น้ำตาล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/น้ำตาล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 01:49:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ https://thestandard.co/life/who-health-tax-policy-3-by-35/ Thu, 15 Jan 2026 01:49:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1165408 who-health-tax-policy-3-by-35

เคยสังเกตไหมว่า อะไรที่เฮลตี้มักราคาแพง แต่อะไรที่ทำลาย […]

The post สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
who-health-tax-policy-3-by-35

เคยสังเกตไหมว่า อะไรที่เฮลตี้มักราคาแพง แต่อะไรที่ทำลายสุขภาพอย่างน้ำอัดลม เครื่องดื่มมึนเมา กลับมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า?

 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นเรื่องจริงที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังกังวลอย่างหนัก เพราะในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น สินค้าเหล่านี้กลับมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับรายได้ และนั่นคือสาเหตุเงียบๆ ที่ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง และอุบัติเหตุ พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

 

ล่าสุด WHO เลยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก ‘เลิกใจดี’ กับสินค้าทำลายสุขภาพ และหันมาเพิ่มภาษีเพื่อช่วยชีวิตคน

 

เมื่อความถูกแลกมาด้วยความเจ็บป่วย

 

รายงานใหม่จาก WHO ชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีที่อ่อนแอในหลายประเทศทำให้เครื่องดื่มน้ำตาลสูงและแอลกอฮอล์ยังคงมีราคาถูก สวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่พุ่งสูงขึ้นจากการรักษาโรค 

 

Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO ย้ำชัดว่า “ภาษีสุขภาพคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด” เพราะการขึ้นภาษียาสูบ น้ำหวาน และเหล้า ไม่ใช่แค่การหารายได้เข้ารัฐ แต่เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม แล้วนำเงินก้อนนั้นกลับมาพัฒนาระบบแพทย์เพื่อทุกคน

 

นอกจากนี้ข้อมูลจาก WHO พบว่ายังมีช่องว่างทางภาษี ที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ยังคงทำกำไรมหาศาลบนความเสี่ยงของผู้บริโภค ได้แก่

 

  • ภาษีน้ำหวานที่ยังไม่ครอบคลุม: แม้ 116 ประเทศจะเก็บภาษีน้ำอัดลม แต่กลับละเลยกับดักน้ำตาลอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ 100%, นมปรุงแต่ง, กาแฟและชาพร้อมดื่ม ซึ่งน้ำตาลสูงไม่แพ้กัน

 

  • ภาษีที่ต่ำเกิน: ค่ากลางภาษี (Median Tax) ของน้ำอัดลมทั่วโลก คิดเป็นเพียง 2% ของราคาขายเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินกว่าที่จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม

 

  • แอลกอฮอล์ราคาไม่ขยับ: ในขณะที่สินค้าอื่นขึ้นราคาตามเงินเฟ้อ แต่ตั้งแต่ปี 2022 เหล้าเบียร์ในหลายประเทศราคากลับนิ่งสนิท หรือถูกลงเมื่อเทียบกับค่าแรง แถมไวน์ยังเป็นสินค้าปลอดภาษีใน 25 ประเทศ โดยเฉพาะในโซนยุโรป

 

ภารกิจใหม่ ‘3 by 35’

 

เพื่อแก้เกมนี้ WHO จึงเปิดตัวโครงการริเริ่ม ‘3 by 35 โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2035 รัฐบาลทั่วโลกควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มราคาที่แท้จริงของสินค้าอันตราย 3 อย่าง ได้แก่

  1. ยาสูบ
  2. แอลกอฮอล์
  3. เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

 

เป้าหมายคือทำให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงยากขึ้นตามกาลเวลา เพื่อตัดวงจรการเกิดโรคตั้งแต่ต้นทาง

 

แล้วชาว LIFE ล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับประกาศใหม่ล่าสุดนี้? 

 

อ้างอิง:

The post สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี https://thestandard.co/life/food-pyramid-2026-protein-fat/ Fri, 09 Jan 2026 10:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1163390 The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียก […]

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการก็ว่าได้ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) นำโดย Robert F. Kennedy Jr. ประกาศพลิกโฉมพีระมิดอาหาร (Food Pyramid) อย่างเป็นทางการ

 

งานนี้ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วน แต่เป็นการรื้อความเชื่อเรื่องการกินที่เราใช้กันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

ย้อนกลับไปปี 1992 พีระมิดยุคแรกสร้างขึ้นบนฐานของคาร์โบไฮเดรต ผลลัพธ์ที่ตามมาคือวิกฤตโรคอ้วนและเบาหวานในคนยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Sedentary หรือการนั่งทำงานนิ่งๆ เป็นหลัก

 

The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี 1

 

ในปี 2026 นี้ เราจึงได้เห็นการ ‘กลับหัวพีระมิด’ ที่ย้ายสิ่งที่เคยอยู่ยอดสุดลงมาเป็นฐาน และผลักดันอาหารธรรมชาติให้เป็นหัวใจหลักแทน

 

4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญใน The New Food Pyramid

 

1. โปรตีนคือพระเอกคนใหม่

 

จากเดิมที่โปรตีนเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ปัจจุบันถูกดันขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญ โดยแนะนำให้บริโภค 1.2 – 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียร โดยครอบคลุมทั้งเนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ไข่ อาหารทะเล และโปรตีนจากพืช

 

2. ไขมันสัตว์ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไป

 

นี่ถือเป็นประเด็นที่ฮือฮาที่สุดเพราะไกด์ไลน์ใหม่ปลดล็อกให้เรากินเนย (Butter), นมไขมันเต็มส่วน (Full-fat dairy) และไขมันวัว (Tallow) ได้ ตราบใดที่มาจากแหล่งธรรมชาติ โดยมองว่าไขมันเหล่านี้มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองและฮอร์โมน มากกว่าไขมันแปรรูปหรือมาการีน

 

3. น้ำตาลคือผู้ร้ายตัวจริง

 

สายติดหวานอาจจะปวดใจเพราะพิระมิดฉบับใหม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่มีปริมาณน้ำตาลที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ” โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลขัดสีและสารให้ความหวานสังเคราะห์อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดวงจรการติดหวานตั้งแต่ต้นทาง

 

4. บอกลาอาหารแปรรูปขั้นสูง

 

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุให้หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหนักๆ ซึ่งเต็มไปด้วยสารเติมแต่งและโซเดียม โดยแนะนำให้หันกลับไปหา Real Food หรือการปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบสดใหม่ที่บ้านเป็นหลัก

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้ทำให้เกิดเสียงแตกในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ โดยฝั่งที่สนับสนุนมองว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ทางสถาบันโรคหัวใจ (AHA) ยังคงแสดงความกังวลว่าการส่งเสริมไขมันอิ่มตัวและเนื้อแดงอาจส่งผลต่อคอเลสเตอรอลในระยะยาว หากผู้บริโภคเลือกกินอย่างไม่ระมัดระวัง

 

พีระมิดใหม่นี้กำลังบอกเราว่า ‘โภชนาการไม่ใช่เรื่องสูตรสำเร็จ’ แต่คือการเลือกแหล่งอาหารที่มีคุณภาพที่สุด แป้งไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปเสียทีเดียว แต่ถ้าคุณคือมนุษย์ออฟฟิศที่นั่งทำงานทั้งวัน การลดคาร์บและเพิ่มโปรตีนตามไกด์ไลน์ใหม่นี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ยั่งยืนกว่าเดิมก็ได้

 

อ้างอิง:

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู https://thestandard.co/sugars-gum-stardust-found-in-nasas-asteroid-bennu-samples/ Sun, 07 Dec 2025 02:57:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1151980 นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต และสส […]

The post นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต และสสารคล้าย ‘หมากฝรั่ง’ ในตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู ที่บ่งชี้ว่าวัตถุดิบสำหรับการกำเนิดชีวิตนั้นมีอยู่ทั่วระบบสุริยะของเรา

 

การค้นพบดังกล่าว มาจากการศึกษาตัวอย่างหินของดาว ‘เบนนู’ ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกประเภทคาร์บอน ที่เป็นดั่งไทม์แคปซูลซึ่งได้รักษาสภาพสสารต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงกำเนิดของระบบสุริยะ หรือเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีที่แล้ว จนกระทั่งยานอวกาศ OSIRIS-REx ของ NASA ได้เดินทางไปลงเก็บหินรวมประมาณ 120 กรัม ส่งกลับมาถึงโลกอย่างปลอดภัย เพื่อให้นักดาราศาสตร์จากหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปวิจัยและศึกษาต่ออย่างละเอียด

 

สำหรับการค้นพบน้ำตาลในครั้งนี้ คือการพบ ‘ไรโบส’ (Ribose) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 5 อะตอม และที่พิเศษกว่านั้นคือการตรวจพบ ‘กลูโคส’ (Glucose) น้ำตาลที่มีคาร์บอน 6 อะตอม เป็นครั้งแรกในตัวอย่างวัตถุที่มาจากนอกโลก

 

แม้การค้นพบน้ำตาลเหล่านี้ ไม่ใช่การพบสิ่งมีชีวิตโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาว่าไรโบสนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของ RNA และกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของชีวิตต่าง ๆ บนโลก รวมถึงมีการตรวจพบกรดอะมิโน นิวคลีโอเบส ในตัวอย่างหินของดาวเบนนูมาก่อนหน้านี้ ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตนั้น ได้กระจายตัวอยู่ทั่วไปในระบบสุริยะ

 

สำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลก ดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) และ ไรโบส เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้าง DNA และ RNA ตามลำดับ โดยที่ DNA ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บรหัสพันธุกรรมหลักภายในเซลล์ ส่วน RNA มีหน้าที่หลากหลาย และชีวิตในแบบที่เรารู้จักนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากขาด RNA ไป

 

Yoshihiro Furukawa หัวหน้าคณะวิจัยในการค้นพบครั้งนี้ จากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า “เราได้ค้นพบนิวคลีโอเบสครบทั้ง 5 ชนิดที่ใช้สร้าง DNA และ RNA ในตัวอย่างหินที่ยาน OSIRIS-REx ได้นำกลับโลก และการค้นพบไรโบสในครั้งนี้ หมายความว่าองค์ประกอบทั้งหมดที่จำเป็นต่อการสร้างโมเลกุล RNA นั้นมีอยู่ครบบนดาวเบนนู”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือนักดาราศาสตร์ไม่พบดีออกซีไรโบสในหินจากดาวเบนนู ซึ่งอาจสนับสนุนสมมติฐาน ‘RNA World’ ที่ว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบแรก ๆนั้นพึ่งพา RNA เป็นโมเลกุลหลักในการเก็บข้อมูลและขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาใช้ DNA ในภายหลัง

 

นอกจากนี้ คณะนักดาราศาสตร์อีกกลุ่ม ยังได้พบสสารที่มีคุณสมบัติคล้ายหมากฝรั่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นมาก่อนในอดีตกาล แต่ปัจจุบันมันได้แข็งตัวไปเป็นที่เรียบร้อย อยู่ในตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูเช่นกัน

 

สสารดังกล่าวประกอบไปด้วยวัสดุคล้ายโพลิเมอร์ อันประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ซึ่งนี่เป็นลักษณะของสสารที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน จากก้อนหินใด ๆ ก็ตามที่มาจากอวกาศ ซึ่งโครงสร้างของโมเลกุลที่ซับซ้อนเช่นนี้ อาจเป็นสารตั้งต้นทางเคมีที่ช่วยเริ่มต้นการกำเนิดชีวิตบนโลกได้ และการตรวจพบในครั้งนี้ อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจว่าชีวิตเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และมีโอกาสพบชีวิตบนดาวดวงอื่นได้หรือไม่อีกด้วย

 

