บรรจุภัณฑ์พลาสติก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บรรจุภัณฑ์พลาสติก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 27 Jun 2026 11:16:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย https://thestandard.co/ma-re-design-plastic-waste-thailand-success/ Sat, 27 Jun 2026 03:17:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1223594 ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานในพิธีปิดโครงการ MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จการจัดการขยะพลาสติก

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน โครงการการลดการใช้ การออกแบบที่ […]

The post MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานในพิธีปิดโครงการ MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จการจัดการขยะพลาสติก

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน โครงการการลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล (MA-RE-DESIGN) จัดงาน “สร้างอนาคตพลาสติกที่ยั่งยืน: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยพลังความร่วมมือ (Creating the Plastic Future: Scaling Circular Economy with Collaborative Action)” เพื่อฉลองความสำเร็จในการร่วมป้องกันขยะพลาสติกรั่วไหลลงทะเลด้วยการยกระดับการบริหารจัดการขยะในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

 

ในแต่ละปีคาดว่ามีพลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทรถึง 11 ล้านตัน และอาจเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในปี 2583 ขณะที่ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยในชุมชนมากกว่า 25 ล้านตัน และเป็นขยะพลาสติกราว 12 เปอร์เซ็นต์ โครงการ MA-RE-DESIGN จึงหวังที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการผสานความร่วมมือจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และองค์กรประสานงานทางทะเลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออก (COBSEA) แห่งองค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยได้รับงบโดยประมาณสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (BMUKN) เพื่อดำเนินงานในปี 2566 – 2569

 

สำหรับการบริหารจัดการขยะในระดับท้องถิ่น โครงการ MA-RE-DESIGN ได้ลงพื้นที่ ณ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นสองเทศบาลชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล โดย WWF ประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจท่องเที่ยว และหน่วยงานเทศบาล เพื่อสร้างแบบจำลองการจัดการขยะหมุนเวียนภายใต้โครงการ Plastic Smart Cities ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งระบบมัดจำคืนเงิน (Deposit Return System: DRS) การขยายจุดเติมน้ำเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การสร้างระบบขนส่งย้อนกลับสำหรับขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ และการจัดตั้งธนาคารขยะชุมชน ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชน ขยะมีค่าเกาะเต่า ซึ่งถือกำเนิดมาจากโครงการนี้ ได้เป็นผู้นำในการจัดการขยะบนเกาะ สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง

 

ในระดับประเทศ GIZ สนับสนุนการออกแบบที่ยั่งยืน (Eco-design) ให้แก่ภาคเอกชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME), สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษา เพื่อนำหลักการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) และการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) มาใช้ในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ จึงได้ผลลัพธ์เป็นคู่มือ D4R ฉบับปรับปรุงใหม่, ข้อเสนอแนะทางกฎหมายเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน, การแลกเปลี่ยนความรู้ระดับนานาชาติร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี สนับสนุนบริษัทสามแห่งในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่ายขึ้นและใช้ประโยชน์จากวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ รางวัลนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ประจำปี (Packaging Innovation Award) ยังกระตุ้นนักนวัตกรรมรุ่นใหม่และ SME ให้เห็นว่าการออกแบบที่ยั่งยืนสามารถส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจได้

 

โครงการฯ ยังร่วมให้ข้อมูลสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการใช้ระบบ EPR โดยจัดทำคู่มือการคำนวณค่าธรรมเนียม EPR, ข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organisation: PRO) ที่สอดคล้องกับบริบทของไทย และข้อเสนอแนะทางกฎหมายที่สอดรับกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษในการพัฒนานโยบายและข้อบังคับที่จำเป็นต่อการบังคับใช้ระบบ EPR ในอนาคต

 

ในระดับภูมิภาค UNEP-COBSEA ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเวที SEA of Solutions Forums ครั้งที่ 5 และ 6 โดยเชื่อมโยงประสบการณ์ของประเทศไทยเข้ากับประเทศภาคีในภูมิภาคทะเลเอเชียตะวันออกอีก 8 ประเทศ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ธนาคารขยะ ระบบเติมน้ำ และติดตามตรวจสอบขยะทะเลทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ โครงการฯ ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาคทะเลเอเชียตะวันออก ภายใต้ความร่วมมือระดับโลกด้านมลพิษพลาสติกและขยะทะเล (East Asian Seas Regional Node of the Global Partnership on Plastic Pollution and Marine Litter: GPML) ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องแม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้ว

 

