นโยบายการเงิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นโยบายการเงิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 30 Jun 2026 09:42:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-economic-data-investors-portfolio/ Tue, 30 Jun 2026 08:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1222461 นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับ […]

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นและพอร์ตลงทุนทั่วโลกผ่านการเชื่อมโยงของสินทรัพย์ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม แม้การตอบสนองของราคาอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์เสมอไป

 

กล่าวได้ว่า ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็น “ภาษากลาง” ของตลาดเงินโลกที่บ่งบอกทิศทางกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองในขณะนั้น

 

บทความนี้มุ่งสร้างความเข้าใจว่าทำไมรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญ ข้อมูลใดที่ควรจับตา และส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน เพราะในโลกปัจจุบัน การประกาศตัวเลขเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกได้ทันที

 

ทำไมข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญกับพอร์ตลงทุนของคนไทย

 

เหตุผลที่ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการประเมิน “ต้นทุนเงิน” โลก เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมา ตลาดจะคาดการณ์ทันทีว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยอย่างไร เมื่อความคาดหวังต่อ Fed เปลี่ยน Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะขยับตาม กดดันราคาหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมบีบให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ตามต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน (Risk Appetite) ทั่วโลก หากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวเหมาะสม นักลงทุนจะกล้าเปิดรับความเสี่ยง แต่หากเงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจแย่เกินคาด ตลาดจะระมัดระวังทันที ข้อมูลเพียงชุดเดียวจึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์ทุกประเภทได้พร้อมกัน

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผ่านมาถึงพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีน้ำหนักกับตลาด ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขนั้นออกมาดีกว่าหรือแย่กว่าคาด แต่เพราะผลที่ตามมาหลังจากนั้น

 

จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดคือ ความคาดหวังต่อ Fed หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดจะเริ่มมองว่า Fed อาจยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดก็อาจมองว่า Fed มีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

 

เมื่อความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเปลี่ยน สิ่งที่ขยับตามมาคือ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี Yield ที่ปรับขึ้นมักหมายถึงต้นทุนเงินที่สูงขึ้น หุ้นเติบโตจึงมักถูกกดดัน พันธบัตรเดิมเผชิญแรงกดดันจากราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ขณะที่ทองคำมักเสียเปรียบเมื่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

ถัดจากนั้น ค่าเงินดอลลาร์ก็มักตอบสนองตามมา หากตลาดเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ดอลลาร์ก็มักแข็งค่าขึ้น และเมื่อดอลลาร์แข็ง ผลกระทบก็จะขยายไปยังทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเกิดใหม่

 

พูดอีกแบบหนึ่ง ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบพอร์ตแบบเส้นตรง แต่มักเดินผ่านลำดับเดิมซ้ำๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจ ไปสู่การคาดการณ์นโยบายของ Fed จากนั้นไปสู่ Bond Yield และดอลลาร์ ก่อนจะสะท้อนออกมาเป็นราคาของหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ

 

เงินเฟ้อ ตัวเลขแรกที่ต้องติดตาม

 

ถ้าจะมีตัวเลขเศรษฐกิจชุดไหนที่ทำให้ตลาดต้องรีบตีความมากที่สุด ชุดนั้นมักเป็น “เงินเฟ้อ” เพราะมันกำลังบอกว่า Fed มีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

ถ้าเงินเฟ้อยังสูงกว่าที่ตลาดหวัง การลดดอกเบี้ยก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะเริ่มมองหาโอกาสที่ต้นทุนเงินจะค่อยๆ ลดลงตามมา

 

ตัวเลขที่นักลงทุนเห็นบ่อยที่สุดคือ CPI (Consumer Price Index) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดไม่ได้หยุดอยู่แค่ CPI เท่านั้น สิ่งที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ Core CPI ซึ่งช่วยกรองความผันผวนระยะสั้นออกไปเพื่อดูว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงยังเหนียวอยู่หรือไม่

 

ขยับลึกลงไปอีก ตลาดจะดู PCE (Personal Consumption Expenditures) และโดยเฉพาะ Core PCE มากขึ้น เพราะนี่คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากกว่าในการกำหนดนโยบาย หากตัวเลขนี้ค่อยๆ ชะลอลง ภาพของการลดดอกเบี้ยก็จะเริ่มชัดขึ้น แต่ถ้ายังทรงตัวในระดับสูง ความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลงก็มักถูกเลื่อนออกไป

 

ส่วน PPI (Producer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้ผลิตช่วยสะท้อนแรงกดดันฝั่งต้นทุน ขณะที่ Inflation Expectations สำคัญเพราะหากคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงไปอีกนาน ความคาดหวังนั้นเองก็อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ต่อเงินเฟ้อในอนาคต

 

เมื่อข่าวเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด Bond Yield มักมีแนวโน้มขยับขึ้น ดอลลาร์มีแรงหนุน และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างหุ้นเติบโตหรือทองคำมักถูกกดดัน แต่ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มอ่อนลงในจังหวะที่เศรษฐกิจยังไม่ทรุดมาก ตลาดก็มักตอบรับในอีกแบบหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะผ่อนคลายได้โดยไม่ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่เสียหายรุนแรง

 

ดังนั้น กุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการทำความเข้าใจว่ารายงานแต่ละประเภทกำลังทำหน้าที่ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

 

  • CPI สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าที่ผู้คนต้องแบกรับจริง
  • Core CPI ทำหน้าที่กรองเสียงรบกวนระยะสั้นเพื่อค้นหาแรงกดดันที่แท้จริง
  • PCE และ Core PCE คือเลนส์สายตาที่ Fed ใช้มองภาพรวมเงินเฟ้อ
  • PPI บอกเล่าเรื่องราวความกดดันจากฝั่งต้นทุนการผลิต
  • Inflation Expectations บ่งบอกถึงระดับความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า

 

ตลาดแรงงาน ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

หากเงินเฟ้อคือตัวชี้วัดจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานก็คือคำตอบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งหรือร้อนแรงเกินไป ความสำคัญของตลาดแรงงานอยู่ที่การเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนการบริโภค แต่หากตึงตัวเกินไปจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด

 

สถานการณ์นี้มักสร้างความย้อนแย้งในการลงทุน เพราะตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งอาจทำให้ตลาดกังวลว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากค่าจ้างที่สูงจะหนุนให้เงินเฟ้อภาคบริการยังทรงตัว

 

รายงานหลักที่ต้องติดตามคือ Nonfarm Payrolls ซึ่งสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทันที หากตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินกว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่วนอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ช่วยชี้สัญญาณการอ่อนแรง หากเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมอาจเป็นสัญญาณชะลอตัวที่ดี แต่หากพุ่งเร็วเกินไปจะเปลี่ยนความกังวลไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแทน

 

อีกมาตรวัดสำคัญคือ Average Hourly Earnings หรือค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่ง Fed มองว่าเป็นต้นทุนเงินเฟ้อภาคบริการโดยตรง หากยังเติบโตสูง ผู้ประกอบการมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และนอกจากนี้ Initial Jobless Claims ชี้วัดความเร็วการเลิกจ้าง และ JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey) หรือรายงานสำรวจข้อมูลทางสถิติของสำนักงานสถิติแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาจะสะท้อนระดับความตึงตัวของตลาดผ่านตำแหน่งงานเปิดใหม่ หากตำแหน่งงานยังสูงกว่าผู้ว่างงาน แรงกดดันด้านค่าจ้างจะยังคงอยู่

 

สำหรับนักลงทุน ข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไปอาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป สิ่งที่ตลาดต้องการคือภาวะที่ค่อย ๆ “เย็นลง” อย่างมีระบบ โดยที่การจ้างงานยังดำเนินต่อไปได้และค่าจ้างชะลอตัวลงโดยไม่เกิดการเลิกจ้างรุนแรง

 

การเติบโตและการบริโภค ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ไปต่อหรือพอแค่นี้

 

ถ้าเงินเฟ้อบอกว่า Fed มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยหรือยัง และตลาดแรงงานบอกว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงแค่ไหน ตัวเลขการเติบโตและการบริโภคก็บอกอีกด้านหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไปต่อได้มากน้อยเพียงใด

 

หมวดนี้สำคัญเพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายอยู่บนดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ซื้อขายอยู่บนความคาดหวังต่อกำไรบริษัทด้วย และกำไรของบริษัทก็หนีไม่พ้นสุขภาพของเศรษฐกิจจริง

 

ตัวเลขแรกที่คนมักนึกถึงคือ GDP ซึ่งทำหน้าที่บอกภาพใหญ่ของการเติบโต แต่สำหรับตลาด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขแข็งแรงหรืออ่อนแอ หากคือแข็งแรงภายใต้เงื่อนไขแบบไหน ถ้า GDP โตดีในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูง ตลาดอาจไม่ได้ดีใจมากนัก แต่ถ้า GDP ยังขยายตัวได้ ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ชะลอลง ภาพที่ตลาดเห็นอาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

Retail Sales สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง หากยอดค้าปลีกยังแข็งแรง ย่อมบอกว่าครัวเรือนยังจับจ่ายและเศรษฐกิจยังไม่สะดุดง่ายๆ แต่ถ้าเริ่มอ่อนลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะตั้งคำถามว่าแรงส่งของผู้บริโภคเริ่มหมดหรือยัง

 

ด้านภาคธุรกิจ ตลาดมักตาม ISM Manufacturing PMI และ ISM Services PMI เพื่อดูว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวหรือหดตัว ขณะที่ Durable Goods Orders และตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยอย่าง Housing Starts หรือ Existing Home Sales ช่วยเติมภาพอีกด้านหนึ่งว่า ภาคธุรกิจยังกล้าลงทุนหรือไม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยกำลังรับแรงกดดันมากแค่ไหน

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่ได้ตีความได้ตรงเสมอไป เศรษฐกิจที่แข็งแรงอาจเป็นข่าวดีต่อกำไรบริษัท แต่ถ้าแข็งแรงเกินไปในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง ก็อาจกลายเป็นเหตุผลให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจช่วยให้ตลาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง แต่ถ้าชะลอลงมากเกินไป ตลาดก็จะเริ่มหันไปกังวลเรื่อง Recession และผลประกอบการแทน

 

Fed, Bond Yield และดอลลาร์ ตัวเลขสุดท้ายที่ห้ามมองข้าม

 

เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปิดเผย ตลาดจะประเมินทิศทางนโยบาย Fed ทันที รายงานการประชุมและถ้อยแถลงของ Fed จึงสำคัญกว่าบทวิเคราะห์ย้อนหลัง เพราะเป็นเครื่องชี้วัดแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในสายตานักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการกระทำในอนาคตของ Fed มีอิทธิพลไม่แพ้กัน

 

Fed Funds Futures จึงเป็นตัวแปรสะท้อนน้ำหนักการปรับดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ตอบสนองอย่างรุนแรงตามความเปลี่ยนแปลง โดยมี Bond Yield เป็นตัวส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด พันธบัตรอายุ 2 ปี สะท้อนนโยบายระยะสั้น ส่วนอายุ 10 ปี สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจระยะยาว เมื่อ Yield ขยับ คือสัญญาณว่าต้นทุนการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป

 

ซึ่งนำไปสู่การปรับฐานมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ หุ้นกลุ่มเติบโตจะรับผลกระทบหนักจากมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ทองคำจะลดความน่าสนใจเมื่อผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทจะถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

