บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) - MFC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัทหลักทรัพย์จัดการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 15 Jul 2026 02:14:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ROH ผิดนัดซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้านบาท ด้าน GROREIT งัดแผนสำรองดูแลผู้ถือหน่วย ดึง Starwood บริหารต่อ-เจรจาออมสินยืดหนี้ https://thestandard.co/roh-groreit-default-royal-orchid/ Wed, 15 Jul 2026 02:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1230809 หนังสือแจ้งการผิดนัดสัญญาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก บลจ.วรรณ ถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ

เกิดประเด็นร้อนในแวดวงกองทรัสต์ เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์จ […]

The post ROH ผิดนัดซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้านบาท ด้าน GROREIT งัดแผนสำรองดูแลผู้ถือหน่วย ดึง Starwood บริหารต่อ-เจรจาออมสินยืดหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังสือแจ้งการผิดนัดสัญญาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก บลจ.วรรณ ถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ

เกิดประเด็นร้อนในแวดวงกองทรัสต์ เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) ได้ทำหนังสือด่วนลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อคืนทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในสัญญา

 

 
 

ตามข้อตกลงเดิมของ GROREIT ซึ่งได้ลงทุนในทรัพย์สินโครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส โดยให้ ROH ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมเช่ากลับไปดำเนินการนั้น สัญญาได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญให้ ROH ต้อง ‘ซื้อคืน’ ทรัพย์สินโครงการเมื่อสิ้นสุดการเช่าปีที่ 5 ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ในราคาที่ตกลงกันไว้คือ 4,873 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

หากเป็นไปตามแผน บลจ.วรรณ จะนำเงินที่ได้จากการขายคืนนี้ ไปชำระหนี้เงินกู้ คืนเงินต้นและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ก่อนที่จะดำเนินการเลิกกองทรัสต์ตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันครบกำหนด (14 กรกฎาคม 2569) ปรากฏว่า ROH กลับไม่ได้มาดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระค่าซื้อคืน ณ สำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ถือเป็นการผิดนัดเงื่อนไขสำคัญของสัญญา

 

เปิด 3 แผนรับมือฉุกเฉิน ปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหน่วย

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว บลจ.วรรณ ได้ประสานงานให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT ดำเนินการ 3 ขั้นตอนเร่งด่วนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

 

  • ยื่นคำขาดต่อ ROH ส่งหนังสือแจ้งการผิดนัดสัญญา พร้อมเรียกร้องให้ ROH ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่า โดยต้องให้ความร่วมมือกับตัวแทนกองทรัสต์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกหนังสือ
  • เปลี่ยนตัวผู้บริหารโรงแรม ส่งหนังสือแจ้ง Starwood Hotel & Resorts Worldwide, Inc. (Starwood) ถึงการสิ้นสุดระยะเวลาเช่าของ ROH โดย MFC จะเข้าว่าจ้าง Starwood โดยตรงให้ทำหน้าที่บริหารโรงแรมชั่วคราวแทน ROH เพื่อให้กิจการสามารถสร้างรายได้ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดสุญญากาศทางธุรกิจ
  • เจรจาเจ้าหนี้ ส่งหนังสือถึง ธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ เพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ ขอผ่อนผัน และขอความยินยอมในการปฏิบัติตามเงื่อนไข เนื่องจากข้อจำกัดที่ ROH ไม่ดำเนินการซื้อคืนตามกำหนด

 

ด้านอลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ ระบุในตอนท้ายของหนังสือว่า บลจ.วรรณ จะพิจารณาร่วมกับ MFC ในการประเมินขั้นตอนการจัดการทรัพย์สินโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทรัสต์และผู้ถือหน่วยทรัสต์ โดยจะดำเนินการภายใต้กรอบของสำนักงาน ก.ล.ต. และพร้อมจะอัปเดตความคืบหน้าให้ผู้ถือหน่วยทราบอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

หนังสือแจ้งการผิดนัดสัญญาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก บลจ.วรรณ ถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ 1

หนังสือแจ้งการผิดนัดสัญญาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก บลจ.วรรณ ถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ 2

 

บรรยาย​: หนังสือที่บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อคืนทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในสัญญา

 

 

The post ROH ผิดนัดซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้านบาท ด้าน GROREIT งัดแผนสำรองดูแลผู้ถือหน่วย ดึง Starwood บริหารต่อ-เจรจาออมสินยืดหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ https://thestandard.co/bblam-bcap-merger-aum-target/ Thu, 02 Apr 2026 02:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1193846 บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner

หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้ […]

The post บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner

หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บลจ.บีแคป หรือ BCAP ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา ล่าสุด บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM ได้ออกมาแถลงทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในครั้งนี้

 

โดยการควบรวมกิจการระหว่าง BBLAM และ บลจ.บีแคป หรือ BCAPถือเป็นการผสานจุดแข็งที่ลงตัว เนื่องจากฐานลูกค้าและโปรดักต์ของทั้งสองบริษัทสามารถส่งเสริมกันได้โดยไม่มีความทับซ้อนกัน BBLAM มีรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการกองทุนแบบ Active และมีฐานลูกค้ารายย่อย หรือกลุ่มม Mass เป็นหลัก ในขณะที่ BCAP มีความเชี่ยวชาญด้านกองทุนประเภท Passive/ETF และโดดเด่นในการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (Ultra High Net Worth)

 

บรรณรงค์ระบุว่า กระบวนการควบรวมกิจการคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยความท้าทายหลักอยู่ที่การปรับปรุงระบบไอที เนื่องจากทั้งสอง บลจ. พึ่งพาระบบจากธนาคารกรุงเทพ หลังจากการควบรวม พนักงานของ BCAP ทั้งหมดประมาณ 60 คน จะถูกโอนย้ายมารวมกับ BBLAM ที่มี 220 คน ทำให้มีพนักงานรวมทั้งสิ้นราว 280 คน โดยไม่มีการปลดพนักงานและไม่มีความจำเป็นต้องยุบรวมกองทุนเดิม

 

การรวมเป็นหนึ่งเดียวในครั้งนี้ จะช่วยลดความสับสนของทั้งลูกค้าและพนักงานสาขาของธนาคารที่เคยต้องเผชิญกับการเสนอขายผลิตภัณฑ์จาก 2 บลจ. ที่แยกกัน ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมกันขยับขึ้นมีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท

 

ก้าวข้าม ‘Victim of Success’ ตั้งเป้าโตทะลุ 10%

 

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา AUM ของ BBLAM เติบโตค่อนข้างต่ำในระดับเพียง 1-2% ต่อปี ซึ่งบรรณรงค์ยอมรับว่า BBLAM ตกเป็นเหมือน ‘Victim of Success’ หรือเหยื่อของความสำเร็จในอดีต จากการที่กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF และ RMF ที่เคยประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ได้ทยอยครบกำหนดอายุและถูกไถ่ถอนออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของอุตสาหกรรมจัดการกองทุนยังคงเติบโตเฉลี่ยที่ 9-10% ต่อปี BBLAM จึงตั้งเป้าหมายที่จะกลับมาเติบโตให้ได้อย่างน้อยเท่ากับอุตสาหกรรม หรือเติบโตในระดับมากกว่า 10% ขึ้นไป

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 1

ภาพ : บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM

 

3 กลยุทธ์หลัก ปลดล็อกศักยภาพ ดัน AUM สู่เป้าหมาย

 

บรรณรงค์ กล่าวต่อว่า เพื่อทวงคืนอัตราการเติบโตและตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ BBLAM ได้วางแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

 

1. เจาะลึกฐานลูกค้าธนาคารกรุงเทพเต็มสูบ

 

ปัจจุบันช่องทางการขายกว่า 99% ของ BBLAM มาจากธนาคารกรุงเทพ ทว่าสัดส่วนลูกค้าที่เปิดบัญชีกองทุนเมื่อเทียบกับฐานเงินฝากมหาศาลของธนาคารยังถือว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกไกลมาก BBLAM จึงได้ปรับรูปแบบการทำงานแบบพลิกโฉม โดยจัดตั้งทีม Investment Strategy ลงพื้นที่พบปะกับผู้ดูแลลูกค้า (RM) และพนักงานสาขาของธนาคารทุกสัปดาห์ เพื่อให้ข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงตาม Segment ของลูกค้าธนาคารกรุงเทพอย่างใกล้ชิด

 

2. รุกยุทธศาสตร์ Multi-Partner เปลี่ยนพันธมิตรระดับโลกเป็น Knowledge Partner

 

BBLAM เลือกใช้กลยุทธ์แบบเปิดกว้าง (Open Architecture) โดยจะไม่ผูกมัดหรือทำสัญญากับพันธมิตรระดับโลกเพียงรายเดียว ปัจจุบัน BBLAM มีการลงทุนผ่านกองทุนพันธมิตรชั้นนำระดับโลกกว่า 16 ราย BBLAM จะทำหน้าที่เสมือน ‘Quarterback’ หรือผู้รวบรวมและคัดกรองกองทุนที่ดีที่สุดจากพันธมิตรแต่ละแห่งมาเสิร์ฟให้ลูกค้า นอกจากนี้ ยังยกระดับความสัมพันธ์จาก Product Partner ให้กลายเป็น Knowledge Partner เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ตรงจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกมาสู่ทีมงานขายและนักลงทุนไทยอย่างทันท่วงที

 

3. เตรียมคลอดกองทุน Core Portfolio ภายในไตรมาส 3

 

เพื่อลดปัญหาการที่นักลงทุนเลือกลงทุนเป็นรายกองแล้วขาดทุนเนื่องจากไม่มีเวลาติดตามตลาด BBLAM เตรียมออกกองทุนใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะทำหน้าที่เป็น Core Portfolio ที่เน้นการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทีมผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกกองทุนต่างประเทศชั้นนำจากพันธมิตรหลากหลายแห่งเข้ามาจัดพอร์ตและปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นกองทุนหลักที่ลูกค้าสามารถถือลงทุนได้อย่างสบายใจ

 

นอกจากการรุกช่องทางธนาคารแล้ว BBLAM ยังมุ่งขยายความร่วมมือกับตัวแทนขายอิสระ (Selling Agent) ชั้นนำที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Finnomena, บล.บัวหลวง หรือ InnovestX เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น

 

บรรณรงค์เน้นย้ำว่า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน BBLAM จะไม่เน้นการเร่งออกโปรดักต์เพื่ออัดยอดขายชั่วคราวในช่วง IPO แต่จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนเต็มเชลฟ์ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้าเพื่อให้เกิดการทยอยลงทุนสะสม (DCA) หรือเลือกลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างแท้จริง

 

ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อแววจบ พ.ค.-มิ.ย. นี้

 

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจนเกิดการตอบโต้กันไปมา ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนอย่างไรบ้าง

 

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง ระบุว่า ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยคำนวณแบบจำลองร่วมกับทฤษฎีเกม (Game Theory) เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของทิศทางสงคราม โดยพบว่ามีโอกาสถึง 49% ที่สถานการณ์จะยุติลงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ข้อจำกัดทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์เนื่องจากกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีก 218 วัน หากสงครามยืดเยื้อและมีการส่งกองกำลังทหารราบ เข้าไปในพื้นที่ อาจส่งผลให้คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างหนัก คล้ายกับกรณีของสงครามอิรักในอดีตที่ทำให้อัตราความนิยมร่วงลงกว่า 30% ซึ่งหากยังไม่จบภายใน 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์อาจเผชิญความพ่ายแพ้และสูญเสียที่นั่งในสภาให้กับพรรคเดโมแครต

