บริษัทจดทะเบียน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัทจดทะเบียน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 03 Sep 2026 07:35:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. https://thestandard.co/set-new-rules-delisting-companies/ Thu, 03 Sep 2026 07:35:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1250354 ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น

ในตลาดทุนไทยการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและความโปร่ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น

ในตลาดทุนไทยการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใส ถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนแผนงานการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ระยะ 3 ปี (ปี 2567-2569) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG)

 

ดวงรัตน์ สมุทวณิช ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับ บริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้นำเสนอความคืบหน้าของแผนงานการกำกับดูแล บจ. ซึ่งหากเปรียบแผนงาน 3 ปีเป็น ‘รถไฟ 3 ขบวน’ ปัจจุบัน ตลท. ได้ดำเนินมาตรการไปแล้วถึง 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนแรกคือการยกระดับเครื่องหมายเตือน C (Caution) เป็น 4 ประเภท (CB, CS, CC, CF) และขบวนที่ 2 คือการเพิ่มมาตรการรายงานรายการที่มีความเสี่ยงและการอัปเดตรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

ขณะนี้ ตลท. กำลังก้าวเข้าสู่ ‘รถไฟขบวนที่ 3’ ซึ่งเป็นมาตรการส่วนที่อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น(เฮียริ่ง) จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาโดยเน้นน้ำหนักไปที่กลไกการตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลกิจการ (Governance) เป็นสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนมีความรับผิดชอบต่อการเปิดเผยข้อมูลของตนเอง และสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่เข้มแข็งจากภายในก่อนจะถึงมือผู้กำกับดูแล

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 1

 

ดวงรัตน์ สมุทวณิช ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับ บริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

โดยมีสาระสำคัญของร่างเกณฑ์ใหม่ทั้ง 4 มาตรการที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

 

  • ยกระดับมาตรการกรณีกรรมการอิสระ-กรรมการตรวจสอบ ไม่ครบถ้วน

 

คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee: AC) และกรรมการอิสระ (Independent Director: ID) มีบทบาทและหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ตลอดจนการสอบทานงบการเงินและระบบควบคุมภายใน

 

ที่ผ่านมา ตลท. มีมาตรการบังคับใช้เฉพาะกรณี กรรมการตรวจสอบ (AC) ไม่ครบถ้วน เท่านั้น โดยมีลำดับขั้นตอนคือ

 

  • เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือนนับจากวันที่กรรมการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ตลท. จะขึ้นเครื่องหมายเตือน CC เพื่อเตือนผู้ลงทุนว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวอาจถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ในระยะถัดไป
  • หากครบกำหนดอีก 3 เดือน รวมเป็น 6 เดือน ยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ครบ ตลท. จะขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการเพิกถอน

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ กรรมการอิสระ (ID) ไม่ครบถ้วน เดิมเกณฑ์ระบุเพียงให้

 

บริษัทเปิดเผยข้อมูลในวัน Record Date เท่านั้น ยังไม่มีการขึ้นเครื่องหมาย CC เพื่อเตือนผู้ลงทุน เนื่องจากในอดีต ตลท. มองว่า ID เป็นเรื่องของคุณสมบัติ แต่ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการลงนามงบการเงินหรือกำกับระบบควบคุมภายในเหมือน AC

 

สิ่งที่ปรับปรุงใหม่ภายใต้เกณฑ์ที่กำลังเปิด Hearing

 

  • ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดย ตลท. เสนอให้นำมาตรการควบคุมและส่งสัญญาณเตือน คือ CC และ SP มาใช้บังคับกับกรณี กรรมการอิสระ (ID) ไม่ครบถ้วน ในรูปแบบและระยะเวลาเดียวกับกรณีกรรมการตรวจสอบ (AC)
  • ร่นระยะเวลาการเพิกถอนให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาการขึ้นเครื่องหมาย SP ไว้ 2 ปี ก่อนจะเพิกถอนหลักทรัพย์ ตลท. ได้เสนอทบทวนปรับลดระยะเวลาดังกล่าวเหลือเพียง 1 ปี หากบริษัทไม่สามารถแก้ไขเยียวยากรณี ID หรือ AC ไม่ครบถ้วนได้สำเร็จ เนื่องจาก ตลท. เล็งเห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใส จึงต้องการกระตุ้นให้ บจ. เร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

 

“ส่วนใหญ่บริษัทจดทะเบียนมักจะแก้ไขปัญหา ID หรือ AC ไม่ครบถ้วนได้ภายใน 3 เดือนแรกอยู่แล้ว แต่สำหรับรายที่แก้ไขไม่ได้ มักจะมีเหตุอื่นๆ พ่วงอยู่ด้วย เช่น ปัญหางบการเงินล่าช้า หรือฐานะการเงินย่ำแย่ ทำให้หาผู้มาดำรงตำแหน่งได้ยาก” ดวงรัตน์ ระบุ

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 2

 

  • การกำหนดคุณสมบัติหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA)

 

ระบบการควบคุมภายในที่ดีคือหัวใจสำคัญในการทำให้บริษัทจดทะเบียนเข้มแข็ง และหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน(Head of IA) ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักรวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนงานของกรรมการตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. และ ตลท. จึงได้ร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานและคุณสมบัติของหัวหน้า IA ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

เกณฑ์คุณสมบัติที่เสนอร่วมกัน

 

  • ด้านวุฒิการศึกษา/ประกาศนียบัตร ต้องผ่านการทดสอบหลักสูตรวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภายในตามที่ สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด
  • ด้านประสบการณ์การทำงาน ต้องมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบควบคุมภายในหรือ IA ไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

เนื่องจาก สำนักงาน ก.ล.ต. บังคับใช้เกณฑ์นี้กับบริษัทที่ทำ IPO ใหม่ แต่ ตลท. ต้องบังคับใช้กับ บจ. ปัจจุบันกว่า 800 แห่ง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง

 

ตลท. จึงเสนอแนวทางผ่อนผันและสนับสนุนเพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนที่สูงเกินไปแก่บริษัทจดทะเบียน ดังนี้

 

  • ยกเว้นเกณฑ์ด้านประสบการณ์การทำงาน: สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้า IA ของ บจ. นั้นๆ อยู่แล้วในปัจจุบัน โดย ตลท. จะยกเว้นเงื่อนไขประสบการณ์ทำงานให้ แต่หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้า IA คนใหม่ คนใหม่นั้นจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ก.ล.ต. ทุกประการ ทั้งนี้ บจ. จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้า IA ผ่านระบบ ตลท. ภายใน 3 วันทำการ เทียบเท่าเกณฑ์แจ้งเปลี่ยน AC
  • เน้นการเปิดเผยข้อมูลแทนการลงโทษรุนแรงในระยะแรก หากบริษัทใดที่หัวหน้า IA ปัจจุบันยังมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เช่น ยังไม่ได้วุฒิบัตร บริษัทเพียงแค่ต้อง เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ลงทุนทราบ ผ่านระบบของ ตลท. ว่าคุณสมบัติของหัวหน้า IA ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และระบุแผนการปรับปรุงแก้ไขหรือตารางการสอบ เพื่อให้ผู้ลงทุนติดตาม

 

โดย ตลท. จะยังไม่มีการขึ้นเครื่องหมายเตือนภัยใดๆ ในระยะแรก เพื่อเน้นให้เวลา บจ. พัฒนาบุคลากรภายในมากกว่าการบีบบังคับให้ไปจ้าง IA ภายนอกซึ่งมีราคาแพง

 

กำหนดระยะเวลาปรับตัว (Effective Date) ดังนี้

  • บจ. จดทะเบียนใหม่ (New Listing) บังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2571 เป็นต้นไป
  • บจ. ปัจจุบัน ให้เวลาปรับตัวเพิ่มเติมอีก 1 ปี โดยเกณฑ์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2572 เป็นต้นไป

 

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 3

 

เปิดเผยแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของ บจ.

 

ปกติแล้ว บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ตามเกณฑ์ที่จะต้องดำรงคุณสมบัติในเรื่องต่างๆ เช่น สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float), การมีสัดส่วน ID และ AC ครบถ้วน รวมถึงการมีระบบควบคุมภายในตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตเมื่อเกิดความบกพร่องในข้อกำหนดเหล่านี้ บริษัทจะรายงานข้อมูลออกมาเป็นชิ้นๆ (Piece by Piece) เช่น แจ้งข่าวกรรมการตรวจสอบลาออก หรือแจ้งข่าวกรณี Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำให้ทั้งผู้ลงทุนติดตามภาพรวมได้ยาก และบางครั้งตัวกรรมการบริษัทเองก็อาจจะหลงลืมว่าตนเองยังขาดคุณสมบัติข้อใดไปบ้าง

 

โดยตลท. จึงเสนอให้มี แบบประเมินการดำรงคุณสมบัติประจำปี(Checklist) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ใบตรวจสุขภาพประจำปี’ ของ บจ. โดยมีรูปแบบสำคัญคือ

 

  • ตลท. จะกำหนดแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่ระบุเกณฑ์การดำรงคุณสมบัติสำคัญทั้งหมดของบริษัท
  • บจ. มีหน้าที่จัดทำแบบประเมินนี้ส่งให้ ตลท. เป็นประจำทุกปี ควบคู่ไปกับการจัดทำรายงานประจำปี (One Report)
  • ในแบบฟอร์มจะต้องแสดงสถานะอย่างชัดเจนว่าบริษัทสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ครบทุกข้อหรือไม่ หากข้อใดปฏิบัติไม่ได้ จะต้องชี้แจงแผนงาน กรอบเวลา และแนวทางแก้ไขปรับปรุงให้ชัดเจน
  • คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) จะต้องเป็นผู้ลงนามรับรองแบบประเมินนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าบอร์ดได้รับทราบสถานะสุขภาพและข้อบกพร่องของบริษัทตนเองอย่างแท้จริง

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 4

 

  • ยกระดับการดำเนินการกรณี บจ. ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล

 

ความโปร่งใสในการปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูลเป็นด่านแรกของการคุ้มครองผู้ลงทุน ที่ผ่านมาหาก บจ. มีพฤติกรรมเปิดเผยข้อมูลล่าช้า หรือข้อมูลผิดพลาดจนต้องขอแก้ไข ตลท. จะใช้วิธีส่งจดหมายตักเตือนไปยังบริษัทเป็นการภายในโดยตรง และให้บริษัทชี้แจงมาตรการแก้ไขกลับมา ซึ่งกระบวนการนี้เป็นความลับรับรู้กันเพียงแค่ สองฝ่าย ระหว่าง ตลท. และ บริษัทจดทะเบียนเท่านั้น โดยที่ผู้ลงทุนไม่มีโอกาสรับรู้ถึงความพยายามหรือแนวทางแก้ไขป้องกันของบริษัทเลย

สิ่งที่ปรับปรุงใหม่ภายใต้เกณฑ์ Hearing

 

  • เปิดเผยมาตรการป้องกันต่อสาธารณะ ซึ่งหากบริษัทใดทำข้อมูลผิดพลาดบ่อยครั้งหรือเปิดเผยล่าช้า ตลท. จะยังคงออกหนังสือเตือนเช่นเดิม แต่บริษัทจะต้องชี้แจงแผนป้องกันความผิดพลาดและกรอบเวลาการยกระดับระบบเปิดเผยข้อมูลของตน ผ่านระบบการเผยแพร่ของ ตลท. ให้ผู้ลงทุนทั่วไปรับทราบพร้อมกันด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความตั้งใจในการแก้ปัญหาของบริษัท
  • ร่นระยะเวลา SP สำหรับ บจ. ที่ไม่เปิดเผยข้อมูล ในกรณีร้ายแรงที่ บจ. เพิกเฉยและไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ตลท. จะสั่งหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (SP) ทันที ซึ่งภายใต้เกณฑ์เดิมจะให้เวลา บจ. แก้ไขได้ถึง 2 ปี ก่อนจะถูกเพิกถอน แต่เกณฑ์ใหม่จะปรับลดระยะเวลาพักการซื้อขายเพื่อแก้ไขปรับปรุงลงเหลือเพียง 1 ปี หากครบกำหนดแล้วยังไม่ยอมปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล ตลท. จะพิจารณาเพิกถอนทันที เพื่อเร่งกระตุ้นให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลและจำกัดเวลาการค้างสถานะที่ไร้ความโปร่งใส

 

“ทั้งนี้ ในกรณีที่ข้อมูลผิดพลาด ตลท. จะพิจารณาจาก 2 มิติควบคู่กัน คือ ‘เจตนา’ และ ‘ผลกระทบต่อผู้ลงทุน’ หากไม่มีเจตนาทุจริตและผลกระทบอยู่ในวงจำกัด ตลท. จะเน้นการให้คำแนะนำและให้โอกาสแก้ไขผ่านกระบวนการปกติเป็นหลัก” ดวงรัตน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ภายหลังจากเสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ตลท. จะดำเนินการรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ และทำงานประสานสอดคล้องอย่างใกล้ชิดร่วมกับ สำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะในมาตรการด้านคุณสมบัติของหัวหน้า IA เพื่อให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานและทิศทางการบังคับใช้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ดวงระบุว่า คาดว่าจะสรุปผลการเฮียริ่ง และประกาศเกณฑ์ได้ในปีนี้ และทยอยบังคับใช้ สำหรับการเปิดเผยแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของบจ ซึ่งเดิมตั้งเป้าเริ่มปี 2570

 

อย่างไรก็ดีเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนบางส่วนขอเวลาเตรียมตัวเพิ่มเติม ตลท. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าอาจจะเลื่อนออกไปเพื่อไม่ให้สร้างภาระต้นทุนที่สูงเกินไปในช่วงแรก

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 5

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/set-roadshow-london-thai-companies/ Fri, 22 May 2026 08:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1210032 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ CITIC Securities จัดงาน ‘CLSA ASEAN Access Day in London’ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 พร้อมนำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยชั้นนำ เข้าพบกองทุนสถาบันระดับโลกเพื่อนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและศักยภาพตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น

 

ด้านตลาดทุน SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสุทธิ โดยจุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดใจของตลาดทุนไทยด้วย

 

“การโรดโชว์ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนชั้นนำกว่า 20 แห่งเข้าร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่จากยุโรปที่ลงทุนในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ผู้ลงทุนสถาบันให้ความสนใจกับตลาดไทยในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่นำเสนอ ช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” อัสสเดชกล่าว

 

 

 

บจ. ไทย 5 แห่ง ที่ร่วมโรดโชว์ครั้งนี้ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดเข้าร่วมโรดโชว์กับ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ฮ่องกง และงานสัมมนาประจำปี Thailand Focus 2026 ในเดือนสิงหาคม 2569

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย https://thestandard.co/urgent-policies-revive-thai-capital/ Wed, 21 Jan 2026 04:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1167644 เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ. […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ ศึกชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย ใครจะเป็นผู้นำคนใหม่ นำพาเศรษฐกิจออกจากวังวนโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง คอร์รัปชันครอบงำ

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่นโยบาย ‘แก้ปัญหาปากท้อง’ แต่ต้องการรัฐบาล ที่รื้อจัดระบบโครงสร้าง แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้

 

‘ตลาดทุน’ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

 

ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่หดหาย จากคดีทุจริตของบริษัทจดทะเบียน, ความล่าช้า ของหน่วยงานกำกับดูแล, การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ และขาดธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดัน sentiment ตลาด ทำให้ปริมาณซื้อขายต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 30,000 – 40,000 ล้านบาท จากระดับ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

THE STANDARD WEALTH เปรียบเทียบนโยบายเร่งด่วนแก้ ‘วิกฤติตลาดหุ้นซึม’ ของ 8 พรรคการเมือง พรรคไหนให้ความสำคัญเรื่องอะไรบ้าง

 

เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย 4

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 https://thestandard.co/sec-set-negative-party-rating/ Thu, 15 Jan 2026 07:44:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1165600 ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ

‘กรณ์’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดเกรด ก.ล.ต. และตลาด […]

The post ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ

‘กรณ์’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดเกรด ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้คะแนนติดลบ ส่วน ดร. อรรถวิชช์ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เต็มสิบ ส่วน ก.ล.ต. ให้ศูนย์

 

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม

 

ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่

 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

 

ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์

 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

หนึ่งในคำถามจากนักลงทุนที่ถามเข้ามาในช่วงท้ายคือ “จากการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คะแนนเต็มสิบท่านให้เท่าไหร่”

 

กรณ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ผมให้ติดลบอยู่แล้วครับ อาจจะให้ตลาดหลักทรัพย์มากหน่อย แต่ผมว่า ก.ล.ต. ติดลบครับ”

 

ขณะที่ ดร. อรรถวิชช์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า “ตลาด (ตลท.) ผมให้ 10 เต็ม โคตรเจ๋ง ท่านทำชีวิตรอดมาได้ยังไง ไอพีโอแต่ละตัวปวดหัวทั้งนั้น แต่ผมว่าผู้บริหารท่านเข้มแข็งครับ ส่วน ก.ล.ต. ผมให้ศูนย์ครับ ตู้มากครับ อะไรที่ควรจะแข็งไม่แข็ง อะไรที่ควรจะอ่อนไม่อ่อน”

 

“ผมไม่เข้าใจ ก.ล.ต. พอนวัตกรรมเยอะๆ งงทุกที พอจะพูดเรื่องเหรียญงง เป็นการดักไม่ให้ตลาดโต สิ่งที่ต้องทำคืออะไรรู้มั้ย ทุนเทา พอทุนเทาต้องเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าหัวกระดาษมาบริษัทใหญ่หน่อย ปล่อยละ”

 

ด้าน อนุชา จากพรรคภูมิใจไทย มองว่า ให้คะแนนต่ำกว่า 5 สำหรับทั้งสององค์กร โดยบอกว่า “อย่างน้อยต้องปรับปรุงและทำให้ดีขึ้นกว่านี้ และอนาคตอาจจะมีความจำเป็นต้องตั้งศาลคดีการเงินและตลาดทุน”

 

ส่วน ดร. คเณศ จากพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ให้เท่ากันที่ 7 คะแนน ซึ่ง ก.ล.ต. มีหน้าที่ดูแลบริษัทจดทะเบียน แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นในการที่จะดูความผิดปกติ ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดูการเปิดเผยข้อมูล ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องดูแลโบรกเกอร์ซึ่งมีภารกิจในการทำ KYC และ DCC ให้เข้มข้นมากขึ้น

 

สำหรับ นิกร จากพรรคกล้าธรรม บอกว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ 6 คะแนน ก.ล.ต. ให้ 3 คะแนน ขอฝากตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าอยากให้เปลี่ยน mindset ของนักลงทุนระดับย่อยว่า (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ไม่เป็นคาสิโน อยากให้มีการให้ความรู้มากขึ้น ส่วน ก.ล.ต. อยากให้มาช่วยแก้เรื่อง HFT และ Agency Listing”

The post ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน https://thestandard.co/set-aggressive-strategy-cg-market/ Wed, 14 Jan 2026 01:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1164914 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหล […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ท่ามกลางความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลายๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี จะใช้ความ ‘ดุดัน’ ในการทำงานในส่วนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีอำนาจควบคุม เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล (CG) โดย ตลท. มีแผนจะเข้าไปสื่อสารและนำเสนอข้อมูลโดยตรงกับคณะกรรมการ (บอร์ด)ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อเน้นย้ำเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ

 

ทั้งนี้หากพบงบการเงินหรือรายการที่น่าสงสัย ตลท. จะเร่งให้บริษัทชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนทันที โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับกรณีการตรวจสอบทุนเทา แม้ ตลท. จะไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนเส้นทางเงินโดยตรง แต่ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนข้อมูลแก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสร้างความโปร่งใส ทั้งนี้มองว่ากรณีบริษัทที่สร้างความเสียหายมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับบริษัททั้งหมดกว่า 800 แห่งในตลาด

 

ยืนยันตลาดหุ้นไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน

 

อัสสเดช กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน ขณะที่ในฝั่งของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองตลาดทุนไทยว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้มีมุมมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นการปลุกประเด็นกระแสเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน 1

 

“เงินทุนเทาที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจของไทย ซึ่งมองว่าที่เข้าในตลาดทุนไทย จะเป็นปลายน้ำแล้ว ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมให้ความร่วมมือ หากมีข้อมูลที่มองว่าเป็นประโยชน์ในการดำเนินการของทุกสำนักงานของรัฐ แต่ทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาขอข้อมูลอะไรจากตลาดหลักทรัพย์ฯ” อัสสเดช กล่าว

 

ทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆภายใน 6 เดือน

 

ด้านกฎเกณฑ์การกำกับดูแลในตลาดทุนจำเป็นต้องมีดุดันด้วยเช่นกัน เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกเกณฑ์ใหม่ๆ จำนวนมาก ซึ่งยังตอบโจทย์นักลงทุนไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาเกณฑ์ที่ออกมาทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวมหรือไม่

 

โดยปัจจุบันทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล เพื่อพิจารณาว่ากฎเกณฑ์ที่มีมากกว่า 20 กฎเกณฑ์ ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ตอบโจทย์นักลงทุนโดยรวมจริงๆ

 

โดยแผนทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน โดยจะพิจารณาในทุกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น HFT, Uptick Rule, Dynamic Price Band เป็นต้น ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลให้เหมาะสม ครบถ้วนต่อภาวะตลาดในปัจจุบัน คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้

 

เปิด 3 แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ 3 ปี จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

 

1. รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)

 

โดยมีแผนดึงดูด Fund Flow รวมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน เป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือสภาพคล่องของตลาด ซึ่ง ตลท. มีแผนดำเนินการในหลายด้านดังนี้

 

  • ช่วงปลายปี 2568 มีการปรับกฎเกณฑ์การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้มีการยกเลิกเงื่อนไขที่ต้องรอ 6 เดือนก่อนเริ่มโครงการใหม่ และขยายระยะเวลาการถือครองหุ้นที่ซื้อคืนก่อนจำหน่ายออกเป็นสูงสุด 5 ปี เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนบริหารจัดการสภาพคล่องได้ยืดหยุ่นขึ้น
  • โครงการ Jump+ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ซึ่งปัจจุบันมี บจ ร่วมโครงการแล้วจำนวน 110 แห่ง
  • มุ่งเน้นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับหุ้นขนาดเล็กที่มักขาดการวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ โดยการสนับสนุนงบประมาณให้มีการจัดทำบทวิเคราะห์และสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น
  • ศึกษาการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลบริษัทขนาดเล็ก ตามแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น เพื่อลดช่องว่างด้านข้อมูล
  • ศึกษาการนำระบบ Market Maker มาใช้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับหุ้นขนาดเล็กอย่างเหมาะสม

 

ดึงดูดทุนต่างชาติและ New Economy

 

เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ตลท. เตรียมผลักดันสินค้าและนโยบายใหม่ๆ เช่น

 

  • B-Connect เป็นโครงการที่จะทำให้นักลงทุนสามารถใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน (Collateral) ในการซื้อขายหุ้นได้ ซึ่งจะช่วยดึงเงินทุนเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยโครงการนี้รอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่เพื่อดำเนินการต่อ
  • การดึงดูด New Economy ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้โดยมีการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อให้กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
  • ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ธุรกิจแอลกอฮอล์ ตลท. ยืนยันว่าไม่มีเกณฑ์ห้ามธุรกิจที่ถูกกฎหมายเข้าจดทะเบียน หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ด้านกำไรและระบบควบคุมภายใน

 

2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)

 

  • สร้าง SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

 

3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)

 

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer e-Proxy, e-Document, Investor Portal
  • วางรากฐานพัฒนาคน ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน 2

ภาพ : แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

 

แผน Roadshow จ่อคลอด Crypto ETF-Futures บุกกระดานเทรด

 

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในส่วนของการเข้าถึงนักลงทุน ตลท. มีแผนจะรวมแอปพลิเคชันการลงทุนให้เหลือเพียงแอปเดียว เพื่อให้ผู้ลงทุนบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างสะดวกและเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สำหรับแผนการโรดโชว์ต่างประเทศ จะเน้นไปที่ศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีหน้า หลังจากมีความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาลใหม่

 

หนึ่งในแผนสำคัญคือการเตรียมความพร้อมนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กระดานเทรด โดยจะเน้นไปที่ Crypto ETF และ Crypto Futures มีรายละเอียด ดังนี้

 

  • Crypto ETF จะเป็นการซื้อขายผ่านกระดานของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้จัดตั้งกองทุน Crypto ETF และซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ตามปกติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ที่จะนำมาบรรจุในตะกร้า ETF ซึ่งคาดว่าจะขออนุญาต ก.ล.ต. ออก Crypto ETF ภายในปีนี้
  • Crypto Futures จะเป็นการซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับ FX Futures หรือ Index Futures ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่านักลงทุนจะได้เห็น Crypto ETF ออกมาสร้างสีสันก่อนผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Futures โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ที่เทรดคริปโตเคอร์เรนซีให้เข้ามาสู่ระบบการลงทุนที่มีมาตรฐานและการกำกับดูแล

เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ รวมศูนย์ข้อมูลพอร์ตลงทุนแบบ One-Stop

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ภายในปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากในการติดตามข้อมูลการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย โดยแอปฯ นี้จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวมข้อมูลพอร์ตการลงทุน (Centralized Portfolio Data) ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งมาไว้ในที่เดียว ทั้งหุ้น พันธบัตร รวมถึงกองทุนต่างๆ อย่าง LTF RMF และ SSF

 

รุกตลาดพันธบัตร และความคืบหน้า IPO ไซส์ใหญ่

 

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนพัฒนา Bond Connect เพื่อให้การซื้อขายพันธบัตรตลาดแรกและตลาดรองสามารถทำได้ง่ายขึ้นบนกระดาน SET รวมถึงการรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับ G Token หรือ Digital Token ของภาครัฐที่จะเชื่อมโยงกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่

 

สำหรับภาพรวมการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) ในปีนี้ คาดว่าจะมี IPO ขนาดใหญ่ ที่ผ่านการอนุมัติและเตรียมเสนอขายอยู่ในระบบอย่างน้อย 1 ราย ส่วนประเด็นเรื่องการรับกลุ่มธุรกิจที่มีความอ่อนไหว เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันในจุดยืนเดิมว่า เปิดกว้างสำหรับทุกธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างถูกกฎหมาย และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ทั้งในด้านตัวเลขทางการเงินและการควบคุมภายใน (Internal Control)

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก https://thestandard.co/10-top-revenue-companies-global/ Mon, 12 Jan 2026 04:43:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1164085 Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline does not contain any proper nouns. All nouns (บริษัท - company, รายได้ - income, โลก - world) are common nouns. Therefore, applying this specific rule results in no changes to the headlines spacing. Original headline: 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก Reformatted headline (no changes needed by the given rule): 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั […]

The post 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline does not contain any proper nouns. All nouns (บริษัท - company, รายได้ - income, โลก - world) are common nouns. Therefore, applying this specific rule results in no changes to the headlines spacing. Original headline: 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก Reformatted headline (no changes needed by the given rule): 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลก ธุรกิจแบบไหนมีรายได้มากที่สุดในโลก?

 

หลายคนอาจกำลังโฟกัสไปที่บริษัทเทคโนโลยียุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้ามองในมุมของรายได้ที่แปรเปลี่ยนมาเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงธุรกิจ จะพบว่าในบรรดา 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ธุรกิจเทคโนโลยีอย่างที่คิด

 

THE STANDARD WEALTH พาไปสำรวจ 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้ ‘มากที่สุดในโลก’

 


 

10 อันดับบริษัทรายได้มากที่สุดในโลก 2026: ค้าปลีกและพลังงานยังครองแชมป์

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ https://thestandard.co/asean-ipo-2025-quality-focus/ Mon, 29 Dec 2025 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1158614 IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจ […]

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน และมูลค่าระดมทุนที่ตกต่ำลงจากระดับแสนล้าน มาอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ขาดสภาพคล่อง จากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตหุ้นภายในของ บจ.

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เข้ามาระดมทุนในตลาดยังเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเก่า ที่ไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต รวมถึง PE ที่ถูก ทำให้หุ้นไทยขาดความเซ็กซี่ในสายตานักลงทุน ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

 

คำถามคือ ในปี 2568 เมื่อเทียบกับอาเซียน ตลาด IPO ประเทศอื่นซบเซาแบบเดียวกันไหม อะไรคือปัจจัยเสี่ยง และอะไรคือข้อได้เปรียบที่สร้างแต้มต่อให้กับตลาดแต่ละประเทศ เมื่อเทียบผลการดำเนินไทยอยู่ตรงไหน ?

