บทสนทนา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บทสนทนา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 15 Feb 2026 08:42:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Inside The Norm: บทสนทนาระหว่างผู้ก่อตั้งบาร์และซีอีโอ Fritz Hansen Asia https://thestandard.co/life/fritz-hansen-asia/ Mon, 16 Feb 2026 00:00:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1178725 the-norm-bar-fritz-hansen-furniture-experience

The Norm เกิดขึ้นจากบทสนทนาที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตัวเลข […]

The post Inside The Norm: บทสนทนาระหว่างผู้ก่อตั้งบาร์และซีอีโอ Fritz Hansen Asia appeared first on THE STANDARD.

]]>
the-norm-bar-fritz-hansen-furniture-experience

The Norm เกิดขึ้นจากบทสนทนาที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตัวเลข แต่เริ่มจากความชอบในงานดีไซน์ของ เติร์ก-สิทธานต์ สงวนกุล ผู้ก่อตั้งบาร์แห่งนี้และอยู่เบื้องหลังบาร์มากมาย ในขณะที่ฝั่ง Dario Reicherl ซีอีโอ Fritz Hansen Asia มีแนวคิดที่อยากจะพาเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ที่เราเห็นแต่ในโชว์รูม ออกสู่ประสบการณ์จริง ที่เราสามารถจับ สัมผัส และใช้งานได้จริงเสมือนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน 

 

The Norm จึงเป็นบาร์ที่มีเฟอร์นิเจอร์สัญชาติเดนมาร์กจาก Fritz Hansen มากกว่า 100 ชิ้น เต็มไปด้วยชิ้นงานระดับไอคอนิกที่ถูกจัดวางให้พร้อมใช้งานในทุกโซน ควบคู่กับการดีไซน์บาร์และเครื่องดื่มประจำบาร์ให้เข้ากับประสบการณ์ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล่านั้น   

 

บทสนทนาต่อไปนี้คือการพูดคุยกับทั้งสองคนถึงแนวคิดเบื้องหลังการร่วมงานครั้งนี้ และเหตุผลที่ทำให้โปรเจกต์นี้แตกต่างจากคำว่าคอลแลปบอเรชั่นทั่วไป

 

ขอเริ่มด้วยคำถามง่ายๆ แต่ค่อนข้างสำคัญ อยากทราบว่าคุณร่วมงานกันได้อย่างไร และอะไรที่ทำให้คุณทั้งสองรู้สึกว่านี่คือพาร์ทเนอร์ที่ใช่  

 

เติร์ก: เรียบง่ายมากครับ มันไม่ใช่เรื่องที่วางแผนไว้ หรือถูกนำโดยธุรกิจ หรือกลยุทธ์อะไรเลย สำหรับผมมันถูกนำโดยความรักและความหลงใหล เพราะผมใช้ Fritz Hansen เป็นการส่วนตัว ผมไปที่โชว์รูมของ Fritz Hansen ในกรุงเทพฯ บ่อยมากครับ บางครั้งไม่ได้ไปเพื่อซื้ออะไรด้วยซ้ำ แค่ไปเดินดูเฉยๆ

 

The Norm

 

มาวันหนึ่งผมคุยกับคุณอิ๋ว (สุพรรณษา นันทะโคตร – Senior Sales Executive) ว่า ผมกำลังจะเปิดบาร์ใหม่ ผมเพิ่งได้พื้นที่บนดาดฟ้า เป็นตึกใหม่ แล้วคุณอิ๋วก็พูดว่า “ทำไมคุณเติร์กไม่เคยใช้แบรนด์ของเราในบาร์เลย ทั้งที่คุณเติร์กก็รักแบรนด์นี้”

 

ผมเลยบอกว่า จริงๆ ผมอยากทำนะ แต่ในเชิงธุรกิจ ถ้าเราเอามาใช้เยอะๆ ในพื้นที่สาธารณะ เราต้องพิจารณาเรื่องเงื่อนไขทางธุรกิจและการเงินให้ดี คุณอิ๋วก็บอกว่าเดี๋ยวจะลองไปคุยกับทางแบรนด์ดูว่าพวกเขาจะช่วยอย่างไรได้บ้าง เราจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเธอทำอย่างไรเหมือนกัน

 

Dario: คุณอิ๋วบอกผมว่า “ฉันมีลูกค้าพิเศษคนหนึ่ง เขาแทบจะเป็นพนักงานของ Fritz Hansen อยู่แล้ว เขาแวะมาบ่อยมาก และเขารู้เรื่องแบรนด์เยอะมาก”

 

เราเลยหารือกันเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้ ในมุมส่วนตัว ผมรักโลก F&B มาก ผมเคยทดลองทำในเกาหลีและญี่ปุ่นมาบ้าง ทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร เนเชอรัลไวน์บาร์ ผมเห็นว่ามันได้ผลจริงๆ ในการให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าภายในสภาพแวดล้อมจริง ไม่ใช่แค่ในโชว์รูม 

 

เพราะเวลาคุณไปร้านอาหาร คุณไปเพื่อกินข้าว คุณไม่ได้คิดถึงเฟอร์นิเจอร์หรอก แต่พอผ่านไปสักพัก คุณจะรู้สึกว่า “โอ้ ของ Fritz Hansen นี่ ดีจัง” พวกเขาจะได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในชีวิตจริงและเห็นคุณค่าของงานดีไซน์ ผมไม่ได้จินตนาการว่าจะทำอะไรที่ใหญ่โตขนาดนี้ ปกติเรามักคุยกันที่พื้นที่ประมาณ 120 ตารางเมตร แต่นี่มันใหญ่กว่านั้น 10 เท่า

 

ผมบอกได้เลยว่าไม่มีบาร์ไหนที่อยู่ในระดับนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับ Fritz Hansen แต่รวมถึงไอคอนิกแบรนด์อื่นๆ ด้วย ส่วนด้านการออกแบบและการเงิน เราไม่ได้เป็นหุ้นส่วนทางการเงิน แต่เราเป็นพาร์ทเนอร์ในเชิงแบรนด์ดิ้ง และทำให้สถานที่แห่งนี้ประสบความสำเร็จซึ่งนั่นสำคัญกว่าเรื่องเงินครับ

 

The Norm

 

หลังจากตัดสินใจทำงานร่วมกัน ขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างไรเพราะเข้าใจว่าอยู่คนละประเทศ?  

 

Dario: สำหรับผม มันง่ายมากที่จะมาที่นี่ และเราก็คุยผ่าน WhatsApp ทั้งผม เติร์ก และอ๋อง วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ ( CEO และผู้ก่อตั้ง NORSE)  เราคุยกันแบบเป็นกันเองมาก ไม่ใช่การต้องนัดประชุมนั่งล้อมโต๊ะกันทุกวันเสาร์ เวลาเขามีไอเดียหรือผมมีอะไรบางอย่าง ผมก็แค่ส่งข้อความหากัน มันไม่ใช่แค่เรื่องเลือกสีเก้าอี้เพราะเรื่องนั้นมันง่ายเกินไปสำหรับเรา เราคุยกันไปถึงขั้นว่าควรเปิดเพลงประเภทไหน เมนูควรเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องเทคนิคอย่างความสูงของเคาน์เตอร์ ท่านั่งของแขกควรเป็นอย่างไรดี

 

บาร์นี้คือส่วนผสมของเครื่องดื่มที่ดี บรรยากาศที่ใช่ เฟอร์นิเจอร์สวย และวิวก็สวยด้วย อยากรู้ว่าอะไรมาก่อนเมื่อคุณรู้ว่า Fritz Hansen จะมาร่วมงานด้วย? 

 

เติร์ก: ก่อนหน้านี้เวลาผมจะเลือกอะไร ผมใช้ตัวตนและความชอบส่วนตัวสูงมาก ผมไม่ได้มีกลยุทธ์ว่าคนจะชอบอะไร หรือเทรนด์จะเป็นอย่างไร อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน ผมคลั่งไคล้ชีวิตริมหาด ทุกอย่างในหัวผมก็จะไปทางนั้น แต่ ณ เวลานี้ ผมเชื่อในเรื่องการใช้ชีวิตที่ดี ดื่มสิ่งที่ดี และมีช่วงเวลาที่มีคุณภาพ ผมเลยรักพลังงานแบบนี้มากครับ เมื่อผมรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น ผมตัดสินใจที่จะสนับสนุนปรัชญาของแบรนด์ ผมศึกษาเยอะมากว่าพวกเขาคิดอย่างไร พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาทำ แบรนด์นี้มีความถ่อมตัว จริงใจ หรูหราแต่ไม่ใช่ความหรูหราแบบอวดรวย

 

The Norm

 

Dario: ผมขอเสริมนะครับ เวลาคุณเปิดบาร์หรือออกแบบอะไรก็ตาม คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และมันมีสองทางเสมอ ทางแรกคือ คุณทำตามทางของคุณและพูดว่า “ฉันไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นทำอะไร นี่คือทางของฉัน” ซึ่งมันหาได้ยากมาก ส่วนอีกทางหนึ่งคือดูว่า “ตอนนี้อะไรกำลังฮิต? งั้นเราทำตามแบบนั้นดีกว่า”

 

ถ้าอย่างนั้นคอนเซปต์ของบาร์นี้คืออะไร? 

