นริศ สถาผลเดชา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นริศ-สถาผลเดชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Dec 2024 07:45:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดสูตรลับปั้น Tech & Data Talents ที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในแบบฉบับ ‘ttb spark academy’ https://thestandard.co/ttb-spark-academy-tech-data-talents/ Tue, 17 Dec 2024 11:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1020068 Tech & Data Talents

นับตั้งแต่วันที่ ‘ttb’ ประกาศชัดว่าต้องการบ่มเพาะ Young […]

The post เปิดสูตรลับปั้น Tech & Data Talents ที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในแบบฉบับ ‘ttb spark academy’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tech & Data Talents

นับตั้งแต่วันที่ ‘ttb’ ประกาศชัดว่าต้องการบ่มเพาะ Young Tech & Data Talents ผ่าน ‘ttb spark academy’ โครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพด้าน Tech & Data ด้วยแนวคิด Build, Groom, Growth เพื่อร่วมกันจุดประกายไอเดียใหม่ พัฒนา สร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมและโซลูชันทางการเงิน เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นรอบด้านให้กับลูกค้า เป็นใครก็จับตามอง!

 

เพราะอย่างที่รู้ว่า ttb เป็น ‘LEAD the CHANGE’ หรือผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามาโดยตลอด โดยเร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรแบบรอบด้าน นำดิจิทัลมาดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ซึ่งถ้าได้หมายมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้อง ‘Make REAL Change’  

 

และเมื่อ ttb spark academy ถูกวางให้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาขับเคลื่อน Tech & Data Ecosystem ในการสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ยิ่งทำให้อยากล้วงลึกเข้าไปถึงแนวคิด วิธีการ และเครื่องมือในการ ‘Build’ และ ‘Groom’ คนรุ่นใหม่ในแบบฉบับของ ttb ที่ทำให้พวกเขา ‘Growth’ พร้อมสู่โลกของการทำงานจริง

 

นริศ สถาผลเดชา

 

นริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ชี้ให้เห็นความท้าทายระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของ ttb ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการขาดบุคลากรในสายงาน Tech & Data

 

“สิ่งสำคัญวันนี้คือ การสร้างคนที่มี Digital Literacy และพร้อมทำงานได้จริง ความท้าทายเรื่องคนจึงไม่ใช่ความท้าทายของ ttb เท่านั้น แต่เป็นความท้าทายระดับประเทศ”

 

นริศมองว่าการจะทำ Digital Transformation ลงทุนในเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเราไม่มี ‘คน’ เข้ามาขับเคลื่อน แล้ว ttb ในฐานะองค์กรที่อยู่ใน Ecosystem ของวงการการเงิน จะช่วยพัฒนาบุคลากร Tech & Data ได้อย่างไร

 

การพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้เน้นไปที่จุดเริ่มต้นของโครงการ แต่เจาะจงไปที่ผลลัพธ์จากการ Build, Groom, Growth เหล่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้เข้ามาเรียนรู้และปฏิบัติงานจริงมากกว่า แต่ถ้าใครอยากรู้จัก ttb spark academy ให้มากขึ้น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ ‘ttb spark academy’ พื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสด้าน Tech & Data ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพื่อให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น 

 

สูตรลับบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต: Build, Groom, Growth

 

การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่ภายใต้โครงการ ‘Tech & Data Internship Program’ ที่เปิดพื้นที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่และน้องๆ จากมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจด้านเทคโนโลยีและฐานข้อมูล (Tech & Data) ได้มาสัมผัสและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากพี่ๆ ผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยพัฒนาและต่อยอดความรู้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำมากกว่า 30 คณะ ไม่ว่าจะเป็นภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ภาควิชาสถิติประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีผู้สนใจสมัครร่วมโครงการกว่า 4,300 คน และเข้าร่วมฝึกงานแล้วกว่า 190 คน

 

นอกจากนี้การทำ Co-create Program ในหลักสูตร Computer Engineering and Digital Technology (CEDT) ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรับหลักสูตรให้มีการผลิตบัณฑิตได้ปีละ 300 คน และให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติทำงานจริง โดยนักศึกษาจะเริ่มต้นฝึกงานตั้งแต่ปี 1 เพื่อเรียนรู้โลกการทำจริง ยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการ Build และ Groom คนสาย Tech & Data ให้พร้อมทำงานจริง

 

“แน่นอนว่าจำนวนผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้นมันสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของเรา และมันเป็นสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่สิ่งที่เราได้มากกว่านั้นคือ พี่ๆ ที่มาเป็นเมนเทอร์ก็ได้ Groom ตัวเองไปพร้อมกับน้องๆ ด้วยเช่นกัน”

 

หนึ่งในประเด็นที่เราเองก็เคยตั้งข้อสังเกตคือ น้องๆ ที่เข้ามาฝึกงานจะจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนเรียนวิศวะคอมฯ และแม้ว่า ttb จะเปิดกว้างให้กับเด็กคณะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอักษรศาสตร์ บัญชี หรือการตลาด เข้าร่วมได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Build และ Groom รูปแบบการทำงานจะต่างไปจากการฝึกงานเดิมๆ อย่างไร

 

 

 

นริศบอกว่า ttb มีหลักคิดการทำงานแบบ ‘Agile Way of Work’ เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันแบบ Value Chain ได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ 

 

“การทำงานจริงมันมีบทบาทหน้าที่ในเชิง Tech & Data ที่ไม่จำกัดแค่ทักษะของคนที่จบวิศวะคอมฯ อย่างเดียวเท่านั้น คนที่จบการตลาด จบอักษรศาสตร์ ก็สามารถทำได้ เพราะตอนนี้ใครๆ ก็เข้าถึงการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้ง AI ยังมาช่วยเรื่องการเขียนโค้ดได้ แต่หัวใจหลักคือคนคนนั้นต้องเข้าใจว่าโจทย์ธุรกิจคืออะไร อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการและไม่ต้องการ แล้วจะใช้ Tech & Data มาแก้ปัญหาได้อย่างไร ถ้าเข้าใจ 3 ส่วนนี้ ที่เหลือมันเป็นเรื่องของเครื่องมือ”

 

“เราไม่ได้เชื่อว่าคน Gen ไหนทำงานเก่งกว่านั้น เช่นเดียวกัน เราไม่ได้เชื่อว่าคนที่จบวิศวะคอมฯ จะทำงานด้าน Tech & Data ได้ดีกว่าคนที่จบการตลาด เพราะแต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเอง”

 

ปัจจุบันน้องๆ ที่ได้รับโอกาสทำงาน Full Time ประมาณ 30 คน กระจายการทำงานในหลากหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น Digital, Data หรือ Marketing 

 

“เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขยายไปยังส่วนงานอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องไปกับแนวทางการทำงานแบบ Value Chain” 

 

“การทำงานแบบ Value Chain ทำให้คนทำงานเห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ น้องที่เข้ามาฝึกงานจะได้ทำงานและปฏิสัมพันธ์กับคนจากหลากหลายส่วนงาน และทำให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมคนที่ทำงานสาย Tech & Data ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ให้น้องทำ Gen AI สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การนั่งเขียนโค้ด แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ใช้งานจริงคือใคร ต้องไปคุยกับทีม ttb contact center ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ อะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องการ อะไรที่มีแล้วช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานให้กับทีม ttb contact center ได้ พอน้องเข้าใจว่าปลายทางมันควรจะหน้าตาเป็นแบบไหน เขาจะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ตอบโจทย์ลูกค้า และทำให้ชีวิตทางการเงินของลูกค้าดีขึ้นได้ อันนี้คือ Growth ของพวกเขา” 

 

Growth

 

เมื่อถามว่าอะไรคือตัวชี้วัดว่าเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะมัน Growth อย่างที่ตั้งใจ นริศบอกว่าถ้าวัดที่ผลงานก็มีหลากหลาย ทั้งการมีส่วนร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน ttb touch ทำ Personalized AI Engine และ Digital Fraud Prevention ไปจนถึงการพัฒนาโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ให้กับธนาคาร

 

แต่นริศมองว่าดอกผลที่งอกงามกว่าคือความภูมิใจที่พวกเขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วยตัวเขาเอง 

 

“ผมว่าคนรุ่นใหม่รู้ว่าโลกจะไม่เปลี่ยนถ้าเขาไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยน แต่การจะตั้งเป้าหมายบนโลกที่โดนขึงไปด้วยความคาดหวังมันยิ่งยากขึ้น ประกอบกับเด็กยุคใหม่เก่งขึ้นเรื่อยๆ การที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ttb spark academy และถ้าเขาจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย เขาจะทำมันอย่างไร นั่นส่วนหนึ่งของการเติบโตสำหรับพวกเขา”

 

ttb spark academy

 

ttb spark academy เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

“สำหรับผมเราเพิ่งเริ่มต้น จำนวนผู้สมัครเป็นแค่สัญญาณที่ดีว่าเราเดินถูกทาง แต่ระหว่างทางยังมีอะไรให้ทำอีกมาก เป้าหมายระยะกลางเรามองเรื่องการขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขึ้น อาจจะมีการ Co-create Program กับคณะอื่นๆ เพิ่มเติมควบคู่ไปกับการ Upskill และ Reskill บุคลากรทั้งองค์กรให้มีความเชี่ยวชาญในทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน” 

 

“เป้าหมายเรายังอีกไกล เพราะความท้าทายของเราวันนี้ไม่ใช่เรื่องของ ttb แต่เป็นความท้าทายระดับประเทศ ทุกคนรู้ว่าประเทศขาดแคลนบุคลากรด้าน Tech & Data ถ้าเราจะผลักดันให้ Digital Transformation ของประเทศเกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องร่วมมือกัน ภาครัฐต้องชัดเจนว่านโยบายที่จะไปถ้าขับเคลื่อนด้วย Tech & Data คืออะไร ภาคเอกชนต้องเคลียร์ว่า Digital Transformation ในความหมายของเขาคืออะไร แล้วถ้าทุกภาคส่วนมุ่งหน้าไปด้วยกลยุทธ์แบบนี้ สถาบันการศึกษาจะสร้างความร่วมมืออย่างไรเพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์การขับเคลื่อน Digital Transformation ได้จริง”

 

“ttb spark academy เป็นแค่ตัวจุดประกายให้เกิดการขับเคลื่อน เราเพิ่งเริ่มต้นและยังคงทำต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้วการปั้น Young Tech & Data Talents จะไปสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ต้องการ ‘LEAD the CHANGE’ ผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า เมื่อเราสร้างคนที่สามารถจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินที่พร้อมทำงานจริง การจะทำให้ ttb มีศักยภาพในการ ‘Make REAL Change’ อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป”

 

ดูรายละเอียด ttb spark academy เพิ่มเติมได้ที่: https://www.ttbspark.com/sparkacademy

The post เปิดสูตรลับปั้น Tech & Data Talents ที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในแบบฉบับ ‘ttb spark academy’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอกย้ำแบงก์ผู้นำความเปลี่ยนแปลง! ทีทีบี เดินหน้า AI ผสาน Data ตอบโจทย์ลูกค้าแบบรู้ใจ เร่งแก้ปัญหามิจฉาชีพครบสูตร [PR NEWS] https://thestandard.co/ttb-data-driven-culture/ Mon, 25 Nov 2024 08:57:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1010227

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ตอกย้ำความมุ่งมั่นผลักดันดิจิ […]

The post ตอกย้ำแบงก์ผู้นำความเปลี่ยนแปลง! ทีทีบี เดินหน้า AI ผสาน Data ตอบโจทย์ลูกค้าแบบรู้ใจ เร่งแก้ปัญหามิจฉาชีพครบสูตร [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ตอกย้ำความมุ่งมั่นผลักดันดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อขับเคลื่อนองค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการธนาคารไทย พร้อมเดินหน้าสร้าง Data-driven Culture ปักธงก้าวสู่ธนาคารที่โดดเด่นในเรื่องการใช้ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการดำเนินธุรกิจ โดยจับมือพันธมิตร databricks ผู้นำด้าน Data Intelligence Platform ระดับโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและสร้างสรรค์โซลูชันทางการเงิน ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคล (Segment of One) พร้อมยกระดับความปลอดภัยและการป้องกันทางการเงินจากบัญชีม้า มุ่งสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทยอย่างแท้จริง

 

 

นริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม งาน Data และ Analytics ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยถึงแนวทางการใช้ Data และ AI ในการพลิกโฉมการให้บริการของธนาคารว่า “ทีทีบีขับเคลื่อนองค์กรด้วยการนำ Data มาวิเคราะห์ และให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าเชิงลึก เพื่อให้ทราบพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงซึ่งจะช่วยให้ธนาคารสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยการยกระดับการบริการและสร้างประสบการณ์ทางการเงิน ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจงผ่าน Personalized AI Engine นอกจากนี้ธนาคารช่วยลูกค้าลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะการโอนเงินเข้าบัญชีที่น่าสงสัยว่าอาจเป็น ‘มิจฉาชีพ’ ที่หลอกลวงทางการเงินทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความปลอดภัยแบบเฉพาะบุคคลด้วยระบบแจ้งเตือนบนหน้าแอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้ง ttb touch เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาบริการให้มีทั้งคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด”

 

 

มอบประสบการณ์ทางการเงินในระดับเฉพาะบุคคลด้วย Segment of One

 

ทีทีบีมอบบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคลบนแอปพลิเคชัน ttb touch ด้วยแนวคิด Humanized Digital Banking ที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าได้อย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าแต่ละคน ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอบริการที่ตรงใจลูกค้าในเวลาที่เหมาะสม รวมไปถึงการแจ้งเตือนและการแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าผ่าน Personalized Message มากกว่า 4 ล้านรายผ่าน 18 ล้านข้อความต่อวันบนแอปพลิเคชัน ttb touch ซึ่งช่วยสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ส่งผลให้ยอด Digital Sales ผ่านการทำ Personalized Card เติบโตถึง 2 เท่าและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในช่องทางดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด

 

 

