เอกา โกลบอล (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอ […]
The post EKA Global ส่องครึ่งหลังปี 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นรับต้นทุนลด-ส่งออกโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอกา โกลบอล (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเด่นชัด จากแรงหนุน 5 ปัจจัยหลัก นำโดยราคาน้ำมันดิบโลกที่ผ่อนคลายดึงราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลง ควบคู่กับการส่งออกอาหารและเกษตรแปรรูปของไทยที่เติบโตแข็งแกร่ง 5 เดือนแรกทะลุ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ‘ชัยวัฒน์ นันทิรุจ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ย้ำชัดสนามการแข่งขันเปลี่ยนผ่านจาก ‘ศึกราคา’ สู่ ‘ศึกมาตรฐานและนวัตกรรม’ หลังสหภาพยุโรปดันกฎหมาย PPWR และไทยเร่งปรับระเบียบสัมผัสอาหาร (FCM) บีบผู้ประกอบการเร่งปรับตัว ชูตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในไทยและอาเซียนศักยภาพโต 5 – 10% ต่อปี รับเทรนด์สังคมเมืองและนโยบายลด Food Waste
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตเริ่มคลี่คลาย สวนทางกับอุปสงค์การส่งออกสินค้าอาหารไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้นในระดับสากล
ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA Global) เปิดเผยว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่ แต่ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวเด่นชัดผ่าน 5 ตัวขับเคลื่อนสำคัญ:
การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากเรื่อง ‘ราคาถูก’ ไปสู่ ‘นวัตกรรมและความปลอดภัย’ อย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวเร่งสำคัญจากมาตรการค้าระหว่างประเทศ:
“ปัจจุบันผู้ประกอบการไม่ได้ตัดสินใจเลือกบรรจุภัณฑ์จากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ Food Safety ความสามารถในการรักษาคุณภาพสินค้า และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า การลงทุนด้านนวัตกรรมจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในระยะยาว” ชัยวัฒน์ระบุ
EKA Global ประเมินว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ยังมีศักยภาพการเติบโตเฉลี่ย 5 – 10% ต่อปี รับอานิสงส์จากการขยายตัวของสังคมเมือง และความต้องการลดการสูญเสียระหว่างขนส่ง
เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว EKA Global เดินหน้าลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) มุ่งเน้น 3 แกนหลัก คือ Food Safety, High Barrier Packaging และ Sustainable Packaging เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอาหารไทยในเวทีการค้าโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
การขยับตัวของ EKA Global สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังกลายเป็น ‘ยุทธศาสตร์ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมอาหารไทย การที่สหภาพยุโรปงัดมาตรการ PPWR มาใช้ จะกลายเป็นทั้งกำแพงการค้าและโอกาสของผู้ประกอบการไทย หากสามารถใช้นวัตกรรมยืดอายุอาหารควบคู่กับรีไซเคิลได้จริง จะช่วยเปลี่ยนภาพรวมส่งออกไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การขายสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูงได้อย่างยั่งยืน
The post EKA Global ส่องครึ่งหลังปี 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นรับต้นทุนลด-ส่งออกโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
สงครามตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและก่อให้เกิดภ […]
The post SCB EIC เจาะลึกผลกระทบอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย พร้อมแนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการค้าโลกผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สถานการณ์ดังกล่าวมิได้กระทบเพียงราคาพลังงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ผ่านการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แนฟทา และโพรเพน ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นถึง 70% ขณะที่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะเผชิญกับต้นทุน Aluminium ingots ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น สภาวการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตอื่น ๆ และการส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าไปตะวันออกกลางที่จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะต้นทุนสูงและปัญหาการตึงตัวของวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานไปพร้อมกัน
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นนั้น ภาคเอกชนควรเร่งปรับตัวโดยการบริหารสต็อกอย่างระมัดระวัง และหาตลาดและซัพพลายเออร์ทดแทน เน้นการวางแผนเพื่อผลิตโดยเลือกผลิตสิ่งที่จำเป็นก่อน ลดหรือตัดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออก รวมไปถึงการปรับลดจำนวนสีในการพิมพ์ฉลากเพื่อประหยัดการใช้ IPA ที่ขาดแคลน สำหรับในระยะยาว
วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกระดับสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการเพิ่มการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศ และการพัฒนาไบโอพลาสติก อย่างไรก็ดี ความสามารถในการปรับตัวยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านสัญญาวัตถุดิบและเงินทุน กับ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและอำนาจต่อรอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการรับมือกับวิกฤตโดยพื้นฐานแล้วขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างที่สร้างไว้ก่อนวิกฤตจะมาถึง มากกว่าการตอบสนองเฉพาะหน้าในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์
ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิตรายงานข้อมูลตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าไม่ขาดตลาด และป้องกันการกักตุนพร้อมตั้งคณะทำงานเพื่อบริหารจัดการสต็อกและส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน ในระยะต่อไป ภาครัฐควรเร่งจัดทำการดำเนินเชิงยุทธศาสตร์ในสินค้าและวัตถุดิบที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า พิจารณาลดความซับซ้อนของพิธีการศุลกากรสำหรับวัตถุดิบทดแทน และเจรจาข้อตกลงการค้าระดับรัฐกับประเทศผู้ผลิตทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งวัตถุดิบในภูมิภาคเดียว
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:
https://www.scbeic.com/th/detail/product/packaging-190526
The post SCB EIC เจาะลึกผลกระทบอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย พร้อมแนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.
]]>
คาลบี้ (Calbee) บริษัทผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของญี่ปุ […]
The post ไม่ได้พิมพ์ผิด! ‘คาลบี้’ เปลี่ยนซองขนมเป็นสีขาว-ดำ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
คาลบี้ (Calbee) บริษัทผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สีขาวและดำเป็นการชั่วคราว เพื่อรับมือปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงัก หลังการขนส่งแนฟทา หรือส่วนผสมหมึกพิมพ์ ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
เมื่อวานนี้ (12 พฤษภาคม) บริษัทคาลบี้ประกาศว่า จะผลิตซองขนมรูปแบบใหม่เป็น ‘สีเทา’ หรือ ‘ขาว-ดำ’ ในผลิตภัณฑ์ 14 ชนิด ประกอบด้วยถุงมันฝรั่งทอดกรอบ ข้าวเกรียบกุ้ง และกราโนลาอบแห้ง โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในร้านค้าทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป
“คาลบี้จะยังคงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วทันท่วงที พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาความมั่นคงในการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงต่อไป” แถลงการณ์ยังระบุว่า มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพในการจัดส่งสินค้าสู่ตลาด
ทั้งนี้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ คือ ผู้ซื้อต้องพิจารณาตัวอักษรบนหน้าซองขนมมากขึ้น เพราะปกติแล้ว สีของบรรจุภัณฑ์คาลบี้จะจำแนกตามรสชาติ เช่น สีแดงคือรสเกลือ หรือสีเหลืองแถบเขียวคือรสโนริสาหร่าย
แม้ทางบริษัทไม่ได้ระบุเจาะจงว่า บริษัทคาลบี้ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตส่วนใด แต่ โฆษกจากรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาระบุว่า ทางการยังไม่ได้รับรายงานเรื่องปัญหาขาดแคลนส่วนผสมหมึกพิมพ์ หรือ ‘แนฟทา’ ขั้นวิกฤตในอุตสาหกรรมการผลิต โดยย้ำว่า ปริมาณในภาพรวมของญี่ปุ่นยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมีแผนพบบริษัทคาลบี้เพื่อหารือผลกระทบจากการผลิตต่อไป
อนึ่ง แนฟทาคือผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมัน ซึ่งใช้ในการผลิตหมึกและพลาสติก โดย เคอิ ซาโต รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ญี่ปุ่นนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางประมาณ 40% ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อสร้างเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
