เพนกวิน คือหนึ่งในสัตว์ที่สอนเรื่อง “การอยู่ร่วมกันเพื่ […]
The post รักษาไว้ดีๆ นะ เพื่อนแท้แบบ เพนกวิน แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด แต่ไม่เคยทิ้งกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เพนกวิน คือหนึ่งในสัตว์ที่สอนเรื่อง “การอยู่ร่วมกันเพื่อความอยู่รอด” ได้ลึกซึ้งที่สุดในโลก ในฤดูหนาวอันโหดร้ายของแอนตาร์กติกา เพนกวินจักรพรรดิจะรวมตัวกันแน่นเพื่อแบ่งปันความอบอุ่น พฤติกรรมนี้เรียกว่า Huddling ซึ่งช่วยให้พวกมันรอดชีวิตในอุณหภูมิต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียสได้
หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การยืนใกล้กัน แต่คือการ “สลับตำแหน่ง” ตัวที่อยู่ขอบนอกสุดซึ่งต้องรับลมหนาวจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางวงเพื่อพักผ่อน และตัวที่ได้พักแล้วจะขยับออกมาทำหน้าที่รับลมแทน สัญชาตญาณนี้สอนเราว่า… ไม่มีใครควรต้องยืนหยัดสู้ความเหนื่อยล้าอยู่ลำพังตลอดไป
ในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Social Thermoregulation และ Social Buffering มนุษย์เรายังคงต้องการความอบอุ่นจากคนใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบจากความเครียด “เพื่อนแท้” จึงเปรียบเสมือนฝูงเพนกวิน ที่แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ต้องสลับหน้าที่มาเป็น “ที่พักใจ” ให้กันและกัน เพื่อให้เราทุกคนก้าวผ่านฤดูหนาวของชีวิตไปได้
ในชีวิตของเรา เพื่อนแท้ก็เหมือนฝูงเพนกวิน ไม่ได้อยู่กับเราทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกวินาที แต่ในวันที่เราอ่อนล้า ในวันที่รู้สึกหนาวเหน็บทั้งกายและใจ หรือวันที่เราแค่อยากเงียบๆ อยู่คนเดียว แต่ไม่อยากโดดเดี่ยว เพื่อนแท้นี่แหละคือคือคนที่จะเปลี่ยนตำแหน่งกันและกัน เพื่อดูแลเราแทนชั่วคราว และเมื่อเพื่อนอ่อนแรง เราก็ไม่ปล่อยให้เขายืนหนาวโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
นักจิตวิทยาที่ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมพบว่า แนวคิดทางชีววิทยาที่เรียกว่า social thermoregulation นั้นไม่ใช่เรื่องของเพนกวินเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานในมนุษย์ด้วย ความสัมพันธ์ทางสังคมและการเชื่อมต่อกับผู้อื่นช่วยให้เราจัดการกับความเย็น ความเครียด และสภาพแวดล้อมที่ท้าทายได้ดีขึ้น เพราะมนุษย์ยังต้องพึ่งพา “ความอบอุ่นจากคนใกล้ตัว” แม้ในโลกที่มีเครื่องทำความร้อนและเสื้อผ้าหนาๆ หรือมีนวัตกรรมฮีทเทคมากมายก็ตาม
นอกจากนี้ทฤษฎี social buffering ก็อธิบายว่าการมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างในช่วงเวลาที่เครียดหรือยากลำบาก ช่วยลดผลกระทบของความเครียดได้อย่างชัดเจน และยังเชื่อมโยงกับสุขภาพทั้งทางกายและจิตของเราอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อนแท้ไม่ได้วัดจากความใกล้ชิดตลอดเวลา แต่วัดจากการที่พวกเขากลับมายืนเคียงข้างเราในวันที่เราต้องการพวกเขามากที่สุด เหมือนกลุ่มเพนกวินที่แม้จะต้องสลับกันออกมาเผชิญความหนาวเย็น ก็ยังคอยผลัดกันเข้าไปหา “ความอบอุ่นร่วมกัน” เพื่อให้ทั้งฝูงอยู่รอด รักษาเพื่อนแบบนี้ไว้ดีๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะยืนเป็นที่พักใจแทนเรา และไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับมารับบทบาทนั้นอีกครั้ง
The post รักษาไว้ดีๆ นะ เพื่อนแท้แบบ เพนกวิน แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด แต่ไม่เคยทิ้งกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในทุกช่วงเวลาที่ชีวิตเผชิญแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการ […]
The post The Power of Resilience: พลังที่ทำให้หัวใจกลับมายืนได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในทุกช่วงเวลาที่ชีวิตเผชิญแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสีย หรือวันที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย รู้หรือไม่ว่า มนุษย์ยังมีพลังบางอย่างที่คอยพยุงเราไว้เสมอ พลังที่ทำให้เราค่อยๆ ตั้งหลัก ลุกขึ้น และก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
นักจิตวิทยาเรียกพลังนี้ว่า ‘Resilience’ ความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งทางใจที่ซ่อนอยู่ลึกในตัวเรา
เมื่อเราเผชิญวิกฤต สมองจะเริ่มสร้างระบบประคองใจใหม่ที่ช่วยให้เรารับมือและเรียนรู้จากความเจ็บปวดได้ดีขึ้น จึงไม่แปลกที่หลังผ่านเหตุการณ์ยากๆ เรามักกลับมาแข็งแกร่งขึ้น มองโลกด้วยสายตาที่ลึกขึ้น อ่อนโยนขึ้น และเข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม
สิ่งที่จุดประกาย Resilience ในตัวเรามากที่สุด คือ ‘ความหวังเล็กๆ’ ที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้บางวันจะรู้สึกมืดมนเพียงใด งานวิจัยชี้ว่าการมีความเชื่อว่า “มันจะดีขึ้น” แม้เพียงนิดเดียวก็เพียงพอให้ร่างกายลดความตึงเครียด และเริ่มเข้าสู่โหมดฟื้นฟู นั่นหมายความว่าหัวใจเราจะพร้อมเยียวยาตัวเอง…หากเราเปิดโอกาสให้มันได้เริ่มต้น
อีกส่วนสำคัญของ Resilience คือ พลังจากผู้คนรอบตัวเรา
คำปลอบใจหนึ่งประโยค การยื่นมือมาช่วย หรือแค่การมีใครอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่ต้องพูดอะไร ทั้งหมดนี้มีผลทางชีววิทยาต่อใจเรา ทำให้สมองหลั่งสารที่ช่วยลดความเจ็บปวดทางอารมณ์ และเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงผ่านช่วงเวลายากๆ ได้ดีที่สุดเมื่อเราไม่ต้องเดินเพียงลำพัง
Resilience ไม่ได้แปลว่าเราไม่เจ็บ
แต่มันคือการยอมรับว่าชีวิตมีวันที่ล้ม
และยังเลือก ‘ลุกขึ้น’ ด้วยความอ่อนโยนต่อหัวใจของตัวเอง
เพราะท้ายที่สุดความแข็งแรงไม่ได้มาจากการไม่เกิดรอยแตก แต่มาจากการที่เรายังยืนอยู่ได้…แม้จะมีรอยแตกอยู่ก็ตาม
อ้างอิง:
The post The Power of Resilience: พลังที่ทำให้หัวใจกลับมายืนได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น […]
The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้รายจ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารจัดการเงินเป็นความท้าทายหลักของทุกครอบครัว และหนึ่งในบททดสอบที่สำคัญที่สุดคือ การรับมือกับคำขอซื้อของราคาสูงของบุตรหลาน ซึ่งมักเกินกว่าขอบเขตของงบประมาณที่ตั้งไว้
แม้ว่าคำขอเหล่านี้อาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินชี้ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินของเด็กในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจัดการเงินเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
นักจิตวิทยาด้านการเงินให้ความสำคัญอย่างมากกับการใช้ภาษาในการปฏิเสธ โดยเฉพาะประโยคสั้นๆ ที่พบบ่อย เช่น เรามีเงินไม่พอ หรือ เราซื้อไม่ได้ ซึ่งมีผลต่อการสร้างกรอบความคิดและความเชื่อด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน พวกเขาจะเริ่มใช้เกณฑ์ทางวัตถุเพื่อทำการเปรียบเทียบทางสังคม ในยามที่สังเกตเห็นการใช้จ่ายของเพื่อนในวัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทริปต่างประเทศ ของเล่นราคาแพง หรือทรัพย์สินที่แสดงความหรูหราในบ้านของคนอื่น การเห็นสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ทำไมสถานะทางการเงินของครอบครัวเราถึงไม่สามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้
และเมื่อพ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามและคำขอ ลูกจะถามต่อว่าทำไมถึงซื้อไม่ได้ ช่วงเวลานี้เองที่ผู้ปกครองจะรู้สึกอึดอัด เพราะคำถามอาจไปกระตุ้นความรู้สึกผิด หรือประสบการณ์ความขาดแคลนในอดีต ทำให้การตอบด้วยประโยคสำเร็จรูปอย่างเราซื้อไม่ได้ เพื่อยุติบทสนทนา
นักจิตวิทยาด้านการเงินแนะ 3 แนวคิดเพื่อสร้างความเข้าใจด้านการเงิน 1.เปลี่ยนจากตอบว่าไม่มีเงินเป็นทางเลือกทางการเงิน เนื่องจากความเสี่ยงของการบอกว่าซื้อไม่ได้อย่างสั้นๆ ทำให้เด็กสับสน เพราะในความเป็นจริง ครอบครัวอาจมีช่องทางในการหาเงินมาซื้อได้ เช่น การกู้ยืม, การใช้สินเชื่อส่วนบุคคล, หรือการขายสินทรัพย์ แต่การทำเช่นนั้นจะส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน
แนวทางที่แนะนำคือ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกที่จะไม่ซื้อ โดยชี้แจงเป้าหมายและทางเลือกทางการเงินของครอบครัว เช่น ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเร่งปลดหนี้ตามด้วยการบอกว่าเงินก้อนนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับการออมเพื่อการศึกษาในอนาคต หรือกำลังลงทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบทางการเงิน
2. หลีกเลี่ยงกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน เพราะผลกระทบระยะยาวของการพูดซ้ำๆ ว่าไม่มีเงินเป็นการปลูกฝังกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเด็กที่ถูกจำกัดการกินขนม เมื่อโตขึ้นและมีอิสระทางการเงิน พวกเขาอาจเกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เพื่อสนองความรู้สึกที่ถูกกดทับ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาระหนี้สินในที่สุด
ส่วนแนวทางที่แนะนำคือ อธิบายว่าการปฏิเสธไม่ได้มาจากการขาดแคลนแต่มาจากการบริหารจัดการ พ่อแม่ควรเน้นย้ำถึงหลักการบริหารเงินตามลำดับความสำคัญ ซึ่งช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องการจัดสรรทรัพยากรแทนที่จะทำให้เด็กฝังใจว่าครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินตลอดเวลา
3. ใช้ทุกคำขอเป็นโอกาสในการสอนการเงิน โดยคำขอของลูกคือโอกาสในการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงินของครอบครัว และความสำคัญของการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต พ่อแม่สามารถเชื่อมโยงคำขอของลูกเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น เล่าเรื่องราวของผู้ประกอบการที่สร้างความสำเร็จผ่านวินัยทางการเงินและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เด็กเห็นว่าการบรรลุความฝันทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยการทำงานหนัก การมีวินัย และการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด
ทั้งหมดสอดรับกับงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยทางการเงินและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่พูดคุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้บุตรหลานโตมาเป็นคนที่มีสถานะการเงินที่ดีในอนาคต
ภาพ:KongNoi/shutterstock
อ้างอิง:
The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเดือนสุดท้ายของปีซึ่งกำลังจะปิดฉา […]
The post Let Go Habits: 10 สิ่งแย่ๆ ที่ควรทิ้งไว้ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเดือนสุดท้ายของปีซึ่งกำลังจะปิดฉากลง พร้อมความเหนื่อย ความสับสน ความสัมพันธ์ที่ไม่เวิร์ก เป้าหมายที่ไม่สำเร็จ และภาระทางใจที่แบกไว้จนหนักเกินไป หลายครั้งสิ่งที่ถ่วงเราไว้ไม่ใช่โชคชะตา แต่อาจเป็น “สิ่งที่เรายังไม่ยอมปล่อย” แบบที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
LIFE จึงอยากให้ปีใหม่ของผู้อ่านที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่เบาสบาย มีพลัง และแฮปปี้กว่าเดิม เราไม่ต้องการให้คุณเปลี่ยนเป็นคนใหม่ในทันที แต่ต้องการให้คุณรู้จักและกล้าพอที่จะวางของหนักบางชิ้นลงก่อน เพื่อกลับมายืนได้มั่นคงกว่าเดิม นักจิตวิทยามักอธิบายว่าการเติบโตไม่ได้เกิดจากการ ‘เพิ่มอะไรใหม่’ เสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการ ปล่อยสิ่งที่ไม่จำเป็น ออกไปก่อน หนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ Cognitive Load Theory เมื่อสมองแบกภาระทางอารมณ์มากเกินไป ความสามารถในการตัดสินใจและมองเห็นเส้นทางชีวิตที่ดีขึ้นจะลดลงทันที การปล่อยบางสิ่งจึงเป็นการคืนพื้นที่ให้สมองได้ทำงานอย่างชัดเจนอีกครั้ง
ต่อไปนี้คือ 10 อย่างที่ควรวางลง เพื่อให้ปีใหม่กลายเป็นปีที่เบา คล่องตัว และนำพาคุณไปสู่ตัวตนที่ดีกว่าเดิม
1. คน Toxic
ความสัมพันธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองคือภาระเงียบๆ ที่บั่นทอน Self-worth แบบไม่รู้ตัว งานวิจัยทางด้านความสัมพันธ์ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย (Secure Attachment) มีผลต่อระดับฮอร์โมนความเครียดอย่าง Cortisol อย่างมาก การปล่อยคนที่ทำร้ายใจออกไป จึงไม่ใช่เรื่องโหดร้าย แต่คือ “การปกป้องสุขภาพจิต” ของตัวเอง
2. ความกลัวที่ยังไม่เคยเผชิญ
ความกลัวที่ไม่ได้จัดการจะขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา นักจิตวิทยาใช้หลัก Exposure Theory อธิบายว่า การเผชิญกับสิ่งที่กลัวในระดับเล็กๆ ช่วยลดความกลัวได้จริง เพราะสมองจะเรียนรู้ว่า “มันไม่อันตรายอย่างที่คิด” ปีนี้ลองให้โอกาสตัวเองก้าวเล็กๆ เพียงหนึ่งก้าวก่อนก็พอ
3. เป้าหมายที่ไม่ใช่ของเรา
หลายคนเหนื่อยล้าเพราะกำลังไล่ตามความคาดหวังของสังคมมากกว่าความต้องการที่แท้จริง ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันยังอยากได้สิ่งนี้อยู่ไหม?” ถ้าไม่ คุณมีสิทธิ์วางมันลงโดยไม่ผิดอะไร
4. การเปรียบเทียบที่ทำให้ใจหดลง
ชีวิตของทุกคนมีเส้นเวลาไม่เหมือนกัน การเปรียบเทียบทำให้คุณมองไม่เห็นความก้าวหน้าเล็กๆ ของตัวเอง ปีใหม่คือจังหวะดีที่จะเริ่มกลับมาวัดผลชีวิตด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ของใครอีกคน
5. นิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง
การผัดวันไม่ใช่ความขี้เกียจเสมอไป แต่คือระบบประสาทที่กำลังหลีกเลี่ยงความเครียด ลองใช้เทคนิค 10 นาที เริ่มทำงานแค่ 10 นาทีแรกโดยไม่แตะมือถือ คุณจะพบว่าความยากที่สุดคือ ‘การเริ่มต้น’ ไม่ใช่งานนั้น
6. ความสัมพันธ์ที่เหนื่อยฝ่ายเดียว
ความรักควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมดูแลกัน ถ้าคุณรู้สึกเหมือนวิ่งตามอยู่คนเดียวมาตลอด นั่นไม่ใช่ความรัก แต่มันคือความหมดแรงสะสมที่ควรได้พักเสียที
7. ความคิดลบที่วนซ้ำไม่จบ
สมองมนุษย์ติดอยู่กับความลบเพราะ Negativity Bias สิ่งลบจดจำง่ายกว่าสิ่งดี แต่คุณเลือกตอบสนองใหม่ได้เสมอ เมื่อรู้ทันความคิดลบ คุณไม่ต้องเชื่อมันทุกครั้งที่มันมาเยือน
8. การทำงานหนักจนลืมความต้องการของตัวเอง
ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องแลกด้วยสุขภาพใจ การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของประสิทธิภาพ ไม่ใช่ศัตรูของมัน ปีนี้ลองกำหนด ‘พื้นที่ห้ามงานแตะ’ สำหรับตัวเองบ้าง
9. ความสัมพันธ์ที่ค้างคาไม่ชัดเจน
ความไม่ชัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สมองเหนื่อยที่สุด เพราะมันทำให้เราต้องคาดเดาตลอดเวลา ลองตั้งขอบเขตให้หัวใจว่า “อะไรทำให้ฉันสงบกว่า?” แล้วฟังตัวเองอย่างซื่อสัตย์
10. ความเชื่อจำกัดตัวเอง
เช่น “ฉันไม่ดีพอ” หรือ “ฉันคงทำไม่ได้” ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่คือเสียงเก่าที่เราไม่ตรวจสอบมานาน ปีใหม่คือจังหวะเขียนความเชื่อใหม่ที่เข้าข้างตัวเองมากขึ้น
เมื่อเราเริ่มวางสิ่งเหล่านี้ลง พื้นที่ในชีวิตจะกว้างขึ้นอย่างน่าแปลกใจ ความสงบกลับมา ความหวังเริ่มก่อตัว และเราจะมองเห็นเส้นทางที่อยากไปชัดขึ้นกว่าเดิมเสมอ หากวันนี้ยังรู้สึกไม่พร้อมทิ้งทุกอย่างก็ไม่เป็นไร แค่เริ่มจากหนึ่งอย่างที่หนักที่สุดก่อนก็พอ นั่นอาจเป็นก้าวแรกของปีที่เบาที่สุดในรอบหลายปีของคุณ
The post Let Go Habits: 10 สิ่งแย่ๆ ที่ควรทิ้งไว้ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขาบอกว่าฉันคิดมากไปเอง ควรทำยังไง […]
The post ความเข้าใจที่สร้างจากโค้ด : AI ที่อ่อนโยนเกินเครื่องจักร appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขาบอกว่าฉันคิดมากไปเอง ควรทำยังไงดี”
ประโยคแบบนี้ฟังดูเหมือนคำที่คุณส่งให้เพื่อนสนิทตอนกลางคืน แต่ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากกำลังคุยแบบนี้…ไม่ใช่กับมนุษย์ แต่กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (Artificial Intelligence)