 

เติร์ก: ไม่ว่าเราจะทำอะไรมันคือบาร์ครับ สิ่งที่ผมทำคือการที่คนเข้ามาใช้เวลาที่นี่ มีค็อกเทลในมือ มีช่วงเวลาที่ดี คอนเซปต์คือผมอยากให้คนมาที่นี่และใช้เวลาได้นานเท่าที่เขาต้องการ จะมาบ่อยแค่ไหนก็ได้ วันนี้นั่งมุมนี้ พรุ่งนี้นั่งอีกมุม ผมอยากให้คนมีประสบการณ์ที่ดีในทุกประสาทสัมผัส ไม่ใช่แค่มาเต้นอย่างเดียว คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เพราะเรามีเฟอร์นิเจอร์หลายประเภทให้สัมผัส

 

The Norm

 

คุณเลือกเฟอร์นิเจอร์จาก Fritz Hansen เข้าบาร์อย่างไร ?

 

เติร์ก: ผมบอกได้เลยว่า 60% เริ่มจากเก้าอี้ครับ ทันทีที่ผมรู้ว่าโปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้น ผมรู้เลยว่าต้องมีเก้าอี้ตัวนี้ เรามีทั้ง The Egg™, The Swan™, Series 7™ และ PK31™ โดย Poul Kjærholm ทั้งหมดนี้คือระดับไอคอนครับ 

 

The Norm

 

หลายๆ ชิ้นทำขึ้นมาพิเศษสำหรับที่นี่เลยใช่ไหม ? 

 

เติร์ก: แน่นอนครับ ผมเปิดบาร์มาเยอะมาก เราแค่เลือกซื้อเก้าอี้หรือสั่งทำจากจีนนั่นคือความจริงที่เราทำกัน แต่สำหรับบาร์นี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเก้าอี้ เราตัดสินใจเลือกเก้าอี้เข้าบาร์ก่อน ดังนั้นผมไม่สามารถบอกผู้ผลิตได้ว่าขอเปลี่ยนความลาดชัน หรือเก้าอี้มันลึกไป หรือตื้นไป ทุกอย่างเริ่มจากเก้าอี้ บาร์นี้ผมคิดย้อนกลับหมดกันเลย เพราะเก้าอี้สำคัญมากจริงๆ เวลาลูกค้ามาที่นี่ พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเก้าอี้ ผมไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน ปกติผมจะเริ่มที่ตัวบาร์ก่อนแล้วเก้าอี้ค่อยตามมา 

 

Dario: รวมถึงที่พักเท้าของ Fritz Hansen บริเวณบาร์หลัก ที่เติร์กสั่งปรับเคาน์เตอร์บาร์ให้เข้ากับเก้าอี้และที่พักเท้า ซึ่งผมกังวลมาก เพราะถ้าเราทำพลาดไปแค่ 1 เซนติเมตร ลูกค้าจะรู้สึกได้ทันที ดังนั้นมันต้องสมบูรณ์แบบครับ

 

The Norm

 

โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานแค่ไหนครับ 

 

Dario: หนึ่งปีครับ ประมาณ 8-9 เดือน ผมว่าเหมือนเด็กที่อยู่ในท้อง 9 เดือน 

 

เติร์ก: เท่าที่จำได้ เราจับมือกันตอนที่เรายังไม่รู้ขนาดพื้นที่ด้วยซ้ำ

 

และตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง 

 

Dario: น่าทึ่งมากครับ นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเห็นมันเสร็จสมบูรณ์ ครั้งที่แล้วยังไม่มีผ้าม่าน และเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกที่ต่างออกไป ผมยังต้องศึกษาที่นี่อีกเยอะเพราะมันเปลี่ยนไปทุกชั่วโมง แสงธรรมชาติที่นี่สำคัญมากด้วยระดับความสูงและวิวขนาดนี้ 

 

ก่อนหน้านี้ผมเห็นที่นี่ผ่านแบบวาดและภาพเรนเดอร์จากสถาปนิกมานับครั้งไม่ถ้วน เหมือนผมเคยมาที่นี่เป็นร้อยครั้งแล้ว เราเคยถ่ายรูปกันที่นี่ตอนมีแต่ฝุ่นเต็มไปหมด แต่ผมจินตนาการไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้ แม้ภาพเรนเดอร์จะดีแค่ไหนก็ตาม แต่เทคโนโลยีก็สู้ของจริงไม่ได้เลย ผมชอบระบบเสียง แม้จะไม่มีเพลงก็ไม่มีเสียงสะท้อนมากนัก ทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดี ทั้งวัสดุและเก้าอี้

