น้ำมันพืช Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/น้ำมันพืช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Apr 2026 10:33:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน https://thestandard.co/grape-oil-grab-modern-lifestyle/ Fri, 03 Apr 2026 10:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1194101 โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมี […]

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมีรสชาติถูกปากแล้ว ก็ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ที่คัดสรรมาอย่างใส่ใจ “น้ำมันองุ่น” คือส่วนผสมที่ทำให้ทุกวัตถุดิบลงตัว เป็นน้ำมันพืชที่สกัดจากถั่วเหลือง 100% ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ 0 กรัม มาพร้อมกับแคมเปญ “องุ่นที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน” แสดงความมุ่งมั่นส่งต่อความอร่อยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี

 

ในวันนี้แบรนด์องุ่นกำลังขยับตัวครั้งสำคัญ จากการเป็นวัตถุดิบสำคัญก้นครัว สู่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ด้วยการจับมือกับ Grab และร่วมมือกับ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมไทย

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 1

 

แคมเปญ Angoon x Grab: ส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพถึงหน้าบ้าน

 

ความสำคัญของการดูแลคนในครอบครัวคือการปรุงอาหารทานเอง เพราะได้เลือกวัตถุดิบคุณภาพกับมือ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนเจเนอเรชันใหม่มองหาความสะดวกสบายกันมากขึ้น การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม Delivery จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นกันจนชินตา 

เพื่อให้มั่นใจว่าอาหาร Delivery ทุกมื้อเริ่มต้นจากวัตถุดิบชั้นดี น้ำมันองุ่นจึงจับมือกับ Grab แพลตฟอร์ม Delivery ชั้นนำของไทย สร้าง “Special Menu Collaboration” ร่วมกับร้านอาหารชื่อดังบนแพลตฟอร์ม เช่น บ้านหญิง, This is Basil, ครัวอัปษร, เนื้อแคมป์ไฟ และนิลทิมพง โดยใช้น้ำมันองุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อการันตีว่ามาตรฐานความใส่ใจจะส่งตรงถึงบ้าน นอกจากนั้น ยังสร้างสีสันด้วย Troops Day ขบวนพี่ไรเดอร์ที่ออกเดินทางโปรโมตแคมเปญ Snap and Share ส่งต่อความใส่ใจไปทั่วเมือง ตอกย้ำว่าแบรนด์องุ่นไม่ได้อยู่เพียงบนชั้นวางสินค้า แต่พร้อมติดตามไปในทุกโมเมนต์การรับประทานอาหารของทุกคน ที่สามารถส่งมอบสิ่งดี เพื่อสังคมไทยไปด้วยกัน

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 2

 

“Grab เป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ใกล้กับพฤติกรรมการกินของผู้บริโภคในชีวิตประจำวันมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การค้นหาร้านอร่อย หรือแม้แต่การเชื่อมคนกับร้านอาหารในแต่ละพื้นที่ 

 

การจับมือกับ Grab จึงเป็นความร่วมมือที่ตอบโจทย์มาก เพราะทำให้แบรนด์องุ่นสามารถเข้าไปอยู่ใน “โมเมนต์จริง” ของการเลือกมื้ออาหารของผู้บริโภคได้ และให้มีสุขภาพดีไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่สื่อสารอยู่บนโฆษณาเท่านั้น แต่ได้เข้าไปอยู่ทั้งบนแพลตฟอร์ม หน้าร้าน บนท้องถนน และในบทสนทนาของผู้คน

อีกมุมหนึ่ง Grab เองก็มี ecosystem ที่เชื่อมทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และไรเดอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแคมเปญนี้ที่ต้องการให้ความใส่ใจเกิดขึ้นในทุกจุดของ journey อย่างแท้จริง” พจนีย์ อัศวพัฒนากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจน้ำมันพืช กล่าว

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 3

 

ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้สังคมกับมูลนิธิหัวใจฯ 

 

