นักศึกษาต่างชาติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นักศึกษาต่างชาติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 08 Nov 2025 09:10:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ https://thestandard.co/trump-blocks-visas-health-burden/ Sat, 08 Nov 2025 09:10:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1141059 รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เม […]

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวต่างชาติที่ต้องการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ถูกปฏิเสธ หากพวกเขามีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ (Public Charge) และสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับทรัพยากรของประเทศ

 

คำสั่งดังกล่าวซึ่งถูกส่งไปยังสถานทูตและเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่วีซ่าสามารถพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ยื่นขอวีซ่าด้วยเหตุผลใหม่ๆ หลายประการ รวมถึงอายุ หรือความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการพิจารณาด้านสุขภาพที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก

 

แม้ว่าการประเมินสุขภาพของผู้ยื่นขอวีซ่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมานานแล้ว เช่น การตรวจคัดกรองวัณโรคและการฉีดวัคซีน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแนวทางใหม่นี้ได้ขยายรายการโรคที่ต้องพิจารณาออกไปอย่างกว้างขวาง และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตัดสินใจโดยใช้สถานะสุขภาพของผู้สมัครเป็นเกณฑ์มากขึ้น

 

คำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘กวาดล้าง’ ผู้อพยพที่เข้มข้นของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจับกุมจำนวนมากในแต่ละวัน, การแบนผู้ลี้ภัยจากบางประเทศ และแผนการจำกัดจำนวนผู้อพยพโดยรวม

 

โดยแนวทางใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผู้สมัครเป็นพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในกรณีของผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในสหรัฐฯ อย่างถาวร

 

“คุณต้องพิจารณาสุขภาพของผู้สมัคร” ข้อความในคำสั่งระบุ “ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคระบบทางเดินหายใจ, มะเร็ง, เบาหวาน, โรคเมตาบอลิก, โรคทางระบบประสาท และภาวะสุขภาพจิต อาจต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลหลายแสนดอลลาร์”

 

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมโรคที่พบบ่อยอย่างมาก โดย 10% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก

 

คำสั่งดังกล่าวยังสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่พิจารณาภาวะอื่นๆ เช่น โรคอ้วน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหอบหืด, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความดันโลหิตสูง โดยทั้งหมดนี้อาจต้องใช้การดูแลระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเป็นเหตุผลในการปฏิเสธวีซ่าได้

 

เจ้าหน้าที่วีซ่ายังได้รับคำสั่งให้ประเมินว่าผู้สมัครมี ‘ศักยภาพ’ ทางการเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเหล่านั้นโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่

 

โดยคำสั่งได้ตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า “ผู้สมัครมีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลดังกล่าวตลอดช่วงชีวิตที่คาดว่าจะเหลืออยู่หรือไม่ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือเป็นเงินสดจากภาครัฐ?”

 

ชาร์ลส์ วีลเลอร์ ทนายความอาวุโสจากกลุ่มช่วยเหลือด้านกฎหมาย Catholic Legal Immigration Network กล่าวว่าแนวทางนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคู่มือของกระทรวงการต่างประเทศเอง ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องโดยใช้สถานการณ์แบบ ‘ถ้าหากว่า’ (What if) ได้

 

“แนวทางนี้กำลังชี้นำให้เจ้าหน้าที่วีซ่าใช้ ‘ความคิดของตนเอง’ เพื่อคาดการณ์ว่าอะไรจะนำไปสู่เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต” วีลเลอร์กล่าว “นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะพวกเขาไม่ได้รับการฝึกฝนทางการแพทย์ ไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ และไม่ควรทำการคาดการณ์โดยอาศัยความรู้ส่วนตัวหรืออคติของตนเอง”

 

โซเฟีย เจโนเวเซ นายความด้านการเข้าเมืองจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่าการนำประวัติโรคเบาหวานหรือสุขภาพหัวใจมาพิจารณาถือเป็นการขยายขอบเขตที่กว้างมาก “มีการประเมินในระดับนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องคาดเดาไปไกลว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนนี้เกิดอาการช็อกเพราะเบาหวาน?’”

 

นอกจากสุขภาพของผู้สมัครแล้ว คำสั่งยังระบุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพึ่งพิงด้วย โดยให้ประเมินว่า “ผู้ติดตามมีภาวะทุพพลภาพ, โรคเรื้อรัง หรือความต้องการพิเศษอื่นๆ ที่อาจทำให้ผู้สมัครไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้หรือไม่?”

 

นโยบายนี้ยังสอดคล้องกับการคุมเข้มวีซ่าประเภทอื่นๆ เช่นกัน โดยในเดือนสิงหาคม รัฐบาลได้เสนอให้จำกัดระยะเวลาพำนักของนักศึกษาต่างชาติและผู้สื่อข่าว โดยยกเลิกระบบเดิมและกำหนดให้ต่อวีซ่าอย่างเป็นทางการหากหลักสูตรเกิน 4 ปี

 

ในเดือนกันยายน รัฐบาลยังได้กำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าทำงานทักษะสูง H-1B บางราย ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมครั้งเดียวสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 ล้านบาท) นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติ ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปสรรคให้กับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ

 

