นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/นครินทร์-เมฆไตรรัตน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Jul 2025 06:19:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วุฒิสภาลงมติเห็นชอบตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามด้วย กกต. แม้เสียงข้างน้อยคัดค้าน https://thestandard.co/senate-approves-constitutional-court/ Tue, 22 Jul 2025 06:19:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1098310 การประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการการเลือกตั้ง

วันนี้ (22 กรกฎาคม) พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุ […]

The post วุฒิสภาลงมติเห็นชอบตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามด้วย กกต. แม้เสียงข้างน้อยคัดค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการการเลือกตั้ง

วันนี้ (22 กรกฎาคม) พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมวุฒิสภาในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

 

โดยมีผู้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 2 คน ได้แก่ ศ. ร.ต.อ. สุธรรม เชื้อประกอบกิจ และ สราวุธ ทรงศิวิไล 

  

ภายหลังที่ พล.อ สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รายงานผลการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

 

สว. นันทนาขวางเต็มที่ ยุติเลือกองค์กรอิสระ

 

นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ลุกขึ้น อภิปรายต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า ตนกำลังใช้เอกสิทธิ์ของสว.รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ผู้จ่ายเงินเดือนให้กับ สว.ว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สรุปสำนวนผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 ราย ซึ่งจำนวนนี้ปรากฏชื่อของสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 138 ราย หรือคิดเป็น 3 ใน 4 ของ สว. ทั้งสภา 

 

ขณะนี้สำนวนคดีอยู่ในมือของ กกต. เพื่อเตรียมส่งฟ้องต่อศาลอาญา แผนกเลือกตั้ง แต่วันนี้ที่ประชุม สว. จะลงมติเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จะไม่ขัดกันเกินไปกับเรื่องคดีที่ สว. กำลังเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่ 

  

“ท่านไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือหาก กกต. พิจารณาคดีฮั้ว สว. เป็นคุณกับท่าน ประชาชนจะรู้สึกอย่างไรแล้วกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ยังมีอยู่หรือ หากเป็นเช่นนั้นแล้วองค์กรอิสระจะยังเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนได้อีกหรือ ท่านก็จะลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 2 ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ท่านก็ใช้ ตำแหน่ง สว. เป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง ร้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. และขอให้บุคคลเหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แล้วท่านทั้งหลายที่ถูกร้อง ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ลงบ้างหรือ” นันทนาระบุ

   

นันทนายังกล่าวว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ สว. จะลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปตัดสินคดีที่ตนมีส่วนได้เสีย คู่กรณี และประชาชนจะคิดอย่างไร ถือเป็นการจงใจทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวหรือไม่ เพราะขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากติดตามเรื่องการฮั้ว สว. เพื่อความสง่างามของวุฒิสภา สว. ควรยุติการลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.

   

ทำให้ที่ประชุมวุฒิสภาเกิดการประท้วงขึ้นหลายครั้งจากทั้ง สว. หลายคน เช่น อมร ศรีบุญนาค, พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี และ พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ ระบุว่า นันทนาอภิปรายซ้ำซ้อน จึงทำให้ พล.อ.เกรียงไกรซึ่งทำหน้าที่ในการประชุมขอให้นันทนาอภิปรายโดยไม่ซ้ำซาก 

   

จากนั้น น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ได้อภิปรายว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญสามารถชี้เป็นชี้ตายประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น ความรอบคอบในการเลือกจึงเป็นหน้าที่ของ สว. ทุกคน เชื่อว่าไม่มีใครสามารถชี้นำ สว.ได้เช่นที่สังคมกล่าวหาในปัจจุบัน แต่วันนี้ได้ข่าวว่ามีคำสั่งให้เลือกคนใดคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่แปลก คิดว่าคงไม่จริง การเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งจะเป็นที่จดจำไปตลอด การทำอะไรไปวันนี้ย่อมถูกตรวจสอบโดยประชาชน 

 

ผลโหวต สว. ผ่าน 1 ตก 1 ตามคาด

 

ท้ายที่สุด ที่ประชุมวุฒิสภาได้ดำเนินการประชุมและลงมติลับ โดยเป็นการลงคะแนนลับ ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 100 คะแนนขึ้นไป

 

ผลปรากฏว่า สำหรับ ศ. ร.ต.อ. สุธรรม จากจำนวนสมาชิก 189 เสียง เห็นด้วย 39 เสียง ไม่เห็นด้วย 118 เสียง งดออกเสียง 30 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมไม่เห็นด้วยให้ ศ. ร.ต.อ. สุธรรมดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ขณะที่สราวุธ จากจำนวนสมาชิก 189 เสียง เห็นด้วย 143 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้สราวุธดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

โหวต กกต. ฉลุยต่อเนื่อง ไฟเขียว ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’

 

ต่อมา ที่ประชุมวุฒิสภาได้ดำเนินการประชุมและลงมติลับ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทน ปกรณ์ มหรรณพ ซึ่งครบวาระเนื่องจากอายุครบ 70 ปี โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อคือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

 

ผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 165 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ณรงค์ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง 

The post วุฒิสภาลงมติเห็นชอบตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามด้วย กกต. แม้เสียงข้างน้อยคัดค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับควรปรับปรุงที่มาตุลาการ รอพ้นตำแหน่งแล้วจะพูดเต็มที่ ชี้เป็นหน้าที่รัฐสภา https://thestandard.co/constitution-court-reform/ Mon, 14 Jul 2025 05:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1096145 constitution-court-reform

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ก […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับควรปรับปรุงที่มาตุลาการ รอพ้นตำแหน่งแล้วจะพูดเต็มที่ ชี้เป็นหน้าที่รัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
constitution-court-reform

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่า ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรปรับปรุงหรือไม่ อย่างไร โดยยอมรับว่า “ก็ควรจะปรับปรุงครับ แต่อย่างไรผมพูดไม่ได้ ให้ผมพ้นตำแหน่งแล้วผมจะพูด แต่ควรจะปรับปรุง”

 

นครินทร์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว เดี๋ยวรอให้พ้นตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะพูดให้เต็มที่ว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร 

 

“ผมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มา 2 ฉบับ ผมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ผมร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2558 ผมรู้ว่ารัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร แต่จะปรับปรุงอย่างไรผมขอไม่พูดแล้วกัน” นครินทร์กล่าว

 

สื่อมวลชนถามว่า พรรคประชาชนมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาและการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นครินทร์ระบุ ก็ดี เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี ก็ขอให้ทำไป 

 

อย่างไรก็ตาม นครินทร์ไม่ขอวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน ที่เสนอให้ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากความเห็นชอบของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จากเดิมที่เป็นวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเพียงอย่างเดียว โดยนครินทร์ให้ความเห็นว่า คุณสมบัติที่มาจะต้องศึกษาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย เพราะรูปแบบขององค์กรศาลรัฐธรรมนูญในโลกนี้มีหลายรูปแบบ ในโลกนี้มีศาลที่รับคดีรัฐธรรมนูญ 138 ประเทศ ขณะที่บางประเทศไม่รับวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญเลย แต่ใน 138 ประเทศก็มีหลายรูปแบบ โดยในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นคดีรัฐธรรมนูญที่อยู่ในแผนกหนึ่งของศาลฎีกา 

 

ขณะเดียวกัน บางประเทศมีศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมาเป็นการเฉพาะ ประมาณ 70 ประเทศ และมีการแยกเฉพาะใน 3-4 รูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ แต่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ควรดำเนินการ

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับควรปรับปรุงที่มาตุลาการ รอพ้นตำแหน่งแล้วจะพูดเต็มที่ ชี้เป็นหน้าที่รัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญย้ำบทบาทศาลทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปัดเป็นนิติสงคราม ขอไม่พูดเรื่องคดีคลิปเสียงนายกฯ https://thestandard.co/court-president-no-comment-pm-case/ Mon, 14 Jul 2025 05:18:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1096122 ศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ก […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญย้ำบทบาทศาลทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปัดเป็นนิติสงคราม ขอไม่พูดเรื่องคดีคลิปเสียงนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีมีรายงานว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกร้องในคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ที่ขอขยายเวลาชี้แจงไปอีก 15 วัน 

 

นครินทร์ระบุว่า ยังไม่เห็นคำร้องขอขยายเวลาดังกล่าว ซึ่งหากมีการขอขยายเวลาก็เป็นสิทธิของผู้ถูกร้องที่สามารถทำได้ ส่วนจะขยายเวลาได้กี่ครั้งนั้นจะหารือกันอีกครั้งในองค์คณะตุลาการ แต่อย่างน้อยขยายเวลา 1 รอบ สามารถทำได้อยู่แล้ว

 

เมื่อสื่อมวลชนถามต่อไปคดีคลิปเสียงดังกล่าว นครินทร์กล่าวว่า “ผมขออนุญาตไม่พูดเรื่องคดีความ ขอสื่อมวลชนให้ความเคารพซึ่งกันและกัน บางอย่างที่เกี่ยวกับคดีความ ผมขออนุญาตไม่พูด”

 

สื่อมวลชนพยายามถามอีกว่า สำหรับกรอบเวลาในการพิจารณาคดีพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ ขอไม่พูด เดี๋ยวจะถูกมองว่า ไปเร่งหรือไปถ่วงคดีความ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการดีกว่า

 

คดีรัฐธรรมนูญมีหลายที่มา ไม่ใช่แค่ ‘คดีการเมือง’

 

นครินทร์ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงผลการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญตลอดปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า จะเรียกว่าเราเป็นศาลการเมืองก็ไม่ถูก เราเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับคดีรัฐธรรมนูญเท่านั้น อยากให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนทำความเข้าใจว่า คดีรัฐธรรมนูญคือเรื่องข้อพิพาท ทะเลาะเบาะแว้ง ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่า คดีดังกล่าวมีที่มาจากหลายทาง กว่าครึ่งหนึ่งคดีที่มาจากศาลด้วยกันเองที่มองว่ามีข้อกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลปกครอง ศาลอาญา เป็นต้น ซึ่งมองว่า ผู้สื่อข่าวไม่ค่อยให้ความสนใจ และยังมีคดีอีกประเภทที่เพิ่มขึ้นมารัฐธรรมนูญ ปี 2560 คือคดีที่ประชาชนสามารถมาร้องทุกข์เองได้ ซึ่งนานทีจะมีมา สัปดาห์ละ 3-4 คดี

