บทสัมภาษณ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บทสัมภาษณ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 12 Jul 2026 08:07:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป https://thestandard.co/a-conversation-with-pen-ek-morte-cucina/ Sun, 12 Jul 2026 08:07:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1229765 คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานของวงการหนังไทย ต้อม-เป็นเอก […]

The post คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานของวงการหนังไทย ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง กลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานล่าสุด ‘ครัวสาว (Morte Cucina)’ ภาพยนตร์ลำดับที่ 14 ในเส้นทางการทำงานของเขา โดยครั้งนี้ THE STANDARD POP มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาอีกครั้งในช่วงโปรโมต หลังจากห่างหายจากการสัมภาษณ์ร่วมกันไปนาน นับตั้งแต่ครั้งล่าสุด ช่วงภาพยนตร์ Samui Song

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทย

 

 
 

ในครั้งนี้ พี่ต้อมแวะมาที่ออฟฟิศของเราในลุคสบายๆ ด้วยเสื้อยืดสีเหลืองจับคู่กับกางเกงขาสั้น พร้อมกระเป๋าผ้าสกรีนโปสเตอร์จาก Paris Fait Son Cinéma พาดไหล่มาแบบไม่ตั้งใจ แม้อายุจะย่างเข้าเลข 60 แต่แววตา วิธีคิด และจังหวะการตอบคำถามของเขายังคงเฉียบคมและเก๋าเหมือนเดิม เขาจะมีอะไรมาอัปเดตกับเราบ้าง ลองมาอ่านไปพร้อมๆ กัน

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 1

 

ไอเดียตั้งต้นของ ‘ครัวสาว (Morte Cucina)’ เกิดจากความสนใจเรื่องอาหาร หรือเรื่องความแค้นก่อน?

 

เป็นเอก: พี่อาจจะจำคลาดเคลื่อนนะ ไอเดียมันคือ มันมีข่าวว่าผู้หญิงคนนึงที่เดินเข้ามาในสถานีตำรวจ แล้วจู่ๆ ก็มาสารภาพว่าตัวเองฆ่าผัว แล้วเขาก็เล่าวิธีการฆ่า บอกว่าอยู่กินกับผู้ชายคนนี้มา แล้วก็ใช้วิธีการทำกับข้าวให้กิน รมยาพิษไปเรื่อยๆ แล้วตั้งแต่ผัวตายไปเนี่ย คือผีแม่งมาหลอกอยู่เรื่อยๆ จนอยู่ไม่เป็นสุขอะ แล้วเขาก็ไปหาพระ หาหมอดู หาซินแสอะไรพวกเนี้ย ทุกคนก็บอกว่า ‘มึงต้องไปสารภาพบาปนะ’

 

แต่ฝั่งตำรวจก็บอกว่า เคสนี้มันจับไม่ได้ เพราะว่าถ้าเอากับข้าวให้ผัวกิน มันไม่ได้เป็นความผิด คือถ้าคุณใส่ยาพิษอะ ตรงๆ ไปเลยอ่ะ เออ มันได้ ซึ่งนี่มันก็เป็นไอเดียประหลาดเนาะ ตอนแรกสคริปต์เดิมมันก็ไม่ได้เป็นแบบหนังปัจจุบันนี้นะ เดี๋ยวถ้าไปดูก็จะรู้ว่าตอนนี้ถูกเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ว่าสคริปต์ร่างแรกๆ มันก็เป็นคล้ายๆ อย่างเงี้ยฮะ

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 2

 

แล้วถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องอาหารจริงๆ ความจริงมันกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่?

 

เป็นเอก: มันเป็นหนังรักนะ พูดเรื่องความรัก ทีมงานเราหลายคนดูจบแล้วบอกว่า นี่มันหนังรักนะพี่ (หัวเราะ) คือเป็นหนังรักประหลาดด้วยอะ จริงๆ เป็นโรแมนติกคอเมดี้ด้วยซ้ำนะ ไปดูก็จะรู้ว่ามันโรแมนติก แล้วเป็นแบล็กคอเมดี้มาก ทีนี้ ไอ้พาวเวอร์ของอาหารในการที่จะมัดใจคน มันก็เป็นแอสเปกต์นึงของของหนังเรื่องนี้กับอาหารไทยด้วยนะ

 

แต่ว่าอีกเรื่องนึงก็คือเรื่องที่อาจจะสำคัญพอกัน หรืออาจจะสำคัญกว่าเรื่องอาหาร ก็คือเรื่องที่ว่า เราไม่รู้เลยว่าไอ้เส้นบางๆ ที่กั้นอยู่ระหว่าง ‘เราเกลียดใคร’ กับ ‘เรารักใคร’ บางทีมันเส้นมันบางมากจนความรู้สึกเรามันข้ามเส้นนั้นไปเมื่อไหร่ เราไม่รู้เนอะ ตอนเราเกลียดเรารู้ว่ะ แต่ไอ้ความรู้สึกเกลียดนั้น พอกาลเวลามันผ่านไป ประกอบกับกิจกรรมที่เราทำอะ บางทีมันข้ามเส้นกลายไปเป็นไม่ได้เกลียดหรือรักแล้ว แต่มันอาจจะกลายเป็นความผูกพัน ไอ้พวกนี้แหละที่มันคือประเด็นของหนังเลย

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 3

 

ทำไมถึงเลือกให้การล้างแค้นของตัวละคร ‘สาว’ กินเวลายาวนานถึง 15 ปี?

 

เป็นเอก: เกิดจากการที่เขาไม่ใช้ยาพิษ คือในเรื่องนี้ เดี๋ยวไปดูจะรู้ว่า นอกเหนือจากแค่อาหารที่อร่อยจนทำให้ผู้ชายคนนี้ติดแล้ว มันไม่ได้มีแค่นั้น มันพูดถึงอาหารไทยในอดีต ยุคโบราณด้วย เป็นเหมือนตำรับที่ตัวละครไปเรียนมา เป็นตำรับแบบเอเชียนโบราณ

 

คนไทยในอดีตใช้อาหารเป็นยา ถ้าป่วย เช่น เป็นหวัด แม่ก็จะทำอาหารบางอย่างให้กิน หรือถ้าเป็นโรคบางอย่าง อย่างเกาต์ ก็กินอาหารเฉพาะ มันคือการกินเพื่อรักษา และอาหารไทยมีเรื่องของธาตุเข้ามาเกี่ยว เราทุกคนมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เราต้องรู้ว่าธาตุของเราคืออะไร แล้วกินให้ถูกกับธาตุ ถ้ากินผิดก็จะเรียกว่าแสลง มันขัดกันและอาจกลายเป็นพิษได้

 

รวมถึงราศีเงี้ย มันก็มีผลต่ออารมณ์ ซึ่งอารมณ์ส่งผลต่ออวัยวะ คนแต่ละราศีมีอารมณ์ต่างกัน อย่างราศีเมษจะอารมณ์ร้อน แข่งขันสูง ทำให้อวัยวะบางส่วนทำงานหนักกว่าคนราศีอื่น อันนี้ยกตัวอย่างนะ (หัวเราะ) พอกินให้ถูกทั้งธาตุ ราศี และฤดูกาล เช่น หน้าฝนก็กินของฤทธิ์ร้อน หน้าหนาวถ้ากินของเย็นมากก็อาจป่วยง่าย ถ้ากินถูก ร่างกายก็แข็งแรง อาหารก็กลายเป็นยาวิเศษ แต่ถ้ากินตรงข้ามกับธาตุหรือราศี ก็จะส่งผลเสียแทน กับเคสของ ‘สาว’ มันก็เป็นแบบนั้นแหละ อาหารมันเป็นยา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพิษได้เหมือนกัน

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 4

 

ในสายตาของพี่เป็นเอก อะไรยากกว่ากัน ระหว่างการเกลียดใครสักคน 15 ปี หรือการรักใครสักคน 15 ปี?

 

เป็นเอก: เราว่ามันง่ายพอๆ กันนะ มันไม่ใช่เรื่องยาก การจะเกลียดใครนานๆ กับการจะรักใครนานๆ มันง่ายพอกัน แค่ผลลัพธ์มันต่างกัน อันนึงเป็นผลดี อันนึงเป็นผลไม่ดี

 

สมมุติถ้าเราเกลียดใครนานๆ คนที่ซวยจริงๆ ไม่ใช่คนที่เรารเกลียด แต่เป็นตัวเราเอง อารมณ์มันจะขุ่นมัว แต่ถ้าเรารักใคร มันก็อีกแบบนึง อย่างเรา เรารักใครได้นาน 20 ปี 30 ปี 15 ปี เพราะเราเป็นคนชอบอะไรซ้ำๆ ชอบแล้วก็ชอบเลย อย่างก๋วยเตี๋ยวร้านนึง ก็กินได้เป็นสิบๆ ปี ไปจนร้านเขาจำได้ นั่งปุ๊บเขารู้เลยว่าเรากินอะไร บะหมี่แห้งไม่ใส่ตั้งฉ่าย

 

เพราะงั้นสำหรับเรามันง่าย แต่ถ้าจะให้เราเกลียดใคร 20-30 ปี อาจจะยาก เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์เกลียด มันเป็นอารมณ์ที่หนักเกินไป แบกไว้นานๆ ไม่น่าจะไหวสำหรับเรา เราไม่น่าจะทนไปได้นาน คนอย่างเราอ่ะ

 

อย่างนางเอกในเรื่องเนี้ย พี่ขอวกกลับมาพูดถึงหน่อย (หัวเราะ) มันไม่ได้เกลียดนะ สิ่งที่ทำให้เค้าต้องมาทำสิ่งนี้กับผู้ชายคนนี้ในเรื่อง มันเป็นความแค้น ไอ้ความแค้นมันเป็นคล้ายๆ Trauma เป็นปมที่สลัดไม่ออก ปลายทางของความเกลียดอ่ะ มันไม่มี Purpose อะไร แต่ความแค้นเนี่ย มันมีเป้าหมาย ทำให้ชีวิตแรงจูงใจบางอย่าง เหมือนกับว่า “กูรู้นะ กูตื่นมารู้ว่ากูจะทำอะไร ตั้งแต่กูตื่นจนกูหลับอ่ะ กูจะเอาไอ้เหี้ยนี่ให้แม่งจม” มันฟีลนั้นล่ะ

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 5

 

การกลับมาร่วมงานกับ Christopher Doyle อีกครั้งต่างจากครั้งก่อนอย่างไร? แล้วคุยกันถึง ‘รสชาติ’ ของภาพอย่างไร?

 

เป็นเอก: ดอยล์ไม่กินเหล้าแล้ว เลิกเหล้า งงไปเลยครับ ข้าพเจ้างงเลยครับ

 

ตอนใกล้จะเปิดกล้องนี่พี่ทองนี่เขามีงบเตรียมซื้อเบียร์สำหรับแต่ละวันเลยอ่ะ (หัวเราะ) สรุป อ้าว ไอ้เหี้ย เวย์เปลี่ยนไป แล้วคือไม่ใช่เพราะเรื่องสุขภาพนะ แต่เมียเขาสั่งให้เลิก อีกอย่างก็อายุมากขึ้นทั้งคู่ด้วย เขาอายุมากจริงๆ ฮะ คริส ดอยล์นี่อายุแก่กว่าผม 10 กว่าปีเลย ผม 64 เขาต้อง 75 นู่นแหละเนาะ แต่ว่าแข็งแรงมากนะ เดินไปดูโลเคชันเงี้ย แม่งนำทุกคนเลย เดินเร็วฉิบหาย อึดอยู่

 

คริสมาร่วมงานได้แบบกระชั้นมาก ไม่เหมือนตอน Last Life in the Universe กับ Invisible Wave ที่อยู่ได้นานหน่อย สมัยนั้นลากยาวหลายเดือนเลย ตอนทำครัวสาว เขามีถ่ายหนังเรื่องอื่นอยู่ ถ่ายหนังจีน พอเสร็จจากนี่ก็จะมีแต่งงานต่อแหนะ (หัวเราะ)

 

แต่ว่าสไตล์การทำหนังอะไรก็เปลี่ยนไปแหละ วิธีการเข้าถึง อะไรทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป อย่างไอ้ภาพของหนัง Wong Kar Wai ที่เราเคยนึก เคยชินกัน มันก็จะไม่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังอีกลุค แต่นั่นคือวิธีการทำงานของคริสอยู่แล้วนะ ตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้วที่ผมทำงานกับเขาอ่ะ ผลงานที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หน้าตาแบบหนังหว่องนะ คริสเขาเป็นศิลปินอ่ะ ดีไซน์อะไรใหม่ๆ เป็นคนที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สมมุติเขามาเมืองไทย เวลาออกไปดูโลเคชันกัน เขาก็จะแคร์เรื่อง Local color ของพื้นที่ตรงนั้น สมมุติคุณไปอยู่แหลมฉบัง พื้นที่มันเป็นยังไงล่ะ สีของพื้นที่ตรงนั้น ควรเป็นยังไง ก็ปรับให้เข้ากัน

 

เวลาเราไปดูโลเคชันกัน เราใช้เวลานานมากกับคริส อยู่กันเป็นวัน ดูแดด ดูลม แล้วหนังเรื่องนี้มันถ่ายที่ประจวบฯ กรุงเทพฯ แล้วก็เชียงใหม่ ลุยใต้ กลาง เหนือ แต่ละโลเคชันลักษณะของภูมิประเทศก็ต่างกันไป รวมถึงคัลเจอร์และอาหารด้วย แต่ละภาคก็จะให้อุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน

 

เราก็ไปสเกาต์กันแล้วไปดูกันอีกที แล้ววิธีการเลือกใช้ฟิลเตอร์หรือเลนส์ก็ปรับนะ คือถ้าเป็นสมัยก่อนเราถ่ายฟิล์มกัน อย่างคริสเนี่ย เขาโอลด์สคูลมาก คือคนยุคใหม่จะใช้คัลเลอร์เกรดดิ้งเป็นตัว Make difference แต่ของเขานี่คือเซ็ตอัพตั้งแต่ในกล้องเลย เพราะฉะนั้น ก่อนจะถ่ายช็อตแรกของแต่ละซีนเนี่ย เราใช้เวลาในการหาไอ้เซ็ตติ้งแบบแมนนวลกันสักแป๊บนึง สัก 10 นาที 15 นาที

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 6

 

ครัวสาว (Morte Cucina) เป็นภาพยนตร์ที่มี ‘อาหาร’ เป็นส่วนประกอบหลัก พาร์ตนี้ได้ดีไซน์ภาพของอาหารไว้อย่างไรบ้าง?

 

เป็นเอก: Food shot มันยากเสมอ เรื่องนี้เรา (กับคริส) คุยกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า ด้วยความที่มันจะมีฟู้ดช็อตเยอะ เราจะไม่เอาไอ้การถ่ายฟู้ดช็อตแบบหนังโฆษณาอ่ะ ที่ถ่ายสโลว์โมชันแล้วเป็นควันๆ แต่เราจะทำให้มันดูเรียลเลย เหมือนตาเราเห็นจริงๆ แต่พอมันจริงมาก ก็เสือกไม่ photogenic อีก

 

เราทดลองกันเยอะมาก ตั้งแต่ภาชนะที่ใช้ ไปจนถึงวิธีมองผ่านภาชนะ ซึ่งทั้งหมดช่วยสร้างความรู้สึกอันตรายให้กับซีนได้

 

จำได้ว่าตอนเขียนสคริปต์ ซีน Big Cooking Scene ของเรื่อง เราวางรายละเอียดไว้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ โดยบรรทัดสุดท้ายของซีนเขียนชัดเลยว่า นี่คือคุกกิ้งซีนที่ต้องถูกเล่าให้เหมือน Murder Scene ทั้งจังหวะการถ่าย การตัดต่อ และการเลือกเพลง ทุกอย่างต้องให้ความรู้สึกเหมือนการฆาตกรรม

 

เพราะฉะนั้น นอกจากความน่ากิน ความชวนให้น้ำลายไหลแล้ว มันต้องดูอันตรายด้วย ต้องสวย เย้ายวน แต่แฝงความเดนเจอรัส เป็นอะไรที่เหมือน “to die for”

 

ซีนนี้เลยต้องเทสต์ค่อนข้างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับฟู้ดสไตลิสต์ เราเลยต้องบาลานซ์ทุกอย่าง เช่น ผักเยอะเกินไปก็ไม่เวิร์ก บางจังหวะก็ต้องหาตัวช่วยเพิ่มเติมเพื่อให้ภาพออกมาตรงกับอารมณ์ที่ต้องการ

 

อย่างไอ้ตัวอาหารในหนังเรื่องนี้ เขาทำให้เห็นชัดเลยว่า ทุกจานแม่งไม่ได้พิเศษอะไรเลย เป็นอาหารที่เรารู้จักหมด เดลี่ไลฟ์สุดๆ คุ้นเคยแบบโคตรคุ้นเคย ไข่เจียวหอยนางรม ไข่ลูกเขย พะโล้ กุ้งผัดสะตอ กะเพรากรอบ ผัดหมูสามชั้น คือเมนูเบสิกที่พูดไปก็ยังน้ำลายสอ

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 7

 

เพราะงั้นตัวดิชแม่งเบสิกมากๆ แต่พอไปถึงวิธีทำงาน ตอนแรกก็เข้าใจไม่ตรงกัน เลยต้องมีเซสชันพรีโปร ทำให้ดูจริง ทำแล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายเทสต์กันยับ แล้วก็มานั่งคอมเมนต์กันว่าอันนี้ไม่เวิร์ก อันนี้ได้ แล้วก็ปรับกันไปเรื่อยๆ

 

ขนาดเตรียมมาขนาดนั้นนะ ตอนถ่ายจริงแม่งยังชุลมุน ฉิบหายอยู่ดี ปัญหาของการถ่ายอาหารคือมันยากมาก แล้วจานมันยมเร็วชิบหาย แป๊บเดียวก็ไม่เฟรชแล้ว ผ่านไปนาทีเดียวใช้ไม่ได้ ถ้าจะถ่ายเทคใหม่ ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างมันกะทันหันเหี้ยๆ ทำเสร็จปุ๊บต้องถ่ายปั๊บ ถ้าพลาดคือจบ ต้องทำใหม่

 

เราจะจำรายละเอียดโลเคชันทั้งหมดไว้ แล้วไปสร้างก๊อบในสตูดิโอแทน เพื่อคอนโทรลทุกอย่างได้ ไม่ว่าซีนจะเกิดที่เชียงใหม่ สงขลา กรุงเทพฯ หรือบ้านใคร ร้านไหน สุดท้ายก็ถูกรวบมาดีไซน์คอนทินิวในสองวันนั้นทั้งหมด

 

อีกอย่างคือเรื่องเลนส์ พวกเลนส์มาโครที่ต้องถ่ายใกล้ๆ แม่งแพง จะให้เช่ามาออกกองทุกวันก็ไม่ไหว นี่ไม่ใช่หนังเน็ตฟลิกซ์ที่แม่งทำได้ทุกอย่าง เราเลยวางแผนเช่าเฉพาะวันที่ต้องใช้จริง รวบถ่ายให้จบในช่วงนั้น

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 8

 

ทำไมนางเอกถึงต้องเป็น เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง เธอคนนี้น่าสนใจอย่างไร?

 

เป็นเอก: ทำไมต้องเป็นเบลล่าเหรอ อ๋อ ก็เสี่ยงดวงฮะ (หัวเราะ) คือเธอไม่เคยเล่นหนังจริงจังมาก่อนเลย เคยมีบทเล็กๆ ในหนังฝรั่งเศสเรื่องหนึ่ง เป็นคอเมดี้มั้ง ผมก็ไม่ได้ดูนะ เป็นตัวประกอบเล็กมาก จริงๆ ตอนแคสต์มีคนเข้าตาอยู่สามคน เราก็นั่งคุยกันหมดทั้งสามคน แล้วสุดท้ายแม่ง…เอาวะ หัวก้อยละกัน ดีดเอา สรุป อ้าว เบลล่าได้

 

แต่ที่เบลล่าน่าสนใจสุดคือหน้าตาและลุคมันไปได้หลายทาง แล้วก็มีความตั้งใจสูงมาก แต่น้อง…อันนี้พี่ขอพูดตรงๆ เลยนะ คิดว่าแก่ขนาดนี้แล้วก็พูดได้แล้วล่ะ คือสังคมไทยแม่งมีปัญหาเรื่องความขาวแบบหนักมาก โดยเฉพาะผู้หญิง จะถูกตัดสินจากผิวเยอะมาก ดาราต้องขาว ไม่ขาวไม่ดัง กลายเป็นสเตอริโอไทป์ไปแล้ว

 

ต้องขาว หมวย สวย หรือไม่ก็ต้องลูกครึ่ง หน้าตาฝรั่งหน่อยๆ คือยังไงก็ต้องขาว มันเป็น obsession ของคนไทย ซึ่งกูไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเหี้ยอะไร บางทีมันอาจจะเป็นปมอะไรบางอย่างก็ได้

 

เราก็เลยคิดว่า งั้นกูเลือกคนที่ผิวเข้มที่สุดในกลุ่มแม่งเลยดีกว่า แหวกมันไปเลย ทำไมต้องขาววะ ทำไมต้องหลงใหลอะไรขนาดนั้น คนผิวคล้ำแม่งดูเฮลตี้ ดูแข็งแรงจะตาย คือไปไหนก็เห็นแต่คนกางร่มกัน กลัวแดดกันจะเป็นจะตาย (หัวเราะ) แบบเดินนิดเดียวก็หลบแดดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจนะ มันเป็นผลพวงของสเตอริโอไทป์ในสังคม

 

แต่เอาจริงๆ ความคล้ำของเบลล่าไม่ใช่เหตุผลหลักที่เลือกหรอก มันเป็นแค่หนึ่งในเคมีเล็กๆ ที่ช่วยเสริมให้คาแรกเตอร์มันเวิร์กมากขึ้น แล้วสุดท้ายมันก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอวิน

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 9

 

ทางพระเอกอย่าง กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ก็ไม่ได้เล่นหนังมานานแล้ว พี่ต้อมไปดึงตัวเขามาเล่นได้อย่างไร?

 

เป็นเอก: แผนกแคสติ้งเขาแงะมา เราไม่รู้จักกฤษณ์มาก่อนเลย คือผู้ชายแบบนี้มันหายากฮะ นักแสดงไทยที่เข้าข่ายแบบนี้ อย่างแรกคือต้องอายุถึงก่อน เรื่องนี้พระเอกไม่ใช่วัย 20-30 นะ มัน 40 อัป แล้วแม่งแตะ 50 ด้วยซ้ำ พอเริ่มหาจริงๆ ถึงได้รู้ว่าแม่งหายากฉิบหาย

 

แล้วยิ่งเป็นนักแสดงอาชีพ จริงๆ มันจะมีวิธีการแสดงแบบไบเบิลของเขาอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นความกังวลว่า “กูดูแก่ไหมวะ, กล้องจะออกมายังไง” มันเลยมีแบริเออร์สำหรับเรา เพราะสำหรับผม นักแสดงที่ดีไม่ใช่คนที่แสดงเก่งอย่างเดียว

 

นักแสดงที่ดีมันต้องเหมือนกระดาษขาว ผู้กำกับจะพิมพ์อะไรก็ได้ นั่นแปลว่าคุณต้องฟรีมาก พร้อมจะไปทุกที่กับผม ผมจูงมือคุณโดดเหว คุณต้องโดด ถ้ายังจะมาคิดว่า “พี่ มุมนี้ผมจมูกบานนะครับ” แบบนี้ทำงานกันไม่ได้เลย

 

ผมเคยทำงานกับนักแสดงผู้ชายคนนึงนะ นิสัยดีทุกอย่างเลย แต่มีคอนเซิร์นแปลกๆ มีซีนต้องโกนหนวดแปรงฟันตอนเช้า ถอดเสื้อ ใส่บ็อกเซอร์อยู่ในห้องน้ำ ปกติมาก แต่แม่งไม่ยอมถอดเสื้อ ผมก็งง เหี้ย…ผู้ชายถอดเสื้อมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ สุดท้ายต้องหยวน วิ่งไปหาเสื้อกล้ามมาให้ใส่ (หัวเราะ)

 

เพราะงั้นข้อจำกัดแบบนี้มันมี แล้วพอรวมกับเงื่อนไขทั้งหมด เรื่องนี้แม่งเกือบไม่ได้ทำแล้ว เพราะหานักแสดงผู้ชายไม่ได้ ตอนแรกเรานึกว่าฝั่งผู้หญิงจะหายาก เพราะบทก็แรงอยู่เหมือนกัน สรุปแม่งกลายเป็นฝั่งผู้ชายที่หายากกว่า

 

แล้วกฤษณ์แม่งมาแบบพระเจ้าส่งมาเลย ตอนแรกเกือบจะย้อนกลับไปใช้นักแสดงคู่บุญคนหนึ่งแล้วนะ เพราะเขาเก่ง จัดการได้หมด แต่เราก็อยากได้คนที่เราเชื่อจริงๆ ว่า “เป็นไอ้เหี้ยนี่” แล้วอยู่ๆ กฤษณ์ก็โผล่มา

 

เขาอัดเทปส่งมาให้ดู เราดูปุ๊บก็รู้เลยว่า เหี้ยนี่แม่งเวิร์กว่ะ แถมหน้าดันคล้ายณเดชน์อีก ตอนแรกยังคิดว่า เอ้า… ณเดชน์เหรอวะ เรามีเงินจ่ายเขาเหรอวะ (หัวเราะ) สรุปไม่ใช่ เป็นกฤษณ์ พอนัดคุยกันจริงก็ดี ทุกอย่างลงตัว สุดท้ายก็เอาวะ แล้วมันก็เวิร์กมากด้วย เพราะเขาไม่ได้แสดงมาสักพัก มันเลยสด น่าสนใจ

 

สำหรับผม การทำหนังไม่ค่อยคอนเซิร์นเรื่องว่าใครแสดงเก่งหรือไม่เก่ง สิ่งที่ผมสนใจคือ คุณ ‘ฟรี’ แค่ไหน กระโจนไปกับกูได้แค่ไหน บ้าได้แค่ไหน เปลี่ยนตัวเองได้แค่ไหน อีกอย่างคือเวลา ผมไม่เอาแบบมาถ่ายกับผมสองวัน แล้วไปถ่ายละครสามวัน สลับไปสลับมา แบบนั้นไม่เอา ผมขอฟูลไทม์ แต่จะทำให้สั้นที่สุด

 

คือพอเริ่มถ่ายไปอาทิตย์หนึ่ง นักแสดงก็มาบอกเลยว่า “พี่ วิธีนี้แม่งดีว่ะ” ดีจนหลุดไม่ออก สตันต์อยู่ในคาแรกเตอร์ไปเลย เพราะสำหรับนักแสดงหลายคน ถ้ามีงานเดียวมันจะรู้สึกไม่ยั่งยืน ต้องมี 3-4 งาน ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า แต่พอได้โฟกัสงานเดียวจริงๆ มันกลับพาไปได้ลึกกว่าเยอะนะ

 

คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 10

 

ขอปิดจบแบบเบสิกแล้วกัน ให้พี่ต้อมฝากผลงาน ครัวสาว (Morte Cucina) หน่อย

 

เป็นเอก: เอาจริง ไอ้การฝากหนังนี่โคตรยากเลยนะ (หัวเราะ) จะฝากยังไงให้คนเห็นภาพในเวลาสั้นๆ ดี

 

งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า พวกเราเป็นคนไทยกันทั้งหมดใช่ไหม เพราะฉะนั้น นอกจากเราจะภูมิใจกับยิ้มสยาม หรืออะไรต่างๆ แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนไทยภูมิใจมากก็คือ ‘อาหารไทย’ แล้วตอนนี้อาหารไทยก็ดังไปทั่วโลกแล้วด้วย

 

ลองนึกดูสิ มีหนังเรื่องไหนบ้างที่นำเสนออาหารไทยแต่ละจานออกมาได้อย่างสง่างามแบบเรื่องนี้ เราว่าไม่ค่อยมีนะ อย่าเพิ่งนึกถึง Hunger เพราะเรื่องนั้นแม้จะเกี่ยวกับอาหารก็จริง แต่มันมีความเป็นฟิวชัน มีวัฒนธรรมอื่นผสมอยู่

 

เรื่องนี้คืออาหารไทยเพียวๆ เลย แล้วก็เป็นอาหารที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เรากินกันจริงๆ เพราะฉะนั้นอยากชวนให้ไปดูกันนะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังที่ขึ้นหิ้งได้เลย ในแง่ของการนำเสนออาหารไทยด้วยความภาคภูมิใจ

 

แล้วก็มีอีกอย่างที่อยากฝากสำคัญมาก คือก่อนเข้าไปดู กินให้อิ่มไปก่อน (หัวเราะ) ไม่งั้นจะทรมานมาก เพราะมันมีแต่คนพูดแบบนี้กับเรามาตลอด

 

หนังเรื่องนี้ฉายมาแล้วหลายประเทศ ตั้งแต่เปิดตัวที่สเปน ไปญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ทุกที่คนจะพูดเหมือนกันหมดว่า “รู้งี้กินมาก่อนดีกว่า เพราะดูแล้วหิวมากจริงๆ”

 

เพราะฉะนั้นฝากไว้เลยว่า กินให้อิ่มก่อนเข้าไปดู แต่อย่าอิ่มเกินไปนะ เดี๋ยวหลับ (หัวเราะ) แอร์ในโรงมันเย็นด้วย เอาเป็นว่า อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เพราะไม่งั้นจะทรมานแน่นอน หนังมันจัดเต็มทั้งภาพและเสียง ดูแล้วหิวแสบท้องแน่ๆ ครับ

The post คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทยในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Max Mara ถึงการอยู่ที่แบรนด์มา 39 ปี และการถ่อมตนในวงการแฟชั่น https://thestandard.co/ian-griffiths-max-mara-creative-director-humility/ Sun, 28 Jun 2026 02:53:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1223956 ภาพ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Max Mara

ในยุคสมัยนี้ การจะเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์แฟชั่น […]

The post สัมภาษณ์ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Max Mara ถึงการอยู่ที่แบรนด์มา 39 ปี และการถ่อมตนในวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Max Mara

ในยุคสมัยนี้ การจะเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นลักชัวรีสักแบรนด์หนึ่ง ความคาดหวังและความกดดันถือว่ามหาศาล เพราะไม่เพียงแต่คุณต้องผลิตผลงานคอลเล็กชันใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ แต่เพราะสังคมที่ถูกขับเคลื่อนและถูกตัดสินผ่านสิ่งที่เราเสพกันในโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ดีไซเนอร์เหล่านี้อยู่ในสปอตไลต์ตลอดเวลา

 

แต่สำหรับดีไซเนอร์ชาวอังกฤษอย่าง Ian Griffiths เขาเลือกที่จะเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากฝั่งอิตาลีอย่าง Max Mara ในวิถีที่สงบนิ่ง และให้คนสามารถโฟกัสที่ผลงานเสื้อผ้า มากกว่าตัวตนของเขา ซึ่งก็ต้องบอกว่างดงามเสมอและสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการ เพราะเขาคนนี้อยู่เบื้องหลังไอเทมคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Teddy Coat ของ Max Mara

 

ล่าสุดทาง THE STANDARD POP ได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อไปชมแฟชั่นโชว์คอลเล็กชัน Max Mara Resort 2027 พร้อมไปพูดคุยกับ Ian Griffiths เพื่อที่จะได้รู้จักมุมมองและจุดยืนของเขาตลอดทำงานที่ Max Mara มาเกือบ 4 ทศวรรษ

 

ภาพ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Max Mara 1

คอลเล็กชัน Max Mara Resort 2027

 

ช่วยเล่าถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังคอลเลกชัน Max Mara Resort 2027 ให้เราฟังหน่อย?

 

แรงบันดาลใจของ Max Mara ก็คือ “เมือง” ครับ มันเป็นการแสดงออกถึงแก่นแท้ของแบรนด์ และในโอกาสครบรอบ 75 ปีนี้ ผมได้มองว่าปรากฏการณ์ของความเป็นมหานคร (Metropolitan) คือคุณลักษณะสำคัญหลักของ Max Mara เลยครับ แบรนด์ของเราคือเรื่องราวของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ทำงานในเมือง และต้องการมีส่วนร่วมกับเมืองครับ

 

และผมก็อยากมาที่เซี่ยงไฮ้ เพราะสำหรับผมแล้ว เมืองนี้เป็นตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างมันคือที่สุดของความเป็นเมืองในหลายๆ ด้าน และนั่นคือเหตุผลที่พวกเรามาที่เซี่ยงไฮ้กันครับ

 

คุณทำงานกับ Max Mara มานานถึง 39 ปี และดำรงตำแหน่ง Creative Director มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว คุณคิดว่าตัวแบรนด์และตัวคุณเองเติบโตอย่างไรบ้าง

 

มันมีความหลากหลายมากขึ้นครับ ในแง่ที่ว่าตอนที่ผมเข้ามาทำงานแรกๆ พวกเราอยู่ในยุคแรกของ ‘Power Dressing’ (แฟชั่นที่เสริมความน่าเชื่อถือให้ผู้หญิงทำงาน) ซึ่งในความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนเป็นยูนิฟอร์มรูปแบบหนึ่ง และผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวตามกรอบนั้น บ่อยครั้งที่ผู้หญิงในหลายๆ พื้นที่ของโลก หรือแม้แต่ในอเมริกาเอง ไม่สามารถใส่กางเกงขายาวไปทำงานได้ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้ามาคิดดูในตอนนี้ มันดูเป็นเรื่องที่บ้ามากเลยนะ

 

และในตอนนี้ อย่างที่คุณรู้ วิธีที่ผู้หญิงสร้างพลังให้กับตัวเอง รวมถึงการที่พวกเธอประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลมากขึ้น ทำให้พวกเธอเรียกร้องสิทธิ์—ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว—ในการมีทางเลือกที่มากขึ้นสำหรับวิธีการแต่งตัว ภายใต้ร่มเงาของการเสริมพลังหญิง (Women’s Empowerment) และการได้รับการยอมรับอย่างจริงจังในที่ทำงานหรือทุกๆ ที่ที่เธออยู่ ผู้หญิงต้องการความหลากหลายที่มากขึ้น ต้องการสไตล์ที่เป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น เพื่อที่พวกเธอจะได้ค้นพบลุคและสไตล์ในแบบของตัวเอง

 

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมแฟชั่นโชว์ในตอนนี้จึงมีกระโปรงหลากหลายความยาว มีโครงชุด (Silhouette) ที่ต่างกัน และมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพราะผู้หญิงทุกคนล้วนแตกต่างกันครับ พวกเธอไม่อยากใส่ยูนิฟอร์มอีกแล้ว ในอดีตพวกเธออาจเคยยอมรับสิ่งนั้น แต่ตอนนี้พวกเธอไม่ยอมแล้วครับ

 

ภาพ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Max Mara 2

นิทรรศการ The Max ของ Max Mara ที่ Long Museum ณ เซี่ยงไฮ้

 

ตอนนี้มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในอุตสาหกรรมลักชัวรี คุณรู้สึกกดดันจากสิ่งเหล่านั้นบ้างไหม และคุณมีวิธีรักษาความถ่อมตัวและโฟกัสอยู่กับเส้นทางของตัวเองอย่างไร

 

ก็เพราะผมอยู่แต่ในเส้นทางของตัวเองน่ะสิครับ! (หัวเราะ) เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมทำครับ คือตอนนี้ฟาสต์แฟชั่น (หรือกระแสแฟชั่นที่มาไวไปไว) มันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างพากันส่งเสียงแย่งชิงความสนใจ และมองหาอะไรที่สำเร็จรูปและรวดเร็ว แต่คุณก็รู้ใช่ไหมว่านั่นไม่ใช่แนวทางของ Max Mara เลย

 

ที่ Max Mara เรามองหาผลงานที่สม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา และมองหาเรื่องราวที่ร้อยเรียงอย่างต่อเนื่องครับ พวกเรากำลังเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแค่สร้างพาดหัวข่าวในตอนนี้ แต่เรากำลังเล่าเรื่องราวที่จะดำเนินต่อไป และได้ดำเนินมาแล้วตลอด 75 ปีที่ผ่านมา และตอนนี้เรากำลังก้าวไปข้างหน้าสู่ 75 ปีถัดไป สำหรับผมแล้ว นั่นคือเส้นทางของผม และผมไม่เคยถูกล่อลวงให้ทำในสิ่งตรงกันข้าม อย่างการโยนประวัติศาสตร์และมรดกของ Max Mara ทิ้งไป เพียงเพื่อต้องการสร้างพาดหัวข่าวในวันนี้

 

แล้วถ้าเกิดว่าคุณต้องจัดแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Resort ในประเทศไทย คุณจะนำแรงบันดาลใจอะไรจากประเทศนี้ไปใช้บ้าง

 

ผมคงต้องรีบไปที่นั่นเร็วๆ นี้แล้วล่ะ

 

จริงๆ ผมเคยไปเมืองไทยหลายครั้งแล้วนะครับ

 

แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงเร็วๆนี ผมเคยไปกรุงเทพฯ 2-3 ครั้ง และพบว่าเป็นเมืองที่สวยงามมากๆ และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่สวยงาม ผมจำเป็นต้องกลับไปอีกครั้งเพื่อดูว่าตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นบ้าง

 

ผมคิดว่าผมคงจะเริ่มมองหาจากชุดไทยแบบดั้งเดิมโดยอัตโนมัติ เหมือนอย่างที่ผมมักจะทำเสมอครับ และผมก็จะพยายามค้นหาการตีความแบบร่วมสมัยจากสิ่งนั้น เพื่อให้มันดึงดูดใจ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับลูกค้าในท้องถิ่น แต่รวมถึงลูกค้าในระดับสากลด้วยครับ)

 

คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าอะไร Legacy ของคุณที่ Max Mara หลังจากทำงานมา 39 ปี?

 

ผมหวังว่าผมจะได้ทิ้งมรดกตกทอดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่ผมพบมันในตอนแรกครับ หวังว่างานที่ผมทำได้ช่วยเติมเต็มมรดกของ Max Mara และไม่ว่าใครก็ตามที่จะมารับไม้ต่อจากผม พวกเขาจะมีคลังมรดกที่สมบูรณ์และมั่งคั่งมากๆ ในการทำงานและเลือกหยิบจับมาใช้ คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมให้ความเคารพต่อเรื่องราวของ Max Mara เสมอมา และสำหรับผมแล้ว เรื่องราวและการร้อยเรียงของ Max Mara คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ผมหวังว่า Max Mara จะอยู่ในจุดที่สมบูรณ์และงดงามยิ่งกว่าตอนที่ผมได้มาเจอในวันแรกครับ

 

ภาพ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Max Mara 3

คอลเล็กชัน Max Mara Resort 2027

 

ภาพ: Max Mara

 

The post สัมภาษณ์ Ian Griffiths ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Max Mara ถึงการอยู่ที่แบรนด์มา 39 ปี และการถ่อมตนในวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง https://thestandard.co/de-croo-development-unstable-world/ Tue, 02 Jun 2026 02:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1213604 ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั […]

The post การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร การย้ายถิ่นฐาน ความเหลื่อมล้ำ และแรงสั่นสะเทือนจากเทคโนโลยี คำว่า ‘การพัฒนา’ อาจฟังดูเหมือนภาษานโยบายที่อยู่ไกลจากชีวิตประจำวัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่สำหรับ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงศัพท์ทางวิชาการ หากคือหัวใจของเสถียรภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคม

 

“Development is the first line of defence.”

 

 

การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรก

 

นี่คือหนึ่งในประโยคสำคัญที่สุดที่ De Croo กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ในรายการ THE WORLD DIALOGUE

 

De Croo เดินทางมาเยือนไทยในโอกาสที่กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold จาก UNDP ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานภาครัฐด้านความเท่าเทียมทางเพศ

 

นี่คือข่าวดีของกรุงเทพมหานคร เพราะสะท้อนว่าความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ แต่สามารถถูกแปลงเป็นมาตรฐานการบริหาร นโยบายเมือง การบริการสาธารณะ และการวัดผลเชิงสถาบันได้จริง

 

แต่ในอีกด้าน บทสนทนากับ De Croo พาเราไปไกลกว่าประเด็นรางวัล เพราะเบื้องหลังบทบาทของ UNDP ในวันนี้ คือโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาในระดับโลก ท่ามกลางยุคที่ความร่วมมือพหุภาคี หรือ multilateralism กำลังถูกตั้งคำถาม งบประมาณด้านการพัฒนาในหลายประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการด้านการพัฒนากลับเพิ่มขึ้นจากสงคราม วิกฤตพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 1

 

สำหรับประเทศไทย บทสนทนานี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญเช่นกัน

 

ไทยกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ World Bank คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะเติบโตเพียง 1.6% ก่อนขยับเป็นประมาณ 2.3% ในปี 2027 สะท้อนว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และโมเดลการเติบโตใหม่

 

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยการส่ง Initial Memorandum เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ technical phase ที่ไทยต้องประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD

 

ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรูปแบบการพัฒนา จากประเทศที่เคยเติบโตด้วยแรงงาน การผลิต การท่องเที่ยว และการลงทุนแบบเดิม ไปสู่โจทย์ใหม่ที่ต้องพึ่งพาผลิตภาพ เทคโนโลยี ความยั่งยืน สถาบันที่มีคุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันในโลกหลายขั้ว

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะโตได้เท่าไร”

 

แต่คือ “ไทยจะพัฒนาอย่างไรให้คนรุ่นต่อไปมีอนาคตที่ดีกว่าวันนี้”

 

โลกยิ่งปั่นป่วน การพัฒนายิ่งสำคัญ

 

De Croo เริ่มต้นด้วยภาพใหญ่ของโลกที่เขามองเห็นจากบทบาทของ UNDP

 

“เรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เห็นผลกระทบจากสงคราม เห็นผลกระทบจากความไม่มั่นคง และคนที่เปราะบางที่สุดคือคนที่รู้สึกถึงผลกระทบเหล่านี้ก่อน”

 

เขายกตัวอย่างการวิเคราะห์ของ UNDP ต่อผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคอ่าวว่า เพียง 8 สัปดาห์ของความขัดแย้งสามารถผลักคนกว่า 30 ล้านคนกลับเข้าสู่ความยากจน

 

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้มาจากสงครามโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ระบบอาหารที่ติดขัด และปัญหาปุ๋ยที่ยังถูกขัดขวางในภูมิภาคอ่าว ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาและครัวเรือนรายได้น้อยทั่วโลก

 

ในมุมของ De Croo ความต้องการด้านการพัฒนาในวันนี้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน เงินทุนสาธารณะสำหรับการพัฒนากลับลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

นี่คือความย้อนแย้งของโลกปัจจุบัน: ความจำเป็นเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรเพื่อรับมือกลับลดลง

 

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าโลกไม่สามารถลดความสำคัญของการพัฒนาได้ เพราะหากต้องการโลกที่มั่นคง ต้องการการค้า การลงทุน และต้องการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน การลงทุนในการพัฒนาคือเงื่อนไขพื้นฐาน

 

“ถ้าคุณต้องการโลกที่มั่นคง และโลกที่มั่นคงคือเงื่อนไขพื้นฐานของการค้า การลงทุน และการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน คุณจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนา”

 

นี่คือเหตุผลที่เขาเรียกการพัฒนาว่าเป็น ‘แนวป้องกันด่านแรก’ ไม่ใช่ในความหมายทางทหาร แต่ในความหมายของการป้องกันไม่ให้สังคมเปราะบางจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง

 

โลกมีต้นทุนสงคราม แต่ยังลังเลกับต้นทุนการพัฒนา

 

ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP เปรียบเทียบต้นทุนสงครามกับต้นทุนการป้องกันความยากจน

 

เขาประเมินว่าเงินประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจำเป็นต่อการป้องกันไม่ให้หลายประเทศถูกผลักเข้าสู่ความยากจนเชิงโครงสร้าง

 

ตัวเลขนี้ฟังดูสูง แต่ De Croo เปรียบเทียบว่า ต้นทุนของสงครามอยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์

 

“เงินที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ ถูกผลักกลับสู่ความยากจน มีมูลค่าเพียงมากกว่าต้นทุนสงครามครึ่งสัปดาห์เล็กน้อยเท่านั้น”

 

ประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งของโลกอย่างชัดเจน… โลกมีทรัพยากรมากพอสำหรับสงคราม แต่กลับลังเลเมื่อต้องลงทุนเพื่อป้องกันความยากจน

 

สำหรับ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่อง Charity หรือความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมเท่านั้น แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความเปราะบางไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิม

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ

 

ในยุคที่หลายคนบอกว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว และความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังเสื่อมถอย De Croo ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

 

“ผมไม่มั่นใจว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว”

 

เขาอธิบายว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การค้าโลกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และเขาเชื่อว่าการค้าโลกจะยังเติบโตต่อไป เพียงแต่จะถูกจัดรูปแบบใหม่

 

ในอดีต การค้าระหว่างประเทศถูกจัดวางบนฐานของความได้เปรียบเชิงแข่งขัน แต่ต่อจากนี้ ประเทศและธุรกิจจะไม่ได้มองเฉพาะต้นทุนหรือประสิทธิภาพเท่านั้น หากจะมองความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

 

ประเทศและธุรกิจจะพยายามลดการพึ่งพาที่มากเกินไป และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ทำให้ตนตกอยู่ในความเปราะบาง

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้หายไป แต่กำลังกลายเป็นโลกาภิวัตน์ที่ระมัดระวังมากขึ้น แตกเป็นกลุ่มมากขึ้น และอ่อนไหวต่อภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

นี่คือบริบทสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ในโลกที่การตัดสินใจทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นกับความเสี่ยง ความน่าเชื่อถือ ความต่อเนื่องของนโยบาย และคุณภาพของสถาบัน ไทยจึงต้องแข่งขันด้วยมากกว่าค่าแรงหรือทำเลที่ตั้ง

 

พหุภาคีนิยมยังจำเป็น แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์

 

เมื่อถามว่า De Croo ยังเชื่อในพหุภาคีนิยมหรือไม่ คำตอบของเขาชัดเจน

 

“ไม่มีประเทศใดในโลก แม้แต่ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุด ที่จะพูดได้ว่า ‘ฉันทำได้ด้วยตัวเอง’”

 

สำหรับเขา ความท้าทายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการการย้ายถิ่นฐาน การปราบปรามการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย หรือการต่อสู้กับแนวคิดสุดโต่ง ล้วนไม่มีประเทศใดแก้ไขได้เพียงลำพัง

 

แต่ De Croo ไม่ได้ปฏิเสธเสียงวิจารณ์ต่อระบบพหุภาคี เขายอมรับว่าองค์กรระหว่างประเทศจำเป็นต้องทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้ปัญหามากขึ้น

 

ด้วยประสบการณ์ของอดีตผู้นำรัฐบาลยุโรปที่เคยอยู่ทั้งในสนามการเมืองภายในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ De Croo มองว่าความท้าทายของสถาบันต่างๆ ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ประชาธิปไตย หรือองค์กรระหว่างประเทศ คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ‘ระบบ’ ยังสามารถแก้ปัญหาได้จริง

 

หัวใจของเรื่องนี้คือ ‘ความไว้วางใจ’

 

‘Relevance comes from trust. And trust you gain by achieving results.’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความสำคัญเกิดจากความไว้วางใจ และความไว้วางใจเกิดจากการสร้างผลลัพธ์ให้ได้จริง

 

สำหรับ De Croo สถาบันใดจะยังมีความหมายในโลกปัจจุบันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงหรือไม่

 

เขายกตัวอย่างประชาธิปไตยว่า โดยทั่วไปผู้คนยังมองประชาธิปไตยในแง่บวก แต่หากประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ พวกเขาก็จะมองหาทางเลือกอื่น

 

De Croo ไม่ได้วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นคำเตือนเชิงสถาบันต่อโลกทั้งใบว่า ความชอบธรรมของระบบใดๆ ไม่ได้เกิดจากคำประกาศหรือสถานะเดิม หากเกิดจากความสามารถในการแก้ปัญหาจริงให้ประชาชน

 

ไทยต้องยกระดับจากการเติบโต ไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพ

 

เมื่อมองมายังประเทศไทย De Croo ชี้ว่าไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่สะท้อนพลังของการพัฒนา

 

เขากล่าวว่า โลกกำลังเคลื่อนจากระบบที่มีมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ไปสู่โลกที่มีประเทศขนาดกลางหลายประเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

ในโลกแบบนี้ ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในประเทศขนาดกลางที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น บนฐานของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ผ่านมา

 

‘การพัฒนาไม่ใช่แค่คำทางวิชาการ’ เขากล่าว

 

สำหรับ De Croo การพัฒนาหมายถึงการที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีชีวิตที่มั่งคั่งขึ้น และเชื่อได้ว่าลูกหลานของพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่ารุ่นของตนเอง

 

นี่คือหัวใจของการพัฒนาในความหมายที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด: คนรุ่นต่อไปต้องมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นก่อน

 

สำหรับไทย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไรในปีหน้า แต่คือไทยจะสร้างโมเดลการพัฒนาแบบใดที่จะทำให้การเติบโตนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียม และความเชื่อมั่นในอนาคตของคนรุ่นใหม่

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 2

 

OECD ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือแรงผลักให้ปฏิรูป

 

ไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ซึ่ง De Croo มองว่าเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่เป็นความทะเยอทะยานที่มีประโยชน์

 

“ผมเป็นแฟนของเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน เพราะเป้าหมายแบบนี้ทำให้สิ่งต่างๆ ขยับ”

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ต้องมาพร้อมการปฏิรูปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง การเปิดเสรีตลาดพลังงาน และตลาดสาธารณูปโภคอื่นๆ

 

De Croo กล่าวว่า UNDP มีประสบการณ์ทำงานกับหลายประเทศทั่วโลกในเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก OECD และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยในกระบวนการนี้

 

แต่เขาย้ำว่า OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคหรือสถานะสมาชิก หากเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยในภูมิภาค

 

กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่แค่ ‘ใบรับรอง’ ว่าไทยมีมาตรฐานสากล แต่เป็นแรงผลักให้ไทยทบทวนคุณภาพของสถาบัน กติกา และระบบเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อก้าวพ้นกับดักเดิมและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

AI ต้องเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

หนึ่งในประเด็นที่ De Croo พูดอย่างมีพลังคือเรื่อง AI

 

สำหรับเขา AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง ‘Artificial Intelligence’ หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ควรถูกมองเป็น ‘Augmented Intelligence’ หรือปัญญาที่ช่วยขยายศักยภาพของมนุษย์

 

เขาอธิบายว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการทำให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแทนที่มนุษย์

 

ในหลายประเทศเปราะบาง UNDP เริ่มใช้ AI ในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีบุคลากรการแพทย์ด่านหน้า เช่น พยาบาลจำนวนมาก แต่ไม่มีแพทย์เพียงพอ AI สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของพยาบาล ช่วยคัดกรองว่าเคสใดจำเป็นต้องพบแพทย์ และเคสใดสามารถดูแลได้ในระดับเบื้องต้น

 

สำหรับประเทศไทย De Croo มองว่า AI สามารถช่วยยกระดับบริการภาครัฐได้อย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนยังต้องการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายขึ้น

 

แต่เขาเตือนว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมกติกา ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของประชาชน และต้องมีระบบกำกับดูแลเพื่อให้ AI ถูกใช้ในทางบวก

 

ประเด็นนี้สอดคล้องกับ Human Development Report 2025 ของ UNDP ที่ชี้ว่าอนาคตของการพัฒนาในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI ทำอะไรได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่มนุษย์และสังคมจะเลือกใช้ AI เพื่อขยายโอกาส สร้างทางเลือกใหม่ และทำให้ผู้คนมีชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างไร

 

เมื่อถามว่า ไทยซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ควรมอง AI เป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายหรือไม่ De Croo ตอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“ถ้าคุณบอกว่าจะไม่ใช้ AI สถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลง”

 

สำหรับเขา การปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ใช่ทางออก การโอบรับเทคโนโลยีคือหนึ่งในหนทางเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

แต่การเติบโตต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลข GDP สิ่งสำคัญคือการเติบโตต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และต้องนำไปสู่การจ้างงาน โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่

 

การเติบโตที่ดีต้องสร้างงาน ไม่ใช่สร้างแค่ตัวเลข

 

De Croo ย้ำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีต้องเป็น Inclusive Economic Growth หรือการเติบโตที่ทั่วถึง

 

วิธีหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างงาน

 

เขาชี้ว่า ภาคการท่องเที่ยว สาธารณสุข การก่อสร้าง และอีกหลายอุตสาหกรรม เป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และสามารถสร้างงานได้มาก

 

สำหรับประเทศที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก รัฐบาลต้องเลือกทิศทางการลงทุนที่ทำให้เกิดงาน ไม่ใช่เพียงสร้างการเติบโตในเชิงตัวเลข

 

นี่คือโจทย์สำคัญของไทยในวันที่ประเทศเผชิญทั้งการเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง และความไม่มั่นใจของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคต

 

คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ไทยจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการเติบโตนั้นจะสร้างงานแบบใด จะสร้างโอกาสให้ใคร และจะทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อในอนาคตของประเทศได้มากเพียงใด

 

Climate Resilience คือวาระเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

เมื่อถามถึงความเปราะบางของไทยต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ De Croo ตอบว่า climate resilience หรือความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เป็นทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นเศรษฐกิจ

 

“มันเป็นทั้งสองอย่าง”

 

เขากล่าวว่า โลกมีเป้าหมายภายใต้ Paris Agreement ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจำนวนมากก็เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ

 

De Croo ยังชี้ว่า เทคโนโลยีทำให้สมการพลังงานเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน เพราะการผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่มีต้นทุนถูกกว่าฟอสซิลแล้วในหลายกรณี

 

จากมุมมองทางเศรษฐกิจ พลังงานสะอาดจึงสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

จากมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ไม่ต้องเผชิญความผันผวนและการพึ่งพิงแบบเดียวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“วันนี้การลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ และยังมีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์รองรับด้วย”

 

สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงวาระสีเขียว แต่เป็นวาระความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่

 

Gender Equality ส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจที่ดี

 

De Croo เชื่อมโยงประเด็น Gender Equality Seal ของกรุงเทพมหานครเข้ากับเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

 

เขากล่าวว่า เศรษฐกิจที่ดีต้องมีมุมมองเรื่องความเท่าเทียม โดยเฉพาะความเท่าเทียมทางเพศ

 

หากประเทศต้องการใช้ศักยภาพของคนทั้งหมด ความเท่าเทียมทางเพศคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเทศควรทำ

 

ในมุมนี้ รางวัลของกรุงเทพมหานครจึงไม่ใช่เพียงรางวัลด้านสังคมหรือสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสัญญาณว่าการบริหารเมืองยุคใหม่ต้องมองประชาชนทุกกลุ่ม ต้องมีข้อมูล ต้องวัดผล และต้องทำให้นโยบายตอบโจทย์ชีวิตจริง

 

สำหรับประเทศไทยที่กำลังมองหาโมเดลการเติบโตใหม่ การใช้ศักยภาพของประชากรทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง จึงไม่ใช่เพียงวาระทางสังคม แต่เป็นวาระทางเศรษฐกิจ

 

การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

หนึ่งในคำตอบที่สำคัญของ De Croo คือเมื่อถามถึงบทบาทของภาคเอกชนและภาคธุรกิจในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า

 

เขาตอบว่า อนาคตของประเทศไม่เคยถูกกำหนดโดยนักการเมืองเท่านั้น

 

“ผมเองเป็นอดีตนักการเมือง แต่ผมอยากบอกว่า กรุณาอย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอยู่ในมือของนักการเมืองเท่านั้น”

 

ประโยคนี้ไม่ได้เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาในโลกปัจจุบันต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

นักการเมืองมีบทบาท ภาครัฐมีบทบาท ภาคเอกชนมีบทบาท ภาคประชาสังคมมีบทบาท และสถาบันการศึกษาก็มีบทบาท

 

เขาส่งสารถึงผู้นำธุรกิจว่า หากคุณเป็นผู้นำธุรกิจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจ คุณควรเข้าร่วมการถกเถียงสาธารณะ เพราะคุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทั้งการตั้งคำถามและการหาทางออก

 

นี่คือประเด็นสำคัญสำหรับไทยในเวลานี้

 

ในประเทศที่ต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต ต้องการปรับตัวต่อ AI ต้องการรับมือ Climate Risk และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ การพัฒนาไม่สามารถเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

 

ผู้ประกอบการ ธุรกิจ สื่อ มหาวิทยาลัย เมือง ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ต้องเข้ามาเป็นเจ้าของอนาคตร่วมกัน

 

ข้อความถึงคนรุ่นใหม่ไทย: อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ

 

ในช่วงท้ายของการสนทนา THE STANDARD ถาม De Croo ถึงคนรุ่นใหม่ไทยที่อาจรู้สึกหมดหวังกับอนาคตของประเทศ ทั้งจากโอกาสการทำงานที่ไม่สดใส เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และความรู้สึกว่าอนาคตอาจอยู่ต่างประเทศมากกว่าในบ้านเกิด

 

De Croo เริ่มต้นอย่างถ่อมตัวว่า “ผมเป็นใครที่จะให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่”

 

แต่จากนั้นเขาให้คำตอบที่ชัดเจน

 

“อนาคตของประเทศไม่ได้ถูกสร้างโดยชนชั้นการเมืองเท่านั้น อนาคตของประเทศถูกสร้างโดยคนรุ่นใหม่ที่ทะเยอทะยาน อยากเป็นผู้ประกอบการ อยากทำงานในภาคสังคม และมีความหิวกระหายที่จะสร้างประเทศของตัวเอง”

 

เขาบอกว่า คนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกว่าจะสร้างสังคมจากในประเทศของตัวเอง หรือจากที่อื่น แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างสังคมสามารถทำได้จากหลายมุม

 

ในโลกวันนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่าที่เคย การเข้าถึงทุนก็ง่ายกว่าที่เคย

 

“องค์ประกอบทั้งหมดมีอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของสังคม”

 

นี่อาจเป็นข้อความสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ไทยในเวลานี้

 

ไม่ใช่ข้อความปลอบใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
แต่เป็นการชี้ว่า อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ
และประเทศไม่ได้เปลี่ยนเพราะใครคนใดคนหนึ่ง

 

ประเทศเปลี่ยนเมื่อคนจำนวนมากตัดสินใจไม่ยอมเป็นเพียงผู้ชม

 

เพราะโลกไม่สงบ เราจึงยิ่งต้องพัฒนา

 

บทสนทนากับ Alexander De Croo สะท้อนว่า การพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถถูกแยกออกเป็นเรื่องเฉพาะของนักพัฒนา นักเศรษฐศาสตร์ หรือองค์กรระหว่างประเทศได้อีกต่อไป

 

การพัฒนาคือเรื่องความมั่นคง เพราะความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจสามารถกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางสังคมและการเมือง

 

การพัฒนาคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประเทศที่ไม่ลงทุนในคน เทคโนโลยี ความเท่าเทียม และพลังงานสะอาด จะเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

การพัฒนาคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองในโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ

 

และการพัฒนาคือเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่คือชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน และความหวังว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่ดีกว่าเรา

 

ในโลกที่ความร่วมมือพหุภาคีกำลังถูกตั้งคำถาม De Croo ยังยืนยันว่า ไม่มีประเทศใดอยู่รอดได้เพียงลำพัง

 

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เขาเห็นว่า AI ต้องถูกใช้เพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

ในโลกที่ภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขามองว่าการลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีทั้งเหตุผลทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

และในประเทศที่กำลังมองหาอนาคตใหม่ เขาย้ำว่า การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

The post การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS https://thestandard.co/the-interview-gelboys/ Sat, 30 May 2026 02:11:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1212627 ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW

THE INTERVIEW ชวน นิว ไป๊ป พีเจ และ เลออน จาก GELBOYS ม […]

The post THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW

THE INTERVIEW ชวน นิว ไป๊ป พีเจ และ เลออน จาก GELBOYS มาตอบคำถามแบบ ‘ไม่กั๊ก’ ในเกม Pick A Card บอกได้คำเดียวว่า ‘We listen. But we … judge.’ และเราก็ไม่พลาดที่จะรวมช็อตน่ารักๆ ชวนยิ้มของทั้ง 4 คนมาให้ดูกัน!

 

 

 

THE INTERVIEW อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 19.00 น. ห้ามพลาดนะ!

 

ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 1ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 2ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 3ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 4ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 5ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 6ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 7ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 8ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 9ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 10ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 11ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 12ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 13ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 14ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 15

 

ภาพ: พัทธ์ธีรา ธนาเศรษฐอังกูล

The post THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความคิด ‘ชัชชาติ’ 4 ปีแห่งการเปลี่ยน กทม. ผ่านระบบเส้นเลือดฝอย และความสนุก https://thestandard.co/chadchart-bkk-governor-4-years-thoughts/ Wed, 13 May 2026 12:31:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1206901 ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ […]

The post ถอดรหัสความคิด ‘ชัชชาติ’ 4 ปีแห่งการเปลี่ยน กทม. ผ่านระบบเส้นเลือดฝอย และความสนุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เชื่อว่าเราได้เห็นสไตล์การทำงานที่แปลกใหม่ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ไปจนถึงการเปรียบเปรยเมืองเป็นวงดนตรี

 

การบริหารกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างเหล็กหรือปูน แต่คือเรื่องของความเชื่อมั่น และ การจัดการความคาดหวัง ของคนกว่า 10 ล้านคน

 

THE STANDARD รวบรวม 6 ข้อความที่สะท้อนถึงเบื้องหลังวิธีคิด วิสัยทัศน์ และความในใจของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่เรื่องความโปร่งใส ความสนุกในการทำงาน ไปจนถึงเหตุผลที่เลือกยืนอยู่ในสนามการเมืองท้องถิ่น

 

 

 


 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 1

ผู้ว่าฯ ชัชชาติพูดถึงหัวใจสำคัญของการบริหาร งาน กทม. ซึ่งแพลตฟอร์มTraffy Fondue ได้สะท้อนว่าการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนคือหัวใจหลักที่ทำให้เมืองเดินหน้าไปได้

 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 2

ผู้ว่าฯ ชัชชาติสะท้อนถึงหัวใจของการบริหารมหานครที่ซับซ้อนโดยเปรียบผู้ว่าฯ เป็นเหมือนคอนดักเตอร์ ที่ไม่ได้ลงไปเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นเอง แต่มีหน้าที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้ง 50 เขต และ 17 สำนัก ให้ทำงานประสานกันเป็นจังหวะและทิศทางเดียวกัน

 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 3

ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าวถึงปัญหาความโปร่งใสและคอร์รัปชันว่าเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกและเป็นสิ่งที่ทีมงานกังวลอย่างมาก

 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 4

แนวคิดของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เกี่ยวกับการบริหารงานให้เกิดความสุขและประสิทธิภาพ

 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 5

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สะท้อนหัวใจของการทำงานเพื่อประชาชน ที่มองว่าความสำเร็จไม่ได้วัดแค่ที่ตัวเลขหรือโครงการใหญ่ แต่คือการได้เห็นผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของผู้คนในระดับเส้นเลือดฝอย

 

ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. 6

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ พูดถึงเหตุผลที่เลือกทำหน้าที่บริหารกรุงเทพฯ โดยระบุว่าการเมืองระดับท้องถิ่นเป็นจุดที่สามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคการเมืองในขณะที่การขยับไปเล่นการเมืองระดับใหญ่กว่านั้นเป็นเรื่องที่ เกินขีดความสามารถในการควบคุม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าการทำงานจะไม่ใช่เรื่องสนุกและจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด

 

The post ถอดรหัสความคิด ‘ชัชชาติ’ 4 ปีแห่งการเปลี่ยน กทม. ผ่านระบบเส้นเลือดฝอย และความสนุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน https://thestandard.co/bangkok-governor-finance-surplus/ Fri, 08 May 2026 09:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1205175 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้พูดถึงประเด็นสำคัญด้านการบริหารจัดการงบประมาณและภาระหนี้สินของเมือง

 

 

ชัชชาติ เปิดเผยถึงหลักการบริหารการเงินของ กทม. ว่า เป็นการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (Balanced Budget) โดยเริ่มจากการประมาณการรายได้ที่จะจัดเก็บได้ แล้วจึงตั้งกรอบรายจ่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินและสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. ใช้งบประมาณน้อยลงหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ปฏิเสธข้อดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

 

พร้อมชี้แจงว่า ส่วนต่างของงบประมาณที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลสัมฤทธิ์จากประสิทธิภาพในการบริหารงาน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การกวดขันจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย รวมถึงรายได้อื่น ๆ ประกอบกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการต่างๆ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ กทม. ถูกลงจนเกิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือ

 

ชัชชาติ กล่าวว่า เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่นำไปใช้งาน แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำส่งเข้าเป็นเงินสะสม ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำไปจัดตั้งเป็นงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การบริหารงบประมาณของ กทม. มีผลประกอบการเป็นบวกมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง

 

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุถึงเหตุผลสำคัญที่ กทม. จำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินและเร่งเพิ่มเงินสะสมอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นเพราะ กทม. มีภาระผูกพันทางการเงินที่มหาศาลรออยู่ นั่นคือการชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่และภาระหนักที่สุด ที่ผ่านมา กทม. ได้เบิกจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้ในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท

 

ซึ่งชัชชาติได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ หากนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น จะสามารถสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง สร้างโรงเรียนได้อีกหลายสิบแห่ง หรือสามารถพัฒนาระบบรถเมล์และรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก

 

ในตอนท้าย ชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า แม้ภาระหนี้สินดังกล่าวจะเป็นมรดกตกทอดมาจากผู้บริหารในอดีต แต่ในฐานะผู้บริหารชุดปัจจุบัน ก็ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้พยายามต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของ กทม. ให้รอบคอบที่สุด แต่ท้ายที่สุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา กทม. ก็พร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
85 ปีชาญวิทย์ ชีวิตที่ผ่านสงครามโลก สงครามเย็น มาถึงสงครามปัจจุบัน https://thestandard.co/charnvit-kasetsiri-life-wars/ Thu, 30 Apr 2026 10:51:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1202823 ภาพ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ ผู้ผ่านเหตุการณ์สงครามโลกและสงครามเย็น

สงครามครั้งใหญ่บนโลกในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา สยามหรือปร […]

The post 85 ปีชาญวิทย์ ชีวิตที่ผ่านสงครามโลก สงครามเย็น มาถึงสงครามปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ ผู้ผ่านเหตุการณ์สงครามโลกและสงครามเย็น

สงครามครั้งใหญ่บนโลกในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา สยามหรือประเทศไทย มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การส่งทหารเข้าร่วมในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยเองคือ ‘สงครามมหาอาเซียบูรพา’ ฉากหลังของนิยายชื่อดังอย่าง ‘คู่กรรม’ ตัวละครเอกเป็นทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่นกับหญิงสาวชาวไทย ณ สถานีรถไฟบางกอกน้อย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากนั้นในโลกความจริงตามมาด้วย ‘สงครามเย็น’ ที่การเมืองโลกส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีสงครามขนาดใหญ่ ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ระดับผู้นำของประเทศคู่ขัดแย้ง

 

บทเรียนความสูญเสียในอดีตไม่ได้ทำให้ประเทศมหาอำนาจยุติการก่อสงครามใหม่ ล่าสุดชาวโลกได้รับรู้ข่าวสาร เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569(2026) สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ตามมาด้วยข่าวการถล่มเกาะคาร์ก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม กระทั่งเกิดความโกลาหลทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองลามมาถึงไทยอีกครั้ง

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงสงครามในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ก่อตั้ง SEAS ‘โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา’ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดโครงการปี 2543 (2000) โดยปีต่อมาตรงกับปีที่ชาญวิทย์เกษียณอายุราชการ แต่ยังทำงานสอนทั้งสอนประจำและสอนพิเศษถึงปี 2567

 

ทั้งนี้หากจะนับปีแรกที่ชาญวิทย์กลับจากเรียนจบปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาแล้วเข้ามาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เดือนที่กลับมาคือ มกราคม 2516 ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 – 6 ตุลา 2519 จึงนับได้ว่าเป็นผู้อยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญทั้งระดับประเทศและระดับโลก

 

ปีที่อาจารย์ชาญวิทย์เกิด 2484 (1941) ตรงกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเหตุการณ์สู้รบส่งผลกระทบถึงประเทศไทย

 

ชาญวิทย์: พ่อแม่ผมแต่งงานปี 2483 ที่โรงเรียนเฉลิมวิทยา ปากน้ำ สมุทรปราการ บ้านเกิดของแม่ เป็นโรงเรียนของคุณตาและคุณยาย (เฉลิม-บุญรอด เอี่ยมโอภาส) อยู่ในที่ดินวัดกลาง ปากน้ำ สมุทรปราการ

 

แล้วพ่อก็พาแม่ไปอยู่ด้วยกันที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผมเกิด 6 พฤษภาคม 2484 ถ้าจะว่าไปสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้วในยุโรป เพียงแต่ว่ามันยังไม่ถือว่าเกิดขึ้นในทวีปเอเชีย

 

จนกระทั่งวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ปีที่ผมเกิด ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์) สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น โดยญี่ปุ่นเรียกว่า ‘สงครามมหาอาเซียบูรพา’ ญี่ปุ่นใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพ โดยญี่ปุ่นเข้าไทยด้านอินโดจีนของฝรั่งเศสผ่านเสียมเรียบ อรัญประเทศ พร้อมกับมาทางทะเลอ่าวไทย บางปู สมุทรปราการ

 

แสนยานุภาพของญี่ปุ่นได้บุกโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา อ่าวเพิลฮาเบอร์ ตลอดจนอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอแลนด์และสหรัฐฯ

 

แผนของญี่ปุ่นขณะนั้นก็คือ ผ่านพม่าจะไปโจมตีอาณานิคมอังกฤษในอินเดีย (ทำลายจักรวรรดินิยมอังกฤษ) เพราะฉะนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ในประวัติศาสตร์ของโลก

 

อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กลายเป็นแดนสงครามและเขตยุทธศาสตร์การสร้าง ‘ทางรถไฟสายมรณะ’ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว จากสถานีหนองปลาดุกของไทยไปพม่า

 

ญี่ปุ่นใช้เวลา 1 ปี 4 เดือน (28 มิถุนายน 2485-25 ตุลาคม 2486) สร้างทางรถไฟยาว 526 กิโลเมตร (415 กม.ในไทย และ 111 กม.ในพม่า) ไม้หมอนแต่ละท่อนหมายถึง 1 ชีวิตของเชลยศึกหรือกรรมกรที่ต้องทำงานก่อสร้างในสภาพอันเลวร้าย รีบเร่ง มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก กองทัพญี่ปุ่นจะเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสิงคโปร์ ช่องแคบมะละกา ผ่านมลายูทั้งจากอินโดจีนของฝรั่งเศส ผ่านไทยไปยังพม่า เพื่อเข้ายึดอินเดียจากอังกฤษ

 

บ้านโป่งเป็นเหมือนข้อศอก ไม่ว่าจะมาจากกรุงเทพฯ (เชื่อมอรัญประเทศ พระตะบอง พนมเปญ ไซ่ง่อน ฯลฯ) หรือมาจากทางใต้ (มลายู-สิงคโปร์) จะมาแยกที่บ้านโป่ง ไปพม่าและอินเดีย

 

ลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไป จ.สมุทรปราการ

 

ชาญวิทย์: เมื่อเกิดสงครามมหาอาเซียบูรพา(2484) และวิกฤตการณ์บ้านโป่ง (Banpong Incident) ปลายปี 2485 (1942) ผมกับแม่ต้องอพยพไปลี้ภัยการเมืองไปสมุทรปราการบ้านแม่ ผมอยู่ทั้งปากน้ำและบางพลี โดยขณะนั้น แม่อุ้มท้องลูกคนที่ 2 ไปคลอดที่ปากน้ำ ปี 2486 เขาเป็นน้องคนเดียวที่ไม่ได้เกิดบ้านโป่ง ส่วนน้องอีก 5 คน และผม เกิดที่บ้านโป่ง

 

เมื่อไปลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ผมยังเด็ก มีความทรงจำที่เลือนลางมาก จำได้ว่าอยู่อาศัยคล้ายๆ เป็นบ้านมุงหลังคาจาก ติดคลองสำโรง แถวนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา แล้วก็จำภาพแม่ใช้ยอดักปลา เอาปลามาบาก นำไปตากแดด แล้วเอาไปขาย ทำมาหากินช่วงสงคราม แม่ใช้ยอลงไว้ที่หัวสะพาน ยกยอเช้าได้ปลาตะเพียนและกุ้งฝอย

 

ในแง่บริบทของการเมืองระหว่างประเทศ ผมก็เกิดขึ้นมาในช่วงของความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล แล้วกระทบต่อชีวิตของคนจำนวนเป็นล้านๆ คน รวมทั้งชีวิตของผมและครอบครัวญาติพี่น้องของผมด้วย

 

คุณพ่อของอาจารย์มีตำแหน่งที่บ้านโป่ง ไม่ได้ลี้ภัยไป จ.สมุทรปราการ กับอาจารย์ในวัย 1 ขวบและคุณแม่

 

ชาญวิทย์: พ่อมีตำแหน่งเป็นเทศมนตรีอยู่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พ่อต้องอยู่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ในบ้านโป่งซึ่งญี่ปุ่นได้มาตั้งค่าย จับเชลยศึกฝรั่ง จับคนเอเชียมาเป็นแรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไปพม่า

 

พ่อเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในบ้านโป่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ จึงเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างนายทหารญี่ปุ่นกับนายอำเภอบ้านโป่ง พ่อใช้ภาษาอังกฤษและปฏิภาณไหวพริบเจรจายิ่งกว่านักการทูต เคยมีเหตุการณ์ที่นายทหารระดับสูงของญี่ปุ่นยอมแก้มัดพระวัดดอนตูม ช่วงสงครามโลก เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างทหารญี่ปุ่นกับพระ ที่บ้านโป่ง พ่อเป็นคนเจรจา

 

ในช่วงสร้างทางรถไฟ มีเหตุการณ์ ‘วิกฤตการณ์บ้านโป่ง’ ปลายปี 2485 มีการปะทะกันระหว่างชาวไทยกับทหารญี่ปุ่น พ่อในฐานะเทศมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องไกล่เกลี่ยระงับเหตุด้วย

 

กองทัพญี่ปุ่นตั้งค่ายอยู่ที่อำเภอบ้านโป่งและบริเวณหนองปลาดุก พร้อมกับจับเชลยศึกมาจำนวนมาก ตอนทหารญี่ปุ่นคิดว่าตัวเองจะชนะกับตอนรู้ว่าตัวเองแพ้ ก็กลายเป็นคนละคนกัน

 

ตอนทหารญี่ปุ่นคิดว่าตัวเองจะชนะสงคราม ทหารก็กร่างมาก มีการจัดนางบำเรอ (comfort women) มาให้ทหารญี่ปุ่นช่วงนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นไม่ได้มีนางบำเรอมาอยู่ในค่ายตั้งแต่แรก

 

พอแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นฆ่าตัวตาย เขาฆ่านางบำเรอให้ตายไปด้วยกัน แต่ก็มีผู้หญิงที่รอดมาได้เพราะแน่นอนทหารญี่ปุ่นไม่สามารถฆ่าได้หมดทุกคน

 

คนไทยมีความสงสารให้ทั้งฝ่ายเชลยและฝ่ายทหารญี่ปุ่นเมื่อเขาพ่ายแพ้

 

ชาญวิทย์: คนไทยมีความสงสารให้ทั้ง 2 ฝ่ายในยามยากลำบาก โดยมักจะโยนผลไม้ให้เชลยเมื่อเห็นเชลยถูกทรมาน และโยนอาหารกับผลไม้ให้ญี่ปุ่นเช่นกันเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม

 

ตอนผมยังเด็ก ผมเคยได้รับการรักษาจากหมอชาวญี่ปุ่น ที่ช่วยฉีดยาเข้าเส้นเลือดบริเวณลำคอ ซึ่งเสี่ยงมาก แต่รักษาได้สำเร็จ พอมีปัญหาการเมืองหลัง 6 ตุลา 2519 ก็ได้ทุนไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นอยู่เมืองหลวงเก่าเกียวโต อยู่กับโยเนโอะ อิชิอิ เป็นการลี้ภัยการเมือง เพราะถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกกล่าวหา ‘ล้มเจ้า’ แบบที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยโดนกล่าวหา

 

วันที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง อาจารย์อยู่ที่สมุทรปราการก่อนย้ายกลับบ้านโป่ง

 

ชาญวิทย์: ผมอยู่สมุทรปราการประมาณ 3 ปี กระทั่งผมอายุได้ 4 ขวบ เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ลูกพี่ลูกน้องของผมซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ต้องอพยพไปเรียนที่โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง ก็เล่าว่า ครูบอกว่าระเบิดลูกใหญ่ถล่มลงไปในเมืองที่ญี่ปุ่นแล้วเมืองก็หายไปทั้งเมือง และอีกไม่กี่วันต่อมาก็ถล่มอีกเมือง หายไปอีกทั้งเมืองเหมือนกัน

 

ความรับรู้ของเรายังไม่มีคำเรียกว่า ‘ระเบิดปรมาณู’ ในสงคราม ระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่เมืองฮิโรชิมา (6 สิงหาคม) กับระเบิดปรมาณูลูกที่สองลงที่เมืองนางาซากิ (9 สิงหาคม) แล้วก็ทำให้จักรพรรดิญี่ปุ่น ฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 (1945)

 

ทันทีที่อเมริกาทิ้งระเบิด 2 ลูกที่ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาก็กลายเป็นมหาอำนาจแทนอังกฤษ ส่วนอังกฤษบอบช้ำมาก เราต้องไม่ลืมว่า ลอนดอนถูกฮิตเลอร์เอาเครื่องบินไปถล่ม

 

ถ้าในแง่ของประวัติศาสตร์ไทย เราจะเห็นว่าวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้ออก ‘ประกาศสันติภาพไทย’ เนื่องจากการปฏิบัติภารกิจของขบวนการเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม โดยในเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เหตุการณ์นี้ทำให้ประกาศของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะ ไทยไม่เป็นประเทศแพ้สงคราม ไม่ต้องถูกปรับอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี

 

คุณแม่ ‘ฉวีรัตน์ (เอี่ยมโอภาส) เกษตรศิริ’ กลับบ้านโป่งอีกครั้งพร้อมลูก 2 คนจากทั้งหมด 7 คนในเวลาต่อมา

 

ชาญวิทย์: อาชีพที่แม่มาเริ่มที่บ้านโป่ง เป็นอาชีพอิสระทำคลอดและรักษาพยาบาล ชาวบ้านเรียก “หมอหวี” “หมอฉวี” แม่ใช้ความรู้ที่เรียนจบมาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เข้าเรียนช่วงปี 2479-2482 เรียนจบเมื่ออายุ 21 ปี เป็นหลักสูตรที่เข้มมากคือพยาบาลและผดุงครรภ์

 

ได้ประกาศนียบัตรแยกเป็น 2 ใบ คือประกาศนียบัตรผดุงครรภ์และอีกใบคือพยาบาล แต่แม่ไม่เข้ารับราชการ แม่แต่งงานและไปทำงานอยู่บ้านโป่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ส่วนปีที่แม่เกิดอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 แม่เกิดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ปี 2461 (1918) ภายหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นเวลา 8 ปี ซึ่งเป็นปีสิ้นชีวิตของพยาบาลที่แม่ชื่นชอบคือ ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2453 (1910)

 

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมกับแม่และน้องของผม เราทั้ง 3 คนกลับจาก ‘บางพลี-ปากน้ำ’ ไปหาพ่อที่บ้านโป่ง พ่อกับแม่มีลูกอีก 5 คน ดังนั้น ลูกทั้ง 7 และพ่อแม่ รวม 9 คน อยู่บ้านโป่งทศวรรษ 2490 (1950s) สมัยการเมืองคณะรัฐประหาร (พิบูล-ผิน-เผ่า) ก่อนเข้าสู่ระบอบคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร ยุค 2500 (1960s) เราอยู่พร้อมหน้า 9 คน

 

คุณแม่อาจารย์มีความชำนาญมากขึ้นหลังกลับบ้านโป่ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง (2488)

 

ชาญวิทย์: แม่ได้ทำคลอดตามที่เรียนมาอีกครั้ง ตามปณิธานที่ปรากฏในประกาศนียบัตรของสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่แม่ได้รับตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2482 (1939) อำนวยพรว่า ‘จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่มนุษยชาติสืบไป’

 

ตอนแรกที่แม่ไปบ้านโป่งอาจจะยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการทำคลอดมากเท่ากับตอนที่แม่กลับมาอยู่บ้านโป่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้ว ความชำนาญการทำคลอดก็มากขึ้น ชาวบ้านโป่งเรียกแม่ว่า ‘หมอหวี’ หลายคนเป็นคนไข้ที่แม่ไปทำคลอดตอนลูกเขาเกิด จึงมีหลายคนที่มาบอกในเวลาต่อมาว่าแม่ผมทำคลอดให้เขา

 

เราจำได้ว่า ในฤดูฝน น้ำจะขึ้นจากตลิ่งของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเรา มันขึ้นมาสูงมากๆ แล้วบางครั้ง ก็บ่าเข้ามาในถนนในตลาด แล้วก็หายไป เป็นน้ำบ่ามาชั่วคราวแล้วเทศบาลก็จัดการสูบน้ำออก ไม่ใช่น้ำท่วมขังนานๆ อย่างที่เราเห็นในตอนหลัง

 

ผมว่าบ้านเมืองชุมชนประชากรยังมีไม่มาก ในสมัยนั้นประชากรไม่ถึงยี่สิบล้านคน ขณะที่ปัจจุบันเจ็ดสิบล้านคน แตกต่างกันมาก บ้านเมืองขยายมากๆ

 

สมัยนั้นเดินทางออกจากตัวอำเภอเมือง ออกจากตลาด ปุ๊บเดียวก็ถึงท้องนาท้องไร่แล้ว บ้านโป่งอยู่ในเขตที่อุดมสมบูรณ์มาก มีแม่น้ำ มีฝนตกต้องตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นในฤดูที่มีผลไม้ หน้ามะม่วง มะม่วงจะเยอะมาก ชนิดว่ากินลูกทิ้งลูกได้เลย ราคาไม่แพง และเป็นผลไม้ที่คนนำมาฝากนำมาแบ่งปันกัน

 

สงครามอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ปลาย 2483 ถึงต้นปี 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ชาญวิทย์: สยามประเทศ เปลี่ยนชื่อเป็น ประเทศไทย สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 7 ปี) จากนั้นมีการเรียกร้องดินแดนในกัมพูชาและลาวของฝรั่งเศส ปลายปี 2483 – ต้นปี 2484 เป็น ‘สงครามอินโดจีน’ ไทยกับฝรั่งเศส

 

เนื่องจาก ปี 2483 การเมืองไทยมีกระแสที่ผงาดขึ้นมาบดบัง ‘ราชาชาตินิยม’ คือ ‘ลัทธิอำมาตยาเสนาชาตินิยม’ ในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นมันสมอง

 

สำหรับเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศส (อินโดจีนของฝรั่งเศส ประกอบด้วย เวียดนาม, กัมพูชาและลาว) โดยไทยเรียกร้องดินแดนที่อยู่ในกัมพูชาและลาว คือ เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ในกัมพูชา รวมถึงจัมปาศักดิ์ และชัยบุรี-ลานช้าง ในลาว ซึ่งไทยได้ครองดินแดนดังกล่าว 2484-2488 ด้วยการสนับสนุนจากญี่ปุ่น

 

การครองดินแดนสิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก ครั้งที่ 2 รัฐบาลไทย ต้องคืนเสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จัมปาศักดิ์-ลานช้าง-สหรัฐไทยเดิม (เชียงตุง-เมืองพาน) เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู รวมทั้งปราสาทวัดพู (ยกเว้นปราสาทเขาพระวิหาร) ที่ไปยึดมาคืนให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษ เพื่อไม่ต้องถูกปรับว่าแพ้สงครามและเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ที่บัญชาการ กองบัญชาการเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ คือ Lord Louis Mountbatten ซึ่งเป็นลุง เป็นญาติของควีนเอลิซาเบธ แล้วก็มีความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ปรีดี ผู้ออก ‘ประกาศสันติภาพไทย’

 

ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นอิทธิพลของอังกฤษ ส่งมายังประเทศไทย เพราะคนที่จะมารับการยอมแพ้ของญี่ปุ่นคือ Lord Louis Mountbatten ไปรับการยอมแพ้ของญี่ปุ่น ที่สิงคโปร์ แล้วขึ้นมากรุงเทพฯ

 

แล้วผมว่า อังกฤษนี่แหละ ส่งเครื่องบินไปรับในหลวงรัชกาลที่ 8 พระราชชนนีและพระอนุชา จากสวิตเซอร์แลนด์ กลับมาถึงเมืองไทยวันที่ 5 ธันวาคม 2488 แล้วรัชกาลที่ 8 ท่านบรรลุนิติภาวะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแล้ว

 

ท่านปรีดี จากเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 8 ก็สิ้นสุดตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส

 

ในหลวงรัชการที่ 8 ก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีพิธีบรมราชาภิเษก ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่ได้เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหลังมาเพิ่มอิสริยยศกันใหม่ เพราะอย่างที่เราทราบพระองค์สวรรคต 9 มิถุนายน 2489 ท่านเสด็จกลับมาถึงไทยเพียง 6 เดือนเท่านั้นเอง ก็สวรรคต เรียกว่าเป็น tragedy ของสังคมไทย

 

อีกสิ่งที่ยังหลงเหลือเป็นแนวคิดของคนบางกลุ่มในปัจจุบันคือ การทวงคืนดินแดน จากประวัติศาสตร์สมัย “สงครามอินโดจีน” ไทยกับฝรั่งเศส

 

ทั้งที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองไทยก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน เพราะว่า ถ้าเมืองไทยถูกตัดสินให้แพ้สงคราม ถ้าประกาศสันติภาพของอาจารย์ปรีดี ไม่ได้รับการยอมรับโดยสัมพันธมิตรโดยอังกฤษและอเมริกา ประเทศไทยคงบอบช้ำมาก อาจถูกยึดครอง

 

แต่ถ้าคิดในสิ่งที่มันไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเมืองไทยถูกยึดครอง ผมว่า ฝ่ายที่ยึดครองต้องเป็นอังกฤษ เพราะประเทศไทยอยู่ภายการปฏิบัติการของ Lord Louis Mountbatten สิ่งที่เรียกว่า เซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์

 

ถ้าเมืองไทยถูกยึดครองหลายๆ ปี คนไทยอาจจะเก่งภาษาอังกฤษก็ได้ แล้วคนไทยเวลาไปอังกฤษอาจจะไม่ต้องขอวีซ่าก็ได้

 

อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปอังกฤษไม่ต้องขอวีซ่า อันนี้มองสถานะความเป็นเมืองขึ้น เป็นบวกก็ได้นะ มันไม่ได้เป็นลบร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป

 

แต่ถ้าเผื่อฝ่ายอักษะ (รวมญี่ปุ่น) ชนะสงคราม ผมว่ากัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของไทย เพราะเรายึดมาแล้ว เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตในปัจจุบันยังอยากจะไปเอาคืน

 

ผมว่าอันนี้คือ หัวใจของประวัติศาสตร์คือ จะจำ จำอย่างไร จะลืม แล้วลืมอย่างไร

 

คุณพ่ออาจารย์ชาญวิทย์ เคยใช้นามสกุล ‘แก่นแก้ว’ ก่อนเปลี่ยนเป็น ‘เกษตรศิริ’

 

ชาญวิทย์: พ่อตั้งนามสกุล ‘เกษตรศิริ’ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำนาและไม่มีนาให้ทำ (หัวเราะ) ในช่วงวัยเด็ก พ่อใช้นามสกุล ‘แก่นแก้ว’ ตอนโรงเรียนสวนกุหลาบวิยาลัยก็ใช้นามสกุลนี้ ต่อมาในปี 2483 (1940) ปีที่พ่อแม่แต่งงานกัน พ่อเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลจาก ‘เชิง แก่นแก้ว’ เป็น ‘เชิญ เกษตรศิริ’ ตามแนวรัฐนิยมของคณะราษฎร ที่เปลี่ยนจากสยามเป็น ไทย เมื่อ 24 มิถุนายน 2482 (1939) หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว 7 ปี ช่วงนั้นคนต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลกันเยอะ

 

พ่อเกิดสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นเดียวกับแม่ แต่พ่อเกิดก่อนแม่ 6 ปี พ่อเกิดวันที่ 9 กันยายน 2455(1912) ที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมา 1 ปี หลังพ่อเกิด สยามเริ่มใช้นามสกุลในปี 2456(1913) อย่างที่เราทราบกันว่าคนไทยเริ่มใช้นามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6

 

ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ในสยามมี ‘กบฏประชาธิปไตย ร.ศ. 130’ และมีเหตุการณ์ระดับโลก สิ้นสุดราชวงศ์ชิงในเมืองจีน ดร.ซุนยัตเซ็นนำการปฏิวัติประชาธิปไตย

 

ความผูกพันโรงเรียนสวนกุหลาบจากรุ่นคุณพ่อมาสู่รุ่นอาจารย์ชาญวิทย์

 

ชาญวิทย์: ความสามารถทางภาษาอังกฤษของพ่อมาจากช่วงที่พ่อเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นเวลา 10 ปี (2461-2471)

 

ตอนพ่อเป็นเทศมนตรีที่บ้านโป่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสามารถคุยกับนายทหารญี่ปุ่นได้ และเป็นล่ามเชื่อมการสื่อสารกันระหว่างทหารญี่ปุ่นกับฝ่ายรัฐไทย พ่อติดตามข่าวการเมืองทั้งในและต่างประเทศ พ่ออ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ และมีแผนที่ไว้ดูด้วย

 

พ่อเล่าว่าเล่นฟุตบอลในทีมโรงเรียนสวนกุหลาบ เคยเล่นต่อหน้าพระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 6 ส่วนคึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ หลังพ่อ 2-3 ปี

 

พ่อรักโรงเรียนสวนกุหลาบเหมือนรักบ้านโป่ง เมื่อสร้างตึกใหม่หลังไฟไหม้ใหญ่ปี 2497 พ่อให้ทาสีตึกเป็นชมพู-ฟ้า ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

เมื่อมีลูกชาย 3 คนแรก เวลาเข้ากรุงเทพฯ ก็จะพาลูกๆ เดินผ่านตึกยาว จากประตูด้านสะพานพุทธฯ ไปออกประตูด้านโรงเรียนเพาะช่าง

 

พ่อมักจะพูดเรื่องการเรียน บอกว่า เรียนให้เก่ง โตขึ้นจะได้เข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ตอนผม 8-9 ขวบ พ่อส่งเข้าโรงเรียนนารีวุฒิ เป็นโรงเรียนมิชชันนารีชั้นดีที่บ้านโป่ง อาจารย์ใหญ่เป็นแม่ชี มาจากอิตาลี เราเรียกว่าสุพีเรีย ผมเรียนนารีวุฒิ 1 ปี

 

แล้วเข้าโรงเรียนสารสิทธิ์ฯ 5 ปี 2493-2497 เป็นช่วงโรงเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง รื้อโรงเรียนไม้เก่าๆ สร้างตึกสูงใหม่ หากขึ้นไปบนยอดก็มองเห็นพระปฐมเจดีย์

 

บ้านโป่ง เป็นที่ตั้งตัวของคนที่ต้องการทำมาหากินในดินแดนใหม่ ในตัวตลาดจึงมีคนอพยพมาอยู่มาก เป็นคนชั้นกลาง มักจะเป็นคนเชื้อสายจีนไม่ใช่คนดั้งเดิม ความคึกคักอาจจะมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6-7 เมื่อรถไฟสายใต้สร้างมาถึงเมืองนี้ ร.ศ.114 (2438/1895) จึงเกิดคหบดี

 

บ้านโป่ง ได้รับการจัดตั้งการปกครองท้องถิ่น เป็นสุขาภิบาลเมื่อปี 2459(1916) ต่อมาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 (1932) มีนโยบายกระจายอำนาจการปกครองในรูปเทศบาล สุขาภิบาลบ้านโป่งจึงได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตั้งแต่ปี 2479 (1936)

 

พ่อมาบ้านโป่งตั้งแต่ปี 2480 (1937) หลังพ่อเรียนที่สวนกุหลาบ 10 ปี ในปี 2471 พ่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำการค้าขาย เคยไปอุตรดิตถ์ พิษณุโลก แต่สุดท้ายพ่อตัดสินใจเลือกบ้านโป่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้คนจำนวนมาก พ่อมีการศึกษาสูง ฐานะการค้าขายดี ในเวลา 4 ปี ก็ได้เป็นเทศมนตรี เป็นนาน 18 ปี ทั้งสมัยเลือกตั้งและไม่เลือกตั้ง

 

สมัยมีการเลือกตั้งยุคจอมพล ป. พ่ออยู่ในตำแหน่งได้ดีมากกว่าสมัยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2501 ซึ่งฝ่าย “อำนาจนิยม” มองว่า การเลือกตั้ง เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์

 

หลังสงครามจบไปแล้ว ครั้งหนึ่งมีงานใหญ่ เปิดสุขศาลาบ้านโป่ง ปี 2492 เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลไปแล้ว กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินเล็กที่มีใบพัดข้างหน้า แล้วมีปีก 2 ชั้น มาบินโชว์ ปีนั้นผมอายุ 8 ขวบนุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียน ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตกับพ่อและนักบิน เนื่องจากพ่อมีตำแหน่ง ก็เลยได้รับเชิญให้ขึ้นเครื่องบิน ผมก็ไปด้วย เป็นความทรงจำที่ดี เมื่อมองกลับไปชีวิตในวัยเด็กของเราก่อนที่จะเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ ต่อด้วยธรรมศาสตร์ และไปเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา

 

ภาพสุดท้ายที่เห็นพ่อคือ กรกฎาคม 2508 ผมเดินทางไปเรียนแคลิฟอร์เนีย ก่อนพ่อจากไปเมื่อ 6 มกราคม 2510 (1967) ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในวัย 55 ปี โดยลูกคนที่ 1 และ 2 อยู่ลอสแองเจลีส ไม่ได้รับการแจ้งข่าวให้ทราบการจากไปของพ่อ จึงไม่ได้กลับมางานศพพ่อที่วัดธาตุทอง ขณะนั้นแม่อายุ 49 ปี หลังจัดงานศพพ่อแล้ว แม่เก็บข้าวของทั้งหมดกลับปากน้ำ บ้านเกิด

 

พ่อเคยพูดกับแม่ว่า หากพ่อเป็นอะไรไป แม่จะรับไหวไหม มีเรือพ่วงตั้ง 7 ลำ แม่บอกว่า ไหวซิ

 

แม่ทำอย่างที่พูดไว้กับพ่อ คือ ให้การศึกษาลูก

 

แม่จากไป 17 กันยายนปี 2551 (2008) เมื่ออายุ 90 ปี เท่ากับอายุปีที่เสียชีวิตของฟอร์เรนซ์ ไนติงเกล พยาบาลที่แม่ชื่นชอบ

 

อาจารย์ชาญวิทย์ วัยเด็กที่บ้านโป่ง สมัยสงครามเย็น

 

ชาญวิทย์: ในสมัยนั้นนอกจากผมจะจำเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ลางๆ ผมกลับจำเรื่องสงครามเย็นได้พอสมควร ตอนนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่สอง

 

จอมพล ป. ตอนเป็นนายกฯ สมัยแรก เคยประกาศสงครามเป็นศัตรูกับอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากตอนนั้นจอมพล ป. เลือกอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น

 

พอมาถึงสมัยสงครามเย็นจอมพล ป. ก็กลับกลายเป็นพันธมิตรกับอเมริกา

 

ผมจำได้เพราะพ่อผมเป็นคนที่สนใจข่าวต่างประเทศมาก พ่อรับหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ชอบอ่านสยามรัฐ แล้วพ่อชอบแผนที่ พ่อติดแผนที่เอาไว้ที่บ้านพักเรา เป็นห้องแถวติดถนนทรงพล อยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง

 

พ่อผมจะติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลาและดูว่าสงครามรบกันที่เมืองไหนบ้าง ตอนนี้อเมริการุกไปถึงเมืองไหนแล้ว

 

ตอนนั้นเกาหลีใต้เกือบแพ้ แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเข้าไปช่วย แล้วไทยก็เข้าไปช่วย แล้วกลุ่มประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา เราเรียกว่า องค์การ SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) ซึ่งเลียนแบบมาจาก NATO (North Atlantic Treaty Organisation องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เข้าไปช่วยเกาหลีใต้ ก็ไปยึดคืนเมืองต่างๆ ได้ ต่อมาจึงมีการแบ่งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ อย่างที่เราทราบกันในปัจจุบัน

 

อันนี้เป็นความทรงจำที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ช่วยให้เราซึ่งเป็นคนบ้านโป่ง รู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ อย่างน้อยก็ในปีกของค่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายโลกเสรี ฝ่ายโลกตะวันตก

 

เพราะฉะนั้นในช่วงสงครามเย็นมีสงครามเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ แล้วอเมริกาเข้าไปสนับสนุนเกาหลีใต้ รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยที่สอง 8 เมษายน 2491-16 กันยายน 2500) ก็เข้าไปเป็นพันธมิตรกับอเมริกาแล้วก็ส่งทหารไปร่วมรบในเกาหลีด้วย

 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคหลัง(8เมษายน 2491-16 กันยายน 2500 ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลจอมพล ป. ยุคแรก (16 ธันวาคม 2481-1 สิงหาคม 2487) ที่จอมพล ป. อยู่ฝ่ายญี่ปุ่น

 

ที่บ้านผมมีวิทยุ วิทยุสมัยนั้นฟังได้เฉพาะตอนกลางคืน พ่อเขาถือว่าเขาทันสมัยมาก ไปซื้อที่ชาร์จแบตเตอรี่มาจากกรุงเทพฯ

 

คำขวัญวิทยุสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคหลัง มีการพูดถึงเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ เขาเน้นเรื่องการมีรัฐธรรมนูญ

