นโยบายความเป็นส่วนตัว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นโยบายความเป็นส่วนตัว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 26 Apr 2023 23:32:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI https://thestandard.co/openai-rolls-out-incognito-mode-chatgpt/ Wed, 26 Apr 2023 02:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=781362 OpenAI โหมดไม่ระบุตัวตน

สถานีโทรทัศน์ Channel NewsAsia ของสิงคโปร์ รายงานอ้างอิ […]

The post OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI โหมดไม่ระบุตัวตน

สถานีโทรทัศน์ Channel NewsAsia ของสิงคโปร์ รายงานอ้างอิงคำกล่าวของพนักงานรายหนึ่งใน OpenAI ที่เปิดเผยว่า ทางบริษัทกำลังเปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ สำหรับแชตบอตยอดฮิตอย่าง ChatGPT ซึ่งจะไม่บันทึกประวัติการสนทนาของผู้ใช้หรือใช้เพื่อปรับปรุงปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท  

 

ขณะเดียวกัน OpenAI ระบุว่า ทางบริษัทยังได้วางแผนการสมัครสมาชิก ‘ChatGPT Business’ พร้อมการควบคุมข้อมูลเพิ่มเติม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการที่ ChatGPT และแชตบอตอื่นๆ เป็นแรงบันดาลใจในการจัดการข้อมูลของผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ซึ่งใช้กันทั่วไปในการปรับปรุงหรือฝึก AI

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางการอิตาลีได้มีคำสั่งแบนการใช้ ChatGPT เนื่องจากอาจมีการละเมิดความเป็นส่วนตัว โดยกล่าวว่า OpenAI สามารถกลับมาให้บริการได้หากสามารถพิสูจน์และตอบสนองความต้องการความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ เช่น การให้เครื่องมือแก่ผู้บริโภคในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลของพวกเขา 

 

ด้านทางการฝรั่งเศสและสเปนก็เริ่มดำเนินการตรวจสอบบริการนี้ด้วยเช่นกัน 

 

Mira Murati หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OpenAI ยืนยันกับทาง Reuters ว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของยุโรปและกำลังดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยกับบรรดาหน่วยงานกำกับดูแล

 

Murati ย้ำว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการห้ามใช้ ChatGPT ของอิตาลี แต่มาจากความพยายามในการทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูล โดยยืนยันว่า OpenAI จะเดินหน้าพัฒนาเพื่อให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากขึ้น 

 

ที่ผ่านมา ข้อมูลของผู้ใช้งานช่วยให้ OpenAI พัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และลดอคติทางการเมือง รวมถึงปัญหาอื่นๆ กระนั้น บริษัทยังคงมีความท้าทายอีกมากที่ต้องแก้ไข 

 

ในส่วนของฟีเจอร์ใหม่ OpenAI อธิบายว่าจะเปิดทางให้ผู้ใช้ปิด ‘ประวัติการแชตและการฝึกอบรม’ ในการตั้งค่าและส่งออกข้อมูลได้ โดย Nicholas Turley เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ OpenAI เปรียบฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า เหมือนกับโหมดไม่ระบุตัวตนของอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ และบริษัทจะยังคงเก็บการสนทนาไว้เป็นเวลา 30 วันเพื่อตรวจสอบการละเมิดก่อนที่จะลบออกจากระบบอย่างถาวร

 

นอกจากนี้ การสมัครรับข้อมูลธุรกิจของบริษัทที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะไม่ใช้การสนทนาสำหรับการฝึกอบรมโมเดล AI ซึ่ง Murati กล่าวว่า บริการดังกล่าวจะดึงดูดลูกค้าปัจจุบันของ Microsoft Corp ซึ่งลงทุนใน OpenAI และให้บริการ  ChatGPT
  

เตือน ‘AI’ เพิ่มความเสี่ยงด้านอคติและละเมิดสิทธิ

 

ขณะเดียวกัน Reuters รายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายนว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนบริษัทการเงินและบริษัทอื่นๆ ว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเพิ่มความเสี่ยงของอคติและการละเมิดสิทธิพลเมือง พร้อมส่งสัญญาณว่าทางการสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบตลาดสำหรับการเลือกปฏิบัติดังกล่าว

 

ทั้งนี้ หัวหน้าสำนักงานคุ้มครองการเงินผู้บริโภค หน่วยสิทธิพลเมืองของกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ กล่าวว่า การพึ่งพาระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่น การให้กู้ยืม การจ้างงาน และที่อยู่อาศัย กำลังทำให้เกิดภาวะกีดกันจากเชื้อชาติ ความพิการ และปัจจัยอื่นๆ อย่างรุนแรง

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เครื่องมือ AI รวมถึง ChatGPT ของ Open AI ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft Corp ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มการตรวจสอบการใช้งานของพวกเขาอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้มีการเรียกร้องให้มีกฎหมายใหม่ควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว

 

Lina Khan ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ ชี้ว่า การอ้างสิทธิในนวัตกรรมต้องไม่ครอบคลุมถึงการละเมิดกฎหมาย ขณะที่ Rohit Chopra ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคเสริมว่า สำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคกำลังพยายามเข้าถึงผู้แจ้งเบาะแสในภาคเทคโนโลยีเพื่อพิจารณาว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ใดที่ละเมิดกฎหมายสิทธิพลเมือง 

 

นอกจากนี้ Chopra ยังชี้ว่า บริษัทต่างๆ ในด้านการเงินจำเป็นต้องอธิบายการตัดสินใจด้านเครดิตที่ไม่พึงประสงค์ตามกฎหมาย หากบริษัทต่างๆ ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการตัดสินใจที่ AI ของพวกเขาทำ พวกเขาก็ไม่สามารถนำมาใช้อย่างถูกกฎหมายได้ ก่อนย้ำว่าประเด็นที่ทางสำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคพูดถึง คือการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลและการพัฒนาความสัมพันธ์และการวิเคราะห์อื่นๆ เพื่อสร้างเนื้อหาและตัดสินใจที่ถูกต้องและชอบธรรม โดยสิ่งที่ทางสำนักงานต้องการเห็นก็คือความรับผิดชอบของบรรดาบริษัทการเงินที่มีต่อการตัดสินใจของ AI ที่นำมาใช้ 

 

อ้างอิง:

The post OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBC สั่งลบ TikTok ออกจากอุปกรณ์ของบริษัท ตามรอยรัฐบาลตะวันตก https://thestandard.co/bbc-remove-tiktok-from-company-devices/ Mon, 20 Mar 2023 07:35:29 +0000 https://thestandard.co/?p=765620

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ สั่งให้พนักงานลบแอปพลิเคชัน Tik […]

The post BBC สั่งลบ TikTok ออกจากอุปกรณ์ของบริษัท ตามรอยรัฐบาลตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ สั่งให้พนักงานลบแอปพลิเคชัน TikTok ออกจากอุปกรณ์ของบริษัท ตามทิศทางเดียวกับรัฐบาลของหลายชาติตะวันตกที่พากันแบนแอปพลิเคชันดังกล่าวเมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

วานนี้ (19 มีนาคม) สำนักข่าว BBC ได้ออกหนังสือแก่พนักงานโดยมีใจความว่า “เราไม่แนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน TikTok ในอุปกรณ์ของบริษัท เว้นแต่จะมีเหตุผลจำเป็นทางธุรกิจ หากคุณไม่จำเป็นต้องใช้ TikTok เพื่อเหตุผลดังกล่าว ก็ควรลบออกจากอุปกรณ์เหล่านั้น”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา อังกฤษเพิ่งจะประกาศแบนการใช้งาน TikTok บนอุปกรณ์ของรัฐและมีผลบังคับใช้ในทันที โดยอังกฤษเปิดเผยว่า แม้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ได้ใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าวกันอย่างแพร่หลายเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นโดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีต่ออุปกรณ์ของภาครัฐ เช่นเดียวกับอีกหลายชาติที่กังวลว่ารัฐบาลจีนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานในประเทศของตนเองได้ ผ่านการขอข้อมูลจาก ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok

 

ทั้งนี้ BBC ให้เหตุผลว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามการพิจารณาของหน่วยงานรัฐบาลทั่วโลกเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน สำหรับพนักงานที่มี TikTok อยู่ในโทรศัพท์ส่วนตัว แต่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ดังกล่าวเพื่อติดต่อประสานงานด้วย BBC จะขอให้พนักงานเหล่านั้นติดต่อกับทีมความมั่นคงทางข้อมูลของบริษัท เพื่อหารือถึงแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม BBC จะอนุญาตให้มีการใช้งาน TikTok ต่อไปในอุปกรณ์ของบริษัทบางส่วน เฉพาะวัตถุประสงค์ด้านบรรณาธิการและการตลาดเท่านั้น โฆษกของ BBC กล่าวว่า “BBC ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบ ข้อมูล และพนักงานของเราอย่างจริงจัง เราตรวจสอบกิจกรรมบนแพลตฟอร์มจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง รวมถึง TikTok และจะทำเช่นนั้นต่อไป

 

แฟ้มภาพ: TY Lim Via Shutterstock

อ้างอิง:

The post BBC สั่งลบ TikTok ออกจากอุปกรณ์ของบริษัท ตามรอยรัฐบาลตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอร์แลนด์สั่งปรับ Instagram มูลค่า 1.47 หมื่นล้านบาท ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก https://thestandard.co/ireland-fines-instagram/ Tue, 06 Sep 2022 04:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=676905 Instagram

หน่วยงานกำกับดูแลของไอร์แลนด์ได้สั่งปรับ Instagram มูลค […]

The post ไอร์แลนด์สั่งปรับ Instagram มูลค่า 1.47 หมื่นล้านบาท ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Instagram

หน่วยงานกำกับดูแลของไอร์แลนด์ได้สั่งปรับ Instagram มูลค่า 405 ล้านยูโร หรือกว่า 1.47 หมื่นล้านบาท สำหรับการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมล

 

การสอบสวนซึ่งเริ่มในปี 2020 มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้ที่เป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 13-17 ปี ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้บัญชีธุรกิจเพื่อเข้าถึงเครื่องมือวิเคราะห์ โดยไม่ทราบว่าสิ่งนี้ทำให้ข้อมูลของพวกเขาเป็นสาธารณะมากขึ้น