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 2

ภาพ : อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

 

ในมิติของเศรษฐกิจโลก เริ่มเห็นผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางเรือ ที่เคลื่อนไหวได้ยากขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังถือว่าแข็งแกร่งและสามารถดูดซับผลกระทบจากสงครามได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่า GDP ไตรมาสแรกจะเติบโตได้ราว 2%

 

แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางของราคาน้ำมัน ซึ่ง BBLAM ได้อ้างอิงแบบจำลอง DSGE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พบว่า

 

  • หากราคาน้ำมันทรงตัวที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เฟดอาจไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยในปีนี้ (Flat rate)
  • หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเห็นเฟด ‘ปรับขึ้น’ อัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) และความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเกิดภาวะ Inverted Yield Curve หากเฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น โดยภูมิภาคที่น่ากังวลที่สุดคือ “ยุโรป” ที่อาจเผชิญวิกฤต Stagflation รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน

 

เชื่อไทยรับมือไหว แม้เป้า GDP อาจถูกหั่นลง

 

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบในช่วงเริ่มต้นถือว่า ไม่น่ากลัว เท่าที่ควร เนื่องจากไทยมีกันชน (Buffer) จากอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอยู่ 0.88% ก่อนเกิดเหตุการณ์ ประกอบกับมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 98 วัน

 

นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพึ่งพาการใช้น้ำมันต่อการผลิต 1 หน่วย GDP (Oil Intensity) ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต จากการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบริการมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของรถยนต์ EV และโซลาร์เซลล์

 

อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจกดดันให้ GDP ไทยปีนี้เติบโตลดลงเหลือประมาณ 1.6-1.7% จากเดิมที่คาดไว้ระดับ 2% แต่ในเชิงของการประเมินมูลค่าหุ้น ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอาจไม่ได้ลดลงตาม เพราะตัวเลข Nominal GDP จะยังคงเติบโตที่ระดับ 3% กว่าๆ จากผลของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

 

เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุน

 

ปัจจุบัน SET Index แกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,400 กว่าจุด โดยมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 15-16 เท่า ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป ในแง่ของการปรับประมาณการกำไร (Earnings Upgrade) พบว่ามีเพียงกลุ่มพลังงานและ ปตท. เท่านั้นที่ถูกปรับขึ้นรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังถูกปรับลดลง

 

BBLAM ประเมินว่า หากอิงตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และคาดการณ์ EPS ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น เป้าหมายที่สมเหตุสมผล (Realistic) ของ SET Index จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,480 จุด แต่หากสงครามจบลงตามคาดและมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีก็มีโอกาสบวกเพิ่มได้อีกราว 100 จุด ไปทดสอบระดับ 1,580 จุดได้

 

อิสระ ยังแนะนำให้ใช้วิธี หมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Rotation) โดยเลือกทยอยเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่ถูก และขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวแพงขึ้น เนื่องจากภาพรวมตลาดยังคงแกว่งตัวในกรอบเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไป

The post บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘Principal Multi-Asset Funds’ จึงเหมาะเป็นกองทุน Core Portfolio ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนในทุกสภาวะตลาด [Advertorial] https://thestandard.co/principal-multi-asset-funds/ Tue, 04 Nov 2025 05:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1137078

ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกไตรมาสสุดท้ายของปี 68 ที่ยังคงค […]

The post ทำไม ‘Principal Multi-Asset Funds’ จึงเหมาะเป็นกองทุน Core Portfolio ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนในทุกสภาวะตลาด [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกไตรมาสสุดท้ายของปี 68 ที่ยังคงคาดเดายาก แม้ว่าท่าทีของ FED ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น หลังตัวเลขเงินเฟ้อยังไม่ส่งสัญญาณปรับขึ้นอย่างมีนัย และตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแอลง รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่เชื่อมโยงกับ AI ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นโลก

 

แต่อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทางนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มรุนแรงมากขึ้น ‘ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ’ ยังคงอยู่ เห็นได้จากการประชุมล่าสุด FED ได้มีการปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นในปีหน้าจะสูงถึง 2.6% จาก 2.4% รวมถึงสัญญาณว่ามีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในปีหน้าเพียงหนึ่งครั้ง ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าในปีหน้า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ดังนั้นหากมีข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาส่งผลให้ FED ลดดอกเบี้ยไม่ได้ตามที่คาดการณ์ อาจจะก่อให้เกิดความผันผวนทั้งในตลาดเงิน และตลาดทุนได้

 

ทำไม ‘Principal Multi-Asset Funds’ จึงเหมาะเป็นกองทุน Core Portfolio ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนในทุกสภาวะตลาด [Advertorial] 1

 

“กระจายพอร์ตลงทุน” กลยุทธ์การลงทุนในยุคตลาดผันผวน

 

ตลาดที่หมุนด้วยสภาวะการลงทุนที่คาดเดายากเช่นนี้ การจัดพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่น เป็นกลยุทธ์ในการรับมือกับความผันผวนในทุกสภาวะตลาด ‘stay invested and well-diversified’ หลักการลงทุนที่เน้นการลงทุนแต่เลือกที่จะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท ตอบโจทย์ด้วยกองทุนประเภท ‘Multi-Asset’ ที่มีกลยุทธ์การลงทุนโดยเน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก และถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงโดยเฉพาะ เช่น ช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง ในขณะที่ตราสารหนี้หรือทองคำอาจปรับตัวขึ้น การถือสินทรัพย์หลากหลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชียวชาญการบริหารการลงทุนจะทำหน้าที่ในการปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ไปตามสถานการณ์ โดยมีการใช้เครื่องมือที่ช่วยรับมือกับความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริหารตามเป้าหมายของผลตอบแทนที่คาดหวัง

 

ทำไม ‘Principal Multi-Asset Funds’ จึงเหมาะเป็นกองทุน Core Portfolio ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนในทุกสภาวะตลาด [Advertorial] 2

 

ทำความรู้จัก บลจ. พรินซิเพิล

 

การเลือกลงทุนกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่น่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่าง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพรินซิเพิล (บลจ. พรินซิเพิล) เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการกองทุน และอยู่ในเครือของพรินซิเพิล ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ Principal Financial Group (PFG) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และเป็นผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Fortune 500 มีเครือข่ายพันธมิตรที่เชี่ยวชาญให้บริการลูกค้าครอบคลุมกว่า 80 พื้นที่ทั่วโลก ข้อมูลปัจจุบัน (ตุลาคม 2568) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกว่า 7.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ที่มาข้อมูล: Principal Financial Group® (Nasdaq: PFG) announced results for third quarter 2025, 27 October 2025)

 

Principal-Locations-Map-Oct25

 

จากความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบโซลูชันการลงทุนระดับโลก (Global Investment Solutions) โดยผสานความเชี่ยวชาญของทีมงานในประเทศไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญระดับโลกจาก Principal Financial Group เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทยในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในด้านการสร้างอิสรภาพทางการเงินและการเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณอย่างมั่นคง

 

ด้วยเครือข่ายการลงทุนที่ครอบคลุมในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ พร้อมด้วยทีมผู้จัดการกองทุนของพรินซิเพิลที่มีความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนจากบริษัทในเครือจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในแต่ละประเทศ จึงที่ไม่เพียงช่วยคัดสรรการลงทุนจากหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เช่น ตราสารหนี้, High Yield, หุ้นโลกคุณภาพ, อสังหาริมทรัพย์, โครงสร้างพื้นฐาน และกองทุน ETF ต่างประเทศ โดยทีมผู้จัดการกองทุนจะสร้างโอกาสการบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับนักลงทุน สะท้อนสู่การเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลก

 

‘Principal Multi-Asset Funds’ 3 ทางเลือกการลงทุนตามระดับความเสี่ยง



บลจ. พรินซิเพิล นำกลยุทธ์ Absolute return strategy ลงทุนแบบยืดหยุ่นมาใช้ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้เป็นบวกอย่างมั่นคงในระยะยาว ในทุกสภาวะตลาดการลงทุน ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ 

 

กองทุน Principal Multi-Asset Funds มี 3 ทางเลือกในการลงทุนให้นักลงทุนเลือกสรรกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

 

  • PRINCIPAL MAINCOME: ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 4% ต่อปี*

กองทุน PRINCIPAL MAINCOME เป็นกองทุนที่ลงทุนหลักในตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีโอกาสสร้างรายได้สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหา “ผลตอบแทนประจำ” และต้องการพอร์ตที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำ เป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 4%

 

 

  • PRINCIPAL MABALANCED: ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 7% ต่อปี*

กองทุน PRINCIPAL MABALANCED เน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพทั่วโลก โดยลงทุนตราสารหนี้ และหุ้นทั่วโลกเป็นหลัก และมีสัดส่วนการลงทุนใน High Yield Bond เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนที่เติบโตในระยะยาว แต่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง โดยผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7%

 

 

  • PRINCIPAL MAGLOBAL: ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 9% ต่อปี*

กองทุน PRINCIPAL MAGLOBAL เน้นกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์คุณภาพ และมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุน ETF ต่างประเทศ และควบคุมความผันผวนด้วยกองทุนที่มีกลยุทธ์ absolutely return strategy เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าตลาดในระยะยาว โดยผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 9%

 

 

ผู้สนใจติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. พรินซิเพิล ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ หรือ โทร. 02-686-9500 หรือ www.principal.th นอกจากนี้สามารถเปิดบัญชีและทำรายการซื้อผ่าน Principal TH Mobile App สามารถดาวน์โหลดที่ App Store และ Google Play

 

อ่านข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.principal.th/th/content-principal-maincome-mabalanced-maglobal

 

*สัดส่วนการลงทุนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์การลงทุนและโอกาสการลงทุนในแต่ละขณะนักลงทุนควรพิจารณาประโยชน์จากการลงทุนในระยะยาว โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนคือ 3-5 ปีขึ้นไป

 

*ผลตอบแทนคาดหวังโดยเฉลี่ยต่อปีเป็นประมาณการณ์โดยฝ่ายบริหารการลงทุนด้วยข้อมูลตามจริงในอดีตย้อนหลัง (ตั้งแต่ปี 2015 ถึง ปี 2025) เมื่อลงทุนโดยตลอดทั้งวัฎจักรของการลงทุน ทั้งนี้พอร์ตประมาณการลงทุนดังกล่าวไม่ใช่การรับประกันหรือยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / กองทุน PRINCIPAL MAGLOBAL ลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน / กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม ‘Principal Multi-Asset Funds’ จึงเหมาะเป็นกองทุน Core Portfolio ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนในทุกสภาวะตลาด [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Market Neutral กลยุทธ์การลงทุนรับมือตลาดหุ้นผันผวน https://thestandard.co/market-neutral-strategy-stagflation-risk/ Sun, 28 Sep 2025 04:35:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1123909 market-neutral-strategy-stagflation-risk

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดการเงินทั่วโลกได้ร […]