เรื่องที่น่าสนใจคือ คำสั่งคุมเข้มวีซ่าด้วยเหตุผลเรื่องโรคอ้วนนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศความสำเร็จในการเจรจากับผู้ผลิตยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เพื่อลดราคาอย่างมหาศาลสำหรับชาวอเมริกันผู้ใช้สวัสดิการ Medicare และ Medicaid

 

ทรัมป์กล่าวว่านี่คือ “ชัยชนะสำหรับผู้ป่วยชาวอเมริกัน” โดยยาราคาพิเศษนี้จะจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ใหม่ของรัฐบาลในชื่อ TrumpRX ซึ่งจะทำให้ราคา Wegovy ลดลงจาก 1,350 ดอลลาร์ เหลือ 250 ดอลลาร์ (จาก 43,727 บาท เหลือ 8,098 บาท)

 

Zepbound ลดลงจาก 1,080 ดอลลาร์ เหลือ 346 ดอลลาร์ (จาก 34,981 บาท เหลือ 11,208 บาท) และยาทานของ Eli Lilly จะมีราคาเพียง 149 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,826 บาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Kristi Blokhin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เสี่ยง ‘สมองไหล’ ครั้งใหญ่! นโยบายทรัมป์บีบคนเก่ง เอเชียเปิดศึกชิงตัวนักศึกษาจากฮาร์วาร์ด https://thestandard.co/us-brain-drain-fears-rise-trump/ Thu, 29 May 2025 03:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1079838

ทันทีที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายาม ‘จำ […]

The post สหรัฐฯ เสี่ยง ‘สมองไหล’ ครั้งใหญ่! นโยบายทรัมป์บีบคนเก่ง เอเชียเปิดศึกชิงตัวนักศึกษาจากฮาร์วาร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทันทีที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายาม ‘จำกัดการรับนักศึกษาต่างชาติ’ ของ Harvard University และส่งสัญญาณที่เข้มงวดขึ้นต่อผู้มีพรสวรรค์จากต่างประเทศ ประเทศในเอเชียไม่รอช้าที่จะ ‘เร่งดึงดูด’ นักศึกษาและบุคลากรผู้มากความสามารถเหล่านี้ที่อาจไม่สามารถเรียนหรือทำงานในสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป หรือไม่เต็มใจที่จะอยู่

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์พิจารณาจะโอนเงินทุนวิจัยของ Harvard กว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางการแพทย์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์) ไปให้กับโรงเรียนด้านสายอาชีพ โดยเรียกเป็นการลงทุนที่ ‘คุ้มค่า’ สำหรับประเทศ

 

นอกจากนี้รัฐบาลทรัมป์ยังเร่งดำเนินการ ‘ยุติสิทธิในการทำงาน’ ของนักศึกษาต่างชาติ (F-1) หลังสำเร็จการศึกษาผ่านโครงการ OPT (Optional Practical Training) ซึ่งหากเป็นไปตามแผน โจเซฟ เอ็ดโลว์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการ USCIS จะยุติการอนุญาตให้ทำงานหลังเรียนจบ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้สั่งการให้สถานทูต ‘หยุดนัดสัมภาษณ์’ วีซ่านักศึกษาใหม่ทันที

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการและนโยบายมองว่า การโจมตี Harvard ครั้งนี้เป็น ‘การโจมตีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน’ ที่อาจสร้าง ‘ความเสียหาย’ ต่อระบบอุดมศึกษาของสหรัฐฯ และความสามารถในการดึงดูด ‘บุคลากรคุณภาพ’ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม

 

“สหรัฐฯ เคยเป็น ‘แม่เหล็กดึงดูดบุคลากร’ มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และกำลังจะสูญเสียบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก” ไบรอัน ชมิดท์ ศิษย์เก่า Harvard และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ กล่าว และย้ำว่าการกระทำนี้จะ “จำกัดความสามารถของสหรัฐฯ ในการเป็นชาติผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก”

 

ผลกระทบนี้ยังขยายวงกว้างไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เจสัน คอร์โซ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก University of Michigan ชี้ว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการ ‘โจมตีอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ทั้งหมด’ และตั้งคำถามว่าบริษัทเทคโนโลยีจะจ้างใคร และสหรัฐฯ จะรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมได้อย่างไร

 

ในปีการศึกษา 2023-2024 นักศึกษาเอเชียคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในสหรัฐฯ โดย อินเดีย และ จีน เป็นประเทศต้นทางอันดับต้นๆ คิดเป็น 29.4% และ 24.6% ตามลำดับ ท่ามกลางบรรยากาศที่ชาวเอเชียจำนวนมากในสหรัฐฯ เริ่มหวาดกลัวต่อ ‘อารมณ์ต่อต้านคนต่างชาติ’ ที่เพิ่มขึ้นและเส้นทางที่ยากลำบากในการขอวีซ่าหรือถิ่นที่อยู่ถาวร

 

แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐ California แสดงความกังวลต่อผลกระทบที่น่าหวาดหวั่น(Chilling Effect) จากวาทศิลป์ของทรัมป์เกี่ยวกับการอพยพผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ California ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่พึ่งพาบุคลากรทักษะสูงจากต่างชาติ

 

“การย้ายถิ่นฐานเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณของผู้ประกอบการอย่างมาก และส่วนใหญ่มาจากระบบมหาวิทยาลัยของเรา” นิวซัมกล่าว พร้อมชี้ว่าระบบนิเวศและสูตรสำเร็จของความสำเร็จนี้กำลังถูกท้าทาย