 

โฆษกของ Meta บริษัทแม่ของ Instagram กล่าวว่า Instagram ได้อัปเดตการตั้งค่ามานานกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้เปิดตัวคุณลักษณะใหม่เพื่อให้ข้อมูลของวัยรุ่นที่เข้ามาใช้งานมีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย

 

“ใครก็ตามที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีการตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าร่วม Instagram ดังนั้นเฉพาะคนที่พวกเขารู้จักเท่านั้นที่สามารถเห็นสิ่งที่พวกเขาโพสต์ และผู้ใหญ่ไม่สามารถส่งข้อความถึงวัยรุ่นที่ไม่ติดตามพวกเขาได้”

 

โฆษกย้ำว่า Instagram ไม่เห็นด้วยกับวิธีคำนวณค่าปรับนี้และตั้งใจที่จะอุทธรณ์ ซึ่งกำลังตรวจสอบการตัดสินใจที่เหลืออย่างรอบคอบต่อไป

 

กรรมาธิการการคุ้มครองข้อมูลของไอร์แลนด์ได้เปิดฉากสอบสวน Facebook, Apple, Google และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในยุโรปอยู่ที่ไอร์แลนด์ ภายใต้กฎระเบียบให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคของสหภาพยุโรป

 

ปีที่แล้ว WhatsApp ถูกปรับเป็นประวัติการณ์ 225 ล้านยูโร ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎข้อมูลของสหภาพยุโรปในปี 2018 ในขณะที่หน่วยงานด้านข้อมูลของลักเซมเบิร์กปรับ Amazon เป็นประวัติการณ์ด้วยตัวเลขกว่า 746 ล้านยูโร

 

“นี่เป็นการละเมิดอย่างมีนัยสำคัญและมีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงต่อเด็กๆ ที่ใช้ Instagram” หัวหน้าฝ่ายนโยบายความปลอดภัยออนไลน์สำหรับเด็กของ National Society for the Prevention of Cruelty to Children (NSPCC) กล่าวถึงการปรับของ Instagram ว่าการพิจารณาคดีแสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพสามารถปกป้องเด็กๆ บนโซเชียลมีเดีย และเน้นย้ำว่ากฎระเบียบทำให้เด็กปลอดภัยทางออนไลน์มากขึ้นได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ไอร์แลนด์สั่งปรับ Instagram มูลค่า 1.47 หมื่นล้านบาท ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook และ Instagram ในเกาหลีใต้กำลังถูกตรวจสอบจากนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่ ที่ต้องการยิงโฆษณาให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น https://thestandard.co/facebook-and-instagram-in-south-korea-facing-privacy-policy-check/ Thu, 28 Jul 2022 11:29:49 +0000 https://thestandard.co/?p=660054 Facebook และ Instagram

‘Meta’ บริษัทเจ้าของเว็บไซต์โซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง F […]

The post Facebook และ Instagram ในเกาหลีใต้กำลังถูกตรวจสอบจากนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่ ที่ต้องการยิงโฆษณาให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook และ Instagram

‘Meta’ บริษัทเจ้าของเว็บไซต์โซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram กำลังถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานเฝ้าระวังความเป็นส่วนตัวของเกาหลีใต้ จากการที่ผู้ใช้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่ ซึ่งมีจุดประสงค์ในการสร้างโฆษณาที่ตรงตัวบุคคลมากขึ้น

 

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งอาจเกิดการคว่ำบาตรกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

 

ซึ่งตอนนี้ Meta กำลังรับศึกหนักจากหลายด้าน ทั้งประเด็นการเหยียดผิวและการล่วงละเมิดทางเพศในโลก ‘Metaverse’ ที่อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะโลกออนไลน์นั้นไม่มีขีดจำกัดด้านข้อมูล

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปีนี้ Meta พยายามโอนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ในเกาหลีใต้ไปยังประเทศอื่น เพื่อติดตามข้อมูลสถานที่ของพวกเขา แม้ในตอนแรกบริษัทจะขอให้ผู้ใช้ยอมรับเงื่อนไขและข้อกำหนดใหม่นี้ภายในวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ได้เลื่อนเส้นตายไปวันที่ 9 สิงหาคมแทน

 

หน่วยงานความเป็นส่วนตัวแถลงว่าจะทำทุกวิถีทางในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้ง 2 ในเกาหลีใต้ หากพบว่า Meta ทำผิดกฎหมายจริง

 

แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการประชุมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ทนายความ และนักเคลื่อนไหวทั้งหลาย เพื่อหาสิ่งผิดปกติในนโยบายความเป็นส่วนตัวอันใหม่ของ Meta

 

จางฮเยยอง ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ กล่าวในการประชุมว่า Facebook Korea ปฏิเสธที่จะแสดงจุดยืนของตนกับประเด็นนี้ โดย Meta อ้างว่านโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่นี้นั้นถูกต้องตามกฎหมายและน่าชื่นชม เนื่องจากมีความโปร่งใสในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น

 

แต่ทนายในการประชุมนั้นมองว่ามันผิดกฎหมาย ซึ่ง “เท่าที่รู้ ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และอินเดีย ยังสามารถเข้าถึงบัญชีของพวกเขาได้แม้จะปฏิเสธนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่นี้ก็ตาม” อีอึนวู ทนายความจาก Jihyang Law กล่าว

 

ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังปะทุขึ้น ผู้ใช้หลายรายเริ่มขู่ว่าจะเลิกใช้ Facebook และ Instagram โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นว่า Facebook ถูกปรับ 5 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2020 จากการแบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมด 3.3 ล้านคนในเกาหลีใต้ไปยังบุคคลที่สาม

 

อ้างอิง:

The post Facebook และ Instagram ในเกาหลีใต้กำลังถูกตรวจสอบจากนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่ ที่ต้องการยิงโฆษณาให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meghan Markle ได้รับการขอโทษอย่างเป็นทางการจาก The Mail on Sunday หลังชนะคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวและละเมิดลิขสิทธิ์ของเธอ https://thestandard.co/meghan-markle-received-official-apology-from-the-mail-on-sunday/ Mon, 27 Dec 2021 12:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=576612 Meghan Markle

Meghan Markle (เมแกน มาร์เคิล) ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ได้รั […]

The post Meghan Markle ได้รับการขอโทษอย่างเป็นทางการจาก The Mail on Sunday หลังชนะคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวและละเมิดลิขสิทธิ์ของเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meghan Markle

Meghan Markle (เมแกน มาร์เคิล) ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ได้รับการขอโทษอย่างเป็นทางการจากสื่อสำนัก The Mail on Sunday หลังจากที่เอาชนะ Associated Newspapers Limited (ANL) บริษัทเจ้าของสำนักข่าวดังกล่าวในคดีฟ้องร้องการละเมิดความเป็นส่วนตัวอันยืดเยื้อยาวนาน

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 ที่ The Mail on Sunday และเว็บไซต์ Mail Online ถูกฟ้องละเมิดความเป็นส่วนตัวหลังจากที่เผยแพร่ส่วนหนึ่งของจดหมายที่ Meghan Markle เขียนให้กับพ่อของเธอ Thomas Markle ก่อนที่ดัชเชสจะได้เข้าพิธีสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี ในช่วงปี 2018 จำนวนทั้งหมด 5 บทความ ซึ่งก็ได้สร้างความอื้อฉาวและความเสียหายให้กับเธอเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นศาลยังตัดสินให้ ANL มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่จดหมายของเธออีกด้วย 

 

ถึงแม้ว่า ANL จะไม่พอใจผลการตัดสินและยังพยายามต่อสู้โดยชี้นำประเด็นพร้อมนำเสนอหลักฐานใหม่ว่า Meghan Markle ตั้งใจเขียนจดหมายเหล่านี้โดยที่รู้อยู่แล้วมันอาจรั่วไหลได้ แต่คำตัดสินก็ไม่เปลี่ยนแปลง โดยนอกจาก ANL จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแล้ว พวกเขายังต้องตีพิมพ์คำขอโทษและคำแถลงการณ์การชนะคดีของเธอลงในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งของ The Mail on Sunday และในที่สุดทางสำนักข่าวก็ได้มีการทำตามคำสั่งศาลหลังผ่อนผันมาสักพัก โดยได้เขียนข้อความลงหน้าหนึ่งของ The Mail on Sunday ดังนี้

 

“ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ชนะคดีฟ้องร้องการละเมิดลิขสิทธิ์ของ Associated Newspapers สำหรับบทความที่พิมพ์ใน The Mail on Sunday และสิ่งที่โพสต์ลง Mail Online” และได้เขียนเพิ่มเติมในหน้าที่ 3 ต่ออีกว่า “จากการพิจารณาในวันที่ 19-20 มกราคม 2021 และในวันที่ 5 พฤษภาคม 2021 ศาลได้ให้ความยุติธรรมกับดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ และพบว่า Associated Newspapers ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของเธอโดยการเผยแพร่บางเนื้อความของจดหมายถึงพ่อที่เขียนขึ้นด้วยลายมือลงบน The Mail on Sunday และ Mail Online มีการตกลงกันเรื่องค่าเสียหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

 

นอกจากนั้นยังมีการรายงานว่า Meghan Markle น่าจะได้รับการชดเชยสำหรับค่าใช้จ่ายที่เธอใช้ในการฟ้องร้องและขึ้นศาลทั้งหมด 90% ที่กินเวลานาน 18 เดือนอีกด้วย

 

ภาพ: Chris Jackson / Getty Images

อ้างอิง: 

The post Meghan Markle ได้รับการขอโทษอย่างเป็นทางการจาก The Mail on Sunday หลังชนะคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวและละเมิดลิขสิทธิ์ของเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้ามเก็บข้อมูลแล้วไง? Twitter และ Google ลั่นนโยบายของ Apple แทบไม่กระทบต่อบริษัท https://thestandard.co/twitter-google-facebook-privacy-policy-by-apple/ Wed, 27 Oct 2021 08:47:15 +0000 https://thestandard.co/?p=552896 Twitter and Google

หลังจากหุ้น Snapchat ร่วงแรงกว่า 30% เมื่อวันที่ 21 ตุล […]

The post ห้ามเก็บข้อมูลแล้วไง? Twitter และ Google ลั่นนโยบายของ Apple แทบไม่กระทบต่อบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Twitter and Google