มากไปกว่าการส่งมอบอาหารคุณภาพ คือการส่งต่อความปรารถนาดีคืนสู่สังคม ในแคมเปญครั้งนี้ แบรนด์องุ่นจึงจัดกิจกรรม “Snap and Share” เพื่อร่วมสมทบทุนให้แก่ “มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” โดยทุกการแชะภาพเมนูอาหารที่ร่วมแคมเปญ หรือภาพกิจกรรมในวัน Troops Day แล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดีย จะมีค่าเท่ากับการร่วมบริจาค 1 บาท และการสั่งอาหารที่ร่วมแคมเปญ 1 จาน มีค่าเท่ากับการสมทบทุน 9 บาท เป็นการต่อยอดแนวคิด “ใส่ใจทุกจาน” ของแบรนด์องุ่น ไปสู่ “การดูแลหัวใจ” ทุกคนในสังคม

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 4

 

“‘องุ่น ที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน’ ไม่ได้เป็นเพียงข้อความสื่อสาร แต่เป็นความตั้งใจที่เราอยากส่งต่อออกไปในทุกมิติ ทั้งผ่านความร่วมมือกับ Grab ร้านอาหาร ผู้บริโภค และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อทำให้คำว่า ‘ใส่ใจ’ เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเลือกสิ่งที่ดีให้กับอาหารในแต่ละจาน ไปจนถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม

 

เราหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า แบรนด์องุ่นไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันถั่วเหลืองที่อยู่ในครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหัวใจ และอยู่ในทุกมื้อด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง” วิวัฒน์ วงศ์สุชาต ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าว

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท https://thestandard.co/jae-jong-fried-pork-cost-analysis/ Wed, 01 Apr 2026 01:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1193422 ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นาทีนี้ไม่ว่าคนซื้อหรือคนขายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว […]

The post แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นาทีนี้ไม่ว่าคนซื้อหรือคนขายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ของแพงไปหมด!’ โดยมีชนวนเหตุสำคัญอย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ที่ขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นเอฟเฟกต์โดมิโน่ที่กำลังกระทบไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จงใจ กิจแสวง หรือที่รู้จักในนาม ‘เจ้จง’ กับ ศิริลักษณ์ เริงวิจิตรา ผู้เป็นลูกสาว เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ธุรกิจร้านอาหารกำลังเจอแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจุบันต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เมื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียด พบว่าวัตถุดิบหลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของราคาขาย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาหมูสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ขณะที่ข้าวสารกระสอบขนาด 49 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 1,400 บาท ด้านต้นทุนพลังงานคิดเป็น 15-20% ของต้นทุนรวม โดยค่าแก๊สเฉลี่ยอยู่ที่ 430 บาทต่อถัง และต้นทุนแรงงานอยู่ที่ประมาณ 15%

 

ขณะเดียวกัน ยังมีต้นทุนที่ควบคุมได้ยากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำจิ้มแจ่วที่ได้รับผลกระทบจากราคาพริกป่น ทำให้ต้นทุนปรับขึ้นจากเดิมไม่เกิน 1,450 บาท เป็น 1,650 บาทต่อลัง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมตักราดในปริมาณมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนของร้านเพิ่มขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์และน้ำมันพืชก็ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้น ทั้งถุงพลาสติกที่เพิ่มขึ้น 1,000 บาทต่อกระสอบ กล่องอาหารเพิ่มขึ้นใบละ 50 สตางค์ และน้ำมันพืชอยู่ที่ 650 บาทต่อลัง

 

ในส่วนของค่าขนส่งก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน โดยค่าเติมน้ำมันสำหรับรถขนส่งจากครัวกลางย่านพระราม 4 ไปยังสาขา เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็น 2,500 บาทต่อคัน

 

“แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ทางร้านยังคงตรึงราคาขายเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค โดยข้าวหมูทอดยังคงจำหน่ายในราคาจานละ 32 บาท และแบบใส่ถุงเริ่มต้นที่ 27 บาท พร้อมให้ลูกค้าเติมข้าวฟรีเช่นเดิม ซึ่งเป็นราคาที่ตรึงมานานกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต้นทุนยังคงรุนแรง อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยจะปรับขึ้นเพียง 1-2 บาทต่อรายการเท่านั้น”

 

ปัจจุบัน ร้านหมูทอดเจ๊จงมีทั้งหมด 28 สาขา ครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านข้าวแกง โดยมีการแบ่งหน้าที่บริหารภายในครอบครัว ขณะที่สาขาในห้างมีราคาเริ่มต้นที่ 45 บาท เนื่องจากมีต้นทุนและรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน

 

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นวัยทำงาน และในช่วงเทศกาล

 

สงกรานต์ปีนี้ คาดว่ายอดขายในกรุงเทพฯ จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังสูง

 

เจ้จงพร้อมยอมรับว่า ปีนี้การทำธุรกิจเหนื่อยและหนักกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก และอยากฝากถึงภาครัฐ ในฐานะผู้ประกอบการ เราต้องการให้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้สามารถวางแผนสต็อกสินค้าและบริหารต้นทุนขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สถานการณ์ของร้านหมูทอดเจ๊จงสะท้อนภาพที่ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ เมื่อต้นทุนแทบทุกรายการปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แต่การขึ้นราคาขายกลับเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากทำ ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง

 

ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 1

The post แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน https://thestandard.co/internal-trade-warns-risky-goods/ Tue, 17 Mar 2026 05:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1188404 ไข่ไก่สดในแผงกระดาษ

กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใก […]

The post 18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไข่ไก่สดในแผงกระดาษ

กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง เจาะกลุ่มสินค้า ‘Sensitive List’ 18 รายการ งัดกลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ เตือนร้านค้า ห้ามกักตุน โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน

 

วันนี้ (17 มี.ค.) วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวัง และกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด

 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

 

วิทยากร กล่าวต่อว่า ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุน อย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้

 

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน

 

ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่

 

  • กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
  • กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
  • กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
  • กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

 

ในส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

 

ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

 

โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร

 

เปิดชื่อกลุ่มสินค้า Sensitive List 18 รายการ

 

สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่ ‘กลุ่มสินค้า Sensitive List’ จำนวน 18 รายการ 

 

  1. ปุ๋ยเคมี 2. ไข่ไก่ 3. เนื้อสุกร 4. น้ำมันพืช 5. น้ำมันดีเซล 6. เม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 

 

กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช 

 

และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน 

 

และกลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน

 

“ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนต่อเนื่อง ขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น”

 

เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม 

 

อย่างไรก็ดี หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

 

โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ภาพ: namaki / Shutterstock

The post 18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม Lip Oils จึงเป็นตัวเลือกที่ฮอตสุดในตอนนี้ https://thestandard.co/life/lip-oils-are-hottest/ Thu, 13 Nov 2025 11:29:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1143062 ทำไม Lip Oils จึงเป็นตัวเลือกที่ฮอตสุดในตอนนี้

เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง ริมฝีปากคือจุดที่แห้งก่อนเสมอ เพร […]

The post ทำไม Lip Oils จึงเป็นตัวเลือกที่ฮอตสุดในตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม Lip Oils จึงเป็นตัวเลือกที่ฮอตสุดในตอนนี้

เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง ริมฝีปากคือจุดที่แห้งก่อนเสมอ เพราะผิวบาง ไม่มีต่อมไขมัน และสูญเสียน้ำได้ง่าย ทั้งลมเย็น เครื่องปรับอากาศ และความชื้นต่ำ ล้วนทำให้ริมฝีปากแตก ลอก และแต่งหน้าติดยากขึ้น เทรนด์ดูแลตัวเองในฤดูหนาวจึงพัฒนาไปสู่ไอเท็มที่ให้มากกว่าการเคลือบผิวแบบลิปบาล์มทั่วไป และ “ลิปออยล์” กลายเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดของซีซันนี้

 

ลิปออยล์ทำงานสองขั้นตอนในหนึ่งเดียว คือช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้ไม่ให้ระเหย และเติมการบำรุงเชิงลึกด้วยส่วนผสมเฉพาะอย่างน้ำมันพืช วิตามินอี หรือไฮยาลูรอนิก ทำให้ริมฝีปากฟื้นตัวไวขึ้น เนื้อสัมผัสบางเบา สบาย ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบ ช่วยให้การใช้ในชีวิตประจำวันราบรื่นกว่า และเข้ากับเทรนด์ความงามแบบ clean beauty ที่เน้นลุคสวยสุขภาพดีเป็นธรรมชาติ