สิ่งที่เริ่มต้นจากแชตบอตตอบคำถามพื้นฐาน กลับค่อยๆ กลายร่างเป็นสิ่งที่ ‘ส่วนตัว’ กว่านั้นมาก ผู้คนเริ่มคุยกับ AI เรื่องอกหัก (Heartbreak), ความกังวล (Anxiety), ความสูญเสีย (Grief), หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง (Self-doubt) ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ ‘ฟัง’ ให้ ‘จำ’ บทสนทนาก่อนหน้า และตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น จนกระทั่งสำหรับผู้ใช้นับล้าน มันไม่ใช่เครื่องมืออีกต่อไป แต่เป็น ‘เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่เคยหายไปไหน และเข้าใจเราอย่างไม่มีวันหมดแรง’
การเปลี่ยนแปลงนี้บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ ‘เรา’ มากพอๆ กับ เทคโนโลยี
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) เคยระบุว่า ‘ความเหงา’ คือปัญหาสุขภาพระดับโลก เชื่อมโยงกับทั้งโรคทางกายและใจ แบบสำรวจหลายชิ้นพบว่า 1 ใน 6 ของผู้คนทั่วโลกรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ในช่องว่างของความสัมพันธ์ที่ห่างออกเรื่อยๆ นั้น AI ก้าวเข้ามาแทนที่ แอปอย่าง Gemini และ ChatGPT ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือทำงานหรือเรียนรู้ แต่กลายเป็น ‘พื้นที่ให้พิงใจ’ ที่ใครหลายคนเข้ามาหาความสบายใจ ความสนใจ และการตอบรับทางอารมณ์ที่มนุษย์บางครั้งให้กันไม่ได้ ความอบอุ่นนั้น ‘รู้สึกจริง’ ทั้งที่สร้างขึ้นจากโค้ด ไม่ใช่ความห่วงใย
แต่เบื้องหลังภาพลวงตาแห่งความเข้าใจนี้ คือการออกแบบอย่างตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า ELIZA Effect ตั้งชื่อตามโปรแกรมแชตบอตยุค 1960 จาก MIT ที่เลียนแบบนักบำบัดด้วยการสะท้อนคำพูดของผู้ใช้กลับไป แม้จะไม่ได้ ‘เข้าใจอะไรเลย’ แต่ผู้คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับการรับฟัง จนเกิดความผูกพันทางใจ
มันเผยให้เห็นนิสัยลึกของมนุษย์ – แค่มีเสียงที่คล้ายมนุษย์ เราก็พร้อมจะเติม “ความหมาย” และ ‘ความตั้งใจดี’ ลงไปให้มันเอง
นักออกแบบจึงให้แชตบอตมีชื่อ มีบุคลิก เช่น Chloe หรือ Eve ใช้ประโยคอย่าง “ฉันเข้าใจนะ” (I hear you) หรือ ‘มันคงยากสำหรับคุณมาก’ (That must be hard) และให้ระบบจำบทสนทนาเก่าเพื่อสร้างความต่อเนื่อง แม้แต่ความไม่สมบูรณ์แบบก็ถูกออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเว้นจังหวะ คำอุทานอย่าง “อืม” หรือ “คือว่า…” หรือแม้แต่จังหวะลมหายใจกับน้ำเสียงที่เปลี่ยนขึ้นลงเล็กน้อยให้ใกล้เคียงคนจริง ทุกองค์ประกอบคือการจำลองท่าทางของมนุษย์ ที่ทำให้การสื่อสารรู้สึกอบอุ่น แม้จะเป็นความอบอุ่นที่ถูกสร้างขึ้นก็ตาม
แต่ ความเห็นใจที่ถูกออกแบบ…ไม่ใช่ความเห็นใจจริง และเมื่อ AI “เหมือนเข้าใจความรู้สึกเรามากเกินไป” ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่เราคาดคิด
ปี 2025 คดี Raine v. OpenAI ทำให้โลกต้องหยุดฟังอีกครั้ง พ่อแม่ของเด็กชายวัย 16 ฟ้อง OpenAI ว่า การตอบในเชิงเห็นใจของ AI ทำให้ความคิดอยากทำร้ายตัวเองของลูกแย่ลง คำถามใหญ่จึงเกิดขึ้น – เมื่อ AI “ฟังอย่างอบอุ่นแต่ไม่เข้าใจจริง” นักพัฒนาต้องรับผิดชอบอย่างไร
นักจิตวิทยาเตือนว่า เมื่อเราชินกับคำตอบที่ไม่ตัดสินเรา และยังเข้าใจเราทุกครั้ง เราอาจเริ่มหลบเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับคนจริง เลือก “ความสบายใจแบบดิจิทัล” แทน “ความยุ่งเหยิงแบบมนุษย์” สิ่งที่เหมือนจะเป็น ความสัมพันธ์… อาจค่อยๆ กลายเป็นความพึ่งพาโดยไม่รู้ตัว
ความกังวลเหล่านี้ทำให้อุตสาหกรรม AI ต้องชัดเจนขึ้นในพื้นที่อ่อนไหว เช่น สุขภาพ กฎหมาย หรือการเงิน
วันที่ 29 ตุลาคม 2025 OpenAI ปรับ Usage Policies ระบุชัดว่า ระบบของบริษัท “ห้ามถูกใช้เพื่อให้คำแนะนำเฉพาะทางที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น คำปรึกษาทางการแพทย์หรือกฎหมาย หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตกำกับ”
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการขยับไปสู่ความรับผิดชอบที่มากขึ้นและการออกแบบระบบที่ปลอดภัยขึ้น
AI จะยังคงพัฒนาไปเรื่อยๆ เรียนรู้ที่จะเว้นจังหวะ ฟัง และปลอบโยนด้วยความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น แต่ที่ SCBX เราเชื่อว่าบทบาทของเทคโนโลยีไม่ใช่การแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่คือการทำให้มนุษย์ “เข้าใจกันมากขึ้น” ความก้าวหน้าที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่ AI ฟังดูเป็นมนุษย์แค่ไหน แต่ดูจากการที่เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์เข้าใจกันได้ลึกเพียงใด
เพราะความเข้าอกเข้าใจและความเห็นใจจริงไม่สามารถโปรแกรมได้ มันต้องมาจากมนุษย์
และบางที วันหนึ่งเมื่อมีใครพิมพ์ว่า “ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขาบอกว่าฉันคิดมากไปเอง ควรทำยังไงดี” AI ที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ อาจไม่ใช่ AI ที่ตอบด้วยน้ำเสียง หรือคำพูดเสมือนมนุษย์ที่สุด แต่อาจเป็น AI ที่กระซิบเตือนเราเบาๆ ว่า… ถึงเวลาเดินกลับไปคุยกับมนุษย์จริงๆ สักคนแล้ว
The post ความเข้าใจที่สร้างจากโค้ด : AI ที่อ่อนโยนเกินเครื่องจักร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในบางช่วงของชีวิต เราอาจจริงจังกับตัวเองมากเกินไป จนลืม […]
The post วิธีพาใจกลับสู่โมเมนต์เล็กๆ ที่มีความสุขแบบ hoppípolla appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในบางช่วงของชีวิต เราอาจจริงจังกับตัวเองมากเกินไป จนลืมว่าความสุขหลายครั้งไม่ได้ซับซ้อนเลย หนึ่งในคำที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างงดงามคือคำว่า ฮอป-พี-โพ-ล่า (Hoppípolla) จากภาษาไอซ์แลนด์ ซึ่งแปลว่า “การกระโดดลงในแอ่งน้ำเหมือนเด็กๆ” มันไม่ใช่แค่การกระโดดน้ำให้กระเซ็น แต่คือการชวนให้เรากลับไปหาความสุขง่ายๆ ที่เคยทำได้โดยไม่คิดมาก และในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ คำนี้จึงกลายเป็นเหมือนคีย์เวิร์ดเล็กๆ ที่ช่วยเตือนว่า บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องเติบโตจนสูญเสียความเบิกบานแบบเด็กๆ ไปทั้งหมดก็ได้
คำว่า Hoppípolla เคยโด่งดังไปทั่วโลกจากเพลงของวงไอซ์แลนด์ Sigur Rós
ที่ใช้ภาพ “การกลับไปเล่นสนุกเหมือนเด็ก” เป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตที่เบาขึ้น
ไม่ใช่การหนีความจริง แต่เป็นการเติมพลังให้หัวใจได้หายใจอีกครั้ง
งานวิจัยด้าน Positive Psychology พบว่า ช่วงเวลาเล็กๆ ที่เรารู้สึกสนุกแบบไม่หวังผล (Playful Moments) ช่วยลดความเครียด เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และทำให้สมองฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้เครียดต่อเนื่อง แต่ถูกออกแบบให้รู้จัก “แวะพักเป็นช่วงๆ”
ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณหัวเราะแรงๆ โดยไม่กลัวว่าจะดูไม่เรียบร้อย หรือครั้งที่คุณเดินตากฝนแบบไม่รีบหลบ หรือวันที่คุณยอมให้ตัวเองทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่รู้สึก
“สนุกเฉยๆ” สิ่งเหล่านั้นอาจดูเล็กมาก แต่จริงๆ แล้วคือโมเมนต์ที่ช่วยให้เรากลับมารู้สึกว่า “เฮ้…เรายังมีชีวิตอยู่จริงๆ นี่นา”
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Micro-Joy คือความสุขจิ๋วๆ ที่เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาที
แต่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของทั้งวันได้ Hoppípolla จึงไม่ใช่การชวนให้เราทำตัวน่ารักเหมือนเด็ก แต่มันคือการชวนให้เราปลดล็อกหัวใจจากความคาดหวังที่หนักจนเกินไป และอนุญาตให้ตัวเอง “เบิกบานในแบบง่ายๆ” อีกครั้ง
อาจเป็นการเปิดเพลงโปรดเสียงดังตอนแต่งตัว การถ่ายรูปแสงแดดที่ลอดมาทางหน้าต่าง การหัวเราะหลุดๆ กับเพื่อน หรือการเดินช้าๆ เพื่อฟังเสียงรองเท้ากระทบพื้น
นี่คือ Hoppípolla ในชีวิตจริงของคนยุคนี้ สุดท้ายความสุขอาจไม่ได้มาจากการไขว่คว้าสิ่งใหญ่ๆ เสมอไป แต่มาจากการยอมให้หัวใจกลับไปกระโดดลงแอ่งน้ำเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แบบที่เราเคยทำตอนเด็ก แค่คราวนี้ทำด้วยหัวใจที่โตกว่าเดิม








The post วิธีพาใจกลับสู่โมเมนต์เล็กๆ ที่มีความสุขแบบ hoppípolla appeared first on THE STANDARD.
