ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 18 Sep 2025 04:57:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ https://thestandard.co/komsan-e-commerce-ai-revolution/ Thu, 18 Sep 2025 04:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1120200

คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express ระบุบนเ […]

The post คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express ระบุบนเวทีเสวนา เปิดวิสัยทัศน์ในงาน The Secret Sauce Summit 2025 ว่าภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซไทย – จีนกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จาก ‘ยุคที่ 2’ ที่ Influencer/KOL เป็นศูนย์กลาง สู่ ‘ยุคที่ 3’ ที่อัลกอริทึมและ AI ทำคอนเทนต์ซ้ำได้เร็วและถูก จน ‘คุณค่าของผู้ขายแบบ KOL จะลดลงเรื่อยๆ’ ผู้เล่นที่จะรอดต้อง ‘สร้างแบรนด์’ ให้ผู้บริโภคจดจำ ไม่ใช่แค่เช่าพื้นที่ในแพลตฟอร์ม

 

คมสันต์ เปรียบว่า ‘ยุคแรก’ คือการไป ‘จับปลาในบ่อที่มีคนอยู่’ (ของถูก ส่งเร็ว ยิงโฆษณาเอา ROI) ‘ยุคสอง’ คือสร้าง ‘กลุ่มปลา’ ด้วยคาแรกเตอร์ครีเอเตอร์ แต่ ‘ยุคสาม’ บ่อปลาเริ่มแห้ง ผู้เล่นต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยการสร้างฐานแฟนบนทรัพย์สินของตัวเอง (แบรนด์, ดาต้า, ช่องทาง) ไม่ขึ้นกับอัลกอริทึม

 

จากภาพใหญ่นี้ คมสันต์เปิดแผนบริษัทใหม่ MICN ทำ 3 เสาหลัก:

 

1. นำเข้าแบรนด์ต่างชาติคุณภาพสูงเข้ามาลงหลักปักฐานในไทยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี/โมเดล

2. ส่งออกแบรนด์และ IP ของไทยเจาะตลาดจีน

3. พัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ ขึ้นเอง

 

โดยตั้งเป้านำเข้า ‘100 แบรนด์’ ซึ่งคมสันต์ยอมรับความเสี่ยงที่แบรนด์ส่วนใหญ่อาจจะล่ม หรือล้มหายตายจากไปได้ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้และได้บทเรียนแห่งความล้มเหลว เพื่อกลับมาแตกหน่วยธุรกิจไทยต่ออีกนับพันบริษัทในระยะยาว

 

 

เปิดกรณีศึกษา ‘ชาจี’ และธุรกิจ IP

 

กรณีศึกษา ชาจี (ChaGee) แบรนด์ชาจากจีน (ที่คมสันต์ย้ำว่าเป็นผู้นำในตลาดบ้านเกิด) เตรียมลงทุนในไทยราว 1,400 ล้านบาท ภายใต้โมเดลบริษัทแม่ลงทุนเอง ไม่ทำแฟรนไชส์ พร้อมตั้ง R&D/โรงงานในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ – เชียงราย เพื่อยกระดับใบชาไทย เชื่อมตลาดส่งออก และตั้งเป้า 400 สาขาใน 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน จะใช้ช่องทางการค้าและเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์จีน พาธุรกิจ IP (ลิขสิทธิ์) ไทยออกนอก เช่น ธุรกิจการ์ดสะสม/ลิขสิทธิ์ ที่มีฐานผู้บริโภคเฉพาะทางแต่เติบโตสูง

 

ในมุมการแข่งขัน คมสันต์ย้ำว่า เขายึดถือในกติกาอธิปไตยธุรกิจ คือดีลที่นำต่างชาติเข้ามานั้น เขาจะต้องถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้เกิดการร่วมพัฒนา และป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติมาตักตวงผลประโยชน์แล้วจากไป

 

 

เตรียมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’

 

พร้อมชี้ว่า ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่และร้านสะดวกซื้อ ‘ต้องเปลี่ยนอีกหลายอย่าง’ ผู้บริโภควันนี้ต้องการตัวเลือกใหม่ โมเดลเดิมที่ต้นทุนการกระจายสูงทำให้ “เงิน 10 บาท ผู้บริโภคได้ของจริงไม่ถึง 25%” จึงเห็นช่องให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาออกแบบซัพพลายเชนที่คุ้มค่ากว่า