 

“อีกประเภทคือคดีที่มาจากองค์กรอิสระด้วยกัน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคดีที่มาจากสมาชิกรัฐสภา คือคดีที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องรับคดีที่ประชาชนทั่วไปจะเรียกว่า คดีการเมือง แต่ส่วนตัวขอเรียกว่า คดีรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” นครินทร์กล่าว

 

สำหรับข้อเสนอว่าควรมีโฆษกศาลรัฐธรรมนูญนั้น นครินทร์ระบุว่า ก็พยายามปรับตัว หน้าที่โฆษกก็ได้มอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แต่เผอิญว่าช่วงนี้ล้มป่วย และมีรองเลขาธิการฯ รักษาการอยู่ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการหรือรองเลขาธิการฯ อยู่ แต่ความสามารถด้านการสื่อสารกับสื่อมวลชนอาจจะยังน้อยไปสักนิดหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม นครินทร์ยืนยันว่า ตนเองในฐานะประธาน หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ไม่ควรเป็นโฆษกศาลด้วยตนเอง ที่มาแถลงข่าวนี้ก็เพราะเป็นภารกิจปีละครั้งที่ได้พบสื่อมวลชน แต่ต้องขอความระมัดระวัง ว่าประธานหรือตุลาการไม่ควรแถลงข่าวด้วยตนเอง ควรจะมีโฆษกแยกไปต่างหาก

 

ปฏิรูปศาลต้องเริ่มจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนข้อเสนอให้มีการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญนั้น นครินทร์ชี้ว่า การปฏิรูปศาลที่สำคัญต้องทำจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ศาลเราปฏิรูปตัวเองไม่ได้ และอีกส่วนอาจจะเป็นการปรับปรุงเล็กน้อยที่กระทำโดยองค์กรของศาลเอง ที่จะมอบหมายให้มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ ยกตัวอย่างเรื่องเอกสารข่าว หรือ Press Release ของศาล ถ้าติดตามจะเห็นว่า ปัจจุบันละเอียดขึ้นมาก มีการระบุว่าตุลาการเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมากเป็นใคร ทุกอย่างชัดเจน เปิดเผย 

 

“เราจะพยายามทำให้ละเอียด แต่ต้องบอกก่อนว่า ในคณะตุลาการก็มีที่มาจากสายศาล เช่น ศาลฎีกา ศาลปกครอง หลายท่านก็บอกว่า การทำเอกสารข่าวขนาดยาวมากไม่ใช่ขนบธรรมเนียมของศาล ซึ่งก็เป็นข้อขัดข้อง ในขณะที่สายที่มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็คิดว่าเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ก็จะให้ข้อมูลทางกฎหมายมากขึ้น” นครินทร์กล่าว

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่า การเปิดเผยเสียงแต่ละฝ่ายของตุลาการนั้น เป็นดาบสองคม และทราบดีว่า การเปิดเผยชื่อไปก็เป็นดาบสองคม แต่ศาลของเราวางกติกามาแบบนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 และฉบับปี 2560 ก็รับกติกานี้มา ที่ตุลาการทุกคนต้องเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนและต้องเปิดเผย ซึ่งก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ได้ ดังนั้น ตุลาการแต่ละคนก็ต้องระมัดระวังความปลอดภัยของแต่ละบุคคล

 

ไม่ใช่นิติสงคราม ศาลทำตามอำนาจหน้าที่

 

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่า เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง นครินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้ร้องเข้ามาก็มีฝักฝ่าย คดีรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ 2 ฝ่ายขัดแย้งกันอยู่เสมอ ถ้าเห็นตรงกันก็จะไม่มีเรื่องร้องเข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนคำว่านิติสงคราม ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองว่า เป็นคำที่พูดกันในสื่อมวลชน แต่เราไม่ได้คิดว่าเป็นนิติสงคราม เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่พิจารณาคดีรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากหลายทาง และแต่ละคดีมีที่มาตามกฎหมายกำหนดไว้

 

“ศาลก็มีกระบวนการพิจารณา ต้องฟังความเห็นทุกฝ่าย มีขั้นตอนการชี้แจงต่างๆ อีกมากมาย เราก็ต้องทำงานตามขั้นตอน ไม่ใช่การตัดสินด้วยอารมณ์ เราก็ต้องว่ากันตามกฎกติกา” นครินทร์กล่าว

 

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญย้ำบทบาทศาลทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปัดเป็นนิติสงคราม ขอไม่พูดเรื่องคดีคลิปเสียงนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับ เป็นไปได้ 1 ก.ค. นี้ นัดถกรับพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ หรือไม่ https://thestandard.co/constitutional-court-pm-clip-hun-sen-july-1-review/ Tue, 24 Jun 2025 11:39:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1088603 constitutional-court-pm-clip-hun-sen-july-1-review

วันนี้ (24 มิถุนายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธ […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับ เป็นไปได้ 1 ก.ค. นี้ นัดถกรับพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
constitutional-court-pm-clip-hun-sen-july-1-review

วันนี้ (24 มิถุนายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงกรณี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของ แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีปรากฏคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา 

 

นครินทร์ระบุว่า ในวันที่ 1 กรกฎาคม เรามีการนัดประชุมไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะมีการตัดสินคดีเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ วันนั้นจะเป็นวันที่ลงมติมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว   ส่วนเรื่องที่ร้องเรื่องคลิปเสียง ส่วนตัวยังไม่ได้ดู ตอนนี้อยู่ในกระบวนการรับเรื่อง ขอให้กลับไปที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ   เพื่อดูหนังสือทั้งหมดว่าเป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ 

 

อย่างไรก็ตาม นครินทร์ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ในวันที่ 1 กรกฎาคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณากรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี แต่เวลานี้ต้องให้คณะตุลาการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนก่อน ซึ่งหากมีการรับพิจารณา ก็จะออกได้ 2 ทางคือ รับเรื่องหรือไม่รับเรื่อง

 

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งได้เลยในวันที่ 1 กรกฎาคมหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ ต้องรอตรวจเอกสารก่อน และทุกครั้งที่มีการประชุมจะต้องมีองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครบทั้ง 9 คน

 

นครินทร์ยังกล่าวด้วยว่า หากในวันดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณากรณีคลิปเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่เสมอไป ซึ่งจะข้อเท็จจริงว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกรณีที่รับพิจารณาคดี โดยไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวด้วยว่า สำหรับคดีที่อยู่ในความสนใจ ก็ไม่ได้มีกรอบที่จะต้องเร่งรัดการพิจารณา แต่คดีของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหลัง ไม่มีความล่าช้าและแทบไม่มีคดีตกค้าง แต่มีกรอบเรื่องเดียวคือ คดีที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ว่าด้วยเรื่องการแปลงงบประมาณเพื่อใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

 

สำหรับเรื่องคลิปเสียงนครินทร์ยอมรับว่า แน่นอนว่ามีความหนักใจในผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในเมื่อเราอยู่ตรงนี้ ก็ต้องทำตามหน้าที่

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยอมรับ เป็นไปได้ 1 ก.ค. นี้ นัดถกรับพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน วางตัวเป็นกลาง เป็นที่พึ่งประชาชน แก้พิพาทการเมือง ย้ำศาลเป็นผู้ช่วยแก้ ไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา https://thestandard.co/constitutional-court-chief-vows-neutrality/ Thu, 10 Apr 2025 04:49:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1062769 ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (10 เมษายน) ที่โรงแรมอัศวิน ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัต […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน วางตัวเป็นกลาง เป็นที่พึ่งประชาชน แก้พิพาทการเมือง ย้ำศาลเป็นผู้ช่วยแก้ ไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (10 เมษายน) ที่โรงแรมอัศวิน ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงวาระครบรอบ 27 ปี ศาลรัฐธรรมนูญกับความคาดหวังของประชาชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลพิเศษตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยมีระเบียบวิธีพิจารณาคดีที่ชัดเจน เชื่อว่าความคาดหวังของประชาชนมีมากขึ้น เพราะขณะนี้มีเรื่องร้องตรงมาจากประชาชนมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ที่ไม่เคยลดน้อยลง 

 

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิ์ แต่ไม่ทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หรือเขียนคำร้องอย่างไร จึงหารือในศาลว่าจะต้องมีการปรับปรุง ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการเขียนคำร้องให้ถูกต้องตามกระบวนการ ซึ่งหากเรื่องใดที่ศาลรับได้ก็จะรับไว้พิจารณา แต่หากรับไม่ได้ก็จะไม่รับ อย่างไรก็ตาม การร้องตรง บางคนเรียกว่าการร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ เรียกว่าเป็นตัวบ่งชี้ว่าประชาชนเชื่อมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำร้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพการยื่นฟ้องชู้ ให้สิทธิ์ผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกันในการยื่นร้องแต่ละฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงฝ่ายชายที่ยื่นฟ้องฝ่ายหญิง แต่ศาลชี้ชัดว่า การฟ้องชู้ของผู้หญิงสามารถยื่นฟ้องได้ ไม่ว่าชู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งศาลได้แก้ไขสิทธิ์ตรงนี้ให้ใช้อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน 

 

ศ.นครินทร์ กล่าวว่า อีกมุมหนึ่งคือหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องที่มาจากองค์กรทางการเมือง เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้โดดเดี่ยว อยู่ร่วมกับสถาบันต่างๆ ทั้ง ครม. รัฐสภา องค์กรอิสระ การที่ยื่นเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยแก้ไขปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา เมื่อพูดถึงความรักสามัคคี ไม่ใช่เฉพาะในมิติบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีมิติขององค์กร หรือสถาบันทางการเมืองต้องมีความเชื่อมโยงกัน และมีความรัก สามัคคี มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ศาลจะพิจารณารับเรื่องที่มาจากสถาบันต่างๆ ซึ่งยื่นถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา หรือรัฐสภาก็รับอย่างที่ปรากฏให้เห็น

 

“แสดงให้เห็นว่าในทางหนึ่ง สถาบันข้างเคียงไม่ได้ปฏิเสธอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ การเผชิญหน้ากันของสถาบันต่างๆ หมดไปแล้ว คาดว่าจะถึงยุคที่จะพัฒนาไปสู่ความร่วมมือระหว่างสถาบันต่างๆ” ศ.นครินทร์ กล่าว