]]>
เตรียมพบกับ CONTEMPORARY TALK งานสุขภาพจิตที่ไม่เหมือนใ […]
The post ‘ด้นกลับไป เพื่อใจเติบโต’ หยุดพักใจ ฟังเสียงหัวใจ และเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน 6 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เตรียมพบกับ CONTEMPORARY TALK งานสุขภาพจิตที่ไม่เหมือนใคร รวมพลผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกว่า 10 ท่านจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ มาร่วมแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ในยุคที่โลกหมุนไวจนเราแทบไม่ทันตามทัน
งานนี้จัดโดยเครือข่ายผู้ทำงานด้านสุขภาพจิต นำทีมโดย นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาจาก มีรักคลินิก ร่วมกับวิทยากรหลักระดับแนวหน้า อาทิ พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร), นพ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น, รศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ ดร.กุลวดี ทองไพบูลย์ นายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย
ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งวัน ทั้งนิทรรศการสุขภาพจิตโดยเครือข่ายผู้ทำงานด้านจิตใจ งานเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ตามด้วยการบรรยายพิเศษจากพระพรหมพัชรญาณมุนี การนำเสนอภาพและเพลงสะท้อนโลกภายในจากทีมดนตรีบำบัด
ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นรวมถึงกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เช่น บอร์ดเกมสติศึกษา ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือปกป้องสุขภาพจิตให้กับเด็กและเยาวชน
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนสี่องค์กรด้านสุขภาพจิต ได้แก่ มูลนิธิปัญญาประทีป ชมรมจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรมแห่งประเทศไทย มีรักคลินิก และสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย
งานจัดวันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 9.30-15.30 น. ที่ True Digital Park
จำหน่ายบัตรในราคา 5,000 บาท / 3,000 บาท / 2,000 บาท / 1,500 บาท ใครสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ 092-733-2137 และ 092-278-2187 หรือ [email protected]
The post ‘ด้นกลับไป เพื่อใจเติบโต’ หยุดพักใจ ฟังเสียงหัวใจ และเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน 6 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยรู้สึกแบบนี้ คือบางทีเราก็อยาก “ไม […]
The post ไม่ใช่ขี้เกียจ บางทีมันคือสัญญาณร่างกายที่อยากให้เราพัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยรู้สึกแบบนี้ คือบางทีเราก็อยาก “ไม่ทำอะไรเลย” แล้วพอเป็นแบบนั้นทีไร เสียงในหัวก็จะบอกว่า “นี่ฉันขี้เกียจอีกแล้วเหรอเนี่ย!” หรือบางทีก็เผลอไปตัดสินคนอื่นว่า “ทำไมถึงขี้เกียจจัง?”
แต่เดี๋ยวก่อน วันนี้มีมุมมองที่น่าสนใจจากนักจิตวิทยาตัวท็อป 2 ท่าน ที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจ และเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความขี้เกียจของเราไปเลยก็ได้นะ
จากหนังสือที่โด่งดังอย่าง Laziness Does Not Exist (ความขี้เกียจไม่มีอยู่จริง) ของ Dr. Devon Price นักจิตวิทยาและอาจารย์ด้านพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัย Loyola Chicago ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจมากว่า
“การไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้หมายความว่าเราขี้เกียจ แต่มันคือการที่ร่างกายและสมองกำลังฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ”
Dr. Devon Price อธิบายว่าบ่อยครั้งสิ่งที่สังคมตัดสินว่าเป็นความขี้เกียจ แท้จริงแล้วคือสัญญาณที่ร่างกายและจิตใจของเรากำลังบอกว่า “ฉันไม่ไหวแล้วนะ ขอพักหน่อย!” มันอาจเป็นการหมดไฟ (Burnout), ภาวะเครียดสะสม, ความวิตกกังวล, หรือแม้กระทั่งร่างกายกำลังต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่รู้ตัว
ลองคิดดูว่าในแต่ละวันเราเจออะไรมาบ้าง? สมองของเราทำงานหนักกว่าที่เราคิดเยอะเลย
แล้วพอเรารู้สึกว่าอยากพัก การได้หยุดนิ่งๆ เฉยๆ มันช่วยได้จริงๆ และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ขอแนะนำเทคนิคเล็กๆ ที่ Dr. Kristin Neff นักจิตวิทยาและนักวิจัยเรื่อง Self-compassion ได้กล่าวไว้ว่า “การสัมผัสตัวเองอย่างอ่อนโยน เช่น โอบกอดตัวเอง หรือวางมือลงบนหน้าอก จะส่งสัญญาณให้ระบบประสาทรู้ว่า ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว”
การที่เราสัมผัสตัวเองเบาๆ ไม่ว่าจะเป็นการกอดตัวเองแน่นๆ หรือแค่วางมือลงบนหน้าอก หรือท้องเบาๆ แล้วค่อยๆ หายใจเข้าออกช้าๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยปลอบประโลมระบบประสาทของเราจากโหมด ‘พร้อมสู้’ ไปสู่โหมด ‘ผ่อนคลาย’ มันคือการบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่ตรงนี้กับเธอ” ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียด และทำให้เรารู้สึกสงบ ปลอดภัย และอุ่นใจขึ้นได้จริงๆ
ง่ายๆ เลยให้ลองเริ่มจาก
The post ไม่ใช่ขี้เกียจ บางทีมันคือสัญญาณร่างกายที่อยากให้เราพัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมกับปรากฏการณ์ ‘เสียงในหัว’ ที่คุยกับค […]
The post รู้จักอาการ ‘เสียงในหัว’ ที่คุยกับคุณอยู่ตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมกับปรากฏการณ์ ‘เสียงในหัว’ ที่คุยกับคุณอยู่ตลอดเวลา? บางครั้งเป็นเสียงให้กำลังใจ “เธอทำได้ ลองดูสิ!” “อย่าไปกลัวเลย เดินหน้าต่อไป!” บางครั้งกลับกลายเป็นเสียงวิจารณ์
“ดูคนอื่นสิ สวยและเก่งกว่าเธอเยอะ”
“งานนี้ยากเกินไป เธอทำไม่ได้หรอก”
หรือแม้แต่เสียงกังวล “เผลอทำผิดอีกแล้วนะ”
“คนอื่นจะคิดยังไงนะ?”
จริงๆ แล้วเสียงลึกลับนี้มาจากไหน? เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา หรือมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่กันแน่? LIFE จึงอยากชวนทุกคนไปหาคำตอบ เพื่อให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเสียงในหัวคือกลไกทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนและทรงพลัง หากเข้าใจและจัดการอย่างถูกวิธี มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นได้อย่างน่าทึ่งเลยล่ะ
เสียงในหัว หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Inner Monologue คือการที่เราได้ยินคำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องขยับปากหรือให้ใครได้ยิน เสียงนี้มีน้ำเสียงและสำเนียงครบถ้วน แม้จะไม่สามารถได้ยินด้วยหูจริงก็ตาม เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มพัฒนาเสียงในหัวนี้เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี พร้อมกับการพัฒนาภาษาสื่อสาร แต่ที่น่าสนใจคือไม่ใช่ทุกคนจะมีเสียงในหัวแบบเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่มีเลย
ความกระชับ (Condensation) บางครั้งเสียงในหัวอาจเป็นเพียงคำเดียวหรือประโยคสั้นๆ แต่บางครั้งก็เป็นประโยคเต็มหรือย่อหน้าทั้งหมด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความซับซ้อนของเรื่องที่เรากำลังคิด
การสนทนาโต้ตอบ (Dialogicality) บางคนคิดด้วยเสียงเดียว เหมือนการบอกสิ่งที่ต้องจำกับตัวเอง ส่วนบางคนมีหลายเสียงในหัว เหมือนการจินตนาการบทสนทนาในอนาคตที่มีหลายมุมมอง
ความตั้งใจ (Intentionality) บางครั้งเราใช้เสียงในหัวอย่างจงใจ เช่น การฝึกซ้อมการนำเสนอ แต่บางครั้งเสียงในหัวก็ทำงานเองโดยไม่ตั้งใจเมื่อเรากำลังใจลอย
การวิจัยของศาสตราจารย์ Russell Hurlburt ประมาณการว่ามีคนราว 30-50% ที่มีประสบการณ์เสียงในหัวบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้มีตลอดเวลา ส่วนคนที่ไม่มีเสียงในหัวจะคิดด้วยวิธีอื่น เช่น การมองเห็นภายใน จินตนาการภาพในใจ เช่น นึกภาพสถานที่ที่ต้องการไป การคิดแบบไร้สัญลักษณ์ คิดโดยไม่ใช้คำ ภาพ หรือสัญลักษณ์ใดๆ ความรู้สึก พิจารณาอารมณ์ของตนเองอย่างมีสติ และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส มุ่งเน้นไปที่แง่มุมเดียวของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว
เสียงในหัวมีประโยชน์มากมาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของสมอง ช่วยในการวางแผน การแก้ปัญหา การควบคุมตนเอง และการรับมุมมองของผู้อื่น เสียงในหัวยังเป็นแหล่งของแรงจูงใจและคำแนะนำต่อตนเอง ช่วยเพิ่มสมาธิ ทักษะการคิด และช่วยในการทบทวนข้อมูลเพื่อการจดจำ การพูดกับตัวเองออกเสียงดังๆ ยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสร้างแนวคิดใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ เสียงในหัวยังช่วยกระตุ้นทฤษฎีแห่งจิต โดยการจินตนาการถึงผู้ฟัง ทำให้เราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองได้อย่างวิพากษ์วิจารณ์และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
แม้เสียงในหัวจะมีประโยชน์ แต่ก็อาจกลายเป็นปัญหาได้ ข้อเสียที่สำคัญที่สุดคือการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างต่อเนื่อง เสียงในหัวอาจเป็นแหล่งที่มาของความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตนเอง นำไปสู่ความนับถือตนเองที่ลดลง จิตใจที่วิตกกังวลมักจะวนเวียนอยู่กับความคิดเชิงลบที่รบกวนจิตใจ หากไม่สามารถปิดเสียงในหัวได้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ท่วมท้นและเป็นพิษต่อสุขภาพจิตได้
การบำบัดด้วยการยอมรับและผูกมัด (ACT) สอนทักษะการสร้างระยะห่างจากความคิด ช่วยให้ตระหนักว่าความคิดเป็นเพียงคำพูดที่ไม่มีอำนาจเหนือตัวเรา
การฝึกการรับมุมมอง มองตัวเองเป็น พื้นที่กว้างใหญ่ที่รองรับความคิด ช่วยให้สังเกตเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น
เทคนิคการสงบจิตใจ รวมถึงการมองด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย การผ่อนคลายขากรรไกรและลิ้น การฟังเสียงบรรยากาศรอบข้าง เทคนิคการหายใจ หรือการพยายามคาดเดาความคิดต่อไป การเข้าใจว่าเสียงในหัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์จะช่วยให้เราจัดการกับมันได้อย่างมีสติมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์บั่นทอนกำลังใจ เราสามารถฝึกฝนให้เสียงเหล่านั้นเป็นไปในเชิงบวกได้
อ้างอิง:
The post รู้จักอาการ ‘เสียงในหัว’ ที่คุยกับคุณอยู่ตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกนาทีบนโลกออนไลน์กำลังเกิดปรากฏการณ์มหาศาล มีการอัปโห […]
The post สมอง ‘ล้า’ จากคอนเทนต์ล้น นักจิตวิทยาชี้ ‘เราเสพสื่อมากเกินไป’ ทำลายสมาธิ-พลังความคิด ‘โดยไม่รู้ตัว’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกนาทีบนโลกออนไลน์กำลังเกิดปรากฏการณ์มหาศาล มีการอัปโหลดวิดีโอบน TikTok 16,000 คลิป มีการเปิดรับชม Reels บน Instagram และ Facebook มากถึง 138.9 ล้านครั้ง และมีการรับชมวิดีโอบน YouTube กว่า 3 ล้านครั้งทั่วโลก เราอาศัยอยู่ในมหาสมุทรของข้อมูลที่ไม่มีวันหยุดไหล ทำให้เกิดคำถามว่า เราบริโภคคอนเทนต์มากเกินไปหรือไม่?