The post Market Neutral กลยุทธ์การลงทุนรับมือตลาดหุ้นผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
market-neutral-strategy-stagflation-risk

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดการเงินทั่วโลกได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความคืบหน้าในการเจรจาต่อรองอัตราภาษีการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าสำคัญหลายประเทศ การดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอผ่านร่างกฎหมาย One Big, Beautiful Bill Act ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นการบริโภคผ่านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีให้แก่ครัวเรือน และสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ รวมถึงท่าทีของผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ที่ช่วยคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นอกจากนี้อัตราการทำกำไรยังคงแข็งแกร่งโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวดีขึ้นได้อย่างโดดเด่น โดยดัชนี S&P 500 ได้ทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ไปมากกว่า 20 ครั้งในปีนี้

 

ความแข็งแกร่งของตัวเลขเศรษฐกิจ และผลกำไรของบริษัท ทำให้นักลงทุนหลายรายมองข้ามความเสี่ยงในระยะยาวจากประเด็นสงครามการค้า แม้ว่าจะมีการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีไปบ้าง แต่ในท้ายที่สุดอัตราภาษีดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เหลือของปีนี้ ความเสี่ยงที่เคยถูกมองข้ามจะมีแนวโน้มเด่นชัดขึ้น จากสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจผ่านข้อมูลการสำรวจ (Soft Data) ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่สะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ปริมาณเงินออมในภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับต่ำ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่อ่อนตัวลงทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ บ่งชี้ถึงความกังวลของผู้ผลิตต่อผลกระทบหลังจากการเร่งส่งออก (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในภาคการผลิต

 

นอกจากนี้ ภาคการจ้างงานที่เคยแข็งแกร่งมาตลอดในช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการชะลอตัวลง และอัตราว่างงานที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในอนาคต อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามได้แก่ ความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นหลังจากที่อัตราภาษีนำเข้าส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าผลักภาระบางส่วนผ่านการขึ้นราคาของสินค้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเข้าสู่สภาวะ Stagflation หรือสภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ที่จะส่งผลให้ธนาคารกลางไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เมื่อนำปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าวมาพิจารณารวมกับระดับราคา (Valuation) ของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอาจปรับฐานและมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ นักลงทุนที่ยังคงพึ่งพากลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรุกเพียงอย่างเดียวจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาด กลยุทธ์ Market Neutral จึงเป็นตัวเลือกที่มีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบจากทิศทางของตลาดในภาพรวม ผ่านการลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งฝั่งซื้อ (Long) และขายชอร์ต (Short) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยมุ่งเน้นการใช้ความแตกต่างเชิงคุณภาพระหว่างบริษัทหรือกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การเลือกถือหุ้นที่คาดว่าจะมีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง และขายชอร์ตหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอกว่า เพื่อลดผลกระทบจากทิศทางของตลาด และยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง 

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนของตลาดโดยรวมต่ำ ทำให้นักลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นกลยุทธ์ข้างต้นยังคงมีความน่าสนใจในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน เนื่องจากผลตอบแทนของกองทุนมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนของตลาดที่ต่ำ ทำให้นักลงทุนได้ประโยชน์ในแง่ของการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย 

 

แม้ว่ากลยุทธ์ Market Neutral จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ผลตอบแทนโดยรวมมักไม่สูงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การถือลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น และการเข้าถึงกลยุทธ์ดังกล่าวโดยตรงผ่านเฮดจ์ฟันด์ (Hedged Funds) มักจำกัดอยู่กับนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูง อย่างไรก็ดีนักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในลักษณะข้างต้นผ่านการลงทุนในกองทุนฟีดเดอร์ เช่น กองทุนกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ แอพโซลูทรีเทิร์น (SCBGEAR) ที่มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลักที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั่วโลก หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Asia Pacific Equity Absolute Return (SCBABSAP) ที่ลงทุนในหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

 

โดยทั้งสองกองทุนมีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนแบบ Absolute Return โดยมีลักษณะการบริหารแบบ Market Neutral Strategy โดยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และมีผลตอบแทนย้อนหลังที่สม่ำเสมอและความผันผวนต่ำกว่ากองทุนรวมตราสารทุนทั่วไป เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการปกป้องพอร์ตและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด การจัดสรรกลยุทธ์ดังกล่าวในพอร์ตการลงทุนรอง (Satellite Portfolio) ในลักษณะของ “กันชน” เพื่อใช้รักษาเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงขาลงของพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ในภาพรวม ทั้งนี้กองทุนประเภท Absolute Return ถูกจัดให้เป็นกองทุนรวมความเสี่ยงสูง/ซับซ้อน เนื่องจากมีการลงทุนในสินทรัพย์ซับซ้อน เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า  

 

ภาพ: Maximusnd/Getty Images 

 

หมายเหตุ: 

  • Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน 
  • กองทุนหลักมีการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ long/short market neutral เป็นการลงทุนที่มีกลยุทธ์แบบซับซ้อน ดังนั้น ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นทั้งหมด และ/หรือได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน และ/หรือผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อันเกิดจากสาเหตุ เช่น มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ เป็นต้น 
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ 
  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ. ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 www.scbam.com

The post Market Neutral กลยุทธ์การลงทุนรับมือตลาดหุ้นผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-people-party-mfc/ Thu, 07 Aug 2025 12:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1104991

วันนี้ (7 ส.ค.) เวลา 9.00 น. รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรร […]

The post สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 ส.ค.) เวลา 9.00 น. รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบบริษัทผู้ประเมินราคาตึก SKYY9 กรณีที่ประเมินราคาไม่มีธรรมาภิบาล

 

โดยเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ในช่วงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 มูลค่า 3,000 ล้านบาท ในราคา 7,000 ล้านบาท โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

 

สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำรายงานผลตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อสรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 เห็นว่า มูลค่าตลาดของอาคาร SKYY9 ในขณะที่ซื้อขายควรมีค่าในช่วงประมาณ 3,428-3,863 ล้านบาท

 

ต่อมาปลัดกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม เพื่อรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เรียน รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะนั้น ให้รับทราบ

 

จากนั้นอนุทินเขียนคำสั่งด้วยลายมือแจ้งให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อทราบและให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการต่อรองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน) ทุกขั้นตอน และให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงและรักษาประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ

 

ต่อมา อลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา นำเอกสารแถลงถึงข้อสังเกตต่อรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคารสำนักงาน SKYY9 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้อในราคา 7,000 ล้านบาท

 

โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ที่ลงทุนซื้ออาคารฯ โดยเป็นอาคารสูง 36 ชั้น พื้นที่ 93,000 ตารางเมตร พื้นที่อาคารให้เช่า 39,000 ตารางเมตร พื้นที่ร้านค้าปลีกให้เช่า 9,400 ตารางเมตร และส่วนกลาง 46,600 ตารางเมตร โดยบริษัท เอ็ดมันด์ ไท แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซีพีเอ็ม แคปปิทัล จำกัด เป็นผู้ประเมินราคาอาคารฯ

 

แต่เมื่อคณะกรรมการฯ ไปขอข้อมูลจากทั้งสองบริษัท กลับไม่ส่งให้ และไม่ยอมให้เข้าไปตรวจสอบภายในอาคารฯ ทำให้ต้องศึกษาในเชิงปัจจัยสภาพแวดล้อมและข้อมูลข้างเคียงทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งราคาประเมินของ 2 บริษัท สูงกว่าตลาด โดยไม่ใช้เกณฑ์การประเมินเหมือนกรมที่ดิน คือ นำข้อมูลที่ดินข้างเคียงมาใช้ประกอบ คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าราคาอาคารฯ ที่แท้จริงอยู่ที่ 3,428-3,863 ล้านบาท

 

ล่าสุดวันนี้ (7 ส.ค.) สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุ การยื่นหนังสือในครั้งต่อสำนัก ก.ล.ต. นี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประเด็น คือ

 

1. ขอตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะ Trust Manager ของกองทุนที่เข้าซื้อตึก Skyy9 สส. สหัสวัตตั้งข้อสังเกตว่า MFC มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้น ทั้งเป็นผู้เสนอขายตึก Skyy9 ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) หาผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน และยังเป็นผู้บริหารกองทุนเอง

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอต่อ สปส. ระบุว่าตึกมีใบรับรองอาคารสีเขียว (TREES) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของตึก แต่ต่อมาในชั้นกรรมาธิการตรวจสอบกลับพบว่าใบรับรองดังกล่าว ‘ไม่มีอยู่จริง’ ซึ่งถือเป็นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

2. ขอตรวจสอบบริษัทประเมินราคา 3 แห่ง สส. สหัสวัตชี้ว่า บริษัทเหล่านี้ประเมินราคาสูงเกินจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมผู้ประเมินราคา ซึ่งตนและ สส. รักชนก ต้องการให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบกระบวนการทำงานของผู้ประเมินทั้ง 3 บริษัทนี้อย่างละเอียด

 

สส. สหัสวัต ยังกล่าวถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการยื่นเรื่องครั้งนี้ว่า หากมีการตรวจสอบแล้วผลการสอบออกมาแล้วพบว่ามีการเข้าซื้อตึกในมูลค่าที่สูงเกินจริง บริษัทเหล่านี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบ และหากมีความผิดถึงขั้นต้องเพิกถอนใบอนุญาต ก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์

 

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกองทุน เข้ามาพิจารณาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมระบุว่าจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญพบว่า ก.ล.ต. แทบไม่เคยเพิกถอนใบอนุญาตหรือตรวจสอบบริษัทลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาและดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง

 

สหัสวัต คุ้มคง

ภาพ: สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน

 

“หากผลการสอบออกมาแล้วพบว่ามีการเข้าซื้อตึกในมูลค่าสูงเกินจริง ผมก็คิดว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยคาดหวังให้ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแล ทั้งฝั่ง บลจ. รวมทั้งผู้ประเมินราคา ต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง ถ้าการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดจริง สำนักงาน ก.ล.ต. ก็ควรมีบทลงโทษต้องเพิกถอนใบอนุญาตด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างและป้องปรามไม่มีการทำผิดอีกในอนาคต”

 

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ก.ล.ต. ในฐานะผู้กำกับดูแลว่าควรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการลงทุนของภาครัฐให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และควรพิจารณามาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดหากพบความผิด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกำกับดูแลตลาดทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินทุนในระบบประกันสังคม

 

ก.ล.ต. แจงเคส SKYY9 ยันตรวจสอบมาแต่ต้น ไม่ได้เพิ่งดำเนินการ คาดมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีการตรวจสอบอาคาร SKYY9 ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเริ่มทำตามที่มีผู้เข้ามาแจ้งข้อมูลในวันนี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล

ภาพ: ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

“เราดำเนินการมาอยู่แล้ว กรณีของ SKYY9 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมาตั้งแต่แรก และหน่วยงานก็มีการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ศ. ดร.พรอนงค์ ยังได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ในระหว่างการดำเนินการปกติแล้ว ก.ล.ต. จะไม่ค่อยให้ข่าวในประเด็นที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบก่อนที่ยังไม่เสร็จสิ้น และมักจะออกแถลงการณ์หลังจากกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นจนมีผลการสรุปการตรวจสอบมา

 

