นนทวัฒน์ นำเบญจพล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นนทวัฒน์-นำเบญจพล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 24 Nov 2023 10:02:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ดอยบอย (DOI BOY) คนชายขอบ อำนาจมืด และความเงียบงันในสังคมไทย https://thestandard.co/doi-boy-silence-in-thai-society/ Sat, 25 Nov 2023 09:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=869392

สองสิ่งที่มักปรากฏอยู่ในผลงานส่วนใหญ่ของ เบิ้ล-นนทวัฒน์ […]

The post ดอยบอย (DOI BOY) คนชายขอบ อำนาจมืด และความเงียบงันในสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สองสิ่งที่มักปรากฏอยู่ในผลงานส่วนใหญ่ของ เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล คือการพูดถึงสภาวะความเป็นอยู่ของคนชายขอบและการเมือง ซึ่งในสารคดีหลายเรื่องของเขามันได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่พาคนดูไปสำรวจขอบเขตของชีวิตในแบบที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน 

 

แต่สำหรับ ดอยบอย (DOI BOY) ซึ่งเป็นผลงานเรื่องล่าสุด แม้จะจั่วหัวว่าเป็นการนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์ แต่กลิ่นอายของสารคดีก็ดูเหมือนจะไม่ได้จางหายไปไหน เมื่อมันเปลี่ยนนัยจากการนำเสนอเรื่องราวของคนอื่นมาเป็นความนึกคิดของตัวเอง โดยใช้ตัวละครเป็นสื่อกลางคอยส่งสาส์นถึงคนดู หรือในทางเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่ต่อยอดมาจากประสบการณ์การทำงานของผู้กำกับที่คลุกคลีอยู่บนเส้นทางนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะหัวใจสำคัญในภาพยนตร์ของเขายังคงเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการให้ดูเข้าถึงผู้คนมากขึ้น

 

 

ดอยบอย เลือกพูดถึง 3 ตัวละครซึ่งมีสถานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก ศร (อัด-อวัช รัตนปิณฑะ) หนุ่มแรงงานไทใหญ่ที่หนีสงครามมายังประเทศไทย, จิ (เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ) ผู้รักษากฎหมาย และ วุธ (เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ) นักกิจกรรมที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเพื่อนที่ถูกอุ้มหายของตัวเอง โดยมีสิ่งที่ครอบชีวิตของพวกเขาเอาไว้ก็คือระบบราชการ ที่ในหลายๆ ครั้งภาพยนตร์พูดอย่างตรงไปตรงมาว่ามันเป็นต้นสายปลายเหตุที่บีบรัดสถานการณ์ของตัวละครทั้งหมดภายในเรื่อง

 

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าในมุมของเหยื่อเพียงอย่างเดียว แต่เล่าในมุมของคนกระทำที่ตกเป็นเหยื่ออีกทีหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งมันกลายเป็น Dilemma หรือสภาวะกระอักกระอ่วนของตัวละครที่ผู้สร้างภาพยนตร์ตั้งใจแสดงให้เห็นถึงความก้ำกึ่งระหว่างการตัดสินใจเพื่อรักษาบางอย่างกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งด้านหนึ่งมันถูกสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดผ่านคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกันแต่อุดมการณ์ต่างกัน 

 

แต่ภายใต้สภาวะที่หวานอมขมกลืน ก็ดูเหมือนว่าผู้สร้างภาพยนตร์จะใช้ประเด็นที่ร่วมสมัยในการนำเสนอ ซึ่งกลายเป็นแง่งามและพิษร้ายในโลกของพวกเขา เมื่อตัวละครหลักทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยความรักแบบไบเซ็กชวล ท่ามกลางการมาถึงของโรคร้ายที่กำลังทำให้ทุกสิ่งอย่างกลับตาลปัตร ซึ่งโรคที่ว่าคนดูก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะมันเพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน และใกล้ตัวเราทุกคนจนสัมผัสได้แบบเดียวกับตัวละครว่ามันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและอับจนหนทางที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 

