บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บมจ-อาปิโก-ไฮเทค-ah/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 03 Mar 2024 02:58:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AH – 4Q66 ดีเกินคาดจากรายการพิเศษ https://thestandard.co/market-focus-ah-5/ Sun, 03 Mar 2024 02:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=906535

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ […]

The post AH – 4Q66 ดีเกินคาดจากรายการพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุทธิ 4Q66 อ่อนแอที่ 138 ล้านบาท (ลดลง 66%YoY และ 72%QoQ) เพราะถูกฉุดรั้งโดยรายการพิเศษ อย่างไรก็ตาม รายการพิเศษต่ำกว่าคาดส่งผลทำให้ผลประกอบการของ AH ดีกว่าตลาดคาด 30% เมื่อตัดรายการพิเศษออกไปพบว่า กำไรปกติอยู่ที่ 421 ล้านบาท ลดลง 29%YoY และ 3%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากยอดขายและส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง 

 

สำหรับปี 2566 AH รายงานกำไรสุทธิ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 12%YoY และเมื่อตัดรายการพิเศษออกไป กำไรปกติอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%YoY ส่วนเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 2H66 อยู่ที่ 0.95 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4%XD วันที่ 14 มีนาคม และจ่ายเงินปันผลวันที่ 24 พฤษภาคม 

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการในวันที่ 1 มีนาคม 2567 ราคาหุ้น AH ปรับขึ้น 0.42% สู่ระดับ 23.90 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.02% สู่ระดับ 1,371.01 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 2567:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติของ AH ลดลง 9% ในปี 2567 และ 4% ในปี 2568 หลังจากบริษัทประกาศผลประกอบการปี 2566 และเพื่อสะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงหลังจากบริษัทขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม SACL

 

สำหรับปี 2567 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโตในระดับต่ำที่ 3%YoY สู่ 1.8 พันล้านบาท แต่น่าจะเห็นภาพที่ดีขึ้นในปี 2568 ด้วยอัตราการเติบโต 10% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนใหม่; AAPICO Avee (ถือหุ้น 60% โดย AH และที่เหลือ 40% ถือโดยบริษัทย่อยของ Proton Holdings Berhad) และ JV Purem AAPICO (บริษัทร่วมทุนที่ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายระบบควบคุมการปล่อยไอเสียและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องสำหรับยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถยนต์ส่วนบุคคล, AH ถือ 49%) สำหรับ 1Q67 คาดว่ากำไรปกติของ AH จะลดลง YoY แต่ทรงตัว QoQ จากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำยังคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือนที่ Outperform สำหรับ AH เนื่องจาก Risk / Reward น่าสนใจ ปัจจุบันหุ้น AH เทรดที่ P/E ปี 2567 ที่ 4.7 เท่า และ P/E ปี 2568 ที่ 4.3 เท่า ซึ่งใกล้กับระดับ -2SD เมื่อรวมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4% สำหรับผลการดำเนินงานงวด 2H66 และที่คาดไว้ 8% ในปี 2567 โดยมองว่าน่าจะช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้นได้ ส่วนราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 38 บาทต่อหุ้น (ลดลงจากราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 44 บาทต่อหุ้น)  

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

– ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ 

– การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงัก

– ข้อพิพาททางกฎหมาย 

 

โดยมองว่าความเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E) แต่ AH มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน

The post AH – 4Q66 ดีเกินคาดจากรายการพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาปิโก ไฮเทค ขายทิ้งหุ้นบริษัทธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในอินเดีย รับเงินสดเกือบ 3 พันล้านบาท เล็งนำเงินขยายธุรกิจ-คืนหนี้ ดันราคาหุ้นพุ่งกว่า 4% https://thestandard.co/aapico-hitech-sold-company-share-from-india/ Wed, 03 Jan 2024 04:52:17 +0000 https://thestandard.co/?p=883898 อาปิโก ไฮเทค

ราคาหุ้น AH เปิดการซื้อขายวันนี้ (3 มกราคม) ที่ 29.50 บ […]

The post อาปิโก ไฮเทค ขายทิ้งหุ้นบริษัทธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในอินเดีย รับเงินสดเกือบ 3 พันล้านบาท เล็งนำเงินขยายธุรกิจ-คืนหนี้ ดันราคาหุ้นพุ่งกว่า 4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาปิโก ไฮเทค

ราคาหุ้น AH เปิดการซื้อขายวันนี้ (3 มกราคม) ที่ 29.50 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท บวก 3.51% และระหว่างการซื้อขายภาคเช้า ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นทำจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 29.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท บวก 4.39% จากราคาปิดวันก่อนหน้า (2 มกราคม) ที่ระดับ 28.50 บาท

 

เย็บ ซู ชวน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาปิโก ไฮเทค หรือ AH แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ Sakthi Global Auto Holdings Limited (SGAH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ โดยถือหุ้น 100% ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 โดยมีมติสำคัญอนุมัติให้ SGAH จำหน่ายหุ้นจำนวน 248.36 ล้านหุ้น ที่บริษัทถืออยู่ใน Sakthi Auto Component Limited (SACL) คิดเป็นสัดส่วน 77.04% ของจำนวนทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วของ SACL โดยมีการชำระมูลค่าสิ่งตอบแทน (Consideration Value) เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 82.69 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,995.57 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินชำระค่าหุ้น จำนวน 82 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,970.75 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ จำนวน 685,002 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24.82 ล้านบาท โดยการแปลงค่าเป็นสกุลบาทอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่ 36.23 บาทต่อดอลลาร์

 

รวมทั้งคาดว่าจะชำระค่าสิ่งตอบแทนทั้งหมดโดยแบ่งชำระได้ภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2570 ซึ่งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2566 ได้รับเงินส่วนที่ 1 จำนวน 72 ล้านดอลลาร์ ตามสัญญา

 

สำหรับการเข้าทำรายการเป็นการดำเนินการตามแผนการระงับข้อพิพาทระหว่างบริษัทและกลุ่มผู้ซื้อ โดยบริษัทจะได้รับเงินสดเป็นมูลค่าตอบแทน และบริษัทจะนำเงินสดจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าวไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการเติบโต และจะส่งผลให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น

The post อาปิโก ไฮเทค ขายทิ้งหุ้นบริษัทธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในอินเดีย รับเงินสดเกือบ 3 พันล้านบาท เล็งนำเงินขยายธุรกิจ-คืนหนี้ ดันราคาหุ้นพุ่งกว่า 4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต https://thestandard.co/reveal-hyundai-ceases-operations-in-thailand/ Mon, 30 Oct 2023 03:27:34 +0000 https://thestandard.co/?p=860333 รถฮุนได

ข่าวการประกาศเลิกกิจการของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด […]

The post ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถฮุนได

ข่าวการประกาศเลิกกิจการของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จากการรายงานของบริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสร้างความตกใจว่าอยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น ฮุนไดจึงเลิกกิจการในไทย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่นานเพิ่งจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมกับบริษัทใหม่ของฮุนได 

 

ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องก่อนว่า ฮุนไดยังไม่ได้เลิกกิจการในประเทศไทย แต่ที่เลิกไปตามรายงานข่าวนั้นเป็นเพียงบริษัทที่เคยดูด้านการจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

 