 

รายงานล่าสุดของ Deloitte พบว่า ในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568 ตลาด IPO อาเซียน ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดีลขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 102 บริษัท (ลดลงจาก 136 บริษัทในปี 2024) แต่เม็ดเงินระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.74 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 53% จากปี 2024 สะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับหุ้น IPO ที่ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

 

โดยขนาดดีล IPO โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมูลค่าระดมทุนรวมกันมากกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 83% ของเงินระดมทุนทั้งหมดในอาเซียน

 

มูลค่าระดมทุนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากดีลขนาดใหญ่ (blockbuster IPOs) ในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

สิงคโปร์-เวียดนาม ผู้นำดีลยักษ์ IPO อาเซียน

 

ตลาด IPO อาเซียนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์และเวียดนามเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน ‘มูลค่าระดมทุน’ ภูมิภาคในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568

 

สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ในแง่ของมูลค่าการระดมทุนตลาด IPO โดยมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,840 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน

 

  • ปัจจัยหนุน: ความสำเร็จในปีนี้ขับเคลื่อนโดยการจดทะเบียนของกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งแต่ละดีลระดมทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าการระดมทุน ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดหุ้น โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่กำกับดูแลโดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (Disclosure-based Regulatory Regime) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
  • มูลค่าระดมทุนสูงสุดรอบ 7 ปี: มูลค่าการระดมทุนในปี 2568 ของสิงคโปร์พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
  • ผลตอบแทนโดดเด่น: หุ้น IPO ในปีนี้ให้ผลตอบแทนหลังเข้าจดทะเบียน (Post-IPO returns) ที่แข็งแกร่ง โดยปิดวันแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% และให้ผลตอบแทนสะสมนับจากต้นปี (Year-to-Date) สูงถึง 29%

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “การฟื้นตัวของสิงคโปร์เป็นสัญญาณของการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ตลาดในปีนี้ เน้นดีลที่มีขนาดใหญ่ (Large-cap) แม้จำนวนบริษัทจดทะเบียนจะน้อยลง แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของ MAS เช่น โครงการพัฒนาตลาดทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และตอกย้ำตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในฐานะผู้นำการฟื้นตัว ของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับตลาด IPO สิงคโปร์ จากจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน และบริษัทจดทะเบียนข้ามพรมแดน (Cross-border Listings) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทในอาเซียนที่มีความสนใจจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

เวียดนามกลับมาสร้างความฮือฮา ด้วยการเข้าระดมทุน 2 ดีลยักษ์ใหญ่ในภาคบริการทางการเงิน ได้แก่ Techcom Securities (TCBS) และ VP Bank Securities ซึ่งมียอดระดมทุนรวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,150 ล้านบาท) หลังจากเผชิญกับภาวะตลาดซบเซาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018

 

  • ปัจจัยหนุน: เศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีหน้า คือการที่เวียดนามยกระดับสถานะสู่ ‘ตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มรอง’ (Secondary Emerging Market) ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้อีกมหาศาล

 

จิ่ง บุ่ย (Trinh BUI) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Vietnam กล่าวว่า

 

“ตลาด IPO ของเวียดนามกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ การกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดในเอเชีย”

 

มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ครองแชมป์จำนวน IPO

 

มาเลเซียยังคงครองแชมป์ ‘จำนวนบริษัทจดทะเบียน’ สูงสุดในภูมิภาค โดยมีบริษัทเข้า IPO ทั้งหมด 48 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,265 ล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาด ACE Market (ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพสูง) แม้ว่าตัวเลขในเชิงมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และเงินระดมทุนรวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่แนวโน้มตลาดมาเลเซียยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันได้บรรลุเป้าหมายมีบริษัทจดทะเบียนครบ 60 บริษัทในปีนี้

 

  • ผลตอบแทนวันแรกปิดบวก

 

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างปรากฏการณ์ ‘หุ้นร้อน’ โดย THMY Holdings Berhad ปิดวันแรกบวกถึง 193.55% และ Oriental Kopi Holdings Berhad ปิดบวก 98.86%

 

  • ดีลข้ามพรมแดน

 

มาเลเซียเริ่มเห็นความหลากหลายจากการเข้ามาจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ เช่น UMS Integration Ltd (จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) และ Cuckoo International (MAL) Berhad ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Cuckoo Holdings จากเกาหลีใต้

 

ว่อง กา ชุน (Wong Kar Choon) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Malaysia กล่าวว่า “ตลาด IPO ของมาเลเซียมีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน แม้จะมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรที่กระทบภาคการส่งออก แต่บริษัทที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนอย่างดี”

 

ด้านตลาด IPO อินโดนีเซียมีการปรับตัวที่ชัดเจน โดยเน้นการนำบริษัทที่มีมูลค่าสูง เข้าจดทะเบียนแทนการเน้นจำนวน โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ 24 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,689 ล้านบาท)

 

  • พลังงาน

 

เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวหอกในการระดมทุน ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยมีดีลยักษ์ใหญ่คือ PT Merdeka Gold Resource Tbk (ระดมทุน 279 ล้านดอลลาร์) และ PT Chandra Daya Investasi Tbk (ระดมทุน 144 ล้านดอลลาร์)

 

  • อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ตามมาเป็นอันดับสองและสาม โดยมีบริษัทชื่อดังอย่าง PT Bangun Kosambi Sukses Tbk (ในเครือ Agung Sedayu Group) และ PT Yupi Indo Jelly Gum Tbk เข้าจดทะเบียนเสริมความแข็งแกร่ง

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “นักลงทุนในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ”

 

IPO ไทย สภาพคล่องหาย มูลค่ารั้งท้าย

 

สำหรับผลงานตลาด IPO ไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.2568 พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 18 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 8,991.70 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าระดมทุนลดลง 43.75% จากปี 2024 เช่นเดียวกับมูลค่าระดมทุน ที่ลดลงมากถึง 56% จากปี 2024 ทำให้มูลค่าระดมทุนต่ำสุดในรอบ 22 ปี

 

ซ้ำร้ายราคาหุ้นหลังเข้า IPO มี 12 จาก 18 ตัว ที่ราคาต่ำจองจากราคาเสนอขาย โดยส่วนใหญ่ราคาต่ำจองอยู่ที่ 30-50%

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ตลาด IPO ซบเซา หลักๆ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ ‘สภาพคล่องลดลง’ จากการเปลี่ยนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปสู่กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เมื่อกองทุน LTF ครบอายุไถ่ถอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ และการลงทุนต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย นักลงทุนสถาบันจึงขาด ‘เงินลงทุนใหม่’ จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ เพื่อซื้อหุ้นใหม่ โดยเน้นซื้อเก็บหุ้นตัวใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

 

ประกอบกับแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จึงทำให้แรงซื้อสองเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศอ่อนกำลังลง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็เน้นซื้อหุ้น IPO เพื่อเกร็งกำไรในการซื้อขายวันแรก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายมากกว่า

 

กองทุน PE กุญแจเร่งการเติบโตของตลาด IPO อาเซียน

 

การที่กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Equity (PE) เข้ามามีบทบาทในตลาด IPO อาเซียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้สูงขึ้น พร้อมกับเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ตลาดทุนในภาพรวม

 

แม้ว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะลดลง แต่มูลค่าการระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 54% สะท้อนว่าบริษัทที่มีกองทุน PE หนุนหลังมักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจ แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็น ช่องทางหลักในการทำกำไรและถอนการลงทุน (Key Exit Route)

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทิศทางตลาด IPO อาเซียนที่เน้น ‘คุณภาพมากกว่าปริมาณ’ โดย PE และนักลงทุนสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นอาเซียน

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงบ่งชึ้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการถอนทุน (Exit Environment) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่ PE มักลงทุนได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เช่น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
  • บริการทางการแพทย์ (Health Care)
  • ค้าปลีก (Consumer Retail)
  • เทคโนโลยี (Technology)

 

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน กำลังมุ่งไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการลงทุนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real Assets)

 

ในด้านการระดมทุนของกองทุน PE เองยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Deployment) ไปยังบริษัทในพอร์ตโฟลิโออย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและสร้าง ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้มีบริษัทคุณภาพดีจ่อคิวเข้าตลาด อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2026

 

ดีลใหญ่หนุน IPO ไทยจ่อฟื้นปี 2569

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น Seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือบริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปีสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์

 

ดังนั้น สำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้วไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน Pipeline ของตัวเอง ปัจจุบันบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย และบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่ง คาดว่าจะทำให้ Sentiment หุ้น IPO ฟื้นตัวทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนและมูลค่าระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปีถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน Incentive กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

ขนาดดีล IPO เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ชี้แจง กระบวนการตรวจสอบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อบุคคล – จำนวนบริษัท ที่กำลังตรวจสอบ จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ https://thestandard.co/sec-securities-and-exchange-commission/ Thu, 25 Dec 2025 01:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1158020 ก.ล.ต. ชี้แจง กระบวนการตรวจสอบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อบุคคล - จำนวนบริษัท ที่กำลังตรวจสอบ จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

สำนักงาน ก.ล.ต. ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่มีสื่อมวลชนส […]

The post ก.ล.ต. ชี้แจง กระบวนการตรวจสอบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อบุคคล – จำนวนบริษัท ที่กำลังตรวจสอบ จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ชี้แจง กระบวนการตรวจสอบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อบุคคล - จำนวนบริษัท ที่กำลังตรวจสอบ จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

สำนักงาน ก.ล.ต. ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่มีสื่อมวลชนสอบถามเกี่ยวกับการตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง นั้น ก.ล.ต. ขอให้ข้อมูลว่าในกระบวนการตรวจสอบของ ก.ล.ต. จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่เป็นชื่อบุคคล ข้อมูลหรือจำนวนบริษัทที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงจะมีการเปิดเผยให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป โดย ก.ล.ต. ยึดมั่นในการดำเนินการอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย (due process of law)

 

สำหรับการตรวจสอบของ ก.ล.ต. เป็นการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนมิได้เป็นการตรวจสอบการดำเนินงานทางธุรกิจ แต่เป็นการตรวจสอบเรื่องการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ทุกร้อยละ 5 และการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากพบว่าโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใดมีผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (ultimate beneficial owner) ที่มิได้รายงานให้ถูกต้องครบถ้วน หรือมีการถือหุ้นมากจนถึงระดับที่เป็นการครอบงำกิจการแต่ยังไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่ง ก.ล.ต. จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนโดยตรงและหรือการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ที่สำคัญ ก.ล.ต. ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ก.ล.ต. ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. โดยที่ สำนักงาน ปปง. ได้มีการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับฟอกเงินไว้แล้ว ในขณะที่ ก.ล.ต. สามารถนำข้อมูลที่สำนักงาน ปปง. มีอยู่จากการตรวจสอบมาใช้ในการบังคับใช้กฎหมายตามบทบาทหน้าที่ของ ก.ล.ต. ซึ่งการประสานความร่วมมือนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีผลการดำเนินการแล้ว ก.ล.ต. จะเปิดเผยให้สาธารณชนทราบต่อไป

The post ก.ล.ต. ชี้แจง กระบวนการตรวจสอบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อบุคคล – จำนวนบริษัท ที่กำลังตรวจสอบ จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน https://thestandard.co/sec-amlo-fight-crypto-laundering/ Thu, 04 Dec 2025 10:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1151450 ‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำน […]

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับการยึดหุ้นของหลายบริษัทจดทะเบียนไทย และหนึ่งในนั้น ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดคือหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มูลค่าราว 6 พันล้านบาท เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

 

ไม่เพียงแค่ ปปง. เท่านั้น แต่เรายังเห็นหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ปปง. แจงยึดหุ้น ‘บางจาก’ มูลค่า 6 พันล้านบาท เชื่อมโยง ‘เบน สมิธ’ พร้อมระบุมีหุ้นอีกหลายตัวที่เกี่ยวข้อง

 

ในการแถลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงผลสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการธุรกรรม มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ อายัดเงินในบัญชีรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนมีการนับรวมหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่มีความเชื่อมโยง เบน สมิธ มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง. ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.ได้ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นคือ บัญชีม้าที่ใช้ในการลักลอบทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินฝากของธนาคาร คือ นางสาวแตงไทยฯ เป็นบัญชีม้า ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการ พบว่าในช่วงปี 2560-2565 มีการทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการทำความผิดจากกลุ่มของนายยิม เลียก ภรรยา และกลุ่มเบน สมิธ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่ามีหุ้นอะไรบ้างของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของบริษัทอะไรบ้างที่มีความโยงการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า

 

“มีหุ้นหลายตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่ตัวที่ใหญ่ ปปง. ยึดอายัดไว้ คือหุ้นของบริษัทบางจาก มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคา ณ วันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา หากราคาหุ้นขึ้นไปอีกมูลค่าก็อาจสูงกว่านี้ ซึ่งเราตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หุ้นพวกนี้ยึดไว้ตามกรอบกำหนดคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีระยะเวลา 90 วัน ซึ่งเขามีสิทธิ์พิสูจน์ภายใน 30 วัน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมจะเพิกถอนคำสั่งอายัดต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ ปปง. มีการดำเนินการ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง” เทพสุ กล่าว

 

ปมปริศนาผู้ถือหุ้นใหญ่บางจาก กดดันราคาหุ้น

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับหุ้น BCP ในปัจจุบันและเป็นความกังวลของนักลงทุนซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นบางจากคือ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง ALPHA Chartered Energy

 

“ตราบใดที่ (ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ALPHA Chartered Energy) ยังไม่คลี่คลาย เชื่อว่าจะยังเป็นประเด็นกดดันราคาหุ้นบางจากต่อไป”

 

เนื่องจาก 2 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.ความไม่มั่นใจของนักลงทุนว่าในอนาคต ALPHA Chartered Energy จะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาหรือไม่ และ 2.กลยุทธ์ของ BCP จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการเข้ามาของ ALPHA Chartered Energy ซึ่งมีตัวแทนในบอร์ด 2 ที่นั่ง

 

ตลท. ยืนยันยึดหุ้นบางจาก ไม่กระทบสภาพคล่องซื้อขาย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด (Free float) จากหุ้น BCP ที่โดนยึดไปนั้น เบื้องต้น ตลท. ติดตามการซื้อขายหุ้นทุกตัวอยู่แล้ว พบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น BCP ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่กระทบกับ free float เนื่องจากหุ้นมูลค่า 6,000 ล้านบาท ไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

 

ปัจจุบันหุ้น BCP มี Free float อยู่ที่ประมาณ 50.6% โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบัน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมไม่มากนัก อีกทั้ง
ตลท.มีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันอยู่แล้ว ส่วนทางด้านของบริษัทเองก็มีการประกาศตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางการดำเนินงานในเบื้องต้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนอีก 7 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ต่างชาติผ่านการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ปัจจุบันยังไม่ได้มีหน่วยงานไหนติดต่อเข้ามาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตลท.

