บมจ.เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บมจ-เอสซีบีเอกซ์-scbx/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 May 2026 07:20:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน https://thestandard.co/workslop-ai-productivity-trust/ Wed, 27 May 2026 07:19:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1211472 ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมา […]

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมาด้วยนะ

 

 
 

เช้าวันอังคาร หนึ่งชั่วโมงก่อนเข้าประชุม คุณยังคงนั่งทำงานอย่างอื่นอยู่ คุณเปิด Claude ขึ้นมา แล้วพิมพ์ว่า “ช่วยคิดห้าไอเดียสำหรับแคมเปญไตรมาส 3 หน่อย ใส่ในสไลด์ให้ด้วย” สิบสองวินาทีต่อมา คุณก็ได้ห้าไอเดียจัดวางอย่างเรียบร้อยในสามสไลด์ คุณกวาดตาดูคร่าวๆ เปลี่ยนหนึ่งคำ แล้วเดินเข้าห้องประชุม

 

เพื่อนร่วมงานทยอยนำเสนอทีละคน

 

เพื่อนร่วมงานคนแรก สไลด์มีสามคอลัมน์ที่จัดวางอย่างสมดุล นำเสนอเรื่อง cross-functional synergies สไลด์คนที่สอง มีสามคอลัมน์เช่นกัน นำเสนอเรื่อง การสำรวจกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเจาะตลาด สไลด์คนที่สาม มีสามคอลัมน์อีกแล้ว นำเสนอ แผนการทำ digital transformation แต่ละเฟส

 

ทุกสไลด์ดูสะอาดตา ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบเป๊ะจนน่าสงสัย ทุกไอเดียฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีใครคัดค้านอะไร

 

ระหว่างที่ฟังไปครึ่งทาง คุณสังเกตเห็นบางอย่าง ไม่มีใครมีความเห็นที่หนักแน่น ไม่มีใครต่อสู้เพื่อไอเดียของตัวเอง ไม่มีใครพูดว่า “ฉันเชื่อจริงๆ ว่าเราควรทำสิ่งนี้ และนี่คือเหตุผล” ทุกไอเดียฟังดูดี แต่ไม่มีใครในห้องที่ดูเหมือนจะเชื่อในไอเดียของตัวเองจริงๆ ห้องประชุมมีบรรยากาศที่นิ่งเงียบผิดธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เพราะทุกคนถามเครื่องมือเดียวกันด้วยคำถามแบบเดียวกัน

 

การประชุมจบลง “วันนี้ดีมาก” มีคนกล่าว แต่ไม่มีการตัดสินใจอะไรเกิดขึ้น

 

ยินดีต้อนรับสู่ยุคของ workslop

 

ในเดือนกันยายน 2025 นักวิจัยจาก Stanford Social Media Lab ร่วมกับ BetterUp Labs ตีพิมพ์งานวิจัยใน Harvard Business Review ที่ตั้งชื่อให้กับปรากฏการณ์ที่คนทำงานออฟฟิศหลายล้านคนกำลังจมอยู่กับมันอย่างเงียบๆ

 

Workslop คือเนื้อหางานที่สร้างโดย AI ซึ่งดูเหมือนเป็นงานที่ดี แต่กลับขาดเนื้อหาสาระที่จะช่วยให้งานนั้นเดินหน้าไปได้จริง

 

มันดูเป็นมืออาชีพ ใช้คำที่ถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เนื้อหาที่อยู่ข้างในกลับกลวงเปล่า สไลด์ที่ไม่ได้บอกอะไร บันทึกการประชุมที่สรุปอะไรไม่ได้ ‘ข้อเสนอแนะ’ ที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงรายการประเด็นที่โยนกลับให้คนถามไปคิดเอง

 

จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ จำนวน 1,150 คน 40% บอกว่าพวกเขาได้รับ workslop ในเดือนที่ผ่านมา การแก้ไขแต่ละชิ้นใช้เวลาเฉลี่ยเกือบสองชั่วโมง นักวิจัยประเมินว่าต้นทุนของเรื่องนี้อยู่ที่ 186 ดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อเดือน หรือเก้าล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับองค์กรขนาด 10,000 คน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขคือเรื่องนี้ คนที่ได้รับงานรูปแบบ workslop พวกเขามักมองคนที่ส่งมาว่าน่าเชื่อถือน้อยลง มีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง และไว้ใจได้น้อยลง การใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวังกำลังสร้างต้นทุนทางความไว้วางใจอย่างเงียบๆ และมันค่อยๆ สะสมขึ้น แม้จะไม่มีใครพูดถึงมันออกมาตรงๆ ก็ตาม

 

คำสัญญาของ AI คือมันจะช่วยมนุษย์ให้ทำงานได้อย่างมีความหมายมากขึ้น แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลับเป็นในทางตรงกันข้าม AI ทำให้การ ‘ผลิตงาน’ มีต้นทุนต่ำลง เราจึงผลิตมากขึ้น แต่ความคิดที่อยู่ข้างในกลับลดลง คนส่งประหยัดเวลาไปสิบห้านาที คนรับเสียเวลาสองชั่วโมงเพื่อพยายามถอดรหัสว่ามันต้องการสื่ออะไร

 

งานไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกส่งต่อจากคนที่ควรจะไตร่ตรองมาแล้ว ไปยังคนที่ต้องมาตามเก็บกวาดทีหลัง

 

นี่คือความขัดแย้งที่อยู่ใจกลางเรื่องราวของ AI กับ productivity ใครก็ตามที่มี AI สามารถสร้างสไลด์ที่ดูดีได้ในสิบสองวินาที สิ่งที่ยากขึ้นทุกวันไม่ใช่การผลิต แต่เป็นวิจารณญาณ ความสามารถในการอ่านงานแล้วบอกว่า งานนี้ดูดีแต่กลวง ทำใหม่ ความกล้าที่จะปักธงและพูดว่า นี่คือสิ่งที่ฉันคิด และนี่คือเหตุผล

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะของมนุษย์โดยแท้ AI ไม่ได้ทำให้มันมีค่าน้อยลง ตรงกันข้าม มันทำให้ทักษะเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในห้อง

 

คำตอบไม่ใช่การใช้ AI ให้น้อยลง ‘คิดดีๆ’ ไม่ได้แปลว่าต้องคิดด้วยมือเปล่า การใช้ AI ให้เป็นคือการใช้มันเพื่อคิดให้หนักขึ้น ใช้มันเป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยผลักดันความคิดของเราให้ไกลขึ้น ไม่ใช่ใช้มันมาแทนการคิดทั้งหมด

 

ที่ SCBX ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร AI-first นี่คือเส้นทางที่เรากลับมาทบทวนเสมอ การเป็น AI-first ไม่ใช่เรื่องของการผลิตมากขึ้น แต่คือการปลดล็อกให้คนของเราได้ทำสิ่งที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือการตัดสินใจ การเลือกว่าอะไรสำคัญ และการกล้าพูดว่าสิ่งนี้ยังไม่ดีพอ ในยุคที่ผลผลิตเป็นสิ่งไม่จำกัด สิ่งที่หายากที่สุดคือมนุษย์ที่กล้าตัดสินใจ

 

กลับไปที่การประชุมเช้าวันอังคาร คุณเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน คุณเปิด Claude อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คุณไม่ได้ขอให้มันสร้างอะไรให้คุณ คุณพิมพ์ความคิดของตัวเอง ความคิดที่ยังไม่สุก ยังไม่กลม ยังประหลาดอยู่นิดหน่อย ความคิดที่คุณเชื่อในมันจริงๆ แต่ยังหาวิธีพูดมันออกมาไม่ได้

 

คุณพิมพ์หา Claude ช่วยผลักดันความคิดของฉันหน่อย บอกฉันด้วยว่าตรงไหนที่มันยังไม่แข็งแรง

 

นั่นคือช่วงเวลาที่ AI คืนประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริงให้กับคุณ

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
POINTX ในเครือ SCBX เผยลูกค้า 43% ใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น https://thestandard.co/pointx-points-cashback-daily-expenses/ Tue, 28 Apr 2026 11:46:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1202082 โลโก้ POINTX แสดงการใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย

POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสมในเครือ SCBX เผยผู้ […]

The post POINTX ในเครือ SCBX เผยลูกค้า 43% ใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ POINTX แสดงการใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย

POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสมในเครือ SCBX เผยผู้บริโภคใช้พอยท์เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น พบลูกค้า 43% นิยมแลก Cashback และชำระบิลบัตรเครดิต 

 

กฤตธี มโนลีหกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้งานแอปพลิเคชัน POINTX ในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานหันมาใช้พอยท์เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

ทั้งนี้ กว่า 43% ของการใช้พอยท์ถูกนำไปแลก Cashback และชำระบิลบัตรเครดิต รองลงมาคือการแลกสินค้าและ e-Coupon คิดเป็น 29% และถัดมาคือการแลกไมล์สะสมของสายการบิน คิดเป็น 16%

 

ขณะที่การใช้พอยท์ของผู้ใช้งานของ POINTX เติบโตขึ้น 217% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2568 โดยการใช้พอยท์ผ่านช่องทางการสแกน QR Code เติบโตขึ้น 123% และการช้อปออนไลน์ผ่าน Mobile Banking เติบโตขึ้น 113%

 

“หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการแลกไมล์ หรือส่วนลดในการจองตั๋วเครื่องบิน ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดเจน จากเดิมลูกค้าสะสมคะแนนเพื่อแลกของชิ้นใหญ่ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าลูกค้ากว่า 40% นิยมแลกพอยท์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น”

 