ย้อนความกลับไปในช่วงปี 2550 ฮุนไดได้แต่งตั้งกลุ่มโซจิซึจากประเทศญี่ปุ่นให้เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) รถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยต่อจากกลุ่มพระนคร ยนตรการ ที่สิ้นสุดการได้สิทธิ์จำหน่ายในไทยไป ซึ่งกลุ่มโซจิซึได้มีการร่วมทุนกับพันธมิตรหลายรายรวมถึงอาปิโก ไฮเทค ด้วย โดยมีการจัดตั้งบริษัทชื่อว่า ‘บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด’ ทำการจำหน่ายและขายส่งรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กิจการดำเนินไปด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งในปี 2565 ทางบริษัทแม่คือ ฮุนได มอเตอร์ จากประเทศเกาหลีใต้ เห็นว่าตลาดของประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีและน่าจะสร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าที่กลุ่มโซจิซึทำได้ ดังนั้นฮุนได มอเตอร์ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยตัวเอง มีการจัดตั้ง ‘บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด’ ขึ้น 

 

ถึงตรงนี้นึกภาพให้ดี ในประเทศไทยมีบริษัทสองแห่งที่คล้ายกันคือบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นคือกลุ่มโซจิซึของญี่ปุ่น พร้อมพันธมิตร กับบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นคือฮุนได มอเตอร์ ของเกาหลีใต้ และประกอบกิจการเหมือนกันคือขายรถยนต์ฮุนได

 

โดยบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการโดยฮุนได มอเตอร์ ของเกาหลีใต้ ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่น อาคารสำนักงาน สต๊อกอะไหล่ และสิทธิ์ต่างๆ (เช่นคำว่า ฮุนได ประเทศไทย) รวมถึงรับพนักงานบางส่วนมาด้วย โดยไม่ได้ซื้อบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แต่อย่างใด 

 

สำหรับการเปลี่ยนผ่านดังระหว่างสองบริษัทมีขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน กิจการทุกอย่างในทางปฏิบัติของฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 และฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เข้ามาดำเนินการเริ่มต้นใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2566 เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องสูญเสียความเชื่อมั่น  

 

ลักษณะดังกล่าวนี้มีความคล้ายคลึงกับการที่กลุ่มยนตรกิจต้องอำลาจากการขายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ต้องปล่อยมือจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งลดบทบาทจากผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เหลือเพียงการเป็นตัวแทนจำหน่าย (Dealer) รายหนึ่งเท่านั้น 

 

ดังนั้นเมื่อข่าวดังกล่าวมีการถูกนำเสนอในลักษณะที่พาดหัวเพื่อดึงดูดความสนใจ ส่งผลให้บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องส่งจดหมายชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า รถยนต์ฮุนไดยังคงดำเนินกิจการอยู่ตามปกติ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะมาจาก ‘ความไม่รู้’ ข้อเท็จจริงของกรณีนี้ หรือเข้าใจผิด แต่หากรู้แล้วแต่ตั้งใจสร้างกระแสเพื่อเรียกยอดการเข้าดู ลักษณะนี้มักจะถูกเรียกว่าคลิกเบต (Clickbait)

 

ภาพ: Peerapon Boonyakiat / SOPA Images / LightRocket via Getty Images 

The post ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – 3Q66 จะปรับตัวดีขึ้นเพราะปัจจัยฤดูกาล การลงทุนใหม่ๆ จะให้ผลตอบแทนในปี 2567 https://thestandard.co/ah-3q66-will-improve-because-of-seasonal-factors/ Wed, 30 Aug 2023 12:13:59 +0000 https://thestandard.co/?p=835729 หุ้น AH 3q66

เกิดอะไรขึ้น:   ภาพรวมจากการประชุมนักวิเคราะห์ (เม […]

The post AH – 3Q66 จะปรับตัวดีขึ้นเพราะปัจจัยฤดูกาล การลงทุนใหม่ๆ จะให้ผลตอบแทนในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น AH 3q66

เกิดอะไรขึ้น:

 

ภาพรวมจากการประชุมนักวิเคราะห์ (เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566) เป็นกลาง โดย บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) คาดว่ายอดขาย 3Q66 จะปรับตัวดีขึ้น YoY โดยได้รับการสนับสนุนจาก:

 

  1. ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ในประเทศไทย (51% ของยอดขาย) จากการผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่ (เริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q66) ที่เพิ่มขึ้น (เพลารถกระบะ) 
  2. การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ในจีน (6% ของยอดขาย) ที่ดีขึ้นหลังจากจีนเปิดประเทศ 
  3. การรวมผลการดำเนินงานของ AAPICO Avee (ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติมาเลเซีย, AH ถือ 60% และบริษัทย่อยของ Proton Holdings Berhad ถือหุ้นส่วนที่เหลืออีก 40%) หลังจากเข้าซื้อหุ้นในเดือนกรกฎาคม และจะเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

สำหรับการลงทุนใหม่ๆ จะให้ผลตอบแทนในปี 2567 AH ได้เข้าลงทุนในบริษัท 2 แห่งเมื่อไม่นานนี้: AAPICO Avee และ Purem AAPICO (บริษัทร่วมทุนที่ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องสำหรับยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถยนต์ส่วนบุคคล, AH ถือ 49%) สำหรับ AAPICO Avee นั้น AH คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นจาก 70 ล้านริงกิต ในปี 2566 สู่ 200 ล้านริงกิต ในปี 2567 (หรือ ~530 ล้านบาท ในปี 2566 สู่ ~1.5 พันล้านบาท ในปี 2567) โดยอิงกับคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มจะได้รับ 

 

สำหรับ Purem AAPICO นั้น AH ตั้งเป้ายอดขายที่ 3.0 พันล้านบาทต่อปี โดยอิงกับอัตราการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ อย่างไรก็ดี บริษัทร่วมทุนแห่งนี้ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนเริ่มแรกโดยสร้างส่วนแบ่งขาดทุนจำนวน 15 ล้านบาท ให้กับ AH ใน 2Q66 และคาดว่าจะมีผลขาดทุนต่อเนื่องใน 3Q66-4Q66 ก่อนเริ่มการผลิตในโรงงานที่ประเทศมาเลเซียในเดือนกันยายน และประเทศไทยในเดือนธันวาคม 

 

อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้นำการลงทุนเหล่านี้มารวมในการประมาณการกำไรปี 2567 โดยการศึกษาบ่งชี้ว่าประมาณการกำไรปี 2567 (2.0 พันล้านบาท) มี Upside 4-8% หากใช้สมมติฐานอัตราการใช้กำลังการผลิต 50% ที่ Purem AAPICO และอัตรากำไรสุทธิ 5-10% สำหรับทั้งสองบริษัท

 

นอกจากนี้ การรุกตลาด EV AH ยังคงเป้ายอดขายชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในฐานการผลิตทุกแห่ง (ประเทศไทย โปรตุเกส และจีน) เพิ่มขึ้นเท่าตัวสู่ 1.4 พันล้านบาท ในปี 2566 (หรือ ~5% ของยอดขาย) โดยมองว่า AH เดินหน้ารุกตลาด EV ชัดเจนกว่าคู่แข่งโดยตรงอย่าง SAT และ STANLY ซึ่งยังไม่มีรายได้จากการผลิตชิ้นส่วน EV อย่างมีนัยสำคัญ

 

ปัจจุบัน AH ให้บริการผลิตชิ้นส่วนขึ้นรูปโลหะ การฉีดพลาสติก และชิ้นส่วนหล่อสำหรับ EV และบริษัทกำลังพูดคุยกับผู้ผลิตรถยนต์หลายราย รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีอยู่ ซึ่งวางแผนขยายธุรกิจไปสู่ EV และผู้ผลิต EV จากประเทศจีน สำหรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้น 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 5.34%MoM สู่ระดับ 34.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.65%MoM สู่ระดับ 1,568.81 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