 

ที่น่าสนใจ มีการอ่านปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่าของแบบนี้มันแปลกนะ แล้วตอนหลังมันหายไป ยิ่งสมัยหลังๆ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร สมัยหลังๆ อะไรที่มันดูเป็นสากลมันกลับถูกจำกัดให้เป็นไทยๆ ไปมากกว่าเป็นสากล

 

ตอนนั้นฝ่ายรัฐบาลรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยการพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ ในความเชื่อที่ว่า ถ้าคนกินดีอยู่ดีก็ไม่ไปเป็นคอมมิวนิสต์หรอก ถ้ายากจนสิถึงจะไป อย่างกรณีของจีน กรณีของรัสเซีย คนยากจนจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป

 

เพราะฉะนั้น ในตอนนั้นเราจะเห็นว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคสงครามเย็น ผลักดันเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ โปรเจ็คใหญ่ของรัฐบาล คือการสร้างเขื่อนยันฮี ที่ จ.ตาก ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนภูมิพล เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี เป็นโปรเจ็ครัฐบาลจอมพล ป. ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากธนาคารโลก อเมริกาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นนโยบายโลกเสรี

 

ในขณะเดียวกัน ก็จะผลักดันเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร จึงมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในยุคนี้ เพื่อให้คนสนใจเรื่องการเกษตร สมัยนั้นอาจจะมีเพลงอย่างเช่น ‘กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม’

 

อันนี้จะเป็นเพลงที่เราจะได้ยินตลอดเวลา เหมือนปลุกระดมอยู่ในวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

 

มีอะไรหลายอย่างที่คนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ เพราะว่าประวัติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกปิดบัง ถูกทำให้ลบเลือนไป แล้วเอาชื่อคนอื่นๆ เข้ามาแทน เพราะฉะนั้น นโยบายอะไรต่อมิอะไรที่ผลักดันโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็จะถูกทำให้หายไป

 

เรากินไข่ไก่ เป็นการโปรโมตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม การที่จะต้องเลี้ยงไก่ในกรง แล้วไข่กลิ้งออกมา ไก่ก็ไม่สามารถกกไข่ได้ แม่ผมก็เลี้ยงไก่ เพาะถั่วงอก ตามคำแนะนำของรัฐบาล กินก๋วยเตี๋ยวใส่ถั่วงอก กินผัดไทยใส่ถั่วงอกและเลี้ยงไก่

 

ผมว่าในทศวรรษนั้น ผมคิดว่าผมยังไม่เห็นความยากจนอย่างมากๆ ที่เราจะมาเห็นในระยะหลังๆ

 

ช่วงอยู่บ้านโป่ง ถ้ามีวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ผมมักจะไปอยู่กับยายและน้า ผมมีน้าสาวเยอะ แล้วที่เราจำได้และซึมในตัวเราโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากโรงเรียนของยาย ชื่อ เฉลิมวิทยา อยู่ในที่ดินวัดกลาง ปากน้ำ สมุทรปราการ

 

เวลามีงานฌาปนกิจศพคนที่เป็นเศรษฐีมีสตางค์ ญาติเขาจะจ้างคณะโขนมาแสดงโขนหน้าไฟ ก่อนจะเผา

 

เขาก็เล่นโขน ดังนั้น ผมจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับโขนมากๆ ในตอนเป็นเด็ก เพราะเราได้ไปดูโขน เรารู้สึกอินกับโขนโดยไม่รู้ตัว เราจะจำตัวละครได้ มีพระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด

 

แต่แปลกอันหนึ่ง ในสมัยผม เราก็เห็นโรงงิ้วนะ แต่ผมไม่รู้สึกว่าอินกับงิ้ว อาจจะเพราะเราฟังไม่รู้เรื่องหรือเปล่า

 

เราเป็นคนเชื้อสายจีน แต่การรณรงค์ให้มีความเป็นไทยในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามประสบความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้สนใจเรื่องจีน

 

เรื่องโขน ซึมในตัวผมโดยไม่รู้ตัว ผมจะไปซื้อหนังสือเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งออกมาเล่มละ 1-2 บาท ซื้อเป็นชุด หลายสิบเล่ม เคยเก็บไว้ แต่ตอนหลังบริจาคให้ห้องสมุดไปหมดแล้ว

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้วหลายปี ที่บ้านโป่งเกิดไฟไหม้ใหญ่

 

ชาญวิทย์: ปี 2497 (1954) เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย บ้านของเราถูกไฟไหม้หมด แม่ขนย้ายสิ่งของสัมภาระและดูแลลูกๆ ให้ได้รับความปลอดภัย

 

ขณะที่พ่อเป็นเทศมนตรีไปทำหน้าที่ช่วยชาวบ้านดับไฟ พ่อไม่ได้กลับบ้าน 2 วัน กระทั่งเพลิงสงบ มีการประเมินความเสียหายสิ่งปลูกสร้าง คิดเป็นเงินนับร้อยล้านบาท ส่วนเจ้าของร้านขายของชำต้นเพลิงถูกตำรวจจับและเขาสารภาพว่าวางเพลิงเพื่อหวังเอาเงินประกัน 30,000 บาท

 

หลังเหตุการณ์นั้นที่บ้านโป่ง ครอบครัวเราทั้ง 9 คนไม่ได้อยู่ครบหน้ากันอีกเลย ลูกๆ ทยอยถูกส่งไปเรียนหนังสือ หากไม่ไปเรียนกับคุณยายที่ปากน้ำ ก็ไปอยู่กับคุณป้าที่ซอยสารสิน เริ่มจากผมเองเข้าเรียนกรุงเทพฯ 2498 (1955) เรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ

 

เรียนโรงเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกับ ‘พนัส-สุรยุทธ์’

 

ชาญวิทย์: ผมในวัย 14 ปี เมื่อปี 2498 ผมเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่บ้านคุณป้า สงวน ยืนยง ซอยสารสิน ที่นั่นมีการปลูกบ้านเรือนทศวรรษ 2490 (1950s) เป็นชานเมืองที่จะออกไปด้านถนนวิทยุ ย่านสถานทูตและถนนสุขุมวิท ที่ปากซอยสารสินติดกับสวนลุมพินี มีโรงแรมเล็กๆ มีนักข่าวและชาวต่างชาติมาที่นี่ช่วงยุคต้นๆ ของสงครามอินโดจีน

 

ผมเรียนมัธยมศึกษา ม.4-ม.8 วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2498-2502 ก่อนหน้านั้นเรียนต่างจังหวัดมาตลอด(2491-2497) ตั้งแต่ ป.1 (ประถม)-ม.3 (มัธยมศึกษา) โรงเรียนเฉลิมวิทยา สมุทรปราการ, โรงเรียนนารีวุฒิวิทยาลัย บ้านโป่ง ราชบุรี, โรงเรียนสารสิทธิพิทยาลัย บ้านโป่ง ราชบุรี

 

สวนกุหลาบ เป็นโรงเรียนแปลกประหลาด ไม่ธรรมดา แต่ผมก็คุ้นเคย เพราะพ่อเคยพามาเดินในโรงเรียนสวนกุหลาบ แล้วผมรู้สึกว่าโรงเรียนนี้ประหลาดนะ ทำไมมีตึกยาว เราก็รู้สึกแปลกใจ ตั้งแต่ผมยังเรียนที่บ้านโป่ง พ่อบอกว่า อีกหน่อยก็ต้องมาเรียนที่นี่ ผมก็คิดว่าพ่อบอกให้มาเรียนก็ต้องมาเรียน แล้วในที่สุดผมก็เข้าเรียนสวนกุหลาบได้

 

ตอนแรกที่มาอยู่ ผมยังไม่โตเท่าไหร่ ก็นั่งรถเก๋งที่เขาขับไปส่งพี่สาวซึ่งเป็นลูกสาวคุณป้าไปโรงเรียนราชินี ส่วนผมติดรถไปลงโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ในที่สุดเมื่อเราคุ้นเคยเส้นทาง เราก็จะเริ่มขึ้นรถเมล์ สมัยผมยังมีรถรางอยู่ เราสามารถขึ้นรถรางหน้าซอยสารสินมาตามถนนราชดำริ แล้วมาถนนเจริญกรุง แล้วเราก็ขึ้นรถเมล์ต่อ มาโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ตอนเรียนสวนกุหลาบ คนที่เป็นเพื่อน คบมาถึงปัจจุบัน คือ พนัส ทัศนียานนท์ คนนี้เป็นนักเลง หนีเรียน ไม่เรียนต่อ ม. 7-8 เขาไปต่อช่างกล สายอาชีวะ แต่สมัยนั้นมีสอบเทียบ เขาไปสอบเทียบได้ มัธยม 8 แล้วไปเข้าธรรมศาสตร์ ตั้งแต่สมัยเป็นตลาดวิชา จึงได้นิติศาสตร์บัณฑิต ตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่

 

อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนโรงเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกันคือ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เขาเรียน ม.5 ด้วยกันกับผม จำกันได้ดีว่า เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด

 

ผมเริ่มคุ้นกับการเดินทางด้วยรถเมล์ในกรุงเทพฯ แล้วผมก็ใช้รถเมล์เป็นประจำ ในช่วงที่อยู่สวนกุหลาบ และในช่วงที่อยู่ธรรมศาสตร์

 

แล้วยังจำได้ว่า ถ้าเราขึ้นรถเบอร์ 15 รถเมล์บุญผ่อง มันก็สามารถพาเรากลับไปถึงสวนลุมพินีได้ ถ้าเราขึ้นรถดีๆ เราสามารถจะขึ้นรถโดยเสียเงินเพียง 90 สตางค์ สามารถเก็บเศษ 10 สตางค์เอาไว้ได้ คือ ไม่ถึง 1 บาท ถ้าเรารู้วิธีขึ้นจากตรงไหนไปตรงไหน ปัจจุบันเหรียญเล็กสุด คือ 25 สตางค์ ไม่ใช่ 10 สตางค์แล้ว

 

ครูที่ผมจำแม่นชื่อครูเพี้ยน สอนวาดเขียน พาเราไปเที่ยวสวนสัตว์ดุสิต แล้วให้เราวาดรูป ผมจำได้ว่า ผมวาดรูปนกตัวใหญ่ วาดได้ดีพอสมควรแล้วครูเอารูปเราไปติดบอร์ดที่ห้องวาดเขียน เรารู้สึกประทับใจมากๆ

 

เรียนปริญญาตรีรัฐศาสตร์ (การทูต) เกียรตินิยมดี (รางวัลภูมิพล 2506) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (2503-2506)

 

ชาญวิทย์: แม่ของผมเป็นพยาบาล ความจริงแม่ต้องการให้ผมเรียนแพทย์ จุฬาฯ แต่ผมสอบติดรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมมาเรียนการทูต ตอนอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นช่วงสงครามเย็น ในแง่การเมืองระหว่างประเทศ ไทยก็อยู่ค่ายอเมริกา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ คือ ต่อต้านจีนแดงกับสหภาพโซเวียต

 

เพราะฉะนั้น บรรยากาศในประเทศ เป็นบรรยากาศการปลุกระดมให้กลัวและเกลียดลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเริ่มก่อตั้งองค์การ สปอ.หรือ SEATO องค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization เลียนแบบองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organisation หรือ NATO ในยุโรป

 

ทราบกันดีว่าสำนักงานของ SEATO ก็คือ บริเวณซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศ ตรงข้ามท้ายวังสวนจิตรลดา เพราะฉะนั้น ยุคสมัยนี้ที่ผมเรียนปริญญาตรีธรรมศาสตร์ ก็เป็นยุคสมัยที่เราถูกปลุกระดมให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ มีการปลุกผีคอมมิวนิสต์กันเป็นประจำ

 

แล้วก็จะมีคำขวัญเยอะแยะที่ออกมาประชาสัมพันธ์ ในวารสารที่ฝ่ายอเมริกา CIA จัดทำ มีการประชาสัมพันธ์ ‘ถ้าคอมมิวนิสต์มา ศาสนาหมด’

 

แล้วก็ประเภทที่ว่า ‘ประเทศไทยอยู่ในแหลมทอง ที่มั่นสุดท้ายของเรา เราจะถอยไปไม่ได้อีกแล้ว’

 

แต่จริงๆ ผมเคยคิด ถ้าคอมมิวนิสต์มา ผมจะทำอย่างไร เราก็วาดภาพอันน่ากลัวอันนั้น คอมมิวนิสต์ก็ต้องลงมาจากทางเหนือ มาจากเมืองจีน จากมณฑลยูนนานลงมา ข้ามแม่น้ำโขงมาทางลาวเข้ามาในประเทศไทย

 

ตอนนั้นเขาปลุกระดมกันว่า เราต้องสู้ เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ในใจผมคิดว่า ถ้าคอมมิวนิสต์มา ผมจะหนีไปปีนังจะพาพ่อแม่พี่น้องผมไปด้วย เพราะผมเคยไปเที่ยวปีนัง ผมชอบปีนังมากๆ หรือถ้าไปไกลกว่านั้น เลยมลายู อินโดนีเซียไป เราไปออสเตรเลียดีกว่า เรื่องอะไรเราจะอยู่ให้ตกเป็นทาสคอมมิวนิสต์

 

แล้วต่อมาเรามาเห็นการโฆษณาชวนเชื่อในตอนยุคหลังของสงครามเย็น ในช่วงทศวรรษ 1960s – 1970s ทำนองนี้ สงครามในอินโดจีน สงครามในเวียดนาม เราก็คิดว่า มาอีกแล้ว เราก็เห็นอีกแล้ว

 

ตอนผมเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ เป็นช่วงสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วย จอมพลถนอม กิตติขจร แล้วผมคิดว่า การเมืองในระดับสูงเข้ามาอยู่เต็มธรรมศาสตร์ เข้ามาโดยผ่านอธิการบดี ครั้งหนึ่งจอมพลถนอม ก็เป็นอธิการบดีของธรรมศาสตร์ แล้วจะต่อด้วยระยะเวลาอันยาวนานของ ‘เสด็จในกรมฯ’ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) หรือ พระองค์วรรณฯ

 

ธรรมศาสตร์ตอนนั้น เป็นช่วงต่อของ ‘ตลาดวิชา’ กับการเป็น ‘มหาวิทยาลัยปิด’ จึงมีจำนวนนักศึกษามาก เมื่อนักศึกษามาก ถ้ารวมตัวกันได้ ก็มีพลัง เพราะฉะนั้นพลังของนิสิตนักศึกษา ก็ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสุดในปี 2500

 

ในยุคที่นายกรัฐมนตรีคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (นายกฯ 2502-2506) ยึดอำนาจได้ในช่วงนี้ คือช่วงที่ความทรงจำของคณะราษฎร ถูกปิดบัง ผมเข้าธรรมศาสตร์ปี 2503 ช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่คณะราษฎรถูกลืม

 

เราจะไม่รู้จักปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เราจะเริ่มลืมชื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางศิลาฤกษ์หอประชุมใหญ่ เมื่อธรรมศาสตร์ครบรอบ 20 ปี คือปี 2497

 

คนจำนวนมาก เขียนผิดว่า อธิการบดีธรรมศาสตร์ คือ ปรีดี พนมยงค์ ทั้งๆ ที่ปรีดี พนมยงค์ มีตำแหน่งเป็นผู้ประศาสน์การ ส่วนคนที่เป็นอธิการบดีคนแรก คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่องนี้เป็นปัญหาการถูกลืมในประวัติศาสตร์

 

ปีที่ผมเข้าธรรมศาสตร์ปี 2503 รัฐศาสตร์มี 2 แผนก คือ ปกครอง กับ การทูต ผมเป็นรุ่นแรกที่สอบเข้า แต่เข้ารัฐศาสตร์ เป็นสิงห์แดง 12 แล้วพวกสิงห์แดงมีความเป็นรัฐศาสตร์มากกว่าความเป็นธรรมศาสตร์ เพราะรับจำนวนจำกัด และเครื่องแบบการแต่งตัวก็แตกต่างจากคณะอื่น

 

ผมเข้าการทูต ตอนนั้น แผนกปกครองมี 60 คน แผนกการทูต 60 คน เรามีอยู่ 120 คน บางวิชาเราเรียนรวมกัน บางวิชาเราเรียนแยก แล้วพอขึ้นปี 2-4 จำนวนนักศึกษาหายไปเรื่อยๆ บางคนเรียนไม่จบ

 

รัฐศาสตร์มีสิทธิพิเศษเยอะแยะเลย ไม่ต้องไปจองที่นั่งเรียนด้วย เพราะมีห้องเรียนเป็นของคณะรัฐศาสตร์ ถ้าเรียนคณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จะต้องไปจองที่นั่ง เป็นการเรียนที่ยากเย็นสมัยโน้น

 

อาจารย์ชาญวิทย์ได้ทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ศึกษาต่อโทและเอก 2508-2513 ที่สหรัฐอเมริกา

 

  • ปริญญาโท M.A. Diplomacy and World Affairs, Occidental College, Los Angeles (2510)
  • ปริญญาเอก Ph.D. Southeast Asian History, Cornell University, Ithaca, New York (2515)

 

ชาญวิทย์: ก่อนผมไปเรียนสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นมูลนิธิ Rockefeller Foundation ซึ่งเข้ามาช่วยเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลการแพทย์ของสยามตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว มูลนิธิ Rockefeller ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลสำคัญของธรรมศาสตร์ 2 ท่าน คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ทั้ง 2 ท่าน ต้องการสร้างบุคลากรให้เป็นอาจารย์ประจำของธรรมศาสตร์ จึงมีทุนไปเมืองนอกเยอะ

 

พอผมจบรัฐศาสตร์บัณฑิต ผมได้ที่ 1 ได้รับรางวัลภูมิพล 2506 ทางมูลนิธิ Rockefeller จึงมาหาถึงบ้านเลย เป็นทุนผ่านภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์

 

เจ้าหน้าที่ของ Rockefeller ชื่อ Bradley เป็นเหลนของหมอบรัดเลย์ เขาไปหาผมที่บ้านคุณป้า ซอยสารสิน เขาบอกว่า คุณได้ทุนแล้ว เตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอก

 

ส่วนรางวัลทุนภูมิพล เป็นประกาศนียบัตรว่าเราได้รับทุน ผมยังมีประกาศนียบัตรเก็บไว้อยู่ เป็นเหรียญ 1 เหรียญรางวัลภูมิพล และเป็นเงินสด 2 พันบาท แปลว่า เราได้รางวัลเป็นเงินด้วย ทองคำประมาณ 2 บาทกว่า คิดเป็นเงินปัจจุบันก็เยอะ

 

เปิดเทอมในฤดูใบไม้ร่วง ของปี 2508 (1965) ผมไปเรียนปริญญาโททางการทูต ที่ Occidental College มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (2508-2510) ซึ่งเป็นวิทยาลัยเล็กๆ ของลูกผู้ดีมีสตางค์ แถวลอสแองเจลีส เมือง Pasadena

 

ผมก็ไปอยู่ลอสแองเจลีส 2 ปี ผมเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่จำนวนไม่น้อยได้ทุนแบบเดียวกับผม ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์กับไต้หวันเพราะเป็นพันธมิตรของอเมริกา ไม่มีพม่า ลาว กัมพูชา

 

ส่วนชาวอเมริกันที่เป็นเพื่อนผม จำนวนไม่น้อยเป็นเป็นอาสาสมัครสันติภาพ ซึ่งกลับไปจากเมืองไทย หรือกลับไปจาก Southeast Asia

 

ผมจำได้ว่า ขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม เริ่มมีขึ้น เราดูโทรทัศน์ทุกวันในอเมริกา สงครามอเมริกาในเอเชีย ไปรบกันให้เราเห็นทุกวันในโทรทัศน์ เพราะฉะนั้น ผมก็ซึมซาบไปกับเรื่องสงคราม และซึมซาบกับเพื่อนซึ่งเริ่มต่อต้านสงคราม

 

บรรยากาศของสงครามอเมริกันในเวียดนาม เป็นสงครามซึ่งไม่มีการประกาศสงคราม แต่ยิงกัน ฆ่ากันตายเป็นจำนวนแสนจำนวนล้านในเวียดนาม แล้วขยายเข้ามาในลาวในกัมพูชา

 

ตรงกับยุค 1960s ของคนรุ่นใหม่ในอเมริกา (ทศวรรษ 2500) ผมเข้าไปตอนนั้น ผมเข้าไปในตอนเกิดขบวนการสิทธิมนุษยชน Human Rights มีคำขวัญ Black is beautiful คนอเมริกันผิวดำมีฐานะเท่าเทียมกันกับคนผิวขาว

 

ผมไปถึง ผมจำได้ว่า สิ่งแรกซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหญ่เลย คือ การจราจล Watts riots อยู่ในเขตเมืองลอสแองเจลีส นั่นเป็นสิ่งที่ผมช็อก

 

ผมเริ่มตาสว่าง แล้วเริ่มไปกับเพื่อนๆ ที่เป็น “ซ้ายใหม่” New Left ที่ต้องร้องเพลง If you’re going to San Francisco, be sure to wear some flowers in your hair เอาดอกไม้มาปักผม แล้วก็ไว้ผมยาว

 

ผมก็ไว้ผมยาวเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเข้ากับบริบทของสังคมในตอนนั้น คือใครๆ ก็ไว้ผมยาว แล้วค่าตัดผมมันแพงมากเลยในอเมริกา ไม่ได้ราคาถูกแบบเมืองไทย ในอเมริกาเหมาะมากที่จะไว้ผมยาว

 

เริ่มไว้ผมยาว แต่ก็ไม่ได้ไว้ยาวมาก ตอนอยู่แคลิฟอร์เนีย 2 ปี เพราะว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นนักการทูต เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันก็คือฝ่ายขวา อนุรักษ์นิยม แล้วเป็นคนที่ใจดีมากๆ รักนักศึกษามาก และทำให้เรารักอเมริกา

 

ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผม อาจารย์ที่ปรึกษาถามคำสุดท้ายว่า ถ้าอเมริกาต้องประนีประนอม ถอนทหารออกจากเวียดนาม ไทยจะทำอย่างไร

 

โดยไม่รู้ตัว ผมก็เขียน 1 หน้า ตอบคำถามนี้ แล้วใส่ไว้ในภาคผนวก ผมเชื่อว่าไทยจะถอยออกจากอเมริกา อาจจะพยายามทำตัวเป็นกลาง หรือไม่ก็ไปคืนดีกับจีน ตรงนี้ที่ผมว่าเราโชคดีมาก ที่ใส่ไว้ 1 หน้า ไม่งั้นคนไปอ่านวิทยานิพนธ์ของเรา ซึ่งบางคนก็ไม่ค่อยอ่านหรอก แต่ถ้าเด็กรุ่นหลังไปอ่านจริงๆ อาจจะบอกว่า เป็นพวกกระหายสงครามมาก่อนนี่หว่า

 

พอดีมี second thought คิดตลบอีกที เมืองไทยมันก็เล่นเกมอย่างนี้นี่หว่า ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 6 ก็รอดูอยู่ กระทั่งส่งทหารไปเข้าร่วมตอนท้ายกับฝ่ายชนะ

 

พอมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก็ประกาศเป็นกลางนะ พอญี่ปุ่นบุกเท่านั้นล่ะ จอมพล ป. พิบูลสงครามก็ตัดสินใจ ยอมก็ยอมวะ ไปกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับอังกฤษ อเมริกา เพราะฉะนั้น แปลว่า จอมพล ป. ก็รักษาเอกราชของประเทศไทยไว้ได้ เป็นพันธมิตร ก็ไม่ถูกยึดครอง

 

บทบาทจอมพล ป. ก็เป็นบทบาทที่แสนจะ ‘ไทย’ ส่วนปรีดี พนมยงค์ เป็นแขนข้างหนึ่งของจอมพล ป. เพราะปรีดีเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พอจอมพล ป. จะไปเข้ากับญี่ปุ่นมากๆ ปรีดีบอก ไม่เอา เพราะเราจะเสียเปรียบเยอะเลย อย่างเช่น เรื่องเงินเยนพิเศษ ญี่ปุ่นจะมาพิมพ์ธนบัตรเอง ปรีดีก็บอกว่า แบบนี้ไม่ได้ จะต้องทำเรื่องให้ญี่ปุ่นแม้พิมพ์ธนบัตรเอง ก็ต้องยืมเงินจากรัฐบาลไทย ไม่งั้นธนบัตรญี่ปุ่นก็ไม่มีค่า กลายเป็นแบงก์กงเต๊ก

 

ญี่ปุ่นต้องยืมเงินจากรัฐบาลไทยไปพิมพ์ธนบัตร ดังนั้น ญี่ปุ่นต้องให้เงินเรา ซึ่งต่อมาเราก็ได้เงิน อันนี้คือความฉลาดของท่านปรีดี

 

ทั้ง 2 คนก็กู้สถานการณ์ของประเทศไทยเอาไว้ได้ ปรีดียังกลายเป็นหัวหน้าขบวนการใต้ดิน ที่เรารู้จักในนามเสรีไทย ทำงานอยู่ที่ตึกโดมธรรมศาสตร์ กับทำเนียบท่าช้าง เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ นี่คือบทบาทปรีดี เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังไป จอมพล ป. ก็จัดการให้ปรีดีขึ้นไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วตอนนั้น มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 3 ท่านเป็นคณะ แต่ต่อมาอีก 2 ท่านเสียชีวิตไป จึงเหลือท่านปรีดีคนเดียว ในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการประกาศสันติภาพ เมื่อจบสงคราม

 

นี่เป็นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องดูทั้งไทม์ไลน์และใครเป็นใครด้วยในสมัยนั้น บางทีเรามองจากปัจจุบันโดยไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เราก็มองไม่เห็น

 

ผมเรียนที่ Occidental College จบใน 2 ปี ทำวิทยานิพนธ์ชื่อ Thailand and United States partner in the Southeast Asia ทำจบในปี 2510 (1967) เป็นวิทยานิพนธ์ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของอมริกาตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มมีการทำสัญญาระหว่างประเทศ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มาถึงรัชกาลที่ 4

 

รัชกาลที่ 4 เคยมีจดหมายไปยังประธานาธิบดีอเมริกาว่า ในการเกิดสงครามกลางเมืองนั้น เราจะส่งช้างไปช่วยอเมริการบในสงครามกลางเมือง ผมก็ไปขุดประวัติแบบนี้มา เป็นบทนำในวิทยานิพนธ์ รวมถึงเรื่องไทย-อเมริกามีความสัมพันธ์พิเศษกันอย่างไร เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6

 

รัชกาลที่ 6 ท่านเป็นนักเรียนอังกฤษ ดังนั้นใจท่านก็อยู่ข้างอังกฤษ แต่ท่านก็วางตัวเป็นกลางก่อน สยามยังไม่เข้าสงคราม ก็ดูเขารบกันไป เพราะท่านไม่แน่ใจว่า ถ้าท่านเข้าสงคราม เข้าข้างอังกฤษ นายทหารส่วนใหญ่รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ที่สำคัญ ก็เป็นนักเรียนเยอรมัน เชียร์เยอรมัน ดังนั้น จะเกิดความแตกแยก ท่านก็รออยู่

 

พออเมริกาเข้าสงคราม ตอนปลายสงคราม รัชกาลที่ 6 ก็ประกาศสงคราม 22 กรกฎา 2460 วงเวียน 22 กรกฎาคม เป็นอนุสรณ์การประกาศสงครามครั้งแรกของสยาม สงครามโลกครั้งที่ 1 บางคนเรียกว่า มหาสงคราม The Great War ซึ่งสยามก็เข้าร่วม แล้วอยู่ฝ่ายชนะด้วย เราส่งทหารไปตอนสงครามใกล้จะจบแล้ว

 

เพราะฉะนั้น กองทัพของสยาม ก็ได้สวนสนาม ประกาศชัยชนะในปารีส ที่มีอนุสาวรีย์ Arc de Triomphe ในกรุงปารีส ที่เป็นวงเวียนใหญ่มากๆ

 

ผมว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม น่าจะชอบใจวงเวียนแบบนั้น จึงเอามาสร้างวงเวียนตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นความคิดที่ดี รถวิ่งหมุนวนได้แต่วงเวียนจะต้องใหญ่ ที่ยะลา ลพบุรี ก็มีวงเวียน เป็นอิทธิพลฝรั่งเศส

 

รวมความแล้ว อิทธิพลของอเมริกา จากการอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นนักการทูต ฝ่ายขวา แต่ดูแลเราเหมือนลูกหลาน เราก็ได้ความรู้พื้นฐานเยอะแยะเลย จนกระทั่งผมเขียนวิทยานิพนธ์สัมพันธภาพระหว่างไทยกับอเมริกา ซึ่งผมมองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษมากๆ แล้วไทยก็อยู่ข้างอเมริกามาตลอด

 

เหมือนเราถูกอเมริกาล้างสมองไหม ผมว่า ปฏิเสธไม่ได้นะ เราก็อินกับความเป็นนักเรียนนอกสำนักอเมริกัน แม้ไทยจะเป็นพันธมิตรกับอเมริกาแล้ว ในสงครามในอินโดจีน สงครามเย็น เชื่อไหมคนอเมริกันจำนวนเยอะ ไม่รู้จัก Thailand ถ้าเอ่ยว่า Siam ยังพอจะมีรู้จักบ้างนะ เพราะเขารู้จักหนังเรื่อง The King and I ผมก็จะหงุดหงิดมากๆ เวลาคนอเมริกันถามว่ามาจากไหน ผมบอก Thailand แล้วคนถามจะบอก โอ้ Taiwan ผมบอก No, it’s Thailand.

 

การมีอาจารย์ที่ปรึกษา มีวันเวลาที่ต้องไปพบกับที่ปรึกษา แล้วคนที่เป็นที่ปรึกษาหลักคือ Edward W. Mill กับภรรยาของท่าน นอกจากจะหาทุนมาให้เรา สนับสนุนเราแล้ว ก็มักจะมีปาร์ตี้ที่บ้านเป็นประจำ แล้วในปาร์ตี้ที่บ้าน ก็จะต้องมีการกล่าวทักทายพูด แล้วก็ร้องเพลงโฟล์คซองของอเมริกัน

 

เพราะฉะนั้น ผมซึ่งชอบเพลงตั้งแต่อยู่เมืองไทย ผมก็ร้องเพลงโฟล์คซองได้เยอะเลย ในตอนนั้นเป็นยุคสมัยของการที่เพลงโฟล์คซองของคนแบบ Bob Dylan & Joan Baez และเป็นยุค The Beatles ในอังกฤษด้วย เป็นยุคของ The Rolling Stones อะไรทำนองนี้ มีเพลงเยอะมากที่เราร้องได้

 

ผมคิดว่า มันทำให้นอกจากจะร้องเพลงได้ เราจะได้ศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะมาก คนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ จะมีข้อจำกัด คือ บางทีศัพท์มีไม่พอ ศัพท์แสงไม่เยอะ ต้องเลือกใช้คำให้ถูกกับโอกาสและบรรยากาศ

 

ทุน London-Cornell Program เพื่อทำวิจัยและทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก 2513-2515 ในบรรยากาศต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ชาญวิทย์: SOAS กับ Cornell เคยร่วมมือกัน มีทุนเรียกว่า London Cornell grants เป็นทุนที่จะช่วยนักศึกษาทำวิจัย ตอนทำปริญญาเอก ผมก็เคยได้ทุนจาก London Cornell grants

 

แล้วคนที่เดินทางไปมาระหว่าง 2 มหาวิทยาลัย ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็คือ D.G.E. Hall คนที่เขียนเรื่อง A History of South – East Asia ผมก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง การที่ท่านเป็นคนที่สามารถเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 สถาบันนี้ก็เป็นที่ฮือฮา แต่เดี๋ยวนี้ความสัมพันธ์ 2 มหาวิทยาลัยก็จางไปแล้ว แม้ว่าความสัมพันธ์ยังมีการติดต่อกันอยู่ แต่ความสัมพันธ์ไม่แนบแน่นเหมือนสมัยสงครามเย็น

 

ตอนเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก The Rise of Ayudhya : A History of Siam in the Fourteenth and Fifteenth Centuries ผมกลับมาชั่วคราว 2-3 เดือน ในปี 2514 เพื่อมาค้น มาภาคสนามทำวิทยานิพนธ์ ผมเจอนักศึกษาไทยไม่น้อย ซึ่งพูดกับผมรู้เรื่อง คือมีความคิดซ้ายใหม่ New Left เหมือนกันแม้เขาอยู่ในไทย

 

ขณะที่ในอเมริกา สงครามเวียดนาม รบให้เราเห็นในโทรทัศน์ที่อเมริกาทุกวัน ซึ่งโทรทัศน์ของอเมริกามีเสรีภาพสูง ผู้สื่อข่าวนักหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพ เพราะฉะนั้น ก็รายงานไปตามที่รับทราบข่าวสารมา เพราะฉะนั้น ความทารุณโหดร้ายของทหารอเมริกันในเวียดนาม จึงถูกเอามาเปิดโปง

 

ผมว่า กรณีใหญ่เลย คือกรณีที่เรียกว่า The MY Lai Massacre ที่มีการสังหารชาวบ้านจำนวนมาก เพราะฉะนั้น สงครามร้อนๆ ที่อเมริกาเอาไปรบในช่วงสงครามเย็นในเวียดนามและขยายมายังลาว และกัมพูชาในที่สุด

 

ก่อให้เกิดขบวนการต่อต้านสงครามขึ้น เป็น Anti War Mounument ในอเมริกา ในหมู่ของเยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นใหม่ในยุค 60s ในยุคทศวรรษ 1960s แล้วเป็นขบวนการที่เราอาจจะเรียกว่าเป็นพวก ซ้ายใหม่ในอเมริกา ก็ได้ ในยุโรป ในอังกฤษ ในยุโรปตะวันตก ในญี่ปุ่น แผ่ขยายไปกว้างมากๆ เป็นขบวนการของคนหนุ่มคนสาว 60s และ 70s

 

เป็นขบวนการซึ่งไม่ได้ต่อต้านสงครามอย่างเดียว แต่ต่อต้านวัฒนธรรมของคนรุ่นเก่าด้วย เพราะฉะนั้น มันจะระบาดไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตัว เสื้อผ้า ทรงผม รองเท้า วัฒนธรรม เพลง หนังสือ นิยาย อะไรต่ออะไร มันกว้างมากๆ มันเกิดคนรุ่นใหม่ มันอาจจะตรงกับรุ่น baby boomer ของไทย ตรงกับคนซึ่งมีส่วนใน 14 ตุลา 2516 กับ 6 ตุลา 2519 ถ้าพูดแบบรวมๆ

 

ในขณะขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม ในชายทะเลฝั่งทิศตะวันตกของอเมริกา จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อยู่ที่ UCLA อยู่ที่ USC อยู่ที่ Seattle มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

 

ทางฝั่งตะวันออก ก็กินบริเวณมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา จำนวนมากเลย มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ มหาวิทยาลัยที่ในด้านหนึ่งคือ กลุ่ม Ivy League ในอีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพล อย่างโคลัมเบีย ไล่ลงไปเรื่อยๆ ฝั่งชายทะเลตะวันออก มีจำนวนเยอะเลย

 

เมื่อสงครามขยายเข้าไปในกัมพูชา อเมริกาบุกเข้าไปในกัมพูชา ในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน มหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกลุกขึ้นมาประท้วง ในอเมริกา ในยุโรป ในญี่ปุ่น

 

ส่วนในอเมริกา การประท้วงเกิดการยิงนักศึกษาตาย มีรูปผู้หญิงชูมือร้องที่เพื่อนเขาผู้ชายถูกยิงตาย รูปนั้นแพร่ไปทั่วโลกเลย แล้วรูปนั้น เป็นรูปที่มันปลุกอเมริกาทั้งประเทศ มหาวิทยาลัยในอเมริกา มีอยู่ประมาณ 1 พันแห่งในตอนนั้น มี 500 มหาวิทยาลัยประกาศเลิกเรียน

 

ขณะที่คอร์แนล อาจารย์ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม อาจารย์กลุ่มหนึ่งต่อต้านสงคราม อาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต่อต้าน

 

ที่ผมมักจะเล่าบ่อยๆ ก็คือว่า วันนั้นมีเรียน วิชา A History of South – East Asia คนสอนชื่อว่า D.G.E. Hall หนังสือเล่มใหญ่ของท่าน ผมเอามาให้คนแปลแล้ว พิมพ์แล้วหลายหน

 

professor Hall, Daniel George Edward เดินเข้ามาในห้อง สมัยนั้นยังใช้กระดานอยู่ กระดานสีเขียวไม่ใช่กระดานดำ และยังใช้ชอล์กเขียนอยู่ อาจารย์หยิบชอล์กขึ้นมาเขียนบนกระดานสีเขียว บอก “No class today” แล้วอาจารย์ก็เดินออกไปจากห้อง เงียบๆ แบบผู้ดีอังกฤษ เพราะอาจารย์เป็นผู้ดีอังกฤษ ไม่ใช่คนอเมริกัน พวกเราก็ดีใจ ปรบมือกันใหญ่ ออกไปประท้วงสงคราม

 

ส่วนอาจารย์อีกคนหนึ่ง อาจารย์ซึ่งเป็นคนตรวจวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม อาจารย์ David K. Wyatt หนังสือประวัติศาสตร์ไทยของท่าน พิมพ์หลายเล่มหลายครั้งแล้ว 9-10 ครั้ง ท่านไม่ต่อต้านสงคราม ท่านก็เปิดสอนตามปกติ เราก็หงุดหงิดกับอาจารย์ชิบเป๋งเลย มีอาจารย์ทั้ง 2 แบบในความทรงจำ

 

แต่ในที่สุดแล้ว การต่อต้านสงครามแรงมาก ผมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 คน เราลงไปวอชิงตัน ไปเดินขบวนที่หน้าทำเนียบขาว เราถือป้าย บอกว่า “asian against war” เดินไปที่หน้า White House ได้ถ่ายรูปด้วย มีเพื่อนคนหนึ่งชื่ออาจารย์ Reynaldo Ileto เรย์นัลโด อิเลโต้ คนนี้เป็นนักเรียนฟิลิปปินส์ ตอนหลังเขาเป็นอาจารย์อยู่สิงคโปร์ แต่พ่อเขาเป็นคนใหญ่คนโตมาก พ่อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลคอราซอน อากีโน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของฟิลิปปินส์

 

ส่วนในไทย ช่วงปี 2512-2515 เยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งปี 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท วิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิดนโยบายต่างประเทศ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและห่วงใยการขาดดุลการชำระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางการรักษาทรัพยากร สภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อชีวิต เยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่รวมกันต่อต้านภัยขาว ภัยเหลือง และภัยเขียว

 

ทีแรกผมคิดว่าคนเดือนตุลา 2516 กับ 2519 เป็นคนเจนเนอเรชั่นเดียวกัน แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว คนที่ active ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กับคนที่ active ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อายุห่างกันหลายปี อย่างน้อย 3 ปี ดูเผินๆ โดยรวมๆ ดูเหมือนจะเป็นคนรุ่นเดียวกันแต่ถ้าดูลึกๆ ไปอีกก็จะมีความแตกต่างหลากหลายมาก

 

รับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มกราคม 2516

 

ชาญวิทย์: ผมก็เดินทางกลับมารายงานตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อต้นปี 2516 (1973) ตอนปลายเดือนมกราคม เริ่มสอนประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ เพราะฉะนั้นในช่วงวันมหาปิติ กับ วันมหาวิปโยค ก็เป็นช่วงระยะเวลาการทำงานของผมในธรรมศาสตร์ ต้องเรียกว่า เป็นการทำงานที่พบเจอ ‘คนเดือนตุลา ตุลา’ หรือที่เราเรียกว่า baby boomer ในปัจจุบัน เป็นคนรุ่นพิเศษมากๆ เวลาเราสอนหนังสือเราบรรยาย เราจะสนุก ตื่นเต้น เรียนรู้ไปกับเขาในเวลาเดียวกัน เพราะเขาสนใจมากและอ่านหนังสือมาก

 

การชมนุมของคนรุ่น 14 ตุลา 2516 เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐธรรมนูญ จะเรียกว่า ซ้ายก็ได้ แต่ก็มีส่วนผสมของคนที่เป็นกลางๆ และอาจจะมีส่วนผสมของความเป็นอนุรักษ์นิยม ก็ได้

 

เพราะฉะนั้น การเดินขบวนออกจากธรรมศาสตร์ เขาชูธงชาติ เขาชูรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะฉะนั้น มาพร้อมกับ คำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องการรัฐธรรมนูญ

 

อันนี้ผมว่าเห็นชัดจากการชุมนุมและการเดินขบวนของคน 14 ตุลา 2516 ผมว่าเป้าของเขาคือ เขาเห็นภัยขาว ก็คือ ฝรั่ง อเมริกาเข้ามายุ่มย่าม เป็นหัวหอกของผู้นำในโลกเสรีประชาธิปไตย ในช่วงของสงครามเย็นอันยาวนานมากๆ ที่อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 นักศึกษาจึงต่อต้านภัยขาว

 

นักศึกษาต่อต้านภัยเหลือง คือ ญี่ปุ่น เพราะถือว่าญี่ปุ่นมาพร้อมๆ กับอเมริกา มาครอบงำทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีขบวนการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกัน นักศึกษาก็ต่อต้านภัยเขียว ซึ่งหมายถึงกองทัพ หรือขุนศึก เมื่อสฤษดิ์ตายไปแล้ว เป้าของเขาก็คือ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร 3 คนเป็นเป้าใหญ่ จึงมีการต่อต้านภัยเขียว เมื่อมารวมกันกลายเป็นพลังซึ่งสามารถจะทำให้รัฐบาลล้มได้

 

แต่ถ้าเราข้ามมา อีกช่วงหนึ่ง พอมาถึง 6 ตุลา 2519 ต้องไม่ลืมว่า อเมริกาแพ้แล้ว แต่ยังมีฐานทัพอยู่ในเมืองไทย

 

อเมริกาไม่สามารถจะช่วยนายพลลอน นอล ซึ่งยึดอำนาจในพนมเปญ เปลี่ยนพนมเปญจากราชอาณาจักร เป็นสาธารณรัฐ เราอาจจะลืมไปแล้วเคยเกิดเหตุการณ์นี้ ตอนนั้นก็ทำให้ทั้งฝ่ายกษัตริย์ ก็คือ สีหนุ ก็ไปร่วมมือกับเขมรแดง เข้ามายึดพนมเปญ วันที่ 17 เมษายน 2518(1975) คนคาดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพนมเปญ จะชนะเป็นแห่งแรก

 

ส่วนเวียดนาม ฝ่ายที่เรียกว่า เวียดกงกับเวียดมินห์ ยึดเวียดนามใต้ ไซ่ง่อน ในวันที่ 30 เมษายน 2518(1975) แล้วจะตามมาด้วยเหตุการณ์เดือนธันวา ขบวนการฝ่ายซ้ายในลาว ยึดเวียงจันได้ สถานการณ์ในอินโดจีนมีส่วนกำหนดการเมืองไทย

 

3 เหตุการณ์นี้ ผมว่าส่งผลทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายอำนาจเดิม ฝ่ายขวาในเมืองไทย เกิดความวิตกกังวลมากๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาต้องการทำ ก็คือต้องการที่จะทำรัฐประหาร นำไปสู่วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519

 

สถานการณ์ในอินโดจีน สลับซับซ้อนกับสถานการณ์ในจีนด้วย ความซับซ้อนการเมืองระดับประเทศอีกระดับหนึ่ง ในช่วงสั้นๆ ที่ อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ในอินโดจีนมีความร้ายแรงมาก เพราะฉะนั้น ในเมื่ออเมริกาเปลี่ยนไปแล้ว ประธานาธิบดีนิกสัน ก็ไปเยือนเมืองจีน ไปจับมือกับเหมา เจ๋อตงแล้ว

 

ผมว่าก็ทำให้ไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรอันยาวนานในสมัยสงครามเย็น เป็นพันธมิตรมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลถนอม กิตติขจร มาจนถึงกระทั่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ต้องปรับนโยบาย เพราะฉะนั้น อาจารย์คึกฤทธิ์ ก็โชคดีมากในช่วงนั้น ที่ไปจับมือกับเหมา เจ๋อตงทันเวลา สร้างความสัมพันธ์อันดีกับโจว เอินไหลแล้วก็สร้างความสัมพันธ์อันดีกับเติ้ง เสี่ยวผิง

 

ผมว่าอันนี้ ทำให้ประเทศไทยนั้น ปรับตัวได้ทัน ในช่วงการสิ้นสุดของสงครามเย็น

 

ส่วนการเมืองภายในประเทศ ผมคิดว่า หลัง 14 ตุลา 2516 บรรยากาศมันเปิดมาก มีเสรีภาพจากชัยชนะของนักศึกษา ในขณะที่ทหารตำรวจ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะมันจบลงด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ซึ่งเป็นเป้าการโจมตี เป็นตัวแทนเผด็จการ ต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้น หมายความว่า มีเสรีภาพมากขึ้น

 

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จึงมีการประท้วงของชาวนา กรรมกร แรงงานจำนวนมาก จนกระทั่งทำให้อำนาจบารมีเดิมสถาบันเดิมๆ ของการเมืองภายในประเทศก็ตกใจมาก

 

มีการนำจอมพลถนอมกลับมาครั้งแรก ถูกขบวนการนักศึกษาต่อต้าน ก็ต้องออกไป ไม่นานเท่าไหร่ก็นำประภาส จารุเสถียร กลับมา ถูกต่อต้านก็ต้องออกไป แล้วก็เอาถนอม กิตติขจร บวชเป็นเณรที่สิงคโปร์ กลับมาบวชเป็นพระที่วัดบวร

 

พร้อมๆ กับในระดับต่างประเทศ สงครามในอินโดจีน สงครามในเวียดนามซึ่งขยายกลายเป็นทั้งสงครามในลาว และสงครามในกัมพูชา ทั้ง 3 ประเทศเข้าถึงวาระสุดท้ายแล้ว

 

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาพื้นฐาน สมัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี 2518-2519

 

ชาญวิทย์: ในแง่ของผม ผมมองว่า 14 ตุลาคม 2516 เป็นวันมหาปิติของประชาชน ในขณะเดียวกัน วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นวันมหาวิปโยค ผมมองมันกลับหัวกลับหางแบบนี้

 

เราตื่นเต้นดีใจกับขบวนการประชาธิปไตยของคนหนุ่มคนสาวรุ่นนั้น ในปี 2516 แต่เราก็เจ็บปวดกับเหตุการณ์ปี 2519 มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างมากมายมหาศาล มันมีอะไรหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งสมหวังและผิดหวัง มันย้อนแย้งกันอยู่ เป็น 2 ขั้วของเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างจังๆ จากปี 2516-2519 ในระยะเวลาสั้นๆ 4 ปี พบกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้น ผมก็อยู่เมืองไทยไม่ได้

 

วันที่ 17 เมษายน 2518 (1975) ‘เขมรแดง’ ยึดพนมเปญได้ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ เป็นประเทศแรกในอินโดจีนแล้วจะตามมาด้วยเวียดมินห์กับเวียดกง ยึดไซ่ง่อนได้วันที่ 30 เมษายน ปีเดียวกัน ส่วนลาวกว่าจะยึดได้คือเดือนธันวาคม 2518 มาช้ากว่า

 

ทั้ง 3 เหตุการณ์ในเขมร เวียดนาม ลาว ทำให้อเมริกาแพ้ อเมริกาต้องปรับตัวใหม่ในขณะเดียวกัน ฐานทัพของอเมริกาในเมืองไทยก็ถูกขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนเดินขบวนขับไล่ คือมีเรื่องซ้อนกันอยู่หลายระดับในเวลาเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้น ขบวนการฝ่ายขวา ไม่ว่าจะพูดถึงลูกเสือชาวบ้าน พูดถึงหน่วยงานของราชการแบบ กอ.รมน. ไม่ว่าจะพูดถึง ตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งหลายจึงพุ่งเป้าไปสู่การต้องมีรัฐประหาร ปลุกระดมมุ่งไปสู่จุดนั้น

 

เพียงแต่ว่า เราคาดไม่ถึงว่ารัฐประหารในเมืองไทยมันจะโหดเหี้ยมได้ขนาดมีการสังหารหมู่ มีการเริ่มยิงเข้าไปในธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงกลางคืนจากวันที่ 5 ตุลา มาถล่มวันที่ 6 ตุลา 2519 จับคนแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง นักศึกษาถูกฆ่า ถูกจับ ต้องลี้ภัยเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเจ้านายของผม คือ อาจารย์ป๋วย ต้องหนีเอาชีวิตแทบไม่รอด

 

ก่อน 6 ตุลา 2519 เป็นช่วงที่ผม ได้ขออนุญาตลาราชการไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น ผมจึงมีหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการอยู่แล้วในมือ ซึ่งทำให้ผมสามารถลาราชการออกไปได้ ไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี

 

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ประกอบ หุตะสิงห์ เป็นนายกสภา ประชุมที่สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ กอ.รมน. แล้ววันนั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้านายของผม ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี เพื่อแสดงความรับผิดชอบว่า เมื่อรักษาสถานการณ์ไม่ได้ ก็ต้องลาออก และลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ

 

หลังจากสภามหาวิทยาลัยประชุมครึ่งเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม ปิดประชุมก่อนเที่ยง ต่างคนต่างแยกกันไป อาจารย์ป๋วยบอกว่า ให้ผมเอากระเป๋าทำงานกับรถเบนซ์ประจำตำแหน่งไปกับคนขับ นำไปให้น้องสาวอาจารย์ซึ่งอยู่ที่บ้านซอยอารีย์ ผมได้ทำตามนั้น

 

แล้วหลังจากนั้นผมก็แยกไปหลบซ่อนตัว คนที่พาผมไปหลบซ่อนตัว คืออาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร คืนนั้น แล้วพอเย็นๆ ค่ำๆ เราก็ได้ยินประกาศยึดอำนาจ อาจารย์นรนิติก็บอกผมว่าต้องไปหาที่หลบภัยแล้วจากคืนนี้

 

ผมก็เลยกลับไปหลบภัยอยู่ที่บ้านคุณยายบุญรอด เอี่ยมโอภาสที่วัดกลางสมุทรปราการ

 

พวกเราที่เป็นทีมงานของอาจารย์ป๋วย ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ผมเองก็ไปหลบอยู่ที่บ้านคุณยาย ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ยายเป็นเจ้าของโรงเรียนเฉลิมวิทยา อยู่ที่วัดกลาง สมุทรปราการ แล้วที่บ้าน ทั้งยายและน้าๆ ของผม ก็รู้จักบ้านของคุณสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปที่ยึดอำนาจ ตัวผมเองก็ไปหลบภัยอยู่ระยะหนึ่ง ผมทำใจไม่ได้ ประมาณปลายปี 2519 จึงไปบวชอยู่ 1 เดือน บวชอยู่ที่วัดกลาง

 

ก็คล้ายๆ กับคนจำนวนไม่น้อย เวลามีปัญหาทางการเมือง ถ้าจะหนีสิ่งที่เรียกว่า ราชภัย ก็มักจะไปบวชกัน ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณก็ว่าได้ ขุนหลวงหาวัด ปลายอยุธยา ก็บวชหนีราชภัย คนรุ่นปัจจุบันนี้ก็จำนวนเยอะเลย บวชหนีราชภัยกัน

 

ตอนผมเป็นรองอธิการบดีของอาจารย์ป๋วย ได้ทำงานกับอาจารย์ป๋วยช่วงสั้นๆ เพียง 2 ปี ผมรู้สึกท่านเป็นคนมหัศจรรย์มากในแง่ของความคิดความอ่าน การมองเห็นความสำคัญของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่อาจารย์ป๋วยโชคร้ายท่านเข้ามาอยู่ในธรรมศาสตร์ ช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ หลัง 14 ตุลา 2516 กระทั่ง 6 ตุลา 2519 เป็นช่วงไม่ปกติ ทำให้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ไม่สามารถทำต่อได้

 

หลังจากนั้น ผมก็ออกไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี อยู่เกียวโต สถาบัน Center for Southeast Asian Studies (CSEAS) มหาวิทยาลัยเกียวโต เป็นสิ่งที่ผมเขียนใน An Imperial Sake Cup and I is a lecture-performance.