‘หมากฝรั่งอวกาศ’ นี้ ไม่ได้เป็นก้อนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่ติดมากับยาน แต่เป็นโครงสร้างขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในชั้นน้ำแข็งและแร่ธาตุของดาวเคราะห์น้อยเบนนู มีขนาดใหญ่เพียงระดับไมโครเมตรเท่านั้น แต่ก็มีความคล้ายกับโพลียูรีเทนบนโลก จน Scott Sanford หัวหน้าคณะวิจัยจาก NASA’s Ames Research Center เรียกมันอย่างไม่เป็นทางการว่า “พลาสติกอวกาศ” แต่มีโครงสร้างที่ยุ่งเหยิงและเป็นระเบียบน้อยกว่า

 

การศึกษาตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะเมื่อช่วงแรกเริ่ม หรือประมาณ 4,500 ล้านปีที่แล้ว ทั้งวัตถุดิบต่าง ๆ และกระบวนการที่จำเป็นต่อการกำเนิดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบนโลก หรือบนดาวดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะก็ตาม

 

งานวิจัยของคณะที่นำโดย Yoshihiro Furukawa ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และงานวิจัยของคณะที่นำโดย Scott Sanford ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ในวันเดียวกัน

 

แม้จะนำหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูกลับมาถึงโลกเมื่อปี 2023 แต่ยานอวกาศ OSIRIS-REx ยังปฏิบัติภารกิจอยู่ โดยได้รับการต่อขยายภารกิจให้บินไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยอะโพพิส ที่มีกำหนดมาเฉียดใกล้โลกในเดือนเมษายน 2029 ภายใต้ชื่อใหม่ว่า OSIRIS-APEX เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจคุณสมบัติและดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น

 

ภาพ: NASA

 

อ้างอิง:

The post นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ดันทั่วโลกเก็บ ‘ภาษีสุขภาพ’ ขึ้นราคาบุหรี่-เหล้า-น้ำตาลเพิ่มอีก 50% ภายในปี 2035 https://thestandard.co/who-health-tax-2035/ Mon, 11 Aug 2025 05:20:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1106076 WHO เสนอขึ้นภาษีบุหรี่ เหล้า และน้ำตาล 50% เพื่อสุขภาพประชากรโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแคมเปญ เรียกร้องให้ประเทศต่าง […]

The post WHO ดันทั่วโลกเก็บ ‘ภาษีสุขภาพ’ ขึ้นราคาบุหรี่-เหล้า-น้ำตาลเพิ่มอีก 50% ภายในปี 2035 appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO เสนอขึ้นภาษีบุหรี่ เหล้า และน้ำตาล 50% เพื่อสุขภาพประชากรโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแคมเปญ เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก เร่งจัดเก็บ ‘ภาษีสุขภาพ’ (Health Taxes) เพิ่มจากกลุ่มสินค้า ได้แก่ บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยให้ตั้งเป้าเพิ่มราคาขายขึ้นขั้นต่ำอย่างน้อย 50% ภายในปี 2035

 

โดยแคมเปญดังกล่าว อยู่ภายใต้ชื่อ ‘3 by 35’ เน้น 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ ลดการบริโภคบุหรี่, ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, และลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งหวังผลทั้งด้านสุขภาพของประชากรและรายได้ของรัฐ

 

ทั้งนี้ WHO ระบุว่า หากสามารถขึ้นราคาสินค้ากลุ่มนี้ได้ 50% เพียงครั้งเดียว จะช่วยลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 50 ล้านราย ในช่วง 50 ปีข้างหน้า และสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั่วโลกรวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปีข้างหน้าได้ด้วยเช่นกัน

 

พร้อมยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่ยังเป็นนโยบายต้นทุนต่ำแต่ได้ผลสูง ที่สามารถช่วยลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นว่าในช่วงระหว่างปี 2012–2022 ที่ผ่านมามีเกือบ 140 ประเทศที่ขึ้นภาษีบุหรี่อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าแนวทางนี้สามารถทำได้จริง

 

นอกจากนี้ WHO ยังแนะนำให้รัฐบาลนำรายได้จากภาษีสุขภาพกลับมาลงทุนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการศึกษา และโครงการคุ้มครองทางสังคม พร้อมเรียกแนวทางนี้ว่าเป็นนโยบายที่มีแต่ได้กับได้ ทั้งต่อสุขภาพประชากรและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั่วโลกเริ่มเผชิญแรงกดดันจากทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

ตัวอย่างชัดเจนคือ Constellation Brands ผู้จัดจำหน่ายเบียร์ Modelo ในสหรัฐฯ ซึ่งเปิดเผยว่ารายได้สุทธิไตรมาสล่าสุดลดลง 5.5% อยู่ที่ 2.52 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะยอดขายไวน์และสุราดิ่งลงถึง 28% ส่วนกำไรสุทธิก็ลดลงถึง 41% เหลือเพียง 516.1 ล้านดอลลาร์

 

ด้านบริษัทให้เหตุผลว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายด้านความบันเทิงลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวฮิสแปนิกซึ่งเป็นฐานหลักของแบรนด์ Modelo ที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องรายได้และความไม่มั่นคงเกี่ยวกับสถานะทางสังคม

 

เรียกได้ว่าแนวโน้มการจัดเก็บภาษีสุขภาพที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่เริ่มพิจารณาการเก็บภาษีใหม่หรือเพิ่มภาษีเดิมในกลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์และน้ำตาลเพื่อลดภาระสาธารณสุขและเพิ่มรายได้รัฐ

 

แต่ในระยะยาว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพ หรือการวางกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

สุดท้ายแล้ว WHO มองว่า ภาษีสุขภาพ คือเครื่องมือที่ไม่เพียงช่วยลดการบริโภคสินค้าก่อโรค เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคทางเดินหายใจ แต่ยังเป็นกลไกการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

 

ภาพ: IB Photography / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post WHO ดันทั่วโลกเก็บ ‘ภาษีสุขภาพ’ ขึ้นราคาบุหรี่-เหล้า-น้ำตาลเพิ่มอีก 50% ภายในปี 2035 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยปี 2025 แนวโน้มผลผลิตที่ขยายตัวช่วยดันรายได้พุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันราคาส่งออกที่ลดลง https://thestandard.co/market-focus-thai-sugar-2025/ Sat, 12 Jul 2025 11:02:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1095811

SCB EIC คาดว่า รายได้อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2025 มีแนวโน้ […]

The post SCB EIC ชี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยปี 2025 แนวโน้มผลผลิตที่ขยายตัวช่วยดันรายได้พุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันราคาส่งออกที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCB EIC คาดว่า รายได้อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากราคาส่งออกที่ลดลง แต่ปริมาณผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยพยุงรายได้ของอุตสาหกรรมโดยรวม 

 

ในช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศปิดหีบอ้อยปีการผลิต 2024/2025 แล้ว โดยผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น 14.4% จากปีการผลิต 2023/2024 มาอยู่ที่ 10.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 92.0 ล้านตัน จากปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลาย อย่างไรก็ดี แม้ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาส่งออกน้ำตาลโดยเฉลี่ยในปี 2025 กลับมีแนวโน้มปรับตัวลดลงราว -11.2%YOY สอดคล้องกับราคาน้ำตาลทรายดิบส่งออกรวมพรีเมียมที่บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทยทำได้ (ใช้อ้างอิงราคาของผู้ประกอบการรายอื่นๆ) ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปีการผลิตที่ผ่านมา ตามราคาน้ำตาลโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งส่งผลให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและจะกระทบต่อความต้องการบริโภคน้ำตาลโลก 

 

 

ทั้งนี้ แม้ว่าราคาจะปรับตัวลดลง แต่มูลค่าการส่งออกน้ำตาลปี 2025 คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 34.3%YOY สะท้อนได้จากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.5%YOY แม้ว่าราคาส่งออกปรับตัวลดลง -16.7%YOY แต่ยังส่งผลให้มูลค่าส่งออกน้ำตาลโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.3%YOY และคาดว่าในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปี มูลค่าการส่งออกจะเติบโตเร่งขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลในประเทศเป็นจำนวนมากที่ยังรอการส่งออก ประกอบกับสัดส่วนการส่งออกน้ำตาลทรายขาวที่ราคาสูงกว่าน้ำตาลทรายดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ราคาส่งออกน้ำตาลโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงน้อยกว่าช่วง 5 เดือนแรก

 

อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลโลก ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบต่อผลผลิตน้ำตาล และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำตาลโลก 

 

 

อนึ่ง กำไรของธุรกิจโรงงานน้ำตาลโดยรวมในปี 2025 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้น ในปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำตาลมีกำลังการผลิตมากกว่าปริมาณอ้อยในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจะต้องแข่งขันกันจัดหาอ้อยมาป้อนโรงงานให้ได้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลง ซึ่งปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นในปีการผลิต 2024/2025 จะส่งผลให้การแข่งขันลดลง ผลผลิตน้ำตาลและผลพลอยได้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อกำไรของผู้ประกอบการในปี 2025 

 

ทั้งนี้ นอกจากการจัดหาวัตถุดิบแล้ว โรงงานน้ำตาลยังมีการแข่งขันกัน ด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ การยกระดับและพัฒนาคุณภาพสินค้า และการมุ่งสู่ความยั่งยืน 

 

ดังนั้น กลุ่มบริษัทที่สามารถสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกร สร้างแบรนด์ มีประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลสูง มีสินค้าที่ตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพของผู้บริโภค และมีการดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Sugar-industry-110725?utm_source=Influencer&utm_medium=Link&utm_campaign=BUSINESSINTELLIGENCE_SUGAR_JUL_2025

The post SCB EIC ชี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยปี 2025 แนวโน้มผลผลิตที่ขยายตัวช่วยดันรายได้พุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันราคาส่งออกที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร ‘น้ำตาลขอนแก่น’ มองมาตรการรัฐสกัดฝุ่นเผาอ้อย เพิ่มราคารับซื้ออ้อยสด 120 บาทต่อตัน ยังไม่สะท้อนต้นทุนจริง https://thestandard.co/khonkaen-sugar-exec-120-baht/ Mon, 03 Feb 2025 04:02:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1037493

ภาคการเกษตรปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล ขณะนี้กำลังต […]

The post ผู้บริหาร ‘น้ำตาลขอนแก่น’ มองมาตรการรัฐสกัดฝุ่นเผาอ้อย เพิ่มราคารับซื้ออ้อยสด 120 บาทต่อตัน ยังไม่สะท้อนต้นทุนจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาคการเกษตรปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล ขณะนี้กำลังตกเป็นจำเลยของสัมคมว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องออกมาดำเนินการ

 

ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือกับภาครัฐด้วยการลดปริมาณการรับซื้ออ้อยที่ถูกลักลอบเผา และส่งเสริมการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอ้อยสดอย่างต่อเนื่อง

 

“ในฤดูกาลหีบ 2567/2568 บริษัทฯ มีปริมาณอ้อยไฟไหม้เฉลี่ยทั้งกลุ่มอยู่ที่ 17.85% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 3.4 ล้านตันในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายในกรอบอัตราไม่เกิน 25% ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม อีกทั้งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการลดฝุ่น PM2.5 ในฤดูเก็บเกี่ยวจากการเผา” ชลัชกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐที่ออกมา ถึงแม้จะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 บรรเทาผลกระทบให้ประชากรโดยรวมของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้น

 

สำหรับมาตรการภาครัฐที่เพิ่มราคาซื้ออ้อยสด 120 บาทต่อตัน ไม่ได้สะท้อนต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 200-250 บาทต่อตัน ในขณะที่อ้อยเผามีต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่ 100-150 บาทต่อตัน จึงทำให้ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณอ้อยเผาได้ในทุกพื้นที่