 

เสน่ห์ของลิปออยล์อยู่ที่ความอเนกประสงค์ จะทาเดี่ยวๆ ให้ลุคใสเงานุ่มก็ได้ ใช้ทาทับลิปสติกเพื่อเพิ่มมิติความอิ่มฟู หรือใช้เป็นทรีตเมนต์ก่อนนอนก็ช่วยลดริมฝีปากแห้งลอกได้ดี สำหรับฤดูกาลนี้ ลิปออยล์ที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่

 

Dior Addict Lip Glow Oil ที่ให้ความมันวาวหรูหรา สีสวยระเรื่อ, Rare Beauty Soft Pinch Tinted Lip Oil ที่เนื้อเบาและให้สีละมุน, Clarins Lip Comfort Oil ที่ขึ้นชื่อเรื่องความชุ่มชื้นระยะยาว, Gisou Honey Infused Lip Oil ที่เด่นเรื่องการบำรุงจากน้ำผึ้ง และ Fenty Skin Cherry Treat Conditioning Lip Oil ที่ช่วยให้ริมฝีปากนุ่มลื่นทันที

The post ทำไม Lip Oils จึงเป็นตัวเลือกที่ฮอตสุดในตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับโฉมเพื่อคนรุ่นใหม่ เปิดเบื้องหลัง ‘น้ำมันพืชเกสร’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ อัปลุคทันสมัย คุณภาพดีเยี่ยมไม่เปลี่ยน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/gaysorn-brand-rebrand/ Fri, 22 Dec 2023 08:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=877073 น้ำมันพืชเกสร

‘เกสร’ น่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำมันพืชที่เราเชื่อว่าคุณ […]

The post ปรับโฉมเพื่อคนรุ่นใหม่ เปิดเบื้องหลัง ‘น้ำมันพืชเกสร’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ อัปลุคทันสมัย คุณภาพดีเยี่ยมไม่เปลี่ยน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันพืชเกสร

‘เกสร’ น่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำมันพืชที่เราเชื่อว่าคุณจะต้องมีติดบ้าน ติดครัว ไว้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณหรือครอบครัวนิยมทำอาหารรับประทานเองที่บ้านเป็นประจำ เนื่องด้วยน้ำมันพืชแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงติดตลาดเป็นลำดับต้นๆ ทั้งยังครองส่วนแบ่งในตลาดน้ำมันพืชไทยในกลุ่มผู้นำมาตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา

 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ความน่าสนใจและแสงสปอตไลต์ทุกดวงได้ส่องไปยังเกสรอีกครั้ง เมื่อพวกเขาได้ประกาศรีแบรนด์ตัวเองครั้งใหญ่ โดยบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันพืชบริโภคแบรนด์เกสร ได้ตัดสินใจรีแบรนดิ้งเกสรครั้งใหญ่ ด้วยเป้าหมายของการปรับลุคให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเน้นการสื่อสารไปที่กลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

 

ภายใต้การรีแบรนด์ครั้งนี้ของเกสร มีแง่มุมใดที่คุณควรรู้และน่าสนใจบ้าง THE STANDARD ได้สรุปประเด็นเบื้องหลังการรีแบรนด์ของเกสรเอาไว้ให้แล้ว

 

น้ำมันพืชเกสร

 

ปรับลุคหวังสื่อสารคนรุ่นใหม่ ภารกิจแสนท้าทายในวันที่ตลาดแข่งดุ

 

ข้อมูลที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มปี 2567-2569 โดยวิจัยกรุงศรีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้คาดการณ์ไว้ว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศไทยช่วง 3 ปีต่อจากนี้ (2567-2569) มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารหลังผ่านพ้นช่วงโควิด-19

 

ถึงแม้ว่าตลาดน้ำมันพืชยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยังมี ‘แนวโน้มรุนแรง’ ทั้งผลกระทบจากสินค้าทดแทน การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ตลอดจนการที่ผู้ประกอบการรายเดิมขยายกำลังการผลิต

 

คำว่าแนวโน้มรุนแรงนี่เองที่สามารถฉายภาพรวมตลาดน้ำมันพืชหรือน้ำมันปาล์มของไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี กับการเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็แข่งขันกันรุนแรงมาเป็นระยะเวลานาน