ซึ่งในกรณีของอาคาร SKYY9 นี้ มีแนวโน้มว่าจะมีการสื่อสารให้ทราบอีกครั้งเมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ต้องดำเนินการตามหน้าที่

 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบและกำกับดูแลว่า สำนักงาน ก.ล.ต. มีหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป

The post สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTAM คัด 5 กอง Passive ทั้งหุ้นทั่วโลก หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐฯ IPO พร้อมกัน 2-9 เม.ย. นี้ กระจายความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสการลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/ktam-launches-5-passive-funds-global-europe-us-markets/ Wed, 02 Apr 2025 05:59:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1059674 KTAM เปิดเสนอขาย 5 กองทุน Passive Fund ทั้งหุ้นทั่วโลก ยุโรป และสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 2-9 เมษายน 2568

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดก […]

The post KTAM คัด 5 กอง Passive ทั้งหุ้นทั่วโลก หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐฯ IPO พร้อมกัน 2-9 เม.ย. นี้ กระจายความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสการลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTAM เปิดเสนอขาย 5 กองทุน Passive Fund ทั้งหุ้นทั่วโลก ยุโรป และสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 2-9 เมษายน 2568

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เปิดเผยว่า กองทุนรวม Passive Fund คือ กองทุนรวมที่มีการลงทุนแบบอ้างอิงดัชนี มีกลยุทธ์การบริหารเชิงรับ ซึ่งกองทุนประเภทนี้นอกจากจะสร้างโอกาสการลงทุนระยะยาวแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ดีเพราะมีการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ตามดัชนีอ้างอิง และยังมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำกว่ากองทุนรวมประเภท Active Fund ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น 

 

KTAM จึงได้เปิดเสนอขายกลุ่มกองทุน Passive Fund พร้อมกัน 5 กองทุน ทั้งที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐฯ เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น โดยจะเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 2-9 เมษายน 2568 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท

 

สำหรับ 5 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเคแทม World Quality Factor Equity Passive (KT-WQUALITY) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน iShares Edge MSCI World Quality Factor UCITS ETF (กองทุนรวมหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) เป็นหลัก เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI World Sector Neutral Quality Index

 

กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นยุโรป 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเคแทม EURO 50 (KT-EURO50) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน iShares Core EURO STOXX 50 UCITS ETF โดยกองทุนหลักเน้นการลงทุนในบริษัท Blue-chip ขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศยูโรโซน จำนวน 50 บริษัทที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี EURO STOXX 50 ด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในประเทศต่างๆ ในยุโรป กองทุนนี้จึงช่วยให้เข้าถึงการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดยุโรป ซึ่งมีความหลากหลายและการกระจายความเสี่ยงที่ดี

 

และกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อีก 3 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดเคแทม US 500 (KT-US500) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF โดยกองทุนหลักเน้นการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จำนวน 500 บริษัทที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี S&P500 กองทุนเปิดเคแทม NASDAQ 100 (KT-NASDAQ) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Invesco NASDAQ 100 ETF โดยกองทุนหลักเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 100 บริษัท ในตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ (ไม่รวมหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน) และกองทุนเปิดเคแทม US Small Cap Equity Passive (KT-USSM) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Vanguard Small-Cap ETF โดยกองทุนหลักเน้นกระจายการลงทุนในบริษัทขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี CRSP US Small Cap Index ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับน้ำหนักของหุ้นดังกล่าวในดัชนีอ้างอิง

 

“Passive Fund เป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง นอกจากนี้กองทุนประเภทนี้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงตลาด โดยไม่ต้องกังวลว่าเลือกลงทุนผิดตัว เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารหรือวิเคราะห์การลงทุนด้วยตนเอง รวมถึงนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว ดังนั้น การลงทุนในกองทุน Passive เหล่านี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสในการเติบโตในหลายๆ ภูมิภาค และมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกองทุนเชิงรุก ซึ่งเหมาะกับการลงทุนระยะยาว” ชวินดากล่าว

 

ภาพ: alexsl / Getty Images

The post KTAM คัด 5 กอง Passive ทั้งหุ้นทั่วโลก หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐฯ IPO พร้อมกัน 2-9 เม.ย. นี้ กระจายความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสการลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคม บลจ. ชี้ ถึงเวลาทบทวนรายงานข้อมูล ESG แบบ Self Report https://thestandard.co/esg-data-report-in-the-form-of-a-self-report/ Mon, 15 Jul 2024 07:59:41 +0000 https://thestandard.co/?p=958000 ESG

นายกฯ สมาคม บลจ. ระบุ ถึงเวลาทบทวนรายงานข้อมูล ESG แบบ […]

The post สมาคม บลจ. ชี้ ถึงเวลาทบทวนรายงานข้อมูล ESG แบบ Self Report appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESG

นายกฯ สมาคม บลจ. ระบุ ถึงเวลาทบทวนรายงานข้อมูล ESG แบบ Self Report หลังพบ Pain Point คือผู้ลงทุนสถาบันยังต้องการบุคคลที่สาม (Third Party) มาช่วย Verified ข้อมูล

 

ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมตลาดทุนโดยเรื่อง ESG ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่สิ่งแวดล้อม สังคม หรือการเป็นบรรษัทภิบาลที่ดี แต่มันเกี่ยวข้องกับทุกบริษัทของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ต้องมีคุณภาพด้วย โดยเฉพาะการทบทวนการใช้เครื่องมือในการรายงานข้อมูลความยั่งยืนที่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ บจ. เป็นคนนำเสนอข้อมูลรายงานเอง (Self Report) ใน One Report พร้อมกับช่วยกลั่นกรองหาเครื่องมือในการรายงานเรื่อง ESG ให้มีประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

 

“ข้อมูลใน One Report ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะ บจ. เป็นผู้นำเสนอข้อมูลของตัวเอง (Self Report) แต่สิ่งที่เขารายงานแล้ว เราในฐานะผู้จัดการกองทุนต้องเชื่อหรือแน่ใจในข้อมูลนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่ หรือต้องหาสิ่งที่ขาดหายไป คือการหาอีกคนมาเพื่อไม่เชื่อในสิ่งที่เขารายงานมาก่อน เช่น ต้องมีบุคคลที่สาม (Third Party) มาช่วยดูข้อมูลเหล่านี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากนี้ไปคนในอุตสาหกรรมต้องทำงานมากขึ้น เพราะการทำงานยังมีข้อสงสัยในกรณีที่ต้องมาดูสิ่งที่ บจ. เขา Verified ดูถึงเงาของเขาด้วยหรือเปล่า เพราะวันนี้เรากำลังทำงานบนข้อมูลของคนที่ Verified ให้แล้ว จากนี้ต้องมาดูกันอย่างจริงจังว่าสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วมีจุดอ่อนตรงไหน หรืออะไรคือจุดอ่อน แต่นั่นกลายเป็นว่าเราต้องมาเป็นคนมาตรวจดู (Audit) ที่มีการ Verified ของแต่ละบริษัทด้วยอีกหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ต้องมาคุยกันในอุตสาหกรรมตลาดทุน และเข้าใจว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องทำหน้าที่รับบทหนักขึ้นในการดูแลสิ่งเหล่านี้”

 

ชวินดากล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้ไปคงต้องนำเสนอประเด็นนี้ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ ว่าจะเห็นด้วยกับเราหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้เรื่อง Governance เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แบบละเลยไม่ได้ และจะต้องมีการดำเนินอย่างใดอย่างหนึ่งให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมหรือนักลงทุนมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เป็นการขอความร่วมมือจาก บจ. นั้นไม่ได้มีการบิดเบือนข้อมูล

The post สมาคม บลจ. ชี้ ถึงเวลาทบทวนรายงานข้อมูล ESG แบบ Self Report appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBAM คาด กำไรบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งปี 2024 จะเติบโต 19% ได้แรงหนุนหุ้นเทคโตต่อเนื่อง https://thestandard.co/scbam-us-stock-market-grow-19-percent/ Fri, 12 Jul 2024 09:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=956966

SCBAM เผย กำไรกลุ่ม S&P 500 คาดจะโต 9% เป็นการเติบโ […]

The post SCBAM คาด กำไรบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งปี 2024 จะเติบโต 19% ได้แรงหนุนหุ้นเทคโตต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCBAM เผย กำไรกลุ่ม S&P 500 คาดจะโต 9% เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบประมาณ 3 ปี โดยได้แรงหนุนจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ที่จะนำตลาดให้เป็นบวก ประเมินว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคไตรมาส 2/24 มีโอกาสจะโตถึง 17%

 

ภคสุนาท จิตมั่นชัยธรรม Executive Director ฝ่ายการลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สหรัฐฯ จะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/24 โดยจะมีกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการตั้งแต่วันนี้ (12 กรกฎาคม) เช่น JPMorgan Chase Bank, Wells Fargo Bank และ Citigroup

 

ขณะที่การเติบโตของกำไรในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ไม่สูงมาก อยู่ที่ระดับประมาณ 5% แต่หากเกิดภาพดังกล่าวในกลุ่มธนาคารพาณิชย์มองว่ายังไม่น่ากังวลในภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

กำไรกลุ่ม S&P 500 2Q24 โต 9% สูงสุดในรอบ 3 ปี

 

สำหรับภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2/24 ประเมินว่าหุ้นกลุ่ม S&P 500 จะมีการเติบโตขึ้นประมาณ 9% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบประมาณ 3 ปี

 

เนื่องจากมีหุ้นกลุ่มหลักคือกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี (Tech) ขนาดใหญ่ที่จะนำตลาดให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาส 2/24 มีโอกาสจะเติบโตถึงประมาณ 17% ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่คาดว่าจะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/24 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้ง Google, Microsoft และ Tesla

 

นอกจากนี้หากดูข้อมูลการเติบโตในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัจจัยหลักมาจากการขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Amazon, Google, Meta และ NVIDIA โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/24 จะเติบโตในระดับมากกว่า 30% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพตลาดรวม

 

คาดกำไร บจ.สหรัฐฯ ทั้งปี 2024 โต 19%

 

ส่วนกำไรทั้งปี 2024 ประเมินว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังเป็นกลุ่มหุ้นที่ผลักดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่ากำไรทั้งปี 2024 จะเติบโตได้ในระดับประมาณ 19% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

 

ดังนั้นในช่วงไตรมาส 3/24 มุมมองภาพในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังเป็นหุ้นกลุ่มที่นำตลาดให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยังมีมุมมองเชิงบวกจากปัจจัยในช่วงต้นปี 2024 ถึงปัจจุบัน ซึ่งมีหุ้นบางตัวปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 100% เพราะสามารถสร้างการเติบโตของกำไรที่เกิดขึ้นได้จริง

 

Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยเดือนกันยายนนี้ 

 

อีกส่วนสำคัญคือความคาดหวังที่นักลงทุนหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดดอกเบี้ยหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ลดลง ซึ่งมีโอกาสสูงถึง 90% ที่ Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมช่วงเดือนกันยายนปีนี้ และมีโอกาสที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แล้วหรือไม่ หากเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับในอดีตที่เกิดภาวะฟองสบู่ของหุ้นเทคโนโลยีในปี 2000 รวมถึงหลังโควิดที่ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในระยะยาว มีความคาดหวังต่อ EPS ในกลุ่มหุ้นไทยขนาดใหญ่ ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่เกิดสถานการณ์เทคบับเบิลในปี 2000 และหลังโควิด

