บริษัทสายการบิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัทสายการบิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Apr 2026 10:45:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? https://thestandard.co/life/oil-price-airline-tickets-increase/ Mon, 06 Apr 2026 10:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1195238 ภาพแสดงสถานการณ์ราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น

ช่วงนี้ใครกำลังเล็งตั๋วเครื่องบินวางแผนเที่ยวในช่วงครึ่ […]

The post สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสถานการณ์ราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น

ช่วงนี้ใครกำลังเล็งตั๋วเครื่องบินวางแผนเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง อาจเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมตั๋วราคาขึ้นเร็วและแพงจัง” นั่นไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นผลจากสถานการณ์โลกกำลังร้อนแรง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งต่อแรงกระเพื่อมมาถึงอุตสาหกรรมการบินแบบเลี่ยงไม่ได้

 

สายการบินทั่วโลกทั้ง Full Service และ Low Cost จึงเริ่มปรับตัวกันแบบรายสัปดาห์ ตั้งแต่การเพิ่ม ‘ภาษีน้ำมัน’ (Fuel Surcharge) ไปจนถึงการปรับโครงสร้าง ‘ราคาตั๋วใหม่’ ทำให้ราคาตั๋วช่วงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ High หรือ Low Season อีกต่อไป แต่มี ‘สถานการณ์โลก’ เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญแบบเต็มตัว และนี่คือสิ่งที่นักเดินทางอย่างเราๆ ต้องรับภาระ ถ้าใจยังอยากไปเที่ยวอยู่

 

ส่วนสายการบินไหนจะปรับเพิ่มอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันได้ด้านล่าง เราสรุปมาให้แล้ว โดยเน้นเฉพาะสายการบินที่คนไทยนิยมบินเป็นประจำ

 

1. กลุ่มสายการบินประเทศไทย

 

  • Thai Airways: ปรับราคาตั๋วโดยสารรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% – 15% ทันทีพร้อมยื่นเรื่องขอปรับ ‘เพดานภาษีน้ำมัน’ ต่อ CAAT
  • Thai AirAsia & AirAsia X: ระงับบินในบางเส้นทางที่ไม่ทำกำไร และปรับราคาตั๋วขึ้นตามต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูง (ซึ่งน้ำมันคิดเป็น 30-40% ของต้นทุนสายการบิน Low-cost)
  • Bangkok Airways: ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางยอดนิยมอย่างสมุยและมัลดีฟส์ตามทิศทางตลาดโลก

 

2. กลุ่มสายการบินเอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง)

 

  • All Nippon Airways, Japan Airlines และ Zipair: ปัจจุบัน (เม.ย.-พ.ค.) ยังใช้ภาษีเรทเดิม แต่ประกาศ ‘ปรับราคาขึ้นเท่าตัว’ สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
  • Korean Air: ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเส้นทางระยะไกลสูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤต
  • Cathay Pacific: ปรับภาษีน้ำมันขึ้นไปแล้ว 34% และเปลี่ยนนโยบายทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

 

3. กลุ่มสายการบินตะวันออกกลางและสิงคโปร์

 

  • Emirates / Qatar Airways / Etihad: มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน หรือ ‘Emergency Fuel Surcharge’ เพิ่มเติม และราคาตั๋วไปยุโรปแพงขึ้น 20-30% เนื่องจากต้องบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้ง

 

4. กลุ่มสายการบินอาเซียน

 

