นโยบายเศรษฐกิจ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นโยบายเศรษฐกิจ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Apr 2026 07:40:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค https://thestandard.co/thai-set-eps-middle-east-war/ Sat, 11 Apr 2026 07:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1197096 ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์ก […]

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือนมีนาคมปรับตัวแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดย SET Index สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2569 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 15% คงระดับดัชนีที่ประมาณ 1,500 จุด

 

 
 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

 

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าภูมิภาค มาจาก 4 ปัจจัย

 

  • ไม่มีภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ ‘ฟองสบู่ AI’ เหมือนตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีกระแส AI บูม ประกอบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก จึงไม่ได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
  • มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 4% กว่าๆ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่ที่ระดับ 3% ต้นๆ เท่านั้น
  • ตลาดหุ้นไทยมีสตอรี่เชิงบวกมากขึ้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงความสนใจของนักลงทุน
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน การตัดสินใจซื้อขายจึงไม่ได้พึ่งพาหรือเทน้ำหนักไปที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่น สะท้อนจากเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

 

ทั้งนี้สัดส่วนนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6 62%

 

ปรับเพิ่ม EPS หุ้นไทย ไม่หวั่นผลกระทบสงคราม

 

ด้านคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่า ปัจจุบันมีทิศทางที่น่าสนใจและมีสัญญาณบวก โดยนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเรื่องสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าคนรับรู้ข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค หากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงาน ก็จะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย

 

อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ขนส่งและ โลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของตลาดที่มากเกินไป

 

จับตาผลกระทบสงคราม-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้น

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการตลาดหุ้นไทยใน 1/2569 ศรพลมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาดี คล้ายกับช่วงเหตุการณ์ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นตระหนกเรื่องผลกระทบ แต่ท้ายที่สุด GDP ทั้งปีออกมาดีเกินคาด เนื่องจากมีการเร่งการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น

 

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยความหน่วงของการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ จะทำให้เรารับรู้ข้อมูลในไตรมาส 3/2569 ทำให้การเติบโตของตลาดหุ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจาก

 

นักลงทุนอาจตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอดีตมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งตลาดหุ้นมักจะทำหน้าที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ต้องติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะยาวได้แค่ไหน รวมถึงต้องติดตามเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีความท้าทายว่าจะต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมความร้อนแรง ของเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก https://thestandard.co/anutin-2-policy-economic-security/ Wed, 08 Apr 2026 00:55:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1195653 ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรีย […]

The post ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยเอกสารนโยบายจัดทำในรูปแบบปกสีน้ำเงินขลิบธงชาติ ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นรัฐชาติและภาพลักษณ์ของผู้นำรัฐบาล มีความยาวรวม 19 หน้า ไม่รวมภาคผนวก ครอบคลุมนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

 

 
 

การแถลงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ยอมรับความจริงและปรับตัว” พร้อมระบุว่าความสามัคคีของคนในชาติจะเป็นต้นทุนสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวไปได้

 

ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา 1

‘ปกสีน้ำเงิน ขลิบธงชาติ’

ภาพปกคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล

 

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีประกาศยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม ควบคู่กับการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามออกแบบนโยบายให้เชื่อมโยงกันในลักษณะบูรณาการ โดยเฉพาะการผสานนโยบายด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การรับมือวิกฤตพลังงานโลกและความผันผวนของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ให้ประชาชนสามารถตั้งตัวได้ เศรษฐกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก

 

นโยบายด้านเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง

 

1. สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง

 

  • แก้หนี้-ลดรายจ่าย-สร้างโอกาสตั้งต้นใหม่ รัฐจะช่วยแก้ปัญหาหนี้แบบครบวงจร
  • เพิ่มทักษะ-เข้าถึงเงินทุน-ใช้เทคโนโลยีได้ สนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงความรู้ เงินทุน และเทคโนโลยี เช่น การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต
  • ดัน SMEs เข้าระบบ-เข้าถึงทุน-ลดขั้นตอนรัฐ ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนกฎหมายที่ยุ่งยาก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
  • กระจายอำนาจ-สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง เพิ่มบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกระจายอำนาจการเงินให้ท้องถิ่นมีรายได้และบริหารเองมากขึ้น

 

2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนาคนให้ใช้เทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งเศรษฐกิจ สังคม และบริการภาครัฐ
  • ปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ตรงเป้า เน้นดึงนักลงทุนต่างชาติร่วมมือกับบริษัทไทย ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศมากขึ้น
  • ยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์นวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีไทยในโครงการใหญ่ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างระบบสนับสนุนสตาร์ทอัพและ Deep Tech ให้แข่งขันระดับโลกได้
  • เพิ่มบทบาทเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำ โลจิสติกส์ พลังงาน โดยใช้เครื่องมือการเงินใหม่ ๆ เพื่อลดภาระรัฐ
  • พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมปรับกฎหมายให้ทันสมัย

 

3. การค้าเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

 

  • เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย – แข่งขันได้จริง คุมเข้มแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันการนำเข้าเพื่อส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่า แก้ปัญหานอมินี และผลักดัน SMEs ไทย
  • ใช้การเจรจาการค้าและนโยบายรัฐสนับสนุนสินค้าไทย เช่น ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้าง
  • เปิดตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม สร้างความร่วมมือทางการค้าเชิงลึก และขยายโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs
  • ยกระดับบริการไทย เช่น การศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้แข่งขันระดับโลก พร้อมทำข้อตกลงการค้าบริการกับประเทศคู่ค้า

 

5. การเกษตร

 

  • ส่งเสริมเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเงินทุนให้เกษตรกรปรับตัว
  • ใช้ Big Data วางแผน – เชื่อมผลิตสู่ตลาด คุมสินค้าเถื่อน และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ
  • เพิ่มมูลค่า – ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ส่งเสริมเกษตรแปรรูป ยกระดับสหกรณ์ให้ทันสมัย เพิ่มอำนาจต่อรองเกษตรกร พัฒนาโลจิสติกส์และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร

 

6. การท่องเที่ยว

 

  • ปรับโครงสร้างยกระดับบทบาทวัฒนธรรมไทย เชื่อมการท่องเที่ยวกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น
  • Destination Thailand เที่ยวได้ทั้งปี สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น สุขภาพ วัฒนธรรม วิถีไทย เชื่อมสินค้าไทยอย่างอาหาร ผลไม้ และสปา
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมรองรับงานระดับโลกและกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ เช่น Digital Nomad
  • สนับสนุนเมืองน่าเที่ยว สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และพัฒนาสินค้าท้องถิ่น เช่น GI เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน
  • ยกระดับความปลอดภัย ระบบประกัน และมาตรฐานบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

 

  1. ยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก ทำนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในทุกมิติ (Beyond Thailand) ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและพหุภาคี เสริมบทบาทไทยในอาเซียน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค

 

  1. ยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง รักษาสมดุลความสัมพันธ์โลกหลายขั้ว รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจ พร้อมขยายพันธมิตรใหม่ เพิ่มอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นของไทยในเวทีโลก

 

  1. การทูตเศรษฐกิจ-สร้างโอกาสประเทศ ใช้ทีมประเทศไทย ดึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลักดันเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ และเชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

 

  1. ความมั่นคงชายแดน – จัดการภัยคุกคามครบวงจร

 

  • คุมเข้มชายแดน ปราบยาเสพติด สแกมเมอร์ แรงงานผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ
  • แก้ปัญหาไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  • แก้ปัญหาชายแดนใต้ ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อสันติสุขยั่งยืน

 

  1. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

  • ปราบผู้มีอิทธิพล ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นให้ได้มากที่สุด 
  • กวาดล้างยาเสพติดจริงจัง เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลย ต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน 
  • ทบทวน Free Visa สกัดอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา 

 

  1. ยกระดับศักยภาพกองทัพ จัดหาอาวุธอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ลดการพึ่งพาต่างชาติ

 

นโนบายที่หาเสียงไว้มีอะไรบ้าง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายหาเสียงปี 2569 จะเห็นว่าหลายมาตรการยังถูกสานต่อ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มุ่งกระตุ้นฐานรากและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เหมาจ่ายรายเดือน และแนวคิด Made in Thailand SMEs Plus รวมถึงการผลักดัน SMEs สู่ระบบดิจิทัล การเปิดตลาดใหม่ และการยกระดับบทบาททูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว

 

ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา 2

อนุทิน พร้อมด้วย 3 รองนายกรัฐมนตรีมืออาชีพ

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง แนวทางเชิงรุก การรักษาสมดุลมหาอำนาจ และการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นแกนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นชายแดน เช่น MOU 2544 และโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา ยังถูกหยิบมาอยู่ในกรอบนโยบาย

 

อย่างไรก็ตาม บางข้อเสนอเชิงสัญลักษณ์อย่างกำแพงไทย-กัมพูชาไม่ปรากฏในคำแถลง สะท้อนการปรับจากมาตรการแข็ง ไปสู่การใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเชื่อมเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่ซับซ้อนขึ้น