 

โดย PE ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 10 ตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังซื้อขายอยู่ที่ระดับ PE เฉลี่ยที่ 28 เท่า ซึ่งแม้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของค่าตลาดหุ้นโดยรวม แต่หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังสามารถทำการเติบโตของกำไรได้ตามที่ตลาดคาดหวังไว้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่มีสถานการณ์เทคบับเบิลในปี 2000 ที่ราคาหุ้นซื้อ-ขายบนค่า PE ที่สูงถึงระดับมากกว่า 40 เท่า

 

ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/24 ยังมีมุมบวกกับภาพการลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐฯ โดยแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพราะมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรที่สนับสนุน โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ มีการเติบโตตั้งแต่ช่วงหลังของปี 2023

 

ขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นในระยะ 1 ปีข้างหน้าจากนี้มีโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยได้รวม 6 ครั้ง หรือประมาณ 1% ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นให้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาส 3/24 มีปัจจัยที่น่ากังวลและต้องติดตามคือประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยจากผลสำรวจของโพลส่วนใหญ่ที่ออกมาคาดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะชนะการเลือกตั้งในรอบนี้ จึงมีโอกาสเกิดนโยบายเศรษฐกิจที่ตลาดเคยกังวลก่อนหน้านี้ว่าจะมีการเปิดสงครามทางการค้า (Trade War) กับจีนคล้ายกับช่วงปี 2019 ขึ้น

The post SCBAM คาด กำไรบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งปี 2024 จะเติบโต 19% ได้แรงหนุนหุ้นเทคโตต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สัญญาณอันตราย! แค่ปีกว่าโรงงานทยอยปิดตัวกว่า 1,700 แห่ง | Morning Wealth 12 มิ.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-12062024/ Wed, 12 Jun 2024 03:21:19 +0000 https://thestandard.co/?p=944224

โรงงานทยอยปิดตัว แค่ปีกว่าปิดไปแล้วกว่า 1,700 โรงงาน ทำ […]

The post ชมคลิป: สัญญาณอันตราย! แค่ปีกว่าโรงงานทยอยปิดตัวกว่า 1,700 แห่ง | Morning Wealth 12 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โรงงานทยอยปิดตัว แค่ปีกว่าปิดไปแล้วกว่า 1,700 โรงงาน ทำปีนี้คนไทยตกงานแล้วกว่า 40,000 คน สัญญาณอันตรายกำลังบอกอะไร จับตาเทรนด์ ‘ลดโลกร้อน’ เสริมความยั่งยืนให้โลกและพอร์ตลงทุน พูดคุยกับ ภูดินันท์ สัจยากร Director, ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สัญญาณอันตราย! แค่ปีกว่าโรงงานทยอยปิดตัวกว่า 1,700 แห่ง | Morning Wealth 12 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุนหุ้นไทยอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจผันผวน? สรุปมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในงาน ‘2024 Global Economic Outlook – After the Hikes โดย Aberdeen x Liberator’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/2024-global-economic-outlook-after-the-hikes/ Thu, 21 Mar 2024 09:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=903505

‘ความรู้คู่การลงทุน’ คือหนึ่งในพันธกิจของบริษัทหลักทรัพ […]

The post ลงทุนหุ้นไทยอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจผันผวน? สรุปมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในงาน ‘2024 Global Economic Outlook – After the Hikes โดย Aberdeen x Liberator’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ความรู้คู่การลงทุน’ คือหนึ่งในพันธกิจของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator ที่ต้องการให้นักลงทุนมีความรู้รอบด้านและสามารถปรับแผนการลงทุนได้ด้วยตัวเอง โดยที่ผ่านมาลิเบอเรเตอร์ได้นำเสนอข้อมูลทางการลงทุนที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้ลูกค้าสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างมีเหตุผลด้วยความมั่นใจของตนเองผ่านคอนเทนต์และกิจกรรมต่างๆ

 

 

ล่าสุด ลิเบอเรเตอร์ จับมือกับ บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) ร่วมกันจัดงานสัมมนา ‘2024 Global Economic Outlook – After the Hikes’ เพื่ออัปเดตสถานการณ์และแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกในปี 2024 เปิดมุมมองต่อการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เจาะลึกตลาดการลงทุนในหุ้นไทย และเผยกลยุทธ์การลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับนักลงทุนในอนาคต โดยผู้เชี่ยวชาญจากลิเบอเรเตอร์และอเบอร์ดีน

 

ภาวลิน ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

ภาวลิน ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

 

ภาวลิน ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ลิเบอเรเตอร์และอเบอร์ดีนเราเชื่อในเรื่องเดียวกันว่าลูกค้าคือ ‘ครอบครัว’ และทุกคนจะร่วมเดินทางไปกับการลงทุนในครั้งนี้ เราจึงจัดงานสัมมนาขึ้นเพื่อเป็นการขยายมุมมองการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น และตอบโจทย์การลงทุนในยุคสมัยนี้อย่างตรงประเด็น เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของลิเบอเรเตอร์และอเบอร์ดีนที่มาร่วมงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสองสถาบันมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อว่าจะทำให้ลูกค้าของทั้งสองบริษัทได้รับมุมมองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่หลากหลาย”

 

นอกจากความร่วมมือครั้งนี้ ลิเบอเรเตอร์ได้ยกระดับบริการด้านกองทุนรวมให้กับลูกค้าและนักลงทุนผ่านความร่วมมือด้านคอนเทนต์ ด้วยการนำคอนเทนต์ส่วนหนึ่งจากแอปของอเบอร์ดีน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารจากฝั่ง Global มาแปลเป็นภาษาไทย และนำเสนอให้ลูกค้าผ่านฟีเจอร์ใหม่ ‘Content Menu’ ในแอปของลิเบอเรเตอร์ เพื่อให้ลูกค้าและนักลงทุนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเงินอย่างครบครันทั้งในประเทศและต่างประเทศ และนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

และนี่คือบทสรุปมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากสองสถาบันเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในปี 2024 พร้อมเจาะลึกตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุนในวันที่เศรษฐกิจผันผวน

 

พงค์ธาริน ทรัพยานนท์ Head of Fixed Income and Asset Allocation บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด

พงค์ธาริน ทรัพยานนท์ Head of Fixed Income and Asset Allocation
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด

 

พงค์ธาริน ทรัพยานนท์ Head of Fixed Income and Asset Allocation บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพเศรษฐกิจโลก พร้อมชวนพิจารณากองทุนความเสี่ยงต่ำสภาพคล่องสูงที่ตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ในหัวข้อ ‘Global Economic Outlook & Asset Allocation – After the Hikes’

 

พงค์ธารินมองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะชะลอตัวแต่ไม่รุนแรง เงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงขาลง “สิ่งที่เราเจอในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ยังคงเผชิญอยู่ก็คือเงินเฟ้อที่ผันผวน ทำให้ตลาดผันผวนไปด้วย แต่ก็มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงขาลง

 

“หลังสถานการณ์โควิด แม้แต่นักวิเคราะห์ทางการเงินหรือสถาบันการเงินต่างๆ ยังคาดการณ์ดอกเบี้ยผิด อาจเกิดจากกำลังการผลิตไม่พอ ควบคู่ไปกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป รวมถึงความผันผวนจากปัจจัยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อีกประเด็นสำคัญคือประเทศนั้นๆ อยากเปลี่ยนประเทศหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง Sustainable เท่ากับว่าต้องใช้การลงทุนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศอย่างแน่นอน”

 

 

ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ พงค์ธารินคาดว่าสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว และจะเริ่มเห็นธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงปลายไตรมาส 2 ปีนี้มากกว่าที่ตลาดคาด และมีโอกาสเข้าสู่ภาวะชะลอตัวแบบ Soft Landing

 

ขณะที่ยุโรปได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปในปี 2024 จะเติบโตเท่ากับปีก่อนหน้า ด้านเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าปีก่อนหน้า

 

พงค์ธารินมองว่าปี 2024 ดอกเบี้ยจะถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3-3.25% และอัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับลดลงจนจบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ภายในปี 2025

 

จากปัจจัยข้างต้น อเบอร์ดีนยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุน แนะลดการถือครองเงินสด เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ต โดยให้น้ำหนักตราสารหนี้ในกลุ่มระดับลงทุน (Investment Grade) มากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ในกลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน (Non-Investment Grade) เนื่องจากปัจจุบันผู้ลงทุนมีโอกาสเข้าถึงตราสารหนี้ที่อัตราผลตอบแทนเมื่อถือจนครบกำหนดอายุ (Yield to Maturity) ในระดับ 6-7%

 

 

กองทุนที่ถูกพูดถึงคือ abrdn Global Enhanced Fixed Income Fund (ABGFIX) เป็นหนึ่งในกองทุนแนะนำของอเบอร์ดีนที่ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงทั่วโลก พอร์ตการลงทุนของกองทุนหลักส่งมอบ Yield to Maturity ในระดับ 6.00% และมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 1.30 ปี (อ้างอิง: abrdn ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2023)

 

นอกจากนั้น กองทุน ABGFIX ยังเป็นกองทุนต่างประเทศที่มีสภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถรับเงินขายคืนได้ภายใน 2 วันทำการ (T+2) ทำให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้เป็นอย่างดี

 

ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด

ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด

 

ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด และ วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ร่วมพูดคุยในหัวข้อ ‘Thai Investment Prospects – Bottom Fishing Opportunity’

 

ดรุณรัตน์เผยว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะเติบโตได้ที่ 3% และคาดว่าปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งการปรับลดจะอยู่กับเศรษฐกิจในประเทศ

 

“ถ้าสังเกตให้ดี ต่อให้ปีที่ผ่านมาตลาดลงไปกว่า 10% ก็จะมีหุ้นที่บวกหลายตัว ประเด็นคือแล้วเราจะหาหุ้นให้ถูกต้องอย่างไร โดยมองธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว ที่จะได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าจะสนับสนุนการเติบโต GDP ภายในประเทศ คาดปี 2024 นักท่องเที่ยวจะแตะระดับ 33-35 ล้านคน หรือประมาณ 85% จากช่วงก่อนโควิด โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ล้านคน”

 

 

ธีมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มการแพทย์และความงาม ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศไทยมีกลุ่มผู้สูงวัยและความนิยมจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่มียอดขายปรับตัวดีขึ้น และกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยได้ประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

 

ซึ่งธีมการลงทุนคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยขับเคลื่อนข้างต้นอยู่ในกองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอล-มิดแค็พ (ABSM) โดยที่ผ่านมากองทุน ABSM สามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาด โดยลงทุนในบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น SISB, MEGA, WHA, HUMAN, PR9 รวมไปถึง MOSHI และ CENTEL

 

วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

 

วิจิตรมองว่าตลาดหุ้นไทยแม้ว่า GDP อาจจะมี Downside จากการคาดการณ์ของ IMF แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศฟื้นกลับมา ขณะที่การส่งออกของไทยเติบโตสูงเมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียง และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวกว่าปีที่ผ่านมา ถือเป็นแรงหนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งการลงทุนที่มีมาตรการสนับสนุน โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