POINTX ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Expedia Group เปิดตัวแพลตฟอร์ม XTravel Powered by Expedia เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและแลกพอยท์เพื่อชำระค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และบริการท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยสามารถเข้าถึงบริการนี้ผ่านแอป POINTX เท่านั้น

 

“เป้าหมายของ POINTX ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นแอปพลิเคชันสะสมและแลกพอยท์ แต่เรามุ่งสู่ Point Platform ที่เชื่อมต่อระบบสะสมพอยท์ สิทธิประโยชน์ และไลฟ์สไตล์การใช้พอยท์ในชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับบทบาทของพอยท์ให้มีคุณค่ามากกว่าที่เคย และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งาน” กฤตธีกล่าว

The post POINTX ในเครือ SCBX เผยลูกค้า 43% ใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห https://thestandard.co/ekniti-warns-economic-new-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 12:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1193788 รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ […]

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากสงครามที่เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกว่าช่วงโควิด-19 ดังนั้นไทยจึงต้องยอมรับความจริงว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และต้องวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเอาชนะวิกฤตนี้

 

 
 

“ผมเชื่อวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจจะหนักกว่าโควิด เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานวันนี้ ได้ถูกทำลายไปแล้ว

 

สงครามนี้ไม่ใช่การรบธรรมดา แต่เป็นการรบที่ไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เราใช้กันมาเวลาหลายสิบปี โครงสร้างแบบเดิมกำลังถูกกระทบ ไม่ต่างจากตอนโควิด

 

วันนี้ สิ่งที่ ผมจะบอก เราคิดสั้นๆ ไม่ได้ เราต้องคิดยาวๆ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใครปรับตัวได้ก่อนจะชนะ” ดร.เอกนิติกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Transforming Thailand for Resilient Growth” ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.เอกนิติ ยังได้สรุปยุทธศาสตร์การชนะ (Winning Strategy) ออกเป็น “3T” ได้แก่ การทำนโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted) การเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด (Transition) และการปฏิรูป (Transform)

 

มุ่งเป้า (Targeted)

 

ดร. เอกนิติ ยังได้อธิบายถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนคน (Targeted) ไว้ว่า ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั้งโลก รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัดและไม่สามารถฝืนกลไกตลาดหรืออุดหนุนราคาแบบเหมารวมได้ตลอดไป หากยังคงอุดหนุนราคาแบบเดิม ทั้งคนที่มีฐานะและคนที่มีรายได้น้อยก็จะได้รับประโยชน์เท่ากันหมด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ตรงจุดและอาจนำไปสู่วิกฤตใหม่ทางการเงินได้

 

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเจาะจงเป้าหมาย (Targeted) โดยนำเงินหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนที่เดือดร้อน เปราะบาง และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้จริงๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถปรับตัวและอยู่รอดในวิกฤตได้

 

เปลี่ยนผ่าน (Transition)

 

ดร. เอกนิติ ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ Transition ไว้ว่าเป็นการช่วยเหลือให้คนและธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy)

 

การใช้กลไกตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน จึงต้องอาศัยตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนและช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

 

นอกจากการช่วยธุรกิจแล้ว ยังต้องช่วยให้ประชาชนคนธรรมดามีแหล่งเงินออมระยะยาวเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน โดยท่านได้ผลักดันนโยบาย Thailand Individual Saving Account (TISA) ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการดูแลคนกลุ่มนี้

 

ปฏิรูป (Transform)

 

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ Transform ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ผ่านาการปฏิรูปคนด้วยเทคโนโลยี AI

 

พร้อมยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัสที่จะนำระบบ AI ฝังเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถเรียนรู้และใช้ AI ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว ระบบจะช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ช่วยบริหารต้นทุน ทำบัญชีเบื้องต้น (Balance Sheet) และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

 
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง 1

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน https://thestandard.co/scbx-virtual-bank-partners-kakao-webank/ Fri, 27 Mar 2026 03:54:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1191911 โลโก้ SCBX พร้อมชื่อ ‘แบงก์เอกซ์’ ในพื้นหลังเกี่ยวกับ Virtual Bank

เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหา […]

The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ SCBX พร้อมชื่อ ‘แบงก์เอกซ์’ ในพื้นหลังเกี่ยวกับ Virtual Bank

เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยรายใหม่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ SCBX ถือหุ้น 90% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดด้วยทุนจดทะเบียน 10,000 บาท และมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,000 พันล้านบาท ภายในปี 2569 หรือเมื่อบริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจากกระทรวงการคลังเพื่อเปิดดำเนินการ ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

 

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มประกอบธุรกิจร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ KakaoBank Corp. หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank Technology Services Limited บริษัทย่อยของกลุ่มธนาคาร WeBank Co., Ltd. ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยมาประยุกต์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการเงินที่มีประโยชน์ต่อลูกค้าในประเทศไทย โดยบริษัทจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทราบต่อไป

 

อนึ่ง รายการดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน และขนาดของรายการไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานสารสนเทศตามหลักเกณฑ์การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน

 

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน SCBX ได้แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคาร ครั้งที่ 201 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 มีมติอนุมัติให้ธนาคาร ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCBX เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Home Credit N.V. เพื่อเข้าซื้อส่วนของทุน (Charter Capital) ในสัดส่วน 100% ของ Home Credit Vietnam Finance Company Limited ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,973 พันล้านดอง หรือเทียบเท่าประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมีการปรับปรุงราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา SPA

 

เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกบางประการซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา ส่งผลให้เงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา SPA ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถดำเนินธุรกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีมติอนุมัติให้ธนาคารเลิกสัญญา SPA เพื่อยุติธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ SCBX และ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป

 

ภาพ: ‘แบงก์เอกซ์’

The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน https://thestandard.co/thai-economy-mpc-investment-strategy/ Fri, 27 Feb 2026 07:46:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1182397 ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน เหต […]

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์แรกคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 basis points สู่ระดับ 1.00% ด้วยมติ 4 ต่อ 2 ซึ่งเป็น Positive Surprise ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้มากนัก

 

เหตุการณ์ที่สองคือศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์เกินอำนาจในการใช้ IEEPA เรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบจักรวาล แต่ความโล่งใจกินเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะทรัมป์ตอบโต้ด้วยการออก Executive Order คืนภาษีกลับมาภายใต้ Section 122 ที่อัตรา 15% ซึ่งสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ สองเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกและไทยในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด: ดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง

 

การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% ถือเป็น Positive Surprise สำหรับตลาดที่คาดหวังเพียงการ ‘คงดอกเบี้ย’ เหตุผลที่ กนง. ให้คือต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังมีบทบาทน้อยลง รวมถึงบรรเทาภาระหนี้ และยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง โดยมองว่าระดับนี้ ‘ผ่อนคลายเพียงพอ’ แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า อัตราดอกเบี้ย 1.00% อาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยังเปราะบางและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

 

สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดหลายด้านที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้ ทั้งสินเชื่อภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ ธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยกู้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกดดันผู้ส่งออก และหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึง 86.8% ของ GDP ยิ่งไปกว่านั้นเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดย CPI เดือนมกราคมอยู่ที่ -0.72% สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้สูงในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดภาระครัวเรือน สนับสนุนสินเชื่อ และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ทั้งนี้นโยบายการเงินเพียงลำพังคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายการคลังเข้ามาเสริมแรงด้วย

 

ด้านคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นพัฒนาการเชิงบวก การที่ภาษีสินค้าไทยลดลงจาก 19% สู่ 15% ถือเป็นการบรรเทาภาระที่ผู้ส่งออกต้องการ อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ คำตัดสินของศาลไม่ได้หมายความว่าภาษีจะหมดไป ทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมใช้ทุกช่องทางกฎหมายที่มีในมือ

 

เรามองว่า มีประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด Section 122 มีอายุเพียง 150 วัน จะหมดลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และยังไม่ทราบว่าทรัมป์จะใช้มาตรการใดมาแทน ขณะที่ effective tariff rate ที่ระดับ 13-15% ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุค Trump ที่ 2.6% อย่างมีนัยสำคัญ InnovestX จึงยังคงประมาณการ GDP สหรัฐฯ ที่ 1.9% และมอง Tariff Risk Premium ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

ด้าน GDP ไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่คาด แรงขับหลักมาจากการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว 13.3% และการบริโภคภาคเอกชนที่โต 3.3% นำโดยยานพาหนะที่พุ่ง 26.4% ก่อนมาตรการ EV 3.0 ระยะแรกสิ้นสุด แต่ตัวเลขที่สวยงามนี้มีสัญญาณเตือนซ่อนอยู่สองประการ ประการแรก ได้แก่ ความเสี่ยง Front-loading โดยการพุ่งของยอดขายยานพาหนะ 26.4% คือการดึงอุปสงค์อนาคตมาใช้ล่วงหน้า ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ต้นปี 2569 หดตัวแรงแล้ว

 

ขณะที่ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ ประเด็น Transshipment จากการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่เติบโตดีถึง 91% แต่ภาคการผลิตโตเพียง 17.1% ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าส่วนสำคัญเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาส่งออกต่อโดยแทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประกอบกับการที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปช่วงก่อนหน้า จะทำให้ GDP ไทยครึ่งแรกของปี 2569 ชะลอลง ก่อนที่จะไปเร่งตัวครึ่งปีหลัง

 

ทั้งนี้ InnovestX ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.4% ขึ้นเป็น 1.7% หลังพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่ตลาดรอคอยมานาน อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2569 ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องอดทน โดยเราประเมิน GDP growth ไตรมาสนี้ไว้ที่เพียง 0.9% ก่อนจะทยอยฟื้นในครึ่งหลังของปี

