บริษัทหลักทรัพย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัทหลักทรัพย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Jan 2026 03:04:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดความเสี่ยงลงทุนหุ้นนอกผ่าน DR ที่หลายคนมองข้าม โบรกเกอร์ล้มละลาย เงินลงทุนหาย ก.ล.ต. มีอำนาจตามเงินคืนแค่ไหน https://thestandard.co/dr-investment-risks-issuer-bankruptcy-protection/ Tue, 13 Jan 2026 03:02:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1164416 เปิดความเสี่ยงลงทุนหุ้นนอกผ่าน DR ที่หลายคนมองข้าม โบรกเกอร์ล้มละลาย เงินลงทุนหาย ก.ล.ต. มีอำนาจตามเงินคืนแค่ไหน

เจาะเบื้องหลังความเสี่ยงการลงทุน DR ตราสารแสดงสิทธิในหล […]

The post เปิดความเสี่ยงลงทุนหุ้นนอกผ่าน DR ที่หลายคนมองข้าม โบรกเกอร์ล้มละลาย เงินลงทุนหาย ก.ล.ต. มีอำนาจตามเงินคืนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดความเสี่ยงลงทุนหุ้นนอกผ่าน DR ที่หลายคนมองข้าม โบรกเกอร์ล้มละลาย เงินลงทุนหาย ก.ล.ต. มีอำนาจตามเงินคืนแค่ไหน

เจาะเบื้องหลังความเสี่ยงการลงทุน DR ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

ที่หลายคนมองข้าม เมื่อคนไทยสามารถลงทุนหุ้นนอกง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ใช้เงินลงทุนน้อย แต่อาจแลกมากับความเสี่ยง ‘เงินลงทุนหาย’ ในวันที่ผู้ออก DR ล้มละลาย

 

ภายใต้คำโฆษณาลงทุนหุ้นต่างประเทศได้ง่ายๆ ผ่านตลาดหุ้นไทย แต่มีสิทธิเสมือน กับการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า การซื้อ DR จะทำให้เรามีกรรมสิทธิ์ในหุ้นต่างประเทศที่อ้างอิง ทั้งที่ความจริงแล้วเราเป็นเพียงผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ‘เสมือน’ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศโดยตรงเท่านั้น

 

ถ้าแบบนั้นแล้ว จะหมายความว่า หากวันใดถึงคราวซวย ผู้ออก DR ซึ่งเป็น ‘บริษัทหลักทรัพย์’ หรือ ‘ธนาคาร’ ประสบปัญหาเงินจนถึงขั้นล้มละลาย นักลงทุนที่ซื้อ DR จะไม่สามารถเรียกร้องให้โอนหลักทรัพย์คืนได้โดยตรง และมีสิทธิได้รับเงินลงทุนไม่ครบ เพราะผู้ซื้อมีสถานะเป็น ‘เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน’ ทำให้ต้องรอการเฉลี่ยทรัพย์ร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่นตามลำดับสิทธิกฎหมาย เป็นแบบนั้นใช่หรือไม่? 

 

นั่นคือข้อสงสัยที่นักลงทุนบางส่วนกำลังตั้งประเด็นขึ้นมา พร้อมกับตั้งคำถามไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผ่านโซเชียลมีเดียว่า เกณฑ์การป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้ลงทุนในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพแค่ไหน ในการจำกัดผลกระทบความเสี่ยงของผู้ออก DR ทั้งในด้านเงินดำรงกองทุน และจำนวนหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล DR คงเหลือและจำนวน หลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงแก่นักลงทุนทั่วไป

 

ล่าสุด ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงข้อกังวลในประเด็นดังกล่าวว่า ในปัจจุบัน DR ที่มีการออกเสนอขาย ส่วนใหญ่ เป็น DR แบบอ้างอิงสิทธิ (ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์ อ้างอิงต่างประเทศ) เพื่อให้หลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีราคาสูง สามารถแตกย่อยเป็น DR ได้หลายหน่วย เช่น 1 หุ้นต่างประเทศนำมาออกได้เป็น 100 DR  (1 : 100) เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีราคาสูงได้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็น DR ในรูปแบบใด ก.ล.ต. ได้มีเกณฑ์กำหนดเพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้ลงทุนไว้ ดังนี้

 

  1. กำหนดให้ผู้ออก DR ต้องเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามลำดับ เท่านั้น ซึ่งผู้ออก DR ต้องดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการรายงานทางการเงิน ตามมาตรฐาน และมีระบบบริหารความเสี่ยงตามการเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กำกับ  
  2. กำหนดให้ผู้ออก DR ต้องมีหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงรองรับในจำนวนที่เพียงพอ กับจำนวนที่จำหน่าย DR ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งหมายความว่าผู้ออกต้องมีหลักทรัพย์ ต่างประเทศรองรับการออกและเสนอขาย DR เต็มจำนวน เช่น การออกและเสนอขาย DR 1 : 100 หมายถึง DR ที่ออกเสนอขายให้ผู้ลงทุน 100 หน่วย ผู้ออก DR ต้องมีหุ้นต่างประเทศรองรับอย่างต่ำ 1 หุ้น และมีการจัดเก็บหลักฐานความเพียงพอ ของจำนวนหุ้นต่างประเทศดังกล่าว 
  3. กำหนดให้ผู้ออก DR จัดทำและนำส่งรายงานเกี่ยวกับจำนวนคงเหลือ DR (Outstanding) และจำนวนหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ ก.ล.ต. ใช้ในการติดตามและตรวจสอบ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าว เป็นประโยชน์ซึ่งช่วยสร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนใน DR ก.ล.ต. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการเพื่อให้นำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ผู้ลงทุนทราบด้วยต่อไป
  4. กำหนดให้ผู้ออก DR เปิดเผยความเสี่ยงของการลงทุนใน DR ซึ่งรวมถึงความเสี่ยง กรณีผู้ออกประสบปัญหาทางการเงิน/ล้มละลาย ในแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขาย (filing) ซึ่งผู้ลงทุนสามารถดูแบบ filing ได้ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. และเว็บไซต์ของผู้ออก DR เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนใน DR

 

ความเสี่ยง DR ที่หลายคนมองข้าม 

 

บนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีบทความที่ข้อมูลส่วนหนึ่งระบุความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อราคาของ DR ที่ซื้อขายใน SET ดังนี้ 

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  • ความเสี่ยงจากความผันผวน ของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง

 

แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุน DR ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่หลายคนอาจจะมองข้าม

 

เจตอาทร สองเมือง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Quantitative บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Rating) ของผู้ออก DR เป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลัก พูดง่ายๆ ก็คือ ความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออก DR มาให้เราซื้อขายกันนี้ อาจจะ ‘ล้มหายตายจาก’ ไปได้ ผู้ลงทุนก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการเรียกร้องทรัพย์สิน ซึ่งก็คือเงินลงทุนใน DR คืนมา

 

เพราะการลงทุนใน DR นั้น นักลงทุนไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น แต่ให้สิทธิผู้ถือเปรียบเสมือน เป็นผู้ถือหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรง ขณะที่ผู้ออก DR คือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง 

 

คำถามที่ตามมาคือ หากเกิดกรณีที่มีผู้ออก DR ล้มละลายขึ้นมาจริงๆ หน่วยงานกำกับอย่าง ก.ล.ต. มีอำนาจที่จะบังคับให้นำหลักทรัพย์ค้ำประกันเหล่านี้ มาคืนให้กับผู้ลงทุน DR โดยตรงทันทีหรือไม่ 

 

อีกความเสี่ยงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบคือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของบริษัท (Corporate Action) เช่น กรณีที่หุ้น A ควบรวมกับหุ้น B เกิดเป็นหุ้น C ถ้ามี DR หุ้น A อยู่ในตลาด ผู้ออกจะต้องนำ DR หุ้น A ออกจากตลาด นักลงทุนจะถูกบังคับขายบนกระดานก่อนหุ้น A จะกลายเป็นหุ้น C แตกต่างจากการถือหุ้น A โดยตรง ที่ผู้ลงทุนได้รับหุ้น C มาโดยปริยายในอนาคต 

 

อีกความเสี่ยงคือเรื่องเงินปันผล กรณีปันผลเป็นหุ้น ถ้าเราถือหุ้นอ้างอิงโดยตรง จะได้รับหุ้นเพิ่มเข้ามา แต่กรณีของ DR ราคาจะถูก Dilute ขณะที่ผู้ถือ DR จะได้รับเงินเข้ามาแทนเท่ากับมูลค่าของหุ้นปันผลที่หักภาษีแล้ว กรณีนี้ผู้ลงทุนควรจะไม่เสียประโยชน์ถ้าราคา DR ที่ Dilute เท่ากับเงินที่ได้รับเข้ามา 

 

ก.ล.ต. แจงชัดปม ‘ผู้ออก DR ล้มละลาย’ ยันมีเกณฑ์กำกับเข้ม มอนิเตอร์ฐานะการเงินรายวัน-ต้องมีสินทรัพย์อ้างอิงครบ 100%