รายงานของ CNN และ BBC ระบุว่า ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากต้องพึ่งพาพลังงานและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก
นอกจากการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผลกระทบยังเกิดขึ้นกับแวดวงธุรกิจและอาหาร เช่น มิซกัน (Mizkan) ผู้ผลิตอาหารของญี่ปุ่น เจ้าของผลิตภัณฑ์นัตโตะหรือถั่วหมักชื่อดัง ได้สั่งระงับการขายผลิตภัณฑ์บางส่วนและปรับขึ้นราคาสินค้าอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ประเภทโฟมอย่างโพลีสไตรีน
ขณะที่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า (Toyota) และฮุนได (Hyundai) ระบุว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและยอดขายที่ลดลง ส่วนธุรกิจการบิน สายการบินหลายแห่งทั่วโลกต้องหยุดให้บริการเที่ยวบินชั่วคราวและจอดเครื่องบินบางส่วนทิ้งไว้ หลังราคาน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงคราม
เช่นเดียวกับ Next ธุรกิจแฟชันชื่อดังของอังกฤษได้ปรับราคาสินค้าสูงสุด 8% ในบางประเทศนอกยุโรป โดยระบุว่า เป็นเพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ภาพ: Calbee
อ้างอิง:
The post ไม่ได้พิมพ์ผิด! ‘คาลบี้’ เปลี่ยนซองขนมเป็นสีขาว-ดำ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 พฤษภาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]
The post เรียนลูกค้าที่น่ารัก ทางร้านขอปรับ ‘ขึ้น’ ราคาอาหาร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 พฤษภาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะตามร้านขายอาหารสำเร็จรูปและร้านอาหารตามสั่ง เพื่อติดตามผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน
จากการสำรวจพบว่า ราคาอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-20 ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่ 5 บาทต่อเมนูเป็นต้นไป
สาเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับขึ้นราคาอาหาร มาจากปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ ทั้งวิกฤตด้านพลังงานและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจัยนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และผลักดันให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยต่อมาที่ได้รับผลกระทบเป็นโดมิโนคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เมื่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวน จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติก ส่งผลให้ราคาบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่พ่อค้าแม่ค้าต้องใช้งานเป็นประจำ ปรับตัวสูงขึ้นราวร้อยละ 10-15
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้าน วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยพบว่าราคาเนื้อสัตว์ในท้องตลาดได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ผนวกกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นผลกระทบลูกโซ่จากสถานการณ์ความไม่สงบ
ปัจจัยต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรอบด้านนี้ จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาจำหน่าย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน









The post เรียนลูกค้าที่น่ารัก ทางร้านขอปรับ ‘ขึ้น’ ราคาอาหาร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มีนาคม) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิกา […]
The post อย. อนุมัติผู้ผลิตยา-เวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกบรรจุภัณฑ์-วัตถุดิบได้ รับมือโลจิสติกส์สะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ย้ำต้องปลอดภัยเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มีนาคม) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่อาจก่อให้เกิดความล่าช้า ภาวะขาดแคลน และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้เร่งประกาศมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งหวังให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการป้องกันภาวะสินค้าขาดแคลนภายในประเทศ
สำหรับ 3 มาตรการสำคัญที่ อย. ประกาศบังคับใช้ ประกอบด้วย:
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการยื่นคำขอรับการประเมินได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ อย. ที่ https://www.fda.moph.go.th
ในตอนท้าย เลขาธิการฯ อย. ได้กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ของนโยบายนี้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการ คงความต่อเนื่องของการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค อาหาร เครื่องมือแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ที่จำเป็น โดยทาง อย. จะเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมที่จะประเมินและปรับมาตรการเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศจะยังมีเพียงพอ ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงสุด
ภาพ: (แฟ้มภาพ)
The post อย. อนุมัติผู้ผลิตยา-เวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกบรรจุภัณฑ์-วัตถุดิบได้ รับมือโลจิสติกส์สะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ย้ำต้องปลอดภัยเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันที่คลื่นความขัดแย้งในตะวันออกกลางซัดเข้าหาอุตสาหกร […]
The post ‘เอกา โกลบอล’ กางแผนบริหารความเสี่ยงเชิงรุก! สำรองวัตถุดิบรับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลกยาวถึง พ.ค. 69 พร้อมตรึงราคาช่วยลูกค้า ท่ามกลางภาวะโรงงานพลาสติกแห่ประกาศ Force Majeure appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันที่คลื่นความขัดแย้งในตะวันออกกลางซัดเข้าหาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจนเกิดภาวะช็อกด้านซัพพลาย ‘เอกา โกลบอล’ (EKA GLOBAL) ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความลึกซึ้งในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน คืออาวุธสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่เพียงแค่ ‘รอด’ แต่ยังสามารถ ‘ตรึงราคา’ เคียงข้างคู่ค้าได้ท่ามกลางพายุต้นทุน
สัญญาณเตือนภัยในอุตสาหกรรมพลาสติกเริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อสงครามในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง นาฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ส่งผลให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในไทยและต่างประเทศบางราย ต้องประกาศสภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และระงับคำสั่งซื้อใหม่กะทันหัน
ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่พุ่งแรงกว่า 50-140% ขณะที่โรงงานปิโตรเคมีบางส่วนต้องหยุดเดินเครื่อง สร้างความเสียหายในระบบกว่า 150 ล้านบาทต่อเดือน
ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) เปิดเผยว่า ท่ามกลางตลาดที่ตึงตัว บริษัทกลับได้เปรียบด้วยแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า โดยมีการสำรองเม็ดพลาสติกและแผ่นชีทไว้เพียงพอสำหรับการผลิตไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569
“ปัจจุบันเกือบทุกประเทศได้รับผลกระทบเนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปิโตรเคมีใหญ่ที่สุดของโลก โดยมองว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกน่าปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 30% และส่งผลต่อราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางปรับตัวขึ้นราว ๆ 10-20% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ เอกา โกลบอล เราได้ประเมินสถานการณ์และสำรองวัตถุดิบการผลิตคงคลัง (Stock) ไว้แล้ว การที่เราบริหารสต็อกและความเสี่ยงไว้ในทั้ง 2 โรงงานทั้งที่ไทยและอินเดีย ทำให้เรายังมีสินค้าเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการของลูกค้าไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ของบริษัทยังมีความมั่นคงสูงและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ในระยะนี้” ชัยวัฒน์ กล่าว
แม้โลกจะผันผวน แต่เอกา โกลบอล ยังคงเดินหน้าตามแผนเติบโต 10-15% จากยอดขาย 1,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยมีหัวหอกสำคัญคือตลาดอินเดียที่มีอัตราเติบโตสูงถึง 30-40% ต่อปี
โดยในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนอีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับกำลังการผลิตและสร้างศูนย์ R&D ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรม พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม ‘บรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม’ (Premium Pet Food Packaging) ภายในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีอัตรากำไรสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
