น้ำเสีย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/น้ำเสีย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 05 Dec 2025 07:05:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รมช. อุตสาหกรรมตรวจโรงงานสุกรหมื่นล้านชลบุรี ปล่อยน้ำเสียเกินกำหนด กระทบชุมชน https://thestandard.co/minister-visits-pork-plant-wastewater/ Fri, 05 Dec 2025 07:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1151663 รมช. อุตสาหกรรม ตรวจโรงงานสุกรหมื่นล้าน ชลบุรี ปล่อยน้ำเสียเกินกำหนด กระทบชุมชน

วันนี้ (5 ธันวาคม) จ.อ. ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่ว […]

The post รมช. อุตสาหกรรมตรวจโรงงานสุกรหมื่นล้านชลบุรี ปล่อยน้ำเสียเกินกำหนด กระทบชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช. อุตสาหกรรม ตรวจโรงงานสุกรหมื่นล้าน ชลบุรี ปล่อยน้ำเสียเกินกำหนด กระทบชุมชน

วันนี้ (5 ธันวาคม) จ.อ. ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมงานเข้าตรวจโรงงานฆ่าและชำแหละสุกรของบริษัทอาหารรายใหญ่ระดับหมื่นล้านบาท ในอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี หลังได้รับร้องเรียนต่อเนื่องจากประชาชนในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นรุนแรงและน้ำเสียคุกคามชุมชน

 

กระทรวงอุตสาหกรรมบูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมปศุสัตว์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรบ่อทอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งถูกระบุว่าอาจเป็นต้นตอของกลิ่นและน้ำเสียที่ไหลกระทบชุมชน

 

จากการตรวจเบื้องต้น พบว่าโรงงานมีปริมาณน้ำทิ้งสูงถึงราว 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สูงกว่าที่ขออนุญาตไว้เพียง 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน อีกทั้งยังไม่มีผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษประจำโรงงาน และไม่พบข้อมูลรายงานน้ำเสียในระบบรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน (รว.) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตตามคำสั่งตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

จ.อ. ยศสิงห์เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า แม้โรงงานดังกล่าวจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีมูลค่ากิจการระดับหมื่นล้านบาทและมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเนื้อสุกรของประเทศ แต่ไม่มีอิทธิพลใด ศักดิ์สิทธิ์เหนือกฎหมายได้

 

“ต่อให้เป็นบริษัททุนใหญ่แค่ไหน ถ้าปล่อยน้ำเสียเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต หรือทำให้ประชาชนเดือดร้อน ก็ต้องถูกตรวจสอบและชำระความเหมือนกันทั้งหมด กฎหมายไทยมีฉบับเดียว ไม่ได้เขียนให้คนตัวเล็กอีกแบบ คนตัวใหญ่อีกแบบ” จ.อ. ยศสิงห์กล่าว

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้บริษัทได้ยื่นขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี แต่จากข้อเท็จจริงที่ตรวจพบในวันนี้ จะถูกนำไปประกอบการพิจารณาสั่งการเพิ่มเติมอย่างเคร่งครัด พร้อมกำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงแบบเกาะติด จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าระบบบำบัดน้ำเสียได้มาตรฐาน และผลกระทบต่อชุมชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ในส่วนของมาตรการเฉพาะหน้า จ.อ. ยศสิงห์ได้สั่งการให้โรงงานหยุดเดินเครื่องบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำเสีย พร้อมให้นำน้ำทิ้งจากบ่อบำบัดและจุดต้องสงสัยส่งตรวจทางเคมีอย่างละเอียด หากผลตรวจยืนยันว่าค่ามลพิษเกินมาตรฐาน หรือมีการระบายออกนอกแบบแปลนที่ขออนุญาต จะเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดร่วมกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

“ผมย้ำเสมอว่า หน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม คือทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าโรงงานอยู่กับชุมชนได้อย่างรับผิดชอบ ถ้าดีจริง เราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าทำผิด ก็ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าทุนจะใหญ่ ใจจะโต หรือมูลค่ากิจการจะกี่หมื่นล้านก็ตาม” จ.อ. ยศสิงห์กล่าวทิ้งท้าย

The post รมช. อุตสาหกรรมตรวจโรงงานสุกรหมื่นล้านชลบุรี ปล่อยน้ำเสียเกินกำหนด กระทบชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร เยี่ยมนิคมฯ สินสาคร ชื่นชมระบบจัดการน้ำเสีย Zero Discharge ต้นแบบอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม สั่ง กนอ. เฝ้าระวังน้ำท่วมทั่วประเทศ https://thestandard.co/thanakorn-praises-zero-discharge-system/ Wed, 05 Nov 2025 10:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1140029 ธนกร เยี่ยม นิคมฯ สินสาคร ชื่นชมระบบจัดการน้ำเสีย Zero Discharge ต้นแบบอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม สั่ง กนอ. เฝ้าระวังน้ำท่วมทั่วประเทศ

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระ […]

The post ธนกร เยี่ยมนิคมฯ สินสาคร ชื่นชมระบบจัดการน้ำเสีย Zero Discharge ต้นแบบอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม สั่ง กนอ. เฝ้าระวังน้ำท่วมทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร เยี่ยม นิคมฯ สินสาคร ชื่นชมระบบจัดการน้ำเสีย Zero Discharge ต้นแบบอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม สั่ง กนอ. เฝ้าระวังน้ำท่วมทั่วประเทศ

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบาย โดยชื่นชมความสำเร็จของนิคมฯ ในการเป็น เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Champion และระบบบริหารจัดการน้ำเสียภายใต้แนวคิด “Zero Discharge” ที่ไม่มีการระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติภายนอกนิคมฯ เลย

 

ธนกรกล่าวว่า ระบบดังกล่าวเป็นแบบอย่างสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำ เช่น รดน้ำต้นไม้ในพื้นที่สีเขียวภายในนิคมฯ “โมเดล Zero Discharge ของนิคมสินสาครถือเป็นต้นแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ กนอ. ในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน” ธนกรกล่าว พร้อมกำชับให้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนักตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

 

ด้านสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยว่า ได้เตรียมมาตรการรับมือและป้องกันน้ำท่วมในนิคมฯ ทั่วประเทศแล้ว ทั้งการตรวจสอบเครื่องสูบน้ำให้พร้อม 100%, การพร่องน้ำในพื้นที่แก้มลิงให้ต่ำสุด, การติดตามข้อมูลอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด, การจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สำรอง และการซ้อมแผนฉุกเฉินประจำ โดยหากพบว่าปริมาณน้ำฝนเกิน 120 มิลลิเมตรในพื้นที่ใด จะต้องรายงานผู้บริหาร กนอ. ทันที

 

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง แต่ก็มีมาตรการป้องกันฉุกเฉินครบถ้วน ทั้งการระบายน้ำเต็มกำลัง การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น และการสื่อสารข้อมูลกับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกภาคส่วน

 

นิคมอุตสาหกรรมสินสาครอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. และได้รับการรับรองเป็น เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Champion ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post ธนกร เยี่ยมนิคมฯ สินสาคร ชื่นชมระบบจัดการน้ำเสีย Zero Discharge ต้นแบบอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม สั่ง กนอ. เฝ้าระวังน้ำท่วมทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.อุตสาหกรรม สั่งฟันทันทีโรงงานปล่อยน้ำเสีย ผูกมัดเครื่องจักร-ประทับตรา ห้ามเดินเครื่องเด็ดขาด https://thestandard.co/minister-seals-polluting-factories/ Fri, 10 Oct 2025 12:46:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1129187 รมช.อุตสาหกรรม สั่งฟันทันที โรงงานปล่อยน้ำเสีย ผูกมัดเครื่องจักร-ประทับตรา ห้ามเดินเครื่องเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเล […]

The post รมช.อุตสาหกรรม สั่งฟันทันทีโรงงานปล่อยน้ำเสีย ผูกมัดเครื่องจักร-ประทับตรา ห้ามเดินเครื่องเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.อุตสาหกรรม สั่งฟันทันที โรงงานปล่อยน้ำเสีย ผูกมัดเครื่องจักร-ประทับตรา ห้ามเดินเครื่องเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการเร่งด่วนให้ปิดโรงงานถอดแยกและบดย่อยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังตรวจพบการ Bypass น้ำเสียโดยไม่ผ่านระบบบำบัด และมีเสียงดังรบกวนชาวบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ได้ ผูกมัดเครื่องจักรหลักและประทับตราราชการ เพื่อระงับการเดินเครื่องทุกระบบทันที

 

อุดร เทพวาที คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ได้นำคณะทำงานลงพื้นที่ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น รวมถึงอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อดำเนินการตามมาตรการเข้มงวด ‘ปิดเร็วแต่เปิดไวได้ หากแก้ไขถูกต้องตามกฎหมาย’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเรือธง ‘อุตสาหกรรมพึ่งพาได้’ ที่รัฐมนตรีช่วยฯ ผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

 

จ่าเอกยศสิงห์ย้ำว่า การปิดโรงงานไม่ใช่เพื่อทำลายธุรกิจ แต่เพื่อ ปกป้องสิทธิของประชาชนและยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงระบบบำบัดและเสียงรบกวนอย่างถูกต้องกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาการจ้างงานและเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

รัฐมนตรีช่วยฯ ยังสั่งให้ทีมที่ปรึกษาติดตามการปรับปรุงของโรงงานอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการกำหนดมาตรการควบคุมโรงงานทั่วประเทศในระยะต่อไป

 

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบาย ‘ปิดเร็ว – เปิดเร็ว – พึ่งพาได้’ ซึ่งถูกขับเคลื่อนเป็นหนึ่งในแผนงาน 120 วันของรัฐมนตรีช่วยฯ ที่เน้นการทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่จริง รับฟังปัญหาโดยตรง และขับเคลื่อนการแก้ไขให้เห็นผลในเชิงระบบ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมไทยที่โปร่งใส ยั่งยืน

The post รมช.อุตสาหกรรม สั่งฟันทันทีโรงงานปล่อยน้ำเสีย ผูกมัดเครื่องจักร-ประทับตรา ห้ามเดินเครื่องเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศบาลนครเชียงใหม่ทดลองใช้ ‘พนักงานห่าน’ กินจอกแหนในคูเมือง แก้ปัญหาน้ำเสีย https://thestandard.co/chiangmai-geese-clean-moat/ Fri, 22 Aug 2025 09:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1110156 ห่านในคูเมืองเชียงใหม่ช่วยกำจัดจอกแหนและสาหร่ายแก้น้ำเสีย

วันนี้ (22 สิงหาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปย […]

The post เทศบาลนครเชียงใหม่ทดลองใช้ ‘พนักงานห่าน’ กินจอกแหนในคูเมือง แก้ปัญหาน้ำเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห่านในคูเมืองเชียงใหม่ช่วยกำจัดจอกแหนและสาหร่ายแก้น้ำเสีย

วันนี้ (22 สิงหาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังคูเมืองเชียงใหม่ บริเวณด้านหน้าตลาดประตูเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพห่านจำนวน 10 ตัว ที่เทศบาลนครเชียงใหม่ นำมาทดลองให้เป็นหน่วยปฏิบัติการกำจัดจอกแหนและสาหร่ายส่งผลให้น้ำในคูเมืองบริเวณดังกล่าวเป็นสีเขียว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นโครงการทดลองของส่วนช่างสุขาภิบาล เทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสียและฟื้นฟูภูมิทัศน์รอบคูเมืองให้สวยงามเป็นระเบียบ

 

การดำเนินการดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาคูเมืองเชียงใหม่ประสบปัญหามีวัชพืชในน้ำและส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ตลอดจนภาพลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว เทศบาลนครเชียงใหม่จึงทดลองใช้วิธีทางธรรมชาติด้วยการเลี้ยงห่านในบริเวณคูเมืองเพื่อให้สัตว์ช่วยควบคุมและกำจัดวัชพืชตามธรรมชาติ

 

สำหรับการนำห่านมาเลี้ยงในคูเมืองในครั้งนี้ นอกจากจะทดลองแก้ปัญหาน้ำเสียแล้ว บริเวณดังกล่าวยังกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ได้รับความสนใจจากทั้งประชาชน พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาชมและถ่ายภาพกับห่านอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม การนำฝูงห่านมากำจัดจอกแหนและสาหร่าย ยังอยู่ในช่วงการทดลองเป็นเวลา 7 วัน โดยเทศบาลนครเชียงใหม่จะจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและป้องกันไม่ให้ห่านเดินขึ้นถนนและคอยต้อนให้กลับเข้าคอกในช่วงกลางคืน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้สัญจรในบริเวณดังกล่าว

 

ห่านในคูเมืองเชียงใหม่ช่วยกำจัดจอกแหนและสาหร่ายแก้น้ำเสีย

The post เทศบาลนครเชียงใหม่ทดลองใช้ ‘พนักงานห่าน’ กินจอกแหนในคูเมือง แก้ปัญหาน้ำเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสั่ง ‘บริษัทวิน โพรเสส’ ชดใช้ 1.7 พันล้านบาทให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หลังปล่อยน้ำเสีย-สารเคมีรั่วไหลมานาน 10 ปี https://thestandard.co/win-process-ordered-to-pay-up/ Tue, 03 Sep 2024 03:04:34 +0000 https://thestandard.co/?p=978729

วันนี้ (3 กันยายน) กัญชลี นาวิกภูมิ รองอธิบดีกรมควบคุมม […]

The post ศาลสั่ง ‘บริษัทวิน โพรเสส’ ชดใช้ 1.7 พันล้านบาทให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หลังปล่อยน้ำเสีย-สารเคมีรั่วไหลมานาน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กันยายน) กัญชลี นาวิกภูมิ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และโฆษก คพ. เปิดเผยว่า บริษัท วิน โพรเสส จำกัด มีการลักลอบเก็บของเสียเคมีวัตถุไว้ในพื้นที่ของโรงงานเป็นจำนวนมากต่อเนื่องยาวนานมานับ 10 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

ต่อมาเมื่อปี 2560 คพ. ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการของบริษัทที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน จึงได้เข้าตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณภายในโรงงานและพื้นที่ใกล้เคียงโรงงาน พบว่าบ่อน้ำของโรงงานมีลักษณะเป็นน้ำเสีย โดยมีสภาพเป็นกรดและปนเปื้อนโลหะหนัก และยังตรวจพบการรั่วไหลรั่วซึมจากบ่อน้ำภายในโรงงานออกสู่ภายนอก 

 

ส่งผลให้น้ำผิวดินบริเวณใกล้เคียงโรงงานมีค่าความเป็นกรดสูงและปนเปื้อนโลหะหนัก และยังตรวจพบค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายบริเวณด้านข้างโรงงาน บ่งชี้ว่ามีของเสียจากโรงงานระบายออกสู่ภายนอก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่แหล่งน้ำสาธารณะและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน

  

กัญชลีกล่าวว่า คพ. ได้นำปัญหามลพิษกรณีโรงงานของบริษัทดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 มีมติให้ คพ. พิจารณาดำเนินการตามมาตรา 96 และ 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทฯ 

 

คพ. จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานรวบรวมพยานหลักฐานและค่าใช้จ่ายในการเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง และองค์การบริหารส่วนตำบลบางบุตร และประเมินค่าเสียหาย ค่าขจัดมลพิษ และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด 

   

กัญชลีกล่าวต่อว่า คพ. โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดระยอง ได้ยื่นฟ้องบริษัท วินโพรเสส จำกัด กับพวกรวม 3 คน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เพื่อเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อภาครัฐและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 96 และ 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 

 

และเมื่อวานนี้ (2 กันยายน) ศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่ คพ. เป็นค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมดอกเบี้ยและค่าทนายความ รวมเป็นเงินจำนวน 1,743,609,923.46 บาท ซึ่งคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลจังหวัดระยองได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษา หากคดีนี้ไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว คพ. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการบังคับคดีเพื่อนำเงินมาใช้ดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามคำพิพากษาของศาลต่อไป กัญชลีกล่าว

The post ศาลสั่ง ‘บริษัทวิน โพรเสส’ ชดใช้ 1.7 พันล้านบาทให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หลังปล่อยน้ำเสีย-สารเคมีรั่วไหลมานาน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะลงทะเลแล้ววันนี้ นักวิชาการชี้ไม่กระทบปลาไทย ยังกินได้ปกติ https://thestandard.co/japan-set-release-fukushima-water-amid-criticism/ Thu, 24 Aug 2023 08:43:59 +0000 https://thestandard.co/?p=833358 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วันนี้ (24 สิงหาคม) ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟ […]

The post ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะลงทะเลแล้ววันนี้ นักวิชาการชี้ไม่กระทบปลาไทย ยังกินได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วันนี้ (24 สิงหาคม) ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ท่ามกลางกระแสความวิตกกังวลจากกลุ่มประมงที่หวั่นเกรงว่าลูกค้าจะไม่กล้ากลับมาซื้อปลาในท้องถิ่นจนกระทบต่อธุรกิจ รวมถึงเสียงตำหนิจากจีนที่มองว่าญี่ปุ่นนั้น ‘เห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบ’ 

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วง 2 ปีก่อน รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติแผนดำเนินการในการปล่อยน้ำเสียลงมหาสมุทร ก่อนที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA จะไฟเขียวแผนดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยต้องเท้าความเช่นนี้ก่อนว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2011 ญี่ปุ่นเผชิญกับแผ่นดินไหวแมกนิจูด 9.1 ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ซัดเข้าใส่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเกิดความเสียหาย และปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวโรงไฟฟ้ายังคงผลิตน้ำเสียออกมาถึงวันละ 100 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้ำเสียเหล่านี้มาจากน้ำบาดาลและน้ำทะเลที่ใช้หล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์ ก่อนจะผ่านการกรองและเก็บไว้ในแทงก์น้ำ ซึ่งปริมาณความจุที่สะสมมาตั้งแต่เกิดภัยพิบัติใกล้จะเต็มแล้ว และคาดว่าจะถึงขีดจำกัดที่ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงต้นปี 2024 จนทางการต้องตัดสินใจปล่อยน้ำดังกล่าวลงสู่ทะเล ซึ่งได้ผ่านระบบบำบัดจนขจัดสารกัมมันตรังสีส่วนใหญ่ได้ ยกเว้นทริเทียม (Tritium)

 

บริษัท Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ประกาศว่า การปล่อยน้ำเริ่มต้นในเวลาประมาณ 13.03 น. ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น และไม่พบความผิดปกติใดๆ กับปั๊มน้ำทะเลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลให้ชาวประมงในญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน สำนักข่าว Reuters ได้ลงพื้นที่สอบถามกลุ่มผู้ค้าปลาในฟุกุชิมะ โดยเจ้าของร้านปลาคนหนึ่งกล่าวว่า เขารู้สึกวิตกกังวลและไม่เคยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาล เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาต้องใช้เวลานานมากกว่าที่ลูกค้าจะมั่นใจและกล้ากลับมาซื้อปลาในท้องถิ่น หลังเกิดเหตุภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งการที่รัฐบาลตัดสินใจปล่อยน้ำเสียลงทะเล อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลซ้ำรอยอดีต

 

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนก็ได้ออกแถลงการณ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยกล่าวว่า “ญี่ปุ่นไม่ควรสร้างความเสียหายทางอ้อมให้กับคนในท้องถิ่นและผู้คนอื่นๆ บนโลก ด้วยการตักตวงผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว” นอกจากนี้จีนยังระบุด้วยว่า จะดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล ตลอดจนสุขภาพของประชาชน และจะเพิ่มการติดตามระดับรังสีในน่านน้ำของตนเอง

 

สำหรับความวิตกกังวลของหลายๆ คนที่สงสัยว่า การปล่อยน้ำเสียครั้งนี้จะกระทบถึงสัตว์น้ำของไทยหรือไม่ เรายังสามารถกินอาหารทะเลได้อย่างสบายใจหรือเปล่า ข้อนี้ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อมูลที่น่าสนใจในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าคนไทยยังสามารถกินอาหารทะเลของบ้านเราได้เหมือนเดิม

 

“ทะเลบ้านเราห่างจากฟุกุชิมะ 5,000 กม. วัดเป็นเส้นตรง ซึ่งจริงวัดลัดเลาะชายฝั่งจะไกลกว่านั้นมาก หากสารมีอันตราย กว่าจะมาถึงเราต้องผ่านหลายต่อหลายประเทศ ทะเลไทยอยู่ไกลสุดกู่

 

“นอกจากนี้ กระแสน้ำ kuroshio ซึ่งเป็นกระแสน้ำหลักในทะเลแถบนั้นยังไหลขึ้นเหนือ ก่อนเบี่ยงออกกลางมหาสมุทร ไม่ได้ไหลลงใต้มาทางบ้านเรา หากคิดถึงการสะสมระยะยาวในดินตะกอน สัตว์น้ำ ฯลฯ เราก็ยังอยู่ไกลมาก ทั้งหมดนี้เพื่อไม่ให้เพื่อนธรณ์เป็นกังวลกับการกินอาหารจากทะเลไทย เรายังกินต่อไปได้และควรกิน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง/เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” ดร.ธรณ์ระบุ

 

ภาพ: Photo by Philip FONG / AFP

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะลงทะเลแล้ววันนี้ นักวิชาการชี้ไม่กระทบปลาไทย ยังกินได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดแผนญี่ปุ่น ปล่อยน้ำเสียนิวเคลียร์ลงทะเล มั่นใจแค่ไหน ทำไมกระแสค้านรอบด้าน | GLOBAL FOCUS #30 https://thestandard.co/global-focus-ep30/ Fri, 21 Jul 2023 09:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=820200 น้ำเสีย นิวเคลียร์ ญี่ปุ่น

แผนปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีกว่า 1.33 ล้านลูก […]

The post ชมคลิป: เปิดแผนญี่ปุ่น ปล่อยน้ำเสียนิวเคลียร์ลงทะเล มั่นใจแค่ไหน ทำไมกระแสค้านรอบด้าน | GLOBAL FOCUS #30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำเสีย นิวเคลียร์ ญี่ปุ่น

แผนปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีกว่า 1.33 ล้านลูกบาศก์เมตร จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ ของรัฐบาลญี่ปุ่น ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ที่แม้จะผ่านการบำบัดและได้รับการรับรองจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งชาวญี่ปุ่นและประชาชนหลายประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น จีน เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ แสดงความกังวลและประท้วงคัดค้าน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจนสารกัมมันตรังสีเหลือน้อยนิดตามที่ญี่ปุ่นกล่าวอ้าง จะปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายทั้งต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล

 

โดยชาวประมงญี่ปุ่นไม่น้อยหวั่นวิตกว่าความพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงและสร้างความมั่นใจแก่สินค้าประมงที่มาจากแถบจังหวัดฟุกุชิมะ ภายหลังเผชิญภัยพิบัติสารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อันเนื่องจากแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 อาจสูญเปล่าจากแผนปล่อยน้ำเสียดังกล่าว