  • Singapore Airlines (SIA): ปรับขึ้นภาษีน้ำมันตามราคากลางตลาดโลก พร้อมเริ่มภาษีเชื้อเพลิงยั่งยืนตามระยะทางและชั้นโดยสาร สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
  • Scoot: เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางระยะกลางและไกล (เช่น ไปญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย) เฉลี่ย 15% – 20% เพื่อพยุงต้นทุนส่วนต่าง
  • Malaysia Airlines: ประกาศปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันแบบ ‘ขั้นบันได’ ตามระยะทางบิน เส้นทางอาเซียน 350 – 600 บาท ส่วนเส้นทางระยะไกลไปยุโรป (ลอนดอน) ปรับขึ้นเกือบ 1,000 บาท ต่อเที่ยว
  • Vietnam Airlines: ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางระหว่างประเทศ และ ‘ลดจำนวนเที่ยวบิน’ ลง 10% ในไตรมาสที่ 2 เพื่อบริหารจัดการฝูงบินให้คุ้มค่าน้ำมันที่สุด

 

จองอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

 

  • รีบออกตั๋วก่อน 1 มิถุนายน: โดยเฉพาะสายการบินฝั่งญี่ปุ่น (ANA/JAL) ให้รีบจองและออกตั๋วภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อล็อกราคาภาษีน้ำมันชุดเก่า
  • เช็กราคาแบบ All-in Fare: อย่าดูเพียงแค่ราคาตั๋วเริ่มต้น ให้ดูราคาสุทธิที่รวมภาษีน้ำมันและค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้วในการเปรียบเทียบ
  • จองแบบ Non-Refundable: ในช่วงวิกฤต ตั๋วที่ยืดหยุ่นวันเดินทางได้จะมีราคาพุ่งสูงกว่าปกติมาก หากมั่นใจวันเดินทางแน่นอน การเลือกตั๋วประเภทเปลี่ยนไม่ได้จะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า

The post สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สายการบินเอเชียครองอันดับท็อปสายการบินดีที่สุดของโลกปี 2025 https://thestandard.co/asia-top-airline-2025/ Mon, 10 Feb 2025 09:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1040340 asia-top-airline-2025

เว็บไซต์จัดอันดับสายการบิน AirlineRatings.com รายงานผลก […]

The post สายการบินเอเชียครองอันดับท็อปสายการบินดีที่สุดของโลกปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
asia-top-airline-2025

เว็บไซต์จัดอันดับสายการบิน AirlineRatings.com รายงานผลการจัดอันดับสายการบินดีที่สุดของโลก ประจำปี 2025 โดยปีนี้พบว่ามีถึง 10 สายการบินชั้นนำของเอเชียที่ติด 20 อันดับแรก รวมถึง Thai Airways ที่ติดอันดับที่ 17

 

สายการบินที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดของโลกประจำปีนี้คือ Korean Air ซึ่งเอาชนะ Qatar Airways แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้วที่ร่วงมาเป็นอันดับที่ 2 จากการจัดอันดับในหมวดสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-Service) โดยหน่วยงานจัดอันดับความปลอดภัยและผลิตภัณฑ์การบินที่มีสำนักงานอยู่ในออสเตรเลีย

 

ชารอน ปีเตอร์เซน ซีอีโอของ AirlineRatings.com กล่าวในแถลงการณ์ ระบุเหตุผลที่ Korean Air ได้รับเลือกเป็นอันดับที่ 1 เนื่องจากการยึดมั่นในความสะดวกสบายของผู้โดยสาร โดยสามารถคงที่นั่งรูปแบบเดิมไว้ได้ในขณะที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้โดยสารชั้นประหยัด

 

“ในขณะที่สายการบินหลายแห่งเพิ่มที่นั่งเป็น 10 ที่นั่งต่อแถวบนเครื่องบิน Boeing 777 และลดระยะห่างระหว่างที่นั่งในชั้นประหยัดลงเหลือ 31-32 นิ้ว (จากเดิม 32-33 นิ้ว) แต่ Korean Air กลับเลือกที่จะไม่ทำตามแนวโน้มนี้”

 

โดยทั้ง Korean Air และ Japan Airlines ต่างก็มีที่นั่งชั้นประหยัดที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาสายการบินระดับโลก

 

AirlineRatings.com ชี้ว่า การควบรวมระหว่าง Korean Air กับ Asiana Airlines ซึ่งเป็นการควบรวมกิจการสายการบินในเอเชียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Korean Air ติดอันดับสูงสุดอีกด้วย