The post ‘เอกา โกลบอล’ กางแผนบริหารความเสี่ยงเชิงรุก! สำรองวัตถุดิบรับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลกยาวถึง พ.ค. 69 พร้อมตรึงราคาช่วยลูกค้า ท่ามกลางภาวะโรงงานพลาสติกแห่ประกาศ Force Majeure appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวเรือใหญ่ BJC ประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกยังไม่ฟื้น ผู […]
The post BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวเรือใหญ่ BJC ประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย แย้มจะไม่นำบิ๊กซีเข้าตลาดหุ้นแล้ว หลังมองเห็นแต่ปัจจัยลบรอบด้าน พร้อมเดินหน้าเพิ่มน้ำหนักลงทุนในเวียดนาม รับเป็นตลาดที่โตมหาศาล พร้อมจับมือ DHL โลจิสติกส์ ปั้นรายได้ใหม่รับตลาดเฮลแคร์บูมต่อเนื่อง
อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด เน้นใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งสวนทางกับการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้ามูลค่าสูงที่ยังชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
โดยปัจจัยกดดันดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การตัดสินใจจับจ่ายของผู้บริโภคเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้ปัจจัยนี้ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการประคองตัวและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกเหมือนในช่วงที่เศรษฐกิจเอื้อมากกว่านี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มองว่า โครงการอย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เนื่องจากวงเงินที่จำกัดและการกระจายเม็ดเงินไปสู่ร้านค้ารายย่อยเป็นหลัก ส่วนมาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีขีดจำกัดเช่นกัน
โดยภาคเอกชนมองว่า หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการคนละครึ่ง จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วและเกิดการหมุนหลายรอบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง
แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บิ๊กซียังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดสาขาขนาดใหญ่เพิ่มอีก 2 สาขา ควบคู่ไปกับการขยายสาขา มินิ บิ๊กซี อย่างน้อย 100 สาขาทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ยังมีแผนรีโนเวทสาขาเดิมราว 300 สาขา เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่และรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ครอบคลุมทุกพื้นที่
รวมถึงบริษัทยังมีแผนปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ซึ่งในปี 2569 คาดว่าจะมีการปิดสาขาประมาณ 6 แห่ง เพื่อหันมาโฟกัสสาขาที่มีศักยภาพในการทำกำไรได้มากกว่า
หัวเรือใหญ่ BJC เปรียบเทียบตลาดค้าปลีกไทยในปัจจุบันว่า เสมือนบ่อน้ำที่ระดับน้ำลดลง กล่าวคือ การเติบโตไม่ได้เกิดจากการมีลูกค้าใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากเหมือนในอดีต แต่เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบผ่านการตั้งราคาที่เหมาะสม คุณภาพสินค้า และความแข็งแกร่งของเครือข่ายสาขาออฟไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ
สำหรับแผนนำบิ๊กซีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ‘อัศวิน’ ยอมรับว่า อาจต้องชะลอออกไปก่อน และอาจยืดระยะเวลาออกไปถึง 5 ปี หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย หากสภาพตลาดทุนและปัจจัยเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย โดยย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความพร้อมของตลาดเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยลบยังคงรุมเร้า ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว
ในช่วงเวลาเดียวกันกลับมองว่า ตลาดเวียดนามยังมีโอกาสมหาศาล ถึงขั้นนิยามว่าเป็น ‘บ้านหลังแรก’ ของบริษัท โดย BJC ได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากว่า 20 ปีแล้ว มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ธุรกิจค้าปลีก และการเข้าซื้อกิจการ Metro เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ MM Mega Market
“ธุรกิจก็กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี จากในอดีตที่เคยขาดทุน ปัจจุบันสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ และแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สะท้อนถึงการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดเวียดนามอย่างชัดเจน”
แม่ทัพใหญ่ Big C ฉายภาพให้เห็นว่า จุดแข็งของเวียดนามคือจำนวนประชากรราว 100 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน และในส่วนของรัฐบาลก็มีเสถียรภาพและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน อีกทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า และค่าแรง ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าไทย
ส่งผลให้เวียดนามเป็นฐานการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันธุรกิจของ BJC ในเวียดนามโตเร็วกว่าประเทศไทยราว 2-3 เท่า โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของรายได้รวม หรือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ BJC ยังได้จับมือกับ DHL จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจเฮลแคร์ พร้อมต่อยอดสู่ตลาดใหม่ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกของ DHL เข้ามาเสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนซัพพลายเชนที่ยั่งยืนในระยะยาว
โดยปัจจุบันธุรกิจเฮลแคร์ของ BJC ดำเนินมากว่า 60 ปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท และครองตำแหน่ง Top 3 ในตลาดเฮลแคร์ของไทย ซึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้คือ โลจิสติกส์ ที่ต้องมีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานสูง
ที่ผ่านมา BJC เน้นบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ด้วยตนเองเป็นหลัก แต่การได้ DHL เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเฮลแคร์สามารถรองรับโอกาสการเติบโตของตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 9-10% ต่อปีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยมุมมองและโนว์ฮาวระดับโลกของ DHL ที่สามารถมองภาพธุรกิจได้ไกลและชัดเจนกว่า
ทั้งนี้ กลุ่ม BJC ตั้งเป้าหมายร่วมกับ DHL ในการขยายธุรกิจโลจิสติกส์และเฮลแคร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยวางเป้าหมายเพิ่มยอดขายให้เติบโตถึง 3 เท่า สะท้อนกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดในประเทศ แต่เน้นการต่อยอดธุรกิจผ่านพันธมิตรระดับโลกและการขยายฐานรายได้ในต่างประเทศให้ได้ระยะยาว
The post BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งที่การเปิดตัวสกินแคร์ใหม่ของ Dior Beauty สร […]
The post Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งที่การเปิดตัวสกินแคร์ใหม่ของ Dior Beauty สร้างความฮือฮาและน่าจดจำ ล่าสุด Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage ทรีตเมนต์บำรุงผิวระดับลักชัวรีสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ภายใน 3 เดือน ที่มาพร้อมราคา 161,040 บาท!
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ผสานความลับจาก Chateau d’Yquem ที่มีอายุกว่า 400 ปี โดยนำพลังแห่งองุ่น Yquem มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยี Golden Drop
Life Technology ภายใต้การวิจัยของสถาบัน Dior Reverse Ageing Science โดยเน้นไปที่การบำรุงผิวครบวงจรที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำหรับใช้ตลอด 3 เดือน ได้แก่ ขั้นแรก เอสเซนส์กึ่งเซรั่มที่ฟื้นบำรุงล้ำลึกและผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ขั้นที่สอง เซรั่ม oil-in-water ที่ช่วยให้ผิวดูกระชับมีมิติ และขั้นสุดท้าย เซรั่มกึ่งอีมัลชันที่อุดมด้วยเปปไทด์และไฮยาลูรอนิกแอซิด เพื่อให้ผิวดูอิ่มเอิบเปล่งประกาย ด้วยสารสกัดองุ่น Yquem ที่เข้มข้นกว่าเดิมถึง 6 เท่า จากการศึกษาทางจีโนมของ LVMH Research พบว่าสามารถตอบโจทย์การบำรุงผิว 7 ใน 12 สัญญาณแห่งวัย
ด้านบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นำเสนอความสวยงามที่สมบูรณ์แบบด้วยขวดแก้วที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือจาก Salviati แห่งมูราโน พร้อมแอปพลิเคเตอร์แกะสลักลาย Cannage เอกลักษณ์ของ Dior ทั้ง 3 ขวดจัดวางในเคสอันประณีตพร้อมดิ้นทองสุดหรู สะท้อนถึงวัฒนธรรมแห่งความสมบูรณ์แบบและความเป็นเลิศด้านความงามของ Dior
ภาพ: Dior Beauty
The post Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาพูดถึง “กล่อง” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ธร […]