 

ลี้ภัยไปทำงานวิชาการที่ญี่ปุ่นและอเมริกา

 

  • นักวิจัยประจำ Center For Southeast Studies, Kyoto University 2520-2521
  • ผู้บรรยายวิชา Southeast Asian History, University of California, Berkley, Santa Cruz 2521-2522 ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์
  • ผู้ควบคุมวิชาThailand Seminar, Southeast Asia Program, Cornell University 2528 หนึ่งภาคการศึกษา ฤดูใบไม้ร่วง ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์

 

ชาญวิทย์: สรุปแล้ว 14 ตุลา และ 6 ตุลา ทำให้ผมต้องไปอยู่ญี่ปุ่นถึง 1 ปี ก่อนออกเดินทาง ผมตรวจข้อสอบวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยเสร็จ แล้วก็บินไปอยู่ญี่ปุ่นในเดือนมกราคม แปลว่า เดือนมกราคม 1977 ถึงมกราคม 1978 เป็น 1 ปีที่ เปลี่ยนชีวิตของผมเยอะมาก

 

ไปเรียนรู้อะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับวงวิชาการของญี่ปุ่น และเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

 

ทำให้ผม แทนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเหมือนสมัยนิสิตนักศึกษาไทยเขาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เขาบอกว่าญี่ปุ่นเป็นภัยเหลือง แต่ผมกลับไปเห็นดีเห็นงามกับความเป็นญี่ปุ่น กลายเป็นมาชอบกินอาหารญี่ปุ่น ปลาดิบซึ่งเดิมกินไม่ได้ก็กลับมาชอบ เหล้าญี่ปุ่นอย่างสาเก ซึ่งเราไม่คุ้นเลย เรากินแต่เบียร์ฝรั่ง ก็มากินสาเก

 

ต่อมามาในสมัยต้นรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2523 (1980) ก็เป็นความฉลาดของฝ่ายปกครองไทย ที่ทำให้นักศึกษาที่ไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ เข้าป่าแล้วผิดหวัง สามารถกลับบ้านได้ หลายคนกลับมาก็ไปเรียนต่อ ได้ปริญญาเอก

 

ผมได้รับการปรึกษาหารือว่า คนที่ออกจากป่า บางคนอยากไปเรียน Cornell จะไปอย่างไร ผมก็แนะนำให้ติดต่อ อาจารย์เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน ตอนนั้นเบเนดิกท์ แอนเดอร์สันก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Cornell ส่วน recommendation ผมเขียนให้คนเยอะมากจำไม่ได้ และไม่ได้เก็บหลักฐาน

 

ประสบการณ์ 1 ปี ในญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่สุดจะบรรยาย เพราะว่า อย่างที่เราคุยกันไว้ว่า ในช่วงของคนรุ่นใหม่ คน 14 ตุลา 2516 เขาต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ภัยขาว ซึ่งหมายถึง สหรัฐอเมริกา

 

ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ภัยเหลือง ก็คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนผูกขาดการค้าในไทย เป็นภาพน่าเกลียดน่ากลัว

 

แล้วก็มีการต่อต้านภัยเขียวด้วย ซึ่งร่วมมือกับภัยขาว ภัยเหลือง

 

แต่การไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี ผมเปลี่ยนใจหมดเลย ผมกลายเป็นคนที่เรียกเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษว่า japanism แล้วก็ปรากฏว่า ก็โชคดี ที่ที่ผมอยู่ คือ Center for Southeast Asian Studies เป็นศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอาวิชาหลักๆ ทั้งหลายมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ไปจนกระทั่งไกลๆ ถึงเกษตรศาสตร์ก็ได้ โบราณคดีก็ได้ เป็นการศึกษาในรูปแบบของสหวิทยาการ

 

ศูนย์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ในเมืองหลวงเก่า เต็มไปด้วยนักวิชาการที่ทำเรื่องต่างๆ อาจจะไม่เกี่ยวพันกันเลย แต่สามารถจะนั่งลงคุยกันได้ อย่างอาจารย์โยเนโอะ อิชิอิ เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตในสมัยนั้น แต่ว่าท่านเป็นคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเมืองไทยมากๆ เคยมาบวชเป็นพระ อยู่ที่วัดบวร ศึกษาเรื่องพุทธศาสนา เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาไทย เคยไปเป็นนิสิตพิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเพื่อนนักวิชาการคนหนึ่งที่ถามผมว่าจะเขียน ‘บันทึกความทรงจำ’ ไหม คำถามนี้ติดอยู่ในใจมาตลอด คนถามก็เป็นนักวิชาการชาวญี่ปุ่น ‘Takashi Shiraishi’

 

อาจารย์โยเนโอะ อิชิอิ เป็นคนที่กว้างขวางมากในวงการการศึกษาญี่ปุ่นกับไทย แต่ท่านไม่ได้จำกัดเฉพาะที่เมืองไทย ท่านทำเรื่องพม่า เรื่องเอเชียโดยรวมๆ ท่านก็ทำ

 

ความโชคดีของผมก็คือ ได้รู้จักกับคนเหล่านี้ แล้วนำเราไปสู่ การมี connection หลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง connection ที่เกิดขึ้นกับ Toyota Foundation Japan ขณะที่ เรามักจะรู้จัก Toyota Foundation ประเทศไทย ซึ่งในญี่ปุ่นก็มีมูลนิธิของเขา

 

ผมก็ได้ศึกษาต่อโดยได้รับความสนับสนุนให้เรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นเกี่ยวกับอาเซียน เนื่องจากการศึกษาแบบนี้ต้องลงทุนสูง มีค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าที่พักโรงแรม การจะไปพม่าก็ยากเย็นมากในสมัยนั้น การจะไปถึงอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นเรื่องใหญ่มากๆ

 

การหลุดออกจากประเทศไทยไปอยู่ญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นสนับสนุนให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้บุญหล่นทับ ที่ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากๆ คนหนึ่ง

 

เราจะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งที่หลุดออกไปจากราชาชาตินิยมของไทย อันนี้เป็นคุณูปการที่ผมคิดว่าตัวเองได้มา

 

แล้วก็กลายมาเป็นสิ่งซึ่งผมพยายามมาผลักดันในธรรมศาสตร์ ด้วยการร่วมมือกับพรรคพวกเพื่อนฝูงจำนวนหนึ่งก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ที่คณะศิลปศาสตร์ เป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ให้ปริญญาทางด้านศิลปศาสตร์บัณฑิต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เป็นวิชาเอก เป็น major

 

ตอนหลังผมก็ดีใจที่แพร่หลายในวงการศึกษาไทย เกิดขึ้นในหลายๆ แห่งในประเทศไทย บางคนเรียกว่าเป็น ASEAN Studies ไปเน้นตรงเป็นองค์กรระหว่างประเทศ แต่ถ้าเราเน้นภูมิภาค ก็แปลว่า เป็น Interdisciplinary ไม่ใช่เน้นเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น เป็นวิชาการที่มันกว้าง แล้วเป็นการเตรียมคนที่จะออกไปทำงานได้อย่างหลากหลาย

 

การศึกษานี้มา ‘บูม’ ในยุคปลายทศวรรษ 1950 –1960 สมัยสงครามเย็น เกิดขึ้นในอเมริกา และขยายวงมาเรื่อยๆ มาญี่ปุ่น มาสิงคโปร์

 

ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส ก็จะมีแบบนี้ ในเยอรมัน สเปน ขยายไปยุโรปตะวันออก ก็กลายเป็นวิชาที่ในยุคสงครามเย็น เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ

 

คือเราไม่ใช่มหาอำนาจ แต่อะไรที่เกิดในประเทศมหาอำนาจ ก็ส่งอิทธิพลมา

 

ฝรั่งมี ญี่ปุ่นมี จีนมี ไต้หวันมี เราก็มีบ้าง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในกรณีนี้ที่ธรรมศาสตร์ประสบความสำเร็จมาก โครงการสามารถอยู่ได้จนปัจจุบันนี้ มีนักศึกษามาเรียนไม่ขาด

 

ผู้ก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Southeast Asian Studies-SEAS) ปี 2543 (2000) ที่ธรรมศาสตร์ เป็นที่แรกในประเทศไทย

 

ชาญวิทย์: ช่วงท้ายๆ ก่อนผมจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2544 (2001) ก่อนหน้านั้นนักศึกษาปี 1 ได้ไปเรียนที่รังสิตแล้ว แล้วก็มีคณะใหม่ๆ เกิดขึ้นที่รังสิต อย่างคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทย์ และคณะอื่นๆ ที่ตามกันมา เป็นช่วงระยะเวลาที่ธรรมศาสตร์กำลังขยายตัว

 

ผมก็เกิดไอเดียว่า ถ้างั้นผมก็ทำโครงการ อาณาบริเวณศึกษาเป็น area studies เป็นโครงการพิเศษ และด้วยความอาลัยอาวรณ์ในความเป็นท่าพระจันทร์ ผมก็เดินเรื่องจนกระทั่งโครงการนี้อยู่ที่ท่าพระจันทร์ได้

 

เปิดโครงการเป็นปีแรก ปี 2000/2543 ซึ่งปีต่อมาผมก็เกษียณอายุราชการ แต่ยังสอนหนังสือจนกระทั่งปี 2567

 

ผมมักจะตั้งชื่อ SEAS แต่ละรุ่นเพื่อสร้างความรู้สึกเกี่ยวกับภูมิภาค อย่างรุ่นแรกเรียกว่า ระมาด ซึ่งเป็นพาหนะของเทพประจำทิศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ พระอัคนี

 

รุ่นที่ 13 ผมตั้งชื่อ ‘รุ่นอาเซียน’ เพราะเป็นรุ่นที่มีการโปรโมท ‘อาเซียน’ เป็นกระแส นอกจากนั้น ‘รุ่นเขาพระวิหาร’ ก็มี ตั้งเมื่อปี 2551 เป็นปีที่ไทย-กัมพูชา มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร กรณีขึ้นทะเบียน “มรดกโลก” ทำให้นักศึกษาตั้งแต่รุ่นนั้น ไม่ได้ขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร จากปกติที่เราพาไปกันทุกปี เป็นโครงการที่ต้องไปภาคสนาม ไปทัศนศึกษา เพื่อ ‘ลบอคติ’ หรือ ‘มายาคติ’ กับประเทศเพื่อนบ้าน

 

เนื่องจากแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยยังมีอคติที่ฝังอยู่ อคติ มายาคติ เหล่านี้จำเป็นสำหรับชนชั้นปกครอง ที่จะรักษาอำนาจตัวเอง เพื่อส่งเสริมการสรรเสริญเยิรยอบทบาทชนชั้นปกครอง

 

กรณีเขาพระวิหาร โยงมาถึงสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องยูเนสโก ไม่ใช่ศาลโลก ในทัศนะผมคิดว่าตอนนั้นไทยพลาดโอกาสที่กัมพูชายินดีจะขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน รัฐบาลชั่วคราวของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เห็นดีด้วย ต่อมาเป็นรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เห็นด้วยขึ้นร่วม ซึ่งแปลว่า ถ้าขึ้นร่วม ก็ข้ามไปมาได้สบายเลย แต่เกิดขบวนการ กปปส. ไล่ยิ่งลักษณ์ ทำให้ทุกอย่างป่วนไปหมดเลย สรุปคือ กัมพูชา ขึ้นฝ่ายเดียวแล้วทำรั้วกั้น แล้วมีปะทะกันแถวๆ นั้น น่าเศร้าใจมา

 

ถึงแม้ผมจะเรียนวิชาเอกเป็นประวัติศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วในใจผม ผมคิดว่า วิชาเอกในใจของผมคือ อาณาบริเวณศึกษา คือ area studies

 

ผมรู้สึกว่าเป็นคนไทยก็จริง แต่ผมมีความรู้สึกว่า ผมเป็นพลเมืองโลกด้วย แล้วโลกของผมคือโลกของอุษาคเนย์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าอยู่ในอุษาคเนย์(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)เท่านั้น เพราะถ้าเราดูกันจริงๆ สิ่งที่เรียกว่า Southeast Asian Studies ก็เป็นสิ่งซึ่งมหาอำนาจอเมริกาสร้างขึ้นมา ในช่วงสงครามเย็น ช่วงทศวรรษ 1950s

 

อเมริกาสร้างวิชาที่เกี่ยวกับ Southeast Asian Studies แล้วแตกลูกออกเป็น Thai studies ไทยศึกษา, อินโดนีเซียศึกษา เป็นอะไรต่ออะไรเยอะแยะเลย มันกลายเป็นสิ่งซึ่งคนตื่นเต้น

 

แล้วประเทศต่างๆ ถ้ามีอยู่แล้ว อย่างอดีตมหาอำนาจจักรวรรดินิยม อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เขามีอยู่แล้ว เขาก็หันมาให้ความสนใจในการผลิตคนขึ้นมา

 

ตรงนี้เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ มันประหลาดตรงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อเมื่อผมใกล้จะเกษียณอายุราชการแล้ว เมื่อจะอายุ 60 ปี แล้ว แต่ก็ทำให้ผมมีชีวิตชีวาจนกระทั่งอายุ 80 ปียังได้สอนนักศึกษาปี 1

 

สงครามสหรัฐอเมริการ่วมมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน มาให้เห็นในปีที่อาจารย์ชาญวิทย์อยู่ในวัย 85 ปี

 

ชาญวิทย์: แม้ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับอเมริกา แต่สงครามที่อเมริการ่วมมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน เป็นเรื่องซึ่งโดยส่วนตัวแล้วประเด็นเกี่ยวกับอิสราเอลกับอิหร่านผมไม่คุ้นเคยเลย

 

ในทัศนะของผม ผมมีความรู้สึกว่า ถ้าทรัมป์ ไม่สามารถยุติสงคราม การสู้รบยืดออกไป ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยในอเมริกา คือคนอเมริกัน รวมทั้งคนในโลกนี้จำนวนมากจะต่อต้านอเมริกา

 

ผมดูจากสงครามเวียดนาม จบลงด้วยอเมริกาแพ้ สิ่งที่ทำให้อเมริกาแพ้คือสงครามในบ้านนั่นแหละ มีคนประท้วง เอาดอกไม้มาปักผมเดินขบวนกัน ผมว่าคนรุ่นนั้นเป็นกำลังสำคัญมาก คนแบบนี้หาไม่ยากในอเมริกา ส่วนในเมืองไทยก็มีคนแบบนี้ แต่หายาก แล้วถูกปราบปรามได้ง่าย

 

มหาอำนาจของโลกมีวันเริ่มและมีวันสิ้นสุด เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษทรุดลงไป ส่วนอเมริกาขึ้นมาแทน เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 พอเอาปรมณูไปหย่อน 2 ลูกที่ญี่ปุ่น ก็ชนะสงคราม ความได้เปรียบของอเมริกาที่ขึ้นมาแทนอังกฤษ คือมีปรมณู เขาจึงไม่ต้องการให้ใครมี เราไม่รู้เกมนี้จะยาวเท่าไหร่

 

สมัยนั้นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน จึงกลายเป็นภาษาของโลก แล้วอยู่จนถึงบัดนี้ แต่ช่วงสงครามเย็น มีสหภาพโซเวียต ดังนั้น USA จึงแข่ง USSR ซึ่งล่มไปเมื่อปลายคริตศตวรรษที่แล้ว สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เมื่อแตกสลายก็กลายเป็นรัสเซียในปัจจุบัน และรัฐต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย ‘สถาน’

 

เมื่อ USSR แพ้สมัยสงครามเย็น จีนก็ขึ้นมาแทน ตอนนี้อเมริกาจึงแข่งกับรัสเซีย จีน

 

แต่ถ้าเอาประวัติศาสตร์สงครามเย็นเข้ามาเทียบ อเมริกาอาจจะต้องทำสงครามกับคนทั้งข้างนอกและข้างในประเทศตัวเอง สิ่งที่ต่างจากเมืองไทยคือผมว่า ผู้นำอเมริกามีเทอมมีระยะเวลามีวาระ ไม่ได้อยู่ต่อตลอดไป

 

อเมริการ่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทุกอย่างเหมือนกับระเบียบแบบแผนของโลกที่มีมา ถูกทำลายหมดเลยในกรณีการเมืองโลก

 

ย้อนไปในทศวรรษ 1960s-1970s ตอนสมัยที่มีขบวนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ผมคุ้นมากๆ กับชื่อของอยาตอลเลาะห์ โคไมนี เพราะจะมีการเสนอข่าวในอเมริกาช่วงนั้น ผมกลับไปสอนหนังสือวิชา Southeast Asian History, University of California, Berkley, Santa Cruz 2521-2522 ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์

 

แล้วก็นั่งดูโทรทัศน์ พอค่ำๆ เราก็จะเห็นข่าว อยาตอลเลาะห์ โคไมนีเป็นข่าวน่าตื่นเต้น เพราะลี้ภัยอยู่ในปารีส แล้วใช้การอัดเทปคาสเซ็ตเล็กๆ มีแต่เสียง เทปคาสเซ็ตเป็นกระบวนการก่อนที่จะเกิดวิดีโอ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่คงไม่รู้จักคาสเซ็ตกันแล้ว เรารู้จักแต่โทรศัพท์มือถือที่สามารถถ่ายภาพและคลิปได้ (สมาร์ทโฟน)

 

ตอนนั้นผมไม่ได้ฟังคาสเซ็ต เราไม่ได้ลงไปลึกขนาดนั้นเพราะอาณาบริเวณศึกษา area studies ของผมจะอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมไม่ใช่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างเช่นประชาชนชาวอิหร่าน ผมดูข่าวจากโทรทัศน์

 

ถ้าเทียบสมัยนั้นการอัดเสียงด้วยเทปคาสเซ็ต ก็คล้ายๆ โซเชียลมีเดียในปัจจุบันแต่จะมีแค่เสียง อยาตอลเลาะห์ โคไมนีอัดเสียงส่งไปอิหร่าน แล้วคนอิหร่านก็เอาไปฟังกันตอนนั้นมีวิทยุมาก่อนแล้ว ตอนหลังก็สมาร์ทโฟน อย่างที่เราเห็น สามารถทำทุกอย่างในสมาร์ทโฟนแล้ว เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีเปลี่ยน ทำให้การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองก็พัฒนาไปด้วย

The post 85 ปีชาญวิทย์ ชีวิตที่ผ่านสงครามโลก สงครามเย็น มาถึงสงครามปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบทุกคำถาม ยืนยันเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน จนถึง เพดานหนี้ VAT เบื้องหลังเจรจา Moody’s https://thestandard.co/ekniti-loan-debt-vat-moody/ Wed, 22 Apr 2026 09:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1200043 เคน นครินทร์ เอกนิติ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ […]

The post เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบทุกคำถาม ยืนยันเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน จนถึง เพดานหนี้ VAT เบื้องหลังเจรจา Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคน นครินทร์ เอกนิติ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD พร้อมตอบทุกประเด็นร้อน ตั้งแต่ พ.ร.ก.กู้เงิน การขยายเพดานหนี้สาธารณะ VAT และเบื้องหลังการปรับขึ้นแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทยของ Moody’s

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คำถาม: จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่? จะเงินกู้ไปใช้ทำอะไรบ้าง

 

ดร.เอกนิติตอบ: รัฐบาลกำลังพิจารณาการออกพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อเตรียมกระสุนทางการคลัง รองรับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ขณะที่ปัจจุบัน กรอบวงเงินตามกฎหมายงบประมาณในปัจจุบันเต็มแล้ว โดยขณะนี้ กระทรวงการคลังพยายามตัดงบประมาณปี 2569 ที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออกก่อน โดยในวันที่ 30 เมษายนนี้ ถึงจะรู้ว่า มีเงินเหลือเท่าไหร่ เมื่อรู้ว่ามีเงินเดิมอยู่ที่เท่าไหร่ จึงค่อยพิจารณาเรื่องกู้เงิน โดยจะพยายามควบคุมวงเงินกู้ไม่ให้เกิน 500,000 ล้านบาท

 

ดร.เอกนิติยังเปิดเผยต่อว่า ณ วันนี้ สามารถตัดงบที่ไม่จำเป็น และเบิกจ่ายล่าช้าในปีงบ 69 ไปได้แล้วราว 80,000 – 100,000 ล้านบาท 

 

“ใครเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพก็จะดึงคืนมาให้หมด ซึ่งวันที่ 30 เมษายน เราก็จะพอรู้ว่า จะมีเม็ดเงินเท่าไหร่ เพื่อเอามาช่วยเยียวยากลุ่มเปราะบาง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติย้ำว่าจะพยายามตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบศึกษาดูงาน หรืองบก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนน ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ด้วยเช่นกัน 

 

คำถาม: คาดว่าจะกู้เงินตอนไหน?

 

ดร.เอกนิติระบุว่า: หลังจากตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในงบฯ ปี 69 ในวันที่ 30 เมษายนเสร็จแล้ว ก็จะยังเหลือช่องว่างอีก 5 เดือน ก่อนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะเริ่มใช้ได้ รัฐบาลจึงกำลังพิจารณาเตรียมการกู้เงินในช่วงสุญญากาศดังกล่าว

 

คำถาม: วางแผนนำเงินไปเยียวยา-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?

 

ดร.เอกนิติตอบ: เพื่อรับมือกับสงครามครั้งนี้ รัฐบาลเตรียมนำเงินไปใช้ใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

(1) การช่วยบรรเทาเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งประเมินเบื้องต้นว่า ในหมวดนี้ไม่เกิน 200,000 ล้านบาท บนสมมติฐานว่า วิกฤตลากยาวไม่เกิน 4-6 เดือน

 

 (2) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันไทยพึ่งพาน้ำมันและนำเข้าไฟฟ้าค่อนข้างเยอะ โดยเบื้องต้นคาดว่า งบประมาณในหมวดนี้จะ 200,000 ล้านบาท โดยอาจจะมุ่งเน้นไปที่แผงโซลา โซลาฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปของส่วนราชการ สายชาร์จ รถบรรทุก หัวรถบรรทุก และรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังเร่งศึกษาอยู่

 

สำหรับส่วนที่เหลือจาก 4 แสนล้านบาทก้อนนี้ กำลังให้สภาพัฒน์ไปดูโครงการอื่นๆ ด้วย เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจาก ไทยยังประสบอุทกภัยและภัยแล้งบ่อยครั้ง ทำให้ต้องใช้เงินเยียวยาเยอะ

 

คำถาม: ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่?

 

ดร.เอกนิติตอบ: การกู้เงินกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นคนละเรื่องกัน โดยปัจจุบัน เพดานหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 70% ต่อ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ต่อ GDP แปลว่า ยังเหลือพื้นที่อีก 4% ต่อ GDP หรือประมาณ 800,000 ล้านบาท “ดังนั้น ถ้าเรากู้ไม่เกิน 800,000 ล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” 

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า แม้จะยังไม่ขยับเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มในปีนี้ แต่ในปีหน้าต้องพิจารณาใหม่อีกที

 

คำถาม: สว.เสนอขึ้น VAT เศรษฐกิจไทยพร้อมหรือไม่?

 

ดร.เอกนิติตอบ: แม้ในแผนการคลังระยะปานกลางจะเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อไหร่เศรษฐกิจดีก็อาจจำเป็นต้องปรับขึ้น VAT เนื่องจากอัตรา VAT ของไทยค่อนข้างต่ำ “แต่สถานการณ์วันนี้ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้น VAT”

 

คำถาม: ผลประชุมหารือ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจเป็นอย่างไร?

 

ดร.เอกนิติตอบ: หลังจากได้ประชุมหารือกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงบประมาณ พบว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยอาจสูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมงบประมาณไว้รองรับ

 

“ดังนั้น งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลประจำปี 2570 จึงจะยังเป็นงบประมาณขาดดุลอยู่ แต่จะขาดดุลน้อยลง และยังคงยึดหลัก ‘วินัยการคลัง’ อยู่ เพราะฉะนั้น งบประมาณปี 2570 รัฐบาลก็จะมุ่งตัดงบที่ไม่จำเป็นออก และเน้นเพิ่มศักยภาพแข่งขันไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

นอกจากนี้ การประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตไม่ถึง 2% แต่ทั้ง 4 หน่วยงานได้วางแผนใช้งบประมาณ และแผนการประคองเศรษฐกิจไทยด้านต่างๆ รวมถึงการดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

 

โดยสภาพัฒน์ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตเหลือ 1.4% ในปีนี้ ก่อนเพิ่มเป็น 2.2% ในปีต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ก่อนจะลดลงเหลือ 1.5% ในปีต่อไป

 

คำถาม: ทำอย่างไร Moody’s ถึงปรับขึ้น Outlook ไทย?

 

ดร.เอกนิติตอบ: ที่ Moody’s ปรับขึ้นแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทย (Outlook) จากเชิงลบ (Negative) กลับมาเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ Baa1 เป็นผลมาจากที่รัฐบาลไทยมุ่งมั่นในการใช้นโยบายการคลังอย่างมีวินัยและใช้ให้ตรงเป้าและตรงจุด

 

ดร.เอกนิติยังเปิดเผยต่อว่า สิ่งที่ตอนนี้หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) กังวลมากที่สุดคือ ‘ศักยภาพการแข่งขันของไทย’ ดังนั้นดร.เอกนิติจึงได้เน้นย้ำให้เห็นถึงว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนทำให้ GDP ไตรมาส 4 โตเกินเป้าได้ พร้อมๆ กับการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบตรงเป้า-ตรงจุด และมีวินัย

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังยืนยันกับ Credit Rating Agency ว่าไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น โดยเสถียรภาพทางการเมืองนี้จะทำให้ไทยปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ได้ทำให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น

 

ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า แม้ Moody’s ปรับขึ้นแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทย แต่ “ผมยังไม่อยากตายใจ ผมคิดว่าเราต้องเตรียมพร้อม เนื่องจากตอนนี้ทั้งโลกยังวิกฤต และเตรียมกระสุนสำหรับเหตุการณ์รุนแรงไว้”

 

จ่อดึงเงินนอกงบประมาณเสริมทัพ ย้ำทุกบาทมีหน้าที่เฉพาะตัว

 

นอกจากแหล่งเงินกู้และงบประมาณแผ่นดินแล้ว ดร.เอกนิติระบุว่ารัฐบาลมีแผนดึง ‘เงินนอกงบประมาณ’ มาสมทบเป็นลำดับแรกตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยปัจจุบันมีกองทุนหมุนเวียนภายใต้การดูแลของกรมบัญชีกลางกว่า 90 กองทุนที่มีศักยภาพ 

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติย้ำชัดว่าเม็ดเงินเหล่านี้ มีหน้าที่และวัตถุประสงค์เฉพาะตัว ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดได้ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน หรือกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่จะเน้นเรื่องโซลาร์เซลล์และพลังงานสะอาด

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจะผลักดันให้รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานเข้ามามีบทบาทนำในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว พร้อมเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืนโดยไม่พึ่งพิงงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

 

เตรียมรับชมสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่รายการ Exclusive Interview ในช่อง Youtube ของ THE STANDARD WEALTH วันที่ 24 เมษายนนี้ เวลา 16.00 น.

The post เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบทุกคำถาม ยืนยันเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน จนถึง เพดานหนี้ VAT เบื้องหลังเจรจา Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Nuclear Dialogue: ‘ฟิสิกส์แห่งอนาคต’ กับทางรอดสุดท้ายในวันที่โลกมอดไหม้ https://thestandard.co/nuclear-future-thailand-survival/ Wed, 18 Feb 2026 10:45:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1179749 Prof. Michael Short จาก MIT ให้สัมภาษณ์ ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ของไทย

ในโลกที่ความมั่นคงทางพลังงานถูกใช้เป็นอาวุธสงคราม และวิ […]

The post The Nuclear Dialogue: ‘ฟิสิกส์แห่งอนาคต’ กับทางรอดสุดท้ายในวันที่โลกมอดไหม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prof. Michael Short จาก MIT ให้สัมภาษณ์ ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ของไทย

ในโลกที่ความมั่นคงทางพลังงานถูกใช้เป็นอาวุธสงคราม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังขยับจาก ‘สภาวะโลกร้อน’ สู่ ‘สภาวะโลกเดือด’ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งครั้งสำคัญ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ได้ปลุกความหวังและข้อถกเถียงเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

ท่ามกลางหมอกควันของความกลัวและความไม่รู้ MIT Sloan ASEAN Office ได้เปิดพื้นที่สนทนาสำคัญด้วยการเชิญ Prof. Michael Short นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับโลกจากสถาบัน MIT ที่เดินทางมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์ว่าด้วยอนาคตที่เลี่ยงไม่ได้

 

 

 

THE STANDARD โดย ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน แห่งรายการ THE WORLD DIALOGUE สัมภาษณ์พิเศษกับ Prof. Short เพื่อถอดรหัสว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้จึงเชื่อมั่นว่า ‘อะตอม’ คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการกอบกู้อนาคต และทำไมความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของไทยในเวลานี้อาจคือการไม่ทำอะไรเลย

 

Executive Insight: นิวเคลียร์ในโลกยุคผลัดใบ

 

ก่อนจะก้าวสู่บทสนทนาเชิงลึก เราต้องเข้าใจก่อนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Nuclear Renaissance ที่แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง

 

  • ในยุโรป: ฝรั่งเศสกลายเป็น ‘โรงไฟฟ้าของทวีป’ ด้วยสัดส่วนนิวเคลียร์กว่า 70% ขณะที่ประเทศอย่างโปแลนด์และโรมาเนียเริ่มสั่งซื้อเทคโนโลยี SMR เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย
  • ในเอเชีย: จีนกำลังสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูด้วยความเร็วที่โลกต้องตะลึง เพื่อกำจัดมลพิษทางอากาศที่คร่าชีวิตประชากรปีละนับล้าน

 

บทเรียนจากวิกฤตยูเครนสอนให้โลกรู้ว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภายนอกเพียงอย่างเดียวคือความเปราะบาง และนี่คือจุดเริ่มต้นของ The Nuclear Dialogue ในครั้งนี้

 

เมื่อลมและแสงแดดอาจไม่พอ: สมการที่ต้องการ ‘จิ๊กซอว์’ ตัวสุดท้าย

 

ประเทศไทยตั้งอยู่ในชัยภูมิที่มีแสงแดดจัดและมีศักยภาพพลังงานลมในหลายพื้นที่ เรามุ่งหน้าเข้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มกำลัง แต่ Prof. Short ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ยากจะปฏิเสธในเชิงวิศวกรรม

 

เขากล่าวว่าพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดเรื่องความไม่สม่ำเสมอ แสงแดดไม่ได้ส่อง 24 ชั่วโมง และลมไม่ได้พัดตลอดเวลา แม้ระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่จะพัฒนาไปมาก แต่ยังมีต้นทุนมหาศาลหากต้องสำรองไฟไว้ใช้ทั้งประเทศในวันที่ฟ้าปิดติดต่อกันนับสัปดาห์

 

“ผมไม่เคยบอกว่าเราควรทำนิวเคลียร์อย่างเดียว ผมชอบพลังงานลมและแสงแดดมาก เพราะเป็นพลังงานฟรีและสะอาด แต่เราไม่สามารถรันระบบโครงข่ายไฟฟ้า (ด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ระบบกักเก็บยังไม่ถูกพอ) ดังนั้นเราจึงต้องการแหล่งพลังงานพื้นฐานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนมาประคองระบบไว้”

 

Prof. Michael Short จาก MIT ให้สัมภาษณ์ ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ของไทย 1

 

ทลายมายาคติ ‘เชอร์โนบิล’ และ ‘ฟิสิกส์แห่งความหวัง’

 

ณัฏฐา: สำหรับคนไทย ภาพของเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะยังคงเป็นฝันร้ายที่สลัดไม่หลุด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ คุณจะอธิบายความกังวลนี้อย่างไร

 

Prof. Short: ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นครับ แต่นักวิทยาศาสตร์มองที่กลไกอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลเกิดจากการออกแบบที่ปัจจุบันผิดกฎหมายสากลไปแล้ว เตาปฏิกรณ์ยุคนั้นมีระบบที่เรียกว่า Positive Feedback หรือการที่ยิ่งร้อนยิ่งเร่งปฏิกิริยาจนควบคุมไม่ได้ แต่เตาปฏิกรณ์ในปัจจุบันถูกบังคับให้ใช้ระบบ Negative Feedback เท่านั้น

 

Prof. Short ขยายความด้วยว่า ในทางฟิสิกส์สมัยใหม่ เตาปฏิกรณ์ถูกออกแบบมาให้หยุดตัวเองได้โดยธรรมชาติ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด ตัวกลางจะขยายตัวจนปฏิกิริยานิวเคลียร์ชะลอลงเองโดยอัตโนมัติ

 

“มันไม่ได้ปลอดภัยเพราะคนบอกให้ปลอดภัย แต่ปลอดภัยเพราะกฎฟิสิกส์บังคับให้เป็นเช่นนั้น สำหรับฟุกุชิมะ บทเรียนสำคัญไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ แต่คือเรื่องการเพิกเฉยต่อภูมิปัญญาที่เตือนเรื่องภัยธรรมชาติ หากเราดูสถิติ ‘อัตราการเสียชีวิตต่อเทราวัตต์-ชั่วโมง’ นิวเคลียร์ปลอดภัยไม่ต่างจากพลังงานลมหรือแสงแดด และปลอดภัยกว่าฟอสซิลนับพันเท่า”

 

คำถามสำคัญ: ใครจะยอมให้มีโรงไฟฟ้า ‘ที่หลังบ้านตัวเอง’?

 

ณัฏฐา: หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือความรู้สึกของผู้คน ไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่ใกล้บ้านหรือในพื้นที่ของตัวเอง คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

 

Prof. Short: เป็นคำถามที่สำคัญมากครับ เราทราบดีว่าไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ใกล้บ้าน แต่ความจริงคือเราไม่มีวันไปถึงจุดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ไม่ว่าจะเป็นพลังงานชนิดใดก็ตาม สิ่งที่เราทำได้คือการพิสูจน์ด้วยตัวเลขและระบบความปลอดภัยที่จับต้องได้

 

เขาย้ำว่า นิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์มีอัตราการเสียชีวิตต่อหน่วยพลังงานที่ใกล้เคียงกันมาก “ความต่างคืออุบัติเหตุจากโซลาร์มักเกิดกับทีละคน เช่น ตกจากหลังคาขณะติดตั้ง แต่นิวเคลียร์เป็นข่าวใหญ่ครั้งละมากๆ ทำให้คนรู้สึกกลัวพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่าความเป็นจริง แต่หากเราสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ชุมชนจะเริ่มเข้าใจว่านิวเคลียร์ไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนบ้านที่ส่งมอบพลังงานสะอาดให้พวกเขา”

 

Prof. Michael Short จาก MIT ให้สัมภาษณ์ ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ของไทย 2

 

Inaction Bias ความเชื่อที่อันตรายกว่ารังสี

 

ณัฏฐา: คุณมักพูดถึงคำว่า ‘Inaction Bias’ มันส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องพลังงานของประเทศ

 

Prof. Short: มนุษย์เรามีอคติที่เชื่อว่า ‘ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะปลอดภัยกว่า’ แต่ในเรื่องพลังงานนั่นคือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด หากไทยไม่เริ่มขยับตัว เราก็ต้องเผาฟอสซิลต่อไป ผลลัพธ์คือคนจะเสียชีวิตจาก PM2.5 และมลพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี นั่นคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ในขณะที่อุบัติเหตุนิวเคลียร์คือความเสี่ยงในอนาคตที่ต่ำมากและป้องกันได้

 

เขาย้ำว่า นิวเคลียร์ไม่ใช่คู่แข่งของโซลาร์หรือลม แต่มันคือ Baseload ที่สะอาดและมั่นคงที่สุด เมื่อแสงแดดไม่มีและลมไม่พัด นิวเคลียร์คือฟันเฟืองที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก

 

SMR และ 123 Agreement ตั๋วใบสำคัญสู่ความมั่นคง

 

ในเชิงลึก Prof. Short ชี้เป้าไปที่เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactors) ซึ่งเหมาะสมกับภูมิศาสตร์และโครงข่ายไฟฟ้าของไทย

 

  • Modularization: ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากการก่อสร้างที่ผิดพลาด
  • Scalability: เริ่มต้นจากขนาดเล็ก ค่อยๆ ขยายตามความต้องการใช้ไฟ

 

แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวสู่เวทีนิวเคลียร์โลกได้อย่างสง่างามคือ 123 Agreement

 

“ข้อตกลงนี้คือสัญญาทางใจและทางกฎหมายกับสหรัฐฯ ว่าเราจะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ แต่จะให้อะไรมากกว่านั้น เพราะคือการเปิดประตูสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากรที่ MIT และการเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก หรือ ‘Gold Standard’ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและประชาชนไทย”

 

Prof. Michael Short จาก MIT ให้สัมภาษณ์ ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ของไทย 3

 

Anthro-Engineering เมื่อวิศวกรต้องสวมหัวใจมานุษยวิทยา

 

ณัฏฐา: อุปสรรคใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการยอมรับจากสังคม คุณมีคำแนะนำอย่างไร

 

Prof. Short: ผมเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Anthro-Engineering เราไม่ควรเดินเข้าไปในชุมชนแล้วบอกว่าผมเก่งฟิสิกส์ เชื่อผมเถอะ แต่เราต้องทำวิจัยเชิงมานุษยวิทยา ลงไปใช้ชีวิต ไปฟังว่าเขาห่วงอะไร สิ่งแวดล้อมหรือรายได้ ในสหรัฐฯ เราใช้เวลาทำประชาพิจารณ์นานหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนรู้สึกว่าเสียงของเขาได้รับฟัง แม้จะทำให้โครงการช้าลง แต่คือการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนที่สุด

 

เขาเน้นย้ำว่า สำหรับไทยต้องลงมือ ‘สร้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์’ เป็นลำดับแรก เพื่อให้คนไทยเป็นผู้ตรวจสอบและเลือกเทคโนโลยีด้วยมือของคนไทยเอง

 

พลังงานนิวเคลียร์ในสายตาของ ‘พ่อ’

 

นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ทุ่มเทศึกษาทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับอะตอม ฟิสิกส์ และพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ ศาสตราจารย์วัย 42 ปีคนนี้บอกว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนเขาไม่ใช่เกียรติยศจาก MIT แต่คือความรับผิดชอบต่ออนาคต

 

Prof. Short: ผมมีลูกชายวัย 10 ขวบ วันหนึ่งที่บอสตันมีหมอกควันจากไฟป่ารุนแรงจนหายใจลำบาก ภรรยาผมถามว่า ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น?’ ผมบอกตัวเองในวันนั้นว่าผมไม่อยากให้ชีวิตลูกชายผมยากกว่าชีวิตของผม ผมอยากให้เขาเติบโตมาในโลกที่มีอากาศบริสุทธิ์และไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรพลังงานกับใคร นิวเคลียร์อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มันคือทางเดียวที่เรามีตอนนี้ที่จะรักษาโลกไว้ให้คนรุ่นถัดไป

 

บทสรุปจาก The Nuclear Dialogue

 

นิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องของระเบิดหรือหายนภัย แต่คือเรื่องของสถิติ ความโปร่งใส และความมั่นคงของมนุษยชาติ ถ้าไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากความกลัวสู่ความเข้าใจ สร้างการพูดคุยที่รวมเอาลม แสงแดด และนิวเคลียร์ มาอยู่ในสมการเดียวกัน พร้อมเริ่มสร้าง ‘บุคลากร’ ตั้งแต่วันนี้ นิวเคลียร์อาจคือเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่พาไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นใจ

 

อ้างอิง:

  • Interviewee: Prof. Michael Short, Department of Nuclear Science and Engineering, MIT.
  • Host: Dr. Nattha Komolvadhin, The World Dialogue, THE STANDARD.
  • Context: Energy Strategy Workshop by MIT Sloan ASEAN Office, Bangkok.
  • Technical: 123 Agreement, SMR, Passive Safety Systems.