นอกจาก Yield แล้ว ค่าเงินดอลลาร์มักเคลื่อนไหวสอดรับกัน หาก Fed คงดอกเบี้ยสูงหรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ดอลลาร์จะแข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเกิดใหม่จากเงินทุนไหลออก

 

อิทธิพลของข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงอยู่ที่พลังในการเปลี่ยนความคาดหวังต่อ Fed และแรงส่งไปยัง Bond Yield กับดอลลาร์ เพราะตลาดขับเคลื่อนด้วย “การตีความ” ว่าข้อมูลนั้นจะเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินและราคาสินทรัพย์โลกอย่างไรมากกว่าตัวเลขดิบเพียงอย่างเดียว

 

จุดที่นักลงทุนมักอ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผิด

 

บ่อยครั้งที่ตลาดไม่ได้ขยับตามคุณภาพของตัวเลข แต่ขยับตามความต่างจากสิ่งที่คาดไว้ หากข้อมูลตรงตามการวางเดิมพัน ตลาดอาจนิ่งเฉย แต่ถ้าผิดไปจากสมมติฐานเพียงนิดเดียว การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อาจรุนแรงกว่าที่คิด

 

นักลงทุนจำนวนมากมักยึดติดกับตัวเลขพาดหัวจนละเลยบริบทการตีความ ทั้งที่ประเด็นสำคัญคือตัวเลขนั้นส่งผลต่อมุมมองด้านดอกเบี้ย Bond Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนอย่างไร

 

สิ่งสำคัญคือตัวเลขนั้นเปลี่ยนมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ย Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศลงทุนอย่างไร

 

  • อย่ามองแค่ตัวเลขดีหรือแย่ ตัวเลขที่ดีเกินคาดอาจเป็นลบต่อตลาดหากทำให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแออาจเป็นบวกถ้าตลาดต้องการให้เศรษฐกิจเย็นลง
  • อย่าดูตัวเลขเดี่ยว ตลาดอ่านเงินเฟ้อ แรงงาน การเติบโต และดอกเบี้ยควบคู่กันเสมอ ตัวเลขที่ดีอาจเปลี่ยนความหมายตามบริบทนโยบาย Fed
  • ระบุความกลัวหลักของตลาด ข้อมูลชุดเดียวกันอาจถูกตีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจถดถอย
  • เทียบกับสิ่งที่คาดไว้ ตลาดเคลื่อนไหวตามความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ความดีหรือแย่ของตัวเลขดิบ
  • เน้นกรอบการตีความ ให้ความสำคัญว่าข้อมูลนั้นเปลี่ยนทิศทางต้นทุนการเงินและกระแสเงินทุนโลกอย่างไร มากกว่าแค่ตัวเลขพาดหัว

 

อ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เป็น คืออ่านทิศทางเงินของโลกให้ชัดขึ้น

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ย Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขแยกส่วนหรือพยายามทายทิศทางตลาดระยะสั้น

 

หัวใจสำคัญคือการเข้าใจว่าข้อมูลแต่ละชุดตอบโจทย์ใด เช่น เงินเฟ้อบ่งชี้พื้นที่การลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานสะท้อนความแข็งแกร่งหรือความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคบอกถึงแรงส่งทางการเติบโต เพื่อเข้าใจว่าตลาดตีความข้อมูลเหล่านั้นสู่ราคาสินทรัพย์อย่างไร

 

การอ่านข่าวให้เป็นจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างตลาดและความเสี่ยงหลักในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าเพียงตื่นเต้นกับความผันผวน เพราะในโลกที่ตัวเลขเดียวเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ทันที ทักษะนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุนอย่างเข้าใจ

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-inflation-fed-plan-investors/ Mon, 29 Jun 2026 02:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1222764 กราฟเงินเฟ้อ สหรัฐฯ พุ่งสูง และโลโก้ Fed สื่อถึงการปรับนโยบายทางการเงิน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง […]

The post Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟเงินเฟ้อ สหรัฐฯ พุ่งสูง และโลโก้ Fed สื่อถึงการปรับนโยบายทางการเงิน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงโลก แต่ยังได้ส่งผ่านผลกระทบโดยตรงมายังค่าครองชีพของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนต่อจากนี้

 

ในบทความนี้ UOB Privilege Banking จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง พร้อมคาดการณ์แผนรับมือของ Fed ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh

 

เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ เมื่อราคาน้ำมันดันต้นทุนพุ่งสูง

 

ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% และ 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เงินเฟ้อได้กลับไปยืนเหนือระดับ 4% และถือเป็นระดับที่สูงที่สุด ในรอบ 3 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่าน

 

การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคิดเป็นมากกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นของ CPI รายเดือน เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 23.5% ขณะที่หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 3.1% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภาวะอุปทานด้านพลังงานที่หยุดชะงัก (Supply shock) ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างชัดเจน

 

 

นอกจากนี้ สัญญาณเตือนล่วงหน้าที่สำคัญยังมาจากตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งค้าส่งหรือดัชนีราคาผู้ผลิต (Headline PPI) ที่เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการพุ่งแรงถึง 6.5% YoY ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น กำลังถูกส่งผ่านไปยังภาคส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นความเสี่ยงที่จะกดดันให้เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคทรงตัวในระดับสูงต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความคาดหวังต่อเงินเฟ้อระยะยาว 10 ปี (10-year inflation expectations) ของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 2.47% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2007 อิงจากข้อมูลของ Federal Reserve Bank of Cleveland

 
 

Dot Plot ใหม่ของ Fed เพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

 

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

 

รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 เทียบกับการประชุมรอบเดือนมีนาคมที่ส่งสัญญาณว่าไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช คือ การส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่ลดลง โดยแถลงการณ์หลังการประชุมสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีความยาวมากกว่า 300 คำ เหลือเพียงประมาณ 130 คำ

 

สะท้อนแนวคิดของเควิน วอร์ช ที่เคยวิจารณ์ว่า การสื่อสารแนวโน้มดอกเบี้ยมากเกินไปอาจจำกัดความยืดหยุ่นของธนาคารกลาง และทำให้ตลาดยึดติดกับคำพูดของ เฟดมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่การลดการสื่อสารนี้ ทำให้นักลงทุนต้องตีความข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน

 

การสื่อสารในฐานะประธานเฟดครั้งแรกของเควิน วอร์ช ยังมีท่าทีที่ระมัดระวัง และแม้จะมีแนวโน้มไปในทางการใช้ขโยบายที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย (slightly hawkish) แต่ก็ยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน

 

เควิน วอร์ชได้จัดตั้ง 5 คณะทำงานเฉพาะกิจที่จะเข้ามาดูแลด้านการสื่อสาร, งบดุลของเฟด, การพึ่งพาแหล่งข้อมูล, ผลิตภาพและการจ้างงาน และผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตลอดจน กรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อของเฟด  UOB มองว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้คณะ FOMC ได้มีเวลาทบทวนและตัดสินใจการใช้นโยบายการเงินในอนาคต

และจาก Dot Plot ล่าสุดที่เสียงแตกยังมีกรรมการ 8 ท่านที่มีมุมมองให้คงดอกเบี้ยในปีนี้ UOB จึงยังคงมุมมองคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯว่า เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 นี้ และเมื่อเงินเฟ้อชั่วคราวที่พุ่งสูงเริ่มผ่อนคลาย เฟดจะเริ่มกลับมาลดดอกเบี้ยในปี 2027 จำนวน 2 ครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 และ 4  แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ เรายังคงตระหนักถึงความเสี่ยงขาขึ้นของดอกเบี้ยด้วย หากเงินเฟ้อเร่งตัวต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

 

 

โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ที่ไหน ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ค้างสูง?

 
 

ภาวะ Higer for longer กลับมาอีกครั้ง UOB Privilege Banking มองว่าจังหวะนี้คือโอกาสในการปรับพอร์ตและคัดเลือกสินทรัพย์เข้าลงทุน

 

การลงทุนในตราสารหนี้ ในสภาวะที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น นักลงทุนจะได้รับ yield ในระดับที่สูงยาวนานขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง income ให้พอร์ตการลงทุน และตราสารหนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความผันผวน สร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในยามที่ตลาดผันผวนด้วย โดย UOB ยังแนะนำลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) เป็นหลัก และปรับลด duration ลงเพื่อลดความผันผวน จาก 5-7 ปี สู่ระดับ 4-5 ปี

 

นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญทั้งการสร้าง income และคุณภาพของตราสาร รวมถึงการปรับพอร์ตให้เหมาะกับสภาวะตลาดในกองทุน K-GDBOND-A(A) ความเสี่ยงระดับ 5 ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund, Class INST USD Acc

 

และยังสามารถเลือกลงทุน Offshore Bond  หุ้นกู้บริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น  AIA Group , Citigroup ,  NVIDIA , Bangkok Bank PCL/Hong Kong หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อล๊อคอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอได้เช่นกัน

 

 

และภายใต้สภาวะการลงทุนที่ตลาดอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนได้รวดเร็วนั้น การลงทุนที่มีผู้ช่วยจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญสูงจะช่วยลดภาระในการดูแลพอร์ตของนักลงทุนลงได้ และเรายังคงแนะนำการจัดพอร์ตกระจายการลงทุนให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ธนาคาร UOB มีกองทุนที่ตอบโจทย์เหล่านี้ นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม UIFT  ความเสี่ยงระดับ 5 นโยบายลงทุนในตราสารหนี้ 50% และหุ้น 50%  เป็นกองทุนผสมลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกที่จะช่วย balanced พอร์ตการลงทุน และสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้น สามารถเลือกลงทุนกองทุน UGFT ความเสี่ยงระดับ 6 นโยบายลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% เป็นกองทุนหุ้นโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง และสัดส่วนของตราสารหนี้ 20% นั้นเปรียบเหมือนหลุมหลบภัยในยามที่ตลาดผันผวนได้

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

The post Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? https://thestandard.co/war-bond-yield-market-investment/ Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209710

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน […]

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้

 

อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น

 

ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น

 

ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น

 

ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: La Terase / Shutterstock

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อจาก 0.3% สู่ 2.9% กรณีเลวร้าย เงินเฟ้ออาจแตะ 5% เผยธุรกิจกว่า 70% จ่อขึ้นราคาสินค้า จับสัญญาณ ค่าครองชีพพุ่ง https://thestandard.co/bank-thailand-inflation-forecast-price-hike/ Wed, 29 Apr 2026 12:01:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202463 ภาพประกอบแสดงเงินเฟ้อพุ่งและค่าครองชีพสูงขึ้นตามคาดการณ์แบงก์ชาติ

แบงก์ชาติปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้จาก 0.3% สู่ 2.9% เตื […]

The post แบงก์ชาติ ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อจาก 0.3% สู่ 2.9% กรณีเลวร้าย เงินเฟ้ออาจแตะ 5% เผยธุรกิจกว่า 70% จ่อขึ้นราคาสินค้า จับสัญญาณ ค่าครองชีพพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงเงินเฟ้อพุ่งและค่าครองชีพสูงขึ้นตามคาดการณ์แบงก์ชาติ

แบงก์ชาติปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้จาก 0.3% สู่ 2.9% เตือนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายในช่วงสั้นๆ คาดกรณีเลวร้าย เงินเฟ้ออาจแตะ 5% ในปีนี้ เผยผลสำรวจธุรกิจกว่า 70% จ่อขึ้นราคาสินค้า จับสัญญาณ ค่าครองชีพพุ่ง