 

การสูญเสียของสหรัฐฯ อาจกลายเป็น ‘โอกาส’ ของประเทศในเอเชียอย่างแท้จริง จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของ Hong Kong ได้ยืนยันจุดยืนถึงการเปิดประตูต้อนรับ โดยกล่าวว่า Hong Kong จะ “ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกคนที่ถูกเลือกปฏิบัติจากนโยบายของสหรัฐฯ”

 

Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) ได้เสนอ ‘รับเข้าเรียนโดยไม่มีเงื่อนไข’ ให้กับนักศึกษา Harvard ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกระบวนการรับเข้าที่รวดเร็วและการสนับสนุนทางวิชาการ ด้าน University of Tokyo ของญี่ปุ่น ก็กำลังพิจารณาที่จะ ‘รับนักศึกษา’ จาก Harvard เป็นการชั่วคราวเช่นกัน

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พร้อมรับประโยชน์เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้ความต้องการบุคลากรทักษะสูงเพิ่มขึ้น
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุน Danantara Indonesia กล่าวว่า “เรามองว่าเป็นโอกาสอย่างชัดเจน สำหรับเราแล้ว เรายินดีที่จะให้ผู้คนมาที่อินโดนีเซีย”

 

ส่วนเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงกฎหมายสัญชาติเพื่อให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศสามารถพำนักในประเทศได้โดยยังคงถือสัญชาติอื่น นอกจากนี้ยังพิจารณาออกวีซ่าระยะยาว, ยกเว้นวีซ่า, ลดหย่อนภาษี และสิ่งจูงใจอื่นๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน, นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากร ‘ผู้มากความสามารถ’ ให้เข้ามาทำงานและลงทุนในเวียดนาม

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน ‘การไหลเวียนของบุคลากร’ ระดับโลก ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ แต่ก็เป็น ‘โอกาสทอง’ สำหรับประเทศในเอเชียที่กำลังทะเยอทะยาน ที่จะดึงดูดผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของตนเอง

 

ภาพ: Robert Spencer / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เสี่ยง ‘สมองไหล’ ครั้งใหญ่! นโยบายทรัมป์บีบคนเก่ง เอเชียเปิดศึกชิงตัวนักศึกษาจากฮาร์วาร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสหรัฐฯ ระงับแผนรัฐบาลทรัมป์ชั่วคราว กรณีเพิกถอนสิทธินักศึกษาต่างชาติของฮาร์วาร์ด https://thestandard.co/us-court-harvard-ruling/ Sat, 24 May 2025 07:31:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1078001 us-court-harvard-ruling

ผู้พิพากษาในศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งชั่วคราว […]

The post ศาลสหรัฐฯ ระงับแผนรัฐบาลทรัมป์ชั่วคราว กรณีเพิกถอนสิทธินักศึกษาต่างชาติของฮาร์วาร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-court-harvard-ruling

ผู้พิพากษาในศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ (23 พฤษภาคม) เพื่อระงับแผนของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเพิกถอนสิทธิของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติ โดยคำสั่งศาลครั้งนี้มีขึ้นหลังจากฮาร์วาร์ดยื่นฟ้องร้อง รัฐบาลกลางในข้อหาละเมิดกฎหมายและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงระบบฐานข้อมูลนักเรียนต่างชาติ SEVP (Student and Exchange Visitor Program) หรือโครงการนักเรียนและผู้แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศของฮาร์วาร์ด ซึ่งอาจส่งผลให้นักศึกษานานาชาติราว 6,800 คน หรือกว่า 27% ของนักศึกษาทั้งหมดของฮาร์วาร์ด ต้องเผชิญความเสี่ยงในการถูกเนรเทศหรือไม่สามารถจบการศึกษาได้

 

ในบรรดานักศึกษาต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ ยังรวมถึง เจ้าหญิงเอลิซาเบธ แห่งเบลเยียม พระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป ซึ่งเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งของราชบัลลังก์เบลเยียม โดยขณะนี้ทรงกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐฯ

 

ฮาร์วาร์ดระบุในเอกสารฟ้องร้องว่า “ด้วยลายเซ็นเพียงหนึ่งฉบับ รัฐบาลพยายามลบล้างนักศึกษาหนึ่งในสี่ของทั้งมหาวิทยาลัย นักเรียนต่างชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อพันธกิจของสถาบัน”

 

อธิการบดี อลัน การ์เบอร์ ออกจดหมายแถลงประณามว่า “นี่คือการตอบโต้ทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย และไม่สมเหตุสมผล ต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัยที่ปฏิเสธการยอมจำนนต่ออิทธิพลทางการเมืองในการจัดการหลักสูตร คณาจารย์ และนักศึกษา”

 

ในขณะที่ทำเนียบขาวแสดงท่าทีตอบโต้ผ่านรองโฆษกหญิง แอบิเกล แจ็กสัน โดยกล่าวหาฮาร์วาร์ดว่าเพิกเฉยต่อ “กลุ่มปลุกระดมต่อต้านอเมริกา ต่อต้านยิว และสนับสนุนการก่อการร้าย” พร้อมทั้งโจมตีผู้พิพากษาว่ามี “วาระเสรีนิยม” และ “ไม่มีสิทธิมาหยุดยั้งรัฐบาลทรัมป์ในการบริหารนโยบายตรวจคนเข้าเมืองและความมั่นคงของชาติ”