เพื่อฉลองความสำเร็จในการทำงาน จึงมีการจัดงานปิดตัวโครงการฯ ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมงานกว่า 150 คน กล่าวเปิดงานโดยเอ็บบา ชอลล์ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และจิระพงษ์ คูหากาญจน์ รองอธิบดี คพ. พร้อมปาฐกถาพิเศษจาก สุมนา ขจรวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช. และทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย คพ. ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสรุปโครงการฯ​ โดย อัลวาโร่ ซูริต้า จาก GIZ, เอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ จาก WWF ประเทศไทย และมาเฮช ปราธาน จาก​ UNEP-COBSEA ดำเนินรายการโดย อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ​ และ ดร.ปัญจพร เวชยันต์วิวัฒน์ จาก GIZ ประจำประเทศไทย

 

หลังจากนั้นได้มีการจัดเสวนาสั้นหัวข้อ​ “ต่อยอดความสำเร็จ สู่อนาคต (From Now to Beyond)” จากผู้ได้รับประโยชน์​จากโครงการในด้านต่างๆ​ ได้แก่ ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Eco-design Packaging) โดย​ รศ.ดร.ตติยา ตรงสถิตกุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี​, ด้านหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) โดยนภดล ศิวะบุตร จากสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม,​ ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่นำร่อง​ โดยศรายุทธ ธนะโสธร จากวิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี​, ด้านการจัดการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับภูมิภาค​ โดย ดร.แอนนา กุมารัศมี จาก UNEP-COBSEA และด้านนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทย โดย ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง จาก​ สอวช.

 

ปัจจุบันหลายประเทศกำลังร่วมสร้างกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษจากพลาสติกผ่านคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (INC) ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังขับเคลื่อนกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) รวมถึงกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดภาระสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและผู้ผลิตชาวไทยโดยตรง ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ MA-RE-DESIGN มาตลอด 4 ปีจะช่วยขับเคลื่อนไทยในการบริหารจัดการพลาสติกในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

The post MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน https://thestandard.co/middle-east-food-security-exports/ Thu, 23 Apr 2026 06:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1200456 ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต […]

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก
และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)

  • ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต
    ที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
    ผู้เล่นในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารในวงกว้างทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง
  • ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล
  • นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
  • สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง
    ในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า

 

ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นอีกด้วย

  • ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคง
    ด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง
  • การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ

 

อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหาร
บางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง
ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
และสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care’ คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/benice-innovation-from-core-to-care/ Fri, 13 Sep 2024 11:10:36 +0000 https://thestandard.co/?p=983094 BeNice

ยุคนี้ทุกธุรกิจจะพัฒนาเฉพาะคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อตอ […]

The post เจาะแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care’ คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BeNice

ยุคนี้ทุกธุรกิจจะพัฒนาเฉพาะคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายไม่ได้อีกต่อไป เมื่อ ‘ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม’ จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่ชี้วัดว่าธุรกิจนั้นเป็นมิตรกับเราและโลกจริงๆ หรือคิดถึงแต่ผลกำไร 

 

ไม่เว้นแม้แต่ ‘ตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกาย’ ที่นอกจากจะต้องแข่งขันกันในเรื่องคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ สารสกัดที่ใช้ ไปจนถึงนวัตกรรมการผลิต ยังต้องใส่ความมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนให้กับโลกลงไปในกลยุทธ์การทำธุรกิจด้วย

 

หนึ่งในแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดคือ BeNice (บีไนซ์) ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกายภายใต้บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ที่ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพสินค้า ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

BeNice

 

กลายมาเป็นวิสัยทัศน์ของ BeNice ที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค รวมไปถึงการสร้างผลกระทบในเชิงบวกด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care – คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ’ ผ่านนวัตกรรมในทุกกระบวนการจากต้นทางไปสู่ปลายทาง เพื่อผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน 

 

เจาะวิธีคิดที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice

 

ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care – คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ’ นอกจากการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% หรือสูตรผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ (Biodegradable) เพื่อสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด BeNice ยังใส่ใจไปถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทางสำคัญของการจัดการเรื่องความยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพ

 

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2019 ที่ BeNice เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น BeNice Perfect Elastic Shower Cream, BeNice Shea Butter Peachy Peach Shower Cream, BeNice Mystic White Shower Cream ฯลฯ ผ่านการออกแบบโครงสร้างของตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ ลดการใช้ Virgin Plastic HDPE และเลิกใช้ PVC PS และ ePS ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้

 

และตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา BeNice ลดการใช้ Virgin Plastic ในผลิตภัณฑ์ได้ถึง 211.40 ตัน หรือประมาณ 80 ตันต่อปี คิดเป็นคาร์บอนเทียบเท่า 1,673.19 ตัน

 

 

การลดการใช้ Virgin Plastic จะช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสร้างมลพิษและภาวะโลกร้อน เนื่องจาก Virgin Plastic เป็นพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ โดยต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งการสกัดวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง รวมถึงต้องใช้ความร้อนและพลังงาน กว่าจะกลายเป็นเม็ดเรซินเพื่อการขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ

 