 

ด้านกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่าควรตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดยการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 18% ต่อปี และมูลค่าตลาดที่ทะลุ 19 ล้านล้านบาทนั้นมาจาก re-rating ด้านความเชื่อมั่นทางการเมือง ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง ทำให้ดัชนีที่ใกล้ 1,500 จุดซื้อขายอยู่ที่ PER 2569F ราว 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีพอดี ทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดลง

 

ทั้งนี้ InnovestX เน้น 2 ธีมลงทุนหลักในช่วงนี้ ได้แก่ 1. Earnings Play หรือ หุ้นที่กำไร 1Q69 มีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ ADVANC, BCH, BDMS, CENTEL, CHG, CPALL, GULF, PRM, TRUE และ 2. Dividend Play หรือหุ้นที่คาดมีปันผลที่เหลือจ่ายจากกำไรปี 2568 ให้ Yield เกิน 5% โดย InnovestX แบ่งเป็น 2 ชุด ดังนี้

 

  • ระยะสั้น (XD มี.ค.–พ.ค. 69): AP, BAM, KBANK, KTB, PTT, TISCO
  • ระยะยาว (Yield >5% สม่ำเสมอ 10 ปี+): AP, DIF, KTB, PTT, TISCO

 

ขณะที่ในส่วนดอกเบี้ยขาลงจากมติ กนง. ล่าสุด เป็นบวกต่อหุ้นที่มีหนี้สูงหรือพึ่งพากำลังซื้อ อาทิ กลุ่มไฟแนนซ์, อสังหาฯ, โรงไฟฟ้า, ค้าปลีก, สื่อสาร, ท่องเที่ยว และ REITs แต่เป็นลบต่อกลุ่มธนาคารที่จะเผชิญ NIM แคบลง

 

กล่าวโดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 เปรียบได้กับนักกีฬาที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บ ร่างกายดีขึ้นแต่ยังไม่พร้อมสปรินต์ เสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในครึ่งหลังของปี ขณะที่ดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจปรับตัว

 

แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่มาก ทั้งสงครามการค้าที่ยังไม่จบ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่หนักอึ้ง และเงินเฟ้อที่ยังติดลบ การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องใช้ความอดทนและวินัย

 

ขอให้นักลงทุนโชคดี

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX ผงาดเวทีโลก! ติด Top 10 แบงก์ยั่งยืน S&P Global 2026 ครองอันดับ 1 ในไทย https://thestandard.co/scbx-top-sustainable-bank-global/ Fri, 20 Feb 2026 05:29:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1180313 SCBX ได้รับการจัดอันดับ Top 10 แบงก์ยั่งยืนระดับโลกจาก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 และเป็นอันดับ 1 ในไทย

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ผงาดเวทีความยั่งยืนระดับโลก ติดระดับค […]

The post SCBX ผงาดเวทีโลก! ติด Top 10 แบงก์ยั่งยืน S&P Global 2026 ครองอันดับ 1 ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX ได้รับการจัดอันดับ Top 10 แบงก์ยั่งยืนระดับโลกจาก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 และเป็นอันดับ 1 ในไทย

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ผงาดเวทีความยั่งยืนระดับโลก ติดระดับคะแนนสูงสุด 10% (Top 10) ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 และได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารในประเทศไทย สะท้อนความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด ESG และนวัตกรรมการเงินแห่งอนาคต

 

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ล่าสุดบนเวทีความยั่งยืนระดับสากล โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนระดับโลกดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) ทั้งในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Index) ประจำปี 2568 หมวดธุรกิจธนาคาร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

 

อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เป็นผลจากบริษัทได้รับคะแนน 88/100 จากการประเมินของ S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นระดับคะแนนสูงสุด 10% ของหมวดธุรกิจธนาคารทั่วโลก และสูงสุดในอุตสาหกรรมธนาคารในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่า “เราเชื่อว่านวัตกรรมเทคโนโลยีและการเงินต้องเดินเคียงคู่ไปกับความรับผิดชอบ การที่กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ได้รับการจัดอันดับใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 รวมถึงคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นติดอันดับโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ โดยเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้แก่สังคมและโลกในระยะยาว”

 

ประเด็นความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์: ผลลัพธ์ที่จับต้องและวัดผลได้

 

1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเงินที่ยั่งยืน

 

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low carbon Economy) ผ่าน การเงินเพื่อความยั่งยืน รวมกว่า 223,487 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 ปี (2566–2568) ซึ่ง สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนบทบาทของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ในการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความผันผวนในบริบทโลก

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 1 และ Scope 2) ได้ร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงาน (Operational Net Zero) ภายในปี 2573

 

2. การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน

 

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์มุ่งพัฒนาบริการสินเชื่อดิจิทัลที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม โปร่งใส และรับผิดชอบ โดยมีผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มหลักภายใต้กลุ่ม ดังนี้

 

  • ‘เงินไชโย’ โดย บริษัท ออโต้ เอกซ์ จำกัด (AutoX) – สินเชื่อมีหลักประกัน ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ประชาชนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล ผู้มีภาวะสุขภาพหรือความบกพร่องทางร่างกาย และลูกค้าผู้สูงอายุ เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ปี 2568 มีลูกค้าทั้งหมด 344,500 ราย ยอดสินเชื่อรวม 47.7 พันล้านบาท
  • แพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ ‘มันนี่ทันเดอร์ (MoneyThunder)’ โดย บริษัท อบาคัส ดิจิทัล จำกัด (ABACUS digital) – นำเทคโนโลยี AI และโมเดล Machine Learning รวมถึงการวิเคราะห์ Alternative Data มาช่วยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขสินเชื่อจากธนาคารทั่วไปและมักพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ ปี 2568 มีฐานลูกค้ารวม 4.7 ล้านคน ยอดสินเชื่อคงค้างรวม 7.3 พันล้านบาท
  • บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ผ่านแอป ‘ฟินนิกซ์ (FINNIX)’ โดย บริษัท มันนิกซ์ จำกัด (MONIX) – ฟินเทคสตาร์ทอัปร่วมทุนระดับสากลระหว่างกลุ่มเอสซีบีเอกซ์และ Abakus Group จากประเทศจีน ช่วยให้ประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบการเงิน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีเอกสารทางการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่ถูกกฎหมายอย่างรับผิดชอบ ปี 2568 มีฐานลูกค้ารวม 1,093,902 คน และยอดสินเชื่อรวมกว่า 17.3 พันล้านบาท

 

3. การยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ระบบดิจิทัลขององค์กรมีความมั่นคง เสถียร และรองรับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล และการหยุดชะงักของระบบ โดยกำหนด โครงสร้างการกำกับดูแลตามแนวทาง Three Lines of Defense ระบุบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับระดับการกำกับดูแล เพื่อให้การดำเนินงานตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียต่อระบบเทคโนโลยีขององค์กร

 

ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืนในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีนัยสำคัญดังกล่าวข้างต้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับเพิ่มขึ้นของคะแนนสำหรับรอบการประเมินในปีล่าสุด และนำไปสู่การได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 และการเป็นสมาชิก DJSI อย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการเงินของไทยสู่ระดับสากล ผ่านการผนึกกำลังด้านเทคโนโลยีและแนวทาง ESG เพื่อส่งมอบโซลูชันการเงินที่โปร่งใส ครอบคลุม และรับผิดชอบต่อสังคม ลูกค้า และสิ่งแวดล้อม

The post SCBX ผงาดเวทีโลก! ติด Top 10 แบงก์ยั่งยืน S&P Global 2026 ครองอันดับ 1 ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง https://thestandard.co/scbx-leadership-transition-continuity/ Fri, 09 Jan 2026 12:23:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1163411 Based on the specific rule provided: add a space before proper nouns that follow a verb, and without changing any words: 1. **Identify proper nouns:** เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) is the only proper noun in the headline. 2. **Check if it follows a verb:** เอสซีบีเอกซ์ follows กลุ่ม (group), which is a noun, not a verb. Since the proper noun เอสซีบีเอกซ์ does not follow a verb, the condition for adding a space according to the given rule is not met. Therefore, no spaces are added based on this specific instruction. The reformatted headline remains the same as the original: **กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง**

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการเปลี่ยนแปล […]

The post กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule provided: add a space before proper nouns that follow a verb, and without changing any words: 1. **Identify proper nouns:** เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) is the only proper noun in the headline. 2. **Check if it follows a verb:** เอสซีบีเอกซ์ follows กลุ่ม (group), which is a noun, not a verb. Since the proper noun เอสซีบีเอกซ์ does not follow a verb, the condition for adding a space according to the given rule is not met. Therefore, no spaces are added based on this specific instruction. The reformatted headline remains the same as the original: **กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง**

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงระดับผู้บริหารสูงสุดของธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในระยะถัดไป โดยระบุว่า คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน จะปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาตามวาระ

 

การประกาศในครั้งนี้เป็นการสื่อสารล่วงหน้า หลังจากที่คุณกฤษณ์ จันทโนทก ปฏิบัติงานบรรลุพันธกิจและกลยุทธ์องค์กรตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ จึงแจ้งกับทางธนาคารไม่ขอรับการต่ออายุสัญญา

 

ทั้งนี้ กระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนใหม่นั้น ตามแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) คณะกรรมการ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากภายในกลุ่ม เพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอหน่วยงานกำกับเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

 

ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา คุณกฤษณ์ได้สร้างความแข็งแกร่ง นำพาธนาคารไทยพาณิชย์ให้เจริญเติบโต และมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์เป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ขอแสดงความขอบคุณต่อความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเชื่อมั่นว่าการประกาศล่วงหน้าในครั้งนี้จะช่วยให้การส่งมอบภารกิจ และการดำเนินงานธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น โดยคุณกฤษณ์ จันทโนทก จะยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถไปจนครบวาระ

The post กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด https://thestandard.co/scbx-q3-profit-growth-strong/ Tue, 21 Oct 2025 08:24:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1133398 SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด

วันนี้(21 ตุลาคม 2568) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาช […]

The post SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด

วันนี้(21 ตุลาคม 2568) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 37,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สำหรับในในไตรมาส 3 ของปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้านการเติบโตของรายได้ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 29,413 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 3.3% ภายใต้การปล่อยสินเชื่อ อย่างระมัดระวัง

 

รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 10,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างโดดเด่น จากการขายผลิตภัณฑ์ การลงทุนมูลค่าสูง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมทางการเงิน ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

 

รายได้จากการลงทุนและการค้าอยู่ที่ 3,326 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากกำไรจากพอร์ตการลงทุน ของธนาคาร และของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 17,575 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% จากปีก่อน จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วน ค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 40.2%

 

บริษัทฯ ตั้งสำรองลดลง 1.3% จากปีก่อน เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะการปรับตัวดีขึ้นของบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ทั้งนี้จำนวนสำรองดังกล่าวได้รวมสำรองพิเศษอีกจำนวน 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) คงอยู่ในระดับสูงที่ 161.7%

 

แม้เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมคุณภาพ ของสินเชื่อโดยรวมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.30% ลดลงจาก 3.38% ในปีก่อน เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.9%

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าตามกลยุทธ์ ที่วางไว้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพของบุคลากรในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เปิดโอกาส การลงทุนแบบไร้พรมแดน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจนี้ภายในปี 2569

 

ด้านการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางผ่านโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ หลังจากสิ้นสุด ระยะเวลาลงทะเบียน เมื่อสิ้นไตรมาสที่ผ่านมา มีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ และได้รับความช่วยเหลือแล้วเป็นยอดหนี้รวมมากกว่าหกหมื่นล้านบาท

 

แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน SCBX ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน กลยุทธ์เชิงรุกในการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญ กับการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างลึกซึ้ง ด้วยพลังของ AI และนวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดหรือการปิดสาขา แต่เป็นการปรับวิธีการดำเนินงานทั้งระบบ เพื่อให้ต้นทุนการให้บริการลดลงอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินในระยะยาว และพร้อมมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ทันสมัย และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล”

The post SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามคาด! แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank https://thestandard.co/virtual-bank-thailand-approved/ Thu, 19 Jun 2025 11:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1086904 virtual-bank-thailand-approved

ธปท. ประกาศ 3 รายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมว.ให้จ […]

The post ตามคาด! แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
virtual-bank-thailand-approved

ธปท. ประกาศ 3 รายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมว.ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ย้ำทั้ง 3 กลุ่มจะต้องดำเนินการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงผ่านการประเมินความพร้อมจาก ธปท. ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank และต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี

 

วันนี้ (19 มิถุนายน) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 (ประกาศกระทรวงการคลังฯ) เพื่อเปิดให้ผู้ที่ประสงค์จะขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ยื่นคำขออนุญาตต่อ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2567 ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำขออนุญาตจำนวนทั้งสิ้น 5 ราย นั้น

 

บัดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้พิจารณาคำขออนุญาต เอกสารหลักฐาน และข้อมูลประกอบการขออนุญาตของผู้ขออนุญาต ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงการคลังฯ เสร็จสิ้นแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ธปท. ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank  จึงขอประกาศว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของ ธปท. ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกอบกับข้อ 9 ของประกาศกระทรวงการคลังฯ ให้ความเห็นชอบผู้ที่เห็นสมควรให้จัดตั้ง Virtual Bank ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

 

  1. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต
  3. บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)  WeTechnology Limited  KakaoBank Corp. และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต

 

ทั้งนี้ การพิจารณาข้างต้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงการคลังฯ โดยครอบคลุมทั้งคุณสมบัติ แผนการประกอบธุรกิจ รวมถึงศักยภาพของผู้ขออนุญาตแต่ละรายในการนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบใหม่หรือบริการทางการเงินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของบริการทางการเงินที่มีอยู่เดิมผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะรายย่อย (retail) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินที่เพียงพอและเหมาะสมหรือที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนการสร้างประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ และการนำเสนอนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเหมาะสมทั้งด้านคุณภาพและด้านราคา

 

นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงจำนวนที่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์รายใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝากเงิน ผู้ใช้บริการ และระบบเศรษฐกิจการเงินไทยโดยรวม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

 

ในการพิจารณาดังกล่าว ธปท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใสและมีการปฏิบัติต่อผู้ขออนุญาตอย่างเท่าเทียม รวมทั้งมีการพิจารณาและสอบทานข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบด้าน รัดกุม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบการมีส่วนได้เสียของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาคำขออนุญาตอย่างครบถ้วน

 

ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังข้างต้น จะต้องดำเนินการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด รวมถึงผ่านการประเมินความพร้อมจาก ธปท. ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank และต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ (วันที่ 19 มิถุนายน 2568)

 


 

ตามคาด! แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ตามคาด! แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? https://thestandard.co/fed-boe-thai-interest-rate/ Tue, 06 May 2025 10:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1071737 fed-boe-thai-interest-rate

สัปดาห์นี้เป็นอีกสัปดาห์ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกอย่า […]

The post จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
fed-boe-thai-interest-rate

สัปดาห์นี้เป็นอีกสัปดาห์ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกอย่าง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และอังกฤษ (BOE) จัดการประชุมเพื่อตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์เดียวกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จ่อคงอัตราดอกเบี้ย BOE จ่อลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ 

 

สำหรับฝั่งประเทศไทย แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเพิ่งมีมติ 5:2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ไป แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็พาคาดว่า ดอกเบี้ยไทยจะมีแนวโน้มลดลงอีก ไปอยู่ที่ 1.25-1.5% ณ สิ้นปีนี้

 

ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แกร่ง หนุน Fed ไม่ลดดอกเบี้ย 

 

ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX ระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแกร่งทำให้ Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย 

 

“ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งกว่า ที่คาดการณ์ไว้ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 177,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่คาดไว้ที่138,000 ตำแหน่ง แม้จะชะลอลงจากเดือนมีนาคมที่เพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานยังคงที่ที่ 4.2% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานจากภาคเอกชน ADP ลดลงอย่างต่อเนื่อง (เมษายนอยู่ที่ 62,000 ตำแหน่ง และเฉลี่ย 3 เดือนอยู่ที่ 98,000 ตำแหน่ง) ทั้งนี้การว่างงานที่ทรงตัว การจ้างงานที่อยู่ในระดับสูง (แม้มีแนวโน้มชะลอลง) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแม้ยังตาแต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในอนาคต บ่งชี้สถานการณ์ Mild Stagflation ทำเรายังคงประมาณการว่า Fed จะไม่ลดดอกเบี้ย ในการประชุมวันที่ 6-7 พฤษภาคม”

 

กสิกรไทยคาด คาดเฟดคงดอกเบี้ย เหตุรอดูผลกระทบนโยบายภาษีที่ยังไม่แน่นอน

 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการประชุม FOMC วันที่ 6-7 พฤษภาคม ซึ่งเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 8 รอบในปีนี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  1. รอดูผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้า โดยมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงหลังจากมีการชะลอการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ออกไป 90 วัน ขณะที่การปรับขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าจีนถึง 145% มีโอกาสปรับลดลงได้บ้างหลังสหรัฐฯ และจีนมีท่าทีพร้อมเจรจา

 

  1. แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงและมีโอกาสเร่งสูงขึ้นจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น แม้เงินเฟ้อเดือนมี.ค. 2568 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับลงมาอยู่ที่ 2.4% และ 2.8% ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานวัดจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญ ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% และ 2.6% ตามลำดับ 

 

  1. ตลาดแรงงานชะลอลง แต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการว่างงานเดือนมี.ค. 2568 ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 4.1% ในเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่ยอดผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ 20-26 เม.ย. 2568 เพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนที่ 241,000 ราย แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังไม่น่ากังวล อย่างไรก็ดี คาดว่าตัวเลขตลาดแรงงานในระยะข้างหน้าคงจะเห็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคาดว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นของการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) หลังการชะลอการปรับขึ้นภาษีฯ สิ้นสุดลง

 

UOB คาดดอกเบี้ย Fed ปลายปีเหลือ 3.75%

 

UOB Group Research คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 4.25 – 4.5%ในการประชุมวันที่ 6-7 พฤษภาคมนี้ (ผลการตัดสินใจจะประกาศใน 8 พฤษภาคม เวลา 01.00 น. ตามประเทศไทย) สอดคล้องกับความเห็นส่วนใหญ่ทั่วโลก

 

หลังจากรายงานการประชุม (FOMC Minutes) ประจำเดือนมีนาคม และคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ Fed หลายคนก่อนช่วง Silent Period ยืนยันว่า Fed จะยึดแนวทางการรอและดู (Wait-and-See Approach) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ 

 

แต่ในอนาคต UOB คงการคาดการณ์ว่า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยไว้ 0.25% อีก 3 ครั้ง (ครั้งละไตรมาส) ซึ่งจะทำให้ Fed Funds Target Rate (FFTR) ไปอยู่ที่ 3.75% ภายในสิ้นปีนี้

 

BOE จ่อลดดอกเบี้ยวันพฤหัสบดีนี้

 