The post The Nuclear Dialogue: ‘ฟิสิกส์แห่งอนาคต’ กับทางรอดสุดท้ายในวันที่โลกมอดไหม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน https://thestandard.co/tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock/ Sun, 04 Jan 2026 05:30:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1161169 tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ บัส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 1 […]

The post 1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ บัส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) เขาคืออดีตบรรณาธิการสำนักข่าวประชาไท กระทั่งก้าวเข้าสู่สภาสูงด้วยสถานภาพ ‘เสียงข้างน้อย’ ที่ประกาศตัวชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการเข้ามาเพื่อ “โหวตแก้รัฐธรรมนูญ”

 

ตลอด 1 ปีของการทำหน้าที่ เทวฤทธิ์มีภาพจำเรื่องการลุกขึ้นอภิปรายเสนอหลักการเพื่อคัดง้างกับมติเสียงข้างมากของ ‘สว. สีน้ำเงิน’ โดยเฉพาะการทักท้วงเรื่อง ‘หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์’ ในวาระพิจารณาเห็นชอบบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรอิสระ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. แม้จะแพ้โหวตครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การส่งเสียงของเขาก็เป็นหลักหมายให้สังคมสังเกตเห็นความผิดปกติของวุฒิสภาชุดนี้

 

 

บทสนทนาระหว่าง THE STANDARD และเทวฤทธิ์ เกิดขึ้นหลังรัฐสภาปิดการประชุมสมัยสามัญ และก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 ซึ่งสถานการณ์ได้ชักพามาสู่การ ‘ยุบสภา’ ในที่สุด ทว่าหลายๆ ข้อสังเกตของเขาในบทสนทนานี้ถือว่าค่อนข้างตรงกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้นตามมา

 

เขาเริ่มด้วยการสรุปความรู้สึกของการอยู่ในหมวก สว. เสียงข้างน้อย มาตลอด 1 ปี กับอีก 5 เดือนครึ่ง ด้วยคำว่า “หนักมาก”

 

เทวฤทธิ์บอกว่า เป้าหมายของเขามาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีเงื่อนไขต้องใช้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 3 ของวุฒิสภาด้วย ทำให้ช่วงแรกของการรับสมัคร สว. มีการรณรงค์ ‘สมัครเพื่อโหวต’ ด้วยจุดมุ่งหมายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

เดิมทีเดียวเขาวางบทบาทตัวเองเป็นผู้สมัครแบบ ‘โหวตเตอร์’ คือโหวตให้ผู้สมัครคนอื่นในกลุ่มอาชีพเดียวกันได้เข้ารอบไปต่อ ทว่าเมื่อเข้าสู่รอบการเลือก สว. ระดับประเทศ ก็ไม่เหลือบุคคลเพียงพอที่จะโหวตเพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เทวฤทธิ์จึงเสนอตัวเป็น ‘แคนดิเดต’ ในรอบสุดท้าย ก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนจนติดอันดับมาเป็น สว. ตัวจริง

 

เป้าหมายของเรามันมีเท่านี้ งานส่วนอื่นๆ เนี่ยเป็นงานแถม แต่ปรากฏว่างานที่เป็นหัวใจทางอำนาจหลัก มันไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไง แต่เป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญและหลายๆ พรรค หลายๆ กลุ่มก้อนทางการเมืองอาจจะดูเบาในเรื่องนี้

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์อธิบายว่า กลุ่มที่มุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องที่มาของ สว. ซึ่งมองว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน ทว่าเมื่อเขาเข้ามาอยู่ท่ามกลางกลไกการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมีเสียงข้างมากอันเป็นเอกภาพที่ระหว่าง 130-150 เสียง และบางครั้งอาจถึง 160 เสียง จึงมีความจำเป็นต้องรักษาหลักการโดยการทำหน้าที่เป็น “ผ้าเบรก” หรือ “ร้องทัก” บ้าง 

 

แม้บางฝ่ายเห็นว่าควรใช้อำนาจภายนอก แต่เทวฤทธิ์กลับมองว่าเป็นการยื่นดาบให้อีก ดังเช่นคราวที่มีการล่ารายชื่อ สว. เสียงข้างน้อย เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ สว. เสียงข้างมากหยุดปฏิบัติหน้าที่ เทวฤทธิ์เป็น 1 ใน สว. เสียงข้างน้อยที่ออกตัวว่า ไม่สนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

 

“ตั้งแต่แรกเราก็ปวรณาตัวว่า เราวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญฉ่ำมาก ทั้งคำวินิจฉัยที่ผ่านมา หรือที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราไม่ควรจะไปให้ความชอบธรรมตรงนั้น แต่ครั้นมาอภิปรายในสภาฯ พูดไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะฟัง แต่สุดท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไปลงมติตามกลุ่มก้อนของเขา อันนี้ไม่ได้กล่าวหา เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเราได้เก็บรวบรวมมติต่างๆ โดยเฉพาะมติสำคัญๆ ก็จะชัดเจนว่าเป็นกลุ่มก้อนประจักษ์” 

 

“ถามว่าเหนื่อยไหม เทียบกับทำงานข่าวที่ก่อนหน้านี้เป็นบรรณาธิการประชาไท อันนี้เหนื่อยกว่า เพราะว่าในงานข่าว เรายังอยู่กับวัฏจักรของงาน เรารู้ว่าจะต้องดีลกับใคร แต่อันนี้เราต้องเรียนรู้แพลตฟอร์มใหม่หมดเลย กระบวนการใหม่หมด ลงไปถึงต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอีก ความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะที่เป็นกล่องดวงใจ ค่อนข้างยาก แทบจะปิดประตูเลย”

 

ต่อให้เราเปิดประเด็นปัญหา เขายังไม่ยอมเปลี่ยน มันก็ยาก เพราะท้ายสุด เสียงเราไม่มีนัยในทางจำนวน สุดท้ายแล้วกลไกเหล่านี้ใช้นัยในทางจำนวนอย่างเดียวในการที่จะเปลี่ยน ดังนั้น ถ้าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เสียงข้างน้อยท่ามกลาง ‘กำแพงจำนวน’

 

เราให้เขาฉายภาพประสบการณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยของสภาสูง เทวฤทธิ์ระบุว่า สว. ในกลุ่มเสียงข้างมาก มีทั้งกลุ่มที่มาจากสายมหาดไทย คนทำงานมวลชน ตำรวจ ฯลฯ ซึ่ง “มีลูกล่อลูกชนเยอะมาก” เทวฤทธิ์บอกว่า เขาเองมองกลุ่มเสียงข้างมากด้วยความเข้าใจว่าแต่ละคนมีบทบาทแบบใด ในทางส่วนตัวแล้วก็มองในแง่ดี แม้เมื่อมีการพูดคุยกันก็ยังยืนยันในหลักการอยู่

 

เทวฤทธิ์เองก็เป็นหนึ่งใน สว. เสียงข้างน้อย ที่ถูกร้องเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็ยกคำร้องไปในเชิงเทคนิค 

 

ส่วนเรื่องการข่มขู่คุกคามหรือเข้ามาพูดคุยนั้น ส่วนตัวเขาไม่เคยโดน ซึ่งเจ้าตัวคาดว่า “เขาคงคิดว่าผมคุยไม่ได้ เหมือนมีเส้นการวางจุดยืน หรือเรียกว่าวางสายสิญจน์ไว้รอบตัวแล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา วุฒิสภาได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือการร้องจริยธรรม นันทนา นันทวโรภาส หนึ่งในหัวหอกของ สว. จุดเริ่มต้นมาจากถ้อยคำว่า “คนขายหมู” ที่นันทนากล่าวขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการคัดเลือก สว. เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ว่ามีความบิดเบี้ยว จนผู้มีพื้นฐานประสบการณ์ไม่ได้ทำหน้าที่ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของตนเอง เป็นผลให้ สว. แดง กองมา คู่กรณี ซึ่งเคยแนะนำตัวเองว่ามีอาชีพคนขายหมู ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท รวมถึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภา

 

แม้ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยชี้ว่าเป็นการวิจารณ์ระบบการได้มาซึ่ง สว. โดยสุจริต ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แต่เหตุการณ์ในสภาฯ กลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อกลไกจริยธรรมของวุฒิสภายังคงเดินหน้าสอบสวนต่อ โดยฝ่ายเสียงข้างมากพยายามหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นชนักติดหลัง เพื่อจำกัดบทบาทนันทนาให้เผชิญความเสี่ยงสูงสุดถึงขั้นถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือตัดสิทธิทางการเมือง

 

เทวฤทธิ์มองปรากฏการณ์นี้ว่า กลไกจริยธรรมของวุฒิสภาใช้เพียงเสียงข้างมาก ซึ่งต่อให้พยายามทำงานแบบสื่อมวลชน อย่างการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดและจริง หากแนวโน้มคนส่วนใหญ่เห็นพ้องก็มีโอกาสขับเคลื่อนได้ แต่สำหรับในวุฒิสภา ต่อให้หยิบยกข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมาอภิปรายอย่างไร กลุ่มก้อนที่อยู่กับอีกขั้วอุดมการณ์ หรือกลุ่มที่เกิดความกลัว ก็จะทำให้ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

สว. เทวฤทธิ์ยังวิพากษ์ถึงปัญหาในระดับรากของระบบ สว. ที่คิดบนสมมติฐานว่า สว. ทุกคนเป็นอิสระ การลงมติแต่ละครั้งจึงเป็นอิสระทั้งหมด ไม่มีแนวคิดการจับกลุ่มก้อนกัน แต่โดยธรรมชาติของคนเมื่ออยู่รวมกัน ย่อมจับกลุ่มกัน และมีแนวโน้มจะเลือกข้างที่ชนะ อีกทั้งกลไกของ สว. นั้นก็ไม่ได้เอื้อต่อฝ่ายเสียงข้างน้อยเลย 

 

เขามองว่า ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เสียงข้างน้อยอยู่ในสภาพจำยอม บางคนที่เข้ามาด้วยอุดมการณ์ แต่เมื่อสู้ไปแล้วไม่สามารถผลักดันอะไรได้ หลายคนก็อาจจะไปเข้าร่วมในบางเรื่อง แล้วอาจจะได้โอกาสในการผลักดันเรื่องอื่น ตราบใดที่ไม่ใช่ประเด็นที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา

 

“เขาอาจจะคิดว่า เป็นการทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากไม่รู้สึกว่าเราเป็นศัตรูไปทั้งหมด เรื่องปลีกย่อยที่เป็นประเด็นการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกองค์กรอิสระ เราอย่าไปขวางเขาเลย มาอยู่ในกรรมาธิการบางคณะที่สามารถผลักดันได้บางเรื่อง เขาก็ให้ตำแหน่งแห่งที่ให้ทำงาน แบบนี้ดีกว่า คนเหล่านี้ก็อาจจะเลือกทางนี้”

 

ในเรื่องของการเปลี่ยนจุดยืนหรือวางอุดมการณ์นั้น ในเชิงบุคคลผิดหรือไม่ เทวฤทธิ์ระบุว่า ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ แต่เรื่องที่เขาเห็นว่าผิดจริง คือกลไกกติกาที่ออกแบบมาให้ สว. ไม่มีพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยเลย ด้วยฐานคิดว่า สว. ทุกคนมีอิสระ จึงไม่มีกลไกในการแบ่งสัดส่วนกรรมาธิการเหมือนอย่างสภาผู้แทนราษฎร ที่แบ่งสัดส่วนตามพรรคการเมือง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ชี้ให้เห็นแง่ลบว่า ในเมื่อทุกอย่างสามารถโหวตได้ด้วยเสียงข้างมากที่เห็นแล้วว่ามีความเป็นเอกภาพ  เรื่องนี้ไม่ถูกปกปิด เพราะถือว่าเป็น ‘ทรัพยากรทางการเมือง’ เมื่อมีอำนาจ ก็จำเป็นต้องแสดงออกมา หลายฝ่ายก็กังวลเรื่องจริยธรรม แม้กระทั่งกรณีของนันทนา “จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็เป็นเรื่องขึ้นมา”

 

เทวฤทธิ์เทียบกับกรณีที่ตนเองถูกร้องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ ที่เขายืนยันมาโดยตลอดว่าต้องแก้ได้ทุกหมวดทุกมาตรา แม้ท้ายสุดคณะกรรมการจริยธรรมจะอ้างว่ายกคำร้องไปในเชิงเทคนิค แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเรื่องนี้จะไม่กลับมาอีกในรูปแบบอีก ทว่ากรณีของนันทนา เทวฤทธิ์คาดว่า อาจเป็นเรื่องความไม่พอใจส่วนตัว จากท่าทีการแสดงออก

 

“จุดนี้ผมต้องวิจารณ์เลยนะ ถ้าผมเป็นนักกลยุทธ์ของฝั่งน้ำเงิน ด้านหนึ่งอาจจะสามารถกดปราบให้เห็นว่าแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณก็โดนได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาพใหญ่มันดูแย่ และถูกตั้งคำถาม ช่วงนั้นหลายๆ คนก็เริ่มลืมเรื่องฮั้ว สว. กันไปแล้ว แต่พอมีประเด็น อ. นันทนา ก็กลับมาถูกวิจารณ์อีกรอบ”

 

“ผมคิดว่าถ้าพูดในแง่นี้ มันไม่คุ้มสำหรับเขา ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่นะ” เขาทิ้งท้ายแบบกลั้วหัวเราะ

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

องค์กรอิสระจากสายธารสีน้ำเงิน?

 

หนึ่งในอำนาจที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา คืออำนาจการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน 

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ 15 คน 

 

  1. การลงมติลับในห้องประชุมใหญ่

 

เทวฤทธิ์ฉายภาพจากการสังเกตการณ์ว่า ในการทำหน้าที่ช่วงแรก กรรมาธิการกิจการวุฒิสภา หรือเรียกกันโดยลำลองว่า ‘วิปวุฒิฯ’ ใช้เสียงข้างมากโหวตเลือกตัวแทนจากกรรมาธิการสามัญคณะต่างๆ เข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จำนวน 12 คน และอีก 3 คน เป็นตัวแทนจากวิปวุฒิฯ เอง

 

ด้วยวิธีโหวตเสียงข้างมากดังกล่าว เป็นเหตุให้กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้าม เนื่องจากมี สว. เสียงข้างน้อยเป็นประธาน จึงไม่เคยถูกเลือกเข้าไปในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ เลย

 

อย่างไรก็ตาม มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หรือประมาณเดือนมิถุนายน ที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล พลิกบทบาทเป็นฝ่ายค้าน เทวฤทธิ์ออกตัวว่า ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน วุฒิสภาก็ได้เปลี่ยนวิธีการเลือกตัวแทนกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จากการโหวต ให้เป็นการส่งตัวแทนแบบหมุนเวียนเรียงตามลำดับ ทำให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย พอจะมีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ได้บ้าง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ยกตัวอย่างกรณีของ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ที่ด้านหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภา แต่อีกด้านหนึ่งเป็นที่รู้กันว่า เขาเป็นแกนกลางของเครือข่าย ‘สีน้ำเงิน’ ที่ประสาน สว. เสียงข้างมากไว้ด้วยกัน สอดคล้องกับข้อสังเกตโดยเทวฤทธิ์ที่ว่า วุฒิชาติได้นั่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ในแทบทุกคณะ คือจากจำนวน 10 คณะ จะพลาดไปเพียง 2-3 คณะเท่านั้น ต่อเรื่องนี้ วุฒิชาติเคยอธิบายว่า เนื่องจากตนเองเป็นเลขาฯ วิปวุฒิสภา จึงอาจได้ตำแหน่งตามโควตา เพื่อให้กระบวนการสอบประวัติไม่ต้องเรียนรู้ใหม่  

 

เขายังเคยแซววุฒิชาติเอาว่า กรรมาธิการคมนาคมที่ท่านเป็นประธาน มีศักยภาพอะไรในการพิจารณาคน และความจริงควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นกรรมาธิการคมนาคมและการสอบประวัติฯ ซึ่งวุฒิสภาก็หยอกกลับว่า ถ้าท่านเสนอมา ผมก็อาจจะรับข้อเสนอ 

 

ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ แต่ละครั้ง จะต้องผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาห้องใหญ่ก่อน โดยทั่วไป สว. ที่เป็นตัวแทนของวิปวุฒิสภาจะลุกขึ้นเสนอชื่อครั้งละ 15 คน เป็นแพ็ค ซึ่งบ่อยครั้งจะมี สว. เสียงข้างน้อย รวมถึงเทวฤทธิ์ด้วยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน และเสนอชื่อตัวแทนมาแข่ง แต่เมื่อลงมติกันจริงๆ ก็แพ้ให้เสียงข้างมากอยู่ดี และจะเห็นได้ว่าคะแนนโหวตให้รายชื่อทั้ง 15 คนนั้น เสียงข้างมากแทบจะไม่มีแตกแถว 

 

ดังนั้น คุณไม่ต้องมีจำนวนเสียงถึง 150-160 เสียงหรอก แค่ 101 เสียง ก็สามารถครองทั้ง 15 คน ในกรรมาธิการสอบประวัติฯ ได้แล้ว ฝ่ายเสียงข้างน้อยต่อให้มีถึง 99 เสียง ก็ไม่สามารถสู้กับอีก 101 เสียงได้ นี่คือภาพความเป็นเอกภาพของเขา

 

กระนั้นเองในช่วงปีที่ผ่านมา มี สว. หลายคนในกลุ่ม ‘สีน้ำเงิน’ ที่แม้จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีต่างๆ ทั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ก็ยังเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ และต่อมา สว. กลุ่มนั้น ก็เป็นผู้ร้องเองเสียด้วย เมื่อครั้งที่กลุ่ม สว. นำโดย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร รวมรายชื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น รวมถึงอธิบดี DSI

 

ในเวลาต่อมา สว. กลุ่มดังกล่าวบางคนก็ตัดสินใจถอนตัวจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่า ป้องกันเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเทวฤทธิ์เองได้หยิบยกเหตุการณ์นี้มาอภิปรายสนับสนุนหลายครั้งว่า มี สว. หลายท่านที่นำทางไว้แล้ว แต่ทำไมเมื่อมีการเสนอญัตติให้วุฒิสภาชะลอวาระการแต่งตั้งองค์กรอิสระอื่นๆ หลายครั้ง เสียงข้างก็กลับไม่ชะลอ

 

เขาเชื่อว่า ภายหลังเสียงข้างมากเขาอาจจะคิดได้ ทำให้ไม่นำหลักการนั้นนำมาใช้กับกรณีอื่นๆ แม้จะมีบางคนถอนตัวไป แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเดินหน้าต่อ

 

เทวฤทธิ์ให้ข้อสรุปว่า สุดท้ายแล้ว กรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ก็ดี หรือความพยายามชะลอก็ดี อำนาจที่แท้จริงก็อยู่ที่การโหวตมติลับ ต่อให้เราเข้าไปนั่งในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ พยายามซักไซ้ไล่เลียงอย่างไร สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มติวุฒิสภา

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ สว. ชุดนี้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ราว 1 ปี พบว่า มีการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระไปแล้ว 13 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน, กกต. 3 คน, ป.ป.ช. 4 คน, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 4 คน และผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน 

 

และในอนาคตต่อไปจนกว่าจะครบวาระ 5 ปี ของวุฒิสภาชุดนี้ วุฒิสภายังมีอำนาจให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระที่กำลังจะหมดวาระหรือพ้นจากตำแหน่งได้อีกมากถึง 20 คน

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

ภาวะเงื่อนตาย-คลายไม่ออก

 

เราถามเทวฤทธิ์ตรงๆ ว่า เมื่อประมวลสถานการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ถึงจุดที่บอกได้แล้วหรือไม่ว่า ภารกิจของ สว. เสียงข้างน้อย ประสบกับสภาวะ ‘เดดล็อก’ (Deadlock) หรือเงื่อนตาย เพราะไม่ว่าพยายามเพียงใดก็ก้าวไม่พ้นกำแพงของเสียงข้างมากไปได้

 

เทวฤทธิ์ตอบคำถามด้วยการหยิบยกทฤษฎีที่ว่า ใน MOA 4 ข้อ ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้น มีอีกข้อตกลงหนึ่งที่พูดไม่ได้ คือ ความเชื่อว่า พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทยนั้น “มีความสามารถในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีแนวโน้มที่จะคิดเห็นตรงกับ สว.” ดังนั้น การจะโน้มน้าว สว. ก็ต้องเป็นประเด็นทางการเมือง ดังที่ MOA กระทำ 

 

“ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ากว่าจะถึงวันนั้น มันจะได้รับการพิสูจน์ว่าต่อให้คุณ MOA จนถึงที่สุดแล้ว มันก็ไม่มีผลหรือเปล่า” เทวฤทธิ์กล่าว

 

สิ่งที่เทวฤทธิ์สงสัย กลับกลายเป็นความจริงหลังจากการสนทนาของเรา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ประเด็นแตกหักอยู่ที่การเสนอให้ปลดล็อกเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งผลการลงมติกลับกลายเป็นว่า สส. พรรคภูมิใจไทย โหวตเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกับ สว. เสียงข้างมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการฉีก MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน

 

ผลจากความขัดแย้งในสภาฯ นำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรายงานข่าว ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลต่อตัวแทนพรรคประชาชนว่า “พวกเราพยายามเจรจากับ สว. เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้”

 

ประเด็นดังกล่าวนี้จะล้อไปกับการตั้งข้อสังเกตของเทวฤทธิ์ที่เราได้คุยกันต่อไป แต่สำหรับคำถามก่อนหน้า เทวฤทธิ์ยอมรับตรงๆ ว่า สภาวะปัจจุบัน “ก็เป็นเดดล็อกจริงๆ นะ” ทั้งด้วยระบบที่ออกแบบมา 

 

“ความจริงแล้วการถอดถอน สว. ก็ง่าย เพียงแค่มีคนนอกมาร้องเรื่องจริยธรรม ก็สามารถพิจารณาให้ถอดถอนได้ เหมือนกรณีของ อ. นันทนา ที่มีทนายความคนนอกร้องจริยธรรม แต่ถึงที่สุดแล้วก็ล็อกอยู่กับเสียงส่วนใหญ่อยู่ดี ร้องง่าย แต่ถอดถอนยาก”

 

“ด้วยสมมติฐานว่า สว. เป็นอิสระ จึงไม่มีหลักการการันตีของเสียงส่วนน้อย ดังนั้น การใช้เสียงส่วนมากทั่วไปก็สามารถตัดสินเรื่องต่างๆ ได้แล้ว”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เมื่อ สว. เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง?

 

เราชวนคุยต่อไปว่า แม้กระทั่งพรรคประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์เด่นชัด ยังตัดสินใจทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยความมุ่งหมายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ เราถามเทวฤทธิ์ในฐานะ 1 ใน สว. และผู้สังเกตการณ์การเมืองว่า พรรคประชาชนเองก็มอง สว. เป็นหนึ่งเครื่องมือต่อรองทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยมีใช่หรือไม่ แม้ทั้ง 2 พรรคคู่สัญญา ต่างฝ่ายก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

 

“ผมคิดว่าเขาก็ไม่น่าจะปฏิเสธอย่างแข็งขันนะ เพราะสิ่งนี้ถือเป็นมูลค่าที่ฝ่ายการเมืองของ ‘เขา’ ถืออยู่ มันคือการบอกว่า ‘ฉันสามารถสื่อสารหรือโน้มน้าว สว. ได้’ โดยที่ สว. นั้นมีเอกภาพ และพลานุภาพที่สำคัญแน่นอน และ สว. นี้ก็มีส่วนในการเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ ‘ซัลโว’ ทางการเมือง เดิมทีเดียวจะเป็นหน้าที่ทหาร แต่เวลานี้ไม่ต้องแล้ว เพราะมีองค์กรอิสระทำหน้าที่ซัลโว” 

 

เทวฤทธิ์ชี้ว่า ในพื้นที่ทางการเมืองหรือทางรัฐศาสตร์ ‘เขา’ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ในพื้นที่ทางนิติศาสตร์ เขาพูดไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น กุญแจสำคัญที่บางฝ่ายมองว่าอยู่ที่ สว. ความจริงแล้วกุญแจอาจอยู่ที่เจตนารมณ์ทางการเมืองของฟากฝ่าย ‘เขา’ มากกว่า บางฝ่ายก็บอกว่า แล้วเขาจะไปปลดกุญแจทำไม ในเมื่อเขาได้เปรียบทุกประตูอยู่แล้ว

 

เราเชื่อว่าเทวฤทธิ์อาจอ้างถึงคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่เคยกล่าวถึงการทำข้อตกลงของทั้ง 2 พรรค ไว้ว่า “เมื่อเราไม่ได้ถือกุญแจ แต่เขาเป็นคนถือกุญแจ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนและรับความเสี่ยงกัน ถือเป็นการตัดสินใจเสี่ยงเพื่อหยิบกุญแจนั้นมาไขกลอนเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ”

 

เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคภูมิใจไทยเริ่มมีภาษีกลับขึ้นมา แม้ว่าที่ผ่านมาก็อยู่ในภาวะได้เปรียบตลอด เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงอันดับ 2 แต่ก็มีอิทธิพล 

 

จนกระทั่งได้ สว. มา เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะแสดงพลานุภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว อะไรต่างๆ นัยนี้เป็นการสื่อสารแน่นอน ใครมองจากดาวอังคารก็รู้ เพียงแต่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เจตจำนงเดิม: แก้กติกา ผ่าทางตัน

 

คำถามที่ตามมาคือ ท่ามกลางเดดล็อกดังกล่าวนี้ ในบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อย ควรจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีความหวังปลายอุโมงค์หรือไม่ในมุมมองของเขา

 

สว. เทวฤทธิ์เกริ่นว่า ส่วนตัวแม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้กลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อย่างที่พรรคเพื่อไทยกระทำ เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็จะเป็นไปตามกลไกของฝ่ายบริหาร 

 

แต่เขายังมีความหวังเล็กๆ ว่า กกต. ยังมีกระบวนการคัดกรองคนที่กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาออกไปได้ และยังเชื่อว่า ใน สว. เสียงส่วนใหญ่ ยังมีคนที่ไม่ได้รู้เห็นในเรื่องของการกระทำความผิด (ถ้ามี) หากสามารถคัดผู้กระทำความผิดออกไปได้ สัดส่วนของเสียงข้างมากก็จะค่อยๆ น้อยลงไป จนกระทั่งเกิดความสมดุล

 

“อำนาจ สว. ไม่ใช่แค่การกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นอำนาจของการส่งไม้ต่อ หรือประทับร่างทรงไปยังองค์กรอื่น การทำให้วุฒิสภานี้มีความสมดุลมากขึ้น อย่างน้อยก็จะทำให้ไม่เกิดเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ และในอนาคตองค์กรอิสระก็มีโอกาสจะมีความสมดุลมากขึ้น”

 

“ผมไม่คิดว่าทุกคนมีความผิดหมดนะ แต่อย่างน้อย กกต. อาจจะสามารถพิจารณาคัดคนที่มีปัญหาออกไปบ้าง หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง เพื่อเปิดให้วุฒิสภาเป็นพื้นที่หลากหลายมากขึ้น”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ทิ้งท้ายว่า ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ หรือการได้มาซึ่ง สว. เพราะส่วนตัวเขามองว่า เราไม่ควรใช้หลักการว่า สว. ทุกคนจะเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง ทุกคนจะโหวตอย่างมีเจตจำนงเสรี ซึ่งไม่จริง เพราะโดยธรรมชาติทางการเมืองแล้ว ย่อมต้องมีการต่อรอง รวมกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน 

 

เขามองว่า วุฒิสภาควรใช้หลักการสร้างบทสนทนาระหว่างกัน เช่น สภาผู้แทนราษฎร ที่วางเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงข้างน้อยในการให้ความเห็นชอบด้วย เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะสร้างการต่อรองหรือบทสนทนาระหว่างเสียงข้างน้อยและเสียง

ข้างมาก แต่ต้องไม่ใช่เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะ สว. เองก็มีบทเรียน

 

สำหรับผม เกมระยะยาวคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ก็คือแค่เปลี่ยนมือ

 

“เพราะเมื่อสุดท้ายเขาสามารถครองอำนาจได้ ทั้งอำนาจซัลโว อำนาจชี้ว่าใครควรเป็นคนซัลโว และเป็นอำนาจรัฐบาลอีก ดังนั้น ฝ่ายต่างๆ ก็เห็นว่ามาลงทุนกับตรงนี้ดีกว่า บ้านใหญ่ก็เริ่มเข้ามา เพราะมีแต่คนเลือกข้างชนะ ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้ว ถ้ายิ่งช้า มันจะยิ่งเบ็ดเสร็จมากขึ้น ครอบคลุมทุกองคาพยพ” เทวฤทธิ์ระบุ

 

คำตอบสุดท้ายของเทวฤทธิ์พาเราหวนมายังเป้าหมายแรกสุดของเขา คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อยจะยังมีอยู่อย่างจำกัดในรั้วสภาฯ แต่ความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะมีขึ้นควบคู่ไปกับวันเลือกตั้ง สส.

 

ทั้งนี้ การทำประชามติวันดังกล่าว จะถือเป็นการเปิดประตูบานแรกสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกเสียงของประชาชนที่เดินเข้าสู่คูหามีผลในการกำหนดอนาคตนั้น แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมากมายก็ตามที

The post 1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-kbank-new-strategy-future-ready-wealth/ Fri, 19 Dec 2025 02:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1155826

ยุคปัจจุบัน คือยุคที่ความผันผวนทางการเงินคือความท้าทายห […]

The post เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคปัจจุบัน คือยุคที่ความผันผวนทางการเงินคือความท้าทายหลัก และข้อมูลการลงทุนท่วมท้นจนนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งที่หลายคนเผชิญคือแผนการเงินที่ไม่เติบโต และการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับ “เป้าหมายชีวิต” 

 

ธนาคารกสิกรไทย ได้ตอบรับความท้าทายนี้ ด้วยการประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการยกระดับบทบาทของ “K WEALTH” เป็นพันธมิตรด้านการลงทุน ที่พร้อมอยู่เคียงข้างนักลงทุนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพื่อสร้างอนาคตที่มั่งคั่งและมั่นคง หรือ ‘Your Future-Ready Wealth’ และวันนี้ THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ถึงความตั้งใจที่จะเป็น “ผู้ให้กลยุทธ์และคำแนะนำ” มากกว่า “คนขายผลิตภัณฑ์” เพื่อส่งมอบการเติบโตของความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

 

อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

 

K WEALTH คืออะไร และทำไมธนาคารกสิกรไทยจึงต้องสร้าง K WEALTH ขึ้นมาในวันนี้?

 

“K WEALTH คือการประกาศอย่างชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะให้บริการด้านการลงทุน ในฐานะพันธมิตรที่คอยดูแลความมั่งคั่ง โดยมีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางการคิดมาจาก “เป้าหมายชีวิตของลูกค้า (Customer-Centric)” อย่างแท้จริง” อดิศร เสริมชัยวงศ์ กล่าว

 

ในอดีตนั้น ตลาดการลงทุนมีการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ขายมีลักษณะเป็น ‘ยาสามัญ’ ที่ขายให้ใครก็ได้เหมือนกันหมด แต่ในปัจจุบัน ทุกอย่างมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายชีวิต การลงทุน หรือพฤติกรรมการใช้เงินของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

 

K WEALTH จึงเป็นการประกาศอย่างชัดเจนถึง ‘ความตั้งใจ’ ที่จะให้บริการด้านการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และดูแลลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยในระยะยาว เพราะเส้นทางการลงทุนของลูกค้าไม่ได้จบลงเพียงการปิดการขายกองทุน แต่เป็นการทำให้เป้าหมายชีวิตของลูกค้าประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามช่วงเวลาชีวิต เราจึงเปลี่ยนมุมมองจาก Product-based เป็น Life-purpose-based ของลูกค้า

 

4 เหตุผลที่ทำให้ Wealth Advisor อย่าง K WEALTH เป็นสิ่งจำเป็น

 

อดิศร กล่าวว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำว่าผู้เชี่ยวชาญมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลูกค้าจัดสรรพอร์ต และแนะนำทางการลงทุนระดับโลก

 

1. การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ซึ่งหมายความว่า รายได้ประจำจะหยุดลงเมื่อเกษียณอายุ 60 ปี ดังนั้น การออมและการลงทุนให้เงินงอกเงยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

2. ความซับซ้อนของการลงทุนทั่วโลก: ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ ทำให้นักลงทุนต้องมองหาโอกาสผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งมักจะเป็นการลงทุนต่างประเทศในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, Nvidia หรือ SpaceX ซึ่งมีความซับซ้อนและผันผวนสูงมาก

 

3. ข้อจำกัดด้านเวลาและความรู้: นักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร หรือทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง พวกเขาจึงต้องการคำแนะนำเพื่อให้พอร์ตได้รับประโยชน์จาก Global Growth และ New Age Technology

 

4. เป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสมถะ บางคนต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศปีละหลายครั้ง เป้าหมายที่แตกต่างกันเหล่านี้นำไปสู่วิธีการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

3 เสาหลักสู่อนาคตความมั่งคั่งของลูกค้าในแบบฉบับ K WEALTH : WEALTH Team, WEALTH Tech, และ WEALTH Partnerships

 

K WEALTH มี 3 เสาหลัก ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ WEALTH Team + WEALTH Tech + WEALTH Partnerships สามส่วนนี้รวมกันทำให้ K WEALTH ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนตามเป้าหมายระยะยาวของลูกค้า รับมือกับตลาดที่ผันผวนได้อย่างมีระบบ โดยไม่ได้ไล่ตามกระแสร้อนรายวัน ทำให้พอร์ตลงทุนมีเสถียรภาพ

 

1. WEALTH Team: ทีมผู้เชี่ยวชาญที่วางกลยุทธ์การลงทุน รับมือความผันผวนทั่วโลก

 

ทีมงานของ K WEALTH ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ผ่านการรับรองวิชาชีพชั้นนำ โดยเฉพาะทีม K WEALTH CIO ที่มีบทบาทสำคัญมาก เพราะหน้าที่ของเขาคือวิเคราะห์และแปลความซับซ้อนของตลาด ออกมาเป็นกรอบการจัดพอร์ตที่ลูกค้าทำตามได้ง่ายและสอดคล้องกับชีวิตจริง

 

นอกจากนี้ ทีมงาน K WEALTH ยังผสานผู้เชี่ยวชาญจาก KAsset, Ksecurities, KResearch และไม่ได้ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เพียงแค่อายุ รายได้ หรือความเสี่ยงพื้นฐาน แต่ครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย การลงทุน และช่วงเวลาที่ลูกค้าสะดวกพูดคุย ทำให้ทีม K WEALTH สามารถทำความเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และวางกลยุทธ์การลงทุนให้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของลูกค้าได้ ผ่านทาง Relationship Manager (RM)

 

 

2. WEALTH Tech: KEWIN AI เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าใจมนุษย์

 

หัวใจของ Wealth Tech คือ “KEWIN” ซึ่งเป็น AI อัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาให้เป็น Humanized Tech 

 

KEWIN แตกต่างจากบอตตอบคำถามทั่วไป เพราะมันไม่ได้แค่รอรับคำถาม แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความเข้าใจลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง

 

K WEALTH ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรม พอร์ตการลงทุน และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย เพื่อ ‘คิดต่อ’ และนำเสนอข้อมูลที่เหมาะสมที่สุด เช่น แจ้งเตือนและปรับคำแนะนำให้เฉพาะตัว (Personalized) และทันเวลา รวมถึงอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากตลาดทั่วโลกด้วยความรวดเร็ว KEWIN จึงเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อ ขาย ติดตามพอร์ตได้แบบเรียลไทม์ ครบจบใน K PLUS ทำให้ไม่พลาดจังหวะสำคัญ

 

3. WEALTH Partnerships: 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ สะพานสู่โลกการลงทุนระดับสากล

 

K WEALTH เลือกเดินเกมที่แตกต่างคือ การ “ทำพาร์ตเนอร์กับ 2 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก” นั่นคือการจับมือกับ J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier ซึ่งแต่ละพันธมิตรต่างมีความแข็งแกร่งด้านการเงินการลงทุนที่โดดเด่นแตกต่างกัน

 

  • J.P. Morgan Asset Management ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเชี่ยวชาญครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์และโมเดลการลงทุนร่วมกันสำหรับนักลงทุนชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่มลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน 

 

  • Lombard Odier ไพรเวทแบงก์ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 229 ปี ร่วมมือกับ K WEALTH เพื่อมอบบริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก นำเสนอทางเลือกการลงทุนระดับสากลที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย พร้อมประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน

 

 

พันธกิจของ K WEALTH ในการสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ 

 

อดิศร กล่าวว่า Core Value ของ K WEALTH คือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และมุ่งมั่นในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืนร่วมกับลูกค้า ซึ่งแนวคิด ‘Your Future-Ready Wealth’ คือการสร้างความมั่งคั่งในแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรือเป้าหมายที่ชัดเจนของลูกค้า 

 

ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ต้องการเกษียณแบบมีกิจกรรม สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้หลายครั้งต่อปี ก็จะมีพอร์ตที่แตกต่างจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเกษียณแต่มีเป้าหมายในการส่งมอบความมั่งคั่งให้ทายาทรุ่นถัดไป

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจัดพอร์ตจึงต้องแตกต่างกันตามไปด้วย และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับลูกค้า ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม

 

“เมื่อพอร์ตลูกค้าเราติดลบ K WEALTH ที่เป็นผู้ดูแลต้องรีบพูดคุยกับลูกค้าทันทีเพื่อตรวจสอบว่าสถานการณ์ยังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่” อดิศรเน้นย้ำ “วันที่พอร์ตติดลบคือวันที่ต้องอยู่ใกล้ชิดลูกค้าที่สุดเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่ลำพัง”

 

 

สุดท้าย อดิศรได้ฝากข้อคิดถึงนักลงทุนไว้ว่า การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องการทั้งความรับผิดชอบและความเข้าใจ ไม่ควรเริ่มต้นจากตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังที่ดูน่าดึงดูด แต่จุดตั้งต้นที่ถูกต้องคือการตั้งต้นจาก “เป้าหมายชีวิตของตัวเอง”

 

เราทุกคนต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตและคำถามจาก “เราจะลงทุนอะไร?” เป็น “เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร? และเราจะใช้เงินเพื่ออะไรในอนาคต?” จากนั้นจึงย้อนกลับมาเลือกรูปแบบการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมายนั้น

 

ด้วยพันธมิตร ทีมงาน และเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เรามั่นใจว่าเราสามารถให้คำแนะนำที่ครบถ้วนและรอบด้านได้ไม่แพ้ใคร สิ่งที่เราอยากจะเน้นย้ำที่สุดคือ การลงทุนควรเป็นไปเพื่อยกระดับ ‘ชีวิตจริง’ ของคุณให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อวิ่งไล่ตามผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

 

K WEALTH ชี้ชัดว่า การลงทุนที่ยั่งยืนคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ราบรื่น ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีที่เข้าใจมนุษย์ และการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์ระดับโลก นี่คือกลยุทธ์ที่ K WEALTH ใช้สร้าง Your Future-Ready Wealth ให้แก่ลูกค้าในฐานะ Lifelong Trusted Advisor

 

ทำความรู้จักและยกระดับความมั่งคั่งของคุณกับ K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3LKwnmP 

 

Disclaimer:

  • KASIKORNBANK has separate strategic alliances/partnerships with each of Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management. Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management do not operate onshore in Thailand.
  • Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management are not affiliated.

The post เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน https://thestandard.co/bnk48-6th-generation-hope-dreams/ Sun, 23 Nov 2025 03:30:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1146324 BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน

นับตั้งแต่วันที่ BNK48 จุดประกายเส้นทางของไอดอลไทยด้วยป […]

The post BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน

นับตั้งแต่วันที่ BNK48 จุดประกายเส้นทางของไอดอลไทยด้วยปรากฏการณ์ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ โลกของไอดอลก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และวันนี้วงได้เดินทางมาถึง ‘รุ่นที่ 6’ กลุ่มเด็กสาวที่ก้าวเข้ามาเติมพลังความสดใหม่ให้วง ด้วยความฝัน ความกล้า และพลังของเด็กเจนใหม่

 

ครั้งนี้ THE STANDARD POP ได้เปิดบ้านต้อนรับทั้ง 11 สาว BNK48 รุ่น 6 เพื่อพูดคุยแบบเจาะลึกเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เรื่องความฝัน ความกลัว มุมที่แฟนๆ ยังไม่เคยเห็น ความไม่มั่นใจที่พวกเธอพยายามก้าวข้าม ไปจนถึงภาพในหัวว่า “อยากเป็นไอดอลแบบไหน?” และ “อยากให้โลกจดจำรุ่น 6 อย่างไร?”

 

บทสนทนาครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความซื่อจริงใจ ความมุ่งมั่น ของเด็กสาววัยสิบกว่า และความหนักแน่นที่เกินอายุในบางช่วงเวลา

 

มารู้จักตัวตนของพวกเธอให้ลึกขึ้น ผ่านคำถามและคำตอบที่ตอบอย่างพิถีพิถัน ไปพร้อมกัน

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 1

 

วันที่รู้ว่าตัวเองได้เป็น BNK48 รุ่น 6… ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคืออะไร?

 

Luksorn: ถ้าถามถึงความรู้สึกแรกจริงๆ คือดีใจ ดีใจมากๆ เลยค่ะ เพราะนี่คือความฝันที่เดินทางมายาวนานประมาณ 7-8 ปี หนูสมัคร BNK มาหลายครั้ง ตั้งแต่อายุ 12-16 ก็ยังไม่ติด พอถึงตอนที่ประกาศชื่อ หนูอายุ 19 แล้ว

 

วินาทีนั้นมันเหมือนเราได้ยินว่าตัวเองกำลังจะเป็น ‘เมมเบอร์จริงๆ’ ไม่ใช่แฟนคลับ ไม่ใช่แคนดิเดต ไม่ใช่ตัวสำรอง มันทำให้รู้สึกว่า ในที่สุดเราก็ทำได้แล้วจริงๆ

 

Blythe: ความรู้สึกแรกตอนนั้นเครียดค่ะ เพราะรู้ว่าการเข้ามาเป็นเมมเบอร์ต้องมีกฎเยอะมาก แต่หนูเป็นคนรักอิสระ ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ พอจะต้องอยู่ในที่ที่มีระเบียบเยอะๆ ก็รู้เลยว่ามันหนักแน่ แต่ลึกๆ ก็ยังเชื่อว่าตัวเองทำได้ แม้จะยากหน่อย

 

กฎหลายอย่างเกี่ยวกับวินัย ซึ่งเมื่อก่อนหนูไม่มีเลย เหมือนโรงเรียนประจำยังไงอย่างนั้น (หัวเราะ) แต่พอเข้ามาแล้ว หนูทำได้จริงๆ และดีใจมากที่ได้ทำตามความฝันสำเร็จ

 

Praew: ถ้าตอนแรกเลยหนูก็รู้สึกดีใจมากๆ และตกใจมากเหมือนกันที่ชื่อเรากลายเป็นสมาชิก BNK48 รุ่น 6 เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ

 

แต่พออยู่ไปสักพักก็เริ่มเครียดนิดหน่อย เพราะหนูไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ก็แอบกลัวว่าคนจะคิดว่าหนูไม่คู่ควรไหม เหมาะสมไหม แต่ถึงจะไม่เคยทำมาก่อน หนูก็อยากพยายามให้เต็มที่ที่สุด ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้เห็นกัน

 

Khowjow: ตอนที่เขาประกาศชื่อ หนูรู้สึกเหมือนมันไม่จริงเลยค่ะ อึ้งมากๆ เพราะเขาจะเรียกชื่อว่า ‘ข้าวจ้าว BNK48’ เหมือนที่เรียกคนอื่น แล้วพอได้ยินชื่อหนูตามด้วยคำว่า BNK48 ก็แบบ… อึ้งสุดๆ แต่ก็ดีใจมากนะ

 

ด้วยความที่หนูชอบเต้น ชอบอยู่บนเวที แต่ประสบการณ์จริงๆ มีแค่ระดับโรงเรียน งานเต้น งานรำ งานประกวดของโรงเรียน พอจะต้องมาอยู่ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นมากๆ มันเลยทั้งดีใจและรู้สึกท้าทาย เพราะจะมีคนเห็นการแสดงของหนูมากขึ้น

 

สิ่งที่หนักที่สุดคือ การต้องเรียนปี 1 ไปด้วย ทำงานไปด้วย ตอนแรกก็คิดว่า ‘หนักแน่’ แล้วมันก็หนักจริงๆ และหนักกว่าที่คิดด้วย แต่หนูรู้สึกดีที่ได้ลองก้าวออกจากเซฟโซน เพราะที่ผ่านมา หนูมักเลือกทำสิ่งที่มั่นใจว่าทำได้ ไม่เหนื่อยมาก แต่ครั้งนี้มันคือการผลักตัวเองแบบสุดๆ ถึงจะไม่มีอะไรมายืนยันว่าเราจะทำได้ แต่หนูก็เชื่อว่าตัวเองทำได้ค่ะ และสุดท้ายก็รู้สึกว่าชีวิตคุ้มค่ามากๆ ที่ได้ลองทุกอย่างพร้อมกัน

 

Mail: ตอนประกาศชื่อ หนูตกใจมาก แล้วก็โล่งใจในเวลาเดียวกัน เพราะเขาจับสลากชื่อมาอ่าน แล้วเหมือนหนูได้เป็นคนสุดท้าย เพื่อนๆ ที่สนิทกันก็เข้าก่อนแล้ว หนูก็แอบอยากไปอยู่กับเพื่อนๆ พอชื่อสุดท้ายเป็นหนูเลยทั้งดีใจและโล่งใจจนเกือบร้องไห้ แต่พอหันไปเห็นหน้าเพื่อนก็ขำ เลยกลายเป็นความดีใจแบบเบาๆ

 

พอเข้ามาจริงๆ ก็หนักกว่าที่คิด แต่ไม่ใช่ว่าเหนื่อยจนรับไม่ไหว ยังรู้สึกสนุกและมีความสุข ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่สมัครเข้ามาหรือคิดว่าตัดสินใจผิดเลย เพราะก่อนหน้านี้ทำได้มากสุดคือเต้นโคฟเวอร์ เวลามาอยู่ BNK48 ก็ได้ทำทั้งร้อง เต้น MC ขายของ คือได้ลองหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน และมันสนุกมากค่ะ

 

Cartoon: หนูถูกเรียกชื่อเป็นคนที่ 10 เกือบคนสุดท้าย ตอนแรกคิดว่าไม่มีเราแล้ว ใจแป้วไปแล้ว แต่พอมีชื่อก็ทั้งดีใจและกังวลว่าถ้าเข้ามาแล้วจะอยู่ที่ไหน จะใช้ชีวิตยังไง

 

หนูต้องมาอยู่นอกบ้าน ไม่มีครอบครัวอยู่ด้วย แม่มาได้เดือนละครั้งสองครั้ง ก็ยิ่งกังวล แล้วเรื่องเรียนคือหนักเลย เพราะหนูเข้ากลางเทอม โรงเรียนหลายที่ก็บอกว่าไม่รับตอนนี้ ก็กลัวมากว่าจะไม่มีที่เรียน

 

แต่พอเวลาผ่านไปก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ คุยกับพ่อแม่ แล้วทุกอย่างลงตัว ส่วนที่ถามว่าเข้ามาแล้วหนักไหม? แน่นอนว่า หนักมากค่ะ แต่ก็ดีในอีกมุมหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้หนูไม่ทำอะไรเลย อยู่บ้านก็นอนๆๆๆ พอมีงาน มีอะไรให้ทำตลอดก็รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้น และรู้สึกชอบด้วย

 

Inkcha: ตอนรู้ว่าติด หนูก็เป็นหนึ่งในคนท้ายๆ ค่ะ ตอนแรกคิดแล้วว่า ‘คงไม่ใช่เราแล้วแหละ’ แต่พอชื่อประกาศขึ้นมาก็ดีใจมาก โทรบอกพ่อเลย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากดีใจที่ติด เพราะจริงๆ ก็อยากทำอะไรแบบนี้มานาน แต่ไม่เคยออดิชันที่ไหนมาก่อน พอมาออดิชันที่นี่ครั้งแรกก็ได้เลย ก็เลยทั้งดีใจและตกใจ

 

แต่หลังจากนั้นก็เริ่มเครียด เพราะหนูไม่เคยทำด้านนี้เลย เต้นไม่เป็น ร้องไม่เป็น แล้วรุ่น 6 ทุกคนก็ค่อนข้างเก่งกันอยู่แล้ว ทำให้กลัวว่าตัวเองจะตามเพื่อนไม่ทัน ก่อนหน้านี้หนูโฟกัสแค่เรียน เตรียมสอบเข้า ม.ปลาย-มหาวิทยาลัย ไม่เคยทำงานสายนี้เลย

 

อีกเรื่องคือบ้านอยู่ไกลมาก ไป-กลับหลายชั่วโมง ค่ารถก็วันหนึ่งก็เอาเรื่องเหมือนกัน (หัวเราะ) ทำให้เครียดหนักขึ้น แต่สุดท้ายก็หาทางจัดการได้

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 2

 

Grape: ตอนประกาศออดิชัน หนูช็อกมาก แค่ติดรอบแรกก็ตกใจแล้ว เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย และไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นไอดอล ไม่เคยวาดฝันตัวเองในภาพนั้นด้วยซ้ำ แต่พอได้เข้ามาก็ดีใจมาก เหมือนพิสูจน์ตัวเองได้ระดับหนึ่งว่าเราทำมันได้

 

ตอนออดิชัน หนูรู้ว่าตัวเองพื้นฐานไม่เท่าคนอื่น ขาดความมั่นใจมาก ตื่นเต้น ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า แล้วก็เคยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความมั่นใจหายไปเยอะมาก จนคิดว่าคงทำงานสายบุคคลสาธารณะไม่ได้ ไม่กล้าแสดงออก

 

แต่พอเข้ามาใน BNK48 มันบังคับให้ต้องทำ แล้วพอทำได้จริงๆ มันเหมือนปลดล็อกหลายอย่าง แม้จะลบอดีตไม่ได้ แต่ก็เยียวยาและทำให้หนูเห็นว่าตัวเองไปต่อได้

 

ส่วนเรื่องเป็น ‘น้องเล็กของรุ่น’ ก็รู้สึกปกติดีค่ะ แต่ไม่ได้อยากให้ตัวเองตามไม่ทัน ทำให้พี่ๆ ต้องรอ เพราะหนูก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปด้วยกันได้

 

Rose: วินาทีแรกที่ประกาศผล หนูรู้สึกหลายอย่างมาก ทั้งดีใจ ประหม่า ช็อก ตกใจ อึ้ง งง ลุ้น ง่วง ทั้งหมดเกิดพร้อมกันเลยค่ะ จริงๆ ก่อนประกาศ หนูแอบสิ้นหวังลึกๆ เพราะช่วงนั้นมีหลายเรื่องเกิดขึ้น แล้วในรอบสุดท้าย หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โชว์ความสามารถมากนัก ก็คิดว่าไม่น่าได้

 

แต่พอผลออก หนูก็ตกใจมาก ร้องไห้เลย BNK48 เป็นวงแรกที่ทำให้หนูอยากเป็นไอดอลจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นสายร้องมาตลอด พอได้รู้ว่าตัวเองจะได้เป็น BNK48 ก็เหมือนฝันมาก แล้วตั้งแต่นั้นมาก็มีความสุขกับการทำงานในวงเสมอ

 

แต่ก็ยอมรับว่าเข้ามาแล้วเจอหลายเรื่องค่ะ บางโมเมนต์ก็ถามตัวเองว่า ‘เราควรอยู่ตรงนี้จริงไหม?’ โดยเฉพาะเรื่องเต้น เพราะหนูเป็นสายร้อง เวลาเรียนท่าใหม่ๆ ก็ต้องใช้เวลาจำเยอะกว่าคนอื่น บางทีก็รู้สึกไม่สนิทกับร่างกายด้วย ทำให้หลายอย่างเป็นเรื่องท้าทาย

 

แต่ทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวที หนูจะรู้เลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่หนูต้องการมาตลอด หนูออดิชันตั้งแต่อายุ 12-13 ปี ออดิชันมาทุกครั้งจนสุดท้ายได้ติด ถึงจะมีวันที่เหนื่อยหรือท้อ แต่ทุกวันนี้หนูก็ยังมีความสุขกับการได้เป็นไอดอล

 

Mirin: วันนั้นที่ได้ยินชื่อของตัวเองว่าเป็นรุ่น 6 มันเหมือนทุกคำถามในหัวได้รับคำตอบเลยค่ะ เหมือนความพยายามที่ทำมาตลอดไม่สูญเปล่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ออดิชัน BNK48 และมันไม่ได้ติดในครั้งเดียว ต้องสู้ต่อหลายรอบกว่าจะมาถึงวันนี้ ก็เลยรู้สึกภูมิใจมากๆ กับเส้นทางนี้

 

หนูไม่เคยเห็นภาพตัวเองเป็นไอดอลมาก่อน ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาทำอะไรในสายนี้ พอได้ยินคำว่า ‘มิริน BNK48’ ภาพในหัวมันพรั่งขึ้นมาทันที แต่ก็ยังงงๆ เหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นไอดอลแบบไหน จะทำได้ยังไง แต่ทุกวันนี้ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้

 

Mint: จริงๆ หนูเป็นแฟนคลับ BNK48 ตั้งแต่เด็ก ตอนเพลงคุกกี้เสี่ยงทายออกใหม่ๆ น่าจะประมาณ 7-8 ขวบค่ะ ก็ชอบวงนี้มาตั้งแต่นั้นเลย พออายุถึงก็ลองสมัครรุ่น 4-5 แต่ก็ยังไม่ติด จนมาติดรุ่น 6

 

วันที่รู้ว่าติดจริงๆ หนูดีใจมาก เหมือนสิ่งที่ตามหามาตลอดมันกลายเป็นจริงแล้ว เพราะหนูรักเส้นทางนี้มากๆ และอยากทำมันมาโดยตลอด พอได้เข้ามาก็รู้สึกทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น ทั้งกดดัน แต่ความสุขมันมากกว่าเยอะเลยค่ะ

 

การได้อยู่ในวงที่เราเคยเป็นแฟนคลับ ได้เจอคน ได้เจอแฟนคลับ ได้ขึ้นเวที มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่น่าเบื่อ มีอะไรให้ทำตลอด และสนุกมากๆ จริงๆ

 

(คุกกี้เสี่ยงทาย) เป็นเพลงที่อยากเต้นที่สุดเลยค่ะ ตอนที่ได้เต้นครั้งแรก หนูภูมิใจมาก มองลงไปเห็นแฟนคลับเยอะมากๆ ก็ยิ่งรู้สึกดีใจว่า วันนี้เราได้เต้นเพลงที่รักที่สุดแล้วค่ะ

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 3

 

มีรุ่นพี่ในวงคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณบ้าง?