 

THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์ จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อไขข้อข้องใจและฉายภาพมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนของ ก.ล.ต. ในประเด็นดังกล่าว 

 

จอมขวัญ ระบุว่า การกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความคุ้มครองผู้ลงทุนนั้น ก.ล.ต. ให้ความสำคัญตั้งแต่ตัว ‘ผู้ออก’ (Issuer) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ หรือธนาคารพาณิชย์ โดยผู้ออกจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ก.ล.ต. ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งตามเกณฑ์เงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital: NC)

 

เมื่อมีการออก DR จะถือว่ามีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวเลขนี้จะสะท้อนอยู่ในมูลค่า NC ทันที ทำให้ ก.ล.ต. สามารถติดตามฐานะทางการเงินของผู้ออกได้อย่างใกล้ชิด,

 

NC คือ ‘จุดตัด’ และด่านปราการแรกมอนิเตอร์ฐานะการเงินโบรกเกอร์ 

 

รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เน้นย้ำว่า NC เปรียบเสมือน ‘ด่านแรก’ ที่ช่วยยืนยันว่าผู้ออก DR จะไม่ประสบปัญหาทางธุรกิจจนล้มละลาย เพราะค่า NC จะเป็นตัวสะท้อนสุขภาพทางการเงิน หากเกิดปัญหาสภาพคล่องหรือความเสี่ยงใดๆ ตัวเลข NC จะฟ้องทันที

 

  • การมอนิเตอร์รายวัน: ก.ล.ต. กำหนดให้มีการรายงานค่า NC เป็น ‘รายวัน’ ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากระดับ NC ลดลงจนแตะจุดที่กำหนด (Trigger) ทาง ก.ล.ต. จะเข้าไปจัดการดูแลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนทันที ก่อนที่จะเกิดความเสียหายร้ายแรง

 

หลักประกันสำคัญต้องมีหุ้นอ้างอิง 100% 

 

นอกเหนือจากฐานะการเงินแล้ว จอมขวัญยืนยันว่านักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องการไม่มีหลักทรัพย์รองรับ เพราะเกณฑ์ของ ก.ล.ต. กำหนดชัดเจนว่า ผู้ออก DR จะต้องมีสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ถือครองไว้ครบ 100% จะไม่มีการออก DR โดยไม่มีหุ้นรองรับ (Naked Issuance) เด็ดขาด

 

  • การตรวจสอบสินทรัพย์: ก.ล.ต. มีกระบวนการตรวจสอบยืนยันยอดหลักทรัพย์ (Custodian Confirmation) ว่ามีหุ้นอยู่จริงครบถ้วนตามจำนวนที่ออก DR โดยจะมีการรายงานและตรวจสอบสินทรัพย์คงค้างเหล่านี้ทุกสิ้นเดือน

 

ปิดประตูความเสี่ยง ‘ล้มละลายแล้วยึดทรัพย์’ 

 

ต่อข้อซักถามที่ว่า หากโบรกเกอร์ล้มละลาย เจ้าหนี้อื่นจะสามารถมายึดสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นอ้างอิงของ DR ไปได้หรือไม่ จอมขวัญอธิบายว่า ด้วยระบบการกำกับดูแลทั้ง 2 ส่วนหลัก คือ 

 

  1. การมอนิเตอร์ฐานะการเงิน (NC) รายวัน 

 

  1. การตรวจสอบหุ้นอ้างอิง 100% ทำให้โอกาสที่จะปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยไปจนถึงจุดที่บริษัทล้มละลายแล้วต้องมาแย่งชิงสินทรัพย์นั้น ‘แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น’

 

เพราะ ก.ล.ต. จะเห็นสัญญาณเตือนจาก NC ก่อน และเข้าแทรกแซงเพื่อจัดการปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่ปล่อยให้มีการนำสินทรัพย์ของลูกค้าไปใช้ในทางที่ผิด หรือก่อความเสี่ยงเพิ่มเติม

 

ดังนั้น นักลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าภายใต้เกณฑ์การกำกับดูแลปัจจุบัน ทั้งเรื่องความเพียงพอของเงินกองทุนและการมีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน เป็นกลไกที่เพียงพอในการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ลงทุนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของผู้ประกอบการ

 

‘หยวนต้า’ ยันมีหุ้นอ้างอิง 100% 

 

จากความกังวลของนักลงทุนบนโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เจตอาทร ยืนยันว่า บล.หยวนต้า หนึ่งในผู้ออก DR ของไทยมีหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying) 100% และได้เครดิต A+ จาก Fitch Rating ถือเป็นเรตติ้งบนมาตรฐานนานาชาติ ที่สูงสุดในวงการบริษัทหลักทรัพย์ไทย 

 

“ตามเกณ์ของ ก.ล.ต. กำหนดว่าผู้ออกต้องซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงมาไว้ในมือก่อน ถึงจะสร้าง DR ออกมาได้ ถ้าผู้ออกปฏิบัติตามเกณฑ์ 100% จะมี Underlying เพียงพอเสมอ และที่ผ่านมาจะมีการรายงาน ก.ล.ต. ทุกเดือนอยู่แล้ว” 

 

และปัจจุบันผู้ออก DR มีจำนวนมาก นักลงทุนมีทางเลือกในการเลือกผู้ออก ที่มีความมั่นคง ทางการเงินได้ อีกประเด็นที่นักลงทุนเข้าใจผิดกันมากคือ ผู้ออก DR ทำกำไรจากการบวกค่า Spread 2-3% จริงๆ ไม่ใช่ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันสูงขึ้นมาก ทำให้ Mark Up ราคาไม่ได้มาก ส่วนที่หลายคนพบปัญหา เช่น หุ้นอ้างอิงขึ้น 20% แต่ DR ขึ้นแค่ 12% เป็นเพราะอัตราแลกเปลี่ยน กรณีเงินบาทแข็งค่า แต่ถ้าเงินบาทอ่อนค่า การลงทุนใน DR ก็ได้ผลบวกแทน 

 

DR แบบฝาก กับ DR แบบอ้างอิงสิทธิ ต่างกันยังไง?

 

จากคำแถลงของ ก.ล.ต. ล่าสุด มีหมายเหตุไว้ว่า DR มี 2 แบบ ได้แก่

 

  1. ตราสารแสดงสิทธิของผู้ฝากทรัพย์สิน ซึ่งมีทรัพย์สินที่ฝากเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR แบบฝาก) นี่คือเกณฑ์รูปแบบเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ช่วงแรก โดยมี DR ตัวแรกที่ออกเมื่อปี 2018 คือ E1VFVN3001 ซึ่งอ้างอิงกองทุน ETF VN30 หุ้นเวียดนาม

 

ข้อจำกัดของรูปแบบนี้คือการกำหนดอัตราส่วน (Ratio) ไว้ที่ 1:1 เท่านั้น และมีข้อเสีย สำคัญเรื่องสภาพคล่องในการออกของ เพราะผู้ออกจะสามารถสร้าง DR ได้ก็ต่อเมื่อหุ้นอ้างอิงผ่านกระบวนการชำระราคาและส่งมอบ (Settlement) จนเข้ามาอยู่ที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ (Custodian) เรียบร้อยแล้ว ทำให้ DR รูปแบบนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะขาดความยืดหยุ่น

 

2.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งมีหลักทรัพย์อ้างอิง เป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR แบบอ้างอิงสิทธิ) เป็นเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. ปรับปรุงเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อเพิ่มความยืนหยุ่น อัตราส่วนไม่จำเป็นต้องเป็น 1:1 อีกต่อไป สามารถกำหนดเป็นสัดส่วนได้ เช่น 5 DR ต่อ 1 หุ้น ลักษณะคล้ายกับการที่นักลงทุนหลายคนมาร่วมกันแชร์สิทธิในหุ้นตัวนั้นๆ 

 

จุดเด่นสำคัญคือความยืดหยุ่นของผู้ออก เมื่อผู้ออกทำการสั่งซื้อหุ้นอ้างอิงแล้วสามารถออก DR ขายให้นักลงทุนได้ทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอน Settlement ให้หุ้นเข้าพอร์ต แบบสมบูรณ์เหมือนแบบฝาก

 

ภาพ: JulPo/Getty Images

The post เปิดความเสี่ยงลงทุนหุ้นนอกผ่าน DR ที่หลายคนมองข้าม โบรกเกอร์ล้มละลาย เงินลงทุนหาย ก.ล.ต. มีอำนาจตามเงินคืนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGSI มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ชี้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น https://thestandard.co/cgsi-set-index-target-2569/ Fri, 12 Dec 2025 10:08:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1154083 CGSI มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ชี้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) […]

The post CGSI มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ชี้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGSI มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ชี้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ได้จัดงานแถลงข่าว Analysts meet Media Outlook 2026 เพื่อนำเสนอมุมมองของทีมนักวิเคราะห์ CGSI ต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2569 และวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมกลยุทธ์การลงทุน