“GDP ไทยปีนี้ยังโต 3% รวมถึงการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้มีโอกาสปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงได้ ซึ่งประกอบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศยังไม่กลับมา และไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่เพิ่มเติม แม้ว่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จะมีแรงซื้อของต่างชาติกลับมาให้เห็นบ้าง แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นไทยอาจยังไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีพอจะดูดเงินจากนักลงทุน”

 

อย่างไรก็ตาม วิจิตรมองว่าไตรมาสแรกของปีนี้จะแกว่งตัวในกรอบ 1,350-1,450 จุด และสิ้นปีมีโอกาสดีดขึ้นไปแตะ 1,500 จุด อัตราราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ที่ระดับ14 เท่า ดัชนีที่ 1,300-1,400 จุด

 

 

ส่อง 6 หุ้นรับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัว CPALL, WHA, JMT, MASTER, SPA และ COCOCO

 

“หลายอุตสาหกรรมของไทยยังเทรดในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี สะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้วหุ้นไทยส่วนมากยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง จึงมีความน่าสนใจเข้าลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว, ค้าปลีก, นิคมอุตสาหกรรม และโรงกลั่น”

 

วิจิตรแนะศึกษาเพิ่มเติมหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่กลับมามีการฟื้น คาดว่าทั้งปี 2024 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยอาจแตะที่ระดับ 30 ล้านคนได้ โดยหุ้นเด่นที่น่าลงทุนในปีนี้ ได้แก่ CPALL, WHA, JMT, MASTER, SPA และ COCOCO

 

ภายในงานนอกจากผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้มุมมองต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังมีโอกาสสอบถามรายละเอียดเชิงลึกกับบริษัทที่อยู่ใน SET ได้แก่ MEGA, CENTEL, MOSHI และ SISB ซึ่งได้มาเปิดบูธให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ และหากสนใจลงทุนก็จะสามารถลงทุนในบริษัทดังกล่าวผ่านทางลิเบอเรเตอร์

 

สำหรับลูกค้าใหม่ที่สนใจซื้อกองทุนผ่านแอปลิเบอเรเตอร์ ต้องทำการเปิดบัญชีกับลิเบอเรเตอร์ก่อน โดยสามารถอ่านคู่มือการเปิดบัญชีได้ที่ https://go.liberator.co.th/xlnX/LIBFAMOCCM

 

ลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าที่ล็อกอินเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว ให้ไปที่เมนู ‘YOU’ จากนั้นคลิกเข้าไปที่ ‘Manage Account’ (จัดการบัญชี) แล้วเลือก ‘เปิดบัญชีประเภทอื่นๆ เพิ่ม’ จากนั้นสามารถเลือกประเภทกองทุนที่ต้องการลงทุนได้ทันที

 

ดูข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page: Liberator Securities, เว็บไซต์ www.liberator.co.th, LINE Official Account: @Liberator, TikTok: https://www.tiktok.com/@liberator.th และ YouTube: https://youtube.com/@LiberatorSecurities

The post ลงทุนหุ้นไทยอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจผันผวน? สรุปมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในงาน ‘2024 Global Economic Outlook – After the Hikes โดย Aberdeen x Liberator’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องพอร์ตกองทุนวายุภักษ์ ถือ PTT-SCB มากที่สุด รวมเป็น 78% ของพอร์ต https://thestandard.co/info-vayupak-fund/ Thu, 07 Sep 2023 11:11:30 +0000 https://thestandard.co/?p=838778 ส่องพอร์ต กองทุนวายุภักษ์

THE STANDARD WEALTH พาสำรวจพอร์ต กองทุนวายุภักษ์ ที่กำล […]

The post ส่องพอร์ตกองทุนวายุภักษ์ ถือ PTT-SCB มากที่สุด รวมเป็น 78% ของพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องพอร์ต กองทุนวายุภักษ์

THE STANDARD WEALTH พาสำรวจพอร์ต กองทุนวายุภักษ์ ที่กำลังมีประเด็นในขณะนี้ พบว่า กองทุนถือครองหุ้นและหุ้นบุริมสิทธิของ 14 บริษัทจดทะเบียน โดยถือครองหุ้น PTT และ SCB มากที่สุด รวมกันคิดเป็น 78.17% ของพอร์ตลงทุน อีกทั้งยังคงถือหุ้น THAI หรือการบินไทย อยู่อีกด้วย 

 

กองทุนวายุภักษ์ เป็นกองทุนที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลัง ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ปัจจุบันกองทุนบริหารจัดการโดย บลจ.กรุงไทย และ บลจ.เอ็มเอฟซี แบ่งการจัดการออกเป็นคนละครึ่ง 

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีกระแสข่าวลือว่า กระทรวงการคลังเล็งขาย กองทุนวายุภักษ์ ให้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) – ประกันสังคม รับซื้อเงินลงทุนต่อ โดยคาดว่าจะถูกนำมาใช้สำหรับการเป็นแหล่งเงินในนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท

 

ส่องพอร์ต กองทุนวายุภักษ์ ถือ PTT และ SCB มากที่สุด

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ส่องพอร์ตกองทุนวายุภักษ์ ถือ PTT-SCB มากที่สุด รวมเป็น 78% ของพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: กองทุน TFFIF สูญเสียรายได้ราว 100 ล้านบาท หลัง ‘กระทรวงคมนาคม’ สั่งชะลอขึ้นค่าทางด่วนฉลองรัช-บูรพาวิถี เป็นเวลา 6 เดือน https://thestandard.co/tffif-lost-about-100-million/ Sat, 26 Aug 2023 03:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=833945

กองทุน TFFIF โดนผลกระทบหลังกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งชะลอขึ้ […]

The post EXCLUSIVE: กองทุน TFFIF สูญเสียรายได้ราว 100 ล้านบาท หลัง ‘กระทรวงคมนาคม’ สั่งชะลอขึ้นค่าทางด่วนฉลองรัช-บูรพาวิถี เป็นเวลา 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กองทุน TFFIF โดนผลกระทบหลังกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งชะลอขึ้นค่าทางด่วนฉลองรัช-บูรพาวิถีเป็นระยะเวลา  6 เดือน เพื่อลดค่าค่าครองชีพของประชาชน ทำรายได้กองทุนหาย 100 ล้านบาท ทำปันผลลด 1 สตางค์  

 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย และ บลจ.เอ็มเอฟซี หรือในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่สัญญาโอนและรับโอนสิทธิในรายได้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการทางพิเศษฉลองรัชและโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี กำหนดให้มีการพิจารณาปรับอัตราค่าผ่านทาง 

 

โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีหน้าที่ในการดำเนินการให้ปรับอัตราค่าผ่านทางตามกระบวนการปรับอัตราค่าผ่านทางที่ระบุในสัญญาและกฎหมายนั้น

 

กทพ. ได้นำเรื่องการปรับอัตราค่าผ่านทางของทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถีปี 2566 ที่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการของ กทพ. เสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณา และได้มีการลงนามในประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงคมนาคมจึงได้สั่งการให้ กทพ. ชะลอการปรับอัตราค่าผ่านทางของทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถีสำหรับผู้ใช้บริการที่ใช้ระบบเงินสดและระบบเก็บค่าผ่านทางพิเศษอัตโนมัติ (ETCS) เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

 

TFFIF สูญรายได้ 100 ล้านบาท ฉุดปันผลลด 1 สตางค์

 

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่ กทพ. ชะลอการปรับอัตราค่าผ่านทางของทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถี จากเดิมที่ต้องปรับขึ้นในอัตรา 5 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ โดยให้เลื่อนไปผลในตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ในช่วง 6 เดือนดังกล่าว จากการสอบถามข้อมูลผลกระทบจากผู้จัดการกองทุน TFFIF จากกรณีนี้

 

ล่าสุดได้ให้ข้อมูลว่า TFFIF จะสูญเสียรายได้รวมประมาณ 100 ล้านบาท จากผลกระทบที่มีการชะลอปรับขึ้นค่าผ่านทางทั้ง 6 เดือนดังกล่าวในครั้งนี้ โดยรายได้ที่หายไปมีสัดส่วนต่ำกว่า 5% ของรายได้ของกองทุน TFFIF อยู่ที่ประมาณ 2.1-2.2 ล้านบาทต่อปี โดยประเมินผลกระทบที่จะเกิดที่จำกัด

 

อีกทั้งหลังครบระยะเวลา 6 เดือนที่มีการชะลอขึ้นค่าผ่านทางในรอบนี้แล้วตามเงื่อนไขจะสามารถปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ทันทีตามอัตราเดิม โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ดี อาจจะมีผลกระทบให้กองทุน TFFIF ต้องปรับประมาณกำไรลดลงเล็กน้อย อีกทั้งคาดว่าจะมีผลกระทบให้จ่ายเงินปันผลได้ลดลงประมาณ 1 สตางค์ต่อหน่วยต่อไตรมาสได้ ตามรายได้ของกองทุนจะมีรายได้ที่ลดลง แต่ยังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ที่ 9.70 บาท

 

ด้านการเคลื่อนไหวราคา TFFIF วันนี้ (25 สิงหาคม) ปิดการซื้อ-ขายที่ 7.45 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ 0.67% 

The post EXCLUSIVE: กองทุน TFFIF สูญเสียรายได้ราว 100 ล้านบาท หลัง ‘กระทรวงคมนาคม’ สั่งชะลอขึ้นค่าทางด่วนฉลองรัช-บูรพาวิถี เป็นเวลา 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB WEALTH แนะจับตา 3 ปัจจัยกระทบการลงทุน คาด Sell in May มีน้ำหนักเกิดน้อย แนะลงทุนกองทุนตราสารหนี้ https://thestandard.co/scb-wealth-3-factors-affecting-investment/ Wed, 26 Apr 2023 11:11:44 +0000 https://thestandard.co/?p=781769 SCB WEALTH

บลจ.ไทยพาณิชย์ สั่งให้ติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญกระทบการลงทุน […]

The post SCB WEALTH แนะจับตา 3 ปัจจัยกระทบการลงทุน คาด Sell in May มีน้ำหนักเกิดน้อย แนะลงทุนกองทุนตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB WEALTH

บลจ.ไทยพาณิชย์ สั่งให้ติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญกระทบการลงทุน ทั้ง Earnings Season, ดอกเบี้ย, ตัวเลขเศรษฐกิจ พร้อมคาด Sell in May เริ่มมีน้ำหนักต่อการลงทุนที่ลดลง

 

สิทธา เซ่งไพเราะ Associate Director, ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ หรือ SCBAM กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนพฤษภาคม 2023 ประเมินว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อการลงทุนดังนี้ ปัจจัยที่ 1 คือ Earnings Season ซึ่งในสัปดาห์นี้ต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้าจะมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 สัดส่วนราว 70% ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/23 ออกมา โดยต้องติดตามข้อมูลตัวเลขว่าหากออกมาดีกว่าที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นได้ แต่หากมีตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาดก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน

 

“ความเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ากำไรและยอดขาย บจ.ของสหรัฐฯ ไตรมาส 1/23 ไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่จะออกมามีอัตราการเติบโตติดลบ แต่หากตัวเลขยังออกมาแย่กว่าที่คาดก็มีโอกาสจะเห็นการลงทุนของตลาดได้”

 