BeNice

 

BeNice จึงนำเอานวัตกรรมการผลิตที่ช่วยลดการใช้ Virgin Plastic ด้วยการนำขวดพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เรียกว่า rHDPE (Recycled High-density Polyethylene) ข้อดีคือ ช่วยลดการใช้พลาสติกบริสุทธิ์ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะถูกนำไปฝังกลบหรือเผา

 

ที่สำคัญกระบวนการผลิต rHDPE ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตพลาสติกบริสุทธิ์ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ขณะเดียวกัน rHDPE ยังมีความทนทานสูงและสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น ขวดบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ HDPE บริสุทธิ์ 

 

การใช้ rHDPE ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Brand) BeNice จึงตั้งเป้าหมายที่จะใช้ rHDPE 30% เพื่อสนับสนุนการหมุนเวียนของวัสดุ พร้อมวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งวงจรอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างของตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ใช้พลาสติกได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มความแข็งแรง เช่น บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (Flexible Packaging) ให้สามารถรีไซเคิลได้มากขึ้น รวมถึงศึกษาเรื่องการนำฟิล์มหดที่ทำจากพลาสติก PET มาใช้แทนฟิล์มหดที่ทำจากพลาสติก PVC ไปจนถึงการพัฒนาความสามารถในการลดของเสียในไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มจำนวนต่อการขนส่งสินค้าต่อรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อีกทั้งตัวฝาของผลิตภัณฑ์ขนาด 80 และ 170 มล. ยังเปลี่ยนมาใช้ระบบ Bi-injection เพื่อลดการใช้สีในบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้ระบบการรีไซเคิลมีความสมบูรณ์มากขึ้น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดีขึ้น

 

 

แน่นอนว่าเป้าหมายสู่ความยั่งยืนของ BeNice จะถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกับพันธกิจ ESG การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) ของบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เช่นกัน

 

 

นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในองค์รวม ยังมีระบบการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีระบบนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดมาใช้ประโยชน์ (Zero Discharge) รวมถึงการให้ความสำคัญในการจัดการพลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) และอาคารคลังจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปอีกด้วย

The post เจาะแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แคร์ผู้บริโภคและแคร์โลกของ BeNice ภายใต้แนวคิด ‘Innovation from Core to Care’ คิดดีเพื่อโลก นวัตกรรมดีเพื่อคุณ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาจับมือบรรเทาโลกรวน ส่งพลาสติกยืดได้ไปรีไซเคิลกับ ‘วน’ https://thestandard.co/recycling-with-won/ Mon, 24 Apr 2023 03:24:26 +0000 https://thestandard.co/?p=780381 วน

ตอนนี้เราต่างน่าจะได้สัมผัสและรับรู้ถึงผลกระทบของเอลนีโ […]

The post มาจับมือบรรเทาโลกรวน ส่งพลาสติกยืดได้ไปรีไซเคิลกับ ‘วน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วน

ตอนนี้เราต่างน่าจะได้สัมผัสและรับรู้ถึงผลกระทบของเอลนีโญที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีเพราะอากาศร้อนระอุแทบจะทุกพื้นที่ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่เป็นตัวเร่งทำให้โลกร้อนและรวนมากขึ้น และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปลายปีนี้อาจต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่อุณหภูมิในพื้นที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส จากที่ปรากฏการณ์เอลนีโญปกติจะมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 0.8 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ยในพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยซูเปอร์เอลนีโญครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2016 และครั้งนั้นทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 

 

เลิก Linear Economy สู่ Circular Economy

แม้ไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนได้ แต่เชื่อว่าเริ่มต้นบรรเทาโลกรวนในชีวิตประจำวันได้ทันที นั่นคือเริ่มจากตัวเองที่ ลด-ละ-เลิก การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น การใช้ภาชนะอื่นทดแทนพลาสติก พกถุงผ้า ขวดน้ำ รวมถึงเข้าไปมีส่วนในวงจรระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ทุกประเทศกำลังคร่ำเคร่งและผลักดันให้เกิด โดยหวังสร้างและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยบรรเทาการเกิดขยะที่ถือเป็นฐานรากของปัญหาโลกร้อน จากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป (Linear Economy) ให้หายไปจากระบบมากที่สุด ขณะที่ Circular Economy ก็สามารถเริ่มต้นจากการแยกขยะเพื่อส่งต่อพลาสติกที่ยืดได้กลับเข้ามาในวงจรของการผลิตพลาสติกเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำ และถ้าไม่รู้จะส่งต่อไปที่ไหน ลองมาทำความรู้จักและส่งต่อพลาสติกยืดได้ให้กับโครงการวน (Won) กัน 

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รู้จักโครงการ ‘วน’