 

โดย CGSI ตั้งเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,400 จุด มองช่วงครึ่งปีแรกหุ้นไทยยังถูกกดดันจากการเมืองในประเทศ แต่คาดฟื้นตัวได้ช่วงครึ่งปีหลัง จากการเมืองชัดเจน รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ดอกเบี้ยลด เงินทุนต่างชาติไหลเข้าหลัง Valuation น่าสนใจและ Underperform ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค

พัชระนนท์ ชีวะเกรียงไกร ประธานเจ้าหน้าที่ CGSI เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การเมืองในประเทศ ภาษีสหรัฐ ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูง และกระทบต่อเศรษฐกิจ ในปีหน้าปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะยังฉุดรั้งตลาดหุ้นไทยอยู่ แต่ยังมีความหวังจากการเมืองที่จะชัดเจนขึ้น หลังมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้า

 

“ปีนี้ธุรกิจหลักทรัพย์เผชิญกับความยากลำบาก ปีหน้ายังไม่สดใสนัก เราเองในปีนี้เร่งปรับตัว รุกธุรกิจไปในสายต่างๆ อย่างวาณิชธนกิจ และบริการการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งจากการมีเครือข่ายและพันธมิตรทั่วโลก ในปีหน้าจะเห็นความร่วมมือระหว่าง CGSI กับบริษัทแม่ของเรา China Galaxy Securities และพันธมิตรมากขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CGSI กล่าว

 

ด้านเกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI เปิดเผยว่า ในปี 2569 คาดดัชนี SET สิ้นปีอยู่ที่ 1,400 จุด เท่ากับ P/E 15 เท่าในปี 2570 หรือ -0.75SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ทั้งนี้ปัจจุบัน SET ซื้อขายที่ P/E 15 เท่าปี 2568 หรือ P/E 13 เท่าหากตัด DELTA ออก จึงสะท้อนโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

“Valuation หุ้นบ้านเราน่าสนใจ ตอนนี้ถ้าตัด DELTA ออก จะเทรด P/E ที่ 13 เท่า สามปีแล้วที่หุ้นไทยUnderperform ตลาดในภูมิภาค จึงมองว่าปีหน้านี้ หุ้นไทยน่าจะมีโอกาส rebound ได้” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI กล่าว

 

เกษม มองว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2569 หุ้นไทยจะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยมองว่าสถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้กระทบคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย เท่ากับเปิดความเสี่ยงให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสม มองว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะจับมือพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล

 

เกษม มองว่า หุ้นไทยจะฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง 2569 หลังมีรัฐบาลใหม่หนุนความเชื่อมั่นและเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญๆ ก็จะยิ่งหนุนความเชื่อมั่นมากขึ้น นอกจากนี้ หุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย หลังตั้งแต่ปี 2566 มีเงินทุนไหลออกสูงถึง 4.53 แสนล้านบาท

 

กลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 ช่วงครึ่งปีแรก แนะเลือกลงทุนหุ้น Defensive เนื่องจากเป็นหุ้นที่ปลอดภัย และช่วงครึ่งปีหลังให้เพิ่มการลงทุนหุ้นวัฏจักรที่อิงกับกระแสการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยหุ้น Top Picks ประกอบด้วย ADVANC, BCPG, BDMS, CPN, MOSHI, MTC, PR9, SCB และ TRUE

 

ทั้งนี้ มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปีหน้า จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป GDP จะเติบโตเพียง 1.9% จากที่คาด 2.0% ในปีนี้ เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ถูกชะลอจนกว่าจะประกาศผลการเลือกตั้ง เชื่อว่าหากรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เป็นรัฐบาลอีก โครงการคนละครึ่งก็จะเดินหน้าต่อ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ ทำให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย (terminal rate) จะอยู่ที่ 0.75% ในปี 2569

 

สำหรับหุ้นรายกลุ่ม เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโต 14% yoy ในปี 2569 จากฐานที่ต่ำในปีนี้ มองว่าตลาดคอนโดมิเนียมผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/2568 ช่วงครึ่งปีหลัง 2568 เห็นความต้องการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น และจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2569 ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบปีหน้าจะลดลง ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีแรงขับเคลื่อนจากการกระจายฐานการผลิตตามกลยุทธ์ China Plus One (China+1) ซึ่งประเทศในอาเซียนเป็นจุดหมายที่นักลงทุนจีนและบริษัทข้ามชาติเลือกตั้งโรงงาน คาดว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะมีกำไรปกติเติบโต 3.1% ในปี 2569

 

กลุ่มค้าปลีก แนวโน้มปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน การจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้มาจากโครงการคนละครึ่งและเที่ยวดีมีคืนกระตุ้นระยะสั้น ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมต่อไปปีหน้าได้ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ ยังกดดันต่ออุปสงค์ระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดกำไรผู้ค้าปลีกจะโต 7.9% ในปี 2569 แม้ดีขึ้นจากปีนี้ แต่ไม่มากพอที่จะหนุนกลุ่มค้าปลีกขึ้นมาซื้อขาย P/E ที่สูงขึ้นได้ แนะนำเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน

 

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในปี 2569-2570 สินเชื่อน่าจะขยายตัวเพียง 1.1-2.0% จากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด และ GDP ที่เติบโตชะลอตัว ส่วนอัตราการเติบโตของกำไรก่อนตั้งสำรองคาดไว้ที่ -3.0% ในปี 2569 และ +1.6% ในปี 2570

 

ส่วน ROE โดยรวมคาดจะอยู่ที่ 8.9-9.3% ในปี 2569-2570 แนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร เพราะกลุ่มนี้ขาดปัจจัยบวกระยะสั้น แต่ยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง โดยกลุ่มธนาคารซื้อขายที่ P/BV 0.68 เท่าในปี 2569 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตห้าปีที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย

 

กลุ่มโทรคมนาคม เชื่อว่าปริมาณการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะเปิดโอกาสให้บริษัทโทรคมนาคมไทยใช้กลยุทธ์ upsell ซึ่งจะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโทรคมนาคม เนื่องจาก ARPU จะเข้าสู่วงจรการเติบโตด้วยแรงขับเคลื่อนจากปริมาณการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งาน AI smartphone และ AI app และการประเมินมูลค่ากลุ่มโทรคมนาคมที่ EV/EBITDA 8 เท่าในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ยังไม่สะท้อนการเติบโตของ ARPU

 

กลุ่มพลังงาน แม้กลุ่ม OPEC+ เดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตสำรอง แต่คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อ เพราะประเทศกลุ่ม non-OPEC ยังคงเพิ่มปริมาณการผลิต ส่งผลให้ตลาดมีอุปทานน้ำมันส่วนเกินกดดันราคา สำหรับก๊าซธรรมชาติและ LNG คาดว่าปี 2569 ความต้องการ LNG ทั่วโลกจะเติบโตราว 2% yoy หนุนด้วยการฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีน และความต้องการก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นในปี 2569 ค่าการกลั่นตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ช่วงต้นปี 2569 ส่วนต่างราคาดีเซลอาจทรงตัวระดับสูงจากภาวะอุปทานที่ยังตึงตัว ตามการลดลงของการส่งออกจากรัสเซีย และการปิดโรงกลั่นในหลายภูมิภาคทั่วโลก

 

กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี คาดว่ากำลังการผลิตรอบใหม่จะเริ่มทะลักเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 เป็นต้นไป โดยกำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจนถึงปี 2571 ขณะที่การฟื้นตัวของสเปรดอาจต้องรออีก 1-2 ปีหลังจากนั้น ดังนั้นประเมินว่าจำเป็นต้องมีการประกาศปิดกำลังการผลิตรวมราว 11 ล้านตันต่อปีในช่วงปี 2569-2571 ในการทำให้ตลาดเอทิลีนโลกกลับเข้าสู่จุดสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

 

กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร (สุกร, เนื้อไก่) ในปี 2569 คาดภาพรวมรายได้มีแนวโน้มชะลอตัว ราคาสุกรมีทิศทางอ่อนตัว ขณะที่เนื้อไก่จะได้รับแรงหนุนจากการบริโภค เพราะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง yoy สะท้อนผลกระทบจากราคาสุกรที่อ่อนตัวและยอดขายสาขาเดิมที่ชะลอ ในปีหน้ามองว่าความต้องการในประเทศจะอ่อนแอและความอ่อนไหวต่อราคาจะกดดันการบริโภคโปรตีน ซึ่งผู้ผลิตที่มีโมเดลค้าปลีกหรือเน้นส่งออกจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่บางรายเผชิญความเสี่ยงจากมาร์จิ้นที่ลดลง

 