 

ต่อคำถามที่ว่า SME/แบรนด์เล็กจะชนะได้อย่างไร? คมสันต์ระบุว่า เขายึดหลักคิด ‘Small but Beautiful’ คือการโฟกัสกลุ่มนิชที่เซ็กซี่พอ แล้วค่อยขยายออกไปใช้โรงงาน OEM แทนการลงทุนหนักตั้งแต่วันแรก ใช้กลยุทธ์ ‘ทดลองกว้าง – คัดลึก’ (นำเข้า 300 – 400 SKU ยิงเข้าสนามจริง ดูอัตราซื้อซ้ำก่อนสเกล) และ ‘ยกระดับวัตถุดิบไทยด้วยการแปรรูป’ ไม่ส่งออกดิบๆ อีกต่อไป

 

คมสันต์ ทิ้งท้ายว่าอีก 10 ปีข้างหน้าทุกอุตสาหกรรมจะถูกเทคโนโลยีแทรกซึม ผู้ประกอบการไทยต้อง ‘แปลงร่างเป็นปีศาจ’ ในความหมายคือ “ไม่ยอมแพ้ – เปลี่ยนตัวเองจริงจัง” พร้อมเรียนรู้จากจีนแบบพาร์ตเนอร์ ไม่ใช่คู่แข่งอย่างเดียว

 

เป้าหมายสุดท้ายของคมสันต์คือ “ให้ไทยสร้างเทคโนโลยีเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยทั้งระบบ”

The post คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีคอมเมิร์ซแข่งส่งด่วน! แต่ ‘ลาซาด้า’ ย้ำ ยังไม่บังคับร้านค้าให้ส่งในวันเดียว แต่รับกำลังศึกษาโมเดลใหม่ https://thestandard.co/lazada-wont-rush-one-day-delivery/ Tue, 02 Sep 2025 13:39:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1114782

“ในอดีต เวลาพูดถึง ‘ความคุ้มค่า’ ผู้บริโภคอาจจะโฟกัสแค่ […]

The post อีคอมเมิร์ซแข่งส่งด่วน! แต่ ‘ลาซาด้า’ ย้ำ ยังไม่บังคับร้านค้าให้ส่งในวันเดียว แต่รับกำลังศึกษาโมเดลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ในอดีต เวลาพูดถึง ‘ความคุ้มค่า’ ผู้บริโภคอาจจะโฟกัสแค่เรื่องราคาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยจะมองความคุ้มค่าแบบองค์รวมมากกว่าแค่ราคาถูก และต้องเป็นสินค้าที่มาจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงยาวนาน เป็นแบรนด์แท้เชื่อถือได้ และต้องมีคุณภาพที่ใช้งานได้ในระยะยาว” วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าว

 

อีกหนึ่งอินไซต์ที่น่าจับตามอง คือ ในช่วงที่ผ่านมา เทรนด์ ‘ส่งเร็วส่งด่วน’ กลับมาเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น ถ้าเทียบกับเมื่อหลายปีก่อนที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการส่งฟรี หรือส่งถูกเป็นหลัก แต่เมื่อบริบทการช้อปออนไลน์ในปัจจุบันเปลี่ยนไป ส่งฟรีอย่างเดียวไม่พอแล้ว เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือ ต้องการได้รับสินค้ารวดเร็วที่สุด

 

ทั้งนี้ปัจจุบันลาซาด้าก็ถือว่าส่งสินค้าได้เร็ว โดยคำสั่งซื้อของกว่า 95% สามารถส่งถึงมือลูกค้าได้ภายในวันถัดไป ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ลูกค้าคาดหวัง ดังนั้นในฐานะแพลตฟอร์ม จึงไม่เพียงแค่ต้องแข่งขันเรื่องโปรโมชั่นหรือราคาคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังต้องพัฒนาศักยภาพด้านการจัดส่งไปพร้อมกันอีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับภาพรวมยอดขายบน LazMall เติบโตขึ้นกว่า 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อหนึ่งตะกร้าอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท

 