 

ผลกระทบต่อชีวิตจริงของนักศึกษา

 

ขณะที่บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อวันศุกร์ดูเงียบสงบ แต่เบื้องหลังนักศึกษาต่างชาติกำลังสับสนและวิตกต่ออนาคต คอร์แม็ก ซาเวจ นักศึกษาจากไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งใกล้จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ในอีก 6 วัน กล่าวว่า เขาเลือกทำงานที่บรัสเซลส์แทนที่จะอยู่ต่อในสหรัฐฯ เพราะไม่แน่ใจว่า “จะสามารถกลับมาทำงานหรือเรียนจบในอเมริกาได้หรือไม่”

 

โรฮาน บัตตูลา นักศึกษาปี 3 จากสหราชอาณาจักร ก็เลือกอยู่ในแคมปัส เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้หากเดินทางกลับบ้าน

 

ไอแซค บังกูรา นักศึกษาสาธารณสุขจากเซียร์ราลีโอน เล่าว่า หลังมีข่าวลูกๆ ของเขาถามว่า “เรากำลังจะถูกส่งกลับบ้านอีกแล้วใช่ไหม” เขาต้องคอยปลอบลูกๆ และบอกว่ามีความหวังต่อประชาชนอเมริกันว่าจะหาทางออกได้เสมอ

 

เลโอ แอคเคอร์แมน นักเรียนใหม่ที่กำลังจะเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดในเดือนสิงหาคม กล่าวว่า “ผมรู้สึกเหมือนความฝันจะถูกพรากไป มันเป็นช่วงเวลาเศร้าสำหรับหลายคน”

 

เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างรัฐกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ

 

ความขัดแย้งระหว่างฮาร์วาร์ดกับรัฐบาลทรัมป์ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยรัฐบาลเคยสั่งระงับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ และขู่จะเพิกถอนสถานะองค์กรไม่แสวงหากำไรของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังมีการกดดันให้สถาบันเปลี่ยนแปลงแนวทางการจ้างงานและการคัดเลือกนักศึกษา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลและปาเลสไตน์

 

แม้ฮาร์วาร์ดจะมีการปรับบางตำแหน่ง เช่น ปลดผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางศึกษา แต่ก็มีการจ้างทีมทนายความชั้นนำ รวมถึงอดีตที่ปรึกษาคดีลับของโจ ไบเดน เพื่อสู้คดีในชั้นศาล

 

คาร์ล โทเบียส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย มองว่า ศาลในรัฐแมสซาชูเซตส์มีแนวโน้มยืนฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลทรัมป์ แต่คดีนี้อาจยืดเยื้อไปถึงศาลสูง ซึ่งไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้

 

อนาคตที่ยังไม่แน่นอน

 

การเพิกถอนสิทธิของฮาร์วาร์ดในระบบ SEVP จะทำให้นักศึกษาต่างชาติไม่สามารถอยู่ในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย และอาจต้องโอนย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่นหรือเดินทางกลับประเทศ

 

นักศึกษาหลายคนให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยไม่เปิดเผยชื่อ เพราะกังวลว่าจะถูกตรวจสอบจากทางการ “พวกเรารู้ว่าปัญหาเสรีภาพในการแสดงออกในแคมปัสมีอยู่จริง และเรากำลังแก้ไขมันอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานคือเรื่องช็อก” นักศึกษารายหนึ่งกล่าว พร้อมระบุว่า “พวกเรารู้สึกเหมือนถูกใช้เป็นตัวหมากในการเมือง”

 

ภาพ: Photo by Brett Phelps / The Boston Globe via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ศาลสหรัฐฯ ระงับแผนรัฐบาลทรัมป์ชั่วคราว กรณีเพิกถอนสิทธินักศึกษาต่างชาติของฮาร์วาร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อว. คุมเข้มหลักสูตรรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในไทย จากนี้ต้องให้กระทรวงอนุมัติก่อน https://thestandard.co/thai-university-foreign-students/ Thu, 01 May 2025 10:56:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1070305 thai-university-foreign-students

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post อว. คุมเข้มหลักสูตรรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในไทย จากนี้ต้องให้กระทรวงอนุมัติก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-university-foreign-students

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประชุมหารือร่วมกับ พล.ต.ท. ภานุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาและออกมาตรการใหม่ในการควบคุมการรับนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาในหลักสูตรระยะสั้น หรือ Non-Degree ของสถาบันอุดมศึกษาไทย

 

จากการหารือ ได้ข้อสรุปว่า กระทรวง อว. จะเตรียมออกประกาศให้มหาวิทยาลัยต้องส่งรายละเอียดหลักสูตร Non-Degree ที่ประสงค์จะเปิดรับนักศึกษาต่างชาติ มาให้ อว. พิจารณาความเหมาะสม ก่อน การเปิดรับสมัคร 

 

โดยจะพิจารณาเนื้อหาหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอน (ทั้ง Onsite, Online, หรือผสมผสาน ที่ต้องระบุสัดส่วนชัดเจน) และระยะเวลาเรียนที่เหมาะสม (ซึ่งไม่ควรเกิน 6 เดือน) เมื่อ อว. พิจารณาว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมแล้ว จึงจะแจ้งไปยัง สตม. เพื่อใช้ประกอบการอนุมัติวีซ่าตามระยะเวลาของหลักสูตรนั้นๆ หากมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนนี้ จะไม่สามารถเสนอชื่อนักศึกษาเพื่อขอวีซ่าได้

