บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บมจ-ทรู-คอร์ปอเรชั่น-true/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Jul 2026 10:03:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย https://thestandard.co/supaporn-false-stock-report-loophole/ Fri, 10 Jul 2026 10:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1229254 ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลค […]

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งระบบ นั่นคือเหตุผลที่การยื่นรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) สัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยปรากฏในแวดวงตลาดทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อผลการตรวจสอบสรุปว่าข้อมูลทั้งหมด ‘เป็นเท็จ’ คำถามจึงไม่ได้จบที่ตัวบุคคล แต่ลามไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนรับรู้มาในอดีต

 

เพราะเมื่อตรวจสอบย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าการรายงานซื้อหุ้น TRUE ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลเท็จ แต่ยังมีข้อมูลอีก 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ และนำออกจากระบบไป

 

ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด 1

 

ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’

 

30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 – มีผู้บันทึกรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้าระบบของ ก.ล.ต. ในชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ รวม 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 รายการที่สะดุดตาที่สุดคือหุ้น TRUE ที่อ้างว่าถือรวม 7.0992% ซึ่งรวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย

 

3 กรกฎาคม – ก.ล.ต. พบความผิดปกติ ขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กำกับรายงานดังกล่าว เป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเริ่มแพร่สะพัดในสังคมตลาดทุนช่วงสุดสัปดาห์

 

6 กรกฎาคม – TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง และบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไป

 

7 กรกฎาคม – ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ วันเดียวกันเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ล่าสุดของ TRUE ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในเวลาต่อมา

 

8 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดเผยข้อสังเกต 5 ประการจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ด้านอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แถลงยืนยันสนับสนุนการหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดกระบวนการปิดสมุดทะเบียนและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และในวันเดียวกัน เมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ก.ล.ต. จึงนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบเผยแพร่

 

9 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดแถลงใหญ่ นำโดย ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สรุปว่าข้อมูลทั้งหมดไม่มีความถูกต้อง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ผู้รายงานมีตัวตนจริงและติดต่อได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจงก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย วันเดียวกัน TRUE ยื่นหนังสือฉบับที่สอง รายงานผลจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ว่าไม่ปรากฏชื่อบุคคลผู้ยื่นรายงานเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด

 

แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?

 

แบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คือ แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือแบบฟอร์มที่กฎหมายบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. และประชาชนทราบ เมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นข้าม ‘ทุกๆ 5%’ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ

 

ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?

 

ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยรู้ว่ากำลังมี ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ หรือกลุ่มทุนไหนเข้ามาสะสมหุ้นหรือเทขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารควบคุมบริษัท

 

โดยตัวเลขสัดส่วนที่จะต้องรายงาน (ทั้งขาขึ้นและขาลง) คือ 5%, 10%, 15%, 20% ยาวไปจนถึง 100%

 

มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2

 

เมื่อมีการยื่นรายงานนี้ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:

 

  • ใคร เป็นคนซื้อหรือขาย (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล)
  • ทำรายการเมื่อไหร่ และทำผ่านช่องทางไหน (เช่น ซื้อในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง หรือโอนหุ้นนอกตลาด)
  • จำนวนหุ้นและเปอร์เซ็นต์ ที่ได้มาหรือจำหน่ายไปในรอบนั้น
  • ยอดรวมล่าสุด หลังจากทำรายการเสร็จแล้วว่าเหลือถืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์

 

ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่

 

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องยื่นแบบรายงานนี้ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่เกิดรายการ (วันที่ซื้อขายสำเร็จ)

 

ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลจากแบบ 246-2 นี้ในการติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าของบริษัท, นักลงทุนรายใหญ่ (Whales) หรือกองทุนต่างๆ ว่าพวกเขากำลังมองเห็นโอกาสหรือกำลังถอนตัวจากหุ้นตัวนั้นๆ หรือไม่

 

รูรั่วอยู่ตรงไหน?

 

ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ระบบยืนยันตัวตนของ ก.ล.ต. ไม่ได้หละหลวม ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา ซึ่งระบบสอบยันกับฐานข้อมูลกรมการปกครองโดยอัตโนมัติ หากไม่ตรงระบบจะปฏิเสธ และยังต้องยืนยันผ่าน OTP อีกชั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันชัดว่า ‘บอท’ หรือบุคคลไร้ตัวตนไม่สามารถยิงข้อมูลเข้ามาได้ และในเคสนี้ผู้รายงานก็มีตัวตนจริง ติดต่อได้จริง

 

รูรั่วที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การยืนยันตัวตน แต่ระบบแบบ 246-2 เป็นระบบรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ที่ผู้รายงานรับรองความถูกต้องเอง และข้อมูลถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทันทีโดยไม่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ด้วยเหตุผลเชิงหลักการที่ ก.ล.ต. อธิบายว่า ข้อมูลการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องถึงมือนักลงทุน ‘เร็วที่สุด’ หากให้สำนักงานตรวจรับรองทุกรายการก่อนเผยแพร่ จะแลกมาด้วยความล่าช้าของสารสนเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกใช้

 

แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด

 

จุดแรกคือช่องว่างของเวลา

 

ข้อมูลเท็จลอยอยู่บนระบบสาธารณะรวม 8 วัน (30 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม) แม้จะมีป้ายเตือนกำกับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม แต่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบ คำถามจากห้องแถลงข่าวที่ว่า “ในยุค AI ทุกอย่างมันไวหมด มันควรเช็กได้เร็วกว่านี้หรือไม่?”

 

จุดที่สองคือขอบเขตของความเสียหายที่กว้างกว่าแบบ 246-2

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบ 246-2 แต่บุคคลดังกล่าวยังเคยรายงานผ่านแบบ 59 ซึ่งเป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ทั้งที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทใดเลย สะท้อนว่าช่องทางการรายงานด้วยตนเองหลายระบบเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่แบบรายงานนั้นกำหนดได้

 

จุดที่สามคือแรงจูงใจเชิงลบมีต้นทุนต่ำ

 

ความผิดฐานยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอให้กลัวการกระทำหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาด และการแก้บทลงโทษให้หนักขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายในรัฐสภา

 

คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?

 

ในหลายกรณีเกี่ยวกับการสร้างข่าวปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น มักจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์เป็นตัวเงินหรือกำไรที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นหุ้น’ แต่ในกรณีของ ‘สุภาพร’ ยังคงมีคำถามว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วยหรือไม่

 

ข้อมูลจากการติดตามภาวะตลาดของ ตลท. ที่เลขาธิการ ก.ล.ต. อ้างถึงในการให้สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ระบุว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สมมติฐานปั่นราคาเพื่อขายทำกำไร แบบตรงไปตรงมามีน้ำหนักน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะที่ข้อมูลยังปรากฏบนระบบ

 

สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง

 

สมมติฐานที่ 1: หวังผลต่อความสนใจในตัวหุ้น แม้ไม่ใช่การปั่นราคาโดยตรง

 

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า รายงานประเภทนี้ ทั้งแบบ 246-2 และแบบ 59 มักดึงดูดสายตานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย เพราะเป็นสัญญาณว่าหุ้นนั้นอาจกำลังมีความเคลื่อนไหว หรืออาจมีผู้รู้ข้อมูลวงใน (Insider) กำลังทำอะไรบางอย่าง แม้จะต่างจากการจงใจปั่นหุ้น แต่ก็สามารถโน้มน้าวความสนใจของตลาดได้ ในกรอบนี้ ประโยชน์อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาในทันที แต่อยู่ที่การสร้างกระแสหรือเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต

 

สมมติฐานที่ 2: สร้างหลักฐานความมั่งคั่งปลอม

 

เอกสารที่ปรากฏบนระบบทางการของ ก.ล.ต. คือ หลักฐานชั้นดีในสายตาคนนอกตลาดทุน สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทระดับประเทศสามารถถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์นอกตลาด ตั้งแต่การสร้างเครดิตทางธุรกิจ การเจรจากู้ยืม ไปจนถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น สมมติฐานนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่จำเป็นต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

 

สมมติฐานที่ 3: มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือกระทำการร่วม

 

ก.ล.ต. ยืนยันในการแถลงว่าประเด็นจำนวนผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มก็จะดำเนินการทุกคน ความเป็นไปได้ที่ผู้ยื่นรายงานเป็นเพียง ‘หน้าฉาก’ ของบุคคลอื่นจึงยังไม่ถูกตัดออก

 

สมมติฐานที่ 4: การทดสอบระบบ ความเข้าใจผิด หรือปัจจัยส่วนบุคคล

 

ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลทางการเงินรองรับเลย ตั้งแต่การจงใจท้าทายระบบ ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ยื่นรายงานเอง

 

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ ณ วันนี้มีเพียงว่า ก.ล.ต. ติดต่อบุคคลดังกล่าวได้ เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นรายงานเอง แต่เนื้อหาคำชี้แจงยังไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คำตอบสุดท้ายของ ‘คำถามหมื่นล้าน’ จึงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อกรณีเป็นที่ยุติ

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’

 

1. เกณฑ์ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติ

 

ตลท. เปิดเผยว่ามีเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นแบบ 246-2 TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอัตโนมัติ ณ สิ้นเดือน เท่ากับทุกการกล่าวอ้างการถือหุ้นจะถูกพิสูจน์กับทะเบียนจริงโดยอัตโนมัติในเวลาไม่นาน

 

เคสสุภาพรเองก็พิสูจน์แล้วว่ากลไกนี้ช่วยให้ข้อเท็จจริงกระจ่างได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ปิดฉากข้อสงสัยคือผลปิดสมุดทะเบียนของ TRUE ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ไม่พบชื่อผู้รายงาน

 

2. เชื่อมฐานข้อมูล ยุติการรายงานแบบทางเดียว

 

ณัฐชาตเสนอว่า หัวใจของการป้องกันคือการเชื่อมระบบและข้อมูลของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้ง ก.ล.ต., ตลท., TSD, บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน เพื่อตรวจสอบว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและข้อมูลเป็นปัจจุบัน แทนการปล่อยให้เป็นการรายงานแบบทางเดียว (One-way Communication) แบบที่ผ่านมา

 

“คงต้องเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของ ก.ล.ต. เหมือนกัน และทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคว่า การเชื่อมกับ TSD ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้รายงานทันทีที่ได้มา แม้ยังไม่มีการโอนหลักทรัพย์เข้าทะเบียน และทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ได้ปิดทุกวัน

 

3. ลดช่องว่างเวลาของการเตือน

 

บทเรียนตรงจากเคสนี้คือความเร็วของการยกระดับป้ายเตือนและการสื่อสาร ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นจุดที่น้อมรับไปพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สาธารณชนเข้าใจความหมายของสถานะข้อมูลแต่ละระดับ เช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่แปลว่ายังไม่ผ่านการสอบทาน ไม่ใช่ข้อมูลที่ ก.ล.ต. รับรองแล้ว

 

4. ทบทวนบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย

 

เพดานโทษปัจจุบัน (จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท) ถูกตั้งคำถามถึงพลังป้องปราม แต่การแก้ไขต้องผ่านรัฐสภา จึงเป็นวาระระยะยาวที่ต้องอาศัยแรงผลักจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนโยบาย

 

5. ยกระดับความเท่าทันของผู้ใช้ข้อมูล

 

ทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนคือด่านสุดท้าย เคสนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่มีป้ายเตือนกำกับยังสามารถแพร่กระจายในวงกว้างราวกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ความเข้าใจในสถานะของข้อมูลจึงสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูลเอง

 

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เคสสุภาพรคือ Stress Test ครั้งสำคัญของสมดุลที่ตลาดทุนทุกแห่งในโลกต้องเผชิญ ระหว่างความเร็วของข้อมูลที่นักลงทุนต้องได้รับ กับความถูกต้องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

 

ระบบไทยตรวจจับและหักล้างข้อมูลเท็จได้ภายใน 8 วัน พร้อมเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่ ‘ราคาที่จ่ายไปแล้ว’ คือคำถามต่อความน่าเชื่อถือของทุกรายงานในระบบ

 

ดังที่นักวิเคราะห์สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มถามว่า ‘ข้อมูลก่อนหน้านี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด?’