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสานต่อนโยบายได้หรือไม่ แต่คือรัฐบาลจะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงได้แค่ไหน และจะรักษาสมดุลระหว่างแรงหนุนแบบชาตินิยม กับความจำเป็นในการเปิดประเทศได้เพียงใด

The post ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เรียกเอกนิติ-ไชยชนกกำชับ GDP ต้องโตเกิน 2.5% หลังกราฟโค้งหัวขึ้น พร้อมกำชับรุทธพล ฟาดไม่เลี้ยง ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน https://thestandard.co/anutin-gdp-boost-bitcoin-raid/ Thu, 19 Feb 2026 11:27:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1180113 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมนโยบายเศรษฐกิจและการปราบปรามอาชญากรรม

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) เวลา 14.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เรียกเอกนิติ-ไชยชนกกำชับ GDP ต้องโตเกิน 2.5% หลังกราฟโค้งหัวขึ้น พร้อมกำชับรุทธพล ฟาดไม่เลี้ยง ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมนโยบายเศรษฐกิจและการปราบปรามอาชญากรรม

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) เวลา 14.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มาพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับเอกนิติ และไชยชนก ภายหลังจีดีพีไตรมาสที่ 4 ขยายตัวร้อยละ 2.5 และเป็นกราฟโค้งหัวขึ้น พร้อมกำชับว่า ไตรมาสต่อไปขอให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าต้องดีขึ้น

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ขณะที่การพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีสอบถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อนในจังหวัดสมุทรสาคร โดยพบว่ามีการเชื่อมโยงถึงผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และรองผู้จัดการเขตระดับพื้นที่ ซึ่งคดีนี้ทำให้รัฐสูญเสียค่าไฟฟ้ามหาศาล โดยกำชับให้ดำเนินการฟาดไม่เลี้ยง และนำผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. อนุทินได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เรียกเอกนิติ-ไชยชนกกำชับ GDP ต้องโตเกิน 2.5% หลังกราฟโค้งหัวขึ้น พร้อมกำชับรุทธพล ฟาดไม่เลี้ยง ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าฯมั่นใจไร้สุญญากาศการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ พร้อมสร้างตลาดใหม่ให้ SMEs แทนแจกเงินระยะสั้น https://thestandard.co/chamber-urges-debt-smes/ Thu, 12 Feb 2026 02:55:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1177625 ตัวแทนหอการค้าไทยให้มุมมองเศรษฐกิจและการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ครัวเรือนและสนับสนุน SMEs

ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปไม่นาน แม้ภาพรวมการจัดตั้งร […]

The post หอการค้าฯมั่นใจไร้สุญญากาศการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ พร้อมสร้างตลาดใหม่ให้ SMEs แทนแจกเงินระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนหอการค้าไทยให้มุมมองเศรษฐกิจและการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ครัวเรือนและสนับสนุน SMEs

ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปไม่นาน แม้ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลจะยังเดินหน้าเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ แต่ในบางเขตยังคงมีการประท้วงผลการนับคะแนน สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความคาดหวังของภาคธุรกิจที่ต้องการเห็นความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุด

 

ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้มุมมองถึงรัฐบาลใหม่ ว่า ประเด็นเร่งด่วนที่อยากให้เร่งแก้ไขคือปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงราว 90% ของ GDP และเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อภายในประเทศ หากไม่เร่งแก้ไข การกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นอาจเห็นผลจำกัด

 

เมื่อภาระหนี้ลดลง กำลังซื้อจะฟื้นตัว ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกลับมาคึกคัก และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้านเงินทุน กล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทชะลอการลงทุน ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่ยังไม่มั่นใจต่อทิศทางกำลังซื้อในประเทศ

 

รวมถึง การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ควรมุ่งสร้างตลาดมากกว่าการอัดฉีดเงินระยะสั้น เพราะมาตรการแจกเงินอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาการค้าอย่าง THAIFEX ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร โรงแรม และสปา ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs

 

ดร.กฤษณะ ย้ำว่า ปัญหาหลักของ SMEs ในขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย แต่คือภาวะตลาดหดตัว เมื่อยอดขายลดลง รายได้ไม่เพียงพอ แม้ต้องการกู้เพิ่ม ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะกังวลความเสี่ยงหนี้เสีย ดังนั้น หากสามารถฟื้นตลาดให้กลับมาคึกคัก เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ ความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินจะกลับมา และสินเชื่อก็จะไหลเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ

 

ในมิติการเมือง ประเมินว่า กรณีการประท้วงผลเลือกตั้งในบางเขต ไม่น่ากระทบต่อไทม์ไลน์การรับรองผลเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกรอบเวลาตามกฎหมายชัดเจน และไม่น่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองเหมือนในอดีต อีกทั้งพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งมีความได้เปรียบชัดเจน แม้มีการเปลี่ยนแปลงผลในบางเขต ก็คาดว่าจะไม่กระทบภาพรวม

 

พร้อมกันนี้ มองว่ารัฐบาลชุดใหม่มีแนวโน้มเป็นทีมงานเดิม ทำให้สามารถเดินหน้าสานต่อนโยบายได้ทันที โดยความต่อเนื่องดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้ทำงานใกล้ชิดกับสมาคมวิสาหกิจจีนในประเทศไทย

 

“ปัจจุบันพบว่านักลงทุนจีนยังเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ซึ่งจำนวนสมาชิกเพิ่มจากกว่า 300 บริษัทเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเกือบ 1,000 บริษัท ส่วนมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ระดับพันล้านถึงหมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค”

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง ที่มีแผนลงทุนต่อเนื่อง หากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน ไทยก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่เข้าสู่ประเทศได้

The post หอการค้าฯมั่นใจไร้สุญญากาศการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ พร้อมสร้างตลาดใหม่ให้ SMEs แทนแจกเงินระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ภาคธุรกิจวิเคราะห์เกมเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย ‘หักปากกาเซียน’ https://thestandard.co/thai-business-election-bhumjaithai-surprise/ Mon, 09 Feb 2026 05:42:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1176337 ภาพผู้บริหารภาคธุรกิจกำลังหารือและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

ภาคธุรกิจโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมิน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ภาคธุรกิจวิเคราะห์เกมเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย ‘หักปากกาเซียน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารภาคธุรกิจกำลังหารือและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

ภาคธุรกิจโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินผลการเลือกตั้งว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงเกินความคาดหมาย เข้าข่าย “หักปากกาเซียน” ด้วยจำนวน ส.ส. เกือบ 200 เสียง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการรวมเสียงเกิน 300 เสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมือง

 

อีกทั้งเร่งเดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ประธานหอการค้าไทย มองว่า บรรยากาศตลาดหุ้นในวันนี้ สะท้อนสัญญาณเชิงบวก

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับว่า ภาคธุรกิจเอกชนประเมินผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า เป็นผลลัพธ์ที่ออกมา “หักปากกาเซียน” เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีตัวเลข เกือบแตะ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่า จำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 150-160 เสียงแต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพลและกระแสข่าวในช่วงก่อนเลือกตั้ง

 

ภาพผู้บริหารภาคธุรกิจกำลังหารือและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย 1

 

เมื่อถูกถามถึงปัจจัยหรือ “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง

 

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึง ความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอกซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ที่ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีการทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาภาคธุรกิจ

 

สำหรับแคมเปญ “3 วันสุดท้าย เลือกภูมิใจไทย มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ” ถูกมองว่าเป็นแคมเปญที่มีพลังและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเหมาะสม เพราะสามารถสร้างภาพของความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการบริหารประเทศได้อย่างชัดเจน

 

เกรียงไกร ระบุอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงแค่การเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้กับประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว

 

ในฐานะผู้นำภาคธุรกิจเอกชน ได้ฝากข้อเสนอถึงอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า การได้รับเสียงสนับสนุนในระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมี เสถียรภาพทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ภาคธุรกิจเห็นว่าเป็นจุดแข็ง คือ ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้เปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง

 

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น ไม่ใช่ได้มาเพียงครึ่งทีมหรือบางส่วนเท่านั้น

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก ภาคธุรกิจยอมรับว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยหลายสำนัก รวมถึง IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของไทยไว้เพียงราว 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด

 

นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ภาคเอกชนย้ำว่า การปราบปรามคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือน “รูรั่ว” ที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปจนไม่เกิดผลอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

 

ปัญหาขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก ต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกและไม่ได้มาตรฐาน ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก โดยขณะนี้มีอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบแล้วกว่า 24 จาก 48 กลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 30 กลุ่ม หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“เพราะฉะนั้นถ้ารัฐจะใส่เงิน งบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว”

 