AI ป้องกันการทุจริตและยกระดับความปลอดภัยให้ลูกค้าผ่าน ‘4V’

 

ในยุคที่ความปลอดภัยทางการเงินมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทีทีบีได้พัฒนาระบบ AI เพื่อป้องกันการทุจริตทางการเงิน โดยนำ ‘4V’ ได้แก่ Volume, Variety, Velocity และ Veracity มาใช้ในการตรวจจับรูปแบบธุรกรรมที่มีความเสี่ยง ด้วยวิธีนี้ทำให้ธนาคารสามารถลดอัตราบัญชีม้าเกิดใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาความปลอดภัยของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทีทีบียังมีการแจ้งเตือนลูกค้าแอปพลิเคชัน ttb touch เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางการเงินในระดับเฉพาะบุคคล โดยในช่วงที่ผ่านมาธนาคารวิเคราะห์ข้อมูลและส่ง Personalized Card แจ้งเตือนไปยังลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยง ซึ่งพบว่ามีลูกค้าให้การตอบรับและเข้าไปปิดฟังก์ชันการใช้จ่ายร้านค้าออนไลน์และการใช้จ่ายโฆษณาบนบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้งานถึง 43,000 ราย อีกทั้งยังปรับลดวงเงินการทำธุรกรรมที่ลูกค้าตั้งค่าวงเงินไว้เกินความจำเป็นไปกว่า 25,000 ราย

 

 

ขับเคลื่อนด้วย Gen AI และ databricks เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

 

ทีทีบีนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และ Generative AI เชิงสร้างสรรค์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของพนักงานในช่องทาง ttb contact center ที่ทำให้สามารถตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นกว่าเท่าตัว พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถด้าน Data และ AI โดยใช้แพลตฟอร์มสุดล้ำอย่าง databricks ที่ Gartner จัดลำดับให้เป็นผู้นำด้าน Data และ AI ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เช่น ความรวดเร็วในการใช้และประมวลผลข้อมูลที่ให้ความสามารถในการใช้ประโยชน์ได้เรียลไทม์ รวมถึงรองรับปริมาณการประมวลผลข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ตลอดจนเจาะลึกเชิงเทคนิคทำให้ส่ง Personalized Message หาลูกค้าได้จำนวนมาก ถูกจังหวะ ถูกเวลา เรียลไทม์ และครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ธนาคารสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ

 

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วย Data และ AI

 

ด้วยพื้นฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ทีทีบีนำดิจิทัลมาดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต อีกทั้งนำ AI เชิงสร้างสรรค์มาขับเคลื่อนการเติบโตและการดำเนินงาน เสริมศักยภาพพนักงานในการนำข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven Culture) ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการเติบโตขององค์กร ช่วยให้ทีทีบีก้าวสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลที่ล้ำสมัยในตลาดการเงินของไทย

 

 

“ทีทีบีมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์มองค์กรในทุกมิติ โดยนำ Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ทางการเงินเฉพาะบุคคล วิเคราะห์บัญชีที่มีความเสี่ยงจะเป็นบัญชีม้าเพื่อแจ้งเตือนภัยทางการเงินของลูกค้าให้มีความปลอดภัย ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมีข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ทำให้ลูกค้าของเราสามารถมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้ และเสริมสร้างอนาคตทางการเงินที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นริศกล่าวสรุป

The post ตอกย้ำแบงก์ผู้นำความเปลี่ยนแปลง! ทีทีบี เดินหน้า AI ผสาน Data ตอบโจทย์ลูกค้าแบบรู้ใจ เร่งแก้ปัญหามิจฉาชีพครบสูตร [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb analytics มองไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘ขาดดุลแฝด’ ห่วงนโยบายแจกเงินดิจิทัลกระทบฐานะการคลัง ดันหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 65% ของ GDP https://thestandard.co/ttb-analytics-thailand-twin-deficits/ Fri, 15 Sep 2023 08:25:29 +0000 https://thestandard.co/?p=842056 ภาวะขาดดุลแฝด

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ปรับลด […]

The post ttb analytics มองไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘ขาดดุลแฝด’ ห่วงนโยบายแจกเงินดิจิทัลกระทบฐานะการคลัง ดันหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 65% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะขาดดุลแฝด

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2566 ลงจาก 3.2% เป็น 2.8% และปี 2567 จาก 3.6% เป็น 3.2% ตามลำดับ หลังแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ต่างประเทศมีความเปราะบางขึ้น โดยเฉพาะโมเมนตัมส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอ่อนแอ เช่นเดียวกับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่แผ่วลงกว่าคาด 

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนที่อาจแผ่วกว่าที่คาด แรงกดดันด้านลบต่ออุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อผลผลิตการเกษตร ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาล ล้วนเป็นความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ในระยะต่อไป

 

นริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารหัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำรออยู่ข้างหน้า โดย ttb analytics ประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตลอดครึ่งแรกของปี 2566 ขยายตัวได้ 2.2%YoY และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า 

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยประเมินว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังจะขยายตัว 3.4%YoY นำโดยแรงสนับสนุนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและแรงกระตุ้นบางส่วนผ่านการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า (Free Visa) ให้แก่นักท่องเที่ยวจีน เช่นเดียวกับภาคการส่งออกที่จะทยอยปรับดีขึ้นจากแรงส่งด้านราคาของสินค้ากลุ่มพลังงานและอาหาร รวมถึงผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากหลายปัจจัย ได้แก่ 

 

  1. แรงส่งจากเศรษฐกิจจีนที่แผ่วกว่าที่คาด ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจทำให้ภาคส่งออกฟื้นตัวได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง รวมถึงการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยอาจน้อยกว่าที่ประเมินไว้ 

 

  1. แรงกดดันด้านลบต่ออุปสงค์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จากการฟื้นตัวของการจ้างงานในภาคการผลิตและท่องเที่ยวที่แผ่วลง ท่ามกลางภาระหนี้สูง และแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัว 

 

  1. ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะเห็นสัญญาณชัดเจนในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งกระทบต่อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ 

 

  1. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาล ที่อาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2567 ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาพรวมอีกด้วย

 

ด้านเสถียรภาพทางการเงิน แม้อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งขึ้นในระยะต่อไป จากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มทยอยเพิ่มขึ้นตามการควบคุมกลไกด้านราคาในตลาดโลก สวนทางกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายพยุงราคาพลังงานในประเทศ อีกทั้งแรงกดดันด้านราคาอาหารที่อาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้งจากผลพวงของเอลนีโญ 

 

ttb analytics จึงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 3 สู่ระดับสูงสุดของวัฏจักร (Terminal Rate) ที่ 2.5% ก่อนจะคงที่ในระดับดังกล่าว ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2567 เป็นอย่างน้อย เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงเป็นบวก และรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) รองรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  

 

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจต่างประเทศมีแนวโน้มเปราะบางขึ้น โดยในปี 2566 คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีแนวโน้มเกินดุลลดลงมาก หรืออยู่ที่ราว 0.1-0.6% ของ GDP จากการเกินดุลการค้าลดลงตามมูลค่าส่งออกสินค้าที่ลดลงเร็วกว่ามูลค่านำเข้า เช่นเดียวกับแรงกดดันจากดุลบริการตามรายได้จากการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าก่อนช่วงสถานการณ์โควิด จากทั้งในมิติของจำนวนและกำลังซื้อ รวมถึงการนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง เหล่านี้จะเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทไม่ให้กลับไปแข็งค่าเร็วเหมือนในอดีต

 

“ตอนนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของเรายังเป็นบวกนิดๆ ขณะที่ดุลการคลังเราขาดดุลอยู่ 5-6 แสนล้านบาท หรือ 3-4% ของ GDP ต่อปี แต่มีความเสี่ยงที่เราจะเผชิญกับภาวะขาดดุลแฝดหรือ Twin Deficit ได้เช่นกัน หากการส่งออกแย่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกมาขาดดุล ซึ่งการขาดดุลแฝดจะทำให้ประเทศไทยถูกมองเป็นประเทศ EM ที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน” นริศกล่าว

 

ส่วนค่าเงินบาทในระยะต่อไปมีแนวโน้มผันผวนสูงและอ่อนค่าได้ในระยะสั้น ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ จากจังหวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประเทศเศรษฐกิจหลัก และภาวะการเงินโลกที่ยังคงตึงตัวต่อไป 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้บ้างหลังเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงแรงซื้อสุทธิที่จะกลับเข้ามาจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายปี โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2566

 

นริศกล่าวอีกว่า ขณะนี้ ttb analytics มีความกังวลในประเด็น ‘หนี้’ ทั้งสถานการณ์ของหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะของประเทศที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยมองว่า แม้ว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนเริ่มขยายตัวชะลอลงอย่างช้าๆ (Deleveraging) แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90.6% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากออสเตรเลียและเกาหลีใต้ ท่ามกลางรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รายได้กลับทรงตัวในระดับต่ำยาวนาน 

 

“ในภาวะดังกล่าวครัวเรือนอาจจำเป็นต้องกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อรักษาระดับการบริโภค ทำให้หนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงของไทยกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและกำลังบั่นทอนการบริโภคของภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ฉะนั้นแล้ว หากหนี้ครัวเรือนยังคงขยายตัวปีละ 3-4% เช่นนี้ต่อไป ก็อาจเป็นการยากที่จะปรับลดให้อยู่ในระดับเหมาะสมที่ไม่เกิน 80% ต่อ GDP ได้” นริศกล่าว

 

นอกจากปัญหาหนี้ครัวเรือนแล้ว บริบทหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดก็เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายการคลังเช่นกัน โดยแม้หนี้สาธารณะคงค้างของไทยยังต่ำกว่ากรอบเพดานหนี้สาธารณะ หรืออยู่ที่ 61.7% ต่อ GDP ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่การขาดดุลการคลังต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบปี จากโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ สวนทางกับภาระรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด ส่งผลให้รัฐจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเป็นประจำราว 3-5% ของ GDP และดันให้ยอดหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นปีละ 6-8% 

 

ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง จะทำให้หนี้สาธารณะไทยเสี่ยงแตะกรอบเพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ภายในปี 2570 ซึ่งนั่นหมายความว่าภาระการคลังจะเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีข้อจำกัดในการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ มากขึ้นในอนาคต

 

นริศยังให้ความเห็นถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลว่า อาจเป็นการกระตุ้นที่ไม่ตรงจุดนัก เพราะการบริโภคภายในประเทศของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ดี หากมีการนำเม็ดเงินจำนวนมากถึง 5.6 แสนล้านบาทไปกระตุ้นอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นจาก 61.7% ต่อ GDP เป็น 65% ต่อ GDP ได้ไม่ยาก และอาจพุ่งขึ้นจนทะลุเพดานที่ 70% ภายใน 3 ปี แลกกับการที่ GDP ในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.6-3.7%

 

“การแจกเงิน 5.6 แสนล้านบาท หากคนนำไปใช้ซื้อของที่เขาต้องซื้ออยู่แล้วตัวคูณทางเศรษฐกิจก็จะเท่ากับ 1 หรือในกรณีที่คนเอาไปซื้อไอโฟน เม็ดเงินก็จะออกไปนอกประเทศ โอกาสที่จะเกิดเงินหมุน 3-4 รอบคงมีไม่มาก เรามองว่าโจทย์ในตอนนี้ไม่ใช่การกระตุ้นให้ทุกคน แต่ควรเน้นให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และควรกำหนดประเภทสินค้าให้เน้นไปที่ภาคบริการจะช่วยให้ตัวคูณสูงขึ้น” นริศกล่าว

The post ttb analytics มองไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘ขาดดุลแฝด’ ห่วงนโยบายแจกเงินดิจิทัลกระทบฐานะการคลัง ดันหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 65% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแนวทางดันส่งออกไทยผงาดในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ นักเศรษฐศาสตร์เตือนจับตานำเข้า ปัจจัยเสี่ยงฉุด GDP ไทยที่ไม่ควรมองข้าม https://thestandard.co/thai-exports-stand-out-in-modern-global-supply-chain/ Thu, 08 Jun 2023 09:30:38 +0000 https://thestandard.co/?p=800826 WEALTH IN DEPTH

เปิดแนวทางผลักดัน ‘ส่งออกไทย’ ผงาดในห่วงโซ่อุปทานโลกยุค […]

The post เปิดแนวทางดันส่งออกไทยผงาดในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ นักเศรษฐศาสตร์เตือนจับตานำเข้า ปัจจัยเสี่ยงฉุด GDP ไทยที่ไม่ควรมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEALTH IN DEPTH

เปิดแนวทางผลักดัน ‘ส่งออกไทย’ ผงาดในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ หลังช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกหดตัวไปแล้ว 5.2% นักเศรษฐศาสตร์เตือนจับตา ‘นำเข้า’ ความเสี่ยงฉุด GDP ไทยที่ไม่ควรมองข้าม

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics กล่าวในรายการ WEALTH IN DEPTH ของ THE STANDARD WEALTH ว่าภาคส่งออกของไทยในปีนี้มีโอกาสที่จะไม่ขยายตัวเลย โดย ttb analytics ประเมินว่าอัตราการเติบโตมีโอกาสติดลบ 0.5% ในปี 2023 หลังจากขยายตัวแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2021-2022) ซึ่งโต 5.5% และ 17% พร้อมทั้งชี้ว่าสถานการณ์ภาคส่งออกของไทยเป็นไปตามโมเมนตัมของเศรษฐกิจโลก

 

“สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษ มีโอกาสหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคไปแล้วในบางประเทศ และขณะที่หลายคนหวังว่าหลังจากจีนผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID จะกลับมาโตแรง แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของไทย แม้จะเริ่มฟื้นตัวจากภาคท่องเที่ยวแล้ว แต่ก็ยังฟื้นตัวได้ไม่มากพอ ดังนั้นโมเมนตัมการส่งออกของไทยจึงจะไม่เหมือน 2 ปีที่ผ่านมาแล้ว” นริศกล่าว

 