ส่วนหมวดสินค้าขายดี คือหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ เพราะการซื้อสินค้าประเภทนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน แต่ยังคำนึงถึงความทนทาน อายุการใช้งาน และบริการหลังการขาย ตามด้วยกลุ่มเครื่องสำอางและหมวดความงามเติบโตขึ้นกว่า 40%

 

ทิศทางต่อไปของลาซาด้า จะนำ AI เข้ามามีบทบาทในการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน ทั้งในด้านการบริการและบริหารจัดการแพลตฟอร์ม และอีกหนึ่งกลยุทธ์คือการ นำร่องโมเดล B2B ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการด้วยสินค้ากว่า 15,000 รายการ

 

รวมถึงการทุ่มงบแจกคูปองส่วนลดเพิ่มขึ้นกว่า 45% ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายในช่วงเมกะแคมเปญและเทศกาล Double Digit เติบโตสูงถึง 300% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ และเตรียมยกระดับบริการจัดส่งพิเศษภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับออเดอร์ที่สั่งซื้อก่อนเที่ยงวันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามต่อไปว่า ลาซาด้า จะมีนโยบายบังคับให้ร้านค้าจัดส่งสินค้า ‘ภายในวันเดียวกันเหมือนกับมาร์เก็ตเพลซเจ้าอื่นหรือไม่’ ในกรณีที่สั่งออเดอร์มาหลัง 11.00 น.

 

วาริสฐา ปฏิเสธว่า บริษัทยังไม่มีนโยบายดังกล่าว เพราะปกติแล้วกระบวนการส่งสินค้า ถ้าคำสั่งซื้อมาก่อน 11.00 น. จะให้ส่งภายในวันเดียวกัน แต่ถ้าคำสั่งซื้อมาหลัง 11.00 น เป็นต้นไป ก็สามารถส่งภายในวันถัดไปได้

 

“ปัจจุบันคำสั่งซื้อ 95% ที่เข้ามาในลาซาด้าจะจัดส่งในวันถัดไปอยู่แล้ว และบริษัทยังไม่มีนโยบายให้ร้านต้องจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกันกับคำสั่งซื้อ”

 

ขณะเดียวกันก็มองว่านโยบายดังกล่าวอยู่ในช่วงศึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งตลาดอีคอมเมิร์ซต้องปรับตัวตามความคาดหวังของผู้ใช้งาน เพราะถ้ายิ่งส่งเร็วลูกค้าก็จะพึงพอใจมากขึ้น จากแต่ก่อนอยากได้ค่าส่งถูก มาวันนี้จากที่ส่งเร็วอยู่แล้วก็อยากให้ส่งด่วนมากขึ้นไปอีก

 

แต่ต้องมองอีกมุมว่าถ้ากำหนดให้ร้านค้าส่งสินค้าภายในวันเดียวกันกับออเดอร์ ผู้ขายหรือร้านค้าต้องทำงานหนักขึ้น ถ้าจะทำก็ต้องหาจุดบาลานซ์สำหรับแพลตฟอร์มให้ได้

 

ด้านค่าธรรมเนียมการขาย ในอนาคตจะมีการปรับขึ้นอีกหรือไม่ วาริสฐา ระบุว่า จะต้องพิจารณาตามสภาพตลาด แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างผ่านการพิจารณาไตรตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว และทุกครั้งที่มีการเพิ่มค่าธรรมเนียมก็เพื่อเพิ่มประสบการณ์ทั้งผู้ซื้อหรือผู้ขายให้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกคนก็ต้องปรับตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อของทางออฟไลน์มาเป็นออนไลน์ อาจจะเป็นเพราะความสะดวกและราคาที่คุ้มค่ามากกว่า มองว่าอีกไม่นานคงเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของค้าปลีก

 

ขณะที่มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยปี 2024 อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดในภูมิภาค และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านบาท ส่วนปัจจัยที่ทำให้โต ก็เริ่มมาจากช่วงโควิดระบาด ผู้คนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเปิดใจซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นถึง 68

 

โดยปัจจุบันการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ 67% ขับเคลื่อนด้วยมาร์เก็ตเพลซ และนักช้อปไทยซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ครองสัดส่วน 62% ของตลาด ขณะที่กลุ่ม Gen X ครองสัดส่วน 33%

 