 

สำหรับสายการบินอื่นๆ ที่ติดอันดับ ได้แก่ Air New Zealand และ Cathay Pacific ซึ่งได้อันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ

 

ขณะที่ AirAsia ติดอันดับที่ 1 ในหมวดสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุด 20 อันดับแรก โดยแซงหน้า Jetstar และ airBaltic ซึ่งได้อันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

 

อ้างอิง:

 

asia-top-airline-info

 

ภาพประกอบ: Sutheekarn Chewchawna

 

The post สายการบินเอเชียครองอันดับท็อปสายการบินดีที่สุดของโลกปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มสายการบินแบกขาดทุนอ่วม โควิด-19 ทำปิดประเทศ ฉุดยอดขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า โบรกฯ มองปีนี้ยังขาดทุนต่อ แนะจับตาการเพิ่มทุนเติมสภาพคล่อง https://thestandard.co/airlines-bear-severe-loss-cuase-of-covid-19/ Tue, 02 Mar 2021 11:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=460801 กลุ่มสายการบินแบกขาดทุนอ่วม โควิด-19 ทำปิดประเทศ ฉุดยอดขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า โบรกฯ มองปีนี้ยังขาดทุนต่อ แนะจับตาการเพิ่มทุนเติมสภาพคล่อง

ปี 2563 เรียกได้ว่าเป็น ‘ฝันร้าย’ ของธุรกิจท่องเที่ยวแล […]

The post กลุ่มสายการบินแบกขาดทุนอ่วม โควิด-19 ทำปิดประเทศ ฉุดยอดขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า โบรกฯ มองปีนี้ยังขาดทุนต่อ แนะจับตาการเพิ่มทุนเติมสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มสายการบินแบกขาดทุนอ่วม โควิด-19 ทำปิดประเทศ ฉุดยอดขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า โบรกฯ มองปีนี้ยังขาดทุนต่อ แนะจับตาการเพิ่มทุนเติมสภาพคล่อง

ปี 2563 เรียกได้ว่าเป็น ‘ฝันร้าย’ ของธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน ซึ่งผลการดำเนินงานที่รายงานออกมาก็ล้วนเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าจะขาดทุนอย่างหนัก สาเหตุหลักมาจากการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้กิจกรรมด้านการเดินทางระหว่างประเทศหดหายไปหลายเดือน โดย 4 สายการบินหลักที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็หนีไม่พ้นฝันร้ายนี้เช่นกัน 

 

บมจ.การบินไทย หรือ THAI แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลการดำเนินงานปี 2563 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 48,311 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 135,735 ล้านบาท หรือ 73.8% สาเหตุสำคัญเนื่องจากทั้งรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง 125,772 ล้านบาท หรือ 75.4% ส่วนรายได้จากการบริการอื่นๆ ลดลง 7,554 ล้านบาท หรือ 53.1% เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆ

 

โดยปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 73.7% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 78.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 64.7% ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 79.1% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 5.87 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 76.1%

 

ด้านการขนส่งสินค้า มีปริมาณการผลิตด้านพัสดุภัณฑ์ (ADTK) ต่ำกว่าปีก่อน 74.3% ปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (RFTK) ต่ำกว่าปีก่อน 72.0% อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 58.6% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยเท่ากับ 53.8%  

 

ทั้งนี้ การบินไทยและบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในปี 2563 จำนวน 141,180 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 129,163 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 141,171 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 64.68 บาท

 

ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 5.51 บาท โดยมีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียน ผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตาม TFRS 9

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 การบินไทยและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 208,791 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวน 46,017 ล้านบาท หรือ 18.1% 

 

หนี้สินรวมจำนวน 337,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวน 94,414 ล้านบาท หรือ 38.8%

 

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อยมีจำนวน -128,665 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวน 140,431 ส้านบาท

 

และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนตามที่บริษัทเสนอ ต่อมาพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงประกาศคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563

 

ขณะนี้คณะผู้ทำแผนอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ผู้ทำแผนยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในวันที่ 2 มีนาคม 2564 และเมื่อได้ยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท และศาลล้มละลายกลางจะพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป

 

บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ AAV เปิดเผยว่า ปี 2563 บริษัทขาดทุน 4,764.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 905.10% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 473.99 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรายได้รวมทั้งสิ้น 16,237.3 ล้านบาท ลดลง 61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 

 

ปี 2564 AAV ได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเดินทางและท่องเที่ยวทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นเป็นผู้นำและรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด โดยตั้งเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารที่ 9.4 ล้านคน ด้วยอัตราขนส่งผู้โดยสารที่ร้อยละ 75 ตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทย และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 4 ของปี 2564 เช่นเดียวกับทิศทางอุตสาหกรรม 

 

รวมถึงขยายโอกาสธุรกิจด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมในส่วนของการขนส่งสินค้าทาง อากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการขนส่งวัคซีนทางอากาศในประเทศและภูมิภาค อีกทั้ง บจ.ไทยแอร์เอเชีย ได้มีการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดต้นทุนและเลื่อนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป

 

ขณะที่ บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2563 มีรายได้รวม 10,216.3 ล้านบาท ลดลง 64.2% เทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากรายได้ของธุรกิจสายการบินปรับตัวลดลง 70.4% ธุรกิจสนามบิน ลดลง 67.6​% และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบินและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ลดลง 57.5% 

 

ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 5,327.8 ล้านบาท และมีผลขาดทุนต่อหุ้น เท่ากับ 2.56 บาท

 

ด้าน วุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สายการบินนกแอร์ หรือ NOK แจ้งตลาดหลักทรัพย์เรื่องการนำส่งงบการเงินประจำปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ล่าช้า เนื่องจากคณะผู้ทำแผนอยู่ระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและเจรจากับเจ้าหนี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำส่งได้ภายในไตรมาส 2/64 และจะได้มีการเปิดเผยให้แก่ผู้ลงทุนได้พิจารณารับทราบต่อไป

 

พชระ เลิศวิราม นักวิเคราะห์กลุ่มท่องเที่ยวและการบิน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มสายการบินปี 2564 น่าจะขาดทุนต่อเนื่องจากปี 2563 แต่จะเป็นการขาดทุนที่ลดลง เนื่องจากธุรกิจหลักยังไม่กลับมาดำเนินการได้ 100% แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มมีการแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วก็ตาม โดยประเมินนักท่องเที่ยวปีนี้จะกลับมาราว 4 ล้านคนเท่านั้น ส่วนภาคการท่องเที่ยวน่าจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง และถูกขับเคลื่อนโดยนักท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก 

 

ดังนั้น กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ก่อนคือกลุ่มโรงแรม เนื่องจากมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ระหว่างนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศไม่ต่างกันมากนัก รองมาคือกลุ่มสายการบิน ซึ่งคิดค่าบริการแบบเฉลี่ย และกลุ่มสนามบินจะได้รับอานิสงส์เป็นลำดับสุดท้ายในปีนี้ 

 

ขณะที่ปี 2565 กลุ่มสนามบินน่าจะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนที่สุด เมื่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มมาที่ประเทศไทย เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2565 ที่จำนวน 25 ล้านคน กลุ่มที่ได้อานิสงส์รองมาคือกลุ่มสายการบิน และกลุ่มโรงแรมตามลำดับ 

 