 

เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญหนักใจหรือไม่ ด้วยถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้มล้างรัฐบาล เช่น ล่าสุด สว.ประกาศว่าจะฟ้องจริยธรรมสภาหากรับหลักการร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ศ.นครินทร์ กล่าวว่า การที่องค์กรต่างๆ มีปัญหากันเอง และแก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องหาองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่สามารถช่วยได้ก็มีแต่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลมีหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย ให้สังเกตว่าคนพยายามยื่นเรื่อง ก็จะใช้วิธีการขู่ว่าจะยื่นศาล แต่ศาลจะพิจารณาด้วยความระมัดระวัง รอบคอบว่าผู้ร้องมีสิทธิ์ยื่นร้องหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจที่จะตัดสินเรื่องนั้นหรือไม่ หากไม่ใช่ก็จะไม่ยื่นมือไปเกี่ยวข้อง 

 

เมื่อถามผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หนักใจหรือไม่ที่จะต้องตัดสินคดีทางการเมือง ชี้ขาดผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากหน้าที่ ศ.นครินทร์ กล่าวว่า ความหนักใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องการเมืองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้พยายามบอกกับทุกคนว่า ศาลเป็นองค์กรควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย 

 

ส่วนการตัดสินคดีทางการเมือง เป็นหน้าที่เสริมเท่านั้น แต่คนสนใจแค่อำนาจหน้าที่เสริม เช่น เมื่อไม่กี่วันศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีก็ตัดสินให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะมีกลไกพิจารณา ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้มาจากการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชน ไม่ได้มาจากรัฐสภา ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง เป็นตัวอย่างให้เห็น 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีบางฝ่ายมองว่ามีคนใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง ศ.นครินทร์ กล่าวว่า เป็นธรรมดา เพราะต่างฝ่ายต่างช่วงชิง แต่ศาลวางตัวเป็นกลาง ตั้งมั่นอยู่ในกฎกติกาศาลรัฐธรรมนูญ เวลามีคำร้องเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลั่นแกล้ง ซึ่งมีคนส่งเข้ามาเยอะแยะ แต่ศาลก็จะดูว่าผู้ร้องมีสิทธิ์ร้องหรือไม่ ถูกขั้นตอนหรือไม่ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายก็ตัดออก เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมาก็มีให้เห็น ในคำร้องที่ 1 ที่ศาลได้ออกเอกสารข่าวมา เขากลั่นแกล้งกันเต็มที่เราก็ตัดออก ทั้งนี้ ตนไม่ขอให้รายละเอียดข่าวไม่ขอให้รายละเอียด 

 

ศ.นครินทร์ กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองผ่านทางสภาสูงว่า เรื่องที่มา หากอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปแก้ที่รัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดว่าการสรรหาเห็นชอบต้องผ่านวุฒิสภา แต่มีที่มา 2 ส่วน 1. ผู้แทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง 2 คนก็ต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา และกรรมการสรรหาอีก 4 คน ก็ต้องผ่านวุฒิสภา 

 

“ผมไม่ขัดข้องหากจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา แต่อย่างไรก็ตาม ควรที่จะมีองค์กรที่ให้การรับรองอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่กรรมการสรรหาได้ลงมติไปแล้ว” ศ.นครินทร์ กล่าว

 

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน วางตัวเป็นกลาง เป็นที่พึ่งประชาชน แก้พิพาทการเมือง ย้ำศาลเป็นผู้ช่วยแก้ ไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีฟอกเงินกดดัน ‘สว. น้ำเงินแท้’: ชี้ชะตา 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พลิกดุลอำนาจองค์กรอิสระ https://thestandard.co/key-messages-senator-money-laundering-case/ Mon, 17 Mar 2025 08:43:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1053139 คดีฟอกเงิน สว. สีน้ำเงินแท้

ในวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม) วุฒิสภาจะมีวาระสำคัญคือการประ […]

The post คดีฟอกเงินกดดัน ‘สว. น้ำเงินแท้’: ชี้ชะตา 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พลิกดุลอำนาจองค์กรอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีฟอกเงิน สว. สีน้ำเงินแท้

ในวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม) วุฒิสภาจะมีวาระสำคัญคือการประชุมและลงมติลับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ จำนวน 2 คน ที่แม้คณะกรรมการสรรหาฯ จะตรวจสอบคุณสมบัติและลงความเห็นเลือกมาแล้ว แต่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 กำหนดให้ สว. มีอำนาจชี้ขาดว่าจะ ‘ให้ผ่าน’ หรือ ‘ตีตก’ ได้เป็นด่านสุดท้าย

 

สว. ชุดปัจจุบันทั้ง 200 คน จึงยังดำรงสถานะผู้รักษาประตูสู่เก้าอี้ตำแหน่งต่างๆ ใน 7 องค์กรอิสระ ซึ่งมีการสรุปรวมไว้ว่า ตลอดวาระการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ชุดนี้อีก 5 ปี (พ.ศ. 2567-2572) จะมีการเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมกันถึง 41 คน แทนตำแหน่งที่ว่างลงเมื่อหมดวาระ อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน, คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3 คน และอื่นๆ

 

การรุกไล่ สว. ภายหลังการดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ค้ำยันด้วยมติ 11 เสียงเห็นชอบของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จึงมีนัยสำคัญคือการท้าชนกับสภาสูงที่กุมดุลอำนาจเหนือองค์กรอิสระ ตลอดจนการพิจารณาผ่านกฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโต๊ะให้ 2 ขั้วอำนาจทางการเมือง ได้เจรจาต่อรองกันว่าจะแบ่งสรรอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัตินี้อย่างไร

 

ในการประชุมลับเพื่อชี้ชะตา 2 ตัวเต็งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 18 มีนาคม นี้ ผลลัพธ์มีโอกาสออกมาได้หลายทาง แต่ไม่ว่าทางใดก็ย่อมบ่งชี้ถึงสถานการณ์ของการเมืองภายในวุฒิสภาได้ไม่น้อย

 

กลุ่ม สว. เสียงข้างมาก สวมใส่เสื้อสีเหลือง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา 

กลุ่ม สว. เสียงข้างมาก สวมใส่เสื้อสีเหลือง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ความเสี่ยงและโอกาส ‘2 ตัวเต็ง’

 

ผู้ที่ได้คัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้เป็นบุคคลที่สมควรได้รับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองคนคือ ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก 

 

ควรเน้นย้ำว่าทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ ‘ผู้ท้าชิง’ ที่มาแข่งขันกันว่าใครจะได้รับตำแหน่ง หรือใครเหนือกว่าใคร แต่ทั้งคู่เป็นบุคคลตัวเต็งที่มีโอกาสได้รับตำแหน่งแทนผู้ที่หมดวาระแล้ว โดย ศ. ดร.สิริพรรณ มารับตำแหน่งแทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน และชาตรีมารับตำแหน่งแทน ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ทั้ง ศ. ดร.สิริพรรณ และชาตรี ได้ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมการสรรหาฯ มาแล้วก่อนจะได้รับเลือก และจะส่งชื่อมาให้ สว. พิจารณาต่อ 

 

รู้จักตัวตนและวิสัยทัศน์ของ 2 ตัวเต็งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ที่ https://thestandard.co/2-candidates-for-constitutional-court-judge-thailand/

 

ก่อนหน้าการประชุมเพื่อลงมติลับ ทั้งสองคนต้องผ่านการตรวจสอบในกลไก คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น สว. จำนวน 15 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเสียงข้างมากของที่ประชุมวุฒิสภา

 

และเมื่อเริ่มการประชุม สว. จะซักถามคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าวถึงการสอบประวัติและอภิปรายแสดงความคิดเห็นหรือความกังวลต่อประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ จนเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงเข้าสู่การลงมติ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเป็นความลับ

 

ชาตรี อรรจนานันท์

ชาตรี อรรจนานันท์

 

อย่างไรก็ตาม กลไกกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่สอบประวัติบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ นั้น มีมาตั้งแต่สมัย สว. ชุดเฉพาะกาล 250 คน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า จะมีการคัดกรองอย่างละเอียด โดยเฉพาะด้านทัศนคติและจุดยืนทางการเมือง และที่ผ่านมาของแต่ละคน ทำให้ที่ผ่านมา มีหลายบุคคลไม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากวุฒิสภา

 

กระทั่งมีการวิเคราะห์กันล่วงหน้าว่า จากประวัติที่ผ่านมา รวมถึงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนของเสียงข้างมากใน สว. ชุดนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่วุฒิสภาจะไม่ให้ความเห็นชอบทั้งสองคนหรือให้ความเห็นชอบเฉพาะคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะ ศ. ดร.สิริพรรณ ที่ สว. บางคนที่มีจุดยืนเป็นอนุรักษนิยมเกิดความกังวล เนื่องจากเมื่อช่วงปี 2555 ศ. ดร.สิริพรรณ เคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการ 112 คนแรก ที่ร่วมคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ตามการรายงานของสำนักข่าวประชาไท

 

กดดัน ‘สว. น้ำเงินแท้’ ศูนย์กลางอำนาจ

 

เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับการดำเนินคดีฐานฟอกเงินโดย DSI ซึ่งหลายคนมองว่า เป็นการสร้างพันธนาการ ‘สว. สีน้ำเงิน’ ซึ่งเป็นกลุ่มเสียงข้างมากในสภาสูง ให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกดดันเพิ่มอำนาจต่อรองให้ สว. กลุ่มนี้หันมาสนับสนุนวาระจากอีกขั้วการเมือง ซึ่งชัดเจนว่าคือขั้ว ‘พลังสีแดง’

 

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแล DSI เคยเปิดเผยว่า DSI รับความผิดฐานฟอกเงินไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้ว่ากระบวนการทุจริตในการเลือก สว. นั้นมีเงินสะพัดเกิน 300 ล้านบาท และคาดว่ามี สว. จำนวน 20 คนที่มีหลักฐานการจ่ายสามารถยื่นเอาผิดได้

 