วิเคราะห์ส่งออกไทยครึ่งหลังปี 2023

จากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออก 4 เดือนแรกติดลบไปแล้ว 5.2% ดังนั้นเพื่อที่จะบรรลุประมาณการของ ttb analytics ที่ -0.5% นริศมองว่าอัตราการเติบโตของภาคส่งออกไทยควรโตให้ได้ 4-5% เป็นอย่างน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงท้ายไตรมาส 3 และ 4

 

อย่างไรก็ตาม นริศชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราการเติบโต (Growth) แบบปีต่อปี (YoY) ซึ่งมีปัจจัยตัวเลขฐานเป็นส่วนเกี่ยวข้องของส่งออกไทยปีนี้ดูเหมือนไม่โต แต่เมื่อเปรียบเทียบในเชิงมูลค่า การส่งออกของไทยปีนี้ฟื้นตัวสูงกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว

 

สอดคล้องกับ ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่กล่าวในรายการ WEALTH IN DEPTH ว่าแม้ว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้อัตราการเติบโตจะติดลบ แต่ภาพรวมยังดีกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด นอกจากนี้ยังมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ชัยชาญเตือนว่าไทยมีโอกาสเห็นตัวเลขส่งออกติดลบอีกในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน แต่เป็นอัตราที่น้อยลง โดยช่วงครึ่งปีแรกส่งออกไทยน่าจะติดลบประมาณ 5-6% 

 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเอเชียอื่นๆ อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือเกาหลีใต้ พบว่าสถานการณ์การส่งออกของไทยยังดีกว่า ติดลบน้อยกว่า และไม่ได้ติดลบทุกกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กระนั้นชัยชาญยังมองว่าสำหรับครึ่งปีหลังก็ยังมีความท้าทาย ดังนั้นภาครัฐและเอกชนจึงควรช่วยกันวางกลยุทธ์เพื่อคว้าโอกาสในวิกฤต

 

เจาะกลุ่มสินค้าส่งออก กลุ่มไหนรุ่ง-ร่วง

ชัยชาญกล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ สินค้าเกษตรซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกทั้งหมดยังขยายตัวอยู่และถือว่ายังมีการขับเคลื่อนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้ากลุ่มผักและผลไม้ โดยในเดือนเมษายนขยายตัวถึง 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

แต่กลุ่มสินค้าที่ยังเผชิญปัญหาคือกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 18% โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลัก รวมถึงสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ 

 

นอกจากนี้อีกกลุ่มสินค้าที่เป็นปัญหาคือเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ เนื่องจากนโยบาย Dual Circulation ของรัฐบาลจีน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมในจีนลดการพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้น

 

เปิดแผนพา ‘ส่งออกไทย’ พุ่งทะยาน ท่ามกลางห่วงโซ่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็ว 

  1. ส่งเสริมสินค้า Champion หนุนการส่งออกอาหาร ซึ่งประสบความสำเร็จแล้วในหลายกลุ่มผลไม้และในหลายตลาด

 

“อาหารคือหนึ่งในยุทธศาสตร์ส่งออกของไทย เนื่องจากอาหารคือหนึ่งใน Soft Power ของไทย ซึ่งมีพลังสูงมาก ดังนั้นทุกภาคส่วนควรส่งเสริมและขับเคลื่อน Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอาหารต่อไป” ชัยชาญกล่าว

 

“อาหารและผลไม้ ผมมองว่ายังโตได้ดีชัดเจน นอกจากนี้อีกกลุ่มสินค้าที่อาจจะโตไม่แรงเท่าอาหารหรือผลไม้คือชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งไทยติด Top 10 ของโลกด้านการผลิต” นริศกล่าว

 

  1. เจาะตลาดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เอเชียใต้ โดยเฉพาะที่อินเดีย และลาตินอเมริกา เป็นต้น

 

“ธุรกิจต่างๆ กำลังย้ายฐานผลิตไปลาตินอเมริกามากขึ้น จากนโยบาย China Plus One Policy ดังนั้นอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำของไทยยังสามารถหาโอกาสจากจุดนี้ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ค่าระวางเรือที่ถูกมากในตอนนี้ และถูกกว่าช่วงก่อนโควิดอีก” ชัยชาญกล่าว

 

  1. ฝังตัวเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ และปรับตัวให้เข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

จับตาความเสี่ยง ‘ภัยแล้ง-เอลนีโญ’

ชัยชาญยังกล่าวอีกว่า ปัญหาภัยแล้งและเอลนีโญถือเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เนื่องจากส่งออกไทยพึ่งพาเกษตรค่อนข้างมาก และภาคเกษตรคืออุตสาหกรรมต้นน้ำ ทั้งอาหาร พืช และแอลกอฮอล์ เป็นต้น ดังนั้นการบริหารการจัดสรรน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

 

สอดคล้องกับนริศซึ่งมองว่าปัญหาภัยแล้งและเอลนีโญเป็นปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ และทุกประเทศต้องเผชิญเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม นริศชี้ให้เห็นว่า ในเชิงสินค้าส่งออกของไทยที่เป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปค่อนข้างมีความยืดหยุ่นต่อปัญหาดังกล่าวได้ดี และเชื่อว่าไทยยังจะสามารถรักษาสถานะครัวโลกได้

 

“ต้องบอกว่าเอกชนไทยปรับตัวเก่งมาก และอุตสาหกรรมอาหารไทยเจาะตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดว่าปัญหานี้จะกระทบในเชิงตัวเลขส่งออก แต่แน่นอนว่าในเรื่องราคาผลผลิตและการบริโภคในประเทศอาจชะลอตัว ซึ่งทุกประเทศจะเจอโจทย์นี้เหมือนกัน แล้วผมคิดว่าไทยอาจเป็นคนปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้เร็วด้วยซ้ำในการทำการเกษตรที่ยั่งยืน เนื่องจากไทยมีศักยภาพและดัชนีความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Index) ค่อนข้างสูง” นริศกล่าว

 

กูรูแนะเฝ้าระวัง ‘นำเข้า’ อีกปัจจัยเสี่ยงฉุด GDP

นริศชี้ให้เห็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญแต่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเท่าไร คือ การนำเข้า ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกับส่งออก หรือประมาณ 60% แล้วแต่ราคาพลังงาน โดยนริศกล่าวไว้ว่า “อาการที่ผมกลัวที่สุดคือส่งออกหด แต่นำเข้าไม่หด จะฉุด GDP ลงไปได้ โดยหากสมมติว่าส่งออกไม่โต แต่นำเข้ายังโต 2-3% GDP ไทยอาจจะโตไม่ถึง 3%”

The post เปิดแนวทางดันส่งออกไทยผงาดในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ นักเศรษฐศาสตร์เตือนจับตานำเข้า ปัจจัยเสี่ยงฉุด GDP ไทยที่ไม่ควรมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกส่งออกไทยครึ่งปีหลังฟื้นจริงหรือ? | WEALTH IN DEPTH https://thestandard.co/wealth-in-depth-07062023/ Wed, 07 Jun 2023 13:07:38 +0000 https://thestandard.co/?p=800473 ส่งออกไทย

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกส่งออกไทยครึ่งปีหลังฟื้นจริงหรือ? | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนเชิงลึก ในหัวข้อ เจาะลึกส่งออกไทยครึ่งปีหลังฟื้นจริงหรือ?

 

ร่วมพูดคุยกับ ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยและ นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ttb analytics

 

ดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี

 

ติดตาม WEALTH IN DEPTH วันพุธที่ 7 มิถุนายน 2566 เวลา 19.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะลึกส่งออกไทยครึ่งปีหลังฟื้นจริงหรือ? | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมรับแรงกระแทก! นักเศรษฐศาสตร์เตือน ส่งออกไทยเดือน มี.ค. เสี่ยงหดตัวแรงขึ้น ก่อนปรับตัวดีขึ้นครึ่งหลังของปี https://thestandard.co/thailand-exportation-march-contraction/ Thu, 30 Mar 2023 12:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=771027 การส่งออกไทย

นักเศรษฐศาสตร์เตือนส่งออกไทยเดือนมีนาคมอาจหดตัวแรงขึ้น […]

The post เตรียมรับแรงกระแทก! นักเศรษฐศาสตร์เตือน ส่งออกไทยเดือน มี.ค. เสี่ยงหดตัวแรงขึ้น ก่อนปรับตัวดีขึ้นครึ่งหลังของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
การส่งออกไทย

นักเศรษฐศาสตร์เตือนส่งออกไทยเดือนมีนาคมอาจหดตัวแรงขึ้น เนื่องมาจากฐานที่สูงในปีก่อน หลังกระทรวงพาณิชย์เผยส่งออกไทยติดลบ 4.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี ttb analytics และ EIC เห็นตรงกันว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากเศรษฐกิจตลาดหลักไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงเท่าที่คาดไว้ และอานิสงส์ของการเปิดประเทศของจีนจะเห็นชัดเจนขึ้น

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตัวเลขมูลค่าส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ติดลบ 4.7% ‘ไม่ได้เกินคาด’ พร้อมกล่าวอีกว่ามีความเป็นได้ที่ตัวเลขส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมอาจจะติดลบมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งมาจากการค้าโลกที่ชะลอตัว และเลขฐานในเดือนมีนาคมปีก่อนที่ค่อนข้างสูง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ‘ดีกว่าคาด’ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ (Market Consensus) ไว้ที่ติดลบ 7% ส่วน EIC ให้ไว้ที่ติดลบ 6% พร้อมทั้งชี้ด้วยว่า เมื่อดูจากไส้ในคือ มูลค่าส่งออกที่หักทองคำไป ติดลบเพียง 2.5% เท่านั้น ขณะที่เมื่อเทียบจากเดือนก่อน (MoM) ก็ติดลบเพียง 3.8% หมายความว่า เมื่อตัดเลขฐานที่สูงในปีก่อนไป การส่งออกของไทยก็เริ่มมีโมเมนตัมแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม สมประวิณยังเตือนว่าตัวเลขส่งออกในเดือนมีนาคม (YoY) อาจติดลบหนักกว่าเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากฐานสูงในปีก่อน แต่มองว่าหากพ้นไตรมาสที่ 1 ไปแล้วก็น่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการออกจากจุดต่ำสุด (Bottom Out) ชัดเจนขึ้น

 

ทำไมจีนเปิดประเทศแล้ว ส่งออกไทยไม่ได้รับอานิสงส์

 

นริศกล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาคือตัวเลขผ่านกรมศุลกากรที่ลงบันทึก ซึ่งเกิดจากคำสั่งซื้อ (Order) ที่ล่วงหน้ามาประมาณ 3-6 เดือน ฉะนั้นการเปิดประเทศของจีนเมื่อช่วงต้นปีจึงน่าจะเริ่มส่งผลกับส่งออกไทยช่วงกลางปี

 

สำหรับสถานการณ์ในภาคธนาคารในสหรัฐอเมริกาและยุโรป นริศมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อส่งออกไทยเท่าไร เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงระบบขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอไหม นริศมองว่าชะลอแน่ โดยอาจจะโตได้แค่ 1% เท่านั้น

 

ประเมินส่งออกทั้งปี 2023

 

นริศเปิดเผยอีกว่า ttb analytics ประเมินว่าส่งออกไทยทั้งปีนี้น่าจะติดลบ 0.5% โดยช่วงต้นปีอาจเห็นตัวเลขติดลบแรงหน่อย ก่อนจะกลับมาพลิกบวกในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เป็นบวกอ่อนๆ โดยมีปัจจัยหนุนหลักคือ ‘จีน’ จากตัวเลขการผลิตและการนำเข้าที่เริ่มกลับมา และโมเมนตัมในสหรัฐฯ และยุโรปที่ไม่ได้ลงหนักมาก นอกจากนี้ในตลาดศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย และอาเซียน ตัวเลขการส่งออกยังโตค่อนข้างดี

 

นริศกล่าวอีกว่า “เราไม่ได้ว่าภาคส่งออกของไทยจะแย่ขนาดติดลบ 4% ถึงติดลบ 5% ไปตลอดทั้งปี เพราะจากการดูตัวเลขนำเข้าและการผลิตของประเทศหลักๆ อย่างจีน สหรัฐฯ และยุโรป แม้จะชะลอลง แต่ไม่ได้ลดลงมากเหมือนเกิดวิกฤต”

 

ขณะที่สมประวิณเปิดเผยว่า จากการทำประมาณการของทีมวิเคราะห์อุตสาหกรรมของ EIC ซึ่งวิเคราะห์อุตสาหกรรมเป็นรายภาคส่วน (Sector) คาดการณ์ว่าส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวถึง 1.2% เนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกมีความทนทาน (Resilient) มากขึ้น เช่น ยุโรปก็ไม่ได้รับผลกระทบมากจากวิกฤตพลังงาน, เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็มีความแข็งแกร่งจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยังไม่ได้เกิด Hard Landing, ประเทศอื่นๆ ก็ไม่ได้แย่อย่างที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่งออกไทยซึ่งเป็นภาพสะท้อนจากเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้จึงไม่ได้แย่อย่างที่คาด และยังเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากจีน สอดคล้องกับการเปิดประเทศของจีน

 

“ในระยะต่อไปส่งออกไทยน่าจะดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ได้แย่อย่างที่คาด แม้ธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ย ส่งออกจึงอาจกลายเป็นตัวฉุดน้อยลง ผนวกกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นดีกว่าคาด ทำให้ EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 3.9% จากโต 3.4%”

The post เตรียมรับแรงกระแทก! นักเศรษฐศาสตร์เตือน ส่งออกไทยเดือน มี.ค. เสี่ยงหดตัวแรงขึ้น ก่อนปรับตัวดีขึ้นครึ่งหลังของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูเศรษฐกิจมองบวก เชื่อไทยไร้สัญญาณถดถอยเชิงเทคนิค คาดเงินทุนไหลออกฉุดบาทอ่อนต่อ หลังบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล https://thestandard.co/thai-economy-not-technical-recession/ Wed, 01 Mar 2023 10:53:38 +0000 https://thestandard.co/?p=757243 เศรษฐกิจไทย

นักเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยเชิงเทคนิค แม้ส่งออ […]

The post กูรูเศรษฐกิจมองบวก เชื่อไทยไร้สัญญาณถดถอยเชิงเทคนิค คาดเงินทุนไหลออกฉุดบาทอ่อนต่อ หลังบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

นักเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยเชิงเทคนิค แม้ส่งออกติดลบ-ท่องเที่ยวยังไม่ปังตามคาด เชื่อปัจจัยภายในประเทศช่วยประคอง จับตาเงินทุนไหลออกฉุดบาทอ่อนต่อหลังบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การขาดดุลเดินสะพัดในเดือนมกราคมทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น เพราะตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ดีเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และมีความเป็นไปได้ที่กว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาเที่ยวไทยอย่างชัดเจนอาจต้องรอถึงครึ่งปีหลัง

 

“ก่อนหน้านี้ผมมั่นใจว่าไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะการท่องเที่ยวน่าจะกลับมา แต่ตอนนี้อาจพูดไม่ได้เต็มที่ว่าจะไม่เกิด อย่างไรก็ตาม ลึกๆ ยังเชื่อว่าการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ยังเป็นบวกน่าจะทำให้เราผ่านพ้นภาวะถดถอยเชิงเทคนิคไปได้” อมรเทพกล่าว

 

อมรเทพกล่าวอีกว่า การขาดดุลเดินสะพัดของไทยในเดือนล่าสุดสร้างความตกใจให้กับเทรดเดอร์ในตลาดเงินและมีความกังวลเกิดขึ้น เนื่องจากในช่วงที่จีนประกาศเปิดประเทศมีเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นในไทยค่อนข้างมาก เพราะมองว่าไทยจะได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนจนทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปค่อนข้างเร็ว เมื่อตัวเลขเดือนมกราคมออกมาไม่ดี ประกอบกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดี ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ จึงทำให้มีเงินทุนไหลออกทำให้บาทพลิกกลับมาอ่อนค่าเร็วเช่นกัน

 

“อะไรที่ทำให้บาทแข็งก็ทำให้อ่อนได้เช่นกัน การที่บาทเคลื่อนไหวผันผวนกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเกิดจากการเก็งกำไรค่าเงิน เงินที่มาพักในตราสารหนี้ระยะสั้นพร้อมจะไปเร็วมาเร็ว ช่วงที่จีนเปิดประเทศเขาคิดว่าไทยได้ประโยชน์ เงินจึงไหลเข้ามา ตอนเดือนมกราคมคิดว่า Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่มุมมองตอนนี้ก็เปลี่ยนไป เท่ากับว่าเราโดน 2 เด้ง” อมรเทพกล่าว

 

อย่างไรก็ดี อมรเทพยังประเมินว่า เงินบาทจะอ่อนค่าแบบ Sideway อยู่ที่ระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ในครึ่งปีแรก โดยจะไม่อ่อนค่ากลับไปที่ระดับ 38-40 บาทต่อดอลลาร์เหมือนในปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งได้ปรับลดลงมามากแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากเงินเฟ้อไทยที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง

 

ขณะที่ นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ประเมินว่า โอกาสเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคของไทยยังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวมาจากฐานที่ไม่สูงมากนัก การที่จะเกิด Technical Recession ได้ภาคส่งออกจะต้องหดตัวรุนแรง แต่ตัวเลขในเดือนมกราคมที่ติดลบ 3.4% ยังถือว่าไม่แย่มากนัก แม้จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกก็ตาม

 

“ต้องติดตามดูว่าในเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นอย่างไร หากส่งออกติดลบมากก็อาจต้องเริ่มกังวล เพราะถ้าส่งออกหดตัวมากก็มีโอกาสที่ GDP จะโตได้ต่ำกว่า 3% เพราะท่องเที่ยวต่างชาติที่เรายกให้เป็นพระเอกในปีนี้มีน้ำหนักคิดเป็น 12% ของ GDP ขณะที่ส่งออกมีน้ำหนักถึง 60% ของ GDP เราอาจกำลังเจอผู้ร้ายที่เก่งกว่าพระเอก” นริศกล่าว

 

ด้าน สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวยังเชื่อว่าภาวะถดถอยเชิงเทคนิคจะไม่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย เพราะแม้การส่งออกในเดือนมกราคมจะติดลบ แต่แรงขับเคลื่อนภายในประเทศอื่นๆ เช่น การผลิต การจ้างงาน และรายได้ของคนที่ยังฟื้นตัว น่าจะประคองเศรษฐกิจไปได้

 

นอกจากนี้หากมองต่อไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกก็มีสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวก เช่น ดัชนี PMI จีนที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็น่าจะ Soft Landing หรือ No Landing ขณะที่ราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งสินค้าก็ปรับลดต่ำลงมา

 

“ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาบางตัวอาจดูไม่ดี แต่มันเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต แนวโน้มข้างหน้าเรายังมองว่าดี เรายังเชื่อว่าส่งออกปีนี้จะไม่ติดลบ ปัจจัยแวดล้อมในเวลานี้ยังไม่น่ากังวล” สมประวิณกล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post กูรูเศรษฐกิจมองบวก เชื่อไทยไร้สัญญาณถดถอยเชิงเทคนิค คาดเงินทุนไหลออกฉุดบาทอ่อนต่อ หลังบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกดอกเบี้ยไทย ไปต่ออีกไกลแค่ไหน ลงทุนอย่างไรให้ชนะ | WEALTH IN DEPTH https://thestandard.co/wealth-in-depth-29112022/ Tue, 29 Nov 2022 11:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=717402

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงลึก […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกดอกเบี้ยไทย ไปต่ออีกไกลแค่ไหน ลงทุนอย่างไรให้ชนะ | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงลึก ในหัวข้อ ‘เจาะลึกดอกเบี้ยไทย ไปต่ออีกไกลแค่ไหน ลงทุนอย่างไรให้ชนะ’

 

ร่วมพูดคุยกับ นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) และ กวี ชูกิจเกษม Head of Research and Content สายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย

 

ดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี

 

ติดตาม WEALTH IN DEPTH วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2565 เวลา 19.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: เจาะลึกดอกเบี้ยไทย ไปต่ออีกไกลแค่ไหน ลงทุนอย่างไรให้ชนะ | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูชี้ไทยฟื้นจากโควิดแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีเพื่อกลับสู่ระดับศักยภาพ ห่วงโลกถดถอย-สงครามการค้า ฉุดส่งออกไทยปีหน้าติดลบ https://thestandard.co/guru-say-thailand-recovered-from-covid/ Mon, 21 Nov 2022 12:12:15 +0000 https://thestandard.co/?p=713132

นักเศรษฐศาสตร์เซอร์ไพรส์ GDP ไตรมาส 3 โตเกินคาด มองไทยฟ […]

The post กูรูชี้ไทยฟื้นจากโควิดแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีเพื่อกลับสู่ระดับศักยภาพ ห่วงโลกถดถอย-สงครามการค้า ฉุดส่งออกไทยปีหน้าติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักเศรษฐศาสตร์เซอร์ไพรส์ GDP ไตรมาส 3 โตเกินคาด มองไทยฟื้นจากโควิดแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีเพื่อกลับสู่ระดับศักยภาพ ห่วงโลกถดถอย-สงครามการค้า ฉุดส่งออกไทยปีหน้าติดลบ 

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวได้ 4.5% ถือว่าเป็นระดับการเติบโตที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะสูงกว่าที่ ttb คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตได้ราว 3.8-3.9% ค่อนข้างมาก โดยเมื่อเจาะลงไปดูในรายละเอียดพบว่ามีสัญญาณบวกที่น่าสนใจคือ การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 9% และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 11% 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


“ตัวเลขที่ออกมาถือว่าค่อนข้างน่าเซอร์ไพรส์ เพราะนอกจาก GDP จะขยายตัวได้สูงกว่าคาดแบบ YoY แล้ว เมื่อเทียบแบบ QoQ เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ 1.2% ด้วย ทำให้เศรษฐกิจไทยในตอนนี้เรียกได้ว่าฟื้นตัวพ้นจากระดับช่วงก่อนโควิดแล้ว หากระดับก่อนโควิดอยู่ที่ 100 ปัจจุบันเราน่าจะอยู่ที่แถว 105-106” นริศกล่าว

 

อย่างไรก็ดี นริศมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 ปี เพื่อฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับศักยภาพ โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาก็ยังพบสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี เช่น การส่งออกที่ขยายตัวได้ลดลงเหลือ 3% สวนทางกับการนำเข้าที่ยังขยายตัว 8% ขณะที่การลงทุนภาครัฐก็หดตัว

 

“ในภาพรวม GDP ไทยในปีนี้คงโตได้สูงกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับคาดการณ์ของ ttb แต่ในไตรมาส 4 การเติบโตคงจะชะลอตัวลงจากไตรมาส 3 ส่วนในปีหน้าการชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และจีน จะกดดันการส่งออก เราอาจต้องไปลุ้นภาคการท่องเที่ยวว่าจีนจะผ่อนคลายหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าในปีหน้าหาก GDP โตได้ 3.5% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” นริศกล่าว

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ที่ออกมาถือว่าสูงกว่าคาดการณ์ของธนาคารที่มองว่าจะขยายตัวได้เพียง 4% แต่ไม่เซอร์ไพรส์ในแง่รายละเอียด เนื่องจากการฟื้นตัวของไทยยังกระจุกในกลุ่มเดิมๆ เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งได้ผลบวกจากกระแสเปิดเมือง

 

“ที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์คือการลงทุนภาคเอกชนที่โตได้ 11% มีการลงทุนเครื่องจักรและก่อสร้าง ส่วนที่น่าผิดหวังคือการลงทุนภาครัฐที่หดตัว ภาพรวมปีนี้เรายังมอง GDP ไว้เท่าเดิมที่ 3.2% โดยไตรมาส 4 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ 3.7% ส่วนปีหน้าเราคาดการณ์ GDP ไว้ที่ 3.4%” อมรเทพกล่าว 

 

อมรเทพระบุว่า การถดถอยของเศรษฐกิจโลก และปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามไปสู่สงครามการค้า จะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในปีหน้า โดยประเมินว่าการส่งออกไทยในปีหน้าอาจขยายตัวติดลบ 0.6% ต่างจากสภาพัฒน์ที่ยังมองว่าส่งออกจะโตได้ 1%

The post กูรูชี้ไทยฟื้นจากโควิดแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีเพื่อกลับสู่ระดับศักยภาพ ห่วงโลกถดถอย-สงครามการค้า ฉุดส่งออกไทยปีหน้าติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผิดหวัง เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 โตต่ำคาด นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การลงทุนสะดุด ส่งออกชะลอ ห่วงทั้งปีขยายตัวน้อยกว่า 3% https://thestandard.co/thai-economy/ Mon, 15 Aug 2022 08:05:29 +0000 https://thestandard.co/?p=667138 เศรษฐกิจไทย

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb […]

The post ผิดหวัง เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 โตต่ำคาด นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การลงทุนสะดุด ส่งออกชะลอ ห่วงทั้งปีขยายตัวน้อยกว่า 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวถึงการรายงานภาวะ เศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2/65 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้เพียง 2.5% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งในส่วนของ ttb analytics เองก็คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ที่ 3.2% เช่นกัน

 

นริศระบุว่า หากพิจารณาจากไส้ในของรายงานดังกล่าวจะเห็นว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวได้ 6.9% โดยมีการส่งออกที่ขยายตัว 4.6% รวมถึงการท่องเที่ยวและการส่งออกบริการที่เติบโต 54% เป็นแรงเสริม ขณะที่ภาระการนำเข้าที่ขยายตัว 7.1% และการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวได้เพียง 2.3% และการลงทุนภาครัฐที่ติดลบ 9% ถือเป็นแรงฉุดการเติบโตของ GDP

 

“ก่อนหน้านี้ ttb อยู่ระหว่างเตรียมปรับประมาณการ GDP ในปีนี้เพิ่มจาก 2.8% เป็น 3% นิดๆ พอตัวเลขไตรมาส 2 ออกมาที่ 2.5% เราคงต้องประเมินใหม่ เพราะมีโอกาสที่ตัวเลขทั้งปีอาจไม่ถึง 3%” นริศกล่าว

 

อย่างไรก็ดี นริศยังเชื่อว่าโอกาสที่ GDP ไทยในปีนี้จะโตได้มากกว่า 3% ก็ยังมีอยู่ หากราคาน้ำมันปรับลดระดับลงซึ่งจะทำให้ภาระการนำเข้าของไทยต่ำลงตามไปด้วย โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีน่าจะมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวกลับมาเกินจากระดับก่อนโควิดแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นได้ราวๆ 70% จากก่อนโควิด ขณะที่การส่งออกจะเริ่มขยายตัวได้น้อยลงจากฐานที่สูงขึ้น

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะยังขยายตัวได้ 2.5% แต่ก็ถือว่าเป็นระดับต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% โดยหากพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะพบว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังกระจายตัวได้ไม่ดี ภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวยังกระจุกอยู่ในกลุ่มบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ท่องเที่ยว ขณะที่ในฝั่งภาคการลงทุนยังขยายตัวได้ค่อนข้างน้อย

 

“เราเห็นการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการที่ชัดเจน แต่การฟื้นตัวโดยทั่วไปยังไม่เด่นชัด เอกชนไทยยังไม่เร่งลงทุน การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อผลิตและการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยยังไม่เห็นชัด ขณะที่การส่งออกก็เริ่มโตช้าลง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 4% คงยาก เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ไม่หวือหวาหรือสูงเหมือนที่เคยมองกันไว้” อมรเทพกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ผิดหวัง เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 โตต่ำคาด นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การลงทุนสะดุด ส่งออกชะลอ ห่วงทั้งปีขยายตัวน้อยกว่า 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมรับมือ ‘มหาพายุ’ แม้เสถียรภาพแกร่ง แต่ ‘หนี้ครัวเรือน’ คือจุดเปราะบาง https://thestandard.co/guru-say-thai-economy-is-not-ready-for-depression/ Mon, 16 May 2022 16:35:57 +0000 https://thestandard.co/?p=629446 มหาพายุ