หลังจากหุ้น Snapchat ร่วงแรงกว่า 30% เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม โดยให้เหตุผลว่าเกิดจากนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple ที่ทำให้เก็บข้อมูลผู้ใช้ได้น้อยลง พาหุ้นโซเชียลมีเดียต่างๆ ร่วงลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Google และ Facebook 

 

ล่าสุด Twitter ออกมาประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งมีผู้ใช้งานและรายได้เพิ่มขึ้นตามประมาณการของนักวิเคราะห์ และยังออกมากล่าวถึงประเด็นนโยบายการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของ Apple อีกด้วยว่า นโยบายนี้ส่งผลต่อรายได้ของ Twitter เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตรงข้ามกลับคู่แข่งอย่าง Snapchat และ Facebook ที่ก่อนหน้านี้ออกมาบอกว่านโยบายนี้ของ Apple ส่งผลต่อประสิทธิภาพการโฆษณาของตนเอง และทำให้ยากต่อการวัดผลต่างๆ ของโฆษณา

 

“ยังเร็วเกินไปที่ Twitter จะสามารถประเมินผลกระทบระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงของระบบ iOS ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของ Apple แต่ผลกระทบต่อรายได้ในไตรมาสที่ 3 นั้นกระทบน้อยกว่าที่คาดไว้” บริษัทกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม

 

โดย Twitter มีรายได้เพิ่มขึ้น 37% เป็น 1.28 พันล้านดอลลาร์ หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท นอกจากด้านการเงินแล้ว ด้านการมีส่วนร่วมกับโฆษณา หรือจำนวนการโต้ตอบของผู้ใช้ต่อข้อความที่ใช้งบโฆษณาก็เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า และ Twitter กล่าวเพิ่มเติมว่า Twitter ไม่เหมือนกับ Facebook ที่ส่วนใหญ่แล้วจะทำเงินจากการโฆษณาที่มาจากแบรนด์ต่างๆ ซึ่งต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวัดผลเป็นวงกว้างมากกว่า

 

ทางด้านของ Google ก็กล่าวในการรายงานผลประกอบการเกี่ยวกับนโยบายของ Apple นี้สั้นๆ เช่นกัน โดย รูธ โพรัท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Alphabet Inc. กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของ Apple Inc. ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อรายได้ของ YouTube เท่านั้น” และ Google สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้

 

Twitter กล่าวว่ามีผู้ใช้ 211 ล้านคนต่อวันในไตรมาสที่ 3 นี้ มากกว่าไตรมาสก่อนหน้าถึง 5 ล้านคน และเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า โดยมีการเติบโตมาจากการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และการสนทนาจากทั่วโลกเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ผลการวิจัยพบว่า Twitter ซึ่งขยายตัวในปีที่แล้วเนื่องจากการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่มีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด และการระบาดของโควิดทั่วโลกก็มีส่วนทำให้การใช้งาน Twitter เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่ง Twitter สามารถรักษาการเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Snapchat และ Facebook กำลังดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ Apple 

 

เน็ด เซกัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวว่า บริษัทกำลังเฝ้าดูปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างใกล้ชิด แต่ก็อาจเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยต่อ Twitter เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้จากโฆษณาบน Twitter มาจากบริการและสินค้าที่เป็นดิจิทัลอย่างแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ

 

ต่างจากทาง Snapchat ที่กล่าวว่า การขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อรายรับในไตรมาส 4 เนื่องจากบริษัทต่างๆ จะไม่ลงโฆษณา เพราะสินค้าของพวกเขาไม่สามารถผลิตได้ทัน และไม่สามารถส่งมอบให้กับลูกค้าได้

 

Twitter คาดการณ์ว่ารายรับในไตรมาสปัจจุบันจะอยู่ที่ 1.5-1.6 พันล้านดอลลาร์ และทางด้านนักวิเคราะห์ประมาณการเฉลี่ยไว้ที่ 1.58 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

โดยไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้ บริษัทคาดว่าฐานผู้ใช้จะเติบโตในช่วงวันหยุดยาวสูงกว่าในไตรมาสที่ 3 ที่พึ่งรายงานไป และรายได้จากการดำเนินงานจะอยู่ที่ประมาณ 130-180 ล้านดอลลาร์

 

ราคาหุ้น Twitter เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% ในการซื้อขายช่วงขยายเวลา (Extended Trading) และปิดที่ 61.43 ดอลลาร์ในตลาดนิวยอร์ก ซึ่งหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 13% ในปีนี้ แต่บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3 นี้เป็นจำนวน 536.8 ล้านดอลลาร์ หรือ 67 เซนต์ต่อหุ้น (22.28 บาทต่อหุ้น) เทียบกับในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีรายได้สุทธิ 28.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 4 เซนต์ต่อหุ้น (1.33 บาทต่อหุ้น) 

 

การขาดทุนดังกล่าวมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องคดีความเพียงครั้งเดียว ที่ใช้เงินไปถึง 766 ล้านดอลลาร์ (2.5 หมื่นล้านบาท) จากการยุติคดี รวมถึงคดีฟ้องร้องของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่กล่าวหา Twitter ว่ารายงานภาพอนาคตดีเกินจริงในปี 2014

 

Twitter ยังกล่าวอีกว่าจะไม่ชดใช้หนี้ประมาณ 200-250 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ของบริษัท MoPub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาของบริษัท โดยเมื่อต้นเดือนนี้กล่าวว่าจะขาย MoPub ให้กับ AppLovin Corp. ในราคา 1.05 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.4 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าข้อตกลงจะปิดตัวลงในไตรมาสแรกของปีหน้า 

 

นอกจากนั้นยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าของ Twitter Blue ซึ่งเป็นระบบสมัครสมาชิกใหม่ของ Twitter ที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความหลากหลายในรายได้ เนื่องจากปัจจุบันประมาณ 90% ของรายได้ของบริษัทมาจากการโฆษณาเท่านั้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ห้ามเก็บข้อมูลแล้วไง? Twitter และ Google ลั่นนโยบายของ Apple แทบไม่กระทบต่อบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อแววงานเข้า! หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลอิตาลี ขอให้ Facebook แจงข้อมูลแว่นตาอัจฉริยะ ‘Ray-Ban Stories’ หวั่นละเมิดความเป็นส่วนตัว https://thestandard.co/italian-data-protection-agency-asks-facebook-to-provide-information-ray-ban-stories/ Sat, 11 Sep 2021 12:11:39 +0000 https://thestandard.co/?p=535682 Ray-Ban Stories

เพิ่งสร้างความฮือฮาไปไม่นานมานี้ สำหรับการเปิดตัวแว่นตา […]

The post ส่อแววงานเข้า! หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลอิตาลี ขอให้ Facebook แจงข้อมูลแว่นตาอัจฉริยะ ‘Ray-Ban Stories’ หวั่นละเมิดความเป็นส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ray-Ban Stories

เพิ่งสร้างความฮือฮาไปไม่นานมานี้ สำหรับการเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ ‘Ray-Ban Stories’ ที่ Facebook ร่วมมือกับทาง EssilorLuxottica บริษัทผู้ผลิตแว่นตาแบรนด์ชั้นนำอย่าง Ray-Ban ในการออกแบบและพัฒนา แต่ดูเหมือนจะสะดุดเล็กน้อย

 

โดยล่าสุด หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของประเทศอิตาลี (The Italian Data Protection Authority: Garante) มีความกังวลต่อแว่นตาอัจฉริยะนี้ โดยได้ขอให้ Facebook ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว เพื่อประเมินว่าผลิตภัณฑ์นั้นสอดคล้องกับกฎหมายความเป็นส่วนตัวหรือไม่ 

 

รวมถึงขอแจ้งเกี่ยวกับมาตรการที่ทาง Facebook กำหนดขึ้น เพื่อปกป้องผู้ที่ถูกแอบถ่ายด้วยแว่นตาโดยเฉพาะเด็กๆ และให้ชี้แจงเกี่ยวกับระบบที่นำมาใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล และฟีเจอร์ผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Assistant) ที่เชื่อมต่อกับแว่นตา

 

ทางด้านโฆษกของ Facebook ได้รับทราบถึงข้อกังวลดังกล่าว และให้ความคืบหน้าว่า “เรารู้ดีว่าผู้คนมักมีคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยี ดังนั้นก่อนเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะนี้ เราจึงได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อแบ่งปันวิธีที่เราสร้างความเป็นส่วนตัว ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ และฟังก์ชันการทำงานของแว่นตา เพื่อให้ทั้งผู้สวมใส่และผู้คนรอบตัวรู้สึกสบายใจ”

 

โดยโฆษกยืนยันว่าจะตอบรับทุกข้อกังขาของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของประเทศอิตาลี และหวังว่าจะได้ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปอย่างต่อเนื่อง 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

อ้างอิง:

The post ส่อแววงานเข้า! หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลอิตาลี ขอให้ Facebook แจงข้อมูลแว่นตาอัจฉริยะ ‘Ray-Ban Stories’ หวั่นละเมิดความเป็นส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก โต้กลับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ‘บางราย’ ชี้การหาเงินจากข้อมูลส่วนตัวคือการละเมิดสิทธิ ‘ความเป็นมนุษย์’ https://thestandard.co/tim-cook-some-social-media-iolation-of-rights-humanity/ Fri, 29 Jan 2021 11:54:43 +0000 https://thestandard.co/?p=448868 ทิม คุก โต้กลับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ‘บางราย’ ชี้การหาเงินจากข้อมูลส่วนตัวคือการละเมิดสิทธิ ‘ความเป็นมนุษย์’

ดูท่าว่าปมขัดแย้งระหว่าง Facebook และ Apple จะเริ่มส่อเ […]

The post ทิม คุก โต้กลับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ‘บางราย’ ชี้การหาเงินจากข้อมูลส่วนตัวคือการละเมิดสิทธิ ‘ความเป็นมนุษย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก โต้กลับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ‘บางราย’ ชี้การหาเงินจากข้อมูลส่วนตัวคือการละเมิดสิทธิ ‘ความเป็นมนุษย์’