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง https://thestandard.co/set-supaporn-true-shares-probe/ Wed, 08 Jul 2026 11:29:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1228362

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ […]

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ้น TRUE ต้องสงสัย ไม่กระทบความเชื่อมั่น ชี้นักลงทุนโฟกัสพื้นฐานธุรกิจเป็นหลัก พร้อมเผย TRUE ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว พร้อมเร่งรัดขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เตรียมใช้เกณฑ์ใหม่ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน กรณีสัดส่วนถือหุ้นเปลี่ยนแปลงทุก 5%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (8 กรกฎาคม) อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีการรายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ซึ่งกลายเป็นคำถามในสังคมและตลาดทุนอย่างกว้างขวางว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยหรือไม่

 

ตลท. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และพร้อมสนับสนุน ก.ล.ต. ในการหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต. กำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างลึกซึ้งจากหลายมุมมอง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่ปรากฏจริงหรือไม่จริงอย่างไร

 

“ต้องยอมรับว่า ถ้าดูข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีคำถามแน่นอน” อัสสเดชกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกรณีของ TRUE มีการรายงานว่าได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ทั้งที่บริษัทแจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นบุริมสิทธิมาก่อน

 

เร่งปิดสมุดทะเบียน-ขอข้อมูลโบรกเกอร์ เร็วกว่ากรอบปกติ 5 วันทำการ

 

อัสสเดชอธิบายว่า ขั้นตอนการยื่นรายงานเป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ซึ่งสำนักงานกำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามระบบปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ หลังจากขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ทั้งหมด แต่สำหรับกรณีนี้ ตลท. กำลังเร่งรัดให้โบรกเกอร์ส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ตลาดทุนได้รับคำตอบที่ชัดเจนโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอัสสเดชย้ำว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันทุกภาคส่วน และมีการพูดคุยกัน 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ทั้ง TRUE, ก.ล.ต. และ ตลท. เนื่องจากตัวบริษัทเองก็ต้องการทราบข้อเท็จจริงเช่นกัน

 

เคสนี้จ่อเข้าเกณฑ์ใหม่ ยื่น 246-2 สัดส่วนหุ้นเปลี่ยนแปลงเกิน 5% TSD ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติสิ้นเดือน

 

จากกฎเกณฑ์ใหม่ของ ตลท.ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) และมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นทุกๆ 5% บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นให้อัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้จะเข้ากับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และช่วยลดภาระของบริษัทจดทะเบียนไปพร้อมกัน

 

“การรายงานข้อมูล แน่นอนว่าอยากให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเท่าเทียม คงต้องค่อยๆ พัฒนาและเรียนรู้กันไป เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลสื่อสารได้เร็วในหลายรูปแบบ” อัสสเดชกล่าว

 

มองนักลงทุนยังไม่กังวล พื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน ต่างชาติยังไม่ถาม

 

สำหรับผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อัสสเดชประเมินว่า ณ วันนี้นักลงทุนยังไม่ได้กังวลมากนัก เพราะพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่มีการสอบถามในประเด็นนี้เข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเน้นพิจารณาผลการดำเนินงานเป็นหลัก โดยผลกระทบต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารงาน

 

นอกจากนี้ยังอธิบายในเชิงโครงสร้างว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่านผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ในต่างประเทศ ชื่อที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นจะเป็นชื่อของคัสโตเดียนรายนั้น ไม่ใช่ชื่อผู้ลงทุนตัวจริง

 

ย้อนปมพิรุธ ‘สุภาพร’ โผล่ถือหุ้น TRUE กว่า 7% ก.ล.ต. พบ 5 ข้อสังเกต

 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่ระบุว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้มาซึ่งหุ้น TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองรวมเพิ่มเป็น 7.0992% โดยในจำนวนดังกล่าวมีการระบุว่าถือหุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ทั้งที่ TRUE ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ ตลท. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่าบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ตรวจพบรายงานแบบ 246-2 ที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 แห่ง ซึ่งถูกยื่นเข้าระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 โดยผู้รายงานอ้างว่าสะสมหุ้นมาตั้งแต่ปี 2564 และจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. พบข้อสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การไม่พบชื่อดังกล่าวในสมุดทะเบียนย้อนหลังของ 5 หลักทรัพย์ การอ้างถือครองหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย สัดส่วนการถือหุ้นที่ขัดแย้งกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทแจ้งไว้ การยื่นรายงานตามมาตรา 59 ทั้งที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ขึ้นข้อความเตือนในรายงานดังกล่าวว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ แล้ว

 

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย และความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ ระบบรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่ผู้ยื่นรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อให้การเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นทำได้รวดเร็ว แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการจงใจแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นักวิเคราะห์คาดกำไรหุ้นไทยปีนี้ทะลุ 100 บาทต่อหุ้น สูงสุดรอบ 3 ปี

 

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลท. เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้จากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย (Consensus) ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 100.7 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาสแรกเติบโตขึ้นราว 25%

 

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับสู่หุ้นไทยอีกครั้ง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี 6 วันทำการที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกิน 1 แสนล้านบาท

 

ปัจจัยภายในประเทศที่เป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2% โดยมีภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี

 

ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ https://thestandard.co/sec-investigates-true-share-report/ Mon, 06 Jul 2026 07:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1227274 โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานกา […]

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จนสัดส่วนถือครองแตะระดับกว่า 7% ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หลัง TRUE ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ท้วงว่าข้อมูลในรายงานอาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว

 

กรณีดังกล่าว มาจากสรุปแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่งผลให้ถือครองภายหลังการได้มาเพิ่มเป็น 7.0992%

 

ด้าน TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าจำนวนที่ได้มารวม 3.2174% นั้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญราว 3.1786% และ หุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทตั้งข้อสังเกต เพราะ TRUE ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว บริษัทจึงมองว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง และได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน

 

อนึ่ง หุ้นบุริมสิทธิ คือ หุ้นที่ผู้ถือมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท

 

TRUE ยังย้ำว่า ตามหมายเหตุบนหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กล่าวคือยังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน โดยบริษัทรับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบต่อไป พร้อมประเมินว่ารายการนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัท

 

ขณะที่ เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้ทำเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนต่อรายงานแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ภาพ: ก.ล.ต. เร่งสอบ

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 https://thestandard.co/true-success-social-media-pantip-awards/ Fri, 06 Mar 2026 06:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1184698 ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหก […]

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media by Pantip สาขา Fast Response บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยมี ดร.นพสรัญ กุศลาไสยานนท์ หัวหน้าสายงานคอลเซ็นเตอร์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 1

 

Fast Response ที่วัดมากกว่าความเร็ว

 

รางวัลดังกล่าวไม่ได้วัดเพียง ‘ความเร็ว’ ในการตอบ แต่ประเมินผ่านกรอบ Social Metric for Brand ที่ครอบคลุมปัจจัยกว่า 70 รายการ ทั้งเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบริการที่ไม่ใช่แค่การตอบไว แต่ต้องตอบได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้ 

 

ดร.นพสรัญ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า 

 

“รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของทีมงานอย่างมาก เพราะกว่าจะได้มาต้องผ่านตัวชี้วัดหลายมิติจากแพลตฟอร์ม เป็นเครื่องยืนยันว่าลูกค้าสามารถติดต่อบริการของทรูได้ตลอดเวลา และทรูสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้จริง”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 2

 

จาก Reactive สู่ Proactive: จุดเปลี่ยนของ Contact center

 

สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่ารางวัลคือทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเดินหน้า ดร.นพสรัญ เปิดเผยว่า การบริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการให้บริการเชิงรับ (Reactive) ที่มุ่งแก้ปัญหาเมื่อลูกค้าร้องเรียน ไปสู่การให้บริการเชิงรุก (Proactive) ที่ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร หรือ Total Experience 360 องศา

 

“จากอดีตเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก วันนี้เราต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าการใช้งานของลูกค้าเป็นปกติหรือไม่ พบปัญหาอะไรหรือไม่ หากมองเห็นความผิดปกติ ต้องรีบติดต่อลูกค้าเพื่อแก้ไขทันที”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 3

 

รับมือมิจฉาชีพ สร้างมาตรฐานความเชื่อมั่นใหม่

 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ต้องเผชิญ คือปัญหาแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อแบรนด์เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง ดร.นพสรัญ อธิบายถึงแนวทางรับมือของทรูว่า 

 

“เราพยายามสร้างความชัดเจนให้ได้มากที่สุด ว่าเบอร์ที่ทรูใช้ติดต่อลูกค้าอย่างเป็นทางการมีเพียงเบอร์เดียวคือ 1242 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แต่ในกรณีที่พนักงานจำเป็นต้องติดต่อจากเบอร์อื่น พนักงานทุกคนจะต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลและรหัสประจำตัวทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถโทรกลับมาตรวจสอบได้ทันที”

 

นอกจากนี้ ทรูยังศึกษาแพตเทิร์นการสนทนาของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับแนวทางการสื่อสารของทีมงาน หลีกเลี่ยงรูปแบบที่อาจถูกเลียนแบบหรือสร้างความเข้าใจผิด

 

เดิมพันอนาคตในยุค AI

 

เมื่อถามถึง Road map ในอนาคต ทรูไม่ได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีหรือบุคลากรเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เลือกผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน 

 

“ทรูจะทำงานเชิงรุกมากขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย AI และคน นอกจากนี้ยังตั้งใจปรับกระบวนการพัฒนาการให้บริการไปสู่ Personalization หรือการดูแลเฉพาะบุคคล โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีหรือคนอย่างเดียวไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ การผสมผสานสองสิ่งเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI และ Data Analytics เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า รวมถึงใช้ความสามารถการบริการของคนเพื่อเสริมในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 4

 

ท้ายที่สุด ดร.นพสรัญ ย้ำว่า ทิศทางการให้บริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ในอนาคตคือการก้าวสู่ระดับที่ ‘รู้จักลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเอง’ ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิด Predictive Personalization หรือการทำนายความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริการคอลเซ็นเตอร์ต่อไป

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาคจาก CC-APAC Awards 2025 [PR News] https://thestandard.co/true-call-center-cc-apac-awards/ Mon, 29 Dec 2025 08:30:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1158691 ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาค จาก CC-APAC Awards 2025 [ADVERTORIAL]

ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับวงการคอลเซ็นเต […]

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาคจาก CC-APAC Awards 2025 [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาค จาก CC-APAC Awards 2025 [ADVERTORIAL]

ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับวงการคอลเซ็นเตอร์ของไทยอีกครั้ง หลังคว้ารางวัลระดับ Platinum พร้อมกันถึง 3 สาขา จากเวทีระดับภูมิภาคอย่าง Contact Center Associations of Asia Pacific Awards 2025 หรือ CC-APAC Awards ซึ่งจัดขึ้นที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

ความสำเร็จครั้งนี้ประกอบด้วยรางวัล Customer Experience ระดับ Platinum, Contact Center Operations ระดับ Platinum และ Business Contribution ระดับ Platinum ในกลุ่ม Corporate Award สะท้อนศักยภาพของคอลเซ็นเตอร์ทรู ในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การบริหารจัดการศูนย์บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจในระดับเอเชียแปซิฟิก พร้อมตอกย้ำมาตรฐานใหม่ของคอลเซ็นเตอร์ไทยบนเวทีนานาชาติ

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาค จาก CC-APAC Awards 2025 [ADVERTORIAL] 1

 

สำหรับ CC-APAC Awards เป็นเวทีรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือกันของเครือข่ายสมาคมคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Contact Centre Association of Asia Pacific) มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

 

การตัดสินครั้งนี้ใช้วิธีประเมินแบบผสมผสานระหว่างการนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์เชิงลึกของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ ยึดหลักความเป็นกลาง พิจารณาอย่างโปร่งใส รอบด้าน และสะท้อนผลลัพธ์จริงจากการดำเนินงาน หมวดการประเมินครอบคลุมมิติสำคัญของอุตสาหกรรมคอนแทคเซ็นเตอร์ ตั้งแต่ Business Contribution, Customer Experience, Employee Engagement, Contact Center Operations ไปจนถึง Technology Innovation ซึ่งสะท้อนพันธกิจของเวที CC-APAC Awards ในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมด้วยเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้และสอดคล้องกับบริบทการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาค จาก CC-APAC Awards 2025 [ADVERTORIAL] 2

 

ในปีนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทัพโดย ดร.นพสรัญ ถือธงชัย หัวหน้าสายงานคอลเซ็นเตอร์ เข้าร่วมการแข่งขันในประเภท Corporate Award บนเวที CC-APAC Awards 2025 พร้อมประกาศเจตจำนงชัดเจนในการ “ยกระดับมาตรฐานประสบการณ์ลูกค้าไทยสู่เวทีสากล” ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร กระบวนการทำงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาค จาก CC-APAC Awards 2025 [ADVERTORIAL] 3

 

ดร.นพสรัญ กล่าวว่า “การก้าวสู่เวที CC-APAC 2025 คือการต่อยอดวิสัยทัศน์ของทรูในการมอบประสบการณ์ที่ ‘ดีที่สุดและมีความหมาย’ แก่ลูกค้าทุกคน เราภูมิใจกับทีมงานที่ทุ่มเทพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งทักษะ กระบวนการ และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับมาตรฐานคอลเซ็นเตอร์ไทยให้โดดเด่นบนเวทีโลก ควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่จับต้องได้ ด้วยวัฒนธรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ระบบบริหารที่เน้นประสิทธิภาพ ภายใต้วงจรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มาตรฐานการบริการมีความสม่ำเสมอ สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างชัดเจน และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมตลอดจนการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อธุรกิจและสังคม พร้อมเปิดกว้างต่อความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานร่วมกัน”

 

ในช่วงท้าย ดร.นพสรัญ ยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับทีมงานคอลเซ็นเตอร์ทุกคน พร้อมชื่นชมความทุ่มเทที่หลอมรวมเป็นพลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับบนเวทีระดับนานาชาติอย่างสง่างาม

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น พาคอลเซ็นเตอร์ไทยคว้า 3 รางวัลระดับภูมิภาคจาก CC-APAC Awards 2025 [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-30/ Sun, 09 Nov 2025 08:32:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1141249 thestandard-economicforum-2025-30

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next […]

The post โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandard-economicforum-2025-30

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย วันที่ 6 พ.ย. 2568 บนเวที Powering Thailand’s New Economic Frontier: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบทใหม่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า 3D Challenges ได้แก่

 

  1. Digitalization การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมี AI เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของ Cloud Technology ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทั้งในสหรัฐฯ จีน และไทย เช่น ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 
  2. Deglobalization การลดการพึ่งพาโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยี และสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค 
  3. Decarbonization การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกประเทศ

 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งโลกหมุนเร็ว ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมก็เพิ่มขึ้นตาม แม้ AI จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้รวดเร็ว แต่หากใช้ผิดทางก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ “AI อัจฉริยะที่สุด แต่สามารถถูกใช้ได้ทั้งด้านบวกและลบ” เขากล่าว

ศุภชัยยังบอกว่า โลกยุคใหม่ได้สร้าง 4 ความจำเป็นใหม่ ที่ทุกประเทศต้องมี ได้แก่ 1. กรอบคุณธรรมและจริยธรรมแบบใหม่ 2. การเข้าถึงเงินทุน และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3. การเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร 4. การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต

 

สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่อย่างมีศักยภาพ ต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหรือ 7 ฮับหลัก ได้แก่

1. การท่องเที่ยว

2. อาหาร

3. การบริการด้านสุขภาพ

4. การค้าและขนส่งสินค้า

5. อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

6. การส่งผ่านพลังงาน

7. ทรัพยากรมนุษย์

 

การสร้างฮับเหล่านี้ต้องมีทิศทางที่ชัด ไม่ใช่ปล่อยให้เติบโตแบบตามมีตามเกิด โดยยกตัวอย่างว่า ไทยควรนำ AI มาพัฒนา Smart City เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีต่อยอดสินค้าเกษตร และสนับสนุนนวัตกรรมด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

ศุภชัยบอกอีกว่า ระบบการศึกษาของไทยยังไม่เปิดกว้างสู่ระดับโลกมากพอ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังมองเฉพาะปัญหาภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้าง Global Mindset และดึงศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ออกมา ส่งเสริมให้เกิด Startup รุ่นใหม่ในอนาคต

 

ศุภชัยทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์จากการเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการจัดงานโอลิมปิก โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า “การจัดโอลิมปิกไม่ได้ทำเพื่อให้ชาวโลกยอมรับจีน แต่เพื่อให้คนจีนภูมิใจในประเทศของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนว่า การสร้างวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก ‘ผู้นำ’ ไม่ใช่การบังคับตามกฎหมาย แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ชีวิตตามค่านิยมที่นำไปสู่ความสำเร็จและความกลมเกลียว

The post โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด https://thestandard.co/true-profit-fuels-first-dividend/ Wed, 05 Nov 2025 07:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1139965 ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ - นักท่องเที่ยวลด

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายเงินปัน […]

The post ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ - นักท่องเที่ยวลด

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกจำนวน 6.6 พันล้านบาท หลังรายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 ที่ 1.6 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

 

สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5.2 พันล้านบาท การอนุมัติจ่ายปันผลที่ 6.6 พันล้านบาท (0.19 บาทต่อหุ้น) คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 125% ของกำไรสุทธิ

 

หากไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 3 พันล้านบาท (เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์และการยุติบริการคลื่น 850 MHz) กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (Normalized Net Profit) ในไตรมาส 3/2568 จะอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท

 

แม้ว่ากำไรจะเติบโต แต่บริษัทรายงานจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง โดยในไตรมาส 3/2568 มีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 46.9 ล้านเลขหมาย ลดลง 2.4 ล้านเลขหมาย หรือ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทรูระบุว่า การลดลงนี้เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) เพื่อสร้างฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 2.0% อยู่ที่ 3.8 ล้านราย ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 15.5 ล้านราย

 

ปัจจัยหลักที่หนุนการทำกำไรคือการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 21.6% จากปีก่อน และต้นทุนโครงข่ายลดลง 16.3% จากการดำเนินการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization)

 

สำหรับไตรมาส 3/2568 บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุน

The post ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 แต้มต่อยุค AI ยกระดับขีดความสามารถดันไทยแข่งขันในสมรภูมิเทคฯ โลก ผ่านเลนส์ “ซิกเว่ เบรกเก้” ผู้นำทรู คอร์ปอเรชั่น [PR NEWS] https://thestandard.co/true-corp-and-4-ai-advantages/ Tue, 09 Sep 2025 12:27:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1117504

สมาร์ตโฟนในมือคุณใช้เวลากว่า 30 ปี กว่าจะกลายเป็นอุปกรณ […]

The post เปิด 4 แต้มต่อยุค AI ยกระดับขีดความสามารถดันไทยแข่งขันในสมรภูมิเทคฯ โลก ผ่านเลนส์ “ซิกเว่ เบรกเก้” ผู้นำทรู คอร์ปอเรชั่น [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาร์ตโฟนในมือคุณใช้เวลากว่า 30 ปี กว่าจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลก แต่ ChatGPT ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น ก็มีผู้ใช้งานทะลุ 100 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าโลกหมุนเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากยุคอินเทอร์เน็ตที่เคยปฏิวัติวิถีชีวิตของผู้คน วันนี้ เราเดินทางเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว พลิกโฉมยิ่งกว่าเดิม แรงผลักดันสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนผ่านนี้ เกิดจาก 3 ปรากฏการณ์ ได้แก่ เครือข่าย 5G ที่เปิดประสบการณ์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเราหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาใช้ และโมเดล AI อัจฉริยะที่เรียนรู้จากข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตยุคดิจิทัล ในหัวข้อ “Connecting Thailand’s Future: Digital Foundations for Growth” ในงาน Bangkok Post Forum 2025 โดยเน้นย้ำถึง “ความเร่งด่วน” ที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ ในวันที่เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (National Competitiveness) และกำลังเปลี่ยนทิศทางของระเบียบโลกยุคใหม่ (New Global Order) อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

 

4 เสาหลักพลิกเกมเทคฯ ไทย ชิงความเป็นผู้นำในเวทีเทคฯ โลก

 

แม้ว่าการเข้าถึงโลกดิจิทัลจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่โซเชียลมีเดียกลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ด้วยการนำเสนอและคัดกรองเนื้อหาให้สอดคล้องกับความเชื่อของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกัน โมเดลธุรกิจก็ถูกดิสรัปอย่างรวดเร็ว ทำให้แม้แต่บริษัทที่แข็งแกร่งเป็นผู้นำระดับโลกในวันนี้ ก็อาจไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในทศวรรษข้างหน้า

 

“การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่คือการชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ในขณะที่ AI และเทคโนโลยีเชื่อมต่อกำลังเร่งเกมการแข่งขัน การโจมตีทางไซเบอร์ก็กลายเป็นภัยคุกคามระดับประเทศ คำถามก็คือ พวกเราพร้อมรับมือแล้วหรือยัง” ซิกเว่ กล่าว

 

 

ซิกเว่ เสนอ 4 เสาหลักพลิกเกมธุรกิจและประเทศไทย ที่ต้องเร่งเสริม เพื่อแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่

 

1.เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน (Technology and Infrastructure) ประเทศไทยมีรากฐานด้านไฟเบอร์  5G ที่ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ และดาต้าเซ็นเตอร์ สิ่งสำคัญคือการต่อยอดและใช้จุดแข็งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นแต้มต่อเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม

 

2.ข้อมูลคุณภาพสูง (High-Quality Data) ข้อมูลต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน เชื่อมโยง และใช้งานได้จริง หากภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าถึงข้อมูลระบบเดียวกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารภาครัฐ การจัดการโลจิสติกส์ หรือการให้บริการประชาชน

 

3.คนเก่งและผู้นำยุคใหม่ (Talent & Leadership) การเรียนรู้ทักษะด้าน AI ควรถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม ไม่ใช่แค่ระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต้องเร่งเสริมทักษะพนักงานให้ก้าวทันเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบัน 55% ของพนักงานทรู คอร์ปอเรชั่น ผ่านการฝึกอบรมด้าน AI แล้ว และเราตั้งเป้าไปให้พนักงาน 100% ได้รับการเทรนด์ด้าน AI ในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ ซิกเว่ยังชี้ว่า “ภาวะผู้นำผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง” (Transformational Leadership) เป็นหัวใจของความสำเร็จในโลกยุคใหม่ ซึ่งควรมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ:

 

  • Act Bold – กล้าตัดสินใจแม้ในภาวะไม่แน่นอน และสร้างวัฒนธรรมแห่งการทดลอง
  • Be Adaptive – เปิดใจเรียนรู้และกล้าลองสิ่งใหม่
  • Align as One – เชื่อมใจคนในทีมด้วยความไว้วางใจ ยอมรับในความหลากหลาย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

 

4.นโยบายภาครัฐ (Government Policy) ทุกประเทศจำเป็นต้องมีนโยบายด้าน AI ระดับชาติ พร้อมกำหนดแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลและกรอบนโยบายที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งการสนับสนุนสตาร์ตอัปด้วยนโยบายที่ชัดเจน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโปรแกรมที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตและแข่งขันระดับโลกได้

 

“ความไว้วางใจ” รากฐานสำคัญของอนาคต AI ไทย 

 

ในโลกยุคดิจิทัล หากขาดซึ่งความไว้วางใจ แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าเพียงใด ก็ไม่อาจได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมหรือสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนได้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย ยึดหลักจริยธรรม และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยปัจจุบัน ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เทรน AI มาแล้วกว่า 62 กรณีการใช้งาน (AI Use Cases) ภายใต้ 4 เสาหลักการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมที่เคร่งครัด ได้แก่

 

  • โปร่งใส (Transparency): ลูกค้าจะได้รับการแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนเมื่อมีการโต้ตอบกับ AI เช่น ในกรณีของแชตบอต “น้องมะลิ AI” ซึ่งจะแสดงตนว่าเป็นระบบ AI กำลังให้บริการ และจะให้ข้อมูลที่ชัดเจน อธิบายได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

  • เคารพสิทธิมนุษยชน (Respect for Human Rights): เคารพความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพของแต่ละบุคคล ในกรณีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น การตรวจจับการทุจริต จะมีเจ้าหน้าที่บุคคลเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าเกิดความถูกต้องและเป็นธรรม

 

  • เป็นธรรมและลดอคติ (Fairness and Inclusion): เครื่องมือ AI ได้รับการทดสอบกับผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะให้ผลลัพธ์ที่ปราศจากอคติ และสามารถแนะนำบริการได้อย่างเหมาะสมตามพฤติกรรมการใช้งานจริง

 

  • ออกแบบโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design): AI ของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัย จะไม่ให้คำตอบที่ไม่ชัดเจน หากไม่สามารถตอบคำถามผู้ใช้ได้ จะแนะนำช่องทางติดต่อหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

 

 

“ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนมีรากฐานร่วมที่สำคัญคือ ‘ความไว้วางใจ’ ผู้คนเริ่มตระหนักถึงการใช้และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ อัลกอริทึมนำไปสู่การเลือกปฏิบัติได้โดยง่าย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การกำกับดูแลโดยมนุษย์ยังคงมีความจำเป็น ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น เรามุ่งมั่นพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบ เข้าใจบริบทของวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในเรื่องของความสุภาพ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน” ซิกเว่ กล่าวทิ้งท้าย

The post เปิด 4 แต้มต่อยุค AI ยกระดับขีดความสามารถดันไทยแข่งขันในสมรภูมิเทคฯ โลก ผ่านเลนส์ “ซิกเว่ เบรกเก้” ผู้นำทรู คอร์ปอเรชั่น [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก https://thestandard.co/true-second-half-dividend-plans/ Tue, 13 May 2025 10:29:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1073837

ผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE คาดว่าบริษัทจะ […]

The post ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากควบรวมกับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC ครบ 2 ปี 

 

ทรู คาด จ่ายปันผล ครั้งแรก ครึ่งปีหลังนี้

 

ซิกเว เบรกเก ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่บริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิได้เป็นครั้งแรกหลังการควบรวมธุรกิจจำนวน 1.6 พันล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเวยอมรับว่ายังไม่พอใจกับการเติบโตของรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ไว้ที่ 2-3% และ EBITDA เติบโต 8-10% ในปี 2568 โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น

 

จากเป้าหมายที่วางไว้ “หมายความว่าอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้จำเป็นจะต้องเห็นรายได้เติบโตดีกว่าไตรมาสแรก ขณะเดียวกันเราตั้งเป้าที่จะจ่ายเงินปันผลในปีนี้ หมายความว่าเราจำเป็นจะต้องทำกำไรให้ได้อย่างต่อเนื่อง” ซิกเวกล่าว 

 

ทั้งนี้ นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) ของ TRUE คาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกภายหลังการควบรวมได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ส่วนผลประกอบการของบริษัทที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำคัญมาจากผลของการ synergy กันระหว่าง TRUE และ DTAC ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลง 37% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

หากไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีและหลังปรับปรุง (Normalized Net Profit) จำนวน 4.3 พันล้านบาท โดยในไตรมาสนี้บริษัทบันทึกผลกระทบเชิงลบครั้งเดียว (One-Time Costs) 2.9 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์จากการพัฒนาเครือข่าย

 

ด้าน EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 2.53 หมื่นล้านบาท โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 61.2%

 

ในส่วนของรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่าบริการเชื่อมต่อโครงข่าย) เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท แต่ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาลและรายได้จากการโรมมิ่งภายในประเทศที่ลดลง

 

ซิกเวเชื่อ AI เปลี่ยนโฉมธุรกิจ

 

ซิกเวกล่าวต่อว่า การควบรวมทรูและดีแทคเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญ “เป้าหมายคือการสร้างบริษัทที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) ของประเทศไทย และ AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

 

หนึ่งในภารกิจหลักที่ซิกเวให้ความสำคัญคือแนวคิด ‘AI for All Thais’ ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการ AI แก่องค์กรขนาดใหญ่ ภาครัฐ SMEs ไปจนถึงผู้บริโภครายย่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่จับต้องได้และเกี่ยวข้องกับทุกคน