ในบทความสองตอนที่แล้วของซีรีส์ The Recession เราได้เขีย […]

The post กูรูชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมรับมือ ‘มหาพายุ’ แม้เสถียรภาพแกร่ง แต่ ‘หนี้ครัวเรือน’ คือจุดเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาพายุ

ในบทความสองตอนที่แล้วของซีรีส์ The Recession เราได้เขียนถึง ‘มรสุมใหญ่ทางเศรษฐกิจ 3 ลูก’ ที่กำลังถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจโลก รวมถึงผลกระทบที่อาจนำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ Emerging Market (EM) เข้าสู่วิกฤตไปนั้น สำหรับบทความตอนนี้ 3 เราจะลองมาเช็กความพร้อมของเศรษฐกิจไทย เพื่อดูว่ามีความพร้อมแค่ไหนกับการรับมือ ‘มหาพายุ’ ที่กำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ลูก

 

เสี่ยงขาด LongTerm Growth ก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้มุมมองว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมือภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยกว่าที่ GDP ไทยจะกลับไปอยู่ในจุดเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตโควิด จนมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย และสะสมทรัพยากรเพื่อรับมือกับวิกฤตในครั้งต่อไปได้นั้นอาจต้องใช้เวลาถึงช่วงต้นปีหน้า

 

“มรสุมทั้งสามลูกจะสร้างความผันผวนในตลาดเงินโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยที่เป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งพายุมีความรุนแรงก็จะยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้ไทยฟื้นตัวช้าไปอีก” อมรเทพกล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

อมรเทพกล่าวอีกว่า แม้ว่าจะตัดปัจจัยภายนอกออกไปแล้วย้อนกลับมาดูเฉพาะปัจจัยภายในของไทย ในขณะนี้ก็จะพบว่าเศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการรับมือกับวิกฤตเช่นเดียวกัน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเน้นพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ขาดการสร้างนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่าของตัวเองจากวัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่ต้องเร่งสร้างเกราะเพื่อป้องกันวิกฤตครั้งต่อไป

 

อมรเทพมองว่า แม้ว่าทุนสำรองที่สูงและหนี้ต่างประเทศที่ต่ำของไทยอาจจะช่วยให้ไทยไม่เข้าสู่วิกฤตการเงินซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงและช่องโหว่อีกหลายด้านที่ซ่อนอยู่ ซึ่งพร้อมจะปะทุขึ้นมาจนนำไปสู่วิกฤตได้ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐ และหนี้เสียหรือ NPL ในภาคเอกชนที่ต้องจับตา รวมถึงความอ่อนแอของธุรกิจ SMEs ที่ยังฟื้นตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่

 

“สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ EM Crisis ในรอบนี้อาจทำให้ไทยขาด Long-Term Growth ซึ่งจะทำให้เราก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง เพราะประเทศอื่นๆ ฟื้นตัวเป็นรูปตัว V หรือตัว U แต่ไทยเรากลับฟื้นเหมือนตัว J กลับด้าน คือเราฟื้นตัวกลับมาได้ต่ำกว่าเดิมและช้า ซึ่งภายใต้บริบทที่เกิดกระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (Deglabalozation) ในปัจจุบันจะยิ่งทำให้เรากลับไปโตแบบเดิมได้ยาก เราอาจต้องใช้เวลา 4-5 ปีเพื่อฟื้นกลับไปจุดเดิม” อมรเทพระบุ

 

ปัจจัยพื้นฐานไทยยังดูดี

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า เวลานี้ทั่วโลกกำลังแบ่งกลุ่มประเทศ EM ออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤตสูงเพราะมีปัญหาสะสมอยู่ตั้งแต่ในช่วงเกิดการระบาดของโควิดแล้ว ซึ่งตัวอย่างของประเทศในกลุ่มนี้ก็ ได้แก่ ศรีลังกา และตุรกี กับกลุ่มประเทศ EM ที่ยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงพอสมควร ซึ่งไทยยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้

 

นริศระบุว่า การจะดูว่าประเทศใดมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด สามารถดูได้ในเบื้องต้นจาก 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ระดับหนี้สาธารณะ ระดับหนี้ต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองและอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงิน 

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากทั้ง 5 ปัจจัยข้างต้นจะพบว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีพื้นฐานที่ค่อนข้างดี และไม่น่ากังวลมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ EM ด้วยกัน

 

เริ่มจากระดับหนี้สาธารณะ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับเกิน 60% ต่อ GDP เพียงเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 130% และ 71% ตามลำดับ

 

ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่างประเทศของไทยปัจจุบันก็ยังอยู่ต่ำกว่า 40% ของ GDP ค่อนข้างต่ำเช่นกันเมื่อเทียบกับหนี้ของเวียดนามที่ 48% และมาเลเซียที่ 70% 

 

ส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ว่าปัจจุบันไทยจะเผชิญการขาดดุลอยู่ แต่การขาดดุลก็ยังอยู่ที่ระดับ 2% ของ GDP ไม่ได้สูงมากเหมือนหลายประเทศที่กำลังเกิดปัญหา

 

ด้านทุนสำรองของไทยแม้ว่าล่าสุดทุนสำรองของไทยจะลดลงจากระดับ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ลงมาอยู่ที่ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงที่เพียงพอจะนำเข้าสินค้าโดยไม่ต้องส่งออกเลยได้นานถึง 10 เดือน

 

และสุดท้ายคืออัตราแลกเปลี่ยน จะเห็นว่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลงน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค โดยหากนับจากต้นปีที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าไปเพียง 3% เทียบกับเงินเยนที่อ่อนค่าลง 12% เงินหยวน 5% และเงินวอน 6% 

 

“ในภาพใหญ่เงินจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและกลุ่มประเทศ EM อยู่แล้ว แต่ในภาพย่อยลงมานักลงทุนจะพิจารณาจาก 5 ปัจจัยข้างต้นนี้ด้วยว่าจะนำเงินออกจากตลาดใดมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการที่เงินบาทเรายังอ่อนค่าน้อยกว่าก็สะท้อนว่าภาพรวมของเรายังไม่แย่ และโอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมีน้อย” นริศกล่าว

 

จุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย

 

อย่างไรก็ตาม นริศมองว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังมีจุดเปราะบางที่ต้องติดตามอยู่หลายจุดเช่นกัน จุดแรกคือการฟื้นตัวที่ล่าช้า โดยปัจจุบัน GDP ไทยยังคงตามหลังจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดอยู่ถึง 4.8% หากพิจารณาตามตัวเลขที่ติดลบ 6.1% ในปี 2020 ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปีที่ผ่านมา

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักเดียวที่เหลือในปีนี้ของไทยจะถูกกระทบจากพายุที่เกิดขึ้นในประเทศจีนหรือไม่ 

 

โดยตัวเลขส่งออกจีนในเดือนล่าสุดชะลอตัวลงเหลือ 3% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาเพราะไทยนำเข้าวัตถุดิบจากจีนมาผลิตค่อนข้างมาก หากทางการจีนยังใช้นโยบายควบคุมโควิดที่เข้มงวดต่อไป เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็อาจอ่อนกำลังลง

 

“ตอนนี้เรายังมองตัวเลขส่งออกไทยในปีนี้ไว้ที่ 5% แต่ถ้าปัญหาในจีนลากยาวออกไป การส่งออกไทยอาจโตได้ต่ำกว่านั้น ส่วนการท่องเที่ยวก็ยังไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้มาก แม้ว่ารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยล่าสุดจะขยับจาก 5 หมื่นบาทต่อคน มาเป็น 7 หมื่นบาทต่อคน แต่นักท่องเที่ยวในปีนี้ก็อาจมีจำนวนแค่ 5-7 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนค่อนข้างมาก” นริศกล่าว

 

หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี กล่าวอีกว่า หนึ่งในเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยที่อาจฝากความหวังไว้ได้เล็กๆในปีนี้คือ การบริโภคในประเทศ ที่ในช่วงไตรมาสแรกของปีส่งสัญญาณเป็นบวกที่ค่อนข้างสดใส แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าในช่วงที่เหลือของปีจะสูญเสียโมเมนตัมไปหรือไม่

 

“ตัวละครหลักคือส่งออก ตัวละครลับที่อาจฝากความหวังไว้ได้เล็กๆ คือการบริโภคในประเทศ จะเห็นว่าคนเริ่มกลับมาท่องเที่ยวในประเทศ แต่ต้องลุ้นว่าในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร เพราะรายจ่ายเพิ่มจากราคาสินค้า ค่าครองชีพที่ขยับขึ้นประกอบกับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงอาจบั่นทอนกำลังซื้อของคนได้เช่นกัน” นริศกล่าว

 

นริศมองว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่มาจากภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ในช่วงที่เหลือของปี แต่รูปแบบการให้ความช่วยเหลืออาจต้องปรับให้ตรงจุดหรือตรงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในเคขาล่างซึ่งมีหนี้สูงจากการกู้ยืมเพื่อนำมาอุปโภคบริโภค 

 

ระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือน

 

ก่อนหน้านี้ ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยวิเคราะห์ถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ล่าสุดขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.1% ต่อ GDP ของ THE STANDARD WEALTH ว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับที่น่ากังวล และถือเป็นระเบิดเวลาตัวหนึ่งของเศรษฐกิจไทยที่พร้อมจะระเบิดได้หากเกิดการช็อกทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

“มีไม่กี่ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 90% ของ GDP และส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไทยจึงถือเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุด ซึ่งหากนับรวมหนี้อื่นๆ เช่น หนี้นอกระบบ หนี้ กยศ. และหนี้สหกรณ์ด้วยตัวเลขจะเกิน 90.1% ไปอีกพอสมควร” ดอนกล่าว

 

ดอนระบุว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการหดตัวของ GDP แต่สาเหตุหลักคือการที่สังคมไทยเป็นสังคมบริโภคนิยม กลุ่มวัยเริ่มทำงานในปัจจุบันที่ก่อหนี้เร็วขึ้นและสูงขึ้นกว่าในอดีต ขณะเดียวกันสถาบันการเงินหลายแห่งเองก็หันมาขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงด้วย ทำให้องค์ประกอบที่หนี้จะสูงขึ้นมีพร้อมทั้งในฝั่งอุปสงค์และอุปทาน

 

หากส่องไปยังไส้ในของหนี้ครัวเรือนไทยจะพบว่าไทยมีสัดส่วนของหนี้ที่อยู่อาศัย 34.5% หนี้รถยนต์-จักรยาน 12% หนี้เพื่อประกอบอาชีพ 10% ส่วนหนี้ไม่มีหลักประกันจำพวกบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ราว 8% แม้ว่าตัวเลขที่ 8% จะดูไม่มาก แต่ในปีที่ผ่านมาหนี้กลุ่มนี้เติบโตขึ้นถึง 12.9% ถือว่าเพิ่มขึ้นเร็วและแรงกว่าหนี้ประเภทอื่นซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล

 

ดอนกล่าวอีกว่า แม้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในขณะนี้จะยังไม่ส่งสัญญาณที่จะระเบิดในเวลาอันใกล้ แต่หากปล่อยไว้และไม่ได้รับการแก้ไขหรือถอดชนวนอย่างทันท่วงที ความเสี่ยงที่ปัญหานี้จะนำไปสู่วิกฤตจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น ในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกถดถอย หรือการที่ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะกลับเข้าสู่ขาขึ้น หากระดับหนี้ยังอยู่ในระดับสูงก็จะก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระตามมา ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงความมั่นคงของสถาบันการเงิน

 

“ผมเชื่อว่าหากเราปล่อยปัญหานี้ทิ้งไว้ ภายใน 10 ปีมันจะระเบิดแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าในกรณีที่ระเบิดจะมีผลกระทบที่ตามมาเป็นวงกว้าง สถาบันการเงินจะมีปัญหาเพราะคนชำระหนี้ไม่ได้ ธุรกิจต้องปิดกิจการ ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและน่าเป็นห่วงคือ SMEs” ดอนระบุ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post กูรูชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมรับมือ ‘มหาพายุ’ แม้เสถียรภาพแกร่ง แต่ ‘หนี้ครัวเรือน’ คือจุดเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูชี้ยกเลิก Test & Go อาจคุ้มค่ากว่าในทางเศรษฐศาสตร์หลังโอไมครอนเริ่มเสี่ยงสูง แนะรัฐรักษาระดับการบริโภคในประเทศประคองการฟื้นตัวในปีหน้า https://thestandard.co/canceling-test-go-more-economically-cost-effective-after-omicron-high-risk/ Mon, 20 Dec 2021 08:26:28 +0000 https://thestandard.co/?p=573516 Test & Go

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb […]

The post กูรูชี้ยกเลิก Test & Go อาจคุ้มค่ากว่าในทางเศรษฐศาสตร์หลังโอไมครอนเริ่มเสี่ยงสูง แนะรัฐรักษาระดับการบริโภคในประเทศประคองการฟื้นตัวในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Test & Go

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนที่เริ่มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากภาครัฐของไทยจะพิจารณายกเลิกการเดินทางในประเทศแบบ Test & Go แล้วกลับไปใช้วิธีการกักตัวแบบ State Quarantine แทน เนื่องจากปัจจุบัน 49% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาจากยุโรปและ 16% มาจากสหรัฐฯ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง

 

“ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 1 หมื่นคนต่อวัน ซึ่ง 65% มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดการระบาดใหญ่อาจไม่คุ้มกัน เราคงไม่อยากเห็นการระบาดที่นำไปสู่การล็อกดาวน์อีกรอบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเวลานี้” นริศกล่าว

 

หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบีกล่าวว่า การยกเลิกการเดินทางในประเทศแบบ Test & Go จะส่งผลกระทบให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้และปีหน้าลดลงอย่างแน่นอน อย่างก็ไรดี หากชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดที่จะนำไปสู่การล็อกดาวน์รอบใหม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำและอาจมีความคุ้มค่ามากกว่าในทางเศรษฐศาสตร์ 