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกำลังตกเป็นจำเลยสังคมในด้านการสร้างมลพิษทางอากาศ กลับมีข้อมูลจากโครงการขายคาร์บอนเครดิตจากอ้อย เปิดเผยถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อ้อยอายุ 1 ปี สามารถดูดซับอยู่ที่ 5,800 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ ถึงแม้ในกระบวนการปลูก ใส่ปุ๋ย ตัดอ้อย และขนส่งถึงโรงงาน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,400 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ ก็ยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 4,400 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่

 

“อ้อยสดสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4,400 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ ในขณะที่อ้อยไฟไหม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก 3,850 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ ถึงแม้จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังสามารถดูดซับได้ 550 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่  ประเทศไทยปลูกอ้อย 10 ล้านไร่ต่อปี สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 40,000 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนต่อปีโดยประมาณ ซึ่งสามารถช่วยลดภาวะเรือนกระจกและช่วยลดภาวะโลกร้อนได้” ชลัชกล่าว

 

คาดรายได้งวดปี 2567/2568 โต 15% หลังมีอ้อยเข้าหีบเพิ่มขึ้น

 

ชลัชคาดว่า ฤดูการผลิตอ้อยปี 2567/2568 ปริมาณอ้อยในระบบของทั้งประเทศจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 95-100 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 15-22% เมื่อเทียบกับปี 2566/2567 ซึ่งอยู่ที่ 82 ล้านตัน เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น และเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น

 

สำหรับบริษัทฯ คาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 2567/2568 จะอยู่ที่ 6.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2566/2567 ซึ่งอยู่ที่ 5.4 ล้านตัน อีกทั้งคาดการณ์รายได้ปี 2568 (เดือนพฤศจิกายน 2567 – ตุลาคม 2568) อยู่ที่ 19,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปัจจัยข้างต้น และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มเดินเครื่องจักรโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ของบริษัทฯ ในจังหวัดสระแก้ว

 

สำหรับราคาน้ำตาลตลาดโลก 2567/2568 ในช่วงครึ่งปีแรก มีแนวโน้มอยู่ที่ 18-20 เซนต์ต่อปอนด์ ลดลง 16% จากงวดปีก่อน 24-26 เซนต์ต่อปอนด์ จากปัจจัยมีสต็อกน้ำตาลในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังอาจมีปัจจัยบวกเข้ามาหนุนราคาน้ำตาลตลาดโลกให้สูงขึ้น จากกำลังการผลิตน้ำตาลของอินเดียและจีนที่ลดลงในต้นฤดูกาลหีบ 2567/2568

 

ขณะที่ผลประกอบการในงวดปี 2567 (เดือนพฤศจิกายน 2566 – ตุลาคม 2567) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,442 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อนที่ 18,449 ล้านบาท จากปัจจัยภัยแล้ง ทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบลดลง 

 

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนที่ 904 ล้านบาท จากปัจจัยราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่ในระดับสูง และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่า จึงทำให้ในปี 2567 บริษัทฯ มีกำไรใกล้เคียงกับปี 2566 (เดือนพฤศจิกายน 2565 – ตุลาคม 2566)

 

ในส่วนของการขายไฟฟ้าผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจากการผลิตน้ำตาล งวดปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้ 1,500 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อนที่ 1,600 ล้านบาท จากปัจจัยการปรับลดค่า Ft ของภาครัฐ ซึ่งจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ตามมติของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 

 

อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับลดดังกล่าวไม่ส่งผลต่อกำไรรวมของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากธุรกิจน้ำตาล 80-90%

The post ผู้บริหาร ‘น้ำตาลขอนแก่น’ มองมาตรการรัฐสกัดฝุ่นเผาอ้อย เพิ่มราคารับซื้ออ้อยสด 120 บาทต่อตัน ยังไม่สะท้อนต้นทุนจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริสต์มาสนี้สาวกเบเกอรีเตรียมรับมือ! ราคาเนยยุโรปพุ่ง 83% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช็อกโกแลตและน้ำตาลทำขนมพาเหรดขึ้นราคาทั่วโลก https://thestandard.co/christmas-bakery-supplies-price-rise/ Tue, 15 Oct 2024 02:02:20 +0000 https://thestandard.co/?p=995838 เบเกอรี

ราคาเนยในยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ […]

The post คริสต์มาสนี้สาวกเบเกอรีเตรียมรับมือ! ราคาเนยยุโรปพุ่ง 83% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช็อกโกแลตและน้ำตาลทำขนมพาเหรดขึ้นราคาทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบเกอรี

ราคาเนยในยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะเทือนผู้ผลิตเบเกอรีที่อาจต้องแบกรับต้นทุนในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ ขณะที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คาดว่าราคาเนยสูงอาจปรับตัวสูงขึ้นยาวไปจนถึงปีหน้า

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาเนยพุ่งสูงขึ้นในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั่วทั้งยุโรป ถือเป็นข่าวร้ายก่อนเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองคริสต์มาสสำหรับวงการเบเกอรี โดยเฉพาะผู้ผลิตขนมปังและขนมอบทั่วโลก หลังเผชิญกับต้นทุนช็อกโกแลตและน้ำตาลที่สูงขึ้นอยู่แล้ว   

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ปัจจัยหลักๆ มาจากความต้องการเนยที่มีสต็อกที่จำกัด และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์นมหันไปใช้ผลิตภัณฑ์นมมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้มากกว่า เช่น ชีส จึงทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

 

ข้อมูลทางการล่าสุดของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ตลาดเนยยุโรปซื้อขายในตลาดโลกที่ระดับสูงสุดที่ 8,706 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน (ณ วันที่ 29 กันยายน) ปีนี้ถือว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 83% (YoY) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นับเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ราคาเนยในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเช่นกัน แต่หลุดจากระดับสูงสุดไปแล้วในช่วงฤดูร้อน

 

ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัทอาหารขนาดใหญ่จะเตรียมพร้อมรับมือราคาเนยไว้แล้วก่อนจะเริ่มผลิตเค้กและไอศกรีมก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่ผลกระทบที่รุนแรงจะไปอยู่ที่ผู้ประกอบการรายเล็ก เนื่องจากราคาจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

Paul Boivin ผู้อำนวยการสหพันธ์ผู้ผลิตขนมปังและขนมอบของฝรั่งเศส (FEB) กล่าวว่า ปริมาณผลผลิตนมในตลาดโลกลดลงตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกนมและเนยรายใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจัยหลักเนื่องจากราคาที่ต่ำและต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมากยุติกิจการ

 

Michael Harvey นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์นมของ Rabobank กล่าวว่า ผลผลิตนมทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2024 แต่ยังคงตึงตัวเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหันมาเน้นการจัดสรรนมให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันสูงที่สุด เช่น ชีส แทนเนย

 

ข้อมูลล่าสุดของสหภาพยุโรประบุว่าผลผลิตนมของสหภาพยุโรปเติบโต 0.7% ระหว่างเดือนมกราคม 2023 ถึงเดือนกรกฎาคม 2024 ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลผลิตเนยลดลง 1.6% โดยสต็อกอยู่ที่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ผลผลิตชีสเพิ่มขึ้น 3.2%

 

ขณะที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) ระบุว่า คาดการณ์ราคาเนยในสหรัฐฯ ในปี 2024 เพิ่มเป็น 3 ดอลลาร์ต่อปอนด์ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน เนื่องจากวัวมีจำนวนน้อยลงและวัวแต่ละตัวผลิตนมได้น้อยลง

 

USDA กล่าวอีกว่า “คาดว่าอุปทานนมที่ตึงตัวและความต้องการที่มั่นคงจะส่งผลให้ราคาเนยสูงขึ้นไปจนถึงปี 2025”

 

ส่วนรายได้ในตลาดเนยทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 42 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 เพิ่มขึ้นมากกว่า 8% จากปี 2022 และคาดว่าตลาดจะเติบโตขึ้นปีละ 7% ภายในปี 2029 ตามข้อมูลของ Statista

 

นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ทำให้ราคาเนยในยุโรปสูงยังมาจากความกังวลว่าปริมาณน้ำนมจะลดลงอีก เนื่องจากโรคต่างๆ แพร่ระบาดในโคนมในยุโรปตะวันตก เช่น โรคลิ้นน้ำเงินและโรคเลือดออกในสัตว์ (Epizootic Hemorrhagic Disease: EHD) นักวิเคราะห์กล่าว

 

อ้างอิง: 

The post คริสต์มาสนี้สาวกเบเกอรีเตรียมรับมือ! ราคาเนยยุโรปพุ่ง 83% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช็อกโกแลตและน้ำตาลทำขนมพาเหรดขึ้นราคาทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก https://thestandard.co/thai-sugar-tax-phase-4-consequences/ Tue, 18 Jun 2024 12:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=946740 energy drinks

เครื่องดื่มชูกำลังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทในตลาดเครื […]

The post แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
energy drinks

เครื่องดื่มชูกำลังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทในตลาดเครื่องดื่มของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศ ด้วยมูลค่าตลาด 4.4 หมื่นล้านบาทในปี 2566 อย่างไรก็ตาม ในมิติของการขยายตัวพบว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศมีการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เพียง 0.8% ต่ำกว่าการขยายตัวของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในภาพรวมที่เติบโต 2.6% ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญเกิดจากจำนวนอุปสงค์ที่กระจุกตัวในกลุ่มผู้ใช้แรงงานรายได้ต่ำมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีจำนวนถึง 26.2 ล้านคนในปี 2556 เหลือเพียง 21.7 ล้านคนในปี 2566 กอปรกับแรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 3 (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2566 – 30 กันยายน 2567) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา โดยเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 2 บาทต่อลิตร สำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลในสัดส่วน 10-18% (10-18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร) ส่งผลให้เครื่องดื่มชูกำลังปรับราคาเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อขวด ถึงแม้การเพิ่มราคาอาจไม่สูงมากนัก แต่หากคิดเป็นสัดส่วนของราคาพบว่า การปรับราคาอาจคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 20% และอาจส่งผลต่อกำลังซื้อที่ลดลงของกลุ่มอุปสงค์ที่มีรายได้น้อย

 

ทั้งนี้ในปี 2568 ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังเตรียมเผชิญกับแรงกดดันของภาษีความหวาน ระยะที่ 4 (เริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป) ที่ส่งผลต่อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในสัดส่วน 10-14% จะถูกขยับอัตราภาษีอีกระลอก จากที่เก็บ 3 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้แรงกดดันจากราคาสินค้าในกลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีความหวาน ระยะที่ 3 ในปีที่ผ่านมา ได้รับแรงกระทบอีกระลอกหนึ่ง และมีแนวโน้มในการขยับราคาเพื่อรองรับต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้บนบริบทของอุปสงค์หลักที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีจำนวนลดลง และอำนาจซื้อที่ไม่สูงนักของกลุ่มอุปสงค์ ถูกลดทอนลงจากราคาที่ขยับตัวตามภาระภาษีในปี 2568 ที่จะปรับเพิ่มถึง 4 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2566 ด้วยเหตุนี้ ttb analytics จึงมองรูปแบบการปรับตัวของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังได้ดังนี้

 

  1. การปรับลดปริมาณน้ำตาลอาจไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากในระยะที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตน้ำอัดลมมีการปรับสูตรหวานน้อย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้กลุ่มน้ำอัดลมที่เดิมมีสัดส่วนน้ำตาล 10-14% ถูกคิดอัตราภาษีความหวาน ระยะที่ 2 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2564) ที่ 1 บาทต่อลิตร และขยับเป็น 3 บาทต่อลิตรในระยะที่ 3 ทำให้การปรับสูตรลดการใช้น้ำตาลให้อยู่ในสัดส่วน 6-8% ก็จะถูกเก็บอัตราภาษีความหวานในอัตราเดิมที่ 1 บาทต่อลิตรในระยะที่ 3