ปัจจัยที่ 2 คือ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยซึ่งยังคงมีผลกระทบอยู่ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กับนักลงทุนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันถึงทิศทางดอกเบี้ย โดยจาก Dot Plot ของ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้อีก 1 ครั้งสู่ระดับ 5.25% จากนั้นจะคงดอกเบี้ยไว้ถึงสิ้นปี 2023 โดย SCBAM ประเมินว่าหากเกิดกรณีนี้ขึ้น คาดว่าในระยะสั้นมีโอกาสให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ รวมถึงอาจเห็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทค ที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยออกมา

 

ขณะที่ข้อมูลจาก FedWatch Tool ที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนมองว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกจำนวน 1 ครั้งเช่นกันในการประชุมรอบเดือนพฤษภาคมนี้ แต่คาดว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยลง 0.50% ในช่วงปลายนี้ โดย SCBAM มีความกังวลหากเกิดกรณีนี้ขึ้นในขณะนี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังทรงตัวในระดับสูงก็อาจเป็นความเสี่ยงว่าจะมีวิกฤตเกิดขึ้นในระยะข้างหน้ากับเศรษฐกิจหรือสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหรือตลาดหุ้นในระยะข้างหน้าได้ด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นจึงยังต้องติดตามท่าทีหรือการส่งสัญญาณของ Fed อีกครั้งในช่วงการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในเดือนพฤษภาคมนี้ รวมตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะมีการรายงานออกมาในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้จะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed 

 

ปัจจัยที่ 3 คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่นักลงทุนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกังวลในประเด็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่เพิ่มมากขึ้น โดยแนะนำให้ติดตามตัวเลขยอดขายกลุ่มค้าปลีกและตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่จะรายงานออกมาในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคมนี้ หากออกมาชะลอตัวลงไม่แรงก็มีโอกาสที่จะเป็นปัจจัยบวกหนุนให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว หรือนักลงทุนคลายกังวลลงได้ในระยะสั้น

 

“เดือนพฤษภาคมเรามองว่าตลาดหุ้นอาจมีความเสี่ยงขาลงในช่วงต้นเดือน ส่วนช่วงกลางถึงปลายเดือนอาจจะมีโอกาสฟื้นตัวจากตัวเลขเศรษฐกิจ”

 

สำหรับ Sell in May เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนในเชิงฤดูกาล เนื่องจากหากดูข้อมูลสถิติย้อนหลังในอดีต ตลาดหุ้นโลกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายนของทุกปีมักจะให้ผลตอบแทนที่ดี ส่งผลให้นักลงทุนมีแรงเทขายทำกำไร (Take Profit) เพื่อล็อกกำไรจากการลงทุนไว้ 

 

อย่างไรก็ดี หากไปดูข้อมูลสถิติช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบว่าตลาดหุ้นโลกมักไม่ค่อยเกิดภาวะ Sell in May เนื่องจากพบว่าทั้งตลาดหุ้นจีน, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤษภาคมย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวกเป็นส่วนใหญ่ระหว่าง 0.41-1.43% มีเพียงตลาดหุ้นไทยเท่านั้นที่ให้ผลแทนการลงทุนที่ติดลบเฉลี่ย 0.56% ดังนั้นประเมินว่าปัจจัยเชิงฤดูกาลประเด็น Sell in May เริ่มมีน้ำหนักต่อการลงทุนที่ลดลง

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุน ให้กระจายการลงทุนหรือกระจายความเสี่ยงการลงทุน โดยให้ลงทุนกระจายในแต่ละประเภทสินทรัพย์ โดยเพิ่มน้ำหนักพอร์ตลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้โลก เนื่องจากมีผลตอบแทนจากสองส่วนหลัก ส่วนแรกมาจากระดับดอกเบี้ยที่สูง ก็จะเป็นโอกาสที่กองทุนจะสร้างผลตอบแทนที่สูงด้วย ส่วนที่สองคือราคาที่มาจากการ Mark to Market แบบรายวัน เพราะเมื่อดอกเบี้ยหยุดขึ้นหรือเริ่มปรับตัวลดลงก็จะเป็นปัจจัยบวก ส่งผลให้มีผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการที่คาดการณ์ว่า Fed เริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ย

 

ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นแนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นจีน เพราะยังมีค่า P/E Ratio ที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทย ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไร บจ. ในปี 2023 น่าจะเติบโตในระดับไม่น้อยกว่า 10% จึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนในช่วงที่มีข่าวร้ายเข้ามาในระยะสั้น

 

ส่วนกรณีที่แยกหุ้นเป็นรายอุตสาหกรรม แนะนำการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับยุโรปที่สามารถทนทานได้ในช่วงที่เข้าใกล้ Recession รวมถึงเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง เพราะสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ สะท้อนกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post SCB WEALTH แนะจับตา 3 ปัจจัยกระทบการลงทุน คาด Sell in May มีน้ำหนักเกิดน้อย แนะลงทุนกองทุนตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับตาวิกฤตเบี้ยวหนี้กลุ่ม EM ส่อเผชิญการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ | Morning Wealth 11 ก.ค. 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-11072022/ Mon, 11 Jul 2022 01:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=652403 จับตาวิกฤตเบี้ยวหนี้กลุ่ม EM

จับตา วิกฤตผิดนัดชำระหนี้ จากรายงานของ Bloomberg ท […]

The post ชมคลิป: จับตาวิกฤตเบี้ยวหนี้กลุ่ม EM ส่อเผชิญการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ | Morning Wealth 11 ก.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาวิกฤตเบี้ยวหนี้กลุ่ม EM
  • จับตา วิกฤตผิดนัดชำระหนี้ จากรายงานของ Bloomberg ที่ระบุว่า กองหนี้ด้อยคุณภาพมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังดึงประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ ‘การล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์’ โดยมีประเทศศรีลังกาเริ่มเป็นประเทศแรก รายละเอียดเป็นอย่างไร นักเศรษฐศาตร์ประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร
  • ‘Recession กําลังมา ปรับโหมดประคองพอร์ต ย้ายเงินลงทุนไปไว้ไหนดี’ พูดคุยกับ วโรฤทธิ์ จีระชน Executive Director กลุ่มวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: จับตาวิกฤตเบี้ยวหนี้กลุ่ม EM ส่อเผชิญการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ | Morning Wealth 11 ก.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: น้ำมันดิบโลกพุ่ง กระทบหุ้นไทยอย่างไร https://thestandard.co/morning-wealth-10032022-2/ Thu, 10 Mar 2022 05:22:58 +0000 https://thestandard.co/?p=604010

ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันนับจากนี้ ส่งผลกระทบต่อผลดำเนิน […]

The post ชมคลิป: น้ำมันดิบโลกพุ่ง กระทบหุ้นไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันนับจากนี้ ส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างไรบ้าง พูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการยูโอบี (ประเทศไทย)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: น้ำมันดิบโลกพุ่ง กระทบหุ้นไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘MFC’ เปิดขาย IPO กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล คอนซูเมอร์ เทรนด์ 12-24 ม.ค. ดักอานิสงส์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ https://thestandard.co/mfc-mcont-ipo-sell/ Fri, 07 Jan 2022 06:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=579949 MFC

บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จัดตั้งกองทุนเปิดเ […]

The post ‘MFC’ เปิดขาย IPO กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล คอนซูเมอร์ เทรนด์ 12-24 ม.ค. ดักอานิสงส์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC

บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จัดตั้งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล คอนซูเมอร์ เทรนด์ หรือ MCONT เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งมีโควิดเป็นปัจจัยเร่ง และการเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยจะเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 12-24 มกราคมนี้ 

 

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ MFC กล่าวว่า กองทุนเปิด MCONT เน้นการลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มการเติบโตในการใช้จ่ายของผู้บริโภค 3 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. Digital Transformation of Consumption (Growth) ที่หลังการระบาดของโควิดเกิดเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ การบริโภคถูกกระทำโดยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย, สตรีมมิง บริการถ่ายทอดสดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือการดูสื่อมีเดียแบบ On-Demand, การซื้อสินค้าออนไลน์, การชำระเงินออนไลน์ สร้างส่วนแบ่งทางการตลาดและมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

 

  1. Emerging Middle Class (Cyclical) เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ การเติบโตของประชากร การขยายตัวเข้าสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวขับเคลื่อนให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคเติบโตสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งครอบคลุมทั้งสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานและสินค้าฟุ่มเฟือย 

 

  1. Health & Wellbeing (Defensive) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ สุขอนามัย และความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น ซึ่งความต้องการเหล่านี้เพิ่มมากยิ่งขึ้นตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจึงมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดที่สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น 

 

ทั้งนี้ กองทุน MCONT เป็นกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ ประเภท Feeder Fund โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ Robeco Global Consumer Trends (กองทุนหลัก) ในชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) I USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV 

 

Robeco Global Consumer Trends ซึ่งเป็นกองทุนหลัก บริหารจัดการโดย Robeco Institutional Asset Management B.V. จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศลักเซมเบิร์ก เน้นลงทุนตราสารทุนของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตในการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้ง 3 ด้านดังกล่าว จึงเป็นกระจายความเสี่ยงและกระจายการลงทุนไปยังบริษัทที่เติบโตซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนที่มีความแตกต่างกัน  

 

โดยกองทุน MCONT ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 6 เสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 12-24 มกราคมนี้ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘MFC’ เปิดขาย IPO กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล คอนซูเมอร์ เทรนด์ 12-24 ม.ค. ดักอานิสงส์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC เปิดตัวกองทุน RMF ลุยธุรกิจพลังงานสะอาด เสนอขาย IPO ระหว่าง 8-21 ธันวาคมนี้ https://thestandard.co/mfc-launches-rmf-clean-energy-business-fund/ Tue, 07 Dec 2021 07:23:56 +0000 https://thestandard.co/?p=568564 MFC

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หร […]

The post MFC เปิดตัวกองทุน RMF ลุยธุรกิจพลังงานสะอาด เสนอขาย IPO ระหว่าง 8-21 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เตรียมเปิดตัวกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี ชนิดเพื่อการออม (MFC Renewable Energy Retirement Fund) หรือ MRENEWRMF โดยจะเปิด IPO ระหว่างวันที่ 8-21 ธันวาคม 2564 เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วโลก เสนอขายขั้นต่ำต่อการซื้อครั้งแรก 2,000 บาท และครั้งต่อไป 1,000 บาท 

 

กองทุน MRENEWRMF ต่อยอดจากกองทุน MFC Renewable Energy Fund (MRENEW) ที่ลงทุนใน BGF Sustainable Energy Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) โดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 

 

ส่วนกองทุนหลักบริหารจัดการโดย BlackRock บริษัทจัดการชั้นนำของโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่คำนึงและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจพลังงานยั่งยืนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก ได้แก่ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Power) การขนส่งโดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด (Clean Transport) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ซึ่งนับเป็นกลุ่มธุรกิจ ESG ที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน อนึ่งกองทุนหลักได้รับการจัดอันดับ Morningstar 4 ดาว และ 5 Globe Morningstar Sustainability Rating

 

สำหรับ MRENEWRMF มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนรวมสูงสุดให้กับผู้ลงทุน โดยกองทุนจะลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน (Sustainable Energy Companies) ทั่วโลก อย่างน้อยร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน 