 

 
 

วันนี้ (29 เมษายน) ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวในงานแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2569 โดยระบุว่า แม้กนง.จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี อย่างไรก็ตาม กนง.ยังให้ความสำคัญและห่วงความเสี่ยงด้าน ‘เงินเฟ้อ’ มากที่สุด

 

โดยในกรณีฐาน (Base Case) กนง.ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จาก 0.3% (ในประมาณการเดิมเมื่อธันวาคมปีก่อน) ตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ในปี 2569 ถูกปรับเพิ่มเป็น 1.6% จาก 0.8% ในประมาณการครั้งก่อน

 

โดยในกรณีเลวร้าย (Worse Case) ซึ่งกนง.ประเมินว่า เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ถึง 1% และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะไปสู่ระดับ 5% อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนชี้ว่า ฉากทัศน์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ ‘ต่ำ’ จึงไม่ได้พิจารณากรณีดังกล่าวมากนัก

 

ผลสำรวจพบธุรกิจ 70% จ่อขึ้นราคา แซงสถิติช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

นอกจากนี้ ดร.ดอนยังกล่าวว่า ตามผลการสำรวจของ BSI special ประจำเดือนเมษายน 2569 พบว่า ภาคธุรกิจประมาณ 70% มีแนวโน้มปรับราคาขึ้นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผลสำรวจช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีภาคธุรกิจระบุว่าจะปรับราคาขึ้นเพียง 60% เท่านั้น

 

พร้อมทั้งกล่าวว่า เมื่อมองไปข้างหน้า ยามเกิดสงครามขึ้น ค่าครองชีพก็คาดว่า จะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่รายได้ต่อเดือนจะมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการ

 

ดร.ดอนยังย้ำว่า สาเหตุที่กนง.ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อ เนื่องมาจากธปท. ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

เลือก ‘มองข้าม’ รอบนี้ ชี้ความเสี่ยง Second Round Effect ยังจำกัด

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางจะมีปัญหา จึง ‘มองข้าม’ การที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะคาดว่า จะเพิ่มขึ้นชั่วคราว และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบ

 

ดร.ดอนกล่าวว่า สาเหตุที่สามารถมองข้ามเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานได้นั้น มาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในฝั่งอุปสงค์เป็นหลัก แต่ไม่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน ที่สำคัญกว่านั้น กระบวนการลดลงของภาวะเงินเฟ้อ (Disinflation) ไทยมักเกิดขึ้นเร็ว เพราะอัตราเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานมักอยู่ไม่นาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ดร.ดอนระบุอีกว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเจอผลต่อเนื่องของเงินเฟ้อ (Second Round Effect ของเงินเฟ้อ) ‘จำกัด’ โดยยกตัวอย่างช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่า เมื่อช็อกที่มาจากอุปทาน (Supply) รอบแรกหมดไปแล้ว ราคาสินค้าและบริการของไทยบางรายการกลับ ‘ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง’ หรือ ‘ปรับลดลง’ ด้วยซ้ำ

 

เปิดเหตุผลทำไมเลือก ‘คง’ ดอกเบี้ย

 

ดร.ดอนยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้หลายฉากทัศน์ พร้อมทั้งอธิบายว่า การปรับขึ้นและปรับลดดอกเบี้ยล้วนมีต้นทุนและมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั้งคู่

 

โดยหากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดลอยอย่างชัดเจน จะซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจและครัวเรือนที่อยู่ระหว่างฟื้นตัว และเปราะบางอยู่เดิม

 

ในทางตรงกันข้าม หากปรับลดดอกเบี้ยภายใต้บริบทปัจจุบันที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และส่งผลต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

 

“ต้องบอกว่า เราปิดประตูอะไรไปไม่ได้ทั้งนั้นนะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นว่าในอนาคตจะมีความเสี่ยงด้านไหนมากกว่ากัน ด้านเงินเฟ้อหรือด้านเศรษฐกิจ แต่ทุกอย่างเรายึดหลัก Data Dependent ต้องติดตามใกล้ชิดว่า จะมีสัญญาณที่ไม่เป็นไปตามคาดหรือไม่ และเราก็ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมก็แค่นั้น” ดร.ดอนกล่าว

The post แบงก์ชาติ ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อจาก 0.3% สู่ 2.9% กรณีเลวร้าย เงินเฟ้ออาจแตะ 5% เผยธุรกิจกว่า 70% จ่อขึ้นราคาสินค้า จับสัญญาณ ค่าครองชีพพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กลับลำสั่งยุติสอบสวน ‘พาวเวลล์’ แต่ความตึงเครียดใน Fed อาจยังไม่จบ https://thestandard.co/doj-ends-powell-probe-fed-tension/ Sun, 26 Apr 2026 11:50:26 +0000 https://thestandard.co/doj-ends-powell-probe-fed-tension/ ภาพ เควิน วอร์ช และ เจอโรม พาวเวลล์ ในบริบทความตึงเครียดของ Fed หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยุติสอบสวน

การตัดสินใจของ Jeanine Pirro อัยการสหรัฐฯ ในการยุติการส […]

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กลับลำสั่งยุติสอบสวน ‘พาวเวลล์’ แต่ความตึงเครียดใน Fed อาจยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เควิน วอร์ช และ เจอโรม พาวเวลล์ ในบริบทความตึงเครียดของ Fed หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยุติสอบสวน

การตัดสินใจของ Jeanine Pirro อัยการสหรัฐฯ ในการยุติการสอบสวนทางอาญาต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเป็นการเปิดทางให้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ได้ราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า Jerome Powell ประธาน Fed คนปัจจุบันจะยอมก้าวลงจากตำแหน่งคณะผู้ว่าการได้

 

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงเมื่อวันศุกร์ของ Pirro ยังระบุว่า “จะไม่ลังเลที่จะรื้อคดีอาญาขึ้นมาใหม่หากพบข้อเท็จจริงที่เอื้ออำนวย”

 

ทั้งนี้ Powell เคยให้คำมั่นว่าจะดำรงตำแหน่งในธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อไปจนกว่าการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ในประเด็นงบประมาณการปรับปรุงอาคารที่บานปลายจะเสร็จสิ้น “อย่างโปร่งใสและถึงที่สุด”

 

ดังนั้น คำสั่งล่าสุดจึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดำเนินการของ Pirro ซึ่งเป็นการส่งไม้ต่อให้ Inspector General ซึ่งเป็นสำนักงานตรวจสอบของ Fed เองนั้น จะถือว่าบรรลุเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่

 

สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ Powell ตัดสินใจอยู่ใน Fed ต่อไป แม้ว่าวุฒิสภาจะให้การรับรอง Kevin Warsh ผู้สมัครที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อให้แทนที่ Powell แล้วก็ตาม

 

ทั้งนี้ แม้วาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed ของ Powell จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ตำแหน่งในคณะผู้ว่าการของ Powell นั้นจะยังไม่หมดวาระจนกว่าจะถึงปี 2028

 

คณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภา (Senate Banking panel) ได้กำหนดตารางการลงคะแนนเสียงเพื่อรับรองการเสนอชื่อ Kevin Warsh ในวันที่ 29 เมษายน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหญ่รัฐบาลทรัมป์คือ ต้องการให้กระบวนการรับรองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนหรือภายในวันที่ 15 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันที่ Jerome Powell จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed

 

Brett Ryan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Deutsche Bank ให้ความเห็นว่า “ผมคงไม่บอกว่าเรื่องนี้จบลงอย่างเบ็ดเสร็จ” เมื่อกล่าวถึงโอกาสที่ประกาศเมื่อวันศุกร์จะทำให้ Powell ยอมเกษียณตนเอง การที่ Pirro เปิดช่องในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ อาจทำให้ Powell ต้องยั้งคิดในการสละที่นั่งในคณะผู้ว่าการ”

 

ทางด้าน Warsh ซึ่งเพิ่งเข้ารับการไต่สวนต่อคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาในสัปดาห์นี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม Thom Tillis วุฒิสมาชิกรีพับลิกันคนสำคัญจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้ประกาศว่าจะขัดขวางการรับรองตำแหน่งจนกว่ากระทรวงยุติธรรมจะยกเลิกการสอบสวนทั้งหมด ซึ่งจนถึงขณะนี้ Tillis ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติมภายหลังประกาศของ Pirro เมื่อวันศุกร์

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ให้ความเห็นสั้นๆ ต่อผู้สื่อข่าวถึงเส้นทางของ Warsh ว่า “น่าจะราบรื่น” หลังจากกระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนทางอาญา แต่ทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะยืนยันความปลอดภัยให้กับ Powell โดยอ้างถึงการตรวจสอบ Fed ที่ยังดำเนินอยู่ พร้อมระบุว่า “ผมมีหน้าที่ต้องหาคำตอบ” เกี่ยวกับสาเหตุของงบประมาณที่บานปลาย

 

คณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาได้ดำเนินการกำหนดการลงคะแนนรับรองการเสนอชื่อ Warsh ในวันที่ 29 เมษายน อย่างไรก็ตาม การที่ Powell ยังคงอยู่ในคณะผู้ว่าการอาจทำให้การทำงานของประธานคนใหม่เป็นไปอย่างท้าทาย โดยเฉพาะหาก มีความเห็นไม่ลงรอยกับประธานคนใหม่

 

ในตลอดยุคสมัยการดำรงตำแหน่ง 8 ปี Powell บริหาร Fed ด้วยแนวทางสร้างความเห็นพ้องต้องกัน (Consensus-building) ซึ่งทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากเพื่อนร่วมงาน โดยในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ Fed ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงตัวอยู่ในระดับสูง และเฝ้าระวังผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากเงินเฟ้อได้สูงเกินเป้าหมาย 2% ของ Fed มานานกว่า 5 ปี ประกอบกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันจากความขัดแย้งที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น

 

Warsh ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ Fed ในช่วงปี 2006 ถึง 2011 มักวิพากษ์วิจารณ์สถาบันแห่งนี้หลังจากพ้นตำแหน่งไป โดยในการแถลงต่อวุฒิสภาเมื่อวันอังคารว่า ตนได้เรียกร้องให้มีการ “เปลี่ยนระบอบ” (Regime change) ในวิธีการดำเนินนโยบายของ Fed และเสนอให้ใช้กรอบการทำงานใหม่ในการจัดการเงินเฟ้อ แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก Evercore ISI นำโดย Krishna Guha มองว่าความเห็นของ Warsh นั้น “เป็นการยั่วยุ” และอาจเพิ่มโอกาสที่ Powell จะเลือกอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อปกป้องสถาบัน โดย Guha ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า “เราคาดการณ์ว่า Powell จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ Fed ปกติต่อไปอีกหลายเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนการยอมความหรือการลาออกภายใต้แรงกดดัน”

 

การตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลกำลังดำเนินการ

 

เอกสารงบประมาณของ Fed ระบุว่า งบประมาณปัจจุบันจำนวน 2.46 พันล้านดอลลาร์ สำหรับการปรับปรุงอาคารทั้งสองแห่งนั้น สูงกว่างบประมาณที่เคยจัดสรรไว้ในปี 2020 ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานในช่วงหลังการแพร่ระบาด

 

โฆษกประจำสำนักงาน Inspector General ของ Fed เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ทางสำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 รวมถึงการตรวจสอบ “การเพิ่มขึ้นของต้นทุนและงบประมาณที่บานปลายอย่างมีนัยสำคัญ”