ดูท่าว่าปมขัดแย้งระหว่าง Facebook และ Apple จะเริ่มส่อเค้ายกระดับความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ เมื่อ ทิม คุก ซีอีโอ ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน พร้อมระบุว่าการหารายได้จากข้อมูลส่วนตัวและทำโฆษณาแบบ Target Ads ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

 

ซีอีโอของ Apple กล่าวในระหว่างเข้าร่วมงาน Brussels Data Privacy ผ่านการประชุมทางไกลว่า “เหมือนที่ผมเคยบอกก่อนหน้านี้ หากเรายอมรับว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างในชีวิตของเราสามารถถูกมัดรวมและขายได้จนเป็นเรื่องปกติ เช่นนั้นแล้วเราก็จะสูญเสียมากกว่าแค่ข้อมูล เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียอิสระของความเป็นมนุษย์

 

“หากการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นจากการชี้นำผู้ใช้งานด้วยวิธีการต่างๆ และอาศัยการแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลด้วยการที่ไม่มีทางเลือกให้กับตัวผู้ใช้งานเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ควรจะได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากเรา ตรงกันข้าม พวกเขาควรจะได้รับคำติฉินเหยียดหยามมากกว่า

 

“ในช่วงเวลาที่การบิดเบือนข้อมูลและทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาอย่างมากมายด้วยผลงานของอัลกอริทึม เราไม่สามารถปิดตา ไม่รู้ไม่ชี้ และแสร้งทำเป็นว่าทฤษฎีเทคโนโลยี เช่น การสร้างเอ็นเกจเมนต์ เป็นสิ่งที่ดีและยั่งยืนสำหรับทุกคน”

 

การออกมาพูดในประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานโดย ทิม คุก ในครั้งนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูด ‘ชื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย’ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจด้วยข้อมูลของผู้ใช้งานทื่อๆ ตรงๆ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า Facebook และ Apple กำลังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้

 

หลังจากที่ Apple ได้ประกาศเตรียมเปลี่ยนแปลงมาตรการป้องกันความเป็นส่วนตัวข้อมูลผู้ใช้งานใน iOS14 โดยจะให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของพวกเขาเลือกได้ว่าจะให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแต่ละเจ้าติดตามข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเราหรือไม่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นอย่างมาก 

 

โดยซีอีโอ Facebook ได้ออกมาโจมตีว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำลายโลกอินเทอร์เน็ตเสรี เนื่องจากการเข้าถึงคอนเทนต์ต่างๆ จะไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยไม่เสียเงินอีกต่อไป ที่สำคัญยังทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลกระทบในการสื่อสารข้อมูลกับผู้บริโภคอีกด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ทิม คุก โต้กลับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ‘บางราย’ ชี้การหาเงินจากข้อมูลส่วนตัวคือการละเมิดสิทธิ ‘ความเป็นมนุษย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตือน FaceApp แต่งภาพแก่อาจละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งาน เจ้าของแอปฯ โต้ ไม่เคยล้วงข้อมูลภาพ https://thestandard.co/dnc-warning-faceapp/ Thu, 18 Jul 2019 11:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=271379

ตกเป็นผู้ต้องสงสัยละเมิดข้อมูลความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งานไ […]

The post สหรัฐฯ เตือน FaceApp แต่งภาพแก่อาจละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งาน เจ้าของแอปฯ โต้ ไม่เคยล้วงข้อมูลภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตกเป็นผู้ต้องสงสัยละเมิดข้อมูลความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งานไปแล้ว สำหรับแอปพลิเคชันแต่งภาพให้ดูเหมือนคนแก่ยอดฮิต FaceApp ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียและคนดังเป็นอย่างมาก แต่กลับถูกสื่อในสหรัฐฯ ตลอดจนคณะกรรมการด้านประชาธิปไตยสหรัฐฯ​ (DNC) ตั้งข้อสังเกตว่าแอปฯ ดังกล่าวที่มีต้นทางการพัฒนาจากบริษัทในรัสเซียอาจจะเข้าข่ายการละเมิดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน

 

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้กระแสความกังวลต่อ FaceApp เกิดขึ้นจากกรณีที่ผู้ใช้งานบางส่วนและนักพัฒนาทวีตข้อความเตือนผู้ใช้งานคนอื่นๆ ว่าแอปฯ ดังกล่าวอาจจะเข้าถึงภาพถ่ายในอัลบั้มสมาร์ทโฟนผู้ใช้และอัปโหลดขึ้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ FaceApp.io ในสหรัฐฯ (คลาวด์ของ Amazon และ Google) โดยไม่ได้รับความยินยอม แถมยังไม่ใช่ภาพที่ผู้ใช้เลือกอัปโหลดเพื่อแต่งฟิลเตอร์คนแก่อีกด้วย

 

ฝั่งผู้ก่อตั้งและผู้พัฒนา FaceApp ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2017 อย่าง ยาโรสลาฟ กอนชาโรฟ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาการนำข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมว่าไม่เป็นความจริง โดยให้สัมภาษณ์กับ Forbes ว่าข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดไม่ได้ถูกถ่ายโอนไปยังรัสเซีย และข้อมูลภาพส่วนใหญ่ก็ถูกประมวลผลแค่บนคลาวด์เท่านั้น

 

“เราจะอัปโหลดเฉพาะภาพที่ถูกเลือกว่าจะตกแต่งโดยผู้ใช้งานเท่านั้น FaceApp ไม่เคยส่งต่อภาพอื่นๆ จากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ไปยังระบบคลาวด์ เราอาจจะจัดเก็บภาพบางส่วนไว้บนคลาวด์ 

 

“เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อประสิทธิภาพและการจัดการระบบของตัวแอปฯ และเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นจะต้องอัปโหลดภาพของพวกเขาหลายๆ ครั้งในกรณีที่ต้องการตกแต่งภาพใหม่ โดยภาพส่วนใหญ่จะถูกลบบนเซิร์ฟเวอร์ของเราทันทีภายใน 48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่มันถูกอัปโหลดขึ้นไปยังระบบ”

 

ผู้พัฒนา FaceApp ยังยืนยันอีกด้วยว่าข้อมูลที่ทางแอปฯ จัดเก็บจะไม่ถูกนำไปขายหรือส่งต่อให้กับบริษัทและหน่วยงานใดเพื่อฉวยโอกาสสร้างประโยชน์เด็ดขาด และตัวผู้ใช้งาน FaceApp ก็สามารถเร่งกระบวนการลบข้อมูลภาพบนเซิร์ฟเวอร์ให้เร็วกว่า 48 ชั่วโมงได้ด้วยตัวเอง โดยเข้าไปที่โหมดการตั้งค่า (Settings) ในแอปฯ แล้วรายงานความผิดพลาดกับทีมสนับสนุน (Support) โดยใช้คำสั้นๆ ว่า Privacy  

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เตือน FaceApp แต่งภาพแก่อาจละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งาน เจ้าของแอปฯ โต้ ไม่เคยล้วงข้อมูลภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New York Times สาวไส้ Facebook ครั้งใหญ่ แฉแอบแชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้บริษัทเทคฯ รายอื่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต https://thestandard.co/nytimes-as-facebook-raised-a-privacy-wall-it-carved-an-opening-for-tech-giants/ https://thestandard.co/nytimes-as-facebook-raised-a-privacy-wall-it-carved-an-opening-for-tech-giants/#respond Wed, 19 Dec 2018 05:34:50 +0000 https://thestandard.co/?p=167168

หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้เผยแพร่บทความ ‘As Fa […]

The post The New York Times สาวไส้ Facebook ครั้งใหญ่ แฉแอบแชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้บริษัทเทคฯ รายอื่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้เผยแพร่บทความ ‘As Facebook Raised a Privacy Wall, It Carved an Opening for Tech Giants’ เปิดโปงกรณีเฟซบุ๊กแชร์ข้อมูลผู้ใช้งานผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ โดยไม่ได้รับการยินยอม

 

กองบรรณาธิการ The New York Times และ Times ได้ร่วมกันศึกษาข้อมูลทั้งหมดจากเอกสารภายในของบริษัทจำนวนกว่า 270 หน้า แล้วดำเนินการทดสอบเชิงเทคนิค พร้อมวิเคราะห์ว่ามีข้อมูลใดบ้างที่ถูกแชร์ออกไประหว่างเฟซบุ๊กและพาร์ตเนอร์แต่ละเจ้า ก่อนสัมภาษณ์อดีตพนักงานเฟซบุ๊กและพาร์ตเนอร์แต่ละเจ้ารวมกว่า 60 ราย

 

The New York Times ระบุว่า โซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 2.2 พันล้านราย ได้ปล่อยให้พาร์ตเนอร์บริษัทอื่นๆ จำนวนมากกว่า 150 แห่ง ทั้งบริษัทเทคโนโลยี, ธุรกิจบันเทิง, ค่ายรถยนต์, ค้าปลีกออนไลน์ ฯลฯ เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานมานานนับปีเพื่อเอื้อผลประโยชน์ระหว่างบริษัท และช่วยให้แต่ละแพลตฟอร์มเติบโต มีจำนวนผู้ใช้และรายได้จากค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น การที่เฟซบุ๊กอนุญาตให้เสิร์ชเอนจินของไมโครซอฟท์ ‘Bing’ เห็นชื่อของเพื่อนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั้งหมดโดยไม่ได้รับการยินยอม,​ ปล่อยให้ Netflix และ Spotify สามารถเข้ามาอ่านข้อความส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กได้, เปิดทางให้อีคอมเมิร์ซ Amazon เก็บทั้งข้อมูล ชื่อผู้ใช้ และข้อมูลการติดต่อผ่านเพื่อนผู้ใช้งาน, อนุญาตให้ Yahoo เห็นโพสต์ของเพื่อนผู้ใช้งานได้ ตลอดจนให้ Apple เข้าถึงเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้งานและข้อมูลปฏิทินของพวกเขา

 

แต่ในการสัมภาษณ์ สตีฟ แซทเทอร์ฟีลด์ ผู้อำนวยการด้านความเป็นส่วนตัวและนโยบายสาธารณะของเฟซบุ๊กระบุว่า ไม่มีความร่วมมือใดๆ ของเฟซบุ๊กที่ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเด็ดขาด เนื่องจากสัญญาความร่วมมือแบบพาร์ตเนอร์จำเป็นจะต้องดำเนินตามนโยบายของเฟซบุ๊ก