กลุ่มเทค การเร่งลงทุนในระบบพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น compute, memory, networking, power และ cooling เพื่อรองรับความต้องการของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ยังคงเป็นแกนหลักของธีมเทคโลกในปี 2569 กลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนบริษัทที่มีศักยภาพการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดน้ำหนักหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเกินพื้นฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีอัตรากำไรต่ำ อยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม คาดว่าปี 2569 จะเป็นลักษณะการฟื้นตัวแบบ L-shaped โดยยังมีความเสี่ยงด้านขาลงที่สำคัญจากความเป็นไปได้ของอุปสงค์ที่ถูกทำลาย เป็นผลจากผลกระทบของมาตรการภาษีที่ยืดเยื้อ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วโลกที่อ่อนแอลง

 

ขณะที่ภควัต พิสุทธิพันธุ์ รักษาการผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจลูกค้ารายย่อย CGSI กล่าวว่า จากภาพสะท้อนทิศทางการลงทุนในปีหน้าที่ยังคงเผชิญแรงกดดัน การเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาดและบริหารความเสี่ยงได้เป็นสิ่งสำคัญ CGSI มีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ทั้งการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เช่น บริการ Cross Border Trading, บริการ Private Fund, ตราสาร DR สำหรับลงทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวมต่างๆ ที่นักลงทุนเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสมและตามความเสี่ยงที่แต่ละรายมีความแตกต่างกัน

The post CGSI มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ชี้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ เผยยอดขาย 11 เดือน อยู่ที่ 47,700 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 กำไรพีคสุด ชี้สัญญาณเรียลดีมานด์หนุน https://thestandard.co/sansiri-sales-profit-peak-demand/ Tue, 02 Dec 2025 12:53:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1150777 แสนสิริ เผยยอดขาย 11 เดือน อยู่ที่ 47,700 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 กำไรพีคสุด ชี้สัญญาณเรียลดีมานด์หนุน

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยตัวเลขผลก […]

The post แสนสิริ เผยยอดขาย 11 เดือน อยู่ที่ 47,700 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 กำไรพีคสุด ชี้สัญญาณเรียลดีมานด์หนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ เผยยอดขาย 11 เดือน อยู่ที่ 47,700 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 กำไรพีคสุด ชี้สัญญาณเรียลดีมานด์หนุน

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินงานล่าสุดในช่วง 11 เดือนของปี 2568 โดยสามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 47,700 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาพรวมของอุตสาหกรรม

 

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 23,670 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,029 ล้านบาท โดยบริษัทระบุว่าตัวเลขกำไรดังกล่าวนับเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของไทย ซึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานที่รอบคอบและแผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

 

ในส่วนของแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง อาทิ บล.เอเชียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี และ บล.ดาโอ ได้ออกบทวิเคราะห์ที่มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 4 จะเป็นช่วงที่แสนสิริทำผลงานได้ดีที่สุดของปี (Peak) ทั้งในมิติของกำไรสุทธิ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และการรับรู้รายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตในช่วงโค้งสุดท้าย คือความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ในตลาดที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง ประกอบกับการที่บริษัทได้จัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านข้อเสนอพิเศษ ครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮมรวมกว่า 109 โครงการ

 

นอกจากผลการดำเนินงานด้านตัวเลขแล้ว บริษัทยังได้รับการยอมรับในด้านมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้รับการประเมิน CGR ปี 2568 ในระดับดีเลิศต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ที่ระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

รวมถึงรางวัลจากเวที SET Awards 2025 ในกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence ประเภท Highly Commended Supply Chain Management Awards

The post แสนสิริ เผยยอดขาย 11 เดือน อยู่ที่ 47,700 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 กำไรพีคสุด ชี้สัญญาณเรียลดีมานด์หนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์การโฆษณาของบริษัทหลักทรัพย์-ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คุมเข้ม ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ https://thestandard.co/sec-ad-regulation-finfluencer-digital-media/ Tue, 14 Oct 2025 09:09:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1130286 sec-ad-regulation-finfluencer-digital-media

สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงหลักเกณ […]

The post ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์การโฆษณาของบริษัทหลักทรัพย์-ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คุมเข้ม ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
sec-ad-regulation-finfluencer-digital-media

สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การโฆษณาของบริษัทหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้การกำกับดูแลมีความครอบคลุม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน สื่อดิจิทัลเป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของประชาชน ขณะเดียวกัน ฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) มีบทบาทมากขึ้นในการเผยแพร่ความรู้และให้มุมมองด้านการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีความหลากหลาย ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและกว้างขวางมากขึ้น แต่มักมาพร้อมกับความเสี่ยง ทั้งด้านความถูกต้อง ความโปร่งใส และการให้คำแนะนำโดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

โดย ก.ล.ต. ได้วิเคราะห์ช่องว่างในการกำกับดูแล (Gap Analysis) และพบว่า หลักเกณฑ์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการกำกับดูแลการโฆษณาที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้ลงทุน  ก.ล.ต. จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ผู้ประกอบธุรกิจ) เพื่อให้สอดคล้องกับการโฆษณารูปแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้ลงทุน โดยเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ ดังนี้

 

  1. คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา จัดให้มีหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ

 

  1. จัดให้มีข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดทำโฆษณา และกำหนดรายละเอียดข้อตกลงที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์การโฆษณากำหนดได้

 

  1. กำกับดูแลการโฆษณา กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจควบคุมดูแลการจัดทำและการเผยแพร่โฆษณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น การตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาการโฆษณาก่อนเผยแพร่ และการดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์การโฆษณากำหนด

 

  1. เปิดเผยข้อมูล กรณีโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ให้เปิดเผยคำเตือนเพิ่มเติมไว้ในส่วนของคำอธิบาย/รายละเอียดของโพสต์ (description) หรือในคำบรรยายใต้ภาพ/โพสต์ (caption) และกรณีมีการว่าจ้างผู้จัดทำโฆษณา ให้เปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบว่าเป็นโฆษณาที่ถูกว่าจ้างโดยผู้ประกอบธุรกิจในทุกช่องทางและรูปแบบที่มีการเผยแพร่โฆษณา เว้นแต่เป็นรูปแบบที่เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเป็นการโฆษณา เช่น ป้ายโฆษณา หรือสปอตโฆษณา

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีรายละเอียดหลักการในเรื่องดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถศึกษาและแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

The post ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์การโฆษณาของบริษัทหลักทรัพย์-ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คุมเข้ม ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX เผย ฐานลูกค้าต่างประเทศโตกว่า 110% ตอกย้ำการเป็นเรือธงด้านการเงิน-การลงทุนของกลุ่ม SCBX พร้อมคว้า 11 รางวัล จาก 5 เวทีชั้นนำ https://thestandard.co/innovestx-international-customer-grew-110/ Mon, 24 Jul 2023 08:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=821420 InnovestX

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX Secu […]

The post InnovestX เผย ฐานลูกค้าต่างประเทศโตกว่า 110% ตอกย้ำการเป็นเรือธงด้านการเงิน-การลงทุนของกลุ่ม SCBX พร้อมคว้า 11 รางวัล จาก 5 เวทีชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX Securities Co., Ltd.) บริษัทเรือธงด้านการเงิน-การลงทุนแห่งอนาคตภายใต้กลุ่ม SCBX มุ่งมั่นในการพัฒนาและสร้างการเติบโตด้านการเงิน-การลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ และบริการที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การลงทุนทุกรูปแบบเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ สู่โอกาสทางการเงินและการลงทุนอย่างเท่าเทียม 

 

จนส่งผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจและบทบาทการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย ที่สามารถตอบสนองความต้องการให้กับนักลงทุนแบบครบวงจร รวมถึงช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น จนสามารถขยายฐานลูกค้านักลงทุนของบริษัทได้กว่า 8 แสนราย ในขณะที่จำนวนนักลงทุนหุ้นต่างประเทศเติบโตสูงถึง 110% เมื่อเทียบกับปี 2564

 

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณนักลงทุนกว่า 8 แสนรายที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในบริการจาก InnovestX สะท้อนจากอัตราการเติบโตของจำนวนนักลงทุนที่เปิดบัญชีกับ InnovestX ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

 

“จากข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไตรมาส 1 ปี 2566 พบว่า 1 ใน 3 ของนักลงทุนใหม่ไว้ใจเลือกเปิดบัญชีลงทุนกับ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาด ด้วยระบบการเปิดบัญชีที่อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ในทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนไทย กองทุนต่างประเทศ ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ดิจิทัล จากการเปิดบัญชีเพียงครั้งเดียวแม้ปัจจุบันภาวะตลาดในประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลในระยะสั้น 

 

“ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ด้วยโอกาสและทางเลือกที่มากกว่าในตลาดโลกนั้น ทำให้ตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งถือเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน 

 

“โดยพบว่า มีหุ้นบางกลุ่มอุตสาหกรรมในหลากหลายประเทศทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์และการฟื้นตัวของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้รับแรงหนุนจาก AI รวมถึงกลุ่มสื่อสารในจีนและพลังงานสะอาดในยุโรป ทำให้ตลาดต่างประเทศเป็นที่สนใจเพิ่มมากขึ้น” 