 

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซิกเวเชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างสิ้นเชิง “AI มีศักยภาพที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนกลายเป็นหนึ่งกลุ่มเป้าหมาย เพราะเราควรจะสามารถรู้จักลูกค้าแต่ละคนในลักษณะที่เราสามารถให้บริการที่เป็นส่วนตัวแก่พวกเขาได้”

 

นอกเหนือจากระดับบุคคล AI ยังถูกมองเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ‘สร้างสังคมสมัยใหม่’ (Modern Society) ทั้งเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน (Internet of Things – IoT) 

 

“ทุกสิ่งควรจะเชื่อมต่อผ่านบริการอินเทอร์เน็ต รวมถึงเซ็นเซอร์ขนาดเล็กบนเครื่องจักร ไฟจราจร กล้องวงจรปิด เพราะจากนั้นคุณจะสามารถทำให้เมืองเป็นดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วย AI ได้” ซิกเวกล่าว

 

ปัจจุบันทรูกำลังอยู่ในกระบวนการรวมเครือข่ายของทรูและดีแทคเข้าเป็นเครือข่ายเดียวที่ทันสมัยและรองรับอนาคต โดยเริ่มที่จังหวัดภูเก็ตเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าจะแล้วเสร็จทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2568 

The post ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE – เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน https://thestandard.co/true-unstable-growth/ Thu, 24 Apr 2025 00:28:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1067564 True

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้ประเมินแนวโน้มผลประ […]

The post TRUE – เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
True

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้ประเมินแนวโน้มผลประกอบการ 1Q68 ของ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) โดยคาดว่าจะรายงานกำไรปกติ 3.7 พันล้านบาท ใน 1Q68 เพิ่มขึ้น 364.7%YoY และ 4.7%QoQ การเติบโต YoY จะได้แรงหนุนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะระบบเติมเงิน หลังจากปรับแพ็กเกจในเดือนกุมภาพันธ์ และได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างราคาที่ดีขึ้น ในขณะที่การเติบโต QoQ เป็นผลมาจาก synergy ด้านต้นทุน และค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงตามฤดูกาล 

 

รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (62.5% ของรายได้รวม) คาดจะอยู่ที่ 3.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1%YoY แต่ลดลง 0.3%QoQ สำหรับธุรกิจออนไลน์ (11.9% ของรายได้รวม) รายได้จะอยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7%YoY และ 1.3%QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และ ARPU ที่ดีขึ้น 

 

สำหรับต้นทุน คาดว่าต้นทุนการให้บริการ (รวมค่าเสื่อมราคา) จะอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 3.9%YoY และ 4.4%QoQ หลักๆ เกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเครือข่ายที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการขายเสาโทรคมนาคม ขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะลดลง 16.4%YoY และ 2%QoQ มาอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท โดยการลดลง YoY เป็นผลมาจาก synergy ด้านต้นทุน และการลดลง QoQ เป็นผลมาจากปัจจัยฤดูกาล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่ลดลง 

 

โดยรวมแล้ว กำไรปกติ 1Q68 น่าจะคิดเป็น 25.8% ของประมาณการกำไรปกติเต็มปี โดย TRUE จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ยังคงคาดว่า TRUE จะมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิติดลบ แต่คาดว่านักลงทุนจะให้ความสำคัญกับกำไรปกติมากกว่า

 

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิของ TRUE จะพลิกกลับมาเป็นบวกได้เร็วที่สุดใน 2Q68 โดยได้แรงหนุนจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียวเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยที่ลดลง TRUE วางแผนรวมเสาสัญญาณ 5,000 แห่งในปี 2568 เทียบกับ 10,000 แห่งในปี 2567 และคาดว่าการติดตั้งจะเสร็จสิ้นภายใน 1H68 เร็วกว่าเป้าที่ TRUE ที่วางไว้ใน 3Q68 การพลิกกลับมามีกำไรสุทธิน่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนเชื่อว่า TRUE จะเริ่มจ่ายเงินปันผลในปี 2568

 

นอกจากนี้ ยังคงมั่นใจว่ากำไรจะมี upside หลังการประมูลคลื่นความถี่

 

ปัจจุบันเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ กรณีพื้นฐาน ยังคงใช้สมมติฐานว่าการแข่งขันประมูลจะไม่รุนแรง โดย TRUE จะประมูลแค่คลื่น 2300MHz ที่กำลังจะหมดอายุที่ราคาเริ่มต้น ดังนั้นจึงคาดว่า TRUE จะประหยัดต้นทุนได้ปีละ 4.8 พันล้านบาท (หลังภาษี) ซึ่งบ่งชี้ว่าประมาณการกำไรจะมี upside ที่ 14.1% ในปี 2568 และ 30.2% ในปี 2569 ในแง่ของเป้าหมาย ราคาเป้าหมายมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.8 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ InnovestX Research ยังไม่ได้รวมประเด็นเรื่องการประหยัดต้นทุนได้เข้ามาไว้ในประมาณการ โดยจะทบทวนสมมติฐานดังกล่าวหลังทราบผลการประมูล

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ราคาหุ้น TRUE ปรับขึ้น 8.1% สู่ 12.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.4% สู่ 1,134.71 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

InnovestX Research คงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ TRUE และยังคงเลือกเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มสื่อสาร โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 14.5 บาทต่อหุ้น (WACC 7.9% และการเติบโตระยะยาว 1.5%) ยังมี Upside อีก 0.8 บาทต่อหุ้น จากการประหยัดต้นทุนได้หลังการประมูลคลื่นความถี่

 

แม้ราคาหุ้น TRUE ปรับตัว outperform SET ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน แต่ InnovestX Research เชื่อว่าภาพเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป เนื่องจากผลประกอบการของ TRUE จะได้รับผลกระทบจากภาษีการค้าค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ยังคาดว่าผลประกอบการ 1Q68 จะออกมาดี และมีแนวโน้มที่จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ใน 2Q68 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญสำหรับกลุ่มสื่อสาร คือ ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์และการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ (S)

 

TRUE – เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/true-hc-20250422 

The post TRUE – เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยัน ทำตามมาตรการ กสทช. ตัดการสื่อสารแก๊งคอลเซ็นเตอร์แนวชายแดน เตรียมรื้อเสาเพิ่มอีก 10 แห่ง https://thestandard.co/true-corporation-nbtc-measures/ Tue, 11 Feb 2025 01:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1040555 ทรู คอร์ปอเรชั่น

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์) ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยันการเข้าร่ […]

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยัน ทำตามมาตรการ กสทช. ตัดการสื่อสารแก๊งคอลเซ็นเตอร์แนวชายแดน เตรียมรื้อเสาเพิ่มอีก 10 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์) ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยันการเข้าร่วมมาตรการของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตัดการสื่อสารแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เดินหน้ารื้อถอนเสาอีก 10 แห่งในจังหวัดตาก เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หลังถอดอุปกรณ์รับส่งประจำตู้สัญญาณตามเสาแนวพรมแดน 7 จังหวัด 11 อำเภอเสร็จสิ้นเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว 

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. และรักษาการเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสัญญาณโทรศัพท์มือถือบริเวณชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน ซึ่งมีทีมงานจาก กสทช. ส่วนกลางและภาค 3 ซึ่งรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ได้ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่บ้านวังแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองชเวโก๊กโก่ของเมียนมา 

 

จากการสำรวจพบว่า มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันสัญญาณโทรคมนาคมข้ามพรมแดน จึงได้ออกคำสั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกรายดำเนินการรื้อถอนเสาสัญญาณรวมทั้งหมด 24 ต้น จากจำนวนรวมของผู้ให้บริการทุกรายที่ตั้งอยู่ในรัศมี 50 เมตรจากแนวชายแดน ครอบคลุมพื้นที่สามอำเภอของจังหวัดตาก ได้แก่ อำเภอแม่ระมาด แม่สอด และพบพระ โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นการเพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่เคยมีการระงับบริการโทรคมนาคมในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน 7 จังหวัด เพื่อป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือในการก่ออาชญากรรมข้ามแดน โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

โดยที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินการตามมาตรการของสำนักงาน กสทช. ด้วยการระงับสัญญาณ (Switch off) สายอากาศที่มีทิศทางหันออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการรื้อถอนหรือปรับทิศทางตามแนวชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน ในพื้นที่เสี่ยง 7 จังหวัด 11 อำเภอ ได้แก่

 

  1. ตาก: อำเภอแม่สอด แม่ระมาด และพบพระ
  2. เชียงราย: อำเภอแม่สาย เชียงของ และเชียงแสน
  3. สระแก้ว: อำเภออรัญประเทศ
  4. จันทบุรี: อำเภอโป่งน้ำร้อน
  5. ระนอง: อำเภอเมืองระนอง
  6. บุรีรัมย์: อำเภอบ้านกรวด
  7. สุรินทร์: อำเภอกาบเชิง

 

การดำเนินการนี้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือของไทยในการก่ออาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ สำนักงาน กสทช. ในการยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชน

 

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรู คอร์ปอเรชั่นปฏิบัติตามมาตรการ กสทช. ในการควบคุมเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือมาโดยตลอด รวมทั้งล่าสุดบริเวณชายแดนพื้นที่สามอำเภอของจังหวัดตาก ได้แก่ อำเภอพบพระ อำเภอแม่สอด และ อำเภอแม่ระมาด ตามแนวชายแดน โดยทาง กสทช. ตรวจสอบแจ้งมาว่ามีจำนวนเสาของทรู 10 แห่ง จาก 24 แห่ง ที่ต้องดำเนินการรื้อถอน ซึ่งที่ผ่านมาเสาทรู และดีแทคดังกล่าวที่อยู่ตามแนวชายแดน ได้ตัดสายสื่อสารและระงับสัญญาณเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งปรับทิศทางการส่งสัญญาณให้อยู่ในเขตชุมชนจังหวัดตาก

 

ทั้งนี้ กสทช. กำหนดให้รื้อถอนเสาในจังหวัดตากที่อยู่ในรัศมี 50 เมตรจากแนวชายแดนทั้งหมด ส่วนเสาที่อยู่ในรัศมี 200 เมตรต้องปรับลดกำลังส่งและจำกัดความสูงไม่เกิน 15 เมตร ขณะที่เสาในรัศมี 3.5 กิโลเมตรต้องลดกำลังส่งและมีความสูงไม่เกิน 30 เมตร

 

เมื่อดำเนินการรื้อถอนเสร็จสิ้น ทางทีมทรู คอร์ปอเรชั่นจะเข้าสำรวจสัญญาณในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อเช็กสัญญาณมือถือและพูดคุยกับชุมชน และจะวางแผนติดตั้งเสาสัญญาณขนาดเล็ก หรือ Small Cell สำหรับกรณีถ้าสัญญาณในชุมชนลดลง เพื่อทดแทนบริการ และคงประสิทธิภาพและคุณภาพเดิมโดยครอบคลุมชุมชนของไทย

 

“นอกจากความร่วมมือกับ กสทช. ในการรื้อถอนเสาแล้ว  เรายังได้พัฒนาบริการ ‘ทรูไซเบอร์เซฟ’ (True CyberSafe) เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์จากมิจฉาชีพแก่ผู้ใช้บริการ โดยลูกค้าทรู-ดีแทคมั่นใจว่าใช้มือถือจะได้รับการปกป้องทันทีแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียน  ไม่ต้องดาวน์โหลดแอป ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ปกป้องการเข้าถึง ลิงก์/URL อันตราย จาก SMS หรือเบราว์เซอร์ หรือเมื่อมีการเข้าถึงเว็บไซต์ที่อาจเป็นอันตรายบนเว็บเบราว์เซอร์ของลูกค้าทรูออนไลน์” จักรกฤษณ์กล่าว

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยัน ทำตามมาตรการ กสทช. ตัดการสื่อสารแก๊งคอลเซ็นเตอร์แนวชายแดน เตรียมรื้อเสาเพิ่มอีก 10 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น นำดาต้าปีใหม่วิเคราะห์เทรนด์ จัดเต็มสัญญาณ 5G ให้ลูกค้า นำทีมปฏิบัติการดูแลโครงข่าย 24 ชั่วโมงตลอดเทศกาล https://thestandard.co/true-corporation-new-year-data-5g-trends-network-care-2024/ Mon, 23 Dec 2024 08:32:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1022587 ทรู คอร์ปอเรชั่น

ทรู คอร์ปอเรชั่น เพิ่มสัญญาณมือถือ 5G, 4G และ WiFi ให้ล […]

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น นำดาต้าปีใหม่วิเคราะห์เทรนด์ จัดเต็มสัญญาณ 5G ให้ลูกค้า นำทีมปฏิบัติการดูแลโครงข่าย 24 ชั่วโมงตลอดเทศกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น

ทรู คอร์ปอเรชั่น เพิ่มสัญญาณมือถือ 5G, 4G และ WiFi ให้ลูกค้าทรูและดีแทคเชื่อมต่อส่งความสุขครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ เผยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางและการจัดอีเวนต์ช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีที่ผ่านมา สู่การวางแผนขยายสัญญาณเพิ่มครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อม BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะพร้อมระบบ AI และหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจ หรือ War Room ทุกภูมิภาค เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังมอบความสุขด้วยแคมเปญ ‘ยิ้มทั่วไทย’ พร้อมของขวัญพิเศษมากมายที่ส่งตรงถึงลูกค้าด้วยสัญญาณทรู ดีแทค 5G เร็ว แรง ต้อนรับปีใหม่