 

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของเครื่องดื่มชูกำลัง การลดน้ำตาลอาจไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากตามธรรมชาติ เครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสูง และผู้บริโภครู้สึกสดชื่นทันทีหลังดื่ม เนื่องจากปริมาณน้ำตาลสูง การปรับลดน้ำตาลอาจทำให้ความพอใจในการบริโภคสินค้าลดลง กอปรกับเครื่องดื่มชูกำลังเป็นสินค้าที่ทดแทนได้ง่าย ทำให้การปรับเปลี่ยนสูตรอาจต้องมีความระมัดระวังสูง และจากลักษณะตลาดที่เป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market) ผู้ประกอบการควรต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการรายอื่นอย่างจริงจัง

 

  1. การเปลี่ยนทัศนคติต่อตัวสินค้า (Perception) ของผู้บริโภค จากเครื่องดื่มชูกำลังแบบเดิมสู่เครื่องดื่มให้พลังงาน เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มชูกำลังส่วนมากเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่กำลังซื้อต่ำ ส่งผลให้การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จึงเป็นเรื่องยาก การขยายฐานลูกค้าเพื่อเปลี่ยนมุมมองของผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มอาจเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น เช่น เครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับนักกีฬา ที่มีส่วนผสมที่ตอบโจทย์หลากหลายขึ้น ทั้งกระตุ้นการเผาผลาญ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย หรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เสริมสุขภาพ ทั้งเพิ่มวิตามินหรือสารสกัดที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพ ซึ่งทั้งกลุ่มผู้รักสุขภาพและนักกีฬาเป็นกลุ่มที่มีการกระจายตัวที่ดี ทั้งระดับรายได้และช่วงอายุ ส่งผลต่อการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย และช่วยลดข้อจำกัดการเพิ่มราคาให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังที่เคยเผชิญมาในอดีตได้

 

โดยสรุป ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังที่ผ่านมาต้องเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องจากทั้งฝั่งของจำนวนและกำลังซื้อที่ลดลงของกลุ่มอุปสงค์ มากไปกว่านั้น แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นในปี 2568 จากภาษีความหวานที่ปรับขึ้นเต็มเพดาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว อย่างไรก็ตาม การปรับลดปริมาณน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับเครื่องดื่มชูกำลัง ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมคือการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อ ผ่านการเปลี่ยนทัศนคติต่อสินค้า และการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งน่าจะเป็นกลยุทธ์สำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะถัดไป

The post แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายถ้าลดน้ำตาลได้ติดต่อกัน 1 เดือน? https://thestandard.co/life/effects-of-reducing-sugar-for-1-month/ Tue, 30 Apr 2024 05:48:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=928409 น้ำตาล

คุณเคยลองนึกภาพตัวเองไหมว่าถ้าเรา ลดน้ำตาล เลิกกินขนมหว […]

The post จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายถ้าลดน้ำตาลได้ติดต่อกัน 1 เดือน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำตาล

คุณเคยลองนึกภาพตัวเองไหมว่าถ้าเรา ลดน้ำตาล เลิกกินขนมหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?

 

ใช่แล้ว! น้ำตาลแอบแฝงอยู่ในอาหารหลายชนิดที่เรากินเป็นประจำ บางทีเราอาจรู้ตัวอยู่แล้วว่ากำลังกินมากเกินไป แต่ก็เลิกไม่ได้สักที เพราะมันให้รสชาติที่อร่อยถูกใจ แถมยังทำให้เราหายเครียด มีความสุขได้ชั่วคราว 

 

แต่เชื่อไหมว่าถ้าเราตัดสินใจลดน้ำตาลลงสักนิด ร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องสุขภาพ หุ่นสวย ผิวใส แถมยังฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นด้วย ถ้าอย่างนั้นมาดูกันดีกว่าว่าการงดน้ำตาลแค่เดือนเดียวจะทำให้อะไรดีขึ้นบ้าง จะได้มีแรงใจเริ่มลดน้ำตาลกันแบบจริงจังสักที!

 

น้ำตาล

 

ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

การลดน้ำตาลจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต

 

 

น้ำหนักลดลง

อาหารที่มีน้ำตาลสูงมักให้พลังงานมากโดยไม่อิ่ม การงดน้ำตาลจะช่วยลดปริมาณแคลอรีที่ได้รับต่อวัน ส่งผลให้น้ำหนักลดลง โดยเฉพาะไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง

 

น้ำตาล

 

ความอยากอาหารลดลง

น้ำตาลกระตุ้นสมองให้หลั่งสารความสุข ทำให้เกิดการติดและอยากกินในปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลดน้ำตาลลงความอยากอาหารจะลดลงตามไปด้วย ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

 

 

ผิวพรรณดูดีขึ้น

น้ำตาลทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชันในร่างกาย ส่งผลให้ผิวหนังเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เกิดริ้วรอยก่อนวัย การลดน้ำตาลจะช่วยชะลอความเสื่อมของผิว ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ กระจ่างใสขึ้น

 

น้ำตาล

 

พลังงานและสมาธิดีขึ้น

น้ำตาลให้พลังงานระยะสั้น เมื่อระดับน้ำตาลตกลงอย่างรวดเร็วจะทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อเลิกกินน้ำตาลร่างกายจะปรับตัวใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน ทำให้มีพลังงานสม่ำเสมอตลอดวัน สมองแจ่มใส มีสมาธิมากขึ้น

 

 

การลดน้ำตาลอาจช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าได้ เพราะน้ำตาลมีผลกระทบโดยตรงต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนความเครียด

 

น้ำตาล

 

การลดน้ำตาลควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักดิบทันที เพราะอาจทำให้เกิดอาการถอนยา ปวดหัว หงุดหงิด นอนไม่หลับได้ในช่วงแรก

 

 

ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ในระยะยาว

 

อ้างอิง:

The post จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายถ้าลดน้ำตาลได้ติดต่อกัน 1 เดือน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ https://thestandard.co/life/8-ways-reduce-hunger-appetite/ Fri, 05 Jan 2024 00:46:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=884450 8 วิธีลดความโหยหิว

ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แบบนี้ เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจยังห […]

The post 8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 วิธีลดความโหยหิว

ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แบบนี้ เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจยังหวนรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในเดือนธันวาคมที่ผ่านมากันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทริปพักร้อนหรือโมเมนต์แห่งการสังสรรค์ จัดเต็มกับอาหารจานอร่อยและดริงก์แก้วโปรดติดกันหลายวัน หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ยังรู้สึกติดลมกับการเอ็นจอยมื้ออาหาร อยากกินจุบกินจิบอยู่ตลอดเวลาแต่ก็รู้สึกผิดกับตัวเอง ลองมาดู 8 วิธีลดความโหยหิวที่ LIFE นำมาบอกต่อกัน

 

1. เลี่ยงเริ่มต้นวันด้วยน้ำตาล

โดนัทเคลือบน้ำตาล แพนเค้กราดไซรัป เดนิชผลไม้ แทนที่จะเริ่มต้นวันด้วยเบเกอรีหวานฉ่ำในตอนเช้า ลองเปลี่ยนเป็นโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแบบไม่หวาน เพราะการที่เรากินน้ำตาลในช่วงท้องว่างนั้น ร่างกายจะย่อยและดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการหลั่งอินซูลินในปริมาณมาก เมื่ออินซูลินมีปริมาณมากเกินไป น้ำตาลในเลือดก็จะตกลง และส่งผลให้หิววนไปอีกรอบ

 

2. เน้นโปรตีนไว้ก่อน

ด้วยความที่มื้ออาหารในช่วงเฟสทีฟส่วนใหญ่จะหนักไปทางแป้งและไขมัน ในช่วงปรับตัวนี้ลองหันมากินโปรตีนให้มากขึ้น เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยลดฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่ส่งผลต่อความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของแป้งและไขมันก็ยังกินได้ เพียงแต่คุมปริมาณและเลือกกินประเภทแป้งและไขมันที่ดี เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังไม่ขัดสี, อะโวคาโด, ถั่ว, อัลมอนด์ เป็นต้น

 

3. กินอาหารไฟเบอร์สูง

การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้ร่างกายใช้เวลาในการย่อยนาน ส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่ม ลดความอยากกินจุบจิบระหว่างวันได้ นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยอีกว่า พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลันเตา, ถั่วลูกไก่, ถั่วเลนทิล สามารถเพิ่มความรู้สึกอิ่มท้องได้มากถึง 31% เลยทีเดียว  

 

4. ดื่มน้ำก่อนเริ่มมื้ออาหารและจิบตลอดวัน

เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่ดื่มน้ำน้อย เราจะรู้สึกหิวมากขึ้น ความจริงแล้วอาการหิวที่ว่าอาจเป็นเพราะกระหายน้ำก็เป็นได้ ลองดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารสัก 30 นาที เพื่อป้องกันการกินในปริมาณที่มากเกินไป และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ แนะนำให้พกกระติกน้ำไว้จิบตลอดวัน 

 

คำถามคือ “เราควรจะดื่มน้ำกี่ลิตรต่อวัน?” ประเด็นนี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเผยว่า ไม่มีสูตรตายตัว ปริมาณของน้ำที่ควรดื่มต่อวันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน   

 

5. กินให้ช้า เคี้ยวให้ละเอียด

ชั่วโมงที่เร่งรีบทำให้เราต้องรีบคว้าอาหารเข้าปากและเคี้ยวไปส่งๆ ก่อนบึ่งไปทำงาน ผลที่ตามมาคืออาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย บ้างก็อาจทำให้กินมากขึ้นเพราะร่างกายไม่มีช่วงเวลาให้ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแม้แต่น้อย ลองปรับให้ตัวเองได้ใช้เวลาในการกินให้นานขึ้น เคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างตั้งใจ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกอิ่มไวขึ้นแล้ว ระบบขับถ่ายจะดีขึ้นอีกด้วย 

 

6. แปรงฟันหลังมื้ออาหาร

โดยธรรมชาติเราจะไม่ค่อยรู้สึกอยากกินอะไรหลังการแปรงฟันก่อนนอนด้วยความรู้สึกสะอาดของช่องปาก ใครที่ติดกินจุบจิบแบบหยุดไม่ได้ ลองหันมาแปรงฟันหลังมื้ออาหารกันดู นอกจากจะช่วยลดความโหยหิวแล้ว ยังช่วยให้ช่องปากสะอาด ลดปัญหาคราบหินปูนไปในตัว 

 

7. นอน 7-9 ชั่วโมง

แม้จะเจอกองงานหลังปีใหม่เป็นพะเนินแค่ไหนก็ต้องหาทางบาลานซ์ชีวิตให้ดีโดยเฉพาะเรื่องการนอน เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่เรานอนน้อย ร่างกายจะไม่เพียงแค่ดูไม่กระปรี้กระเปร่าแต่ยังรู้สึกหิวบ่อย บ้างก็น้ำหนักขึ้น ทั้งนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่มีผลต่อความอยากอาหาร ซึ่งการที่เวลานอนลดลงจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนความอิ่มลดลง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้น และการมีช่วงเวลาที่ตื่นเพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้มีระยะเวลาการกินมากขึ้นเช่นกัน 

 

แน่นอนว่าเมื่อกินมากเกินที่ร่างกายต้องการ ตัวเลขบนตาชั่งก็จะเพิ่มขึ้นในท้ายที่สุด ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี วัยผู้ใหญ่ควรจะนอนหลับพักผ่อนโดยเฉลี่ยที่ 7-9 ชั่วโมง 