 

Luksorn: ของหนูคือพี่เฌอปรางเลยค่ะ ตอนนั้นดู MV คุกกี้เสี่ยงทาย แล้วสะดุดตาพี่คนนี้มาก เพราะผมดำตรง แล้วก็เลยตามหาว่าเขาเป็นใคร จนรู้ว่าเป็นกัปตันของวง หลังจากนั้นก็เริ่มติดตามพี่เขาตลอด ไปงานจับมือ ไปคอนเสิร์ต ไป 2shot สะสมของพี่เฌอเต็มบ้านเลยค่ะ หนูรู้สึกว่าพี่เขาเป็นผู้นำ เก่งหลายด้าน และเป็นต้นแบบที่ดีมากสำหรับหนูค่ะ

 

Khowjow: ชอบพี่เฌอเหมือนกันค่ะ ตอนเด็กๆ หนูชอบเพราะพี่เขาสวย แต่พอโตขึ้นก็เห็นว่าพี่เขาเรียนวิทย์ ทำหลายอย่างได้พร้อมกัน ทั้งเรียน ทั้งทำงาน ทั้งแสดงหนัง เป็นกัปตันวง หนูเลยรู้สึกว่า ถ้าพี่เขาทำได้ หนูก็ทำได้เหมือนกัน เพราะหนูก็เรียนสายวิทย์เหมือนกัน อยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ พี่เขาทำให้หนูรู้ว่ามัน ‘เป็นไปได้จริงๆ’

 

Mint: ของหนูเป็นพี่ฟ้อนด์ค่ะ ตอนนั้นไปงานเปิดตัว BNK48 รุ่น 2 พอดี แล้วได้เจอพี่ๆ ทั้งหมด แต่พี่ฟ้อนด์คือคนที่รู้สึกว่าน่ารักมาก มีเสน่ห์ เวลาเต้นก็ยิ้มตลอด หนูก็เลยคามิโอชิพี่ฟ้อนด์ตั้งแต่นั้นเลย

 

Rose: แรงบันดาลใจแรกของหนูคือพี่โมบายค่ะ ชอบพี่เขามาตั้งแต่แรกเลย เพราะหน้าตาน่ารักมาก เป็นสเปกของหนูเลย แล้วพอเห็นว่าเขาพยายาม พัฒนาตัวเอง ร้องเพลงก็เพราะ เป็นเซ็นเตอร์คุกกี้ได้อย่างมีเสน่ห์ หนูก็ยิ่งชอบ ตอนนั้นก็ตามพี่เขามาตลอด และเห็นพัฒนาการเขาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเขาเป็นไอดอลในใจหนูจริงๆ

 

แต่พอเข้าวงมา พี่โมบายออกไปแล้ว ช่วงนั้นหนูก็เลยมองพี่เฟม รุ่น 3 เป็นแรงบันดาลใจอีกมุม เพราะเห็นพี่เขาอยู่สองวง ทำงานหนักมาก เดี๋ยวบินไปต่างประเทศ เดี๋ยวกลับไทย แต่ก็ยังแบ่งเวลาได้ดี ทั้งสองวงเขาก็ทำได้ดีหมด แสดงออกบนเวทีก็ดี มี mindset ดี ใส่ใจแฟนคลับ หนูเลยรู้สึกว่าเขาเป็นไอดอลที่ดีมาก และอยากเป็นไอดอลแบบนั้นเหมือนกัน

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 4

 

อยากเติบโตภายใต้นามสกุล BNK48 ด้วยการเป็นไอดอลแบบไหน?

 

Rose: หนูอยากเป็นไอดอลที่แฟนคลับเข้าถึงได้ แล้วมีความสบายใจ อยากให้เขารู้สึกมีความสุขที่ได้ตาม ไม่ใช่ปวดหัวหรือเครียดเพราะเรา อยากให้เขามองเราแล้วรู้สึกว่ามีพลังบวกเพิ่มขึ้นในชีวิต เป็นกำลังใจ เป็นอะไรดีๆ ให้เขาได้

 

เพราะหนูก็เคยเป็นแฟนคลับมาก่อน หนูรู้ว่าไอดอลสำคัญขนาดไหน บางทีแค่เห็นหน้าไอดอลหรือดูการแสดงก็ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้ หนูก็เลยอยากเป็นไอดอลแบบนั้น เป็น role model ให้ใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเรื่อง mindset การใช้ชีวิต หรือแม้แต่คนที่อยากเป็นไอดอลเหมือนกัน หนูอยากให้กำลังใจเขา อยากให้เขามีพลังในการใช้ชีวิตต่อค่ะ

 

Grape: หนูอยากเป็นไอดอลที่ตลกและเป็นสีสันของวงค่ะ (หัวเราะ) ให้ทุกคนคุยกับหนูแล้วรู้สึกสบายใจ มีความสุข ถึงแม้หนูจะเป็นเด็ก แต่ก็อยากให้คนกล้าเล่าเรื่องให้ฟัง กล้าแบ่งปันเรื่องราวกับหนูได้

 

หนูเองก็อยากแชร์เรื่องของตัวเองเพื่อเติมไฟให้คนที่ Burnout หรือไม่มีแรงทำอะไร อยากให้เขารู้สึกว่ามีคนเข้าใจ อยากเป็นเซฟโซนดีๆ ให้กันและกันค่ะ

 

Inkcha: อยากเป็นไอดอลที่เก่งทุกด้านค่ะ ทั้งร้อง เต้น ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสแสดงก็อยากแสดงดี รวมถึงอยากเรียนให้ดีไปพร้อมๆ กัน หนูอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในเวลาเดียวกัน

 

ในอนาคตก็อยากลองทำธุรกิจด้วย คืออยากให้เห็นว่าหนูพยายามทุกด้าน และอยากให้มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรู้สึกว่า ถ้าตั้งใจ เราก็ทำอะไรหลายๆ อย่างให้ดีพร้อมกันได้

 

Mirin: หนูอยากเป็นไอดอลที่มอบรอยยิ้มให้ทุกคนค่ะ ไม่ว่าจะยิ้มเพราะตลก ยิ้มเพราะความน่ารัก หรือยิ้มเพราะได้เห็นความพยายามของหนู อยากให้คนที่เลือกซัพพอร์ตเรา รู้สึกว่าพวกเขาตัดสินใจไม่ผิด

 

ไม่อยากให้เขามองว่าแค่มาดูเราเต้นหรือร้องบนเวที แต่อยากให้เขาเห็นว่าเราพยายามจริงๆ และบางทีความพยายามนั้นอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นในทุกวันที่ได้ติดตามค่ะ

 

Mint: หนูอยากเป็นไอดอลที่ช่วยคนอื่นได้ค่ะ ถ้าวันหนึ่งมีใครสักคนหมดกำลังใจ แล้วเขามาดูหนู หรือมาดูรุ่น 6 หนูอยากให้เขากลับไปรู้สึกดีขึ้น อยากให้เขายิ้มได้อีกครั้ง

 

เดี๋ยวนี้หลายคนเจอความกดดันและความเครียดเยอะมาก บางคนถึงขั้นซึมเศร้า หนูเลยอยากเป็นหนึ่งคนที่ช่วยให้เขาดีขึ้น ให้เขาได้รับกำลังใจที่ดีจากเรา

 

Khowjow: ตอนแรกที่ติด BNK48 หนูอยากเป็นไอดอลแบบพี่เฌอมากเลยค่ะ อยากมีเส้นทางชีวิตที่เหมือนพี่เขา แต่พอเข้ามาจริงๆ ได้ลองทำงาน ได้เรียนไปด้วย ก็รู้สึกว่าเส้นทางชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน หนูไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนพี่เฌอ แต่แค่มีเขาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อเดินไปข้างหน้า

 

ตอนนี้หนูอยากเป็นไอดอลที่ perform ดีมากๆ อยู่บนเวทีแล้วสะกดทุกคน ทั้งร้องและเต้นให้ดี ให้คนดูสนุกไปกับเรา

 

แต่อีกด้านหนึ่ง หนูอยากเป็นคนที่แฟนคลับมองแล้วเห็นการเติบโต เห็นว่าหนูพยายามเก่งขึ้น พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ อยากให้เขารู้สึกว่า ‘อยากโตไปพร้อมกับหนู’ ไม่ว่าเขาจะเป็นไอดอลหรือทำงานสายไหนในชีวิตก็ตาม

 

หนูอยากให้เขาเห็นว่าหนูยอมรับตัวเองในทุกความรู้สึก ความสุข ความเสียใจ ความผิดหวัง แม้ตอนแรกหนูจะรับมันไม่ได้เลย แต่พอเข้าวงมาหนูเข้าใจว่า ถ้าไม่มีวันที่เศร้า วันที่มีความสุขมันก็คงไม่มีความหมายเท่านี้ และที่สำคัญอยากให้ทุกคนคิดแบบนั้นเหมือนกัน อยากให้เราโตไปด้วยกันค่ะ

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 5

 

Praew: หนูอยากเป็นไอดอลที่แฟนคลับมองแล้วรู้สึกตื้นตัน ภูมิใจ และมีความสุขไปกับหนู ไม่ว่าจะตอนที่หนู perform หรือเป็นตัวของตัวเองในชีวิตประจำวัน

 

อยากเป็นกำลังใจให้คนที่เริ่มจากศูนย์ เพราะหนูก็เริ่มจากจุดนั้นมาเหมือนกัน บางคนก็อาจไม่เคยทำอะไรด้านนี้เลย แล้วกดดันว่าตัวเองทำไม่ได้ อยากให้เขารู้ว่าถ้าเรารักในสิ่งนี้จริงๆ และลองทำอย่างเต็มที่ ก็สามารถเป็นไอดอลได้เหมือนกันค่ะ

 

Luksorn: หนูอยากเป็นไอดอลที่เป็นต้นแบบให้ใครสักคนค่ะ อย่างที่หนูเองก็มีไอดอลเป็นแรงบันดาลใจ พอได้มาอยู่ตรงนี้ หนูก็อยากเป็นคนนั้นให้คนอื่นบ้าง ให้เขารู้สึกว่าเห็นหนูแล้วอยากทำให้ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะในด้านศิลปิน การเรียน หรือความพยายามในชีวิต

 

สำหรับหนู การที่มีใครสักคนบอกว่าอยากทำให้ได้เหมือนเรา มันเป็นความรู้สึกที่ ‘complete’ มากๆ เหมือนการเป็นไอดอลของหนูประสบความสำเร็จแล้ว และมันยิ่งใหญ่มาก เพราะหนูก็เคยรู้สึกแบบนั้นกับไอดอลของตัวเอง หนูก็เลยอยากเป็นต้นแบบที่ดีให้คนอื่นเหมือนกัน

 

Blythe: หนูอยากเป็นไอดอลที่ได้เป็นตัวเองแบบเต็มๆ ถ้าเขาชอบเรา เขาก็สามารถมองเราเป็นต้นแบบได้อยู่แล้ว หนูก็เลยอยากให้เขารักหนูในแบบที่หนูเป็น ไม่ใช่หนูที่เป็นแบบอื่น

 

หนูทำหลายอย่างมาก เป็นนักกีฬา เป็นนู่นเป็นนี่ ผ่านมาหลายกิจกรรม และต้นแบบของหนูคือ ‘ตัวหนูเอง’ หนูไม่ได้มีไอดอลที่ยึดเป็นแบบอย่างเป็นพิเศษ แต่ชอบตัวเองในแบบที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก รักการเต้น ชอบความเป็นเรา ก็เลยอยากให้แฟนคลับรักในสิ่งที่หนูเป็นเหมือนกัน

 

Mail: หนูอยากเป็นไอดอลที่มีความสุข และสามารถส่งความสุขนั้นไปให้คนอื่นได้ค่ะ อยากเป็นทางบวกให้ทุกคน แล้วก็อยากให้แฟนคลับชอบในแบบที่หนูเป็น ไม่อยากเฟคหรือเปลี่ยนตัวเองเพราะอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา

 

อีกอย่างคือ หนูอยากเป็นไอดอลที่ไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวัง หนูพยายามเต็มที่ในทุกสเตจ ทั้งร้อง ทั้งเต้น และอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้อนาคต perform แย่ลง อยากให้ทุกคนภูมิใจในตัวหนู ที่มีความตั้งใจทำงานทุกขั้นตอนเลย

 

Cartoon: อยากเป็นไอดอลที่คนดูแล้วรู้สึกว่า ‘วันนี้เก่งขึ้นอีกแล้วนะ’ เป็นคนที่เห็นพัฒนาการได้เรื่อยๆ แล้วคนอยากติดตามต่อไป หนูชอบดูคลิปเต้นตัวเองมากค่ะ ดูว่าคนชมอะไรบ้างก็ดีใจ แต่ที่ชอบที่สุดคือคำติในทางที่ดี เพราะหนูจะเอาไปปรับทันที เช่น ถ้ามีคนบอกว่านิ่งไป วันต่อมาก็จะพยายามแก้ให้ดีขึ้น

 

อีกอย่างคืออยากพูดเก่งขึ้น เพราะหลายคนบอกว่าหนูพูดน้อย จริงๆ เพราะหนูเป็นคนคิดคำตอบช้า ถ้าฟังคำถามแล้วอาจต้องใช้เวลาคิดประมาณ 3 นาทีถึงจะตอบได้แบบชัดเจน

 

และสุดท้าย หนูอยากเป็นตัวของตัวเองค่ะ ไม่อยากให้คนชอบเพราะเหมือนใคร แต่อยากให้เขาชอบ ‘หนูในแบบของหนู’ จริงๆ

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 6

 

ถ้ามีคนถามว่า “BNK48 รุ่น 6 ต่างจากรุ่นอื่นยังไง?” พวกเธอจะบอกว่า…

 

Luksorn: หนูรู้สึกว่ารุ่น 6 เป็นอะไรที่ใหม่มาก ทุกคนมีคาแรกเตอร์ของตัวเองแบบชัดเจน ถ้ามองไปแต่ละคนคือรู้เลยว่าใครเป็นใคร ไม่มีใครซ้ำกันเลยค่ะ และอีกอย่างคือทุกคน perform เก่งมาก อยากให้ทุกคนมองว่ารุ่น 6 เป็นรุ่นที่ขึ้นเวทีแล้วโดดเด่นกันทุกคนจริงๆ

 

หนูอยากให้คนมองว่ารุ่น 6 เป็นรุ่นที่เข้ามาเพื่อเป็นเสาหลักของ BNK48 ในระยะยาวค่ะ เป็นรุ่นที่ช่วยให้วงเดินหน้าต่อไปได้ และช่วยขับเคลื่อน BNK ให้ไปต่อได้อีกไกล

 

อยากให้คนรู้สึกว่า เราเป็นรุ่นใหม่ที่ทำให้หลายๆ คนกลับมาติดตามวงอีกครั้ง และบางคนอาจอยากสมัคร BNK48 เพราะเห็นพวกเราด้วยค่ะ

 

Blythe: หนูรู้สึกว่ารุ่นเราเป็นรุ่นที่แปลกใหม่ค่ะ เหมือนมาเพื่อเปิดเส้นทางใหม่ให้วง BNK48 ในยุคใหม่ โลกไปไกลแล้ว รุ่นเราก็เหมือนเป็นความแปลกใหม่ที่เข้ามาเติมเต้มให้วง ทั้งแนวคิด คาแรกเตอร์ วิธีทำงาน หนูว่าความแตกต่างของรุ่นเรา จะเป็นสิ่งที่ช่วยผลัก BNK48 ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างน่าสนใจ

 

Mail: สำหรับหนู รุ่นหกเป็นรุ่นที่แข็งแกร่งมากค่ะ ทุกคนมีจุดแข็งของตัวเองหมด คนนี้ร้องดี คนนี้เต้นดี คนนี้ MC เด่น คาแรกเตอร์ชัดกันทุกคน และข้อดีข้อเสียที่ต้องพัฒนา หนูก็เห็นว่าทุกคนพัฒนาเร็วมากจริงๆ ตั้งแต่เข้ามาจนวันนี้

 

เวลาอยู่บนเวที ทุกคนมีออร่าไอดอลมากๆ โดยเฉพาะตอนทำเพลงเดบิวต์ หนูดูแล้วรู้สึกว่า ‘นี่แหละ รุ่น 6’ ลงตัวมาก กลมกล่อมมาก เป็นหนึ่งเดียวกัน

 

Inkcha: เราคือรุ่นที่ ‘เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน’ และรวมเสน่ห์ของแต่ละคนจนกลายเป็นความสมบูรณ์ คือหนูรู้สึกว่ารุ่น 6 เป็นรุ่นที่มีความเป็นกลุ่มก้อนมากค่ะ รักกันมาก ไม่มีแบ่งแยก ไม่มีแข่งขันกันในทางไม่ดี ทุกคนพยายามมากๆ ตั้งใจพัฒนาตัวเองตลอด

 

และอย่างที่เมลบอกเลย ทุกคนมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง มีจุดเด่นที่ชัดมาก ไม่ใช่ว่าใครเพอร์เฟกต์นะคะ แต่เสน่ห์ของแต่ละคนพอเอามารวมกัน มันกลายเป็นภาพที่เพอร์เฟกต์ได้จริงๆ

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 7

 

ตัวแทนรุ่น 6 ตอบคำถาม “มีจุดไหนที่ยังอยากพัฒนาไปด้วยกัน และอยากเติบโตขึ้นยังไง?

 

Blythe: หนูอยากให้ทุกคนในรุ่นกล้าพูด กล้าเล่นมากขึ้นค่ะ ตอนนี้หลายคนยังไม่กล้าพูด ไม่กล้าส่ง ไม่กล้าเล่นด้วยกัน เลยทำให้บรรยากาศมันไม่นัวเท่าที่ควร

 

บางทีพอมีคนเริ่มเล่น แต่ไม่มีใครเล่นต่อ…มันก็กร่อย หนูก็เลยอยากให้ทุกคนฟังกันเยอะๆ และเล่นกันให้เยอะกว่านี้ เวลาอยู่บนเวทีมันจะได้สนุก ลื่น และเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

Luksorn: เรื่อง perform หนูไม่ค่อยกังวลค่ะ เพราะเราซ้อมกัน 11 คนมานาน พอมีเวลาให้ซ้อม เราทำออกมาได้ดีแน่นอน สิ่งที่คิดว่ายังต้องปรับคือเรื่อง MC

 

เวลาอยู่กันเองคือพูดเก่งมาก แต่พอขึ้นเวทีแล้วต้องพูดในรูปแบบทางการ มีสคริปต์ มีจังหวะรับส่ง มันยังเกร็งอยู่ และบางทีจำสคริปต์ไม่ค่อยได้ ก็จะกลายเป็นพูดเป็นแพตเทิร์นเดิมๆ ส่งไม้ต่อแบบแข็งๆ ยังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ หนูอยากให้มันโฟลกว่านี้ ลื่นไหลกว่านี้ค่ะ

 

ช่วงเวลาที่เหนื่อย-ท้อ… อะไรคือสิ่งที่เยียวยาใจชาวรุ่น 6 ได้ดีที่สุด?

 

สมาชิกหลายคนตอบเหมือนกันว่า: “ของกินช่วยได้เยอะมากค่ะ” ทั้ง ชานม ขนมดึกๆ ไก่ทอด บิงซู ของหวานทุกชนิด เรียกว่าอะไรที่กินแล้วสบายใจก็สั่งหมด และอีกอย่างที่ช่วยเยียวยาได้ดีคือ การนอน เหนื่อยมากเมื่อไหร่ก็ขึ้นไปนอนทันที ปล่อยให้ร่างกายและหัวใจพัก

 

Luksorn: ของหนูคือ deep talk หลังซ้อมค่ะ ช่วงนั้นมันดึกแล้ว พวกเราจะนั่งคุยกันว่าทุกวันนี้เป็นยังไง เจออะไรมาบ้าง รู้สึกยังไง ตอนนี้เหนื่อยไหม อนาคตอยากเป็นยังไง เหมือนเป็นการปรับทุกข์ด้วยกัน

 

แรกๆ ปรับทุกข์กันทุกคืนเลยค่ะ หลังๆ อาจน้อยลง แต่ช่วงเวลานั้นมันช่วยเยียวยาได้จริงๆ

 

Cartoon: ของหนูคือการนอนค่ะ แล้วก็อ่านนิยายโรแมนซ์ ดราม่า หวานๆ ซึ้งๆ ชอบมาก ยิ่งดราม่าจนน้ำตาแตกนี่ยิ่งดีเลย มันเหมือนเราได้ร้องไห้ออกมา ระบายอารมณ์ในตัว แล้วค่อยนอนหลับไป มันช่วยได้เยอะมาก

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 8

 

ความกลัวที่ยังไม่ก้าวข้าม หรือยังติดในใจของแต่ละคนคืออะไร?

 

Mint: ความกลัวของหนูไม่ใช่เรื่องงานไอดอลค่ะ แต่เป็นเรื่องเรียน เพราะพอเข้ามาเป็น BNK48 เวลาที่ไปเรียนมันลดลงมาก ต้องซ้อม ต้องทำงาน และบางครั้งต้องลาเรียน หนูก็เลยกลัวว่าตัวเองจะจัดการทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้

 

หนูอยากให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ดีที่สุด โดยที่ไม่มีอะไรตกหล่นเลยค่ะ ตอนนี้เริ่มบาลานซ์ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังกลัวอยู่บ้างว่าบางวันอาจจัดการได้ไม่ดีพอ หนูก็แค่พยายามเต็มที่ทุกวัน

 

Inkcha: ของหนูคือกลัวตอน perform ค่ะ หนูไม่เคยขึ้นเวทีมาก่อนเลย และหนูกลัวเวทีมาตั้งแต่เด็กด้วย พอต้องมาทำงานตรงนี้ เวทีแรกก็มีคนดูเยอะมาก ทำให้กลัวหนักกว่าเดิม

 

ตอนเป็น candidate แค่คุยต่อหน้าเพื่อนๆ หนูก็กลัวแล้ว พอขึ้นเวทีจริงยิ่งกลัว เพราะหนูไม่เคยเต้นเลย กลัวว่าท่าที่ทำอยู่มันดูแปลกไหม จะออกมากล้องแล้วเป็นยังไง จะดูไม่ดีหรือเปล่า

 

จนตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่ค่ะ แต่อย่างน้อยหนูก็ขึ้นเวทีได้มากขึ้นเรื่อยๆ และพยายามสู้กับความกลัวนั้นทุกครั้ง

 

Grape: หนูกลัวเรื่อง ‘การใช้คำพูด’ มากที่สุดค่ะ เพราะหนูยังเด็ก อาจคิดเร็วไปบ้าง หรือยังไม่รอบคอบเท่าที่ควร แล้วบางทีในไลฟ์หรือบนเวที ถ้าพูดอะไรผิด หรือสื่อสารไม่ดี มันอาจทำให้เกิดปัญหาได้

 

กลัวว่าจะเผลอพูดอะไรที่คนคิดเห็นต่าง หรือฟังแล้วเหมือนแบ่งพรรคแบ่งพวก ซึ่งอาจไม่เหมาะสม หรือผิดกาลเทศะ และอาจทำให้เกิดดราม่าได้ หนูเลยระวังเรื่องนี้มากๆ และพยายามคิดก่อนพูดเสมอค่ะ มันเป็นความกลัวที่มีอยู่จริง จนทุกวันนี้ก็ยังระวังมากๆ

 

Rose: หนูกลัวว่า หนูจะไม่เก่งขึ้นเลย กลัวว่าความสามารถจะหยุดอยู่กับที่ แล้วแฟนคลับที่ตามเราจะผิดหวัง เพราะทุกวันนี้เวลาหนูขึ้นโชว์ หลายคนจะบอกว่า หนูดีขึ้นเรื่อยๆ หนูดีใจมากนะคะ แต่ก็กลัวว่า ถ้าวันหนึ่งมันไม่ดีขึ้นต่อแล้ว หนูยังไม่เก่งพอ แล้วแฟนคลับจะคิดว่าเลือกเชียร์ผิดคนหรือเปล่า

 

มันเลยเป็นแรงผลักดันให้หนูอยากพัฒนา อยากเก่งขึ้นจริงๆ เพราะหนูอยากให้เขาภูมิใจที่เลือกซัพพอร์ตเรา

 

Mirin: หนูกลัวตัวเองหมดไฟค่ะ เพราะหนูเป็นคนคิดมาก แบบถ้าเงียบเมื่อไหร่แปลว่ากำลังคิดอะไรอยู่แน่นอน แล้วด้วยงานของไอดอลต้องคุย ต้องเจอคนเยอะ ต้องสดใส พูดเยอะๆ ซึ่งแฟนคลับอาจเห็นหนูในอีกเวอร์ชันที่แตกต่างจากตัวจริงที่ขี้คิดมากแบบสุดๆ

 

บางครั้งหนูตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ‘เราทำถูกไหม?’ ‘เราดีพอหรือเปล่า?’ แล้วพอหมดไฟมันยิ่งยาก แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ หนูก็ได้เรียนรู้ว่า ต้องสร้างแพชชั่นใหม่ๆ แรงผลักดันใหม่ๆ ให้ตัวเองตลอด เพื่อให้เดินหน้าต่อได้ค่ะ”

 

Khowjow: หนูกลัวว่าตัวเองจะยอมแพ้ เพราะตอนเด็กๆ หนูทำหลายอย่างแต่ไม่เคยไปให้ถึงที่สุด ทั้งว่ายน้ำ เต้น ยิมนาสติก เรียนพิเศษคณิต มี 10 เลเวล หนูทำถึง 8 ก็เลิกเพราะเหนื่อย หรือสมัยอนุบาล หนูอยู่ชมรมเต้น แต่เลิกเพราะเวลาซ้อมชนกับเวลาที่ต้องดูการ์ตูน (หัวเราะ)

 

หนูไม่ชอบตัวเองตรงนั้นเลย รู้สึกว่าทำไมไม่ลองให้มันสุดจริงๆ รอบนี้เลยกลัวมากว่ามันจะเกิดซ้ำ แต่หนูมั่นใจกับตัวเองมากขึ้นว่า ครั้งนี้อยากทำให้สุดทุกอย่าง ถ้าร่างกายยังไหว ถ้ายังไปต่อได้ หนูจะไม่ยอมแพ้แล้วอยากรู้ว่า ถ้าทำเต็มที่จริงๆ หนูจะภูมิใจแค่ไหน

 

Blythe: หนูไม่มีเลยค่ะ ไม่รู้ว่าชีวิตต้องกลัวอะไร เจออะไรก็พร้อมสู้เสมอ

 

Mail: ก่อนหน้านี้หนูกลัวความผิดหวังค่ะ เพราะหนูเป็นคนที่ทำอะไรได้แค่ ‘ดี’ แต่ไม่เคยถึงคำว่า ‘ดีที่สุด’ เลยรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในระดับกลางๆ ตลอด

 

แต่พักหลังมานี้ หนูไม่ค่อยเครียดแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ปล่อยวางได้มากขึ้น ถ้าตั้งใจเต็มที่แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวผิดหวัง เพราะเราได้ทำดีที่สุดของเราไปแล้วค่ะ”

 

Cartoon: หนูกลัวคำพูดตัวเองค่ะ กลัวว่าพูดอะไรไม่คิด แล้วไปกระทบใครโดยไม่ตั้งใจ ถึงจะพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ก็กลัวว่าพูดออกมาแล้วฟังดูแปลก หรือคนไม่เข้าใจ บางทีต้องใช้เวลาคิดมากๆ ก่อนตอบ

 

Luksorn: กลัวว่าคนจะมองว่าหนูหยุดอยู่ที่เดิมค่ะ เพราะก่อนเข้าวง หนูมีประสบการณ์เยอะมาก แล้วพอคนเห็นว่าหนูเต้นได้อยู่แล้ว เก่งอยู่แล้ว ก็อาจคิดว่า หนูจะไม่พัฒนาอีก กลัวว่าเขาจะเบื่อและเลิกตามเราไปเลย หนูอยากให้ทุกคนเห็นว่า ถึงจะมีพื้นฐาน แต่หนูก็ยังโตได้อีก พัฒนาได้อีก และตั้งใจมากๆ ที่จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ

 

Praew: หนูกลัวว่าคนจะคิดว่าหนูไม่เก่ง เพราะหนูไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนเลยค่ะ มาจากศูนย์จริงๆ กลัวว่าจะไม่คู่ควรกับตำแหน่งไหน และโดนมองว่าไม่ดีพอ

 

แต่ถึงจะไม่มีประสบการณ์ หนูก็อยากทำงานที่รักให้เต็มที่ และอยากพิสูจน์ให้เห็นผ่านผลงาน อยากให้คนเห็นพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 9

 

มีอะไรในตัวพวกเธอที่แฟนๆ ยังไม่ค่อยได้รู้…หรือเข้าใจผิด?

 

Mail: หลายคนเห็นหนูเป็นเด็ก ชอบเล่น ชอบตลก เลยคิดว่าหนูไม่มีมุมจริงจังค่ะ แต่จริงๆ หนูทำงานจริงจังมากนะคะ แค่คนอื่นยังไม่ค่อยได้เห็นเฉยๆ หนูไม่ได้เล่นตลอดเวลา และพอทำงาน หนูก็ตั้งใจมากๆ อยากให้รู้ว่าหนูก็มีโหมดแบบนั้นเหมือนกัน

 

Praew: หลายคนชอบบอกว่าหนูหน้าเหมือนคนในวงบ้าง นอกวงบ้างค่ะ ในวงก็มีคนบอกว่าเหมือนแจนรี่ นอกวงบางทีก็บอกเหมือน ‘น้องอินเตอร์’ หรือ ‘ชิกิต้า’ คือคนทักหนูแบบนี้ตั้งแต่ตอนเป็น Candidate ใหม่ๆ เดินเข้าหอวันแรกก็โดนทัก จนถึงตอนนี้ก็ยังโดนทักอยู่

 

จริงๆ ไม่ได้ซีเรียสนะคะ แต่แอบอยากให้คนมอง ‘แพรว’ ที่เป็นตัวหนูมากกว่า อยากให้คนจดจำเราในแบบของเรา ไม่ใช่ในแบบที่เหมือนใคร

 

อีกอย่างคือ หนูเคยไปเห็นคอมเมนต์ที่บอกว่าหนู ‘ประวัติไม่ดี’ ทั้งที่จริงๆ หนูไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลย อาจเพราะภาพลักษณ์ก่อนเข้าวงมันอาจดูไม่เข้ากับ BNK48 เลยเกิดการพูดต่อๆ กันจนทำให้เข้าใจผิด หนูเสียใจเหมือนกันนะ เพราะหนูไม่มีประวัติไม่ดีเลย ถ้าไม่เชื่อก็ลองหาได้เลยค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ

 

แล้วก็อีกเรื่องคือ หลายคนคิดว่าหนูเป็นคน introvert มากๆ เพราะนิ่งๆ ไม่คุยกับใคร แต่จริงๆ หนูไม่ได้เงียบนะคะ แค่เป็นคนเริ่มพูดไม่เก่ง แต่ถ้ามาคุยกับหนู หนูคุยต่อได้ยาวเลย เป็นคนคุยเก่งด้วยซ้ำ หนูอยากให้แฟนๆ กล้ามาคุยกับหนู ไม่ต้องกลัวว่าหนูนิ่งหรือเย็นชาอะไรเลย หนูอยากคุยกับทุกคนเหมือนกัน

 

Blythe: ของหนูคือ เวลาเราพูดอะไร คนชอบไปเติมแต่งจนผิดจากที่พูดมากอ่ะ อย่างตอนหนึ่งหนูบอกว่าชอบดู Harry Potter มากๆ ดูซ้ำเป็นล้านรอบ แต่พอเขาเอาไปเขียน กลายเป็น ‘ไม่ชอบดู Harry Potter’ งงมาก หนูอยากให้ฟังจริงๆ ว่าหนูพูดอะไร แล้วเขียนให้ตรงกับสิ่งที่พูดได้ไหม

 

แล้วอีกเรื่องที่เจอบ่อยมากคือ ทุกคนชอบบอกว่าหนู ‘วีน’ ทั้งที่หนูพูดปกติเลย พูดเฉยๆ เขาก็บอกว่านี่วีนแล้ว ถ้าไลฟ์อยู่ก็มีคนบอกว่าวีนอีก แต่จริงๆ หนูไม่ได้วีนเลยค่ะ หนูพูดธรรมดามาก ช่วยดูโทนเสียงหนูด้วย! (หัวเราะ)

 

หนูเป็นคนชอบตามอ่านแท็กตัวเอง แล้วเคยเห็นหนึ่งโพสต์ที่เขาบอกว่าหนู ‘วีนไวเกิน’ แถมต่อว่าหนูเยอะมาก ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักหนูจริงๆ และหนูก็ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใครเลย การที่เขาพูดแบบนี้ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักหนูเข้าใจผิดไปอีก

 

หนูอยากให้ทุกคนรู้จักตัวจริงของหนูก่อนค่ะ ถ้ารู้จักกันจริงๆ จะรู้ว่า หนูไม่ได้เป็นคนวีนหรือแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจเลย

 

Cartoon: ของหนูจะคล้ายพี่แพรวเลยค่ะ หลายคนชอบบอกว่าหนูเหมือนพี่ มามิ้งค์ จาก CGM48 รุ่น 1 ไม่ใช่แค่หน้าคล้ายนะคะ แต่บอกว่าทั้งนิสัย ทั้งน้ำเสียง ทั้งการพูดเหมือนหมด จนบางทีไม่มีใครเรียกชื่อหนูเลย เรียกแต่ ‘มามิ้งน้อย’

 

ก็อยากขอบคุณที่ชมว่าเหมือนกัน แต่มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน บางคนถึงขั้นให้หนูพูดบางประโยค เพราะพี่มามิ้งค์เคยพูดไว้ หนูก็อยากให้ทุกคนสนใจที่ ‘ตัวหนูจริงๆ’ มากกว่า หนูไม่อยากเป็นเหมือนใคร ถึงจะบังเอิญเหมือนก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายก็อยากให้คนจำว่าหนูคือ Cartoon BNK48 ค่ะ

 

Grape: หลายคนชอบบอกว่าหนูแสบ ซน ดื้อ พูดเยอะค่ะ แต่จริงๆ มันแล้วแต่ฟีลนะ บางทีอยากเข้าหาคน เลยดูเฟรนด์ลี่ ชอบคุย ไม่ได้แกล้งใครไปเรื่อยๆ อีกอย่างคือ หนูไม่ใช่สายตลกเสมอไป หนูก็มีมุมจริงจัง ด้านเรียน ด้านทำงาน ความนิ่งในบางมุม แต่หลายคนไม่ค่อยได้เห็นเท่านั้นเอง

 

Inkcha: หลายคนคิดว่าหนูเรียนเก่งมาก พอถามว่าหนูอยากเข้าคณะอะไร เขาก็มักทำเหมือนหนูสอบติดแล้ว ทำให้หนูเครียดเลย เพราะกลัวสอบไม่ติดจริงๆ

 

อีกอย่างคือ หนูเคยเล่นแบดมินตัน แล้วคนชอบพิมพ์ว่าหนูเป็นเยาวชนโลกหรือทีมชาติ หนูไม่เคยพูดเองนะคะ แล้วมันก็ไม่จริงค่ะ เลยอยากแก้ข่าวไว้นิดหนึ่ง (หัวเราะ)

 

Mint: ของหนูคือ หนูเป็นแฟนคลับ BNK48 มาตั้งแต่เด็กใช่ไหมคะ หลายคนเลยชอบมาทดสอบความเป็นแฟนคลับ ถามโน่นนี่ วัดว่า ‘รู้อันนี้ไหม รู้เรื่องนั้นไหม’

 

หนูก็รู้หลายอย่างนะคะ โดยเฉพาะฝั่ง BNK48 บ้านเรา แต่ฝั่งญี่ปุ่นบางเรื่องหนูก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วคนก็จะพูดประมาณว่า ‘เป็นแฟนคลับได้ไง แต่ไม่รู้อันนี้’ ซึ่งหนูไม่ได้ซีเรียสค่ะ แค่บางทีรู้สึกว่า…แฟนคลับก็มีหลายแบบเนอะ รู้มากรู้น้อยก็รักวงเหมือนกัน (หัวเราะ)

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 10

 

Khowjow: ของหนูไม่เชิงว่าโดนเข้าใจผิดนะคะ ส่วนใหญ่สิ่งที่ทุกคนเห็นจากหนูก็คือสิ่งที่หนูเป็นนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ)

 

แต่ลึกๆ หนูรู้สึกว่าหนูยังมีอีกหลายมุมที่ยังไม่ได้แสดงออก หลายความคิด หลายนิสัยที่แฟนๆ ยังไม่เคยเห็น รวมถึงมุมที่ตัวหนูเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวหนูหรือเปล่า

 

หนูยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหนูเป็นคนยังไงค่ะ แค่รู้ว่าหนูก็คือหนู และบางวันอาจเป็นแบบนี้ บางวันอาจเป็นอีกแบบก็ได้ เลยอยากให้ทุกคนค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน มุมที่ไม่เคยเห็น มุมที่ลับๆ มากๆ หรือมุมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในตัวหนู…เดี๋ยวเวลาและเส้นทางในวงจะทำให้ทุกคนได้รู้จักเอง

 

Rose: ของหนูจะเป็นประเด็นคล้ายๆ กันค่ะ คือไม่ถึงกับ ‘เข้าใจผิด’ แต่หลายคนมักคิดว่าหนูแรง เพราะ First Impression ของหนูคือหน้าเหวี่ยงมาก หนูเป็นคนตาเหวี่ยง มุมปากก็ตก ยิ้มยาก ยิ้มแล้วมันไม่ค่อยขึ้น เห็นแบบนั้นเขาก็คิดว่าหนูมองแรงใส่ หรือเป็นคน attitude แรงๆ ทั้งที่จริงๆ หนูไม่มีอะไรเลย วันๆ หนูคิดแค่ว่า วันนี้จะกินอะไรดี จะทำอะไรดี จะได้นอนกี่โมง

 

อีกอย่างหนูเป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่สาเหตุไม่ใช่เพราะไม่อยากคุยค่ะ แต่เพราะหนูขี้อายมากๆ มาตั้งแต่เด็ก และบางทีก็เขินคนด้วย หรือไม่ก็พูดไม่ทันเฉยๆ แต่บางคนเห็นว่าหนูเงียบก็คิดว่าหนูไม่ชอบเขา ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลยค่ะ หนูเป็นคนขี้เขินเฉยๆ

 

หลังเดบิวต์ หนูเริ่มไลฟ์ เริ่มไฮทัช คนก็เห็นว่าหนูพูดเยอะขึ้น เป็นคนคุยสนุก ซึ่งก็ดีใจมากค่ะ แต่ปัญหาคือ…บางคนกลับคาดหวังว่าหนูต้องพูดเยอะตลอดเวลา พอมาไฮทัช เขาก็จะบ่นว่า ‘ไม่เห็นพูดเยอะเหมือนในไลฟ์เลย’ หนูก็แบบ… เอ้า หนูก็คุยนะคะ แต่เวลามันน้อย จนต้องแซวในใจว่า ต่อไปจะท่อง ก-ฮ ให้ฟังเลย จะได้เยอะๆ สมใจค่ะ (หัวเราะ)

 

Luksorn: พอเข้ามาอยู่ใน BNK48 รุ่น 6 แล้ว หนูกลายเป็นพี่คนโตสุดของรุ่น ทุกคนเลยเข้าใจว่าหนูเป็นคนนิ่ง สุขุม มีภาวะผู้นำ และนำน้องๆ ได้ตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้ว หนูก็มีมุมที่เป็น ‘น้องเล็ก’ เหมือนกันค่ะ

 

ก่อนเข้าวง หนูไม่เคยทำหน้าที่เป็นพี่ใหญ่เลย ในบ้านก็เป็นน้อง เพราะมีพี่ชาย เวลาทำงานข้างนอกก็อยู่แก๊งเด็กๆ คุณครู พี่ๆ คือผู้ใหญ่หมด หนูไม่เคยอยู่ตำแหน่งผู้นำมาก่อนเลย

 

หนูอยากให้ทุกคนรู้ว่า หนูไม่ได้แข็งแรง สุขุมนุ่มลึกตลอดเวลา หนูก็มีมุมที่อยากเป็นเด็ก อยากอ้อน อยากเล่นเหมือนกันค่ะ ไม่ได้เป็นพี่โตเก่งๆ แบบนั้นตลอดเวลาเหมือนที่หลายคนคิดเลย

 

Mirin: ของหนูจริงๆ แฟนๆ เข้าใจหนูถูกหมดเลยค่ะ ไม่มีอะไรที่เข้าใจผิด แต่ถ้าถามว่า ‘อะไรที่ทำให้หนูน้อยใจ’ นิดๆ ก็คงเป็นเรื่องคาแรคเตอร์

 

ทุกคนจะจำว่าหนูเป็นสายเท่ๆ แมนๆ มีคู่จิ้น มีลุคหล่อๆ อยู่ตลอด จนกลายเป็นภาพจำของหนูไปแล้ว หนูเองก็ชอบส่องเพจตัวเองนะคะ เห็นแฟนคลับชมว่า ‘มิรินเป็น Saikyou Twintail ที่หล่อที่สุด’ อะไรแบบนี้ก็น่ารักดี

 

แต่บางทีหนูตั้งใจทำตัวแบ๊วมากๆ แล้วนะคะ ก็ยังโดนมองว่า ‘หล่อ’ อยู่ดี (หัวเราะ)
แบบ…หนูก็อยากเป็นลุคอื่นบ้าง อยากให้เห็นมุมหวานๆ ของหนูด้วยเหมือนกันค่ะ ไม่ใช่แค่มุมเท่ๆ มุมเดียว

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 11

 

หลังจากที่ทั้ง 11 สาว ได้ร่วมพูดคุยกันมามาประมาณหนึ่งแล้ว เราเกิดความรู้สึกว่าอยากให้พวกเธอได้ลอง ‘ขอบคุณตัวเอง’ บ้าง เพราะเราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง

 

ถึงตัวเองในวันนี้… ขอบคุณ ‘ตัวเอง’ ที่พามาถึง BNK48 รุ่น 6

 

Cartoon: ขอบคุณตัวเองในตอนนั้นที่ยอมดื้อ ยอมตื้อแม่สุดชีวิต เพื่อมาที่นี่ค่ะ หนูจำได้เลยว่า หนูมั่นใจมากว่า ต่อให้ลำบากแค่ไหน หนูจะเป็น BNK48 ให้ได้ ถึงแม้ต้องอยู่คนเดียวก็ยอม หนูบอกแม่ไปแบบนั้นจริงๆ และวันนี้…หนูได้มายืนตรงนี้แล้ว ก็อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมถอย

 

Luksorn: หนูอยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางนี้ค่ะ ถึงแม้จะผิดหวังมาหลายครั้ง เสียใจมากๆ หลายครั้ง แต่ก็ยังมีแพชชั่น ยังมีไฟ และยังรักตรงนี้อยู่เสมอ

 

ผ่านมา 7-8 ปีเต็มๆ กว่าหนูจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ หนูรู้สึกว่าตัวเองพยายามเยอะมากจริงๆ กว่าจะเก่งขึ้น กว่าจะทำได้ กว่าจะกลายเป็นคนที่สามารถเข้ามาเป็น BNK48 รุ่น 6 ได้ในวันนี้ อยากขอบคุณตัวเอง ทั้งความพยายาม ทั้งน้ำตา ทั้งวันที่แทบหมดหวัง เพราะทั้งหมดมันพาหนูมาถึงตรงนี้

 

Blythe: ของหนูคือ…ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ หนูผ่านอะไรมาเยอะมาก แม้อายุจะเพิ่ง 15 แต่ประสบการณ์ชีวิตช่ำชองเกินวัย เจอหลายอย่างหนักมากๆ

 

หนูขอบคุณที่ตัวเองผ่านมันมาได้ แก้ปัญหาได้ อยู่รอดมาได้ และยังยืนอยู่ ณ ตรงนี้ในฐานะ BNK48 รุ่น 6

 

Mail: ขอบคุณตัวเองที่พยายามมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน การเรียน หรือเรื่องต่างๆ ที่ต้องอดทน หนูพยายามมาตลอด เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีใจที่ตัวเองพัฒนามาเป็น ‘เวอร์ชั่นนี้’ และก็หวังว่าจะพัฒนาต่อไปสู่เวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมเรื่อยๆ

 

Rose: อยากขอบคุณตัวเองที่สู้กับความฝันมาตลอดค่ะ ยืนหยัด เชื่อมั่น และไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง ทั้งที่ตั้งแต่เด็ก หนูรู้เลยว่าหนูอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นไอดอล แต่ก็มีช่วงที่ครอบครัวไม่เข้าใจ ไม่อยากให้มาทางนี้ เพราะเขาก็มีความคาดหวังว่าอยากให้ลูกไปในเส้นทางที่เขาวางไว้

 

แต่หนูก็ยืนยันในความฝันของตัวเอง จนสุดท้ายพ่อแม่ก็กลายเป็นคนที่ซัพพอร์ตหนูที่สุด เป็นกำลังใจสำคัญที่สุด หนูเคยทะเลาะกับแม่เป็นเดือนๆ กว่าแม่จะยอมรับว่าหนูอยากมาเส้นนี้จริงๆ และพอแม่ยอมเปิดใจ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น

 

แต่กำลังใจจากครอบครัวอย่างเดียวไม่พอค่ะ ถ้าวันนั้นหนูยอมแพ้ หมดไฟ ต่อให้พ่อแม่สนับสนุนแค่ไหน วันนี้ก็คงไม่มี ‘Rose BNK48’ หนูอาจจะนอนเล่น Roblox อยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ (หัวเราะ)

 

หนูโดนปัดตกมามากกว่า 10 ครั้ง แต่ก็ยังส่งใบสมัครต่อไป ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ พอเข้ามาในวง หนูก็อยากขอบคุณที่ยังสดใสอยู่ได้ หลังผ่านช่วงชีวิตที่หนักมากๆ ก่อนเดบิวต์ แบบที่ยอมรับว่าหนูจิตตกหนักจริงๆ จนอีกนิดเดียว…อาจจะลาโลกไปแล้วด้วยซ้ำ

 

แต่หนูก็ยังอยู่ตรงนี้ ยังยิ้ม ยังมีความสุข ขอบคุณตัวเองที่สู้ ขอบคุณคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ และขอบคุณตัวเองที่พิสูจน์ให้เห็นว่าหนูก็มีดี จนทุกอย่างดีขึ้นแล้ว และขอบคุณตัวเองที่ตอนนี้…กินอิ่ม นอนหลับ มีความสุข และเป็นไอดอลที่สวยเลิศปังแบบนี้

 

Grape: ขอบคุณตัวเองมากๆ ที่กล้าส่งใบสมัครค่ะ กล้าก้าวข้ามสิ่งที่ตัวเองกลัว กล้าทำอะไรที่ไม่เคยทำ แล้วก็ยอมออกจากเซฟโซนเพื่อความฝัน

 

อยากขอบคุณตัวเองที่พยายามเต็มที่ในทุกเรื่อง ทั้งการเรียน การเป็นไอดอล การบาลานซ์ทุกอย่างในชีวิต หนูพยายามจริงๆ ในทุกด้าน และดีใจที่ตัวเองยังมีแพชชั่นและเป้าหมายชัดเจนอยู่เสมอ และขอบคุณตัวเองที่มีความสุขกับทุกวันนี้ เพราะถ้าไม่มีทุกคน การเป็นไอดอลก็คงไม่สนุกเท่านี้เลย

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 12

 

Mirin: อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ท้อ ไม่หยุดเดินตามความฝันค่ะ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน หนูก็ยังทำต่อจนวันนี้กลายเป็น ‘Mirin BNK48’ แล้วจริงๆ

 

ขอบคุณตัวเองตอนนี้ที่ทำให้ภาพในหัวว่าอยากเป็นไอดอลแบบไหนชัดเจนขึ้นมาก เห็นตัวเองเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่รัก

 

Inkcha: อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่อายแล้วค่ะ ไม่อายที่จะยอมรับว่า ‘อยากเป็นไอดอล’ เพราะตอนเด็กๆ หนูอายมาก ไม่กล้าบอกใครเลยว่าอยากมาทางนี้

 

แต่วันนี้หนูกล้าส่งใบสมัครแล้ว ขอบคุณตัวเองจริงๆ เพราะถ้าไม่ส่งวันนั้น วันนี้อาจจะอายุเกิน จนไม่ได้ทำในสิ่งที่รักไปตลอด หนูดีใจมากที่วันนั้นกล้าตัดสินใจ และอยากขอบคุณตัวเองที่พยายามทำให้ดีขึ้นในทุกเรื่อง ค่อยๆ เติบโตทีละนิดเพื่อให้สมกับที่ได้มายืนตรงนี้

 

Mint: อยากขอบคุณตัวเองที่พยายามตามความฝันมาตลอดค่ะ ขอบคุณที่พาตัวเองมาอยู่ในเวอร์ชันที่อยากเห็นจริงๆ และไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

 

ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะชอบวงๆ หนึ่งได้นานขนาดนี้ แต่ดีใจมากที่เด็กคนนั้น ที่รัก BNK48 ตั้งแต่ 7-8 ขวบ พาตัวเองมาอยู่ตรงนี้ได้จริงๆ ภูมิใจในตัวเองมากๆ ค่ะ และขอบคุณที่วันนี้รู้แล้วว่าอยากเป็นอะไร ชัดเจนกับความฝันของตัวเองจริงๆ”

 

Khowjow: หนูอยากขอบคุณตัวเองที่ชอบทำสิ่งนี้ค่ะ เพราะความที่หนูเป็นคนชอบเต้น ชอบอยู่บนเวที มันทำให้วันนี้หนูกล้าส่งใบสมัครและได้มาเป็น BNK48 จริงๆ

 

ขอบคุณตัวเองที่ตอนนี้ยอมรับความฝันของตัวเองอย่างเปิดเผยแล้ว ไม่ซ่อน ไม่ปิด เพราะเมื่อก่อนหนูทำทุกอย่างแบบลับๆ เต้นในบ้าน ร้องเพลงในห้องน้ำ เวลาส่งใบสมัครก็ไม่มีใครรู้เลย ทุกคนช็อกมากตอนหนูเปิดตัวเป็น Candidate เพราะไม่เคยบอกใครเลยว่านี่คือสิ่งที่อยากทำ

 

ที่บ้านเองก็คิดว่าหนูจะไปสายวิทย์อย่างเดียว แต่ความจริงคือหนูอยากเป็นศิลปิน อยากทำงานในวงการมากๆ และหนูก็ดีใจที่วันนี้ตัวเองกล้ายอมรับมัน

 

และหนูอยากขอบคุณตัวเองที่มีนิสัยแบบนี้ ที่อดทนได้ มีวินัย แบ่งเวลาได้ ถึงจะยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ 100% แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ขอบคุณที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ และขอบคุณที่เกิดมาเป็นตัวหนูค่ะ”

 

Praew: ของหนูอยากขอบคุณตัวเองที่ยอมทุ่มเท เหนื่อยขนาดนั้นค่ะ จากคนที่เมื่อก่อนนอนทั้งวัน ไม่มีอะไรทำ ไม่มีเป้าหมาย แต่วันนี้กลายเป็นคนที่แทบไม่ว่างเลย เพราะเจอสิ่งที่รักจริงๆ แล้ว

 

ขอบคุณตัวเองที่เปิดใจให้เจอความฝัน และตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ หนูก็พัฒนาตัวเองมาตลอดในสิ่งที่รัก ขอบคุณตัวเองที่ไม่หยุดเติบโต

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 13

 

1 คำถาม 1 คำตอบ: Special 11 Questions / ช่วงนี้เราให้น้องๆ ได้สุ่มเลือกคำถามด้วยตัวเอง

 

ณ วันนี้ ความสุขของการเป็น BNK48 คืออะไร?