ท้ายที่สุด ภาคธุรกิจ มองและอยากเห็น การจัดตั้งรัฐบาลควรยึดหลักสำคัญ 2 ประการ คือ

 

1. รวมเสียงให้ได้เกิน 300 เสียงเพื่อสร้างเสถียรภาพ

 

2. เป็นการรวมพรรคที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

พร้อมย้ำว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้รับอำนาจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ใช้อำนาจนั้นบริหารประเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

 

หอการค้าไทยแสดงความยินดี เลือกตั้งผ่านพ้นด้วยความเรียบร้อย หนุนเร่งจัดตั้งรัฐบาล ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโดยด่วน

 

ภาพผู้บริหารภาคธุรกิจกำลังหารือและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความยินดีที่การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีอุปสรรคสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

 

ขณะนี้ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

 

การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ

 

ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่ “รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที” รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ

 

หอการค้าไทยยังคงเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ไขปัญหาทุนสีเทาอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์มีการฟื้นตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

 

หอการค้าไทย ขอแสดงความยินดี กับ พรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มที่จะได้รับรองเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนและร่วมมือภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน และโปร่งใส

 

 

 

ภาพ: NurPhoto / Getty images
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ภาคธุรกิจวิเคราะห์เกมเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย ‘หักปากกาเซียน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 https://thestandard.co/economic-policies-parties-election-2026/ Thu, 05 Feb 2026 12:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1174327

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ โดยมีทั้งปัญหาภายนอกจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อที่ชะลอตัว การทุจริตคอร์รัปชัน ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ท่องเที่ยว และส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

 

นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยก็กำลัง ‘สำแดงฤทธิ์’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากภาวะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคง ‘ต่ำกว่าระดับศักยภาพ’ อีกปี

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้จะโตต่ำกว่า 2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤต นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำสุดในภูมิภาคหลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่า จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปเรื่อยๆ

 

ปัญหาเหล่านี้ถือเป็น ‘โจทย์’ สำคัญที่รัฐบาลใหม่ ‘ต้องแก้’ เพื่อทำให้ปากท้อง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ‘ดีขึ้น’

 

THE STANDARD WEALTH ได้เปรียบเทียบ ‘นโยบายด้านเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-พลังงาน’ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังนี้

 

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศุภมาส ชี้ปราศรัยใหญ่ภูมิใจไทยพรุ่งนี้ โชว์ภาคต่อจากเวทีสวนลุมฯ เน้นย้ำนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยทีมมืออาชีพที่พร้อมทำงานต่อ https://thestandard.co/bhumjaithai-economy-speech-election/ Thu, 05 Feb 2026 05:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1174004 ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกรุงเทพ พรรคภูมิใจไทย กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภมาส อิศรภักดี […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศุภมาส ชี้ปราศรัยใหญ่ภูมิใจไทยพรุ่งนี้ โชว์ภาคต่อจากเวทีสวนลุมฯ เน้นย้ำนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยทีมมืออาชีพที่พร้อมทำงานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกรุงเทพ พรรคภูมิใจไทย กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกรุงเทพ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า การปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขอเชิญชวนประชาชนที่อยากให้กำลังใจสามารถไปฟังปราศรัยได้ รวมถึงการรับฟังนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย โดยอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะนำทีมปราศรัยด้วยตัวเอง รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแต่ละคนจะได้เล่าประสบการณ์การทำงานของตัวเองว่าได้ทำอะไรไปบ้าง

 

สิ่งสำคัญคือ หากเลือกพรรคภูมิใจไทยไปเป็นรัฐบาล และให้อ­นุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เหลือก็จะไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี โดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะดูแลเรื่องการค้า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะกำกับดูแลด้านการคลัง ซึ่งทั้งหมดจะถือเป็นภารกิจที่ทุกคนจะเล่าให้ฟังว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ประเทศไทยที่ผ่านมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาของประเทศมากมาย จึงต้องมีภารกิจในการฝ่าฟันปัญหาเหล่านี้ และทุกคนจะเล่าเป็นภาคที่ 2 ต่อจากการปราศรัยที่สวนลุมพินีก่อนหน้านี้ เนื่องจากเวทีสวนลุมพินีเป็นการเล่าถึงปัญหาที่ผ่านมา ว่ามีอะไรต้องแก้ แต่ในวันพรุ่งนี้ มืออาชีพแต่ละคนจะมาอธิบายว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ถือเป็นการเฉลยคำตอบว่า หากได้บริหารบ้านเมืองจะทำอย่างไร

 

ส่วนการตัดสินใจของประชาชน ส่วนตัวเชื่อว่าขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใคร แต่ในวันพรุ่งนี้จะมาย้ำอีกครั้งว่า หากตัดสินใจแล้วก็อย่าอยู่แต่ที่บ้าน ต้องออกไปใช้สิทธิ์เลือกภูมิใจไทยด้วย

 

ทั้งนี้ การปราศรัยจะไม่พูดเรื่องการแบ่งสีแบ่งฝ่าย แต่จะเน้นนโยบายเป็นหลัก โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยต้องไม่ถูกลบออกจากแผนที่ทางเศรษฐกิจ และในด้านความมั่นคงก็ต้องไม่มีการเสียดินแดนแต่อย่างใด

 

ส่วนคำถามเรื่องการสั่งเวทีปราศรัยของแต่ละพรรคการเมืองจะเป็นการวัดค่านิยมหรือไม่ ศุภมาส กล่าวว่า ไม่ใช่แค่เวทีปราศรัย หรือการเดินหาเสียงแบบออร์แกนิคของหัวหน้าพรรคเท่านั้น แต่ทั้งหมดถือว่าต่างจากปี 2566 เพราะขณะนี้มีคนรู้จักพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น มีทั้งคนรักและคนชอบมากขึ้น จึงขอให้ความรักและความชอบเหล่านั้นแปรเป็นพลังออกไปเลือกตั้ง

 

ศุภมาส กล่าวต่อว่า มีประชาชนจำนวนมากกังวลว่าบ้านเมืองจะมีความเสี่ยง ซึ่งบ้านเมืองเสี่ยงไม่ได้ และหลายคนก็กังวลว่าจะไม่ได้มืออาชีพมาทำหน้าที่ จึงขอให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

สำหรับกรณีคำพูดว่าให้เลือกพรรคที่รักชาติ อย่าไปเลือกพรรคที่ไม่รักชาติ หรือไม่เลือกเราเขามาแน่ ศุภมาส กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้ผ่านไปแล้ว ในสัปดาห์สุดท้าย โค้งสุดท้าย ต้องพูดเรื่องนโยบายอย่างเดียว เน้นย้ำว่า หากรักและชอบนโยบายของพรรคภูมิใจไทย และเชื่อถือได้ในทีมมืออาชีพ นโยบายที่สวยหรูใครๆ ก็พูดได้ แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ใครจะเป็นคนทำและทำได้จริงหรือไม่ ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้การนำของอนุทิน ทำให้นโยบายต่าง ๆ เกิดขึ้นจริง เช่น คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่อยู่ในใจของประชาชน

 

พรรคภูมิใจไทยย้ำมาโดยตลอดว่า ไม่ได้ให้ปลา แต่ให้เบ็ดและสอนให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินการคลัง พรรคใช้เงินหาเสียงน้อยมาก และไม่มีนโยบายประชานิยม เพราะถือเป็นการสอนและให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการหาเงินและการเก็บเงิน เพื่อให้อยู่รอดได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ในเวทีโลก

 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง เอกนิติ เคยพูดถึงนโยบาย ‘เทนพลัส (10+)’ ด้านเศรษฐกิจ ขณะที่สีหศักดิ์ และศุภจี ดูแลด้านการต่างประเทศและการค้า ดังนั้น หากได้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และอีกสามคนเป็นทีมบริหาร จะทำให้ประเทศไทยไร้ความเสี่ยง ส่วนผลการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน จึงขอให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ศุภมาส ชี้ปราศรัยใหญ่ภูมิใจไทยพรุ่งนี้ โชว์ภาคต่อจากเวทีสวนลุมฯ เน้นย้ำนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยทีมมืออาชีพที่พร้อมทำงานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ https://thestandard.co/receipt-lottery-phue-thai-prachachon-economy/ Wed, 04 Feb 2026 06:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1173589 ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภู […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ

 

รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

 

วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

 

  • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
  • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

 

ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

 

กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

 

“รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

 

รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

 

พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

 

วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

 

ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

 

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

 

อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/

 

ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ https://thestandard.co/standard-debate-8-editors-thaipbs/ Wed, 04 Feb 2026 03:32:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1173482 ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00-21.00 น. องค์การกระจาย […]

The post เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00-21.00 น. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรสื่อระดับประเทศ จัดเวทีดีเบตในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้ชื่อ ‘ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองใหญ่ประชันวิสัยทัศน์หาทางรอดให้ปากท้องคนไทย

 