 

“การปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องมีทีมที่แข็งแกร่งกว่าเดิม มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าเก่า และมีนโยบายที่ชัดเจนในเวลาเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดในปี 2018”

 

หากข้อมูลเป็นไปตามที่ The New York Times อ้างจริง เรื่องทั้งหมดก็จะสอดคล้องและน่าจะปะติดปะต่อเข้ากับข่าวก่อนหน้านี้ที่เคยมีการเปิดเอกสารภายในบริษัทเฟซบุ๊กแล้วพบว่า พวกเขาได้ทำข้อตกลง ‘White Lists’ ขึ้นมาในปี 2014-2015 เพื่อให้ Netflix, Airbnb และ Lyft สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนของผู้ใช้ได้เป็นกรณีพิเศษ (คลิกอ่านที่ thestandard.co/facebook-documents-uk-parliament-key-facts)

 

การเปิดโปงกรณีการแชร์ข้อมูลผู้ใช้ข้ามบริษัทของเฟซบุ๊กในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายนี้ประสบปัญหาในเชิงการสร้างมาตรการดูแลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากเพียงไร ทั้งยังเป็นการจี้จุดว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรจะลุกขึ้นมาแอ่นอกแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเสียที

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post The New York Times สาวไส้ Facebook ครั้งใหญ่ แฉแอบแชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้บริษัทเทคฯ รายอื่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nytimes-as-facebook-raised-a-privacy-wall-it-carved-an-opening-for-tech-giants/feed/ 0
เฟซบุ๊กถูกล้วงข้อมูล! เผยผู้ใช้เกือบ 30 ล้านรายถูกขโมยเบอร์โทรและอีเมล คุณโดนด้วยหรือไม่ ตรวจได้ที่นี่ https://thestandard.co/facebook-says-hackers-were-able-to-access-millions-of-phone-numbers-and-email-addresses/ https://thestandard.co/facebook-says-hackers-were-able-to-access-millions-of-phone-numbers-and-email-addresses/#respond Sat, 13 Oct 2018 09:53:11 +0000 https://thestandard.co/?p=132227

หลังจากเคยตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนว่า ผู […]

The post เฟซบุ๊กถูกล้วงข้อมูล! เผยผู้ใช้เกือบ 30 ล้านรายถูกขโมยเบอร์โทรและอีเมล คุณโดนด้วยหรือไม่ ตรวจได้ที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเคยตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านรายถูกล้วงข้อมูลจากการเข้าถึงฟีเจอร์ View As ที่ใช้ตรวจเช็กหน้าตาโปรไฟล์ของเราในมุมมองของผู้ใช้คนอื่น (อ่านเพิ่มเติม thestandard.co/facebook-hacked-security-issue)

 

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (12 ตุลาคม 2561) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ยืนยันว่า แฮกเกอร์สามารถเจาะระบบของบริษัทได้จริง แต่ต่ำกว่าตัวเลขที่เป็นข่าว คือได้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ราว 30 ล้านราย

เฟซบุ๊กระบุวิธีการที่แฮกเกอร์ใช้คือเจาะเข้ามาทางฟีเจอร์ View As เพื่อขโมยโทเคนที่ใช้เข้าถึงเฟซบุ๊ก (Access Tokens) ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าดิจิทัลคีย์ หรือ ‘กุญแจเข้าบ้าน’ ที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำซ้อนให้ผู้ใช้ไม่ต้องล็อกอินเข้าบัญชีตัวเองใหม่ทุกครั้ง

 

ขั้นตอนแรกแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าระบบของผู้ใช้ได้ 400,000 ราย จากนั้นจึงขโมยโทเคนของคนที่เป็นเพื่อนผู้ใช้ 400,000 รายดังกล่าว รวมแล้วจึงเข้าถึงข้อมูลได้เกือบ 30 ล้านราย ดังนี้

 

  1. จำนวน 15 ล้านรายถูกแฮกเกอร์เจาะเข้าสู่ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลแอดเดรส หรือข้อมูลอื่นๆ ที่มีอยู่บนโปรไฟล์
  2. จำนวน 14 ล้านคนถูกแฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเช่นเดียวกับกลุ่มแรก แต่ยังรวมถึงชื่อ, วันเกิด, เพศ, บ้านเกิด, ประวัติการศึกษา, การทำงาน, สถานะความสัมพันธ์, 10 สถานที่ล่าสุดที่เช็กอิน, เพจหรือคนที่กดติดตาม, 15 รายชื่อล่าสุดที่เคยเสิร์ช และรายละเอียดของข้อมูลการติดต่อ
  3. จำนวน 1 ล้านรายไม่ถูกแฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลใดๆ

 

เฟซบุ๊กยังระบุอีกว่าแฮกเกอร์ไม่สามารถล้วงข้อมูลผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัทได้ เช่น Messenger, Messenger Kids, Instagram, WhatsApp, Oculus, Workplace, Pages หรือการใช้จ่ายเงิน

 

สำหรับคนที่กังวลว่าข้อมูลตนเองถูกแฮกหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ที่ Help Center (facebook.com/help/securitynotice) แล้วเลื่อนลงมาที่หัวข้อ Is my Facebook account impacted by this security issue? ถ้าหากไม่ถูกล้วงข้อมูลก็จะมีข้อความขึ้นว่า ‘Based on what we’ve learned so far, your Facebook account has not been impacted by this security incident.’

 

 

แต่หากคุณถูกล้วงข้อมูลก็จะมีข้อความว่า ‘Based on what we’ve learned so far in our investigation, attacker accessed the following Facebook account information’ ตามด้วยรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวที่โดนขโมย พร้อมด้วยคำแนะนำวิธีปฏิบัติต้วต่อจากนี้

 

 

เฟซบุ๊กยืนยันว่าทางบริษัทกำลังให้ความร่วมมือกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เกี่ยวกับการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวต่อไป

 

กรณีการถูกแฮกข้อมูลของเฟซบุ๊กนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยต้นปีที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีกับ Cambridge Analytica ที่ข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้กว่า 87 ล้านรายหลุดไปจน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กถูกสภาคองเกรสเรียกตัวขึ้นชี้แจงปัญหาต่างๆ

 

อาจเรียกได้ว่าปี 2018 คือปีที่เฟซบุ๊กเจอกับวิกฤตหนักที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นเท่าใด โดยวันศุกร์ที่ผ่านมาหุ้นของเฟซบุ๊กปิดตลาดด้วยการพุ่งขึ้น 0.25% นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพราะจำนวนบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โดนล้วงข้อมูลนั้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ตอนแรก

 

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่กรณีถูกล้วงข้อมูล 87 ล้านรายเมื่อต้นปี 2018 มูลค่าบริษัทเฟซบุ๊กร่วงลงราว 7% (47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยปัจจุบันเฟซบุ๊กมีมูลค่าทั้งหมด (Market Cap) ประมาณ 443,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post เฟซบุ๊กถูกล้วงข้อมูล! เผยผู้ใช้เกือบ 30 ล้านรายถูกขโมยเบอร์โทรและอีเมล คุณโดนด้วยหรือไม่ ตรวจได้ที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-says-hackers-were-able-to-access-millions-of-phone-numbers-and-email-addresses/feed/ 0
ข้อมูลผู้ใช้รั่วซ้ำซาก ความผิดพลาดไม่รู้จบ หรือใกล้ถึงวันอวสานของเฟซบุ๊ก https://thestandard.co/facebook-hacked-security-issue/ https://thestandard.co/facebook-hacked-security-issue/#respond Mon, 01 Oct 2018 12:13:09 +0000 https://thestandard.co/?p=126721

ช่วงเย็นของวันศุกร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ตามเวลาประเท […]

The post ข้อมูลผู้ใช้รั่วซ้ำซาก ความผิดพลาดไม่รู้จบ หรือใกล้ถึงวันอวสานของเฟซบุ๊ก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเย็นของวันศุกร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในไทยประสบปัญหาถูกแจ้งให้ล็อกอินเข้าบัญชีใหม่ จนหลายคนอดเลิกคิ้วพลางสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฟซบุ๊กของตัวเอง

 

ต่อมาในช่วงกลางดึกคืนวันเดียวกัน (ตรงกับเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกาในช่วงเช้า) สำนักข่าวหลายแห่งในสหรัฐฯ ก็กระพือข่าวในประเด็นที่ผู้ใช้ 50 ล้านรายถูกเข้าถึงข้อมูลบนแพลตฟอร์ม ส่งผลให้โซเชียลมีเดียในเวลานั้นเดือดจนปรอทแตก ทุกคนต่างกังวลว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกโจรกรรมไปแล้วหรือยัง

 

50 ล้านจาก 2,000 ล้านของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมดคือจำนวนตัวเลขผู้ใช้ที่ถูกเข้าถึงข้อมูลโดยอาชญากรไซเบอร์ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนก็จะอยู่ที่ราว 2.5% ถามว่าเยอะไหมก็ไม่ขนาดนั้น แต่เพราะเฟซบุ๊กถูกตีตราว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันดับ 1 แล้วปัญหาการถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ฉะนั้นแค่ผู้ใช้เพียง ‘คนเดียว’ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกแล้ว

 

ความผิดที่เกิดขึ้นยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊กต้องเผชิญปัญหาทำนองนี้ ต้นปีที่ผ่านมาก็มีกรณีกับ Cambridge Analytica ที่ข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้กว่า 87 ล้านรายหลุดไปยังหน่วยงานดังกล่าวจนเฟซบุ๊กและมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ถูกกระหน่ำสาดเสียเทเสียจนตั้งรับแทบไม่ทัน เท่ากับว่ายิ่งเวลาผ่านไป เราในฐานะผู้ใช้ก็ต้องทนเห็นปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ?