 

ประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูและดีแทคพร้อมเชื่อมต่อเทศกาลแห่งความสุขสู่ปีมะเส็ง 2568 ด้วยการผสานจุดแข็งด้านโครงข่าย พัฒนาสัญญาณคุณภาพสูง 5G, 4G และ WiFi ครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่คาดว่าจะคึกคักเป็นประวัติการณ์ เราใช้ข้อมูล Mobility Data วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางและแผนที่กิจกรรมเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ เพื่อวางแผนติดตั้งเพิ่มสัญญาณรองรับการใช้งานให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เคานต์ดาวน์สำคัญระดับประเทศในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ในภูมิภาคจังหวัดต่างๆ ทุกภาคทั่วไทย พร้อมทีมปฏิบัติการตรวจสอบการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง และยกระดับคุณภาพสัญญาณทั้งระบบโมบายล์และบรอดแบนด์ เพื่อให้ทุกคนสามารถแชร์ช่วงเวลาแห่งความสุข ใช้งานทั้งการโทร, การใช้โซเชียลมีเดีย, การไลฟ์สตรีม และการส่งคำอวยพรข้ามประเทศได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดในการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ครั้งนี้”

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น

 

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น ปูพรมขยาย 5G, 4G และ WiFi พื้นที่เคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ 

  • กรุงเทพมหานคร: ขยายสัญญาณ 5G, 4G และ WiFi รองรับจุดเคานต์ดาวน์อลังการระดับโลกในไทย เช่น ICONSIAM ซึ่งจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2025, centralwOrld, One Bangkok, Asiatique, NEON Countdown 2025, EM DISTRICT และ Seacon Square เพื่อรองรับชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย
  • ปริมณฑล: เสริมความแรงสัญญาณพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์ศูนย์การค้าสำคัญ เช่น ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี, เซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี และศูนย์การค้าเมกาบางนา จังหวัดสมุทรปราการ
  • ภาคเหนือ: ขยายเพิ่มครอบคลุม 6 จังหวัดหลักภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ขยายสัญญาณ 6 จุด ได้แก่ งานมนต์ขลังเมืองแกน, เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่, ประตูท่าแพ, งาน Glow Countdown Chiang Mai 2025, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และม่อนสน ดอยอ่างขาง นอกจากนี้ยังครอบคลุมพื้นที่สำคัญจังหวัดอื่นในการจัดงานเคานต์ดาวน์ภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย, พิษณุโลก, สุโขทัย, เพชรบูรณ์ และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ในการจัดงานเคานต์ดาวน์ 2025 ที่สนามช้างอารีนา, อุดรธานีที่ UD TOWN, ขอนแก่นเคานต์ดาวน์ 2025 และนครราชสีมาที่จัดงานทั้งที่ศาลากลางและงานปีใหม่ปากช่อง
  • ภาคกลาง: ขยายสัญญาณครอบคลุม 4 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ติดตั้ง 3 จุดสำคัญ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, อยุธยาซิตี้พาร์ค และศรีอยุธยา ไลอ้อน ปาร์ค รวมถึงพื้นที่สำคัญในจังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นจังหวัดในภาคกลางตอนล่าง มีเขตแดนติดกับภาคใต้
  • ภาคตะวันออก: เสริมความแรงสัญญาณในจังหวัดชลบุรีทั้งที่พัทยาและบางแสน สำหรับงาน Pattaya Countdown 2025 และ Bangsaen Countdown 2025 รวมถึงจังหวัดระยองที่จัดงานวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเฉลิมฉลองปีใหม่ 
  • ภาคใต้: ครอบคลุม 5 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต ขยายสัญญาณ 4 จุดหลัก ได้แก่ ป่าตอง, เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า, หาดสุรินทร์ และสวนสาธารณะหนองหาน พร้อมทั้งขยายสัญญาณในจังหวัดตรัง, สงขลา, สตูล กระบี่ และอื่นๆ

 

จัดเพิ่มโซลูชันเพื่อคุณภาพสูงสุดในการบริการช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่

  1. รถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (Cell on Wheels: COW): จัดส่งรถ COW ในจุดท่องเที่ยวและพื้นที่จัดงานสำคัญทั่วประเทศ เพื่อเสริมความแรงของสัญญาณในช่วงที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น

 

  1. สถานีฐานพิเศษ (Temp Site): เพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณการใช้งานด้วยการติดตั้งสถานีฐานหรือเสาสัญญาณเพิ่มในจุดต่างๆ ในการจัดงานเคานต์ดาวน์ รองรับการใช้งานตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

 

  1. อัปเกรดสถานีฐาน: เพิ่มคลื่นความถี่และความจุ (Capacity) รองรับการใช้งานดาต้าที่เพิ่มมากขึ้น

 

  1. พารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter): วิเคราะห์และตั้งค่าสัญญาณรองรับพฤติกรรมการใช้งานช่วงเทศกาลปีใหม่เฉพาะของแต่ละพื้นที่ทั่วไทย

 

  1. WiFi: ขยายจุดการใช้งาน WiFi และเพิ่มความจุในการรองรับการเชื่อมต่อในพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์และเฉลิมฉลองปีใหม่ทั้งลูกค้าทรูและดีแทค

 

  1. Business and Network Intelligence Center (BNIC): ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะพร้อม AI และหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) ทุกภูมิภาค เพื่อดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพความเชื่อมั่นเครือข่าย 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้าน พร้อมบริหารเครือข่ายครอบคลุมทุกบริการ 24 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้ จากข้อมูล Mobility Data ของทรู คอร์ปอเรชั่น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 สะท้อนให้เห็นการเคลื่อนย้ายของประชาชนอย่างชัดเจน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม มีผู้เดินทางเข้าพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 15% รองลงมาคือภาคเหนือที่เพิ่มขึ้น 10% ส่วนภาคใต้และภาคตะวันตกมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4% และ 2% ตามลำดับ ในทางกลับกัน กรุงเทพมหานครมีประชาชนเดินทางออกนอกพื้นที่มากถึง 17% และภาคตะวันออกลดลง 11% สะท้อนวิถีของคนเมืองที่นิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยทรู คอร์ปอเรชั่น นำชุดข้อมูลนี้มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 อีกด้วย

 

ประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากการเตรียมความพร้อมในพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์และแหล่งท่องเที่ยวแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการขยายสัญญาณครอบคลุมเส้นทางการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะศูนย์กลางคมนาคมสำคัญ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่ง รวมถึงเส้นทางสัญจรหลักที่เชื่อมต่อทุกภูมิภาค โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยมมุ่งสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงเส้นทางสู่วัดและสถานที่สำคัญทางศาสนา เพื่อรองรับการเดินทางไปทำบุญและร่วมสวดมนต์ข้ามปีของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้สามารถใช้งานเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดช่วงเทศกาล”

 

นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ผ่านแคมเปญ ‘ยิ้มทั่วไทย’ พร้อมของขวัญพิเศษมากมายที่ส่งตรงถึงลูกค้าด้วยสัญญาณทรู ดีแทค 5G เร็ว แรง ครอบคลุมทั่วประเทศ เริ่มต้นด้วย ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มให้ตัวเอง’ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาสุดซึ้งที่จะชวนให้ทุกคนยิ้มให้กับตัวเองและคนรอบข้างกับสิ่งดีๆ ที่ผ่านมา ควบคู่กับ ‘ยิ้มทั่วไทย ทรูทั่วไทย’ ที่ส่งมอบสัญญาณคุณภาพทั่วทุกพื้นที่ พร้อมชวนร่วมสนุกกับ ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มให้ปีใหม่’ ในกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และพิเศษสุด ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มรับของขวัญ’ เพียงร่วมสนุกผ่าน AR บนแอปพลิเคชัน TrueID, dtac หรือ True iService โดยเลือกเมนู ‘สิทธิพิเศษ’ คลิกแบนเนอร์ ‘ยิ้มรับสุขทั่วไทย’ เปิดกล้องและยิ้ม ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับของขวัญมากมายตลอดเทศกาลแห่งความสุขนี้

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น นำดาต้าปีใหม่วิเคราะห์เทรนด์ จัดเต็มสัญญาณ 5G ให้ลูกค้า นำทีมปฏิบัติการดูแลโครงข่าย 24 ชั่วโมงตลอดเทศกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE – สร้างเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง https://thestandard.co/true-continuous-surprise/ Mon, 28 Oct 2024 14:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1001112 TRUE

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา บมจ […]

The post TRUE – สร้างเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) รายงานขาดทุนสุทธิ 810 ล้านบาทใน 3Q67 เทียบกับขาดทุนสุทธิ 1.9 พันล้านบาทใน 2Q67 และขาดทุนสุทธิ 1.6 พันล้านบาทใน 3Q66 โดยใน 3Q67 TRUE บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยจำนวน 3.9 พันล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (หลังภาษี) จำนวน 160 ล้านบาท หากตัดรายการเหล่านี้ออกไปพบว่า TRUEมีกำไรปกติ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.8%QoQ และฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 1.6 พันล้านบาทใน 3Q66 

 

โดยกำไรปกติสูงกว่าคาด 36.1% เซอร์ไพรส์หลักๆ คือ ต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่าย SG&A ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งเป็นผลมาจาก Synergy ด้านต้นทุนที่สูงกว่าคาด TRUEระบุว่า บริษัทดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายได้เร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ โดย ณ 3Q67 TRUEดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายเสร็จสิ้นจำนวน 10,800 แห่ง เทียบกับเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ที่ 10,000 แห่งสำหรับสิ้นปี 2567 

 

การดำเนินงานของบริษัทแข็งแกร่ง รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (64% ของรายได้รวม) อยู่ที่ 3.27 หมื่นล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่เติบโต 3.7%YoY การเติบโต YoY หลักๆ ได้แรงหนุนจากการแข่งขันด้านราคาที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น Blended ARPU อยู่ที่ 211 บาท เพิ่มขึ้น 1.9%QoQ และ 5.5%YoY โดยได้แรงหนุนจากบริการระบบเติมเงิน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้หลักสำหรับการแข่งขันด้านราคา 

 

จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงมาอยู่ที่ 49.3 ล้านคนจาก 50.5 ล้านคนในไตรมาสก่อนหน้า เพราะได้รับผลกระทบจากการมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพของการได้มาซึ่งผู้ใช้บริการ และการร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันการฉ้อโกง 

 

รายได้จากธุรกิจ FBB (13% ของรายได้รวม) อยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5%QoQ และ 7.5%YoY โดยได้แรงหนุนจาก ARPU ที่สูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 0.7%QoQ และ 9.8%YoY) และจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 23,000 คน)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น TRUEปรับขึ้น 2.56% อยู่ที่ 12.00 บาทต่อหุ้น ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.22% อยู่ที่ 1,455.62 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

เนื่องจากกำไรปกติ 9M67 คิดเป็น 92% ของประมาณการกำไรเต็มปีที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จึงเชื่อว่ากำไรที่ได้คาดการณ์ไว้น่าจะเป็นตัวเลขที่ยึดหลักความระมัดระวังมากเกินไป ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 เพิ่มขึ้น 27.6% สู่ 8.1 พันล้านบาท หลังจากปรับประมาณการต้นทุนการให้บริการลดลง 1.8% และปรับประมาณการค่าใช้จ่ายภาษีเพื่อสะท้อนตัวเลข 9M67 

 

โดยปัจจุบัน InnovestX Research คาดว่า EBITDA จะเติบโต 15.1% สูงกว่าเป้าที่บริษัทวางไว้ที่ 12-14% นอกจากนี้ยังเล็งเห็นโอกาสที่ประมาณการกำไรของ Consensus จะปรับเพิ่มขึ้นหลังจาก TRUEรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วย

 

สำหรับ 4Q67 คาดกำไรปกติแข็งแกร่งขึ้น YoY โดยได้แรงหนุนจากการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องและการแข่งขันด้านราคาที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น สำหรับ QoQ คาดการณ์ตามหลักความระมัดระวังว่ากำไรปกติจะลดลง เนื่องจากโดยปกติแล้วไตรมาสที่ 4 จะเป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายด้านการตลาดสูง 

 

อย่างไรก็ดี หาก TRUEสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประมาณการจะมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ InnovestX Research มีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการ 3Q67 และคาดว่าราคาหุ้นจะตอบสนองในเชิงบวก แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว YTD แต่เชื่อว่าแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นน่าจะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังยืนยันมุมมองที่ว่าราคาหุ้นที่ย่อตัวลงจะเปิดโอกาสให้เข้าซื้อ 

 

InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ TRUEโดยปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ใหม่จาก 13 บาทเป็น 15 บาทต่อหุ้น (WACC 7.9% และการเติบโตระยะยาว 2%) เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น TRUEยังคงเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มสื่อสาร

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญสำหรับกลุ่มสื่อสารคือ ความปลอดภัยด้านไซเบอร์และการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ (S)

 

อ่านบทวิเคราะห์ InnovestX Research:TRUE – สร้างเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง ได้ที่:

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/high-conviction-true-20241028 

The post TRUE – สร้างเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/67 เผย EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ทำให้มีกำไรสุทธิ 3,107 ล้านบาท https://thestandard.co/true-reports-3q24-results/ Sat, 26 Oct 2024 06:43:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1000427

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผ […]