The post เส้นทางการสร้างแบรนด์ของ NPP BOX จาก “รักแรกพบ” สู่ “พี่กล่อง” appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาพูดถึง “กล่อง” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ธรรมดา แต่สำหรับ NPP BOX ผู้บุกเบิกการผลิตลวดลายกล่องลูกฟูกในประเทศไทย กล่องไม่เคยเป็นแค่กล่อง แต่คือ “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” ที่ถูกส่งต่อจากแบรนด์ไปยังลูกค้า
View this post on Instagram
ปรัชญาหลักของ NPP BOX คือ กล่องทุกใบต้องทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกเหมือน “รักแรกพบ” ให้ความรู้สึกพิเศษดุจของขวัญ นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่สะท้อนผ่านวิธีการทำงานในทุกขั้นตอน
นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ NPP BOX แตกต่าง และกลายเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าหลายรายรักและเชื่อมั่น
View this post on Instagram
ด้วยหัวใจที่อยากพัฒนาตัวเองและก้าวออกนอกกรอบเดิม NPP BOX ตัดสินใจครั้งสำคัญ: การมีพรีเซนเตอร์เป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับวง BUS because of you I shine
แคมเปญนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างยอดขาย แต่คือการสร้าง “โมเมนต์ความสุข” ผ่านภารกิจ MAKE PEOPLE FALL IN LOVE WITH EVERY UNBOXING จนเกิดพลังของทั้งแบรนด์ ศิลปิน และแฟนคลับที่ร่วมกันผลักดัน และคำว่า “พี่กล่อง” ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพัน
View this post on Instagram
หลังจากความสำเร็จของซีซันแรก NPP BOX กลับมาอีกครั้งด้วยคอนเซปต์ NPP CITY – เมืองกระดาษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินทางของบัสอ้วรทั้ง 12 คน
ในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ “กล่อง” แต่คือ Lifestyle Boxset ที่ใช้งานได้จริงและมีคุณค่าทางใจ
ทุกชิ้นถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “เมืองแห่งความทรงจำ” ที่บีอัส (ชื่อเรียกแทนแฟนคลับศิลปินวง BUS) สามารถเก็บไว้ใช้งานและระลึกถึงการเดินทางครั้งนี้
View this post on Instagram
นอกจาก Boxset แล้ว NPP BOX ยังสร้างอีก 2 ผลงานสำคัญในแคมเปญ ได้แก่ TVC PAPER TOWN ถ่ายทอดวิดีโอการผจญภัยของทั้ง 12 หนุ่ม จนออกมาเป็น Boxset และ NPP City Pop Up Store กิจกรรม POP-UP EVENT ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–21 กันยายน 2568 ณ craftstudiO ชั้น 5 centralwOrld เพื่อให้บีอัสได้สัมผัสเมืองนี้ด้วยตนเอง
View this post on Instagram
NPP x BUS SS2 ไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาด แต่คือการบอกเล่า “ปรัชญาแห่งกล่อง” ของ NPP BOX – กล่องที่เป็นมากกว่าบรรจุภัณฑ์ แต่คือความรัก ความทรงจำ และแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ทุกการเปิดกล่องคือการเริ่มต้นเรื่องราวใหม่เสมอ
ติดตามเรื่องราวและคอลเลกชันใหม่ ๆ ของ NPP BOX ได้ที่ https://nppbox.co.th/
The post เส้นทางการสร้างแบรนด์ของ NPP BOX จาก “รักแรกพบ” สู่ “พี่กล่อง” appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำพูดฮิตอีกต่อไป เมื่อบริษัทผู้ผลิต […]
The post Conscious Glam! แพ็กเกจจิ้งบิวตี้ยุคใหม่ แกลมได้ในคอนเซปต์รักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำพูดฮิตอีกต่อไป เมื่อบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ความงามทั่วโลกต่างเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาครัฐกำหนด โดยเฉพาะในยุโรป ที่สหภาพยุโรปตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในปี 2050 และวางแผนให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดต้องนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิล ได้อย่างคุ้มค่าภายในปี 2030
ล่าสุดในงาน LUXE PACK ที่โมนาโก มีการเปิดตัวนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากมาย เช่น FAVINI แบรนด์กระดาษหรูจากอิตาลี ที่นำเสนอกระดาษที่ผลิตจากยีนส์รีไซเคิล ด้าน Pujolasos จากสเปนก็ไม่น้อยหน้า เปิดตัวแบรนด์ Matsos ที่นำขยะจากยีนส์ หนัง และคอร์ก มาแปรรูปเป็นฝาบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางสุดชิค
นอกจากนี้ยังมี Seaman Paper ที่พัฒนากระดาษพิเศษทดแทนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียว, Concept4 ที่นำเสนอหลอดลิปบาล์มจากกระดาษรีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์ และ Lessonia ที่สร้างสรรค์มาสก์หน้าย่อยสลายได้ในถุงรีไซเคิล
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมความงามกำลังตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง สังเกตได้จากงาน LUXE PACK เองก็มีแผนขยายพื้นที่จัดแสดงเพิ่มขึ้น 15-20% ในปีหน้า พร้อมเปิดโซนพิเศษสำหรับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต ที่จะรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI การพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ และการพิมพ์ 3D เข้าไว้ด้วยกัน
จากกระแสนี้เราอาจได้เห็นบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ภาพ: pujolasos_packaging / Instagram
อ้างอิง:
The post Conscious Glam! แพ็กเกจจิ้งบิวตี้ยุคใหม่ แกลมได้ในคอนเซปต์รักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยุคนี้ทุกธุรกิจจะพัฒนาเฉพาะคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อตอ […]
The post เจาะแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care’ คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยุคนี้ทุกธุรกิจจะพัฒนาเฉพาะคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายไม่ได้อีกต่อไป เมื่อ ‘ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม’ จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่ชี้วัดว่าธุรกิจนั้นเป็นมิตรกับเราและโลกจริงๆ หรือคิดถึงแต่ผลกำไร
ไม่เว้นแม้แต่ ‘ตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกาย’ ที่นอกจากจะต้องแข่งขันกันในเรื่องคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ สารสกัดที่ใช้ ไปจนถึงนวัตกรรมการผลิต ยังต้องใส่ความมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนให้กับโลกลงไปในกลยุทธ์การทำธุรกิจด้วย
หนึ่งในแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดคือ BeNice (บีไนซ์) ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกายภายใต้บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ที่ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพสินค้า ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

กลายมาเป็นวิสัยทัศน์ของ BeNice ที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค รวมไปถึงการสร้างผลกระทบในเชิงบวกด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care – คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ’ ผ่านนวัตกรรมในทุกกระบวนการจากต้นทางไปสู่ปลายทาง เพื่อผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน
ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care – คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ’ นอกจากการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% หรือสูตรผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ (Biodegradable) เพื่อสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด BeNice ยังใส่ใจไปถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทางสำคัญของการจัดการเรื่องความยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2019 ที่ BeNice เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น BeNice Perfect Elastic Shower Cream, BeNice Shea Butter Peachy Peach Shower Cream, BeNice Mystic White Shower Cream ฯลฯ ผ่านการออกแบบโครงสร้างของตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ ลดการใช้ Virgin Plastic HDPE และเลิกใช้ PVC PS และ ePS ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้
และตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา BeNice ลดการใช้ Virgin Plastic ในผลิตภัณฑ์ได้ถึง 211.40 ตัน หรือประมาณ 80 ตันต่อปี คิดเป็นคาร์บอนเทียบเท่า 1,673.19 ตัน

การลดการใช้ Virgin Plastic จะช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสร้างมลพิษและภาวะโลกร้อน เนื่องจาก Virgin Plastic เป็นพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ โดยต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งการสกัดวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง รวมถึงต้องใช้ความร้อนและพลังงาน กว่าจะกลายเป็นเม็ดเรซินเพื่อการขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ

BeNice จึงนำเอานวัตกรรมการผลิตที่ช่วยลดการใช้ Virgin Plastic ด้วยการนำขวดพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เรียกว่า rHDPE (Recycled High-density Polyethylene) ข้อดีคือ ช่วยลดการใช้พลาสติกบริสุทธิ์ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะถูกนำไปฝังกลบหรือเผา