‘วน’ (Won) เป็นโครงการแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ของ บมจ.ทีพีบีไอ (TPBI) ที่มุ่งเน้นใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียให้ถูกนำกลับไปเป็นทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบ ด้วยกระบวนการนำพลาสติกยืดได้ที่ได้จากการรับขยะพลาสติกจากผู้บริโภคทั่วไป หรือ Post Consumer Recycled (PCR) ที่ส่งมาให้กับทางบริษัทโดยตรง หรือส่งตามจุดรับทั้ง 400 จุดทั่วประเทศ รวมถึงพันธมิตรต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนการแยกพลาสติกที่เหมาะสม มารีไซเคิลด้วยการหลอมละลายใหม่ 

 

โดยกระบวนการหลอมแต่ละครั้งจะมีสัดส่วนพลาสติกที่รีไซเคิลเฉลี่ย 80-90% และเมล็ดพลาสติกใหม่เฉลี่ย 10-20% แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิลต่างๆ ทำให้เกิดการใช้พลาสติกหมุนเวียนให้มากที่สุด และเกิดของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งปกติถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Used Plastic Bag) จะใช้เวลาย่อยสลายนานหรือมากถึง 450 ปี 

 

แยกขยะเพื่อเลือกพลาสติกยืดได้

เพราะพลาสติกเหมือนกันแต่ยืดไม่เหมือนกัน ดังนั้นทุกครั้งที่ใช้พลาสติก ถ้าไม่นำกลับมาใช้ซ้ำเองก็สามารถทดสอบว่าเป็นพลาสติกที่จะส่งเข้ามาร่วมโครงการได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งดันที่พลาสติกดู ถ้าสามารถยืดได้ก็ส่งมาที่โครงการได้ เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงช้อปปิ้ง ถุงขนมปัง ถุงน้ำแข็ง ถุงน้ำตาลทราย ถุงผักและผลไม้ ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงซิปล็อก พลาสติกกันกระแทก ซองยา ฟิล์มห่อสินค้า (ทิชชู ผ้าอนามัย และผ้าอ้อมเด็ก) ฟิล์มหุ้มขวดน้ำ และฟิล์มหุ้มกล่องนม โดยพลาสติกที่โครงการรับมาทุก 1 กิโลกรัม จะแปลงเป็นเงิน 5 บาท เพื่อนำเข้ากองทุนไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อระวังว่าถุงพลาสติกนั้นไม่ควรเลอะ แห้ง สะอาด และไม่มีฉลากหรือสติกเกอร์ติดอยู่ เพราะจะไม่สามารถหลอมรวมกับพลาสติกได้

 

 

ทำไม ‘วน’ จึงเกิด

‘ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธนะกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด (CMO) ของ TPBI และผู้บริหารโครงการวน บอกว่า โครงการนี้เริ่มต้นกลางปี 2561 เพื่อต่อยอดให้กับบริษัทที่ต้องการทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ให้เชื่อมโยงกับการทำงานของบริษัทที่ผลิตพลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ และมีการรับเศษพลาสติกแบบ Post-Industrial Recycled (PIR) หรือการนำพลาสติกที่เหลือจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมมารีไซเคิลและผลิตซ้ำจนกลายเป็นถุงใหม่ที่นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่โครงการวนจะรับบริจาคขยะพลาสติกที่ยืดได้จากผู้บริโภคทั่วไป ประกอบกับช่วงนั้นมีกระแสการต่อต้านการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาก ที่เริ่มจากในประเทศฝั่งตะวันตกก่อนเริ่มขยายไปประเทศอื่น เพราะเริ่มเห็นผลจากที่สัตว์ทะเลต้องตายเพราะกินพลาสติกเข้าไป

 

“คิดบนฐานที่ทำได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้ง Commercial และ CSR ด้วย เพราะพื้นฐานบริษัทเป็น B2B ที่ไม่สามารถลงโฆษณาให้อย่าง Consumer Product โดยเชื่อว่าถ้าสามารถมี Input หรือปริมาณของขยะพลาสติกที่ถูกประเภทมากพอ ก็สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และขายได้ เพราะที่ต่างประเทศมีการรีไซเคิลมานานแล้ว เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้เมล็ดพลาสติกใหม่ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรน้ำมัน และยังต้องอิงกับราคาน้ำมันโลกต่อเนื่อง” 

 

ยังต้องอาศัยบริษัทแม่สนับสนุน

TPBI อยู่ในวงการผลิตและรีไซเคิลพลาสติกมากว่า 40 ปี ทำให้เห็นแนวโน้มกระแสของพฤติกรรมการใช้พลาสติกเปลี่ยนมาตลอด และมองว่า Circular Economy เป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค ภายใต้แนวคิดของบริษัท Think Circular Think Sustainable แต่โจทย์นี้ถือว่ายาก เพราะคิดแล้วมันง่าย แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้ได้อย่างยั่งยืน ทำให้การทำธุรกิจต้องมองยาว และจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่เน้นการทำกำไรและลดต้นทุนการผลิต