 

“เรากำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้น และพร้อมที่จะเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณชนและสภาคองเกรสทันทีที่ดำเนินการแล้วเสร็จ” โฆษกกล่าว

 

ทั้งนี้ Inspector General ของ Fed ได้เคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบการปรับปรุงอาคารดังกล่าวมาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ซึ่งเสนอแนะให้ปรับปรุงการบริหารจัดการโครงการ และอีกฉบับในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งระบุว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนการซ่อมแซมนั้น “มีประสิทธิภาพโดยทั่วไป”

 

ก่อนหน้านี้ Powell ได้เปิดเผยถึงการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุผ่านแถลงการณ์วิดีโออย่างตรงไปตรงมาว่า การสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียง “ข้ออ้าง” เพื่อให้ทรัมป์สามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายการเงิน

 

ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ Powell อย่างรุนแรงมานานหลายเดือนจากการที่ Powell ขัดขืนแรงกดดันในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และได้แสดงท่าทีสนับสนุนการสอบสวนโครงการปรับปรุงอาคารนี้ต่อสาธารณะ โดยทรัมป์ได้ตราหน้า Powell ว่าเป็นคน “หัวทึบ” (Numbskull) “ผู้แพ้รายใหญ่” (Major Loser) และ “ไร้ความสามารถอย่างยิ่ง” (very incompetent)

 

อ้างอิง:

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กลับลำสั่งยุติสอบสวน ‘พาวเวลล์’ แต่ความตึงเครียดใน Fed อาจยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-chairman-trump/ Sat, 25 Apr 2026 05:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1201139 เควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ช่วงตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน ความสนใจของนักลงทุ […]

The post สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ช่วงตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน ความสนใจของนักลงทุนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับประเด็นสงครามรายวัน เสมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว

 

แต่ที่จริงในตลาดการเงินกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่สำคัญมากไม่แพ้กันก่อตัวอยู่ นั่นคือการพิจารณารับรอง Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากวุฒิสภาสหรัฐฯ และในช่วงที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ตลาดยังไม่รู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน

 

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่วุ่นวายและผันผวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

คำถามไม่ใช่แค่ Warsh จะได้รับการยืนยันตำแหน่งนี้หรือไม่ แต่รวมไปถึงธนาคารกลางควรกำหนดนโยบายการเงินอย่างไรในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวจากสงคราม และราคาน้ำมัน สลับกับแรงกดดันของประธานาธิบดี Trump ที่ต้องการให้ Fed ลดดอกเบี้ยทันที

 

ความเป็นอิสระของ Fed ยังสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและตลาดการเงินแค่ไหน นักลงทุนอย่างเราควรต้องรู้ให้เท่าทันตลาด

 

การเปลี่ยนตัวประธาน Fed รอบนี้ต่างจากทุกครั้ง ผมเชื่อว่าเป็นเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงผิดปกติ ระหว่างประธานาธิบดีกับประธาน Fed

 

จุดเริ่มต้นการเสนอชื่อ Warsh เกิดขึ้นหลังจาก Trump ส่งข้อความผ่าน Truth Social ว่า “Powell’s termination cannot come fast enough” กลางปี 2025 ตามด้วยการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกหมายศาลสอบสวน Jerome Powell เรื่องค่าปรับปรุงอาคาร Eccles Building มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

 

ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับ Fed ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์ ความเป็นอิสระกับไม่เป็นอิสระมักมีผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก

 

เช่นก่อนเลือกตั้งปี 1972 ปธน. Nixon กดดัน Arthur Burns ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงิน Burns ดำเนินการตามที่ขอ หนุนให้เศรษฐกิจร้อนแรงจน Nixon ชนะเลือกตั้ง แต่สองปีถัดมาเงินเฟ้อกลับพุ่งขึ้นสูง ทั้งจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ซ้ำเติมด้วยวิกฤติน้ำมัน OPEC ปี 1973 จน Fed ต้องใช้ยาแรงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไล่เงินเฟ้อออกจากระบบ

 

กลับกันเมื่อปี 1984 James Baker ในฐานะ White House Chief of Staff และตัวแทน Ronald Reagan สั่งประธาน Fed, Paul Volcker ตรงๆ ว่าอย่าขึ้นดอกเบี้ยก่อนเลือกตั้ง แต่ Volcker เลือกที่จะดำเนินนโยบายตามที่เห็นสมควร จนถูก Reagan ลดบทบาทด้วยการแต่งตั้ง Board ใหม่จน Volcker แพ้โหวตใน FOMC และลาออกในที่สุดปี 1987 ผลลัพธ์จากการที่ Fed รักษาความเป็นอิสระในช่วง 1979 – 1984 คือเงินเฟ้อถูกกำจัดออกจากระบบ หนุนเศรษฐกิจให้เข้าสู่วัฏจักรการเติบโตที่ยาวนานกว่า 90 เดือนในทศวรรษ 1980

 

ประเด็นต่อมา คือสถานการณ์สงครามเพิ่มโอกาสการกำหนดนโยบายการเงินผิดพลาด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ในอนาคต

 

เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1942–1951) Fed ช่วยตรึงดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ไว้ที่ 0.375-2.5% เพื่อช่วยรัฐบาลออกพันธบัตรสงคราม ผลคือหนี้ต่อ GDP สหรัฐฯ พุ่งจาก 42% ไปแตะระดับ 110-120% เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 10-20% ต่อปีหลังสงคราม นำไปสู่การตั้งข้อตกลง Treasury-Fed Accord ในปี 1951 เพื่อคืนอิสระให้ Fed กลายเป็นรากฐานของระบบ Monetary Policy ปัจจุบัน

 

สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้จะไม่รุนแรงเท่าสงครามโลก แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ต้องจับตา

 

ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน Fed ก็ต้องระวังว่าถ้าต้องลดดอกเบี้ยทันทีตามที่ Trump ต้องการ อาจสร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed ตลาดหุ้นและยีลด์จะผันผวนจน Fed Put อาจเป็นสัญญาณลบกับตลาดการเงินมากกว่าบวก

 

เมื่อเราเข้าใจว่าการตัดสินใจของ Fed อาจนำไปสู่ทิศทางของโลกการเงินที่หลากหลาย ก็ต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

 

กรณีฐาน โอกาสเกิดสูงสุดคือ Warsh ได้เป็นประธาน Fed คนใหม่ และปรับลดดอกเบี้ยแบบ Hawkish Cut

 

ผมคาดว่า Warsh จะได้รับการยืนยันแต่งตั้งภายในวันที่ 15 พ.ค. แทนที่ Powell ที่หมดวาระ

 

แต่ Warsh ต้องถ่วงดุลและเลือกดำเนินนโยบายการเงินให้ Fed ดูมีความเป็นอิสระมากที่สุด เป็นไปได้ที่ Warsh จะลดดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันจาก Trump แต่เลือกสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความเป็นอิสระของ Fed ด้วยการลดขนาดงบดุล (QT) และสนับสนุนการลงทุน AI เพื่อลดต้นทุนเศรษฐกิจระยะยาว

 

กรณีนี้ ผมมองว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสลดลงอย่างน้อย 1 ครั้ง (25bps) ช่วงปลายปี แต่ยีลด์ระยะยาว 7-10 ปีจะทรงตัวในกรอบ 4.0 – 4.5% จากทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูง การทำ QT และค่าใช้จ่ายลงทุน

 

สำหรับกรณีฐาน ผมประเมินว่าดัชนี S&P 500 จะสามารถยืนได้ที่ระดับ 7,000 จุด จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่การลดดอกเบี้ยอาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่ากลับลงไปที่ระดับ 31.3 บาท กลยุทธ์การลงทุนจึงเป็นการกระจายการลงทุนไปสู่หุ้นทั่วโลกเป็นหลัก

 

กรณีเสี่ยง ผมมองว่าเป็น Warsh ที่ลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ส่งผลให้ตลาดกังวลกับเงินเฟ้อ ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นกดดันโลกการเงิน

 

กรณีนี้คือ Warsh ได้รับการแต่งตั้งภายในกลางปี และเลือกที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยทันที 2-3 ครั้งในปีนี้ตามที่ Trump ต้องการ

 

แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นอาจตอบรับในเชิงบวก แต่ความเสี่ยงในระยะยาวจะก่อตัวขึ้นเพราะเงินเฟ้อไม่ได้รับการควบคุม ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อคาดหวังจะสูงกว่า 3.0% ตลอดปี

 

ด้านตลาดการเงิน บอนด์ยีลด์จะชันขึ้นมากที่สุด ยีลด์ 10 ปีอาจขึ้นสูงไปได้ถึง 4.5-5.0% จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและวินัยทางการคลัง

 

ดัชนี S&P 500 มีโอกาสย่อตัวกลับไปที่ 6,400 – 6,700 จุด แต่ดอลลาร์จะแข็งค่าไปที่ 32.6 บาทจากทั้งยีลด์ที่สูงขึ้น และนักลงทุนที่เลือกหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย

 

กรณีวิกฤติ และอาจต้องระวังไว้คือ Constitutional Chaos จากการแต่งตั้ง Warsh ที่ล้มเหลวและ Trump เดินหน้าปลด Powell ออกจากตำแหน่ง

 

ถ้าวุฒิสภาไม่ยืนยัน Warsh ก่อน 15 พ.ค. และ Powell ต้องนั่งรักษาการ จะส่งผลให้ Trump พยายามปลดเขาออกจากตำแหน่งโดยอ้างความผิดทางวินัย

 

ผมมองว่าตลาดจะเข้าสู่โหมดตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กังวลเรื่องนโยบาย แต่คือการสั่นคลอนความเป็นอิสระของ Fed โดยตรง

 

แม้ในกรณีนี้ ดอกเบี้ยอาจไม่ลดเลยเพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจอย่างชัดเจน หนุนยีลด์ระยะยาวทรงตัวสูง

 

แต่ระดับดอกเบี้ยที่สูงจากเหตุการณ์นี้ ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหรือการควบคุมเงินเฟ้อได้เลย ในทางตรงข้ามอาจเป็นความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ร้ายที่สุดอาจลุกลามไปจนเป็นแรงกดดันให้นักลงทุนสถาบันและธนาคารกลางทั่วโลกต้องลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ

 

ผมมองว่านี่คือวิกฤติที่แท้จริงที่อาจกดดันให้ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำกว่า 6,500 จุด พร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนค่าเชิงโครงสร้างลงไปที่ระดับ 30.6 บาท

 

การเดิมพันของ Trump บนตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ จึงเป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ ในมุมมองของผม บทเรียนในอดีตสอนเราว่า ตลาดรับได้กับดอกเบี้ยสูง มากกว่า Fed ที่ไม่เป็นอิสระ

 

สิ่งที่นักลงทุนควรตีความให้ได้ จึงไม่ใช่แค่ว่า Warsh จะมาหรือไม่ หรือจะลดดอกเบี้ยได้กี่ครั้ง แต่คือบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจาก Trump จะยืนหยัดต่อสู้เพื่ออิสระของธนาคารกลางหรือไม่ ชาวโลกการเงินจะได้เห็นสิ่งนี้ไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Tom Williams / Contributor / Getty Images