 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเป็นเสียงสะท้อนอันอื้ออึงของ ดอยบอย คือการที่มันวิพากษ์วิจารณ์การถูกบังคับสูญหาย เพียงเพราะอยากจะใช้สิทธิและเสียงของตัวเองในการบอกกล่าวความจริงให้แก่คนในสังคม  

 

ที่น่าทึ่งคือ กลไกนี้ไม่ได้ใช้แค่กับตัวละคร แต่รวมถึงตัวภาพยนตร์ที่ในหลายๆ ทางกลายเป็นคำประกาศเจตนารมณ์ของผู้กำกับที่มีต่อความดำมืดในสังคมไทย ซึ่งทุกวันนี้ก็อาจเป็นเฉกเช่นเดียวกับฉากสุดท้ายในภาพยนตร์ที่ไร้ซึ่งเสียงใดๆ มีเพียงแค่ความเงียบงันของธรรมชาติและชะตากรรมที่น่าเศร้าของคนที่ถูกทำให้หายไป 

 

 

ทั้งนี้ เมื่อนำบริบทของ ดอยบอย มาเทียบเคียงกับความจริงในสังคม เช่น กรณีการหายตัวไปของ บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 โดยทุกวันนี้ผ่านมานานถึง 9 ปี การเสียชีวิตของเขายังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งนัยหนึ่งของการเรียกร้องให้กับคนเหล่านั้น รวมถึงครอบครัวของพวกเขา จึงเป็นการต่อสู้เพื่อให้สังคมหันมามองความเลวร้ายที่เกิดกับคนที่ถูกบังคับสูญหาย เพราะการยอมศิโรราบให้กับมันอาจทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้น ซึ่งวันหนึ่งอาจจะขยับมาเป็นคนใกล้ชิดหรือลูกหลานของเราก็ได้เช่นกัน

 

ในทำนองเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนที่กล่าวถึงชีวิตของคนที่ต้องจากบ้านเกิด หรือถูกพลัดพรากไปจากอ้อมอกของคนรักอย่างไม่มีหวนกลับ และไม่ว่าจะเพราะเหตุใด อิสรภาพในการพูดก็เป็นสิ่งที่ควรมีในสังคม โดยที่ไม่ถูกจับจ้องเอาชีวิตหรือถูกครอบงำด้วยความกลัวต่อผู้มีอำนาจ 

 

 

แต่ก็ใช่ว่าการที่ภาพยนตร์มีองค์ประกอบที่ดีและชัดเจนจะสามารถไปถึงฝั่งฝันได้ด้วยตัวของมันเอง ส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ประกอบจิ๊กซอว์ต่างๆ เข้าด้วยกันคือนักแสดง โดยเฉพาะ อัด-อวัช รัตนปิณฑะ ในบทบาทของหนุ่มไทใหญ่ที่นำเสนอความไร้เดียงสาท่ามกลางกลิ่นอายของความรักได้อย่างลุ่มลึกทางอารมณ์ อีกทั้งยังช่วยขยับขยายภาพใหญ่ของคนชายขอบได้อย่างน่าเชื่อถือและมีมิติ จนอาจจะพูดได้ว่าการแสดงของเขาช่างเหมาะสมกับรางวัล Rising Star Award ที่ได้มาจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (BIFF) ทุกประการ

 

 

โดยปริยาย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ว่านอกจากภาพยนตร์จะเป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิงและแง่คิดแก่คนดูแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่คนทำภาพยนตร์เอาไว้ใช้เป็นกระบอกเสียงของตัวเองด้วย เพราะการชำแหละถึงหัวจิตหัวใจของคนชายขอบ นักกิจกรรม หรือแม้กระทั่งตัวของผู้รักษากฎหมายเอง ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความฟอนเฟะและน่าหดหู่ของระบบราชการไทยที่พอดูจบแล้วอาจจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ โดยที่ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งพวกเขาทุกคนจะได้รับความยุติธรรมในแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าคนคนนั้นจะยังอยู่หรือจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

 

สามารถรับชม ดอยบอย (DOI BOY) ได้ทาง Netflix

 