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง แถลงผลการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง แถลงผลการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ในกลุ่ม สว. สีน้ำเงิน ที่มีจำนวนอยู่ระหว่าง 140-160 คนนั้น มีศูนย์กลางอำนาจ ที่เป็นกลุ่ม สว. ราว 20-30 คนที่เป็นผู้กำหนดทิศทาง วางยุทธศาสตร์ และควบคุมเสียงโหวตของ สว. กลุ่มใหญ่ในวาระต่างๆ หรืออาจเรียกว่า ‘สว. น้ำเงินแท้’ ที่มีลักษณะเป็นแกนกลาง และเป็นเป้าหมายในการดำเนินคดีของ DSI 

 

ตามกระบวนการประชุมลับเพื่อลงมติเลือกบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกลไกคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ทั้งสิ้น ซึ่งตั้งแต่ สว. ชุดนี้ทำหน้าที่มาเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ นี้ขึ้นมาแล้ว 6 คณะ ประกอบด้วย

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ เป็นประธาน

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ อัยการสูงสุด และประธานศาลปกครองสูงสุด ที่มี พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี เป็นประธาน

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่มี ธวัช สุระบาล เป็นประธาน

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มี ชีวะภาพ ชีวะธรรม เป็นประธาน

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มี พล.อ. สวัสดิ์ ทัศนา เป็นประธาน

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ที่มี พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร เป็นประธาน

 

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

THE STANDARD ตรวจสอบรายชื่อ สว. จากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ 6 คณะ คณะละ 15 คน พบว่า มี สว. ที่ปรากฏชื่ออยู่ในมากกว่า 1 กรรมาธิการ อยู่ทั้งหมด 19 คน

 

โดยมี สว. 15 คน ที่มีชื่อซ้ำอยู่ใน 2-3 กรรมาธิการ, มี 2 คน ที่อยู่ใน 4 กรรมาธิการ, มี 1 คน ที่อยู่ใน 5 กรรมาธิการ และมีอีก 1 คน ที่อยู่ในทั้ง 6 กรรมาธิการ หรืออยู่ในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ทุกคณะเท่าที่มีการตั้งขึ้นมา

 

ทั้งนี้ สว. ในจำนวนดังกล่าว ยังได้กระจายตัวไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญคณะต่างๆ ของวุฒิสภาอีกด้วย

 

หาก DSI ล็อกเป้าหมายได้ถูกต้อง สามารถยึดกุมแกนกลางอำนาจของ ‘สว. น้ำเงินแท้’ ไว้ได้ ย่อมส่งผลต่อการพิจารณาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต่างๆ นับแต่นี้ได้ และจะส่งผลให้บุคคลเหล่านั้นไม่ถูกผูกขาดแหล่งที่มาจากขั้วการเมืองฝ่ายเดียว

 

เสนอชะลอ รอการตรวจสอบ

 

ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ของการลงมติพิจารณาตัวเต็งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองคนก็อาจออกมาอีกทางได้ เพราะมีอีกกลุ่มที่เห็นว่ากระบวนการเลือกคนเข้าสู่องค์กรอิสระโดย สว. ชุดนี้ควรชะลอไว้ก่อน เนื่องจากกำลังถูกตรวจสอบดำเนินคดีโดย DSI และ กกต. จึงอาจมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม 

 

นันทนา นันทวโรภาส สว. ระบุว่า การดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้นมีวาระ 7 ปี ถ้า สว. ที่ไปลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หากบุคคลนั้นเข้าไปดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อการตรวจสอบมีปัญหาว่าไม่สุจริต ก็จะทำให้ผู้ที่เป็น สส. นั้นขาดคุณสมบัติ และถ้าคนที่เป็น สว. ขาดคุณสมบัติแล้วไปลงมติเห็นชอบให้กับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ จะส่งผลให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนั้นเป็นโมฆะ และส่งผลกระทบระยะยาว

 

“ขอเรียกร้องให้บรรดา สว. ทั้งหมด ชะลอการลงมติเห็นชอบองค์กรอิสระในวันที่ 18 มีนาคมนี้ไปก่อน จนกว่าการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสิ้นสงสัยว่า กระบวนการได้มาซึ่ง สว. นั้นสุจริตโปร่งใส แล้วค่อยมาทำหน้าที่ลงมติกันต่อ” นันทนากล่าว

 

นันทนา นันทวโรภาส สว.

นันทนา นันทวโรภาส สว.

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

เช่นเดียวกับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ที่เปิดเผยว่า ในช่วงต้นของการประชุมวุฒิสภาวันดังกล่าว อาจมีการเสนอญัตติขอชะลอการพิจารณาคุณสมบัติของตัวเต็งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองคน ออกไปก่อน ซึ่งก็ต้องรอท่าทีในที่ประชุมวุฒิสภาว่าอาจจะมีเสียงเห็นแย้ง และอาจนำมาสู่การลงมติตัดสินว่าจะให้ชะลอวาระนั้นไว้หรือไม่

 

ถ้าหากกระบวนการดังกล่าวถูกชะลอไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก่อนจนกว่าจะเลือกผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่ได้ เช่นเดียวกับตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นๆ ที่กำลังจะหมดวาระ ก็จะเข้าสู่สภาวะ ‘สุญญากาศ’ ระหว่างรอ DSI ตรวจสอบ สว. ชุดนี้จนกระจ่างหรือไม่ก็จนกว่าผู้มีอำนาจเบื้องหลังขั้วการเมืองจะพบบรรลุข้อตกลงซึ่งกันและกัน

The post คดีฟอกเงินกดดัน ‘สว. น้ำเงินแท้’: ชี้ชะตา 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พลิกดุลอำนาจองค์กรอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก 2 ตัวเต็งเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ พวกเขาคือใครและมีวิสัยทัศน์อะไร https://thestandard.co/2-candidates-for-constitutional-court-judge-thailand/ Sun, 16 Mar 2025 04:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1052717 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเนื่อ […]

The post รู้จัก 2 ตัวเต็งเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ พวกเขาคือใครและมีวิสัยทัศน์อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ท่าน คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 16 พฤศจิกายน และ 26 พฤศจิกายน 2567 ตามลำดับ 

 

การพ้นจากตำแหน่งตามวาระนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ซึ่งมาตรา 19 ของ พ.ร.ป. ฉบับเดียวกัน กำหนดให้ดำเนินการสรรหาตุลาการใหม่ภายใน 120 วันก่อนวันที่ตุลาการครบวาระ

 

กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีองค์ประกอบจากบุคคลในหลายภาคส่วน รวมถึงบุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย 

 

  • ประธานศาลฎีกา (ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล)
  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ)
  • ประธานศาลปกครองสูงสุด (ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ) 
  • สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) แต่งตั้ง อรรถยุทธ ศรีสมุทร
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้ง ชาญนะ เอี่ยมแสง
  • สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่งตั้ง เจษฎา กตเวทิน
  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้ง สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์

 

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

ในการถ่ายทอดสดคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์

เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำคัญ 

ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

 

คณะกรรมการสรรหาฯ มีหน้าที่สรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม

เมื่อปิดรับสมัครแล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ประวัติ และพฤติการณ์ของผู้สมัครจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมแล้วเกือบ 50 หน่วยงาน จากนั้นในการคัดเลือก คณะกรรมการฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็นหรือการสัมภาษณ์ผู้สมัคร และต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยให้แต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย 

 

ผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งนั้น ต้องได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหาฯ

 

สิริพรรณ-ชาตรี เข้ารอบสุดท้าย

 

ผลการลงคะแนนในรอบแรกปรากฏว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน ได้แก่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ ชาตรี อรรจนานันท์ 

 

สำหรับ ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วม 25 ปี มีความเชี่ยวชาญและสนใจด้านสถาบันการเมือง สิทธิเสรีภาพ และรัฐธรรมนูญ โดยได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ 

 

 

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถึยร

 

ด้าน ชาตรี อรรจนานันท์ เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และอธิบดีกรมการกงสุล ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำคำแปลรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการรัฐประหาร มีส่วนร่วมในการจัดทำกฎบัตรอาเซียน และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ โดยได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

 

ต่อไปนี้เป็นบางช่วงตอนของบันทึกการแสดงวิสัยทัศน์และการสัมภาษณ์ของทั้ง 2 บุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ตามที่บันทึกใน รายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนตำแหน่งที่ว่าง) ของคณะกรรมการสรรหาฯ จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

 

โดยแต่ละคนมีเวลาในการแสดงวิสัยทัศน์ 10 นาที และ ตอบข้อซักถาม 10 นาที 

 

สิริพรรณ: ศาลเพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาชนเอื้อมถึง

 

ศ. ดร.สิริพรรณ อธิบายถึงบทบาทสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ โดยแยกเป็น 2 แกนหลัก ได้แก่ หน้าที่และอำนาจ 

 

หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 

 

  1. พิทักษ์สถาบันหลักของประเทศ 
  2. รักษามาตรฐานและความสง่างามของระบบการเมือง 
  3. สร้างความเชื่อมั่นของประชาชน 

 

ส่วนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 

 

  1. กำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 
  2. ยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชน การพิจารณาคดีต้องอ้างอิงมาตราในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด และการตีความต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัดเพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจเกินขอบเขต
  3. เร่งรัดกระบวนการวินิจฉัย คำตัดสินต้องออกมาโดยเร็ว ไม่ให้เกิดช่องว่างทางการเมือง และต้องทำงานร่วมกับองค์กรอิสระอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 
  4. ขยายบทบาทสู่ประเด็นสิทธิมนุษยชน ศาลรัฐธรรมนูญไทยยังไม่ได้มีบทบาทมากนักในการปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน เมื่อเทียบกับศาลรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เช่น อินเดีย ที่เคยตีความรัฐธรรมนูญให้คุ้มครองอาชีพของผู้ให้บริการทางเพศ และปรับกฎหมายเกี่ยวกับการฆ่าวัวให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม 
  5. ตรวจสอบการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญเอง ปัจจุบันกระบวนการตรวจสอบศาลและองค์กรอิสระถูกยกเลิก ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 การปฏิรูประบบตรวจสอบในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

เจษฎา กตเวทิน คณะกรรมการสรรหาฯ ที่แต่งตั้งโดย กสม. ตั้งคำถามถึงการตรวจสอบประเด็น ‘ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ ว่าควรต้องพิจารณาแบบกว้างหรือแบบแคบ ควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด

 