ภาพ: onapalmtree / Shutterstock

The post อีคอมเมิร์ซแข่งส่งด่วน! แต่ ‘ลาซาด้า’ ย้ำ ยังไม่บังคับร้านค้าให้ส่งในวันเดียว แต่รับกำลังศึกษาโมเดลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูตรปั้นยอดขาย Mc Jeans เริ่มจากศูนย์ สู่บัลลังก์เบอร์ 1 อีคอมเมิร์ซด้วยหลัก ‘3Ps’ https://thestandard.co/key-takeaway-mc-jeans-3ps/ Sat, 12 Jul 2025 00:30:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1095592

บนเวที ‘Mastering E-Commerce with 3Ps Strategy เบื้องหล […]

The post สูตรปั้นยอดขาย Mc Jeans เริ่มจากศูนย์ สู่บัลลังก์เบอร์ 1 อีคอมเมิร์ซด้วยหลัก ‘3Ps’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บนเวที ‘Mastering E-Commerce with 3Ps Strategy เบื้องหลังกลยุทธ์ Mc Jeans พิชิตเบอร์ 1 ตลาดออนไลน์’ ภายในงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2025ฤต จันทะโสต ผู้อำนวยการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ คุณานนต์ จันทรภาสวร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เปิดกลยุทธ์จากประสบการณ์จริง ในการปั้นแบรนด์ ‘Mc Jeans’ จากแบรนด์เก่าแก่ไร้ประสบการณ์ทำธุรกิจออนไลน์ สู่ร้านค้าอันดับหนึ่งใน Shopee และอีกหลายแพลตฟอร์มในตลาดอีคอมเมิร์ซเมืองไทย ในเวลาเพียง 5 ปี ด้วยกรอบการทำงาน ‘3Ps’ ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

 


 

🟡 P1: Product (สินค้าที่ใช่)

 

บริษัทได้ค้นพบ ‘กฎ 80/20’ หมายถึงการที่สินค้าเพียง 20% ก็สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 80% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้น แทนที่จะนำสินค้าทุกอย่างมาขาย ควรหาสินค้าที่เป็นตัวทำเงินให้เจอแทน จึงได้ปั้นกลยุทธ์ ‘Hero SKU’ และ ‘Super Hero SKU’ ขึ้นมาเพื่อพิชิตอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม

 

🔸 Hero SKU คือ สินค้าที่มียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง 30 ออเดอร์ต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจะทำให้แพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กับร้านค้าประมาณ 30%

🔸 Super Hero SKU คือ สินค้าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ด้วยยอดสั่งซื้อ 100 ออเดอร์ต่อวัน ต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งไม่เพียงสร้างยอดขายมหาศาล แต่ยังเป็นตัวสร้างทราฟฟิกหลักให้กับร้าน

 

การรักษาตำแหน่งของฮีโร่โปรดักต์ไว้สำคัญไม่แพ้กัน โดยมี 3 ทริกที่แนะนำว่าต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

 

🔸 ผลิตคลิปวิดีโอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเน้นที่คุณภาพและความน่าสนใจ เช่น วิดีโอรีวิว, การมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้า หรือโปรโมชัน

🔸 ต้องขึ้นไลฟ์ทุกวัน ใช้สินค้าเดิมๆ ซ้ำๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มเกิดการเรียนรู้และช่วยส่งทราฟฟิกมาให้

🔸 บริหารจัดการสต็อกให้ดี หากสินค้ากำลังขายดีแต่สต็อกหมดก่อน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอาจเริ่มนับหนึ่งใหม่ จึงต้องรักษาสต็อกสินค้าให้มีพร้อมขายต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน

 

🟡 P2: People (คนที่พร้อม)

 

‘Data Analytics’ คือตำแหน่งที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม, ศึกษาเทรนด์, พฤติกรรมลูกค้า และคู่แข่ง เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่แม่นยำ การมีทีมข้อมูลที่แข็งแกร่งช่วยให้ Mc Jeans สามารถทำผลตอบแทนจากการยิงโฆษณา ได้สูงถึง 20-30 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่อยู่ที่ 10-15 เท่า

 

และเมื่อเทรนด์ไลฟ์คอมเมิร์ซมาแรง Mc Jeans เลือกที่จะสร้างทีมขึ้นมาเอง มีการพัฒนาหลักสูตรสอนทุกอย่าง จนปัจจุบันมีทีมไลฟ์ภายในกว่า 40 ทีม และขยายไปสู่พนักงานหน้าร้าน (PC) อีกกว่า 200 คนทั่วประเทศ