 

“โครงการวนเกิดบนฐานความคิดทั้งเชิงพาณิชย์และการทำ CSR แม้ปัจจุบันโครงการยังไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเริ่มเห็นทั้งปัจเจกบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ตระหนักการแยกขยะและการรีไซเคิลมากขึ้น อีกทั้งวนถือว่าได้ตอบโจทย์ความยั่งยืนของบริษัทที่ปัจจุบันทุกบริษัททุกองค์กรต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม” 

 

ต้อง ‘ง่าย-ชัดเจน’ เพื่อสื่อสารให้เข้าใจ

ด้วยชื่อและโลโก้โครงการถือว่ามีความชัดเจนมากที่สื่อความถึงการรีไซเคิล แต่เพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง จึงเริ่มทดลองดำเนินการจากบุคลากรภายในองค์กร ก่อนค่อยๆ ขยับไปคนรอบตัว ชุมชนใกล้เคียง จนขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปที่ตอนแรกต้องใช้ความพยายามมากที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตระหนัก เข้าใจ และรับรู้ว่าพลาสติกสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งถ้าทำได้อย่างถูกวิธีก็จะไม่หลุดรอดไปสร้างมลภาวะให้กับโลกใบนี้ 

 

หากต้องใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งก็เริ่มได้ด้วยการแยกขยะ โดยแยกพลาสติกที่ยืดได้ และถ้าพลาสติกนั้นเลอะหรือไม่สะอาดก็ควรทำความสะอาดเพื่อวนกลับมาใหม่ วิธีการคือ แยก-ล้าง-ตาก-แพ็กส่งให้ ‘วน’ แล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งทุก 1 กิโลกรัมของพลาสติกที่ส่งมา บริษัทจะเก็บเข้ากองทุน 5 บาท เพื่อนำไปใช้สมทบทุนให้กับสาธารณกุศลที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 5 ปีที่ทำมามีเงินเข้ากองทุนนี้แล้ว 5 แสนบาท 

 

 

5 ปีของ ‘วน’ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ได้ง่ายและต้องใช้พลังใจมาก เพราะย่อมเกิดอุปสรรคระหว่างทางเสมอ ตั้งแต่ต้องพยายามสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่ามีโครงการนี้อยู่ และอธิบายรายละเอียดเพื่อให้เกิดการตระหนักว่า ถ้าแยกขยะได้ แยกประเภทพลาสติกได้ จะช่วยส่งผลบวกอย่างไรต่อกระบวนการรีไซเคิล ที่สำคัญเพราะไม่มีใครสามารถไปบังคับได้ว่าต้องแยกขยะแล้วส่งมาให้ทางโครงการได้ เพราะสิ่งนี้ต้องเกิดจากที่แต่ละคนต้องใจพร้อมและเริ่มต้นแยกขยะด้วยตัวเองก่อน

 

“ไม่ง่ายเลย แต่ถือว่าพัฒนาการโครงการวนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนเกิดโควิดมีพลาสติกยืดได้ส่งมา 100 ตัน หรือเท่ากับ 1 แสนกิโลกรัมต่อปี แต่ทุกอย่างดรอปลงเพราะเจอโควิด กว่า 2 ปีที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยเพราะต้องระวังการแพร่เชื้อที่อาจติดมากับพลาสติก ดังนั้น ตอนนี้เหมือนโครงการต้องเริ่มรีเซ็ตใหม่อีกครั้ง แต่ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง เพราะมีคนรู้จักโครงการและมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมมือกันแยกขยะแล้วส่งขยะพลาสติกมาให้ รวมทั้งขอให้ทางโครงการไปแนะนำวิธีการคัดแยกเพื่อส่งพลาสติกรีไซเคิล ทั้งเป็นหน่วยงาน นิติบุคคลคอนโดมิเนียม มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐ ส่วนภาคผู้ผลิตสินค้าเชื่อว่าเริ่มมีการรับรู้และอยู่ระหว่างการปรับเพื่อเปลี่ยน ที่จะหันมาใช้พลาสติกประเภทเดียวกันในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือใช้บรรจุหีบห่อ (Mono Material Packaging) ทั้งนี้ เพื่อเอื้ออำนวยในการรีไซเคิลได้สมบูรณ์แบบ”

 