 

InnovestX Research ชอบที่ AH มีกิจการอยู่ในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก: ประเทศไทย โปรตุเกส และจีน ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ในกลุ่มยานยนต์มีกิจการอยู่ในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ AH (ผ่านทางธุรกิจในโปรตุเกส) น่าจะได้รับประโยชน์จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในยุโรป โดยในปี 2566 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 8% สู่ 1.8 พันล้านบาท โดยอิงกับยอดขายที่เติบโต 3% (เนื่องจากยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะกลับสู่ระดับปกติ) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 12.2% 

 

ส่วนการดำเนินงานและผลประกอบการ 3Q66 คาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น YoY (จากการผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้น) และ QoQ (จากปัจจัยฤดูกาล) ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มยานยนต์ แต่มองว่า AH จะมีการลงทุนใหม่ๆ และการรุกตลาด EV อย่างชัดเจนจะเพิ่มการเติบโตในอนาคตได้

 

อีกทั้ง Valuation ที่ไม่แพงที่ P/E ปี 2566 ระดับ 6.7 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 8.6 เท่า) จะช่วยป้องกัน Downside ของราคาหุ้น โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือนที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 44 บาทต่อหุ้น อิงกับ P/E 8.6 เท่า (ค่าเฉลี่ยปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กำไรของ AH เติบโตตามปกติ)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ 1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ 2. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงัก และ 3. ข้อพิพาททางกฎหมาย

The post AH – 3Q66 จะปรับตัวดีขึ้นเพราะปัจจัยฤดูกาล การลงทุนใหม่ๆ จะให้ผลตอบแทนในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – พรีวิว 2Q66 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แม้ส่วนแบ่งกำไรลดลง https://thestandard.co/ah-2q66-profit-preview/ Tue, 18 Jul 2023 09:37:13 +0000 https://thestandard.co/?p=818729 AH

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post AH – พรีวิว 2Q66 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แม้ส่วนแบ่งกำไรลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 2Q66 ของ บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 11 สิงหาคม 2566

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCH ปรับลดลง 3.28%MoM อยู่ที่ระดับ 17.70 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 3.74%MoM อยู่ที่ระดับ 1,496.89 จุด 

 

พรีวิวผลประกอบการ 2Q66:

2Q66 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ หากไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนใน 2Q65 และ 1Q66 ประเมินกำไรปกติ 2Q66 ของ AH ได้ที่ 321 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY แต่ลดลง 46%QoQ ทั้งนี้แม้ว่าส่วนแบ่งกำไรจะลดลงเพราะไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) แต่เชื่อว่า AH จะรายงานกำไรปกติเติบโต YoY โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจ OEM ที่เติบโตเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น ในขณะที่กำไรปกติจะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

สมมติฐานสำคัญ: 

 

  1. ยอดขายของธุรกิจ OEM (75% ของยอดขายรวม) อยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%YoY หลักๆ เกิดจากการผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง (เช่น เพลารถกระบะ Battery Shield และชิ้นส่วนประกอบตัวถัง) แต่ลดลง 10%QoQ 

 

  1. ยอดขายของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (25% ของยอดขายรวม) อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%YoY แต่ลดลง 17%QoQ 

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.2% เพิ่มขึ้นจาก 10.1% ใน 2Q65 แต่ลดลงจาก 12.6% ใน 1Q66 สอดคล้องกับแนวโน้มยอดขาย

 

  1. ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 65 ล้านบาท ลดลง 47%YoY และ 47%QoQ เพราะไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) 

 

ทั้งนี้ พรีวิวผลประกอบการ 2Q66 บ่งชี้ว่ากำไรปกติ 1H66 จะคิดเป็น 50% ของประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%YoY การเข้าลงทุนในบริษัท Advanced Vehicle Engineering Global Sdn. Bhd. (Avee) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติมาเลเซีย ในสัดส่วน 60% และมีบริษัทย่อยของ Proton Holdings Berhad (ยี่ห้อรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย) ถือหุ้นส่วนที่เหลืออีก 40% จะหนุนให้ประมาณการรายได้ปี 2566 ปรับเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อย ~2% 

 

อย่างไรก็ดี ในอนาคต มองว่าการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง Proton จะช่วยขยายฐานการดำเนินงานของ AH ในมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในอาเซียน

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

ปัจจุบันหุ้น AH เทรดที่ PE ปี 2566 ระดับ 6.6 เท่า ต่ำกว่า SAT ที่ 7.8 เท่า และ STANLY ที่ 8.1 เท่า ขณะที่ประเมินเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวด 1H66 ของ AH ได้ที่ 0.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.2% 

 

InnovestX Research มองว่า Valuation ที่ไม่แพงและผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีจะช่วยป้องกัน Downside ของราคาหุ้น และชอบที่ AH มีกิจการอยู่ในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก: ประเทศไทย โปรตุเกส และจีน และจะได้รับประโยชน์จากยอดขาย EV ที่เติบโตเพิ่มขึ้น โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 44 บาทต่อหุ้น อิงกับ PE 8.6 เท่า (ค่าเฉลี่ยปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กำไรของ AH เติบโตตามปกติ)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ 2. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงัก และ 3. ข้อพิพาททางกฎหมาย

The post AH – พรีวิว 2Q66 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY แม้ส่วนแบ่งกำไรลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกเชื่อ แรงขายหุ้น AH-SAT แค่ Panic Sell มองเป็นโอกาสซื้อ อีซูซุยัน ไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย https://thestandard.co/selling-pressure-ah-sat-stocks-just-panic-sell/ Thu, 08 Jun 2023 08:31:56 +0000 https://thestandard.co/?p=800776 หุ้นกลุ่มยานยนต์

ช่วงเช้าวันนี้ (8 มิถุนายน) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า […]

The post โบรกเชื่อ แรงขายหุ้น AH-SAT แค่ Panic Sell มองเป็นโอกาสซื้อ อีซูซุยัน ไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มยานยนต์

ช่วงเช้าวันนี้ (8 มิถุนายน) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อีซูซุมอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น มีแผนจะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย โดยอาจจะเริ่มต้นการผลิตได้ตั้งแต่ต้นปี 2024 

 

โดยข่าวดังกล่าวระบุว่า อากุส กูมิวัง การ์ตาซัสมิตา รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ได้พบกับผู้บริหารของอีซูซุที่กรุงโตเกียว ก่อนจะออกแถลงการณ์ว่า “เรารู้สึกซาบซึ้งต่อการตัดสินใจของอีซูซุ เราจะให้การช่วยเหลือและสนับสนุนกระบวนการในการย้ายฐานการผลิตครั้งนี้” 

 

กระแสข่าวที่เกิดขึ้นทำให้หุ้นหลักในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยทั้ง บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY), บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) และ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ปรับตัวลดลง 10-30% ในวันนี้ 

 

โดย AH ปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 29.3% แตะระดับต่ำสุดที่ 27.75 บาท ส่วน STANLY และ SAT ลดลงไปต่ำสุดประมาณ 10% ก่อนที่ราคาหุ้นของทั้ง 3 บริษัทจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เหลือติดลบไม่ถึง 10% 

 