 

ทั้งนี้จากกรณีซุกหุ้นผ่านนอมินีดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นผลพวงมาจากกระบวนการเปิดข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่โปร่งหรือไม่ อัสสเดช อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการ สถานะการเงิน นโยบายกำกับกิจการ รวมไปถึงรายงานความยั่งยืน เพื่อให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ จากการตรวจสอบของ ตลท.ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า บริษัทจดทะเบียน 800 แห่ง มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ในส่วนของธุรกรรมผู้ถือหุ้นไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

 

ก.ล.ต. เร่งสางโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การตรวจสอบกรณีผู้ถือหุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินไม่ถูกกฎหมายในบริษัทจดทะเบียนเป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้ว โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ที่ถึงเกณฑ์ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือเกณฑ์ทำ Tender Offer) เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง หรือไม่ (Beneficial Owner) ไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นในนาม (Nominee)

 

การตรวจสอบดังกล่าวได้รวมถึงการขอความร่วมมือจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ในต่างประเทศภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคี (MMOU) โดยเป็นการประสานงานในเชิงลึก มีการประชุมร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ร้องขอถูกต้อง และได้เริ่มการทำงานในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจาก ปปง. แล้ว พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบจะเน้นไปที่โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำหนังสือขอความร่วมมือและขอเอกสารข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จาก ปปง. ซึ่งรวมถึงการที่คณะผู้บริหารนำโดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปพบกับเลขาธิการ ปปง. เพื่อพูดคุยและประสานความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

 

“เราได้รับข้อมูลมาแล้ว และ เริ่มทำงานเลย ในส่วนนี้เพิ่มเติม โดยสิ่งที่เราต้องการข้อมูลคือ เพื่อนำมาสนับสนุนในเรื่องของการตรวจสอบว่าใครเป็น ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตามที่ ก.ล.ต. กำลังพิจารณาอยู่” แหล่งข่าวจาก ก.ล.ต. ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการอายัดหุ้น และการเปิดเผยรายชื่อผู้ซื้อผู้ขายในเคสที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. ไม่ลงไปในหุ้นใดหุ้นหนึ่ง แต่ยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า:

  • ขอบเขตอำนาจ: สิ่งที่ ก.ล.ต. ดูอยู่คือ เรื่องของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่การเข้าไปตรวจสอบในส่วนของการประกอบการของบริษัท
  • ความสำคัญ: การตรวจสอบเหล่านี้เป็นงานบังคับใช้กฎหมาย ที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก (Priority) และยืนยันว่าจากการตรวจสอบในที่สุด จะต้องทราบว่าใครเป็นผู้ซื้อผู้ขายและเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า คำถามที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอายัดทรัพย์ของ ปปง. เช่น ระยะเวลาการอายัดนั้น ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมายของ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ในเชิงหลักการ ปปง. มีอำนาจในการอายัดอยู่เป็นระยะหนึ่ง

 

พรอนงค์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทางกฎหมายของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามกระบวนการ (Due Process) และพร้อมจะดำเนินการกับผู้ที่มีหน้าที่รายงานหรือมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

คุมเข้ม ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ (DA) หวังสกัดเงินเทา

 

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงมาตรการในการจัดการกับมิจฉาชีพที่ใช้คริปโตเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

 

  • แพลตฟอร์มต่างประเทศ: ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดกับคนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และประสานกระทรวง DE เพื่อใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ในการปิดกั้นการเข้าถึง
  • แพลตฟอร์มไทย: มีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC/CDD (Know Your Customer/Customer Due Diligence) และการจัดทำ Customer Profiling ของผู้ประกอบธุรกิจ DA ในประเทศ ทำให้สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้จำนวนมาก และเตรียมพร้อมสำหรับการนำ Travel Rule มาใช้ร่วมกับ ปปง. เพื่อติดตามข้อมูลผู้โอน/ผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และเงินเทาเป็นวาระสำคัญที่ได้ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดของนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ DE และคณะทำงาน Connecting the Dot ของกระทรวงการคลัง

 

“สำนักงานก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้น หากหลักฐานไปถึงใคร สำนักงานพร้อมดำเนินการทันที เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่เป็นช่องทางในการกระทำความผิด” พรอนงค์กล่าวสรุป

 

สรุป 6 มาตรการหลัก ก.ล.ต. ในการสกัดเงินเทา-สแกมเมอร์

 

  • การทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (ปปง., DE, ตำรวจ, ธนาคารพาณิชย์) ผ่านคณะกรรมการต่างๆ
  • การยกระดับมาตรฐานตัวกลาง (โบรกเกอร์/DA Platform) ในการทำ KYC/CDD และการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย
  • การผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่มีมาตรการหละหลวม
  • การใช้กฎหมายเพื่อปิดแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. ไซเบอร์
  • การติดตามดูเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นใหญ่ของ บจ. และการบังคับใช้กฎหมายหากพบความผิดปกติ
  • การยับยั้งความเสียหายจากการหลอกลวงลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และการปิดเว็บไซต์/แพลตฟอร์มหลอกลวง

 

แจงความคืบหน้าคดี JKN และการติดตามผู้ถูกกล่าวโทษ

 

สำนักงานก.ล.ต. ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของเคส JKN โดยยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทางกฎหมายในหลายด้าน

 

โดยด้านสถานะคดี ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทั้งมาตรการทางแพ่ง และกล่าวโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 

ภายหลังการกล่าวโทษ ก.ล.ต. ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และประสานงานกับ DSI จนมีการรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเป็นผลมาจากการกล่าวโทษและการประสานความร่วมมือของสำนักงาน

 

ส่วนกรณีผู้บริหาร JKN หลบหนี ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในช่วงที่กล่าวโทษไม่ได้พบพฤติการณ์หลบหนีที่เข้าเงื่อนไขอำนาจตามกฎหมายในการห้ามออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในกรณีที่มีการหลบหนีไปต่างประเทศในปัจจุบัน โดยได้ประสานงานกับพนักงานสอบสวนเพื่อหาหนทางในการนำตัวกลับมา หากเป็นไปได้

 

ในส่วนของการยึดทรัพย์นั้น เนื่องจากคดีอยู่ในขั้นตอนการกล่าวโทษทางอาญาแล้ว อำนาจในการดำเนินการจึงอยู่กับพนักงานสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้สำนวนนำไปสู่การฟ้องร้องได้

 

แบงก์ชาติพร้อมเข้าตรวจสอบ ‘เส้นทางการเงิน’ ที่ผ่านระบบแบงก์พาณิชย์

 

ต่อคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่หุ้นก้อนใหญ่ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ว่า ธปท. ได้เข้าไปตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น ปปง. หรือ ก.ล.ต. ที่เข้าไปดูแล

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ธปท. จะเข้าไปตรวจสอบในมิติที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยหากพบว่าธุรกรรมดังกล่าวผ่านเข้ามาในระบบธนาคารพาณิชย์ ธปท. ก็จะต้องเข้าไปดูในส่วนนั้น

 

สำหรับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในกรณีธุรกรรมต้องสงสัย ธปท. ยืนยันหลักการว่า สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ ปปง. อย่างเคร่งครัด โดยหน้าที่ของ ธปท. คือการกำกับดูแลให้ธนาคารส่งรายงานข้อมูลตามเกณฑ์ เช่น หากพบการใช้เงินสดเกินวงเงินที่กำหนด หรือมีธุรกรรมต้องสงสัย ต้องส่งรายงานให้ ปปง. ทราบ

 

ภาพ: Prateep Suttiso/Getty Images

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. เผยเศรษฐกิจโตต่ำ ฉุดกำไรจากการดำเนินงานบจ. 9 เดือนแรก หดตัว 7.3% บาทแข็งซ้ำเติมธุรกิจบริการ https://thestandard.co/set-profits-shrink-strong-baht/ Tue, 02 Dec 2025 11:51:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1150761 ตลท. เผยเศรษฐกิจโตต่ำ ฉุดกำไรจากการดำเนินงานบจ. 9 เดือนแรก หดตัว 7.3% บาทแข็งซ้ำเติมธุรกิจบริการ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลดำเนินงานขอ […]

The post ตลท. เผยเศรษฐกิจโตต่ำ ฉุดกำไรจากการดำเนินงานบจ. 9 เดือนแรก หดตัว 7.3% บาทแข็งซ้ำเติมธุรกิจบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. เผยเศรษฐกิจโตต่ำ ฉุดกำไรจากการดำเนินงานบจ. 9 เดือนแรก หดตัว 7.3% บาทแข็งซ้ำเติมธุรกิจบริการ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนช่วง 9 เดือนแรก และไตรมาส 3 ปี 2568 พบว่า รายได้ชะลอลงตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการนำส่งผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 817 บริษัท คิดเป็น 98.7% จากทั้งหมด 828 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 กันยายน 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) พบว่า 9 เดือนแรกของปี 2568 มีบจ. ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 602 บริษัท คิดเป็น 73.7% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

 

ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6% เช่นเดียวกับต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3%

 

อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

 

ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

 

สำหรับงวดไตรมาส 3/2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า บจ. ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ. ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน มีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

 

ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

 

นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทย ซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ. ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจ มียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี

 

โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3 สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสังคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต” สรวิศ กล่าว

 

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% ทั้งนี้ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

 

รายได้และกำไรที่ลดลงของบริษัทจดทะเบียน สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) โดยเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำจุดต่ำสุดที่ 1,062.78 จุด จากระดับ 1,390.88 เมื่อต้นปี ทำให้ผลตอบแทนติดลบ 8.83% ตั้งแต่ต้นปี

 

เมื่อดูแนวโน้มการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า ตั้งแต่ต้นปี มีการปริมาณซื้อขายสุทธิ 1,894,659.55 ล้านหุ้น มูลค่า 9,212,748.47 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน มีการขายสุทธิที่ 28,388.55 ล้านบาท เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิ 111,873.36 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนไทยที่ซื้อสุทธิ 151,835.64 ล้านบาท

The post ตลท. เผยเศรษฐกิจโตต่ำ ฉุดกำไรจากการดำเนินงานบจ. 9 เดือนแรก หดตัว 7.3% บาทแข็งซ้ำเติมธุรกิจบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กว่าจะมาเป็น ‘สุดยอด’ ของตลาดทุนไทย https://thestandard.co/set-awards-investor-compass-quality-stocks-esg/ Tue, 02 Dec 2025 02:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1150089

ในตลาดหุ้นไทยที่มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 800 บริษัท […]

The post กว่าจะมาเป็น ‘สุดยอด’ ของตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในตลาดหุ้นไทยที่มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 800 บริษัท คำถามสำคัญที่ท้าทายนักลงทุนทุกคนคือ เราจะคัดเลือกหุ้นที่มี “คุณภาพ” ที่ธุรกิจมีแนวโน้มจะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวออกมาได้อย่างไร?

 

แน่นอนว่าการดูตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะตลาดทุนต้องการมากกว่าแค่ความหวือหวา แต่มองหารากฐานที่แข็งแกร่งและความสม่ำเสมอ

 

หนึ่งในตัวกรองเชิงคุณภาพที่สำคัญที่สุด ที่ช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลเลือกตัดสินใจ “หุ้นดี” ที่มีคุณภาพระดับสูงและมีความรับผิดชอบ คือรางวัลที่ชื่อว่า SET Awards

 

SET Awards เป็นมากกว่างานมอบรางวัลประจำปี แต่เป็นกลไกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตั้งใจสร้างขึ้น เพื่อส่งเสริมบริษัทที่มีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล และคู่ควรกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะเดียวกันยังเป็นต้นแบบให้แก่ภาคธุรกิจอื่นๆ อีกด้วย

 

หลายคนอาจไม่ทราบว่า SET Awards ไม่ใช่รางวัลที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินมาถึงปีนี้เป็นปีที่ 22 ด้วยเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของตลาดทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.), ผู้บริหารสูงสุด (CEO), บริษัทหลักทรัพย์, บริษัทสมาชิก, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน

 

รางวัลนี้เป็นเหมือน “เข็มทิศ” ที่กำหนดทิศทางให้ผู้เกี่ยวข้องต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ยึดหลักความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยการ เผยแพร่รายละเอียดเกณฑ์การตัดสินที่ชัดเจนในทุกปี เพื่อให้ทุกคนนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาองค์กรให้เติบโตและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

 

หัวใจของรางวัลที่ไม่ใช่แค่เรื่องของกำไร

 

SET Awards ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มรางวัลหลัก ที่สะท้อนภาพการเติบโตขององค์กรในแบบองค์รวม คือ

 

1. กลุ่มรางวัล BUSINESS EXCELLENCE

รางวัลนี้มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้าง ผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม ในด้านต่างๆ เน้นไปที่ความโดดเด่นทางธุรกิจและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนเติบโตอย่างมีคุณภาพ

 

2. กลุ่มรางวัล SUSTAINABILITY EXCELLENCE

รางวัลนี้คือการตอกย้ำว่า การเติบโตในระยะยาวสำคัญที่สุด โดยเน้นการสนับสนุนให้บริษัทบูรณาการ แนวคิดความยั่งยืน หรือ ESG (Environment, Social, Governance) เข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึงการทำกำไรที่ต้องมาพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี

 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้กำหนด รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ (SET Awards of Honor) เพื่อยกย่องผู้ที่สามารถรักษาความโดดเด่นในสาขาต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศที่สม่ำเสมอ

 

กลุ่มรางวัล Business Excellence ประกอบด้วย 8 ประเภทรางวัล โดยมีบริษัทได้รับรางวัลยอดเยี่ยมรวมทั้งสิ้น 24 บริษัท และได้รับรางวัล SET Awards of Honor ทั้งสิ้น 8 บริษัท (รวมกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์)

 

ส่วนกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence มีบริษัทได้รับรางวัล Sustainability Awards ทั้งสิ้น 28 บริษัท รางวัล Supply Chain Management Awards ทั้งสิ้น 7 บริษัท โดยในจำนวนนี้ มี 3 บริษัทที่ได้รับทั้ง 2 ประเภทรางวัล และ Sustainability Awards of Honor 6 บริษัท

 

สุดยอดหุ้นของตลาดทุนไทย 2025

 

ในปี SET Awards 2025 เราก็ได้เห็นโฉมหน้าของ “สุดยอด” แห่งตลาดทุนไทยอีกครั้ง บริษัทที่ได้รับรางวัลต่างพิสูจน์แล้วว่า พวกเขาคือ ผู้นำแห่งความยั่งยืนตัวจริง และเป็น ต้นแบบของการบริหารงานที่ยอดเยี่ยม

 

โดยกลุ่มรางวัล Business Excellence นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) รับรางวัล Best CEO Awards ของ SET ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ขณะที่นางสาววาสนา จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) รับ 2 รางวัล ได้แก่ Best CEO Awards ของ mai และ Young Rising Star CEO Awards

 

set awards 2025

 

ขณะที่รางวัล Best Company Performance Awards มีบริษัทที่ได้รับรางวัลแบ่งตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ฝั่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

กลุ่ม Market Cap. สูงกว่า 100,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH)

 

กลุ่ม Market Cap. สูงกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW)

 

กลุ่ม Market Cap. สูงกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 30,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.ทีคิวเอ็ม อัลฟา (TQM)

 

กลุ่ม Market Cap. สูงกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ (NSL)

 

กลุ่ม Market Cap. ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.เอกรัฐวิศวกรรม (AKR)

 

ฝั่งตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

 

กลุ่ม Market Cap. สูงกว่า 1,500 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ (TACC)

 

กลุ่ม Market Cap. ไม่เกิน 1,500 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว (SECURE)

 

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลที่น่าสนใจคือ กลุ่มของ Innovative Company Awards โดยบริษัทที่ได้รับรางวัล Best Innovative Company Awards ในปีนี้ได้แก่ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ผ่านนวัตกรรมที่ชื่อว่า Mobilix โซลูชันกรีนโลจิสติกส์แบบครบวงจร

 

หากมองโดยผิวเผินรางวัล SET Awards อาจเป็นเหมือนเกียรติยศเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทในตลาดทุน แต่จริงๆ แล้วรางวัลเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็นตัวช่วยสะท้อน

 

หากมองโดยผิวเผิน SET Awards อาจเป็นเพียงแค่เกียรติยศเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทในตลาดทุนที่ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รางวัลเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น ตัวช่วยสะท้อนคุณภาพของตลาดทุนไทย ที่หลายคนอาจมองข้ามไป

 

รางวัลนี้ยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่าง (Role Model) ให้กับบริษัทต่างๆ ในตลาดในการยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่บริษัทเท่านั้นที่พัฒนาตัวเอง แต่ตัวรางวัลเองก็มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตลอด 22 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการลงทุนของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังเช่นในปีนี้ที่มีการเพิ่มรางวัลใหม่ที่น่าสนใจ ได้แก่รางวัล Best Securities Company Awards ด้านการให้บริการ Digital Wealth Service

 

การมองหาบริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards คือการเลือกที่จะลงทุนในรากฐานที่แข็งแกร่ง และร่วมกันผลักดันให้ตลาดทุนไทยเต็มไปด้วยบริษัทที่มีคุณภาพสูงและเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป

The post กว่าจะมาเป็น ‘สุดยอด’ ของตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักบัญชีเรียกร้องประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ. https://thestandard.co/accountants-push-governance-investor-trust/ Fri, 28 Nov 2025 03:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1148905 นักบัญชีเรียกร้อง ประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ.

ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบกรณีทุจริตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใน […]

The post นักบัญชีเรียกร้องประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักบัญชีเรียกร้อง ประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ.

ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบกรณีทุจริตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วเอเชีย ผู้นำภาคธุรกิจและหน่วยงานกำกับดูแลของไทยกำลังถูกเรียกร้องให้ยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ช่วยยับยั้งการกระทำผิดทางการเงิน ผู้นำอุตสาหกรรมระบุว่า ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและดึงดูดการลงทุน ในช่วงเวลาที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความโปร่งใสมากขึ้น

 

รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย สุภัทรกุล คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเรียกร้องให้ธุรกิจไทยเสริมสร้างมาตรการกำกับดูแลให้เข้มแข็งกว่าเดิม โดยชี้ว่าการเพิ่มบทบาทการกำกับดูแลที่เข้มแข็งของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) และการจัดให้มีระบบตรวจสอบภายในที่รัดกุมยิ่งกว่ากระบวนการตรวจสอบบัญชีปกติจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบในองค์กร

 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ได้สร้างคำถามว่าเราจะป้องกันการทุจริตที่จงใจปกปิดได้อย่างไร หากประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนอย่างแท้จริง ต้องเริ่มต้นจากการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธรรมาภิบาลของคณะกรรมการบริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในแนวป้องกันสามด่านเพื่อต่อสู้กับการกระทำผิดทางการเงิน” ดร. สมชาย กล่าว

 

ดร. สมชาย อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ โมเดลแนวป้องกันสามด่าน (Three Lines of Defense Model) ของสถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (IIA) โดย แนวป้องกันด่านแรก คือ ฝ่ายบริหารซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานของธุรกิจ แนวป้องกันด่านที่สอง คือ คณะกรรมการบริษัทซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร และ แนวป้องกันด่านที่สาม คือผู้สอบบัญชีอิสระซึ่งทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น

 

นักบัญชีเรียกร้อง ประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ. 1
รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย สุภัทรกุล คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ตามโมเดลนี้ บทบาทหลักของผู้สอบบัญชีคือการ ‘ให้ความเชื่อมั่นอย่างอิสระ’ ไม่ใช่ ‘การตรวจจับการทุจริต’ แม้สื่อและผู้ถือหุ้นมักชี้นิ้วไปที่ผู้สอบบัญชีทันทีเมื่อเกิดกรณีทุจริต

 

อย่างไรก็ดี ดร. สมชาย อธิบายว่าการทุจริตที่สมรู้ร่วมคิดกันปกปิดโดยผู้บริหารระดับสูงอย่างเป็นระบบนั้นตรวจพบได้ยากมากโดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานการสอบบัญชีระหว่างประเทศมุ่งเน้นการตรวจหาการข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญ ไม่ใช่ตรวจหาการหลอกลวงโดยเจตนา ขณะที่การตรวจสอบนิติวิทยา (forensic audit) แม้สามารถตรวจพบการทุจริตได้ แต่มีต้นทุนสูง ใช้เวลามาก และไม่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในธุรกิจ

 

“ความท้าทายของผู้สอบบัญชี คือ ผู้สอบบัญชีต้องพึ่งพาข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายบริหารเป็นส่วนใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม” เขาอธิบายเพิ่มเติม “ดังนั้น เมื่อการทุจริตเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดของผู้บริหารระดับสูง กระบวนการตรวจสอบตามปกติจึงมักไม่อาจตรวจพบได้” จึงอาจเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและไม่สอดคล้องกับหลักการแนวป้องกันสามด่าน ที่จะคาดหมายให้ผู้สอบบัญชีตรวจพบการทุจริตทุกกรณี

 

ขณะเดียวกัน งานวิจัยระดับนานาชาติหลายฉบับ ยังชี้ให้เห็นว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินมักมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีทุจริตรายใหญ่

 

ด้าน วินิจ กล่าวว่า คณะกรรมการบริษัทของไทยควรมีบทบาทที่เข้มแข็งมากขึ้นในการกำหนด ‘แนวปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างโดยผู้นำองค์กร’ (tone from the top) ดูแลให้แน่ใจว่าระบบธรรมาภิบาลองค์กรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการกำกับดูแลด้านความเสี่ยง จริยธรรม และการควบคุมภายในอย่างรอบด้าน เพื่อให้แน่ใจว่า การทุจริตจะถูกหยุดยั้งก่อนที่จะเริ่มเกิดขึ้น

 

นายกสภาวิชาชีพบัญชี ได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญ กล่าวคือ การส่งเสริมความเป็นอิสระและความรู้ทางการเงินของคณะกรรมการบริษัท การจัดให้มีช่องทางร้องเรียน (whistleblower) และการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างสม่ำเสมอ

 

“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวทางปฏิบัติที่ดีเท่านั้น” นายวินิจ กล่าว “แต่เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และปกป้องชื่อเสียงของธุรกิจไทย บริษัทจดทะเบียนควรมองว่าธรรมาภิบาลไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่มีความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค” วินิจกล่าว

 

นักบัญชีเรียกร้อง ประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ. 2
วินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี

 

วินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยตรวจจับความผิดปกติได้ แต่ยังจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการบริษัทในการป้องกันบริษัทจากกรณีทุจริตที่ซับซ้อน

 

“ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ เรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ไม่อาจละเลยการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรในวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้เกี่ยวกับการทุจริตและการส่งเสริมให้มีความช่างสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ (professional scepticism) มากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง” เขากล่าว

 

“ในขณะที่เรามุ่งมั่นพัฒนากระบวนการสอบบัญชีอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันการทุจริตจำเป็นต้องเริ่มจากมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งรวมถึงการสื่อสารอย่างชัดเจนกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เกี่ยวกับขอบเขตและข้อจำกัดของการสอบบัญชีตามมาตรฐานการสอบบัญชีระหว่างประเทศ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องตกเป็นแพะรับบาปจากการขาดธรรมาภิบาลภายในองค์กร” นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติม

 

แม้ประเทศไทยจะมีชื่อเสียงด้านความโปร่งใสที่เหนือกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่คุณวินิจ เชื่อว่าเรายังสามารถยกระดับให้ดีขึ้นได้อีก โดยการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบในทุกระดับขององค์กร

 

“หากหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และคณะกรรมการบริษัท ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบในเอเชีย ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น” วินิจ กล่าวสรุป

The post นักบัญชีเรียกร้องประเทศไทย ต้องยกระดับ ‘ธรรมาภิบาลองค์กร’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน ทางป้องกันปัญหาทุจริตใน บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเพียง 56% ของบจ. ที่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวัง SETCarbon ช่วยเพิ่มจำนวน https://thestandard.co/set-56percent-carbon-disclosure-setcarbon/ Mon, 17 Nov 2025 10:22:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1144232 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเพียง 56% ของบจ. ที่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวัง SETCarbon ช่วยเพิ่มจำนวน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 56% ของบริษัทจดทะเบียน เปิดเผยข้อมู […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเพียง 56% ของบจ. ที่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวัง SETCarbon ช่วยเพิ่มจำนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเพียง 56% ของบจ. ที่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวัง SETCarbon ช่วยเพิ่มจำนวน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 56% ของบริษัทจดทะเบียน เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว แต่ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

 

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้างานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและโครงการกลยุทธ์ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราอยากจะยกระดับทั้งระบบนิเวศตลาดทุนไปสู่สิ่งที่ยั่งยืนกว่า ทั้งจากการสนับสนุนเรื่อง ESG อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องรายงานข้อมูล Carbon Footprint และกำหนดให้แต่ละบริษัทรายงานเรื่อง ESG เข้าไปพร้อมกับรายงานทางการเงิน

 

แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนรายงานข้อมูลด้านนี้ยังไม่มากเท่าที่ควร จากจำนวนบจ.ทั้งหมด 915 แห่ง มีบริษัทที่รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างน้อย scope 1 และ 2 เพียง 56% แม้ว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีก่อนหน้านี้

 

  • ปี 2565 มี 342 บริษัท แต่มีเพียง 182 ที่มีการรับรองจาก Third Party
  • ปี 2566 มี 445 บริษัท แต่มีเพียง 267 ที่มีการรับรองจาก Third Party
  • ปี 2567 มี 516 บริษัท แต่มีเพียง 332 ที่มีการรับรองจาก Third Party

 

ศรพลกล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ใหม่ ภายในปี 2050 ต้องเห็นจำนวนบจ. เปิดเผยข้อมูลในด้านนี้มากขึ้น

 

ปัญหาหลักที่หลายบริษัทเผชิญประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ต้นทุนสูง และทำยาก โดยในแง่ของต้นทุนพบว่าแต่ละบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการทำรายงาน GHG เฉลี่ย 460,000 บาทต่อปี โดยขั้นต่ำอยู่ที่ 100,000 บาท และมากสุด 5,000,000 บาท และยังต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 94 วันต่อบริษัทต่อปี ในการทำรายงาน

 

ส่วนความยากในการทำนั้น มีทั้งเรื่องการคำนวณตามมาตรฐานและวิธีการเฉพาะทาง เช่น GHG Protocal, ISO, IPCC factors ซึ่งบางบริษัทไม่มีระบบไอทีหรือแพลตฟอร์มรองรับการบันทึกข้อมูล

 

จากปัญหาเหล่านี้เป็นที่มาในการพัฒนา SETCarbon แพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในประเภท “แพลตฟอร์มการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร”

 

SETCarbon จะเชื่อมโยงกับระบบ e-One Report ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจุดเด่นคือ เทมเพลทข้อมูลกิจกรรมการก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรมที่ง่ายต่อการจัดเก็บข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับหลายหน่วยงาน เช่น ธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ ระบบ SETCarbon เริ่มต้นทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ก่อนจะขยายความร่วมมือกับธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) และในปี 2569 จะมีการทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพิ่มอีก 3 แห่ง

 

ปัจจุบันระบบ SETCarbon มีบริษัทจดทะเบียนใช้งานแล้ว 299 บริษัท คิดเป็น 32% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด และหลังจากนี้น่าจะเริ่มเห็นแนวโน้มการเปิดเผยข้อมูลในด้านนี้มากขึ้น

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าในช่วง 5 ปีถัดจากนี้ น่าจะมีบริษัทจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500 บริษัท เข้ามาใช้ SETCarbon ซึ่งแต่ละบริษัทสามารถใช้งานพื้นฐานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเพียง 56% ของบจ. ที่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวัง SETCarbon ช่วยเพิ่มจำนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไมหุ้นใหญ่ตกเป็นของ ‘เด็กชาย’ เมื่อการส่งต่อมรดก มาพร้อมคำถามต่ออนาคตธุรกิจ https://thestandard.co/boy-inherits-big-stock-future/ Thu, 13 Nov 2025 09:51:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1142985 เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไมหุ้นใหญ่ตกเป็นของ ‘เด็กชาย’ เมื่อการส่งต่อมรดก มาพร้อมคำถามต่ออนาคตธุรกิจ

หนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นกระแสในวงการตลาดทุนไทยล่าสุด ค […]

The post เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไมหุ้นใหญ่ตกเป็นของ ‘เด็กชาย’ เมื่อการส่งต่อมรดก มาพร้อมคำถามต่ออนาคตธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไมหุ้นใหญ่ตกเป็นของ ‘เด็กชาย’ เมื่อการส่งต่อมรดก มาพร้อมคำถามต่ออนาคตธุรกิจ

หนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นกระแสในวงการตลาดทุนไทยล่าสุด คือ กรณีที่ปรากฏชื่อของ ‘ด.ช. หฤษฎ์ พิริเยศยางกูร’ อยู่ในลำดับแรกของรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ที่ขายหุ้นไอพีโอ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

จนนำไปสู่การตั้งคำถามและถกเถียงในวงกว้างว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่ออนาคตของธุรกิจอย่างไร และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่

 

ซีอีโอแจง ‘วางรากฐานสานต่อธุรกิจ’

 

หลังเกิดเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ‘กิตติพงษ์ พวงมาลา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SMO อธิบายว่า การปรากฏชื่อของทายาทผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เป็นการวางรากฐานของการสานต่อธุรกิจ เพื่อต่อยอดการเติบโตในอนาคต และยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดำเนินธุรกิจส่งต่อการบริหารงานให้กับรุ่นต่อไปในอนาคต

 

บริษัทขอยืนยันว่า ครอบครัวของผู้ถือหุ้นหลัก 3 ครอบครัวและผู้บริหารทั้งหมดของบริษัทได้ทำข้อตกลงในการที่จะไม่ขายหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถืออยู่ หรือ Lock Up เต็มจำนวนทั้ง 100% ก่อนที่จะมีการเข้าซื้อขายหุ้น IPO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารทุกคนมีความเชื่อมั่นในบริษัท และพร้อมที่จะเดินหน้าขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับนักลงทุนในอนาคต

 

เด็กชายถือหุ้นใหญ่ลำดับแรกไม่ผิด แต่ไม่แนะนำ

 

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีการส่งมอบมรดกหรือความมั่งคั่งภายในครอบ ผ่านการโอนหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เป็นกระบวนการส่งมอบตามปกติ แต่มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ คือการใส่ชื่อเด็กผู้เยาว์ หรือ เด็กชาย เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

ทั้งนี้ มีประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือ หากหุ้นอยู่ในชื่อของเด็กผู้เยาว์ จะไม่สามารถขายได้โดยปราศจากการขออนุญาตจากศาล ดังนั้น หากต้องการจะขายหุ้นออกมา จะต้องทำคำร้องขออนุญาตจากศาลก่อนซึ่งขั้นตอนการดำเนินการที่มีความยุ่งยากพอสมควร

 

“การที่เจ้าของของบริษัทจดทะเบียนโอนหุ้นให้ทายาทที่เป็นผู้เยาว์ถือหุ้นนั้น ในมุมหนึ่งตีความได้ว่าเป็นการส่งต่อเวลธ์ภายในครอบครัวของเจ้าของกิจการเอง และต้องการถือหุ้นไว้ระยะยาว ไม่มีแผนที่จะขายหุ้นบริษัท เพราะหากต้องการขายหุ้นของทายาทที่เป็นผู้เยาว์ออกมานั้นจะต้องขออนุญาตให้ศาลอนุญาตก่อนซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากกว่าจะขายหุ้นออกมาได้” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการใช้สิทธิออกเสียงโหวต หรือการเข้าประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท หรือแต่งตั้งกรรมการนั้น สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำนาจปกครอง จะเป็นผู้ดำเนินการออกเสียงแทนเด็กหรือผู้เยาว์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