 

ความสำเร็จนี้ยังถูกต่อยอดไปสู่โปรแกรม Affiliate ที่เปิดรับคนนอกเข้ามาฝึกเป็นนักขายให้กับแบรนด์ จนมีคนที่สามารถสร้างยอดขายให้ Mc Jeans ได้ถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน และรับรายได้จากค่าคอมมิชชั่นสูงถึง 300,000 – 500,000 บาทต่อเดือน

 

🟡 P3: Process (กระบวนการที่แกร่ง)

 

“มีหน้าบ้านที่แข็งแรง ต้องมีหลังบ้านที่แข็งแรงกว่า”

 

ความท้าทายที่สุดของกระบวนการหลังบ้านคือการจัดการคลังสินค้าและการจัดส่ง ซึ่งต้องแข่งกับข้อกำหนดเรื่องเวลาของแพลตฟอร์มที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากทำไม่ได้ บทลงโทษนั้นรุนแรงและส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง

 

Mc Jeans ผ่านจุดที่เคยโดนปิดร้านมาแล้ว จึงลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน มี Dashboard ที่สามารถติดตามสถานะออเดอร์ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถบริหารจัดการออเดอร์ในวันปกติได้ถึง 5,000-8,000 ออเดอร์ และในวันแคมเปญใหญ่ที่เคยพุ่งสูงเกือบ 25,000 ออเดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สิ่งสุดท้ายที่ธฤต และ คุณานันต์ ได้ฝากไว้ คือ ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ “ธุรกิจต้องมูฟให้ไว” และต้องสร้างทั้งหน้าบ้านที่แข็งแรงควบคู่ไปกับหลังบ้านที่แข็งแรงกว่า จึงจะสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในสมรภูมิการค้าออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

 


 

🔶 บัตร Rerun The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2025

🎥 ดู Main Stage เนื้อหาจัดเต็ม! 

 

📌 ซื้อบัตรและดูรายละเอียดได้ที่ 👉 https://bit.ly/tssbwReMc

The post สูตรปั้นยอดขาย Mc Jeans เริ่มจากศูนย์ สู่บัลลังก์เบอร์ 1 อีคอมเมิร์ซด้วยหลัก ‘3Ps’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชาวจีนเมินช้อปออนไลน์ อีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนเร่งขยายไปอาเซียน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-21112024-3/ Thu, 21 Nov 2024 06:08:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1011107

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญช […]

The post ชมคลิป: ชาวจีนเมินช้อปออนไลน์ อีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนเร่งขยายไปอาเซียน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนบุกโฟกัสตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายแคมเปญ Singles’ Day กระหน่ำลดราคาดึงลูกค้า

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ชาวจีนเมินช้อปออนไลน์ อีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนเร่งขยายไปอาเซียน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก https://thestandard.co/ecommerce-growth-in-southeast-asia/ Wed, 20 Nov 2024 09:36:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1010801

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญช […]

The post ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนบุกโฟกัสตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายแคมเปญ Singles’ Day กระหน่ำลดราคาดึงลูกค้า แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายของ Temu ที่พยายามเจาะอินโดนีเซียหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลชี้ ต้องคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกและปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก

 

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนประชากรที่มีอายุน้อยและมีการเข้าถึงโลกโซเชียลเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก 

 

สอดคล้องกับรายงานจาก Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) รวมสูงถึง 1.39 แสนล้านดอลลาร์ จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นสนามแข่งขัน สำคัญของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ ทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Temu 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ว่าจะไม่มีแพลตฟอร์มจากค่ายไหนเปิดเผยตัวเลข GMV (มูลค่ารวมของสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม) หรือในช่วงเทศกาลลดราคาโดยตรง แต่ก็เห็นการขยายตัวอย่างชัดเจน 

 

สำหรับในปีนี้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง Alibaba และ JD.com มีการขยายแคมเปญ Singles’ Day ซึ่งเป็นเทศกาลลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