 

InnovestX ได้จับจังหวะโอกาสน่าลงทุนนี้ แนะนำนักลงทุนของเราผ่านผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผ่านการให้ความรู้การลงทุนผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมสัมมนาต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนได้อัปเดตข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่พลาดทุกโอกาสในการลงทุนหรือปรับพอร์ตให้เหมาะสมอยู่เสมอ 

 

ส่งผลให้จำนวนนักลงทุนในหุ้นต่างประเทศของ InnovestX เติบโตสูงถึง 110% เมื่อเทียบกับปี 2564 ด้วยบริการที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange Traded Fund: ETF) จาก 23 ประเทศ 26 ตลาดทั่วโลก ได้โดยตรงอย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ 

 

นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้บริการ Intelligent Portfolios บริการบริหารพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติที่มีธีมให้เลือกหลากหลาย รวมถึงตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจ ที่ช่วยให้นักลงทุนมือใหม่เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายขึ้นเติบโตขึ้นกว่า 75% เมื่อเทียบกับปี 2563  

 

ในขณะเดียวกันบริการ Alpha Fund (กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Fund) ประเภท Country-Focused Fund ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย สามารถให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนสูงกว่าดัชนีชี้วัดในแต่ละประเทศนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

 

ปัจจุบันเราเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีส่วนแบ่งตลาดกองทุนส่วนบุคคลเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย (ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ไตรมาส 1 ปี 2566) ในด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ หรือ Decentralized ของสินทรัพย์ประเภทนี้ ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ประสบปัญหาในกลุ่มธนาคารเมื่อช่วงต้นปี และเริ่มเห็นสัญญาณที่ Fed จะหยุดการขึ้นดอกเบี้ย

 

นอกเหนือจากนี้บริษัทจัดการกองทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง BlackRock ยังได้มีการยื่นขอเสนอขาย Spot Bitcoin ETF แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนสถาบันระดับโลกได้มองเห็นถึงโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่ง InnovestX มีการให้บริการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผ่านเกณฑ์ ก.ล.ต. กว่า 20 เหรียญ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อต่อยอดโอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ สร้างโอกาสทางการเงินการลงทุนในระยะยาว

 

จากความสำเร็จด้านธุรกิจผนวกกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาและสร้างการเติบโตด้านการเงินการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถคว้า 11 รางวัลเกียรติยศ จาก 5 เวทีชั้นนำทั้งระดับประเทศและระดับสากลในครึ่งแรกของปี 2566 ได้แก่ FinanceAsia, Global Brands Magazine, World Business Outlook, Global Business Outlook และสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน IAA (Investment Analysts Association)

 

ดร.อารักษ์ กล่าวเสริมว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ InnovestX ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากเวทีชั้นนำทั้งในประเทศและระดับสากลใน 3 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. ด้านการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของไทย ที่ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการแก่นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบัน 

 

  1. ด้านการมีนวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์นักลงทุนผ่านการให้บริการแอปพลิเคชัน InnovestX ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดในการเปลี่ยนเรื่องการลงทุนที่เข้าถึงยากและซับซ้อน ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนที่ทุกคนเข้าถึงได้ ใช้งานง่าย ครบวงจร และทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว 

 

ทั้งยังเป็นซูเปอร์แอปรายแรกในไทยที่เพิ่มโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้ครบทุก สินทรัพย์สำหรับทั้งนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนมืออาชีพ

 

  1. ด้านการเป็นผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์การลงทุนยอดเยี่ยม ที่ทีมนักวิเคราะห์ของเราได้ส่งมอบกลยุทธ์และบทวิเคราะห์ด้านการลงทุนที่ครอบคลุมและมีคุณภาพให้แก่นักลงทุนตลอดมา

 

“จากรางวัลทั้งหมดที่ได้รับและตัวเลขการเติบโตดังกล่าว สะท้อนถึงความไว้วางใจของนักลงทุนในบริการจาก InnovestX ซึ่งนับเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของความสำเร็จทางธุรกิจที่ InnovestX สามารถตอบสนองความต้องการให้กับนักลงทุนทุกกลุ่มแบบครบวงจรในหลากหลายสินทรัพย์

 

“ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มหรือผ่านผู้แนะนำการลงทุน รวมถึงโอกาสในการลงทุนทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ ด้วยความมุ่งหวังให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนและสร้างการเติบโตทางการเงินการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

 

“ขอให้นักลงทุนมั่นใจว่า InnovestX ยังคงเดินหน้าในการรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับกฎเกณฑ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักลงทุน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ พร้อมมุ่งมั่นในการวางรากฐานนวัตกรรมการเงิน-การลงทุนแห่งอนาคตให้นักลงทุนไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป” ดร.อารักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

โดย 11 รางวัลเกียรติยศ จาก 5 เวทีชั้นนำในประเทศและระดับสากล ได้แก่

   

– รางวัลบริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2566 (Best Broker – 2023) จาก FinanceAsia ประเทศฮ่องกง

 

– รางวัลที่สุดแห่งการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการลงทุน ประจำปี 2566 (Most Innovative Use of Technology – 2023) จาก FinanceAsia ประเทศฮ่องกง

 

– รางวัลที่สุดแห่งนวัตกรรมแพลตฟอร์มการลงทุน ประจำปี 2566 (Most Innovative Investment Platform – 2023) จาก Global Brands Magazine สหราชอาณาจักร

 

– รางวัลที่สุดแห่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน ประจำปี 2566 (Most Innovative Financial Products & Services – 2023) จาก Global Brands Magazine สหราชอาณาจักร

 

– รางวัลบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประจำปี 2566 (Leading Securities Company – Thailand 2023) จาก World Business Outlook ประเทศสิงคโปร์

 

– รางวัลผู้ให้บริการวิเคราะห์การลงทุนยอดเยี่ยมในประเทศไทย ประจำปี 2566 (Best Investment Analysis Provider – Thailand 2023) จาก World Business Outlook ประเทศสิงคโปร์

 

– รางวัลที่สุดแห่งนวัตกรรมแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัล แอปพลิเคชัน InnovestX (Most Innovative New Digital Investment Platform – InnovestX App) จาก Global Business Outlook สหราชอาณาจักร

 

– รางวัล IAA Best Analyst Awards 2022 จัดขึ้นโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน IAA (Investment Analysts Association) มีผลงาน Outstanding ประจำปี 2565 ดังต่อไปนี้ 

 

– ทีมวิเคราะห์การลงทุนยอดเยี่ยม

– กลุ่มธุรกิจการเงิน: กิตติมา สัตยพันธ์

– กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และรับเหมา: เติมพร ตันติวิวัฒน์

– นักวิเคราะห์ปัจจัย ESG: ศิริมา ดิสสรา

The post InnovestX เผย ฐานลูกค้าต่างประเทศโตกว่า 110% ตอกย้ำการเป็นเรือธงด้านการเงิน-การลงทุนของกลุ่ม SCBX พร้อมคว้า 11 รางวัล จาก 5 เวทีชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน 34 รายการ ไม่เกิน 90 วัน กรณีทำผิดหุ้น MORE กับ บล. ที่เกี่ยวข้องแล้ว https://thestandard.co/breaking-set-amlo-more-freeze-property/ Mon, 21 Nov 2022 03:48:44 +0000 https://thestandard.co/?p=712733 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งป […]

The post BREAKING: ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน 34 รายการ ไม่เกิน 90 วัน กรณีทำผิดหุ้น MORE กับ บล. ที่เกี่ยวข้องแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ล่าสุดเช้าวันนี้ (21 พฤศจิกายน) ได้รับแจ้งจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปปง. ได้มีคำสั่งให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเสียหายจากกรณีหุ้น บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นรวมจำนวน 34 รายการ พร้อมดอกผลไว้ชั่วคราว มีระยะเวลาภายในไม่เกิน 90 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งออกไปในวันนี้ ไปยังบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ขอให้ไปขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ ปปง.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​:


 

The post BREAKING: ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน 34 รายการ ไม่เกิน 90 วัน กรณีทำผิดหุ้น MORE กับ บล. ที่เกี่ยวข้องแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์ มุ่งทรานส์ฟอร์ม หันเจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะไปรอด https://thestandard.co/securities-business-future-transform-into-digital-asset-market/ Sat, 29 Jan 2022 10:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=588181 ส่องอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์ มุ่งทรานส์ฟอร์ม หันเจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะไปรอด

ปี 2564 หุ้นกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์นับเป็นหุ้นอีกหนึ่งกลุ […]

The post ส่องอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์ มุ่งทรานส์ฟอร์ม หันเจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะไปรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์ มุ่งทรานส์ฟอร์ม หันเจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะไปรอด

ปี 2564 หุ้นกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์นับเป็นหุ้นอีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างงดงามถึง 16.3% สูงกว่าผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ทำได้ 14% 