 

ขณะที่จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ยังไม่เชื่อมั่นและเดินหน้าแบนสินค้าจากฟุกุชิมะและหลายจังหวัดของญี่ปุ่นต่อไป

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบททดสอบสำคัญ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องสร้างความชัดเจนด้านความปลอดภัย และให้คำตอบที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมถึงจำเป็นต้องปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงทะเล และไม่มีแผนหรือแนวทางอื่นแล้วหรือ ที่จะปลอดภัยและให้ความมั่นใจได้มากกว่านี้

The post ชมคลิป: เปิดแผนญี่ปุ่น ปล่อยน้ำเสียนิวเคลียร์ลงทะเล มั่นใจแค่ไหน ทำไมกระแสค้านรอบด้าน | GLOBAL FOCUS #30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีเหนือจวก IAEA หลังอนุมัติญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ https://thestandard.co/north-korea-slams-iaea/ Tue, 11 Jul 2023 04:37:53 +0000 https://thestandard.co/?p=815135 เกาหลีเหนือจวก IAEA

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม เกาหลีเหนือได้ออกมาตำหนิอง […]

The post เกาหลีเหนือจวก IAEA หลังอนุมัติญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีเหนือจวก IAEA

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม เกาหลีเหนือได้ออกมาตำหนิองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) หลังอนุมัติแผนดำเนินการของญี่ปุ่นในการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงไปยังมหาสมุทรในช่วงไม่กี่ทศวรรษต่อจากนี้

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 มวลน้ำจากคลื่นสึนามิได้ซัดกระหน่ำภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่น โดยคลื่นได้ซัดกระแทกเข้าใส่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะจนระบบหล่อเย็นเสียหาย เมื่อระบบหล่อเย็นไม่ทำงานก็ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ร้อนจัดอย่างรวดเร็วจนแท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย และปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา 

 

ทั้งนี้ น้ำเสียที่จะปล่อยออกมานั้นคือน้ำที่ใช้หล่อเย็นให้กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลังเกิดมหันตภัยใหญ่ รวมถึงน้ำจากใต้ดินและน้ำฝนที่ไหลซึมเข้ามาในพื้นที่แล้ว ซึ่งมีปริมาณรวมกว่า 1.33 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

ผู้ดูแลโรงไฟฟ้าได้บำบัดมวลน้ำดังกล่าวแล้ว โดยกำจัดกัมมันตภาพรังสีออกเกือบทั้งหมด ยกเว้นธาตุทริเทียม และวางแผนเจือจางน้ำก่อนที่จะปล่อยลงสู่มหาสมุทรในช่วงหลายสิบปีต่อจากนี้

 

แผนการดังกล่าวทำให้ประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่นแสดงท่าทีกังวล ยกตัวอย่างเช่น จีนที่ออกคำสั่งห้ามนำเข้าอาหารบางประเภท และเกาหลีใต้ที่มีการประท้วงในหลายจุด

 

กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเกาหลีเหนือ กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า การปล่อยน้ำจะ ‘ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์ ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา’ และ ‘ที่สำคัญคือพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลของ IAEA ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างแข็งขันในการปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น’

 

สำนักข่าวกลางเกาหลีได้เผยแพร่แถลงการณ์ข้างต้น หลัง ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เดินทางเยือนกรุงโซลเป็นเวลา 3 วัน เพื่อเข้าพบสมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่วิพากษ์วิจารณ์แผนการปล่อยน้ำดังกล่าว

 

อนึ่ง วันเสาร์ที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม) กรอสซีได้เข้าหารือกับ พัคจิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เพื่อบรรยายสรุปผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ IAEA ให้ทางเกาหลีใต้รับทราบ โดยพัคได้ร้องขอ ‘ความร่วมมืออย่างแข็งขันจาก IAEA สำหรับการตรวจสอบความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชน’

 

หลังจากการประชุม กรอสซียืนยันว่า IAEA จะยังคงดำเนินงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะต่อไปเพื่อความปลอดภัยในทุกขั้นตอน โดยระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า “สิ่งที่เริ่มขึ้นตอนนี้สำคัญยิ่งกว่างานที่ทำไปแล้ว นั่นคือการติดตามการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง”

 

แฟ้มภาพ: lev radin Via Shutterstock 

อ้างอิง:

The post เกาหลีเหนือจวก IAEA หลังอนุมัติญี่ปุ่นปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงมหาสมุทรแปซิฟิก ปลอดภัยแล้วหรือ? https://thestandard.co/is-fukushima-nuclear-power-plant-wastewater-safe/ Wed, 05 Jul 2023 12:52:11 +0000 https://thestandard.co/?p=812866 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ

เป็นเวลากว่า 1 ทศวรรษหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสารกัมมั […]

The post ทำไมญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงมหาสมุทรแปซิฟิก ปลอดภัยแล้วหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ

เป็นเวลากว่า 1 ทศวรรษหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ซัดกระหน่ำภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่นในปี 2011 

 

ผลกระทบอันน่าหวาดกลัวจากการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีที่รุนแรงเป็นอันดับ 2 รองจากวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล สร้างความกังวลทั้งต่อประชาชนชาวญี่ปุ่นและทั่วโลก 

 

โดยล่าสุดชื่อของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังปรากฏข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าจำนวนกว่า 1 ล้านตันที่ผ่านการ ‘บำบัด’ แล้ว ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก 

 

ขณะที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) อนุมัติแผนดำเนินการของญี่ปุ่นหลังจากที่มีการประเมินนานกว่า 2 ปี ซึ่งข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นเผยว่า การปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอาจเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม แม้จะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศใกล้เคียงอย่างจีนและเกาหลีใต้ รวมถึงมีการประท้วงคัดค้านจากบรรดาชาวประมงที่กังวลว่า อาจมีน้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเลอันเป็นแหล่งทำมาหากิน

 

สิ่งที่หลายคนสงสัยกันคือ ทำไมญี่ปุ่นต้องปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะสู่ทะเล และมีความมั่นใจในความปลอดภัยมากแค่ไหน?

 

ทำไมญี่ปุ่นต้องปล่อยน้ำเสียนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทร?

 

  • ผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาด 9.1 เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2011 ส่งผลให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 3 เครื่อง จาก 6 เครื่องในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ เกิดความเสียหายและขาดสารหล่อเย็น จนทำให้เกิดความร้อนสูงและหลอมละลาย (Nuclear Meltdown) ปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา
  • อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้ายังคงผลิตน้ำเสียออกมาถึงวันละ 100 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้ำเสียเหล่านี้มาจากน้ำบาดาลและน้ำทะเลที่ใช้หล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์ ก่อนจะผ่านการกรองและเก็บไว้ในแทงก์น้ำ 
  • โดยแทงก์บรรจุน้ำเสียในโรงไฟฟ้ามีจำนวนถึง 1,000 แทงก์ ซึ่งปริมาณความจุที่สะสมมาตั้งแต่เกิดภัยพิบัติใกล้ที่จะเต็ม และคาดว่าจะถึงขีดจำกัดที่ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงต้นปี 2024 
  • ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมหาทางออก โดยประกาศตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2021 ว่า มีแผนที่จะทยอยปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก
  • คำถามว่า ทำไมไม่เพิ่มแทงก์น้ำสำหรับรองรับน้ำเสียนั้น คำตอบคือ บริษัท Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไม่สามารถเคลียร์พื้นที่สำหรับวางแทงก์น้ำเพิ่มเติมได้ โดย Bloomberg รายงานว่า ทางบริษัทได้โค่นต้นไม้ไปแล้วกว่า 500 ตารางเมตร เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับวางแทงก์
  • ส่วนระยะเวลาในการทยอยปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงสู่ทะเลนั้น TEPCO เผยในรายงานเมื่อปี 2020 ว่าจะใช้เวลาราว 30-40 ปี

 

น้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับการบำบัดอย่างไร?

 

  • จากข้อมูลของ IAEA พบว่า น้ำเสียที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจะถูกนำไปรีไซเคิลผ่านระบบ Advanced Liquid Processing System (ALPS) ซึ่งเป็นระบบสูบและกรองน้ำ ซึ่งมีการใช้ชุดปฏิกิริยาเคมีเพื่อกำจัดสารกัมมันตรังสี 62 ชนิดออกจากน้ำที่ปนเปื้อน
  • แต่แม้ว่าธาตุกัมมันตภาพรังสีส่วนใหญ่จะถูกกรองออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีทริเทียม (Tritium) ซึ่งเป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีที่แยกออกจากน้ำได้ยาก เนื่องจากมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับไฮโดรเจน
  • รายงานของ IAEA ระบุว่า ทริเทียมนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายจากสารกัมมันตรังสีได้หากสูดดมหรือเข้าสู่ร่างกาย แต่มันจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์เมื่อเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากเท่านั้น
  • โฆษกของ TEPCO เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับ National Geographic ว่า น้ำเสียจะผ่านการทำให้บริสุทธิ์ซ้ำไปซ้ำมา โดยมีการเก็บตัวอย่างและตรวจสอบซ้ำหลายครั้งเพื่อยืนยันว่า ความเข้มข้นของสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนในน้ำเสียนั้นต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดก่อนที่จะปล่อยลงสู่ทะเล

 

น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดปลอดภัยหรือไม่?

 

  • ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คณะทำงานของ IAEA ได้ดำเนินภารกิจตรวจสอบจำนวน 5 ภารกิจ และเผยแพร่รายงาน 6 ฉบับที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของแผนปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น
  • ในการตรวจสอบครั้งสุดท้ายของ IAEA เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 กรกฎาคม) ระบุว่า แผนดำเนินการของญี่ปุ่นนั้นสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระหว่างประเทศ โดยชี้ว่า “การปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่ทะเลอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการควบคุม จะส่งผลกระทบทางรังสีเล็กน้อยต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”
  • ข้อมูลจากรายงานของ IAEA ยังชี้ว่า แม้ไอโซโทปอย่างทริเทียมจะมีครึ่งชีวิตของสารกัมมันตรังสีอยู่ที่ 12.32 ปี แต่น้ำเสียนั้นมีครึ่งชีวิตทางชีวภาพที่สั้นกว่าคือ 7-14 วันในร่างกายมนุษย์
  • ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่า แผนการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นนั้นสอดคล้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งอื่นๆ ทั่วโลก 
  • โดย ศ.จิม สมิธ นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ กล่าวว่า “การปล่อยน้ำเสียที่มีกัมมันตรังสีทริเทียมในปริมาณเล็กน้อยโดยมีการควบคุมนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำในโรงงานนิวเคลียร์ทั่วโลก”
  • ขณะที่ ศ.มิคาอิล บาโลนอฟ ผู้เชี่ยวชาญของ IAEA ให้ความเห็นในทางเดียวกัน โดยเสริมว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศอื่นๆ มีการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนทริเทียมในแต่ละปีมากกว่าระดับทริเทียมในน้ำเสียที่ญี่ปุ่นตั้งใจจะปล่อยสู่ทะเล
  • ด้านเว็บไซต์สื่อออนไลน์ The Conversation รายงานว่า ปัจจุบันมีทริเทียมประมาณ 8.4 กิโลกรัมอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณทริเทียมราว 3 กรัมในน้ำเสียที่จะปล่อยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ
  • อย่างไรก็ตาม รศ.คัมเปอิ ฮายาชิ จากมหาวิทยาลัยฟุกุชิมะ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AP โดยมองว่า ระดับของทริเทียมในน้ำเสียนั้น ‘ยังคงน่าเป็นกังวล’ เมื่อพูดถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่จะปรากฏขึ้นในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า
  • ด้านสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) รายงานว่า ไอโซโทปที่เป็นอันตราย ซึ่งมีอายุกัมมันตภาพรังสียาวนานกว่า เช่น รูทีเนียม โคบอลต์ สตรอนเทียม และพลูโตเนียม สามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการ ALPS ได้ในบางครั้ง โดย TEPCO ระบุว่า มีไอโซโทปกว่า 71% ปนเปื้อนในน้ำเสียที่เก็บไว้ในแทงก์น้ำ
  • “ไอโซโทปกัมมันตรังสีเหล่านี้มีพฤติกรรมแตกต่างจากทริเทียมในมหาสมุทร และรวมเข้ากับสิ่งมีชีวิตในทะเลหรือตะกอนก้นทะเลได้ง่ายกว่า” เคน บุสเซเลอร์ นักเคมีทางทะเล กล่าว 

 

ใครเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย?