 

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ระบุว่า โดยปกติแล้ว ไม่แนะนำให้ใส่ชื่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์โดยตรง เนื่องจากสร้างความยุ่งยากมาก นอกจากนี้ หากมีเงินปันผลเข้ามา การนำไปลงทุนต่อก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบังคับว่าสามารถนำไปลงทุนในอะไรได้บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในกรณีลักษณะนี้อาจตีความได้ว่าเป็นวิธีการที่เจ้าบริษัทจดทะเบียนแห่งนั้นของต้องการที่จะล็อกหุ้น ส่งมอบทรัพย์สินไว้ให้กับทายาทคนนี้โดยเฉพาะ เหมือนเป็นการแบ่งมรดกไว้ล่วงหน้า แม้จะมีกรณีการส่งต่อเวลธ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในตลาดหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่กรณีที่ผู้รับเป็นเด็กผู้เยาว์ ซึ่งจะมีความยุ่งยากในการขายแตกต่างกันไป ในเชิงกฎหมายแล้วการดำเนินการลักษณะนี้ถือว่าทำได้ปกติ

 

ด้านพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ได้ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่สังคมให้ความสนใจกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ที่มีเด็กชายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น ว่าเป็นการส่งต่อทรัพย์สินเป็นเรื่องปกติภายในครอบครัว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินหรือมรดกจะใส่ชื่อลูกเพื่อส่งต่อทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับการที่หลายครอบครัวมีใส่ชื่อมอบอสังหาริมทรัพย์ให้กับทายาทไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์

 

อีกทั้งมองว่าการตัดสินใจใส่ชื่อลูกตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในการโอนในอนาคต

 

การส่งต่อเร็วเกินไป อาจกระทบธุรกิจ

 

ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคาร ไทยพาณิชย์ ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในการวางแผนสืบทอด (Succession Planning) สำหรับธุรกิจครอบครัว การโอนหุ้นบริษัทเพื่อแบ่งมรดก ให้กับทายาทไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะดำเนินการมื่อทายาทยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ไม่ค่อยเห็นทายาทมีอายุน้อย เท่ากรณีกลุ่มบริษัทสมอทอง

 

แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ตามกฎหมาย แต่ข้อกังวลที่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคือ การโอนหุ้นบริษัทให้กับทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อวางแผนสืบทอดธุรกิจ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ทายาท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อบรรลุนิติภาวะจะต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจ

 

ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายครอบครัวที่โอนหุ้นบริษัทให้กับทายาท โดยหวังให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจ แต่มักเกิดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวภายหลัง เช่น บางครอบครัวเมื่อทายาทโตแล้วไม่อยากสานต่อธุรกิจ แต่ยังอยากรับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล จึงไม่ยอมแบ่งขายหุ้นของตัวเองให้กับญาติพี่น้องที่ต้องการเข้ามาบริหารธุรกิจ

 

ผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อ เมื่อมีสัดส่วนหุ้นน้อยกว่าทายาท ก็จะมีอำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงได้รับผลตอบแทนที่น้อยลงไปด้วย คนเหล่านี้จึงขาดแรงจูงใจในการทำธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปผลการดำเนินงาน และความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นรายย่อย ในกรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทายาทยินยอมแบ่งขายหุ้นให้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยข้อเสนอ ที่เป็นค่าชดเชยในมูลค่าที่เท่ากันหรือมากกว่า โดยสุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องยอมรับข้อเสนอ
เนื่องจากทายาทมีความได้เปรียบด้านอำนาจการต่อรอง

 

ในกรณีที่ทายาทยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากพ่อแม่ต้องการนำเงินปันผลจากหุ้น เพื่อนำไปหมุนธุรกิจ หรือลงทุนต่อยอด ก็จะต้องเผชิญกับความยุ่งยากทางกฎหมาย ซึ่งปกป้องผลประโยชน์ผู้เยาว์ การทำให้ทรัพย์สินเสื่อมถอยลง หรือเสียหาย ศาลอาจพิจารณาไม่ให้ผ่าน

 

“การโอนทรัพย์สินให้กับทายาทในลักษณะนี้ อาจจะเร็วเกินไป ต้องอย่าลืมว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่นิ่งเฉย แต่มีอำนาจในการบริหารจัดการ รวมถึงได้รับผลตอบแทนด้วยตรงนี้ ก็อาจทำให้ธุรกิจครอบครัวเสียโอกาส” ดร.นิติ กล่าว

 

ดังนั้น ทางออกของการส่งต่อความมั่งคั่ง สำหรับธุรกิจครอบครัว คือ ต้องมีการวางโครงสร้าง Succession Planning เพื่อรองรับการส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทรุ่นถัดไป โดยกำหนดให้สืบทอดทรัพย์สิน เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม ทั้งวุฒิภาวะและความสามารถ

 

ดันธุรกิจเข้าตลาด สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจครอบครัว

 

ด้าน สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า การจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ลักษณะนี้เป็นเหตุผลภายในครอบครัวที่ต้องการวางแผนให้ลูกเข้ามาสานต่อธุรกิจ

 

แต่เพราะเรื่องของอายุทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นกระแสขึ้นมา แต่สิ่งที่อยากจะสื่อสารให้เห็นคือ การให้ลูกที่อายุยังน้อยเข้ามาถือหุ้นเป็นหนึ่งในกระบวนการส่งผ่านมรดกที่ทำผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“ธุรกิจส่วนใหญ่ในไทยเป็นธุรกิจครอบครัว ถ้าต้องการส่งผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน การนำหุ้นเข้าตลาดเป็นหนึ่งในวิธีการ และยังช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัวได้”

 

หนึ่งในข้อดีของการจัดโครงสร้างลักษณะนี้คือ หุ้นที่ถูกถือโดยผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะเหมือนกับการถูกล็อกไม่ให้ขายโดยอัตโนมัติ ผ่านการดูแลของผู้ปกครอง และในอีกมุมหนึ่งสามารถสะท้อนได้ว่าพ่อแม่จะพยายามดูแลธุรกิจให้ดีเพื่อส่งต่อให้กับลูกในอนาคต

 

โครงสร้างผู้ถือหุ้น นักลงทุนมองข้ามไม่ได้

 

ด้าน วีระพงษ์ ธัม นักลงทุนอาชีพ กล่าวว่า ในฐานะนักลงทุน เรื่องของโครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นจะมีผลต่อธุรกิจ

 

โดยส่วนตัวจะชอบมากกว่าที่ผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย แต่หากไม่ใช่ก็ต้องวิเคราะห์ในรายละเอียดมากขึ้น เช่น เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว และอำนาจที่จะส่งผลต่อการบริหารธุรกิจ

 

“กรณีนี้จะมองว่าไม่เป็นอะไรก็ได้ หรือจะไม่สบายใจก็ได้ แต่นักลงทุนไม่สามารถละเลยความผิดปกติ หรือกรณีพิเศษใดๆ ได้ การจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นสำคัญมาก เพราะจะส่งผลต่ออำนาจในการโหวตประเด็นต่างๆ ของธุรกิจ”

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลไฟลิ่งของ SMO จะเห็นว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะประกอบไปด้วย 5 กลุ่มหลัก คือ 1.ครอบครัวกิตติพงษ์ ถือหุ้นรวม 20.46% 2.กลุ่มครอบครัวเสกศักดิ์ ถือหุ้นรวม 20.16% ซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นของ เด็กชาย หฤษฎ์ พิริเยศยางกูร อยู่ในกลุ่มนี้ 3.กลุ่มครอบครัวลัม ถือหุ้นรวม 17.75% 4.ปาจรีย์ อิ่มอุดม ถือหุ้น 3.37% และ 5.ศักดา ทองรอง ถือหุ้น 2.55%

 

ภาพ: Martin Barraud/Getty Images

The post เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไมหุ้นใหญ่ตกเป็นของ ‘เด็กชาย’ เมื่อการส่งต่อมรดก มาพร้อมคำถามต่ออนาคตธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โปรไฟไหม้’ https://thestandard.co/jumpplus-stock-campaign/ Sun, 22 Jun 2025 09:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1087733 jumpplus-stock-campaign

ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ ‘Jump+’ ที่จะช่วยสน […]

The post ‘โปรไฟไหม้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
jumpplus-stock-campaign

ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ ‘Jump+’ ที่จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสร้างการเติบโตและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนแบบ ‘ก้าวกระโดด’ โดยที่โครงการนี้จะให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและการให้คำแนะนำแก่บริษัทจดทะเบียนในหลายๆ เรื่องที่จะทำให้กิจการเติบโต มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเติบโตจากภายในและการควบรวมกิจการที่เป็นประโยชน์กับบริษัท นอกจากนั้น ก็ยังช่วยให้กิจการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้กับทั่วโลก

 

ผลที่คาดหวังก็คือ มูลค่าของกิจการของบริษัทที่คาดว่าจะเข้าร่วมในโครงการ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างถาวรในช่วงเวลา 2-3 ปีของโครงการ พูดง่ายๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็น ‘หุ้นขึ้น’ แบบ ‘ก้าวกระโดด’

 

ผมเองเห็นด้วยทุกประการ โดยเฉพาะในยามที่หุ้นโดยรวมมีราคาตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ผลประกอบการก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หุ้นจำนวนมากมีผลประกอบการที่ดีใช้ได้ มีความแข็งแกร่ง มีธุรกิจที่มั่นคงมาก และที่สำคัญ จ่ายปันผลได้งดงามสูงที่สุดเป็น ‘ประวัติการณ์’ เมื่อเทียบกับราคาหุ้น และแทบจะสูงที่สุดในโลกที่ประมาณเกือบ 5% ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด

 

ผมคิดว่าสถานการณ์ในยามนี้ของประเทศไทยนั้น มีแต่เรื่องเลวร้ายที่ประดังเข้ามาซึ่งทำให้คนขาดความมั่นใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นทั้งๆ ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

 

ดังนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องมีมาตรการกระตุ้นความต้องการซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แบบ ‘เห็นผลทันที’ โดยเฉพาะจากนักลงทุนชาวไทยที่รู้จักและเข้าใจบริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นว่าอย่างไรเสียบริษัทก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อยๆ เรายังต้องใช้สินค้าหรือบริการทุกวัน เราเชื่อมั่นว่าเป็นบริษัทที่ดีและมีบรรษัทภิบาลที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญ บริษัททำกำไรได้ดีต่อเนื่องไปอีกยาวนานและสามารถที่จะจ่ายปันผลงดงามให้ผู้ถือหุ้นแทบจะตลอดไป

 

วิธีที่บริษัทจะทำนั้น เพื่อที่จะมีประสิทธิผล จะต้องทำแบบเดียวกับแคมเปญขายสินค้าที่มักจะออกแนว ‘ลด แลก แจกแถม’ แต่ในกรณีนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ‘ขายหุ้น’ ของบริษัท ถ้าจะเปรียบเทียบในช่วงนี้ก็จะเป็นคล้ายๆ ‘โปรโมชั่นไฟไหม้’ ของร้านสุกี้ที่มีการลดราคาอาหารลงหนักมากระดับที่นักกิน ‘พลาดไม่ได้’ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ยอดขายสุกี้โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับอาหารแบบอื่น ร้านสุกี้ที่เคยดูเหงาๆ อาจจะเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีหรือคนกินสุกี้น้อยลงก็กลับคึกคักขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

แคมเปญ ‘ขายหุ้น’ ในความหมายของผมก็คือ แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนคิดว่าอะไรจะทำให้คนอยากเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของตนเองในตลาด และเก็บไว้ยาวนาน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละบริษัทก็อาจจะมีประเด็นที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะดึงดูดคนที่ชอบหุ้นเติบโตเร็วเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ทำให้หุ้นขึ้นได้ในระยะยาว หรือขึ้นได้ทันทีถ้าเริ่มเห็นว่าบริษัทสามารถขับเคลื่อนโครงการได้แน่นอน

 

ส่วนตัวผมเองนั้น คิดว่าในยามนี้ สิ่งที่นักลงทุนสนใจเพิ่มขึ้นมากก็คือ ‘เงินปันผล’ แต่นี่ก็มีประเด็นว่าเงินปันผลนั้น บ่อยครั้งจ่ายแค่ครั้งเดียวตอนสิ้นปี วิธีที่อาจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการอยากซื้อหุ้นก็คือ แคมเปญจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง หรือถ้าจะให้ ‘เปรี้ยง’ ก็คือ จ่ายทุก 3 เดือน ครั้งละ 2% ของราคาหุ้นที่ลงทุน และคนที่จ่ายในอัตรานี้ได้ก็คือหุ้นธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ล่าสุดนั้นจ่ายปันผลได้ปีละ 8% จากราคาหุ้นแล้ว

 

แน่นอนว่านี่คือ ‘แคมเปญ’ หรือ ‘โปรโมชั่น’ ที่มีอายุหรือมีเวลา อาจจะแค่ปีหรือสองปีเพื่อที่จะทำให้คนซื้อหุ้น ‘ตัดสินใจทันที’ ซึ่งถ้าคนจำนวนมากเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ราคาหุ้นก็ควรจะวิ่งขึ้นไปได้

 

ถ้าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต่างก็ออก ‘โปรโมชั่น’ ของตนเอง ซึ่งก็ทำได้หลากหลาย แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องตรงกับความต้องการของผู้ถือหุ้นหรือคนที่จะซื้อหุ้นลงทุนที่เป็น ‘ลูกค้า’ ตัวอย่างเช่น บริษัทออกมารับรองว่างวดหน้าและงวดต่อไปอีก 2-3 งวด จะเพิ่มอัตราส่วนปันผลที่เคยจ่ายในระดับ 50% ของกำไร เป็น 60% และ 70% ตามลำดับ หรือถ้าจะให้ ‘เปรี้ยง’ ก็อาจจะบอกว่าจะจ่าย 100% เลย นักลงทุนก็อาจจะสนใจเข้ามาลงทุนในหุ้นและทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้

 

ผมเองเคยสนใจ และ/หรือ ลงทุนกับบริษัทที่ดีจำนวนไม่น้อย แต่บางครั้งก็ต้องถอยหรือลงทุนน้อยกว่าที่ควรเพราะเหตุที่ว่าบริษัททำอะไรบางอย่างไม่ถูกใจ เช่นบริษัทชอบไปลงทุนในบริษัทหรือธุรกิจอื่นที่ผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าบริษัทนั้นเสนอแคมเปญว่า บริษัทจะเลิกทำเรื่องแบบนี้ภายในช่วง เช่น 3 ปีข้างหน้า และบอกว่าจะนำเงินจำนวนนั้นมาซื้อหุ้นคืนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นและสามารถจ่ายปันผลมากขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ นี่ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนที่คิดแบบเดียวกับผมเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม หุ้นก็จะมีราคาหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที

 