 

และจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงนำไปสู่การที่เกสรตัดสินใจลุกขึ้นมารีแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ การพาแบรนด์เกสรในลุคใหม่นี้ให้เข้าไปสื่อสารและอยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงให้มากขึ้น 

 

ภายใต้การรีแบรนด์ครั้งนี้ สิ่งที่เกสรเริ่มต้นทำคือ การล้างคัมภีร์แบรนดิ้งของตัวเองลงทั้งหมด คงเหลือไว้เฉพาะแต่ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชที่ขึ้นชื่อด้านคุณภาพกับเอกลักษณ์เรื่องน้ำมันสีอ่อนใส ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ปราศจากไขมันทรานส์ ไม่มีคอเลสเตอรอล สามารถนำไปปรุงอาหารเพิ่มความอร่อยได้ทุกเมนูตามต้องการ 

 

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Superior Taste Award ถึง 2 ปีซ้อน 

 

น้ำมันพืชเกสรได้สำรวจมุมมองของกลุ่มลูกค้าที่ใช้น้ำมันพืชมีต่อแบรนด์เกสร โดยเกสรได้วิจัยกับผู้บริโภคน้ำมันพืช กลุ่มผู้บริโภคที่ทำอาหารในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงเชฟมืออาชีพ เพื่อให้เข้าใจความต้องการของพวกเขาในการใช้งานน้ำมันพืช 

 

จนสุดท้ายก็ได้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการที่พบว่า คนใช้งานน้ำมันพืชทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่ต้องการทำอาหารออกมาให้อร่อยและฝึกปรือรสมือให้ดีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ครั้งที่สำแดงฝีมือการทำอาหารของตัวเอง

 

นั่นจึงทำให้เกสรตกผลึกและนำมาสู่การรีแบรนดิ้งครั้งนี้ โดย Brand Purpose เกสรภายหลังรีแบรนด์คือ การเป็นแบรนด์น้ำมันพืชที่พร้อมสนับสนุนและเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถทำอาหารได้อร่อย ขอเพียงลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตั้งใจและมั่นใจในทุกครั้งที่ทำอาหารด้วยน้ำมันพืชเกสร

 

เรียกได้ว่า คม กลม และเฉียบในตัวเอง

 

น้ำมันพืชเกสร

 

(ซ้าย) โลโก้แบรนด์เกสรเก่า (ขวา) โลโก้แบรนด์เกสรโฉมใหม่หลังรีแบรนดิ้ง

 

เมื่อปรับแบรนด์และวัตถุประสงค์ใหม่แล้ว ปรับต่อมาคือ ‘ภาพลักษณ์’ และหน้าตาให้ทันสมัย ฉีกกฎสื่อสารกับผู้บริโภค

 

ลำดับถัดมาในขั้นตอนการรีแบรนด์ สิ่งที่เกสรทำคือ การปรับโลโก้ใหม่ให้มีความทันสมัยและโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ลดทอนรายละเอียดที่ดูยุ่งเหยิงออกไป แล้วปรับดีไซน์ใหม่ให้คลีนขึ้น เรียบขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นเกสร

 

โดยโลโก้เกสรใหม่เลือกใช้สี CI เพียง 2 สี คือ สีแดงและสีเหลืองทอง จากเดิมที่ใช้มากถึง 3 สี คือ สีแดง สีส้ม และสีเหลือง พร้อมนำโลโก้ดอกไม้ที่เดิมที่เคยอยู่บนฟอนต์ตัวอักษรเกสรมาปรับดีไซน์ใหม่ให้เป็นกรอบล้อมรอบโลโก้ Typo เกสรแทน เพื่อความง่ายในการจดจำและความเด่นแบบสะดุดตา

 

ถัดมาคือแพ็กเกจจิ้งที่เกสรได้ออกแบบตัวขวดและฉลากขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ภายใต้การทำงานร่วมกับดีไซเนอร์และสตูดิโอออกแบบระดับโลกอย่าง สมชนะ กังวารจิตต์ จาก Prompt Design 

 