 

“ttb analytics คงจะมีการประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้และปีหน้าใหม่ ก่อนหน้านี้เราคาดว่าปีนี้น่าจะอยู่ที่ 3 แสนคน ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 7.5 ล้านคน ถ้ามีการยกเลิก Test & Go ตัวเลขน่าจะลดลงจากนี้” นริศกล่าว

 

นริศกล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญในเวลานี้คือการป้องกันอย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล็อกดาวน์ เพื่อรักษาระดับการบริโภคในประเทศเอาไว้ เนื่องจากแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไทยเวลานี้อาศัยการบริโภคในประเทศและการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่การท่องเที่ยวแม้ว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

 

“ถ้าสมมติว่าเศรษฐกิจไทยช่วงก่อนโควิดอยู่ที่ 100 จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปีก่อนติดลบไป 6 ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะโตได้ 1 เท่า กับปัจจุบันเราอยู่ที่ 95 เต็ม 100 ยังเหลืออีก 5 เพื่อจะกลับไปสู่จุดเดิม ซึ่งปีหน้า ttb analytics คาดว่าเราจะโตได้ 3.9 โดยเครื่องยนต์หลักคือการบริโภคในประเทศและการส่งออก เราต้องระวังไม่ให้อะไรมากระทบสองตัวนี้ให้ได้ก่อน ส่วนการท่องเที่ยวแม้ปีหน้าเรามองว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านคน แต่นั่นก็ยังคิดเป็นแค่ 20% ของระดับ 40 ล้านคนช่วงก่อนโควิด เมื่อมองภาพกว้างแบบนี้จะทำให้เราจัดลำดับความสำคัญได้” นริศกล่าว

 

ด้าน เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากภาครัฐยกเลิกการเดินทางในประเทศแบบ Test & Go แล้วกลับไปใช้วิธีการกักตัวแบบ State Quarantine จะส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังฟื้นตัวเกิดการสะดุด โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนธันวาคมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5-2 แสนคนต่อเดือน และในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3 แสนคนต่อเดือน อาจจะออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

 

“ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของมาตรการ ซึ่งในกรณีเลวร้ายที่เรามองไว้คือนักท่องเที่ยวต้องกักตัวทั้งจากฝั่งไทยและขากลับไปประเทศต้นทาง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในปีหน้าจะลดเหลือ 2 ล้านคน ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยเองก็น่าจะได้รับผลกระทบจากการระบาดบางส่วน ทำให้ GDP อาจขยายตัวได้เพียง 2.8%” เกวลินกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post กูรูชี้ยกเลิก Test & Go อาจคุ้มค่ากว่าในทางเศรษฐศาสตร์หลังโอไมครอนเริ่มเสี่ยงสูง แนะรัฐรักษาระดับการบริโภคในประเทศประคองการฟื้นตัวในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ธุรกิจประกันป่วน เจอ จ่าย (ไม่) จบ ยอดเคลมโควิดพุ่ง 3 หมื่นล้าน | Morning Wealth 16 พ.ย. 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-16112021/ Tue, 16 Nov 2021 01:23:58 +0000 https://thestandard.co/?p=560180

ธุรกิจประกันป่วน เจอ จ่าย (ไม่) จบ ยอดเคลมโควิดพุ่ง 3 ห […]

The post ชมคลิป: ธุรกิจประกันป่วน เจอ จ่าย (ไม่) จบ ยอดเคลมโควิดพุ่ง 3 หมื่นล้าน | Morning Wealth 16 พ.ย. 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ธุรกิจประกันป่วน เจอ จ่าย (ไม่) จบ ยอดเคลมโควิดพุ่ง 3 หมื่นล้าน
  • วิเคราะห์สถานการณ์ เมื่อกรมธรรม์โควิด เจอ จ่าย (ไม่) จบ บริษัทประกันหลายแห่งเริ่มไปต่อไม่ไหว รวมถึงหุ้นกลุ่มประกันภัยที่กระทบหนัก นักวิเคราะห์มองอย่างไร
  • ไฟเขียวตั้งยานแม่ SCBX ผู้ถือหุ้นไทยพาณิชย์อนุมัติปรับโครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างการถือหุ้น เล็งจ่ายปันผลเดือนสิงหาคม 2565 ตั้งเป้าลดรายได้ธุรกิจธนาคารเหลือ 60% ในอนาคต รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • ประเมินเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP ไตรมาส 3 จากสภาพัฒน์ แนวโน้มเป็นอย่างไร ปัจจัยใดต้องจับตา พูดคุยกับ นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ธุรกิจประกันป่วน เจอ จ่าย (ไม่) จบ ยอดเคลมโควิดพุ่ง 3 หมื่นล้าน | Morning Wealth 16 พ.ย. 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ttb analytics’ ชี้ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ครอบคลุม 98% ของบัญชีทั้งระบบ แต่มีสัดส่วนเพียง 21.2% ของจำนวนเงิน สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำ https://thestandard.co/ttb-analytics-points-to-reduce-the-protection-of-deposits/ Fri, 06 Aug 2021 12:16:34 +0000 https://thestandard.co/?p=522416 Deposit protection

ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเ […]

The post ‘ttb analytics’ ชี้ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ครอบคลุม 98% ของบัญชีทั้งระบบ แต่มีสัดส่วนเพียง 21.2% ของจำนวนเงิน สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Deposit protection

ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) จะปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงจาก 5 ล้านบาทต่อราย มาเหลือ 1 ล้านบาทต่อราย แม้ว่าวงเงินใหม่นี้จะยังครอบคลุมบัญชีเงินฝากรวมกว่า 82.07 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 98.03% ของผู้ฝากทั้งระบบ แต่หากดูเฉพาะจำนวนเงินที่คุ้มครองแล้ว พบว่ามีสัดส่วนเพียง  21.2% เท่านั้น 

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ttb analytics ให้ความคิดเห็นว่า การลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคารครั้งนี้สะท้อนได้หลายมิติ 

 

มิติแรกคือ มิติของสถาบันการเงิน มองว่ากรณีที่ สคฝ. ลดการคุ้มครองครั้งล่าสุดเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร จากที่เคยคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนในอดีตนั้น สะท้อนสถานะอันแข็งแกร่งของสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าแนวโน้มในอนาคตก็จะทยอยลดการคุ้มครองเงินฝากไปเรื่อยๆ 

 

“จริงอยู่ที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบันของไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่การลดการคุ้มครองเงินฝากไม่ได้กระทบถึงเศรษฐกิจ หากแต่เป็นการสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์มากกว่า เป็นการย้ำให้ผู้ออมมั่นใจได้ว่าธนาคารพาณิชย์ไทยแข็งแกร่ง และไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานการันตี อีกทั้งสภาวการณ์ปัจจุบันของธนาคารพาณิชย์ไทยในตอนนี้ก็ไม่เหมือนกับช่วงปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง” 

 

นริศกล่าวว่า แม้การคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองลง แต่เชื่อว่าผู้ฝากจะไม่เกิดความวิตกกังวล และเกิดเหตุการณ์เร่งถอนเงินออกจากธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันฐานะการเงินของธนาคารแข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการแบ่งบัญชีเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาทออกมาอีกบัญชีหนึ่งบ้าง โดยอาจไปเปิดบัญชีธนาคารของรัฐฯ เพิ่ม แต่เชื่อว่าไม่มากนัก 

 

ทั้งนี้ วงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ 1 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ฝากเต็มจำนวน 82.07 ล้านราย คิดเป็น 98.03% ของผู้ฝากทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่หากมองในด้านจำนวนเงินฝากแล้ว ครอบคลุมเพียง 3.23 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 21.1% ของจำนวนเงินฝากทั้งระบบเท่านั้น

 

นริศกล่าวว่า หากมองในมิติเศรษฐกิจแล้ว สัดส่วนเงินฝากในปัจจุบันสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน โดยบัญชีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท มีสูงถึง 107.54 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 98.03% ของบัญชีเงินฝากทั้งระบบ แต่จำนวนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท พบว่ามีอยู่เพียง 3.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 21.1% ของเงินฝากทั้งระบบ 

 

ขณะที่บัญชีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีอยู่ทั้งสิ้น 1.79 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 2.6% แต่จำนวนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีทั้งสิ้น 12.04 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 78.8% ของเงินฝากทั้งระบบ

 

และเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าเงินฝากในบัญชีเกิน 1 ล้านบาทเติบโตขึ้นสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท ขณะที่เงินฝากในบัญชีต่ำกว่า 1 ล้านบาทเติบโตเพียง 1 แสนล้านบาทเท่านั้น 

 

“หากเจาะตัวเลขเฉพาะเงินฝากในกลุ่มบุคคลธรรมดา พบว่าจำนวนเงินฝากของบัญชีที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทมีเพียง 2.92 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.7% ของเงินฝากทั้งระบบ ขณะที่จำนวนเงินฝากของบัญชีที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีสูงถึง 5.49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 65.2% ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน”

 

ขณะที่เงินฝากของกลุ่มนิติบุคคลนั้น บัญชีที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่จำนวน 2.19 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 90.3% ของบัญชีเงินฝากกลุ่มนิติบบุคคล และมีจำนวนเงินฝากจากบัญชีดังกล่าวรวมกัน 146,543 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.1% 

 

ส่วนเงินฝากกลุ่มนิติบุคคลที่มากกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่จำนวน 2.35 แสนบัญชี คิดเป็น 9.7% แต่มีเงินฝากรวมกันจำนวน 4.62 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 96.6% 

 

“กลุ่มนิติบุคคลอาจจะมีการเคลื่อนย้ายเงินฝากไปสู่ Money Market เพิ่มมากขึ้น แต่คิดว่าจะไม่ทำให้เงินฝากไหลออกจากระบบมากนัก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพิจารณากันมานานแล้ว และทุกคนก็รับรู้มาโดยตลอด เชื่อว่าทุกภาคส่วนมีการเตรียมตัวรับมือกับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน”  

The post ‘ttb analytics’ ชี้ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ครอบคลุม 98% ของบัญชีทั้งระบบ แต่มีสัดส่วนเพียง 21.2% ของจำนวนเงิน สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูชี้ ‘2 ปัจจัย’ เร่งเงินบาทอ่อนค่าทำสถิติรอบ 16 เดือน จับตาอาจไหลยาวถึงปี 2566 แนะผู้เกี่ยวข้องทำประกันความเสี่ยง https://thestandard.co/the-baht-weakened-to-a-record/ Mon, 02 Aug 2021 12:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=520553 เศรษฐกิจไทย

เงินบาทยังคงทยอยอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจาก 2 ปัจจัยหลัก […]

The post กูรูชี้ ‘2 ปัจจัย’ เร่งเงินบาทอ่อนค่าทำสถิติรอบ 16 เดือน จับตาอาจไหลยาวถึงปี 2566 แนะผู้เกี่ยวข้องทำประกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

เงินบาทยังคงทยอยอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจาก 2 ปัจจัยหลัก คือการระบาดของโรคโควิดในประเทศที่แนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนภาครัฐต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์ กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ทำให้เกิดเงินทุนไหลออก 

 

ส่วนอีกปัจจัย คือนักลงทุนทั่วโลกเริ่มปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) หลังจากหลายประเทศกลับมาเผชิญกับการระบาดของโรคโควิดระลอกใหม่ ทำให้เศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด นักลงทุนจึงโยกไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์ ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น มีผลให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ อ่อนค่าลง

 

โดยล่าสุดเมื่อวานนี้ (2 สิงหาคม) เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.96 บาท อ่อนค่าลงมาแล้วราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และค่าเงินบาทในระดับดังกล่าวยังถือเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 16 เดือน นับจากวันที่ 6 เมษายน 2563 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ระดับ 30.03 บาทต่อดอลลาร์

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เรายังมองเงินบาทอ่อนค่าแค่ชั่วคราวในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญการระบาดจากโควิดระลอกใหม่อย่างรุนแรงจนต้องกลับมาล็อกดาวน์ โดยการระบาดระลอกนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนเริ่มที่จะขายสินทรัพย์การลงทุนออกมาทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ กดดันให้ค่าเงินอ่อนลง

 

“เงินบาทในเวลานี้ถือว่าอ่อนค่าแรงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากการระบาดของโรคโควิดที่หนักกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา ทำให้ผู้ลงทุนขาดความเชื่อมั่น เงินทุนจึงเริ่มไหลออก ประกอบกับในไตรมาสนี้เราน่าจะยังเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง เพราะนอกจากรายได้ภาคท่องเที่ยวที่ไม่มีแล้ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

 

นอกจากนี้ การกลับมาระบาดของโรคโควิดในสหรัฐฯ ที่เริ่มหนักขึ้น ก็ทำให้นักลงทุนเริ่มโยกเงินลงทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก็คือเงินดอลลาร์ จึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่เชื่อว่าภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ภายในไตรมาส 3 เท่านั้น โดยระดับการอ่อนค่าของเงินบาทในไตรมาสดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 33-33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

 

อมรเทพกล่าวว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาดีขึ้น ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในไตรมาส 3 ไม่ลากยาวสู่ไตรมาส 4 ก็น่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง ถึงตอนนั้นเงินลงทุนก็อาจจะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยพยุงให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ โดยสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงประเมินค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2564 ไว้ที่ระดับ 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์

 

ttb Analytics ประเมินแนวโน้มบาทอ่อนค่ายาวถึงปี 2566

อย่างไรก็ตามในฝั่งของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb Analytics) มองว่า ระยะข้างหน้าเงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง

 

โดย นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb Analytics) ประเมินว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปจนถึง 33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางปี 2565 และอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกจนถึงสิ้นปี 2566 ตามทิศทางสกุลเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าระยะยาวในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลให้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นจากแผนการปรับลดการซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) และปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต

 