ที่สำคัญกระบวนการผลิต rHDPE ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตพลาสติกบริสุทธิ์ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ขณะเดียวกัน rHDPE ยังมีความทนทานสูงและสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น ขวดบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ HDPE บริสุทธิ์
การใช้ rHDPE ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Brand) BeNice จึงตั้งเป้าหมายที่จะใช้ rHDPE 30% เพื่อสนับสนุนการหมุนเวียนของวัสดุ พร้อมวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งวงจรอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างของตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ใช้พลาสติกได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มความแข็งแรง เช่น บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (Flexible Packaging) ให้สามารถรีไซเคิลได้มากขึ้น รวมถึงศึกษาเรื่องการนำฟิล์มหดที่ทำจากพลาสติก PET มาใช้แทนฟิล์มหดที่ทำจากพลาสติก PVC ไปจนถึงการพัฒนาความสามารถในการลดของเสียในไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มจำนวนต่อการขนส่งสินค้าต่อรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งตัวฝาของผลิตภัณฑ์ขนาด 80 และ 170 มล. ยังเปลี่ยนมาใช้ระบบ Bi-injection เพื่อลดการใช้สีในบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้ระบบการรีไซเคิลมีความสมบูรณ์มากขึ้น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดีขึ้น

แน่นอนว่าเป้าหมายสู่ความยั่งยืนของ BeNice จะถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกับพันธกิจ ESG การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) ของบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เช่นกัน

นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในองค์รวม ยังมีระบบการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีระบบนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดมาใช้ประโยชน์ (Zero Discharge) รวมถึงการให้ความสำคัญในการจัดการพลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) และอาคารคลังจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปอีกด้วย
The post เจาะแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care’ คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ก้าวสู่ […]
The post ท็อปส์ปฏิวัติวงการ! เปิดตัวบรรจุภัณฑ์เนื้อสัตว์รักษ์โลก ย่อยสลายได้ 100% ภายใน 45 วัน คาดทั้งปีช่วยลดคาร์บอนได้ 45 ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ก้าวสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกด้านอาหาร ด้วยการเปิดตัวบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเนื้อสัตว์แช่เย็น ที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ 100% ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน
นับเป็นก้าวสำคัญในการลดการพึ่งพาพลาสติก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของเซ็นทรัล รีเทล
การเปิดตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์กระแสรักษ์โลกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความผูกพันและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในระยะยาว
นอกจากนี้การใช้วัสดุย่อยสลายได้ยังช่วยลดต้นทุนในการกำจัดของเสียและความเสี่ยงในการถูกกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกด้วย
สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์ 1 ชิ้น สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 64 กรัม ปัจจุบันท็อปส์เริ่มเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าเนื้อหมูและไก่รวมจำนวน 14 รายการ ที่ท็อปส์และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เข้าร่วมรายการ
ก่อนเตรียมขยายการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ไปยังกลุ่มสินค้าเนื้อวัวและเนื้อแกะ รวมถึงวางจำหน่ายในท็อปส์ เดลี่ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2567
ท็อปส์ระบุด้วยว่าจะยังคงเดินหน้าขยายแผนการปรับใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อีกในอนาคต โดยในเบื้องต้น ตั้งเป้าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเชอร์รีสด รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อสัตว์ รวมทั้งสิ้นประมาณ 45 ตัน ตลอดปี 2567
The post ท็อปส์ปฏิวัติวงการ! เปิดตัวบรรจุภัณฑ์เนื้อสัตว์รักษ์โลก ย่อยสลายได้ 100% ภายใน 45 วัน คาดทั้งปีช่วยลดคาร์บอนได้ 45 ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ดนุพร ปุณณกันต์ สส. บัญชีรายชื่อ […]
The post เพื่อไทยค้านเขียนคำเตือนบนขวดแอลกอฮอล์ ชี้ควรหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างความปลอดภัยกับส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ดนุพร ปุณณกันต์ สส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ฉลาก พร้อมทั้งข้อความคำเตือน สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตหรือนำเข้า พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ตั้งแต่วันที่ 12-29 กุมภาพันธ์ 2567
ซึ่งในร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญ 8 ด้าน สาระสำคัญในข้อ 3, 4 และ 5 คือกำหนดให้มีข้อความคำเตือนถึงโทษและพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนภาชนะบรรจุและหีบห่อบรรจุของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งให้จัดทำเป็นรูปภาพ 4 สี 9 แบบ สับเปลี่ยนกันไปตามลำดับในอัตรา 1 แบบต่อ 1,000 ภาชนะบรรจุและหีบห่อบรรจุ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเหมือนรูปผลกระทบบนซองบุหรี่
พรรคเพื่อไทยเข้าใจในเจตนารมณ์ที่จะควบคุมการเข้าถึงแอลกอฮอล์ในเด็กและแอลกอฮอล์เป็นอย่างดี จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหลักเกณฑ์ภายใต้จุดสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ขณะเดียวกันก็ควรเป็นไปเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของชุมชน ส่งเสริมธุรกิจ SMEs ในการสร้างรายได้ ขยายโอกาส นำรายได้เข้าสู่ประเทศด้วย สอดคล้องกับนโยบายสุราประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย
The post เพื่อไทยค้านเขียนคำเตือนบนขวดแอลกอฮอล์ ชี้ควรหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างความปลอดภัยกับส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐาหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นวาระแห่งชาติ ยก 3 อุตสาห […]
The post เอกชนหนุนอุตฯ บรรจุภัณฑ์หมุนเวียน หลังเศรษฐาอัดฉีด 4.5 แสนล้านบาท ตั้งเป้าปี 2573 กระตุ้นเงินลงทุนธุรกิจ SDGs ในไทย 1.6 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐาหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นวาระแห่งชาติ ยก 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และก่อสร้าง นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะที่ภาคเอกชนพร้อมผลักดันบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนผ่านปฏิบัติการ EPR ภาคสมัครใจ ผ่านแนวคิด ‘PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน’ หลังรัฐบาลออกมาตรการอัดฉีด 4.5 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้านบาทในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ภายในปี 2573
รายงานข่าวระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (TCAC2) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า หลังการเข้าร่วมการประชุม Financing for the Future Summit รัฐบาลส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) ผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก จนปัจจุบันสามารถระดมทุนได้ถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ ตลอดจนโครงการปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ การลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงวางแผนออกพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) อีกชุดในปีหน้า โดยตั้งเป้าจะระดมทุนให้ได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์
พร้อมทั้งพัฒนาการจัดทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Green Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องกำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน สามารถกำหนดนโยบาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และการลงทุน ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในทุกมิติ
นอกจากนี้ยังออกมาตรการทางการเงินกว่า 4.5 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจไทย โดย Global Compact Network Thailand กว่า 100 บริษัททั่วประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และตั้งเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ภายในปี 2573 อีกด้วย
มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังสนับสนุนผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเศรษฐาระบุว่า 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และก่อสร้าง จะเป็นอุตสาหกรรมนำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