ดีไซน์ตัวขวดน้ำมันเกสรเวอร์ชันใหม่ได้ดึงเอาความเด่นของฟอร์ม ‘กลีบดอกเกสร’ มาเล่นบนตัวขวดได้อย่างชาญฉลาดและลงตัว ทั้งยังขับให้จุดเด่นของน้ำมันพืชเกสรที่ตัวน้ำมันมีสีอ่อนใส ดูเปล่งประกาย แวววาว สวยงามมากขึ้น เมื่อตัวขวดน้ำมันถูกแสงพาดส่องลงมา ตัวเหลี่ยมมุมของลายเกสรก็จะยิ่งชูความใสของน้ำมันให้เกิดการสะท้อนแสงออกมาแววสวยชัดยิ่งขึ้น 

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ขวดโฉมใหม่นี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานจับได้อย่างถนัดมืออีกต่างหาก เพื่อลดอุปสรรคในระหว่างการปรุงอาหาร โดยมีให้เลือกพร้อมกันมากถึง 3 ฉลากที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย 

 

  1. ฉลากรูปผักบรอกโคลี
  2. ฉลากรูปกุ้งชุบแป้งทอด
  3. ฉลากนักเก็ตทอดหน้ายิ้ม

 

โดยฉลากแต่ละรูปแบบจะทำหน้าที่ในการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป เช่น ฉลากผักจะสื่อถึงความสามารถของน้ำมันเกสรในการนำมาใช้ปรุงอาหารประเภทผัดผักให้อร่อยและได้สีสันที่สวย

 

ฉลากภาพกุ้งชุบแป้งทอดสื่อถึงอาหารจานทอดที่เกสรจะช่วยให้อาหารกรอบ หอม สีสวย และน่ารับประทาน ขณะที่ฉลากนักเก็ตยิ้มสื่อถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้ทำอาหารให้คนที่ครอบครัวและคนที่เรารัก

 

บริเวณด้านหลังของตัวฉลากยังมี QR Code ข้อมูล Menu Creation ที่ช่วยเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคสามารถสร้างสรรค์เมนูอาหารหลากหลายด้วยน้ำมันพืชตราเกสรได้ด้วยตัวเอง

 

 

 

ในแคมเปญการรีแบรนด์นี้เกสรยังได้ปล่อยหมัดฮุกสุดท้ายด้วยภาพยนตร์โฆษณา จุดประกายให้ทุกจานเป็นไปได้ ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ออกผจญภัยผ่านการทำอาหาร โดยมีน้ำมันเกสรเป็นผู้ช่วยสำคัญในทุกๆ จุดเริ่มต้นของความอร่อย

 

ตั้งแต่เมนูที่แสนเบสิกอย่างไข่เจียวกุ้งกรอบ เรื่อยไปจนถึงไข่เจียวซูเฟล และเมนูที่ต้องใช้เทคนิคการทำอาหารขั้นสูงอย่าง Deconstruction ในการแยกส่วนประกอบของวัตถุดิบออกมาปรุงใหม่ให้วัตถุดิบแต่ละอย่างโดดเด่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่ม Value และความพิเศษให้กับจานอาหารจานน้ันๆ 

 

เมสเสจที่ตัวภาพยนตร์โฆษณาต้องการเน้นและสื่อสารคือ การเดินทางของผู้ชายคนนี้บนโลกอาหาร ตั้งแต่วันที่ผู้ชายคนนี้เริ่มต้นทำอาหารด้วยเมนูง่ายๆ เป็นมือใหม่ในการปรุงอาหาร 

 

เรื่อยไปจนถึงวันที่เขาเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการปรุงอาหาร มีสกิลรอบตัวที่จัดว่าเด็ดและแพรวพราว น้ำมันเกสรก็พร้อมอยู่เคียงข้างในทุกๆ เรื่องราวความอร่อยของเขา 

 

น้ำมันพืชเกสร

 

เพราะทุกความอร่อยเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแค่มีน้ำมันพืชเกสรอยู่เคียงข้าง ทุกข้อจำกัดในด้านการทำอาหารก็จะกลายเป็นเรื่องราวสนุกๆ ที่รอให้เราได้จุดประกายไอเดียใหม่ในการทำอาหารและออกไปโลดแล่น เพลิดเพลินบันเทิงใจไปกับทุกจานของคุณ