ตามผลสำรวจของ Bloomberg (ณ วันที่ 5 พฤษภาคม) นักเศรษฐศาสตร์ 34 คนที่ทำการสำรวจ คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งจะประชุมอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารอย่างเป็นทางการลง 0.25% ไปสู่ระดับ 4.25% ในการประชุมครั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ Lee Sue Ann นักเศรษฐศาสตร์ของ UOB 

 

นอกจากนี้ ในกรณีฐาน Lee Sue Ann มองว่า BOE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทุกไตรมาส โดยจะลดอัตราดอกเบี้ยต่ออีก 3 ครั้งในปีนี้

 

จับตาทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ‘ไทย’ ช่วงที่เหลือของปี

 

หลังจากการประชุม กนง. วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติไม่เป็น เอกฉันท์ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.75% สำนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็ปรับมุมมองดังนี้

 

กสิกรไทยคาด กนง. ลดอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดกนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจุดจับตาคงอยู่ที่การประชุมรอบเดือนสิงหาคม หลังจากการชะลอการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งกนง. คงต้องประเมินความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย จากอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จะประกาศเรียกเก็บกับสินค้าไทยรวมถึงประเทศคู่ค้าและคู่แข่งอื่นๆ ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยกนง. คงพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีจำกัด 

 

กรุงไทยคาด กนง. อาจลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% จับตา ‘บาทแข็ง’ อันดับ 3 ในภูมิภาค

 

ขณะที่ กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์ นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS คาด กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมสู่ระดับ 1.50% จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยมองว่าช่วงเวลาของการตัดสินนโยบายครั้งต่อไป กนง. จะพิจารณาจากพัฒนาการของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังพ้นกรอบระยะเวลายกเว้นการเก็บภาษี 90 วัน และพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจาก Policy Space ที่มีจำกัด 

 

“ในระยะข้างหน้าต้องติดตามช่วงเวลาและขนาดของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของ กนง. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท หลังแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยมีทิศทางต่ำลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ความไม่แน่นอนจากผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่อาจส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง โดยเงินบาทในช่วงนับตั้งแต่การเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 มีทิศทางแข็งค่าสูงกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเป็นรองเพียงญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์เท่านั้น”

 

ดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed)

 

SCB EIC มองดอกเบี้ยไทยไปอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปีนี้

 

SCB EIC มองว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง สู่ระดับ 1.25% ภายในสิ้นปี เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงตามความไม่แน่นอนที่ปรับสูงขึ้นมา เหตุมอง กนง. สื่อสารชัดว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง ‘ผ่อนคลาย’

 

“ในการสื่อสารครั้งนี้ กนง. มองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือนต่อสถานการณ์การค้าโลกที่มีความตึงเครียดและผันผวน โดยไม่ได้ให้คำนิยามว่าเป็น Easing cycle แต่อย่างใด เนื่องจาก Shock ที่เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไม่ได้มีลักษณะที่เป็น Shock ครั้งเดียวและรุนแรงดังเช่นในวิกฤติการเงินโลก (Global Financial Crisis) แต่พร้อมที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารในครั้งก่อนๆ ที่พยายามเน้นย้ำว่านโยบายการเงินยังควรมีสถานะเป็นกลาง (Neutral) ต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือไม่ได้เร่งหรือฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ” SCB EIC ระบุ

The post จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หั่นต่อ! Moody’s ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือแบงก์ไทย 7 แห่ง ต่อจากลด Outlook ประเทศ https://thestandard.co/moody-thai-banks-negative/ Thu, 01 May 2025 07:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1070241 moody-thai-banks-negative

Moody’s ได้ปรับลดมุมมอง (outlook) อันดับความน่าเชื่อถือ […]

The post หั่นต่อ! Moody’s ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือแบงก์ไทย 7 แห่ง ต่อจากลด Outlook ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
moody-thai-banks-negative

Moody’s ได้ปรับลดมุมมอง (outlook) อันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินไทย 7 แห่งเป็นลบ (negative) หลังหั่นมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย (sovereign rating outlook)

 

วันที่ 30 เมษายน มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ได้ปรับลดมุมมอง (outlook) ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินไทย 7 แห่งเป็นลบ (negative) จากคงที่ (stable) ได้แก่ 

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) 
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIMT) 
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) 
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) 
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) 
  • บริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (SCBX) 
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB)

 

Moody’s ระบุว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Moody’s ปรับลดมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับรัฐบาลไทยจาก Stable มาที่ Negative แม้ว่าจะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับเดิม โดยอันดับเครดิตสำหรับ Issuer และ Local Currency Senior Unsecured Ratings ของรัฐบาลไทยยังคงอยู่ที่ระดับ Baa1 เช่นเดียวกับ Foreign Currency Commercial Paper Rating ที่ยังคงอยู่ที่ระดับ P-2

 

โดยการปรับลดนี้ “สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยที่อ่อนแอลงอีก ท่ามกลางภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มมากขึ้น ภูมิหลังทางเศรษฐกิจมหภาคที่เสื่อมถอยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโปรไฟล์เครดิตของธนาคารไทย ซึ่งประสบปัญหาอยู่แล้วจากการเติบโตของสินเชื่อและปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่ด้อยลงจากการระบาดของไวรัสโคโรนา นอกจากนี้ยังอาจทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถให้การสนับสนุนธนาคารต่างๆ เมื่อจำเป็นได้” Moody’s ระบุ

 

“หากอันดับเครดิตของประเทศไทยถูกปรับลด จะส่งผลให้สถาบันการเงินของไทยทั้ง 7 แห่งที่กล่าวถึงข้างต้นได้รับการปรับลดอันดับไปด้วย เนื่องจากสถาบันรับฝากเงินระยะยาวและ/หรือผู้ออกตราสารเหล่านี้มีการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้น และ/หรือ อยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของประเทศ” Moody’s กล่าว

 

อ้างอิง:

The post หั่นต่อ! Moody’s ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือแบงก์ไทย 7 แห่ง ต่อจากลด Outlook ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โชว์เคสนวัตกรรมมากมายกับวันสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 https://thestandard.co/thestandardeconomicforum2024-last-day-innovation/ Fri, 15 Nov 2024 11:36:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1009126

ไล่กวดโลกใหม่ด้วยโชว์เคสนวัตกรรมมากมายกับวันสุดท้ายของ […]

The post โชว์เคสนวัตกรรมมากมายกับวันสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไล่กวดโลกใหม่ด้วยโชว์เคสนวัตกรรมมากมายกับวันสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 ที่ปีนี้เติมความกล้าและความหวังไปกับเวทีคนรุ่นใหม่ ที่มาปลุกไฟให้ผู้เข้าร่วมทุกคน

 

โซน Networking Lounge

 

AP

 

AP x Young Leaders Dialogue

เวทีผู้นำรุ่นใหม่ครั้งแรกของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 ที่คับคั่งไปด้วยผู้ที่สนใจ และเหล่าสปีกเกอร์ที่มาแลกเปลี่ยน ถกเถียง และพูดคุยประเด็นสำคัญในระดับประเทศและโลกใบนี้อย่างมีความหวัง

 

CPRAM

 

CPRAM

กองทัพแห่งความคิดต้องเดินด้วยท้อง กับอาหารปลอดภัยเพื่อโลกสดใสที่คอยบริการตลอดทั้งงาน

 

SCBX

 

SCBX

ดับกระหาย เติมพลังให้พร้อม ด้วยบาร์เครื่องดื่มแสนอร่อยที่ช่วยให้คุณสดชื่นพร้อมทุกเวที

 

โซน Exhibition

 

HomePro

 

HomePro

โชว์นวัตกรรม Closed Loop Circular ครั้งแรกของธุรกิจค้าปลีก กับการรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนแบบครบกระบวนการ 

 

KTB

 

ธนาคารกรุงไทย (KTB)

ปรึกษาด้านการเงินกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง พร้อมแนะนำสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SMEs และโซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย

 

Oppo

 

OPPO

โชว์เคสนวัตกรรมสมาร์ทโฟนที่ผสมผสานดีไซน์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

 

PEA

 

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

ค้นพบนวัตกรรมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องพลังงานสีเขียว

 

TCEB

 

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)

แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดแสดงสินค้า ยกระดับธุรกิจของคุณไปสู่สายตานานาชาติ

 

แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า 

The post โชว์เคสนวัตกรรมมากมายกับวันสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 https://thestandard.co/profits-of-11-thai-banks/ Wed, 23 Oct 2024 06:52:56 +0000 https://thestandard.co/?p=999270

ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 11 ธนาคารช่วงไตรม […]

The post 11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 11 ธนาคารช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังออกมาในทิศทางบวก โดยมีเพียงธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ที่กำไรหดตัวลง

 

โดยทั้ง 11 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวมกัน 6.58 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2.53 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.99%

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นธนาคารที่มีรายได้จากการดำเนินงานสูงสุด 4.8 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนธนาคารที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดคือธนาคารกรุงเทพ (BBL) ทำได้ 1.14 หมื่นล้านบาท

 

ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาสล่าสุดเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีเพียง 3 ธนาคารที่ NPL ลดลง ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) และ บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG)

 

ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ กลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ออกมาแข็งแกร่งนั้น ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากเงินลงทุนและการตั้งสำรองที่ลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังคงกดดันผลประกอบการกลุ่มธนาคารอยู่คือเรื่องของคุณภาพหนี้ เนื่องจากสัดส่วน NPL ของธนาคารส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น

 

“การลดการตั้งสำรองเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ แต่รายได้ดอกเบี้ยค่อนข้างอ่อนแอ เพราะแนวโน้มในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารค่อนข้างตึงจากความต้องการลดความเสี่ยง” ตฤณกล่าว