 

8. อย่าเครียด

ใครหลายคนอาจคุ้นเคยกันดีกับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียด ยิ่งเราเครียดมากร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากตาม และผลที่ตามมาคือความอยากอาหารที่เพิ่มมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ฮอร์โมนคอร์ติซอลยังมีหน้าที่ในการปรับระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากกว่าปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงรู้สึกโหยน้ำตาลเวลาเครียดนั่นเอง  

 

อย่างไรก็ตาม บางครั้งความเครียดอาจส่งผลให้ความอยากอาหารลดลงได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าการกินไม่ได้นอนไม่หลับคงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวแน่ ดังนั้นเมื่อรู้ตัวแล้วว่ากำลังเครียด ลองหากิจกรรมง่ายๆ ทำ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นโยคะ นอนฟังเพลง จิบชาคาโมมายล์อุ่นๆ ดูหนังเรื่องโปรด เป็นต้น

 

อ้างอิง:

The post 8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เคาะขึ้นราคาน้ำตาลทราย 2 บาท ไฟเขียวเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จ่ายเร็วสุดวันศุกร์นี้ https://thestandard.co/cabinet-approves-increase-in-sugar-prices/ Tue, 14 Nov 2023 05:47:55 +0000 https://thestandard.co/?p=865503

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย […]

The post ครม. เคาะขึ้นราคาน้ำตาลทราย 2 บาท ไฟเขียวเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จ่ายเร็วสุดวันศุกร์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเคาะเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งจะต้องหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ในการดำเนินการนับตั้งแต่มติ ครม. ออกเป็นต้นไป โดยอย่างเร็วเป็นวันศุกร์ (17 พฤศจิกายน) หรือวันจันทร์นี้ และจะเริ่มจ่ายเงินภายในกรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากนี้

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติเคาะขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 19-20 บาท ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 21-22 บาท และปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำตาลทราย จากปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 24-25 บาท ไปอยู่ที่ กิโลกรัมละ 26-27 บาท

 

ส่วนอีก 2 บาทที่ขอขึ้นเพื่อใช้ในกองทุนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมนั้น ที่ประชุมยังไม่อนุมัติ โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกันก่อน เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว 

 

ภูมิธรรมกล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ส่วนเรื่องอื่นจะปรับอย่างไรนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้ขอแก้ในส่วนที่ฉุกเฉินก่อน ขอขึ้นราคาน้ำตาล 4 บาท 

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 4 บาท โดยปัจจุบันราคาหน้าโรงงานน้ำตาลทรายขาวธรรมดาอยู่ที่กิโลกรัมละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์กิโลกรัมละ 20 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกในท้องตลาด น้ำตาลทรายขาวธรรมดากิโลกรัมละ 24 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์กิโลกรัมละ 25 บาท

 

ขณะที่ ยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนว่า การปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้เชื่อว่าจะไม่ใช่เหตุผลให้ผู้ผลิตสินค้ายื่นขอปรับขึ้นราคา ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์พยายามดูแลปัญหาเงินเฟ้อ ไม่ให้การปรับราคาน้ำตาลทรายกระทบต่อราคาสินค้า 

 

ยรรยงกล่าวต่อว่า การปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย 2 บาท เพื่อเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในการนำไปจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ปลูกอ้อยตามนโยบายลดฝุ่น PM2.5 นั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณางบประมาณในส่วนอื่น เพื่อบริหารจัดการเรื่องมลพิษ ไม่ควรผลักภาระมาให้กับผู้บริโภค

The post ครม. เคาะขึ้นราคาน้ำตาลทราย 2 บาท ไฟเขียวเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จ่ายเร็วสุดวันศุกร์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์น้ำตาลแพงทั่วโลก! ภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ในอินเดียดันราคาน้ำตาลพุ่ง ไม่เว้นญี่ปุ่นราคาลูกอมสูงขึ้น 11% รวมถึงไทยงัดกฎเหล็กห้ามขึ้นราคา 1 ปี https://thestandard.co/expensive-sugar-around-the-world/ Wed, 01 Nov 2023 10:58:07 +0000 https://thestandard.co/?p=861493

ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ได้แก่ บราซิล ไทย และอ […]

The post ปรากฏการณ์น้ำตาลแพงทั่วโลก! ภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ในอินเดียดันราคาน้ำตาลพุ่ง ไม่เว้นญี่ปุ่นราคาลูกอมสูงขึ้น 11% รวมถึงไทยงัดกฎเหล็กห้ามขึ้นราคา 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ได้แก่ บราซิล ไทย และอินเดีย เผชิญสภาพอากาศแล้งจัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ สะเทือนสินค้าเกษตรโดยเฉพาะวงการน้ำตาลไปทั่วโลก โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าในนิวยอร์กพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี รวมไปถึงราคาน้ำตาลและฝ้ายในอินเดียสูงพุ่งสูงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับไทย! ไม่รอช้าออกประกาศ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม สกัดขึ้นราคานาน 1 ปี หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาขายปลีกหน้าโรงงานพุ่งพรวด 4 บาทต่อกิโลกรัม

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า สภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติในอินเดียจากภาวะเอลนีโญสะเทือนต่ออุปทานสินค้าเกษตรไปทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำตาล รวมถึงราคาฝ้ายที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และกำลังกดดันภาวะเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อราคาอาหารในอินเดีย โดยอินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำตาลสัดส่วน 20% ของตลาดโลก 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะเดียวกันราคาน้ำตาลดิบตลาดซื้อขายล่วงหน้าในนิวยอร์กพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี อยู่ที่ 28 เซนต์ต่อปอนด์ และตลาดซื้อขายอยู่ที่ระดับ 26 เซนต์ต่อปอนด์  

 

สำหรับอินเดียปีนี้ถือว่าเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ในรอบ 5 ปี ซึ่งอินเดียมีแหล่งปลูกอ้อยในรัฐมหาราษฏระและกรณาฏกะ ส่งผลให้คาดการณ์ว่าผลผลิตตลาดอินเดียจะลดลง 3% ไปจนถึงปีหน้า 

 

อินเดียจ่อขยายเวลาควบคุมการส่งออกน้ำตาลอย่างไม่มีกำหนด 

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผลผลิตที่ย่ำแย่และราคาที่สูงขึ้น รัฐบาลอินเดียระบุว่า จะขยายเวลาควบคุมการส่งออกน้ำตาลอย่างไม่มีกำหนด 

 

เช่นเดียวกับไทยและผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อื่นๆ ในเอเชียก็ประสบปัญหาสภาพอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมไปถึงในปีนี้ผู้ซื้อแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อนำเข้าน้ำตาลจากบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้เกิดความกังวลด้านอุปทานตลาดน้ำตาลในขณะนี้

 

ทั้งนี้ ภัยแล้งในอินเดียทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นทุกชนิด เริ่มจากราคาข้าว ที่อินเดียได้สั่งห้ามการส่งออกข้าวขาว ยกเว้นข้าวบาสมาติ เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกเกิดความกังวลว่าจะขาดแคลนอุปทาน รวมถึงไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก จนทำให้ราคาข้าวขาวหักมาตรฐาน 5% ของไทยแพงสุดในรอบ 15 ปี หรืออยู่ที่ 648 ดอลลาร์ต่อตัน

 

นอกจากราคาน้ำตาลในอินเดียที่พุ่งสูง ยังมีสินค้าฝ้ายที่พุ่งสูงเช่นกัน โดยสัญญาซื้อขายฝ้ายล่วงหน้าทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน อยู่ที่ 90.75 เซนต์ต่อปอนด์ และราคาซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่ 83 เซนต์ต่อปอนด์ ส่งผลให้กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาปรับลดคาดการณ์ผลผลิตฝ้ายของอินเดียลง 2% และส่งออกฝ้ายลดลง 9% 

 

ราคาเค้กในญี่ปุ่นและลูกอมพุ่ง 11.6% 

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาน้ำตาลและสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แม้แต่ญี่ปุ่นยังพบว่าราคาเค้กและลูกอมเพิ่มขึ้น 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนผลผลิตฝ้ายกระทบต่อราคาเสื้อผ้าและรองเท้าที่เพิ่มขึ้น 3.4% โดยสินค้าเหล่านี้แซงหน้าดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น 3%   

 

ไทยสกัดพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา ประกาศราชกิจจา ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม 

 

ล่าสุดไทยประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 67 พ.ศ. 2566 พิจารณาเห็นว่า สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นจะต้องเพิ่มเติมการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และกำกับดูแลน้ำตาลทรายให้เป็นสินค้าที่ราคาเป็นธรรมและปริมาณเพียงพอ

 

“โดยประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันประกาศ (31 ตุลาคม 2566) เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่”

 

เล็งเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 2 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเยียวยาชาวไร่หลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม

 

รายงานข่าวระบุว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้หรือในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ออกประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 2566/2567 ได้ออกประกาศปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน 4 บาทต่อกิโลกรัม

 

ส่งผลให้น้ำตาลทรายขาวปรับราคามาอยู่ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 24 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้บรรดาร้านค้าจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา แม้กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ประกอบการไม่ให้ปรับขึ้นราคา 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากการงดส่งออกน้ำตาลของอินเดีย แต่ในส่วนของโรงงานและชาวไร่อ้อยนั้น พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ขณะนี้เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลไม่ให้กระทบเกษตรกรชาวไร่อ้อย รวมถึงแนวทางเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 2 บาทต่อกิโลกรัม หลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม

 

อ้างอิง: 

The post ปรากฏการณ์น้ำตาลแพงทั่วโลก! ภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ในอินเดียดันราคาน้ำตาลพุ่ง ไม่เว้นญี่ปุ่นราคาลูกอมสูงขึ้น 11% รวมถึงไทยงัดกฎเหล็กห้ามขึ้นราคา 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม มีผลทันที บังคับใช้ 1 ปี คุมปริมาณ-ราคา https://thestandard.co/announce-sugar-as-a-controlled-product/ Wed, 01 Nov 2023 07:54:43 +0000 https://thestandard.co/?p=861408 น้ำตาลทรายขาว

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรร […]

The post ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม มีผลทันที บังคับใช้ 1 ปี คุมปริมาณ-ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำตาลทรายขาว

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 67 พ.ศ. 2566 เรื่องการกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ว่า ตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ลงวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566 กำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม 5 รายการ

 

และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2566 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 กำหนดสินค้าควบคุม 6 รายการ และบริการควบคุม 5 รายการ ไปแล้ว

 

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้พิจารณาเห็นว่า สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นจะต้องเพิ่มเติมการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และกำกับดูแลน้ำตาลทรายสินค้าให้ราคาที่เป็นธรรมและปริมาณที่เพียงพอ

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 (1) และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงออกประกาศดังต่อไปนี้

 

  • ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่
  • ให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม

 

ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566

ภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

The post ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม มีผลทันที บังคับใช้ 1 ปี คุมปริมาณ-ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จาระบี’ เสริมพลังให้อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยติด Top 3 ของโลกได้อย่างไร https://thestandard.co/grease-and-thai-sugar/ Fri, 20 Oct 2023 05:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=855849

‘น้ำตาล’ เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะ […]

The post ‘จาระบี’ เสริมพลังให้อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยติด Top 3 ของโลกได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘น้ำตาล’ เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะอาหารคาวหรืออาหารหวาน ไม่ว่าจะอาหารไทยหรืออาหารชาติอื่นๆ ต่างล้วนแล้วแต่ต้องการน้ำตาลมาช่วยชูรสชาติให้กลมกล่อม

 