“ใช่” Gloria Mark นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ตอบอย่างไม่ลังเล “และมันกำลังทำให้เราหมดแรง” เธอบอกว่า “เมื่อถูกโหมกระหน่ำด้วยข้อมูลมากมาย ทรัพยากรความคิดของเราจะเหือดแห้ง จิตใจของเราก็เหนื่อยล้า” เหมือนแบตเตอรี่ที่ถูกใช้งานหนักจนเกินไป
สมองส่วนที่เรียกว่า ‘Executive Function’ มีหน้าที่ควบคุมให้เราอยู่ในเส้นทาง ช่วยในการตัดสินใจและมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย แต่เมื่อเราป้อนข้อมูลมากเกินไป มันก็ล้าและไม่อาจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอนเทนต์ในทุกวันนี้มีหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราเข้าถึงได้ ‘ทุกที่ทุกเวลา’ Mark แบ่งคอนเทนต์เป็นแบบสั้นกับแบบยาว และแบบลึกกับแบบตื้น โดยคอนเทนต์แบบสั้นและตื้นคือสิ่งที่ผู้คนบริโภคมากที่สุด
สิ่งที่พบบนโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดอารมณ์พื้นฐาน ทั้งความตกใจ ความประหลาดใจ ความโกรธ หรืออารมณ์ขัน เหมือนอาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาล อารมณ์พื้นฐานเหล่านี้ทำให้เราอยู่ในระดับความคิดที่ตื้นเขิน ต่างจากการอ่านหนังสือที่เหมือนอาหารที่มีประโยชน์ ที่อาจจะไม่อร่อยทันทีแต่ให้คุณค่าที่ยาวนาน
ปัญหาใหญ่คือ ‘เราไม่สามารถดึงตัวเองออกมาได้’ การบริโภคคอนเทนต์แบบสั้นและตื้นมากเกินไปกำลังทำลายช่วงความสนใจของเรา
จากการศึกษาพบว่าความสนใจของผู้คนเมื่อมองหน้าจอลดลงจากเฉลี่ย 2.5 นาทีในปี 2004 เหลือเพียง 47 วินาทีในปี 2016 ซึ่งพอดีกับความยาวของวิดีโอส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดีย
“เมื่อติดนิสัยบริโภคคอนเทนต์แบบสั้นและตื้น จะยากมากที่จะดึงตัวเองออกมาและหันไปอ่านหนังสือ” Mark แนะนำให้จัดสรรเวลาสำหรับการอ่าน เลือกหนังสือที่เราจมดิ่งไปกับมันได้ และถ้าเป็นไปได้ให้อ่านจากกระดาษจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรบกวนจากโทรศัพท์
Maria Paula Colmenares นักศึกษาแฟชั่นวัย 22 ปี เล่าความรู้สึกว่า “บางทีฉันดู TikTok แล้วจำไม่ได้เลยว่าเพิ่งดูอะไรไป” เธอบอกว่าการดูวิดีโอบนโซเชียลนานๆ เหมือน ‘ติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน’ ที่ทำให้เธอมองโลกผิดเพี้ยนไป
เพื่อควบคุมสิ่งที่เธอให้ความสนใจ Colmenares เริ่มจำกัดเวลาบนโซเชียลมีเดีย สมัครรับจดหมายข่าว ค้นหาบทความวิชาการที่มีคุณภาพ ฟังพอดแคสต์และหนังสือเสียงระหว่างทำกิจกรรมอื่นๆ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ฉันได้ชะลอจิตใจลง ฉันมีความชัดเจนในความคิดมากขึ้น ไม่มัวหมองอีกต่อไป เพราะฉันไม่ได้โหลดข้อมูลเข้าไปมากเกินไป” เป็นเหมือนการทำความสะอาดห้องในสมองที่รกเกะกะด้วยข้อมูลไร้สาระ ให้กลับมาโล่งและสว่างอีกครั้ง
ท่ามกลางกระแสธารข้อมูลที่ไหลบ่าไม่หยุด เราทุกคนเสี่ยงที่จะจมอยู่ในวังวนของการบริโภคคอนเทนต์ไร้สาระ การตระหนักรู้และตั้งใจชะลอจังหวะชีวิตในโลกดิจิทัล อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราทวงคืนความใส่ใจและพลังความคิดที่กำลังจะสูญหายไปในห้วงเวลาแห่งข้อมูลล้นเกินของศตวรรษที่ 21
ภาพ: Pixel-Shot / Shutterstock
อ้างอิง:
The post สมอง ‘ล้า’ จากคอนเทนต์ล้น นักจิตวิทยาชี้ ‘เราเสพสื่อมากเกินไป’ ทำลายสมาธิ-พลังความคิด ‘โดยไม่รู้ตัว’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับงาน หมดพลังในการเข้าสังคม หรือ […]
The post เบื่อจนเนือย! นักจิตวิทยาเตือน Boreout อันตรายกว่าที่คิด งานไม่ท้าทาย ไม่มีความหมาย ขาดเพื่อนร่วมงาน อาจไม่ใช่แค่ Burnout! appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับงาน หมดพลังในการเข้าสังคม หรือหงุดหงิดง่ายขึ้นในที่ทำงาน อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นอาการ ‘เบิร์นเอาต์’ หรือ ‘หมดไฟ’ เพราะอาจมีตัวการร้ายอีกตัวที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง
Adam Grant นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton และผู้เขียนหนังสือขายดี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Chief Worklife Expert ที่ Glassdoor เผยว่า ภาวะที่เรียกว่า ‘Boreout’ หรือ ‘ความเบื่อจนหมดแรง’ กำลังกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการทำงานแบบรีโมตและไฮบริด
“เมื่อคุณเบิร์นเอาต์ คุณจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานที่มากเกินไป ถูกกดดันจากทุกทิศทาง และแบกรับภาระหนักเกินกำลัง” Grant อธิบาย “แต่เมื่อคุณเกิดภาวะ Boreout คุณจะรู้สึกว่างานไม่ท้าทายและน่าเบื่อ”
การทำงานอย่างเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ ไม่เห็นความหมายในงานที่ทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มืออาชีพรู้สึกเบื่อและไม่เติมเต็ม Grant กล่าวเสริม
ผลสำรวจของ Gallup ในปี 2024 พบว่า ประมาณ 80% ของคนทำงานในสหรัฐฯ ชื่นชอบการทำงานแบบรีโมตหรือไฮบริดหากเป็นไปได้ แต่การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกลับเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ขณะที่ 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การประชุมเสมือนจริง ‘มีประสิทธิภาพน้อยกว่า’ การประชุมแบบพบหน้ากัน
รายงาน State of Hybrid Work ปี 2024 ของ Owl Labs ซึ่งสำรวจคนทำงานเต็มเวลา 2,000 คน พบว่า 27% ของมืออาชีพในสหรัฐฯ ทำงานในรูปแบบไฮบริดและ 11% ทำงานแบบรีโมต เปรียบเทียบกับ 26% และ 7% ตามลำดับในปีก่อนหน้า ข้อมูลจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่างานดิจิทัลจะเพิ่มขึ้น 25% ภายในปี 2030
Grant มองว่าเมื่อการมีปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันในที่ทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นกรณีของ Boreout เพิ่มมากขึ้น
“ผู้คนดูไร้ชีวิตชีวาในการประชุมออนไลน์” เขากล่าว “พวกเขาไม่ได้แสดงอาการของความเบิร์นเอาต์ แต่กลับรู้สึกว่า ‘การประชุมนี้ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันเลย ฉันไม่สนใจบทสนทนานี้สักนิด’ พวกเขาเหมือนคนที่นั่งอยู่แต่จิตใจลอยไปที่อื่น นี่เป็นปัญหาสำคัญที่เราต้องแก้ไข”
อย่างไรก็ตาม ทั้งหัวหน้าและพนักงานสามารถช่วยปรับปรุงขวัญกำลังใจเมื่องานเริ่มรู้สึกน่าเบื่อและไม่น่าสนใจได้
เริ่มต้นจากผู้นำที่ควรผ่อนคลายข้อกำหนดในการประชุมเสมือนจริง Grant แนะนำ การบังคับให้พนักงานเปิดกล้องหรือใช้พื้นหลังเฉพาะ เป็นต้น สามารถทำลายความสนุกในการทำงานร่วมกันและเพิ่มความเหนื่อยล้าของพนักงาน ตามที่งานวิจัยชี้ให้เห็น
แทนที่จะทำเช่นนั้น หัวหน้าสามารถส่งเสริมการทำงานร่วมกันแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้นเป็นครั้งคราว ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสนทนาตามวิธีที่พวกเขารู้สึกสบายใจที่สุด รวมถึงการปิดกล้องหรือแม้แต่การตอบในแชต
“สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักคือกำลังทำให้ผู้คนหมดพลัง คุณไม่จำเป็นต้องเห็นใบหน้าของผู้คนในทุกการประชุม” Grant กล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกลุ่มคนที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว การปิดกล้องเป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้ผู้คนได้ชาร์จพลังใหม่ และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเชื่อมต่อ พวกเขาจะมาพร้อมกับความตื่นเต้นมากขึ้น”
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ทำให้งานน่าตื่นเต้นคือการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน ปัจจุบันพนักงานเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น ส่งผลให้มีมิตรภาพแบบผิวเผินหรือความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยที่มุ่งเน้นแค่เรื่องงานมากขึ้น ตามที่ Grant ชี้ให้เห็น
“เนื่องจากเราไม่ได้วางแผนที่จะอยู่นาน เราจึงไม่ลงทุนในเรื่องความสัมพันธ์แบบเดิมอีกต่อไป เรามองเพื่อนร่วมงานว่าเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตชั่วคราว ทักทายพวกเขาด้วยความสุภาพแบบห่างๆ ในขณะที่เก็บมิตรภาพที่แท้จริงไว้สำหรับนอกที่ทำงาน” เขากล่าวในบล็อกโพสต์ล่าสุดของ Glassdoor
Grant แนะนำให้พนักงานตั้งใจสร้างความสัมพันธ์จริงๆ ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะด้วยการนัดดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมงานหรือสร้างความผูกพันผ่านการแก้ปัญหาร่วมกัน