 

  • IAEA กล่าวเมื่อวันอังคารว่า จะดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยระหว่างการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอย่างต่อเนื่อง และจะยังมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตรวจสอบในพื้นที่ รวมถึงจะมีการตรวจสอบแบบไลฟ์ผ่านทางออนไลน์จากสถานที่ปล่อยน้ำเสียด้วย
  • “การดำเนินการนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่า มาตรฐานความปลอดภัยระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องยังคงถูกนำไปใช้ตลอดกระบวนการที่ยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลญี่ปุ่นและ TEPCO” ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA กล่าวระหว่างการเยือนญี่ปุ่น
  • คณะทำงานของ IAEA ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คนจากออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร จะทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลหลักด้านเทคนิคและกฎระเบียบที่จำเป็น เพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์
  • ขณะที่กรอสซีกล่าวว่า “IAEA จะยังคงความโปร่งใสแก่ประชาคมระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบ (จากการปล่อยน้ำเสีย) ทั้งหมด สามารถพึ่งพาข้อเท็จจริงและวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ตลอดทั้งกระบวนการ”

 

ทั่วโลกมีปฏิกิริยาอย่างไร?

 

  • ญี่ปุ่นวางแผนที่จะค่อยๆ ปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้ว ซึ่งมีปริมาณมากพอที่จะเติมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกได้ถึง 500 สระ
  • แต่แผนปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเผชิญการประท้วงจากบรรดาชาวประมง โดยเฉพาะในจังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งกังวลว่าลูกค้าจะปฏิเสธปลาที่พวกเขาจับได้ แม้ว่าจะมีกฎระเบียบในการตรวจสอบอาหารจากฟุกุชิมะที่เข้มงวดก็ตาม
  • ที่ผ่านมาแม้ว่า TEPCO จะมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ แต่สหภาพแรงงานประมงในฟุกุชิมะยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงสู่ทะเล โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้ความพยายามเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงที่เสียหายของการประมงในฟุกุชิมะสูญเปล่า
  • ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รอบโรงไฟฟ้ายังมีการรวบรวมรายชื่อกว่า 2.5 แสนชื่อ เพื่อคัดค้านแผนปล่อยน้ำเสียของรัฐบาล
  • ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนในญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า รายงานล่าสุดของ IAEA นั้นไม่สามารถเป็น ‘บัตรผ่าน’ สำหรับการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงสู่ทะเล และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นระงับแผนดำเนินการดังกล่าว
  • โดย หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เตือนว่า แผนปล่อยน้ำเสียดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก โดย Bloomberg รายงานโดยอ้างคำพูดของเขาว่า “มหาสมุทรไม่ใช่ท่อระบายน้ำส่วนตัวของญี่ปุ่น”
  • ส่วนในเกาหลีใต้นั้นพบว่า ประชาชนบางส่วนมีความกังวลต่อการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในมหาสมุทรแปซิฟิกจากแผนปล่อยน้ำเสียของญี่ปุ่น 
  • ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิดการประท้วงต่อต้านและทำให้เกิดความตื่นตระหนก โดยประชาชนเริ่มแห่ไปซื้อเกลือเพื่อกักตุนไว้ ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในเกาหลีใต้เดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นเกือบ 27% เมื่อเทียบกับเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ แม้ว่าทางการจะระบุว่า สภาพอากาศและปริมาณการผลิตที่ลดลงก็เป็นสาเหตุเช่นกัน
  • ประเด็นการปล่อยน้ำเสียนี้ยังเป็นที่พูดถึงในการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum) ซึ่งที่ประชุมจำนวน 18 ประเทศ รวมทั้งฟิจิและออสเตรเลีย มีการเรียกร้องให้ญี่ปุ่นพิจารณาทางเลือกอื่น และเรียกร้องให้มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงจากแผนปล่อยน้ำเสียดังกล่าว

ภาพ: Christopher Furlong / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทำไมญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงมหาสมุทรแปซิฟิก ปลอดภัยแล้วหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Saving The Seine: เจาะลึกภารกิจคืนชีวิตให้ ‘ลา แซน’ แม่น้ำสายโรแมนติกที่สุดในโลกของชาวฝรั่งเศส https://thestandard.co/saving-the-seine-france/ Wed, 29 Mar 2023 06:35:29 +0000 https://thestandard.co/?p=770191

ที่ริมน้ำแซน หญิงสาวผู้คลุมฮิญาบที่นั่งฟังชายหนุ่มกลุ่ม […]

The post Saving The Seine: เจาะลึกภารกิจคืนชีวิตให้ ‘ลา แซน’ แม่น้ำสายโรแมนติกที่สุดในโลกของชาวฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>

ที่ริมน้ำแซน หญิงสาวผู้คลุมฮิญาบที่นั่งฟังชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ ‘มาดมัวแซว’ (จริงๆ คือมาดมัวแซล) คนนั้นคนนี้ไปเรื่อยมาสักพักใหญ่ ก่อนที่เธอจะลุกเพื่อเดินทางไปต่อ แต่เดินได้ไม่นานเธอก็สะดุดก้อนหินและล้มลง

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มซึ่งแอบสังเกตเธอเช่นกันรีบรุดขึ้นไปช่วย และพาเธอมานั่งพัก ตอนนี้เขาสังเกตเห็นแล้วว่าผ้าฮิญาบที่ซ่อนเร้นเส้นผมสีดำขลับของเธอหลุดออกมา และเส้นผมดำสลวยนั้นทำให้เขาหัวใจเต้น

 

“คุณมีผมที่สวยมากเลย ทำไมถึงต้องปกปิดมันไว้ด้วย” เขาถามก่อนเธอจะตอบ “ฉันไม่ได้ต้องปกปิด แต่ฉันเลือกที่จะปกปิด” ชายหนุ่มบอกต่อว่า “แย่จัง เพราะคุณสวยมากเลยนะ”

 

“คุณกำลังจะบอกว่าฉันไม่สวยเหรอเวลาสวมฮิญาบ” เธอถามกลับ “เปล่าๆ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

 

บทสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังรักในวันวาน ‘Paris je t’aime’ (2006) ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสั้นอบอวลไอรักหลายๆ ตอน ซึ่งตอนที่หยิบยกมาข้างต้นคือตอนที่มีชื่อว่า ‘Quais de Seine’ หรือ ‘ท่าน้ำแห่งแซน’ 

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องเดียวที่นำแม่น้ำสายนี้มาใช้ประกอบเล่าเรื่องราว หากแต่ยังมีวรรณกรรม กวี ไปจนถึงภาพวาดของศิลปินระดับโลกอย่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ หรือ โคลด โมเนต์ ที่เป็นดังภาพในเงาสะท้อนของสายน้ำถึงความโรแมนติกที่มีอยู่ในทุกหยาดหยดของแม่น้ำที่เปรียบดังเส้นเลือดใหญ่ของฝรั่งเศสสายนี้

 

ความโรแมนติกนี้ทำให้ในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจำนวนหลายล้านคนที่เดินทางมาถึงปารีส นอกจากมหาวิหาร พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และหอไอเฟลแล้ว การล่องเรือชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งของแม่น้ำแซนก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน

 

เพียงแต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ แม่น้ำสายโรแมนติกนี้เน่ามานานแล้ว ไม่มี ‘ปารีเซียง’ (ชาวปารีส) คนไหนที่สามารถลงไปว่ายในแม่น้ำแซนได้ เพราะความเน่าเสียนั้นสูงและเป็นอันตรายเกินกว่าจะมีการอนุญาตให้ทำเช่นนั้นมายาวนานตั้งแต่ปี 1923 หรือครบ 100 ปีแล้ว

 

แต่เรื่องราวที่น่าเศร้านี้กำลังจะจบลง เมื่อปารีสเดินหน้าในโครงการสำคัญ

 

“คืนชีวิตให้แม่น้ำแซน”

 

แซน…แสนเศร้า

‘ลา แซน’ (La Seine) คือชื่อของแม่น้ำที่มีความยาวถึง 777 กิโลเมตร ที่เริ่มต้นจากต้นน้ำในเมืองซูร์-แซน (Source-Seine) ใกล้กับเมืองดิฌง (Dijon) ในแคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) และทอดตัวยาวผ่านหลายเมืองรวมถึงปารีสและไปจบที่ช่องแคบอังกฤษ

 

ถ้าสังเกตจากชื่อก็จะมีรายละเอียดเล็กๆ อีกว่า ชาวฝรั่งเศสใช้คำนำหน้าแม่น้ำสายนี้ว่า ‘La’ ซึ่งเป็นคำเพศหญิง ที่หมายความว่าแม่น้ำแซนนั้นคือหญิงสาว และความจริงชื่อของแม่น้ำสายนี้ว่ากันว่านำมาจากชื่อของเทพแห่งสายน้ำองค์หนึ่งที่มีชื่อว่า ‘เซกวานา’ (Sequana) ที่ต่อมาชื่อเรียกได้ถูกกร่อนจนสั้นลงตามกาลเวลาจนเหลือแค่แซน

 

แม่น้ำและเทพธิดา มันน่าจะสวยงามใช่ไหม

 

แต่แซนกลับมีชีวิตที่แสนเศร้า ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 150 ปีที่แล้ว เมื่อ จอร์จ-ยูแชง เอาส์มองง์ (Georges-Eugene Hausmann) ซึ่งเป็นช่างวางผังเมืองในยุคสมัยของนโปเลียน ได้วางผังเมืองปรับปรุงระบบโครงสร้างของมหานครปารีสครั้งใหญ่

 

การปรับปรุงครั้งนั้นรวมถึงเรื่องของระบบการระบายน้ำที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ให้แก่คนรุ่นหลังในเวลาต่อมา โดยในช่วงปี 1980 ปารีสมีการปรับปรุงระบบการระบายน้ำให้ทันสมัยมากขึ้น มีการช่วยกรองขยะและของเสียขนาดใหญ่ไม่ให้ลงไปในแม่น้ำแซนอีกแต่ปัญหานั้นยังคงอยู่ 

 

โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกถล่มลงมาอย่างหนัก ของเสีย สิ่งปฏิกูลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นในรูปของเหลวหรือของแข็ง (หรือของแข็งที่เหลว…) ต่างหลุดรอดเข้าไปในระบบการระบายน้ำ ก่อนจะไหลลงไปสู่แม่น้ำแซน และมีสภาพไม่ต่างอะไรจากแม่น้ำหลายสายในประเทศโลกที่ 3 

 