 

 

50 ล้านรายกับข้อมูลที่หลุดออกไปในครั้งนี้ เกิดอะไรขึ้น

ถ้ายึดตามเวลาที่สื่อตีข่าวข้อมูลผู้ใช้ 50 ล้านรายหลุดออกไปคือช่วงเช้าวันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น แต่ถ้านับจากวันและเวลาที่เกิดขึ้นจริง เฟซบุ๊กออกมาระบุผ่านหน้าเว็บไซต์ของตัวเองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 25 กันยายน

 

เฟซบุ๊กระบุว่าทีมวิศวกรของบริษัทได้ตรวจพบปัญหาด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้กว่า 50 ล้านรายได้รับผลกระทบ และบริษัทเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงอยากจะแจ้งเตือนทุกคนให้ทราบปัญหา (รอเกือบ 1 สัปดาห์เต็มหลังทราบเรื่อง ก่อนจะประกาศข่าว) และกำลังสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

 

ช่องโหว่ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของนักโจมตีที่เจาะเข้ามาทางฟีเจอร์ View As ที่ใช้ตรวจเช็กว่าหน้าตาโปรไฟล์ของเราเป็นอย่างไรในมุมมองของผู้ใช้คนอื่นๆ หรือเพื่อนในเฟซบุ๊ก ผลที่ตามมาคือกลุ่มคนที่โจมตีสามารถขโมยโทเคนที่ใช้เข้าถึงเฟซบุ๊ก (Access Tokens) ซึ่งสามารถใช้เจาะบัญชีผู้ใช้รายอื่นๆ รวมถึงข้อมูลบัญชีของแอปฯ อื่นๆ ในระบบนิเวศของบริษัท เช่น อินสตาแกรม เป็นต้น

 

เฟซบุ๊กอธิบายว่าโทเคนตัวนี้มีฐานะเทียบเท่าดิจิทัลคีย์ หรือ ‘กุญแจเข้าบ้าน’ ที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำซ้อนให้ผู้ใช้ไม่ต้องล็อกอินเข้าบัญชีตัวเองใหม่ทุกครั้งที่ใช้แอปฯ แถมล่าสุดฟีเจอร์นี้ก็ถูกปิดใช้งานไปแล้วชั่วคราว โดยวิธีแก้ไขปัญหาฉุกเฉินเบื้องต้นคือรีเซตโทเคนผู้ใช้กว่า 50 ล้านรายที่คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบ บวกกับอีก 40 ล้านรายที่เคยใช้ฟีเจอร์นี้เมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งหมดเป็น 90 ล้านราย (คือสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายต้องล็อกอินบัญชีอีกครั้ง แต่ย้ำว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรหัสเข้าบัญชีใหม่)

 

จากข้อมูลอัปเดตล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เฟซบุ๊กยังไม่สามารถระบุตัวตนผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ และถ้าหากมีเหตุการณ์ในทำนองใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้นอีกก็จะแจ้งผู้ใช้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบและทำการรีเซตโทเคนใหม่ทั้งหมด

 

กาย โรเซน รองประธานฝ่ายจัดการฝั่งผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เรายังไม่สามารถระบุได้ว่าข้อมูลของผู้ใช้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ หรือมีการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ในส่วนใดหรือเปล่า เช่นเดียวกัน เรายังไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ หรือพวกเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน”

 

ด้านมาร์กพูดในระหว่างประชุมทางไกลกับกลุ่มผู้ถือหุ้นว่านี่คือปัญหาด้านความปลอดภัยที่บริษัทจะต้องจริงจังและควรเร่งดำเนินการโดยทันที

 

 

ปัญหาซ้ำซากและบทเรียนไม่รู้จบของเฟซบุ๊ก ทำไมข้อมูลยังรั่วอีก

แม้เฟซบุ๊กจะบอกว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ข้อมูลที่หลุดเป็นแค่โทเคนเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวอย่างบัตรเครดิตหรือบทสนทนาส่วนตัว แต่เมื่อมีผู้ใช้กว่า 90 ล้านรายมาเกี่ยวข้อง นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป

 

มีนาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเคยถูกเปิดโปงกรณีพลาดปล่อยข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้กว่า 87 ล้านรายเล็ดลอดออกไปยังทีมวิจัยและผู้พัฒนาแอปฯ เกมทายใจโดย Cambridge Analytica ซึ่งคาดกันว่าถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์กับเกมการเมืองในกรณีเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาและโหวต Brexit

 

ครั้งนั้นเฟซบุ๊กยอมรับเหตุการณ์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าอาจจะปล่อยให้เวลาผ่านมาล่วงเลยไปนานแล้วก็ตาม (รายงานระบุว่าเฟซบุ๊กทราบปัญหาตั้งแต่ปี 2015 จากการให้ข้อมูลของนักข่าวจาก The Guardian) ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคือหุ้นบริษัทรูดถอยลงอย่างต่อเนื่อง จนช่วงกลางปีมีรายงานว่าหุ้นเฟซบุ๊กตกลงไปมากกว่า 20% หรือราว 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยอดผู้ใช้ส่วนหนึ่งไม่โตตามเป้า

 

เท่านั้นยังไม่พอ มาร์กยังถูกสภาคองเกรสเรียกตัวขึ้นชี้แจงปัญหาต่างๆ บนแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอาจเรียกได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่วิกฤตและเลวร้ายที่สุดตั้งแต่เฟซบุ๊กก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2004 เลยก็ว่าได้

 

เวลาผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน พวกเขาถูกโจมตีในประเด็นปัญหาเดิมและเรื่องเดิมซ้ำสองอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เฟซบุ๊ก ‘ฉลาด’ ตรงที่ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน โดยรีบออกมาทำทุกอย่างให้โปร่งใสที่สุด แจ้งผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบภายในสัปดาห์ที่เกิดปัญหา และดำเนินการแก้ไขเบื้องต้นโดยรีเซตโทเคนอย่างที่ได้บอกเอาไว้ ด้าน TechCrunch อ้างว่าปัญหานี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว เพียงแต่เฟซบุ๊กมาทราบเรื่องใน 1 ปีให้หลัง

 

เหนือสิ่งอื่นใด ปัญหาก็คือเพิ่งจะพบปัญหาเดียวกันนี้มาได้ไม่นาน เหตุใดจึงยังปล่อยให้มันเกิดซ้ำรอยเดิมในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปีด้วยซ้ำ นี่คือคำถามที่หลายคนตั้งข้อสังเกต

 

ผู้ใช้ 87 ล้านราย + 90 ล้านราย หรือประมาณ 9% คือสัดส่วนผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจากผู้ใช้ทั้งหมดที่ราว 2,000 ล้านราย ชี้ให้เห็นว่าการถูกเข้าถึงข้อมูลคือเนื้อร้ายที่เฟซบุ๊กจะต้องเร่งหาวิธีสกัดยาแรงมารักษาให้ได้โดยด่วน

 

เอพริล ดอสส์ ประธานบริหารบริษัทที่ดูแลด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ Saul Ewing กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกับเฟซบุ๊กได้สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศในโลกดิจิทัลทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากแค่ไหนบนแพลตฟอร์มเพียงแพลตฟอร์มเดียว โดยเฉพาะช่องที่เป็นที่นิยมอย่างเฟซบุ๊ก “ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าสิ่งที่เราสามารถระบุได้ในช่วงการสืบสวนระยะแรกๆ”

 

 

ความล้มเหลวที่เฟซบุ๊กต้องเผชิญ

มีรายงานว่าความผิดพลาดในเชิงการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ในครั้งนี้อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย General Data Protection Regulation (GDPR) ที่เป็นมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในประเทศที่เป็นสมาชิกภาพยุโรป และอาจถูกปรับเงินเป็นจำนวน 4% จากรายรับของบริษัททั่วโลก

 

นั่นหมายความว่าถ้า 40,653 ล้านเหรียญสหรัฐคือตัวเลขรายได้ทั้งหมดของบริษัทในปี 2017 ที่ผ่านมา พวกเขาอาจจะต้องถูกปรับมากถึง 1,626 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว!

 

ขณะที่ตอนนี้ทีม FBI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในยุโรปได้เข้ามาร่วมสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อหาต้นตอของปัญหา ผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

 

มาร์ก วอร์เนอร์ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการข่าวกรองสหรัฐอเมริกา (United States Senate Select Committee on Intelligence) และประธานบริหารร่วมหน่วยงานดูแลความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของรัฐบาล (Cybersecurity Caucus) กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า “การเปิดเผยเหตุการณ์ในครั้งนี้ของเฟซบุ๊กตอกย้ำให้เห็นถึงความอันตรายที่บริษัทอย่างเฟซบุ๊กและหน่วยงานด้านเครดิตบูโร Equifax ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวของพลเมืองสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม

 

“นับเป็นสถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าสภาคองเกรสจะต้องเร่งดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ยุคแห่งความป่าเถื่อนบนโลกโซเชียลได้สิ้นสุดลงแล้ว”

 

ความป่าเถื่อนบนโลกโซเชียลที่มาร์ก วอร์เนอร์ หมายถึงคือการที่ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียจำนวนมากมีข้อมูลผู้ใช้อยู่ในมือขนาดมหาศาล แต่ไม่สามารถปกป้องข้อมูลที่มีอยู่ได้เลย ซ้ำร้ายนานวันเข้ามันก็จะถูกทรีตให้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

 

ความล้มเหลวในการป้องกันผู้ใช้ของเฟซบุ๊กจึงยิ่งตอกย้ำอีกครั้งว่าไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ใดๆ บนโลกใบนี้ที่ปลอดภัย 100% โดยเฉพาะในสถานะที่พวกเขาถือข้อมูลส่วนตัวของเราไว้ในกำมือ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อจากนี้คือในเมื่อเราไม่สามารถมั่นใจผู้ให้บริการรายใดได้เลยสักราย เราควรจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราเองโดยหมั่นเปลี่ยนรหัสล็อกอินเข้าใช้บัญชีบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวมากเกินความจำเป็นกับผู้ให้บริการสักราย หรือพยายามไม่คลิกเข้าไปใช้แอปพลิเคชันที่มีหน้าตาแปลกประหลาด ไม่น่าเชื่อถือ

 

ถ้าคำพูดของ แคมป์เบล บราวน์ หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊กที่เคยเปรียบวงการสื่อเป็นผู้ป่วยใกล้ตายเป็นเรื่องจริง เฟซบุ๊กในเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรจาก ‘โรงพยาบาล’ ที่สภาพทรุดโทรมเต็มทน รอวันที่จะถูกปฏิรูประบบการบริหารงานใหม่ทั้งหมด หรือไม่ก็จนกว่าเราจะได้เห็นโซเชียลมีเดียหน้าใหม่ที่มีศักยภาพเกิดขึ้นมาเป็นคู่แข่งอีกราย