“ลองคิดถึงสิ่งที่คุณอยากแบ่งปันที่ตรงกับความสนใจของคนอื่นในที่ทำงานของคุณ” Grant แนะนำ “อาจเป็นค่านิยมร่วมที่ทำให้คุณเข้าร่วมองค์กร (หรือ) การลงมือแก้ปัญหาที่คุณสนใจ หรือพันธกิจที่สำคัญสำหรับคุณ”
ในยุคที่การทำงานแบบรีโมตและไฮบริดกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น การตระหนักถึงภาวะ ‘Boreout’ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความกระตือรือร้นและประสิทธิภาพในการทำงาน ท่ามกลางความสะดวกของการทำงานจากระยะไกล เราอาจต้องหาวิธีใหม่ๆ ในการสร้างความหมายและการเชื่อมต่อ ก่อนที่ความเบื่อจะกลืนกินความสุขในการทำงานของเราไปจนหมด
อ้างอิง:
The post เบื่อจนเนือย! นักจิตวิทยาเตือน Boreout อันตรายกว่าที่คิด งานไม่ท้าทาย ไม่มีความหมาย ขาดเพื่อนร่วมงาน อาจไม่ใช่แค่ Burnout! appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมที่รู้สึกไม่มั่นใจและแอบกลัวนิดๆ เวลาไปไหนมาไหนคน […]
The post นักบำบัดชี้ การอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมที่รู้สึกไม่มั่นใจและแอบกลัวนิดๆ เวลาไปไหนมาไหนคนเดียว บางคนตั้งแต่เกิดมายังไม่กล้าไปดูภาพยนตร์ นั่งกินข้าว หรือเที่ยวคนเดียวด้วยซ้ำ แต่รู้หรือเปล่าว่ามีนักจิตวิทยาที่ยืนยันว่าการอยู่กับตัวเองอย่างมีคุณภาพช่วยเพิ่มความสุขและความมั่นใจได้นะ ซึ่งเขาระบุว่า เมื่อเราให้เวลากับตัวเอง เราจะเครียดน้อยลง พอใจชีวิตมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
Jessica Gaddy นักบำบัดจากลอสแอนเจลิส อธิบายว่า “การอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักและเป็นเพื่อนที่ดีกับตัวเอง ช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี รู้จักตัวเองมากขึ้น” เธอเน้นว่า การกล้าไปไหนมาไหนคนเดียวแสดงถึงความกล้าหาญและความเข้มแข็ง เป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้
เช่น กรณีของ Samantha Elliott หญิงสาววัย 24 ปี เธอเคยหวาดกลัวที่จะอยู่คนเดียวในเมืองใหม่หลังจากเรียนจบ แต่เมื่อลองรวบรวมความกล้าออกไปเที่ยวคนเดียว ทั้งเดินป่า ดูคอนเสิร์ต เที่ยวพิพิธภัณฑ์ และกินข้าวคนเดียว เธอกลับพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องมีใครมาด้วยถึงจะมีความสุขได้ และบ่อยครั้งการไปคนเดียวกลับทำให้ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้นด้วย
ทางด้าน Danny Stewart วัย 27 ปี ก็ร่วมแบ่งปันมุมมองว่า “การอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าเหงาหรือไม่มีเพื่อน แต่เป็นการเลือกที่จะให้เวลากับตัวเอง” เขามักไปดูภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และเกมเบสบอลคนเดียว โดยมองว่ามันเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องกังวลใจ
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับการใช้เวลาคุณภาพกับตัวเองสำหรับคนที่อยากเริ่มต้น
นักจิตวิทยาย้ำว่า การมีเวลาอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุขเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี รู้จักตัวเองมากขึ้น และพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เพราะคนที่อยู่กับตัวเองได้จะเป็นคนที่มั่นคง ไม่ต้องพึ่งพาความสุขจากคนอื่นตลอดเวลา
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post นักบำบัดชี้ การอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนประสบปัญหาการนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ มีเ […]
The post รู้จัก กฎ 3-2-1 ที่แนะนำโดยนักจิตวิทยา เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนประสบปัญหาการนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ มีเทคนิคมากมายที่ได้รับการนำเสนอเพื่อช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นคือกฎ 3-2-1 ที่แนะนำโดย Michael Breus นักจิตวิทยาด้านการนอนหลับ แต่กฎนี้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ มาดูกันว่าผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้
กฎ 3-2-1 ประกอบด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ากฎนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎเหล็กที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่าง Timothy Young ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจาก Mayo Clinic Health System ให้ความเห็นว่า “กฎ 3-2-1 เป็นเพียงแนวทางที่ดีต่อสุขภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตัวเลขเหล่านี้อย่างตายตัว”
การหยุดดื่มแอลกอฮอล์ 3 ชั่วโมงก่อนนอนเป็นคำแนะนำที่ดี เพราะแม้แอลกอฮอล์จะทำให้ง่วง แต่ส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอน โดยทำให้ระยะเวลาการนอนหลับโดยรวมและช่วง REM Sleep ลดลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) อีกด้วย
ส่วนเรื่องของเหลวหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วยกับการหยุดดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ทุกชนิด 1 ชั่วโมงก่อนนอน Young แนะนำว่า “ถ้ารู้สึกกระหายก็ควรดื่มน้ำได้” ยกเว้นกรณีที่มีปัญหาต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
ไปกันต่อที่เรื่องอาหาร ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าการจำกัดการรับประทานอาหารก่อนนอนอาจเป็นประโยชน์สำหรับบางคน เพราะการนอนด้วยท้องที่อิ่มเกินไปอาจส่งผลต่อคุณภาพการนอน อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกหิวในตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับ การรับประทานอาหารว่างเบาๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตก็อาจช่วยได้
คราวนี้มาดูสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า แทนที่จะยึดติดกับกฎ 3-2-1 อย่างเคร่งครัด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มุ่งเน้นการสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เช่น
ทั้งนี้ Young แนะนำให้พยายามเข้านอนเร็วขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสในการนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน อ่านมาถึงตรงนี้ก็สรุปว่า กฎ 3-2-1 อาจเป็นแนวทางที่ดีสำหรับบางคน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้ได้การนอนหลับที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post รู้จัก กฎ 3-2-1 ที่แนะนำโดยนักจิตวิทยา เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันพุธที่ผ่านมา (27 มีนาคม) Daniel Kahneman นักจิตวิทยา […]
The post Daniel Kahneman นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันพุธที่ผ่านมา (27 มีนาคม) Daniel Kahneman นักจิตวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้บุกเบิกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และนักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงานหนังสือขายดีอย่าง Thinking, Fast and Slow เสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี
Daniel เกิดในประเทศอิสราเอลช่วงปี 1934 และเรียนจบที่มหาวิทยาลัยฮีบรูในเยรูซาเลม ก่อนที่จะไปเรียนต่อด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเขาสามารถคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการตัดสินใจบนความเสี่ยง (Prospect Theory: An Analysis of Decision Under Risk) ร่วมกับ Amos Tversky ในช่วงปี 2002 จนทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่จะมาทำงานในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ตั้งแต่ปี 1993-2024
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงปี 2011 Daniel ยังได้เขียนหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเล่มหนึ่งออกมาในชื่อ Thinking, Fast and Slow จนกลายเป็นหนึ่งในเล่มที่ติดอันดับหนังสือขายดีตลอดกาล และยังเป็นลิสต์หนังสือแนะนำของ Bill Gates, Barack Obama และ Ray Dalio อีกเช่นกัน
โดยใจความสำคัญของหนังสือเล่มดังกล่าวพูดถึงระบบความคิดที่แบ่งออกเป็น ‘ระบบ 1’ ซึ่งเป็นตัวแทนของความคิดที่รวดเร็ว และ ‘ระบบ 2’ ที่เป็นตัวแทนของระบบความคิดที่ช้า และมนุษย์มีการใช้ระบบความคิดทั้งสองนี้ในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ของชีวิตเช่นไรบ้าง นำไปสู่จุดอ่อนทางความคิดอย่างไร และควรปรับปรุงระบบการตัดสินใจเช่นไร