ศ. ดร.สิริพรรณ มีความเห็นว่า ประเด็น ‘ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ ควรพิจารณาจากพฤติกรรมในอดีต และต้องมีมาตรฐานชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า ‘เป็นที่ประจักษ์’ ควรอิงจากคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาในอดีต อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีคำวินิจฉัยของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่ามีความย้อนแย้งพอสมควร

 

“ในด้านหนึ่ง ศาลใช้คำว่า ขาดความรอบคอบ แต่ว่าในที่สุดแล้ววินิจฉัยว่า ขาดความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งรู้สึกกังวล กล่าวคือ เป็นสิ่งที่คิดว่าการตีความเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ควรจะต้องมี หลักการและมาตรฐานเดียวกันที่ชัดเจน” ศ. ดร.สิริพรรณ ระบุ

 

บรรยากาศสื่อมวลชนติดตามทำข่าวที่บริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

 

ชาตรี: ยกระดับศาลในเวทีสากล ยึดหลักนิติธรรม

 

ชาตรี อรรจนานันท์ ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบ “ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย นำพาประเทศโดยหลักนิติธรรม เพื่อความเป็นธรรม ถ้วนหน้า พัฒนายกระดับองค์กรในเวทีสากล” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

1. เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีอำนาจหลัก 4 ประการ ได้แก่ 

  • ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย 
  • วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน 
  • พิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

 

2. การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไทยรับมาจากต่างประเทศ โดยไม่มีนิยามชัดเจนในกฎหมายไทย แต่เปิดโอกาสให้ศาลนำคุณค่าสากลเข้ามาปรับใช้ เช่น หลักประชาธิปไตยที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย 

 

3. ระบบนิติวิธีและการตีความกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญแตกต่างจากศาลยุติธรรมในแง่แนวทางการตีความกฎหมาย โดยศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้มาตรา 5 วรรคสอง ที่กำหนดให้พิจารณาประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลมีดุลยพินิจมากขึ้น 

 

4. งานบริหารและการพัฒนาศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากบทบาทตุลาการแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังต้องบริหารองค์กร ซึ่งขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น จึงควรพัฒนาบุคลากรโดยให้มีการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้กับหน่วยงานยุติธรรมอื่นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงขยายความร่วมมือกับเครือข่ายศาลรัฐธรรมนูญระดับสากล 

 

ชาตรีเสนอว่า กระบวนการยื่นฟ้องของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญควรได้รับการแก้ไขให้สะดวกขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน การฟ้องร้องต้องผ่านองค์กรตัวกลาง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือสำนักงานอัยการสูงสุด ต่างจากประเทศเยอรมนี ที่ประชาชนสามารถฟ้องโดยตรง แม้คดีที่ได้รับการพิจารณาจะมีจำนวนน้อย แต่ก็ถือเป็นการเปิดช่องให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้น 

 

วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการสรรหา แสดงความกังวลว่า การเปิดให้ประชาชนฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น อาจนำไปสู่การใช้สิทธิในทางที่ผิด เช่น การฟ้องร้องเพื่อตบทรัพย์ หรือเพื่อทำลายชื่อเสียงทางการเมือง เพราะเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว แม้สุดท้ายจะยกฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาก็อาจได้รับความเสียหายไปแล้ว 

 

ชาตรีเห็นด้วยว่าการเปิดทางให้ประชาชนฟ้องได้โดยตรงจำเป็นต้องมีเกณฑ์คัดกรองที่เหมาะสม เช่น การกำหนดขั้นตอนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบคำร้องก่อนรับฟ้อง เพื่อป้องกันการใช้ศาลเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือแสวงหาผลประโยชน์ 

 

“แต่ศาลรัฐธรรมนูญไทย ยังตีความค่อนข้างเคร่งครัด คือ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น ผมเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบันก็พยายามตีความแบบขยายความว่า มาตรา 213 ตีความอย่างไรให้กว้างเพื่อจะช่วย ประชาชนที่ผ่านมามีไม่กี่คดีที่ศาลรับ นอกนั้นศาลยกหมด” ชาตรีระบุ

 

ในวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่จะถึงนี้ รายชื่อของ 2 บุคคลที่คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาว่าสมควรได้รับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกส่งให้ สว. พิจารณาและลงมติในการประชุมลับ ว่าจะเห็นชอบให้บุคคลทั้ง 2 ดำรงตำแหน่งหรือไม่ 

 

ถึงแม้ว่าบางฝ่ายจะเสนอให้ชะลอวาระดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจาก สว. ชุดปัจจุบัน กำลังถูกตรวจสอบเรื่องกระบวนการเลือก สว. ที่ไม่สุจริตโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กกต. และเกรงว่าหากลงมติแต่งตั้งตำแหน่งในองค์กรอิสระไป อาจส่งผลกระทบระยะยาว ซึ่งหากเกิดกรณีนั้นขึ้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะคนใหม่จะได้รับเลือก

The post รู้จัก 2 ตัวเต็งเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ พวกเขาคือใครและมีวิสัยทัศน์อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 เลือก 1 vs. 4 เลือก 2: ยกแรกสรรหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนใหม่ https://thestandard.co/key-messages-new-constitutional-court-judges/ Fri, 10 Jan 2025 02:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1028753

หลัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่งจะหมดวาระเนื่องจากคร […]

The post 2 เลือก 1 vs. 4 เลือก 2: ยกแรกสรรหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่งจะหมดวาระเนื่องจากครบวาระ 2 คน ประกอบด้วย ​นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์จากผู้ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานเชิงวิชาการเป็นที่ประจักษ์ หรือเรียกลำลองว่า ‘สายรัฐศาสตร์’

 

อีกคนหนึ่งคือ ​ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเรียกลำลองว่า ‘สายอดีตผู้บริหาร’

 

ต่อมาเมื่อมีการประกาศรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งสองตำแหน่งนั้น ขั้นแรกมีผู้สมัคร จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ‘สายรัฐศาสตร์’ 2 คน และ ‘สายอดีตผู้บริหาร’ 9 คน

 

แต่เมื่อมีการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว เหลือผู้ที่เข้ารอบคัดเลือกและแสดงวิสัยทัศน์ 6 คน ประกอบด้วย 

 

สายรัฐศาสตร์ 2 คน ได้แก่

 

  1. ศาสตราจารย์ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

 

  1. ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

​สายอดีตผู้บริหาร 4 คน ได้แก่

 

  1. ธัญญา เนติธรรมกุล อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

 

  1. ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก 

 

  1. สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง

 

  1. สุรชัย ขันอาสา อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, จันทบุรี, พิจิตร และปทุมธานี

 

​วันนี้ (10 มกราคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการสรรหา 9 คน ประกอบด้วย 

 

  • ประธานศาลฎีกา (ประธาน)
  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
  • ประธานศาลปกครองสูงสุด
  • บุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติ องค์กรละ 1 คน อีก 5 คน

 

​ในวันดังกล่าวจะเปิดให้ผู้สมัครทั้ง 6 คนได้แสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถาม หลังจากนั้นคณะกรรมการสรรหาก็จะเลือก

 

สำหรับผู้ที่จะผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมประชุม หมายความว่าถ้าเข้าประชุมครบทั้ง 9 คน ก็จะต้องมีคะแนนเสียงถึง 6 คน แต่ถ้าเข้าประชุม 6 คนได้เสียง 4 คนก็ผ่านเข้ารอบ นี่คือขั้นตอนแรก

 

​ต่อมาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบประวัติและลงคะแนนของวุฒิสภาอีก 200 คน ซึ่งแน่นอนว่านี่คือ ‘วุฒิสภาสีน้ำเงิน’ ที่สื่อเรียกขานกันแทบทุกสำนัก

 

แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ต้องดูกันว่าวันที่ 10 มกราคมนี้ คณะกรรมการสรรหาจะเลือกใคร

 

จะเห็นได้ว่า ‘สายรัฐศาสตร์’ ที่มีคุณสมบัติว่าเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี และ ‘มีผลงานเชิงวิชาการเป็นที่ประจักษ์’ นั้นขับเคี่ยวกันอยู่ 2 คน และหลายคนต่างจับตาไปที่ค่ายจุฬาฯ

 

ขณะที่ ‘สายอดีตผู้บริหาร’ มีอดีตข้าราชการสายต่างๆ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด, อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมอุทยานฯ, อธิบดีกรมสนธิสัญญา ซึ่งแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญต่างกัน

 

แต่ทั้งนี้อยู่ที่คณะกรรมการสรรหาว่าจะเลือกใคร เอาไปทำอะไร และทั้งหมดแสดงวิสัยทัศน์เป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ อย่างไร

 

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นเพียงแค่รอบแรก ถึงจะผ่านด่านนี้ไปก็ต้องผ่านวุฒิสภาที่ต้องการคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งมี ‘สว. สีน้ำเงิน’ ที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้า และนี่จะเป็นการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งแรกของวุฒิสภาชุดนี้อีกด้วย

 

แต่ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบกระบวนการสรรหาก็ต้องล้ม และเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

The post 2 เลือก 1 vs. 4 เลือก 2: ยกแรกสรรหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทน ‘นครินทร์-ปัญญา’ ที่จะครบวาระเดือนนี้ https://thestandard.co/constitutional-court-judges-vacancies/ Mon, 11 Nov 2024 00:49:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1006944

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 พฤศจิกายน) เป็นวันแรกที […]

The post เปิดรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทน ‘นครินทร์-ปัญญา’ ที่จะครบวาระเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 พฤศจิกายน) เป็นวันแรกที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามมาตรา 8 (4) และ (5) และมาตรา 9 รวมทั้งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จำนวน 2 คน ระหว่างวันนี้ – 25 พฤศจิกายน 2567

 

ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเองในเวลาราชการ ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่จุดรับสมัคร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา

 

เนื่องจาก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 และ ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 โดยต้องดำเนินการสรรหาตุลาการใหม่ภายใน 120 วัน ก่อนวันที่ตุลาการครบวาระ

 

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แม้ครบวาระการทำหน้าที่แล้ว ยังต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีตุลาการคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

 

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 204 กำหนดไว้ว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าการสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่ต้องผ่านเสียงเห็นชอบของ สว. ชุดใหม่ด้วย จะมีผลต่อคำร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยกรณี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีพฤติการณ์ครอบงำและชี้นำพรรคเพื่อไทยและ 6 พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งคาดว่าที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติว่ารับหรือไม่รับคำร้องดังกล่าวในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า