จริงๆ แล้ว Double 11 เป็นเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดขึ้นทุกวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นมาจาก Taobao ของ Alibaba ที่เริ่มต้นจัดงานนี้ในประเทศจีนเมื่อ 15 ปีก่อน ในช่วงแรกเริ่มก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันความนิยมในจีนเริ่มลดลง ไม่นิยมสั่งซื้อสินค้าในช่วงแคมเปญเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย รวมถึงรัฐบาลมีการควบคุมสงครามราคาอีกด้วย 

 

หากสังเกตจะเห็นว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขการขายมา 2 ปีแล้ว และปีนี้ Tmall แพลตฟอร์มในเครือ Alibaba ก็ไม่ได้จัดงานอีเวนต์เหมือนหลายปีที่ก่อนที่เคยมีการแสดงจากนักร้องชื่อดัง เช่น Taylor Swift และ Scarlett Johansson

 

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดในจีนเริ่มอิ่มตัวแล้ว แพลตฟอร์มของจีนจึงเปลี่ยนโฟกัส ขยายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ประโยชน์จากการมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ เพื่อลดราคาสู้กับคู่แข่งในตลาดอื่นๆ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ตลาด การกำกับดูแล และนโยบายการคุ้มครองตลาดในแต่ละประเทศ

 

เหมือนกับที่ Temu และ SHEIN กำลังเผชิญกับการตรวจสอบในประเทศเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลได้เตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับการซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มที่ไม่ได้จดทะเบียน และ Temu ยังพยายามจะเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูก เพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายเล็กในประเทศ 

 

เมื่อมาดูความคึกคักของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย หากสังเกตจะเห็นว่าถนนในกรุงเทพฯ ย่านที่มีคนพลุกพล่านจะเห็น TikTok Shop แสดงแคมเปญ Double 11 บนจอ LED ขนาดใหญ่ ชวนให้ไปช้อปปิ้ง และมีการยิงโฆษณาบนแอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง Grab ไม่เว้นแม้แต่ Lazada ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba Group ก็สร้างกระแสโปรโมชันอย่างหนักหน่วง รวมถึงแพลตฟอร์ม X ก็เต็มไปด้วยโฆษณาที่เสนอส่วนลดอย่างต่อเนื่อง 

 

ณัฐพงศ์ คู่เมือง ชาวกรุงเทพฯ วัย 28 ปี กล่าวว่า ตัวเขาซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมูลค่า 3,600 บาทบนแพลตฟอร์ม Shopee และใช้โปรโมชันส่วนลดไป ทำให้ประหยัดได้ประมาณ 20% โดยส่วนลดในช่วง Double 11 จะคุ้มกว่าแคมเปญอื่นๆ

 

รวมถึงตลาดมาเลเซียมีผู้คนมากกว่า 5 ล้านคนเข้าร่วมรับชมงาน 11.11 Mega LIVE Showdown ที่จัดขึ้นโดย TikTok Shop เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา งานนี้สร้างคำสั่งซื้อผ่านไลฟ์สตรีมประมาณ 80,000 รายการ ขณะเดียวกัน Shopee Live ในมาเลเซียก็ทำยอดขายสินค้ากว่า 2.5 ล้านชิ้นในช่วง 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจากยอดขายในช่วงปกติ

 

ด้าน Lazada อธิบายถึงเทศกาล Singles’ Day ของปีนี้ว่า เป็นโอกาสทางธุรกิจของแพลตฟอร์ม และเน้นนำแบรนด์สินค้าที่มียอดเติบโตมาเพิ่มโปรโมชัน ให้ส่วนลด เมื่อมียอดใช้จ่ายถึงเกณฑ์ที่กำหนดและจัดส่งฟรีเพื่อดึงดูดนักช้อป โดยปีนี้ Lazada ยังรายงานด้วยว่าบรรลุเป้าหมายการทำกำไรเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม โดยวัดจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 

 

พร้อมกันนี้เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็สร้างอานิสงส์ให้บริษัทขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1-11 พฤศจิกายน J&T Express ซึ่งเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของปริมาณการจัดส่งนั้นได้จัดการพัสดุมากกว่า 15 ล้านชิ้นต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น J&T Express จึงขยายพื้นที่คัดแยกพัสดุเพิ่มขึ้นประมาณ 19,000 ตารางเมตร และติดตั้งระบบอัตโนมัติเพิ่มอีกกว่า 13 ระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับการเพิ่มยานพาหนะขนส่งกว่า 900 คัน และจ้างพนักงานมากกว่า 3,800 คน เพื่อเสริมความสามารถในการคัดแยก การจัดส่ง และการบริการลูกค้าให้ได้อย่างครอบคลุม