ดังนั้น เพื่อขยายผล รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายจัดการขยะและเปิดให้จัดหาสินค้ากรีน เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ศึกษาการเปิดให้สามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าจาก Renewable Source ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนและบริษัทต่างชาติในอนาคต ท้ายที่สุดเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

โฆษิต สุขสิงห์ ประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือ TIPMSE กล่าวว่า ส.อ.ท. ร่วมกับเครือข่ายกว่า 90 องค์กร จัดทำโครงการ ‘PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน’ ที่มีผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้รวบรวม โรงงานรีไซเคิล นำร่อง 3 เทศบาลเมืองในจังหวัดชลบุรี พร้อมใจกันเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ตามหลัก EPR (Extended Producer Responsibility)
ซึ่งหากมีการเก็บกลับตามเป้าหมาย จะสามารถหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 2 แสนกิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้กว่า 1 ล้านบาท หากขยายผลทั่วทั้งจังหวัดชลบุรี สร้างมูลค่าได้มากกว่า 30 ล้านบาทต่อปี และจากการคาดการณ์ของนักวิจัย เมื่อมี EPR จะสามารถหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วได้กว่า 127 ล้านกิโลกรัม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้รวม 822 ล้านบาท
วิรัช เกลียวปฏินนท์ ประธานกลุ่มพลาสติก ส.อ.ท. และ PPP Plastic กล่าวว่า PPP Plastic เป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการจัดการพลาสติกด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้เริ่มดำเนินโครงการสร้างระบบและ Infrastructure Model เพื่อนำขยะพลาสติกกลับเข้าสู่การรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์ตามนโยบายและโรดแมปของประเทศไทย
“PPP Plastic เล็งเห็นความสำคัญของนโยบาย EPR ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มอัตราการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วต่างๆ จึงยินดีเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน EPR เพื่อส่งเสริมปฏิบัติการ EPR ภาคสมัครใจ EPR in action เดินหน้า EPR Voluntary” วิรัชกล่าว
The post เอกชนหนุนอุตฯ บรรจุภัณฑ์หมุนเวียน หลังเศรษฐาอัดฉีด 4.5 แสนล้านบาท ตั้งเป้าปี 2573 กระตุ้นเงินลงทุนธุรกิจ SDGs ในไทย 1.6 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 1. […]
The post เจาะลึก ‘การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวในไทยและความเฟื่องฟูของตลาดอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 1.10 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2566 มาเป็น 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2571 ซึ่งการเติบโตนี้มาจากหลากหลายเหตุผล ทั้งการเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่น การบริโภคขนมหวานและลูกกวาดที่เพิ่มขึ้น การเติบโตในอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
เมื่อมองเข้ามาในบ้านเรา ‘อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ คือหนึ่งในอุตสาหกรรมของไทยที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลพบว่ามีมูลค่ารวมกว่า 3.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีการคาดการณ์ว่าปี 2567 จะเติบโตขึ้นอีกกว่า 10%
ลึกเข้าไป ‘อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์’ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 10% ส่งผลให้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.35 แสนล้านบาท
เบื้องหลังของการเติบโตมาจากการที่บรรจุภัณฑ์ยังคงมีการปรับตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว มีบทบาทสำคัญในการรองรับกระบวนการผลิตทั้งในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และการส่งออก
แต่สิ่งสำคัญคือการต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวัน ไลฟ์สไตล์ รวมถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มองหาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณค่า มีความสะดวกในการใช้งาน มีความปลอดภัย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ขณะที่อุตสาหกรรมการพิมพ์คิดเป็นสัดส่วนเป็น 40% ของมูลค่ารวม ซึ่งยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางดิจิทัลดิสรัปชันในด้านเทคโนโลยี ผ่านการปรับตัวเชื่อมโยงระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับโลกดิจิทัล เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งพิมพ์ที่สร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ และทันสมัย
ทำให้มีการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาชิ้นงานให้ตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้น อาทิ การพิมพ์ QR Code การพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบ Smart Label ที่เชื่อมโยงกับ Digital Data ช่วยให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลสินค้าได้ผ่านการสแกน QR Code เป็นต้น
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เติบโตไปด้วยกันคืออุตสาหกรรมลูกฟูก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ตลาดจะเติบโตกว่า 10.5% และจะมีมูลค่าสูงถึง 8.2 แสนล้านบาท
อุตสาหกรรมลูกฟูกยังได้รับผลดีจากธุรกิจที่รองรับการขนส่งสินค้า ซึ่งจากการเติบโตส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องพัสดุเพื่อบรรจุสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทยจะมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% ต่อปี ตามสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือปัจจุบันเมกะเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกกันมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้วัสดุที่ปลอดภัย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางตัวเลขที่เติบโตและการต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ได้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์การพิมพ์และกระดาษลูกฟูกแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ ‘Pack Print International 2023 and Corrutec Asia 2023’
โดยในงานจะมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้จัดแสดงนวัตกรรมด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว
ไฮไลต์อยู่ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่นั้นครอบคลุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy) บรรจุภัณฑ์พรีเมียม (Premium Design) เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย (Safety & Security) และบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainability) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โซลูชันบรรจุภัณฑ์จากพืชและไฟเบอร์ และอื่นๆ
ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมามีสถิติผู้เข้าชมกว่า 10,000 คนจากทั่วโลก ทำให้เชื่อมั่นว่าในปีนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจาก Exhibitor มากขึ้น 20% รวมทั้งคาดการณ์ผู้เข้าชมและเข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่นี่:
https://www.pack-print.de/landing
อ้างอิง:
The post เจาะลึก ‘การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวในไทยและความเฟื่องฟูของตลาดอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Garnier เปิดตัวแคมเปญใหม่! ‘การ์นิเย่กรีนกันทุกวันพุธ’ […]
The post Garnier เปิดตัวแคมเปญ ‘การ์นิเย่กรีนกันทุกวันพุธ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Garnier เปิดตัวแคมเปญใหม่! ‘การ์นิเย่กรีนกันทุกวันพุธ’ อีกก้าวสำคัญของการเป็นแบรนด์ Green Beauty ที่ตั้งเป้ากำจัดขยะพลาสติกให้ได้ถึง 240 ตัน สำหรับกิจกรรม Green Beauty ได้ทำการสำรวจจากกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 20,000 คน ใน 9 ประเทศ พบว่ามีคนถึง 79% ที่ต้องการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่มีเพียงแค่ 4% เท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อปกป้องโลก เพื่อทำให้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้าใจได้ง่ายขึ้นและต่อยอดทุกความสวยสู่นิยามใหม่ ‘สวยใส่ใจโลก’ ที่ปลูกฝังให้ผู้บริโภคเชื่อว่าทุกคนสามารถใส่ใจตัวเองและโลกไปพร้อมกันได้ โดยมีสัญญา 5 ข้อที่จะทำร่วมกัน ได้แก่