The post TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/67 เผย EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ทำให้มีกำไรสุทธิ 3,107 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/67 เผยมีกำไรต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีและหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Net Profit After Tax) ที่ 3,107 ล้านบาท EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากการมุ่งเน้นผลการดำเนินงานและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น พร้อมการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy)

 

ในไตรมาส 3 ปี 2567 TRUE ระบุถึงการลงทุนราว 10,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่การดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย ซึ่งดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,000 สถานีจากทั้งหมด 17,000 สถานี รวมถึงกำลังนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในเชิงลึก เพื่อสร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่

 

อีกทั้งยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพของการได้มาในส่วนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงสุทธิ 1.2 ล้านเลขหมาย หรือ 2.3% จากไตรมาสก่อน โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 49.3 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการระบบรายเดือนลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมาอยู่ที่จำนวน 15.2 ล้านราย 

 

ในขณะที่ผู้ใช้บริการระบบเติมเงินมีจำนวน 34.1 ล้านราย ผู้ใช้บริการออนไลน์เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อยู่ที่ 3.7 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 ผู้ใช้บริการ 5G มีจำนวน 12.4 ล้านราย เพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

การเติบโตของ EBITDA เป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ส่งผลให้ไตรมาส 3 ปี 2567 มีกำไรภายหลังการปรับปรุงดีขึ้นอยู่ที่ 3,107 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC เติบโต 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และออนไลน์ รายได้รวมอยู่ที่ 50,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการในทุกกลุ่มธุรกิจ

 

รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจเมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 3.7%YoY จาก ARPU เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.6%YoY รายได้บริการออนไลน์เพิ่มขึ้น 7.5%YoY โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ ARPU อย่างต่อเนื่องที่ 9.8%YoY ส่วนรายได้จากบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมี ARPU เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีที่แล้ว

 

TRUE บันทึกการเพิ่มขึ้นของ EBITDA จำนวน 5,530 ล้านบาท นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ ซึ่งนับเป็นการเติบโตของ EBITDA เป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน สำหรับไตรมาส 3 ปี 2567 EBITDA ปรับตัวดีขึ้น 646 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน (QoQ) เพิ่มขึ้น 2.7%QoQ อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการที่ 60.2% ในไตรมาส 3 ปี 2567

 

สำหรับไตรมาส 3 ปี 2567 ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time Costs) จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย จำนวน 3,917 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิหลังหักภาษี 810 ล้านบาท ซึ่งเมื่อปรับปรุงรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 3,107 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 709 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA 

 

แนวโน้มในปี 2567 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง TRUE คาดว่าจะมีรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเติบโต 4-5% เมื่อเทียบกับปีก่อน EBITDA จะเติบโต 12-14%YoY ในขณะที่แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) รวมถึงการลงทุนเพื่อการควบรวมกิจการยังคงอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท 

 

โดยในปี 2567 จะยังคงมีกำไร หากไม่รวมการตัดจำหน่ายสินทรัพย์เครือข่ายที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

The post TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/67 เผย EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ทำให้มีกำไรสุทธิ 3,107 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู เปิดบ้านต้อนรับ ‘เทนนิส พาณิภัค’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก ร่วมถ่ายทอด ‘Champ Spirit, True Spirit’ คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/true-welcomes-tennis-panipak/ Wed, 16 Oct 2024 10:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=996587

ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะ ‘King of Content’ เปิดบ้านต้อนร […]

The post ทรู เปิดบ้านต้อนรับ ‘เทนนิส พาณิภัค’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก ร่วมถ่ายทอด ‘Champ Spirit, True Spirit’ คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะ ‘King of Content’ เปิดบ้านต้อนรับอย่างอบอุ่นกับ ‘Queen of Sport’ เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ฮีโร่สาวเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยซ้อน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทรู พร้อมเป็นพรีเซนเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอด ‘Champ Spirit, True Spirit’ คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ ที่ทั้ง King และ Queen ต่างมีสปิริตเดียวกัน

 

จากเด็กสาวร่างกายอ่อนแอสู่ ‘Queen of Sport’

 

 

THE STANDARD มีโอกาสเปิดใจกับฮีโร่สาวของชาวไทยที่สวม Champ Spirit คว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยซ้อนจากกรุงโตเกียวปี 2020 และกรุงปารีสปี 2024 

 

จากเด็กสาวจากสุราษฎร์ธานีที่ร่างกายอ่อนแอ แต่ไฟในใจเธอไม่มอดดับลงจากกำลังใจของพ่อแม่ผู้เคียงข้าง “เราเป็นครอบครัวนักกีฬาที่ปลูกฝังว่า ทำอะไรก็ต้องทำเต็มที่และอย่ายอมแพ้ แม้เราจะร่างกายผอมมาก แต่คุณพ่อมั่นใจในตัวเราว่า เรามีแขนขาเหมือนกัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา ทำให้เรามั่นใจในตัวเองและลุกขึ้นสู้ ทุ่มเท ฝึกซ้อม พัฒนาตัวเองในทุกวัน สุดท้ายผลมันก็ออกมาคือเราได้เหรียญทองโอลิมปิก”

 

แชมป์แรกที่เธอได้เป็นแชมป์ในศึกชิงแชมป์ระดับภาคใต้ เธอบอกว่าแม้จะไม่ใช่แชมป์ยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Champ Spirit ในใจเธอ

 

 

“แมตช์ชิงแชมป์ภาคใต้ที่จังหวัดพัทลุงเป็นจุดเปลี่ยนของเราเลย จุดไฟให้เราคิดว่า เราก็ทำได้เหมือนกัน แม้จะไม่ใช่เหรียญที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นเชื้อเพลิงให้กับเรา” เทนนิสกล่าวย้อนถึงแชมป์ครั้งแรกของเธอ

 

“ปรัชญาของเทนนิสคือ ‘ยากไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้’ อย่างเราที่แม้ร่างกายจะตัวเล็ก ผอมบาง และไม่ได้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก แต่สุดท้ายเราก็ทำออกมาได้” ปรัชญาการต่อสู้ของ เทนนิส พาณิภัค สะท้อนไอคอนิกของแชมป์ที่ไม่เคยคิดยอมแพ้ สู้จนวินาทีสุดท้าย และก้าวสู่การเป็น Queen of Sport อย่างแท้จริง เมื่อถามถึงช่วงเวลาที่เธอแพ้การแข่งขันก็ไม่ทำให้ไฟนักสู้มอดดับลง “ผลการแข่งขันมีสองหน้าคือ ชนะ หรือ แพ้ แม้เราจะเตรียมพร้อมไปอย่างดีที่สุด แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นใจ เราก็จะกลับไปทบทวนว่าเราต้องพัฒนาอะไร แก้เกมอย่างไร มันเป็นการถอยเพื่อกระโดดข้ามไปให้ไกลกว่าเดิม”

 

แม้วันนี้เทนนิสจะสิ้นสุดเส้นทางนักกีฬาเทควันโด แต่หัวใจนักสู้ของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามการแข่งขัน เทนนิสสานต่อสปิริตของแชมป์ สู้ให้เต็มที่ในทุกสิ่งที่ทำ ด้วยการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งการได้เริ่มเล่นภาพยนตร์โฆษณากับทรู ได้ลองทำสิ่งต่างๆ ทั้งการเป็นนางเอกหนังบู๊ ได้แต่งตัวเป็นนักรบ การเล่นฟุตบอล รวมถึงการเล่นกีฬาเทนนิสให้สมกับชื่อของเธอ อีกทั้งยังสานต่อความสำเร็จด้วยการเปิดโรงเรียนสอนเทควันโดต่อไป

 

 

มากไปกว่านั้น การเป็นครอบครัวเดียวกันกับทรูของเทนนิส ทำให้แฟนกีฬาและแฟนคลับของราชินีเหรียญทอง 2 สมัยซ้อนของทุกคน จะได้ติดตามคอนเทนต์ต่างๆ อีกมากมายของ เทนนิส พาณิภัค ที่ทรูและเทนนิสจะร่วมสร้างคอนเทนต์ให้แฟนๆ ได้ติดตามอีกมากมาย

 

 

Champ Spirit ที่ตรงกัน สู่การเปิดบ้านต้อนรับฮีโร่สาวสปิริตระดับโลก

 

มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ เทนนิส พาณิภัค อย่างอบอุ่นในงานแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา 

 

 

“เทนนิสแสดงให้เห็นถึงสปิริตของแชมป์ระดับโลกที่แท้จริง สู้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าเกมจะยากลำบากหรือเจอสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่เทนนิสไม่เคยถอย ด้วยความเชื่อมั่นในตนเองที่ต้องทำได้ด้วยสปิริตนักสู้ จนทำให้เทนนิสคว้าแชมป์มาให้คนไทยได้ชื่นชม ซึ่งความมุ่งมั่นของเทนนิสสะท้อนถึงความเป็นทรูที่คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ เช่นเดียวกัน คือต้องไม่ยอมแพ้ ต้องทำให้ดีที่สุด เหมือนกับที่ทรูไม่เคยหยุดพัฒนาเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสสิ่งที่ดีที่สุด”

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นสานต่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมตั้งแต่ยุค 2G จนมาสู่ 5G ในปัจจุบันที่เร็ว แรง และครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นอินเทอร์เน็ตบ้าน รวมถึงการเติมเต็มคอนเทนต์คุณภาพและหลากหลายให้ลูกค้าครบทุกรูปแบบ 

 

นั่นทำให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ก้าวเข้าสู่ Champ of Telco-Tech ที่เป็นทั้งผู้นำด้านโทรคมนาคม และการเป็นเทคคอมพานี จากความเป็นนักสู้ที่ต่อสู้เพื่อให้เป็นผู้นำในทุกๆ ด้าน

 

อีกทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น สานต่อ Champ Spirit ต่อไปกับการก้าวสู่การสร้าง Digital Transformation เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้ากว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด ‘Your Everyday Living Tech’ เทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้นในทุกๆ วัน

 

King of Content มุ่งมั่นมอบประสบการณ์แชมป์ระดับโลก

 

 

ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการต้อนรับ เทนนิส พาณิภัค ว่า เทนนิสเป็น ‘Queen of Sport’ จากการที่มุ่งมั่นฝึกฝนตัวเองจนเป็นยอดนักกีฬาเทควันโด และความเป็นเลิศในสายกีฬาเทควันโดที่ไม่ได้เล่นเพื่อเข้าร่วม แต่เล่นเพื่อคว้าชัยชนะถึงระดับเหรียญทอง อย่างที่เธอพิสูจน์สปิริตระดับโลกด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยติดต่อกัน ถือเป็นประวัติศาสตร์ของไทย จนคนไทยและคนทั้งโลกยอมรับ

 

ในส่วนของทรูที่ถือว่าเป็น ‘King of Content’ เสมอมา ทรูมุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดระดับแชมเปียน ด้วยการรวบรวมคอนเทนต์ระดับโลกหลากหลาย ทั้งที่สุดของกีฬาระดับโลก พรีเมียร์ลีก ละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ชื่อดัง หรือแม้กระทั่งแอนิเมชันยอดฮิต นำเสนอให้คนไทยทุกคนได้รับชมจากทางบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่ยอมรับในการเป็น King of Content อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ทรูสานต่อ Champ Spirit มาอย่างยาวนานในการพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุด ทำให้สามารถคว้ารางวัลระดับโลก nPerf Awards 8 ปีซ้อน โดยคว้าอันดับหนึ่งทั้งในด้านอินเทอร์เน็ตมือถือและบรอดแบนด์ 

 

นั่นเป็นเหตุผลของการพบกันของ Queen of Sport และ King of Content ที่เป็นส่วนผสมอันลงตัวของความมุ่งมั่นและความเป็นเลิศในการคิดอย่างแชมป์และทำอย่างแชมป์ 

 

แคมเปญ ‘Champ Spirit, True Spirit’ และแพ็กเกจกีฬาระดับโลก

 

การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ เทนนิส พาณิภัค ยังมาพร้อมกับภาพยนตร์โฆษณาใหม่อย่างแคมเปญ TVC ภายใต้ชื่อ ‘Champ Spirit, True Spirit’ ภาพยนตร์ Based on True Story ที่เราจะได้เห็น เทนนิส พาณิภัค แสดงในบทบาทต่างๆ ที่อยากเป็น ได้เห็นจิตใจที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ตลอดการเดินทางของเทนนิส เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยเดินหน้าตามความฝันด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ ดังที่ เทนนิส พาณิภัค ไม่เคยยอมแพ้

 

 

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมนำเสนอ 3 แพ็กเกจสุดพิเศษเพื่อแฟนกีฬาชาวไทยโดยเฉพาะ

 

1. 5G Super Sports EPL+

เร็วระดับแชมป์ แพ็กเกจมือถือรายเดือน เน็ตและโทรพร้อมพรีเมียร์ลีก กีฬาฮิต ซีรีส์ อนิเมะดัง ความบันเทิงระดับโลก จาก TrueVisions NOW ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,199 บาท

 

2. TrueOnline Super Sports EPL+

เน็ตบ้านไฟเบอร์แรงระดับแชมป์ ติดเน็ตบ้านทรู พร้อมชมพรีเมียร์ลีก กีฬาฮิต ซีรีส์ อนิเมะดัง ความบันเทิงระดับโลก เช่น พรีเมียร์ลีกครบทุกแมตช์, UEFA, F1, เทนนิส และอีกมากมายจาก TrueVisions NOW แพ็กเกจสุดคุ้มเพียง 1,199 บาท

 