 

นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะมีการสุ่มตรวจและติดตามการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเป็นระยะ เพื่อประเมินว่านักศึกษาได้เข้าเรียนจริงและเรียนจบตามแผนหรือไม่ โดยมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ต้องรายงานจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีมายัง อว. ด้วย

ในส่วนของ สตม. จะดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในการตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าเรียนจริงของนักศึกษา การรับนักศึกษาในจำนวนที่เหมาะสมกับศักยภาพในการดูแลของมหาวิทยาลัย และความเหมาะสมของหลักสูตร (โดยอาศัยข้อมูลการพิจารณาจาก อว. ประกอบ) 

 

หากพบว่ามหาวิทยาลัยใดไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด เช่น ไม่รายงานข้อมูล หรือละเลยการตรวจสอบ สตม. จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมหรือใช้มาตรการที่เหมาะสมต่อไป ขณะนี้ทั้งสองหน่วยงานกำลังดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีระบบและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างความโปร่งใส และให้สามารถตรวจสอบการจัดการหลักสูตร Non-Degree สำหรับนักศึกษาต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

The post อว. คุมเข้มหลักสูตรรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในไทย จากนี้ต้องให้กระทรวงอนุมัติก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อว.-สตม. เตรียมกำหนดระยะเวลาอนุมัติวีซ่านักศึกษาต่างชาติ อิงหลักสูตร ป้องกันลักลอบทำงานผิดกฎหมายในไทย https://thestandard.co/thailand-visa-rules-for-students-prevent-illegal-work/ Wed, 23 Apr 2025 11:21:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1067480 วีซ่านักศึกษาต่างชาติ

วันนี้ (23 เมษายน) สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนต […]

The post อว.-สตม. เตรียมกำหนดระยะเวลาอนุมัติวีซ่านักศึกษาต่างชาติ อิงหลักสูตร ป้องกันลักลอบทำงานผิดกฎหมายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีซ่านักศึกษาต่างชาติ

วันนี้ (23 เมษายน) สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือกับ พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รองผู้บังคับการอำนวยการ รักษาการแทนผู้บังคับการอำนวยการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พ.ต.อ. คธาธร คำเที่ยง รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3  พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบและติดตามนักศึกษาต่างชาติที่เดินทางเข้ามาศึกษาในประเทศไทย

 

พ.ต.อ. คธาธร ได้นำเสนอปัญหาการพิจารณาให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติ ว่า ปัจจุบัน สตม. พิจารณาให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติภายใต้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง ซึ่งอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และรวมแล้วไม่เกิน 1 ปี โดยอ้างอิงจากกรอบของหลักสูตรที่ศึกษา 

 

ทั้งนี้พบว่า หลักสูตรแบบ Non-Degree หรือหลักสูตรระยะสั้นที่รับนักศึกษาต่างชาติมาเรียน ซึ่งบริหารจัดการได้เองโดยมหาวิทยาลัย ยังไม่มีระบบกลางในการกลั่นกรองหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ชัดเจน เช่น ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการเรียน รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นออนไลน์หรือออนไซต์ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาว่า นักศึกษาควรอยู่ในประเทศกี่วัน จึงเสนอให้กระทรวง อว. เข้ามาช่วยกำหนดกรอบแนวทางในประเด็นนี้ ซึ่งจะช่วยให้ สตม. สามารถอนุมัติจำนวนวันที่ให้พำนักในประเทศสอดคล้องตามความจำเป็นได้

 

ด้านสุชาดากล่าวว่า ที่ผ่านมา การดำเนินหลักสูตร Non-Degree ถือเป็นภารกิจด้านบริการวิชาการที่มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากกระทรวง อว. แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถตอบสนองต่อข้อกังวลของ สตม. ที่ประชุมจึงได้มีข้อเสนอร่วมกันว่าต่อไปนี้มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตร Non-Degree ที่รับนักศึกษาต่างชาติมาเรียนจะต้องจัดส่งกรอบหลักสูตรมาให้กระทรวง อว. รับทราบ เพื่อช่วยพิจารณาและกลั่นกรอง มาตรฐานระยะเวลา และรูปแบบการเรียนการสอน ก่อนที่กระทรวง อว. จะเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลให้กับ สตม. อย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาวันที่พำนักของนักศึกษาได้ตรงกับความจำเป็นและเหมาะสมกับหลักสูตรจริง

 

“กระทรวง อว. ยังเสนอให้ สตม. จัดส่งข้อมูลสถิติการอนุมัติวีซ่านักศึกษาต่างชาติแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้วิเคราะห์และติดตามใช้วิเคราะห์ติดตามและตรวจสอบสถานะวีซ่า ป้องกันการลักลอบทำงานผิดกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับในหลักการจาก สตม. นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานจะจัดทำ MOU เพื่อวางระบบการประสานงานระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้” สุชาดากล่าว