ศาสตราจารย์ Eldar Shafir กล่าวว่า ในโลกของสังคมศาสตร์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นับตั้งแต่ Daniel เข้ามาสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงแนวคิดบางอย่างในวงการเศรษฐศาสตร์ด้านพฤติกรรม พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่า Daniel จะอยู่ในใจและเป็นที่นึกถึงของคนในวงการ
ในช่วงปี 2015 Daniel ยังเคยกล่าวกับสำนักข่าว The Guardian ว่า แม้เขาจะเป็นคนทำงานหนัก แต่เขาไม่ได้เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานและแสวงหาความสำเร็จขนาดนั้น เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำไป เพียงแต่ใช้ชีวิตเพื่อความสุขและการมีชีวิตที่ดีเท่านั้น
อ้างอิง:
The post Daniel Kahneman นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กันยายน) Sky Sports รายงานว่า ริชาร์ลิซอน กอ […]
The post ริชาร์ลิซอน เตรียมเข้าพบนักจิตวิทยา เพื่อช่วยดึงฟอร์มเก่งในสนามกลับมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กันยายน) Sky Sports รายงานว่า ริชาร์ลิซอน กองหน้าท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เปิดเผยว่า เขาจะเข้าพบนักจิตวิทยาเพื่อให้ช่วยดึงฟอร์มเก่งในสนามของเขากลับมาอีกครั้ง
ริชาร์ลิซอนยังไม่สามารถทำประตูได้เลยในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และยังทำได้เพียงแค่ประตูเดียวจากการลงเล่นให้สเปอร์ส 27 นัดในฤดูกาลก่อน ทั้งที่ย้ายจากเอฟเวอร์ตันมาด้วยค่าตัวสูงถึง 60 ล้านปอนด์ หรือราว 2,676 ล้านบาท
นักเตะทีมชาติบราซิลพลาดการทำประตูจากการโดน VAR ปฏิเสธ ในเกมกับเปรูเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ริชาร์ลิซอนกล่าวว่า เขาได้รับผลกระทบจากปัญหานอกสนามในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีรายงานในบราซิลเกี่ยวกับข้อพิพาทกับ เรนาโต เวลาสโก ตัวแทนของเขาด้วย
เขากล่าวกับ Globo สื่อในบราซิล ว่า “บางครั้งสิ่งต่างๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นเพียงเรื่องนอกสนามที่เข้ามาขวางทางผม แม้ว่าคุณจะอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับกลายเป็นว่าผิดพลาด ผมจะยังคงมุ่งความสนใจไปที่สโมสรต่อไป ผมเชื่อว่าพายุผ่านไปแล้ว
“ผมต้องผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานอกสนาม ตอนนี้ทุกอย่างดีแล้ว ตอนนี้สิ่งต่างๆ จะเริ่มไหลลื่น ผมมั่นใจว่าผมจะทำผลงานให้ดีกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และทำให้สิ่งต่างๆ เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
“ผมจะกลับไปอังกฤษ แล้วขอความช่วยเหลือด้านจิตวิทยาจากนักจิตวิทยาเพื่อแก้ไขความคิดของผม นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวกับการกลับมาแข็งแกร่งขึ้น
“มันเกี่ยวกับการเข้าสู่ฟอร์มที่ดีที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ผมจะนั่งลงและพูดคุยกับพวกเขาในสัปดาห์นี้”
อ้างอิง:
The post ริชาร์ลิซอน เตรียมเข้าพบนักจิตวิทยา เพื่อช่วยดึงฟอร์มเก่งในสนามกลับมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าหากคุณกล่าว 9 ป […]
The post นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ด แนะ 9 ประโยคเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นทางอารมณ์’ เปลี่ยนสถานการณ์ไม่เป็นดั่งใจให้เป็นบทเรียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าหากคุณกล่าว 9 ประโยคเหล่านี้ มีแนวโน้มที่คุณจะมีความยืดหยุ่น (Resilience) ทางอารมณ์มากกว่าคนอื่น
นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าหากคุณกล่าว 9 ประโยคเหล่านี้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่จะสื่อว่าคุณมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มากกว่าคนอื่น
โดยความยืดหยุ่นทางอารมณ์นั้นหมายถึง คนที่มีการตอบสนองต่อภาวะหรือประสบการณ์ในชีวิตที่เจ็บปวดได้อย่างเหมาะสม และสามารถฟื้นกลับมาได้
ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักจะให้เวลาตัวเองสามารถเสียใจได้ ในขณะเดียวกันก็มองหาข้อดีในเหตุการณ์เหล่านั้น พร้อมกับโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้เท่านั้น
โดย 9 ประโยคเหล่านั้นประกอบด้วย
เนื่องจากผู้ที่มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์นั้นมีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางจิตใจอยู่พอสมควร ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมองว่าตนเองมีความเข้มแข็ง และจะก้าวผ่านเหตุการณ์ยากๆ โดยไม่ให้เหตุการณ์เหล่านั้นมาทำลายเขาเหล่านั้น
กลุ่มคนที่ยืดหยุ่นจะเปลี่ยนมุมมองตนเองจากการที่เป็นเหยื่อ ไปสู่การมองว่าตัวเองจะสามารถเติบโตจากสถานการณ์ยากๆ ในชีวิตได้อย่างไร
การยืดหยุ่นมักมีความสัมพันธ์กับการยอมรับเบื้องต้น อย่างการมองว่าชีวิตมันไม่เท่ากันและมีความยาก เพราะเมื่อคนเหล่านี้ต้องเผชิญสิ่งที่ยากในชีวิต ก็จะทำให้ยอมรับความจริงและก้าวผ่านมันไปได้
คนที่ยืดหยุ่นจะมองว่าการต้องเจอความยาก หรือวิกฤตในชีวิตอาจรู้สึกแย่ในตอนนั้นๆ แต่รับรู้ว่าทุกอย่างในชีวิตก็ไม่ถาวร ไม่มีอะไรที่จะอยู่ไปตลอด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดจะหายไปทั้งหมด แต่มันจะยังคงอยู่แต่น้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
การมีมุมมองจาก ‘ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ (เลวร้าย) เช่นนี้กับฉัน’ ไปเป็น ‘ฉันจะเรียนรู้จากเหตุการณ์ (เลวร้าย) อย่างนี้ได้อย่างไร’ จะทำให้คนที่ยืดหยุ่นสามารถก้าวผ่านทั้งในช่วงขาขึ้นและลงของชีวิตได้
หนึ่งในปัจจัยหลักสำหรับการมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์คือ การควบคุมให้ตัวเองได้มีช่วงเวลาหนึ่งๆ ในการถอยออกมาก่อน หรือการมีเวลาเว้นว่างให้ตัวเองเพื่อยอมรับสิ่งต่างๆ ในชีวิต ก่อนที่จะต้องไปดำเนินชีวิตต่อ
กลุ่มคนที่มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มักจะมองหาสิ่งดีๆ ในชีวิตของตนเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ในชีวิต เพื่อให้มีกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ยืดหยุ่นทางอารมณ์นั้นไม่ใช่การปฏิเสธความจริง หรือ การมองหาเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น หากแต่คือการยอมรับความจริง เมื่อเรายอมรับความจริงได้ บางเหตุการณ์ก็อาจส่งผลทางอารมณ์ต่อเราได้น้อยลง
การมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่ออยู่กับความโศกเศร้า เสียดาย หรือเสียใจ ก็มีแต่จะดึงเราไว้กับอดีต แต่การมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์คือการเผชิญกับความยากในชีวิต ยอมรับมัน และเมื่อถึงเวลาก็สามารถเลือกได้ที่จะแค่ปล่อยมันไป เพื่อไปโฟกัสกับสิ่งอื่นในชีวิต
อ้างอิง:
The post นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ด แนะ 9 ประโยคเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นทางอารมณ์’ เปลี่ยนสถานการณ์ไม่เป็นดั่งใจให้เป็นบทเรียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่โรงเรียนราชวินิต มัธยม เขตดุสิต […]
The post ชัชชาติ ลงพื้นที่โรงเรียนราชวินิต ร่วมสอบสาเหตุถังดับเพลิงระเบิดระหว่างซ้อม เน้นต้องเยียวยา-ให้นักจิตวิทยาดูแลนักเรียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่โรงเรียนราชวินิต มัธยม เขตดุสิต ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังรับฟังรายงานอุบัติเหตุถังดับเพลิงเกิดการระเบิดระหว่างการซักซ้อมเหตุจากผู้อำนวยการโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างช่วงปลายของการสาธิต ครั้งที่ 3 ทำให้เกิดเหตุเด็กนักเรียนเสียชีวิต สำหรับถังที่ระเบิดไม่ใช่ถังแก๊ส แต่เป็นถังดับเพลิงขนาด 10 ปอนด์ นำไปเติมน้ำยาที่บริษัทแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ถังดังกล่าวใช้สำหรับการสาธิต ส่วนสารที่อยู่ในถังเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีความเย็นจัดและไม่ฟุ้งกระจาย
สำหรับสาเหตุของการระเบิดขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ว่าจะใช่สาเหตุจากการวางถังไว้บริเวณกลางแจ้งหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ และยังไม่ทราบว่าเป็นถังส่วนตัวที่เจ้าหน้าที่นำมาเองหรือเป็นถังของ กทม. ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่มาสาธิตวันนี้มาจากสถานีดับเพลิงสามเสน