 

Inkcha: ความสุขของหนูตอนนี้คือได้เจอเพื่อนๆ ค่ะ เพราะหนูอยู่โรงเรียนเดิมมาตลอด แทบไม่มีเพื่อนใหม่เลย แต่พอเข้ามาที่นี่ หนูได้เจอทุกคนที่น่ารักมากจริงๆ ดีใจมากนะ แบบพูดจริงเลย

 

อีกอย่างคือ…ได้เต้นค่ะ ถึงจะเต้นไม่ค่อยเก่ง แต่มันเป็นสิ่งที่หนูอยากทำตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นคนเต้นในติ๊กต๊อก หนูก็จะคิดว่าคงทำไม่ได้หรอก เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่พอมาอยู่ที่นี่ ‘ต้องเต้น’ ก็เลยได้ทำ ได้ลอง แล้วได้ขึ้นเวทีหลายครั้ง มันเหมือนความฝันเป็นจริงอย่างหนึ่งเลย

 

เรื่องที่ทำให้เธอเสียน้ำตามากที่สุด นับตั้งแต่มาอยู่ BNK48?

 

Praew: สำหรับหนูคือช่วง Chapter Next ค่ะ ตอนนั้นหนูร้องไห้หนักที่สุดในชีวิตจริงๆ ไม่เคยร้องไห้ระดับ ฮือฮือ แบบนั้นมาก่อนเลย

 

หนูเหนื่อยมาก งานเยอะมาก เพลงที่ต้องขึ้นก็หลายเพลง แต่เวลาซ้อมน้อยจนทุกอย่างตีกันไปหมด แล้วยังไม่เคยขึ้นคอนเสิร์ตมาก่อนด้วย เปิดมาก็เจอคอนเสิร์ตใหญ่เลย ยิ่งเครียดเข้าไปอีก

 

กลับถึงบ้านทีคือร้องไห้แบบปล่อยสุด เพราะรู้สึกกดดันมากๆ แต่ในใจตอนนั้นคิดแค่ว่า ‘ต้องผ่านให้ได้’ ดูว่าเพลงไหนยังไม่ดี ก็ไปซ้อมใหม่ ยังไงก็ต้องขึ้นเวทีให้ได้ และต้องทำให้ดีที่สุด

 

สิ่งที่เธออยากพัฒนาให้มากขึ้นคืออะไร?

 

Mail: หนูอยากพัฒนาการร้องเพลงค่ะ เพราะรู้สึกว่ายังร้องได้ไม่ดีเท่าที่ตัวเองอยากให้เป็น ทักษะด้านอื่นอาจจะโอเคกว่า แต่การร้องยังไม่พอใจเท่าไหร่

 

หนูรู้สึกว่าถ้าร้องเพลงได้ดีขึ้น หนูก็จะเข้าใกล้การเป็น ‘ไอดอลในอุดมคติของตัวเอง’ มากขึ้น

 

คำขอบคุณ & คำขอโทษถึงเพื่อนร่วมรุ่น 1 คน

 

Rose: หนูอยากขอบคุณแพรวมากๆ ค่ะ เพราะตอนเป็นแคนดิเดต หนูไม่ค่อยกล้าคุยกับใครเลย หลายคนก็ไม่ติดด้วยกัน แต่แพรวเป็นคนแรกที่หนูได้คุยจริงๆ และสุดท้ายเราก็ติดมาด้วยกัน หนูดีใจมาก ตอนมาเป็นรูมเมทกันก็ได้คุยกันเยอะขึ้น แพรวให้คำแนะนำหลายอย่างจนหนูรู้สึกอุ่นใจมากๆ

 

แต่หนูก็อยากขอโทษแพรวด้วย…เพราะมีช่วงหนึ่งที่เรามีปัญหากันนิดหน่อย ไม่เข้าใจกัน บรรยากาศมันตึงมาก แล้วเราก็ไม่คุยกันเป็นสัปดาห์ๆ ตอนนั้นหนูเองก็เครียด กดดัน และรู้สึกผิดมาก

 

พอมาเคลียร์กันจริงๆ ก็ยิ่งรู้ว่าหนูคงทำอะไรบางอย่างที่ทำให้แพรวไม่สบายใจ หลังจากนั้นหนูยิ่งไม่กล้าชวนคุยก่อน เพราะยังรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ทั้งที่หัวใจหนูก็คือ…เสียดายที่เคยคุยกันเยอะที่สุด แต่กลับกลายเป็นแบบนั้นไป

 

ทุกวันนี้หนูก็โอเคแหละ แต่สำหรับแพรว…หนูยังรู้สึกติดค้างในใจอยู่เสมอ

 

Praew (เสริม) “ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วนะ คุยกันปกติแล้ว” (ในโมเมนต์จริง ทั้งสองคนเดินเข้ามากอด ปลอบใจกันเบาๆ เป็นซีนที่อบอุ่นมาก)

 

คติประจำใจหรือมายด์เซ็ตบางอย่างที่คุณยึดถือในชีวิต ที่ไม่ใช่แค่ในวงคืออะไร?

 

Blythe: หนูไม่ค่อยมีคติประจำใจแบบตายตัว ชีวิตหนูก็เป็นแบบเด็กผู้หญิงธรรมดาคนนึง กิน นอน ซ้อม เที่ยว ทำงาน เหนื่อยก็พัก มีเวลาว่างก็กินของอร่อย

 

หนูไม่ได้ยึดติดอะไรเป็นพิเศษ แค่ใช้ชีวิตให้เต็มในทุกโมเมนต์ตรงหน้าก็พอ ทำงานก็ทำให้ดี วันไหนหยุดก็พักเต็มที่ มีเงินก็กินของที่อยากกิน ใช้ชีวิตไปตามจังหวะของตัวเองแบบเรียบง่าย

 

BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน 14

 

ความฝันส่วนตัวที่เธอเก็บไว้เงียบๆ ไม่เคยบอกใคร

 

Mint: ถ้าเป็นความฝันที่ไม่เคยบอกใคร หนูอยากเป็นนักจิตวิทยาค่ะ หนูคิดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าถ้าวันหนึ่งออกจากที่นี่ไปแล้ว หนูอยากทำอะไรต่อ แล้วรู้สึกว่าอาชีพนี้มันช่วยคนได้จริงๆ

 

ช่วงนี้คุณแม่ไม่ค่อยสบาย หนูก็เลยอยากเป็นคนที่แม่สามารถมาปรึกษาได้ โดยไม่ต้องไปหาหมอทุกเรื่อง และในภาพรวมหนูก็อยากเป็นคนที่ช่วยให้ใครสักคนดีขึ้นได้ค่ะ

 

ถ้ามีวันหยุด 1 วันแบบไม่มีตารางงานเลย อยากทำอะไร?

 

Khowjow: หนูอยากนอนค่ะ! อยากนอนมากกกก เพราะก่อนเข้าวง หนูนอนเกิน 8 ชั่วโมงทุกวัน เป็นชีวิตปกติที่แบบพักผ่อนพอ ทุกอย่างบาลานซ์มาก แต่ทุกวันนี้…วันไหนได้นอนเกิน 5 ชั่วโมงถือว่า ‘ปาฏิหาริย์’ เลย

 

ถ้ามีวันหยุดวันหนึ่งที่ไม่ต้องซ้อม ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเตรียมสอบ หนูอยากไม่ทำอะไรเลย ไม่คิด ไม่อ่านหนังสือ นอนเฉยๆ อยู่บ้านอย่างเดียว เพราะตั้งแต่ Chapter Next หนูไม่มีวันแบบนั้นอีกเลยค่ะ เพราะวันไหนไม่ซ้อมก็ต้องอ่านหนังสือ วันสอบก็มีงาน ต้องเตรียมล่วงหน้า หนูไม่เคยลาเรียนเลย ยกเว้นครั้งที่มันจำเป็นจริงๆ ซ้อมดึกแค่ไหนก็ยังไปโรงเรียนอยู่ดี เพราะงั้น…ให้เลือกสักอย่าง หนูขอนอนจริงๆ ค่ะ นอนให้พอสักที

 

เวลาที่รู้สึกแย่ๆ คนแรกที่เธอจะนึกถึงคือใคร? (ในรุ่น 6)

 

Mirin: มีอยู่คนเดียวค่ะ…รูมเมทของหนู ‘บลายธ์’ ตอนเลือกห้อง เราตัดสินใจอยู่ด้วยกันเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ ‘อยู่กับเราได้’ จริงๆ

 

แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้หนูจำไม่ลืม วันนั้นเราไปเดินสยามด้วยกัน หนูซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ราคาแพงมาก แต่หนูเป็นคนชอบนั่งวิน แล้ววันนั้นเรานั่งจนเหน็บกิน ขาชา เดินไม่ไหว พอกลับถึงหอ หนูล้มเลย พอเงยหน้ามาอีกที…รองเท้าหายไปหนึ่งข้าง

 

หนูร้องไห้หนักมาก เพราะเพิ่งซื้อมา ยังไม่ทันได้ใช้จริงจังด้วย แล้วตอนนั้นก็สี่ทุ่มกว่าๆ แต่บลายธ์ ทั้งที่เหนื่อยเหมือนกัน ยังยอมพาหนูกลับไปซื้อคู่ใหม่อีกรอบทันที

 

เวลามีอะไร หนูก็เล่าให้บลายธ์ฟังตลอด ถึงช่วงนี้จะกลับบ้านบ่อย ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าเดิม แต่ก็…รักมันเหมือนเดิมนะ

 

มีอะไรในตัวเองที่แฟนๆ ยังไม่เคยเห็น แต่อยากให้ได้รู้จัก?

 

Cartoon: ของหนู…น่าจะเป็น ‘ความขี้วีน’ ค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ หนูเป็นคนขี้หงุดหงิดง่ายนะ แต่เก็บอาการเก่ง เลยไม่มีใครรู้ อย่างน้อยๆ วันหนึ่งต้องมีเหตุให้วีนสักเรื่อง เช่น ปวดตา ปวดหัว ปวดตัว อะไรก็แล้วแต่ แต่หนูไม่ได้วีนใส่ใครนะ แค่มีอารมณ์งอนๆ ในใจบ้าง

 

เพลง BNK48 ที่ตรงกับชีวิตช่วงนี้ที่สุด?

 

Grape: หนูรู้สึกว่า ต้องเป็น Doushitemo Kimi ga Suki da – จะยังไงก็รักเธอ ไม่ใช่เพราะอยากขายเพลงนะ (หัวเราะ) แต่เพราะเนื้อหามันตรงกับชีวิตตอนนี้จริงๆ ช่วงนี้หนูสอบเข้า ม.ปลาย แล้วเพลงนี้มันพูดถึงการไล่ตามเงาของคนอื่น เหมือนที่หนูเคยลังเลว่าจะเรียนเอกไหนดี เห็นคนอื่นเลือกแบบนี้ แต่ใจเราก็อยากอีกแบบ

 

สุดท้ายเพลงมันทำให้รู้ว่า…เราไม่ต้องวิ่งตามใคร เราแค่ต้องเลือกทางที่เราถนัดและมั่นใจจริงๆ

 

ถ้าชวนรุ่นพี่ 1 คนมาเป็นสมาชิก ‘รุ่น 6’ ได้หนึ่งคน จะชวนใคร?

 

Luksorn: หนูอยากชวนพี่มิวสิค (รุ่น 1) ค่ะ เพราะหนูรู้สึกว่ายังไม่มีใครในรุ่น 6 ที่มีพลังแบบพี่เขาเลย บนเวทีพี่มิวสิคมีความ ‘ออร่าไอดอล’ ชัดมาก ถ้าเขามาอยู่กับเราจริงๆ หนูว่ารุ่น 6 จะได้รับการเติมเต็มขึ้นอีก และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากพัฒนาให้เก่งเหมือนพี่เขาด้วย

 

 

The post BNK48 6th Generation เส้นทาง ความหวัง และหัวใจของเด็กสาวผู้เปี่ยมฝัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง https://thestandard.co/pattana-promphat-moph-minister/ Sat, 22 Nov 2025 02:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145997 เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง

‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ วัย 40 ปี บุตรชายของ ‘สันติ พร้อมพัฒ […]

The post เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง

‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ วัย 40 ปี บุตรชายของ ‘สันติ พร้อมพัฒน์’ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อครั้งแรกช่วงปลายเดือนมีนาคม เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาคาร SKYY9 ที่สำนักงานประกันสังคมซื้อมาในราคา 7,000 ล้านบาท
เพียง 6 เดือนต่อมา เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข’ ในรัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ เขาถูกจับตามองตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงเพราะเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้มาจากสายสาธารณสุขโดยตรง แต่เป็นเพราะเขามาจากตระกูลการเมืองรุ่นใหญ่ที่อยู่คู่สมรภูมิอำนาจไทยมายาวนาน

 

แม้หลายคนอาจยังไม่รู้จัก ‘พัฒนา’ ในมิติส่วนตัว แต่ก่อนจะมาถึงจุดที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ เขามีเส้นทางชีวิต ประสบการณ์ธุรกิจ และแรงผลักดันส่วนตัวอย่างไร จุดเปลี่ยนใดทำให้ตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัวในเวลานี้ และมองเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า ‘ได้ตำแหน่ง เพราะพ่อรับตำแหน่งไม่ได้’ อย่างไร

 

‘พัฒนา’ เปิดห้องทำงานชั้น 4 สำนักสำนักงานรัฐมนตรี ที่กระทรวงสาธารณสุข ต้อนรับทีมข่าว THE STANDARD เปิดใจตอบทุกคำถาม-ทุกมุมมอง ตั้งแต่ตัวตนที่คนอาจไม่เคยรู้ การเติบโตในครอบครัวนักการเมือง ความท้าทายในการรับตำแหน่งครั้งนี้ ไปจนถึงวิธีที่เขาจะพิสูจน์ตัวเองบนเส้นทางการเมืองที่อยากให้ประชาชนจดจำ

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 1

พัฒนานั่งบนโซฟ้าสีน้ำตาล 

กลางห้องทำงานชั้น 4 ภายในกระทรวงสาธารณสุข 

เริ่มต้นเปิดใจเล่าชีวิตของตนเอง

 

รู้จัก ‘พัฒนา’ ทายาทสันติ พร้อมพัฒน์ 

 

เวลา 17.00 น. ของวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน หลังจากพัฒนาเสร็จสิ้นภารกิจงานกระทรวงสาธารณสุข เขาในวัย 40 ปี นั่งบนโซฟาสีน้ำตาลกลางห้องทำงานชั้น 4 ภายในสำนักสำนักงานรัฐมนตรี ที่กระทรวงสาธารณสุข เริ่มเล่าชีวิตของตนเองให้ THE STANDARD ฟังว่า ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง เขาทำธุรกิจของครอบครัว ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโลกที่เขาเคยวนเวียนอยู่มาตลอด

 

แต่ขณะเดียวกันครอบครัวก็อยู่ในวงการการเมือง คุณพ่อ (สันติ พร้อมพัฒน์) เคยเป็นรัฐมนตรีหลายสมัย ส่วนคุณแม่ (วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์) ก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 สมัย ชีวิตเลยอยู่วนเวียนอยู่กับการเมืองมาตลอด แต่ก็ไม่เคยคิดจริงจังว่าจะต้องเข้ามาเป็นนักการเมืองเอง มีความรู้สึกว่า ก็อาจเป็นไปได้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะกระโดดเข้ามาเร็วขนาดนี้

 

พัฒนานิยามตัวเองว่า ‘เป็นนักปฏิบัติ’ เวลาทำงานก็จะพยายามคิดให้รอบด้าน คิดให้ครบ แล้วค่อยลงมือทำ บางครั้งแม้คิดครบแล้ว พอลงมือทำก็อาจพบความเสี่ยงบางอย่างอยู่ ก็ต้องเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงเหล่านั้น เหมือนกับการ ‘ผจญภัย’ กับความเสี่ยง

 

“สมัยก่อนตอนทำธุรกิจ เราเจอกับความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่แล้ว ต้องบริหารจัดการเป็นเรื่องปกติ แต่พอมาทำงานในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลทั้งงบประมาณ และดูแลสุขภาพของประชาชน มีชีวิตของคนเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ต้องมองให้กว้างขึ้น ไม่ใช่มองแค่มุมเศรษฐกิจ แต่ต้องมองเรื่องคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ จริยธรรม และความรู้สึกของคนที่ได้รับผลกระทบด้วย”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 2

​สันติ​ พร้อม​พัฒน์​ และพัฒนา พร้อมพัฒน์ 

สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ

โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้การต้อนรับด้วยตัวเอง

 

พัฒนาเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ เป็นเพราะสิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ที่พัดพาเข้ามาให้เขามาเป็น ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ถือเป็นครั้งแรก

 

“เข้าใจว่าประชาชนหลายคน อาจมีคำถาม แต่เมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่ก็ทำให้เต็มที่ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผมตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โชคดีที่ได้มาทำงานกับบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีแต่คนเก่งๆ โดยเฉพาะคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกดีครับ” 

 

พัฒนายอมรับว่า งานการเมืองนั้นทั้งพ่อและแม่ของเขา มีอิทธิพลทางความคิดกับตนเอง โดยเฉพาะพ่อ ท่านอาจมองว่าเราทำงานในตำแหน่งนี้ได้ เมื่อมีโอกาส ก็เข้ามาทำ 

 

“ท่านไม่ได้พูดตรงๆ ว่า ต้องเข้ามาทำ พูดเพียงว่า ส่งประวัติไปตรวจ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะได้เข้ามา ไม่มีโมเม้นท์ตกใจ เพราะว่าคิดว่าคุณพ่อคงเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเหมือนเดิม ส่วนตัวผมเองก็ตั้งใจว่า จะเข้ามาช่วยงานทางการเมืองก็ร่วมรับผิดชอบบริหารบ้านเมืองบ้าง คิดว่าจะเข้ามาทำงานภาคการเมืองให้มากขึ้น ในระดับคณะที่ปรึกษาหรือคณะทำงานยังไม่ได้คิดถึงการมารับตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้” พัฒนาเล่า

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 3

พัฒนา (บนซ้าย) ร่วมถ่ายภาพคณะรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล)  

ที่บริเวณด้านหน้าสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 

พัฒนาอธิบายเพิ่มว่า เป็นบรรยากาศและสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมพาไป จนได้มาอยู่ตรงนี้ และตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเราก็ต้องมั่นใจ เพราะภาระหน้าที่ตรงหน้านี้ เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ การตัดสินใจของเราจะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ทุกที่มีปัญหา 

 

ตอนแรกแอบคิดว่า บุคลากรในกระทรวงจะเชื่อมั่นในตัวเราหรือไม่ แต่หลังจากได้ทำงานร่วมกันมา 4-5 สัปดาห์ บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขเป็นหนึ่งเดียวกัน และสามารถฝ่าฟันไปด้วยกันได้

 

ได้ตำแหน่งเพราะพ่อ 

 

“ตั้งแต่ที่มีชื่ออยู่ในโผ ครม. ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะพ่อไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อได้ ท่านตอบข้อสงสัยต่อประชาชนนี้อย่างไร” THE STANDARD ถาม

 

พัฒนาตอบว่า ถ้าจะบอกอะไรกับประชาชน ผมคิดว่ามี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ผมอาสาเข้ามาทำงานนี้เอง เรื่องที่ 2 ผมขอขอบคุณทั้งท่านนายกรัฐมนตรี และคุณพ่อที่มอบความไว้วางใจให้ผมเข้ามาทำงาน 

 

แน่นอนว่า ทั้งคุณพ่อ และท่านนายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งความไว้วางใจนั้นก็ถูกส่งต่อมาที่ผม ผ่านการตัดสินใจของท่านในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีโอกาสทำงาน นั่นคือ สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารออกไป

 

“ผมรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ และความไว้วางใจที่ท่านมอบให้ หน้าที่ของผมตอนนี้มีเพียงก้มหน้า ก้มตาทำงานเต็มที่ ส่วนประชาชนจะตัดสินใจว่าเราจะได้รับความไว้วางใจต่อไปหรือไม่ หรือต้องพิสูจน์ตัวเองว่าพร้อมบริหารประเทศต่อ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าอธิบายได้ดีที่สุด ณ ตอนนี้ครับ”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 4

พัฒนา ในชุดปกติขาว 

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯก่อนทำหน้าที่รัฐมนตรี 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

THE STANDARD จึงถามต่ออีกว่า “คุณพ่อในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณาสุข ได้ฝากฝังอะไรก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งหรือไม่”

 

พัฒนาตอบว่า “ท่านไม่ได้ฝากอะไรมากมายครับ แค่ฝากให้ดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะทุกการตัดสินใจของเรา มีคนได้รับผล ไม่ว่าจะผลดีหรือผลกระทบเชิงไม่ดี ท่านฝากแค่ว่าต้องดูให้ดี ส่วนคำว่า ดีอย่างไร เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องคิด และตัดสินใจ นอกนั้นท่านไม่ได้ฝากอะไรเพิ่มเติม ช่วงนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ก็ยังไม่ได้เจอกันด้วยซ้ำ”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 5

สันติ พร้อมพัฒน์​ ขณะกำลังจ้องมองลูกชาย (พัฒนา) 

ขณะกำลังแถลงชี้แจงกรณีสำนักงานประกันสังคมซื้อตึก SKYY9

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

THE STANDARD ถามต่อว่า “การเติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง ทำให้มองอำนาจกับการรับใช้ประชาชนเป็นอย่างไร ต่างจากคนทั่วไปหรือไม่”

 

พัฒนาตอบว่า มุมมองที่เรารู้สึกว่าต่างจากคนอื่น คือ เราได้มองทั้งจากข้างในออกไปข้างนอก และจากข้างนอกมองเข้ามาข้างใน ถ้าถามว่ามองจากคนนอกเป็นอย่างไร บางครั้งโดยเฉพาะเรื่องการบริหารบ้านเมือง มีทั้งเรื่องที่พูดได้ และพูดไม่ได้ หรือพูดไปแล้วคนอาจเข้าใจอีกแบบ ฉะนั้นเวลามองจากคนนอกเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมจเสจที่เราสื่อ เราอยากจะสื่อแบบหนึ่ง แต่บางครั้งก็สื่อไม่ได้ จึงต้องเลือกเงียบ และยอมถูกดุหรือถูกวิจารณ์บ้าง 

 

ขณะที่จากการมองจากคนภายนอก เขามองด้วยข้อมูลเท่าที่เขามี ก็อาจสงสัยว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่ทำอย่างนั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า เขาเห็นแค่เท่าที่เห็น แต่ในมุมของคนที่อยู่ข้างใน เราได้เห็นข้อมูลทั้งหมด เราก็จะรู้ว่าเรื่องไหนพูดได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา และเรื่องไหนไม่ควรพูดเลย เพราะพูดแล้วอาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดี 

 

4 สัปดาห์บนเก้าอี้ ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหมอ’

 

พัฒนา กล่าวว่า ตลอด 4 สัปดาห์แรกของการทำงานไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่มองว่าเป็นงานที่มีความท้าทาย ที่ผ่านมาเรามักเห็นนักการเมืองหรือผู้บริหาร โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการ จะมีอายุเฉลี่ยราว 50 ปีขึ้นไป แต่ตนเองเพิ่งอายุ 40 ปี มองจากภายนอกอาจมีคนสงสัยว่า อาวุโสไม่มาก จะสามารถทำงานได้หรือไม่ จะทนแรงกดดันไหวไหม หรือจะผลักดันการทำนโยบายไปข้างหน้าได้แค่ไหน ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นความท้าทาย

 

แต่ความท้าทายดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่เราจะเข้าไปแก้ปัญหา มองว่าเป็นข้อดีโดยเฉพาะในมุมที่ตนไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้เรียนจบแพทย์ แต่จบเรียนด้านการเงิน และปริญญาโทด้านอสังหาริมทรัพย์ เราก็เปลี่ยนจุดที่หลายคนตั้งคำถามว่า ไม่ใช่หมอ แล้วจะมาบริหารกระทรวงหมอได้อย่างไร

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 6

“หน้าที่ของเราคือเข้ามาช่วยหมอ และผู้บริหารทุกคน ” พัฒนากล่าว

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พัฒนาอธิบายว่า การบริหารโดยที่เราที่ไม่ได้เป็นหมอ เป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่ต้องโฟกัสว่า จะคิดค้นวิธีรักษาโรคใหม่ๆ แต่เราจะทำอย่างไรให้หมอสามารถใช้เครื่องมือ กรรมวิธี และองค์ความรู้ที่เขามีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทุกวิธีมีทั้งข้อดี ข้อเสีย 

 

แต่บทบาทของเรา หน้าที่ของเราคือเข้ามาช่วยหมอ และผู้บริหารทุกคน พิจารณาว่าพาร์ตไหนที่มีความเสี่ยง และถ้าเรามีประสบการณ์ด้านอื่นๆ ที่ต่างจากมุมมองทางการแพทย์ ก็จะพยายามเข้าไปช่วยปิดจุดเสี่ยง หรือช่วยกันระมัดระวัง จึงคิดว่า เป็นมิติใหม่ในการทำงานร่วมกัน 

 

THE STANDARD จึงถามต่อว่า “ในฐานะที่ไม่ได้จบหมอโดยตรง แต่เคยบริหารธุรกิจมามากมาย จุดแข็งของตัวเองในการเป็นผู้บริหารกระทรวงคืออะไร”

 

พัฒนา กล่าวว่า ถ้าให้พูดถึงจุดแข็งตรงๆ อาจจะไม่กล้าบอกตัวเองมีจุดแข็งอะไร แต่หลักการทำงานที่ผมใช้มาตลอด คือ ต้องลงไปเห็นปัญหาหน้างานด้วยตัวเอง และฟังทีมงานที่มีความสามารถ ผมไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ผมทำได้ คือเมื่อผมต้องทำงาน ผมรู้ว่าตัวเองต้องหยิบหนังสือเล่มไหนขึ้นมาอ่าน หรือปรึกษาผู้รู้ท่านใด

 

“ผมไม่มีอีโก้ว่า ฉันเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ อย่ามาแนะนำฉัน ผมรู้ว่าต้องขอคำปรึกษา รู้ว่าต้องอ่านหนังสือเล่มไหนมาใช้ ให้คนที่เก่งสามารถทำงานได้เต็มที่ และเราก็ต้องจูนกับเขาให้เข้าใจเป้าหมายของเราให้ตรงกัน ถ้าเป้าหมายชัดเจน ผมว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ให้คนที่มีความสามารถทำงาน”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 7

พัฒนา และวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข 

ระหว่างตอบข้อสักถามของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 

สำหรับโครงสร้างทีมบริหารกระทรวงสาธารณสุขนั้น ผมมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 คน นอกจากนี้ยังมีเลขาฯ ที่ปรึกษา และคณะทำงานครบถ้วน กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีระบบการจัดการที่ดีมาก นั่นคือเหตุผลที่สามารถดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศได้อย่างละเอียด

 

สำหรับรัฐมนตรีช่วย คือ วรโชติ สุคนธ์ขจร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านถนัดเรื่องการลงพื้นที่ และเข้าถึงประชาชนมากกว่า ส่วนผมถนัดเรื่องการกำหนดนโยบาย ดังนั้นเราจึงแบ่งหน้าที่กันอย่างกว้างๆ รัฐมนตรีช่วยดูแลพื้นที่ ดูแลประชาชน และดูพื้นที่ ส่วนผมดูแลการวางนโยบายและการออกแบบนโยบายใหม่ แต่เรามีการพูดคุยกันตลอด

 

นอกจากนี้ ก็ยังมีทีมที่ปรึกษาและคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการบริหารงาน มีที่ปรึกษาหลายท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ ใช้ความรู้และความชำนาญเข้ามาให้คำแนะนำในบางกรมหรือบางเรื่องที่ท่านถนัด รวมถึงที่ปรึกษาที่มาจากภายนอก เช่น ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูล เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ

 

ทุกท่านในทีมมีความรู้ความสามารถ และสามารถขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงได้ ในการประชุมล่าสุด มีผู้เข้าร่วม 3-4 คน ผมได้ย้ำบทบาทด้านการกำหนดนโยบายของผม และทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติในเชิงเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เพราะฉะนั้น พวกท่านมีความชำนาญ ผมเห็นว่าอยู่ในทาง อยู่ในกรอบที่เราต้องการ ดังนั้นในรายละเอียดท่านชำนาญกว่าผม ท่านทำได้เลย แล้วเราก็อัปเดตกันเป็นระยะ ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบ อยู่ในความเร็วที่ต้องการ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ท่านทำได้ดี ผมก็สนับสนุนเต็มที่ นั่นคือสไตล์การทำงานของผม

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 8

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ผลงาน สธ. ที่จับต้องได้ใน 4 เดือน 

 

พัฒนากล่าวถึงผลงานที่กระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลอนุทิน ภายใต้ระยะเวลา 4 เดือนที่เขาจะเดินหน้าทำให้สำเร็จ มี 6 นโยบาย ดังนี้ 

 

  1. สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ทำต่อ ตอนนี้ก็ดำเนินการไปแล้วเรียบร้อย โดยเฉพาะสิทธิ์การฟอกไตให้ครอบคลุมประชาชนทุกพื้นที่ได้ดำเนินการเอากลับมาใช้เรียบร้อยแล้ว 


 

  1. ความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของประชาชน (Health Literacy) อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนนโยบาย เรากำลังสร้างความเข้าใจให้ประชาชนรู้วิธีดูแลสุขภาพตัวเองอย่างถูกต้อง ผ่านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ย่อยง่ายต่อการเข้าใจ เช่น วิธีเก็บอวัยวะที่ถูกต้อง วิธีการต่อแขนมือ และขั้นตอนกายภาพบำบัด กรณีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการดูแลเด็กทารก เช่น การให้นมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนเต็ม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ของครอบครัว


 

  1. แอปพลิเคชันรวมบริการสุขภาพ (Super App) เรากำลังพัฒนาแอปเดียวรวมทุกบริการด้านสุขภาพ โดยมีหมอพร้อมเป็นซูเปอร์แอปเพียงแอปเดียว จะได้ฐานข้อมูล มีสิทธิประโยชน์จาก สปสช. เช่น การจองวัคซีน การจองเวลาพบแพทย์ และข้อมูลสิทธิประโยชน์ของประชาชน ข้อมูลสุขภาพทั้งหมดจะอยู่ในแอปเดียว ทำให้ใช้งานสะดวก และติดตามผลการรักษาได้ต่อเนื่อง


 

  1. เศรษฐกิจการแพทย์ (Medical Economy) เราต่อยอดจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) โดยไม่อยากเป็นแค่ผู้ใช้บริการ แต่ต้องพัฒนา และผลิตเทคโนโลยีการแพทย์ เพื่อสร้างรายได้ และความยั่งยืนให้ระบบสาธารณสุขไทย ลดการพึ่งพางบประมาณรัฐ และสร้างฐานเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีและงานวิจัยภายในประเทศ 


 

  1. ขวัญกำลังใจบุคลากร เราจะสร้างระบบสนับสนุนและดูแลบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


 

  1. ส่งเสริมการมีบุตร และดูแลผู้สูงอายุ เรามุ่งให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีส่วนร่วมในสังคม มีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่เป็นภาระต่อสังคม ขณะเดียวกันสนับสนุนเด็กที่เกิดมาให้มีคุณภาพทั้งร่างกาย และจิตใจ

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 9

พัฒนา ขณะนั่งทำงานบนเก้าอี้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข 

ในสัปดาห์ที่ 4 ของการทำงานรัฐบาล 4 เดือน ภายใต้การนำของนายกฯอนุทิน

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

2 ปัญหาใหญ่ใต้พรมกระทรวง สธ. 

 

“กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงใหญ่ ในฐานะเจ้าของกระทรวง มองเห็นปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขในด้านใดบ้าง” THE STANDARD ถามต่อ

 

พัฒนา กล่าวว่า ทุกที่มีปัญหา ทุกกระทรวง ทุกธุรกิจ ทุกสังคมมีปัญหา เราไม่กลัวปัญหา แต่อันดับแรกต้องเข้าไปดูปัญหา แล้ววิเคราะห์ว่าปัญหาแต่ละอย่างเกิดจากอะไร กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงใหญ่ ปัญหาก็ย่อมมากตามไปด้วย

 

ปัญหาแรก คือ ปัญหาบุคลากรที่ไม่เพียงพอ หากพูดถึงจำนวนแพทย์ แม้เราจะผลิตได้มากขึ้น แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่เพียงพอ และต้องดูควบคู่กันว่า เมื่อมีแพทย์เพิ่มขึ้นแล้ว การกระจายตัวเป็นอย่างไร หลายพื้นที่ยังขาดแพทย์ หรือเป็นพื้นที่ที่แพทย์ไปแล้วอยู่ไม่ได้

 

พัฒนากล่าวว่า ตน กับ นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้พูดคุยกันแล้วว่าจะมีมาตรการและแรงจูงใจให้แพทย์ที่ไปอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มากขึ้น เพื่อให้มีแพทย์อยู่ในพื้นที่ที่ต้องการบริการประชาชน

 

อีกปัญหา คือเรื่องแพทย์และบุคลากรเหนื่อยล้าทำงานมาก และการกระจายตัวไม่เท่าเทียม รวมถึงปัญหาเชิงเปรียบเทียบระหว่างการทำงานในกระทรวงกับภาคเอกชน ความเหนื่อยในกระทรวงอาจมากกว่า และค่าตอบแทนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ซึ่งเราเข้าใจ แต่ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะโรงพยาบาลเอกชนต้องดูแลนักลงทุน มีการแข่งขันสูงกว่า ทั้งเรื่องต้นทุนยาและค่าตอบแทนบุคลากร เขามีภารกิจด้านธุรกิจ

 

ส่วนกระทรวง เราอาจไม่มีมุมมองแบบผู้ประกอบธุรกิจ แต่มีภารกิจในการดูแลสุขภาพประชาชน รักษาระบบให้คงอยู่ และผลิตแพทย์กับบุคลากร เราอาจไม่สามารถให้ค่าตอบแทนเทียบเท่าเอกชนได้ แต่พยายามให้ทั้งค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินรวมกัน เพื่อให้สามารถจูงใจให้แพทย์ยังอยู่กับเราได้

 

ภาระงานของแพทย์เป็นงานหนัก ผู้บริหารกระทรวง และตัวผมทราบดี แต่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม เราเริ่มแก้ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยดูว่างานใดเป็นงานโดยตรง และงานใดเป็นงานอ้อมที่ควรตัดออกจากกระบวนการบริการคนไข้

 

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจะช่วยทั้งคนไข้และแพทย์ เมื่อมีระบบเชื่อมข้อมูล เช่น การแพ้ยา แพ้อาหาร กรุ๊ปเลือด ไม่ว่าจะไปโรงพยาบาลแห่งใดก็สามารถแชร์ข้อมูลได้ โดยที่แพทย์หรือพยาบาลไม่ต้องถามซ้ำ หากลดเวลาได้หนึ่งนาที ภาระงานของแพทย์ก็ลดลงหนึ่งนาที ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้ป่วยต้องให้ความยินยอม

 

กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัดกว่า 1,000 แห่ง มีฐานข้อมูลของตนเอง โรงพยาบาลของกรุงเทพมหานครประมาณก็มีฐานข้อมูลของตนเอง เช่นเดียวกับโรงพยาบาลเอกชน แต่ฐานข้อมูลทั้งสามส่วนนี้ยังไม่เคยเชื่อมกัน การเชื่อมข้อมูลไม่ใช่การเทถังข้อมูลแห่งหนึ่งใส่อีกถังหนึ่ง แต่ต้องมีขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง

 

เมื่อสามารถแชร์ข้อมูลได้ ข้อมูลบางอย่างไม่ต้องถามคนไข้ซ้ำ หรืออาจถามเพื่อย้ำและอัปเดต ซึ่งจะทำให้ปริมาณงานของแพทย์ลดลง ระยะเวลารอของคนไข้ลดลง บรรยากาศโรงพยาบาลดีขึ้น สิ่งแวดล้อมการทำงานดีขึ้น งานอ้อมบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องให้แพทย์หรือพยาบาลทำ อาจใช้ระบบอัตโนมัติหรือแบบประเมินตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วย

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 10

พัฒนา พาทีมข่าว THE STANDARD

 สำรวจจุดต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ขณะที่ ปัญหา สปสช. นั้น พัฒนายืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยยังแข็งแรง ทุกฝ่ายจะไม่มีการหยุดให้บริการประชาชน เหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายเสียงวิจารณ์ว่าทั้ง สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขทำงานได้ไม่ดีพอ ต้องปฏิรูปหรือปรับปรุงการดำเนินการ เพราะระดับการบริการอาจยังไม่น่าพึงพอใจ ทุกวงการมีช่องว่างให้พัฒนา สิ่งที่ทำดีแล้วต้องรักษา ส่วนสิ่งที่ยังไม่ดี ทั้ง สปสช. และกระทรวงสามารถปรับปรุงได้

 

ปัจจุบันเราได้เริ่มแก้ปัญหาแล้ว ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันทุกสัปดาห์ มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม และผมเองก็ร่วมพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา บรรยากาศดีขึ้น โมเมนตัมกลับมาแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการหยุดให้บริการประชาชนแน่นอน

 

ที่ผ่านมา หลายปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจกัน และการสื่อสารผ่านสื่อ แทนที่จะคุยกันตรงๆ ทาง สปสช. ก็ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่อยากปรับปรุง และการปรับปรุงจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราคุยกัน แชร์ข้อมูลกัน และเปิดใจว่า เหตุผลหนึ่งทำแบบนี้ เหตุผลสองทำแบบนั้น แล้วจะดีขึ้นไหมหากลองวิธีที่สาม หรือวิธีที่สี่ ตอนนี้บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการแก้ไข ขอให้ใจเย็นๆ นิดหนึ่งครับ

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 11

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 

THE STANDARD จึงถามต่อว่า “กระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 ได้รับงบประมาณ 54,867,608,000 บาท ในฐานะเจ้ากระทรวง จะบริหารงบประมาณอย่างไรให้โปร่งใสมากที่สุด และสามารถตรวจสอบได้”

 

พัฒนา กล่าวว่า กระบวนการใช้งบประมาณมีความโปร่งใสในระดับหนึ่งอยู่แล้ว อย่างที่เรียนไป เรายังสามารถยกระดับความโปร่งใสให้มากขึ้นได้เสมอ ทุกที่มีช่องว่างให้ปรับปรุง หากสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัล หรือเครื่องมืออื่นๆ มาช่วยให้การใช้จ่ายรวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น เราก็พร้อมและตั้งใจดำเนินการภายในระยะเวลาที่มี เพื่อปรับปรุงให้โปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“ตอนนี้ผมเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ยังไม่ได้เข้าไปจัดการงบประมาณมากนัก เพราะงบประมาณปีนี้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงการใช้งบที่ถูกตั้งไว้ อาจมีเวลาไม่มาก ทำให้ผลกระทบไม่ใหญ่เท่าไร แต่ถ้ามีโอกาส เราจะทำให้โปร่งใสมากขึ้นอย่างแน่นอน”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 12

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

THE STANDARD จึงถามต่อว่า “การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกบนเส้นทางการเมือง จะวัดความสำเร็จของตัวเองอย่างไร”

 

พัฒนา กล่าวว่า “KPI ของตัวเองคือ ทุกวันเมื่อกลับบ้าน ผมจะคิดอยู่เสมอว่าวันนี้เรายังทำอะไรได้อีกไหม ในสิ่งที่รู้สึกว่ายังทำได้ นั่นเป็นสิ่งเตือนตัวเอง ส่วนการวัดว่าผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ ผมไม่ได้วัดแบบนั้น ผมวัดจากภาพรวมที่เราต้องการทำ นโยบายที่อยากขับเคลื่อน วันนี้ในทุกวัน ทุกนาที การกระทำของเราทำได้เต็มที่แล้วแบบที่มันควรจะเป็นหรือยัง หากเป็นไปตามนั้น ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรต้องเสียใจหรือเสียดาย”

 

“ท่านจะจำผมอย่างไรก็ได้ในบทบาทหน้าที่นักการเมือง”

 

ก่อนจบบทสนทนา THE STANDARD ขอให้ตอบคำถามสุดท้ายว่า “อยากให้ประชาชนคนไทยจดจำชื่อ พัฒนา พร้อมพัฒน์ บนเส้นทางการเมืองครั้งนี้อย่างไร”

 

พัฒนา กล่าวว่า “ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ผมคิดว่า คงไม่ได้มีภาพของตัวเองที่อยากให้คนจำภาพนั้นๆ อะไรนัก อยากให้จำแค่ว่า คนคนนี้เป็นคนหนึ่งที่มีเรื่องราว ทั้งก่อนเข้ารับตำแหน่ง ระหว่างอยู่ในตำแหน่ง และถ้าวันหนึ่งต้องออกจากตำแหน่ง ก็อยากให้คนที่มองเราตามข้อมูลที่เห็น ที่ได้เสพใช้ในการตัดสิน มองอย่างไรก็ได้ ผมไม่มีอีโก้ หรือความรู้สึกว่า ท่านต้องมองผมแบบนี้ แบบนั้น

 

วันนี้ก็เป็นหัวโขนหนึ่งที่เราต้องเข้ามารับหน้าที่ วันหนึ่งเมื่อวางลงไป เราก็ยังเป็น ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ คนเดิม เหมือนตอนที่เดินเข้ามา และตอนเดินออกไปส่วนระหว่างที่อยู่บนเวที ต้องทำงานตามบทบาทหน้าที่ 

 

“ผมก็ขอให้ทุกท่านรู้ว่า ผมทำหน้าที่เต็มความสามารถ เต็มที่ภายใต้ข้อจำกัด ทั้งเรื่องเวลา งบประมาณ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกรอบของเวที ท่านจะจำผมอย่างไร ก็ได้ในบทบาทหน้าที่นักการเมือง”

 

เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง 13

“ท่าน (ประชาชน) ท่านจะจำผมอย่างไรก็ได้ ต่อบทบาทหน้าที่นักการเมือง” 

พัฒนากล่าวทิ้งท้าย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

The post เปิดมุมคิด ‘พัฒนา พร้อมพัฒน์’ บนเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข โอกาสจากพ่อ ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lorde ยืนยันว่า แฟนๆ จะไม่ต้องรออัลบั้มใหม่ไปอีกหลายปีเหมือนกับที่ผ่านมา https://thestandard.co/lorde-new-album-no-four-year-wait/ Sat, 04 Oct 2025 03:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1126259 Lorde อัลบั้มใหม่

ศิลปินหญิงมากฝีมืออย่าง Lorde ให้สัมภาษณ์กับ The Los An […]

The post Lorde ยืนยันว่า แฟนๆ จะไม่ต้องรออัลบั้มใหม่ไปอีกหลายปีเหมือนกับที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lorde อัลบั้มใหม่

ศิลปินหญิงมากฝีมืออย่าง Lorde ให้สัมภาษณ์กับ The Los Angeles Times ว่า แฟนเพลงจะไม่ต้องรอเธอปล่อยอัลบั้มนานถึง 4 ปีเหมือนกับที่รอคอยอัลบั้ม Virgin เพราะเธอไม่อยากให้แฟนๆ รอนาน และเธอก็อยากจะชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกด้วย

 

“มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมุ่งมั่นที่สุด ก็คือเราจะไม่รอจนถึง 4 ปีเพื่อัลบั้มใหม่ มันต้องออกมาเร็วกว่านั้น” เธอกล่าวในการสัมภาษณ์ ก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะถามเธอต่อว่า ที่ผ่านมาเธออาจจะเคยพูดแบบนี้มาก่อนแล้ว

 

แต่ศิลปินหญิงรายนี้ก็ยังตอบหนักแน่นว่า “ฉันเคยพูด แต่รอบนี้ฉันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ฉันผ่านมันมาแล้ว ดังนั้นนี่จึงถึงเวลาที่ฉันจะต้องแสดงออกแบบใหม่ ในแบบที่ไม่ต้องระวังหรือไตร่ตรองให้น้อยลง”

 

Lorde เพิ่งปล่อยอัลบั้ม Virgin ซึ่งเป็นผลงานใหม่ในรอบ 4 ปี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยอัลบั้มนี้พูดถึงประสบการณ์ที่เจ็บปวดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ ความเป็นผู้หญิง ตลอดจนอาการเจ็บป่วยจากโรคกินผิดปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เคยส่งผลกับเธอมากจนเธอคิดว่าเธอไม่สามารถทำเพลงได้อีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อเธอผ่านมาได้ เธอจึงกลับมาทำเพลงได้อีกครั้ง และก็อาจเป็นไปได้ว่าผลงานใหม่ของเธออาจไม่ต้องรอนานเหมือนที่ผ่านมาด้วยนั่นเอง

 

ภาพ: Thistle Brown

อ้างอิง:

The post Lorde ยืนยันว่า แฟนๆ จะไม่ต้องรออัลบั้มใหม่ไปอีกหลายปีเหมือนกับที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: ศาลอาญายกฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 เหตุถ้อยคำและพยานหลักฐาน ชี้ว่า ไม่ได้พาดพิงสถาบันฯ https://thestandard.co/thaksin-112-court-dismissal/ Fri, 22 Aug 2025 04:12:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1109978

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่าน […]

The post BREAKING: ศาลอาญายกฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 เหตุถ้อยคำและพยานหลักฐาน ชี้ว่า ไม่ได้พาดพิงสถาบันฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1860/2567 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ฟ้อง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2558

 

📍เช้านี้ที่ศาลอาญา

 

เวลา 09.30 น. ทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาว เดินทางมาถึงศาล โดยโบกมือให้สื่อมวลชนที่มารอรายงานข่าว และสวมกอดบุตรสาว

 

บรรยากาศที่ศาลคึกคัก มีบุคคลสำคัญทางการเมืองเดินทางมาให้กำลังใจหลายราย เช่น

 

  • สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
  • ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

 

หลังเข้าฟังคำพิพากษาประมาณ 1 ชั่วโมง ทักษิณออกจากศาล พร้อมกล่าวสั้นๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ศาลยกฟ้อง”

 

📍ศาลชี้พยานหลักฐานไม่พอ

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยแล้ว ระบุว่า แม้โจทก์นำพยานมาเบิกความว่าคลิปวิดีโอเป็นของจำเลยจริง แม้ไม่มีคลิปฉบับเต็ม แต่เมื่อจำเลยรับว่าบุคคลและเสียงในคลิปเป็นตนเอง จึงถือว่ามีน้ำหนักพอรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัมภาษณ์จริง ไม่ใช่การตัดต่อ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถ้อยคำตามคลิป ศาลเห็นว่า ข้อความไม่ได้ใช้คำหรือราชาศัพท์ที่ทำให้ระบุได้ว่าเป็นการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่ใช้สรรพนาม ‘เขา’ และกล่าวถึง ‘องคมนตรี’ ‘ทหาร’ ‘Palace Circle’ และ ‘คนในวัง’

 

📍พยานฝ่ายโจทก์ขาดความน่าเชื่อถือ

 

ศาลยังเห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเพียงปากเดียว และพยานบุคคลภายนอกที่เคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ทักษิณ มีอคติทางการเมือง ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าวิญญูชนทั่วไปจะเข้าใจถ้อยคำในลักษณะที่พยานตีความ

 

ส่วนพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยอมรับตรงกันว่า

 

  • คลิปดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ
  • ไม่สามารถหาต้นตอผู้เผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์

 