ล่าสุด อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่ใช่การประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทอีซูซุมอเตอร์แต่อย่างใด ถึงแม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งของอีซูซุก็ตาม เราไม่มีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สำหรับ AH ที่ปรับตัวลดลงแรงที่สุด มีสัดส่วนรายได้จากอีซูซุราว 25% ขณะที่ SAT มีสัดส่วนราว 7% 

 

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังอีซูซุเกี่ยวกับการตั้งโรงงานในอินโดนีเซียจะเป็นการผลิตรถในโมเดลที่ต่างกัน ขณะเดียวกันผู้บริหารของ AH ก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เปิดเผยว่า อีซูซุไม่ได้มีแผนจะย้ายฐานการผลิตจากไทย 

 

“ส่วนตัวมองว่าแรงขายที่เกิดขึ้นกับหุ้นกลุ่มยานยนต์เป็นเพียง Panic Sell และเป็นโอกาสในการซื้อ หากการย้ายฐานของอีซูซุไม่เป็นความจริงจะทำให้ราคาพื้นฐานของหุ้นอย่าง AH ยังคงอยู่ที่ 54.10 บาทในปีนี้ ซึ่งยังมีอัปไซด์อีกค่อนข้างมากจากราคาปัจจุบัน” 

 

สำหรับ AH ที่ บล.หยวนต้า วิเคราะห์อยู่ด้วยนั้น คาดว่ากำไรทั้งปีนี้จะเติบโตได้ราว 7% หากพิจารณาจากราคาหุ้นที่ราว 35 บาท จะคิดเป็น P/E ประมาณ 6.5 เท่า ส่วนราคาเป้าหมายที่ 54.10 บาท อิงจาก P/E 10.2 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง 

 

อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้อีซูซุจะมีการชี้แจงรายละเอียดเป็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

ด้าน บล.บัวหลวง ระบุถึงแนวโน้มผลประกอบการของ AH ว่า ในระยะสั้นมองกำไรไตรมาส 2 จะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน จากออร์เดอร์ OEM ใหม่ และดีลเลอร์ใหม่ แต่อาจจะลงจากไตรมาสแรก เพราะปัจจัยฤดูกาล 

 

สำหรับภาพระยะกลาง เห็นแนวโน้มคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง VinFast ที่ประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปี 2023 และ Axle ที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน อีกทั้ง AH มีโรงงานที่จีน ก็จะได้รับผลประโยชน์ของเทรนด์ EV ที่เติบโตดี หนุนธุรกิจ EV ในปี 2023 ให้เติบโตไม่ต่ำกว่าเท่าตัว นอกจากนี้ยังรับรายได้จากโชว์รูมเปิดใหม่เต็มปี

 

ส่วนภาพระยะยาว ปัจจัยหนุนจะมาจากการผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานยักษ์ใหญ่ EV อย่าง BYD และ NETA ที่เปิดตัวในเมืองไทย โดย AH ก็มีการเจรจากับ BYD และหากปิดดีลได้จะเริ่มเห็นคำสั่งซื้อตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป

The post โบรกเชื่อ แรงขายหุ้น AH-SAT แค่ Panic Sell มองเป็นโอกาสซื้อ อีซูซุยัน ไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – Valuation น่าสนใจ https://thestandard.co/ah-valuation-is-interesting/ Tue, 30 May 2023 12:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=797155 AH stock

เกิดอะไรขึ้น: หลังการดำเนินงานที่แข็งแกร่งใน 1Q66 บมจ.อ […]

The post AH – Valuation น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH stock

เกิดอะไรขึ้น:

หลังการดำเนินงานที่แข็งแกร่งใน 1Q66 บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) คาดว่ายอดขายจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY อย่างต่อเนื่องใน 2Q66 โดยได้แรงหนุนส่วนใหญ่จากธุรกิจ OEM ในประเทศไทยจากการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นและการผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่: เพลารถกระบะ (มูลค่ารวม ~1,200 ล้านบาทต่อปีในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 700 ล้านบาทในปี 2565, เริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q65) 

 

และคำสั่งผลิต Battery Shield และชิ้นส่วนประกอบตัวถัง EV ให้กับ VinFast ซึ่งเป็นผู้ผลิต EV ของเวียดนาม (~900-1,000 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มจาก ~300 ล้านบาทในปี 2565) คำสั่งซื้อของ VinFast มีการส่งมอบตามปกติใน 1Q66 ราว 300 ล้านบาท AH ยังคงตั้งเป้าว่ายอดขายชิ้นส่วน EV (ผลิตในฐานการผลิตทุกแห่ง: ประเทศไทย โปรตุเกส และจีน) จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2566 (จาก ~700 ล้านบาทในปี 2565) 

 

ในเดือนเมษายน บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ AH (สัดส่วนการถือหุ้น 20%) ได้หยุดการดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของแบรนด์ฮุนไดในประเทศไทย หลังจากบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ผู้ผลิตรถยนต์เกาหลีใต้) เข้ามาทำตลาดเอง บริษัทร่วมแห่งนี้สร้างส่วนแบ่งกำไรให้กับ AH จำนวน 111 ล้านบาท หรือ ~6% ของกำไรปกติในปี 2565 แม้ว่าส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจะลดลง แต่เชื่อว่าธุรกิจ OEM ที่แข็งแกร่งของ AH จะช่วยลดทอนผลกระทบดังกล่าวได้ 

 

ส่วนผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ AH ได้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทย แต่บริษัทคาดว่าผลกระทบจะมีจำกัด เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะที่ได้รับค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว นอกจากนี้บริษัทยังได้นำระบบ Automation มาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอีกด้วย ต้นทุนพนักงานทั้งหมดของ AH คิดเป็น 10% ของยอดขาย และเมื่อใช้สมมติฐานว่าต้นทุนพนักงาน 20% ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่าค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลกระทบต่อกำไรราว 2-3% 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 8.59%MoM สู่ระดับ 34.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.77%MoM สู่ระดับ 1,540.97 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติของ AH จะเติบโต 8% สู่ 1,800 ล้านบาทในปี 2566 โดยอิงกับยอดขายที่เติบโต 3% (เนื่องจากยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะกลับสู่ระดับปกติ) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 12.2% สำหรับธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ยอดขายจะได้แรงหนุนจากปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

 

การผลิตเพลารถกระบะตามคำสั่งซื้อใหม่ซึ่งเริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q65 ได้เต็มปี และคำสั่งซื้อใหม่จาก VinFast ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนาม ยอดขายชิ้นส่วน EV อยู่ที่ ~700 ล้านบาทในปี 2565 (3% ของยอดขาย) AH คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2566 โดยอิงกับคำสั่งซื้อที่บริษัทมีอยู่ในมือ

 

ส่วน 2Q66 คาดว่ากำไรปกติจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY ต่อเนื่อง แต่จะลดลง QoQ โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยฤดูกาล (วันหยุดยาว) และส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากการไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์)

 

อย่างไรก็ดี มอง AH มี Valuation น่าสนใจ โดยเทรดที่ P/E ปี 2566 ระดับ 6.7 เท่า ต่ำกว่า SAT ที่ 8.1 เท่า และ STANLY ที่ 9.1 เท่า และจะได้รับประโยชน์จากยอดขาย EV ที่เติบโตเพิ่มขึ้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุนให้คำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือนสำหรับ AH ที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 44 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/E 8.6 เท่า (ค่าเฉลี่ยปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กำไรของ AH กลับมาเติบโตตามปกติ)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์และการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงัก

The post AH – Valuation น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – ตั้งเป้ายอดขายปี 66 เติบโต 10-15% https://thestandard.co/market-focus-ah-sales-target-2566/ Wed, 15 Mar 2023 10:33:26 +0000 https://thestandard.co/?p=763392

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) เปิดเผยในการประชุมน […]

The post AH – ตั้งเป้ายอดขายปี 66 เติบโต 10-15% appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) เปิดเผยในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2566 เติบโต 10-15% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 10-12% (เทียบกับ 11.4% ในปี 2565) ประเทศไทย: ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM (54% ของยอดขาย): จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการผลิตเพลารถกระบะตามคำสั่งซื้อใหม่ซึ่งเริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q65 (มูลค่ารวม ~1,200 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 700 ล้านบาทในปี 2565) ได้เต็มปี และคำสั่งซื้อใหม่จาก VinFast ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนาม (~900 ล้านบาทในปี 2566 จาก ~300 ล้านบาทในปี 2565) 

 

สำหรับข่าวการส่งมอบรถของ VinFast ล่าช้านั้น AH กล่าวว่า การผลิตตามคำสั่งซื้อ VinFast ของบริษัทยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โปรตุเกส (15% ของยอดขาย): การดำเนินงานในโปรตุเกสทำกำไรได้เล็กน้อยในปี 2565 (เทียบกับขาดทุน ~100 ล้านบาทในปี 2564) AH คาดว่าการดำเนินงานจะดีขึ้นในปี 2566 โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับยานยนต์ที่เติบโตมากขึ้น  (ชิ้นส่วนหล่อขึ้นรูปสำหรับโซลาร์รูฟและชิ้นส่วน EV ที่กำลังเติบโต) 

 

ขณะที่ชิ้นส่วน EV: ยอดขายชิ้นส่วน EV อยู่ที่ ~700 ล้านบาทในปี 2565 (3% ของยอดขาย) และจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2566 โดยอิงกับคำสั่งซื้อที่บริษัทมีอยู่ในมือ

 

ส่วนรายงานข่าวที่ระบุว่า ฮุนได มอเตอร์ (ผู้ผลิตรถยนต์ของเกาหลีใต้) จะเข้ามาดำเนินการจัดจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของแบรนด์ฮุนไดในประเทศไทยด้วยตัวเองผ่านทางบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด InnovestX Research คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการลงทุนของ AH ในบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (Sojitz Corporation ถือหุ้น 80% และ AH ถือหุ้น 20%) ซึ่งได้รับสิทธิ์จากฮุนได มอเตอร์ ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 โดย AH กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ 

 

โดยเมื่อใช้สมมติฐานว่า AH หยุดการดำเนินงานในบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งประเมินว่าจะส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง ~6% ของกำไรปกติในปี 2566 และเชื่อว่าผลกระทบจะลดลงหาก AH ร่วมมือกับฮุนได มอเตอร์ เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในอนาคต

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับลดลง 12.61%MoM อยู่ที่ระดับ 26.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 7.80%MoM อยู่ที่ระดับ 1,523.89 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research ประมาณการกำไรปกติของ AH จะเติบโต 8% สู่ 1,800 ล้านบาทในปี 2566 โดยอิงกับยอดขายที่เติบโต 3% (เนื่องจากยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะกลับสู่ระดับปกติ) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 12.2% สำหรับ 1Q66 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY จากยอดขายสูงขึ้น และการดำเนินงานในโปรตุเกสดีขึ้น แต่จะอยู่ในระดับทรงตัว QoQ

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงสองวันที่ผ่านมาสภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้กดดันให้ราคาหุ้น AH ปรับตัวลดลง 16% มาเทรดที่ P/E ปี 2566 ระดับ 5.0 เท่า เมื่อใช้สมมติฐานกรณีเลวร้ายที่สุดคือ ไม่มีคำสั่งซื้อจาก VinFast และส่วนแบ่งกำไรลดลงจากบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จะส่งผลกระทบ 4 และ 6% ต่อกำไรปกติปี 2566 ของ AH ตามลำดับ 

 

ส่วน Valuation จะอยู่ที่ P/E ปี 2566 ระดับ 5.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ได้เห็นในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551-2552 และบ่งชี้ว่า ปัจจัยลบสะท้อนในราคาหุ้นไปค่อนข้างมากแล้ว โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ AH ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 44 บาทต่อหุ้น เพราะผลตอบแทนน่าสนใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 

 

  1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อ 
  2. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงัก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post AH – ตั้งเป้ายอดขายปี 66 เติบโต 10-15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – 4Q65: กำไรดีเกินคาด ปรับเรตติ้งขึ้นสู่ Outperform https://thestandard.co/market-focus-ah-4q65/ Fri, 03 Mar 2023 07:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=758082

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.อาปิโก […]

The post AH – 4Q65: กำไรดีเกินคาด ปรับเรตติ้งขึ้นสู่ Outperform appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุทธิ 4Q65 จำนวน 407 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นมากถึง 247%YoY แต่ลดลง 32%QoQ) หากไม่รวมรายการพิเศษคือ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และการได้รับชำระคืนค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย กำไรปกติทำสถิติสูงสุดที่ 588 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นมากถึง 268%YoY และเพิ่มขึ้น 39%QoQ) ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเกิดจากอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง 

 

สำหรับปี 2565 รายงานกำไรสุทธิ 1.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 78%YoY) และหากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 112%YoY) ทั้งนี้ AH ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวด 2H65 ในอัตรา 0.96 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3%XD วันที่ 14 มีนาคม และจ่ายเงินปันผลวันที่ 25 พฤษภาคม

 

รายการที่สำคัญในผลประกอบการ 4Q65 สรุปดังนี้

 

  1. ยอดขายอยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 35%YoY และ 7%QoQ ยอดขายจากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM (70% ของยอดขาย) เติบโต 39%YoY และ 5%QoQ หลักๆ ได้แรงหนุนจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในประเทศไทยอันเป็นผลมาจากปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นและคำสั่งซื้อใหม่ ยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (30% ของยอดขาย) เติบโต 26%YoY และ 12%QoQ

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่งที่ 13% ใน 4Q65 เพิ่มขึ้นจาก 10% ใน 4Q64 และ 11.1% ใน 3Q65 โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งขึ้น และประโยชน์จากการปรับราคาขายของบริษัทย่อยในโปรตุเกส

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 1 มีนาคม 2566 ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 9.48%DoD สู่ระดับ 31.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.15%DoD อยู่ระดับ 1,619.98 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566 และกลยุทธ์การลงทุน:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2566 เพิ่มขึ้น 15% เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 4Q65 ที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 8% สู่ 1.8 พันล้านบาท โดยอิงกับยอดขายที่เติบโต 3% (เนื่องจากยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะกลับสู่ระดับปกติ) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 12.2% 

 

สำหรับธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ยอดขายจะได้แรงหนุนจากปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น การผลิตเพลารถกระบะตามคำสั่งซื้อใหม่ซึ่งเริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q65 (มูลค่ารวม 1 พันล้านบาทต่อปี) ได้เต็มปี และคำสั่งซื้อใหม่จาก VinFast ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนาม ให้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า (~500-600 ล้านบาทต่อปี) และคาดว่ากำไรของ AH จะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ ต่อเนื่องใน 1Q66

 

ทั้งนี้ ได้ปรับเรตติ้งสำหรับ AH ขึ้นสู่ Outperform (จาก Neutral) ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ปรับใหม่เป็น 44 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้นจาก 38 บาทต่อหุ้น) อ้างอิง PE 8.6 เท่า (ค่าเฉลี่ยในปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กำไรของ AH เติบโตตามปกติ) 