ไฮไลต์สำคัญของเวทีนี้ คือการรวมตัวกันของบรรณาธิการสื่อระดับประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8 ท่าน โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในตัวแทนบรรณาธิการ เพื่อทำหน้าที่ตั้งคำถามเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งภาพใหญ่ระดับมหภาคเพื่อขับเคลื่อน GDP และภาพย่อยระดับจุลภาคเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

นครินทร์ได้ร่วมผนึกกำลังซักถามนโยบายกับบรรณาธิการจากสื่อพันธมิตร ได้แก่ สมปรารถนา คล้ายวิเชียร (มติชน), สมคิด พุทธศรี (The101.world), นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (Today), ณาตยา แวววีรคุปต์ (ไทยพีบีเอส), พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ (ไทยรัฐออนไลน์), ฐปณีย์ เอียดศรีไชย (The Reporters) และ ปวัน สิริอิสสระนันท์ (PPTV) ดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี

 

สำหรับตัวแทนพรรคการเมืองหลักที่มาร่วมประชันวิสัยทัศน์และตอบปมคำถามสุดหินจาก 8 บรรณาธิการ เพื่อแสดงความพร้อมในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดให้ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมนำเสนอประเด็นปัญหาและตั้งคำถาม เพื่อสะท้อนมุมมองจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านอุปสรรคทางการค้า การปรับตัวของธุรกิจรายย่อย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก

 

ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังได้ทางทุกช่องทางของ THE STANDARD

 

ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 1ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 2ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 3ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 4ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 5ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 6ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 7ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 8ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 9ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 10ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 11ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 12
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน-จุลพันธ์ บุก 3 เวทีเชียงใหม่ ย้ำหาเงินเป็น กางแผนดึงเงินเข้าระบบ อ้อนกาเพื่อไทยคนจริงรู้งานรับฟังทุกปัญหา https://thestandard.co/yoschanan-julapun-chiang-mai-campaign/ Fri, 30 Jan 2026 07:31:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1171504 เพื่อไทย เชียงใหม่

วันนี้ (30 มกราคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์ส […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน-จุลพันธ์ บุก 3 เวทีเชียงใหม่ ย้ำหาเงินเป็น กางแผนดึงเงินเข้าระบบ อ้อนกาเพื่อไทยคนจริงรู้งานรับฟังทุกปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย เชียงใหม่

วันนี้ (30 มกราคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และคณะ ลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดเชียงใหม่ ช่วย ณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 และ ยงยุทธ์ ยาวิชัย ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 9 หาเสียงที่ตลาดกลางธารเกษตร อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ พร้อมมอบดอกไม้ มอบพวงมาลัยดาวเรือง พวงมาลัยแคบหมู และพวงมาลัยตะหลิว

 

ศ.ดร.ยศชนัน ปราศรัยช่วงหนึ่งว่า เชียงใหม่คือบ้านเกิดของตน คนเชียงใหม่คนนี้จะทำให้ดีที่สุดเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า วันนี้เราจำเป็นต้องเลือกให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้ง 10 เขต ซึ่งจุดประสงค์ของพรรคการเมืองคือการส่งมอบนโยบายให้พ่อแม่พี่น้อง พรรคเพื่อไทยทำมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย ขอให้ตนเป็นนายกฯ คนที่ 33 จากเชียงใหม่ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนเชียงใหม่ เราจะเดินหน้าเรื่องอากาศสะอาด รวมถึงยุทธศาสตร์ลำไยของประเทศชาติ เราทำต่อแน่นอน เรื่องโอท็อปกำเนิดจากพรรคไทยรักไทย ตอนนี้ซบเซาลงไป รอบหน้าถือธงนำ เอาโอท็อปไปขายระดับโลก

 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวว่า เราอาจจะโดนโจมตีว่าเราจะหาเงินมาจากไหนแต่ไม่ต้องห่วง เราหาเงินเป็น โครงการที่จะนำเงินเข้ามาในประเทศ นำนักธุรกิจเข้าสู่ระบบ คือโครงการที่จะทำเรื่องการสร้างเศรษฐีเงินล้าน 9 คนทุกวัน หลายคนบอกเป็นเรื่องแจกเงิน แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องดึงคนเข้าระบบ ซึ่งตนห่วงใยพี่น้อง อยากดึงคนเข้าระบบ แต่การดึงคนเข้าระบบต้องมีแรงจูงใจ และนี่คือสิ่งที่เราเลือกให้ การจะหาเงินทำรถไฟ ทำถนนเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ต้องหาเงินเข้ามาในประเทศ นี่คือสิ่งที่เราจะทำ และนี่คือวิธีคิดที่เราทำมาตลอดของพรรคไทยรักไทย ส่งมอบมาพรรคเพื่อไทย ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส

 

‘จุลพันธ์’ อ้อนคนแม่โจ้ เลือกเพื่อไทยคนจริงรู้งานรู้ปัญหา

 

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน จุลพันธ์ และคณะเดินทางต่อไปยังเวทีปราศรัยที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย เพื่อช่วยภานุ เจริญสุข ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 4 และอัจฉรารัตน์ นันทะเสน ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 5 หาเสียง

 

จุลพันธ์กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า หลายพรรคหาเสียงเพื่อสร้างความขัดแย้ง ทุกคนหล่อเพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนมาบอกว่า ค้ายาเสพติด เทา หรือดำ แต่วันนี้คําพูดไม่เพียงพอ บางคนโดนตํารวจจับ การพูดคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เพราะตอนที่ผู้สมัครมาสมัครผิดพลาดกันได้ ตนไม่ได้โทษ แต่การที่บอกว่าเราดีกว่าคนอื่น ดีอยู่คนเดียว พรรคเพื่อไทยไม่ทํา ไม่เคยบอกว่าเราเป็นเทวดา ไม่ชี้นิ้วไปที่คนอื่นว่าใครดีกว่าใคร เพราะวันนี้เป็นเวลาของประชาชนในการตัดสินใจเลือกตั้งที่ต้องตัดสินใจจากแนวนโยบายและสิ่งที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยเดินหน้าเรื่องคอร์รัปชัน ทุนเทา และยาเสพติดอย่างเต็มที่

 

“สิ่งสําคัญคือการวางระบบ คนไปนั่งไล่จับเรื่องการทุจริตทั่วประเทศทํามาแล้วกี่ปีไม่สําเร็จ วันนี้เป็นยุคเทคโนโลยี รัฐบาลเพื่อไทยยืนยันว่าเราจะสร้างระบบขึ้นมา ซึ่งระบบจะต้องไม่เอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีเทาไม่มีดํา แตกต่างจากพรรคอื่น เราไม่ใช่แค่คําพูด แต่เราต้องสร้างกลไกให้พี่น้องประชาชน” จุลพันธ์กล่าว

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า วันนี้ตนมีโอกาสรับช่วงต่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ้าเลือกเรา ท่านจะมี นายกรัฐมนตรีที่รู้ทุกเรื่องในเชียงใหม่ คณะรัฐมนตรีที่รู้ทุกเรื่อง มีหัวหน้าพรรคที่เป็น สส. เชียงใหม่มาอย่างยาวนานและรู้ปัญหาทุกปัญหาของท่าน สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ละทิ้งคือการรับฟัง จะเปิดหู เปิดใจ โอบรับความฝัน ปัญหาชีวิตของท่าน และทํางานอย่างทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ตัดสินใจได้แล้ว เลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ

 

และในช่วงบ่าย คณะได้ปิดท้ายเวทีปราศรัยจังหวัดเชียงใหม่ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สูน อำเภอฝาง เพื่อช่วยนิธิกร วุฒินันชัย ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 7 หาเสียง

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 3ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 4ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 5ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 6ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 7ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 8ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 9ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 10ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 11ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 12ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ 13
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน-จุลพันธ์ บุก 3 เวทีเชียงใหม่ ย้ำหาเงินเป็น กางแผนดึงเงินเข้าระบบ อ้อนกาเพื่อไทยคนจริงรู้งานรับฟังทุกปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม เอกนิติ แนะต้องปฏิรูปประกันสังคม ใช้ต้นแบบ กบข. ให้อิสระ-โปร่งใส https://thestandard.co/bhumjaithai-economic-social-security-reform/ Wed, 28 Jan 2026 00:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1170298 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom

วันนี้ (27 มกราคม) เวลา 17.30 น. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม เอกนิติ แนะต้องปฏิรูปประกันสังคม ใช้ต้นแบบ กบข. ให้อิสระ-โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom

วันนี้ (27 มกราคม) เวลา 17.30 น. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำของพรรค ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม., เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม., ศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, เกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย ลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้สมัคร สส. กทม. เขตพระนคร-ป้อมปราบศัตรูพ่าย-สัมพันธวงศ์-ดุสิต-บางรัก ที่ลานหน้าอาคาร Park Silom โดยเป็นการมาพูดคุยนโยบายของพรรค พร้อมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มพนักงานออฟฟิศ และผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์

 

เอกนิติ นำเสนอนโยบายของพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้ถ้าดูการหาเสียงของทุกพรรค สิ่งสำคัญคือให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ยืนได้บนขาตัวเอง ซึ่งเราจะไม่มีการมาบอกว่าแจกอะไร แต่ทุกนโยบายต้องทำให้คนไทยเติบโต หาโอกาสให้ยืนได้ด้วยตัวเอง จึงมีนโยบาย 10 พลัส ที่ออกแบบทำให้คนไทยมีรายได้มากขึ้นในระยะยาว คือ ต้องทำให้คนไทยเก่งขึ้น

 

ขณะที่โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยลดรายจ่ายของประชาชน และที่สำคัญคือให้ร้านค้ารายเล็กมีรายได้มากขึ้น ส่วนโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ใช้เงินกองทุนฟื้นฟูมาซื้อหนี้ที่เป็นเงินของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ส่งให้แบงก์ชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ซึ่งหากมีวินัยจ่ายเงินตรง ก็จะลดดอกเบี้ยให้ด้วย เพื่อให้คนที่เป็นหนี้ไม่กลับมาอยู่ในวังวนหนี้อีก

 

“เราไม่มีนโยบายแจกเงินสุรุยสุร่าย เพราะเงินทุกบาทที่ใช้คือเงินภาษีของประชาชน ต้องใช้ให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ จะไม่มีการแจกอะไร ใช้เงินเป็นระบบ ช่วยคนได้จริง ให้มีรายได้ ภูมิใจไทยเบอร์ 37 เลือก 37 แล้วจะสำเร็จ” เอกนิติ กล่าว

 

เอกนิติ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมว่า กระทรวงการคลังดูแลกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นระบบที่ดีมาก เพราะให้อิสระ แต่เรากำกับดูแลเอาสมาชิกเป็นที่ตั้ง มองว่าอย่างไรก็ต้องปฏิรูปประกันสังคมโดยดูต้นแบบจาก กบข. ใช้ความโปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบในทุกมิติ และต้องได้คนเก่งมาทำงานด้านการบริหารเงิน

 

“ผมเชื่อว่าถ้าเราปฏิรูปให้กองทุนประกันสังคมบริหารอย่างมืออาชีพได้ จะช่วยดูแลเงินของสมาชิกได้อย่างดี ส่วนภาครัฐเองก็สมทบให้สมาชิกประกันสังคม เพื่อจะได้มีหลักประกันเมื่อเราเกษียณ หรือเจ็บป่วยว่ามีกองทุนคอยดูแล ส่วนตัวเชื่อว่าประกันสังคมต้องปฏิรูป ซึ่งการใช้มืออาชีพมาทำ และหน่วยงานราชการกำกับดูแล จะช่วยทำให้เงินของสมาชิกงอกเงยได้ดีที่สุด” เอกนิติ กล่าว

 

ส่วนคำถามเรื่องความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เอกนิติ กล่าวว่า ความไม่สงบเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหนึ่งคือเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญของเราคือชุมชนพลัส เชื่อว่าโอกาสที่สำคัญคือการหาอาชีพ โดยเลือกตามวิถีชุมชนของเขา ให้มีรายได้ดีขึ้น ตรงนี้จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดความสงบสุข

 

หลังจากนั้นเวลา 19.00 น. เอกนิติ และคณะผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ได้เดินพบปะประชาชนพ่อค้าแม่ค้า เพื่อขอเสียงสนับสนุน รวมทั้งยังมีการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 1เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 2เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 3เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 4เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 5เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 6เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 7เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังพูดคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ลาน Park Silom 8
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม เอกนิติ แนะต้องปฏิรูปประกันสังคม ใช้ต้นแบบ กบข. ให้อิสระ-โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : โพลพระปกเกล้าชี้ 26.2% ยังไม่เห็นคนที่ใช่ ด้านณัฐพงษ์คะแนนนำกลุ่มแคนดิเดต เผยประชาชนให้ความสำคัญนโยบายเศรษฐกิจอันดับ 1 https://thestandard.co/prajadhipok-poll-candidate-natthaphong/ Fri, 23 Jan 2026 03:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1168436 ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจความคิดเห็นจากโพล สถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับผู้เหมาะสมเป็นนายกฯ และนโยบายที่คนไทยให้ความสำคัญ โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจ.

วันนี้ (23 มกราคม) สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : โพลพระปกเกล้าชี้ 26.2% ยังไม่เห็นคนที่ใช่ ด้านณัฐพงษ์คะแนนนำกลุ่มแคนดิเดต เผยประชาชนให้ความสำคัญนโยบายเศรษฐกิจอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจความคิดเห็นจากโพล สถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับผู้เหมาะสมเป็นนายกฯ และนโยบายที่คนไทยให้ความสำคัญ โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจ.

วันนี้ (23 มกราคม) สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง ‘เลือกตั้ง 69 ใครเหมาะสมเป็นนายกฯคนใหม่และนโยบายพรรคการเมืองที่คนไทยให้ความสำคัญ’ สำรวจระหว่างวันที่ 8-11มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

 

คิดว่าใครสามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง พบว่า

 

  • 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม
  • 18.8% ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน
  • 16.9% อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย
  • 10.9% ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย
  • 10.2% อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

 

แม้คะแนนนำยังไม่ทิ้งห่าง แต่ยังไม่เห็นคนที่ใช่สูงสุด ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสะท้อนความลังเล แต่ คือ ช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับผู้นำทางการเมือง มากกว่าปัญหาขาดตัวบุคคล

 

กรณีคนแต่ละเจน ให้ความสำคัญกับนโยบายพรรคการเมืองแบบไหน ในภาพรวม พบว่า

 

  • 34.7% ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสูงสุด
  • 29.5% ด้านการกำจัดคอร์รัปชั่น
  • 15.9% ด้านการแก้ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายและสแกมเมอร์
  • 11.1% ด้านความมั่นคงของประเทศ
  • 8.8% ด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือประชาชน

 

ส่วนการแบ่งตามช่วงวัย พบว่า ทุกเจเนอเรชันให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก นโยบายต้องพูดแบบทำได้ ไม่เลื่อนลอย ขณะที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับสวัสดิการมากขึ้น และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาสแกมเมอร์มากกว่าสะท้อนความต้องการ ความอุ่นใจ และความปลอดภัยในชีวิตจริง ดังนี้

 

  • Gen Z ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจ 36.6% ความมั่นคง 21.7% สวัสดิการ 18.3%คอร์รัปชัน 12.6% สแกมเมอร์ 10.9%
  • Gen Y ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจ 39.9% ความมั่นคง 20.2% สวัสดิการ 16.7% คอร์รัปชัน 13.9% สแกมเมอร์ 9.2%
  • Gen X ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจ 40.9% ความมั่นคง 23% สวัสดิการ 16.3% คอร์รัปชัน 13.5% สแกมเมอร์ 6.3%
  • Baby Boomer ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจ 35.2% สวัสดิการ 24.3% ความมั่นคง 21.9% คอร์รัปชัน 12% สแกมเมอร์ 6.5%

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : โพลพระปกเกล้าชี้ 26.2% ยังไม่เห็นคนที่ใช่ ด้านณัฐพงษ์คะแนนนำกลุ่มแคนดิเดต เผยประชาชนให้ความสำคัญนโยบายเศรษฐกิจอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ https://thestandard.co/election-2569-democrat-economic-diplomacy/ Fri, 16 Jan 2026 06:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1165948 เลือกตั้ง 2569: ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่

พายุภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ทุนเทา และอาชญากรรมข้ามช […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569: ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่

พายุภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ กลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไทยต้องเผชิญ ควบคู่ไปกับการห้ำหั่นทางภูมิรัฐศาสตร์ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายและปัญหาภายนอกประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน และเป็นโจทย์สำคัญของการเลือกตั้งระดับชาติปี 2569 ว่า แต่ละพรรคการเมืองจะมีวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ และแนวทางรับมืออย่างไร

 

วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD โดยประกาศยุทธศาสตร์การต่างประเทศภายใต้โจทย์ใหม่ ด้วยแนวคิด ‘การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก’ ชูการเปลี่ยนบทบาทกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และกอบกู้ความเชื่อมั่นของไทยให้กลับมาเฉิดฉายในฐานะผู้นำของภูมิภาคอีกครั้ง

 

THE STANDARD สรุปวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ผ่านยุทธศาสตร์ ‘การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก’ และ ‘แนวคิด 3 วงแหวน’ ที่ถูกมองว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพาไทยรับมือโลกใหม่ และยกระดับบทบาทประเทศในเวทีโลก

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:  

 


 

เลือกตั้ง 2569: ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ 1

 

ภาพ: สุภาวิดา สุขวัฒน์

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ https://thestandard.co/cmu-debate-policy-tax-welfare/ Wed, 14 Jan 2026 11:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1165248 Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ**

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ**

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผาสุก อาคาร 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานเสวนาเชิงอภิปราย ‘Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ’ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ และข้อเสนอเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์