 

หากมองไปที่ไตรมาส 4 ซึ่งปกติจะเป็นโลว์ซีซันของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ธนาคารจะบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างมาก และยังถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ย ทำให้รายรับจากดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา

 

ส่วนแนวโน้มปี 2568 ตฤณมองว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเติบโตในกรอบเลขตัวหลักเดียว เนื่องจากแนวโน้มของดอกเบี้ยขาลงทำให้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่การตั้งสำรองจะลดลงเช่นกัน เนื่องจากคุณภาพหนี้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รู้จัก ‘ยิบอินซอย’ และการเข้าซื้อธุรกิจ Robinhood จากกลุ่ม SCBX | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-01102024-2/ Tue, 01 Oct 2024 06:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=990113

ทำความรู้จัก ‘ยิบอินซอย’ และการเข้าซื้อธุรกิจ Robinhood […]

The post ชมคลิป: รู้จัก ‘ยิบอินซอย’ และการเข้าซื้อธุรกิจ Robinhood จากกลุ่ม SCBX | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำความรู้จัก ‘ยิบอินซอย’ และการเข้าซื้อธุรกิจ Robinhood จากกลุ่ม SCBX พูดคุยกับ มรกต ยิบอินซอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: รู้จัก ‘ยิบอินซอย’ และการเข้าซื้อธุรกิจ Robinhood จากกลุ่ม SCBX | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ https://thestandard.co/5-capital-groups-compete-for-virtual-bank-license/ Sun, 22 Sep 2024 02:20:51 +0000 https://thestandard.co/?p=986513

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ธนาคาร […]

The post เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) เปิดให้บริษัทต่างๆ ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธุรกิจ Virtual Bank ก่อนที่จะประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกในช่วงกลางปี 2568 และจะเริ่มดำเนินการจริงได้ในช่วงกลางปี 2569 

 

หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการเปิดให้มี Virtual Bank ขึ้นมาในประเทศไทย เพราะต้องการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Virtual Bank กับธนาคารดั้งเดิม (ไม่ว่าจะเป็นออฟไลน์หรือออนไลน์) เป็นกลุ่มที่แตกต่างกัน

 

Virtual Bank คืออะไร

 

บทความที่ชื่อว่า Virtual Banking ก้าวต่อไปของระบบการเงินไทย โดย ธปท. นิยาม Virtual Bank ไว้ว่า เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินธุรกิจบนช่องทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยมีลักษณะสำคัญ คือ 

 

  1. ไม่มีจุดให้บริการที่มีสถานที่ตั้งทางกายภาพ เช่น สาขาและตู้ ATM แต่ยังมีสำนักงานใหญ่ได้
  2. ให้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลตลอดกระบวนการของการให้บริการ ทั้งการทำความรู้จักลูกค้า (KYC), รับฝากเงิน และบริการอื่นๆ เช่น ให้สินเชื่อ โอน และชำระเงิน ฯลฯ 

 

นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์หลักที่ใช้บริหารจัดการงานธนาคาร (Core Banking System) ของ Virtual Bank จะแตกต่างไปจากธนาคารพาณิชย์รูปแบบเดิมผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่ยืดหยุ่นสูง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่าย ส่งผลให้ Virtual Bank มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิม

 

คนไทยจะได้อะไรจาก Virtual Bank 

 

เพื่อให้ Virtual Bank เข้ามาเติมเต็มระบบการเงินของไทยมากขึ้น ธปท. คาดหวังให้ Virtual Bank เข้ามาพัฒนานวัตกรรมในภาคการเงินควบคู่ไปกับการดูแลความเสี่ยงที่อยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม (Responsible Innovation) โดยได้กำหนดเป้าหมายของ ‘สิ่งที่อยากเห็น’ (Green Line) และ ‘สิ่งที่ไม่อยากเห็น’ (Red Line) จากการเปิดให้มี Virtual Bank ไว้อย่างชัดเจน

 

สิ่งที่ ธปท. อยากเห็น (Green Line) ได้แก่

 

  • บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือเพิ่มประสิทธิภาพของบริการทางการเงินที่มีอยู่เดิมผ่านช่องทางดิจิทัล
  • มีบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs กลุ่ม Unserved / Underserved
  • สร้างประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ดีแก่ลูกค้า
  • ส่งเสริมและกระตุ้นการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินอย่างเหมาะสม

 

สิ่งที่ ธปท. ไม่อยากเห็น (Red Line) ได้แก่

 

  • แนวทางประกอบธุรกิจที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน หรือเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฝากเงิน / ผู้ใช้บริการ ในวงกว้าง
  • การประกอบธุรกิจในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะหรือความมั่นคง
  • การประกอบธุรกิจในรูปแบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันในระบบการเงินอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน 
  • การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เหมาะสม

 

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และบริการจาก Virtual Bank ต่างประเทศ

 

จากบทความเดียวกันนี้ได้ยกตัวอย่างบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ Virtual Bank ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในไทยได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

 

  • ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ 26 สัปดาห์ (เกาหลีใต้) เน้นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน โดยจูงใจด้วยดอกเบี้ยสูงและกำหนดเงินฝากขั้นต่ำน้อย 
  • บริการ Smart Saving (ฮ่องกง) บริหารจัดการความต้องการของลูกค้า เช่น กำหนดเป้าหมายการออมเงินและแยกเงินออมตามเป้าหมายออกจากเงินในชีวิตประจำวัน 
  • ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับ SMEs และลูกค้ารายย่อย (จีนและฮ่องกง) ใช้ Big Data ในการประเมินรายได้และวิเคราะห์ความเสี่ยงลูกหนี้แทนการใช้หลักฐานแสดงรายได้ ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการสินเชื่อและชำระคืนก่อนกำหนด รวมทั้งอนุมัติในเวลารวดเร็ว
  • บริการโอนเงิน (ฮ่องกง) ให้ลูกค้าเขย่าโทรศัพท์หลังชำระเงิน เพื่อรับ Cash Reward หรือสะสมแต้มเป็นส่วนลดร้านค้าและร้านอาหาร 
  • บริการชำระเงิน (อังกฤษ) มีเครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูลรายได้และรายจ่ายประเภทต่างๆ รวมทั้งกำหนดเพดานรายจ่ายและตั้งเวลาชำระเงินอัตโนมัติ

 

เปิดชื่อ 5 กลุ่มยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank 

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คาดว่าปัจจุบันจะมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 5 กลุ่ม ดังนี้

 

  1. กลุ่ม SCBX จับมือกับ KakaoBank และ WeBank
  2. GULF ร่วมกับ AIS, ธนาคารกรุงไทย และ OR
  3. กลุ่ม BTS ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ, Sea Group, เครือสหพัฒน์ และไปรษณีย์ไทย
  4. กลุ่มทรู Ascend Money (TrueMoney) – Ant Group
  5. กลุ่ม ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ร่วมกับ Lightnet Group ร่วมกับ WeLab 

 

กลุ่ม JMART ไม่ยื่นใบอนุญาต Virtual Bank 

 

แหล่งข่าวยืนยันต่อว่า กลุ่มของ JMART ไม่ได้ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่มีรายงานข่าวออกมาว่า กลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งมีการรายงานข่าวออกมาว่า ได้ส่งบริษัทลูกคือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ และ Sea Group ซึ่งทุกรายเป็นกลุ่มที่ถือว่ามีความพร้อมทางการเงิน ได้ร่วมยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank จาก ธปท.

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน JMART มีสถานะเป็นบริษัทลูกของกลุ่ม BTS กลุ่ม JMART จึงสามารถนำระบบนิเวศ (Ecosystem) ปัจจุบันที่มีเข้าไปช่วยสนับสนุนกลไกการให้บริการ Virtual Bank ได้

 

“ภาพก่อนหน้าเหมือนว่ากลุ่ม JMART จะ Lead ในการขอใบอนุญาต Virtual Bank แต่ตอนนี้ไม่ได้ Lead แต่เป็นส่วนหนึ่งของ BTS ในฐานะบริษัทลูกมากกว่า ส่วนจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือและอธิบายถึงรายละเอียดในการให้บริการกับแบงก์ชาติต่อไปในช่วง 9 เดือนนี้ ซึ่งถ้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับ JMART ก็จะเข้าไปช่วยในส่วนของงานที่เกี่ยวข้อง”

 

สำหรับจุดเด่นของ Ecosystem ที่ JMART จะเข้าช่วยกลุ่ม BTS ในการทำ Virtual Bank จะมี 3 ส่วนหลักจากลูกค้าของบริษัทในกลุ่ม JMART เพราะมีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่เป็นกลุ่ม Underserved ที่ ธปท. มีนโยบายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการนำ Virtual Bank เพื่อช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงิน ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มลูกค้าในเครือของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ที่เป็นกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดทั้งหมดที่มีราว 6 แสนคน อีกทั้งเป็นกลุ่ม Underserved ที่ไม่มีบัตรเครดิตทั้งหมดหรือเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้สถาบันการเงิน
  2. กลุ่มลูกค้า บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนรวมราว 5 ล้านคนที่มาจากการซื้อหนี้เสีย (NPL) จากสถาบันการเงินรวม 5 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10% หรือราว 5 แสนคนที่ประนอมหนี้กำลังจะมีประวัติทางการเงินกลับมาดี
  3. กลุ่มลูกค้า ‘สุกี้ตี๋น้อย’ เป็นแบรนด์ร้านอาหารภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ที่เป็นกลุ่มไม่มีบัตรเครดิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 15 ล้านคนต่อปี 

 