 

โดยบริษัทที่มีการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน ได้แก่ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) และเทคโนโลยีพลังงาน (Energy Technologies) ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีพลังงานทดแทน (Renewable Energy Technology), ผู้ผลิตพลังงานทดแทน (Renewable Energy Developers), เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels), การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency), ความสามารถในการใช้พลังงานโครงสร้างพื้นฐาน (Enabling Energy And Infrastructure) 

 

ทั้งนี้กองทุนจะไม่ลงทุนในบริษัทที่จัดอยู่ในประเภทดังต่อไปนี้ (ตามที่ Global Industry Classification Standard กำหนด) เช่น ถ่านหินและวัสดุสิ้นเปลือง (Coal And Consumables), การสำรวจและผลิตน้ำมันก๊าซ (Oil and Gas Exploration and Production), บริษัทน้ำมันก๊าดแบบครบวงจร (Integrated Oil and Gas)

The post MFC เปิดตัวกองทุน RMF ลุยธุรกิจพลังงานสะอาด เสนอขาย IPO ระหว่าง 8-21 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC เปิดตัวกองทุน MCONVERT เน้นลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพทั่วโลก ตอบโจทย์การลงทุนช่วงตลาดผันผวน https://thestandard.co/mfc-mconvert-fund-launch/ Wed, 20 Oct 2021 11:18:18 +0000 https://thestandard.co/?p=550444 MFC

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ […]

The post MFC เปิดตัวกองทุน MCONVERT เน้นลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพทั่วโลก ตอบโจทย์การลงทุนช่วงตลาดผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า บริษัทเตรียมเสนอขายกองทุน MFC GLOBAL CONVERTIBLE BOND FUND หรือ MCONVERT ซึ่งเป็นกองทุนรวมประเภท Fund of Funds ที่เน้นลงทุนใน Global Convertible Bonds (CBs) หรือหุ้นกู้แปลงสภาพทั่วโลก โดยจะเสนอขายระหว่างวันที่ 20-27 ตุลาคม 2564

 

“หุ้นกู้แปลงสภาพทั่วโลกมีความน่าสนใจ เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวและการเติบโตของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งทั่วโลกเร่งผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนมากขึ้น รวมทั้งการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก”

 

อย่างไรก็ตาม การกลายพันธุ์ของโควิด อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวย่อมมีความเสี่ยงสูง 

 

ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ สามารถเปลี่ยนจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญเมื่อมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือสามารถเลือกถือเป็นหุ้นกู้ต่อไป เพื่อรับดอกเบี้ยและเงินต้นคืน ณ วันครบกำหนด การลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพจึงช่วยเพิ่มผลตอบแทนในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น และปรับลดลงน้อยกว่าหุ้นในช่วงตลาดขาลงและผันผวน

 

ธนโชติกล่าวว่า กองทุน MCONVERT มีการลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กระจายการลงทุนในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งเน้นลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ได้แก่ 

 

  1. Consumer Discretionary หรือธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการที่สอดรับกับความต้องการของ Connected Consumers ผู้บริโภคที่ต้องการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างผ่านทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ผ่าน E-Commerce เพื่อทำให้การซื้อสินค้าสะดวกรวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเป็นส่วนบุคคลมากขึ้น ในปี 2021-2022 รายได้ทั่วโลกจากการซื้อขายออนไลน์จะเพิ่มจาก 4.9 เป็น 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังจะเติบโตสูงต่อเนื่อง 

 

  1. Information Technology หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เกี่ยวเนื่องกับ Connected Consumers ในเดือนกรกฎาคม 2021 มีคนใช้อินเทอร์เน็ตถึง 4.8 พันล้านคน นับเป็น 61% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก รวมถึงเทคโนโลยี Cloud Computing และเซมิคอนดักเตอร์มีความก้าวหน้าและเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

  1. Healthcare หรือกลุ่มที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพ จากแนวโน้มประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น (จะเพิ่มจาก 0.7 เป็น 1.5 พันล้านคนในปี ค.ศ. 2050) มีการใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและลงทุนเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) ทำให้เกิดโอกาสลงทุนกับบริษัท Healthcare ที่มีธุรกิจสืบเนื่องจากอายุขัยที่ยาวขึ้นนี้อย่างมหาศาล ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย รักษา ยา เวชภัณฑ์ หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย ไปถึงธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ 

 

  1. Industrials หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวหลังวิกฤตการระบาดของโควิด ได้แก่ การบิน การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และเหมืองแร่

 

  1. Communication Services หรือการบริการด้านการสื่อสาร การปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการดำเนินธุรกิจให้สื่อสารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เพิ่มมากขึ้น

 

สำหรับ MCONVERT เป็นกองทุนที่ไม่กำหนดอายุโครงการ ส่วนมูลค่าโครงการอยู่ที่ 5 พันล้านบาท ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล กำหนดราคาซื้อขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งต่อไปที่ 1,000 บาท สามารถซื้อ-ขายได้ทุกวันทำการ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post MFC เปิดตัวกองทุน MCONVERT เน้นลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพทั่วโลก ตอบโจทย์การลงทุนช่วงตลาดผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC ยื่นไฟลิ่งตั้งกองทรัสต์เครือโรงพยาบาลบางปะกอก ระดมทุนครั้งแรกไม่เกิน 5.2 พันล้านบาท https://thestandard.co/mfc-filed-trust-fund-for-bhgrt/ Wed, 18 Aug 2021 08:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=526435 MFC

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ […]

The post MFC ยื่นไฟลิ่งตั้งกองทรัสต์เครือโรงพยาบาลบางปะกอก ระดมทุนครั้งแรกไม่เกิน 5.2 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
MFC

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดเผยว่า MFC ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เครือโรงพยาบาลบางปะกอก (BHGRT) ซึ่งถือเป็นกองทรัสต์โรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนครั้งแรกไม่เกิน 5.2 พันล้านบาท 

 

สำหรับ BHGRT จะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการโรงพยาบาลบางปะกอก 1 (BPK 1) และโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล (BPK 9) รวมถึงระบบสาธารณูปโภค งานระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนควบของสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และกรรมสิทธิ์ในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการในโครงการดังกล่าว โดยมี บลจ.วรรณ เป็นทรัสตี และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

 

การเข้าเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ BHGRT นั้นจะเป็นการเพิ่มความหลากหลายของประเภททรัพย์สินที่ MFC บริหารจัดการ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและเพิ่มโอกาสในการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ในอนาคต

 

นอกจากนี้ MFC ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทรัสตี ในโครงการ ‘โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนสิริฮับ’ หรือ ‘SiriHub Investment Token’ มีหน้าที่จัดการกองทรัสต์ และติดตามดูแลการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ออกโทเคนดิจิทัล ซึ่ง MFC เป็นทรัสตีรายแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ประกอบธุรกิจการเป็นทรัสตีของทรัสต์สำหรับธุรกรรมการเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่อ้างอิงหรือมีกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา 

 

ด้าน ‘สิริฮับ’ เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate-backed ICO) รายแรกในไทย ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 มีมูลค่าการเสนอขาย 2.4 พันล้านบาท จุดประสงค์เพื่อกระจายโอกาสให้นักลงทุนทุกกลุ่มสามารถลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพและมีมูลค่าสูงได้ โดยมีกลไกการคุ้มครองนักลงทุนในทุกขั้นตอน ปลอดภัยสูงบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เนื่องจากในการเสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนสิริฮับครั้งนี้ถูกรองรับด้วยเทคโนโลยีระบบบล็อกเชน (Blockchain) ของเทโซส (Tezos) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ทันสมัยที่สุด ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการระดมทุนในรูปแบบของโทเคนดิจิทัลที่มีสินทรัพย์อ้างอิงโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นการขยายช่องทางและโอกาสการเป็นทรัสตีในอนาคตอีกด้วย 

The post MFC ยื่นไฟลิ่งตั้งกองทรัสต์เครือโรงพยาบาลบางปะกอก ระดมทุนครั้งแรกไม่เกิน 5.2 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บลจ.บีแคป’ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชีย https://thestandard.co/bcap-pass-the-lowest-point/ Tue, 15 Dec 2020 10:54:58 +0000 https://thestandard.co/?p=431776 ‘บลจ.บีแคป’ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชีย

บลจ.บางกอกแคปปิตอล มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุน […]

The post ‘บลจ.บีแคป’ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บลจ.บีแคป’ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชีย

บลจ.บางกอกแคปปิตอล มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชียจากปลายปีนี้ถึงกลางปีหน้า ชวนส่องหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-บริการ ขึ้นแท่นหุ้นเมกะเทรนด์ รับอานิสงส์ผู้บริโภคฐานรายได้กลางเติบโตสูง

 

ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร รองกรรมการผู้จัดการหัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน และทีมผู้จัดการกองทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด กล่าวว่าการลงทุนในช่วงจากนี้ไปจนถึงกลางปีหน้า บลจ.บีแคป ประเมินว่ายังสามารถเข้าลงทุนได้อยู่ แต่ต้องเน้นกลุ่มที่ราคาหุ้นฟื้นตัวช้ากว่าตลาดและมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวในปีหน้า อาทิ หุ้นกลุ่มวัฏจักร 

 

โดยปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยช่วงนี้คือความชัดเจนของวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงดัชนี 1,450-1,500 จุดอาจเรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยขานรับปัจจัยวัคซีนไปแล้วค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของตลาดหุ้นที่จะซื้อขายบนความคาดหวังข้างหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นหากดัชนีปรับฐานลงมาก็สามารถทยอยเข้าสะสมได้ 

 

ขณะเดียวกันมองว่าหุ้นไทยน่าสนใจเข้าลงทุนในระยะ 3-5 ปี เนื่องจากประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตของผู้บริโภคกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงคาดหวังได้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวสูงในระยะ 3-5 ปีจากนี้ไป และเป็นหมุดหมายการเข้าลงทุนของผู้จัดการกองทุนทั่วโลก 

 

นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนในไทยเองก็มีแนวโน้มการขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มฐานรายได้และเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจเพิ่มด้วย 

 

โดยกลุ่มที่น่าจะเข้าลงทุนได้ในระยะ 3-5 ปีคือกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ GDP นอกจากนี้กลุ่มที่ทำธุรกิจสอดรับสังคมสูงวัยก็น่าสนใจเข้าลงทุน

 

“เวลาผู้จัดการกองทุนต่างประเทศจะมองหาตลาดเพื่อเข้าลงทุนมักจะพิจารณาจากธีมการลงทุนต่างๆ ก็จะไม่พ้นธีมของการมีอายุยืนยาวขึ้น การอยู่อย่างสุขสบายยิ่งขึ้น และการอยู่อย่างเป็นมิตรกับโลกและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในส่วนของไทยเองมีธุรกิจที่อยู่ในธีมของการอยู่อย่างสุขสบายขึ้นค่อนข้างมาก เพราะเรามีธุรกิจท่องเที่ยวและบริการค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศก็สามารถคาดหวังได้ เพราะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางจะมีการขยายตัวอย่างมากในอีก 3-5 ปี” 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ‘บลจ.บีแคป’ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะลงทุนหุ้นวัฏจักรดักฟันด์โฟลวสะพัดทั่วเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>