 

ทั้งนี้ ได้มีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมได้แก่

 

▪สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย

 

▪วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฎิรูปรัฐ พรรคประชาชน

 

▪กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 

▪เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

 

▪คริส โปตระนันทน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเศรษฐกิจ

 

โดยได้แบ่งออกเป็น 6 วาระ ได้แก่ ภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การแข่งขันทางธุรกิจ และสวัสดิการสังคม โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ท่ามกลางบรรยากาศไม่เน้นโจมตีทางการเมือง

 

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ วาระภาษีและรายได้รัฐ ซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษีในระยะสั้น โดยพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง และใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต

 

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ชูการเพิ่มรายได้จากศักยภาพรัฐและเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนเข้าถึง ส่วนพรรคเศรษฐกิจเน้นแก้คอร์รัปชันและขยายฐานภาษีแรงงานต่างชาติ

 

สำหรับพรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและการลงทุน พร้อมย้ำการรักษาวินัยการคลัง

 

ส่วนวาระนโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน พรรคประชาชนสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าจำเป็นในบางกรณี เช่น การประกันรายได้เกษตรกร

 

อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย โดยมองว่าส่งผลเสียระยะยาว ส่วนพรรคเพื่อไทยชูนโยบายลดความยากจนที่ใช้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยย้ำความจำเป็นของนโยบาย แต่ต้องจัดสมดุลงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนอีกด้วย

 

Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 1Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 2Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 3Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 4Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 5Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 6Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 7Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 8

The post เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE https://thestandard.co/the-standard-debate-policy-battle/ Wed, 14 Jan 2026 01:23:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1164897 ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE

ECONOMIC BATTLE ศึกทางออกเศรษฐกิจไทย | POLICY BATTLE ศึ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE

ECONOMIC BATTLE ศึกทางออกเศรษฐกิจไทย | POLICY BATTLE ศึกดวลนโยบาย ครั้งที่ #1

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตต่ำต่อเนื่อง รั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยและการขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

 

เวทีนี้ชวนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และตัวแทนพรรคการเมืองมาดีเบต “ทางออก” ของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่การแก้กับดักการเติบโต การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของนโยบายในทางปฏิบัติ ได้แก่

 

  • กรณ์ จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์
  • ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน
  • จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย
  • คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย
  • ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จากพรรคภูมิใจไทย

 

รวมถึง Special Guests ตัวแทนจากภาคประชาชนที่จะมาร่วม ‘ตรวจการบ้าน’ นโยบายแต่ละพรรค

 

  • เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • ซีเค เจิง CEO of Fastwork
  • ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

 

สามารถรับชมย้อนหลัง ECONOMIC BATTLE : ศึกทางออกเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยโตต่ำ รั้งท้าย ถดถอย เอายังไงต่อ? ได้ผ่านโซเชียลมีทุกช่องทางของ THE STANDARD

 

 

 

นอกจากนี้ ยังสามารถรอติดตามชม POLICY BATTLE | ศึกดวลนโยบาย อีก 2 BATTLE ได้ ดังนี้

 

  • ANTI-CORRUPTION BATTLE : ศึกอำนาจต้านโกง

ทุจริต ทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติ ถอนรากทั้งระบบยังไง?

LIVE วันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

 

  • EDUCATION BATTLE : เรียนแบบไหน เด็กไทยรอด

คุณภาพตก ความเหลื่อมล้ำสูง

การศึกษาจะพาเด็กไทยไปถึงอนาคตได้จริงไหม?

LIVE 23 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

 

ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 1ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 2ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 3ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 4ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 5ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 6ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 7ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 8ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 9ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 10ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 11ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 12ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 13ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 14ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 15ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 16ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 17ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE 18

The post เลือกตั้ง 2569 : ศึกดวลนโยบายเศรษฐกิจ THE STANDARD POLICY BATTLE appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ https://thestandard.co/supawut-bot-independence-grey-capital/ Tue, 13 Jan 2026 14:15:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1164792 ‘ศุภวุฒิ’ ห่วง แบงก์ชาติ ขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ดร.ศุภวุฒิ ห่วงแบงก์ชาติเสี่ยงเสียความเป็นอิสระภายใน 5- […]

The post ‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภวุฒิ’ ห่วง แบงก์ชาติ ขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ดร.ศุภวุฒิ ห่วงแบงก์ชาติเสี่ยงเสียความเป็นอิสระภายใน 5-10 ปีข้างหน้า หากภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ และปล่อยให้เศรษฐกิจโตต่ำ 1-2% จนหนี้สาธารณะพุ่งสูง

 

วันนี้ (13 ม.ค.2569) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา KKP YEAR AHEAD 2026 ภายใต้การบรรยายหัวข้อ The Elections and After – What Will Matter Most ว่า หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ภาคอุตสาหกรรมจะถดถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ภาคเกษตรทรงตัว แม้ภาคบริการจะเติบโตขึ้น แต่ช่วยขับเคลื่อน GDP ให้โตได้บนพื้นฐาน 1-2% เท่านั้น

 

“สิ่งที่จะเป็นปัญหาก็คือว่าในระหว่างที่ GDP โต 1-2% หนี้สาธารณะจะขึ้นไปเยอะมาก ฉะนั้นเราจะถูกเรตติ้งเอเจนซี่ดาวน์เกรด เพราะว่าความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจะแย่ลงไปมาก ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรัฐบาลจะเริ่มกดดันแบงก์ชาติให้พิมพ์เงินมาช่วยอุ้มรัฐบาล อย่างเช่นที่ (โดนัลด์) ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) กำลังกดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ) ในปัจจุบัน”

 

ดร.ศุภวุฒิกล่าวต่อว่า ในที่สุดแล้วแม้แต่แบงก์ชาติเองซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ก็อาจจะมีปัญหานี้ได้ และการที่ภาครัฐปล่อยให้ทุนเทามาครอบงำ ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะถูกครอบงำไปด้วย

 

ประเทศไทยเปลี่ยนยาก ถ้าพรรคการเมืองขายประชานิยม

 

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังแสดงความกังวลถึง แนวทางดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจ ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบประชานิยม เน้นเอาใจประชาชน ไม่ได้เน้นขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

 

“การที่ประชาชนชอบนโยบายคนละครึ่ง พักชำระหนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถ้าประชาชนไม่เปลี่ยน แล้วประเทศจะเปลี่ยนได้อย่างไร อยากเห็นพรรคการเมืองโชว์ Leadership กระตุ้นให้ประชาชนรู้จักปรับตัว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญเรื่องนี้”

 

แนะรัฐบาลใหม่ เร่งทำ 2 นโยบาย เพิ่มโอกาสจ้างงานคนไทย

 

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่สามารถทำได้เลย เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยหลักๆ มี 2 นโยบาย

 

1. เร่งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการแก้กฎหมายให้เอกชนสามารถผลิตไฟฟ้า และนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ใช้สายโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) เพื่อนำไปขายให้กับภาคเอกชนที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ต้องการอย่างมาก หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ประกาศบังคับใช้ มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569

 

ทั้งนี้ประเทศไทยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพียง 5 กิกะวัตต์ แต่ด้วยปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรามีอยู่ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 300 กิกะวัตต์ โดยต้องมีการพัฒนาโครงข่าย และเปิดเสรีการผลิตไฟฟ้า

 

2. ออกกฎหมายราง เปิดโอกาสเอกชนให้บริการขนส่งทั้งผู้โดยสาร และสินค้าโดยใช้รางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้รางรถไฟเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอัตราการใช้ที่ประมาณ 60-70% ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง Logistic

 

โดยนโยบายเศรษฐกิจทั้งสองอย่างนี้ จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เปิดโอกาสทำมาหากินให้คนไทยมากขึ้น

The post ‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ ‘New Gen’ https://thestandard.co/election-2026-policies-new-gen/ Tue, 13 Jan 2026 09:24:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1164652 ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ **‘New Gen’**

ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และการเติบโตเศ […]

The post ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ ‘New Gen’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ **‘New Gen’**

ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ นโยบายเศรษฐกิจกลายเป็นสมรภูมิประลองฝีมือกุนซือเกมการเมือง

 

โดยหากสแกนดู 5 พรรคใหญ่ ต่างมุ่งแก้หนี้ ปราบสแกมเมอร์ ทุนเทา และนำเสนอจุดเด่น แนวคิด ‘ทิศทางเศรษฐกิจไทย’ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปไฮไลต์นโยบายเศรษฐกิจ 5 พรรคใหญ่ และทีมกุนซือเศรษฐกิจ ศึกเลือกตั้ง 2569 ข้อไหนโดนใจคนรุ่นใหม่กันบ้าง

 

พรรคภูมิใจไทย: ปลุกเศรษฐกิจ แพ็กเกจ ‘10 Plus’ วางเกมลงทุน สร้างเศรษฐกิจอนาคต

 