พชระกล่าวเพิ่มว่า กลุ่มสายการบินมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือการเพิ่มทุน เนื่องจากปี 2563 ที่ธุรกิจต้องหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์ประเทศ และกิจกรรมการบินต่างประเทศก็แทบไม่มี จนประสบผลขาดทุนสุทธิทุกสายการบิน ทำให้ขาดเงินสดสภาพคล่องอย่างมาก โดยหุ้นที่มีความเสี่ยงที่ต้องเพิ่มทุนคือ AAV จากการที่เป็นโฮลดิ้ง และเข้าลงทุนในสายการบินไทย แอร์ เอเชีย ราว 55% ซึ่งข้อมูลล่าสุด ไทย แอร์ เอเชีย มีกระแสเงินสดอยู่ราว 1,000 ล้นาบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเป็นเงินสด 350-400 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีความจำเป็นต้องเร่งหากระแสเงินสดเพิ่ม 

 

“AAV ได้ยื่นขอซอฟต์โลนไป มูลค่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งต้องรอติดตามว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร มองว่า AAV น่าจะต้องการเงินสดราว 4,000 ล้านบาท หากมีออปชันในการขอสินเชื่อธนาคาร ก็น่าจะขอกู้ราว 1,500 ล้านบาท และหากทั้ง 2 ออปชันไม่เป็นตามแผน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มทุน” 

 

ขณะที่ BA ซึ่งก็เริ่มขาดสภาพคล่องแล้วเช่นกัน แต่ BA มีออปชันในการเพิ่มกระแสเงินสดอื่นอีก คือการขายเงินลงทุนต่างๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มทุนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ยังชื่นชอบ AAV มากกว่าในด้านการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก 

 

ขณะที่ ปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานกลุ่มสายการบินปี 2564 น่าจะขาดทุนต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แม้ประเทศไทยมีเริ่มแจกจ่ายวัคซีนแล้วก็ตาม โดยประเมินว่ากลุ่มสายการบินน่าจะฟื้นตัวในครึ่งหลังปีนี้เป็นต้นไป และในปี 2565 จึงจะได้เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน 

 

“แม้วัคซีนจะมาและเริ่มเรียกรับวัคซีนแล้ว แต่การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งน่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง อีกทั้งยังต้องรอให้ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเปิดประเทศด้วยเช่นกัน ฝ่ายวิจัยจึงยังมีมุมมองเป็นลบต่อกลุ่มสายการบินในปีนี้” 

 

ฝ่ายวิจัย บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2564 ของ AAV จะยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องอีกปี เบื้องต้นประเมินไว้ที่ 876 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะการที่ยังไม่สามารถบินเส้นทางระหว่างประเทศได้ แต่ปัจจัยบวกที่รออยู่คือการฉีดวัคซีน ที่ปัจจุบันมีการเดินหน้าไปในหลายๆ ประเทศแล้ว ทำให้มีโอกาสที่เส้นทางระหว่างประเทศจะกลับมาบินได้ในช่วงปลายปี

 

รายได้ของสายการบิน ช่วงโควิด infographic

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

 


 

โอกาสของเศรษฐกิจโลกอยู่ตรงไหน ไทยตกขบวนการฟื้นตัวหรือไม่? บิตคอยน์คือ สินทรัพย์ทางเลือก หรือฟองสบู่ที่รอวันแตก? เราควรปรับพอร์ตอย่างไรเพื่อเติบโตท่ามกลางความตกต่ำ

 

ร่วมกันค้นหาคำตอบใน THE STANDARD WEALTH FORUM: Catch the Next Curve

 

สิทธิพิเศษ! ลงทะเบียนรับรหัสจำนวนจำกัด เพื่อเข้าชมถ่ายทอดสดได้ที่ thestandard.co/events

The post กลุ่มสายการบินแบกขาดทุนอ่วม โควิด-19 ทำปิดประเทศ ฉุดยอดขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า โบรกฯ มองปีนี้ยังขาดทุนต่อ แนะจับตาการเพิ่มทุนเติมสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธุรกิจสายการบินแห่งชาติ’ บินได้ไกลแค่ไหนในปี 2019 https://thestandard.co/airline-business-2019/ Fri, 15 Nov 2019 07:21:59 +0000 https://thestandard.co/?p=304263