 

ซึ่งมองว่าผลตอบแทนดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันหุ้น AH เทรดที่ PE ปี 2566 ระดับ 5.6 เท่า หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลง 16% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ  

 

  1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของ AH ในโปรตุเกส (16% ของยอดขาย) 

 

  1. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หยุดชะงัก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 

The post AH – 4Q65: กำไรดีเกินคาด ปรับเรตติ้งขึ้นสู่ Outperform appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – กำไรจะกลับสู่ระดับปกติในปี 2566 https://thestandard.co/market-focus-ah-4/ Fri, 02 Dec 2022 11:48:16 +0000 https://thestandard.co/?p=719208

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุ […]

The post AH – กำไรจะกลับสู่ระดับปกติในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุทธิ 3Q65 จำนวน 601 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากกำไรพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยน หากตัดรายการนี้ออกไป กำไรปกติอยู่ที่ 423 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด YoY และเพิ่มขึ้น 52%QoQ) ดีกว่าตลาดคาดอยู่ 8% กำไรที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด YoY เกิดจากฐานต่ำของปีก่อน และกำไรที่เติบโต QoQ ได้แรงหนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 72%YoY และ 19%QoQ)

 

อันเป็นผลมาจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยและธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียที่เติบโตเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งที่ 11.1% (เทียบกับ 9.3% ใน 3Q64 และ 10.1% ใน 2Q65) และการดำเนินงานในโปรตุเกสที่ดีขึ้น (คุ้มทุน เทียบกับขาดทุน ~20 ล้านบาท ใน 2Q65) กำไรสุทธิ 9M65 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 58%YoY) หากตัดรายการพิเศษออกไป กำไรปกติอยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 73%YoY)

 

สำหรับเป้าหมายปี 2566 AH ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15% (กลับสู่แนวโน้มการเติบโตตามปกติ เทียบกับเป้าหมายปี 2565 ที่เติบโต 30%) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 10-12% (ทรงตัวจาก 10.8% ใน 9M65) ยอดขายที่เติบโตจะได้แรงหนุนจากยอดการผลิตรถยนต์ของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

โดยการผลิตเพลารถกระบะตามคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งเริ่มผลิตในช่วงปลาย 2Q65 (มูลค่ารวม ~1 พันล้านบาทต่อปี) ได้เต็มปี และคำสั่งซื้อใหม่จาก Vinfast ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนาม ให้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า (~500-600 ล้านบาทต่อปี)

 

AH มีการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและยุโรป แต่สัดส่วนยอดขายในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ บริษัทคาดว่าชิ้นส่วนรถยนต์ ICE จะยังคงสร้างยอดขายส่วนใหญ่ให้กับบริษัทในระยะ 10 ปีข้างหน้า

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 15.70%MoM สู่ระดับ 35.00 บาท ดีกว่า SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 2.47%MoM สู่ระดับ 1,648.44 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565-2566:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติของ AH เพิ่มขึ้น 44% ในปี 2565 และ 26% ในปี 2566 ประมาณกำไรที่ปรับใหม่บ่งชี้ว่ากำไรปกติ 4Q65 จะเติบโต YoY (ยอดขายสูงขึ้นและการดำเนินงานในโปรตุเกสดีขึ้น) แต่จะลดลง QoQ เพราะปัจจัยฤดูกาล

 

ทั้งนี้ กำไรปกติของ AH จะกลับสู่ระดับปกติ โดยจะเติบโต 8% ในปี 2566 หลังจากเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 84%YoY ในปี 2565

 

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงไม่น่าสนใจ โดยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 InnovestX Research ได้ปรับขึ้นสู่ 38 บาทต่อหุ้น (จากราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 ที่ 26 บาทต่อหุ้น) โดยอิงกับ PE 8.6 เท่า ซึ่งเป็น PE เฉลี่ยในปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่การดำเนินงานและกำไรของ AH เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากอยู่ในทิศทางขาลงเป็นเวลานานในปี 2556-2558 เนื่องจากโครงการรถยนต์คันแรกได้ดึงเอาความต้องการซื้อล่วงหน้า จากนั้นจึงฟื้นตัวในปี 2559

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายใหม่ดังกล่าว หลังจากราคาหุ้น AH ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 28% YTD เทียบกับ SET ที่ลดลง 1% โดยคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือน สำหรับ AH ไว้ที่ NEUTRAL

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ

 

  1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของ AH ในโปรตุเกส (16% ของยอดขาย) และ
  2. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หยุดชะงัก

บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post AH – กำไรจะกลับสู่ระดับปกติในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – คาดกำไรปกติ 3Q65 ยังเติบโตดี ท่ามกลางความกังวลปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์ https://thestandard.co/ah-3q65/ Wed, 31 Aug 2022 11:59:23 +0000 https://thestandard.co/?p=674646 AH

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) เผยการคาดการณ์ธุรกิ […]

The post AH – คาดกำไรปกติ 3Q65 ยังเติบโตดี ท่ามกลางความกังวลปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) เผยการคาดการณ์ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ในประเทศไทย (51% ของยอดขาย 2Q65) จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q65 โดยได้รับการสนับสนุนจากคำสั่งซื้อใหม่ให้ผลิตเพลารถกระบะซึ่งเริ่มผลิตในปลาย 2Q65 (มูลค่ารวมราว 1 พันล้านบาทต่อปี) และจะรับรู้เต็มไตรมาสใน 3Q65

 

ขณะที่ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยแตกต่างกัน แต่ลูกค้าหลักของบริษัทยังไม่ได้มีปัญหาด้านอุปทานที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ 

 

นอกจากนี้ AH คาดว่าผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยจะมีจำกัด เนื่องจากแรงงานของบริษัท (12% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด) เป็นแรงงานที่มีทักษะ ดังนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว

 

ด้านการดำเนินงานในยุโรป AH เผยการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกส (18% ของยอดขาย 2Q65) มีผลขาดทุนเล็กน้อยราว 20 ล้านบาท ใน 2Q65 โดยมีสาเหตุมาจากคำสั่งซื้อที่ลดลงจากผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ยอดขายรถยนต์ในสหภาพยุโรปลดลง 14%YoY ใน 1H65) และรายการพิเศษจากการตั้งสำรองลูกหนี้การค้า

 

แม้ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในยุโรปยังมีอยู่ แต่สถานการณ์ค่อนข้างดีกว่า 2Q65 เมื่อพิจารณาจากคำสั่งซื้อที่มีเพิ่มขึ้น AH คาดว่าการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกสจะถึงจุดคุ้มทุนใน 3Q65 และจะมีกำไรเล็กน้อยใน 4Q65

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ทำให้ยอดขายรถยนต์ในยุโรปยังลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคม โดยเยอรมนีลดลง 13%YoY และฝรั่งเศสลดลง 7%YoY เมื่อมองต่อไปข้างหน้า โดยปกติแล้วความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ มีความสัมพันธ์กับสภาวะเศรษฐกิจ

 

ซึ่ง SCBS มองว่าความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ในยุโรปและอาจส่งผลทำให้การดำเนินงานในประเทศโปรตุเกสของ AH ฟื้นตัวได้ช้า

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.67% สู่ระดับ 25.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.93% สู่ระดับ 1,638.38 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565:

SCBS ประมาณการกำไรปกติปี 2565 จะเติบโต 28%YoY และจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มยานยนต์ ขณะที่ 3Q65 คาดว่ากำไรปกติจะเพิ่มขึ้นมาก YoY (จากฐานต่ำ) และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ โดยได้รับการสนับสนุนจากการดำเนินงานในประเทศไทยที่แข็งแกร่งขึ้น

 

ทั้งนี้ SCBS ปรับ Tactical Call ระยะ 3 เดือน สำหรับ AH ลงสู่ NEUTRAL (จาก OUTPERFORM) โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 26 บาทต่อหุ้น (อ้างอิง PE 9 เท่า) เนื่องจากคาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นลบจากปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์

 

และคาดจะส่งผลทำให้ราคาหุ้น AH พักตัวหลังจากทะยานขึ้น 19% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ประกอบกับฤดูกาลการจ่ายเงินปันผลได้ผ่านพ้นไป

 

อย่างไรก็ตาม SCBS ชอบ AH ที่มีกิจการอยู่ในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ทั้งประเทศไทย โปรตุเกส และจีน ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ในกลุ่มยานยนต์มีกิจการอยู่ในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และ AH (ผ่านทางธุรกิจในโปรตุเกส) น่าจะได้รับประโยชน์จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในยุโรป

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  1. การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งจะส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หยุดชะงัก

 

  1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์

 

  1. อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยราว 60% ของ AH มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่ง SCBS ได้ทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหวและพบว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลกระทบทำให้กำไรปี 2566 หายไปราว 3%

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post AH – คาดกำไรปกติ 3Q65 ยังเติบโตดี ท่ามกลางความกังวลปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH – รายงานกำไรสุทธิ 2Q65 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 64%YoY สู่ 410 ล้านบาท ดีเกินคาด เพื่อกำไร FX และยอดขายแข็งแกร่ง https://thestandard.co/market-focus-ah-3/ Tue, 16 Aug 2022 12:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=667900 อาปิโก ไฮเทค

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (15 สิงหาคม) บมจ.อาปิโก ไฮเทค […]

The post AH – รายงานกำไรสุทธิ 2Q65 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 64%YoY สู่ 410 ล้านบาท ดีเกินคาด เพื่อกำไร FX และยอดขายแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาปิโก ไฮเทค

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (15 สิงหาคม) บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุทธิ 2Q65 จำนวน 410 ล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 64%YoY และเพิ่มขึ้น 2%QoQ หากตัดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 131 ล้านบาทออกไป พบว่ากำไรปกติอยู่ที่ 279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35%YoY แต่ลดลง 31%QoQ เป็นไปตามตลาดคาดการณ์

 

สำหรับกำไรปกติที่เพิ่มขึ้น YoY ได้แรงหนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่กำไรปกติที่ลดลง QoQ เกิดจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ชะลอตัวลง

 

โดยรายการสำคัญใน 2Q65 มีดังนี้

 

  1. ยอดขายอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%YoY แต่ลดลง 9%QoQ เมื่อจำแนกตามธุรกิจ ยอดขายจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ OEM (76% ของยอดขาย) เติบโต 24%YoY แต่ลดลง 12%QoQ และยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (24% ของยอดขาย) เติบโต 38%YoY และ 1%QoQ

 

ยอดขายจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ที่เติบโต YoY เกิดจากคำสั่งซื้อใหม่ในประเทศไทย และฐานต่ำที่มีสาเหตุมาจากการหยุดดำเนินธุรกิจในโปรตุเกสเป็นการชั่วคราว เพราะสถานการณ์ขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.1% ใน 2Q65 ลดลงจาก 11.6% ใน 2Q64 และ 11.1% ใน 1Q65 สะท้อนผลกระทบเชิงลบจากราคาเหล็กที่สูงขึ้นและการมีสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าธุรกิจ OEM เพิ่มมากขึ้น

 

ทั้งนี้ 1H65 AH รายงานกำไรสุทธิ 812 ล้านบาท และหากตัดรายการพิเศษออกไป พบว่าบริษัทมีกำไรปกติ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335%YoY

 

นอกจากนี้ AH ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวด 1H65 ในอัตรา 0.58 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.7% ขึ้น XD วันที่ 29 สิงหาคม 2565 และจ่ายวันที่ 13 กันยายน 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในวันนี้ (ณ เวลา 12.30 น.) ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 4.72%DoD สู่ระดับ 22.20 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.28%DoD สู่ระดับ 1,629.85 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565 และปัจจัยเสี่ยง:

SCBS คาดการณ์กำไรปกติปี 2565 อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28%YoY โดยจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มยานยนต์

 

ขณะที่กำไรปกติ 1H65 คิดเป็นสัดส่วน 67% ของประมาณการกำไรเต็มปี แต่ SCBS ยังคงประมาณกำไรปี 2565 ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีความกังวลในระยะสั้นเกี่ยวกับสถานการณ์ขาดแคลนชิป ซึ่งจะส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หยุดชะงัก

The post AH – รายงานกำไรสุทธิ 2Q65 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 64%YoY สู่ 410 ล้านบาท ดีเกินคาด เพื่อกำไร FX และยอดขายแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ดีเกินคาด เพราะยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูง ส่วนสถานการณ์ขาดแคลนชิปในยุโรปปรับตัวดีขึ้น https://thestandard.co/market-focus-ah-2/ Thu, 19 May 2022 04:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=630618 AH

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 บมจ.อาปิโก ไฮ […]

The post AH รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ดีเกินคาด เพราะยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูง ส่วนสถานการณ์ขาดแคลนชิปในยุโรปปรับตัวดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 จำนวน 402 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 2%YoY แต่เพิ่มขึ้นมากถึง 213%QoQ หากตัดรายการพิเศษออกไป พบว่ากำไรปกติอยู่ที่ 404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%YoY และ 153%QoQ ซึ่งออกมาดีกว่าตลาดคาดอยู่ 28% โดยเกิดจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง

 

สำหรับรายการสำคัญใน 1Q65 มีดังนี้

  1. เมื่อจำแนกตามสถานที่ AH เปิดเผยว่า การดำเนินงานแข็งแกร่งในประเทศไทย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโปรตุเกส สำหรับการดำเนินงานในโปรตุเกส ผลการดำเนินงานพลิกกลับมามีกำไรเล็กน้อย จากขาดทุนราว 100 ล้านบาท ใน 4Q64 โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งขึ้นอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ขาดแคลนชิปในยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้น ยอดขายเพิ่มเติมจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับยานยนต์ และประโยชน์จากการปรับราคาขายเพื่อส่งผ่านราคาเหล็กที่สูงขึ้น

 

  1. ยอดขายอยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%YoY และ 17%QoQ เมื่อจำแนกตามธุรกิจ ยอดขายจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ OEM (76% ของยอดขาย) เติบโต 23%YoY และ 31%QoQ และยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (24% ของยอดขาย) เติบโต 13%YoY แต่ลดลง 14%QoQ

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.1% ใน 1Q65 ต่ำกว่า 12.1% ใน 1Q64 แต่สูงกว่า 10.0% ใน 4Q64 โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งขึ้น และประโยชน์จากการปรับราคาขายเพื่อส่งผ่านราคาเหล็กที่สูงขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ณ เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้น 4.48%DoD สู่ระดับ 23.30 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวลง 0.23%DoD อยู่ที่ระดับ 1,610.76 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565:

SCBS คาดว่ากำไรปกติ 2Q65 จะเติบโต YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากการเริ่มผลิตเพลารถกระบะตามคำสั่งซื้อใหม่ แต่จะอ่อนตัวลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่อัปไซด์ คืออัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนทั้งปี 2565 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 28% 

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงต่อผลประกอบการที่ต้องติดตาม คือสถานการณ์ขาดแคลนชิปที่อาจส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หยุดชะงักชั่วคราว และราคาเหล็กที่สูงขึ้น

The post AH รายงานกำไรสุทธิ 1Q65 ดีเกินคาด เพราะยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูง ส่วนสถานการณ์ขาดแคลนชิปในยุโรปปรับตัวดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH แนวโน้มกำไร 2Q64 ชะลอตัว ขณะที่แนวโน้มกำไรทั้งปี 2564 ยังโตแกร่ง หนุนจากธุรกิจในต่างประเทศ https://thestandard.co/ah-profit-2q64/ Tue, 25 May 2021 12:42:59 +0000 https://thestandard.co/?p=492911 AH

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (24 พฤษภาคม) บมจ.อาปิโก ไฮเทค […]

The post AH แนวโน้มกำไร 2Q64 ชะลอตัว ขณะที่แนวโน้มกำไรทั้งปี 2564 ยังโตแกร่ง หนุนจากธุรกิจในต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (24 พฤษภาคม) บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) เผยแนวโน้มยอดขาย 2Q64 อาจชะลอตัวลงจากปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งกระทบต่อการดำเนินงานงานในยุโรป โดยเฉพาะ Aapico Maia ซึ่งเป็นธุรกิจในโปรตุเกสของ AH (คิดเป็น 21% ของยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ใน 1Q64) ได้หยุดการผลิตชั่วคราวในบางสัปดาห์เนื่องจากปัญหาดังกล่าว 

 

ขณะที่แนวโน้มธุรกิจ 2Q64 ในประเทศไทย (คิดเป็น 75% ของยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ใน 1Q64) ดำเนินงานได้ตามปกติ ทั้งนี้แม้ยอดขาย 2Q64 จะชะลอตัวลง แต่ AH คาดว่าธุรกิจในโปรตุเกสจะสามารถสร้างกำไรได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากประสิทธิภาพกรผลิตที่ดีขึ้นตั้งแต่ 2H63 และ AH คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นใน 3Q64

 

กระทบอย่างไร:

เมื่อวานนี้ราคาหุ้น AH ปรับตัวลง 7.3%DoD สู่ระดับ 23.00 บาท ขณะที่วันนี้ (25 พฤษภาคม) ราคาหุ้น AH เคลื่อนไหวไม่มากนักและปิดที่ระดับ 23.00 บาทเท่ากับราคาปิดวานนี้

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดกำไรสุทธิ 2Q64 ของ AH จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด YoY จากขาดทุนราว 200 ล้านบาทใน 2Q63 แต่ลดลง QoQ เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซันในประเทศไทย และการดำเนินงานในยุโรปที่หยุดชะงักชั่วคราวจากปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ 

 

ขณะที่ราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น AH สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้ด้วย Lag Time ราว 1-2 เดือนสำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย (คิดเป็น 75% ของยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ใน 1Q64) และประมาณ 3 เดือนสำหรับการดำเนินงานในโปรตุเกส ซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นของ AH ไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น 

 

โดย SCBS มองบวกต่อประเด็นนี้เนื่องจาก Lag Time ในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าในประเทศไทยของ AH สั้นกว่าคู่แข่ง ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจการต่อรองที่สูงกว่า

 

มุมมองระยะยาว:

AH ตั้งเป้ายอดขายปี 2564 เติบโต 20% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 11-12%n(เทียบกับ 6.5% ในปี 2563) ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของ SCBS ที่คาดว่ายอดขายปี 2564 จะเติบโต 15% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 9.7% โดยหลักๆ มาจากการดำเนินงานในต่างประเทศที่แข็งแกร่งมากขึ้น 

 

รวมถึงยังได้ประโยชน์จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในยุโรป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กำไรปกติปี 2564 เติบโตสู่ 976 ล้านบาท จาก 142 ล้านบาทในปี 2563 ขณะที่การฟื้นตัวของคู่แข่งยังคงขึ้นอยู่กับการดำเนินงานในประเทศไทย

 

ด้านฐานะการเงินของ AH SCBS คาดว่าจะแข็งแกร่งมากขึ้นตามทิศทางผลประกอบการที่ดีขึ้น ส่งผลทำให้แนวโน้ม D/E Ratio จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1.55 เท่าในปี 2564 ต่ำกว่า Debt Covenant ที่ระดับ 1.75 เท่า 

 

ทั้งนี้บริษัทได้รับการยกเว้นการทดสอบการดำรงอัตราส่วนทางการเงินในปีนี้ สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามคือปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หยุดชะงักลงชั่วคราว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post AH แนวโน้มกำไร 2Q64 ชะลอตัว ขณะที่แนวโน้มกำไรทั้งปี 2564 ยังโตแกร่ง หนุนจากธุรกิจในต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มกำไรปี 64 จะฟื้นสู่ระดับก่อนโควิด-19 จากอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง https://thestandard.co/market-focus-ah/ Tue, 16 Mar 2021 11:48:58 +0000 https://thestandard.co/?p=465656 AH

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบกา […]

The post แนวโน้มกำไรปี 64 จะฟื้นสู่ระดับก่อนโควิด-19 จากอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AH

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการของ บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) ภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2564

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ปรับตัวขึ้น 15.23%WoW สู่ระดับ 19.90 บาท เทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 0.87%WoW สู่ระดับ 1,564.03 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2564)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่า แนวโน้มกำไร 1Q64 ของ AH จะเติบโต YoY แต่ลดลง QoQ โดยมีสาเหตุจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ในประเทศไทยและต่างประเทศ 

 

ขณะที่แนวโน้มกำไร 2Q64 จะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด YoY จากฐานต่ำใน 2Q63 และทรงตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาลในประเทศไทย ซึ่งจะได้รับการชดเชยจากการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกส (Aapica Maia, S.A. หรือ AM) ที่ดีขึ้น

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ การขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังจากซัพพลายเออร์โยกย้ายการผลิตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ 

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับทิศทางกำไรปี 2564 ของ AH SCBS คาดว่า จะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิด-19 (ปี 2562) โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจในโปรตุเกส (Aapica Maia, S.A. หรือ AM) หลังจากการคลายล็อกดาวน์ใน 2H63 และคาดว่าการผลิตรถยนต์ในยุโรปจะกลับมาเติบโต 15%YoY ในปี 2564 (จากลดลง 22% ในปี 2563) 

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปคือ การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเติบโต 137%YoY ในปี 2563 ดีกว่าตลาดยานยนต์โดยรวมที่ยอดขายลดลง 20%YoY ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกฎหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรัฐบาลสนับสนุนการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าและลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อ 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการยุโรปตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2573 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าบนถนน 30 ล้านคัน หรือคิดเป็นการเติบโต CAGR 25% จาก 3.3 ล้านคัน ในปี 2563

 

โดย SCBS มองว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นบวกในยุโรปจะส่งผลดีต่อ AM เนื่องจาก AM เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหล่อขึ้นรูปโลหะในส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เบรก ระบบกันสั่นสะเทือน ระบบกำลังส่ง เครื่องยนต์พวงมาลัย ให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Continental, Volkswagen, BMW และ Ford

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post แนวโน้มกำไรปี 64 จะฟื้นสู่ระดับก่อนโควิด-19 จากอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>