The post สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกใกล้ถังแตก IMF เตือน ‘สามสูง’ วิกฤตการคลัง หนี้พุ่ง ดอกเบี้ยแพง ความไม่แน่นอนสูง https://thestandard.co/imf-debt-interest-risk-warning/ Thu, 16 Apr 2026 01:23:05 +0000 https://thestandard.co/imf-debt-interest-risk-warning/ ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก IMF เรื่อง ‘สามสูง’ ประกอบด้วยหนี้สูง ดอกเบี้ยสูง และความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกใกล้ถังแตก

วันที่ 15 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ กองทุนการเง […]

The post โลกใกล้ถังแตก IMF เตือน ‘สามสูง’ วิกฤตการคลัง หนี้พุ่ง ดอกเบี้ยแพง ความไม่แน่นอนสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก IMF เรื่อง ‘สามสูง’ ประกอบด้วยหนี้สูง ดอกเบี้ยสูง และความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกใกล้ถังแตก

วันที่ 15 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “ช่วงเปราะบาง” (Fragile Phase) อีกครั้ง ภายใต้แรงกดดันสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ ระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานและการเงินโลก

 

‘สามสูง’ โลกใหม่: หนี้สูง ดอกเบี้ยสูง ความเสี่ยงสูง

 

รายงาน Fiscal Monitor เดือนเมษายน 2026 ระบุว่า หนี้ภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับเกือบ 94% ของ GDP ในปี 2025 และมีแนวโน้มจะทะลุ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นเพียงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ “ช่องว่างทางการคลัง” (Fiscal Gap) ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าหลายประเทศยังไม่สามารถปรับสมดุลรายรับรายจ่ายเพื่อหยุดการเพิ่มขึ้นของหนี้ได้

 

IMF ชี้ว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “ทิศทางของนโยบายการคลัง” ที่ยังคงขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน ส่งผลให้ดุลการคลังขั้นต้นยังอยู่ในภาวะขาดดุลต่อเนื่อง

 

ในขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นแรงกดดันใหม่ โดยในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับเกือบ 3% ของ GDP สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะเริ่มเข้าใกล้ช่วงปลายของวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย

 

แรงกระแทกพลังงาน: เมื่อสงครามส่งผ่านถึงเงินเฟ้อ

 

ภาพรวมดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่ง IMF ระบุว่าเป็น “แรงกระแทกใหม่” ที่ส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ภาวะการเงินที่ตึงตัว และความเชื่อมั่นที่ลดลง โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงาน ซึ่งรวมถึงหลายประเทศในเอเชียมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

IMF ยังเตือนว่า “พื้นที่เชิงนโยบาย” (Policy Space) ของหลายประเทศกำลังจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือกับ Shock ใหม่ ๆ ลดลง ขณะที่ความเสี่ยงในระบบการเงินยังคงอยู่ ทั้งจากการเติบโตของ Non-Bank Financial Institutions และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดพันธบัตรที่ทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น

 

รายงานยังระบุถึงความเสี่ยงใหม่จากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งหากเกิดการปรับฐานรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินโลกเพิ่มเติม

 

ไทยบนทางแพร่ง: กับดักนโยบายในโลกที่เปลี่ยนไป

 

แม้ IMF จะไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อ Shock ดังกล่าวมากที่สุด ทั้งในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ซึ่งหมายความว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานมีแนวโน้มส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจไทยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในรูปของเงินเฟ้อ ค่าไฟ และภาระทางการคลัง

 

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดและตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในรอบนี้มีต้นตอมาจากฝั่งอุปทาน (supply-side inflation) ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเสี่ยงกดดันอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงจับตาเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Persistent Inflation) จนส่งผลต่อความคาดหวังเงินเฟ้อ (Inflation expectations) ซึ่งอาจทำให้ต้องพิจารณานโยบายเพิ่มเติมในระยะถัดไป

 

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยังประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับ “ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว” และส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการปรับลดเพิ่มเติม โดยระบุว่าแนวโน้มของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในทิศทาง “คง” หรือ “ขึ้น” มากกว่า

 

ในฝั่งนโยบายการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างเข้าร่วมการประชุม IMF–World Bank Spring Meeting ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลอาจต้องพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ไปสู่ระดับ 80% ของ GDP เพื่อรองรับความจำเป็นด้านการลงทุนและมาตรการดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP ยังไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่ม IMF และเชื่อว่าไทยยังคงมี “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังจำเป็นต้องดำเนินอย่างระมัดระวัง ไม่ฟุ่มเฟือย และสามารถพิจารณาขยายเพดานหนี้ได้ หากมีความจำเป็นในอนาคต

 

ดร.เอกนิติยังอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยมีความแตกต่างจากความกังวลที่ IMF ระบุไว้ เนื่องจากเป็นหนี้ภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนจากภายนอก และทำให้รัฐบาลยังมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้ภายใต้กรอบที่มีอยู่

 

สำหรับมาตรการในปัจจุบัน เอกนิติระบุว่า การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ออกมาในลักษณะ “เฉพาะเจาะจง” (Targeted Measures) ยังอยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยการดำเนินนโยบายในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่แน่นอนจากภายนอก

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติเน้นว่า นอกจากการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินควบคู่กันคือ “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” (Economic Transition) ไปสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานเดิม ทำให้การขยายเพดานกลายเป็นประเด็นที่ต้องหารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด แม้ฝ่ายนโยบายจะยืนยันว่าไทยยังคงมีสถานะอยู่ในระดับ Investment Grade และมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำและต้นทุนการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงการประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

The post โลกใกล้ถังแตก IMF เตือน ‘สามสูง’ วิกฤตการคลัง หนี้พุ่ง ดอกเบี้ยแพง ความไม่แน่นอนสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ https://thestandard.co/imf-middle-east-war-global-economy-energy-crisis/ Wed, 15 Apr 2026 03:18:12 +0000 https://thestandard.co/imf-middle-east-war-global-economy-energy-crisis/ ภาพ IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจโลกเหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโ […]

The post IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจโลกเหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

 

วันที่ 14 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2026 ระบุชัดว่า โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยี สภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ กำลังถูก “หยุดลง” อย่างกะทันหันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซของโลก

 

3 ช่องทาง ‘แรงกระแทก’ ที่กำลังลามทั้งระบบ

 

IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามครั้งนี้จะส่งผ่านเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก

 

หนึ่ง ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็น ‘Negative Supply Shock’ ตามตำราเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกบั่นทอน

 

สอง ความเสี่ยงของการเกิด ‘วงจรค่าแรง–ราคา’ หากภาคธุรกิจทยอยขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน และแรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มเพื่อรักษารายได้จริง ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อฝังตัวลึกขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังไม่มั่นคง

 

สาม ความผันผวนในตลาดการเงิน เมื่อความเสี่ยงมหภาคเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจปรับพอร์ตอย่างฉับพลัน นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เงินทุนไหลออก และภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก

 

โลกยังโต…แต่โตช้าลง และเงินเฟ้อกลับมา

 

ภายใต้ ‘Reference Forecast’ ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ 3.1% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นการหักล้างแนวโน้มเงินเฟ้อขาลงที่โลกพยายามสร้างมาตลอดช่วงหลังโควิด

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลง IMF ประเมินว่าในกรณี Adverse เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.5% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 5.4% ขณะที่ในกรณี Severe ซึ่งรวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 2% และเงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะ Stagflation

 

ใครเจ็บหนักที่สุด

 

ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

 

อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่พึ่งพาแรงงานในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบจากเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) ที่ลดลง ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ

 

บทเรียนจากปี 2022: รอบนี้อาจยากกว่าเดิม

 

IMF เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตราคาพลังงานปี 2022 หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งในครั้งนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อกดเงินเฟ้อลงได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

 

แต่ครั้งนี้เงื่อนไขต่างออกไป ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว สภาพคล่องส่วนเกินลดลง และโครงสร้างเศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่การลดเงินเฟ้อต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้โจทย์ของผู้กำหนดนโยบายยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นโยบายต้อง ‘แม่น’ และ ‘มีวินัย’ มากขึ้น

 

IMF แนะนำว่า ธนาคารกลางควรสามารถ “มองข้าม” การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในระยะสั้นได้ ตราบใดที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดเหนี่ยวอยู่ แต่หากเริ่มหลุดกรอบ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

 

ด้านนโยบายการคลัง IMF เตือนให้หลีกเลี่ยงมาตรการแบบเหวี่ยงแห เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและบิดเบือนกลไกตลาด โดยแนะนำให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะจุด ชั่วคราว และมีเป้าหมายชัดเจน” แทน

 

การปล่อยให้ราคาสะท้อนความขาดแคลนยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ขณะที่การควบคุมราคาหรือจำกัดการส่งออกมักให้ผลย้อนกลับและซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว

 

โลกหลายขั้ว กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

 

นอกเหนือจากผลกระทบระยะสั้น สงครามครั้งนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ระเบียบใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความตึงเครียดทางการค้า การแบ่งขั้ว และการลดทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

IMF เตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจลดศักยภาพการเติบโตของโลกในระยะยาว แม้ในอีกด้านหนึ่ง การค้าและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูก “จัดเส้นทางใหม่” ผ่านพันธมิตรและภูมิภาคใหม่ ๆ

 

บทสรุป: ความเสี่ยงระยะสั้น vs โอกาสระยะยาว

 

แม้โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกจากสงครามและพลังงาน แต่ IMF ชี้ว่าไม่ควรละสายตาจากปัจจัยบวกในระยะยาว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของ AI ที่อาจเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภาพครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ราบรื่น ความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดการเงินและการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ

 

สุดท้าย IMF ย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการจำกัดความเสียหายยังคงเป็น “การยุติสงครามโดยเร็ว” ควบคู่กับการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่เปราะบางขึ้น ความร่วมมืออาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว

The post IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/ Thu, 09 Apr 2026 13:31:37 +0000 https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/ ภาพผู้ว่าฯ ธปท. พร้อมข้อความยืนยันการตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศ […]

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ว่าฯ ธปท. พร้อมข้อความยืนยันการตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม คาดในกรณีฐาน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 ส่วนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายแตะ 3.5% และห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

 

วันนี้ (9 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบัน ธปท.คาดว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ​เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 นับว่าชะลอตัวจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยในกรณีฐานดังกล่าว ธปท.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลง ภายในช่วงกลางปีนี้ กล่าวคือ หากสถานการณ์จบภายในเดือนมิถุนายน GDP ไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 1.3% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 3.5% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์จบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้ GDP ไทยอาจโตที่ 1.7% และเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%

 

ประมาณการล่าสุดนี้นับว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในการแถลงข่าวผลการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยช่วงนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ประมาณ 2.0% ในปีนี้ พร้อมทั้งมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา

 

วิทัย ยังย้ำว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.3-1.7% นี้ยังไม่นับมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาของรัฐบาล “รัฐบาลใหม่มาจะมีมาตรการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่จะกระตุ้นด้วยอะไร ด้วยเกมใหญ่คือพ.ร.ก.กู้เงิน หรือเกมเล็กอันนี้ผมยังไม่ทราบ”

 

อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์จะจบช้าหรือเร็ว (2) ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกทำลายมาแค่ไหน และ (3) การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Chain Disruption) เช่น น้ำมัน เม็ดพลาสติก และปิโตรเคมี

 

โดยผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุว่า หากไทยเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ‘ชัด’ เนื่องจากหากเกิดภาวะ Disruption อาจจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออีกทอด

 