The post อว.-สตม. เตรียมกำหนดระยะเวลาอนุมัติวีซ่านักศึกษาต่างชาติ อิงหลักสูตร ป้องกันลักลอบทำงานผิดกฎหมายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อว. เตรียมหารือ สตม. กำหนดแนวทางเข้ม ตรวจนักศึกษาต่างชาติใช้วีซ่าเรียนลอบทำงานในไทย https://thestandard.co/mhesi-tightens-foreign-student-visa-inspections/ Wed, 23 Apr 2025 01:27:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1067100 รมว.อว. ศุภมาส อิศรภักดี เตรียมหารือ สตม. ตรวจสอบ นักศึกษาต่างชาติ ใช้วีซ่าเรียนลอบทำงานในไทย

วานนี้ (22 เมษายน) ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิ […]

The post อว. เตรียมหารือ สตม. กำหนดแนวทางเข้ม ตรวจนักศึกษาต่างชาติใช้วีซ่าเรียนลอบทำงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.อว. ศุภมาส อิศรภักดี เตรียมหารือ สตม. ตรวจสอบ นักศึกษาต่างชาติ ใช้วีซ่าเรียนลอบทำงานในไทย

วานนี้ (22 เมษายน) ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงการดำเนินการตรวจสอบกรณีที่มีข่าวว่าคนจีนได้วีซ่านักเรียนมาทำงานในไซต์งานก่อสร้างต่างๆ ของไทย โดยมีมหาวิทยาลัยบางแห่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องว่า ขณะนี้ ตนได้สั่งการให้กระทรวง อว. มีหนังสือถึงวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีทุนจีนถือหุ้นทั้ง 3 แห่ง ให้รายงานข้อมูลนักศึกษาจีนที่มาเรียน ทั้งจำนวนสาขาที่เรียน เวลาที่ใช้เรียนจนจบการศึกษา และวีซ่านักเรียนที่ได้รับ โดยขอให้ส่งรายละเอียดทั้งหมดมายังกระทรวง อว. ภายใน 1 สัปดาห์

 

นอกจากนี้สิ่งที่กระทรวง อว. กำลังจะดำเนินการควบคู่กัน คือ การทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดยตนได้มอบหมายให้ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. เป็นผู้แทนร่วมหารือกับ สตม. ในวันที่ 23 เมษายน นี้ ที่กระทรวง อว. เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบและติดตามนักศึกษาต่างชาติที่เดินทางเข้ามาศึกษาในประเทศไทยอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยว่านักเรียนต่างชาติใช้วีซ่านักเรียนเป็นช่องทางในการเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย

 

ศุภมาส กล่าวต่อว่า การหารือร่วมกับ สตม. ในครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวง อว. กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะและพฤติกรรมของนักศึกษาต่างชาติได้อย่างเป็นระบบ และหากพบว่าสถานศึกษาใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการใช้สถานะนักศึกษาในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

 

“กระทรวง อว. ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น และจะเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการอุดมศึกษาไทย และไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย” รมว.อว. กล่าว

 

ทั้งนี้ กระทรวง อว. จะเร่งจัดทำฐานข้อมูลกลางของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทย เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเตรียมทบทวนนโยบายและมาตรการในการรับนักศึกษาต่างชาติให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

The post อว. เตรียมหารือ สตม. กำหนดแนวทางเข้ม ตรวจนักศึกษาต่างชาติใช้วีซ่าเรียนลอบทำงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ เรียนจบแต่ไร้งาน! เหตุตลาดงานซบ-ขอวีซ่ายาก | Morning Wealth 24 มี.ค. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-24032025/ Mon, 24 Mar 2025 03:07:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1055750 morning-wealth-24032025

นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ หางานสุดหินในยุค ‘ทรัมป์’ ทั้ง […]

The post ชมคลิป: นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ เรียนจบแต่ไร้งาน! เหตุตลาดงานซบ-ขอวีซ่ายาก | Morning Wealth 24 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-24032025

นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ หางานสุดหินในยุค ‘ทรัมป์’ ทั้งขอวีซ่าจ้างงานยาก บริษัทเมินสนับสนุน ท้ายที่สุดอาจต้องกลับประเทศบ้านเกิด รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

อัปเดตสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากหลายด้านและการกลับมาของการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนเดิม พูดคุยกับ ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ เรียนจบแต่ไร้งาน! เหตุตลาดงานซบ-ขอวีซ่ายาก | Morning Wealth 24 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียนจบแต่ ‘ไร้งาน’! นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ หางานสุดหินในยุค ‘ทรัมป์’ วีซ่าจ้างงานยากเย็น บริษัทเมินสนับสนุน https://thestandard.co/international-grads-in-us-struggle/ Sat, 22 Mar 2025 09:01:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1055109

Anomitro Paul มีประวัติการทำงานที่ทำให้นักเขียนโปรแกรมห […]

The post เรียนจบแต่ ‘ไร้งาน’! นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ หางานสุดหินในยุค ‘ทรัมป์’ วีซ่าจ้างงานยากเย็น บริษัทเมินสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Anomitro Paul มีประวัติการทำงานที่ทำให้นักเขียนโปรแกรมหลายคนต้องอิจฉา เพราะนักศึกษาปีสุดท้ายจาก Drexel University ใช้เวลาฝึกงานในกลุ่มหุ่นยนต์ของ Amazon.com Inc. จากนั้นที่ Susquehanna International Group บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการซื้อขายหุ้นที่ใช้สูตรคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง ก่อนหน้านั้น เขาเคยฝึกงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่บริษัทรับพนันกีฬา