พลาสติกจะวนใช้ได้ดี ทุกฝ่ายต้องจริงจัง

ต้องยอมรับว่าทางประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกมีความเข้าใจดีกับเรื่องการแยกขยะและการรีไซเคิล รวมทั้งผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนสินค้าที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว ซึ่งปกติราคาสินค้าจะสูงกว่าสินค้าทั่วไป 10-25% ประกอบกับกฎหมายเขามีการบังคับชัดเจนว่าต้องตระหนักและร่วมมือกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น มีการออกภาษีขวดน้ำ นอกจากนั้น เริ่มเห็นผู้ผลิตสินค้าโกลบอลแบรนด์หลายแห่ง เช่น P&G ประกาศออกมาชัดเจนตั้งแต่ปี 2020 แล้วว่าบรรจุหีบห่อต้องทำด้วยกระดาษหรือพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว 

 

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนมีเพียง 3 ประเทศคือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่ประกาศว่าจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) หรือ EPR ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการจัดการขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี 

 

สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่เตรียมพร้อมและวางโรดแมปไว้แล้ว รอเพียงแต่กฎหมายหลักที่ต้องมีการประกาศใช้เรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน

 

ช่วยโลกเริ่มจากตัวเราง่ายที่สุด

ตอนนี้เราต่างกำลังเผชิญความท้าทายกับสถานการณ์โลกรวนเข้ามาทดสอบให้เห็นอยู่เสมอ แม้เราอาจไม่สามารถหยุดให้โลกร้อนได้ แต่เราก็ต่างมีส่วนช่วยบรรเทาทุกอย่างให้รุนแรงช้าลงได้ โดยเริ่มจากที่ตัวเราเอง เช่น การแยกเศษอาหารออกจากขยะทุกอย่าง เพราะปัจจุบันปัญหาเรื่องขยะจากการบริโภคอาหาร (Food Waste) คือปัญหาอันดับ 1 ส่วนพลาสติกคืออันดับ 2 เพราะถ้าเราช่วยกันบริหารจัดการ ก็จะส่งผลให้การใช้พลาสติกวนหรือหมุนเวียนในระบบได้ ซึ่งเท่ากับช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องนำมาผลิตเมล็ดพลาสติกใหม่ ก็น่าจะเป็นการช่วยบรรเทาโลกร้อนได้จากมือเราเอง 

 

บางทีพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้ายของการทำให้เกิดโลกร้อนอย่างปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วที่ตอนนี้เราทุกคนต้องตอบคำถามตัวเองให้ดีว่า เราเองหรือไม่ที่กลายเป็นผู้ร้ายทำลายโลกใบนี้

The post มาจับมือบรรเทาโลกรวน ส่งพลาสติกยืดได้ไปรีไซเคิลกับ ‘วน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝรั่งเศสเตรียมแบนใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักผลไม้ ดีเดย์ 1 ม.ค. 2022 https://thestandard.co/france-banning-plastic-packaging-that-use-with-fruits-and-vegetables/ Wed, 13 Oct 2021 02:45:16 +0000 https://thestandard.co/?p=547630 ผักผลไม้

ฝรั่งเศสประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักและผลไม้เกื […]

The post ฝรั่งเศสเตรียมแบนใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักผลไม้ ดีเดย์ 1 ม.ค. 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผักผลไม้

ฝรั่งเศสประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักและผลไม้เกือบทุกชนิด เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 หวังช่วยลดขยะพลาสติก พร้อมผลักดันประเทศเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

“เราใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นจำนวนมากในชีวิตประจำวัน กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และส่งเสริมการใช้วัสดุอื่นทดแทน หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้และรีไซเคิลได้” กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุในแถลงการณ์ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่บังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 

 

พร้อมกันนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสได้เผยแพร่รายการผักและผลไม้ที่ห้ามจำหน่ายในบรรจุภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30 ชนิด เช่น กระเทียมต้น, มะเขือม่วง, มะเขือเทศ, แอปเปิ้, กล้วย, ส้ม ฯลฯ

 

โดยปัจจุบัน มีการประมาณการว่าผักผลไม้ 37% วางขายในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคาดว่ามาตรการที่มีการประกาศล่าสุดจะช่วยลดขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้มากกว่า 1 พันล้านชิ้นต่อปี 

 

ด้าน ฟรองซัวส์ โรช ประธานสหพันธ์ผู้ขายผลไม้ของฝรั่งเศส กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนไปใช้กล่องกระดาษแทนพลาสติกในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ ลูกค้าจำนวนมากไม่ต้องการซื้อผลไม้ที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้ม เนื่องจากผลไม้อาจถูกลูกค้ารายอื่นสัมผัสมาก่อน

 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะยังอนุโลมให้ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผลไม้ที่หั่นแล้ว และผักผลไม้ที่ช้ำง่ายบางชนิด แต่จะทยอยเลิกใช้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 

 

ทั้งนี้ มะเขือเทศเชอร์รี ถั่วแขก และพีช สามารถจำหน่ายในบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2023 ขณะที่อองดีฟ, หน่อไม้ฝรั่ง, เห็ด, ผักสลัดและสมุนไพรบางชนิด รวมถึงเชอร์รี จะยังคงจำหน่ายในบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้จนถึงสิ้นปี 2024 ส่วนราสป์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดอื่นๆ จะจำหน่ายในบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้จนถึงเดือนมิถุนายน 2026