เรื่องที่จะทำอะไรหรือสัญญาอะไรที่จะทำให้นักลงทุนตื่นเต้นและสนใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้น สิ่งที่ทำหรือคำมั่นสัญญานั้นจะต้องมี ‘คุณค่า’ ในสายตาของนักลงทุน การเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือการติดตามคอมเมนต์ในสื่อสังคมต่างๆ จะทำให้บริษัทรู้ว่าบริษัทควรจะทำอะไรหรือควรจะมีแคมเปญอะไรที่จะทำให้นักลงทุนสนใจมาซื้อหุ้นลงทุน ซึ่งจะทำให้หุ้นมีมูลค่ามากขึ้น นอกจากนั้น บริษัทก็จะใกล้ชิดกับนักลงทุนมากขึ้นและความไว้วางใจในตัวบริษัทก็จะมีมากขึ้น นี่จะเป็น ‘คุณค่า’ ให้กับตัวหุ้นและบริษัทในทุกด้านซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทมากขึ้นด้วยหากว่ากิจการของบริษัทนั้นขายสินค้าผู้บริโภค

 

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองชอบใจบริษัทจดทะเบียนของเวียดนามที่เขาประกาศผลประกอบการ ‘ทุกเดือน’ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีงบบัญชีละเอียดหรือมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นคือมีตัวเลขยอดขายและกำไรทุกเดือนซึ่งทำให้ผมสามารถติดตามได้และรู้ถึงสถานการณ์ของบริษัทอย่างรวดเร็วแทนที่จะต้องลุ้นถึง 3 เดือนแบบของเรา

 

การรู้ถึงความเป็นไปของบริษัทอย่างรวดเร็วนั้น ช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนได้ เพราะถ้าประกาศงบออกมาไม่ดี เขาก็จะได้ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะทำอะไรกับหุ้น แทนที่จะต้องรอ 3 เดือนในสถานการณ์ที่หุ้นทยอยตกลงมาโดยที่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนี่ก็จะช่วยเพิ่ม ‘คุณค่า’ ให้กับหุ้นได้

 

นี่ก็เช่นเดียวกับ ‘โปร’ อื่น ไม่ใช่เรื่องของข้อบังคับของตลาด แต่เป็นเรื่องที่บริษัททำด้วยความสมัครใจและดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน นักลงทุนชอบซื้อ-ขายหุ้นที่ทำ ‘โปร’ แบบนี้และเขาก็เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ข้อมูลรายเดือนที่เป็นเรื่องรายได้และกำไรของบริษัทจะต้องเปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ก่อนสื่ออื่น เช่นเดียวกับรายงานงบรายไตรมาสตามปกติ และก็ต้องเป็นรายงานที่ถูกต้องแต่ไม่ต้องสอบทานแบบสมบูรณ์เหมือนรายงานที่เป็นทางการอื่น

 

ทั้งหมดที่เสนอมานั้น ผมเองก็ต้องออกตัวว่าคงมีคนเห็นด้วยไม่มากโดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงที่เรียกว่า ‘Establishment’ หรือองค์กรที่เป็นสถาบันจัดตั้งที่เป็นทางการรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ เพราะมันคงดู ‘แหวกแนว’ เกินไป อาจจะเพราะว่า ‘หุ้นไม่ใช่สินค้า’ ถ้าให้มีการทำ ‘โปรโมชั่น’ จะกลายเป็นการ ‘ปั่นหุ้น’ แล้วคนที่เข้ามาซื้อจะเจ็บตัวหนักแล้วใครจะรับผิดชอบ

 

ข้อถกเถียงของผมก็ตอบว่า เราก็ต้องดูว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นจะเป็นการ ‘ปั่นหุ้น’ หรือไม่ เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่บริษัทเสนอนั้น อยู่ในกรอบของกฎข้อบังคับของการเป็น ‘Good Governance’ หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ต้องไม่อนุญาตให้ทำ

 

แต่ผมคิดว่าอย่างการจ่ายปันผลทุก 3 เดือนไม่น่าจะมีปัญหา เช่นเดียวกับการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการเร็วขึ้นอย่างสมัครใจก็ไม่น่าจะมีปัญหา หรือแม้แต่การประกาศว่าจะมีนโยบายซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่องผมก็คิดว่าเป็นผลดีต่อหลายๆ บริษัทที่ไม่สามารถเติบโตทางธุรกิจได้แล้วจึงตัดสินใจคืนเงินให้เจ้าของก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและแน่นอนว่าไม่ใช่การปั่นหุ้น แม้ว่าหุ้นอาจจะขึ้นทันทีที่ประกาศ

 

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร นี่คือสิ่งที่ผม ในฐานะ ‘ลูกค้า’ ขาประจำที่ซื้อหุ้นในตลาดมานานอยากจะเห็น อยากได้ ‘โปรโมชั่น’ หุ้น ที่จะให้ ‘คุณค่า’ แบบชนิดที่ยอดเยี่ยมถูกใจใช่เลย โดยเฉพาะกับลูกค้าหุ้นแนว ‘VI’ ที่ชอบถือหุ้นพื้นฐานดีๆ และถือยาวนาน ส่วนบริษัทที่ทำ ‘โปร’ ที่ขายหุ้นแย่ๆ ซื้อแล้วมีแต่เสียหาย หลอกนักลงทุนด้วย ‘โปร’ ที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าของหุ้นจริงๆ นั้น เราก็ต้องจับตาและต่อต้าน เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐและองค์กรของตลาดทุนที่จะต้องควบคุมและจัดการ

 

ภาพ: wutwhanfoto / Shutterstock 

 

อ้างอิง:

The post ‘โปรไฟไหม้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิด 5 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2024 | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-28122024/ Sat, 28 Dec 2024 02:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1024751 morning-wealth-28122024

สำรวจ 5 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย […]

The post ชมคลิป: เปิด 5 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2024 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-28122024

สำรวจ 5 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย จะเป็นบริษัทใด อยู่ในอุตสาหกรรมไหน โดยประเมินจากงบ 9 เดือน ปี 2024 ที่ประกาศออกมาแล้ว

 

ส่องทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของโลกส่งท้ายปี 2024 

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิด 5 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2024 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ https://thestandard.co/listed-company-stakeholder-roles-investor-guide/ Mon, 23 Dec 2024 02:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1021880 บริษัทจดทะเบียน

ในบริษัทหนึ่งๆ จะมีกลุ่มบุคคลสำคัญ 3 กลุ่มที่มีบทบาทและ […]

The post ‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทจดทะเบียน

ในบริษัทหนึ่งๆ จะมีกลุ่มบุคคลสำคัญ 3 กลุ่มที่มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันแต่มีความเชื่อมโยงกัน นั่นคือ ผู้บริหาร กรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้น 

 

โดยผู้บริหาร (Management) จะมีหน้าที่วางแผน กำหนดกลยุทธ์ ปฏิบัติการ และควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

ส่วนกรรมการบริษัท (Board of Directors) มีบทบาทเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นในการกำกับดูแลการบริหารงานของบริษัท มีหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับดูแลการดำเนินงาน และตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้บริหารอีกทอดหนึ่ง 

 

และสุดท้าย ผู้ถือหุ้น (Shareholders) มีบทบาทเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของบริษัท เช่น การเลือกตั้งกรรมการหรือการอนุมัติการควบรวมกิจการ โดยจะดำเนินการผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ถือหุ้นจะแบ่งออกเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้ถือหุ้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารงาน (Strategic Shareholders) ซึ่งบทบาทก็แตกต่างกัน โดยตามนิยามของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกินกว่า 5% ของทุนชำระแล้ว (โดยให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย) ถือเป็น Strategic Shareholders นั่นหมายความว่า หากถือหุ้นน้อยกว่า 5% จะนับเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีความเกี่ยวโยงกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือผู้ถือหุ้นเลือกกรรมการบริษัทมาเป็นตัวแทนในการดูแลผลประโยชน์ของตน กรรมการบริษัทกำหนดนโยบายและกำกับดูแลผู้บริหาร และผู้บริหารจะดำเนินงานด้านการประกอบกิจการของบริษัท เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

ดังนั้นความสำเร็จของบริษัทหนึ่งๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารจัดการ กรรมการต้องมีความเป็นอิสระและมีความรู้ความสามารถ ซึ่งทั้งผู้บริหารและกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต (Fiduciary Duty) และผู้ถือหุ้นต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของบริษัท เมื่อทั้ง 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทก็จะสามารถเติบโตและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากการคานอำนาจระหว่างกันของทั้ง 3 กลุ่มแล้ว ยังมีอีก 2 หน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ในการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.)

 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. มีการกำกับดูแลให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลอย่างเพียงพอ เท่าเทียม และทั่วถึง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน กรณีเปิดเผยไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจนก็จะติดตามให้ บจ. ชี้แจงเพิ่มเติม และหากตรวจพบการกระทำความผิดของผู้บริหารหรือกรรมการ จนทำให้บริษัทเสียหายที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จะพิจารณาความผิดและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตจะพบเห็นกรณีที่ทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ทำตามบทบาทและหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หรือทำผิดกฎหมาย นำมาซึ่งความเสียหายแก่บริษัทและผู้เกี่ยวข้อง 

 

ยกตัวอย่างกรณีการกระทำผิดของทั้ง 3 กลุ่มที่พบเห็นมีดังนี้ 

 

1. Strategic Shareholders 

 

กลุ่มนี้เคยมีกรณีที่อาศัยประโยชน์จากการถือหุ้นจำนวนมาก ตัดสินใจดำเนินการเรื่องหนึ่งๆ ที่มีนัยสำคัญต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทโดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ไม่นำเข้าที่ประชุมบอร์ดหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามกระบวนการที่ถูกต้อง หากผู้ถือหุ้นรายย่อยรู้ไม่เท่าทันถึงสิทธิและหน้าที่ตนเอง ก็อาจมองข้ามอันตรายจากการทำธุรกรรมเช่นนี้ไป และอาจนำไปสู่หายนะด้านการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ได้ 

 

หรือ Strategic Shareholders ทำรายการขายหุ้นที่ถืออยู่ในคราวเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกระดาน กรณีเช่นนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ควรตระหนักรู้ความเสี่ยงนี้ตั้งแต่เห็นการถือหุ้นในสัดส่วนที่มากอย่างมีนัยสำคัญของ Strategic Shareholders และต้องหมั่นเช็กสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างสม่ำเสมอ 

 

2. กรรมการ/ผู้บริหาร

 

ในอดีตเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหาร ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่น ละเลยการตรวจสอบภายใน ละเลยการตรวจสอบฐานะการเงินของคู่ค้า ละเลยการรายงานของคณะกรรมการบริษัทในวาระสำคัญต่างๆ รวมถึงละเลยการส่งรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และละเลยการเปิดเผยข้อมูล 

 

นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหาร บอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ที่อาจทำให้มีผลกระทบต่อราคาหรือการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้นๆ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

 

รวมถึงการกระทำผิดอื่นๆ เช่น ใช้ข้อมูลภายในบริษัท ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อมูลที่มีผลต่อราคาหุ้น มาหาประโยชน์ส่วนตัว ทั้งการขายหุ้นเพื่อรับกำไรล่วงหน้า หรือขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงการปรับลดลงของราคาหุ้น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

อีกทั้งยังเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหารอาศัยตำแหน่งของตน และกล่าวอ้างข้อมูลของบริษัทไปใช้หลอกลวงผู้อื่นให้มาลงทุนกับโครงการ/ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวบริษัท กรณีเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการจงใจหลอกลวงโดยวางแผนไว้ล่วงหน้า 

 

ทั้งนี้ หากกรรมการ/ผู้บริหารทำความผิดแล้วทำให้บริษัทเสียหาย ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกรรมการ/ผู้บริหารจะต้องได้รับโทษที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังถูกห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารใน บจ. นั้นๆ อีกด้วย 

 

3. ผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

แม้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะไม่ค่อยเกิดกรณีกระทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย และสร้างผลกระทบต่อบริษัท แต่ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ถือหุ้นรายย่อย (ถือหุ้นต่ำกว่า 5%) ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารหรือกรรมการ บจ. มีการกระทำความผิดหลังจากที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้ว อาทิ หลอกลวงผู้อื่นมาลงทุน โดยกล่าวอ้างข้อมูลของบริษัทด้วยความจงใจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กรณีเช่นนี้อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งผู้ที่เข้ามาตรวจสอบและพิจารณาลงโทษตามกฎหมายจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ฯลฯ

 

บทสรุป 

 

ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของทั้ง 3 กลุ่มบุคคลสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนสามารถรู้เท่าทันพฤติการณ์และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที โดยผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลและสืบค้นข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกรรมการ/ผู้บริหาร และ Strategic Shareholders ได้ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

อ้างอิง:

The post ‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ประกอบการไทยยังเปราะบาง ttb analytics ชี้กว่า 35% เสี่ยงกลายเป็น ‘Zombie Firm’ https://thestandard.co/thai-businesses-risk-zombie-firm-ttb-analytics-report/ Thu, 12 Dec 2024 07:42:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1018889

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่า […]

The post ผู้ประกอบการไทยยังเปราะบาง ttb analytics ชี้กว่า 35% เสี่ยงกลายเป็น ‘Zombie Firm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การแฝงตัวของ Zombie Firm หรือบริษัทซอมบี้ที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างไม่คาดคิด โดยเริ่มเห็นความเสี่ยงจากกำไรในการดำเนินธุรกิจเริ่มไม่พอชำระดอกเบี้ยจ่าย และมีแนวโน้มที่ผลประกอบการเริ่มแย่ลงในกลุ่มที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ Zombie Firm หรือเรียกว่ากลุ่ม ‘ติดเชื้อ’ ซึ่งเป็นสัญญาณก่อนกลายเป็นบริษัทซอมบี้ที่สายเกินกว่าจะแก้ โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 35.5% ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่เข้าสู่สภาวะบริษัทซอมบี้ จึงจำเป็นต้องให้ความสนใจเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่พอมีศักยภาพไปต่อ พร้อมช่วยลดอัตราการกลายสถานะเป็นบริษัทซอมบี้ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นผ่านรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนในไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย โดยในปี 2566 ประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนในไทยสูงแตะ 54.2 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 5 ปีย้อนหลัง (CAGR) เฉลี่ยที่ 5.5% 

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวอาจจะไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการแฝงตัวของบริษัทที่แม้จะยังมีการประกอบกิจการและรับรู้รายได้อยู่ แต่มีผลตอบแทนจากการดำเนินกิจการที่ไม่เพียงพอต่อต้นทุนทางการเงินอันอาจส่งผลให้บริษัทกลุ่มนี้ แม้จะยังดำเนินธุรกิจอยู่ก็ตาม แต่ก็ทำไปโดยปราศจากจิตวิญญาณ หรือเรียกในทางเทคนิคว่า Zombie Firm หรือบริษัทซอมบี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่ไทยอาจต้องเริ่มใช้แว่นขยายเพื่อส่องการเติบโตของภาคธุรกิจในบริษัทจดทะเบียนที่มองด้วยตาเปล่าอาจเห็นเป็นภาพที่สดใส แต่หากเพ่งด้วยแว่นขยายอาจพบว่าการเติบโตที่เป็นอยู่อาจไม่ยั่งยืนอย่างที่เห็น ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนของไทยในระยะยาวอาจพลิกกลับหดตัวได้อย่างไม่คาดคิด

 