ขณะที่การพิจารณาเพจเฟซบุ๊กและยูทูบที่เผยแพร่คลิป พบว่าผู้ที่ได้ฟังคลิปตั้งแต่แรกต่างเข้าใจว่า ทักษิณให้สัมภาษณ์ โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงสุเทพ เทือกสุบรรณ ทหาร และองคมนตรี ไม่ได้เข้าใจว่าเป็นการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์

 

📍คำตัดสินยกฟ้องทุกข้อหา

 

เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอตามภาระการพิสูจน์ ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

 

สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้าย โจทก์ก็ไม่ได้มีพยานหลักฐานใดๆ มาสืบในส่วนนี้เลย ขณะที่ข้อหานำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งกระทบความมั่นคง ก็ไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อความดังกล่าวพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์

 

ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องทักษิณ ชินวัตร ในทุกข้อหา

The post BREAKING: ศาลอาญายกฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 เหตุถ้อยคำและพยานหลักฐาน ชี้ว่า ไม่ได้พาดพิงสถาบันฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพ ‘ทักษิณ’ ถึงศาลก่อนลุ้นคำพิพากษาคดี ม.112 ปมให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศปี 2558 https://thestandard.co/thaksin-verdict-section112/ Fri, 22 Aug 2025 03:41:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1109943 ทักษิณ ม.112

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่าน […]

The post ประมวลภาพ ‘ทักษิณ’ ถึงศาลก่อนลุ้นคำพิพากษาคดี ม.112 ปมให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศปี 2558 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ ม.112

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1860/2567 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ฟ้องทักษิณในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2558

 

ในเวลา 09.30 น. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาว เดินทางมาถึงศาล โดยทักษิณโบกมือให้สื่อมวลชนที่มารอติดตามรายงานข่าวและสวมกอดลูกสาว

 

ขณะที่ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมามีบุคคลสำคัญทางการเมืองเดินทางมารอให้กำลังใจอดีตนายกฯ มากมาย เช่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

โดยสุชาติระบุว่า วันนี้ตั้งใจมาให้กำลังใจทักษิณ และจะร่วมเข้ารับฟังคำพิพากษา ซึ่งปกติได้เจอทักษิณเป็นระยะอยู่แล้ว ล่าสุดเจอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้สอบถามเรื่องคดี ม.112

 

ส่วนคดี ม.112 ที่จะมีคำสั่งวันนี้ และคดีศาลฎีกาฯ ที่จะนัดฟังคำสั่งวันที่ 9 กันยายน 2568 สุชาติระบุว่า ก็ต้องถึงอะไรสักอย่างในชีวิตของคนเรา และทักษิณก็เคยบอกเสมอว่า อย่ามากังวลแทนผมสิ

 

ทักษิณ ม.112

The post ประมวลภาพ ‘ทักษิณ’ ถึงศาลก่อนลุ้นคำพิพากษาคดี ม.112 ปมให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศปี 2558 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Happy Habits: ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ กับนิสัยเล็กๆ เพื่อความสุข https://thestandard.co/life/davika-health-routine/ Mon, 18 Aug 2025 08:51:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1108484 davika-health-routine

หัวข้อในเนื้อหานี้ Morning Routine ง่ายๆ เริ่มต้นจากการ […]

The post Happy Habits: ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ กับนิสัยเล็กๆ เพื่อความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
davika-health-routine

 

ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ นักแสดงสาวชื่อดังที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องความงามและฝีมือการแสดงเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางการดูแลตัวเองที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ทั้งการเริ่มต้นวันใหม่ การดูแลสุขภาพจิต และการให้รางวัลตัวเองอย่างสมดุล THE STANDARD LIFE จึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์เธอเพื่อมาแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ตรงที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้นำไปปรับใช้ในการสร้างไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพและความสุขที่ยั่งยืน

 

Morning Routine ง่ายๆ เริ่มต้นจากการดื่มน้ำ

 

การเริ่มต้นวันของใหม่ดาวิกามีความเรียบง่ายแต่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน โดยเธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ร่างกายได้รับน้ำทันทีหลังตื่นนอน

 

“ตอนเช้าตื่นมาก็ดื่มน้ำก่อนค่ะ ใหม่จะมีขวดน้ำตั้งอยู่ใกล้ๆ เตียงเลย แล้วพอดื่มน้ำเสร็จ ใหม่จะไม่จับโทรศัพท์เลย จะทำกิจวัตรตอนเช้าให้เสร็จก่อน เดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ลงมากินเบรกฟาสต์ตอนเช้า”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือเธอมีวินัยในการไม่จับโทรศัพท์ทันทีหลังตื่นนอน ซึ่งช่วยให้จิตใจเตรียมตัวสำหรับวันใหม่อย่างสงบและมีสติ การเริ่มต้นวันด้วยการให้ความสำคัญกับร่างกายก่อนการรับข้อมูลจากโลกภายนอก เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับสุขภาพจิตที่ดี

 

มื้อเช้าที่แม่เป็นผู้ดูแล และมีไข่ต้มเป็นพระเอก

 

ใหม่มีความโชคดีที่มีแม่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างใส่ใจ โดยเฉพาะมื้อเช้าที่มีไข่ต้มเป็นเมนูหลักทุกวัน

 

“ทุกวันนี้แม่ก็จะคอยทำกับข้าวให้ใหม่ทุกวันเลย เมนูประจำจะต้องกินไข่ต้มตอนเช้า แม่ก็จะทำไข่ต้มมาให้ตลอด แล้วก็จะมีกับข้าวอาหารไทยบางอย่าง บางทีก็เป็นอาหารฝรั่งอีกเมนูหนึ่ง แล้วก็จะมีเครื่องดื่มที่เป็นวิตามิน ที่จะดื่มบำรุงร่างกายทุกวัน”

 

การได้รับโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ต้มตอนเช้า ร่วมกับอาหารที่หลากหลายและเครื่องดื่มวิตามิน ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่อย่างเต็มศักยภาพ

 

ของหวานคือความสุขที่จริงใจ

 

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ใหม่ดาวิกาน่ารักและเป็นธรรมชาติคือความซื่อสัตย์กับตัวเองในเรื่องความชอบส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องของหวาน

 

“ใหม่ชอบกินของหวานมากค่ะ เป็นคนติดของหวานมากๆ ทุกครั้งที่กินข้าวจะต้องจบปิดท้ายด้วยหวานตลอดเลย แล้วไม่มีชีทเดย์ด้วย Because every day is my cheat day ใหม่โชคดีที่เผาผลาญดีด้วย และอีกอย่างหนึ่งคือเวลากินของหวาน ใหม่ก็จะไม่ได้กินในปริมาณที่เยอะ ก็ควบคุมให้พอดีค่ะ”

 

เจ้าสี่ขาตัวน้อยคือยารักษาใจที่ดีที่สุด

 

เมื่อพูดถึงการคลายเครียด ใหม่มีวิธีการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพมาก นั่นคือการใช้เวลากับสุนัขที่เธอรัก

 

“ใหม่มีน้องหมาที่ใหม่เลี้ยงหมามาตั้งแต่เด็ก เลยเป็นคนที่รักสุนัขมากๆ ดังนั้นสิ่งที่ฮีลใจใหม่ได้ที่สุด ก็คือการกลับบ้านแล้วก็มานั่งเล่นกับหมา แค่ได้เล่นได้กอดน้องก็มีความสุขสุดๆ แล้ว”

 

การมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนสนิทไม่เพียงแต่ช่วยคลายเครียดเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความอบอุ่นและความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากวันที่เหนื่อยล้า การดูแลสัตว์เลี้ยงยังช่วยสร้างกิจวัตรที่ดีและความรับผิดชอบอีกด้วย

 

ให้รางวัลตัวเองด้วย Wellness และ Self-care

 

ใหม่มีวิธีการดูแลตัวเองที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเธอเข้าใจดีว่าการกินอาหารในชีวิตประจำวันอาจไม่ครบถ้วนเสมอไป

 

“ใหม่รู้ว่าอาหารทุกวันที่ใหม่กินมันไม่ได้ตอบโจทย์ หมายถึงว่ามันไม่ครบเรื่องของสารอาหาร ใหม่ก็จะกินวิตามินบ่อยๆ เหมือนให้ตัวเอง แล้วก็ไป Wellness ไปสปา ทำสปาบ่อยมาก ไปแช่น้ำร้อนน้ำเย็นอะไรอย่างนี้ค่ะ เหมือนเรา Relax Body ด้วย ใหม่ก็จะหาเวลาไปนวดบ่อยๆ ค่ะ ก็จะช่วยได้ทั้งเรื่องกาย คลายปวดเมื่อย และได้เรื่องจิตใจที่สงบผ่อนคลายด้วย”

 

การที่เธอเลือกใช้การนวด สปา และกิจกรรม wellness ต่างๆ เป็นวิธีการให้รางวัลตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในการดูแลตัวเองอย่างองค์รวม ไม่เพียงแต่เน้นที่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกาย

 

การฝึกหายใจและการอยู่กับปัจจุบัน

 

เรื่องสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่ใหม่ให้ความสำคัญมาก โดยเธอมีเทคนิคง่ายๆ ในการดูแลตัวเอง

 

“ต้องฝึกหายใจ บางทีใหม่ก็ลืมหายใจ หมายถึงว่าบางทีเราทำอะไรเราลืมหายใจ ลืมหายใจเข้าปอดลึกๆ จริงๆ แล้วใหม่เคยไปเรียนเรื่องการหายใจอยู่เหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็พยายามเตือนสติตัวเองตลอดว่าอย่าลืมหายใจนะ การหายใจ ถ้าเราหายใจดี ทำได้ถูกต้องมันจะดีต่อสุขภาพมากๆ”

 

นอกจากการฝึกหายใจแล้ว เธอยังเน้นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและอยู่กับปัจจุบัน “การดูแล Mental Health ของใหม่มันง่ายมากเลย ใหม่โชคดีที่ชอบอยู่ที่บ้านเงียบๆ ชอบอยู่กับปัจจุบัน ต่อให้ในมือมันจะมีโซเชียลมีเดียอะไรอย่างนี้เยอะแยะ แต่ก็จะพยายามอยู่กับคนที่บ้านให้มากที่สุด อยู่รายล้อมกับคนที่รักแล้วก็โฟกัสที่ปัจจุบัน”

 

การเลือกที่จะอยู่กับคนที่รักและโฟกัสที่ปัจจุบันแทนการหลงไปกับโซเชียลมีเดีย เป็นวิธีการรักษาสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพมาก

The post Happy Habits: ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ กับนิสัยเล็กๆ เพื่อความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมดุลสู่ความสงบที่ดาว-พิมพ์ทอง วชิราคม ได้ค้นพบในวัย 33 https://thestandard.co/life/dao-pimthong-14-years-acting-journey/ Wed, 30 Jul 2025 23:50:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1101896 dao-pimthong-14-years-acting-journey

14 ปีบนถนนสายบันเทิงได้หล่อหลอมให้นักแสดงสาวใบหน้าสวยเฉ […]

The post สมดุลสู่ความสงบที่ดาว-พิมพ์ทอง วชิราคม ได้ค้นพบในวัย 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
dao-pimthong-14-years-acting-journey

14 ปีบนถนนสายบันเทิงได้หล่อหลอมให้นักแสดงสาวใบหน้าสวยเฉี่ยวอย่าง ดาว-พิมพ์ทอง วชิราคม เติบโตขึ้นในทุกมิติ ผ่านบทบาทที่หลากหลายและบทเรียนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

เมื่ออายุเดินทางมาถึงเลข 33 ดาวค้นพบว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอไม่ใช่เรื่องใหญ่โตภายนอก ไม่ใช่ชีวิตที่ดูฟู่ฟ่า แต่คือการสร้าง ‘ความสงบ’ ให้กับจิตใจตัวเองท่ามกลางความวุ่นวายในยุคแห่งการแข่งขัน และนี่คือแก่นความคิดที่เธอใช้สร้างสมดุลให้กับชีวิตในวันนี้

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

ชีวิตในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

ดาว: เริ่มเข้าปี 2025 รู้สึกว่าเหมือนตัวเองมีความต้องการอีกแบบ จากคนที่เคยแบบ เฮ้ย! ฉันสนุกกับการทำงานจังเลย ฉันสนุกกับการทำคอนเทนต์จังเลย กลายเป็นคนที่อยากอยู่กับอะไรที่มันสงบกว่าเดิม คือเหมือนค้นหาความสงบ ความง่าย แล้วก็ความมั่นคง แล้วเราก็มีความรู้สึกอยากแต่งงาน อยากเป็นคุณแม่ หรือเพราะช่วงนี้คนรอบข้างเราแต่งงานเลยอาจจะเป็นความคิดชั่ววูบก็ได้



เหมือนอยู่ในจุดที่อยาก Settle

 

ดาว: ใช่ ประมาณนั้น รู้สึกอยาก success แล้ว แล้วปีนี้ 33 แล้วด้วย



Success ในนิยามของดาวคืออะไร


ดาว: Success ของดาวคือ ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคิดเรื่องเงิน ไม่ได้หมายถึงว่า เราจะใช้เงินอย่างไรก็ได้นะ แต่มันหมายถึงว่า เรามีความสุข เราสามารถหาความสุขได้ทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลว่า วันนี้เราต้องหาเงิน พรุ่งนี้เราต้องทำอันนี้ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้เต็มที่ เช่น ออกกำลังกายเต็มที่ ได้ปลูกต้นไม้เต็มที่ เลี้ยงสัตว์ได้เต็มที่ ตกแต่งบ้านได้เต็มที่ อยู่กับตัวเองมากขึ้น 

 

ตั้งแต่ต้นปีมาจะรู้สึกแบบนั้น อยากสงบมากกว่าที่จะสนุกสนาน ไปเที่ยว กินข้าว แต่ว่าตัวเองก็ยังพยายามพาตัวเองออกไปเจอเพื่อนบ้าง ออกไปเจอสังคม ออกไปใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เพียงแค่มันไม่รู้สึกมีความสุขเหมือนเมื่อก่อน

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

แล้วความรู้สึกที่อยู่ดีๆ ต้องการมองหาความสงบในชีวิตมากขึ้น มันส่งผลอะไรกับตัวเองบ้างไหม


ดาว: ส่งผล เพราะว่าเราอยู่ในเมืองตลอดเวลา ความสงบมันไม่ได้หาได้ง่ายขนาดนั้น และมันมีการแข่งขันเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด 

 

ยิ่งทุกวันนี้อินฟลูเอนเซอร์เยอะมาก KOL เยอะมาก ดาราเยอะมาก มันยังมีการแข่งขันในเรื่องของการใช้ชีวิตที่เรายังต้องอยู่ เรายังต้องทำตรงนี้อยู่ แต่มันไม่ได้หมายถึงอยู่ตรงนี้แล้วมันจะสงบได้ ด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็คือเราไม่ได้สงบกับมัน แต่จริงๆ เรื่องความสงบมันอยู่แค่ข้างในจริงๆ นะ ดาวถึงไปเที่ยวคนเดียว ใส่หูฟัง มันก็คือความสงบอีกรูปแบบหนึ่ง แต่มันอาจจะไม่เหมือนกัน ถ้าข้างในเราสงบแล้วรอบนอกเราสงบด้วยมันจะเป็นอะไรที่ดีมากเลย 

 

ดาวเลยชอบที่จะไปต่างประเทศ มันรู้สึกว่าได้เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนการมองเห็นต่างๆ 

 

ล่าสุดดาวไป Copenhagen มา ดาวชอบไวบ์เขามาก! เหมือนชีวิตของเขาไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการทำงาน คือชีวิตของคนเรามันจะคิดแค่ว่า การทำงานเป็นเรื่องหลักถูกไหมคะ ต้อง Success ในเรื่องของการทำงาน ต้องเลื่อนขั้น ต้องได้รับความชื่นชม ต้องได้เป็นซีอีโอ หรือต้องดีที่สุด แต่ว่าคนที่นั่นเขาทำงานแบบ ‘Just ทำงาน’ การทำงานไม่ใช่พอยต์หลักของเขา พ้อยต์หลักของเขาคือ การพบปะพูดคุย มารวมกันที่สวนสาธารณะ มีแม่น้ำ มีภูเขา มีทุ่งหญ้า มีคนเดินไปเดินมา มีอาหารอร่อยๆ เขาก็นั่งพูดคุยกัน ทุกคนไม่ได้หยิบโทรศัพท์เล่นกัน หรือว่าไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องงาน เลยชอบไวบ์ของ Copenhagen มากๆ

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by Dao Pimthong (@pimtdao)

 

 

แล้วถ้าดาวไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ในช่วงนั้น ดาวมีวิธีการหาความสงบให้ตัวเองอย่างไร


ดาว: เก็บของในบ้านค่ะ แค่นั้นเลย หยิบอันนี้มาจากตรงนี้ ทำเครื่องดื่ม ทำขนม ทำอาหารบ้าง หาเมนูกุ๊กกิ๊กๆ เราไม่ใช่คนทำอาหารเก่ง แต่แค่รู้สึกว่า เราเบี่ยงเบนความสนใจให้ตัวเองรู้สึกสงบมากขึ้น 

 

เราดูคอนเทนต์ได้ เราดูโซเชียลมีเดียได้ แต่ว่าเราต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เช่น พรุ่งนี้ฉันจะกินอะไร แล้วก็เลื่อนดู อุ๊ย มีอะโวคาโด จะซื้อหนมปังเอามาหั่นๆ อย่างนี้นะ 

 

เราก็แค่โฟกัสกับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด หาอะไรทำให้มันดูมีประโยชน์สำหรับตัวเองมากที่สุด

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

มีจุดที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเบิร์นเอาต์ไหม

 

ดาว: จะมีในเรื่องของการทำคอนเทนต์ ก็คือเบิร์นเอาต์จริง เราแบบพอแล้วเนอะกับการทำคอนเทนต์ต่างๆ ให้คนมาสนใจ อาจจะ Algorithm ช่วงนี้มันไม่ค่อยดีด้วย อาจจะอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราอยากอยู่นิ่งๆ  ถ้าช่วงนี้จะไม่เห็นรับงานในเรื่องของคอนเทนต์มากนัก  

 

จากที่ดาวแชร์ว่าอินฟลูเอนเซอร์ในเมืองไทยเยอะมาก การแข่งขันกันสูงมาก แต่ก็เบิร์นเอาต์ไม่อยากทำคอนเทนต์ ตอนนี้ดาวหาบาลานซ์เจอหรือยัง

 

ดาว: ไม่อยากทำแต่ต้องทำ สิ่งที่จะมาบาลานซ์ได้ก็คือ ต้องเป็นสิ่งที่รู้สึกว่า ฉันอยากทำอันนี้ สินค้าตัวนี้ไม่ได้จ้าง เราใช้ เราชอบ เรารัก เราอิน เราอยากพรีเซนต์ว่าอันนี้มันดีจริงๆ แล้วยอดมันจะไม่เหมือนการทำงานที่ถูกจ้างมา 

 

หลังๆ เราก็จะบอกลูกค้าว่า ขอในส่วนที่เป็นของตัวเองได้ไหม No Hashtag ก็คือไม่ขาย ถ้าคนอยากดูคลิปจริงๆ มันขายตัวของมันเอง 

 

การที่เราเลือกทำแบบนี้ รายได้น้อยลงไหม

 

ดาว: รายได้น้อยลงค่ะ เราเริ่มจากการที่เรารักใช่ไหม ไม่มีใครจ่ายอยู่แล้ว เพราะว่าของที่เรารัก บางทีเขาไม่ได้รักเรา ถ้าเราใช้แล้วเรารักจริงๆ เราอยากรีวิว เราอยากเอามาทำคอนเทนต์ เราอยากเอามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เราก็ทำ ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเขาอาจจะเห็นคุณค่าหรืออะไรค่อยว่ากัน 

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by Dao Pimthong (@pimtdao)

 

 

บทเรียนสำคัญที่ดาวได้เรียนรู้จากวงการบันเทิงในวันนี้คืออะไร 

 

ดาว: บทเรียนที่ชัดเจนก็คือ ใจเย็นลงมาหน่อย เพราะว่านี่เป็นคนใจร้อนมาก ตั้งแต่เด็กคือเป็นคนใจร้อน คิดปุ๊บทำปั๊บ แล้วก็เหมือนแบบไม่คิดไตร่ตรอง 1 2 3 4 5 เป็นคนที่วู่วามมากๆ ก็มีเรื่องราวต่างๆ ทั้งข่าวอะไรต่างๆ ออกมามากมาย ข่าวจริง ข่าวไม่จริง มันเยอะมากๆ 

 

สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ก็คือการใจร้อน มันไม่มีอะไรดีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นคนใจร้อนอยู่ แต่ก็พยายามแบบ ช่างมัน อย่าคิด คือจะห้ามใจไม่ให้คิดเลยก็ไม่ได้หรอก แต่พยายามหาทางอื่นแทน

 

อย่างยิมนี่อยู่ประจำเลย อยู่ทั้งวัน บางทีมาบ่ายสอง กลับสองทุ่ม เราเจอสังคมที่มันไวบ์เดียวกับเรา พูดคุยเรื่องเดียวกัน มาออกกำลังกาย มาแชร์ประสบการณ์กัน เราก็เอามา adapt ใช้กับชีวิตเราได้

 

การมาอยู่ที่นี่มันทำให้เราได้โฟกัสที่ตัวเอง 100% เลย ก็เลยรู้สึกว่าความใจเย็นมันมาจากการที่เราเริ่มออกกำลังกายทีละเล็กทีละน้อย

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

เรียกว่าการออกกำลังกายก็ช่วยปรับเราเหมือนกัน


ดาว: ปรับได้เยอะมากเลยค่ะ ปรับทุกอย่างเลย ถ้าในเรื่องของบอดี้ก็ดูดีขึ้น  ปรับในเรื่องของสมอง สุขภาพ ดาวป่วยยากมากตั้งแต่เริ่มออกกำลังกาย   

 

จากการเป็นคนมีชื่อเสียงในแวดวงบันเทิงมานานนับสิบปี  ทุกวันนี้ดาวรับมืออย่างไรเมื่อเจอคอมเมนต์ในแง่ลบ 


ดาว: พูดตรงๆ ว่าไม่เคยทำใจได้เลย ก็ยังคงอ่านอยู่เสมอ คนรอบข้างก็พยายามพูดว่า ถ้ารู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ ไม่หายนอยด์ ก็อย่าอ่านเลย แต่บางทีเราไม่ได้อยากอ่านนะ มันเห็นเอง พอมันเห็นมันก็แบบ…ฉันทำอะไรไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันก็ใช้ชีวิตของฉันปกติ แบบคนปกติจริงๆ ทำไมทำไอ้นี่ก็ไม่ดี ทำไอ้นั้นก็โดนว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ คือมันเป็นเรื่องที่เราโดนอยู่ตลอดเวลา แต่เราต้องมองมุมคนอื่นด้วย เลื่อนดูไปเถอะ อีกกี่โซเชียลทุกคนโดนหมด แล้วก็เป็นคนคนเดียวกันที่คอมเมนต์แบบนี้

 

เอาเป็นว่าเราสงสารเขาดีกว่า เขาไม่มีอะไรทำ เราไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องไปใส่ใจ ก็คิดอย่างนี้ว่า เออ ไม่ใส่ใจแล้วกัน ช่างมัน ไม่เป็นไร วันนี้หงุดหงิดพรุ่งนี้ก็ไม่นอยด์แล้ว บางทีก็บล็อกเลยค่ะ เรากดดีลีต บล็อกง่ายกว่าเขาที่จะทำแอ็กเคานต์ใหม่ แค่กด 2 ปุ่ม จบเลย

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

 

อยากบอกอะไรกับดาวในวัย 33


ดาว: อยากบอกตัวเองว่า เหนื่อยมามากแล้วนะ แต่ก็รู้สึกว่าเหนื่อยต่อไปได้อีก เพียงแค่ว่าเลือกที่จะเหนื่อยแต่มีความสุขดีกว่า ให้เลือกในสิ่งที่ดี เลือกตัวเองก่อนไม่ว่าจะอะไรก็ตาม


มันก็ไม่ผิดด้วยใช่ไหมที่เราจะเลือกตัวเองก่อน


ดาว: ไม่ผิดในทุกๆ เรื่องเลยค่ะ เราเลือกตัวเองในที่นี้คือ เราแค่เอาตัวเองให้มีความสุขที่สุดแต่ก็ต้องอยู่ในทางที่ดีด้วยนะ คำพูดมันค่อนข้างแบบดาบสองคมเนอะว่าเอาตัวเองก่อน ดูเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่ใช่ เอาตัวเองก่อนในที่นี้คือดึงตัวเองออกมาจากสิ่งที่ร้ายๆ เลือกตัวเองก่อน แล้วพาตัวเองไปในสิ่งที่ดีๆ

 

ดาว พิมพ์ทอง นักแสดงหญิงไทย เส้นทาง 14 ปีในวงการบันเทิง

The post สมดุลสู่ความสงบที่ดาว-พิมพ์ทอง วชิราคม ได้ค้นพบในวัย 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษกับ Marriott International เผยอินไซต์กลยุทธ์ธุรกิจโรงแรมปี 2025 เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ขยายตลาดใหญ่ในไทย [PR News] https://thestandard.co/interview-marriott-international-2025/ Wed, 16 Apr 2025 05:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1062814

Marriott International (แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล) ยักษ […]

The post สัมภาษณ์พิเศษกับ Marriott International เผยอินไซต์กลยุทธ์ธุรกิจโรงแรมปี 2025 เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ขยายตลาดใหญ่ในไทย [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Marriott International (แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล) ยักษ์ใหญ่วงการโรงแรมระดับโลกเผยผลงานเติบโตแข็งแกร่งในปี 2024 พร้อมประกาศแผนรุกตลาดประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ 5 แห่งในปี 2025 มุ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม 

 

THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ แบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ที่มาได้มาเผยกลยุทธ์ Hyperlocal และการเติบโตของโปรแกรมสมาชิก Marriott Bonvoy เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ

 

แบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา

Marriott International

 

ปี 2024 ปีทองของ Marriott: โรงแรมเต็ม ห้องเต็ม รายได้โตทุกเซกเมนต์

 

แม้ปี 2024 จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่สำหรับ Marriott International ในไทย กลับเป็น ‘ปีแห่งการเติบโต’ อย่างชัดเจน

 

โรงแรมในเครือ Marriott กว่า 64 แห่งทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเพื่อนบ้าน สร้างรายได้ที่เติบโตในทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่ม Leisure และกลุ่ม MICE ที่ทำให้ RevPAR (Revenue per Available Room) เติบโตถึง 15% โดยในกลุ่มทัวร์หรือหมู่คณะ RevPAR พุ่งสูงถึง 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

 

สิ่งที่ตามมาคือ Marriott เปิดโรงแรมใหม่ถึง 11 แห่ง ในปีเดียว สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งรวมถึงการนำแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดไทยเป็นครั้งแรก อย่าง Moxy ภายใต้แนวคิด “Bold and Experiential Stays”

 

“เรามีโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด 67 แห่งในภูมิภาคนี้ โดย 64 แห่งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และอีกครึ่งหนึ่งกระจายอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งเราไม่ได้ขยายเพียงแค่จำนวนสาขาโรงแรม แต่ขยาย ‘ประสบการณ์’ และ ‘โอกาส’ ให้นักเดินทางทั่วโลก” แบรดกล่าว

 

ปี 2025 รุกอีก เปิดอีก 5 โรงแรมในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม

 

Marriott International ปัจจุบันมี มากกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก และในภูมิภาคประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา มีอยู่ 17 แบรนด์ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

 

  • Luxury เช่น The Ritz-Carlton, St. Regis, JW Marriott, W Hotel, Autograph Collection
  • Premium เช่น Sheraton, Marriott, Le Meridien, Westin
  • Select เช่น Courtyard, Four Points, Moxy, Fairfield

 

แบรดกล่าวว่า ในปี 2025 จะยิ่งเป็นปีแห่งการลงทุนต่อเนื่อง Marriott เตรียมเปิดโรงแรมใหม่อีก 5 แห่งในเมืองสำคัญ ได้แก่ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ และกรุงเทพฯ สู่ตลาด

 

  • Pattaya Marriott Resort & Spa
  • Tribute Portfolio Metropole Bangkok
  • Four Points by Sheraton Krabi Ao Nang
  • Fairfield by Marriott Krabi Ao Nang
  • Courtyard by Marriott Chalong Bay 

 

Four Points by Sheraton

 

เทรนด์ท่องเที่ยวเริ่มมาเป็นกลุ่มใหญ่และมองหาประสบการณ์ในอีกระดับ

 

ในอดีตเรามักคุ้นตากับการที่นักท่องเที่ยวจูงมือกันมา 1-3 คนมาท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่กระแสการท่องเที่ยวในสายตาของ Marriott ที่มองเห็นกำลังพัฒนาไปอีกขั้น

 

“เทรนด์การท่องเที่ยวปัจจุบัน คือ การเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่หลายเจนฯ โดยในกลุ่มจะมีตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ไปจนถึงรุ่นลูกหลาน เดินทางพร้อมกัน 15-20 คน” 

 

นอกจากนี้ สิ่งที่ Marriott เห็นชัดเรื่องความต้องการที่เปลี่ยนจาก “ห้องพักหรู” ไปสู่ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” คนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่ม High Net Worth ที่เป็นเป้าหมายหลักของ Marriott ต่างมองหา ประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experience) มากกว่าความหรูหราแบบเดิมๆ

 

  • Wellness Tourism: ไม่ใช่แค่โยคะหรือนวด แต่เป็นไลฟ์สไตล์องค์รวมที่ให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่ดี
  • Culinary Tourism: จัดกิจกรรม Chef’s Table และพาแขกไปเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น
  • Cultural Immersion: Marriott จัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น เวิร์กช็อป งานฝีมือ ทัวร์ศิลปะ และดนตรีพื้นเมือง

 

 

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้อยากแค่เช็กอินเพื่อถ่ายรูป แต่เขาอยากรู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้นอย่างไร”

 

“Marriott Bonvoy” สร้างประสบการณ์เกินกว่าการนอนโรงแรม

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรดภูมิใจ คือการทำให้ Marriott Bonvoy เป็นมากกว่า loyalty program แต่เป็นการเดินเกม “สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว” กับลูกค้า เป็นระบบนิเวศของการเดินทางที่เชื่อมโยงกับ ‘ชีวิตจริง’

 

ภายใต้โปรเจกต์ Bonvoy Moments สมาชิกสามารถเข้าถึงประสบการณ์เฉพาะ เช่น ตั๋วคอนเสิร์ตกับที่นั่งหน้าสุด เข้าร่วมงานศิลปะร่วมสมัยแบบ Private Session กินข้าวกับเชฟระดับโลกแบบ Chef’s Table ไปจนถึงจัดงานแต่งงานในโรงแรมทั่วไทย พร้อมส่วนลดพิเศษ 5% และสิทธิประโยชน์จากพันธมิตร เช่น Thai Airways, KTC และ LiveNation

 

 

“เรามีสมาชิกกว่า 228 ล้านคนทั่วโลก และเรากำลังทำให้พวกเขารู้สึกว่า Marriott ไม่ได้ให้แค่ห้องนอน แต่ให้ความทรงจำกับผู้มาพักอาศัย เราอยากให้ Bonvoy เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน ไม่ใช่แค่ตอนที่เขา Check-in แต่ตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่บ้าน วางแผนทริป หรือแม้แต่หลังจากทริปจบไปแล้ว”

 

กลยุทธ์ Hyperlocal: กลยุทธ์สร้างความเข้าใจคนและพื้นที่

 

Marriott International มุ่งใช้กลยุทธ์ Hyperlocal ในไทย โดยเน้น “ความเข้าใจ” ผู้บริโภคไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งพฤติกรรม วัฒนธรรม และความรู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่ เพื่อสื่อสารผ่านภาษาและบริบทท้องถิ่นอย่างแท้จริง เช่น เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยโปรโมชั่นเฉพาะ สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับ “ความทรงจำในวันหยุด” และจัดอีเวนต์ที่ผสมผสาน soft power ท้องถิ่นเข้ากับบริการของโรงแรม

 

กลยุทธ์ Hyperlocal ยังสะท้อนอยู่ในการทำให้โรงแรมของ Marriott เป็น “พื้นที่ของชุมชนท้องถิ่น” ไม่ใช่แค่พื้นที่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น

 

  • จัดงาน Wedding Showcase ให้คู่รักไทยได้เห็นโอกาสในการจัดงานแต่งงานในพื้นที่ที่ใกล้ตัว
  • เสนอแพ็กเกจ Catering & Events สำหรับลูกค้าองค์กรไทย หรือการจัดเลี้ยงส่วนตัว
  • เปิดให้ศิลปินท้องถิ่นมาแสดงผลงานในโรงแรม เช่น งานคราฟต์ หัตถกรรม ภาพถ่าย วิถีชุมชน ฯลฯ

 

ในขณะเดียวกัน เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ก็ถูกผลักดันอย่างจริงจัง Marriott ตั้งเป้า ทั้งลดการใช้น้ำ 15% ลดการปล่อยคาร์บอน 30% และลดขยะอาหาร 50% ภายในปี 2025 ผ่านโครงการ Connect Responsibly และการนำร่องระบบวัด Carbon Footprint ในโรงแรมกว่า 500 แห่งทั่ว APEC

 

 

Marriott ยังมองว่า การใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับการบริการ เช่น การจองที่พักผ่านแอป การใช้ AI แนะนำทริปส่วนตัว หรือการใช้ระบบ Zero Contact Check-in คือสิ่งที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคต

 

ความท้าทาย คือ โอกาส กับบริษัทที่ลงทุนไปกับ ‘คน’

 

สำหรับ Marriott แล้ว ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ “คน” และในขณะเดียวกัน “คน” ก็คือความภูมิใจที่สุดของแบรนด์เช่นกัน

 

“Marriott คือบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน เราให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอันดับแรก สิ่งที่ผมรู้สึกมีคุณค่ามากที่สุดในการทำงานนี้ คือการได้เห็นใครบางคนเติบโตจากพนักงานเสิร์ฟในแผนกอาหารและเครื่องดื่ม กลายมาเป็นผู้จัดการทั่วไป มันคือเรื่องของ ‘คน’ ที่เราดูแล คนที่เราได้ช่วยให้เขาเติบโต และโอกาสที่เรามอบให้พวกเขาเสมอ” เช่น พรฑิตา ผึ้งน้อย General Manager หญิงชาวไทย ของโรงแรมม็อกซี่ แบงคอก ราชประสงค์ หลังจากทำงานกับบริษัทมากว่า 20 ปี

 

Moxy Bangkok Ratchaprasong

 

Marriott ไม่เคยมองตัวเองเป็นแค่บริษัทโรงแรม แต่เป็น “บริษัทของผู้คน (People Company)” ที่มีภารกิจในการสร้างการเติบโตให้กับพนักงานในทุกระดับ จาก พนักงาน 14,000 คนในประเทศไทย Marriott เรียกพวกเขาว่า Associates ไม่ใช่แค่ “พนักงาน” แต่คือ “หุ้นส่วน” ที่เติบโตไปด้วยกันกับแบรนด์

 

Marriott ส่งเสริมความหลากหลายอย่างจริงจัง โดยสนับสนุนพนักงาน LGBTQ+ และเปิดโอกาสให้คนทุกภูมิภาคก้าวสู่ตำแหน่งบริหาร นอกจากนี้ยังมีโครงการฝึกอบรมผู้นำสำหรับผู้หญิงและผู้จัดการโรงแรมรุ่นใหม่ “Women in Leadership” และ “Next Gen Hotel Managers” เพื่อสร้างผู้นำไทยระดับโลก

 

อนาคตและความท้าทายปี 2025 ที่ Marriott เตรียมรับมือ

 

ปัจจุบัน Marriott มีโรงแรมในประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา รวมกัน 67 แห่ง โดยกว่า 64 แห่ง อยู่ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว และมีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 44 แห่ง ซึ่งจะเพิ่มจำนวนห้องพักใหม่อีกมหาศาลในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

 

เฉพาะในปี 2025 Marriott เตรียมเปิดอีก 5 โรงแรม ครอบคลุมหลายแบรนด์ เช่น

 

  • Tribute Portfolio (เปิดตัวในไทยครั้งแรก)
  • Fairfield by Marriott (เจาะตลาด Midscale)
  • Four Points by Sheraton, Courtyard by Marriott และ Marriott Hotels

 

“ผมคิดว่าแน่นอนว่า ‘ประเทศไทยจะเป็นตลาดที่เติบโตอยู่เสมอ’ เพราะผู้คนทั่วโลกมีความรักในความเป็นไทย ทั้งการบริการแบบไทย วัฒนธรรมการบริการ และจุดหมายปลายทางที่งดงามทั่วประเทศ”

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญคือ นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การยกเว้นวีซ่า การเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง และการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกภายใต้โครงการ Amazing Thailand Grand Tourism Year 2025 รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว เช่น สนามบิน โรงพยาบาล และแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยเหมาะกับการเป็น “ฮับการเดินทาง” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Marriott ยังคงจับตาสถานการณ์ในสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม แบรดย้ำว่า Marriott มีโครงสร้างที่ “แข็งแรง” พอในการกระจายความเสี่ยง ด้วยการมีลูกค้ากระจายอยู่ในกว่า 144 ประเทศ และมีโรงแรมในตลาดทั่วโลกมากกว่า 8,800 แห่ง “ในท้ายที่สุด กลยุทธ์ของเราไม่ได้เปลี่ยนตามข่าว แต่ตั้งอยู่บนหลักของการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนทั่วโลก และทำให้พวกเขาอยากกลับมาหาเราอีกครั้ง”

 

“วัฒนธรรมไทยคือหัวใจ ความอบอุ่น บริการที่งดงาม และธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือน ถ้าเราเชื่อมโยงทั้งหมดนี้ด้วยเทคโนโลยี และประสบการณ์ที่ใช่ โดยเราจะทำให้คนทั้งโลกหลงรักไทยยิ่งขึ้นไปอีก” แบรดกล่าวปิดท้าย

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post สัมภาษณ์พิเศษกับ Marriott International เผยอินไซต์กลยุทธ์ธุรกิจโรงแรมปี 2025 เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ขยายตลาดใหญ่ในไทย [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษ ‘Nico Mermoud’ ตำนานผู้ปฏิวัติวงการรองเท้าวิ่ง เผยโฉม HOKA Bondi 9 https://thestandard.co/life/hoka-bondi-9-launch/ Mon, 17 Feb 2025 00:00:35 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1042616 hoka-bondi-9-launch

ในวงการรองเท้าวิ่ง หากพูดถึงนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวงการ […]

The post สัมภาษณ์พิเศษ ‘Nico Mermoud’ ตำนานผู้ปฏิวัติวงการรองเท้าวิ่ง เผยโฉม HOKA Bondi 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
hoka-bondi-9-launch

ในวงการรองเท้าวิ่ง หากพูดถึงนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวงการในช่วงสิบปีที่ผ่านมา HOKA คือหนึ่งในแบรนด์ที่ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิด Maximum Cushioning หรือการเพิ่มระบบรองรับแรงกระแทกให้มากกว่าที่เคยมีมา และหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ Nico Mermoud

 

Nico Mermoud เริ่มต้นอาชีพในวงการรองเท้ากีฬาแบรนด์หนึ่ง ก่อนจะร่วมก่อตั้ง HOKA กับ Jean-Luc Diard ในปี 2009 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างรองเท้าวิ่งที่แตกต่าง ในขณะที่ตลาดกำลังนิยมรองเท้าแบบ Minimalist พวกเขากลับมองเห็นโอกาสในการพัฒนารองเท้าที่มีคุชชันหนา ให้การรองรับแรงกระแทกที่ดีกว่า

 

ด้วยประสบการณ์ในฐานะนักวิ่งเทรลและนักออกแบบรองเท้า Nico ได้นำความเชี่ยวชาญมาพัฒนารองเท้าวิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งนักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งระดับแนวหน้า จนทำให้ HOKA กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าวิ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

 

ในโอกาสเปิดตัว HOKA Bondi 9 ในประเทศไทย เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ Nico ถึงมุมมองต่อนวัตกรรมล่าสุดของ HOKA ทิศทางของคลับวิ่งในปัจจุบัน และรองเท้า HOKA คู่โปรด

 

Nico Mermoud

Nico Mermoud

 

ในฐานะคนที่อยู่กับ HOKA มาอย่างยาวนาน คุณรู้เส้นทางทุกอย่างของแบรนด์ ล่าสุดเปิดตัว Bondi 9 รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ คำถามคือ อะไรที่ยังทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นเมื่อพูดถึง Bondi 9? 

 

Nico: อะไรที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุด? ผมบอกคุณได้เลยว่ามีสองอย่าง อย่างแรกคือ ผมมีความทรงจำที่ดีมากในซิดนีย์ตอนที่ผมเริ่มต้นอาชีพนี้ มันเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับแบรนด์เพราะเราเปลี่ยนจากเทรลมาเป็นถนน สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือผมไม่เคยกลับไปออสเตรเลียอีกเลย และปีนี้เราตัดสินใจจัดงานเปิดตัว Bondi 9 อย่างยิ่งใหญ่ที่หาดบอนได ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมตื่นเต้นมากคือการได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง และฉลองที่หาดบอนได ซึ่งเราจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

สิ่งที่สองที่ผมตื่นเต้นคือ ผมคิดว่ารุ่น 9 เป็นเหมือนจุดสูงสุดของคุชชันแบบแม็กซิมัม เพราะมันมีโฟมใหม่และมีการยกองศาหน้าเท้าใหม่ พื้นสูงขึ้น อัปเปอร์มากขึ้น ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องหมายทางประวัติศาสตร์ HOKA เกี่ยวกับรองเท้าวิ่งเลย มันเป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งรุ่นดั้งเดิมที่พัฒนามาตลอดหลายปี แน่นอนว่ามีรองเท้ารุ่นอื่นๆ ออกมานอกจาก Bondi ที่ทั้งเบากว่า เร็วกว่า เช่น Mach หรือ Clifton แต่รุ่นนี้ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ทั้งนักเดินทาง นักวิ่ง และสายไลฟ์สไตล์ มันประสบความสำเร็จมากในแคลิฟอร์เนีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญที่น่าทึ่ง และเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่งความสำเร็จของ HOKA

 

จะบอกว่ามันให้ความรู้สึกสดใหม่ แต่ยังคง DNA เดิม? 

Nico: ใช่เลย

 

HOKA Bondi 9

HOKA Bondi 9

 

เราชอบที่ทรงมันค่อนข้างใหญ่ หนา แต่มันเบามากจริงๆ

 

Nico: ใช่ครับ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เราคิดว่า XXL เป็นได้ทั้ง Extra Extra Large และ Extra Extra Light

 

ตอนนี้ในประเทศไทย ไม่สิต้องบอกว่าทั่วโลก คลับวิ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก คุณคิดเห็นอย่างไรบ้างกับเรื่องนี้

 

Nico: ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก เพราะการวิ่งกลายมาเป็นกิจกรรมทางสังคม ที่คนมารวมตัวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อก่อนคนจะรวมตัวกันปั่นจักรยานในเช้าวันอาทิตย์มาหลายสิบปี แต่นักวิ่งมักจะเป็นพวกชอบวิ่งคนเดียวมากกว่า มันเคยเป็นกิจกรรมของผู้ชายเป็นหลัก แต่เมื่อผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกีฬามากขึ้น และอยากทำกิจกรรมวิ่งร่วมกับเพื่อนๆ แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน คลับวิ่งก็เริ่มประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ฟิตเนสด้วย เหมือนการนำฟิตเนสและโยคะออกมาข้างนอก มันสร้างแรงบันดาลใจและช่วยยกระดับจิตใจ แทนที่จะอยู่แต่ในห้อง

 

เห็นด้วย เราชอบเพราะมันสร้างชุมชนใหม่จริงๆ เราเจอนักวิ่งหน้าใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะวิ่งได้มาก่อนในคลับวิ่งจำนวนมาก คุณคิดว่านี่เป็นแค่เทรนด์ไหม หรือจะอยู่ไปอีกนาน?

 

Nico: อยู่นาน 100% แน่นอน มันจะเติบโตและอยู่ต่อไป การวิ่งเป็นกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันไม่ใช่กีฬาวิ่งคนเดียวอีกต่อไป ผมคิดว่าผู้คนอยากพัฒนาตัวเอง อยากสนุก เมื่อซ้อมด้วยกันบ่อยๆ คุณอาจอยากลงแข่งขันดูบ้างสักครั้ง 

 

สิ่งที่ผมอยากผลักดันคือการพาคนออกไปสู่ธรรมชาติ ซึ่งมีเยอะมากทางภาคเหนือของไทย ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถวิ่งบนชายหาดแถวภูเก็ตหรือสมุยได้ไหม แต่ปัจจุบันการวิ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับเพื่อนและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอนหรือวิ่งเทรล เหมือนกับการเดินป่าและตีกอล์ฟ 

 

เราเคยเข้าร่วมคลับวิ่งหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้นวิ่ง คุณคิดว่า Bondi 9 น่าจะเหมาะกับพวกเขาไหม

 

Nico: ผมคิดว่าทั้ง Bondi และ Clifton ไม่ได้เหมาะกับมือใหม่เท่านั้น พวกมันยังเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการวิ่งและร่างกายของคุณ มันเหมาะกับมือใหม่แน่นอน แต่ไม่ใช่แค่มือใหม่เท่านั้น

 

ถ้าคุณวิ่งเร็วในรองเท้าที่มีคุชชันเยอะ เมื่อคุณกระแทกพื้นและเด้ง คุณจะบีบอัดโฟมและได้รับการตอบสนองกลับที่ส่งแรง เรามีนักวิ่งที่เร็วหลายคนใช้ Bondi แต่ไม่ใช่ทุกวัน จะใช้บางครั้งเวลาเราอยากวิ่งหนักๆ และได้รับการป้องกันที่ดี

 

สัมภาษณ์พิเศษ ‘Nico Mermoud’ ตำนานผู้ปฏิวัติวงการรองเท้าวิ่ง เผยโฉม HOKA Bondi 9

 

ได้ยินว่าเมื่อเช้านี้คุณไปวิ่งซิตี้รันในกรุงเทพฯ ด้วย เป็นอย่างไรบ้าง?

 

Nico: ใช่ครับ พวกเขาเป็นกลุ่มนักวิ่งที่ดี มีทั้งคนจากคลับวิ่งและพาร์ตเนอร์ค้าปลีกของเรา เราวิ่งรอบๆ พระบรมมหาราชวัง มันยิ่งใหญ่และสวยงามมาก เราแวะที่ริมแม่น้ำแถวนั้นด้วย

 

นอกจากคลับวิ่งแล้ว ปัจจุบันการวิ่งเทรลได้รับความนิยมเช่นกัน คุณมีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่อยากซื้อรองเท้าวิ่งเทรลคู่แรกหน่อยไหม?

 

Nico: ผมว่าตระกูล Challenger ตอนนี้ดีมาก ส่วน Speedgoat 6 ก็เป็นเหมือน Bondi ในเวอร์ชันเทรล ถ้าคุณเริ่มต้นวิ่งเทรล คุณสามารถลอง Challenger 7 ได้เลย นี่คือสองตัวเลือกที่ผมอยากแนะนำ

 

ในฐานะที่เชี่ยวชาญด้านรองเท้าวิ่ง คุณคิดว่าองค์ประกอบของรองเท้าวิ่งที่ดีควรมีอะไรบ้าง?

 

Nico: การมีอัปเปอร์ที่บางเฉียบ วัสดุที่บางและยืดหยุ่นเล็กน้อย สำหรับรองเท้าใส่ทุกวัน ผมชอบ Bondi 9 ที่ไม่แคบตรงกลางเท้า เพราะผมคิดว่าผลิตภัณฑ์จากแบรนด์อื่นค่อนข้างแคบตรงกลางเท้า ซึ่งไม่ดีสำหรับความมั่นคงและการกลิ้งจากก้าวหนึ่งไปอีกก้าว และผมยังชอบเมื่อมีการผสมผสานระหว่างวัสดุที่นุ่มมากๆ กับเพลตคาร์บอน เช่น HOKA Sky Road X และ HOKA Mach X

 

HOKA Bondi 9

HOKA Bondi 9

 

สุดท้ายรองเท้า HOKA ที่คุณชอบมากที่สุดตลอดกาลคือคู่ไหน?

Nico: รองเท้าที่ผมชื่นชอบจะเป็นรุ่นล่าสุดเสมอเพราะผมชอบเทคโนโลยี ผมไม่มีรถเก่าๆ เช่น 911 หรือจากัวร์ ถ้าคุณถามผมว่าชอบรถอะไร ผมจะบอกว่าเป็น 911 Turbo ที่จะออกในอีก 6 เดือน วันนี้รองเท้าโปรที่ผมชอบที่สุดคือ HOKA Sky Road X และรองเท้าเทรลที่ชอบที่สุดคือ HOKA Tecton X3 เหล่านี้เป็นรองเท้าระดับไฮเอนด์ล่าสุดในซีรีส์

 

ภาพ: HOKA 

The post สัมภาษณ์พิเศษ ‘Nico Mermoud’ ตำนานผู้ปฏิวัติวงการรองเท้าวิ่ง เผยโฉม HOKA Bondi 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>