 

การห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระยะเวลาหลายปีของรัฐบาลในการเลิกใช้พลาสติก เริ่มตั้งแต่การแบนหลอดพลาสติก ช้อน-ส้อม-มีดพลาสติก ภาชนะพลาสติก รวมถึงกล่องโฟมในปี 2021 

 

และตั้งแต่ปี 2022 พื้นที่สาธารณะจะต้องติดตั้งน้ำพุสำหรับดื่มไว้ให้ประชาชนได้บริโภค เพื่อลดการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งจะช่วยลดการสร้างขยะจากขวดพลาสติก ขณะที่สิ่งพิมพ์ต่างๆ จะถูกจัดส่งโดยไม่มีพลาสติกห่อหุ้ม ส่วนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดจะไม่สามารถแถมของเล่นพลาสติกได้อีกต่อไป

 

นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยังห้ามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดใช้ภาชนะแบบใช้แล้วทิ้งสำหรับการรับประทานที่ร้าน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2023 เป็นต้นไปอีกด้วย

 

ภาพ: Andia / Universal Images Group via Getty Images

อ้างอิง:

The post ฝรั่งเศสเตรียมแบนใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผักผลไม้ ดีเดย์ 1 ม.ค. 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
L’Oréal ผลิตขวดเครื่องสำอางขวดแรกจากพลาสติกรีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ของ Carbios ได้สำเร็จ ตั้งเป้าใช้จริงปี 2568 กับแบรนด์ Biotherm ก่อน https://thestandard.co/loreal-1st-cosmetic-bottle-production-from-carbios/ Thu, 15 Jul 2021 07:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=512962 บรรจุภัณฑ์พลาสติก

หนึ่งในเป้าหมายที่แบรนด์ความงามกำลังมุ่งไปในทิศทางเดียว […]

The post L’Oréal ผลิตขวดเครื่องสำอางขวดแรกจากพลาสติกรีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ของ Carbios ได้สำเร็จ ตั้งเป้าใช้จริงปี 2568 กับแบรนด์ Biotherm ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรจุภัณฑ์พลาสติก

หนึ่งในเป้าหมายที่แบรนด์ความงามกำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และหนึ่งในแบรนด์ที่มีแอ็กชันโดดเด่นคือ ‘ลอรีอัล’ ที่มีการประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ล่าสุด ลอรีอัล กรุ๊ป ก็ออกมาประกาศความสำเร็จในการผลิตขวดเครื่องสำอางพลาสติกรีไซเคิลขวดแรกจากเทคโนโลยีเอนไซม์ของ Carbios พร้อมตั้งเป้าหมายผลิตขวดด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ใน พ.ศ. 2568 

 

โดยแบรนด์ไบโอเธิร์มจะเป็นแบรนด์แรกของลอรีอัล กรุ๊ป ที่จะใช้นวัตกรรมขวดบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตนี้

 

เทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการรีไซเคิลพลาสติก Pet* ที่พัฒนาขึ้นโดย Carbios จะนำไปสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำจากวัสดุที่ได้มาจากการรีไซเคิล 100% โดยใช้ขั้นตอนของเอนไซม์ ซึ่งมีข้อดีคือมีความเหมาะสมและใช้ได้กับพลาสติก Pet ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบใส แบบมีสี แบบขุ่น หรือแบบหลายชั้น และจะทำให้พลาสติกเหล่านี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งเทคโนโลยีการรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ถือเป็นทางเลือกที่ใช้แทนการรีไซเคิลพลาสติกเชิงกล และจะเป็นนวัตกรรมยอดเยี่ยมสำหรับอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานด้านการหมุนเวียน (Circularity) ที่ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 15 ปี 

 

จูลิโอ เบียร์กามาสกี ประธานแบรนด์ไบโอเธิร์ม กล่าวว่า “ไบโอเธิร์มเป็นแบรนด์บุกเบิกเครื่องสำอางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและการลดขยะเป็นศูนย์กลางของแผนยุทธศาสตร์ของแบรนด์ เราดีใจที่ได้เป็นแบรนด์ความงามแบรนด์แรกที่ประสบความสำเร็จในการผลิตขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของ Carbios”

 

เมื่อ พ.ศ. 2560 ลอรีอัลได้รวมกลุ่มบริษัทกับ Carbios ซึ่งมี Nestlé Waters, Pepsico และ Suntory Beverage & Food Europe เข้าร่วมด้วย เพื่อส่งเสริมโซลูชันการรีไซเคิลพลาสติกด้วยการใช้นวัตกรรมและการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เป็นอุตสาหกรรม และต่อมาใน พ.ศ. 2562 ลอรีอัลได้ลงทุนใน Carbios ผ่านกองทุนร่วมทุน Bold หรือ Business Opportunities For L’oréal Development 