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ข้อมูลผู้ใช้รั่วซ้ำซาก ความผิดพลาดไม่รู้จบ หรือใกล้ถึงวันอวสานของเฟซบุ๊ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-hacked-security-issue/feed/ 0
งานเข้าอีกแล้ว! ข้อมูลเฟซบุ๊กโดนโจมตี ข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีรั่ว ประสาน FBI ล่าแฮกเกอร์ https://thestandard.co/facebook-hack-exposed-50-million-users/ https://thestandard.co/facebook-hack-exposed-50-million-users/#respond Sat, 29 Sep 2018 05:19:32 +0000 https://thestandard.co/?p=125835

ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีของเฟซบุ๊กเลย ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกเรื่ […]

The post งานเข้าอีกแล้ว! ข้อมูลเฟซบุ๊กโดนโจมตี ข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีรั่ว ประสาน FBI ล่าแฮกเกอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีของเฟซบุ๊กเลย ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บริการกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลและถูกนำไปผูกโยงอยู่กับการเมืองสหรัฐฯ จนทำให้ CEO ใหญ่อย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องเดินทางไปชี้แจงกับสภาด้วยตัวเอง และทำให้ผู้ใช้บริการหลายรายเลือกที่จะยุติการใช้งานเฟซบุ๊ก

 

ล่าสุดเมื่อวานนี้ เฟซบุ๊กถูกแฮกเกอร์มือดีโจมตีอีกครั้ง ผ่านฟีเจอร์ View as ที่จะแสดงให้เห็นว่า คนอื่นมองเห็นโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเราได้อย่างไร เป็นเหตุให้กระทบผู้ใช้เฟซบุ๊กรั่วไหลเกือบ 50 ล้านบัญชีทั่วโลก โดยแฮกเกอร์จะสามารถเข้าถึงเฟซบุ๊กเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องล็อกอินซ้ำ

 

ขณะนี้ทางเฟซบุ๊กยังไม่ทราบว่าแฮกเกอร์เหล่านี้เป็นใคร และปฏิบัติการอยู่มุมใดของโลก ซึ่งกำลังประสานงานกับ FBI และจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ โดยเบื้องต้นเฟซบุ๊กได้ทำการรีเซ็ตระบบการเข้าใช้บริการบัญชีเฟซบุ๊กใหม่แล้วกว่า 90 ล้านบัญชีทั่วโลก รวมถึงบัญชีอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนจำเป็นต้องล็อกอินเข้าใช้เฟซบุ๊กใหม่ก่อนเข้าใช้บริการ

 

โดยมาร์กระบุว่า “ประเด็นด้านความมั่นคงกำลังเป็นอาวุธที่ใช้ในการแข่งขัน และเรากำลังเดินหน้าปรับปรุงมาตรการป้องกันอย่างเต็มกำลัง”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post งานเข้าอีกแล้ว! ข้อมูลเฟซบุ๊กโดนโจมตี ข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีรั่ว ประสาน FBI ล่าแฮกเกอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-hack-exposed-50-million-users/feed/ 0
บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่เดินหน้าล้างบางผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม Facebook ลบไปแล้ว 652 บัญชี https://thestandard.co/taking-down-more-coordinated-inauthentic-behavior/ https://thestandard.co/taking-down-more-coordinated-inauthentic-behavior/#respond Wed, 22 Aug 2018 04:49:47 +0000 https://thestandard.co/?p=115410

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและให้ความสำ […]

The post บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่เดินหน้าล้างบางผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม Facebook ลบไปแล้ว 652 บัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการกำจัดผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มของตนเป็นอย่างมาก ล่าสุดเฟซบุ๊กได้ประกาศออกมาแล้วว่าพวกเขาได้ดำเนินการลบเพจ, กรุ๊ป และแอ็กเคานต์ผู้ใช้งานบนระบบไปแล้วกว่า 652 บัญชี (รวมบัญชีบนอินสตาแกรมด้วย)

 

เฟซบุ๊กออกมาประกาศข่าวนี้เมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ให้เหตุผลว่าเพื่อกวาดล้างผู้ใช้งานและเพจต่างๆ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการโพสต์คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาปลุกปั่น เสียดสี หรือชี้นำให้ผู้ใช้งานรายอื่นเข้าใจข้อมูลที่ผิด ซึ่งต้นทางของบัญชีผู้ใช้ที่ถูกกำจัดส่วนใหญ่มาจากประเทศอิหร่านและรัสเซีย (คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมของการดำเนินการในครั้งนี้ได้ที่ Taking Down More Coordinated Inauthentic Behavior)

 

“เราแบนพฤติกรรมเหล่านี้เพราะต้องการให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กทุกคนเชื่อใจการเชื่อมต่อของพวกเขากับเฟซบุ๊ก พวกเราจำเป็นจะต้องพัฒนาเพื่อให้ก้าวหน้าอยู่ตลอด นั่นหมายถึงการสร้างเทคโนโลยีที่ดีกว่า จ้างบุคลากรเพิ่มเติม และทำงานใกล้ชิดกับการบังคับใช้กฎหมาย, ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยของบริษัทอื่นๆ เพราะไม่มีใครสามารถสู้กับปัญหานี้ได้เพียงลำพัง” นาธาเนียล กลีเชอร์ (Nathaniel Gleicher) หัวหน้าทีมดูแลนโยบายความมั่นคงบนโลกไซเบอร์ของเฟซบุ๊กกล่าวผ่านแถลงการณ์

 

ฝั่งไมโครซอฟท์ (Microsoft) ก็ปล่อยแถลงการณ์ในช่วงไล่เลี่ยกันว่า หน่วยงานในสังกัดอย่าง ‘Microsoft Digital Crimes Unit’ ได้ตรวจพบและดำเนินการขอคำสั่งศาลเพื่อยับยั้งและควบคุมการโอนย้ายโดเมนบนอินเทอร์เน็ตจำนวน 6 รายที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียและเป็นที่รู้จักในชื่อ สตรอนเทียม (Strontium), หมีแฟนซี (Fancy Bear) และ APT28

 

ไมโครซอฟท์ยังบอกอีกด้วยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพวกเขาได้ดำเนินมาตรการกวาดล้างนี้ไปมากกว่า 12 ครั้งเพื่อสั่งปิดเว็บไซต์เถื่อนจำนวนกว่า 84 แห่งที่อยู่ภายใต้การสั่งการของกลุ่มสตรอนเทียม ด้านโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อีกรายอย่างทวิตเตอร์ก็ไม่น้อยหน้า เพราะได้สั่งปิดบัญชีผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมพร้อมๆ กับเฟซบุ๊กจำนวนกว่า 284 บัญชี โดยบัญชีผู้ใช้งานส่วนใหญ่เหล่านี้มีต้นทางมาจากอิหร่าน

 

การที่เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไมโครซอฟท์ลุกฮือกวาดล้างบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่เหมาะสม และต้นตอของการเผยแพร่ข่าวปลอมในครั้งนี้อย่างจริงจังไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่คือการเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ หรือ ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ข่าวปลอมแพร่สะพัดซ้ำรอยในช่วงเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่เดินหน้าล้างบางผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม Facebook ลบไปแล้ว 652 บัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/taking-down-more-coordinated-inauthentic-behavior/feed/ 0
Facebook ตรวจพบข้อผิดพลาด ทำโพสต์ส่วนตัวผู้ใช้ 14 ล้านคนกลายเป็นโพสต์สาธารณะ แต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว https://thestandard.co/facebook-bug-private-posts-public-2018/ https://thestandard.co/facebook-bug-private-posts-public-2018/#respond Fri, 08 Jun 2018 05:08:17 +0000 https://thestandard.co/?p=96121

Facebook ตรวจพบข้อผิดพลาดที่ทำให้โพสต์ส่วนตัวของผู้ใช้ก […]

The post Facebook ตรวจพบข้อผิดพลาด ทำโพสต์ส่วนตัวผู้ใช้ 14 ล้านคนกลายเป็นโพสต์สาธารณะ แต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Facebook ตรวจพบข้อผิดพลาดที่ทำให้โพสต์ส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 14 ล้านคนกลายเป็นโพสต์สาธารณะที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเห็นได้ แต่ยืนยันการแก้ไขปัญหาพร้อมแจ้งผู้ได้รับผลกระทบเรียบร้อยแล้ว ย้ำไม่กระทบโพสต์เก่าๆ แน่นอน

 

เอริน อีแกน (Erin Egan) หัวหน้าแผนกความเป็นส่วนตัวของ Facebook ออกมาเปิดเผยกรณีความผิดล่าสุดของบริษัทเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ระบุตรวจสอบพบบั๊กที่เปลี่ยนให้โพสต์ของผู้ใช้กว่า 14 ล้านรายกลายเป็นโพสต์สาธารณะอัตโนมัติ (publicly) แต่ได้แจ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ทราบแล้ว พร้อมประสานงานให้ตรวจสอบโพสต์ที่มีปัญหาย้อนหลังและแก้การตั้งค่าตามเดิมทันที

 

โดยปกติแล้วผู้ใช้ Facebook สามารถกำหนดคนที่เห็นโพสต์ของตนได้ เช่น โพสต์สาธารณะ (Public), เพื่อน (Friends), ยกเว้นเพื่อนเหล่านี้… (Friends Except), เฉพาะเพื่อนเหล่านี้… (Specific Friends) หรือเลือกให้เห็นได้แค่ตัวเอง (Only me)

 

และทุกครั้งที่มีการเลือกจำกัดคนเห็นโพสต์ ระบบก็จะจำการตั้งค่านั้นไปสำหรับโพสต์ถัดๆ ไปตลอด แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดบั๊กดังกล่าวขึ้นจึงทำให้ระบบแนะนำให้โพสต์นั้นๆ ของผู้ใช้กลายเป็นโพสต์สาธารณะอัตโนมัติ

 