ทั้งนี้ การระบุบริษัทซอมบี้ในทางสากลมักวิเคราะห์ผ่านอัตราความสามารถของบริษัทในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio หรือ ICR) ที่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งแสดงถึงบริษัทที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงานเพียงพอที่จะชำระดอกเบี้ยได้ 

 

โดย ttb analytics ทำการศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างที่มีงบการเงินที่มีความน่าเชื่อถือกว่า 5.4 หมื่นราย พบว่ามีบริษัทตกอยู่ในภาวะกำไรไม่พอชำระดอกเบี้ย หรือเรียกว่าบริษัทซอมบี้ (Zombie Firm) ในสัดส่วนกว่า 9.5% ของทั้งหมด โดยส่วนใหญ่แฝงตัวอยู่ในธุรกิจ SMEs สูงกว่าองค์กรขนาดใหญ่อย่างมีนัย ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาลึกลงไปจะพบการกระจายตัวของจำนวนบริษัทที่กำไรไม่พอชำระดอกเบี้ยจ่ายมีการกระจุกตัวในแต่ละอุตสาหกรรมต่างกันไป ดังนี้

 

  1. อุตสาหกรรมที่มีการกระจุกตัวของ Zombie Firm สูง ลักษณะของธุรกิจในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีสัดส่วนต้นทุนคงที่สูง และไม่สามารถปรับลดต้นทุนเพื่อรองรับการหดตัวของอุปสงค์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จากการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องต่ำแต่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 

  1. อุตสาหกรรมที่มีการกระจุกตัวของ Zombie Firm ต่ำ ลักษณะของธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ มีอัตราส่วนกำไรที่ดี และมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาและรายได้ที่ต่ำจากการเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีพ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมด้านสาธารณูปโภค ที่ไม่ได้รับผลกระทบแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัว

 

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาสัดส่วน Zombie Firm ในมิติต่างๆ ก็เป็นเพียงการฉายภาพให้เห็นถึงสัดส่วนกลุ่มสถานะทางการเงินล้มเหลวที่สายเกินกว่าจะแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ และมีความเป็นได้ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้จากเจ้าหนี้หรือเลิกกิจการ สถานการณ์เช่นนี้อาจไม่ได้ช่วยให้ไทยตระหนักถึงความเสี่ยงที่แฝงตัวอยู่ภายใต้บริษัทที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับโฟกัสไปยังกลุ่มที่เริ่มมีความน่ากังวล หรือบริษัทที่เริ่ม ‘ติดเชื้อ’ ที่เมื่อสถานการณ์ทางการเงินแย่ลงอาจกลายสถานะเป็นบริษัทซอมบี้ในอนาคตมากขึ้น ซึ่งหากบริษัทเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาจช่วยให้กลุ่มบริษัทที่ติดเชื้อกลับมามีสถานะทางการเงินที่มั่นคงได้อีกครั้ง 

 

สำหรับการจำแนกบริษัทติดเชื้อ ttb analytics มีมุมมองว่าควรใช้การวิเคราะห์ที่คล้ายคลึงกับการจำแนกบริษัทซอมบี้ข้างต้น กล่าวคือบริษัทที่ประสบปัญหากำไรไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยจ่าย (ICR ต่ำกว่า 1) ในปีงบการเงิน 2 ปีติดต่อกัน หรือประสบปัญหาดอกเบี้ยจ่ายมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของกำไร (ICR อยู่ในช่วงระหว่าง 1-2) ในปีงบการเงิน 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งพบว่ามีบริษัทที่เริ่มเข้าเกณฑ์ดังกล่าวในสัดส่วนกว่า 35.5% และส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจ SMEs เป็นหลัก 

 

TTB

 

โดยหากสถานการณ์ในการประกอบธุรกิจแย่ลงอาจส่งผลให้บริษัทกลุ่มนี้เข้าสู่สภาวะของกำไรที่หามาไม่พอกับดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งการวิเคราะห์สภาพการประกอบกิจการได้ใช้มิติของยอดขาย (Sales Trend) และความสามารถในการสร้างกำไร (Profitability) เพื่อชี้วัดถึงสัดส่วนจำนวนบริษัทติดเชื้อในแต่ละอุตสาหกรรมว่ามีผู้ประกอบการในสัดส่วนเท่าไรที่มีผลการดำเนินธุรกิจ (Sales Trend & Profitability) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมนั้นๆ ที่อาจส่งผลให้มีความเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นอาจได้รับแรงกดดันจากการที่ผู้ประกอบการกลายเป็น Zombie Firm ในอนาคต 

 

ทั้งนี้ สามารถแบ่งระดับความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้เป็นดังนี้

 

  1. อุตสาหกรรมที่มีโอกาสเป็น Zombie Firm สูง จากแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่ร่วงโรย (Sunset Industry) ที่มีแนวโน้มผลประกอบการอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมสินค้าแฟชั่น และอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าสู่ช่วงขาลงของระดับราคาสินค้าที่ส่งผลต่อการขาดทุนในสินค้าคงคลัง เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก และเคมีภัณฑ์

 

  1. อุตสาหกรรมที่มีโอกาสเป็น Zombie Firm ต่ำ เช่น อุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว เนื่องจากการหดตัวที่ผ่านมาจากวิกฤตโควิด-19 เป็นตัวทดสอบสำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพน้อยกลายเป็นกลุ่ม Zombie Firm ไปแล้ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ยังเหลือรอดอยู่ส่วนใหญ่จึงมีผลประกอบการที่ค่อนข้างเข้มแข็ง และได้รับผลบวกเพิ่มเติมจากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ในขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานเป็นกลุ่มที่สามารถส่งผ่านราคาจากลักษณะสินค้าที่มีความจำเป็นและอัตราการหมุนเวียนของการขายที่สูง ช่วยลดการขาดทุนสินค้าคงคลัง และอุตสาหกรรมเกษตรที่ยุคปัจจุบันภาคเกษตรเป็นกลุ่มที่น่าจับตา และสามารถสร้างพื้นที่กำไรได้ค่อนข้างสูง และมีข้อได้เปรียบจากพื้นที่เพาะปลูกเฉพาะรายประเทศ

 

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในการมองการฟื้นตัวอย่างมีประสิทธิภาพควรคำนึงถึงอัตราการอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากพิจารณาถึงประเด็นการแฝงตัวของ Zombie Firm เพียงอย่างเดียวที่มีสัดส่วนในภาพรวมถึง 9.5% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจยังไม่สะท้อนภาพความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องมองลึกต่อไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความเปราะบาง หรือบริษัท ‘ติดเชื้อ’ ที่เมื่อสถานการณ์ทางการเงินแย่ลงอาจกลายสถานะเป็นบริษัทซอมบี้ในอนาคตมากขึ้น ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 35.5% จึงจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจเพื่อช่วยเหลือกลุ่มบริษัทที่พอมีศักยภาพให้เร่งปรับตัวไปต่อ ช่วยลดอัตราการเข้าสู่สภาวะ Zombie Firm และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

 

ภาพ: Rengim Mutevellioglu / Getty Images 

 

The post ผู้ประกอบการไทยยังเปราะบาง ttb analytics ชี้กว่า 35% เสี่ยงกลายเป็น ‘Zombie Firm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 https://thestandard.co/10-companies-in-the-chinese-and-hong-kong-stock/ Fri, 11 Oct 2024 07:50:59 +0000 https://thestandard.co/?p=994859

‘ตลาดหุ้นจีน’ เป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่มาอย่า […]

The post 10 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ตลาดหุ้นจีน’ เป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่มาอย่างยาวนานหลายปี จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากขาดทุนและพากันถอดใจกับการลงทุนในหุ้นจีน หันไปลงทุนในประเทศอื่นอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือ เวียดนาม เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาของเดือนกันยายน หุ้นจีนปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นมาถึง 20% ในเวลาเพียงเดือนเดียวหลังรัฐบาลจีนมีนโยบายอัดฉีดเงินขนานใหญ่

 

THE STANDARD WEALTH จึงพาไปเช็กผลตอบแทนของ 10 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง และให้ผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 (YTD)

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post 10 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตือน ความเสี่ยงและข้อพึงระวัง ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ ของบริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมเล็งออกเกณฑ์สั่งเปิดข้อมูล https://thestandard.co/collateral-share-transactions/ Wed, 25 Sep 2024 12:11:38 +0000 https://thestandard.co/?p=988035

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. เตือน ความเสี่ยงและข้อพึงระวัง ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ ของบริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมเล็งออกเกณฑ์สั่งเปิดข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยฝ่ายนโยบายระดมทุน เผยแพร่บทความหัวข้อ รู้จัก ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ ความเสี่ยงและข้อพึงระวัง ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายท่านน่าจะเห็นข่าวการทำ ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ ของกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ของบริษัทจดทะเบียน 

 

โดยนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันแล้วถูกบังคับขาย (Forced Sell) หรือกรณีที่นำหุ้นไปฝากไว้กับผู้รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) ในต่างประเทศ แล้วเกิดกรณีไม่คาดคิดว่าหุ้นที่ได้นำไปฝากไว้นั้นถูกโอนหรือถูกขายออกไป อันเป็นผลจากการทำสัญญาให้สิทธิในการตัดสินใจขายแก่คู่สัญญา ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนกระทบต่อภาพลักษณ์และราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 

 

ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรระมัดระวังการลงทุนในกรณีที่พบว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนมีการนำหุ้นไปวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ว่าจะเป็นบัญชีมาร์จิ้นหรือวางกับ Custodian ในต่างประเทศ เนื่องจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมี ‘ความเสี่ยง’

 

รู้จัก ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’

 

เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพของ ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ จึงขออธิบายถึงลักษณะของการทำธุรกรรมดังกล่าวสักเล็กน้อย

 

ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน คือ การทำสัญญากู้ยืมเงินโดยการนำหุ้นของผู้กู้ไปวางเป็นหลักประกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันกับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้นด้วยวงเงินที่สูงขึ้นที่รู้จักคุ้นหูว่า ‘บัญชีมาร์จิ้น’ แล้ว ยังรวมถึงการทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยนำหุ้นไปจำนำเป็นหลักประกันสินเชื่อด้วย

 

ปัจจุบันการใช้หุ้นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

 

  1. การนำหุ้นในรูปแบบใบหลักทรัพย์ (Scrip) ไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ การทำสัญญาระหว่างผู้กู้ยืมและผู้ให้กู้ โดยผู้กู้ยืมจะส่งมอบหุ้นในรูปแบบ ‘ใบหลักทรัพย์’ ให้เจ้าหนี้ เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ และต้องมีการจดแจ้งการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันกับ ‘นายทะเบียน’

 

  1. การนำหุ้นในรูปแบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) ที่ฝากไว้กับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.หลักทรัพย์) ไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้คือ การนำหุ้นที่จดทะเบียนหรือหุ้นที่ฝากไว้กับ TSD ไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้ โดยต้องมีการบันทึกการใช้หลักทรัพย์เป็นประกันกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือ TSD การนำหุ้นไปเป็นหลักประกันทั้ง 2 รูปแบบนี้จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในทันทีที่มีการทำสัญญากู้ยืม โดยเจ้าหนี้จะสามารถนำหุ้นไปขายทอดตลาดได้ก็ต่อเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ดำเนินการต่างๆ ตามกระบวนการบังคับหลักประกันแล้ว 

 

นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ใช้ใบหลักทรัพย์ (Scrip) หรือแบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) เป็นหลักประกัน ก.ล.ต. ขอย้ำให้มีการจดแจ้งหรือบันทึกการจำนำหรือการวางเป็นหลักประกันกับ TSD ด้วย เพื่อป้องกันการโอนเปลี่ยนมือโดยมิชอบ

 

อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมากล่าวได้ว่า การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ได้มีเพียงการทำสัญญากู้เงินเท่านั้น ยังอาจทำสัญญาตกลงโอนหลักประกันเพื่อนำหุ้นไปฝากไว้กับ Custodian ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ให้เป็นผู้เก็บรักษาหลักประกันไว้แทนผู้ให้กู้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับหลักประกันเมื่อมีการผิดเงื่อนไขสัญญากู้เงินได้อีกด้วย 

 

นอกจากนี้หุ้นที่วางไว้เป็นหลักประกัน หากเป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอาจมีความเสี่ยงในหลายมิติ ที่ผู้วางหลักประกันต้องพึงระวังเพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ไม่คาดคิด จนทำให้ผู้วางประกันได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงผู้ลงทุนให้ได้รับความเสียหายด้วย

 

ความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย

 

การใช้บัญชีมาร์จิ้นมีข้อควรระวังคือ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหุ้นที่นำไปวางเป็นหลักประกัน และหากราคาหุ้นที่นำไปวางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมากๆ จนต่ำกว่าระดับที่เกณฑ์กำหนด อาจถูกบังคับขายหุ้นที่นำไปวางไว้เป็นหลักประกันตามสัญญาได้ นอกจากนี้ที่ผ่านมายังพบว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินโดยนำหุ้นไปจำนำเป็นหลักประกันสินเชื่อ มีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับขายหุ้นที่เป็นหลักประกันได้เช่นกัน

 

สำหรับผู้ลงทุนเองจึงควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการนำไปเป็นประกันในสัดส่วนที่สูง เพราะในกรณีที่มีแรงเทขายจากการถูกบังคับขายออกมาเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลให้ราคาหุ้นนั้นปรับตัวลดลงได้ (ผู้สนใจสามารถดูข้อมูล สรุปรายงานหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้น ได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

 

ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ

 

นอกจากความเสี่ยงข้างต้นแล้ว ผู้ที่นำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินควรพิจารณาความเสี่ยงในด้านความน่าเชื่อถือของผู้ให้กู้ รวมถึงตัวแทนของบุคคลเหล่านี้ด้วย เช่น ตรวจสอบการมีตัวตนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้กู้เป็นบริษัทหรือกองทุนจะต้องมีการนำหุ้นไปฝากไว้กับบุคคลที่สาม หรือ Custodian จึงต้องพิจารณาว่า Custodian นั้นเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือไม่

 

ในกรณีที่มีการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันหรือฝากไว้กับ Custodian ในต่างประเทศ แล้วเกิดกรณีไม่คาดคิด อาจติดตามได้ยากและต้องดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทจดทะเบียนและทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้

 

ดังนั้นการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้นไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนนั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ให้รอบคอบ โดยครอบคลุมถึงการมีตัวตนของผู้ให้กู้ / คู่สัญญา และตัวแทนของกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการถูกบังคับขายหรือหุ้นที่นำไปฝากไว้สูญหาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง ต่อบริษัท ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยโดยรวม ในขณะที่ผู้ลงทุนควรติดตามข้อมูลข่าวสารของบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับ ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้วยเช่นกัน

 

ในปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันเพิ่มเติมจากข้อมูลธุรกรรมสำคัญของบริษัทจดทะเบียนและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องต้องรายงาน เช่น การรายงานในแบบ 56-1 One Report การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ (แบบ 59) และการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (แบบ 246-2) ที่เปิดเผยบนหน้าเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

The post ก.ล.ต. เตือน ความเสี่ยงและข้อพึงระวัง ‘ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน’ ของบริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมเล็งออกเกณฑ์สั่งเปิดข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>