พรรคภูมิใจไทยถือเป็นพรรคที่เปิดหน้า ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ชัดเจน โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นคีย์แมนหลัก โดยชูจุดแข็งความเชื่อมั่นของตลาด ภาพลักษณ์มืออาชีพ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน

 

นโยบายพรรคภูมิใจไทย มาพร้อมแพ็กเกจ ‘10 Plus’ ภายใต้แนวคิด ‘พูดแล้วทำพลัส’ ที่ครอบคลุมทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และการลงทุนระยะยาว ตั้งแต่นโยบายคนละครึ่งพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ไปจนถึงการเสริมสภาพคล่อง SME ดอกเบี้ยต่ำ และกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่

 

ส่วนนโยบายมหภาค พรรคให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เช่น แลนด์บริดจ์ ‘เพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศ’ โดยการดึง FDI ยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต EV, AI, Wellness ควบคู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสะท้อนความพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น

 

พรรคประชาชน: ลดต้นทุนชีวิต ดันรัฐสวัสดิการ ปั้นเศรษฐกิจใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่

 

พรรคประชาชนมองว่า ‘ต้นทุนชีวิต’ คือโจทย์ใหญ่ที่กดทับชนชั้นกลางและแรงงาน จึงชูนโยบายรัฐสวัสดิการเพื่ออุดช่องโหว่ของระบบ ตั้งแต่นโยบายตั๋วใบเดียว เดินทางได้ทั้งระบบในราคา 8-45 บาท ไปจนถึงการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่แท้จริง

 

ในเชิงโครงสร้างพรรควางทีมปฏิรูปรัฐ โดยมี ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี เป็นแกนหลัก ขณะที่ทีมเศรษฐกิจนำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ประกาศภารกิจ ‘ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5’

 

ชูนโยบาย Thai First แก้ปัญหาคนป่วย เกษตรป่วน อากาศเปลี่ยน วางชุดนโยบายที่มุ่งสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจ ในระยะสั้นและกลาง ทั้งการรื้อฟื้น ‘คนละครึ่ง’ คืนสิทธิแรงงานด้วยค่าจ้างที่เป็นธรรมและสิทธิลาที่ครอบคลุม ยกระดับทักษะแรงงานด้วยคูปองการเรียนรู้ และเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการ SME ผ่าน ‘หวยใบเสร็จ’ และสินเชื่อสร้างตัว ซึ่งสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายใน 100 วันแรก

 

ขณะที่ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค พรรคประชาชนให้น้ำหนักกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่ก้าวหน้าและเท่าทันโลก วางยุทธศาสตร์ไทยบนเวทีเศรษฐกิจสากล ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควบคู่การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานสู่ความยั่งยืน

 

พรรคเพื่อไทย: กระตุ้นแรง ปลดหนี้ ดันเศรษฐกิจโตเร็ว

 

ขณะที่เพื่อไทยยังคงอาศัย ‘ทีมเศรษฐกิจประสบการณ์สูง’ ที่ผ่านการบริหารประเทศมาก่อน ทั้งสายการคลัง การเงิน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค อย่าง เผ่าภูมิ โรจนสกุล ซึ่งพรรคเพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จะทำให้ GDP เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ด้วยแนวคิด ‘รดน้ำที่ราก’ เพื่อให้ต้นไม้งอกงามทั้งต้น

 

โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบาย ‘ทำสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ’ พร้อมพาคนไทย ‘พ้นเส้นความยากจน’ ด้วยการเติมรายได้ให้ครบ 3,000 บาท/เดือน

 

ชูนโยบาย ‘ไทยไร้จน’ ผ่านคนละครึ่งที่รัฐจ่ายถึง 70% มาเป็น 30% การพัก-ปลดหนี้ประชาชน และการยกระดับรายได้ทุกครอบครัว รวมถึงแนวคิด ‘1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์’ เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้บริโภคเป็นผู้สร้างรายได้

 

พรรคประชาธิปัตย์: ประคองเศรษฐกิจฐานราก-แก้จน-ประกันรายได้

 

พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว กรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นหนึ่งในบุคคลที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้เพื่อขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้ง 2569 และอยู่ในรายชื่อ ลำดับที่ 2 รองจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

 

ไฮไลต์นโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดแนวทางแก้จน ภายใต้แนวคิด ‘ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น’ ดูแลภาคเกษตรและลดต้นทุนการผลิตเป็นหลัก ผ่านการ ‘ประกันรายได้’ 5 พืชเศรษฐกิจ การจ่ายเงินหนุนต้นทุน การลดค่าไฟ และการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงการกำหนดเพดานค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว

 

พรรคพลังประชารัฐ: แก้ปากท้อง พยุงค่าครองชีพ

 

พรรคพลังประชารัฐเน้นการพยุงค่าครองชีพภายใต้ 3 เสาหลัก คือ มั่นคง-ฟื้นฟู-ดูแล เพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง

 

ผ่านประชารัฐ Extra จะเพิ่มเงินซื้อสินค้าจำเป็นจาก 300 บาท เป็น 700 บาทต่อเดือน ลดราคาก๊าซหุงต้ม คุมราคาค่าไฟฟ้าน้ำมันไม่เกิน 29 บาทต่อลิตร และการอุดหนุนค่าเดินทางช่วงเร่งด่วน ควบคู่การเสริมทุนชุมชน โดยยังไม่ปรากฏหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

 


 

ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ ‘New Gen’

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post ศึกเลือกตั้ง 2569 วัดกึ๋นกุนซือทีมเศรษฐกิจ เจาะนโยบาย 5 พรรคไหนโดนใจ ‘New Gen’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง https://thestandard.co/phue-thai-chamber-commerce-economic-policy/ Tue, 13 Jan 2026 04:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1164492 เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง

วันนี้ (13 มกราคม) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พรรคเพื่ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง

วันนี้ (13 มกราคม) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ เข้าพบ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เพื่อพูดคุยหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประเด็นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศร่วมกัน

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายในการหาเสียง และอยากรับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งประชาชนและหน่วยงานว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ โดยการลงพื้นที่พบปะกับแต่ละหน่วยงานรวมทั้งประชาชน ซึ่งวันนี้มากันครบทั้งทีมเศรษฐกิจ พาณิชย์ ต่างประเทศ และทีมที่ปรึกษานโยบาย โดยให้ความสำคัญกับเกือบทุกรูปแบบ ทางการออกกฎหมายที่บางครั้งเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่บางครั้งก็ต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการด้วย

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวต่อว่า ย้ำว่าเราให้ความสำคัญกับ 1.การศึกษา 2.เศรษฐกิจ และ 3.การเมือง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ โดยเราต้องวางรากฐานให้ชัดเจนว่า 4 ปี หรือ 8 ปีข้างหน้า ประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งต้องวางรากฐานประเทศที่มีรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 1เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 2เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 3เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 4เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 5เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 6

The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร? https://thestandard.co/trump-options-scotus-cancels-tariffs/ Sun, 11 Jan 2026 12:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1163963 สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร?

ประเด็นใหญ่ที่ผู้ส่งออกและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยก […]

The post สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร?

ประเด็นใหญ่ที่ผู้ส่งออกและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังจับตามอง คือคำตัดสินของศาลพิพากษาสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดยศาลระบุในเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ (9 มกราคม) ที่ผ่านมาว่า อาจจะประกาศคำตัดสินคดี หลังผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ตามกำหนดในวันพุธที่ 14 มกราคม แต่จะไม่ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีการอ่านคำตัดสินในคดีใดบ้าง

 

ความสำคัญของคำตัดสินในคดีนี้ ถูกจับตามองว่าอาจเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในด้านการค้า ซึ่งที่ผ่านมา มาตรการภาษีของทรัมป์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

ขณะที่คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกหรือชี้ว่าภาษีตอบโต้ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น และรัฐบาลทรัมป์มีแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้หรือไม่

 

ที่มาที่ไปของคดี

 

  • คดีนี้มีที่มาจากมาตรการภาษีตอบโต้ ที่ทรัมป์บังคับใช้หลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 โดยอ้างอิงการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายในปี 1977 ที่ออกแบบมาเพื่อให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ในการดำเนินการในภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ประกาศไว้ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ

 

  • ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างถึงกฎหมายนี้หลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเนื่องจากการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปที่การนำเข้าจากจีน อินเดีย และพันธมิตรสำคัญ รวมถึงแคนาดาและสหภาพยุโรป มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

  • นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่า ภาษีตอบโต้ดังกล่าวเป็นมาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการหยุดยั้งการไหลทะลักของยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่สหรัฐฯ

 

  • สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกมาตรการภาษีนี้ว่า ‘ภาษีตอบโต้’ เพราะมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการผลิตภายในประเทศ

 

  • โดยประเทศไทย ก็เผชิญภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงจาก 36% ที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ โดยยังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้า ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน รวมทั้งข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน

 