“นี่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความระวังของเรา เราได้แจ้งไปยังผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบให้ทราบแล้วในวันนี้ และยังขอให้พวกเขารีวิวโพสต์ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหา ที่ผ่านมาเราได้ยินมาตลอดว่าผู้คนอยากให้เราโปร่งใสในขั้นตอนการสร้างผลิตภัณฑ์และกระบวนการที่โปรดักต์เหล่านั้นใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้มากขึ้น รวมถึงกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามาแจ้งปัญหาในครั้งนี้”

 

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Facebook เพิ่งถูก The New York Times กล่าวหาไปหมาดๆ ว่าพวกเขาแชร์ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 รายทั่วโลกผ่านการร่วมงานแบบพาร์ตเนอร์ ด้าน Facebook ก็ได้โต้กลับว่าไม่เป็นความจริง เพราะถึงจะร่วมงานกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์บนแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ก็ไม่เคยอนุญาตให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตแน่นอน

 

อ้างอิง:

The post Facebook ตรวจพบข้อผิดพลาด ทำโพสต์ส่วนตัวผู้ใช้ 14 ล้านคนกลายเป็นโพสต์สาธารณะ แต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-bug-private-posts-public-2018/feed/ 0
ปาปัวนิวกินีเล็งปิดใช้งาน Facebook ในประเทศชั่วคราว 1 เดือน กวาดล้างแอ็กเคานต์ผีและข่าวปลอม https://thestandard.co/papua-new-guinea-block-facebook/ https://thestandard.co/papua-new-guinea-block-facebook/#respond Wed, 30 May 2018 05:51:22 +0000 https://thestandard.co/?p=94018

ปาปัวนิวกินี หรือรัฐเอกราชปาปัวนิวกินี ประเทศในแถบโอเชี […]

The post ปาปัวนิวกินีเล็งปิดใช้งาน Facebook ในประเทศชั่วคราว 1 เดือน กวาดล้างแอ็กเคานต์ผีและข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปาปัวนิวกินี หรือรัฐเอกราชปาปัวนิวกินี ประเทศในแถบโอเชียเนีย กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการปิดใช้งานโซเชียลมีเดีย Facebook ในประเทศชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อวิจัยข้อมูลการใช้งาน ตรวจสอบ และดำเนินการกวาดล้างแอ็กเคานต์ปลอม ข่าวปลอมในประเทศ

 

แซม บาซิล (Sam Basil) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารประจำรัฐเอกราชปาปัวนิวกินี (Communication Minister) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนดำเนินการปิด Facebook ชั่วคราวในครั้งนี้ ซึ่งให้เหตุผลว่าเพื่อศึกษาและวิจัยว่า ผู้คนในปาปัวนิวกินีมีรูปแบบการใช้งานโซเซียลมีเดียอย่างไร เพื่อที่จะได้ดำเนินการลบแอ็กเคานต์และข่าวปลอมที่ระบาดในประเทศ เพียงแต่ยังไม่ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด

 

บาซิลได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นในประเทศว่า การปิด Facebook 1 เดือนในครั้งนี้ หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมุ่งมั่นจะเก็บข้อมูลผู้ใช้บนแพลตฟอร์มเพื่อระบุว่าผู้ใช้รายใดใช้แอ็กเคานต์ปลอมเล่นโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้รายไหนที่อัปโหลดข้อมูลหลอกหลวง ข่าวปลอม คลิป หรือภาพโป๊เปลือย และจะดำเนินการกำจัดผู้ใช้เหล่านั้นให้หมดไป รวมถึงความเป็นไปได้ในการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับโซเชียลมีเดียแบบใหม่ขึ้นมา

 

“การดำเนินการในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้คนที่มีตัวตนจริงๆ และมีอัตลักษณ์ที่พิสูจน์ได้สามารถใช้งานโครงข่ายด้วยความรับผิดชอบ

 

“และถ้ามันจำเป็นต้องมี (แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับคนปาปัวนิวกินี) พวกเราก็จะประสานงานกับนักพัฒนาแอปพลิเคชันท้องถิ่นเพื่อดำเนินการสร้างเว็บไซต์แพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์สำหรับติดต่อสื่อสารกันในประเทศและต่างประเทศของชาวปาปัวนิวกินีขึ้นมา”

 

ข้อมูลจากธนาคารโลกเมื่อปี 2016 ระบุว่า ปาปัวนิวกีนีมีจำนวนประชากรราว 8.08 ล้านคน ขณะที่รัฐบาลประเมินเบื้องต้นไว้ว่าน่าจะมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย Facebook ในประเทศแค่ประมาณ 600,000-700,000 รายเท่านั้น ซึ่งไม่ถึง 10% ของจำนวนพลเมืองในประเทศเลยด้วยซ้ำ ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการประกาศปิด Facebook ชั่วคราวในครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากมาย

 

ส่วนสาเหตุที่ปาปัวนิวกินีต้องเตรียมกวาดล้างแอ็กเคานต์ผีและข่าวปลอมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกันยกใหญ่ เชื่อกันว่าเพื่อให้ประเทศพร้อมต้อนรับการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2018 ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

 

อ้างอิง:

The post ปาปัวนิวกินีเล็งปิดใช้งาน Facebook ในประเทศชั่วคราว 1 เดือน กวาดล้างแอ็กเคานต์ผีและข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/papua-new-guinea-block-facebook/feed/ 0
กฎ GDPR ทำพิษ บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่เริ่มบล็อกผู้ใช้งานจากยุโรปแล้ว https://thestandard.co/gdpr-european-union-data-protection-law/ https://thestandard.co/gdpr-european-union-data-protection-law/#respond Mon, 28 May 2018 10:39:33 +0000 https://thestandard.co/?p=93831

บริษัทสื่อและและสตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งเริ่มระงับการเข้าถึง […]

The post กฎ GDPR ทำพิษ บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่เริ่มบล็อกผู้ใช้งานจากยุโรปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทสื่อและและสตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งเริ่มระงับการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้จากยุโรปในวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.) โดยมาตรการที่รุนแรงนี้เป็นการตอบสนองต่อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองอียู (GDPR) ซึ่งบังคับใช้กับพลเมืองในกลุ่มประเทศอียู

 

General Data Protection Regulation (GDPR) คือมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในประเทศที่เป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งประกาศเมื่อปี 2559 และใช้เวลา 2 ปีเพื่อให้ภาคเอกชนเตรียมความพร้อมและเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับแทบทุกองค์กรทั่วโลก มีผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากหลักการใหม่นี้เปิดทางให้ประชาชนของประเทศกลุ่มอียูสามารถควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้ เมื่อถูกเก็บข้อมูลออนไลน์จากผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งจะต้องจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ลูกค้าสามารถแจ้งขอให้ลบข้อมูล ขอสำเนาของข้อมูล หรือแจ้งให้แก้ไขข้อมูลได้ ซึ่งผู้ให้บริการต้องดำเนินการให้

 

นอกจากนี้ยังสามารถปฏิเสธการนำข้อมูลส่วนบุคคลของตนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่ไม่ต้องการได้ กรณีที่เกิดข้อมูลรั่วไหล ผู้ให้บริการต้องแจ้งกับลูกค้าภายใน 72 ชั่วโมง

 

ซึ่งตามข้อกำหนดของ GDPR กำหนดโทษปรับต่อบริษัทผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนสูงสุดถึง 20 ล้านยูโร (740 ล้านบาท) หรือ 4% ของรายได้ปีก่อนหน้านั้น ขึ้นกับว่ายอดใดจะมากกว่า ก็จะใช้ตัวเลขนั้น

 

แม้จะมีเวลาให้บริษัทต่างๆ เตรียมตัวสำหรับกฎหมายนี้ถึง 2 ปี แต่ยังมีบริษัทซึ่งเห็นได้ชัดว่ายังไม่พร้อมสำหรับการบังคับใช้ ดูได้จากมาตรการที่ออกมาตอบรับข้อบังคับดังกล่าว เช่น unroll.me บริการยกเลิกการรับอีเมลยอดนิยมแจ้งว่าจะลบแอ็กเคานต์ของผู้ใช้ชาวยุโรปในสัปดาห์นี้ และจะแบนการสมัครแอ็กเคานต์ใหม่ เช่นเดียวกับบริษัทบริการบุ๊กมาร์กเว็บไซต์ Instapaper ซึ่งได้ออกมากล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะยุติการให้บริการในยุโรปหลังกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้

 

นอกจากนี้ตามรายงานของ BBC เหล่าสื่อขนาดใหญ่หลายแห่งต่างมีมาตรการตอบรับที่น่าสนใจเช่นกัน

 

เว็บไซต์ของ Los Angeles Times, New York Daily News, Chicago Tribune, Orlando Sentinel และ Baltimore Sun เริ่มการบล็อกผู้ใช้จากยุโรปในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าต้องการมีส่วนร่วมกับประเด็นนี้ และมุ่งมั่นที่จะหาทางให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบแก่ตลาดอียู รวมไปถึง Lee Enterprises สำนักพิมพ์เจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 47 แห่งก็ออกมาแจ้งว่าบริษัทได้บล็อกผู้ใช้ยุโรปจากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

ทางด้าน Washington Post นั้นมีท่าทีตอบรับที่นุ่มนวลกว่า โดยเริ่มยื่นข้อเสนอให้ผู้ใช้ชาวยุโรปสำหรับแพ็กเกจสมาชิกใหม่ โดยให้ผู้ใช้จ่ายเงินเพิ่มสามเหรียญสหรัฐต่อเดือน เพื่อสามารถใช้บริการเว็บไซต์โดยปราศจากโฆษณาและระบบติดตาม

 

อย่างไรก็ตามบริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook และ Google ใช้เวลาในการเตรียมตัวรับมือกฎ GDPR มาอย่างยาวนาน แต่ผู้สนับสนุนการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลยังโจมตีถึงวิธีการดำเนินการของบริษัทอยู่ โดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ None Of Your Business (NOYB) ได้ยื่นฟ้องต่อ Facebook และ Google ในวันศุกร์ที่ผ่านมา กล่าวหาว่าบริษัทกำลังบังคับให้ผู้ใช้ยินยอมให้จัดเก็บและใช้ข้อมูลของตนโดยไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อเข้าถึงบริการของบริษัทได้

 

อ้างอิง:

The post กฎ GDPR ทำพิษ บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่เริ่มบล็อกผู้ใช้งานจากยุโรปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/gdpr-european-union-data-protection-law/feed/ 0