นริศระบุด้วยว่า นอกจากท่าทีของ Fed ที่กดดันให้เงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าระยะยาวแล้ว เมื่อมาดูปัจจัยภายในของไทยเองก็จะพบว่าดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งที่ผ่านมาเคยเป็นปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าก็เริ่มพลิกมาติดลบแล้วเช่นกันในเดือนล่าสุด ซึ่งเมื่อรวมกับปัจจัยเรื่องการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังรุนแรงทำให้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเงินบาทน่าจะอยู่ในขาอ่อนค่าเต็มตัว

 

“เมื่อ Fed เตรียมทำ QE Tapering กับไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สิ่งที่จะตามมาคือฝรั่งที่เคยเข้ามาเก็งกำไรในตลาดบอนด์เราจะหายไปเพราะไม่อยากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจุดนี้จะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก โดยส่วนตัวมองว่าในระยะสั้นการอ่อนค่าไปถึงระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ส่วนระยะยาวค่าเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกจนถึงสิ้นปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอนาคต” นริศกล่าว

 

นริศกล่าวอีกว่า ในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมในการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น การซื้อ Forward โดยกลุ่มผู้นำเข้าควรเพิ่มสัดส่วนการ Hedge ขณะที่ผู้ส่งออกก็สามารถลดสัดส่วนการ Hedge ได้เช่นกัน 

 

สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การอ่อนค่าลงของเงินบาทถือว่าส่งผลดีต่อผู้ประกอบการกลุ่มส่งออกโดยตรง และยังส่งผลดีต่อการลงทุนในประเทศด้วย เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีรายได้หรือกำไรในรูปของเงินบาทเพิ่มก็จะกล้าลงทุนขยายกำลังการผลิต 

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์ของผู้ประกอบการในเวลานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในภาคการผลิตได้หรือไม่ เพราะแม้เงินบาทอ่อนหรือดีมานด์จากต่างประเทศเข้ามามาก แต่ถ้าไม่สามารถผลิตได้ก็จะไม่ได้รับอานิสงส์อะไรเลย

The post กูรูชี้ ‘2 ปัจจัย’ เร่งเงินบาทอ่อนค่าทำสถิติรอบ 16 เดือน จับตาอาจไหลยาวถึงปี 2566 แนะผู้เกี่ยวข้องทำประกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูชี้อย่าเพิ่งรีบดีใจ ‘ส่งออก’ ไทยโตแรง เหตุหลายประเทศขยายตัวได้มากกว่า ห่วงครึ่งปีหลังสะดุดจากปัญหาโควิด แนะเร่งทำ Bubble and Seal https://thestandard.co/thai-export-grow-but-still-worried/ Fri, 23 Jul 2021 11:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=516602 Thai Export

ช่วงเช้าที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้แถลงตัวเลขการส่งออกไ […]

The post กูรูชี้อย่าเพิ่งรีบดีใจ ‘ส่งออก’ ไทยโตแรง เหตุหลายประเทศขยายตัวได้มากกว่า ห่วงครึ่งปีหลังสะดุดจากปัญหาโควิด แนะเร่งทำ Bubble and Seal appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai Export

ช่วงเช้าที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้แถลงตัวเลขการส่งออกไทยประจำเดือนมิถุนายน 2564 โดยพบว่าการส่งออกสามารถเติบโตได้ถึง 43.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ภาพรวมการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็สามารถเติบโตได้ถึง 15% ทำให้หลายฝ่ายมองว่าภาคส่งออกจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้อยู่ 

 

แต่อนาคตการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีจะยังสดใสอยู่หรือไม่ และมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ภาคการส่งออกจะต้องเผชิญ THE STANDARD WEALTH ได้ชวนนักเศรษฐศาสตร์จากสองสำนักดังมาร่วมวิเคราะห์ให้ฟัง

 

โดย นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb Analytics) ประเมินว่า แม้ตัวเลขการส่งออกของเดือนล่าสุดจะถือเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อมองลึกลงไปจะเห็นว่าการเติบโตส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังซึ่งเป็นช่วงที่ฐานต่ำหมดไปแล้ว ตัวเลขการส่งออกไทยจะเติบโตในอัตราที่ช้าลง

 

ขณะเดียวกัน มองว่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงสำคัญที่รออยู่ คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตจนทำให้การส่งออกไทยสะดุดได้

 

“ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นข่าวว่ามีโรงงานบางแห่งที่ต้องปิดไป หรือต้องหยุดสายการผลิตลงชั่วคราวเพราะมีการพบผู้ติดเชื้อ เรื่องนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงมากๆ และเราต้องเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้น เนื่องจากการส่งออกในเวลานี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 56% ของจีดีพี หากมีการสะดุดหรือต้องชะงักไปก็ย่อมส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งหมด” นริศระบุ

 

นริศกล่าวว่า ข้อมูลของ ttb Analytics พบว่า จากจำนวนโรงงานในประเทศไทยทั้งหมด 51,000 โรงงาน มีอยู่ 36,000 โรงงานหรือเกือบ 70% ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดรุนแรงสีแดงเข้ม ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีอัตราการจ้างงานรวมกันอยู่ราว 1.7 ล้านคน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องหยุดการผลิตลงชั่วคราวหากพบการระบาด

 

“ข้อเสนอแนะของเราในตอนนี้คือ นิคมอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ ควรจะเร่งทำ Bubble and Seal เพื่อลดความเสี่ยงโดยเร็ว พร้อมๆ กับเร่งใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit เพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อออกจากสายการผลิต ขณะเดียวกันภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการกระจายวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับแรงงานภาคอุตสาหกรรม โดยเรายังเชื่อว่าหากภาคการผลิตได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ภาพรวมการส่งออกไทยในปีนี้จะยังขยายตัวได้ 9.6%” นริศกล่าว

 

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขการส่งออกไทยเติบโตได้ดีในปีนี้เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ประกอบกับเงินบาทที่อ่อนค่าและฐานการเติบโตที่ต่ำในปีที่ผ่านมา

 

“ผมมองว่าตัวเลขส่งออกล่าสุดแม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่เราควรรีบภูมิใจ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะเห็นว่าเรายังทำได้ไม่ดีเท่าเขา โดยทั้งปีนี้ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า การส่งออกไทยจะขยายตัวได้ 15.5% ขณะที่ประเทศในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ส่งออกเขาน่าจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 20%” อมรเทพกล่าว

 

อมรเทพเชื่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกไทยจะขยายตัวในระดับที่ลดลงจากฐานในปีก่อนที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่เริ่มรุนแรงขึ้นในสหรัฐฯ และยุโรปไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนักต่ออุปสงค์ต่อสินค้าไทย เนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับที่สูงแล้ว

 

“สิ่งที่เรามองว่าน่ากังวลมากกว่าคือการระบาดในประเทศไทยเองที่ยังรุนแรง และอาจลุกลามไปสู่กลุ่มโรงงานหากควบคุมไม่ดี ทำให้โรงงานอาจต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ลดกำลังการผลิตหรือลดจำนวนชั่วโมงทำงานของแรงงานลง ซึ่งจะทำให้เราผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ลดลง แม้ว่าตอนนี้เรายังประเมินว่าการระบาดในประเทศจะกระทบกับภาคบริการและท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ภาคอุตสาหกรรมเองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน” อมรเทพกล่าว

 

อมรเทพกล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งทำในเวลานี้เพื่อรักษาโมเมนตัมของการส่งออกไทยไม่ให้สะดุดคือ เร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับแรงงานในโรงงาน พร้อมกับทำ Bubble and Seal แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงก็ตาม

 

“เรื่อง Bubble and Seal เราเชื่อว่าโรงงานขนาดใหญ่ เช่น ในกลุ่มยานยนต์ พร้อมจะทำเพื่อดูแลกำลังการผลิตของเขาอยู่แล้ว แต่กลุ่มที่เราเป็นห่วงว่าอาจจะทำได้ไม่เต็มที่คือ กลุ่มโรงงานที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น อาหารแปรรูป สิ่งทอ” อมรเทพกล่าว

The post กูรูชี้อย่าเพิ่งรีบดีใจ ‘ส่งออก’ ไทยโตแรง เหตุหลายประเทศขยายตัวได้มากกว่า ห่วงครึ่งปีหลังสะดุดจากปัญหาโควิด แนะเร่งทำ Bubble and Seal appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาหอการค้าฯ ชี้ชัด มาตรการเยียวยาไม่เพียงพอ ช่วยพยุง GDP ได้เพียง 0.1-0.3% เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่อาจสูงถึง 1% จี้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม https://thestandard.co/thai-chamber-pointed-out-remedy-is-not-enough/ Tue, 13 Jul 2021 12:08:35 +0000 https://thestandard.co/?p=512192 สภาหอการค้า

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้า […]

The post สภาหอการค้าฯ ชี้ชัด มาตรการเยียวยาไม่เพียงพอ ช่วยพยุง GDP ได้เพียง 0.1-0.3% เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่อาจสูงถึง 1% จี้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาหอการค้า

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการประเมินเบื้องต้นของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า มาตรการเยียวยาผลกระทบการประกาศเคอร์ฟิวและล็อกดาวน์ล่าสุดของรัฐบาลวงเงินรวม 4.2 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้เพียง 0.1-0.3% ของจีดีพี ซึ่งยังน้อยกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการประกาศมาตรการที่ประเมินเอาไว้ 0.7-1% ของจีดีพี หรือราว 1-2 แสนล้านบาท ค่อนข้างมาก จึงอยากให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการเสริมด้านอื่นๆ ออกมาโดยเร็วเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงแรง

 

“เรามองว่ามาตรการเยียวยาที่ออกมายังน้อยอยู่ อาจจะทำได้แค่เพียงช่วยบรรเทาในเชิงค่าครองชีพของคนเท่านั้นแต่ยังไม่สามารถชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากมุมมองของภาคเอกชน รัฐบาลคงต้องหามาตรการอื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมอีก ส่วนจะเป็นมาตรการทางด้านใดบ้าง หอการค้าจะมีการประชุมสมาชิกในวันพรุ่งนี้เพื่อรวบรวมข้อเสนอของเราส่งต่อไปให้รองนายกรัฐมนตรี สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” สนั่นกล่าว

 

ด้าน สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่ามาตรการเยียวยาที่ออกมาให้กับแรงงานใน 9 สาขาวิชาชีพ คงไม่สามารถครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด เนื่องจากในเวลานี้ทุกธุรกิจและทุกสาขาอาชีพต่างได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

 

สุพันธ์ุกล่าวว่า นอกจากมาตรการช่วยเหลือด้านค่าแรงแล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีอยากเห็นมากที่สุดในเวลานี้คือ มาตรการที่ช่วยให้เข้าถึงสภาพคล่อง โดยอยากเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มวงเงินค้ำประกันให้แก่ลูกหนี้กลุ่ม SMEs จาก 40% เป็น 80% นอกจากนี้ยังอยากให้ภาครัฐพิจารณาลดค่าไฟฟ้าให้กับธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาเพื่อลดต้นทุนด้วย

 

“เร็วๆ นี้ เราจะคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอให้ปรับปรุงเงื่อนไขในประกาศของ ธปท. ที่ระบุว่า การจะให้ความช่วยเหลือด้วยการใส่สภาพคล่องกับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ลูกหนี้รายนั้นต้องยังพอมีศักยภาพ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้เพราะการจะพิจารณาว่าลูกค้ามีศักยภาพหรือไม่ในภาวะปัจจุบันนั้นทำได้ยาก” สุพันธุ์กล่าว

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่ามาตรการเยียวยาของภาครัฐในรอบนี้มุ่งเน้นไปที่การชดเชยค่าครองชีพให้กับแรงงานเพื่อซื้อเวลาให้คนสามารถอยู่บ้านตามมาตรการทางสาธารณสุขในระยะเวลา 14 วัน ถึง 1 เดือนให้ได้ก่อน รวมถึงช่วยประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ยังมีการจ้างงาน ทำให้วงเงินที่ออกมาอาจยังไม่มากนัก

 

“สำหรับกลุ่มคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ตัวเลขชดเชยที่เคาะออกมา 50% ของค่าจ้าง รวมไม่เกินคนละ 10,000 บาท แล้วบวกให้อีก 2,500 บาท ถือว่าโอเค แต่คำถามคือกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบ เช่น แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ซึ่งเขาได้รับผลกระทบเหมือนกันจะทำยังไงให้ครอบคลุมคนกลุ่มนี้ด้วย” นริศกล่าว

 

นริศกล่าวอีกว่า หากมองในระยะยาวเม็ดเงินเยียวยาที่ออกมาในรอบนี้คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน แต่เชื่อว่าภาครัฐจะเตรียมมาตรการทางเศรษฐกิจที่แรงกว่าเอาไว้แล้วเพื่อปล่อยออกมาในตอนที่สถานการณ์ด้านสาธารณสุขดีขึ้น เหมือนการเก็บกระสุนเอาไว้ยิงตอนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจพร้อมจะกลับมาหมุนได้อีกครั้ง

The post สภาหอการค้าฯ ชี้ชัด มาตรการเยียวยาไม่เพียงพอ ช่วยพยุง GDP ได้เพียง 0.1-0.3% เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่อาจสูงถึง 1% จี้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน https://thestandard.co/mpc-keep-interest-stay-still-help-debtors/ Wed, 23 Jun 2021 02:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=503507 กนง. ดอกเบี้ย

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า […]

The post กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. ดอกเบี้ย

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยยังไม่ใช่คำตอบของภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ 

 

โดย นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% ไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย เนื่องจากอัตราดังกล่าวถือว่ามีความผ่อนคลายพอสมควรอยู่แล้ว โดยเชื่อว่า กนง. จะเลือกดำเนินนโยบายทางการเงินแบบอื่น เช่น กลไก Asset Warehousing (โกดังเก็บหนี้) การช่วยลดภาระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้กับลูกหนี้มากกว่าการลดดอกเบี้ย

 