ปี 2565 ทั่วโลกมีการบริโภคน้ำตาลมากถึง 176 ล้านตัน และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่บราซิลและอินเดียเท่านั้น ท่ามกลางการบริโภคน้ำตาลทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

 

ทว่าโรงงานน้ำตาลของไทยนั้นต้องทำงานภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด และเป็นช่วงเวลาที่ ‘เครื่องจักร’ จะทำงานหนักต่อเนื่องแทบไม่มีหยุดพัก เครื่องจักรจึงเปรียบเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้ขาดได้ว่าผลผลิตจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ราบรื่นไม่สะดุด มีชื่อเรียกว่า ‘จาระบี’

 

รู้จักอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย

 

ปัจจัยที่ทำให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันต่อตลาดโลกได้คือ วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตน้ำตาลอย่าง ‘อ้อย’ สามารถเพาะปลูกได้เกือบทั่วประเทศ แถมไทยยังมีแต้มต่อในด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่มีความต้องการบริโภคน้ำตาลสูง

 

 

แต่ก่อนจะกลายสภาพมาเป็นน้ำตาลที่เราใช้กันนั้น ต้องผ่านการแปรรูปอ้อยให้กลายเป็นน้ำตาลในโรงงานก่อน โดยปัจจุบันไทยมีโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 57 โรงงาน

 

อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำตาลนั้นไม่ได้ทำกันตลอดทั้งปี และไม่สามารถอยู่ดีๆ ก็ทำได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ซึ่งกำหนดให้ ‘คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย’ ควบคุมพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลทรายอย่างเคร่งครัดว่า แต่ละปีต้องผลิตน้ำตาลทรายเท่าไร เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และส่วนที่เหลือจึงจะอนุญาตให้ส่งออกได้

 

ที่สำคัญ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจะเป็นผู้กำหนดวันเริ่มต้นฤดูกาลหีบอ้อยเพื่อนำไปผลิตน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-เมษายนของทุกปี หรือมีระยะเวลาเพียง 4-5 เดือนเท่านั้น 

 

‘ฤดูกาลหีบอ้อย’ ทุกวินาทีมีค่า

 

ในกระบวนการผลิตน้ำตาล แต่ละโรงงานจะมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่คล้ายคลึงกัน 

 

เริ่มด้วยการปลูกและเก็บเกี่ยวอ้อย การลำเลียงอ้อย การหีบสกัดอ้อย การทำน้ำอ้อยใส การทำน้ำเชื่อม การปั่นและการตกผลึกน้ำตาล และกากอ้อยที่เหลือจะถูกนำไปผลิตไฟฟ้า จากกระบวนทั้งหมด ส่วนที่มีความสำคัญอย่างมากคือ ‘การหีบสกัดอ้อย’ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถตัดสินใจได้เลยว่าผลผลิตที่ได้จะทำให้โรงงานน้ำตาลได้กำไรหรือขาดทุน  

 

 

ตามกระบวนการการผลิต อ้อยที่ผ่านการทุบ ฉีก สับจนเป็นเส้นฝอยละเอียดแล้ว จะถูกลำเลียงเข้าไปในเครื่องจักรที่เรียกว่า ‘ชุดลูกหีบ’ ที่จะช่วยสกัดน้ำอ้อยออกมา โดยในชุดลูกหีบจะประกอบไปด้วยลูกหีบ 4-5 ชุด ที่ทำงานต่อเนื่องตลอดฤดูหีบอ้อย 

 

ถ้าช่วงหีบอ้อยลูกหีบไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือมีเหตุให้การเดินเครื่องต้องหยุดชะงัก นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตที่ทำได้ โรงงานน้ำตาลอาจต้องเสียเงินค่าซ่อมเครื่องจักรที่สูงถึงหลักสิบล้านบาท และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำตาลของประเทศโดยรวมด้วยอีกทอดหนึ่ง

 

‘จาระบี’ ตัวช่วยให้เครื่องจักรลื่นไหล

 

สำหรับเครื่องจักรงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้รับแรงดันและแรงกระแทกเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เช่น ฟันเฟือง ลูกปืน แบริ่ง ข้อเหวี่ยง ข้อต่อ ฯลฯ ‘จาระบี’ นับเป็นสารหล่อลื่นที่ขาดไม่ได้เลย 

 

เพราะจาระบีไม่เพียงแค่ลดแรงเสียดทานหรือป้องกันพื้นผิวจากการกัดกร่อนเท่านั้น แต่จาระบีแต่ละประเภทยังมีคุณสมบัติการใช้งานที่ต่างกันออกไป เช่น ทนต่ออุณหภูมิสูง ทนน้ำ การยึดเกาะสูง ป้องกันการสึกหรอ ป้องกันการเกิดสนิม ฯลฯ 

 

ดังนั้นการเลือกใช้ประเภทจาระบีให้เหมาะสมกับลักษณะงานจึงช่วยให้เครื่องจักรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ที่สำคัญคือ ความเสี่ยงของการใช้จาระบีคุณภาพไม่ดี มีโอกาสทำให้ลูกหีบพังลงได้เลย และจะสร้างความเสียหายหนักตามมา 

 

เมื่อเครื่องจักรเป็นหัวใจหลักในกระบวนการหีบสกัดอ้อย PTT Lubricants ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 30 ปี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หล่อลื่น และผลิตภัณฑ์จาระบีแบริ่งลูกหีบออกมา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยเฉพาะ 

 

 

หลังจากเริ่มวางจำหน่ายจาระบีแบริ่งลูกหีบเป็นครั้งในปี 2562 และปรับสูตรให้ตรงความต้องการของลูกค้าอยู่หลายครั้ง MOLY-PLEX SMR GREASE คือผลิตภัณฑ์จาระบีแบริ่งลูกหีบสูตรล่าสุดของ PTT Lubricants 

 

โดยเป็นจาระบีคุณภาพสูงที่ผลิตจากสบู่ลิเธียมคอมเพล็กซ์ และสารเคมีเพิ่มคุณภาพพิเศษที่สามารถทนความร้อนและรับแรงกดได้สูง รวมถึงทนต่อการชะล้างของน้ำ ความชื้น และกรดได้ดี ทั้งยังมีส่วนผสมของ Molybdenum Disulfide (MoS2) ที่ช่วยลดแรงเสียดทานของผิวโลหะ ทำให้การหล่อลื่นมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นด้วย จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในเกียร์เปิดขนาดใหญ่ที่มีความเร็วรอบช้า หรือเครื่องจักรกลต่างๆ ที่รับแรงกระแทก และทำงานหนัก เช่น แบริ่งลูกหีบ ที่ใช้ในโรงงานน้ำตาล

 

การดำเนินธุรกิจของโรงงานน้ำตาล ที่เครื่องจักรสำคัญต่อคุณภาพ

 

 

KI SUGAR GROUP บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับต้นๆ ของไทย เป็นบริษัทหนึ่งที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ PTT Lubricants ทั้งน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ น้ำมันไฮดรอลิก น้ำมันเกียร์อุตสาหกรรม และจาระบี ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว

 

KI SUGAR GROUP ก่อตั้งโดย ตระกูล เสถียรถิระกุล เมื่อปี 2508 โดยได้ก่อตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของกลุ่มขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ต่อมาในปี 2533 ทางกลุ่มได้ย้ายฐานการผลิตจากจังหวัดชลบุรีมาที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และในปี 2546 บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด โรงงานน้ำตาลแห่งที่ 2 ของกลุ่มก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

 

 

ยงยุทธ เสถียรถิระกุล กรรมการผู้จัดการ KI GROUP บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด บอกเล่าประสบการณ์ว่า ช่วงแรกที่ย้ายฐานการผลิตจากจังหวัดชลบุรีมาที่อำเภอพิมาย ทางบริษัทต้องการให้โรงงานมีเครื่องจักรใหญ่ที่สุด โดยในช่วงปีแรกสามารถหีบอ้อยได้แค่ 500,000 ตัน ปีถัดมาเพิ่มขึ้นมาเป็น 800,000 ตัน จนผลิตได้ 2.2 ล้านตันในปีที่ 3 ปัจจุบันชุดลูกหีบของโรงงานมีกำลังผลิตถึง 30,000 ตันต่อวัน 

 

ในอดีตโรงงานใช้น้ำมันดำในการหล่อลื่นลูกหีบ และด้วยข้อเสียที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ง่าย ภายหลังจึงเปลี่ยนมาใช้จาระบีแทน ข้อดีอย่างหนึ่งของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ PTT Lubricants คือ ระหว่างการใช้งาน หากทางโรงงานมีข้อเสนอแนะอะไร ทางทีมวิศวกรเทคนิคจะรับไปพิจารณา พร้อมปรับสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดีขึ้นตามความต้องการ จึงเกิดความเชื่อมั่นต่อ PTT Lubricants และไว้วางใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลร่วมกัน

 

ตลอดการดำเนินธุรกิจมากว่า 50 ปี KI SUGAR GROUP เล็งเห็นความสำคัญในระบบการจัดการด้านการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตอ้อยที่ดีเข้าสู่โรงงาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพอ้อยคุณภาพของเกษตรกร มีหน่วยงานวิจัย และนักส่งเสริมที่คอยลงพื้นที่ดูแลวิธีการปลูกของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาคุณภาพของเครื่องมือ อุปกรณ์ในการทำไร่อ้อย เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จนได้น้ำตาลทรายคุณภาพดีได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของลูกค้า

 

 

ยงยุทธมองว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลยังมีการเติบโตอยู่ เนื่องจากประชากรโลกยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีแผนที่จะเพิ่มกำลังผลิต เนื่องจากปัจจุบันมีกำลังผลิตเพียงพอต่อปริมาณอ้อยที่มีอยู่ โดยปีที่มีผลผลิตมากที่สุด 130 ล้านตัน ปีนั้นมีการหีบอ้อยยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากปกติที่จะหีบอ้อยถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น อีกทั้งปริมาณของอ้อยในบางปีก็ไม่สามารถจะปลูกไปได้มากกว่านี้ได้แล้ว 

 

 

ทางด้าน พัฒน์ เสถียรถิระกุล ผู้บริหาร PROUD Sugar ผลิตภัณฑ์ในเครือ KI SUGAR GROUP ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลคุณภาพสูงเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ในปัจจุบัน ร่วมแลกเปลี่ยนว่า จุดเริ่มต้นของ PROUD Sugar เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ขณะนั้นโรงงานน้ำตาลมีกำลังผลิตเยอะขึ้น ทาง KI SUGAR GROUP จึงเห็นควรผลิตสินค้าแบบ 1 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ และให้เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภค โดยวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ด้วยการสื่อสารของแบรนด์ที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น ตัวสินค้าที่มีคุณภาพ ทำให้ PROUD Sugar ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค และทำให้คนรู้จัก KI SUGAR GROUP เพิ่มขึ้น

 

 

ทาง KI SUGAR GROUP ต้องการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำตาลให้ดียิ่งขึ้น จึงได้ศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์ และสร้างความแตกต่างจากน้ำตาลชนิดขวดที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด จนออกมาเป็น PROUD Crystal Clear Sugar น้ำตาลพราวชนิดขวด ออกแบบบรรจุภัณฑ์ภายใต้การคำนึงถึงคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ มีความสะดวกต่อการใช้งาน และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยได้คิดค้นหัวจ่ายที่ตวงปริมาณน้ำตาลได้ เพื่อให้มาพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำตาลให้ดีขึ้นไปอีกขั้น 

 

 

จากการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังพบว่า การใช้น้ำตาลซองของผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้น้ำตาลไม่หมดซอง มีน้ำตาลเหลือตกค้าง ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และการบริโภคน้ำตาลทรายในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นส่งผลเสียต่อสุขภาพและร่างกาย หัวจ่ายน้ำตาลทรายระบบตวงปริมาตรจะช่วยให้การเทน้ำตาลในแต่ละครั้งทำได้ในปริมาณที่พอดีและเหมาะสม  