The post เปิดรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทน ‘นครินทร์-ปัญญา’ ที่จะครบวาระเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาล รธน. ปัดให้ความเห็นปมเสนอแก้ไขปมจริยธรรม ทบทวนอำนาจยุบพรรค https://thestandard.co/refusal-to-comment-on-proposal-to-amend-ethics-issue/ Thu, 19 Sep 2024 12:21:18 +0000 https://thestandard.co/?p=985626

วันนี้ (19 กันยายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธร […]

The post ประธานศาล รธน. ปัดให้ความเห็นปมเสนอแก้ไขปมจริยธรรม ทบทวนอำนาจยุบพรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 กันยายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีปิดการประชุมใหญ่สมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ ‘ศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าในการเสริมสร้างความยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญเพื่อสังคมที่ยั่งยืน’ ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศภายใต้กรอบการดำเนินการของสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย นำเสนอบทความในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ของบรรดาประเทศสมาชิก ผู้สังเกตการณ์ และแขกผู้ได้รับเชิญ

 

โดยมีประธานศาลรัฐธรรมนูญต่างประเทศและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย จำนวน 14 ประเทศ และกลุ่มภูมิภาคศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 ภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมตั้งแต่วันที่ 17-21 กันยายน 2567

 

ในระหว่างการประชุม ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในฐานะประธานการประชุม และประเทศสมาชิกสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย ร่วมกันจัดทำปฏิญญากรุงเทพมหานคร (Bangkok Declaration) สาระสำคัญคือการยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักการแบ่งแยกอำนาจ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และความจำเป็นของหลักความเป็นอิสระของตุลาการ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของความยุติธรรม สันติภาพ และเสถียรภาพในสังคมโลก ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 

 

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการประชุมใหญ่ฯ โดยกล่าวถึงโมเดลของศาลรัฐธรรมนูญสเปนที่สามารถรับฟ้องจากประชาชนได้โดยตรงว่า เรื่องดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญไทยรับเรื่องไว้แล้ว แต่ยังมีช่องทางที่จำกัดมาก สามารถร้องตรงได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขไว้มากมาย จึงต้องเรียนรู้จากประเทศสเปนและกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา เชื่อว่าหลังจากนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการหารือและแลกเปลี่ยนทางวิชาการกันต่อไป

 

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองเตรียมเสนอแก้รัฐธรรมนูญ กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของรัฐมนตรี ในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนูญคงให้ความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะความคิดเรื่องนี้มาจากฝ่ายการเมืองและรัฐสภา ขอให้เขาดำเนินการด้วยความถูกต้องเรียบร้อย

 

ทั้งนี้ กรณีที่พรรคประชาชนจะมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ทบทวนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เรามีการทบทวนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้วเป็นระยะๆ มีการประชุมวิชาการภายในและการประชุมระหว่างประเทศ รวมถึงมีการอธิบายการทำงานให้กับ AACC และคณะกรรมาธิการเวนิส (Venice Commission) หรือคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปเพื่อประชาธิปไตยโดยกฎหมายได้รับทราบ 

 

“เนื่องจากประเด็นศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรเทียบเท่าอีกประมาณ 150 ประเทศทั่วโลก หากมีการแก้ไขอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองจริง เราจะทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำหน้าที่ในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ได้ ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายชั้นรอง เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)” นครินทร์กล่าว

 

นครินทร์ยืนยันว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการพิจารณาคดีการเมืองของแต่ละประเทศ และการพิจารณาคดีที่ละเอียดอ่อน เพราะทุกประเทศให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราพูดคุยกันเป็นการทั่วไปเท่านั้น เราคุยเรื่องประเทศของเรา เขาก็คุยเรื่องประเทศของเขา เป็นการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันมากกว่า

The post ประธานศาล รธน. ปัดให้ความเห็นปมเสนอแก้ไขปมจริยธรรม ทบทวนอำนาจยุบพรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 ต่อ 4 เศรษฐาขาดคุณสมบัติ หลุดตำแหน่งนายกฯ https://thestandard.co/5-4-srettha-pm-disqualification/ Wed, 14 Aug 2024 09:30:03 +0000 https://thestandard.co/?p=970921

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) วินิจฉัยว่า […]

The post เปิดมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 ต่อ 4 เศรษฐาขาดคุณสมบัติ หลุดตำแหน่งนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

 

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้ให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 5 คน คือ ปัญญา อุดชาชน, อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์ และบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (4) และ (5)

 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 4 คน คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นภดล เทพพิทักษ์, อุดม รัฐอมฤต และสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา นายกรัฐมนหรื ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 ต่อ 4 เศรษฐาขาดคุณสมบัติ หลุดตำแหน่งนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาล รธน.​ ปฏิเสธตอบทุกคำถาม​ สังคมจับตา​วินิจฉัย​คดีเศรษฐา​ 14 ส.ค. นี้​-​นักศึกษากดดันองค์คณะสอนมหาวิทยาลัย​ พยักหน้ารับ​เดือนนี้พิจารณาหลายคดีสำคัญ https://thestandard.co/thai-court-verdict-srettha-case-august-14/ Mon, 12 Aug 2024 06:39:34 +0000 https://thestandard.co/?p=970210 ประธานศาล รธน.

วันนี้ (12 สิงหาคม) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นครินทร์ เม […]

The post ประธานศาล รธน.​ ปฏิเสธตอบทุกคำถาม​ สังคมจับตา​วินิจฉัย​คดีเศรษฐา​ 14 ส.ค. นี้​-​นักศึกษากดดันองค์คณะสอนมหาวิทยาลัย​ พยักหน้ารับ​เดือนนี้พิจารณาหลายคดีสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาล รธน.

วันนี้ (12 สิงหาคม) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์​ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ​ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมจับจ้องการที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน​ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ในวันที่​ 14 สิงหาคมนี้​

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ในเดือนสิงหาคมนี้มีหลายคดีที่สังคมจับจ้องถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ​ได้เพียงแต่​พยักหน้ารับ​ ก่อนกล่าวสั้นๆ​ ว่าครับ​

 

เมื่อถามต่อว่ารู้สึกกดดันหรือไม่ เพราะขณะนี้มีนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวโดยมีท่าทีต่อองค์คณะตุลาการ​ ที่มีการสอนนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ​ นครินทร์​ก็ยังปฏิเสธการตอบคำถาม​ ก่อนเดินทางกลับในทันที​

The post ประธานศาล รธน.​ ปฏิเสธตอบทุกคำถาม​ สังคมจับตา​วินิจฉัย​คดีเศรษฐา​ 14 ส.ค. นี้​-​นักศึกษากดดันองค์คณะสอนมหาวิทยาลัย​ พยักหน้ารับ​เดือนนี้พิจารณาหลายคดีสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญให้รอฟังผลตรวจพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลวันที่ 9 ก.ค. ก่อนนัดพิจารณาต่อไปวันที่ 17 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/move-forward-party-dissolution-case-update/ Wed, 03 Jul 2024 06:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=953268

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีที่สำนักงา […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญให้รอฟังผลตรวจพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลวันที่ 9 ก.ค. ก่อนนัดพิจารณาต่อไปวันที่ 17 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)

 

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้รอฟังผลการตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีในวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2567 กำหนดนัดพิจารณาต่อไปในวันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.30 น.

 

สำหรับคดีนี้ เป็นการพิจารณาหลังจากเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ศาลมีคำสั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 มารวมไว้ในสำนวนคดีนี้ และได้แจ้งให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลและเลขาธิการ กกต. เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นล่วงหน้าตามประเด็นที่ศาลกำหนดกลับมายังศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยคดี รวมถึงกำหนดให้คู่กรณีเข้าตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 กรกฎาคม 2567

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เปิดเผยว่า ทั้งคดียุบพรรคก้าวไกลและคดีที่ 40 สว. ยื่นรายชื่อขอถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คาดว่าทั้งสองคดีจะเสร็จก่อนเดือนกันยายนนี้แน่นอน แต่เรื่องไหนจะเสร็จก่อนนั้นไม่ทราบ

The post ศาลรัฐธรรมนูญให้รอฟังผลตรวจพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลวันที่ 9 ก.ค. ก่อนนัดพิจารณาต่อไปวันที่ 17 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาล รธน. รับ ทำคดีภายใต้ความกดดัน เผยรู้ผลคดียุบพรรคก้าวไกล-คุณสมบัตินายกฯ ก่อน ก.ย. นี้ https://thestandard.co/nakarin-pressure-mfp-srettha-cases/ Tue, 02 Jul 2024 10:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=952800

วานนี้ (1 กรกฎาคม) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรร […]

The post ประธานศาล รธน. รับ ทำคดีภายใต้ความกดดัน เผยรู้ผลคดียุบพรรคก้าวไกล-คุณสมบัตินายกฯ ก่อน ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (1 กรกฎาคม) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงวาระการประชุมในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ว่า มีการอภิปรายคดียุบพรรคก้าวไกล รวมถึงคดีของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคดีของ ไพบูลย์ นิติตะวัน กรณี MOU 2544 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงคดีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคดีนี้นัดลงมติชี้ขาด โดยยืนยันว่าคดีที่กล่าวมาทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อนเดือนกันยายนนี้

 

ส่วนคดียุบพรรคก้าวไกลและคดีของนายกรัฐมนตรี ยังไม่ชัดว่าจะเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่ ต้องรอที่ประชุมตุลาการ โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าคดีไหนจะเสร็จก่อน ซึ่งคดียุบพรรคก้าวไกลที่สั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องส่งความเห็นเพิ่มเติมคือคู่ความ ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมว่าจะเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่ แม้ตนเป็นประธาน แต่ไม่สามารถแทรกแซงตุลาการได้

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังกล่าวถึงการวินิจฉัยคดีท่ามกลางความกดดันทางการเมืองว่า ตุลาการก็กดดันตัวเอง สังคมก็กดดัน ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ เพราะเป็นคดีสำคัญ แต่ตุลาการต้องมีความเที่ยงธรรม ดูให้พอเหมาะพอควรในข้อชี้แจงและข้อสงสัย ก่อนที่จะประชุมและวินิจฉัยคดี

 