 

“สุดท้ายตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาฟื้นตัวแล้ว และเข้าสู่ช่วงการเติบโตที่มั่นคงแล้วหลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิดมา” Li Jianggan ผู้ก่อตั้ง Momentum Works กล่าว

 

ภาพ: yanishevska / shutterstock

อ้างอิง:

The post ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิชัยตอบกระทู้ สว. พร้อมชี้ จีนไม่เคยคิดเอาเปรียบไทย ยันกระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจปัญหาแพลตฟอร์ม Temu สินค้าจีนแทรกแค่ปลายเหตุ ตำหนิแบงก์ชาติ ไม่ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/pichai-chinese-temu-e-com/ Mon, 30 Sep 2024 07:21:22 +0000 https://thestandard.co/?p=989668

วันนี้ (30 กันยายน) ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 15 (สมั […]

The post พิชัยตอบกระทู้ สว. พร้อมชี้ จีนไม่เคยคิดเอาเปรียบไทย ยันกระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจปัญหาแพลตฟอร์ม Temu สินค้าจีนแทรกแค่ปลายเหตุ ตำหนิแบงก์ชาติ ไม่ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 กันยายน) ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) ​ที่มี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบงำของ e-Commerce ข้ามชาติ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการ SMEs ในไทย จำนวน 5 ข้อ ได้แก่

 

  1. กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบงำจาก e-Commerce ข้ามชาติอย่างไร

 

  1. กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการสนับสนุนหรือเยียวยา SMEs ในไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

 

  1. กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการจัดการปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ อันเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่เข้ามาตามแพลตฟอร์ม e-Commerce ข้ามชาติอย่างไร

 

  1. กระทรวงพาณิชย์มียุทธศาสตร์แก้ไขการขาดดุลการค้าไทย-จีนอย่างไร

 

  1. ประเทศไทยจะร่วมมือกับอาเซียนในการจัดการปัญหานี้อย่างไร

 

พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า ตนเองมีความร้อนใจในการตอบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไทยและจีนนั้นไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการค้าและการลงทุนด้วย โดยไทยเป็นเพียงตลาดเล็กๆ จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ หากเราสามารถเจรจาต่อรองและนำสินค้าไปขายในจีนได้ ซึ่งไทยเราจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งแรกที่ตนเองทำหลังได้รับตำแหน่งคือการหารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีน โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมากกว่าการเอารัดเอาเปรียบธุรกิจไทย

 

พิชัยกล่าวต่อว่าตนเองได้รับการยืนยันจากสถานเอกอัครราชทูตจีนว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยทุกอย่าง ทางจีนจะไม่ทำธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบและไม่ได้ต้องการหากำไรจากคนไทย รวมทั้งทางการจีนพร้อมช่วยเหลือให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งที่สินค้าจีนทุกชิ้นต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ผ่านมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย และทางการจีนจะปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด อย่างแพลตฟอร์ม Temu ที่เข้าจะมาตั้งสาขาในประเทศไทยนั้น ต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ และจะติดตามมอนิเตอร์สินค้าจีนที่เข้ามาอย่างใกล้ชิด หลังจากนี้ตนเองจะส่งคนไปสำรวจอีกครั้งว่ามีการตั้งสาขาเปล่าๆ หรือไม่

 

ส่วนมาตรการเยียวยา SMEs ไทยที่ได้รับผลกระทบจาก e-Commerce ข้ามชาติตามคำถามของสมาชิกวุฒิสภานั้น พิชัยกล่าวว่าตนเองเข้าใจปัญหา SMEs ดี แต่ขอยืนยันว่าไม่นิ่งนอนใจและมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ SMEs ทั้งสร้าง SMEs รุ่นใหม่ที่มีความสามารถและการแก้ไขปัญหา SMEs ที่ต้องบูรณาการทุกกระทรวง รวมทั้งต้องดูเรื่องหนี้สินของ SMEs เพราะปัจจุบันหนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมากจะยากต่อการเดินหน้าต่อ โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาในภาพรวมเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