 

นอกจากบรรจุภัณฑ์ PROUD Sugar ยังมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพของน้ำตาล โดยมีน้ำตาลทรายชนิดพิเศษ ขาวบริสุทธิ์พิเศษ ที่มีค่า ICUMSA 9 หรือมีค่าสีบริสุทธิ์สูงสุด และสามารถละลายน้ำได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เชฟรุ่นใหม่หลายคนจึงเริ่มเจาะจงเลือกน้ำตาลที่มีค่า ICUMSA 9 มากขึ้น

 

พัฒน์กล่าวว่า เมื่อพูดถึงหัวใจของโรงงานน้ำตาล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘คุณภาพ’ เราให้ความใส่ใจตั้งแต่การคัดสรรอ้อยพันธุ์ดี มาตรฐานในการผลิต รวมถึงนวัตกรรมที่ใส่ใจผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ PROUD Sugar ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในทิศทางที่ดีมากขึ้นตามลำดับ 

 

ในปีหน้า PROUD Sugar กำลังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จำเป็นต้องทบทวนขั้นตอนในการผลิตใหม่ โดยอาจต้องมีการแยกชุดลูกหีบเฉพาะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ PTT Lubricants จะเข้าไปมีบทบาทต่างๆ ในการดูแลเครื่องจักรของ PROUD Sugar เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงตามความต้องการของแบรนด์ด้วย 

 

PTT Lubricants มากกว่าผลิตภัณฑ์ คือบริการที่ใส่ใจทุกขั้นตอน

 

ไม่เพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ PTT Lubricants ตระหนักดีถึงความสำคัญของความพร้อมของเครื่องจักร 

 

ภายใต้กรอบระยะเวลาแค่ 4-5 เดือนในฤดูหีบ ทั้งยังมีการแข่งขันกับโรงงานน้ำตาลอื่นๆ อีก 50 กว่าแห่งที่เดินเครื่องในช่วงเวลาเดียวกัน การทำให้เครื่องจักรทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด จึงนับว่า ‘มีชัยไปกว่าครึ่ง’ หรืออาจพลิกชนะคู่แข่งได้เลย 

 

ดังนั้นนอกจากตัวผลิตภัณฑ์หล่อลื่นคุณภาพดีที่ไว้วางใจได้และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน PTT Lubricants ยังมีบริการ PTT Lubricants Solutions ที่เสริมความมั่นใจให้ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล ตั้งแต่ก่อนการเปิดฤดูหีบจนถึงหลังจบฤดูหีบ 

 

ก่อนการเปิดฤดูหีบ PTT Lubricants Solutions จะช่วยออกแบบและติดตั้งระบบจ่ายจาระบีสำหรับชุดลูกหีบ, ตรวจสอบระบบการจ่ายจาระบีให้พร้อมก่อนเปิดฤดูหีบด้วยทีมงานผู้ชำนาญการ, ให้คำปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและการใช้งานสารหล่อลื่นที่เหมาะสม โดยทีมวิศวกรเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและข้อมูลเชิงเทคนิค 

 

ส่วนในช่วงระหว่างฤดูหีบนั้น ทาง PTT Lubricants Solutions มีบริการช่วยตรวจสอบการทำงานอุปกรณ์ชุดลูกหีบจากการใช้งานผลิตภัณฑ์จาระบี เช่น ติดตามการผลใช้งานจาระบีและค่าความร้อนของแบริ่งลูกหีบตลอดเวลาการหีบด้วย ‘Sugar Man’ ผู้พร้อมให้ความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

 

สุดท้ายช่วงปิดหีบ ทาง PTT Lubricants Solutions จะดูแลผู้ประกอบการด้วยการวิเคราะห์สภาพน้ำมันที่ผ่านการใช้งานแล้วตลอดฤดูหีบ ทั้งในฝั่งโรงงานอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันไฮดรอลิก น้ำมันเกียร์ น้ำมันเทอร์ไบน์ รวมไปถึงฝ่ายไร่อ้อย ที่มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันส่งกำลัง 

 

ผลจากการวิเคราะห์สภาพน้ำมันนี้ สามารถหาระยะเวลาที่เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนถ่ายและซ่อมบำรุงได้ อีกทั้ง PTT Lubricants Solutions ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลทั้งฝ่ายไร่และโรงงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดอีกด้วย

 

อุตสาหกรรมน้ำตาลสามารถทำรายได้เข้าประเทศมากถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี และเกี่ยวข้องเกษตรกรนับ 4 แสนครัวเรือน ทั้งหมดนี้ต่างต้องพึ่งพิงเครื่องจักรที่เชื่อมั่นได้ว่าจะเดินเครื่องได้เต็มกำลังความสามารถ เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ให้เดินหน้าได้ต่อเนื่อง 

 

The post ‘จาระบี’ เสริมพลังให้อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยติด Top 3 ของโลกได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญหวั่นภัยแล้งทำอินเดียจำกัดการส่งออกน้ำตาลตามรอยข้าว กดดันราคาในตลาดโลกพุ่งต่อ https://thestandard.co/india-drought-expert-worries-sugar-export/ Mon, 07 Aug 2023 09:26:26 +0000 https://thestandard.co/?p=826440 ภัยแล้งอินเดีย

ผู้เชี่ยวชาญจับตา ภัยแล้งจากเอลนีโญอาจสร้างแรงกดดันให้อ […]

The post ผู้เชี่ยวชาญหวั่นภัยแล้งทำอินเดียจำกัดการส่งออกน้ำตาลตามรอยข้าว กดดันราคาในตลาดโลกพุ่งต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยแล้งอินเดีย

ผู้เชี่ยวชาญจับตา ภัยแล้งจากเอลนีโญอาจสร้างแรงกดดันให้อินเดียสั่งแบนหรือจำกัดการส่งออกน้ำตาลเพิ่มเติม หลังจากที่เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งประกาศห้ามส่งออกข้าวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ จนทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว 15-20%

 

เฮนริก อคาไมน์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดน้ำตาลและเอทานอลของ Tropical Research Services ออกมาเตือนว่า ปัญหาฝนตกน้อยในรัฐมหาราษฏระและกรณาฏกะ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยขนาดใหญ่ของอินเดีย อาจทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยของอินเดียในปีนี้ทำได้เพียง 31.7 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 3.4% 

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลอินเดียยังมีแผนจะนำน้ำตาลไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือเอทานอล ในปีนี้เพิ่มขึ้นราว 9.8% จากปีก่อน คิดเป็นปริมาณราว 4.5 ล้านตัน 

 

“ปัจจุบันอินเดียยังมีน้ำตาลเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ แต่หากพิจารณาจากการห้ามส่งออกข้าวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลอินเดียมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารและเงินเฟ้อภายในประเทศ ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาลอาจพิจารณาสั่งห้ามการส่งออกน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีกรายการ” อคาไมน์กล่าว

 

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ บรูโน ลิมา หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดน้ำตาลและเอทานอลของ StoneX ที่ระบุว่า ด้วยกำลังการผลิตน้ำตาลของอินเดียในปีนี้อาจทำให้รัฐบาลตัดสินใจระงับการส่งออกเป็นการชั่วคราว แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับปริมาณการนำน้ำตาลไปใช้ผลิตเอทานอลของอินเดียด้วยว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียงใด

 

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา อินเดียเคยจำกัดการส่งออกน้ำตาลเอาไว้ที่ 11 ล้านตัน ก่อนจะปรับลดสัดส่วนลงมาเหลือ 6 ล้านตันในฤดูกาลผลิตล่าสุด โดยล่าสุดทั้ง Tropical Research Services และ StoneX ได้ประเมินตรงกันว่า มีโอกาสที่อินเดียจะจำกัดการส่งออกน้ำตาลในปีนี้เหลือ 2-3 ล้านตัน แต่การสั่งห้ามส่งออกเลยก็ยังมีความเป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งผลที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

นับจากต้นปีที่ผ่านมาราคาน้ำตาลในตลาดโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วราว 20% โดยเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 26.83 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ก่อนราคาจะค่อยๆ ย่อตัวลงจนมาอยู่ที่ 23.69 เซนต์ต่อปอนด์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

อคาไมน์ยังระบุด้วยว่า ความแห้งแล้งในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก อาจส่งผลให้ราคาน้ำตาลพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 25-27.5 เซนต์ต่อปอนด์ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวหน้า

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้เชี่ยวชาญหวั่นภัยแล้งทำอินเดียจำกัดการส่งออกน้ำตาลตามรอยข้าว กดดันราคาในตลาดโลกพุ่งต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? https://thestandard.co/life/high-sugar-consumption-effect/ Thu, 08 Jun 2023 05:24:40 +0000 https://thestandard.co/?p=800669 การบริโภคน้ำตาล

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล เมื่อคุณล […]

The post ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริโภคน้ำตาล

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

เมื่อคุณลดการบริโภคน้ำตาล ร่างกายจะตอบสนองในขั้นต้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความฉับพลันของการเปลี่ยนแปลง โดยน้ำตาลสามารถกระตุ้นการหลั่งสารโดพามีนในสมอง ซึ่งทำให้เรารู้สึกดีและอยากอาหารมากขึ้น อาการที่เกิดขึ้นหลังลดน้ำตาลจึงมีทั้งเกิดความอยากอาหาร เกิดอารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงอาการปวดศีรษะ บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราว

 

ผลกระทบระยะยาวต่อร่างกายเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

ผลกระทบระยะยาวของการลดน้ำตาลคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีมากมาย แม้ในระยะแรกของการลดน้ำตาลจะมีผลกระทบชั่วคราวเล็กๆ น้อยๆ ตามอาการที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อคุณสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ การลดน้ำตาลจะมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายดังนี้

 

  • น้ำหนักลดลง ส่งผลดีต่อคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะในอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมักมีปริมาณแคลอรีสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย การลดน้ำตาลสามารถช่วยลดปริมาณแคลอรี ช่วยควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักได้ดี

 

  • ลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การบริโภคน้ำตาลมากๆ มักเกี่ยวข้องกับต้นเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) และโรคหัวใจ การลดน้ำตาลสามารถช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลให้น้อยลง สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ด้วย

 

  • ระบบการย่อยอาหารจะดีขึ้น อาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ของคุณ การลดน้ำตาลสามารถช่วยคืนสมดุลที่ดีต่อสุขภาพได้

 

  • สุขภาพผิวพรรณจะดีขึ้นเมื่อคุณลดน้ำตาลได้ เพราะการมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงพบว่ามีส่วนทำให้เกิดสิวและเป็นต้นตอของผิวแก่ก่อนวัย การลดการบริโภคน้ำตาลสามารถช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้อย่างเห็นผลชัดเจน

 

ผลกระทบระยะยาวต่อจิตใจเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

 

  • สมองจะมีฟังก์ชันการรับรู้ที่ดีมากขึ้น เพราะการบริโภคน้ำตาลสูงอาจส่งผลเสียต่อความจำและการทำงานของสมอง แต่ถ้าคุณสามารถลดการบริโภคน้ำตาล ได้จะช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองและส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจ

 

  • อารมณ์ดีขึ้น แม้ว่าน้ำตาลจะช่วยเพิ่มพลังงานอย่างรวดเร็วและทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ผลกระทบเหล่านี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว ซึ่งมักตามมาด้วยปัญหา ‘น้ำตาลพุ่ง’ ซึ่งนำไปสู่พลังงานต่ำและอารมณ์แปรปรวน การลดน้ำตาลสามารถทำให้ความผันผวนของอารมณ์เหล่านี้คงที่ได้