ด้าน สุมิตา อัครโรจน์กิจ Garnier Brand General Manager กล่าวว่า การ์นิเย่เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ได้รับความนิยมจากคนไทยจำนวนมาก จึงผลักดันให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น อย่างการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อลดพลาสติกที่ไม่จำเป็น และรณรงค์ให้เกิดการรีไซเคิลขยะพลาสติกเพื่อนำกลับมาหมุนเวียนเป็นพลาสติกตั้งต้น ลดพลาสติกเกิดใหม่ โดยปี 2023 การ์นิเย่ตั้งเป้าหมายที่จะเก็บขยะพลาสติกให้ได้ถึง 240 ตัน และนำไปเข้าสู่ระบบการจัดการขยะรีไซเคิล ผ่านกิจกรรมที่ง่ายและสามารถทำได้ตลอดจนเกิดเป็นที่มาของ ‘การ์นิเย่กรีนกันทุกวันพุธ’ นอกจากจะเป็นการก้าวสู่อีกขั้นของแบรนด์รักษ์โลก การ์นิเย่ยังตระหนักถึงเรื่องของความยั่งยืน และต้องการกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสออกมามีส่วนร่วมกับโลกใบนี้ ทุกคนสามารถใส่ใจดูแลตัวเองไปพร้อมกับการใส่ใจโลกให้ยั่งยืนได้ และเชิญชวนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะ และเปลี่ยนแปลงโลกไปด้วยกันกับมิชชันรักษ์โลกโดยการนำขวด Micellar หรือขวดน้ำพลาสติก PET แบบใดก็ได้ มาทิ้งหน้างานตรงจุด Drop Point เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยรีไซเคิลและลดจำนวนขยะพลาสติกได้

ภาพ: Courtesy of Brand
The post Garnier เปิดตัวแคมเปญ ‘การ์นิเย่กรีนกันทุกวันพุธ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเดาใจความชื่นชอบของลูกค้าและการดึงดูดความสนใจของผู้บ […]
The post เพิ่มยอดขายด้วยแพ็กเกจจิ้ง adapter ส่ง XSight Attentive Packaging เครื่องมือวิเคราะห์ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ด้วย AI ประเดิมใช้กับ est Cola สูตรใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเดาใจความชื่นชอบของลูกค้าและการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ณ วันนี้กลายเป็นเรื่องที่ ‘ไม่หมู’ อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เกิดสิ่งเร้าขึ้นมามากมาย พร้อมๆ กันกับทางเลือกสินค้าหรือบริการที่มีให้พิจารณาอย่างไม่รู้จบ
ปัญหาเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับฝั่งแบรนด์และนักการตลาดไม่ต่างกัน เพราะการจะผลักดันสินค้าสักชิ้นให้ได้รับความนิยม เป็นที่ชื่นชอบ และมียอดขายที่สูงลิ่วได้ ไม่เพียงแต่แบรนด์จะต้องมีสินค้าที่ดี ราคาที่เหมาะสม การทำการตลาดที่ใช่เท่านั้น แต่การมี ‘แพ็กเกจจิ้ง’ หรือบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจและโดดเด่นมากพอ ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้า จนในท้ายที่สุดนำไปสู่การเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ adapter digital เอเจนซีโฆษณาด้านดิจิทัลสัญชาติไทย และผู้ให้คำปรึกษาด้านการตลาด ตัดสินใจเปิดตัวเครื่องมือการตลาดใหม่อย่าง ‘XSight Attentive Packaging’ ออกมา โดยชูจุดเด่นด้านการเป็น MarTech Tool วิเคราะห์ประสิทธิภาพงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วย AI ที่จะช่วยให้แบรนด์และนักการตลาดรู้ใจและเข้าใจได้ว่าแพ็กเกจจิ้งแบบไหนมีแนวโน้มที่จะสะดุดตา โดดเด่นในสายตาของผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
สำหรับ XSight Attentive Packaging นับเป็นฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ทาง adapter digital ได้พัฒนาต่อยอดขึ้นบน XSight แพลตฟอร์มวิเคราะห์ประสิทธิภาพงานโฆษณาเชิงสร้างสรรค์ โดยในเวอร์ชันนี้ XSight จะสามารถใช้งานเป็นเครื่องมือการตลาด ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วย AI ได้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะการใช้ทดสอบกับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหา Signal ว่างานดีไซน์บรรจุภัณฑ์รูปแบบใดมีแนวโน้มจะดึงดูความสนใจของพวกเขาหรือเธอได้มากที่สุด
อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อะแด็ปเตอร์ ดิจิตอล จำกัด (adapter digital group) กล่าวว่า “Attention เป็น Brand Economy ที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ซึ่ง Attention ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับงานโฆษณาทั้งครีเอทีฟและมีเดียเท่านั้น แต่สำหรับแพ็กเกจจิ้งก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากช่วยเรื่องแบรนดิ้งแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มยอดขายด้วยตัวของมันเองได้ด้วย ที่ผ่านมามีกรณีศึกษาหลายเคสที่กลายเป็นบทพิสูจน์ว่าแพ็กเกจจิ้งที่ดีช่วยเพิ่มยอดขายได้ ขณะเดียวกันแพ็กเกจจิ้งที่ไม่ดีก็ทำให้ยอดขายตกได้เช่นกัน
“XSight Attentive Packaging จะมีส่วนสำคัญในการเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าฝั่งแบรนด์ โดยเฉพาะการตอบคำถามในใจต่อประเด็นที่ว่า แพ็กเกจจิ้งแบบไหนกันแน่ที่จะวินในสายตาและความคิดของผู้บริโภค เพื่อให้ได้มาซึ่งการสร้างแบรนดิ้งที่ยั่งยืนและปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว (Long-term branding & Quick Win Sales)”
ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงที่ est Cola แบรนด์น้ำอัดลมสุดซ่าของชาว Gen Z ได้รีแบรนด์ไปครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา XSight Attentive Packaging ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือ MarTech ที่ถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อนำต้นแบบงานดีไซน์ที่ได้รับคะแนนสูงสุดไปพัฒนาต่อเป็นงานดีไซน์เวอร์ชันสุดท้ายก่อนวางจำหน่ายจริงในท้องตลาดอีกด้วย
สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ est Cola ต้องการจะอัปเลเวลเพื่อตอบโจทย์กับสิ่งที่ลูกค้าของเราซึ่งก็คือชาว Gen Z บนความต้องการของพวกเขาจริงๆ
“การนำ XSight มาใช้งานถือเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์การตลาดกับการดีไซน์แพ็กเกจจิ้งใหม่ของพวกเรามาก เพราะจริงๆ แล้วคนดีไซน์กับคนซื้อ ‘ต่างคนก็ต่างความคิด’ ดังนั้นการมีเครื่องมือ AI มาช่วยตรวจสอบความชื่นชอบที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย est Cola ก็ทำให้เรามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าแพ็กเกจจิ้งนี้จะตอบโจทย์ความชื่นชอบชาว Gen Z มากที่สุด และจากเสียงตอบรับที่เราได้รับมา คนส่วนใหญ่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า est Cola โฉมใหม่ดูสวย ดูเด่นออกมาจากชั้นวางจริงๆ”
XSight Attentive Packaging พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ แบรนด์หรือนักการตลาดที่สนใจทดลองใช้บริการ หรือต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ https://xsight.adapterdigital.com/en/services/package-design-analytics หรือคลิกเพื่อดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/4hf7SRTwx7o
The post เพิ่มยอดขายด้วยแพ็กเกจจิ้ง adapter ส่ง XSight Attentive Packaging เครื่องมือวิเคราะห์ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ด้วย AI ประเดิมใช้กับ est Cola สูตรใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์สกินแคร์ Olay ร่วมกับ Walmart เปิดตัวกระปุกรีไซเค […]
The post แบรนด์ Olay จะเปิดตัวสกินแคร์ที่เปลี่ยนไปใช้กระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์สกินแคร์ Olay ร่วมกับ Walmart เปิดตัวกระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก ที่สร้างจากโรงงานของ Walmart เอง ซึ่งบรรจุอยู่ในแพ็กเกจที่ทำมาจากเยื่อกระดาษที่ได้รับการรับรองจาก Forest Stewardship Council เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 ซึ่งส่งเสริมการจัดการป่าไม้ของโลกด้วยความรับผิดชอบผ่านการรับรองไม้ที่กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมข้ามชาติเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โดยความร่วมมือระหว่าง Olay และ Walmart ครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความงาม ผ่านการลงทุนโดย Olay ที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์และเชื่อถือได้ด้วยทางเลือกของการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับบรรจุภัณฑ์นี้จะใช้บรรจุ Olay Vitamin C + Peptide 24 Face Moisturizer และ Olay Retinol24 + Peptide Night Face Moisturizer ซึ่งเป็นมอยส์เจอไรเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Olay มีคุณสมบัติมอบผิวสว่างกระจ่างใส สูตรเนื้อบางเบาดุจใยไหม ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบี 3 และกรดแล็กติก ที่ซึมเข้าสู่ผิวโดยไม่อุดตันรูขุมขน ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นทันทีและยาวนานโดยไม่ทิ้งคราบมัน สำหรับผลิตภัณฑ์นี้มีการรีไซเคิลกระปุกใหม่ 100% มีจำหน่ายในร้านค้า Walmart บางแห่งทั่วประเทศ และที่ walmart.com เท่านั้น
ภาพ: Courtesy of Brand
อ้างอิง:
The post แบรนด์ Olay จะเปิดตัวสกินแคร์ที่เปลี่ยนไปใช้กระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน’ กำลังเติบโตอย่างมากอันเกิดจากคว […]
The post ‘เป๊ปซี่’ ประกาศเริ่มใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% เจ้าแรกในตลาดน้ำอัดลมไทย คิกออฟเมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน’ กำลังเติบโตอย่างมากอันเกิดจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบรรจุภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้นี่เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ด้านบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน และผู้ผลิตทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
สำหรับในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้สามารถใช้ขวด rPET นำกลับมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มได้อย่างปลอดภัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
โดย ‘เป๊ปซี่’ กลายเป็นเจ้าแรกในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมของไทยที่ได้ประกาศความพร้อมในการใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% (ขวด rPET 100%)
“เราจะเริ่มเปิดตัวครั้งแรกด้วยเครื่องดื่มเป๊ปซี่และเป๊ปซี่ไม่มีน้ำตาล ขนาด 550 มิลลิลิตร ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก่อนจะตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือฯ อย่างชาอู่หลงพร้อมดื่มทีพลัส (TEA+) เป็นลำดับถัดไป นอกจากนี้ยังมีการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็นคำว่า ‘เป๊ปซี่ ขวดรีไซเคิล 100% (Pepsi 100% Recycled)’ เพื่อแจ้งผู้บริโภคถึงการเปลี่ยนเป็นขวด rPET อย่างเป็นทางการด้วย” อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
สำหรับขวด rPET เป็นการผลิตโดย ‘เอ็นวิคโค’ ที่ใช้วัตถุดิบทั้งหมด 100% เป็นพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย มาผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการรีไซเคิลที่ทันสมัย ควบคุมการผลิตตลอดกระบวนการโดยห้องปฏิบัติการมาตรฐานยุโรปภายในโรงงานซึ่งผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้ง USFDA และ อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย
ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าจากการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน ของ Business of Sustainability Index ระบุว่า 66% ของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดนิยมใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดย 80% เป็นกลุ่มผู้บริโภคอายุ 18-34 ปีเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation) และมีความยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีความยั่งยืนน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนในตลาด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มน่าจะมีการเติบโตอย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้รองรับกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการซื้ออาหารมาทำที่บ้านและการสั่งอาหารจากร้านอาหาร ซึ่งอิทธิพลดังกล่าวน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป
การประเดิมใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% ได้มีการจัดแคมเปญ ‘สำนึกซ่า กล้าเปลี่ยนเพื่อโลก’ จะเริ่มคิกออฟด้วยการติดตั้งถังขยะดีไซน์พิเศษสำหรับใส่ขวด PET โดยเฉพาะทั่วบริเวณสยามสแควร์ ตั้งแต่สงกรานต์นี้ถึงเดือนธันวาคม 2566
อ้างอิง:
The post ‘เป๊ปซี่’ ประกาศเริ่มใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% เจ้าแรกในตลาดน้ำอัดลมไทย คิกออฟเมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลือสะพัด บมจ.อินโดรามาฯ จ่อทุ่มเงิน 3 หมื่นล้านบาท ฮุบ […]
The post จับตา ‘IVL’ ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เทกโอเวอร์ ‘โพลีเพล็กซ์’ ลุยขยายอาณาจักรต่อยอดธุรกิจใหม่ ‘ฟิล์มบรรจุภัณฑ์’ ฟากผู้บริหารขอโนคอมเมนต์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลือสะพัด บมจ.อินโดรามาฯ จ่อทุ่มเงิน 3 หมื่นล้านบาท ฮุบ บมจ.โพลีเพล็กซ์ ลุยซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% พร้อมทำ Tender Offer คาดราคาหุ้นอยู่ที่ 25-30 บาทต่อหุ้น ด้านนักวิเคราะห์ฯ ชี้ช่วยดัน EBITDA เพิ่ม พร้อมช่วยเปิดทางเข้าธุรกิจใหม่คือฟิล์มบรรจุภัณฑ์
จากกรณีที่มีสื่อรายงานข่าวว่า บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าเทกโอเวอร์กิจการ บมจ.โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL ผู้ทำธุรกิจผลิตและส่งออกพลาสติกฟิล์มใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ (Packaging) อุตสาหกรรม (Industrial) และอุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical) โดยจะซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่คือ Polyplex ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และทำคำเสนอซื้อหุ้น (Tender Offer) หุ้นทั้งหมดของ PTL
แหล่งข่าวระดับสูงของ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ไม่ขอแสดงความเห็นในกรณีกระแสข่าวที่เกิดขึ้น แต่บริษัทมีนโยบายในการดำเนินงานปกติ คือการหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน โซวิค รอย เชาว์ดูรี่ เลขานุการบริษัท บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า จากรณีที่มีการรายงานข่าวในสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับซึ่งรายงานว่า บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) อยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ บมจ.โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) (PTL) นั้น ขอชี้แจงว่าในขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกพันใดๆ เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว
อาศิส ภมรานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL ได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากที่มีกระแสข่าวจะเข้าเทกโอเวอร์ บมจ.โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) ซึ่ง IVL ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธแบบชัดเจนกับข้อมูลตามข่าวที่ออกมา ดังนั้นคาดว่าดีลนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและยังไม่ได้ข้อสรุปของดีล
ทั้งนี้ ประเมินว่า IVL น่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อเข้าซื้อกิจการของ PTL รวมถึงเงินลงทุนที่เตรียมไว้ใช้ทำ Tender Offer ด้วยรวมประมาณ 2.2-3 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากหุ้นของ PTL บนกระดานปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าราคาซื้อขายหุ้นของ PTL จะอยู่ในช่วงระหว่าง 25-30 บาท โดยเป็นดีลลงทุนที่ถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่เมื่อเปรียบกับฐานธุรกิจและฐานะทางการเงินของ IVL แต่หากดูเฉพาะในส่วนที่ IVL จะซื้อ PTL จากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PTL คือ กลุ่ม Polyplex ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 51% จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยิ่งถือเป็นเงินลงทุนที่น้อยมากสำหรับ IVL
ปัจจุบัน IVL มีเงินสดภายในบริษัทรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/65 อยู่ประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท อีกทั้งปัจจุบัน IVL ยังมีความสามารถในการกู้เงินได้เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net D/E Ratio) ที่ 1.1 ยังต่ำกว่ากรอบนโยบายของบริษัทที่วางไว้ที่ 1.5 เท่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า IVL ยังมีความพร้อมอย่างมากในด้านแหล่งเงินลงทุนรองรับดีลการเทกโอเวอร์ PTL ในครั้งนี้
ทั้งนี้ หาก IVL กับ กลุ่ม Polyplex สามารถตกลงราคาซื้อขายหุ้น IVL ที่ช่วงราคาสูงสุดที่ 30 บาทต่อหุ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินมูลค่าของกิจการ (EV/EBITDA) จะอยู่ที่ประมาณ 6 เท่า ถือว่ายังอยู่ในกรอบนโยบายการลงทุนของ IVL ที่จะใช้อ้างอิงซื้อกิจการซึ่งมีค่าเฉลี่ย EV/EBITDA อยู่ที่ประมาณ 5-7 เท่า ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะเห็นการปิดดีลการลงทุนใน PTL ของ IVL ได้สำเร็จ
และหากดีล IVL เข้าเทกโอเวอร์ PTL ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับ IVL แต่ไม่ได้มาก เพราะ PTL จะสร้างกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) อยู่ที่ราว 120 ล้านดอลลาร์ต่อปีได้ทันที หรือมีสัดส่วนประมาณ 7% ของ EBITDA ของ IVL ซึ่งไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับที่ IVL ทำ EBITDA ได้ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ยอดขายรวมของ PTL มีสัดส่วนคืดเป็นประมาณ 4% ของยอดขายรวมต่อปีที่ทำได้ของ IVL
อย่างไรก็ดี ดีลลงทุนนี้จะช่วยให้ IVL สายการผลิตสินค้าที่กว้างขึ้น เพราะจะได้ธุรกิจใหม่สายฟิล์มบรรจุภัณฑ์ (BOPET) ที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มเข้ามาในพอร์ตธุรกิจที่มีโรงงานทั้งในและต่างประเทศซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ IVL ยังไม่เคยมีมาก่อน
ล่าสุด หลังมีกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น ราคาหุ้น PTL ตอบรับในเชิงบวก โดยปิดการซื้อขายภาคเช้าวันนี้อยู่ที่ 26.75 บาท บวก 5.94% ส่วนราคา IVL อยู่ที่ 42.75 บาท บวก 0.60%
บทความที่เกี่ยวข้อง
The post จับตา ‘IVL’ ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เทกโอเวอร์ ‘โพลีเพล็กซ์’ ลุยขยายอาณาจักรต่อยอดธุรกิจใหม่ ‘ฟิล์มบรรจุภัณฑ์’ ฟากผู้บริหารขอโนคอมเมนต์ appeared first on THE STANDARD.
]]>