 

ปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นแตะระดับ 8.8 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าที่มีวอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 6.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นถึง 30% 

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องที่ล้นตลาดการเงิน หลังจากที่ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ 

 

แต่สำหรับปี 2565 สถานการณ์เหล่านี้กำลังจะกลับทิศ เพราะนอกจากธนาคารกลางเหล่านี้จะลดการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบแล้ว ตรงกันข้ามยังอาจจะดูดซับสภาพคล่องที่เคยปล่อยออกไปกลับคืนมาด้วย เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไม่มากก็น้อย

 

นอกจากนี้ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นยังเผชิญความท้าทายจากคู่แข่งใหม่ เช่น ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ที่นับวันมูลค่าการซื้อขายทยอยสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากผู้ลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทุนในตลาดใดๆ มาก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกส่วนเป็นผลจากนักลงทุนที่เคยลงทุนในตลาดหุ้น เริ่มหันมาลงทุนในตลาดคริปโตกันมากขึ้น 

 

และนี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเอง โดยระยะหลังเราจะเห็นโบรกเกอร์ในแวดวงตลาดทุนหลายรายเริ่มกระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตกันมากขึ้น 

 

โดยกลุ่มที่ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้าสู่ธุรกิจนี้ คือ บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) ที่เข้าถือหุ้นสัดส่วน 25% ในบริษัท คริปโตมายด์ ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ได้รับใบอนุญาตที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

 

ทั้งนี้ คริปโตมายด์ เป็น One Stop Service ด้านคริปโตระดับโลก ที่พร้อมขยายเครือข่ายและสร้างพันธมิตรเชื่อมโยงกับตลาดคริปโตรายใหญ่ของโลก

 

ล่าสุด CGH ได้ประกาศแผนเชิงรุกในการเร่งศึกษาเพื่อผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในเครือ คือ บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) กลายเป็นผู้นำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และบริการทางการเงินด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ชื่อ ‘Pi’ เริ่มต้นจากแอปพลิเคชัน Pi เพิ่มเป็นโซลูชันด้านการซื้อขายหุ้นและการลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2565

 

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) เป็นอีกหนึ่ง บล. ที่ยื่นขอใบอนุญาตเป็นนายหน้าซื้อขายและใบอนุญาตเป็นผู้ออกและเสนอขายคริปโต เช่นเดียวกับ XPG ที่กระโดดเข้าสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยเช่นกัน

 

ส่วน บล.ทรีนีตี้ (TNITY) ที่ประกาศความพร้อมเป็นผู้แนะนำลูกค้าให้แก่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด รวมทั้งศึกษาการระดมทุนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านระบบบล็อกเชนให้แก่บริษัทต่างๆ 

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TNITY 2 ราย คือ บริษัท คอมลิงค์ จำกัด และ นพ.นิติพล ชัยสกุลชัย ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่รวมจำนวนทั้งสิ้น 49.829 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.24 ของทุนชำระแล้ว ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ คือ ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ และ สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจการเงิน การลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมทัพการเดินหน้าขยายธุรกิจได้ตามแผนงานที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการพลิกฟื้นธุรกิจหลักทรัพย์จาก Red Ocean สู่ Blue Ocean จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ยังต้องติดตามกันต่อไป

 

‘ก้องเกียรติ’ มองตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแหล่งรายได้ใหม่

 

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป

โฮลดิ้งส์ (ASP) ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH ว่า โบรกเกอร์จำเป็นต้องปรับตัว และส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวกันมานานแล้ว จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากค่าคอมมิชชัน, ค่าธรรมเนียมการเป็นที่ปรึกษาระดมทุน ทั้งการขายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (IPO) และการออกหุ้นกู้ มาสู่การหารายได้เพิ่มและกระจายการหารายได้ด้วยการทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น Wealth Management, Private Banking รวมไปถึงการแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนต่างประเทศ  ซึ่งก็มีการลงทุนในกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย เนื่องจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือตลาดคริปโตเติบโตอย่างร้อนแรงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

 

“ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือบางคนอาจจะเรียกกันว่าคริปโต เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ บล. จะต้องไป แต่การจะเข้าไปในตลาดนี้ก็ไม่ง่าย ต้องมีเงิน และก็ต้องมาดูกันว่าใครจะเข้าไปในลักษณะไหน”

 

ฐานทุนแบ่งเกรดโบรกเกอร์

 

ขณะที่ กิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในอนาคตทิศทางการทำธุรกิจหลักทรัพย์จะแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องเกาะเทรนด์สินค้าใหม่ๆ ทำให้ขณะนี้มี บล. หลายรายต้องศึกษาและวางแผนเข้าไปในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล กลุ่มนี้จะเป็น บล. ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนมาก

 

  1. กลุ่ม บล. ที่เน้นบริการ ส่วนใหญ่จะเป็น บล. ขนาดกลางและเล็ก ซึ่งอาจมีเงินทุนไม่มากนัก กลุ่มนี้จะหันมาสร้างตลาดเฉพาะของตัวเอง หรือเลือกที่จะใช้วิธีสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลายมากกว่าการลงทุนเอง แต่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่นักลงทุนพอใจได้

 

“ผมมองว่าโบรกเกอร์คงจะไม่ไปแนวคริปโตหรือสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย ตอนนี้ตลาดนี้เป็นเทรนด์ที่กำลังบูม ก็ถือเป็นทางเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ก็ไม่ใช่ว่านักลงทุนจะไปตลาดนั้นกันหมด คนที่ชอบเรื่องหุ้น ไม่อยากลองกับอะไรใหม่ๆ ก็ยังมีเยอะ ดังนั้นฐานลูกค้าและความชำนาญจะเป็นตัวแบ่งประเภทของโบรกเกอร์เอง  

 

โบรกเกอร์ที่จะเข้าไปในตลาดนี้ หากทำแล้วประสบความสำเร็จก็ดี จะมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม แต่ถ้าต้องลงทุนมากก็ต้องคิดด้วยว่าทำแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ ทำให้บริษัทส่วนมากเลือกที่จะหาพันธมิตรมากกว่าลงทุนเอง” 

 

กิติชาญกล่าวว่า การทำธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในปี 2565 เนื่องจากรายได้อ้างอิงกับมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น และแม้ว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมูลการซื้อขายต่อวันจะสูงถึง 9.4 หมื่นล้านบาท แต่ช่วงที่เหลือของปีนี้ยังต้องติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดว่าทั้งปีนี้จะปรับขึ้น 4 ครั้ง จะส่งผลกระทบให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยลดลงจากปีก่อน

 

นอกจากนี้ การเก็บภาษีขายหุ้น หากดำเนินการจริงคาดว่าจะส่งผลกระทบให้มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยหดหายไป 30-40% หรือมีมูลค่าซื้อขาย 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่กับรายได้และกำไรของ บล. ด้วย

 

“ยังไม่ต้องมองไปไกล เอาแค่ปีนี้ก่อน ผมว่าปีนี้โบรกเกอร์น่าจะเหนื่อยกว่าปีก่อน ตลาดหุ้นจะผันผวนมากกว่า พอร์ตโบรกเกอร์กำไรน่าจะลดลง วอลุ่มตลาดน่าจะลดลง กำไรโบรกเกอร์จะไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา”

 

โบรกเล็กล้มหายตายจากตลาด

 

ด้านกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า บล. ต้องการเข้าสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลายปีแล้ว แต่ที่ล่าช้าเพราะรอ ตลท. จัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

ดังนั้นหากทุกอย่างพร้อม จะเห็น บล. เข้าสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

 

เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ลงทุนที่มีอายุน้อยลง รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น คาดหวังผลตอบแทนในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลมีความหลากหลายและนำไปประยุกต์ได้หลายรูปแบบ รวมทั้งสามารถใช้ในการระดมทุน แต่ต้องใช้เงินลงทุน 

 

ดังนั้นจะมีเพียง บล. ขนาดใหญ่ หรือที่มีฐานทุนหรือเครือข่ายกว้างขวางที่จะทำได้ ส่วน บล. ขนาดเล็ก ในอนาคตน่าจะต้องถูกบังคับให้ออกจากธุรกิจไป

The post ส่องอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์ มุ่งทรานส์ฟอร์ม หันเจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะไปรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางกองทุนรวมเข้าลงทุนภายใต้ บลจ.เดียวกันเพิ่มเป็น 3 ชั้น รับเฮียริ่งถึง 18 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/sec-mutual-funds-to-invest-under-the-same-asset-management-company/ Tue, 19 Oct 2021 08:01:02 +0000 https://thestandard.co/?p=549872 กองทุนรวม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางกองทุนรวมเข้าลงทุนภายใต้ บลจ.เดียวกันเพิ่มเป็น 3 ชั้น รับเฮียริ่งถึง 18 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนรวม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการและร่างประกาศเกี่ยวกับการปรับปรุงเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมภายใต้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เดียวกัน โดยเปิดให้กองทุนรวมสามารถลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ.เดียวกันได้ รวมแล้วไม่เกิน 3 ชั้น เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันตามแนวทาง Regulatory Guillotine และผู้ลงทุนยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