ใครจะไปเชื่อว่า ‘ธุรกิจสายการบิน’ ที่ดูเหมือนจะเฟื่องฟู […]

The post ‘ธุรกิจสายการบินแห่งชาติ’ บินได้ไกลแค่ไหนในปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครจะไปเชื่อว่า ‘ธุรกิจสายการบิน’ ที่ดูเหมือนจะเฟื่องฟูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและความต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ ของคน Gen Y แท้จริงแล้วกำลังอยู่ในภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ แม้จะมีรายได้และกำไรอยู่ก็จริง หากอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเลขกำลังอยู่ในช่วงขาลง

 

ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่าถึงแม้จำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 5% (ลดลงจาก 7.4% ในปี 2018) เป็น 4.6 พันล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.4 พันล้านคนในปี 2018 และทำให้มีรายได้รวม 8.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 26 ล้านล้านบาท 

 

หาก IATA ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์แนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศทั่วโลกในปี 2019 เหลือ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.46 แสนล้านบาท ลดลงจากที่ประเมินไว้ในเดือนธันวาคม 2018 จะมีกำไร 3.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1 ล้านล้านบาท 

 

สาเหตุสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น คาดปีนี้จะมีราคาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 27.5% เมื่อเทียบกับปี 2017 โดยค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจะคิดเป็น 25% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (เพิ่มขึ้นจาก 23.5% ในปี 2018) 

 

ขณะเดียวกันยังเจอปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งมีการประเมินว่าต้องการนักบินเพิ่ม 255,000 คนภายในปี 2027 เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใน 20 ปี และสงครามการค้าโดยเฉพาะสหรัฐฯ-จีน ที่นับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลกระทบต่อทั้งอุปสงค์และอุปทาน

 

ทำให้ในปี 2019 ค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7.4% ซึ่งสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 6.5% การเพิ่มขึ้นที่ไม่สัมพันธ์กันนี้ได้เข้าไปกดดันกำไรสุทธิจนเติบโตเพียง 3.2% น้อยกว่าปี 2018 ที่ทำได้ 3.7% ขณะที่กำไรต่อผู้โดยสารจะเหลือ 6.12 ดอลลาร์สหรัฐ ราว 184.88 บาท จากปี 2018 ที่ทำได้ 6.85 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 206.93 บาท

 

เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ของแต่ละสายการบิน THE STANDARD จึงหยิบผลประกอบการในปี 2019 ของสายการบินบางแห่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘สายการบินแห่งชาติ’ เพื่อดูว่าตัวเลขรายได้และกำไรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม บางสายการบินจะเป็นงบ 6 เดือนหรืองบ 9 เดือน ด้วยแต่ละแห่งวางปีงบประมาณไม่เหมือนกัน

 

 

Japan Airlines

เริ่มต้นด้วยสายการบินแห่งชาติของแดนซามูไร ‘Japan Airlines’ รายงานผลประกอบการ 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2019 แจ้งรายได้จากการดำเนินงาน 7.598 แสนล้านเยน หรือ 2.11 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.9% เป็น 6.785 แสนล้านเยน ประมาณ 1.87 แสนล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 29% จาก 7.6 หมื่นล้านเยน เหลือ 5.4 หมื่นล้านเยน หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท

 

Japan Airlines อธิบายว่าสาเหตุมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนระหว่างสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เป็นผลทำให้ผู้โดยสารระหว่างประเทศมีน้อยลง รายได้จึงน้อยลง 1.2% รวมไปถึงเส้นทางฮ่องกงและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้การปรับประเมินรายได้ใหม่จะลดลง 4.7 หมื่นล้านเยน เติบโตเพียง 3% คิดเป็นรายได้รวม 1.516 ล้านล้านเยน ส่วนกำไรยังประเมินไว้ที่ 1.14 แสนล้านเยนเท่าเดิม

 