 

The Norm

 

เติร์ก: ในฐานะเจ้าของธุรกิจ เรามักจะตื่นตระหนกตลอดเวลา ผมนอนไม่หลับ กังวลไปหมด คอยเช็กและถามว่า ทำไมช้าจัง? ทำไมอันนี้ไม่เป็นแบบนี้?  แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมจะมีความคิดหนึ่งที่บอกตัวเองและทีมงานเสมอว่า สุดท้ายแล้วเมื่อเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมาลงมันจะเป็นจุดเปลี่ยนของเกมเลย 

 

ดังนั้นเราแค่เตรียมสเกลให้ถูกต้องก็พอ เมื่อเฟอร์นิเจอร์ถูกติดตั้ง ทุกอย่างจะจบ และวันที่ของมาส่ง ทฤษฎีนั้นก็ถูกต้องครับ มันเหมือนจิ๊กซอว์ทุกชิ้นที่ต่อกันพอดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสเกล สเกลห้ามผิดเด็ดขาด 

 

เรามาคุยเรื่องเครื่องดื่มกันบ้าง ที่นี่มีเครื่องดื่มพิเศษที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Fritz Hansen หรือจากเก้าอี้บ้างไหม ? 

 

เติร์ก: ก่อนอื่นต้องอธิบายว่าเมนูตอนนี้เป็นเมนูชั่วคราว เราเพิ่งเปิดได้เดือนเดียว เราจะเปิดตัวเมนูใหม่ช่วงกลางเดือนมีนาคม เราคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เครื่องดื่มเข้ากับเก้าอี้ ซึ่งเราจะไม่ได้ทำเครื่องดื่มที่หน้าตาเหมือนเก้าอี้ แต่สิ่งที่เราคิดคือเรื่องประสบการณ์ขณะดื่ม เพราะเรามีบาร์หลายแห่งที่เสิร์ฟเครื่องดื่มไม่เหมือนกัน   

 

ผมลองนั่งเก้าอี้ทุกตัว อย่างเก้าอี้ The Egg™มันคือการเอนหลังพักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้าคุณถือแก้วที่สูงเกินไป มันจับไม่ถนัด สำหรับ The Egg™ผมอยากได้ความรู้สึกผ่อนคลายกับน้ำแข็งก้อนกลมๆ เป็นแนว on the rock 

 

The Norm

 

เมนูซิกเนเจอร์ของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อนำเสนอประสบการณ์นั้น เราอยากให้คนค่อยๆ จิบเครื่องดื่ม ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดหรือแก้วใบใหญ่ แต่ ถ้าคุณอยากได้เครื่องดื่มแบบอื่น เราก็ทำให้ได้ แต่ในเมนูบาร์เราจะนำเสนอสิ่งเป็นประสบการณ์ดื่มที่ประณีตที่สุด 

 

หรือบาร์หลัก เราเน้นความอบอุ่นเหมือน Sugarray Apartment มีค็อกเทลกาแฟ ค็อกเทลที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ มีแชมเปญชมพระอาทิตย์ตก ฯลฯ ทุกบาร์มีเมนูที่แตกต่างกัน คุณสามารถนั่งตรงไหนก็ได้และสั่งข้ามไปมาได้ 

 

Dario: คุณจะได้สัมผัสกับเครื่องดื่มที่เข้ากับสถานที่ และท่าทางเวลานั่งอยู่บนเก้าอี้ เพราะเก้าอี้แต่ละตัวจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน  

 

The Norm

 

คุณทั้งสองคนชอบบาร์โซนไหนมากที่สุด ? 