ดังนั้นต่อให้ชาวปารีเซียงหรือนักท่องเที่ยวจะมองลา แซนจากภายนอกสวยแค่ไหน แต่ไม่มีใครกล้าจะแตะต้องแม่น้ำสายนี้

 

ไม่ใช่เพราะแม่น้ำนั้นบริสุทธิ์ หากแต่มันเน่า ต่อให้เรายังเห็นเงาจันทร์อยู่ก็ตาม

 

คืนชีวิตให้แซน…แสนสวย

ความจริงเรื่องการชุบชีวิตให้แม่น้ำแซนนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใดสำหรับชาวปารีส ในทางตรงกันข้ามมันเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว

 

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การคืนชีวิตให้แก่แม่น้ำแซนอีกครั้งก็ไม่ต่างอะไรจากแม่น้ำสำคัญหลายสายทั่วโลกที่มันดูยากจนแทบจะเป็น Mission Impossible ไปเสียหมด

 

ปัญหาใหญ่ของชาวปารีสในการฟื้นฟูแม่น้ำสายโรแมนติกให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งเกิดจากความซับซ้อนของปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องการระบายน้ำเสียที่ระบบเก่าที่วางไว้ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มากนัก ไม่นับการที่ใต้มหานครปารีสเองเต็มไปด้วยเครือข่ายต่างๆ อีกมากมาย (จนเรียกได้ว่าใต้ดินนั้นแทบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ ได้เลยทีเดียว) การจะรื้อระบบใหม่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่จะใช้งบประมาณมหาศาลไม่รู้จบ อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าทำแล้วจะจบจริงไหม

 

อย่างไรก็ดีโครงการฟื้นฟูแม่น้ำแซนได้รับการผลักดันอย่างจริงจังภายใต้ยุคของนายกเทศมนตรีคนปัจจุบันอย่าง แอนน์ อีดัลโก (Anne Hidalgo) ซึ่งนำเสนอโครงการฟื้นฟูแม่น้ำแซนในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2024 มาตั้งแต่ปี 2016 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

 

ท่านนายกเทศมนตรีหญิงให้คำมั่นว่าภายในปี 2024 ปารีสมหานครที่เป็นบ้านของผู้คนอีก 11 ล้านคนจะสามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หยั่งรากฝังลึกมาอย่างยาวนานได้แน่นอน 

 

คำสัญญาของอีดัลโกในเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากลเทคะแนนให้มหานครแห่งความรักแห่งนี้ได้เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ซึ่งจะเป็นอีกครั้งที่โอลิมปิกได้กลับมาสู่ปารีส หลังจากที่เคยจัดการแข่งขันโอลิมปิกไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 1900

 

เปลวไฟและใจบันดาลแรง

เปลวไฟจากวิหารฮีราในเทือกเขาโอลิมเปีย กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงให้แก่ชาวปารีสในการคืนชีวิตให้แก่แม่น้ำที่เป็นดังหัวใจของพวกเขาอีกครั้งได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะว่าในสิ่งที่ปารีสให้สัญญาไว้คือแม่น้ำแซนจะเป็นส่วนสำคัญในมหกรรมกีฬาที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ จะจัดให้มีการแข่งขันว่ายน้ำเหมือนที่เคยจัดเมื่อปี 1900 หรือ 123 ปีที่แล้ว 

 

โดยจะมีการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนระยะทาง 10 กิโลเมตร รวมถึงในการแข่งไตรกีฬาที่จะมีการแข่งว่ายน้ำ และแม้แต่ในกีฬาพาราลิมปิกเกมส์เองก็จะมีการแข่งขันในแม่น้ำแซนเช่นเดียวกัน

 

นอกเหนือจากนั้นคือการที่แม่น้ำแซนจะเป็นไฮไลต์ของพิธีเปิดการแข่งขัน ซึ่งในครั้งนี้แทนที่จะมีการจัดขึ้นในสนามกีฬาโอลิมปิกตามธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม พิธีเปิดของ ‘ปารีส 2024’ จะมีขึ้นกลางแม่น้ำแซน โดยจะเปิดโอกาสให้แฟนกีฬาจากทั่วโลกได้ร่วมชม และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิดการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ด้วย 

 

นักกีฬามากกว่า 200 ชาติจากทั่วโลกรวมถึงเจ้าหน้าที่และแขกพิเศษจะร่วมขบวนพาเหรดสุดพิเศษที่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชั่วชีวิตที่ทุกคนจะล่องเรือระยะทางราว 6 กิโลเมตรจากสะพานปงต์ดุสแตร์ลิตซ์ (Pont d’Austerlitz) ไปถึงสะพานปงต์เดอเลอนา (Pont d’lena) 

 

มีการคาดว่าจะมีผู้ชมที่มารอเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดการแข่งขันอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำแซนมากถึง 600,000 คน มากกว่าความจุของสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสอย่างสตาดเดอฟรองซ์ ในเมืองแซงต์-เดอ นีส์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปารีสถึง 7 เท่าด้วยกัน

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้มีความพยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้แม่น้ำแซนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม

 

พระเอกที่ลา แซนรอคอย

จากแม่น้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลและขยะที่มีตั้งแต่อาหาร กล่องโฟม ไปจนถึงของที่ไม่มีใครคิดอย่างโทรทัศน์ขนาดยักษ์และมอเตอร์ไซค์ (!!!) ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของนครปารีสในการจัดการเรื่องน้ำเสียของแม่น้ำแซนถือว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ

 

โดยในการตรวจสอบเมื่อปี 2022 น้ำที่ว่าเสียของลา แซนก็ยังดีกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วจนถึง 90% ซึ่งมาจากการอัปเกรดระบบการระบายน้ำอย่างเต็มที่และจริงจังจากระบบเดิมที่เอาส์มองง์วางไว้

 

แต่​ ‘พระเอก’ ตัวจริงที่จะเป็นคนช่วยชีวิตลา แซนได้เหมือนพระเอกขี่ม้าขาวมาคือสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า ‘ถัง’ ที่มีความกว้างด้านละ 50 เมตร (164 ฟุต) ลึก 34 เมตร (115.5 ฟุต) หรือเทียบได้เท่ากับสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิกถึง 20 สระรวมกัน 

 

ถังเก็บน้ำหรือที่ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า ‘บาสแซง’ (Bassin) นี้อยู่ในโรงงานบำบัดน้ำเสียขนาดยักษ์ มันสามารถรองรับน้ำฝนได้มากถึง 45,000 ลูกบาศก์เมตร (หรือมากกว่า 10 ล้านแกลลอน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือการ ‘รองรับน้ำฝนในช่วงที่พายุซัดถล่ม’ เพื่อป้องกันไม่ให้เกินขีดความสามารถของระบบการระบายน้ำในปารีส

 

หากการก่อสร้างเสร็จสิ้นถังนี้จะมีอุโมงค์ที่เชื่อมตรงกับริมฝั่งแม่น้ำซึ่งจะรองรับน้ำเสียจากระบบการระบายน้ำ น้ำเสียและน้ำฝนจะถูกชะลอก่อนจะเข้าสู่ระบบการบำบัดน้ำเสียที่มีการติดตั้งไว้ใต้นครปารีสก่อนที่น้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วจะถูกปล่อยให้ไหลลงแม่น้ำ

 

ฟังดูแล้วเป็นหลักการที่ง่าย แต่การจะทำจริงไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายเมืองที่พยายามจะทำแบบนี้มาก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่งานนี้พวกเขาแพ้ไม่ได้

 

เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ใช่แค่เพื่อกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้น

 

คนที่จะได้รับประโยชน์เต็มๆ คือชาวปารีเซียงทุกคน

 

แหวกว่ายในสายน้ำแซน

เป้าหมายในอนาคตหลังเสร็จสิ้นมหกรรมกีฬาโอลิมปิกคือการทำให้แม่น้ำแซนกลับมาสะอาดมากพอที่จะทำให้ทุกคนกลับมาว่ายน้ำในแม่น้ำได้อีกครั้ง

 

นครปารีสมีแผนที่จะก่อสร้างสระว่ายน้ำจำนวน 26 สระตลอดระยะทางของแม่น้ำแซน ซึ่งสระหลายแห่งอยู่ใจกลางปารีสเลยทีเดียว 

 

การที่ผู้คนจะสามารถกลับมาแหวกว่ายในสายน้ำแซนได้อีกครั้งนั้นเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างมาก เพราะมันหมายถึง ‘ชีวิต’ ของชาวเมืองที่จะกลับมาอีกครั้ง แม่น้ำแซนจะเป็นมากกว่าแค่แม่น้ำที่ผู้คนล่องเรือหรือนั่งพักผ่อนเท่านั้น

 

แม่น้ำแซนจะยังสามารถเป็นที่พักพิงของชาวปารีเซียงที่เจอกับสภาพอากาศร้อนจัดตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2019 ปารีสร้อนถึง 108.6 องศาฟาเรนไฮต์เลยทีเดียว ซึ่งหากแม่น้ำแซนสะอาดพอที่คนจะลงว่ายน้ำเล่นได้ แม่น้ำสายนี้ก็จะเป็นที่พักพิงอิงกายได้อย่างดีในสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนั้น 

 

เหมือนที่ชาวเมืองซูริก, มิวนิก, โคเปนเฮเกน สามารถลงว่ายน้ำเล่นในสระที่อยู่ในเมืองได้ และเหมือนที่เบอร์ลินและอัมสเตอร์ดัม พยายามที่จะทำให้ทุกคนว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำและลำคลอง นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตในน้ำเองก็จะได้รับประโยชน์ตามไปด้วยหากแม่น้ำกลับมาใสสะอาดอีกหน

 

ที่สำคัญคืองานนี้กำลังเป็นที่จับตามองจากคนทั่วโลกว่าปารีสจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นความจริงได้หรือไม่

 

เพราะหากพวกเขาสามารถพลิกฟื้นแม่น้ำที่มีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความสำคัญ รวมถึงความโรแมนติกที่สุดอย่างลา แซน

 

มันจะเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับเมืองใหญ่ทั่วโลกที่จะทำในแบบเดียวกัน และอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการฟื้นฟูโลกของเราที่บอบช้ำมายาวนานให้กลับมาดีอีกครั้ง 

 

ไม่ใช่แค่สำหรับพวกเราในวันนี้ แต่สำหรับพวกเขาที่จะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปในอีกหลายชั่วอายุคนในวันข้างหน้า

 

“คุณมีผมที่สวยมากเลย ทำไมถึงต้องปกปิดมันไว้ด้วย” ผู้เขียนกำลังคิดถึงฉากในภาพยนตร์ Paris je t’aime อีกครั้ง

 

ไม่มีคำตอบจากหญิงสาว มีแค่รอยยิ้มเบาๆ ของเธอ

 

ภาพ: GLF Media via ShutterStock

อ้างอิง:

The post Saving The Seine: เจาะลึกภารกิจคืนชีวิตให้ ‘ลา แซน’ แม่น้ำสายโรแมนติกที่สุดในโลกของชาวฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เตรียมมาตรการจัดการน้ำเสีย สร้างระบบบำบัดควบคู่บังคับใช้กฎหมาย https://thestandard.co/bangkok-wastewater-treatment/ Fri, 21 Oct 2022 00:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=698104

วานนี้ (20 ตุลาคม) ที่ห้องอัมรินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมห […]

The post กทม. เตรียมมาตรการจัดการน้ำเสีย สร้างระบบบำบัดควบคู่บังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (20 ตุลาคม) ที่ห้องอัมรินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, วาสนา ศิลป์เบ็ญจพร รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมติดตามงานตามแผนการจัดการคุณภาพน้ำ    

 