Singapore Airlines

อีกหนึ่งสายการบินแห่งชาติของสิงค์โปร์ที่มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาตลอด ‘Singapore Airlines’ รายงานผลประกอบการ 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2019 แจ้งรายได้รวม 8,325 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 1.846 แสนล้านบาท เติบโต 5.3% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 7,912 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 1.754 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 3.1% เหลือ 413 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่โดยรวมแล้วมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.1% จาก 196 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 206 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 4.567 พันล้านบาท 

 

Singapore Airlines แจ้งว่าแม้จะมีรายได้จากผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 514 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เติบโต 8.2% แต่มีรายได้จากการขนส่งสินค้าลดลง 12.5% เหลือ 138 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และการส่งออกที่ชะลอตัวจากประเทศผู้ผลิตสำคัญในยุโรปและเอเชีย นอกจากนี้ยังต้องบันทึกผลงานดุลการขาดดุลปฏิบัติการ 19 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หลังจากต้องหยุดบิน Boeing 737 MAX จำนวน 8 ลำ

 

Cathay Pacific

ต้องบอกว่าสายการบินแห่งชาติของฮ่องกง ‘Cathay Pacific’ กำลังอยู่ในภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างแท้จริง เพราะถึงแม้ช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมของทั้งกลุ่มจะมีรายได้ 53,547 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือ 206,540 ล้านบาท เติบโต 0.9% ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น 5.6% แต่มีรายได้จากการขนส่งสินค้าลดลง 11.4% เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน 

 

มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 52,493 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ประมาณ 202,470 ล้านบาท ลดลง 1.7% คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,347 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือ 5,195 ล้านบาท เติบโต 1,696% หลังจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนติดลบ 75 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

 

แต่การประท้วงในฮ่องกงซึ่งกินเวลามายาวนานหลายเดือนส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของ Cathay Pacific ซึ่งปกติแล้วครึ่งปีหลังจะทำผลงานได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ข้อมูลผลประกอบการเฉพาะเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพบว่ามีผู้โดยสารลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้ลดความจุเที่ยวบินผู้โดยสาร (Passenger Flight Capacity) ลงจากตารางเดิม 2-4% ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม และ 6-7% ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยคาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะต่ำกว่าครึ่งปีแรกอย่างมาก

 

Emirates Airlines

ต่อกันที่ ‘Emirates Airlines’ ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นหูของคนไทย และเป็นสายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่งประกาศผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2019 พบว่ามีรายได้ 5.33 หมื่นล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือประมาณ 438,253 ล้านบาท ลดลง 2% เนื่องจากมีการปิดรันเวย์ส่วนใต้ 45 วันที่สนามบินนานาชาติดูไบ และอัตราแลกเปลี่ยนในยุโรป ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อินเดีย และปากีสถาน

 

แต่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8% เป็น 1.2 พันล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราว 9,870 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของราคาเชื้อเพลิง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงถูกชดเชยบางส่วนจากการเคลื่อนไหวของค่าเงิน

 

เมื่อเจาะเฉพาะผลประกอบการของสายการบิน Emirates Airlines จะพบว่ามีรายได้ลงลง 3% คิดเป็นตัวเลข 4.73 หมื่นล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 389,052 ล้านบาท แต่มีกำไรเติบโตถึง 282% คิดเป็นตัวเลข 862 ล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราว 7,090 ล้านบาท เนื่องจากมีจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 7.9%

 

การบินไทย

ปิดท้ายด้วยสายการบินแห่งชาติของบ้านเรา ‘การบินไทย’ เพิ่งแจ้งผลประกอบการไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 พฤศจิกายน) โดยระบุผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2019 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2019 มีรายได้รวมจํานวน 137,316 ล้านบาท ลดลง 11,342 ล้านบาท หรือ 7.6% สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากการขนส่งลดลง 8.6% คิดเป็นตัวเลข 11,655 ล้านบาท โดยในส่วนของรายได้จากค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินลดลง 7.1% มีสาเหตุหลักจากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารลดลง 3%