 

แต่ Anomitro Paul เติบโตในอินเดีย เช่นเดียวกับนักศึกษาต่างชาติหลายคน บริษัทที่ต้องการจ้างงานระยะยาวจะต้องสนับสนุนวีซ่าทำงานของเขา ซึ่งไม่แน่นอนมากขึ้นนับตั้งแต่ Donald Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ในช่วงหนึ่ง Paul สมัครงานมากกว่า 400 แห่ง แต่ได้รับการตอบกลับเพียง 15 แห่ง

 

“มันยากมาก” Paul วัย 23 ปีกล่าว “หลายบริษัทปฏิเสธโดยอัตโนมัติทันทีที่คุณบอกว่าต้องการการสนับสนุนวีซ่า”

 

ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติเกือบ 900,000 คนในมหาวิทยาลัยอเมริกา การเข้าเรียนในสหรัฐฯ ถือเป็นการลงทุนเพื่อเปิดประตูสู่โอกาสในอุตสาหกรรมการเงิน เทคโนโลยี หรือการให้คำปรึกษา แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นกลับมืดมนลงทุกวัน

 

ตลาดงานสำหรับผู้มีความรู้กำลังสั่นคลอนมากขึ้น การจ้างงานในภาคเทคโนโลยี การเงิน มีแนวโน้มลดลง อัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 20-24 ปีอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบสี่ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับชาติมากกว่าสองเท่า และประเด็นการย้ายถิ่นฐานเป็นเรื่องถกเถียงมากขึ้นในช่วงนี้

 

Trump ใช้รัฐบาลสมัยที่สองในการผลักดันนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่มีข้อถกเถียงหลายประการ การเนรเทศครั้งใหญ่ การยกเลิกกฎหมายที่ให้สัญชาติอัตโนมัติแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ

 

และการอ้างถึง Alien Enemies Act (กฎหมายจากปี 1798 ที่ถูกนำมาใช้เพื่อขับไล่ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม) อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการเข้ามาและอยู่ในสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการวีซ่า H-1B ซึ่งอนุญาตให้บริษัทจ้างแรงงานต่างชาติทักษะสูง

 

“ตอนนี้มีความวิตกกังวลมากเกี่ยวกับอนาคตของนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการอยู่ในสหรัฐฯ” Erica Kryst ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายบริการด้านอาชีพของ Cornell University กล่าว “การหาบริษัทที่สนับสนุนนั้นยากเสมอ”

 

การเปลี่ยนจากวีซ่านักเรียนเป็นใบอนุญาตทำงานมักจะซับซ้อน ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศเป็นเวลา 3 ปีสำหรับสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม หรือคณิตศาสตร์ (STEM) และ 1 ปีสำหรับสาขาอื่น ในช่วงเวลานั้น พวกเขาสามารถพยายามเปลี่ยนไปใช้วีซ่า H-1B ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งหลายบริษัทปฏิเสธที่จะดำเนินการ

 

แม้บริษัทจะยอมสนับสนุนวีซ่า ผู้สมัครก็ยังต้องเข้าร่วมการจับสลากที่มีอัตราความสำเร็จเพียง 1 ใน 4 ขณะที่เกือบ 1 ใน 3 ของนักศึกษาต่างชาติออกจากสหรัฐฯ ภายใน 1 ปีหลังได้รับปริญญา และน้อยกว่า 60% ยังคงอยู่ในประเทศห้าปีหลังสำเร็จการศึกษา

 

บริษัทเช่น Amazon, Google และ Meta เป็นผู้ใช้หลักของโครงการวีซ่า H-1B ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้ถือวีซ่า H-1B มากกว่า 600,000 คนในสหรัฐฯ โดยมีเงินเดือนเฉลี่ย 118,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 ล้านบาท)

 

มหาวิทยาลัยเองก็ได้ประโยชน์จากนักศึกษาต่างชาติ พวกเขามักจ่ายค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญในช่วงที่สถาบันเผชิญการตัดงบประมาณ และใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

ในบางวิทยาลัย ที่ปรึกษาด้านอาชีพกำลังแนะนำนักศึกษาต่างชาติให้มุ่งเน้นการสมัครงานกับบริษัทระดับโลกที่มีสำนักงานอยู่ทั่วโลก หากไม่ได้งานในสหรัฐฯ หรือไม่ได้วีซ่า อย่างน้อยพวกเขาสามารถเริ่มงานที่สำนักงานในประเทศอื่นก่อน แล้วจึงขอย้ายมาทำงานที่สำนักงานในสหรัฐฯ ในภายหลังได้

 

สำหรับ Paul ในที่สุดก็ได้งานในสหรัฐฯ เขาตอบรับตำแหน่งในซานฟรานซิสโกกับ Mercor เว็บไซต์จัดหางานที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการจ้างงาน นับเป็นจุดจบที่มีความสุขสำหรับกระบวนการที่ยากลำบาก

 

แต่ Cindy Gong ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น นักศึกษาปริญญาโทวัย 23 ปีจาก Northwestern University เริ่มหางานเมื่อปีที่แล้ว Gong ซึ่งกำลังจะสำเร็จการศึกษาในฤดูร้อนนี้กล่าวว่า บริษัทบางแห่งไม่สนับสนุนวีซ่าอีกต่อไป และมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่เปิดเผยเรื่องนี้ในประกาศรับสมัครงาน