3. TrueVisions NOW MAX

ครบระดับแชมป์ ทั้งกีฬาสด หนัง รายการดังจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า 68 ช่อง ดูได้พร้อมกันสูงสุด 4 จอ ที่รวมกีฬาและคอนเทนต์บันเทิงครบครัน แพ็กเกจพรีเมียม ราคา 2,155 บาท

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทั้ง 3 แพ็กเกจได้ที่ www.true.th/true-network/true-spirit 

 

ชมภาพยนตร์โฆษณา Champ Spirit, True Spirit ของ เทนนิส พาณิภัค ได้ที่

 

The post ทรู เปิดบ้านต้อนรับ ‘เทนนิส พาณิภัค’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก ร่วมถ่ายทอด ‘Champ Spirit, True Spirit’ คิดอย่างแชมป์ ทำอย่างแชมป์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ยังไม่ถึงเวลาขาย https://thestandard.co/communication-stocks-not-yet-time-to-sell/ Thu, 03 Oct 2024 00:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=990979

เกิดอะไรขึ้น:   ราคาหุ้น ADVANC และ TRUE ปรับตัวขึ […]

The post หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ยังไม่ถึงเวลาขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ราคาหุ้น ADVANC และ TRUE ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 20.3% และ 121.8% YTD Outperform SET มากถึง 17.5% และ 119% ตามลำดับ ทำให้เกิดคำถามว่า Valuation ปัจจุบันนั้นแพงและนักลงทุนควรขายทำกำไรที่ระดับนี้หรือยัง 

 

InnovestX Research เชื่อว่าคำตอบคือ ‘ยัง’ เพราะเปรียบเทียบ Valuation ในแง่ EV/EBITDA ของหุ้นกลุ่มสื่อสารไทยกับหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาค พบว่า ADVANC และ TRUE ยังเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาค 

 

แต่มี EBITDA Margin ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคในปี 2567-2568 นอกจากนี้โครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทยก็ยังดูดีกว่า เนื่องจากมีผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย เทียบกับ 3-5 รายในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน  

 

ประโยชน์จากการควบรวมกิจการในกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่น่าจะสิ้นสุดลง โดยคาดว่า ARPU ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งระบบเติมเงินและระบบรายเดือนน่าจะยังคงเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างราคาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในระบบเติมเงิน และจำนวนผู้ใช้บริการ 5G ที่สูงขึ้น ซึ่งการให้บริการ 5G ยังคงสามารถยกระดับ ARPU ให้เพิ่มขึ้นได้ ~10% 

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ธุรกิจ FBB ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีก โดยได้แรงหนุนจากความต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีคุณภาพสูงขึ้นและแพ็กเกจเสริม เช่น Home Solution ซึ่งแพ็กเกจเหล่านี้มี ARPU สูงกว่าค่าเฉลี่ย

 

ใน 3Q68 จะมีใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3 ใบหมดอายุ ได้แก่ คลื่น 850 MHz (TRUE เช่าจาก NT ด้วยต้นทุนปีละ 2.5 พันล้านบาท) คลื่น 2100 MHz (ADVANC เช่าจาก NT ด้วยต้นทุนปีละ 3.9 พันล้านบาท) และคลื่น 2300 MHz (TRUE เช่าจาก NT ด้วยต้นทุนปีละ 4.5 พันล้านบาท) เนื่องจากคาดว่าการแข่งขันประมูลไม่น่าจะรุนแรง ผู้ให้บริการทุกรายจึงน่าจะประหยัดต้นทุนได้ จากการประเมิน ADVANC น่าจะประหยัดต้นทุนได้ 2 พันล้านบาท

 

ในขณะที่ TRUE จะประหยัดต้นทุนได้ 6 พันล้านบาท TRUE น่าจะประหยัดต้นทุนได้มากกว่านี้ เนื่องจากบริษัทประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการคลื่น 850 MHz อีกต่อไป ซึ่งเชื่อว่าปัจจัยนี้ยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นยังมีค่อนข้างจำกัด 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (SETICT) ปรับขึ้น 10.1% ราคาหุ้น ADVANC ปรับขึ้น 7.7% ราคาหุ้น TRUE ปรับขึ้น 8.7% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 7.8% 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research ชอบ TRUE มากกว่า ADVANC เพราะ Valuation ในแง่ EV/EBITDA ถูกกว่า และกำไร 3Q67 และปี 2568 ของ TRUE มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งกว่า ADVANC นอกจากนี้ TRUE ยังจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า ADVANC เล็กน้อยที่ 0.7% สำหรับปี 2568 ในกรณีที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 25 bps เทียบกับ 0.4% สำหรับ ADVANC 

 

มีการปรับปีฐานในการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทเป็นปี 2568 ซึ่งส่งผลให้ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ของ TRUE ปรับเพิ่มขึ้นจาก 11.5 บาทเป็น 13 บาทต่อหุ้น (WACC 7.9% และการเติบโตระยะยาว 2%) และ ADVANC ปรับเพิ่มขึ้นจาก 260 บาทเป็น 300 บาทต่อหุ้น (WACC 6% และการเติบโตระยะยาว 2%) 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญสำหรับกลุ่มสื่อสาร คือความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์และการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้

 

ภาพ: Jomic / Shutterstock

The post หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ยังไม่ถึงเวลาขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู’ ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลสัญญาณมือถือช่วงอุทกภัย จังหวัดเชียงราย แม้ กฟภ. หยุดจ่ายกระแสไฟ พร้อมขยายเวลาชำระค่าบริการ https://thestandard.co/true-supports-chiang-rai-flood-victims/ Wed, 11 Sep 2024 12:46:32 +0000 https://thestandard.co/?p=982390 True เชียงราย

วันนี้ (11 กันยายน) เพจเฟซบุ๊ก PR True ประกาศความพร้อมใ […]

The post ‘ทรู’ ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลสัญญาณมือถือช่วงอุทกภัย จังหวัดเชียงราย แม้ กฟภ. หยุดจ่ายกระแสไฟ พร้อมขยายเวลาชำระค่าบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
True เชียงราย

วันนี้ (11 กันยายน) เพจเฟซบุ๊ก PR True ประกาศความพร้อมในการให้บริการสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ช่วงเกิดเหตุอุทกภัย ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดเชียงราย ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับการดำเนินการตามแผนรับมือภัยพิบัติฉุกเฉิน พร้อมทั้งออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการติดต่อสื่อสารแม้ในยามวิกฤต

 

ประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่อื่นๆ การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือขอความช่วยเหลือ ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงมุ่งมั่นดูแลระบบสื่อสารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารได้แม้ในยามวิกฤต

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษประจำ BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะพร้อมด้วย AI ในภารกิจฉุกเฉิน หรือ War Room เพื่อดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ทีมงานติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทีมทรูได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ อุปกรณ์สำรอง และทีมเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลเสาสัญญาณตลอดเวลา

 

ทั้งนี้ เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย แจ้งตัดกระแสไฟฟ้าบางพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทำให้เสาสัญญาณบางแห่งต้องปรับโหมดทำงานด้วยพลังงานแบตเตอรี่สำรองชั่วคราว ทีมเน็ตเวิร์กของทรูได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือเรือท้องแบน สำหรับนำเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินเข้าพื้นที่เสาสัญญาณทันทีที่สถานการณ์อำนวยจากมวลน้ำป่าไหลแรงในพื้นที่

 

การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเตรียมรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) เตรียมยานพาหนะทั้งรถและเรือท้องแบนสำหรับเข้าพื้นที่น้ำท่วม จัดเตรียมแบตเตอรี่ เครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน พร้อมทั้งอุปกรณ์สำรองเพื่อซ่อมแซมกรณีฉุกเฉิน

 

ประเทศกล่าวต่อว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดเชียงราย (รอรับ SMS ยืนยัน) ดังนี้

 

ขยายวันใช้งานให้ลูกค้าเติมเงินเพิ่มอีก 7 วัน และระงับการตัดสัญญาณ

ขยายเวลาชำระค่าบริการแก่ลูกค้ารายเดือน ทรูมูฟเอช ดีแทค ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ เพิ่มอีก 7 วัน

The post ‘ทรู’ ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลสัญญาณมือถือช่วงอุทกภัย จังหวัดเชียงราย แม้ กฟภ. หยุดจ่ายกระแสไฟ พร้อมขยายเวลาชำระค่าบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE – กำไรปกติ 2Q67 ที่สูงกว่าคาดมากสะท้อนถึงความสำเร็จ https://thestandard.co/true-2q67/ Mon, 05 Aug 2024 14:11:10 +0000 https://thestandard.co/?p=967602 TRUE

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 บมจ.ทรู […]

The post TRUE – กำไรปกติ 2Q67 ที่สูงกว่าคาดมากสะท้อนถึงความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) รายงานขาดทุนสุทธิ 1.9 พันล้านบาทใน 2Q67 เทียบกับขาดทุนสุทธิ 769 ล้านบาทใน 1Q67 และขาดทุนสุทธิ 2.3 พันล้านบาทใน 2Q66 โดยใน 2Q67 TRUE บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย 4.3 พันล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 260 ล้านบาท หากตัดรายการเหล่านี้ออกไปพบว่า TRUE มีกำไรปกติ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นแรง 166.6%QoQ และฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 2.3 พันล้านบาทใน 2Q66 โดยกำไรปกติสูงกว่า INVX คาด 156%

 

รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (64% ของรายได้รวม) อยู่ที่ 3.27 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8%QoQ และ 4.7%YoY โดยได้แรงหนุนจากการยกเลิกข้อเสนอการแข่งขันเชิงรุก การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าว และการมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพของการได้มาซึ่งผู้ใช้บริการ Blended ARPU ปรับตัวดีขึ้น 1.9%QoQ และ 3.9%YoY สู่ 207 บาท โดยได้แรงหนุนทั้งจากบริการระบบเติมเงินและระบบรายเดือน

 

รายได้จากธุรกิจออนไลน์ (12% ของรายได้รวม) อยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9%QoQ และ 5.5%YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ส่วนลดน้อยลง ดังที่สะท้อนให้เห็นจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้น 2.9%QoQ และ 9.6%YoY สู่ 520 บาท ต้นทุนลดลง QoQ และ YoY อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากผลประโยชน์จากการควบรวม โดยรวมแล้วกำไรปกติ 1H67 อยู่ที่ 2.9 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 3.3 พันล้านบาทใน 1H66

 

ทั้งนี้ เดิม TRUE ตั้งเป้ารายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้จากการเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) เติบโต 3-4% ในปี 2567 และ EBITDA เติบโต 9-11% แต่ใน 1H67 TRUE รายงานรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC เติบโต 5.6% และ EBITDA เติบโต 14.8% ดังนั้นบริษัทจึงปรับเพิ่มเป้าการเติบโตรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC เป็น 4-5% และเพิ่มเป้าการเติบโตของ EBITDA เป็น 12-14%

 

กระทบอย่างไร:

 

ตั้งแต่หลังรายงานผลประกอบการ ถึงวันที่ 5 สิงหาคม ราคาหุ้น TRUE ปรับขึ้น 5.46% อยู่ที่ระดับ 9.65 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.67% สู่ระดับ 1,287.45 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต QoQ และ YoY ใน 3Q67 โดยได้รับการสนับสนุนจากการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาน่าจะยังคงไม่รุนแรงทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB ซึ่งบ่งชี้ว่า ARPU จะปรับตัวดีขึ้นได้อีก ทั้งนี้ กำไรสุทธิอาจยังคงมีตัวเลขติดลบ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย แต่ยืนยันมุมมองว่านักลงทุนควรโฟกัสที่กำไรปกติ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าคาดหนุนให้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ 6.4 พันล้านบาท (จาก 3.1 พันล้านบาท)

 

InnovestX Research ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ TRUE โดยปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF เพิ่มขึ้นจาก 10 บาท สู่ 11.5 บาทต่อหุ้น (WACC 8% และการเติบโตระยะยาว 2%) โดยชอบ TRUE เนื่องจากบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงที่กำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

แม้ว่าราคาหุ้น TRUE ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า SET ในระยะหลังนี้ แต่เชื่อว่าโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งและแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ดีจะช่วยสนับสนุนราคาหุ้น TRUE อย่างต่อเนื่อง หากราคาหุ้นย่อตัวจะเปิดโอกาสให้เข้าซื้อ

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตของรายได้ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญสำหรับ TRUE คือ ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ และการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท

The post TRUE – กำไรปกติ 2Q67 ที่สูงกว่าคาดมากสะท้อนถึงความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยไตรมาส 2 มีกำไรหลังการปรับปรุงทะลุ 2.4 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 6 ไตรมาสต่อเนื่อง https://thestandard.co/true-corp-q2-profit-surge/ Fri, 02 Aug 2024 11:13:06 +0000 https://thestandard.co/?p=966624 ทรู คอร์ปอเรชั่น

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผ […]

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยไตรมาส 2 มีกำไรหลังการปรับปรุงทะลุ 2.4 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 6 ไตรมาสต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู คอร์ปอเรชั่น

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 ด้วยกำไรที่ต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีและหลังปรับปรุงรายการพิเศษ 2.4 พันล้านบาท EBITDA เติบโตเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน เป็นผลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงจากการให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานและการเพิ่มประสิทธิภาพ บริษัทยังคงย้ำถึงการปรับเปลี่ยนสู่การเป็นบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยีชั้นนำ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI และการทำให้กระบวนการทำงานเป็นระบบอัตโนมัติตามเป้าหมายภายในปี 2570

 