“กนง. น่าจะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระหนี้เก่าเพื่อช่วยลูกหนี้ และการเร่งผลักดันสินเชื่อฟื้นฟู ซึ่งเป็นตัวหลักที่จะทำให้ภาคธุรกิจมีสภาพคล่องมากกว่า ส่วนนโยบายดอกเบี้ยมองว่า โอกาสเดียวที่ กนง. จะปรับลดลงก่อนสิ้นปีนี้คือเกิดการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงจนสั่งล็อกดาวน์อีกครั้ง” 

 

นริศระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้การลดดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นคือภาวะเงินฝากที่ล้นระบบ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีวงเงินฝากที่เป็นบัญชีออมทรัพย์มีสูงถึง 7 ล้านล้านบาท หากมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก คนอาจจะแสวงหาการลงทุนรูปแบบอื่นที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 

 

อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ปรับลดลง แต่ยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบจะปรับลดลงได้อยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจใช้วิธีขอความร่วมมือให้​สถาบันการเงินปฏิบัติตาม หรือ Moral Suasion ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น การลดดอกเบี้ย MLR และ MOR ของธนาคารพาณิชย์ลงชั่วคราวในอดีต เพียงแต่ครั้งนี้โฟกัสอาจจะอยู่ที่กลุ่มสินเชื่อบุคคลประเภทต่างๆ และการให้ความร่วมมืออาจต้องครอบคลุมไปถึงกลุ่มนอนแบงก์และลีสซิ่งต่างๆ ด้วย 

 

ทั้งนี้ นริศยังคาดว่า มีโอกาสที่ ธปท. จะขยายอายุมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่ง FIDF เพื่อช่วยลดภาระให้สถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินนำส่วนต่างที่ลดลงไปช่วยลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าช่วยลดภาระของลูกหนี้ โดยเชื่อว่าการลดอัตรานำส่ง FIDF ลงจาก 0.23% ก็ยังเป็นเรื่องที่ ธปท. ทำได้ แต่คงไม่ลดลงเหลือ 0% เพราะระบบการเงินไทยยังมี Overhead Cost อยู่

 

ด้านสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า ที่ประชุม กนง. รอบนี้น่าจะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย แต่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.50% เนื่องจากโจทย์ทางเศรษฐกิจในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่อัตราดอกเบี้ย แต่อยู่ที่การลดภาระหนี้และการเข้าถึงเงินทุน

 

“การลดดอกเบี้ยอาจช่วยได้ในภาวะที่เกิด Demand Shock แต่ตอนนี้ไม่ใช่โจทย์ ตอนนี้คือทำอย่างไรให้คนยังมีเงินไปประคองตัวเองให้อยู่รอด ซึ่งเท่าที่ติดตาม ธปท. ก็เดินมาถูกทางแล้ว มีกลไกการช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่อง เช่น โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและโครงการพักทรัพย์พักหนี้ แต่การส่งผ่านเม็ดเงินดูเหมือนยังทำได้ช้าอยู่ เหมือนเรามีก๊อกน้ำแล้วแต่น้ำยังไหลเบา โจทย์ตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้น้ำไหลแรงขึ้น” สมประวิณกล่าว

 

สมประวิณกล่าวว่า การจะผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้นหรือทำให้น้ำไหลแรงขึ้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเข้าไปช่วยชดเชยความเสี่ยง ช่วยค้ำประกันความเสียหายมากขึ้น การผ่อนคลายกลไกการกำกับบางอย่าง นอกจากนี้ การตั้ง Credit Mediator ขึ้นมา เพื่อช่วยแนะนำกลุ่มธุรกิจ SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้

 

สำหรับประเด็นที่มีข้อเสนอให้ ธปท. ทบทวนเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้นั้น สมประวิณมองว่า อาจมองได้สองมุม คือมุมหนึ่งเป็นการช่วยลดภาระลูกหนี้ อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจธนาคารต้องมีการประเมินความเสี่ยง หากดอกเบี้ยถูกลดลงมาจะทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความเสี่ยงไม่ผ่านและต้องหลุดออกจากระบบไป คนกลุ่มนี้อาจหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบซึ่งอันตรายกว่ามาก

 

ด้านอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ต่อปีด้วยมติเอกฉันท์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือเศรษฐกิจไทยชะลอลงจากไตรมาสก่อนเนื่องจากการระบาดรอบ 3 แต่เชื่อว่าจะกระทบการบริโภคเพียงชั่วคราว ขณะที่การส่งออกขยายตัวดีกว่าคาดจากการเร่งตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน 

 

นอกจากนี้ การกระจายวัคซีนได้เร็วจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเร็ว สภาพคล่องในตลาดการเงินอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึง และนโยบายการเงินได้ผ่อนคลายมากแล้ว 

 

อมรเทพเชื่อว่า นโยบายการคลังจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทย ขณะที่นโยบายการเงินจะมีส่วนเสริมสนับสนุนด้านการอัดฉีดสภาพคล่องให้ตรงจุด โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และการปรับโครงสร้างหนี้ในสถาบันการเงิน 

 

อมรเทพระบุว่า นโยบายการเงินที่มีพลังมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ใช่เงินที่อัดฉีดไปสู่ระบบ และไม่ใช่ความพยายามให้เงินบาทอ่อนค่า แต่คือการสื่อสาร พูดเพื่อโน้มน้าวให้คนคาดหวังว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้น การลงทุนกำลังจะกลับมา ให้คนที่พอมีเงินมีความสามารถในการใช้จ่าย เร่งใช้จ่าย เร่งลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยทะยานขึ้นได้  

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิเคราะห์ฟันธง กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตลอดปี 2564 จับตา ธปท. ลดฟี FIDF https://thestandard.co/maintain-the-policy-annual-rate-at-zero-point-five-percent/ Sun, 31 Jan 2021 09:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=448844 3 นักวิเคราะห์ฟันธง กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตลอดปี 2564 จับตา ธปท. ลดฟี FIDF

นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจท […]

The post 3 นักวิเคราะห์ฟันธง กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตลอดปี 2564 จับตา ธปท. ลดฟี FIDF appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิเคราะห์ฟันธง กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตลอดปี 2564 จับตา ธปท. ลดฟี FIDF

นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 3 พฤศจิกายน 2464 คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี และตลอดปี 2564 แต่คาดว่าอาจจะเห็น ธปท. ลดอัตราเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) 

 

“ช่วงที่ผ่านมาเงินฝากโต 12% ขณะที่สินเชื่อโต 4% ซึ่งเงินฝากที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่อยู่ใน Casa หากมีการลดดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำอยู่แล้วลดต่ำลงอีก และทำให้เกิดพฤติกรรม Search for Yield ที่สูงขึ้นจากผลตอบแทนต่างๆ รวมถึงตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำ”

 

จากปริมาณเงินฝากที่ค่อนข้างล้น ธนาคารจะเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งเป็นปัจจัยการกดดันอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อยู่ในทิศทางขาลง 

 

ทั้งนี้มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจส่งผลกระทบต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราเงินฝากลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติการณ์แสวงหาผลตอบแทน (Search for Yield) ที่สูงขึ้น ขณะที่การปรับลด FIDF จะส่งผ่านโดยตรงไปที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง แต่ไม่กระทบกับดอกเบี้ยเงินฝาก เหมือนปี 2563 ที่ผ่านมา ที่ ธปท. เลือกลดเงินนำส่ง FIDF แล้ว  

 

อย่างไรก็ตาม ปีนี้สถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น และ ธปท. มีความจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาส 1/2563 คือการประชุมครั้งนี้ (3 กุมภาพันธ์) และครั้งหน้าในปลายเดือนมีนาคม 2564 

 

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า เชื่อว่า ธปท. จะติดตามสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังทรงตัวและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ธปท. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี แต่ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงในช่วงในไตรมาสนี้ โอกาสที่ ธปท. จะลดดอกเบี้ยไปที่ 0.25% ก่อนสิ้นปี 2564 ก็เป็นไปได้

 

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC SCB) กล่าวว่า EIC SCB คาดว่าปี 2564 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปีต่อเนื่องจากปี 2563 ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงและมีความไม่แน่นอนสูง 

ทั้งนี้มองว่าการที่อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำถือว่าจำเป็นในการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์แพร่ระบาดยังยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหดตัวอาจจะเห็น กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพิ่มเติม

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post 3 นักวิเคราะห์ฟันธง กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตลอดปี 2564 จับตา ธปท. ลดฟี FIDF appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านความเสี่ยงปี ‘64 เมื่อโควิด-19 รอบใหม่อาจดัน ‘หนี้เสีย’ แตะ 6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/new-covid-19-outbreak-make-bad-debt-rise/ Tue, 26 Jan 2021 09:52:21 +0000 https://thestandard.co/?p=447551 อ่านความเสี่ยงปี ‘64 เมื่อโควิด-19 รอบใหม่อาจดัน ‘หนี้เสีย’ แตะ 6 แสนล้านบาท

เมื่อโควิด-19 ยังแพร่ระบาดข้ามมาถึงปี 2564 แต่รายได้ของ […]

The post อ่านความเสี่ยงปี ‘64 เมื่อโควิด-19 รอบใหม่อาจดัน ‘หนี้เสีย’ แตะ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านความเสี่ยงปี ‘64 เมื่อโควิด-19 รอบใหม่อาจดัน ‘หนี้เสีย’ แตะ 6 แสนล้านบาท

เมื่อโควิด-19 ยังแพร่ระบาดข้ามมาถึงปี 2564 แต่รายได้ของประชาชนยังไม่กลับมา ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขยายเวลามาตรการช่วยเหลือทางการเงินขั้นต่ำให้ผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การพักหนี้ พักดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ แต่มาตรการช่วยเหลือย่อมต้องมีจุดสิ้นสุด

 

ปี 2564 ความเสี่ยงยังต่อเนื่องจากมาตรการควบคุมโควิด-19


นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย TMB Analytics เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปี 2564 ต้องติดตามว่ามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 จะเป็นอย่างไร หากมีความเข้มข้นขึ้น ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้าขายลดลง ซึ่งจะกระทบต่อ SMEs และประชาชน อาจกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อด้วย

 

ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตสินเชื่อปี 2564 มองว่าสินเชื่อรายใหญ่ยังเติบโต สินเชื่อรายย่อยเห็นการฟื้นตัวขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังจะหดตัวต่อไป เป็นแนวโน้มเดียวกับช่วงไตรมาส 4/63 และต่อเนื่องจากไตรมาส 3/63 ที่สินเชื่อรายใหญ่เติบโต 10.8% สินเชื่อรายย่อยยังเติบโต 5% (โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์) ขณะที่สินเชื่อ SMEs ติดลบ 6% แม้ในกรณีรวมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลนยังติดลบที่ 3%)

 

 นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย TMB Analytics

 

ปี 2564 NPL แตะ 604,000 ล้านบาท เพิ่ม 15% จากปีก่อน

 

ปีนี้เห็นแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่ออยู่ ขณะเดียวกันแนวโน้มหนี้เสีย NPL คาดว่าสิ้นปี 2564 จะอยู่ที่ 604,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 ส่วนหนึ่งมาจากแนวโน้ม NPL ที่อัตราการเติบโตสูงมาก่อนโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2558 ที่อัตราการเติบโตเคยสูงถึง 25% จะเห็นว่าการเติบโต NPL เพิ่มขึ้นเร็วในปี 2558-2563

ทั้งนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม SMEs และยังเป็นกลุ่มที่เปราะบาง เมื่อเทียบกับกลุ่มรายย่อยเห็นความสามารถในการชำระหนี้เกิดขึ้นมากกว่า SMEs แต่ NPL ปีนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะสูงขึ้น จึงต้องติดตามมาตรการการควบคุมการระบาดโควิด-19 รอบใหมเพิ่มเติม

 

 

อย่างไรก็ตาม หากดูอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) พบว่าปี 2556-2557 NPL Ratio อยู่ในระดับ 2.20% แต่พอปี 2558-2559 ขยับขึ้นมาสู่ราว 2.40-2.90% จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และทรงตัวอยู่ในกรอบ 2.8-2.9% และเมื่อเจอโควิด-19 รอบแรกทำให้ NPL Ratio ขยับเพิ่มขึ้นสู่ 3.2% และคาดว่าสิ้นปี 2564 อาจจะเพิ่มขึ้นบ้างมาสู่ระดับ 3.60% (รวมผลกระทบการควบคุมการระบาดรอบใหม่แล้ว) ถือว่ายังไม่สูงมาก และเป็นการเพิ่มขึ้นตามขนาดของสินเชื่อรวมหากเทียบกับช่วงปี 2556

 

ปี 2563-2564 NPL ไม่ได้ปรับสูงทะลุ 5% ส่วนหนึ่งเพราะการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามมาตรการของ ธปท. ที่เปิดให้การปรับโครงสร้างหนี้ในช่วง 2 ปีนี้สามารถปรับจาก Stage 3 (NPL) มายัง Stage 1 ลูกหนี้ปกติได้

 

 

ซอฟต์โลนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! เร่งรัฐรวมมาตรการออกตรงจุดช่วย SMEs

 

ช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่ง เราชนะ ซึ่งเจาะจงไปในเฉพาะกลุ่ม Micro SMEs อย่างหาบเร่ แผงลอยได้ตรงจุด แต่ขณะเดียวกันยังมีกลุ่ม SMEs กลุ่มนิติบุคคล ภาคการค้าบริการ 1.1 แสนราย จ้างงาน 2.5 ล้านคน ที่แม้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่เป็นรายเล็กยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และควรเร่งออกมาในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ ซอฟต์โลนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะ SMEs ต้องการรอสถานการณ์ดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยการฟื้นตัวของ SMEs ยังต้องลงลึกในแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา อาทิ การทำ Warehousing (แช่แข็งทรัพย์สินไว้) ร่วมกับซอฟต์โลน ซึ่งอาจจะใช้รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ยลง โดยมาตรการช่วยเหลือที่เป็นแพ็กเกจ ผ่านความร่วมมือจากหลายฝ่ายและหลายเจ้าหนี้  

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post อ่านความเสี่ยงปี ‘64 เมื่อโควิด-19 รอบใหม่อาจดัน ‘หนี้เสีย’ แตะ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>