 

ค่าใช้จ่ายรวมจํานวน 148,098 ล้านบาท ลดลง 3,467 ล้านบาท หรือ 2.3% โดยค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง 5.5% หรือ 2,384 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลง 7.6% และค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานไม่รวมน้ำมันลดลง 974 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกันแล้วมีการขาดทุนสุทธิ 11,102 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปีก่อน 7,066 ล้านบาท หรือ 175.1% 

 

การบินไทยระบุในเอกสารที่ส่งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า จากสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม จึงกำหนดกลยุทธ์เร่งด่วนในการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ 6 กลยุทธ์ เช่น การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ, การลดปริมาณของเหลือใช้, การรุกตลาดใหม่ และเพิ่มรายได้โดยใช้ Digital Marketing ฯลฯ

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง: 

 

The post ‘ธุรกิจสายการบินแห่งชาติ’ บินได้ไกลแค่ไหนในปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thomas Cook เลิกกิจการ นักท่องเที่ยวติดค้างนับแสน กระทบพนักงานกว่า 2 หมื่นคนทั่วโลก https://thestandard.co/thomas-cook-collapses-as-last-ditch-rescue-talks-fail/ Mon, 23 Sep 2019 11:38:44 +0000 https://thestandard.co/?p=289662 Thomas Cook

Thomas Cook บริษัทสายการบินและนำเที่ยวชั้นนำของโลกที่มี […]

The post Thomas Cook เลิกกิจการ นักท่องเที่ยวติดค้างนับแสน กระทบพนักงานกว่า 2 หมื่นคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thomas Cook

Thomas Cook บริษัทสายการบินและนำเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีอายุเก่าแก่ถึง 178 ปีของอังกฤษประกาศยุติกิจการแล้ว หลังการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงโอบอุ้มธุรกิจประสบความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย 

 

สำนักงานการบินพลเรือนของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า Thomas Cook ได้ยุติการดำเนินธุรกิจแล้วโดยมีผลทันที ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินและโปรแกรมการนำเที่ยวทั้งหมด ซึ่งสร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรกว่า 1.5 แสนคนที่อยู่ในต่างประเทศ

 

ปีเตอร์ แฟงก์เฮาเซอร์ ซีอีโอของบริษัท Thomas Cook ได้แสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และกล่าวขอโทษต่อลูกค้าหลายล้านราย รวมถึงพนักงานอีกหลายพันชีวิตที่ต้องตกงาน

 

ทั้งนี้ Thomas Cook มีพนักงานราว 22,000 ทั่วโลก โดยจำนวนนี้เป็นพนักงานในสหราชอาณาจักร 9,000 คน ขณะที่ลูกค้าในต่างประเทศมีจำนวนราว 600,000 คน

 

BBC รายงานว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เช่าเครื่องบินเหมาลำจำนวน 45 ลำ ซึ่งบางลำมาจากสายการบิน easyJet และ Virgin เพื่อขนนักท่องเที่ยวที่ติดค้างกลับบ้าน โดยมีเครื่องบินจำนวนหนึ่งที่บินมารับไกลถึงมาเลเซีย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวจำนวน 16,000 คนที่จองตั๋วเดินทางกลับในวันนี้

 

เมื่อเดือนสิงหาคม Thomas Cook ได้รับเงินช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการจำนวน 900 ล้านปอนด์จากบริษัท Fosun ซึ่งเป็นบริษัทจากจีนที่ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด แต่บริษัทยังจำเป็นต้องระดมเงินทุนเพิ่มเติมอีก 200 ล้านปอนด์

 

อย่างไรก็ตาม การเจรจากับธนาคารหลายแห่งประสบความล้มเหลวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทตัดสินใจยุติการดำเนินงาน

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post Thomas Cook เลิกกิจการ นักท่องเที่ยวติดค้างนับแสน กระทบพนักงานกว่า 2 หมื่นคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>