 

Dario: สำหรับผมคือโซนเก้าอี้ PK31™ มันดูมีความคิดสร้างสรรค์และกะทัดรัดกว่า ผมว่านี่น่าจะเป็นบาร์เดียวในโลกที่มีเก้าอี้ PK31™ ผมจะไม่บอกว่าราคามันเท่าไร ลองไปเช็กราคาเองได้ มันบ้ามาก แต่มันไม่ใช่เรื่องของราคา เหมือนเวลาคุณเช่ารถเฟอร์รารี่ มันเป็นเรื่องของความสมบูรณ์แบบ ในช่วงกลางวันมันให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นที่เป็นส่วนตัวมาก  

 

เติร์ก: ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาอยู่ตรงบาร์วงกลมเยอะมาก และพอดึกหน่อยผมก็จะย้ายมาที่บาร์นี้เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินผ่านหน้าต่าง มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ครับ บอกยากจริงๆ 

 

นอกเหนือจากการเป็นบาร์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณอยากให้คนจดจำ The Norm ไว้อย่างไร 

 

เติร์ก: สำหรับผม ผมอยากให้มันเป็นประสบการณ์แห่งความทรงจำ ไม่ว่าพวกเขาจะสังเกตเห็นรายละเอียดหรือไม่ก็ตาม แต่ผมอยากให้พวกเขารู้สึก และเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในความทรงจำ ลูกค้าหลายคนอาจไม่รู้จักเก้าอี้พวกนี้เลย ซึ่งนั่นไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาเดินทางไปที่อื่น แล้วนึกขึ้นได้ว่า “ฉันเคยไปบาร์นั้นมาก่อน ที่นั่นชื่ออะไรนะ? อ๋อ The Norm เขาใช้เก้าอี้แบบนี้ มันมีประสบการณ์แบบนี้” เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาจะรู้เองว่าที่นี่พิเศษแค่ไหน

 

Dario: ผมหวังว่าคนจะเห็นค่าและเข้าใจความแตกต่างของงานฝีมือ (Craftsmanship) และงานดีไซน์ที่ดีในพื้นที่แห่งนี้ คุณหาเก้าอี้ก๊อปปี้ได้ทั่วโลก แต่ลองเอาเก้าอี้ The Egg™ ของปลอมมาวางสิ แค่ไม่ต้องนั่งคุณก็เห็นความแตกต่างแล้ว ถ้าคนเริ่มชื่นชมคุณภาพ พวกเขาจะเลือกซื้อสิ่งต่างๆ ในชีวิตต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ดอกไม้ หรืออาหาร คุณไม่จำเป็นต้องรวยครับ บางครั้งการจ่ายมากกว่าในตอนแรกอาจหมายถึงการจ่ายน้อยลง เพราะคุณซื้อสิ่งที่อยู่ได้ตลอดกาล คุณไม่จำเป็นต้องไปบาร์ทุกวัน ไปแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งแต่เลือกสถานที่ดีที่สุด ผมอยากให้คนชื่นชมคุณภาพและงานดีไซน์ ที่ทำให้พวกเขามีความสุข นั่นแหละคือสิ่งที่ผมหวังไว้

The post Inside The Norm: บทสนทนาระหว่างผู้ก่อตั้งบาร์และซีอีโอ Fritz Hansen Asia appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา https://thestandard.co/life/chart-chirathivat-central-group-europe/ Mon, 05 Jan 2026 09:05:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1161563 ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา

หากพูดถึงกลุ่มเซ็นทรัล เรามักนึกถึงอาณาจักรค้าปลีกยักษ์ […]

The post ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา

หากพูดถึงกลุ่มเซ็นทรัล เรามักนึกถึงอาณาจักรค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ คุณชาติ จิราธิวัฒน์ (Chief Commercial Officer, Central Group Europe) ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้รับหน้าที่สำคัญในการกุมบังเหียนห้างสรรพสินค้าลักชัวรี 39 สาขาใน 7 ประเทศทั่วยุโรป 

เรามีโอกาสได้ร่วมนั่งคุยแบบ Exclusive กับคุณชาติที่ลอนดอน ท่ามกลางบรรยากาศอันมีเสน่ห์ของห้าง Selfridges ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน และเป็นห้างเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลก” ถึง 4 ครั้งจากเวที Global Department Store Summit 

บทสนทนานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องบทบาทการทำงานเท่านั้น แต่กลับเต็มไปด้วย “พลังบวก” และ “มุมมองชีวิต” ที่จะทำให้ผู้อ่านได้พบว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากทัศนคติที่เรียบง่ายที่สุด

 

ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา 1

 

“ความท้าทาย” คือห้องเรียนที่สนุกที่สุด

 

คุณชาติเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มว่า เขาคือคนที่ “ยกมือขออาสา” มาคุมงานที่ยุโรปด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยทำโครงการ Central Embassy หรือ Central Phuket เขาก็มักจะกระโจนเข้าใส่สิ่งที่ “ไม่เคยทำ” เสมอ “ผมเป็นคนขออาสามาทำงานที่ยุโรปเอง เพราะผมชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบความท้าทายในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ ทัศนคติที่กล้าออกจาก Comfort Zone คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกๆ วัน” เพราะการบริหารห้างใน 7 ประเทศที่มีวัฒนธรรมต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ได้อาศัยเพียงแค่สูตรสำเร็จ แต่ต้องอาศัย “ใจ” ที่พร้อมจะเรียนรู้ใหม่ในทุกๆ วันด้วย
“ชีวิตการทำงานที่นี่ส่วนมากจะเข้าประชุม งานของผมส่วนใหญ่จะทำงานกับแบรนด์ ผมดูแลความสัมพันธ์กับ Top Supplier ซึ่งส่วนมากเป็น Luxury Brand ธุรกิจเราที่ยุโรปหลักๆ เป็น Luxury Department Store มีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Chanel และ Gucci”​

 

ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา 2

 

เรียนรู้โลกผ่านสายตาของ “ลูก”

 

คุณชาติบอกว่า “เราตามเทรนด์เองไม่ได้ตลอดหรอก” เขามักพาลูกๆ ไปเดินห้างและคอยสังเกตว่าเด็กๆ สนใจอะไร เช่น แบรนด์ตุ๊กตาสุดฮิตอย่าง Jellycat คุณชาติยอมรับว่าเขารู้จักครั้งแรก เพราะลูกสาวหยิบตุ๊กตา Jellycat ออกมาโชว์ให้เขาดูที่บ้าน จากนั้นจึงนำไปสู่ความเข้าใจของการเห็นศักยภาพในแบรนด์ Jellycat เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากเดิมที่เป็นแบรนด์ที่จำหน่ายเพียงบางประเทศในเครือ เขาได้ผลักดันให้ขยายไปทั่วโลก พร้อมเปลี่ยนวิธีการขายจากการซื้อขายทั่วไป (Transactional) ให้กลายเป็นการมอบประสบการณ์ (Experience) จนสร้างยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 2-3 เท่าต่อปี

 

“ผมเล็งเห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้น่าจะสามารถเติบโตได้ในทุกประเทศที่เรามีสาขาอยู่ เราจึงเริ่มร่วมมือกับแบรนด์อย่างจริงจัง จนปัจจุบันเราขยายการจำหน่ายไปจนเกือบครบทุกประเทศแล้ว เหลือเพียงอิตาลีที่จะเปิดตัวในเดือนมกราคมนี้ ที่สำคัญคือในประเทศที่มีการวางจำหน่ายอยู่แล้ว ยอดขายเติบโตเร็วมากถึง 2-3 เท่าต่อปี”

 

ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา 3

 

Experience คือเคล็ดลับความสำเร็จ


เคล็ดลับความสำเร็จคือการสร้างประสบการณ์ที่เรียกว่า Experience อย่างสาขาที่นี่ (Selfridges ลอนดอน) เรานำเสนอในรูปแบบ Shop Fish & Chips ซึ่งไม่ใช่การขายตุ๊กตาแบบปกติ แต่เป็นการจำลองบรรยากาศร้านอาหาร ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนการสั่งอาหารจริงๆ มีพนักงานคอยบริการ มีการห่อสินค้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ลายพิเศษของ Jellycat และใส่ถุงเฉพาะรุ่นให้ ประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับ Jellycat แต่รวมถึงภาพรวมของห้างสรรพสินค้าด้วย เพราะห้างสมัยนี้ถ้าเน้นแค่การขายสินค้าเชิงธุรกรรม (Transactional) อย่างเดียวคงไม่รอด แต่คนเลือกที่จะเดินห้างเพราะต้องการเห็นสิ่งใหม่ๆ และอยากได้รับประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้”

 

ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา 4

 

การ Collaboration กับ Disney และแบรนด์ระดับโลก

 

“เราเพิ่งเปิดตัวแคมเปญคริสต์มาสที่ผ่านมาร่วมกับ Disney ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ทีมงานตั้งใจปั้นมาเกือบ 2 ปี ความพิเศษคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ Disney ยอม Collaborate กับห้างสรรพสินค้าในสเกลที่รวมทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก (Theme Park, Streaming, Theatre และ Movies) มาไว้ในตึกเดียวแบบนี้ เรามีการทำสินค้า Exclusive ที่หาซื้อได้เฉพาะใน Theme Park มาวางจำหน่ายที่นี่ รวมถึงมีการนำหนังมาฉายในโรงภาพยนตร์ของเรา และมีโชว์พิเศษจากนักแสดง Disney Theatre ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในโลกที่เกิดความร่วมมือที่ครบวงจรขนาดนี้และได้รับกระแสตอบรับดีมาก

 