ขณะที่คาดว่าจากสัดส่วนภาพรวมของจำนวนประชากรของประเทศไทยทั้งหมดน่าจะมีสัดส่วนราว 70% ที่เป็นกลุ่ม Underserved เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ระบบสถาบันการเงิน และมีสัดส่วนเพียง 30% ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าธุรกิจที่เหมาะสมกับการจะเข้ามาทำธุรกิจ Virtual Bank ควรจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการขายสินค้าหรือบริการซึ่งมีลูกค้าอยู่แล้ว หรือเป็นในรูปแบบ ‘บริการทางการเงินแบบฝังตัว’ หรือ Embedded Finance 

 

“ยกตัวอย่างการ Embedded Finance เช่น กรณีลูกค้าร้านสุกี้ตี๋น้อย สามารถเชิญให้ลูกค้ามาโหลดแอป ให้โปรโมชันต่างๆ ซึ่งเราก็จะสามารถ Bundle โปรดักต์ทางการเงินไปเข้าไปในแอปได้เลยในอนาคต แต่ถ้าแบงก์ปกติทั่วไปต้องการมาทำ Virtual Bank ก็ควรจะเป็นแบงก์ที่มีแผนจะขายสินค้าแบบ Bundle ในอนาคต”

 

ทั้งนี้ THE STANDARD WEALTH สอบถามข้อมูลแหล่งข่าวระดับสูงจาก BTS โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank เนื่องจากมีการเซ็นสัญญารักษาความลับ (Non-disclosure Agreement: NDA) ไว้

 

OR ลั่น มีจุดแข็ง พร้อมร่วมพาร์ตเนอร์ลุย Virtual Bank

 

ด้าน ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขอใบอนุญาต Virtual Bank นั้น บริษัทได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและ AIS ในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 20%

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้มองว่า OR มีจุดแข็งด้านแพลตฟอร์มของบริษัทที่มีร้านค้าในสถานีบริการจำนวนมาก และมีฐานลูกค้า Blue Card กว่า 8 ล้านคน ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านผู้จำหน่าย ขณะที่ AIS ก็มีจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี รวมถึงธนาคารกรุงไทยที่มีจุดแข็งด้านระบบหลังบ้านและการควบคุมความเสี่ยงเรื่องการปล่อยสินเชื่อ

 

ส่วน เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเห็นว่าหากผู้ผ่านคุณสมบัติครบในการยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank ก็ควรได้รับใบอนุญาตทุกคน โดยไม่ควรกำหนดจำนวนผู้ที่จะได้ใบอนุญาตเป็นเงื่อนไขหลัก

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอสซีบี เอกซ์’ กำไรครึ่งแรกปี 67 ร่วง 6.9%YoY เหตุโดนค่าใช้จ่ายหยุดให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ฉุด https://thestandard.co/scbx-profits-decrease-robinhood-expenses-drag/ Fri, 19 Jul 2024 10:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=960252

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลประ […]

The post ‘เอสซีบี เอกซ์’ กำไรครึ่งแรกปี 67 ร่วง 6.9%YoY เหตุโดนค่าใช้จ่ายหยุดให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ฉุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิจำนวน 10,014 ล้านบาท ลดลง 15.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับครึ่งแรกของปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 21,295 ล้านบาท ลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลดลงมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจากการยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood รวมทั้งกำไรจากการลงทุนที่ลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง ถึงแม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้น 

 

โดยในไตรมาส 2/67 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 32,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอัตรา 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อและมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทายรอบด้าน รายได้ค่าธรรมเนียม และอื่นๆ มีจำนวน 10,328 ล้านบาท ลดลง 8.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายประกันภัย ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมทางการเงิน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ

 

ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 18,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (ก่อนรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 41.2% บริษัทได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 11,626 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากปีก่อน โดยในไตรมาสนี้รวมการตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 161.7% 

 

โดยคุณภาพของสินเชื่อโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 3.3% ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.2% ในปีก่อน เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.8% 

 

ด้าน อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง เน้นความมั่นคงทางการเงิน รักษาระดับเงินสำรองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และการบริหารต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้จะมีความท้าทาย บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเปิดให้นักลงทุนรวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่มีผลตอบแทนมั่นคงอย่างทั่วถึง โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุน สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ จำนวน 7 ชุด มูลค่ารวม 42,000 ล้านบาท

The post ‘เอสซีบี เอกซ์’ กำไรครึ่งแรกปี 67 ร่วง 6.9%YoY เหตุโดนค่าใช้จ่ายหยุดให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ฉุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX แจ้งยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2567 https://thestandard.co/robinhood-app-shutdown-july-31-2024/ Tue, 25 Jun 2024 13:11:43 +0000 https://thestandard.co/?p=949673 SCBX Robinhood

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) แจ้งยุติการให้บริการ […]

The post SCBX แจ้งยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX Robinhood

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) แจ้งยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ของบริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป หลังจากบรรลุภารกิจช่วยเหลือร้านค้า ไรเดอร์ และคนตัวเล็กในช่วงวิกฤตโควิดได้ตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

 

ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงโควิด แอปพลิเคชัน Robinhood ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของร้านอาหารและธุรกิจต่างๆ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองท่องเที่ยว จนผู้ประกอบการเหล่านั้นผ่านพ้นวิกฤต Robinhood ยังได้ช่วยเหลือต่อจนผ่านเข้าสู่สภาวะปกติได้ นอกจากนั้น Robinhood ยังช่วยสร้างงานให้กับไรเดอร์หลายหมื่นชีวิตในช่วงที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่อง และดูแลอย่างเป็นธรรมจนหลายคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

 

ในส่วนของลูกค้าผู้ใช้บริการ Robinhood ได้เป็นตัวกลางช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายในราคาที่เป็นธรรมมาโดยตลอด จนกลายเป็นแพลตฟอร์มแห่งการช่วยเหลือกันในช่วงเวลาวิกฤตของประเทศ โดยการสนับสนุนทางการเงินอย่างเต็มที่จากกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

บัดนี้ เมื่อวิกฤตโควิดผ่านพ้นไปและธุรกิจต่างๆ เข้าสู่สภาวะปกติ แอปพลิเคชัน Robinhood จึงตัดสินใจยุติบทบาทลง และกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในส่วนของแพลตฟอร์มอื่นๆ ของบริษัททั้งในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคตต่อไป

 

เพื่อให้การยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood เป็นไปอย่างราบรื่น และส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อลูกค้าผู้ใช้งาน ร้านค้า ไรเดอร์ ผู้ขับรถยนต์โดยสาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โปรดทราบถึงข้อมูลสำคัญดังนี้

 

  • ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ลูกค้าจะไม่สามารถใช้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood ได้เป็นการถาวร
  • ผู้ประกอบการร้านค้า ไรเดอร์ ผู้ขับรถยนต์โดยสาร สามารถใช้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood Shop, Robinhood Rider, Robinhood Driver เพื่อทำธุรกรรมต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.00 น. 

 

The post SCBX แจ้งยุติการให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX ใช้ AI อย่างไร เพื่อให้เป้าหมาย AI-first Organization ไม่ใช่แค่ฝัน [PR NEWS] https://thestandard.co/how-does-scbx-use-ai/ Wed, 19 Jun 2024 03:10:59 +0000 https://thestandard.co/?p=946378

ย้อนกลับไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราน่าจะพอรับรู้ข่าวเกี่ยว […]

The post SCBX ใช้ AI อย่างไร เพื่อให้เป้าหมาย AI-first Organization ไม่ใช่แค่ฝัน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราน่าจะพอรับรู้ข่าวเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของ SCBX ที่ต้องการจะเป็น AI-first Organization ซึ่งหลายคนอาจสงสัยขึ้นมาว่า AI-first ที่ว่านี้จะมีหน้าตาอย่างไร และที่สำคัญคือจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่?

 

หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งต้องการจะใช้เทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนธุรกิจ บางคนอาจจะนึกถึงการหาเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ ขณะที่บางคนอาจมองหาแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ แน่นอนว่าทั้งสองส่วนนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ‘คน’

 

ในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังแทรกซึมเข้าไปมีบทบาทอยู่ในทุกๆ อุตสาหกรรม แต่ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ บุคลากรที่มีทักษะด้าน AI กำลังขาดแคลน และเติบโตไม่ทันกับเทคโนโลยีเป็นพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

 

People-first จะนำไปสู่ AI-first

 

“ถ้าจะเป็น AI-first Organization ได้ เราจะต้องเป็น People-first ก่อน เพราะหากไม่มีคน เทคโนโลยีก็ไม่เกิด” ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เชื่อว่า หากองค์กรอย่าง SCBX จะเปิดรับและนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นจะต้องสร้างองค์ความรู้ด้าน AI ให้บุคลากรให้ได้ก่อน

 

เมื่อ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ทีมงาน THE STANDARD มีโอกาสไปร่วมงานที่ชื่อว่า SCBX AI EXPO 2024 ซึ่งจัดขึ้นให้กับพนักงานของบริษัทในกลุ่ม SCBX เพื่อมาเรียนรู้และอัปเดตเทคโนโลยีไปพร้อมกันว่า AI สามารถเข้ามาช่วยให้งานของพวกเขาดีขึ้นและง่ายขึ้นได้อย่างไร?