ชัชชาติกล่าวต่อว่า ไม่ว่าถังดับเพลิงดังกล่าวจะเป็นถังส่วนตัวที่นำมาเองหรือถังของ กทม. ก็แล้วแต่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ต้องมีการเยียวยาทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บรวมถึงเด็กนักเรียน เนื่องจากอยู่ในสภาพเสียขวัญ จำเป็นต้องนำนักจิตวิทยาของกรุงเทพมหานครเข้ามาดูแลสภาพจิตใจ พร้อมทั้งทบทวนการทำงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ปัญหาเกิดจากถังที่ไม่ได้คุณภาพหรือถังชำรุด หรือเจ้าหน้าที่ขาดความเชี่ยวชาญ
ทั้งนี้ อาจดูเหมือนเป็นวัวหายแล้วล้อมคอก แต่มันจำเป็นต้องทำ จริงๆ แล้วการซ้อมดับเพลิงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องดี แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องนำมาแก้ไขและปรับปรุง ไม่ใช่ว่าจะหยุดการฝึกซ้อมลักษณะนี้เลยเป็นไปไม่ได้
The post ชัชชาติ ลงพื้นที่โรงเรียนราชวินิต ร่วมสอบสาเหตุถังดับเพลิงระเบิดระหว่างซ้อม เน้นต้องเยียวยา-ให้นักจิตวิทยาดูแลนักเรียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 ตุลาคม) จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ […]
The post พม. สั่งระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก หนองบัวลำภู appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 ตุลาคม) จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวแสดงความรู้สึกเสียใจกับครอบครัวเด็กที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กราดยิงในศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่ง ในอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีเด็กและผู้ใหญ่เสียชีวิตจำนวนมาก
จุติได้สั่งการด่วนให้รองปลัด พม. และรองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ไปดูที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด และระดมเจ้าหน้าที่จากจังหวัดหนองบัวลำภู, เลย, ขอนแก่น, หนองคาย, อุดรธานี และพิษณุโลก ไปร่วมช่วยเหลือด้วย รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่จิตวิทยา จำนวน 8 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อเร่งเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจครอบครัวเด็กที่เสียชีวิต จนกว่าจะกลับมามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นเป็นปกติ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องช่วยเหลือในเวลานี้
จุติกล่าวอีกว่า ได้รายงานเรื่องนี้ด่วนไปยัง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สั่งการให้ความช่วยเหลือเต็มที่ และให้หางบประมาณเยียวยาทุกครอบครัวอย่างดีที่สุด
The post พม. สั่งระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก หนองบัวลำภู appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราล์ฟ รังนิก รักษาการผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เ […]
The post รังนิกใช้นักจิตวิทยาการกีฬาช่วยปรับสภาพจิตใจแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด หลังโดนยิงตีเสมอบ่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราล์ฟ รังนิก รักษาการผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยว่า ได้ให้นักจิตวิทยาการกีฬาเข้ามาช่วยปรับสภาพจิตใจและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกทีม หลังผลงานในช่วงหลังย่ำแย่ มักจะถูกตามตีเสมอบ่อยครั้ง
ใน 3 เกมหลังสุด แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายขึ้นนำคู่แข่งได้ตลอด แต่ว่าไม่สามารถรักษาสกอร์ได้ ส่งผลให้นอกจากจะเหมือนเสีย 4 คะแนนในลีกแล้ว ยังต้องตกรอบเอฟเอคัพด้วยการพ่ายต่อมิดเดิลสโบรช์ ทีมรองบ่อนด้วย
ผลงานดังกล่าวทำให้รังนิกต้องการแก้ไขปัญหาให้ได้ด้วยการดึง ซาชา เลนส์ นักจิตวิทยาการกีฬาที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ทีมแอร์เบ ไลป์ซิก เข้ามาช่วยปรับสภาพจิตใจของลูกทีม
“ใน 11 จาก 13 นัดที่ผมมาคุมทีม เรายิงประตูแรกได้ก่อนและนำ 1-0 แต่สุดท้ายเราชนะแค่ครึ่งเดียว
“เวลาที่เรานำ 1-0 แต่โดนตีเสมอ 3 เกมติด มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้เล่น พวกเขาบอกว่าเราน่าจะยิงได้ 3-0 หรือ 4-0 แต่สุดท้ายมันจบที่ 1-1 ซึ่งถ้าเราเสียประตูเร็วในช่วงครึ่งหลังมันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้เล่น พวกเขาเป็นคน ไม่ใช่หุ่นยนต์
“ผมได้คุยกับซาชา (เลนส์) และเราก็ได้พูดคุยกันสม่ำเสมอในเรื่องนี้ ทางเดียวที่เราจะทำได้คือ การพูดคุยกับผู้เล่นทั้งแบบตัวต่อตัว แบบกลุ่ม และทั้งทีม
“เป้าหมายอันดับแรกคือ เราต้องมีประสิทธิภาพมากพอที่จะยิงประตูที่ 2 หรือ 3 เพื่อปิดเกม แต่ถ้าทำไม่ได้ เราก็ต้องเล่นตามแผนที่วางไว้อย่างเข้มแข็ง มีวินัยในการเล่น ผมลองดูประตูที่เราเสียในช่วงครึ่งหลังทั้งหมดแล้ว และผมคิดว่าเราเสียกันง่ายเกินไป”
สำหรับเกมต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะเล่นนัดตกค้างพรีเมียร์ลีกกับไบรท์ตัน ทางด้านผู้จัดการทีมชาวเยอรมันยืนยันว่าจะยังคงให้ แฮร์รี แม็กไกวร์ ปราการหลังกัปตันทีม ลงสนามต่อไป แม้ว่าผลงานในช่วงหลังจะย่ำแย่อย่างมากจนถูกแฟนบอลและสื่อโจมตีอย่างหนัก
“เขาคือกัปตันทีมของเรา ผมไม่คิดว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนมัน” รังนิกกล่าว
อ้างอิง:
The post รังนิกใช้นักจิตวิทยาการกีฬาช่วยปรับสภาพจิตใจแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด หลังโดนยิงตีเสมอบ่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
สืบเนื่องจากกรณีการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ […]
The post นักจิตวิทยา แนะผู้ใหญ่ไม่ควรพาเด็กร่วมชุมนุม ส่วนกลุ่มเยาวชนต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
สืบเนื่องจากกรณีการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกปทุมวัน ซึ่งมีภาพของเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายกังวลและเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กๆ
วันนี้ (17 ตุลาคม) นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นจากมีรักคลินิก ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD โดยฝากข้อแนะนำถึงผู้ใหญ่ที่กำลังจะเข้าร่วมชุมนุมว่าอย่าพยายามพาเด็กหรือบุตรหลานเข้าพื้นที่ชุมนุม เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เด็กคือบุคคลที่มีโอกาสได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นสิ่งสำคัญคืออยากให้ผู้ใหญ่ตระหนักว่า เด็กๆ ไม่ควรอยู่ในการชุมนุม
ส่วนกลุ่มเยาวชนหรือวัยรุ่นถ้าหากจะเข้าร่วมชุมนุมจริงๆ สิ่งที่ควรเตรียมไปไม่ใช่แค่พกเรื่องของอุดมการณ์และอุปกรณ์กันฝนเพียงอย่างเดียวเหมือนในการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมพร้อมคือการศึกษาหรือสำรวจเส้นทางโดยรอบของพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้น หากสถานการณ์เริ่มอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย หรือการวางแผนจัดการหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ตนเองกันมากขึ้น
นอกจากนี้ นรพันธ์ยังกล่าวเสริมว่า เพื่อลดการบาดเจ็บของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งทางร่างกายและจิตใจ พื้นที่ชุมนุมแต่ละแห่งควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น การตั้งพื้นที่โซนพยาบาลให้เป็นจุดศูนย์กลางตามที่กฎหมายกาชาดสากลระบุ โดยหากมีผู้บาดเจ็บมาปฐมพยาบาลก็จะสามารถรับประกันได้ว่าบุคคลนั้นจะต้องปลอดภัย และผู้อื่นไม่มีสิทธิทำให้ผู้อื่นไม่ปลอดภัยในจุดนี้ หรือพูดง่ายๆ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องไม่เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว
“พื้นที่นี้จะกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุมต้องเคารพ เพราะในฐานะความเป็นมนุษย์ จุดนี้คือพื้นที่ช่วยชีวิตและจิตใจ ดังนั้นไม่ว่าใครจะเจ็บจากไหน สามารถเข้าพื้นที่กลางจุดนี้ได้อย่างปลอดภัย จึงอยากให้ผู้จัดการชุมนุมรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐคำนึงถึงประเด็นนี้ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญเป็นหลัก” นรพันธ์กล่าว
ทั้งนี้ นรพันธ์ย้ำว่าการแนะนำครั้งนี้ไม่ใช่การห้ามบุคคลใดเข้าร่วมการชุมนุม เพียงแต่เป็นการถอดบทเรียนในเรื่องของความปลอดภัยของทุกคน ส่วนตัวอยากให้เด็กๆ ปลอดภัยที่สุด และต้องการลดการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจของทุกฝ่าย
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post นักจิตวิทยา แนะผู้ใหญ่ไม่ควรพาเด็กร่วมชุมนุม ส่วนกลุ่มเยาวชนต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>