 

ก.ล.ต. มีแนวคิดทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมภายใต้ บลจ.เดียวกัน เนื่องจากธุรกิจจัดการลงทุนมีการพัฒนารูปแบบกองทุนรวมและการบริหารจัดการให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน ด้วยการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ของกองทุนรวมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ.เดียวกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale)

 

ก.ล.ต. จึงนำเสนอหลักการและร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงให้กองทุนรวมสามารถลงทุนภายใต้ บลจ.เดียวกัน รวมแล้วไม่เกิน 3 ชั้น ตัวอย่างเช่น กองทุนรวม ก. ลงทุนในกองทุนรวม ข. และกองทุนรวม ข. ลงทุนในกองทุนรวม ค. เป็นต้น ซึ่งเดิมกำหนดให้กองทุนรวมสามารถลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ.เดียวกันได้ 2 ชั้น ยกเว้นกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่สามารถลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ. เดียวกันรวมแล้วไม่เกิน 3 ชั้นได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนรวม และเอื้อให้เกิดการพัฒนารูปแบบหรือกลยุทธ์การลงทุนให้มีความหลากหลาย

 

ภายใต้หลักการที่เสนอให้มีการปรับปรุงดังกล่าว กองทุนรวมจะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องครบถ้วน ได้แก่ ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ห้ามใช้สิทธิออกเสียงในกองทุนรวมที่ถูกลงทุน และเปิดเผยข้อมูลในโครงการจัดการกองทุนรวมและหนังสือชี้ชวน โดย ก.ล.ต. ได้มีการหารือร่วมกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ซึ่งได้เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าวตามที่เสนอ

 

ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางกองทุนรวมเข้าลงทุนภายใต้ บลจ.เดียวกันเพิ่มเป็น 3 ชั้น รับเฮียริ่งถึง 18 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ต่างชาติ-สถาบัน’ กอดคอขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9.24 พันล้าน https://thestandard.co/foreign-institutes-sales-over-9-24-billion-thai-stocks/ Fri, 18 Dec 2020 11:50:29 +0000 https://thestandard.co/?p=433162 ‘ต่างชาติ-สถาบัน’ กอดคอขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9.24 หมื่นล้าน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (18 ธันวาคม) แม้จะเคลื่อนไหวทรงต […]

The post ‘ต่างชาติ-สถาบัน’ กอดคอขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9.24 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ต่างชาติ-สถาบัน’ กอดคอขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9.24 หมื่นล้าน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (18 ธันวาคม) แม้จะเคลื่อนไหวทรงตัวในกรอบแคบ โดยปิดตลาดที่ 1,482.38 จุด ลดลง 1.51 จุด หรือ 0.10% แต่มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างคึกคักรวมกว่า 1.17 แสนล้านบาท

 

ส่วนนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศมียอดขายสุทธิรวมกันในวันนี้กว่า 9,244 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,608 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 3,636 ล้านบาท 

 

สำหรับนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิกว่า 9,188 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 57 ล้านบาท

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘ต่างชาติ-สถาบัน’ กอดคอขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9.24 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK พุ่ง 60% ใน 26 วัน สะท้อนอะไร https://thestandard.co/kbank-plunges-60-percents-within-26-days/ Thu, 26 Nov 2020 10:15:06 +0000 https://thestandard.co/?p=425593 KBANK พุ่ง 60% ใน 26 วัน สะท้อนอะไร

จากจุดต่ำสุดในรอบ 11 ปีของหุ้น ‘ธนาคารกสิกรไทย’ (KBANK) […]

The post KBANK พุ่ง 60% ใน 26 วัน สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK พุ่ง 60% ใน 26 วัน สะท้อนอะไร

จากจุดต่ำสุดในรอบ 11 ปีของหุ้น ‘ธนาคารกสิกรไทย’ (KBANK) ที่ระดับ 70 บาท เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ราคาหุ้น KBANK ใช้เวลา 26 วันพุ่งกลับขึ้นมาปิดที่ 114.5 บาทเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 60% เป็นหุ้นในกลุ่ม SET50 ที่ราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว 

 

ราคาแรงทะลุเป้าหมายนักวิเคราะห์

จากข้อมูล IAA Consensus ซึ่งรวมมุมมองของนักวิเคราะห์ต่อหุ้น KBANK จากทั้งหมด 15 บริษัทหลักทรัพย์ มีนักวิเคราะห์เพียง 1 รายจาก บล.เอเซีย พลัส ซึ่งประเมินราคาพื้นฐานของ KBANK ไว้ที่ 126 บาท สูงกว่าราคาปัจจุบัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของราคาเป้าหมายหุ้น KBANK อยู่ที่ 97.62 บาท โดยราคาเป้าหมายต่ำสุดคือ 82 บาท 

 

ฟันด์โฟลวทรงพลังมากกว่าพื้นฐานในระยะสั้น
หากย้อนดูกระแสเงินลงทุนต่างชาติตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 2.83 หมื่นล้านบาท เทียบกับก่อนหน้านั้นที่ขายมาเฉียด 2.9 แสนล้านบาท โดยจะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มซื้ออย่างมีนัยตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ราคาหุ้น KBANK และหุ้นในกลุ่มแบงก์ตัวอื่นๆ จะพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ไม่ใช่แค่ KBANK! ‘แบงก์กลาง-ใหญ่’ วิ่งยกแผงกว่า 30%
สำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่นอกเหนือจาก KBANK ราคาหุ้นแบงก์อื่นๆ ต่างปรับขึ้นค่อนข้างโดดเด่น เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) +41.34%, ธนาคารทหารไทย (TMB) +38.10%, ธนาคารกรุงเทพ (BBL) +32.28%, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) +32.05% และธนาคารกรุงไทย (KTB) +30.29%

 

ราคาปิดครึ่งเช้าของกลุ่มแบงก์ ณ วันที่ 26 พ.ย. 2563 

 

บล.ทรีนีตี้ มองราคาแพงไปแล้ว
ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่าสาเหตุหลักที่ราคาหุ้น KBANK วิ่งขึ้นมาในช่วงนี้คือ ‘เงินลงทุน’ (ฟันด์โฟลว) ของต่างชาติหลังจากสถานการณ์แวดล้อมหลายอย่างดีขึ้น ทั้งผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และพัฒนาการของวัคซีนป้องกันโควิด-19 หนุนให้ฟันด์โฟลวไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น

 

“แต่ราคาหุ้นระดับนี้ถือว่าค่อนข้างแพงและเหลืออัปไซด์ไม่มากแล้ว หากนักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายขึ้นอีกต้องใส่สมมติฐานบางอย่างเพิ่มเข้าไป เช่น วัคซีนได้ผลจริง การระบาดลดลง ทำให้การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฟื้นกลับมาเร็ว”

 

ฉะนั้นแล้วหากอิงจากประมาณการปัจจุบัน ราคาหุ้น KBANK อาจจะแพงไปแล้ว ส่วนจะมีการปรับประมาณการขึ้นหรือไม่อาจดูจากสัญญาณ 2 ประการคือ วัคซีนสามารถกระจายได้แล้ว ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น และคุณภาพหนี้ หากไตรมาส 4 ไม่ได้เพิ่มรุนแรงมากก็มีโอกาสที่มุมมองในอนาคตจะดูดีขึ้น

 

“กลยุทธ์การลงทุนตอนนี้ หากจะเข้าซื้อคงต้องเป็นการเก็งกำไรเป็นหลัก เพราะด้วยพื้นฐานไม่มีอัปไซด์แล้ว และหากฟันด์โฟลวสะดุดจะเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อราคา”

 

แนวโน้มงบฯ ไตรมาส 4/63 ยังไม่น่าฟื้น
บล.บัวหลวง ประเมินกำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 4/63 จะยังคงปรับตัวลดลงจากปีก่อน (YoY) แต่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน (QoQ) ด้วยการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง โดยมองว่ามีเพียง SCB และ TMB ที่จะรายงานกำไรเติบโต YoY ได้

 

สำหรับภาพปีหน้า เรามองว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ระดับ 5% เทียบกับ 8% ในปีนี้ (ปีนี้มีซอฟต์โลนและการควบรวมของ TMB และ BBL) และคาดว่าการตั้งสำรองฯ จะลดลง 18% ตามภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

 

ทั้งนี้ การปลดล็อกให้ธนาคารสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาหุ้น เราได้ปรับคำแนะนำของกลุ่มจาก ‘เท่าตลาด’ เป็น ‘มากกว่าตลาด’ และมีการปรับราคาเป้าหมายไป ณ สิ้นปี 2564

 

 

ราคาปิดครึ่งเช้าของกลุ่มแบงก์ ณ วันที่ 26 พ.ย. 2563 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์ 