“ถ้าอีก 2 สัปดาห์จบ เปิดช่องแคบกลับมาปกติ ราคาน้ำมันก็จะยังไม่ลง จะมีพรีเมียมอยู่ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก็ถูกทำลายเยอะแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้ เช่นตกลงกันไม่ได้ กลับมาถล่มกันใหม่ จบสิ้นปี (เศรษฐกิจ) ก็หัวปักเลย” วิทัยกล่าว

 

ยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม

 

วิทัยกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุปทาน (Supply) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้ลดลง นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เสี่ยงจะทำลายอุปสงค์ (Demand) อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ธปท.จะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้ออยู่นาน (Persistent) จนทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยน ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดู

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ ‘ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว’ พร้อมส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม โดยระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในจุดที่ ‘คง’ หรือ ‘ขึ้น’ มากกว่า”

 

วิกฤตพลังงานรอบนี้ จ่อลากยาวกว่าโควิด กระทบคนตัวเล็กมากกว่าต้มยำกุ้ง

 

วิทัยยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยมองว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาวกว่า ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ใช้น้ำมันเยอะ

 

“ตอนโควิด ที่ธุรกิจปิดทั้งประเทศ รายได้ธุรกิจเป็นศูนย์ แต่พอกลับมาเปิด วิกฤตก็จบเลย เศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว แต่ตอนนี้ ธุรกิจยังเปิดอยู่ แต่กระทบค่าครองชีพ ทำให้คนเดือดร้อน ธุรกิจดิสรัปต์ เพราะไม่มีวัตถุดิบ แม้ไม่ได้ทำให้รายได้คนเป็นศูนย์ แต่คนค้าขาย SME ผู้คนที่ต้องใช้น้ำมันจะถูกกระทบเยอะ นอกจากนี้ น้ำมันคาดว่า จะแพงไปอีกสักระยะ ทุกอย่างจะแพงไปอีกระยะ” วิทัยกล่าว

 

ส่อง ‘เครื่องมือ’ แบงก์ชาติในการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง

 

วิทัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์และนอนแบงก์ไปแล้ว ผ่านการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) หากเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ รวมถึงได้มีการออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) เพื่อเติมเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

 

“เมื่อวาน ธปท.ได้ขอความร่วมมือดังๆ เพื่อหวังช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ใช้รถ และเกี่ยวข้องกับการค้าขาย เช่น สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน” วิทัยกล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อาจมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบลูกหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ธปท. สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้สถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้ โดยระบุว่า ในเบื้องต้นอาจมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น การกู้ซื้อ EV หรือโซลาร์เซลล์

 

โดยหากสถานการณ์ลูกหนี้รุนแรงขึ้นอีก ธปท.ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อยู่ในกระดาน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง DR และ TDR มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องพิจารณาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภาวะ Moral Hazard รวมไปถึงมาตรการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังกำหนดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 8% ยังไม่กลับไประดับ 10% หลังเคยลดไปเหลือ 5%

 

“ถ้าสถานการณ์หนักขึ้นไปกว่านี้ เช่นหนี้เสีย (NPL) เริ่มกระดิก มาตรการอื่นก็จะซัดลงไปเพิ่มเติม แต่ถ้าสถานการณ์จบใน 2 สัปดาห์อาจใช้แค่บางตัว แต่ไม่ใช้บางตัว” วิทัยกล่าว

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์-นอนแบงก์ ‘เพิ่มสภาพคล่อง-ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้’ ลูกหนี้ได้รับผลกระทบตะวันออกกลาง https://thestandard.co/bot-banks-nonbanks-debt-relief/ Wed, 08 Apr 2026 05:12:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1195751 ธปท. ออกมาตรการช่วยลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์-นอนแบงก์ เติมเงินเพิ่มสภาพคล่องใ […]

The post ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์-นอนแบงก์ ‘เพิ่มสภาพคล่อง-ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้’ ลูกหนี้ได้รับผลกระทบตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ออกมาตรการช่วยลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์-นอนแบงก์ เติมเงินเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน จากสถานการณในตะวันออกกลาง พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท

 

วันนี้ (8 เมษายน) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน ด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของลูกหนี้

 

พร้อมระบุว่า “ควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว นอกเหนือจากกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ใช่สถานะทางการเงินในภาวะปกติของลูกหนี้”

 

โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1.สินเชื่อเดิม: ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่างวดของลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. หารือทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาตรการข้างต้นกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (หากมี) และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว

 

2. สินเชื่อใหม่: ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท.พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยในส่วนของสถาบันการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทาง
การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

 

“ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างรอบด้านเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายและปรับใช้มาตรการได้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจและปรับตัวได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

The post ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์-นอนแบงก์ ‘เพิ่มสภาพคล่อง-ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้’ ลูกหนี้ได้รับผลกระทบตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ คาดเงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมาย ‘เร็วขึ้น’ หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง https://thestandard.co/bot-inflation-forecast-middle-east-war/ Thu, 26 Mar 2026 11:26:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1191751 ภาพกราฟิกแสดงเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเข้ากรอบเป้าหมายเร็วขึ้น หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ตามการคาดการณ์ของแบงก์ชาติ

‘แบงก์ชาติ’ คาดเงินเฟ้อจะเร่งตัวจนเข้ากรอบเป้าหมายในปีน […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ คาดเงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมาย ‘เร็วขึ้น’ หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเข้ากรอบเป้าหมายเร็วขึ้น หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ตามการคาดการณ์ของแบงก์ชาติ

‘แบงก์ชาติ’ คาดเงินเฟ้อจะเร่งตัวจนเข้ากรอบเป้าหมายในปีนี้ จากก่อนหน้าคาดว่าจะเข้ากรอบในครึ่งหลังปี 2570 หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

 

วันนี้ (26 มีนาคม) ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ในปี 2569

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า ธปท.กำลังปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อใหม่ หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ธปท.คาดว่า เงินเฟ้อไทยจะเข้ากรอบเป้าหมายในครึ่งหลังปี 2570

 

“ณ ตอนที่ประชุม กนง. เป็นช่วงก่อนเกิดสงคราม (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569) กนง. มองว่าเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะเข้ากรอบช้ากว่าที่ประเมินไว้จากครึ่งแรกปี 2570 เป็น ครึ่งหลังปี 2570 ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ดร.ดอนกล่าว

 

ธปท.ยังย้ำต่อว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

 

ถ้อยแถลงครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำนอกกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน

 

โดยตามการรวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยรายเดือนอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 12 เดือนติดต่อกัน หรือตั้งแต่มีนาคม 2568 ถึงเดือนล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2569)

 

อ้างอิง:

 

The post ‘แบงก์ชาติ’ คาดเงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมาย ‘เร็วขึ้น’ หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-stagflation/ Thu, 26 Mar 2026 08:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1191637 กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เง […]

The post SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% จากผลกระทบราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมาก โดยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมหากสงครามยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

 
 

สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง” กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

 

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง

 

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

 
 

เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

 

1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล

 

2. ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป

 

แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน

 

3. การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง

 

4. ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่

 

5. ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

 

ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาลค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

 
 

นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น

 

กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME

 

ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

 

อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น

 
 

ทางออกเชิงนโยบายจาก ‘ช่วยแบบหน้ากระดาน’ สู่ ‘3T’ Targeted – Temporary – Transform

 

การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้

 

ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่

 

  • Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด
  • Temporary การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง 3) Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

 
 

เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี

 

SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น

 

 
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง 1
 

 
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง 2
 

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: scbeic.com ›

The post SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BIS เตือนธนาคารกลางทั่วโลกอย่าดำเนินนโยบาย ‘รุนแรงเกินกว่าเหตุ’ หลังราคาพลังงานพุ่ง ก่อน 4 ธนาคารกลางใหญ่ประชุมดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/bis-warns-central-banks-energy-policy/ Tue, 17 Mar 2026 01:12:51 +0000 https://thestandard.co/bis-warns-central-banks-energy-policy/ กราฟแสดงราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมข้อความเตือนจาก BIS ถึงธนาคารกลาง

ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) องค์กรที่ปรึ […]

The post BIS เตือนธนาคารกลางทั่วโลกอย่าดำเนินนโยบาย ‘รุนแรงเกินกว่าเหตุ’ หลังราคาพลังงานพุ่ง ก่อน 4 ธนาคารกลางใหญ่ประชุมดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมข้อความเตือนจาก BIS ถึงธนาคารกลาง

ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) องค์กรที่ปรึกษาของธนาคารกลางทั่วโลก ได้ออกมาเตือนให้ผู้กำหนดนโยบายอย่าดำเนินนโยบายที่รุนแรงเกินไป (overreact) ต่อการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลกอันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน โดยระบุว่านี่คือกรณีศึกษาตามตำราที่ควร ‘มองข้ามผลกระทบชั่วคราว’ (look through) ที่เกิดจากช็อค (Shock) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

 

โดยฮยอนซงชิน หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ BIS กล่าวว่า “หากรอบนี้เป็นผลกระทบด้านอุปทาน (Supply Shock) และหากเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว นี่คือตัวอย่างตามตำราที่ระบุว่าคุณควรจะมองข้ามไป และไม่ควรใช้เครื่องมือทางนโยบายการเงินเข้าตอบโต้”

 

สงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ส่งผลให้เกิดการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันถึง 40% และราคาขายส่งก๊าซที่พุ่งขึ้นเกือบ 60% ในเดือนนี้ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2022 เมื่อครั้งที่รัสเซียบุกยูเครนและการเปิดเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

 

โดยย้อนกลับไปในครั้งนั้น ธนาคารกลางหลักหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดำเนินนโยบายตอบสนอง ‘ล่าช้าเกินไป’ หลังจากคาดการณ์ผิดพลาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลาดเงินได้ปรับเปลี่ยนการคาดการณ์อย่างรวดเร็ว โดยเดิมพันว่าธนาคารกลางจะไม่ยอมทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิมอีก อย่างไรก็ตาม BIS ได้ใช้รายงานฉบับล่าสุดเพื่อเตือนให้ธนาคารกลางทั่วโลกใช้ความระมัดระวัง

 

ความเห็นดังกล่าวของ BIS มีขึ้นในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างมีกำหนดจัดการประชุมเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ฮยอน ซง ชิน ยังเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของตลาดนั้น อาจเป็นสัญญาณถึงความทรงจำอันเลวร้ายจากปี 2022 โดยขณะนี้ตลาดเงินได้ลดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียงครั้งเดียว และเริ่มเดิมพันการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB ภายในเดือนกรกฎาคม รวมถึงมีความเป็นไปได้ถึง 85% ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในสิ้นปี

 

“มันเป็นการตอบสนองแบบฉับพลัน (Knee-jerk reaction)”ฮยอน ซง ชิน กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่าดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญยังไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากนัก ทำให้ภาพรวมในขณะนี้ยังคงมี “ความสับสนอย่างมาก”

 

รายงานของ BIS ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นรายไตรมาส ยังประกอบด้วยผลการศึกษาหลายฉบับ รวมถึงการศึกษาว่าธนาคารกลางต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับตลาดและสาธารณชนอย่างไร หลังจากเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกหลายครั้งที่ผ่านมา

 

ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีธนาคารกลางจำนวนมากขึ้นที่ใช้การวิเคราะห์ ‘สถานการณ์จำลอง’ (Scenarios) เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากความเสี่ยงเฉพาะด้าน เพิ่มเติมจากการใช้เครื่องมือดั้งเดิมอย่างแผนภูมิพัด (Fan charts) และการอภิปรายความเสี่ยงเชิงคุณภาพ

 

นอกจากนี้ หลายแห่งยังพยายามปรับเปลี่ยนจากการใช้ ‘การส่งสัญญาณทิศทางนโยบาย’ (Forward guidance) เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย ไปเป็นการเผยแพร่ประมาณการอัตราดอกเบี้ยของตนเองแทน ซึ่งมักจะนำเสนอควบคู่ไปกับสถานการณ์ทางเลือกอื่นๆ

The post BIS เตือนธนาคารกลางทั่วโลกอย่าดำเนินนโยบาย ‘รุนแรงเกินกว่าเหตุ’ หลังราคาพลังงานพุ่ง ก่อน 4 ธนาคารกลางใหญ่ประชุมดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBL-KTB สองแบงก์ใหญ่นำร่อง ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.1% ตามมติกนง. https://thestandard.co/bbl-ktb-loan-rate-cut/ Thu, 26 Feb 2026 11:55:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1182126 โลโก้ธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

2 แบงก์ใหญ่ขานรับนโยบายผ่อนคลายการเงิน ธนาคารกรุงเทพ (B […]

The post BBL-KTB สองแบงก์ใหญ่นำร่อง ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.1% ตามมติกนง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

2 แบงก์ใหญ่ขานรับนโยบายผ่อนคลายการเงิน ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งแผง ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลง 0.1% ต่อปี โดย BBL มีผล 26 ก.พ. เป็นต้นไป และ KTB มีผล 2 มี.ค.นี้

 

แบงก์กรุงเทพลดดอกเบี้ย 0.1% มีผล 26 ก.พ. เป็นต้นไป

 

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ M Rate ทุกประเภทลง 0.1% เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าประชาชน

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR เป็น 6.35% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR เป็น 6.50% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR เป็น 6.50% ต่อปี

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

 

กรุงไทยลดดอกเบี้ย 0.1% มีผล 2 มี.ค.นี้

 

ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR MLR และ MRR เพื่อลดภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินให้ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการ SME เสริมสภาพคล่อง ประคองการจ้างงาน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน มีผล 2 มี.ค.นี้

 

ศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ดังนี้

 

  • ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.1% เมื่อเทียบกับอัตราเดิม เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของ กนง. ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

The post BBL-KTB สองแบงก์ใหญ่นำร่อง ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.1% ตามมติกนง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแถลงการณ์ฉบับเต็ม! ทำไมกนง.มีมติลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ต่อปี ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี https://thestandard.co/mpc-interest-rate-cut-reasons/ Wed, 25 Feb 2026 07:58:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1181619 ภาพประกอบการแถลงมติลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 […]

The post เปิดแถลงการณ์ฉบับเต็ม! ทำไมกนง.มีมติลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ต่อปี ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการแถลงมติลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SME และครัวเรือนยังตึงตัว

 

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปี

 

สำหรับสาเหตุที่กนง.มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง ได้แก่ เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

 

“กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” แถลงการณ์ระบุ

 

เปิดเหตุผลคณะกรรมการอีก 2 ท่านไม่โหวตลดดอกเบี้ย

 

ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

 

กนง. มอง ‘เศรษฐกิจ’ อย่างไร?

 

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570

 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

 

กนง. มอง ‘อัตราเงินเฟ้อ’ อย่างไร?

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

 

ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

 

กนง. มองเป็น ‘ภาวะสินเชื่อ’ อย่างไร?

 

อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน

 

อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

 

กนง. มองเป็น ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ อย่างไร?

 

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ

 

คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

 

คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

 

“ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด” แถลงการณ์ทิ้งท้าย

 

อ้างอิง

The post เปิดแถลงการณ์ฉบับเต็ม! ทำไมกนง.มีมติลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ต่อปี ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน https://thestandard.co/mpc-holds-interest-rate-2026/ Tue, 24 Feb 2026 09:18:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1181355 กนง. กำลังประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจ

จับตา กนง.ประชุมนัดแรกของปีนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 […]

The post จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. กำลังประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจ

จับตา กนง.ประชุมนัดแรกของปีนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดย 3 ศูนย์วิจัยแบงก์ ได้แก่ KResearch วิจัยกรุงศรี และ CIMB เห็นตรงกันว่า กนง.น่าจะ ‘คง’ ดอกเบี้ยรอความชัดเจนของประเด็นต่างๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

KResearch คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลาย

 

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีช่องว่าง (Room) ให้ลดดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากมองว่า ปัจจุบันไทยไม่ได้มีความน่ากังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อหรือสภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้สินให้ภาคเอกชนและครัวเรือนได้ โดยมองว่าหากตัดสินใจลดดอกเบี้ย ยิ่งดำเนินการได้เร็วเท่าไรก็จะยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมกนง.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า กนง. อาจจะเลือก ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการรอดูท่าทีความชัดเจนต่างๆ และอาจรอให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน

 

บุรินทร์กล่าวต่อว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน หลายประเทศไม่ได้ยึดติดกับแนวคิด ‘เก็บขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย’ (Policy Space) ไว้ใช้ในยามจำเป็นแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการปรับลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่าการเก็บไว้โดยไม่จำเป็น เห็นได้จากบางประเทศสามารถปรับลดดอกเบี้ยจนถึงขั้นติดลบได้หากมีความจำเป็น

 

“สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหาจุดที่เหมาะสม (Optimal) ของอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการกักเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานตามสถานการณ์ที่แท้จริง” บุรินทร์กล่าว

 

วิจัยกรุงศรีมองในระยะข้างหน้า ความจำเป็นในการผ่อนคลายลด หากเครื่องยนต์การคลังขับเคลื่อนได้เร็ว

 

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า กนง. จะยังไม่เร่งรีบปรับลดดอกเบี้ย แม้ภาพรวมสินเชื่อจะยังหดตัว เนื่องจาก GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนขยายตัวดีเกินคาดที่ 2.5% YoY ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 2.2% และ แรงสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่วิจัยกรุงศรี คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ โดยรอความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไป

 

กระนั้น วิจัยกรุงศรียังระบุว่า ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า กนง. ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจลดลง หากเครื่องยนต์ทางการคลังสามารถขับเคลื่อนได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

 

CIMB คาดกนง.คงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) คาดว่า จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดย กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% ตลอดทั้งปี เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบายไว้

 

โดยดร.อมรเทพยังอธิบายว่า เนื่องจากผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายจะใช้เวลาราว 6–12 เดือน ดังนั้นการลดดอกเบี้ยตอนนี้กว่าจะถึงเวลานั้นเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ปัจจุบัน CIMB คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะโต 2.1% โดยในครึ่งแรกเศรษฐกิจจะทรงตัว ส่วนครึ่งหลังจะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งแรก

 

The post จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา https://thestandard.co/fed-new-policy-outlook/ Fri, 20 Feb 2026 02:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1180218 ภาพประกอบข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในยุคใหม่

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่ […]

The post Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในยุคใหม่

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้มาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจาก Jerome Powell ที่มีกำหนดจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026

 

ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินยังคงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มทิศทางของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุน บทความนี้ จึงจะพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed คนใหม่ รวมถึงมุมมองของเราต่อทิศทางของ Fed ในอนาคต

 

Kevin Warsh นับว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการเศรษฐศาสตร์ การเงินและการเมือง เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่สภาเศรษฐกิจแห่งชาติซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทำเนียบขาวในช่วงปี 2002-2006 อีกทั้งยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ Fed (Governor) ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่อายุเพียง 35 ปี นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยเป็นตัวประสานงานหลักระหว่าง Fed กับ Wall Street ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2011 (ก่อนหมดวาระในปี 2018) เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในขณะนั้น

 

จุดยืนด้านนโยบายการเงินของ Kevin Warsh ในอดีตเป็นไปในทิศทางเข้มงวด (Hawkish) จากการวิพากษ์วิจารณ์การขยายงบดุลของ Fed หลังวิกฤติ Subprime ว่าไม่มีความเหมาะสมและอาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยมองว่าเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพให้แก่ภาคการเงินอย่างไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมักกล่าวถึงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้ออยู่บ่อยครั้งแม้ว่าในช่วงที่อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นมาก หรือในปี 2024 ที่ Fed ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 ในครั้งเดียว Warsh ระบุว่า Fed ควรลดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังจุดยืนของ Warsh เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) โดย Warsh ให้ความเห็นว่า Fed ควรจะพิจารณาผลของ AI ที่หนุนผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และเป็นปัจจัยกดเงินเฟ้อให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า ช่วยให้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ รวมถึงมองว่า Fed ควรมองข้ามผลของภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อเนื่องจากเป็นปัจจัยชั่วคราวเพียงเท่านั้น

 

สำหรับมุมมองของเรา ประเมินว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน Fed ท่านใหม่จะยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายด้านดอกเบี้ยของ Fed ใน 3 มิติหลัก คือ

 

1. นโยบายดอกเบี้ยในระยะสั้น คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เนื่องจากการกำหนดทิศทางนโยบายของ Fed นั้นต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่จากองค์ประชุม 12 ท่าน ส่งผลให้ Warsh จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างรากฐานแนวคิดและพยายามโน้มน้าวกรรมการท่านอื่นๆ ให้ได้ว่า Fed ควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

 

2. ด้านการบริหารงบดุลของ Fed คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Fed เพิ่งกลับมาใช้นโยบายขยายงบดุล (Reserve Management Purchase) ซึ่งสามารถสะท้อนมุมมองของคณะกรรมการที่ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการลดขนาดงบดุลในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน

 

3. การปฏิรูปการสื่อสาร คาดว่า Fed จะยกเลิกหรือลดการเปิดเผยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) และการให้สัมภาษณ์ เนื่องจาก Warsh มองว่าการสื่อสารที่มากเกินไปคือการผูกมัดตัวเองและอาจทำให้ตลาดเข้าใจผิด

 

ภาพ: รอยเตอร์ส

The post Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด https://thestandard.co/us-customs-tax-uncertainty-gold/ Thu, 19 Feb 2026 07:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1179996 ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็น […]

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนการเพิ่มขึ้นในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันทางการคลังในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางนโยบายการค้าและตลาดการเงิน

 

ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า รายงานการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% แตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 26% และยอดขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดลงจากปีก่อนเช่นกัน

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาษีศุลกากรในฐานะเครื่องมือพยุงฐานะการคลัง ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการทางการค้าที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายหมวด แม้จะมีการผ่อนปรนบางส่วนผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักของนโยบายยังคงดำเนินต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจอยู่ที่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณาประเด็นอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ความล่าช้าในการออกคำวินิจฉัยทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และเปิดโอกาสต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง หากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการดังกล่าว รัฐบาลอาจต้องคืนรายได้ภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบฐานะการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

 

แม้รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาแรงกดดันบางส่วน แต่ภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะยังคงเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอกเบี้ยสุทธิยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงและจำกัดพื้นที่นโยบายการคลังในระยะยาว

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ผ่านต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลการศึกษาของ Federal Reserve Bank of New York ชี้ว่า ภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศ ขณะที่ Congressional Budget Office ประเมินว่า ต้นทุนจำนวนมากถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ

 

แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากหากระดับราคายังคงสูง Fed จะมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดติดตามในฐานะสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลังและสภาพคล่องโลก

 

อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ โดยรอยร้าวภายในสภาคองเกรสและแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพิ่มระดับความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงิน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การเมือง และเงินเฟ้อมักเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ จะออกมาในทิศทางใด ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรอาจเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะถัดไป

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงสนับสนุนบทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุน

 

ภาพรวมสถานการณ์จึงสะท้อนว่า แม้มาตรการภาษีศุลกากรจะช่วยหนุนรายได้ภาครัฐในระยะสั้น แต่ปัจจัยเสี่ยงด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF คาด GDP ปี 69 ไทยโต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง เร่งแก้ปัญหาฟอกเงิน https://thestandard.co/imf-thailand-gdp-forecast-2026/ Sat, 14 Feb 2026 06:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1178464 ภาพประกอบ: รายงาน IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.6% และข้อเสนอแนะเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุ […]

The post IMF คาด GDP ปี 69 ไทยโต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง เร่งแก้ปัญหาฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: รายงาน IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.6% และข้อเสนอแนะเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือประจำปี (Article IV Consultation) สำหรับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยผลการหารือประจำปี (Article IV Consultation) กับประเทศไทย โดยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังน่าเป็นห่วง คาดการณ์การเติบโตชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงิน-การคลังอย่างรัดกุม

 

รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้าน (Headwinds) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ โดยปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%

 

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดการเงินโลก หรือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ให้คำแนะนำสำคัญต่อทางการไทยในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ได้แก่

 

1. ภาคการคลัง ต้อง ‘ตรงจุด’ และ ‘ประหยัด’

 

เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลง IMF แนะนำว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังควรเป็นแบบ มุ่งเป้า (Targeted) และ ใช้อย่างประหยัด (Parsimonious) โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังระยะปานกลาง

 

IMF เห็นด้วยกับความจำเป็นในการ “เพิ่มรายได้ภาครัฐ” เพื่อสร้างกันชน (Buffers) ทางการคลังกลับคืนมา และเปิดทางให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสวัสดิการสังคมในอนาคต

 

2. ภาคการเงิน ยังมีช่องให้ ‘ผ่อนคลาย’ เพิ่มเติม

 

IMF เห็นด้วยที่ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่า “ยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้” โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนอุปสงค์และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป

 

พร้อมย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยน ควรทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทก (Shock Absorber) โดยควรแทรกแซงค่าเงินเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดเท่านั้น และควรให้ความสำคัญของการประสานงานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

 

3. ภาคการเงินและหนี้สิน

 

แม้ความเสี่ยงเชิงระบบจะยังจำกัด แต่ IMF เตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยแนะให้เร่งแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน และสนับสนุน SMEs พร้อมกำชับเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard และเรียกร้องให้เข้มงวดการกำกับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มากขึ้น พร้อมดำเนินการเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างต่อเนื่อง

 

4. เร่งปฏิรูปโครงสร้าง

 

ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่แย่ลง ทำให้ไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เร่งปฏิรูปโครงสร้างอย่างเด็ดขาด” ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การบูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดความการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post IMF คาด GDP ปี 69 ไทยโต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง เร่งแก้ปัญหาฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-drop-reasons-cryptomind-support/ Thu, 12 Feb 2026 08:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1177830 ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 […]

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก

 

การร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Loss) ของบัญชีที่ลงทุนใน Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1 แสนล้านบาท

 

การขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงขาลงของตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า การขาดทุนที่รับรู้แล้วแบบปรับปรุงตามเอนทิตี (Entity-Adjusted Realized Loss) แตะระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวชี้วัดนี้จะติดตามเฉพาะมูลค่าดอลลาร์สหรัฐของเหรียญที่ถูกเคลื่อนย้ายเพื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ได้มา โดยกรองการโอนภายในระหว่างเอนทิตีเดียวกันออกไป

 

การขาดทุนรวมกันครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงที่บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักเมื่อปี 2022 คิดเป็นมูลค่าการขาดทุน 2.7 พันล้านดอลลาร์ ที่บันทึกไว้ในช่วงการล่มสลายของ LUNA

 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Checkonchain ระบุว่า “การเทขาย Bitcoin เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เข้าข่ายเหตุการณ์ Capitulation ตามตำรา มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และเป็นการขายขาดทุนจริงจากกลุ่มผู้ถือครองที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด”

 

คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ ต้นทุนเฉลี่ยบิตคอยน์ทั้งตลาด

 

สัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด ระบุผ่านบัญชี X ส่วนตัวว่า “คำถามคือ อะไรที่ทำให้ Bitcoin ร่วงได้ขนาดนี้ ? นี่เราอยู่ในตลาดหมีแล้วหรือ ? และมันจะร่วงลงไปถึงตรงไหน?”

 

1. 10/10 Liquidation Event

 

เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม นักลงทุนทั่วโลกถูกล้างพอร์ตรวมกันมากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ นี่คือตัวเลขทางการ ความเป็นจริงอาจสูงกว่านี้มาก เท่ากับว่ารายย่อยจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหายไปพร้อมกัน สภาพคล่องในตลาดก็หายตามไปด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้เพียง 6 วัน นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของตลาดคริปโต ความโลภมักมากับความกลัว เมื่อตลาดขึ้นสูงมากๆ ทุกคนก็จะเริ่มใช้ leverage สูง คิดว่าจะทำกำไรได้เร็ว แต่พอตลาดกลับตัว leverage เหล่านั้นก็กลายเป็นมีดสองคม

 

2. Fed Policy & Kevin Warsh

 

ถึงแม้เฟดจะเลิกทำ QT และเริ่มทำ Reserve Management Purchases ที่ก็เป็นเหมือน QE กลายๆ แต่จากการประชุม FOMC ล่าสุด เฟดเริ่มมองว่าความเสี่ยงในตลาดแรงงานลดลงมาเท่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแล้ว

 

ผลที่ตามมาคือ เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ต่อไป ทีนี้ถ้าเราไปดู Reserve Balance ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าตอนนี้ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะทำการขยายงบดุลมา 3 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว

 

นอกจากนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคมนี้ เคยแสดงความคิดเห็นว่า เฟดมีขนาดงบดุลที่ใหญ่เกินไป ทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่า ถ้า Warsh ได้เข้ามาเป็นประธานเฟดจริง จะยิ่งทำให้งบดุลน้อยลงไปอีก

 

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับบิตคอยน์ เพราะช่วงที่ผ่านมาบิตคอยน์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องตามขนาดของงบดุล เมื่อเฟดพิมพ์เงินบิตคอยน์ก็ขึ้น เมื่อเฟดลดงบดุล บิตคอยน์ก็ลง

 

3. หมดยุคเงินถูกจากญี่ปุ่น

 

ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งเงินถูกของโลกมายาวนาน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปเล่น leverage ในตลาดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Yen Carry Trade

 

แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ทั้งประกาศเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล, กระตุ้นการลงทุนในประเทศ และมีแผนที่จะลดภาษี ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ใช้เงินมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเลยพุ่งสูง และเงินเยนก็แข็งค่าขึ้น

 

นักลงทุนจำนวนมากที่ทำ Yen Carry Trade ด้วย Leverage สูง ต่างก็ถูกเรียกให้เพิ่มหลักประกัน หรือ Margin Call จึงต้องขายสินทรัพย์ออกมา รวมถึงบิตคอยน์ด้วย สภาพคล่องในระบบที่จากเดิมก็น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก

 

4. สถาบัน Risk-off

 

จากปัจจัยข้างต้นได้ส่งผลให้นักลงทุนระดับสถาบัน และ ETFs ได้ทำการลดความเสี่ยงลง หรือ Risk-Off ซึ่งตรงนี้นอกจากจะทำให้แรงซื้อที่ค่อยผลักดันตลาดหายไป ยังทำให้เกิดแรงขายจำนวนมหาศาลกดดันใส่โครงสร้างของบิตคอยน์อีกด้วย

 

5. แล้ว Bitcoin จะลงได้ถึงตรงไหน?

 

ข้อมูลจาก Cryptomind Advisory ตอนนี้มีก้อนแนวรับในระยะสั้นรออยู่ที่ 66,900 – 70,600 ดอลลาร์ แต่ต้องระวังบริเวณ 70,000 – 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนหน้าใหม่เข้าซื้อในช่วงที่ผ่านมา และถ้า 66,900 รับไม่อยู่ ก็ยังมีแนวรับสุดท้ายคือ Realized Price หรือต้นทุนเฉลี่ยของบิตคอยน์ทั้งหมดในตลาดที่ 55,800 ดอลลาร์

 

ณ จุด Realized Price ก็ควรจะเป็น Bottom ของตลาดหมีที่เราอยู่กันมาสักพักแล้ว และเป็นจุดที่นักลงทุนระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเริ่มกลับมาเข้าซื้ออีกครั้ง

 

แต่ราคาบริเวณ Realized Price ก็ไม่ใช่จุดที่ลงไปแล้วจะเด้งขึ้นมาทันทีนะครับ

 

ในอดีตบิตคอยน์จะวนเวียนอยู่แถวนั้นอยู่สักพัก สร้างฐานราคา ก่อนที่จะเด้งกลับขึ้นมา

 

Binance TH เชื่อบิตคอยน์ไม่ได้เข้าสู่ขาลงถาวร

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) เปิดเผยว่า หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ แต่เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า

 

คำถามสำคัญคือ ตลาดกำลังกลัวอะไรกันแน่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น ‘ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน’ หรือ policy uncertainty โดยเฉพาะกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งตลาดเริ่ม price-in ความเป็นไปได้ที่ประธานเฟดคนใหม่อาจมีท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่คาด

 

หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากคือ Kevin Warsh ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่สนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) และไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

 

ความกลัวนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต แล้วโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ นี่ไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการปรับพอร์ตตามความเสี่ยง ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมตลาดคือการปรับมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปี 2025 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอวกาศ ได้รับการประเมินมูลค่าล่วงหน้าจากความคาดหวังรายได้ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า เมื่อแนวโน้มนโยบายเปลี่ยน มูลค่าเหล่านี้จึงถูกปรับลดลงมา

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิกฤตในอดีตอย่างการล่มสลายของ FTX หรือ LUNA รอบนี้ไม่มีการล่มสลายของระบบ ไม่มีปัญหาสภาพคล่องไปทั้งระบบ และไม่มีกรณีการนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สภาพคล่องโลกยังอยู่ในระบบ โดยการถอดสภาพคล่อง (QT) ของ Fed ได้หยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และปริมาณเงิน M2 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ในเชิงพื้นฐาน บิตคอยน์ยังไม่ได้เปลี่ยนไป Network ยังคงทำงานตามปกติ กองทุน ETF ยังคงถือครองบิตคอยน์ และบริษัทอย่าง MicroStrategy ยังไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลจึงเป็น ‘ความกลัวล่วงหน้า’ มากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

 

สุดท้าย การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาแรงและรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าตลาดเข้าสู่ขาลงถาวร แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น เมื่อใดที่ narrative เรื่อง Fed และทิศทางนโยบายการเงินเริ่มนิ่ง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณจุดจบของบิตคอยน์ แต่เป็นบททดสอบของวินัยและมุมมองในช่วงที่ความกลัวครอบงำตลาดมากกว่า

 

ภาพ: Thomas Fuller/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>