สำคัญจะทำให้ภาพของปีนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก ซึ่งปีที่แล้วเคยพูดเอาไว้ว่าเทรนด์การจัดงานคอนเสิร์ตจะไม่เหลือรูปแบบงานสเกล M แล้ว แต่จะเหลือเฉพาะงานสเกล S และ L หมายความว่าในสิ่งที่ทำหรือคอนเสิร์ตที่จะจัดต้องชัดเจนมาก ถ้าไม่จัดขนาดเล็กความจุคนดูประมาณ 300-400 คน ชูความแตกต่างและแหวกแนวมากๆ ก็ต้องจัดใหญ่และโดดเด่นที่สุดไปเลย แต่เมื่อไรที่จัดงานขนาดกลางๆ ก็ไม่โดดเด่น ท่ามกลางการแข่งขันสูง กลุ่มคนดูก็ต้องเลือกไปดูอย่างอื่น

 

 

ความท้าทายของเงินในกระเป๋าคนดู-ต้นทุนจัดงานสูง แต่ขึ้นราคาบัตรไม่ได้

 

ป๋าเต็ดสะท้อนมุมมองว่า ในปี 2024 จะเห็นงานคอนเสิร์ตสเกลใหญ่ระดับโลก และจะมาพร้อมกับราคาบัตรที่เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะบัตรคอนเสิร์ตจากต่างประเทศ มีระดับราคาตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 10,000 บาท

 

“จริงๆ แล้วต้นทุนคอนเสิร์ตต่างประเทศสูงมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว ซึ่งถ้าเรามองดูราคาบัตรที่เป็นมาตรฐานของวันนี้ แปลว่าการทำราคาเพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตัวศิลปิน Production แทบจะไม่มีข้อจำกัด อยู่ที่ว่าตัวผู้จัดสามารถให้ในสิ่งที่คนดูคาดหวังได้มากน้อยแค่ไหน”

 

ขณะที่คอนเสิร์ตในไทยเองราคายังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทาย เพราะวันนี้ต้นทุนการจัดงาน ค่าตัวศิลปิน ฝ่ายผลิต ค่าเช่าพื้นที่ เพิ่มขึ้นกว่า 10% เราก็ต้องพยายามบาลานซ์ราคา และต้องเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่ทุกคนได้รับผลกระทบเรื่องกำลังซื้อมาตลอด คงไม่ใช่โอกาสที่จะมาขึ้นราคาบัตร แต่สิ่งที่ต้องทำคือหาแนวทางให้ผู้คนตัดสินใจซื้อได้ง่ายที่สุดมากกว่า

 

คนไทยดูคอนเสิร์ตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี

 

อีกทั้งปัจจุบันคนไทยจะดูคอนเสิร์ตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี แน่นอนว่าท้าทายมาก เพราะเรามีทั้งคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ GMM SHOW ต้องทำคือต้องดึงกลุ่มคนดูให้ได้ 2 ครั้ง หรือ 1 ครั้ง ควบคู่ไปกับการเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และต้องแยกให้ได้ว่าในจำนวนการดูคอนเสิร์ต 2 ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมีโปรดักต์หรือเทรนด์ไหนบ้างที่ตอบโจทย์

 

สเต็ปถัดไปเมื่อดึงคนกลุ่มนี้มาได้หมดแล้วต้องเริ่มสร้างโปรดักต์ใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่ยังไม่เคยมาเป็นลูกค้าเรา โดยเมื่อปีที่แล้วเราเริ่มงานแฟนมีตของศิลปินเกาหลีใต้ ซึ่งยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ปีนี้จะรุกหนักมากขึ้น

 

เตรียม Music Festival มากกว่า 7 งาน ยิงยาวถึงปลายปี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของ GMM SHOW เน้นจัดงานสเกลใหญ่ระดับ 1-2 หมื่นคนขึ้นไป เพราะอยากให้ GMM SHOW เป็นธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่แพสชันโปรเจกต์ แม้ทุกอย่างจะเกิดจากแพสชัน แต่ต้องทำให้เป็นธุรกิจด้วย ที่ผ่านมาจัดกันมาหลายงาน ไอเดียงานที่เกิดขึ้นมาจากการรวบรวมข้อมูล Data ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มแฟนคลับแบบแคชชวลไปจนถึงแฟนคลับระดับสาวก

 

ทั้งหมดจะทำให้รู้ว่าในแต่ละคอนเสิร์ตจะวาง Positioning แบบไหน ต้องจัดที่ไหน จะขายบัตรช่วงไหน หรือจะขายกี่ใบ เมื่อรู้ข้อมูลแล้วก็จะนำมาวางแผนการจัดงานภายใต้คอนเซปต์ที่เหมาะสม เพื่อให้รองรับความต้องการของผู้บริโภคได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่บุกหนักมากคือ Music Festival ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาเราเริ่มทำ Festival หลายๆ งาน อาจจะเกิดคำถาม จะมีการแย่งคนดูกันบ้างหรือไม่ แต่เมื่อลองหาข้อมูลพบว่ามีช่องว่างตลาดอยู่มาก ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา หาดใหญ่ ทุกจังหวัดความต้องการของลูกค้าจะไม่เหมือนกันเลย