ชัชชาติกล่าวว่า จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำโดยสำนักการระบายน้ำ จำนวน 169 คลอง และแม่น้ำเจ้าพระยา 9 จุด พบว่าคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำของพื้นที่กรุงเทพมหานครมีสภาพเสื่อมโทรม โดยจัดอยู่ในมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินประเภทที่ 5 (เพื่อการคมนาคมเท่านั้น) 

 

เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนเมืองและการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้มีปริมาณน้ำใช้ในแต่ละวันสูงขึ้นและปล่อยลงคลองโดยไม่ได้รับการบำบัดตามมาตรฐาน จึงส่งผลต่อธรรมชาติจนไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ กลายเป็นน้ำเน่าเสีย มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม 

 

กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียของคูคลองอย่างยั่งยืน โดยใช้มาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง ตามแผนแม่บทการจัดการน้ำเสียของ กทม. พ.ศ. 2554 ประกอบกับมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง ควบคู่อีกทางหนึ่ง 

 

มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างประกอบด้วย การบังคับใช้กฎหมาย ประกอบด้วย พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535, พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535

 

และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยหน่วยงานของ กทม. กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหน้าที่กำกับดูแลอาคารต่างๆ เพื่อควบคุมให้เจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษปล่อยน้ำทิ้งที่จะระบายลงสู่คลองแสนแสบและคลองสาขาเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 

 

ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น คลองแสนแสบและคลองสาขา โดยได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขาในระยะรัศมี 500 เมตร เป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 1,662 แห่ง ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด จำนวน 1,068 แห่ง สถานประกอบการที่ฝ่าฝืน จำนวน 395 แห่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 199 แห่ง

 

ชัชชาติกล่าวต่อด้วยว่า ที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์ปลูกฝังจิตสำนึก ซึ่ง กทม. ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ร่วมมือในการส่งเสริมการปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เช่น การแจกเอกสารและสื่อประชาสัมพันธ์ในชุมชน การบรรยายทางวิชาการหรือฝึกอบรมแก่นักเรียน-นักศึกษา และแนะนำให้ความรู้แก่เจ้าของหรือผู้ดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย เจ้าของสถานประกอบการ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม การนำนวัตกรรมเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดย กทม. ได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำคลอง โดยการใช้นวัตกรรมในการบำบัดน้ำเสียรูปแบบต่างๆ เช่น เครื่องเติมอากาศชนิดต่างๆ เครื่องบำบัดน้ำเสียในคลอง 

 

โดยได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียไซโคลนิก ขนาด 1,000 ลิตรต่อวัน จำนวน 2 ถัง ณ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนกมาลุลอิสลาม เขตคลองสามวา ริมคลองแสนแสบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก SCG การติดตั้งถังดักไขมันอย่างง่ายให้กับชุมชนที่ตั้งอยู่ริมคลอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรม 

 

รวมถึงการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดย กทม. ได้ตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดในเขตพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสียของ กทม. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอร่างระเบียบ 2 ฉบับ และร่างประกาศ 6 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ 

 

ในส่วนของมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง ประกอบด้วย การก่อสร้างระบบบำบัดและระบบรวมรวมน้ำเสีย ซึ่งปัจจุบัน กทม. ให้บริการบำบัดน้ำเสียโดยโรงควบคุมคุณภาพน้ำ 8 แห่ง ได้แก่ โรงควบคุมคุณภาพน้ำสี่พระยา, รัตนโกสินทร์, ช่องนนทรี, หนองแขม, ทุ่งครุ, ดินแดง, จตุจักร และศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางซื่อ ของ กทม. ครอบคลุมพื้นที่รวม 215.7 ตารางกิโลเมตร 22 เขต ได้แก่ เขตพระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, บางรัก, สาทร, บางคอแหลม, ยานนาวา, ดินแดง, ราชเทวี, พญาไท, ปทุมวัน, บางซื่อ, หลักสี่, จตุจักร, ห้วยขวาง, หนองแขม, บางแค, ภาษีเจริญ, ดุสิต, ทุ่งครุ, จอมทอง และราษฎร์บูรณะ สามารถบำบัดน้ำเสียได้ รวมทั้งสิ้น 1,112,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

 

มีปริมาณน้ำเสียที่บำบัดได้จริงใน พ.ศ. 2564 เท่ากับ 834,507 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน นอกจากนี้ยังมีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนขนาดเล็กที่รับโอนจากการเคหะแห่งชาติ จำนวน 12 แห่ง คือ โรงควบคุมคุณภาพน้ำทุ่งสองห้อง 1, ทุ่งสองห้อง 2, บางบัว, รามอินทรา, ห้วยขวาง, ท่าทราย, บางนา, บ่อนไก่, คลองเตย, คลองจั่น, หัวหมาก และร่มเกล้า มีขีดความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 24,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และมีปริมาณน้ำเสียบำบัดได้จริงใน พ.ศ. 2564 เท่ากับ 16,538 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

 

เมื่อรวมขีดความสามารถในการบำบัดจากโรงควบคุมคุณภาพน้ำขนาดใหญ่และขนาดชุมชน (ตามที่ออกแบบ) รวมทั้งสิ้น 1,136,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานคร 

 

สำหรับโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในอนาคต ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป) มีจำนวน 4 โครงการ คือ โครงการบำบัดน้ำเสียคลองเตย, โครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรี, โครงการบำบัดน้ำเสียมีนบุรี ระยะที่ 1 และโครงการบำบัดน้ำเสียบึงหนองบอน หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพิ่มเติม 665,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 

 

ส่วนในระยะยาว (พ.ศ. 2566-2583) จะดำเนินการโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 15 แห่ง จำแนกเป็นโครงการบำบัดน้ำเสียของ กทม. ตามแผนหลักการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ จำนวน 8 แห่ง และโครงการบำบัดน้ำเสียที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่แนวคลองแสนแสบ จำนวน 7 แห่ง

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ด้วยสภาพเมืองและแนวโน้มอัตราความหนาแน่นของประชากรที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาทบทวนพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสียของ กทม. รวมถึงปรับปรุงระบบรวบรวมน้ำเสียในพื้นที่บริการหรือพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อใช้ประโยชน์โรงควบคุมคุณภาพน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้จัดทำโครงการงานจ้างที่ปรึกษาทบทวนแผนแม่บทการจัดการน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร กรอบระยะเวลา 210 วัน ซึ่งจะดำเนินการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

The post กทม. เตรียมมาตรการจัดการน้ำเสีย สร้างระบบบำบัดควบคู่บังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้าดื่มไหม? สิงคโปร์เปลี่ยน ‘น้ำเสียในส้วม’ ให้กลายเป็น ‘คราฟต์เบียร์’ สุดคูล หวังช่วยสร้างความตระหนักเรื่องการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/singapore-utility-uses-beer-made-from-sewage-to-educate-people-about-recycling/ Sun, 03 Jul 2022 05:38:55 +0000 https://thestandard.co/?p=649436 น้ำเสียในส้วม

โดยปกติแล้วเบียร์ใสๆ ฟองนุ่มๆ ที่หลายคนชอบดื่มเพื่อผ่อน […]

The post กล้าดื่มไหม? สิงคโปร์เปลี่ยน ‘น้ำเสียในส้วม’ ให้กลายเป็น ‘คราฟต์เบียร์’ สุดคูล หวังช่วยสร้างความตระหนักเรื่องการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำเสียในส้วม

โดยปกติแล้วเบียร์ใสๆ ฟองนุ่มๆ ที่หลายคนชอบดื่มเพื่อผ่อนคลายจากชีวิตที่แสนหนักหนานั้น จะเกิดจากองค์ประกอบหลักๆ 4 อย่างรวมกัน ได้แก่ น้ำ มอลต์ ฮอปส์ และยีสต์ ซึ่งจะถูกนำมาหมักจนกลายเป็นเครื่องดื่มสีอำพัน แต่ที่ประเทศสิงคโปร์มีเบียร์ชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงที่ฟังแล้วชวนขนลุก เพราะผลิตจาก ‘น้ำเสีย’ ที่รีไซเคิลมาจากส้วม

 

เบียร์ที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่ายี่ห้อดังกล่าวคือ ‘NEWBrew’ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง PUB หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์ กับ Brewerkz ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ท้องถิ่น ก่อนให้กำเนิดเครื่องดื่มเหนือจินตนาการขึ้นมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

  • 7-Eleven ญี่ปุ่นขาย ‘คราฟต์เบียร์’ 300 ยี่ห้อ ปรากฏการณ์สะท้อนสวรรค์-นรก ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แดนซามูไร 

 

โดยต้นกำเนิดของเบียร์ชนิดนี้มาจากน้ำเสียจากห้องน้ำที่ได้รับการรีไซเคิล ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของสิงคโปร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาตั้งแต่ปี 2003 ซึ่ง PUB คาดหวังว่าเบียร์แบรนด์ใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้แก่ชาวสิงคโปร์ ให้ตระหนักในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยน้ำเสียที่ถูกรีไซเคิลแล้วมีความสะอาดจนสามารถนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคใหม่ได้

 

การนำน้ำเสียที่รีไซเคิลมาผลิตเครื่องดื่มนั้นเคยโดนคัดค้านอย่างหนัก ก่อนที่จะเพิ่งเริ่มได้รับการสนับสนุนในช่วงไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมา หลังเริ่มพบเห็นปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด โดยองค์กร The World Wildlife Fund ได้ประเมินว่า ทั่วโลกจะมีประชากรราว 2.7 พันล้านคนที่ขาดแคลนน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี

 

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำจืดเพียงพออย่างอิสราเอลและสิงคโปร์ ต้องพยายามคิดค้นเทคโนโลยีในการที่จะผลิตน้ำเพื่อสนองต่อผู้บริโภคภายในประเทศ และในเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิสและลอนดอนก็เริ่มที่จะเดินตามเช่นเดียวกัน

 

โดย PUB ได้มีการผลิตน้ำดื่มที่เรียกว่า ‘NEWater’ ซึ่งนำมาจากน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและอาบแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้น้ำกลับมาสะอาดอีกครั้ง เพียงแต่ปัญหาใหญ่คือการที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า น้ำที่ผ่านกระบวนการนี้ไม่ได้มีความต่างอะไรจากน้ำที่เปิดจากก๊อกน้ำ ท่อ หรือขวดเลย

 

เช่นนั้นจึงมีการนำ NEWater มาทดลองผลิตเป็นเบียร์ ซึ่งทางด้าน มิตช์ กรีโบฟ (Mitch Gribov) Head Brewer แห่ง Brewerkz บอกว่า น้ำที่ผ่านกระบวนการนั้นเป็นน้ำที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนำมาหมักเบียร์ “NEWater นั้นนำมาใช้หมักเบียร์ได้สมบูรณ์แบบที่สุดเพราะรสชาติของมันเป็นกลาง ปกติแล้วแร่ธาตุในน้ำจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างการหมัก”

 

หลังการทดลองหมักเบียร์มาอย่างยาวนาน NEWBrew ได้เริ่มเปิดตัวในงานสัมมนาด้านทรัพยากรน้ำเมื่อปี 2018 ก่อนที่จะเริ่มมีการเดินสายการผลิตอย่างจริงจัง และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตามซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาในจำนวนจำกัด เพราะเป็นโปรเจกต์ทดลองที่มุ่งหวังให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องของน้ำเป็นหลัก

 