 

  • การนอนหลับที่ดีขึ้น รู้ไหมว่าการบริโภคน้ำตาลมื้อดึกหรือใกล้เวลานอนมันจะรบกวนคุณภาพการนอนหลับของคุณให้ย่ำแย่ลง ดังนั้นการลดน้ำตาลนอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกาย ยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่การทำงานด้านการรับรู้และอารมณ์ที่ดีขึ้นด้วย

 

TIP: แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรตัดน้ำตาลออกทั้งหมด เพราะร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 10% ของแคลอรีต่อวัน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้คนเราสามารถบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัมต่อวันเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตัวรับมือ น้ำตาลแพง! หลังราคาฟิวเจอร์สพุ่งต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี เหตุอุปทานตึงตัว https://thestandard.co/prepared-for-expensive-sugar/ Wed, 12 Apr 2023 05:35:07 +0000 https://thestandard.co/?p=776053

สัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้า (Futures) ที่ในตลาดนิวยอร์กแ […]

The post เตรียมตัวรับมือ น้ำตาลแพง! หลังราคาฟิวเจอร์สพุ่งต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี เหตุอุปทานตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

สัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้า (Futures) ที่ในตลาดนิวยอร์กและลอนดอน ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ตึงตัว

 

สัญญาซื้อขายน้ำตาลทรายขาวล่วงหน้า (White-sugar Futures) ในตลาดลอนดอน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011 หรือในรอบเกือบ 12 ปี ขณะที่ราคาน้ำตาลทรายดิบ (Raw Sugar) ในตลาดนิวยอร์ก ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 หรือในรอบเกือบ 7 ปี

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

  


 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำตาลดีดตัวขึ้น เป็นผลมาจากปัญหาขาดแคลนน้ำตาลที่ต้องใช้ส่งมอบ ทั้งๆ ที่ในวันศุกร์นี้ (14 เมษายน) สัญญาซื้อขายน้ำตาลทรายขาว รอบส่งมอบเดือนพฤษภาคม กำลังจะหมดอายุแล้ว 

 

ด้าน John Stansfield นักวิเคราะห์น้ำตาลอาวุโสของ DNEXT Intelligence ระบุว่า จากสถานะคงค้าง (Open Interest) ชี้ให้เห็นถึงการส่งมอบจำนวนมหาศาล มากกว่า 880,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ที่มีสถานะ Short กลับไม่มีน้ำตาลจริงๆ

 

นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำตาลยังมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ ‘มีจำกัด’ ของผู้ส่งออกรายใหญ่ในอินเดีย และสถานการณ์ด้านอุปทาน ‘ที่ดูไม่ค่อยดี’ จากไทย ยุโรป จีน และเม็กซิโก

 

ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลทรายขาวรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่การขนส่งกลับถูกควบคุม เนื่องจากโควตาที่ใกล้จะหมดลง

 

ด้าน Soren Jensen ผู้สังเกตการณ์ในตลาด กล่าวว่า อุตสาหกรรมโรงทำน้ำตาล (Refining Industry) ของอินเดียอาจต้องเปลี่ยนจากการใช้น้ำตาลทรายดิบที่ผลิตในประเทศไปสู่การนำเข้าในไม่ช้า ซึ่งน่าจะมาจากบราซิล เนื่องจากบราซิลเพิ่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต

 

นอกจากนี้ยัง ‘มีความกังวลมากขึ้นว่าบราซิลอาจส่งออกได้ไม่มากเท่าที่คาดไว้ในช่วงต้นฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องการน้ำตาลของบราซิลอย่างมาก” Jensen กล่าว

 

มากไปกว่านั้น น้ำตาลก็กำลังเผชิญปัญหาคอขวดในการขนส่งด้วย เนื่องจากต้องพยายามแย่งชิงพื้นที่บนทางรถไฟและที่ท่าเรือกับถั่วเหลืองที่มีผลผลิตมากเป็นประวัติการณ์

 

อ้างอิง:

The post เตรียมตัวรับมือ น้ำตาลแพง! หลังราคาฟิวเจอร์สพุ่งต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี เหตุอุปทานตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: Sugar-Busting Tips เคล็ดลับลดน้ำตาลในชีวิตประจำวัน https://thestandard.co/life/life-tip-06032023/ Mon, 06 Mar 2023 02:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=766086

น้ำตาลเป็นส่วนประกอบทั่วไปในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด […]

The post LIFE TIP: Sugar-Busting Tips เคล็ดลับลดน้ำตาลในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

น้ำตาลเป็นส่วนประกอบทั่วไปในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด แต่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ การบริโภคน้ำตาลสูงอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) ซึ่งผู้ป่วย 95% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดมักจะเป็นประเภท 2 นี้แหละ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา จึงควรดูแลจำกัดปริมาณการบริโภคน้ำตาลด้วยเคล็ดลับต่อไปนี้

 

อ่านฉลากอาหาร

ควรให้ความสนใจกับปริมาณน้ำตาลในอาหารที่คุณซื้อ และเลือกตัวเลือกที่มีน้ำตาลน้อยลง การอ่านฉลากอาหารเป็นประจำจะช่วยให้คุณยั้งใจในการบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสมและมีสติมากขึ้น

 

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเติมความหวาน

โซดา เครื่องดื่มเกลือแร่ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหวานอื่นๆ เป็นแหล่งเพิ่มน้ำตาลในอาหารของเรา ซึ่งไม่ดีแน่หากบริโภคมากเกินไป ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำ ชา หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

 

จำกัดอาหารแปรรูป

อาหารแปรรูป เช่น ขนมอบและขนมขบเคี้ยว มักจะมีน้ำตาลเยอะ พยายามจำกัดการบริโภคอาหารเหล่านี้และเลือกรับประทานอาหารที่ไม่แปรรูปทั้งหมดแทน

 

เปลี่ยนจากขนม ลูกอม มาเป็นผลไม้

ผลไม้มีน้ำตาลธรรมชาติ และเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพแทนลูกอมและขนมหวานอื่นๆ แต่ก็ไม่ควรบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปอยู่ดี ควรอยู่ในทางสายกลาง และคิดถึงสุขภาพระยะยาวเข้าไว้จะทำให้เลือกบริโภคได้อย่างเหมาะสม

 

ค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลง

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นลดน้ำตาล ควรเริ่มด้วยการลดปริมาณน้ำตาลแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ลดน้ำตาลที่คุณใช้ผสมในชาหรือกาแฟ และค่อยๆ ลดปริมาณลงอีกเมื่อเวลาผ่านไป หากทำได้แบบนี้อย่างต่อเนื่องและกลายเป็น Routine ของคุณได้ สุขภาพของคุณจะดีขึ้นแน่นอน

 

ภาพ: Shutterstock

The post LIFE TIP: Sugar-Busting Tips เคล็ดลับลดน้ำตาลในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: น้ำตาลนิวไฮ ของขาดตลาด ดัน Food Inflation พุ่ง | Morning Wealth 8 กุมภาพันธ์ 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-08022023/ Wed, 08 Feb 2023 01:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=747285

ราคาน้ำตาลพุ่ง! แตะสูงสุดรอบ 6 ปี เหตุอุปทานตึงตัว เสี่ […]

The post ชมคลิป: น้ำตาลนิวไฮ ของขาดตลาด ดัน Food Inflation พุ่ง | Morning Wealth 8 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคาน้ำตาลพุ่ง! แตะสูงสุดรอบ 6 ปี เหตุอุปทานตึงตัว เสี่ยงดัน Food Inflation ทะยานต่อ รายละเอียดเป็นอย่างไร

ประเมินราคา ‘น้ำตาลโลก’ ทำนิวไฮ แค่ชั่วคราวหรือไปได้ต่อ? พูดคุยกับ ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.น้ำตาลขอนแก่น (KSL) 

โลกอาจเผชิญปัญหาขาดแคลน ‘ทองแดง’ จนสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกให้เลวร้ายลง นักวิเคราะห์ประเมินอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: น้ำตาลนิวไฮ ของขาดตลาด ดัน Food Inflation พุ่ง | Morning Wealth 8 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำตาลพุ่ง! แตะสูงสุดรอบ 6 ปี เหตุอุปทานตึงตัว เสี่ยงดัน Food Inflation ทะยานต่อ https://thestandard.co/sugar-price-at-six-year-high/ Tue, 07 Feb 2023 08:18:30 +0000 https://thestandard.co/?p=747082

ราคาน้ำตาลพุ่งแตะสูงสุดรอบ 6 ปี หลังจากการเปลี่ยนแปลงขอ […]

The post ราคาน้ำตาลพุ่ง! แตะสูงสุดรอบ 6 ปี เหตุอุปทานตึงตัว เสี่ยงดัน Food Inflation ทะยานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคาน้ำตาลพุ่งแตะสูงสุดรอบ 6 ปี หลังจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างมาก บ่งชี้ว่าโลกกำลังออกจากยุคน้ำตาลล้นตลาดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลายฝ่ายจับตา Food Inflation จ่อทะยานต่อ

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้าแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี เสี่ยงทำให้อัตราเงินเฟ้อด้านราคาอาหาร (Food Inflation) ทะยานต่อเนื่อง เนื่องจาก น้ำตาลนับเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เบเกอรี ลูกอม และน้ำอัดลม 

 

ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลกอย่าง ‘บราซิล’ คาดว่าจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้จนกว่าจะถึงเดือนเมษายน ทำให้ตลาดกำลังตึงตัวมากในขณะนี้

 

โดยผลผลิตที่อ่อนแอก่อนหน้านี้ยังมีแนวโน้มที่จะบีบบังคับให้ ‘อินเดีย’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ต้องจำกัดการส่งออกน้ำตาล ขณะที่การผลิตในยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งก่อนหน้านี้ ตอนนี้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน หลังจากมีคำสั่งห้ามใช้สารกำจัดศัตรูพืช

 

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาคมโรงงานน้ำตาลของอินเดียปรับลดแนวโน้มการจัดส่งลงเหลือประมาณ 6 ล้านตันในฤดูกาลนี้ หลังจากสภาพอากาศเลวร้ายส่งผลกระทบต่อผลผลิต นอกจากนี้ การส่งเสริมการผลิตเอทานอลอาจทำให้อ้อยจำนวนมากถูกนำไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพแทน เนื่องจากมีความต้องการเพิ่มขึ้น หลังจากการเปิดโรงงานอีกครั้งของจีน

 

Michael McDougall กรรมการผู้จัดการจากบริษัทหลักทรัพย์ Paragon Global Markets กล่าวว่า การเปิดประเทศของจีนน่าจะกระตุ้นความต้องการน้ำตาล โดยบริษัทอาหารต่างๆ ที่ตุนน้ำตาลไว้แล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ก็กำลังแย่งชิงอุปทานที่จำกัด

 

ความตึงตัวในตลาดนับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม  ทำให้ในประเทศผู้นำเข้าชั้นนำอย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งส่งออกสินค้าอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล “อาจต้องหันไปหาน้ำตาลของบราซิลและออสเตรเลียเพื่ออุดช่องว่างจากอินเดีย” สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลอินโดนีเซียกล่าว

 

ด้าน Somit Banerjee หัวหน้าฝ่ายการค้าจาก Al Khaleej Sugar Co. โรงงานน้ำตาลในดูไบ กล่าวว่า การเก็งกำไรที่มากเกินไปทำให้ราคาน้ำตาลพุ่งขึ้น ดังนั้นหากการเก็งกำไรส่วนเกินนี้จบลงราคาก็อาจลดลงได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post ราคาน้ำตาลพุ่ง! แตะสูงสุดรอบ 6 ปี เหตุอุปทานตึงตัว เสี่ยงดัน Food Inflation ทะยานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>