The post KBANK พุ่ง 60% ใน 26 วัน สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประกอบการไตรมาส 1/63 ของบริษัทจดทะเบียนใน SET ใครร่วง ใครรอด? https://thestandard.co/first-quarter-turnover-conclusion-of-businesses-in-set/ Fri, 08 May 2020 11:30:33 +0000 https://thestandard.co/?p=361731

นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2563 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหล […]

The post สรุปผลประกอบการไตรมาส 1/63 ของบริษัทจดทะเบียนใน SET ใครร่วง ใครรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2563 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 โดยส่วนใหญ่ทิศทางกำไรสุทธิของบริษัทหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว (YoY) เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทางการทั่วโลกใช้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง 

 

นอกจากนี้หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นยังได้รับปัจจัยลบกดดันจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย โดย SCBS ได้รวบรวมบริษัทจดทะเบียนฯ ที่รายงานกำไรสุทธิดีกว่าและแย่กว่าที่ตลาดคาดดังนี้

 

กลุ่มที่รายงานกำไรสุทธิดีกว่าที่ตลาดคาด:

  • บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.29%YoY, เพิ่มขึ้น 6.56%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 966 ล้านบาท
  • บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 7,033 ล้านบาท ลดลง 44.79%YoY, เพิ่มขึ้น 9.25%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 6,030 ล้านบาท
  • บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 7,671 ล้านบาท ลดลง 15.04%YoY, ลดลง 4.15%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 7,176 ล้านบาท
  • บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.74%YoY, เพิ่มขึ้น 199.14%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 1,339 ล้านบาท
  • บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 984.06%YoY, เพิ่มขึ้น 24.84%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 228 ล้านบาท
  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.69%YoY, เพิ่มขึ้น 38.03%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 949 ล้านบาท
  • บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,267 ล้านบาท ลดลง 10.80%YoY, ลดลง 27.54%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 1,223 ล้านบาท
  • บมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.84%YoY, ลดลง -11.65%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 1,263 ล้านบาท
  • บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 217 ล้านบาท ลดลง -38.03%YoY, ลดลง -64.66%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 194 ล้านบาท
  • บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (MTC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.07%YoY, เพิ่มขึ้น 9.41%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 1,122 ล้านบาท
  • บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (PTTEP) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 8,612 ล้านบาท ลดลง -30.99%YoY, ลดลง -25.88%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 7,807 ล้านบาท
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 9,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.03%YoY เพิ่มขึ้น 68.02%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 7,046 ล้านบาท
  • บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (SCCC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 826 ล้านบาท ลดลง -25.26%YoY เพิ่มขึ้น 72.29%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 823 ล้านบาท
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 4,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.70%YoY เพิ่มขึ้น 157.78%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 2,893 ล้านบาท
  • บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (TU) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,016 ล้านบาท ลดลง -20.20%YoY ลดลง -3.89%QoQ ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ 872 ล้านบาท

 

กลุ่มที่รายงานกำไรสุทธิแย่กว่าที่ตลาดคาด:

  • บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 6,756 ล้านบาท ลดลง10.75%YoY, ลดลง 4.37%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 7,662 ล้านบาท
  • บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 765 ล้านบาท ลดลง 29.24%YoY, ลดลง 13.62%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 815 ล้านบาท
  • บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) รายงานขาดทุนสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 8,905 ล้านบาท จากมีกำไรสุทธิที่ 153 ล้านบาทใน 1Q62, จากขาดทุนสุทธิที่ 513 ล้านบาท ใน 4Q62 แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ -8,405 ล้านบาท
  • บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 6,582 ล้านบาท ลดลง 34.47%YoY, ลดลง 25.23%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 8,218 ล้านบาท
  • บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 6,082 ล้านบาท ลดลง 16.70%YoY, ลดลง18.46%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 6,895 ล้านบาท
  • บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.25%YoY, เพิ่มขึ้น 24.41%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 0 ล้านบาท
  • บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG) รายงานขาดทุนสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 709 ล้านบาท จากมีกำไรสุทธิที่ 807 ล้านบาทใน 1Q62, จากมีกำไรสุทธิที่ 807 ล้านบาท ใน 4Q62 สวนทางตลาดคาดไว้ว่ามีกำไรสุทธิที่ 632 ล้านบาท
  • บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 6,971 ล้านบาท ลดลง 40.22%YoY, ลดลง 1.87%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 8,000 ล้านบาท
  • บมจ.ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/63 ที่ 1,484 ล้านบาท ลดลง 14.20%YoY, ลดลง 20.42%QoQ แย่กว่าตลาดคาดไว้ที่ 1,700 ล้านบาท

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ประมาณการกำไรสุทธิของตลาดใช้ข้อมูลจาก Bloomberg Consensus
  • ใช้ข้อมูลการประการผลการดำเนินงานวันที่ 7 พฤษภาคม 2563

 

%QoQ คือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

%YoY คือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาเดียวกันเทียบกับปีก่อนหน้า

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post สรุปผลประกอบการไตรมาส 1/63 ของบริษัทจดทะเบียนใน SET ใครร่วง ใครรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCPG เปิดแผนงาน 5 ปี ตั้งเป้าโตปีละ 10-15% https://thestandard.co/bcpg-open-5-years-plan-and-growth-goal/ Fri, 06 Mar 2020 05:09:04 +0000 https://thestandard.co/?p=338497

บัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี […]

The post BCPG เปิดแผนงาน 5 ปี ตั้งเป้าโตปีละ 10-15% appeared first on THE STANDARD.

]]>

บัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG กล่าวว่า แผนกลยุทธ์ 5 ปีนับจากนี้ไป (2563-2567) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15 % ใน 5 ปี ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 4E’s ประกอบด้วย

 

– Expanding การขยายธุรกิจโดยมุ่งเน้นธุรกิจที่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก 

– Extending การขยายธุรกิจด้าน Digital Energy รับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการด้านดิจิทัล เอนเนอร์ยี ร่วมกับบริษัทในกลุ่มบางจาก รวมถึงพัฒนาช่องทางทางการตลาดผ่านพันธมิตรอื่น 

– Enhancing BCPG ติดตามและมองหาโอกาสในการเพิ่มรายได้จากโครงการที่มีในปัจจุบัน อาทิ การใช้เทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid) โดยการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น

– Evaluating มีทีมเฉพาะทำหน้าที่ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของทุกโครงการ เพื่อปรับปรุง พัฒนา บริหารจัดการโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้านเทคนิคและในด้านโครงสร้างทางการเงิน

ทั้งนี้ภายในปี 2568 BCPG จะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งนอกจากจะสามารถชดเชยส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่จะทยอยหมดลงไปแล้ว ยังมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 10-15% จากนี้ไป การเติบโตของ EBITDA ดังกล่าวจะมาจาก

 

1.การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นจำนวน 4 โครงการ กว่า 14.7 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงการ

2.การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการส่วนต่อขยายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า และโครงการอื่นที่ได้รับสิทธิการสำรวจ

3.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 โครงการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้แก่ เขื่อน Nam San 3A และเขื่อน Nam San 3B ที่จะรับรู้รายได้เต็มปี และตั้งแต่ปี 2565 จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าเวียดนามในราคาสูงขึ้น มีการรับประกันการรับซื้อไฟในรูปแบบ Take-or-Pay และมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วยการรับชำระค่าไฟฟ้าในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งจำนวน

4.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว ที่บริษัทฯ กำลังพัฒนาผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน อิมแพค เอนเนอร์ยี เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (Impact Energy Asia Development Limited) อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทผลิตกังหันลม และอยู่ในขั้นตอนการอนุมัติสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าของรัฐบาลเวียดนามคาดว่าจะก่อสร้างและแล้วเสร็จภายในปี 2566

5.รายได้จากธุรกิจขายปลีก (Retail) เป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัล เอนเนอร์ยี อยู่ในระหว่างการทำการตลาดผ่านคู่ค้าในกลุ่มธุรกิจ Internet Service Provider 

 

“ภายใต้แผนเติบโตกว่าเท่าตัว หรือ 10-15% ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ จะใช้เงินลงทุนรวมมากกว่า 45,000 ล้านบาท บริษัทฯ มั่นใจว่าแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน เลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง ในความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้ดีนั้น การหาแหล่งเงินลงทุนเป็นเรื่องที่จัดการได้”

 

ผลการดำเนินการในปี 2562 กลุ่มบริษัท BCPG มีรายได้จากการขายและบริการ 3,427 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวมส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม หลังหักค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ 2,955 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,801 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.90 บาท รวมทั้งมีการจ่ายปันผลคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอเท่ากับ 0.48 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2562 ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Dividend Yield) ประมาณ ร้อยละ 3.95 (คำนวณเต็มปี) 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post BCPG เปิดแผนงาน 5 ปี ตั้งเป้าโตปีละ 10-15% appeared first on THE STANDARD.

]]>