“พูดจริงๆ ว่าผมบอกไม่ได้หรอกว่าเบียร์นี่มันทำมาจากน้ำในส้วม” ชิวเว่ยเหลียน (Chew Wei Lian) ชาวสิงคโปร์วัย 58 ปีที่ซื้อ NEWBrew มาจากซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อทดลองชิมหลังได้ข่าวมากล่าว “รสชาติมันเหมือนเบียร์และผมก็ชอบดื่มเบียร์”

 

เกรซ เฉิน (Grace Chen) ชายชาวสิงคโปร์วัย 52 ปีก็คิดเช่นเดียวกันหลังจากได้ทดลองชิม “ถ้าไม่ได้บอกว่ามันมาจากน้ำเสียก็ไม่มีใครรู้หรอก” และยังบอกว่ารสชาติของเอลตัวนี้มีความเบา ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในสิงคโปร์

 

แต่คนที่ยังส่ายหน้าก็มีอย่าง โหล่วหยูเฉิน (Low Yu Chen) เด็กหนุ่มชาวสิงคโปร์วัย 22 ปีที่บอกว่า “มีเบียร์ตั้งมากมาย ถ้าผมจะดื่มเบียร์ ผมก็ขอดื่มที่ทำจากน้ำธรรมดาดีกว่า”

 

อย่างไรก็ดี หากใครอยากลองชิมต้องรีบหน่อย เพราะเบียร์จากน้ำเสียนี้กำลังขายดีอย่างมาก โดย NEWBrew ล็อตแรกที่ถูกนำไปขายในภัตตาคารของ Brewerkz ได้ขายหมดไปแล้ว และบริษัทคาดว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตจะขาดตลาดภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ และหลังจากนี้จึงจะตัดสินใจว่าจะมีการผลิตขึ้นเพื่อวางจำหน่ายอีกหรือไม่

 

ภาพ: Courtesy of Brewerkz

 อ้างอิง:

The post กล้าดื่มไหม? สิงคโปร์เปลี่ยน ‘น้ำเสียในส้วม’ ให้กลายเป็น ‘คราฟต์เบียร์’ สุดคูล หวังช่วยสร้างความตระหนักเรื่องการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อมูล ‘น้ำเน่าเสีย’ ใน กทม. ต้นตอมาจากไหน เหตุใดการแก้ปัญหาไม่สำเร็จสักที https://thestandard.co/sewage-problems-in-bangkok/ Thu, 05 May 2022 10:37:58 +0000 https://thestandard.co/?p=625076 น้ำเน่า

‘น้ำเน่าเสีย’ เป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานคร […]

The post เปิดข้อมูล ‘น้ำเน่าเสีย’ ใน กทม. ต้นตอมาจากไหน เหตุใดการแก้ปัญหาไม่สำเร็จสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำเน่า

‘น้ำเน่าเสีย’ เป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานคร (กทม.) แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีคลองโอ่งอ่างที่สวยใสจนเป็นที่เลื่องลือไปแล้ว แต่ กทม. ไม่ได้มีแค่คลองโอ่งอ่างเพียงคลองเดียว เพราะ กทม. มีคลองมากถึง 1,161 คลอง รวมความยาวกว่า 2,272,310 เมตร

 

THE STANDARD ชวนอ่านข้อมูลจาก Rocket Media Lab เพื่อทำความเข้าใจเรื่องปัญหาน้ำเน่าเสียใน กทม. ว่านอกจากเรื่องการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลอง การปล่อยน้ำเสียจากบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมลงแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว ยังมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้น้ำเน่าเสียและกรุงเทพฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้สักที 

 

กทม. กับความพยายามแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย

กทม. พยายามแก้ไขปัญหาน้ำเสียมาโดยตลอด ด้วยความพยายามพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่สมัย อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ที่อนุมัติงบฯ 250 ล้านบาทสร้างโรงบำบัดน้ำเสียที่ปลายคลองช่องนนทรี (และสร้างเสร็จในสมัย พล.ต. จำลอง ศรีเมือง) และในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 ก็ได้วางแนวนโยบายการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียด้วยการพัฒนาระบบบำบัดน้ำและสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเช่นเดียวกัน ในขณะที่มาตรการทางกฎหมายนั้นมีให้เห็นในยุค ชลอ ธรรมศิริ กับการใช้มาตรการทางกฎหมายแก่คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและโรงงานอุตสาหกรรมที่ทิ้งของเสียลงในน้ำ และ เทียม มกรานนท์ ที่มีการกำหนดข้อบัญญัติให้เอกชนเจ้าของโรงแรม หอพัก และอาคารชุด ดำเนินการสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย

 

อันที่จริงความพยายามจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบใน กทม. มีมาตั้งแต่ปี 2511 โดยบริษัท Camp Dresser & Maker Consulting Engineers (CDM) ได้เสนอแผนหลักระบบระบายน้ำ ระบบกำจัดน้ำเสียและป้องกันน้ำท่วมในเขต กทม. แต่ด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณ ทำให้ กทม. ต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างน้ำท่วมก่อน จากนั้นก็เกิดสำนักการระบายน้ำขึ้นในปี 2520 ต่อมาในปี 2521 กทม. จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาน้ำเสียอย่างเป็นระบบ โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) จนเกิดเป็น ‘แผนหลักระบบบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2524’ ซึ่งก่อให้เกิดโครงการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ 2 โรง นั่นก็คือโรงควบคุมคุณภาพน้ำรัตนโกสินทร์ ขนาดบำบัดน้ำเสีย 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน (ลบ.ม./วัน) และโรงควบคุมคุณภาพน้ำสี่พระยา ขนาดบำบัดน้ำเสีย 30,000 ลบ.ม./วัน ซึ่งได้รับงบฯ สนับสนุนในการสร้างจากรัฐบาล โดยสร้างเสร็จในปี 2537 และเสร็จครบทั้ง 7 แห่ง ในปี 2549

 

ต่อมาก็คือแผนแม่บทในปี 2542 ซึ่งองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยอีกครั้ง โดยเสนอให้แบ่งพื้นที่การบำบัดน้ำเสียและจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเมืองให้มากขึ้น โดยในแผนแม่บทจะมีการดำเนินการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียทั้งสิ้น 18 โครงการ ซึ่งเสร็จไปแล้ว 7 โครงการ นอกจากนี้มีการปรับแผนอีกครั้งในปี 2554 ซึ่งในแผนนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียที่คำนึงถึงภาวะโลกร้อนในมิติต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมก๊าซเรือนกระจกในระบบบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ

 

และในช่วงเวลาระหว่างนั้น เราก็จะได้เห็นแนวนโยบายหลักในการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียของผู้ว่าฯ กทม. แต่ละคนที่ดำเนินการตามแผนแม่บทเรื่อยมา โดยเฉพาะการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมตั้งแต่ยุค พล.ต. จำลอง ศรีเมือง มาจนถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รวมกับ ‘โครงการรณรงค์’ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าจะเป็นการห้ามทิ้งขยะลงคลอง เก็บผักตบชวา ฯลฯ และงานประจำอย่างการขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำที่เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์สองด้าน คือการระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วม และการระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำเน่าเสีย

 

แต่ถึงอย่างนั้น แนวนโยบายหลักของ กทม. ในการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียก็คือการสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งตามมาด้วยคำถามที่ว่าสร้างมานานขนาดนี้แล้วทำไมยังแก้ปัญหาน้ำเสียไม่ได้สักที และต้องสร้างเท่าไรถึงจะแก้ปัญหาน้ำเสียได้

 

น้ำเสียมาจากไหน ทำไมถึงไหลลงคลอง และ กทม. บำบัดน้ำเสียได้จริงเท่าไรกันแน่?

น้ำเสีย แบ่งจากแหล่งที่มาได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำเสียจากชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรมและจากการเกษตร โดยน้ำเสียที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการจัดการน้ำเสียของ กทม. และคูคลอง ก็คือน้ำเสียจากชุมชน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากอาคารบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถาบันการศึกษา สถานที่ราชการ ฯลฯ

 

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า คน กทม. ใช้น้ำประปารวม 2,637,009 ลบ.ม./วัน ซึ่งจากนั้นจะกลายมาเป็นน้ำเสียประมาณ 80% หรือ 2,109,607 ลบ.ม./วัน น้ำเสียจากชุมชนเหล่านี้จะถูกส่งไปบำบัดในโรงงานควบคุมคุณภาพน้ำก่อนจะปล่อยสู่แม่น้ำลำคลอง โดยปัจจุบัน กทม. มีโรงควบคุมคุณภาพน้ำขนาดใหญ่ 8 แห่ง ได้แก่ สี่พระยา, รัตนโกสินทร์, ช่องนนทรี, หนองแขม, ทุ่งครุ, ดินแดง, จตุจักร และบางซื่อ ซึ่งครอบคลุมการบำบัดน้ำเสียใน 21 เขตของ กทม. และมีความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 1,112,000 ลบ.ม./วัน 

 

นอกจากนั้น ยังมีโรงควบคุมคุณภาพน้ำขนาดเล็กอีก 12 แห่ง ได้แก่ ทุ่งสองห้อง 1, ทุ่งสองห้อง 2, บางบัว, รามอินทรา, ห้วยขวาง, ท่าทราย, บางนา, บ่อนไก่, คลองเตย, คลองจั่น, หัวหมาก และร่มเกล้า ซึ่งมีความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 24,800 ลบ.ม./วัน

 

อย่างไรก็ตาม โรงควบคุมคุณภาพน้ำขนาดใหญ่ 8 แห่งนั้น แม้จะมีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียรวมกัน 1,112,000 ลบ.ม./วัน แต่ในความเป็นจริงพบว่า บำบัดได้เพียง 866,414 ลบ.ม./วัน และโรงควบคุมคุณภาพน้ำขนาดเล็กอีก 12 แห่ง ที่มีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียรวม 24,800 ลบ.ม./วัน ก็บำบัดได้จริงเพียง 14,589 ลบ.ม./วัน รวมแล้ว กทม. สามารถบำบัดน้ำเสียได้จริงเพียง 881,003 ลบ.ม./วัน หรือ 41.76% ของน้ำเสียในแต่ละวันเท่านั้น เท่ากับว่าวันวันหนึ่ง มีน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด 1,228,604 ลบ.ม./วัน หรือ 58.24% ของจำนวนน้ำเสียจากชุมชนเลยทีเดียว

 

ปัจจุบัน กทม. กำลังก่อสร้างโรงควบคุมคุณภาพน้ำเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ มีนบุรี, ธนบุรี, คลองเตย และหนองบอน มีกำหนดเสร็จภายในปี 2565 นี้ โดยจะสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ 670,000 ลบ.ม./วัน

 

จะเห็นได้ว่า แม้ กทม. จะมีโรงควบคุมคุณภาพน้ำเพิ่ม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียที่ต้องบำบัดต่อวันอยู่ดี ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าจะยังมีน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดหลายแสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด ไม่ว่าจะเกิดจากพื้นที่นั้นไม่อยู่ในเขตที่มีระบบบำบัดน้ำเสีย การปล่อยน้ำเสียไม่ผ่านระบบท่อที่จะนำไปสู่การบำบัดน้ำเสีย หรือการสูญเสียน้ำจากท่อระบายน้ำที่จะนำไปสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย (เช่น ท่อรั่ว) ฯลฯ น้ำเสียเหล่านั้นก็จะไหลสู่แหล่งน้ำอย่างคูคลองจนทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย และแหล่งน้ำผิวดินตามธรรมชาติจนทำให้เกิดมลพิษได้เช่นเดียวกัน

 

ไม่ใช่แค่โรงบำบัดน้ำเสียไม่พอ แต่ระบบท่อรวมคือปัญหาใหญ่ของ กทม. 