ในไตรมาส 2/67 ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย 4,277 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิหลังหักภาษี 1,879 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กำไรสุทธิหลังหักภาษีจะอยู่ที่ 2,398 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 1,596 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของ EBITDA และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (D&A) ที่ลดลง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) สำหรับไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 6,112 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยและการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

 

มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเมื่อปีที่แล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ผลประกอบการไตรมาส 2 ของเราสอดคล้องกับแผนการควบรวมกิจการ โดยมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และ EBITDA แสดงการเติบโตเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน

 

“ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้วางแผนการเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างกำไรและคุณค่าอย่างยั่งยืนผ่านประสบการณ์ การเติบโต และการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมภายในปี 2568 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำกำไรในปี 2567 เรามั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโตที่มีกำไร ในขณะที่ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการทำกำไรอย่างยั่งยืนและการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า อุตสาหกรรม ตลาด และประเทศโดยรวม”

 

ชารัด เมห์โรทรา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการเตรียมพร้อมสู่อนาคตว่า “เรากำลังเร่งการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย โดยได้ดำเนินการพัฒนาไปแล้วกว่า 7,100 สถานี จากทั้งหมด 17,000 สถานี ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (NPS) ดีขึ้น เราได้จัดตั้งกลุ่มงานลูกค้าและ AI เพื่อยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

“การพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด เรากำลังใช้กลยุทธ์แบบ 360 องศาในระดับละเอียด เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มความเร็วสูงสุดของ 5G เป็น 2 เท่า ผ่านโครงข่ายที่เหนือกว่าและครอบคลุมกว้างที่สุด ทรู คอร์ปอเรชั่น มีเจตนารมณ์ในการลงทุนสำหรับการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถของระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ (Backend System) เพื่อขับเคลื่อนการเป็นดิจิทัลทั่วทั้งองค์กร ทำให้ทรูก้าวล้ำในการเป็นบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยี จากเสาสัญญาณทั้งหมด 59,000 สถานี เราจะพัฒนา 17,000 สถานี โดยมีแผนพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป 10,000 สถานีภายในปี 2567 และส่วนที่เหลือจะแล้วเสร็จในปี 2568 ยิ่งเราพัฒนามากเท่าไร ประสบการณ์ของลูกค้าก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น”

 

ในไตรมาส 2/67 การให้ความสำคัญเชิงคุณภาพในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ ทำให้มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 0.6 ล้านเลขหมาย หรือ 1.2% จากไตรมาสก่อน โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 50.5 ล้านเลขหมาย จำนวนผู้ใช้บริการระบบรายเดือนคงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ 15.3 ล้าน ผู้ใช้บริการออนไลน์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อยู่ที่ 3.7 ล้าน

 

นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “EBITDA ของทรู คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ส่งผลให้มีกำไรภายหลังการปรับปรุง 2,400 ล้านบาทในไตรมาส 2/67 รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC เติบโต 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการบริหารผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ รายได้รวมอยู่ที่ 51,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการ

 

“รายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 5.2% (YoY) เนื่องจาก ARPU เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.9% (YoY), รายได้จากบริการออนไลน์เพิ่มขึ้น 5.5% (YoY) โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ ARPU อย่างต่อเนื่องที่ 9.6% (YoY), รายได้จากบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) เพิ่มขึ้น 7.0% (YoY) จากรายได้ที่สูงขึ้นจากธุรกิจดนตรีและบันเทิง อย่างไรก็ตาม รายได้จากค่าสมาชิกยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง”

 

ในไตรมาส 2/67 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่า D&A) ลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังการปรับปรุงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 2/66 โดยปัจจัยหลักมาจากประโยชน์ที่ได้รับจากการควบรวมกิจการ ต้นทุนเครือข่ายลดลง 7.6% (YoY) อันเป็นผลจากการประหยัดต้นทุนผ่านการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยและการลดอัตราราคาพลังงาน

 

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับประโยชน์จากการควบรวมกิจการในโครงการปรับปรุงด้านการค้าและการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย ทั้งนี้ บริษัทได้ผสานแนวคิดการมุ่งเน้นผลการดำเนินงานเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรและมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกการเพิ่มขึ้นของ EBITDA 4,883 ล้านบาท นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ ซึ่งนับเป็นการเติบโตของ EBITDA เป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน สำหรับไตรมาส 2/67 EBITDA ปรับตัวดีขึ้น 733 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งหากปรับปรุงด้วยผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 2 /66 EBITDA จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันเนื่องมาจากการเติบโตของรายได้และการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการที่ 58.6% สำหรับไตรมาส 2/67

 

คณะผู้บริหารของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ปรับปรุงแนวโน้มสำหรับปี 2567 โดยคาดว่าสำหรับทั้งปี 2567 บริษัทจะมีรายได้จาก IC เติบโต 4-5% เมื่อเทียบกับปีก่อน EBITDA จะเติบโต 12-14% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่แนวโน้ม CAPEX รวมถึงการลงทุนเพื่อการควบรวมกิจการยังคงอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ทั้งปี 2567 จะยังคงมีกำไร หากไม่รวมผลกระทบจากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

 

ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญในไตรมาส 2/67

 

  • รายได้จากบริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC 41,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) และ 0.6% (QoQ)
  • EBITDA อยู่ที่ 24,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% (YoY) และ 3.1% (QoQ)
  • อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 58.6%
  • กำไรสุทธิภายหลังการปรับปรุง (Normalized) 2,398 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 1,596 ล้านบาท (QoQ)

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น

The post ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยไตรมาส 2 มีกำไรหลังการปรับปรุงทะลุ 2.4 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 6 ไตรมาสต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! https://thestandard.co/gulf-intuch-deal-ais-credit-rating/ Wed, 24 Jul 2024 03:49:17 +0000 https://thestandard.co/?p=961992

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Fitch Rat […]

The post ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันที่ ‘AAA(tha)’ ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN เข้าสู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative)

 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา Fitch Ratings ได้นำอันดับเครดิตดังกล่าวเข้าสู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ หลังจากที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ถึงแผนที่จะควบรวมกิจการกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ AIS คือบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักคือ INTUCH, GULF และบริษัท สิงคโปร์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด หรือ Singtel จะเป็นผู้เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ AIS (Tender Offer) ก่อนการควบรวมกิจการ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวต้องผ่านการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

 

โดยเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative) สะท้อนถึงความเสี่ยงที่บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการอาจมีอำนาจควบคุม AIS หลังจากการเสนอซื้อหุ้น โดยสถานะทางเครดิตของบริษัทแม่ที่มีอำนาจควบคุมที่อาจอ่อนแอกว่า AIS อย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลให้อันดับเครดิตของ AIS ถูกปรับลดลงได้หลายระดับ ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูกของ Fitch Ratings (Parents and Subsidiary Linkage Rating Criteria) ปัจจุบันอันดับเครดิตของ AIS สะท้อนถึงสถานะทางเครดิตโดยลำพังของบริษัท (Standalone Credit Profile)

 

Fitch Ratings คาดว่าจะมีการนำอันดับเครดิตออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ เมื่อการเสนอซื้อหุ้นเสร็จสิ้นและโครงสร้างการถือหุ้นของ AIS มีความชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า 6 เดือน

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเกิดขึ้น: การเสนอซื้อหุ้นอาจส่งผลให้โครงสร้างการถือหุ้นของ AIS เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หากบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมีอำนาจควบคุม AIS โดย Fitch Ratings จะใช้เกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่าง AIS และบริษัทแม่ ซึ่ง Fitch Ratings คาดว่าจะมีสถานะทางเครดิตที่อ่อนแอกว่า AIS โดย Fitch Ratings คาดว่าจะพิจารณาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและการควบคุม (Access and Control) ของบริษัทแม่ต่อ AIS จะอยู่ในลักษณะกึ่งเปิด (Porous) หรือเปิด (Open) และกลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) จะอยู่ในลักษณะเปิด (Open)

 

ดังนั้นอันดับเครดิตของ AIS จะถูกจำกัดที่สถานะทางเครดิตของกลุ่มบริษัทแม่ หรืออาจสูงกว่าได้หนึ่งระดับ ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของ AIS หลายระดับ

 

บริษัทแม่ที่มีสถานะอ่อนแอกว่า: Fitch Ratings เชื่อว่าบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการจะมีสถานะทางเครดิตที่อ่อนแอกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ AIS ซึ่ง Fitch Ratings คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net Leverage) ของบริษัทใหม่ (ซึ่งรวมงบการเงินของ AIS และหนี้ที่เกิดขึ้นจากการเสนอซื้อหุ้น) จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนหนี้สินของ AIS ณ ปัจจุบันที่ระดับประมาณ 1.5 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม การรวม INTUCH และ AIS เข้ากับบริษัทใหม่จะทำให้มีการกระจายตัวที่ดีขึ้นของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจโทรคมนาคมและพลังงาน

 

สถานะทางเครดิตโดยลำพังของ AIS ที่มีความแข็งแกร่ง: สถานะทางเครดิตโดยลำพังของ AIS ยังคงสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการประมาณร้อยละ 48 การเข้าซื้อกิจการของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์รายใหญ่อันดับสองของประเทศไทย ได้สนับสนุนการกระจายตัวของแหล่งที่มาของรายได้ของ AIS ไปสู่บริการที่ไม่ใช่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้สถานะทางการตลาดของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นและสนับสนุนการเติบโตของรายได้และความมั่นคงของกำไรในระยะกลาง Fitch Ratings คาดว่า AIS จะรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ประมาณ 1.5 เท่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า (2566: 1.5 เท่า)

 

สภาวะการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้น: Fitch Ratings เชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการและการเติบโตของรายได้ของ AIS ทั้งนี้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยเริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นจากการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เสร็จสิ้นในปี 2566 ผู้ประกอบการมุ่งเน้นไปที่การทำกำไรมากกว่าการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และค่อยๆ ปรับลดการเสนอแพ็กเกจข้อมูลแบบไม่จำกัด

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

 

อันดับเครดิตของ AIS มีความแข็งแกร่งกว่าอันดับเครดิตของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘AA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดสุราและเบียร์ในประเทศไทย เวียดนาม และเมียนมา



AIS และ ThaiBev มีสถานะทางธุรกิจในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากบริษัททั้งสองเป็นผู้นำในธุรกิจที่ตนดำเนินการอยู่  AIS มีการกระจายตัวของธุรกิจในด้านภูมิภาคที่น้อยกว่า ThaiBev แต่อันดับเครดิตภายในประเทศของ AIS อยู่ในระดับสูงกว่า ThaiBev อยู่สองอันดับ เนื่องจาก AIS มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

 

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ AIS อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย AIS มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า ปตท. เล็กน้อย โดย ปตท. มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า และมีการกระจายตัวของธุรกิจมากกว่า AIS ซึ่งช่วยลดทอน ความผันผวนที่เกิดจากธุรกิจย่อยแต่ละธุรกิจ ในขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมของ AIS มีความผันผวนน้อยกว่า นอกจากนี้ AIS มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราส่วน EBITDA Net Leverage อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับ ปตท. ที่ระดับ 2.0 เท่า

 

สมมติฐานที่สำคัญ

 

สมมติฐานที่สำคัญของ Fitch Ratings ที่ใช้ในการประมาณการ

  • รายได้จากการให้บริการเติบโตประมาณร้อยละ 3 ต่อปีในปี 2567 และ 2568 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและสภาวะการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้น
  • Operating EBITDA Margin ที่ลดลงเหลือร้อยละ 38 ในปี 2567 (ปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 40.7) หลังจากการเข้าซื้อกิจการบรอดแบนด์ที่มีอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ที่ต่ำกว่า
  • เงินลงทุนในการขยายโครงข่ายอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2567 (ปี 2566 อยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท)
  • จ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 95 ของกำไร

 

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคตของ AIS และ AWN

 

ปัจจัยบวก

 

Fitch Ratings อาจยกเลิกเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบและประกาศคงอันดับเครดิต หากการควบกิจการไม่ถูกดำเนินต่อ การเสนอซื้อหุ้นถูกยกเลิก หรือหากบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมิได้มีอำนาจควบคุม AIS

 

ปัจจัยลบ

 

Fitch Ratings อาจปรับลดอันดับเครดิตของ AIS หากการเสนอซื้อหุ้นส่งผลให้บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมีอำนาจควบคุม AIS โดยอันดับเครดิตของ AIS จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาสถานะทางเครดิตของกลุ่มบริษัทแม่และกลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) หากมี รวมถึงพิจารณาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและการควบคุม (Access and Control) ของบริษัทแม่ต่อ AIS ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก (Parents and Subsidiary Rating Linkage Criteria)

 

สภาพคล่องและโครงสร้างหนี้

 

AIS มีหนี้จำนวน 5.5 หมื่นล้านบาทที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2567 โดยจำนวน 3.7 หมื่นล้านบาทเป็นเงินกู้ระยะสั้นชั่วคราว (Bridging Loan) เพื่อสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการ TTTBB ในปี 2566

 

โดย Fitch Ratings คาดว่า AIS จะกู้ระยะยาวหรือออกหุ้นกู้ภายในประเทศเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว โดยหนี้ที่เหลือ 1.8 หมื่นล้านบาทที่ถึงกำหนดชำระน่าจะรองรับด้วยเงินสดจำนวน 2.33 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 สภาพคล่องของ AIS ยังได้รับการสนับสนุนจากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ เนื่องจากสถานะทางเครดิตที่แข็งแกร่งของบริษัท

The post ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>