  • ในทางปฏิบัติ มาตรการนี้ทำให้ภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ สูงกว่าระดับก่อนปี 2025 ทำให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรซับซ้อนขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้นำเข้า และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการหลีกเลี่ยงรัฐสภา

 

  • ผลที่ตามมา ทำให้บริษัทมากกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงบางบริษัทนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำการยื่นฟ้อง โดยแย้งว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีตอบโต้อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นกฎหมายที่มุ่งควบคุมสินทรัพย์ในต่างประเทศมากกว่าการกำหนดภาษีศุลกากร

 

  • บริษัทเหล่านี้อธิบายว่า นโยบายภาษีตอบโต้นั้นละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และเตือนว่าอำนาจบริหารที่ไม่ถูกตรวจสอบอาจทำให้สมดุลทางรัฐธรรมนูญสูญเสียไป

 

  • ในเดือนพฤษภาคม 2025 ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตัดสินว่าภาษีตอบโต้ดังกล่าวผิดกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์กลางพิพากษายืนตามคำตัดสินนี้ในเดือนสิงหาคม

 

  • ผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า อำนาจของกฎหมาย IEEPA ไม่ครอบคลุมถึงภาษีตอบโต้วงกว้าง และปฏิเสธข้ออ้างของฝ่ายบริหารที่ว่า “อำนาจฉุกเฉิน สามารถลบล้างข้อจำกัดตามกฎหมายได้”

 

  • ขณะที่ศาลสูงสหรัฐฯ รับพิจารณาคดีนี้ในช่วงปลายปี 2025

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสั่งยกเลิกภาษีตอบโต้?

 

สำหรับหัวใจสำคัญของคดีนี้ คือคำถามสองข้อที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

 

1. ทำเนียบขาวสามารถใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อกำหนดภาษีตอบโต้ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่?

 

2. หากศาลสูงตัดสินว่าภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย รัฐบาลต้องจ่ายเงินภาษีคืนหรือไม่?

 

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากศาลตัดสินให้การใช้กฎหมาย IEEPA ไม่เหมาะสมและภาษีตอบโต้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องมีคำตัดสินด้วยว่า บรรดาบริษัทผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์ มีสิทธิ์ได้รับการชดเชยเงินภาษีคืนหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการจ่ายคืนภาษีที่เรียกเก็บไปแล้ว

 

  • อย่างไรก็ตาม คำตัดสินไม่จำเป็นต้องเป็นการจ่ายชดเชยเงินภาษีคืนแก่ผู้นำเข้าทุกราย หรือไม่จ่ายเงินชดเชยเลย ซึ่งศาลอาจจำกัดขอบเขตอำนาจฉุกเฉิน และจำกัดภาระผูกพันในการจ่ายเงินชดเชยคืน หรือจำกัดวิธีการใช้ภาษีนำเข้าในอนาคตโดยไม่ต้องยกเลิกระบบปัจจุบันทั้งหมด

 

  • ซึ่งหลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกำหนดภาษีศุลกากรเป็นรายประเทศและรายสินค้า แทนที่จะใช้ภาษีตอบโต้แบบกว้างๆ เหมือนที่เคยใช้ภายใต้ IEEPA

 

  • ตลาดการคาดการณ์ (Prediction Market) เช่น Kalshi ให้ความน่าจะเป็นเพียง 28% ที่ศาลสูงสหรัฐฯ จะคงมาตรการภาษีตอบโต้ตามที่บังคับใช้ทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการยกเลิกภาษีตอบโต้บางส่วน

 

  • นอกเหนือจากเรื่องภาษีตอบโต้ คดีนี้อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอนาคต จะใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และอาจจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีในการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำหรับการเจรจาหรือเพื่อความมั่นคงของชาติ

 

  • นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มการกำกับดูแลของรัฐสภาต่อการดำเนินการด้านการค้าและกำหนดขอบเขตว่ากฎหมายฉุกเฉินสามารถขยายไปสู่การกำกับดูแลเศรษฐกิจได้ไกลแค่ไหน

 

แผนสำรองของทรัมป์คืออะไร?

 

  • แม้รัฐบาลทรัมป์จะแพ้คดีนี้ ก็อาจไม่ได้หมายความว่าภาษีตอบโต้จะสิ้นสุดลง โดยเควิน แฮสเซ็ตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวว่า ทำเนียบขาวอาจใช้มาตรการทางเลือกอื่นๆ หากศาลสูงตัดสินคัดค้านการใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในวงกว้าง

 

  • สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณว่าทำเนียบขาวยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1962 เพื่อคงภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ไว้โดยไม่ต้องใช้อำนาจฉุกเฉิน

 

  • นั่นเป็นเหตุผลที่เบสเซนต์คาดการณ์ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นแบบ ‘ผสมผสาน’ ซึ่งจะจำกัดความยืดหยุ่นในการใช้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดี แต่จะไม่ลดรายได้จากภาษีนำเข้าโดยรวมลงอย่างมาก

 

  • อย่างไรก็ตามคำตัดสินที่เป็นผลลบต่อทรัมป์ อาจทำให้มาตรการภาษีตอบโต้ต้องหยุดชะงักลง และอาจช่วยลดแรงกดดันในตลาดได้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดการลดอัตราภาษีตอบโต้ที่มีผลบังคับใช้แล้วจากประมาณ 12% ในปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

The post สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% https://thestandard.co/bloomberg-yoschanan-interview/ Sun, 11 Jan 2026 07:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1163881 Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ […]

The post Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวัย 46 ปี ของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ (11 มกราคม) โดยนำเสนอวิสัยทัศน์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และความท้าทายของเขา ทั้งในฐานะหลานชายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

ในการให้สัมภาษณ์ซึ่งมีขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยศชนัน กล่าวต่อ Bloomberg โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถนำพาประเทศไทยให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

 

“เรามีนักวิจัยมากมาย เรามีโอกาสมากมาย เพียงแค่ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราก็สามารถสร้างภาคส่วนใหม่ของการบริการรักษาโรคมะเร็งได้”

 

เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นั้นมีศักยภาพที่จะแซงหน้าภาคส่วนอื่นๆ และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลกอยู่แล้ว

 

“แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ เราสามารถผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะสร้างรายได้สูงกว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ Data Center และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ AI ทางการแพทย์”

 

นอกจากนี้ ยศชนันยังแสดงความมั่นใจอย่างมาก ว่าสามารถทำให้ประเทศไทยไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า ได้ภายใน 4 ปี แต่ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง และปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก

 

โดยเขายังชูแผนเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชน อาทิ

 

  • การอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจน ให้มีรายได้ได้ถึง 36,000 บาท/ปี
  • การแก้หนี้เชิงรุก
  • การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30%
  • ลดค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ

 

ยศชนัน แสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นทั้งการลดภาระหนี้สินควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมคือความเชี่ยวชาญของเขา

 

Bloomberg ชี้ว่า ยศชนัน ถูกมองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของพรรคที่มุ่งเน้นรประชานิยม กับอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงภักดีต่อทักษิณ ตลอดจนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงลังเลและชื่นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า

 

แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือการที่ยศชนัน ต้องลบภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘ตัวแทนของทักษิณ’

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยศชนันก็ยอมรับกับ Bloomberg ว่า “สายสัมพันธ์ของครอบครัวจะเป็นข้อได้เปรียบหากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี”

 

“ผมจะทำงานด้วยตัวเอง แต่สำหรับการดำเนินการนั้น คุณจำเป็นต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์สูงมาช่วย และผมก็ต่อยอดความสำเร็จจากสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำมา” เขากล่าว และชี้ว่าเขา “รู้จักทีมงานเก่าทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศได้”

 

ทั้งนี้ ยศชนัน ยังมั่นใจว่า หากเขาพูดเกี่ยวกับนวัตกรรมและแนวทางในการทำงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้คนลืมเรื่องนามสกุลของเขา

 

Bloomberg ยังชี้ว่า ยศชนันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสสูงที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี

 

โดยแม้จะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนธันวาคม แต่ความนิยมของเขาก็พุ่งสูงในโพลสำรวจหลายสำนัก เช่น สวนดุสิตโพล ที่ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2 รองจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่ได้คะแนนนิยม 24%

 

ในขณะที่โพลที่จัดทำร่วมกันของหนังสือพิมพ์มติชน-เดลินิวส์ พบว่ายศชนัน ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 39.2% มากกว่า ณัฐพงษ์ ที่ได้ 38.8%

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยศชนันยืนยันว่า เขายินดีเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคใดก็ได้ แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของเขาต้องปราศจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

 

โดยหากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาวางแผนที่จะมุ่งเน้นในการฟื้นความเชื่อมั่นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และความแข็งแกร่งด้านการผลิต

 

ขณะที่ในระยะยาว เขาตั้งใจที่จะปรับปรุงและยกระดับทักษะของแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนรายใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะถูกดึงดูดมายังห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนาแล้วของประเทศไทย

 

อ้างอิง :

The post Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>