รับชมตัวอย่างได้ที่: https://youtu.be/cJKt1Ni-3kk

 

The post ดอยบอย (DOI BOY) คนชายขอบ อำนาจมืด และความเงียบงันในสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวอย่างแรก ‘ดินไร้แดน’ ภาพยนตร์สารคดีสะท้อนปัญหา ‘ชาติพันธุ์’ โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล https://thestandard.co/soil-without-land/ https://thestandard.co/soil-without-land/#respond Wed, 13 Mar 2019 08:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=221457

สำหรับคอภาพยนตร์สารคดีไทย เชื่อว่าชื่อของ นนทวัฒน์ นำเบ […]

The post ตัวอย่างแรก ‘ดินไร้แดน’ ภาพยนตร์สารคดีสะท้อนปัญหา ‘ชาติพันธุ์’ โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับคอภาพยนตร์สารคดีไทย เชื่อว่าชื่อของ นนทวัฒน์ นำเบญจพล น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นหูที่สุด ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์และสารคดีชวนคิด สะท้อนปัญหาของผู้คนตัวเล็กๆ ผ่านผลงานอย่าง สายน้ำติดเชื้อ (2556), ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (2556) และ #BKKY (2559) รวมทั้งผลงานล่าสุด ‘ดินไร้แดน’ (Soil Without Land) ที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างแรกออกมาในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

 

ดินไร้แดน คือสารคดีบันทึกเรื่องราวการสำรวจพื้นที่บริเวณรัฐกันชนระหว่างประเทศไทยและพม่า ทางภาคเหนือของไทย ซึ่งเคยเป็นดินแดนของผู้อพยพชาวไทใหญ่และชนกลุ่มน้อยที่ลี้ภัยสงครามจากประเทศพม่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันจากค่ายผู้ลี้ภัยถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ฝึกฝนกองกำลังทหารกู้ชาติไทใหญ่เพื่อป้องกัน ปลดแอกและเรียกร้องอิสรภาพและเอกราชจากรัฐบาลทหารพม่า

 

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกิดมาจากการตั้งคำถามของนนทวัฒน์ ถึงสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งของพม่า และได้ นางออง ซาน ซูจี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าชะตากรรมของชาติพันธุ์ที่ตกอยู่ในสงครามที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนานจะเป็นอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวังจริงหรือไม่

 

นนทวัฒน์ยังคงเอกลักษณ์ของเขาในฐานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ความจริงของปัญหาที่หลายคนมองไม่เห็น (หรือตั้งใจมองไม่เห็น) ให้ผู้ชมได้รับรู้ อย่างที่เขาเคยถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประสบปัญหาเรื่องแร่ตะกั่วปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นแหล่งทำกินของคนในหมู่บ้าน ผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่อง สายน้ำติดเชื้อ การตามติดชีวิตทหารเกณฑ์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งจากกรณี ‘เขาพระวิหาร’ ใน ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง

 

รวมทั้งภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่นำเสนอชีวิตของเด็กสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พร้อมกับคำถามเรื่องเพศและความรักที่หลายคนต้องเผชิญใน #BKKY ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากงาน Lesbisch Schwule Filmtage Hamburg

 

ดินไร้แดน’ มีกำหนดฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์ Visions Du Reel หรือ Nyon International Documentary Film Festival ที่จะจัดขึ้นในเดือนเมษายน ณ เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่น่าติดตามว่าผลงานเรื่องล่าสุดจะทำให้ชื่อของนนทวัฒน์เดินทางไปได้ไกลขนาดไหน ก่อนที่จะเข้าฉายให้ทุกคนในประเทศไทยได้ดูพร้อมกันในช่วงกลางปีนี้

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ ดินไร้แดน ได้ที่

www.facebook.com/soilwithoutlandmovie/

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ตัวอย่างแรก ‘ดินไร้แดน’ ภาพยนตร์สารคดีสะท้อนปัญหา ‘ชาติพันธุ์’ โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/soil-without-land/feed/ 0