 

“ฉันกำลังคิดที่จะกลับไปจีน” Gong ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มาเกือบสิบปีกล่าว “แต่ฉันรู้สึกสบายใจกว่าที่จะอยู่ในสหรัฐฯ เพราะฉันอยู่ที่นี่มานาน ฉันคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการทำงานและชีวิตประจำวันมากกว่า”

 

อ้างอิง:

The post เรียนจบแต่ ‘ไร้งาน’! นักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ หางานสุดหินในยุค ‘ทรัมป์’ วีซ่าจ้างงานยากเย็น บริษัทเมินสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะไปเรียนต่อต้องรู้! ปี 2025 ออสเตรเลียจำกัดรับนักศึกษาต่างชาติ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าขึ้น 2 เท่า แถมต้องสอบภาษาอังกฤษยากขึ้น https://thestandard.co/australia-latest-to-crack-down-on-foreign-student-influx-as-rents-soar/ Wed, 11 Sep 2024 12:31:39 +0000 https://thestandard.co/?p=982384 เรียนต่อ ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียอาจไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักศึกษาต่างชาติอีกต่ […]

The post จะไปเรียนต่อต้องรู้! ปี 2025 ออสเตรเลียจำกัดรับนักศึกษาต่างชาติ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าขึ้น 2 เท่า แถมต้องสอบภาษาอังกฤษยากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียนต่อ ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียอาจไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักศึกษาต่างชาติอีกต่อไป หลังรัฐบาลเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าขึ้น 2 เท่า และปี 2025 ยังจำกัดรับนักศึกษาต่างชาติเหลือเพียง 2.7 แสนคน แถมต้องสอบภาษาอังกฤษยากขึ้น ท่ามกลางเสียงคัดค้านของมหาวิทยาลัยที่หวั่นกระทบรายได้และเศรษฐกิจในประเทศ 

 

Nikkei Asia รายงานว่า มาตรการที่เข้มงวดขึ้นของออสเตรเลียนั้นเกิดขึ้นตามหลังแคนาดาและอังกฤษที่มีปัญหาจากที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ หลังมีชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเรียนต่างชาติหลายคน แต่ล่าสุดรัฐบาลประกาศว่า ในปี 2025 จะจำกัดรับสมัครนักศึกษาต่างชาติเหลือเพียง 2.7 แสนคน ซึ่งลดลง 16% ถ้าเทียบจากปี 2023 โดยจำนวนนักศึกษากว่าครึ่งจะถูกจัดสรรให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐ และส่วนที่เหลือจะถูกแบ่งไปยังมหาวิทยาลัยเอกชนและโรงเรียนวิชาชีพ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ยิ่งไปกว่านั้นในรายงานยังระบุอีกว่า นักศึกษาต่างชาติบางคนไม่ได้มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้ามาศึกษาและทำงานในประเทศ โดยเป็นปัจจัยหลักที่รัฐบาลต้องเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการออกมาตรการเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็น 2 เท่า ซึ่งหลายๆ มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวที่จะทำให้สูญเสียรายได้ไป

 

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นและมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์มากกว่าครึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติ และได้เปิดรับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ต่อปี 

 

เดวิด ลอยด์ ประธานองค์กร Universities Australia ของมหาวิทยาลัยในประเทศ กล่าวว่า มาตรการลดการเติบโตในภาคการศึกษาระดับนานาชาติ ซึ่งมีมูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เสี่ยงกระทบต่อภาพรวมของมหาวิทยาลัย และที่สำคัญนักศึกษาต่างชาติมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ GDP ภายในประเทศ

 

ด้าน เจสัน แคลร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของออสเตรเลีย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ระบบการศึกษามีความยุติธรรมมากขึ้น แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำนวนการย้ายถิ่นฐานเข้ามาจะลดลง แต่ในปี 2022 ก็เริ่มเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและทำให้ค่าเช่าบ้านสูงขึ้น แม้รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการลดความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยและรักษาสมดุลในตลาด

 

เรียกได้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในแคนาดาด้วย หากย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม รัฐบาลแคนาดาประกาศจำกัดใบอนุญาตนักศึกษาต่างชาติเป็นเวลา 2 ปี และถูกจำกัดอยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนใบ ลดลง 35% ถ้าเทียบจากปี 2023 โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เป็นเพราะแรงกดดันของที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพภายในประเทศไม่เพียงพอ

 

ทั้งนี้ การจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญของแคนาดา เพราะนักศึกษาต่างชาติมีส่วนช่วยสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ จนทำให้มหาวิทยาลัยกังวลว่านักศึกษาจะเลือกไปเรียนที่ประเทศอื่นแทน 

 

สอดคล้องกับรายงานของ Studyportals บริษัทวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า นักศึกษาต่างชาติเริ่มหันไปมองจุดหมายปลายทางอื่นเพิ่มขึ้น เช่น เยอรมนีและอิตาลี รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ มาเลเซีย ก็เริ่มเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วยเช่นกัน 

 

อ้างอิง:

The post จะไปเรียนต่อต้องรู้! ปี 2025 ออสเตรเลียจำกัดรับนักศึกษาต่างชาติ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าขึ้น 2 เท่า แถมต้องสอบภาษาอังกฤษยากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>