หากพิจารณาค่าเฉลี่ยความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biological Oxygen Demand: BOD) ซึ่งใช้วัดความเน่าเสียของน้ำ โดยหากพบในปริมมาณมาก นั่นหมายถึงน้ำมีความสกปรกสูง จากข้อมูลค่า BOD เฉลี่ยของคลองในแต่ละเขตในปี 2564 จะพบว่าคลองเตยเป็นเขตที่มีค่า BOD สูงสุด 26.33 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ลิตร) ซึ่งคลองเตยมีจำนวนคลองในความรับผิดชอบของสำนักการระบายน้ำ 5 คลอง และสำนักงานเขตอีก 4 คลอง มีชุมชน 39 แห่ง และสถานประกอบการอาหารรวม 849 แห่ง รองลงมาก็คือบางรัก มีค่า BOD 25 มก./ลิตร ตามมาด้วยบึงกุ่มมีค่า BOD 23.5 มก./ลิตร 

 

สำหรับเขตที่มีค่า BOD เฉลี่ยจากคลองในเขตต่ำ ได้แก่ บางกอกใหญ่ 6 มก./ลิตร ซึ่งบางกอกใหญ่มีจำนวนคลองในความรับผิดชอบของสำนักการระบายน้ำ 3 คลอง และสำนักงานเขตอีก 10 คลอง มีชุมชน 30 แห่ง และสถานประกอบการอาหารรวม 134 แห่ง ตามมาด้วยทวีวัฒนา มีค่า BOD 6.5 มก./ลิตร และสัมพันธวงศ์, พระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย มีค่า BOD เท่ากันที่ 7 มก./ลิตร

 

อย่างไรก็ตาม กทม. กำหนดค่า BOD ไว้ที่ไม่เกิน 15 มก./ลิตร ซึ่งจากมาตรฐานนี้จะพบว่า มีเขตที่มีค่า BOD เกินกว่ากำหนดมีถึง 19 เขต ในขณะเดียวกัน กทม. ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดค่า BOD ในคลองใน กทม. ให้ได้ไม่เกิน 4 มก./ลิตร ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่าไม่มีเขตใดที่สามารถทำได้ถึงเป้าหมายนั้นเลย

 

การมีโรงบำบัดน้ำเสียไม่เพียงพอ ไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ทำให้เกิดน้ำเน่าเสียใน กทม. แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การปล่อยน้ำที่ไม่ได้รับการบำบัดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ฯลฯ 

 

และอีกหนึ่งปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาต้นทางของปัญหาน้ำเสียใน กทม. ก็คือการที่ กทม. (แต่เดิม) ใช้ระบบท่อน้ำเสียรวม ไม่แยกระหว่างน้ำฝนกับน้ำทิ้งให้ชัดเจน ทำให้น้ำทิ้งทั้งหมดเข้าสู่ท่อรวบรวมน้ำเสียเพื่อส่งไปบำบัดที่โรงควบคุมคุณภาพน้ำ หากน้ำเสียในท่อรวมมีปริมาณมาก เช่นในหน้าฝน น้ำเสียส่วนเกินจะถูกปล่อยลงคลองที่บ่อดักน้ำเสียใกล้คลอง

 

ปริมาตรน้ำเสียที่เกินกว่าขีดความสามารถในการบำบัดของโรงบำบัดจะผ่านการบำบัดขั้นต้น โดยการแยกกรวดทรายก่อนระบายทิ้งลงคลอง ทำให้น้ำในลำคลองสกปรกยิ่งขึ้น ส่วนน้ำที่ไปบำบัดในโรงควบคุมคุณภาพน้ำก็เป็นไปอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีน้ำฝนที่มีคุณภาพดีกว่าเข้าไปปะปนจนทำให้น้ำเสียเจือจางลง

 

หากมีระบบท่อแยก น้ำฝนจะไหลไปในท่อน้ำทิ้งที่เป็นน้ำฝนและไหลลงแม่น้ำลำคลอง ซึ่งน้ำฝนที่ไม่ได้ปนเปื้อนน้ำเสียก็จะไม่เพิ่มความสกปรกให้กับแม่น้ำลำคลอง ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ได้นำน้ำฝนและน้ำเสียมารวมกัน ก็ทำให้ปริมาณน้ำในท่อรวบรวมน้ำเสียลดลง ลดโอกาสที่จะต้องปล่อยน้ำเสียส่วนเกินลงคลองก่อนได้บำบัด อีกทั้งการบำบัดน้ำเสียที่โรงควบคุมคุณภาพน้ำก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากน้ำเสียไม่ถูกเจือจางจากน้ำฝน

 

โดยข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในประเทศไทย จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA นอกจากการสร้างโรงบำบัดน้ำแล้ว ยังรวมไปถึงระบบท่อแยกอีกด้วย ซึ่งตรงกับข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘มาตรการบริหารจัดการน้ำทิ้งจากอาคารในประเทศไทย: ศึกษาแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น’ โดย อวิกา นุ่มนวล จากคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เสนอให้มีการแก้ไขระบบท่อรวมเป็นท่อแยก โดยดำเนินแนวทางตามประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากในอดีตนั้นประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาน้ำเสียเช่นเดียวกันกับประเทศไทย และหนึ่งในแนวทางการแก้ไขก็คือการสร้างระบบท่อแยกที่ทำให้แม่น้ำในลำคลองหรือคลองระบายน้ำในญี่ปุ่นใสสะอาดดังเช่นทุกวันนี้

 

นอกจากปัญหาเรื่องระบบท่อแล้วยังรวมไปถึงปัญหาระบบกฎหมายที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องน้ำเสียที่มีหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือประกาศหรือข้อบังคับต่างๆ ของ กทม. เอง ซึ่งกำหนดค่ามาตรฐานน้ำเสียก่อนปล่อยไม่สอดคล้องกัน

 

ทำไม กทม. ถึงแก้ปัญหาน้ำเสียล่าช้า

การสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในเมืองระดับมหานครที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมากและหนาแน่น มีระบบผังเมืองที่เละ ไม่เป็นระเบียบมาช้านาน เป็นงานที่ยากเกินว่า กทม. จะจัดการได้ด้วยตัวเอง เพราะต้องใช้งบฯ มหาศาล อย่างความพยายามที่จะสร้างโรงควบคุมคุณภาพน้ำที่กินเวลามานานเกือบ 50 ปี ตั้งแต่สมัย อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล

 

จะเห็นว่าโรงบำบัดน้ำเสียที่เสร็จโรงแรกคือสี่พระยา ที่เริ่มเดินระบบในปี 2537 แม้จะเป็นงบฯ ประมาณของ กทม. 100% แต่โรงที่สร้างตามมาหลังจากนั้นเป็นงบประมาณร่วมจากรัฐบาลแทบทั้งสิ้น เนื่องด้วยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบฯ สูง อย่างโรงรัตนโกสินทร์ใช้งบฯ จากรัฐบาล 100% จำนวน 883 ล้านบาท ดินแดง 6,382 ล้านบาท กทม. ออก 25% รัฐบาล 75% หรือช่องนนทรี หนองแขม ทุ่งครุ กทม. ออก 40% รัฐบาล 60% และจตุจักร คลองเตย กทม. ออก 60% รัฐบาล 40%

 

การขออนุมัติงบประมาณฯ จากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลกลาง เพื่อดำเนินการสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย (โดยเฉพาะในโครงการที่มีงบฯ สูงกว่า 1 พันล้านบาท) ทำให้มีความล่าช้า ดังเช่นที่เกิดขึ้นในยุคของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่แม้จะมีแนวนโยบายสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพิ่มจำนวนมาก แต่ก็ต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (หลังจากที่ในยุค อภิรักษ์ โกษะโยธิน ขอไปแล้วไม่อนุมัติ) อย่างเช่นที่คลองเตย ซึ่งต้องใช้เงินสูงถึง 11,046 ล้านบาท

 

นี่ยังไม่ต้องคิดถึงว่าหากในอนาคต กทม. จะยกเครื่องระบบท่อน้ำรวม (เดิม) ของตนเองให้เป็นระบบท่อแยก ตามแนวทางการศึกษาและแนะนำจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะต้องใช้เงินมหาศาลที่ต้องพึ่งพางบฯ จากรัฐบาลกลางแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกนานแค่ไหนไม่มีใครทราบได้

 

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังเห็นว่า กทม. พยายามจะปรับปรุงคุณภาพของคลองใน กทม. โดยโครงการ ‘การปรับภูมิทัศน์’ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลองโอ่งอ่าง เพื่อจุดประสงค์ทางการท่องเที่ยว ด้วยงบฯ จากทางรัฐบาลและ กทม. รวม 400 ล้านบาท ในระยะทาง 700 เมตร คลองช่องนนทรี กับงบฯ ของกทม. เองกว่า 980 ล้านบาท ที่เน้นโครงสร้างด้านบนเพื่อความสวยงามและการพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าเรื่องการบำบัดน้ำเสีย โดยจากข้อมูลจะเห็นว่า ค่า BOD ของคลองเฉลี่ยในเขตสาทรนั้นไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีค่า BOD เฉลี่ยอยู่ที่ 18.86 มก./ลิตร

 

และในอนาคตอันใกล้ กทม. ก็มีโครงการพัฒนาคลองผดุงกรุงเกษม ที่ใช้งบประมาณเฉพาะในส่วนการปรับภูมิทัศน์กว่าร้อยล้านบาท โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองคูเมืองเดิมด้วยงบฯ 200 ล้านบาท โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองหลอดวัดราชนัดดาและคลองหลอดวัดราชบพิธอีก 64 ล้านบาท 

 

ในขณะที่คลองแสนแสบนั้นมีปัญหาน้ำเน่าเสียอย่างหนัก ซึ่งในปี 2563 มีปริมาณน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดถูกปล่อยลงคลองแสนแสบและคลองสาขารวม 807,672 ลบ.ม./วัน มีค่า BOD เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 6.9-12.2 มก./ลิตร การฟื้นฟูคลองแสนแสบนั้นรัฐบาลกลางลงมาเป็นเจ้าภาพ โดยได้อนุมัติงบฯ 82,563.87 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 11 ปี (2564-2574) รวม 84 โครงการ

 

โดยเมื่อปี 2564 จะสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียในพื้นที่ กทม. 1 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 10,000 ลบ.ม./วัน ส่วนปี 2565-2570 จะสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ กทม. อีก 5 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 661,000 ลบ.ม./วัน และปี 2571-2574 จะสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ กทม. 5 แห่ง บำบัดน้ำเสียได้ 597,000 ลบ.ม./วัน

 

จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียใน กทม. นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนทั้งเรื่องผังเมือง โรงบำบัดน้ำเสีย ระบบท่อรวบรวมน้ำ งบประมาณ การดำเนินการ รวมไปถึงการบริหารจัดการของกรุงเทพฯ เอง อีกทั้งยังมีเรื่องการขาดความรับผิดชอบของประชาชนที่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลอง

 

มากไปกว่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องน้ำเสียใน กทม. เป็นโจทย์ที่จะต้องตั้งคำถามดีๆ ว่าเราต้องการคลองที่สวยใสเพื่อไปเดินเล่นถ่ายรูป หรือระบบการระบายน้ำ การกำจัดน้ำเสียที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพกันแน่

 

The post เปิดข้อมูล ‘น้ำเน่าเสีย’ ใน กทม. ต้นตอมาจากไหน เหตุใดการแก้ปัญหาไม่สำเร็จสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>