 

 

สำหรับงานคอนเสิร์ตในปี 2024 คอนเสิร์ตที่เพิ่งจบไปคือ Rock Mountain ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามด้วยเฉียงเหนือเฟส 2 ส่วนงานที่กำลังจะมาถึงมีตั้งแต่ พุ่งใต้เฟส จังหวัดสงขลา, นั่งเล 3 จังหวัดเพชรบุรี, Water War Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ และ Rock On The Beach 2024 จังหวัดระยอง ตามด้วย Big Mountain Music Festival จังหวัดนครราชสีมา ทุกๆ งานเป็นเทศกาลดนตรี แม้ไลน์อัพจะคล้ายๆ กัน แต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจแตกต่างกัน

 

เทรนด์คนรุ่นใหม่เลือกคอนเสิร์ตที่ดูแล้วคุ้มค่า

 

ขณะเดียวกัน ศักดิ์สกุล แก้วมาตย์ Vice President – Showbiz Promoter ทีม Idea Fact หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด กล่าวต่อกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเทรนด์การดูคอนเสิร์ตของคนรุ่นใหม่จะเลือกดูคอนเสิร์ตแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

 

“ที่ผ่านมาบริษัทมีการทำผลสำรวจ พบว่าในหนึ่งคนจะตัดสินใจดูคอนเสิร์ตประมาณ 2-3 ครั้ง เนื่องจากข้อจำกัดการดูคอนเสิร์ตนั้นมีค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่ค่าบัตรคอนเสิร์ต และยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งการเดินทางและค่าที่พัก ดังนั้นหลายคนจึงเลือกไปในงานที่ชื่นชอบจริงๆ”

 

นอกจากฐานคนดูจะเลือกมากขึ้นแล้ว ความต้องการก็จะสูงและมองถึงความคุ้มค่าด้วย เช่น ในบางงานมีศิลปิน 30-40 คน แต่อีกงานมีศิลปิน 10 คน แน่นอนว่าคนดูจะเลือกงานที่คุ้มค่ากว่า ในฐานะของผู้จัดงานก็ต้องปรับวิธีการแนวทางโปรโมตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น

 

 

โปรดักต์ใหม่ ‘Water War Chiang Mai’ เริ่ม Success ต่อขยายไปต่างจังหวัด

 

สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของผู้จัดที่ต้องคิดโปรดักต์ใหม่อยู่เป็นระยะๆ โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มประเดิมจัดงาน ‘Water War Chiang Mai’ ในจังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบการจับมือกับผับบาร์มารวมอยู่ในงาน ซึ่งถือเป็นงานปาร์ตี้สงกรานต์ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ และที่เห็นได้ชัดคือผู้เข้าร่วมงานในช่วงสงกรานต์เป็นคนกรุงเทพฯ และส่วนใหญ่แล้วจะมาซื้อบัตรหน้างาน สำหรับปีนี้เราเตรียมยกทัพไลน์อัพ 9 ศิลปินชื่อดัง จัดในวันที่ 13 เมษายน 2024

 

จากนี้เรามองไปถึงการขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาการทำตลาด โดยเป็นไปได้ทั้งในจังหวัดที่เป็นหัวเมืองหลักและเมืองรอง เพราะในแต่ละจังหวัดมีการจัดงานสงกรานต์อยู่แล้ว เชื่อว่าในจังหวัดต่างๆ จะให้การตอบรับที่ดี

 

 

จัดงานในต่างจังหวัด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มหาศาล

 

ในมุม GMM SHOW การที่เราจัดงานในต่างจังหวัดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดนั้นๆ ถ้ามองในมุมค่าใช้จ่ายของคนหนึ่งคน เริ่มตั้งแต่ค่าตั๋ว 1,600 บาท แต่จ่ายค่าที่พักเฉลี่ยถึง 2,000 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทาง ค่ากินและค่าดื่ม ดังนั้นในหนึ่งคนจะมีงบใช้จ่ายในงานคอนเสิร์ตรวมๆ แล้วประมาณ 40% และอีก 60% จะใช้กับธุรกิจรอบๆ พื้นที่จัดงาน

 

ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงจัดคอนเสิร์ตมหาศาล โดยปีที่ผ่านมาทีมการตลาดได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับหอการค้าในแต่ละจังหวัด ก่อให้เกิดโมเดลใหม่ๆ ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

The post แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>