“การตัดสินใจของศาลเป็นการตัดสินใจโดยองค์คณะ ไม่ใช่การตัดสินใจโดยคนคนเดียว ในองค์คณะก็มีความเห็นเป็นอิสระ เราก็ให้ความเคารพ และชี้แจงความชัดเจนในใบแถลงข่าว ซึ่งต่อไปเสียงข้างน้อยข้างมากก็จะใส่ชื่อให้หมด” ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าว

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังกล่าวถึงการที่พรรคก้าวไกลแถลงคดีถึง 2 ครั้งว่า จะต้องไปคุยในองค์คณะตุลาการ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะศาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่ต่อสู้ ดังนั้นในฐานะตุลาการไม่ขอตอบโต้ หลังจากที่ศาลเคยสั่งห้ามไม่ให้คู่ความแสดงความเห็นอันอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งเป็นคำเตือน แต่ศาลขอให้ดูความพอดี พอเหมาะ พอควรด้วย และศาลไม่ใช่คู่ขัดแย้ง จึงไม่ขอตอบโต้จากการแถลงข่าวของแต่ละฝ่าย

 

“สังคมไทยก็มีสิทธิเสรีภาพพอสมควร ก็ดำเนินการไปในสิทธิที่พอเหมาะ พอควร แต่ยืนยันว่าศาลไม่ใช่คู่ขัดแย้งและไม่ใช่คู่ต่อสู้ ดังนั้นศาลจะไม่ตอบโต้” ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าว

The post ประธานศาล รธน. รับ ทำคดีภายใต้ความกดดัน เผยรู้ผลคดียุบพรรคก้าวไกล-คุณสมบัตินายกฯ ก่อน ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ชี้ชะตาก้าวไกลไม่ทัน เม.ย. นี้ หลังพรรคขอขยายส่งคำแก้ข้อกล่าวหา 15 วัน https://thestandard.co/constitutional-court-mfp-decision-delayed/ Wed, 10 Apr 2024 08:21:53 +0000 https://thestandard.co/?p=921524 นครินทร์ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ก้าวไกล

วันนี้ (10 เมษายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรร […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ชี้ชะตาก้าวไกลไม่ทัน เม.ย. นี้ หลังพรรคขอขยายส่งคำแก้ข้อกล่าวหา 15 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นครินทร์ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ก้าวไกล

วันนี้ (10 เมษายน) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวภายหลังการประชุมวิชาการประจำปี เนื่องในโอกาส 26 ปีแห่งการสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่า ตลอด 26 ปีที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ได้บรรลุวัตถุประสงค์พอสมควรในระดับหนึ่ง ประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550, 2557, 2560 แม้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างเมื่อมีวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง แต่กติกาและโครงสร้างทางการเมืองยังเหมือนเดิม ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เช่นเดียวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป อำนาจบางอย่างหายไปบ้าง เช่น อำนาจการยุบพรรคการเมืองของศาล กรณีที่ไม่ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำปี และมีอำนาจให้ประชาชนเพิ่มขึ้น เช่น การร้องโดยตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 

 

ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่หลายครั้งถูกสังคมและนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์  นครินทร์ระบุว่า ความจริงการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่วิจารณ์แล้วทำให้บ้านเมืองสงบและเป็นที่ยอมรับหรือเปล่า บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น และตนเองก็ยินดีที่ได้รับคำวิจารณ์จากนักวิชาการ องค์กรต่างๆ และพรรคการเมือง เขาก็วิจารณ์กันเต็มที่ แต่ข้อสำคัญคือ ขอให้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต อย่าใช้คำหยาบคาย อย่าดูถูกเหยียดหยามองค์กรตุลาการ เพราะว่ามีโทษตามกฎหมายอยู่

 

ส่วนหลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคดีสำคัญทางการเมือง ซึ่งจะมีแรงกระแทกจากสังคมกลับมายังศาลรัฐธรรมนูญอีกนั้น นครินทร์ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ และอีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าศาลเป็นที่ยอมรับ เพราะข้อขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้ลดลง แค่ปัญหาคือมีข้อขัดแย้งทางการเมืองแล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร ซึ่งหากพรรคการเมืองสามารถตกลงและเจรจากันได้ในสภา คดีก็จะไม่มาถึงศาล จบที่สภาดีกว่า แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้ ตัดสินใจยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จึงแสดงให้เห็นว่าศาลเป็นที่พึ่ง และศาลก็พร้อมรับฟังข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย รวมถึงพิจารณาตามข้อกฎหมาย แล้วจึงตัดสินใจ 

 

ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลมีธงในการวินิจฉัย จะทำให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร นครินทร์ระบุว่า เรื่องที่ขึ้นมาศาลจะออกได้สองหน้าเท่านั้น มันมีออกซ้ายกับขวา ไม่มีออกกลาง ตนอยู่มหาวิทยาลัยสอนหนังสือลูกศิษย์ตอบคำถามได้ 4-5 ทางก็ได้ ใครให้เหตุผลดีก็ให้คะแนนทั้งหมด แต่มาศาลมันไม่ใช่มันออกได้ด้านซ้ายด้านขวาเท่านั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ชอบเท่านั้น เมื่อออกได้สองทางเราอาจคิดว่าเป็นธง แต่เรียนว่าในศาลไม่มีธง เราโต้เถียงกันมากพอสมควร และต้องดีใจที่มีตุลาการใหม่เข้ามา คงทำให้ความเห็นหรือทิศทางบางอย่างเปลี่ยนไปได้

 

นครินทร์ยังเปิดเผยถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีที่ผู้ถูกร้องยื่นขอขยายเวลาการส่งเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า จะสามารถขยายได้กี่ครั้งขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของศาลและจะพิจารณาตามความเหมาะสม โดยเฉพาะคดีการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้อนุมัติให้ขยายได้อีก 15 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายนนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีพรรคก้าวไกลในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และยังไม่ทราบว่าจะมีคำร้องขอเปิดการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งจะสามารถทำให้รับฟังพยานเพิ่มเติมได้อีก และส่วนตัวก็อยากรับทราบว่าบุคคลต่างๆ ที่จะเข้าไต่สวนนั้นมีรายละเอียดอย่างไร

 

ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลมีการเตรียมความพร้อมและคาดเดาคำวินิจฉัยที่จะออกมาได้แล้วนั้น นครินทร์ระบุว่า ก็เป็นที่คาดการณ์อย่างนั้น แต่เป็นข้อกฎหมายคนละมาตรากัน และหากมีการเปรียบเทียบคดีระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคไทยรักษาชาติ โดยเฉพาะโทษทางการเมืองนั้น ก็ยังมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน และตัวแสดงทางการเมืองหรือตัวแสดงในคดีก็ไม่ใช่ตัวแสดงเดียวกัน 

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ชี้ชะตาก้าวไกลไม่ทัน เม.ย. นี้ หลังพรรคขอขยายส่งคำแก้ข้อกล่าวหา 15 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาล รธน. คนใหม่ ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ เป็น กกต. https://thestandard.co/nakarin-mektrairat-new-president-constitutional-court/ Sat, 23 Mar 2024 02:32:17 +0000 https://thestandard.co/?p=914533 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็น ประธานศาล รธน. คนใหม่ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็น กกต.

วานนี้ (22 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองกา […]

The post โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาล รธน. คนใหม่ ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ เป็น กกต. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็น ประธานศาล รธน. คนใหม่ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็น กกต.

วานนี้ (22 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากอายุครบ 70 ปี เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

 

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 วรรค (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2567

 

ขณะเดียวกันมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง วรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตามประกาศลงวันที่ 9 กันยายน พุทธศักราช 2557 และประกาศลงวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2563 นั้น ต่อมา วรวิทย์ กังศศิเทียม ได้พ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง 

 

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ สุเมธ รอยกุลเจริญ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 วรรค (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อมาผู้ได้รับความเห็นชอบดังกล่าวและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ได้แก่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ปัญญา อุดชาชน, อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์, นภดล เทพพิทักษ์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ อุดม รัฐอมฤต ได้ประชุมเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

 

1. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ 2. สุเมธ รอยกุลเจริญ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2567

เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา

The post โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาล รธน. คนใหม่ ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ เป็น กกต. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ศาสตราจารย์สาขาการเมืองการปกครอง นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ https://thestandard.co/nakharin-mektrairat-president-of-the-constitutional-court/ Wed, 10 Jan 2024 13:52:28 +0000 https://thestandard.co/?p=886234 นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

วันนี้ (10 มกราคม) การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพ […]

The post ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ศาสตราจารย์สาขาการเมืองการปกครอง นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

วันนี้ (10 มกราคม) การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เนื่องจาก วรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หมดวาระการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566

 

โดยที่ทั้งนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเลือก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โดยจากนี้จะดำเนินตามขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ต่อไป

 

ปัจจุบันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบองค์คณะ 9 คน ดังนี้

 

  1. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 
  2. ปัญญา อุดชาชน 
  3. อุดม สิทธิวิรัชธรรม 
  4. วิรุฬห์ แสงเทียน 
  5. จิรนิติ หะวานนท์ 
  6. นภดล เทพพิทักษ์ 
  7. บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
  8. อุดม รัฐอมฤต
  9. สุเมธ รอยกุลเจริญ

 

เปิดประวัติประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

 

เว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต การเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ PH.D. (International Studies) มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น

 

ก่อนดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ ศาสตราจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 

 

เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 – 31 มกราคม 2553 เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2557-2558 รวมทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี2549-2550

 

นครินทร์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งจะครบกำหนดและพ้นจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2567

 

ศาลรัฐธรรมนูญคืออะไร

 

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่จัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยุบเลิกไป 

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญคือ การพิจารณาทบทวนโดยศาล โดยวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นอันตกไป รวมถึงการวินิจฉัยปัญหาที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือองค์กรการเมืองที่กระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการทั้งหมด 9 คน มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา 3 คน, ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 1 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน

 

ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการได้รับเสียงความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ถึงจะได้รับการโปรดเกล้าฯ​ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

The post ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ศาสตราจารย์สาขาการเมืองการปกครอง นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ชี้ต้องนับวาระต่อเนื่อง ป้องกันวิกฤตการเมือง-ผูกขาดอำนาจ https://thestandard.co/nakharin-mektrairat-personal-judgment/ Wed, 05 Oct 2022 08:36:03 +0000 https://thestandard.co/?p=691344 นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

วันนี้ (5 ตุลาคม) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรร […]