 

ด้วยโปรแกรมเพื่อความยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของลอรีอัล กรุ๊ป ‘L’oréal For The Future’ บริษัทฯ ได้ยกระดับการทำงาน เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนโฉมการดำเนินธุรกิจ และได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างด้านบรรจุภัณฑ์ อาทิ

 

  • ภายใน พ.ศ. 2568 บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด 100% จะเป็นแบบที่สามารถรีฟิลได้ นำมาใช้ซ้ำได้ รีไซเคิลได้ หรือย่อยสลายได้
  • ภายใน พ.ศ. 2573 บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด 100% จะมาจากวัสดุรีไซเคิลหรือแหล่งชีวภาพ และจะไม่ใช้พลาสติกผลิตใหม่ที่มาจากแหล่งกำเนิดฟอสซิลอีกต่อไป
  • ส่วนประกอบ 100% ที่ใช้ในสูตรต่างๆ และวัสดุที่มาจากแหล่งชีวภาพจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และจะมาจากแหล่งที่ยั่งยืนภายใน พ.ศ. 2573

 

นอกจากนี้ลอรีอัล กรุ๊ป ทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์หลายราย เพื่อให้บริษัทมีช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุด นอกจาก Carbios แล้ว ลอรีอัลยังร่วมมือกับ Albéa ผู้นำระดับโลกด้านบรรจุภัณฑ์ความงาม ในการพัฒนาหลอดเครื่องสำอางหลอดแรกที่ใช้กระดาษแข็งที่ผ่านการรับรองจาก Fsc ใน พ.ศ. 2562 และยังร่วมมือกับ Purecycle เพื่อผลิตพลาสติก Polypropylene (Pp) ที่รีไซเคิลด้วยการใช้สารละลาย และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ลอรีอัลได้ร่วมมือกับ Lanzatech และ Total พร้อมทั้งได้ประกาศให้โลกได้รับรู้เป็นครั้งแรกว่า สามารถผลิตขวดเครื่องสำอางที่ใช้พลาสติก Polyethylene (Pe) ที่ผลิตจากก๊าซคาร์บอน ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมและถูกนำมารีไซเคิล

The post L’Oréal ผลิตขวดเครื่องสำอางขวดแรกจากพลาสติกรีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ของ Carbios ได้สำเร็จ ตั้งเป้าใช้จริงปี 2568 กับแบรนด์ Biotherm ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Unilever ประกาศแผนลดบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายในปี 2025 https://thestandard.co/unilever-pledges-to-halve-its-use-of-new-plastic-by-2025/ Tue, 08 Oct 2019 07:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=293675 Unilever

เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม) Unilever ประกาศแผนลดการผลิตบรรจุ […]

The post Unilever ประกาศแผนลดบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Unilever

เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม) Unilever ประกาศแผนลดการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ลงครึ่งหนึ่ง ร่วมกับการเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือกหรือวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เพื่อลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคภายในปี 2025

 

บริษัทอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ของโลกรายนี้ต้องการลดขยะพลาสติก 1 แสนตัน และเร่งให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้แทนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก หลังจากเปิดเผยว่าบริษัทผลิตขยะพลาสติกไม่น้อยกว่า 7 แสนตันต่อปี 

 

Unilever วางแผนที่จะช่วยรวบรวมบรรจุภัณฑ์พลาสติกผ่านการลงทุน และเป็นหุ้นส่วนในหน่วยงานกำจัดขยะในตลาดที่บริษัทดำเนินการอยู่ พร้อมกับตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถรวบรวมขยะพลาสติกราว 6 แสนตันได้ภายในปี 2025 

 

นอกจากนี้บริษัทกำลังทดสอบปั๊มน้ำยา (Refill Stations) สำหรับแชมพูและผงซักฟอกตามมหาวิทยาลัยและเครื่องขายของอัตโนมัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

 

อลัน โจป ซีอีโอของ Unilever ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า Unilever พยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่กังวลเรื่องการใช้พลาสติก และมีความเชื่ออย่างสุดซึ้งว่าความยั่งยืนสามารถทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นได้เช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ Unilever เคยประกาศนโยบายเพื่อความยั่งยืนของบริษัทว่าจะใช้พลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ 25% และจะใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% ภายในปี 2025 ซึ่งทางบริษัทยืนยันว่ายังคงดำเนินการตามนโยบายตามที่ประกาศไว้ 

 

แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนงบประมาณที่ใช้ดำเนินนโยบายดังกล่าว

 

ภาพ: Konektus Photo / Shutterstock

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

 

The post Unilever ประกาศแผนลดบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>