 

อ้างอิง:

The post ปรับโฉมเพื่อคนรุ่นใหม่ เปิดเบื้องหลัง ‘น้ำมันพืชเกสร’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ อัปลุคทันสมัย คุณภาพดีเยี่ยมไม่เปลี่ยน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหราชอาณาจักรเริ่มใช้ ‘น้ำมันพืช’ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถไฟโดยสารครั้งแรก แม้ต้นทุนสูงกว่า แต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 90% และฝุ่นอีก 85% https://thestandard.co/vegetable-oil-train-uk/ Fri, 28 Jul 2023 03:59:58 +0000 https://thestandard.co/?p=823028

Chiltern Railways ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟได้เริ่มใช้ ‘ […]

The post สหราชอาณาจักรเริ่มใช้ ‘น้ำมันพืช’ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถไฟโดยสารครั้งแรก แม้ต้นทุนสูงกว่า แต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 90% และฝุ่นอีก 85% appeared first on THE STANDARD.

]]>

Chiltern Railways ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟได้เริ่มใช้ ‘น้ำมันพืช’ เป็นแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับรถไฟโดยสาร นี่เป็นครั้งแรกสำหรับสหราชอาณาจักรและเป็นก้าวสำคัญสู่โซลูชันการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก Chiltern Railways เริ่มใช้สารที่เรียกว่า Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) เพื่อขับเคลื่อนรถไฟบางขบวน โดย HVO คือเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วซึ่งผ่านกระบวนการบำบัดเพื่อให้เหมาะสำหรับเป็นเชื้อเพลิง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

เหตุผลที่การเคลื่อนไหวนี้น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษเป็นเพราะศักยภาพของ HVO ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซลแบบเดิม HVO สามารถลดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายเหล่านี้ได้มากถึง 90% 

   

นอกจากนี้ยังช่วยลดอนุภาคในอากาศ ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กในอากาศที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ได้มากถึง 85% นี่เป็นการปรับปรุงที่สำคัญในผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรถไฟที่ใช้เชื้อเพลิงนี้

 

Chiltern Railways ซึ่งให้บริการเส้นทางระหว่างเมืองลอนดอนและเบอร์มิงแฮมในสหราชอาณาจักร กำลังใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่เป็นนวัตกรรมใหม่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้เพื่อขับเคลื่อนหัวรถจักรประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Class 68

 

การตัดสินใจนี้เป็นส่วนสำคัญของความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการดำเนินงานและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นที่น่าสังเกตว่า HVO มีราคาสูงกว่าน้ำมันดีเซลมาตรฐาน แต่บริษัทยินดีที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนี้เพื่อประโยชน์ของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

 

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะแทนที่รถไฟดีเซลรุ่นเก่าด้วยรุ่นที่ใหม่กว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บริษัทจะเชิญชวนให้ผู้ผลิตรถไฟยื่นข้อเสนอสำหรับการออกแบบและผลิตรถไฟรุ่นใหม่เหล่านี้

 

Huw Merriman รัฐมนตรีช่วย ซึ่งดูแลกิจการรถไฟ แสดงความกระตือรือร้นเกี่ยวกับศักยภาพของอุตสาหกรรมรถไฟในการมีส่วนร่วมในเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร เขาตั้งข้อสังเกตว่ารถไฟเป็นหนึ่งในวิธีเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และเน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะต่อยอดสิ่งนี้ด้วยการสร้างอุตสาหกรรมรถไฟที่สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศอย่างจริงจัง

 

รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีเป้าหมายระยะยาวในการเลิกใช้รถไฟดีเซลล้วนทั้งหมดภายในปี 2040 การดำเนินการของ Chiltern Railways ถือเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ และหวังว่าผู้ให้บริการรถไฟรายอื่นจะเดินตามรอยเท้าของพวกเขาโดยการใช้ตัวเลือกเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post สหราชอาณาจักรเริ่มใช้ ‘น้ำมันพืช’ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถไฟโดยสารครั้งแรก แม้ต้นทุนสูงกว่า แต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 90% และฝุ่นอีก 85% appeared first on THE STANDARD.

]]>