The post เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ชี้ต้องนับวาระต่อเนื่อง ป้องกันวิกฤตการเมือง-ผูกขาดอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

วันนี้ (5 ตุลาคม) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อย กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ายังไม่ครบ 8 ปี ดังนั้นความเป็นนายกรัฐมนตรีจึงยังไม่สิ้นสุดลง

 

สำหรับเนื้อหาคำวินิจฉัยส่วนตนของนครินทร์มีรายละเอียดดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ความเห็นและข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกสารประกอบ ฟังได้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผู้ถูกร้อง) ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 19 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 โดยผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรื่อยมา 

 

จนได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 และต่อมาเมื่อมีรัฐสภาชุดแรกได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ซึ่งผู้ถูกร้องได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปัจจุบัน

 

รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ได้กำหนดเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือ 187 (6) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 171” 

 

วรรคสอง บัญญัติว่า “นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ด้วย” และวรรคสาม บัญญัติว่า “ให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย” 

 

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ได้กำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยบัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

 

พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งนั้น เนื่องจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการมุ่งควบคุมอำนาจของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร อันเป็นคุณค่าของรัฐธรรมนูญซึ่งมีความสำคัญไม่ต่างจากการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยแต่อย่างใด โดยอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจบริหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดของปวงชนชาวไทย 

 

กล่าวคือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น มีอำนาจในการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศอันเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน มีอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตลอดจนมีอำนาจในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น 

 

ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารอันเป็นอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นระยะเวลานานจนมีลักษณะเป็นการผูกขาดอำนาจดังกล่าว อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือวิกฤตทางการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์สาธารณะ ระบอบการปกครอง และการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เนื่องจากการผูกขาดอำนาจดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้อำนาจโดยไร้ธรรมาภิบาล รวมไปถึงปัญหาการผูกขาดในทางเศรษฐกิจ โดยปัญหาดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานาน

 

นอกจากนี้ การผูกขาดอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการสะสมอำนาจอยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง แต่เพียงผู้เดียวหรือแต่เพียงกลุ่มเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศไทยตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจดังกล่าวโดยไร้ธรรมาภิบาล หรือมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ในการบั่นทอนและทำลายกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ อันเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา 

 

กล่าวคือ การใช้อำนาจดังกล่าวแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนใช้อำนาจดังกล่าวในการทำลายระบบถ่วงดุลอำนาจจากฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายตุลาการ ทั้งนี้ หากไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจากทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ หรือการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจดังกล่าวเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้การปกครองในระบบรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย เสื่อมถอย จนอาจมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 

 

ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมีเจตนารมณ์ในการป้องกันปัญหาหรือวิกฤตทางการเมืองดังกล่าว โดยมาตรา 158 วรรคสี่ ได้กำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยกำหนดให้บุคคลจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันแล้วเกินกว่า 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง อันเป็นมาตรการจำกัดการผูกขาดและการใช้อำนาจทางการเมืองของฝ่ายบริหารโดยไม่เป็นไปตามหลักการและเจตนารมณ์ของการตรวจสอบในระบบรัฐสภา 

 

ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการการจำกัดวาระและระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นกลไกของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ดังนั้น บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล หากแต่เป็นการกำหนดเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการมุ่งควบคุมอำนาจของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ หากรัฐธรรมนูญไม่ป้องกันการผูกขาดอำนาจดังกล่าว อาจก่อให้เกิดปัญหาซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์สาธารณะ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมไปถึงระบอบการปกครองของประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญ

 

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการป้องกันการผูกขาดอำนาจบริหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดของปวงชนชาวไทยในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลมิได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ หากแต่ได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อันเนื่องมาจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในลักษณะที่แปลกใหม่และแตกต่างไปจากเดิม 

 

กล่าวคือ ได้รเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบให้ระบบรัฐสภาของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ผิดแผกแตกต่างไปจากระบบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster System) อย่างสิ้นเชิง อันเป็นผลให้ดุลความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารปรากฏในลักษณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจน้อยลงในเชิงเปรียบเทียบ 

 

อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในลำดับที่ 1 ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง มีฐานะสำคัญละม้ายไปทางผู้ได้รับเลือกตั้งในระบบประธานาธิบดีมากกว่าการเลือกหัวหน้าฝ่ายบริหารในระบบรัฐสภาแบบเดิม ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้พยายามแก้ไขผลกระทบจากระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมืองดังกล่าว ที่นำมาสู่การมีฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก อันส่งผลให้กลไกการตรวจสอบในระบบรัฐสภาไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

 

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 171 วรรคสี่ บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีมิได้” เพื่อวางเงื่อนไขให้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลเกี่ยวกับการจำกัดวาระ หรือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม อันเป็นการสร้างหลักประกันว่าการปกครองในระบบรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลครอบงำพรรคการเมืองฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดอำนาจดังกล่าว ภายใต้ความมุ่งหมายเดียวกันนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังคงหลักการดังกล่าวไว้ โดยได้เพิ่มเติมหลักการเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนับระยะเวลามากยิ่งขึ้น 

 

กล่าวคือ การนับระยะเวลา 8 ปีนั้น แม้บุคคลดังกล่าวจะมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกันก็ตาม แต่หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลดังกล่าวแล้วจะเกิน 8 ปีมิได้ โดยได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีในระหว่างรักษาการภายหลังจากพ้นจากตำแหน่ง จะไม่นำมานับรวมกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว อันเป็นการตอกย้ำความสำคัญของเจตนารมณ์ดังกล่าวที่มีอยู่ตลอดมานับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยเจตนารมณ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับรองจากปวงชนชาวไทย ผ่านการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และพุทธศักราช 2560 อันมีลักษณะเป็นการยอมรับหลักการดังกล่าวโดยมติมหาชน ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นำความในมาตรา 263 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม” 

 

และวรรคสอง บัญญัติว่า “รัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แล้ว ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้สาหรับรัฐมนตรีตามมาตรา 160 ยกเว้น (6) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และ (15) และต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 170 ยกเว้น (3) และ (4) แต่ในกรณีตาม (4) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และ (15) และยกเว้นมาตรา 170 (5) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 184 (1)”

 

จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทเฉพาะกาลเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเป็นไปโดยไม่สะดุดหยุดลง มีผลให้สถานะความเป็นรัฐมนตรีของบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งภายใต้หลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีความสมบูรณ์โดยต่อเนื่อง โดยวรรคสองได้กำหนดเหตุที่ทำให้รัฐมนตรีดังกล่าวต้องพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จึงถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ 

 

โดยการพ้นจากตำแหน่งย่อมเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้นำมาตรา 170 ยกเว้น (3) และ (4) แต่ในกรณีตาม (4) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และ (15) และยกเว้นมาตรา 170 (5) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดาเนินการตามมาตรา 184 (1) เท่านั้น แต่ทั้งนี้ มาตรา 264 วรรคสอง มิได้บัญญัติยกเว้นกรณีตามมาตรา 170 วรรคสอง กล่าวคือ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อดำรงตำแหน่งครบกำหนดเวลา 8 ปีตามมาตรา 158 วรรคสี่ แต่อย่างใด

 

เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมไปถึงการที่เจตนารมณ์ดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบจากปวงชนชาวไทย และบทบัญญัติมาตรา 264 ประกอบกันแล้ว เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจบริหารในทางการเมืองยาวนานจนเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุของวิกฤตทางการเมืองเช่นที่เคยปรากฏมาแล้ว ย่อมต้องถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปว่า แม้บุคคลใดจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มิได้มีที่มาตามวิธีการของรัฐธรรมนูญนี้ หรือไม่ว่าจะมีที่มาจากกระบวนการเข้าสู่อำนาจฝ่ายบริหารในลักษณะใด แต่บุคคลนั้นได้ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ถูกรับรองการดำรงตำแหน่งโดยรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเป็นไปโดยต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดลง จึงต้องนับรวมเป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ 

 

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 19 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 โดยผู้ถูกร้องเข้าใช้อำนาจบริหารในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญเรื่อยมา จนได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 และต่อมาเมื่อมีรัฐสภาชุดแรกได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องเรื่อยมานับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยการดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดหรือขาดตอนแต่อย่างใด ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันแล้วเป็นระยะเวลาเกินกว่า 8 ปี ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่

 

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่แล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่เมื่อใด

 

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม กำหนดให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ ดังนั้น จึงต้องนำรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดลงของความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องโดยอนุโลมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย … ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง” 

 

ทั้งนี้ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้กำหนดให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกนำมาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดลงของความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องโดยอนุโลม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งให้ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 

 

ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 

 

ความสิ้นสุดลงดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติว่า “รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 …”

 

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า เมื่อวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่แล้ว ผู้ถูกร้องจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปได้หรือไม่

 

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 (2) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร (3) คณะรัฐมนตรีลาออก (4) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144” และมาตรา 168 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) (2) หรือ (3) ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) เพราะเหตุขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือมาตรา 160 (4) หรือ (5) นายกรัฐมนตรีจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้ (2) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (4) คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้” โดยมาตรา 160 บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้อง … (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง …” 

 

และมาตรา 98 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (1) ติดยาเสพติดให้โทษ (2) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (3) เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ (4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 (1) (2) หรือ (4) (5) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (6) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (7) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ (9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า, กฎหมายว่าด้วยการพนัน ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก, กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในความผิดฐานฟอกเงิน (11) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง (12) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง (13) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (14) เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกิน 2 ปี (15) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (16) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (17) อยู่ในระหว่างต้องห้าม มิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (18) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144 หรือมาตรา 235 วรรคสาม” 

 

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบกำหนดเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) เพราะเหตุขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือมาตรา 160 (4) หรือ (5) แต่ทั้งนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลา 8 ปี จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบถ้วนตามกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ ดังนั้น เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ ผู้ถูกร้องจึงไม่อาจอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งได้

 

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ คือ วันที่ 24 สิงหาคม 2565 และผู้ถูกร้องไม่อาจอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งได้

The post เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ ชี้ต้องนับวาระต่อเนื่อง ป้องกันวิกฤตการเมือง-ผูกขาดอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>