“ไฮไลต์สำคัญคือ Winnie the Pooh ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Disney ยอมให้คาแร็กเตอร์เปลี่ยนสีเป็น ‘สีเหลือง Selfridges’ ซึ่งตอนนี้ขายหมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับแบรนด์พันธมิตรอีกกว่า 75 แบรนด์ เพื่อรังสรรค์สินค้าคอลเลกชันพิเศษ เช่น กระเป๋าจากแบรนด์ Coach ในคอลเลกชัน Mickey & Minnie ซึ่งบางรุ่นก็ Sold out ไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

 

 

ทัศนคติในการบริหารทีม และศิลปะการเป็นผู้นำ

 

“สำหรับผมหัวหน้าที่ดีต้องมี Two-way Communication คือต้องฟังให้มากและพูดให้น้อย ผมมักจะบอกทีมงานเสมอว่าให้เราทำตัวเป็นช้าง หูใหญ่ ปากเล็ก คือให้ฟังมากกว่าพูด เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ฟังที่ดีและรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงจากทีมงาน จากประสบการณ์ของผม โปรเจกต์ส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวเพียงเพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน”

 

“การบริหารงานในยุโรปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Respect) เพราะคนแต่ละประเทศเขามีความภูมิใจในประวัติศาสตร์และรากเหง้าของเขามาก เราต้องรับฟังและทำความเข้าใจความต่างเหล่านั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างราบรื่น 

 

“หลักการทำงานของผมคือ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน ผมเชื่อว่าถ้าเรามี 3 อย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็ประสบความสำเร็จได้ และที่สำคัญคือต้องมีความจริงใจ (Sincerity) ต่อหน้าที่ที่เราทำ และต่อผู้คนที่เราร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงทุกวันนี้”

 

ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา 6

 

ถอดรหัสความสุขจากการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย


คุณชาติเป็นตัวอย่างของคนประสบความสำเร็จที่ “ใช้ชีวิตเรียบง่าย” เขาเน้นย้ำเรื่องความเข้าใจคุณค่าของเงิน เลือกที่จะใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ฟุ่มเฟือย นั่งแท็กซี่ได้โดยไม่ต้องมีคนขับรถส่วนตัว เพราะเป้าหมายหลักคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ให้เห็นว่าความพยายามและความซื่อสัตย์คือรากฐานที่แท้จริงของชีวิต

 

“สำหรับการใช้ชีวิต ผมพยายามเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ให้เขาเห็นว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย และต้องเข้าใจคุณค่าของเงิน ผมมักจะสอนลูกเสมอว่าเราต้องรู้จักทั้งการประหยัดและการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

ส่วนตัวผมเองก็ใช้ชีวิตปกติครับ ไม่จำเป็นต้องมีคนขับรถส่วนตัวหรือเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้เดินไปทำงาน ผมก็นั่งแท็กซี่ได้เป็นเรื่องปกติ เพราะผมไม่ได้ยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น ผมเชื่อว่ารากฐานสำคัญของชีวิตคือความขยัน ความซื่อสัตย์ และความอดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด และอยากจะส่งต่อความคิดนี้ไปถึงลูกๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความหรูหรา แต่วัดกันที่ความรับผิดชอบและการทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดครับ”

 

มุมมองเรื่อง Work-Life Balance และการใช้ชีวิต


มีข้อสังเกตระหว่างการทำงานที่ไทยกับที่อังกฤษ ผมรู้สึกว่าคนยุโรปให้ความสำคัญกับเวลาทำงาน เวลาที่เขาไม่ทำงาน หรือไปพักร้อนอย่าไปยุ่ง ช่วงแรกผมไม่รู้ เพราะที่เมืองไทยเราเหมือนต้องพร้อมสแตนด์บายตลอด แต่ที่นี่ต้องเคารพเวลาส่วนตัวของเขา ถ้าไม่เร่งด่วนจริงๆ ควรเคารพตรงนี้ แต่เวลาทำงานเขาจะทำเต็มที่ ผมอยากทำแบบนั้นเหมือนกันแต่ทำไม่เคยได้ ผมกลับเมืองไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อไปพักผ่อน แต่ไม่เหมือนการพักเลย เพราะพอญาติรู้ว่าอยู่ไทยก็จะตามไปประชุม เพื่อนร่วมงานถามว่าพักผ่อนสบายไหม ผมก็ตอบไม่ถูกเพราะผมยังเข้าออฟฟิศอยู่เลย”



การรับมือกับภาวะ Burnout ของคนยุคนี้

 

แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราควรทำสิ่งที่ชอบและสนุกกับมัน เพราะเมื่อชอบแล้วจะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ถ้าต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบจะรู้สึกเหนื่อยและต้องโหยหา work-life balance สำหรับผม ทุกครั้งที่ไปพักผ่อนผมหนีไม่พ้นที่จะเดินเข้าห้าง ไม่ใช่ไปช้อปปิ้งแต่ไปดูว่าเขาทำอะไร มีอะไรใหม่ที่เป็นไอเดียได้บ้าง แล้วก็แชร์เข้าไปในกลุ่มสื่อสารของเรา ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่ไม่สนุกกับงานแล้วให้เปลี่ยนดีกว่า อย่าปล่อยให้ถึงขั้น burnout ผมทำงานมาหลายที่ ถ้าผมไม่สนุกหรือไม่รู้สึกอินกับสิ่งที่ทำ ผมก็ไม่อยากทำ”

The post ถอดรหัสความสุขและการทำงานสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” จากลอนดอนสู่บทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emotional Check-in ความรักที่เติบโตจากคำถาม “เธอเป็นไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหม?” https://thestandard.co/life/emotional-check-in-love-grows/ Fri, 21 Nov 2025 00:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1145655 Emotional Check-in ความรักที่เติบโตจากคำถาม “เธอเป็นไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหม?”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เราอาจมีเวลาให้กันน้อยลง การสื่อสา […]

The post Emotional Check-in ความรักที่เติบโตจากคำถาม “เธอเป็นไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหม?” appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emotional Check-in ความรักที่เติบโตจากคำถาม “เธอเป็นไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหม?”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เราอาจมีเวลาให้กันน้อยลง การสื่อสารในความสัมพันธ์มักกลายเป็นเรื่องเชิงเทคนิค เช่น โทรหาหรือส่งข้อความถามว่า “ถึงบ้านหรือยัง” “กินข้าวหรือยัง” หรือ “วันนี้เหนื่อยไหม” แต่สิ่งที่ความรักต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่แค่การตั้งคำถามเหล่านี้แบบส่งๆ แต่อยู่ที่ “น้ำเสียง” และ “ความตั้งใจจะฟัง” ที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นอย่างจริงใจต่างหาก

 

นักจิตบำบัดหลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า Emotional Check-in เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่คู่รักใช้ถามกันด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เพื่ออัปเดตชีวิต แต่เพื่อรับรู้หัวใจของกันและกัน

 

งานวิจัยจาก UCLA พบว่า คู่รักที่มีบทสนทนาเชิงสะท้อน (Reflective Conversation) อย่างน้อย 15 นาทีต่อสัปดาห์ มีระดับความพึงพอใจในความสัมพันธ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ
พวกเขา “ฟัง” มากกว่าที่จะ “ตอบ”
และ “เข้าใจ” มากกว่าที่จะ “ตัดสิน”

 

ลองนึกถึงเวลาที่เราถามใครสักคนว่า “เธอสบายดีไหม”
แล้วเขาตอบกลับว่า “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ไม่ใช่คำแนะนำ แต่คือความรู้สึกว่า “ยังมีใครอยู่ตรงนี้ด้วยกัน”

 

Emotional Check-in ไม่ต้องใช้เวลานาน แค่ใช้ใจจริงๆ สักช่วงหนึ่ง
อาจเป็นตอนนั่งรถกลับบ้านด้วยกัน ตอนกินข้าวเย็น หรือก่อนนอน
เพียงถามกันว่า “วันนี้ใจของเธอเหนื่อยตรงไหนบ้าง”
ประโยคนี้อาจกลายเป็นสะพานที่พาเรากลับมาพบกันอีกครั้ง หลังผ่านวันยาวๆ ที่ทำให้ใจห่าง

 

เพราะความรักที่เติบโตได้ ไม่ใช่ความรักที่พูดถูกทุกเรื่อง
แต่คือความรักที่รู้จัก “หยุดฟัง” ในวันที่อีกฝ่ายอาจพูดไม่ออก

 

สุดท้าย การถามว่า “เธอสบายดีไหม”
อาจเป็นการสื่อสารที่เรียบง่ายที่สุด แต่มีพลังมากที่สุด เพราะมันบอกได้มากกว่า “ฉันห่วงเธอ” แต่มันยังแปลว่า “ฉันยังอยากเข้าใจเธออยู่เสมอนะ ที่รักของฉัน”

The post Emotional Check-in ความรักที่เติบโตจากคำถาม “เธอเป็นไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหม?” appeared first on THE STANDARD.

]]>