 

งาน SCBX AI EXPO 2024 จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าหากองค์กรใดจะเป็น AI-first ได้จริง ตัวองค์กรควรจะวางแผนพัฒนาบุคลากรอย่างไร

 

 

ดร.อารักษ์เล่าบนเวทีของงานในวันนั้นว่า เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานในกลุ่มกว่า 30,000 คน SCBX จึงต้องสร้าง AI Literacy Program เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรเรียนรู้เรื่อง AI ขณะเดียวกันก็ต้องมีการวัดผลเกี่ยวกับความรู้ด้าน AI อย่างจริงจัง

 

ทุกวันนี้ แม้ว่าหลายธุรกิจอาจเข้าถึง AI ได้ไม่เท่ากัน คล้ายกับอินเทอร์เน็ตในยุคแรกที่บางบริษัทมีใช้ บางบริษัทยังไม่มี แต่สุดท้ายทุกคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ไม่ต่างกัน

 

สิ่งสำคัญคือ “ไอเดียของผู้ใช้งานจะเป็นตัวชี้ขาด ใครหยิบเอาเหลี่ยมมุมของนวัตกรรมมาใช้ได้สร้างสรรค์ที่สุดจะกลายเป็นผู้ชนะ”

 

SCBX ใช้ AI อย่างไรในองค์กร

 

เมื่อนึกถึงชื่อ SCBX หลายคนจะนึกถึงธุรกิจธนาคารเป็นหลัก และก็อาจพอจินตนาการได้ว่า AI ที่ถูกนำมาใช้น่าจะเข้ามาช่วยเรื่องการตอบคำถามลูกค้า หรือคิดคำนวณเรื่องต่างๆ เช่น การปล่อยสินเชื่อ ประกัน การลงทุน เป็นต้น

 

แต่ปัจจุบันการใช้ AI ในกลุ่มของ SCBX ครอบคลุมไปยังหลายส่วนงาน แม้กระทั่งการสรรหาบุคลากรใหม่ๆ ที่มีความสามารถเพื่อเข้ามาร่วมงาน

 

 

จากมุมมองของคนภายนอกเมื่อมองเข้าไป SCBX ไม่เพียงแค่ใช้งาน AI ได้ แต่ยังเป็นผู้พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากงานที่จัดขึ้น เราได้เห็นบริษัทลูกอย่าง SCB 10X ร่วมมือกับหน่วยงาน R&D ของยานแม่ SCBX พัฒนา ‘ไต้ฝุ่น (Typhoon)’ ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เข้าใจและสื่อสารภาษาไทยโดยเฉพาะ

 

 

รวมทั้งหน่วยงานอย่าง DataX ที่เป็นผู้จัดการฐานข้อมูลขนาด 7 เพตะไบต์ ของทั้งองค์กร และการมี AI Scientist เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเรื่องของ AI อย่างจริงจัง เพื่อสร้าง Federated Learning ระหว่างบริษัทภายในกลุ่ม

 

ทุกวันนี้ AI ถูกนำไปใช้ร่วมกับการทำงานของหลายหน่วยงานของ SCBX และในอีก 4 ปีข้างหน้า ดร.อารักษ์บอกว่ารายได้ 75% ของบริษัทในกลุ่ม SCBX จะต้องมี AI เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

 

ใช้ AI ช่วยแนะนำการลงทุน

 

หนึ่งในเวทีที่น่าสนใจจากงานครั้งนี้คือ เวทีที่ชื่อว่า AI-Powered Investment Advisory ซึ่งเป็นหนึ่งใน Showcase ของการนำ AI มาช่วยงานผู้แนะนำการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX

 

 

ด้วยโลกการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนไทย กองทุนต่างประเทศ รวมทั้งสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ผู้แนะนำการลงทุนเผชิญกับความท้าทาย คือการทำความเข้าใจกับข้อมูลมหาศาล เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้า

 

โจทย์ของ InnovestX คือการนำ AI เข้ามาช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบคำถามลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ กระชับ ตรงประเด็น และลูกค้าประทับใจ รวมทั้งการลดภาระของพนักงาน

 

การนำ AI เข้ามาช่วยงานในส่วนนี้ ช่วยให้ลดระยะเวลาในการทำงานลงได้ 5 เท่า และลดต้นทุนลงได้ 10 เท่า จากการใช้ Typhoon ซึ่งเชี่ยวชาญภาษาไทยมากกว่า เมื่อเทียบกับ GPT-4 และ GPT-4Turbo

 

นอกจากการใช้ AI ช่วยแนะนำการลงทุน ยังมี Showcase อื่นๆ เช่น ใช้ AI ประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งช่วยบริหารความเสี่ยง

 

ส่วนของบรรยากาศภายในงาน นอกจาก Showcase ต่างๆ ที่คน SCBX ผลัดกันมาเล่าให้ฟังในแต่ละเวที รอบๆ งานยังมีบูธต่างๆ ที่จัดโดยพนักงานในกลุ่ม SCBX และพาร์ตเนอร์ด้าน AI เช่น Microsoft มาให้ความรู้และจัด Workshop การนำ AI มาช่วยทำงานด้านต่างๆ เช่น งานกฎหมาย งานบัญชี หรืองานกราฟิก ซึ่งแม้แต่กราฟิกของงานครั้งนี้ก็ใช้ AI ในการสร้างขึ้นมาเช่นกัน

 

 

จากจุดเริ่มต้นของธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารแห่งแรกของไทยที่มีอายุกว่า 117 ปี จน Transform ตัวเองมาเป็นกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน SCBX ในปัจจุบัน เพื่อเดินทางสู่อนาคต 100 ปีข้างหน้า จำเป็นจะต้องเปิดรับนำเอาเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจและวัฒนธรรมการทำงาน

 

นี่คือบทสรุปของงาน SCBX AI EXPO 2024 ที่ถือว่ามีหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจในโลกของ AI รวมถึงอนาคตและการปรับตัวขององค์กรขนาดใหญ่อย่างกลุ่ม SCBX ที่เริ่มลงมือจริงจังในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานและธุรกิจจนเกิดเป็น Use Case มากมายภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะความสามารถของพนักงาน โดยในช่วงท้ายของเวที Future of SCBX AI ดร.อารักษ์ฝากถึงพนักงานของ SCBX ทุกๆ คนไว้ว่า “อยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เราใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำงานมากน้อยแค่ไหน”

 

และสำหรับคนภายนอกอย่างเรา ก็อาจถามคำถามเดียวกันนี้ได้เช่นกัน

The post SCBX ใช้ AI อย่างไร เพื่อให้เป้าหมาย AI-first Organization ไม่ใช่แค่ฝัน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โอกาสลงทุนกับหุ้นกู้ SCBX ‘หุ้นกู้ที่มั่นคง จองสะดวก เข้าถึงง่าย’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-13062024-2/ Thu, 13 Jun 2024 05:11:14 +0000 https://thestandard.co/?p=944652 โอกาสลงทุน หุ้นกู้ SCBX

โอกาสการลงทุนกับหุ้นกู้ SCBX ‘หุ้นกู้ที่มั่นคง จองสะดวก […]

The post ชมคลิป: โอกาสลงทุนกับหุ้นกู้ SCBX ‘หุ้นกู้ที่มั่นคง จองสะดวก เข้าถึงง่าย’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสลงทุน หุ้นกู้ SCBX

โอกาสการลงทุนกับหุ้นกู้ SCBX ‘หุ้นกู้ที่มั่นคง จองสะดวก เข้าถึงง่าย’ มีความน่าสนใจอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง พูดคุยกับ มาณพ เสงี่ยมบุตร Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: โอกาสลงทุนกับหุ้นกู้ SCBX ‘หุ้นกู้ที่มั่นคง จองสะดวก เข้าถึงง่าย’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เตรียมเปิดขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 3.1% อายุ 4 ปี เปิดจองซื้อ 14-20 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/scbx-new-bond-3-1-percent/ Fri, 31 May 2024 06:01:30 +0000 https://thestandard.co/?p=939683 หุ้นกู้

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เตรียมเสนอ […]

The post SCBX เตรียมเปิดขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 3.1% อายุ 4 ปี เปิดจองซื้อ 14-20 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2567 ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.10% ต่อปี โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท 

 

ทั้งนี้ SCBX มีอันดับเครดิตที่ ‘AA+(tha)’ แนวโน้ม ‘Stable’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่ ‘AA+(tha)’ จัดอันดับโดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 โดยจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 14-20 มิถุนายน 2567 ผ่านช่องทางดิจิทัล

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2567 เป็นการเปิดโอกาสอีกครั้งให้ผู้ลงทุนทั่วไปในวงกว้างสามารถเข้าถึงหุ้นกู้ที่มีความมั่นคงสูง ให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ ภายใต้สภาวะที่ตลาดทุนมีความผันผวน 

 

การนำเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ สามารถจองซื้อและฝากแบบดิจิทัลทั้งหมดผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวก 

 

นอกจากนี้ SCBX กำลังดำเนินการจัดตั้ง SCBX Debenture Club คอมมูนิตี้ของผู้ถือหุ้นกู้ SCBX เพื่อรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุน แนวโน้มเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ตลอดจนกิจกรรมให้ความรู้ต่างๆ ที่น่าสนใจ

 

“วัตถุประสงค์หลักของการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ เพื่อขยายและพัฒนาธุรกิจของกลุ่ม SCBX เพื่อนำองค์กรเดินหน้าสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเงินชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและเพิ่มมูลค่ากิจการของกลุ่มในระยะยาว นอกจากนี้เราเชื่อมั่นว่าหุ้นกู้ SCBX จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับนักลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้รับผลตอบแทนคงที่ตลอดระยะเวลาการลงทุนอีกด้วย” อาทิตย์กล่าว

 

ผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

 

 

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ SCBX สามารถเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจองซื้อหุ้นกู้โดยลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีหุ้นกู้ EASY-D ผ่านแอป SCB EASY ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post SCBX เตรียมเปิดขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 3.1% อายุ 4 ปี เปิดจองซื้อ 14-20 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>