 

สินค้าจีนแทรกแซง SMEs ไทย กรณีหนึ่งที่อาจจะเป็นปลายเหตุ แต่ต้นเหตุที่เกิดปัญหาคือโควิด ซึ่งการตัดหนี้ก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้น จึงอยากให้ ธปท. มองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่ต้องช่วยเหลือกัน กระทรวงการคลังร่วมมือกับ ธปท. แต่ ธปท. ยังไม่ยอมลดดอกเบี้ย พอตนออกมาตำหนิ ธปท. คนก็มาตำหนิตน

 

พิชัยยืนยันไม่ได้ด่า ธปท. แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ ธปท. ก็ต้องออกมาตรการช่วยเหลือให้ฟื้นเหมือนประเทศจีน ออกแพ็กเกจใหญ่มาช่วย แต่เป็นเวลา 10 ปีที่ ธปท. ไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งที่มีหน้าที่ช่วยเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่เพียงกระทรวงการคลังหรือรัฐบาลมีหน้าที่ฝ่ายเดียว แต่ทั้งโลก ธปท. มีหน้าที่ฟื้นเศรษฐกิจ อย่างสหรัฐอเมริกา หากมีปัญหาก็อัดเงินจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น

 

พิชัยยืนยันไม่อยากทะเลาะหรือข้องใจกับใคร บางครั้งอาจจะพูดแรงไปบ้างเพราะรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งหอการค้าและภาคอุตสาหกรรม ที่โทรมาบอกว่ามันจะเจ๊งกันอยู่แล้วเมื่อมาเจอโควิดและดอกเบี้ยแพงหลายเรื่อง เราพยายามแก้ทุกทางแต่ต้องแก้ภาพรวมทั้งหมดด้วย เราอยากแก้ทุกอย่างพร้อมกันและร่วมมือกันทุกฝ่าย ที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤต เราจะทำอย่างไรให้ฝ่าวิกฤตไปให้ได้

 

พิชัยกล่าวย้ำว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์กำลังทำคือเร่งเจรจาการค้าในการแก้ปัญหาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และจะมีแถลงการณ์เร็วๆ นี้ โดยนายกรัฐมนตรีมีหลายโปรแกรมที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะเป็นหน้าที่หลัก รวมถึงต้องผลักดันผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน การทำให้ GDP สูงสุดขึ้นยังเป็นเรื่องที่จำเป็น อีกทั้งตนเองก็ยินดีรับฟังและแก้ไขปัญหา

The post พิชัยตอบกระทู้ สว. พร้อมชี้ จีนไม่เคยคิดเอาเปรียบไทย ยันกระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจปัญหาแพลตฟอร์ม Temu สินค้าจีนแทรกแค่ปลายเหตุ ตำหนิแบงก์ชาติ ไม่ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด https://thestandard.co/shopee-tokopedia-indo-10-percent/ Thu, 26 Sep 2024 06:14:27 +0000 https://thestandard.co/?p=988281

Nikkei Asia รายงานว่า ในช่วงยุคทองของแพลตฟอร์ม e-Commer […]

The post จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nikkei Asia รายงานว่า ในช่วงยุคทองของแพลตฟอร์ม e-Commerce ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าหลายๆ แพลตฟอร์มพยายามกำหนดค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพื่อดึงร้านค้าเข้ามา แต่วันนี้สภาพตลาดเปลี่ยนไปและมีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามา ทำให้การแข่งขันยิ่งทวีคูณมากขึ้น

 

กระทั่งล่าสุด Shopee และ Tokopedia ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซียสูงสุดถึง 10% ของราคาขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าหรือประเภทผู้ขาย จากเดิมที่เคยเก็บสูงสุดเพียง 6.5% แต่ในเดือนเดียวกัน Shopee เพิ่มค่าคอมมิชชันให้แก่ผู้ขายบางรายในอินโดนีเซียเช่นกัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจทำรายได้และกำไรได้มากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งในการปรับตัวรับมือกับแรงกดดันหลังจากโควิดคลี่คลายและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ จากเดิมที่เคยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็กลับไปซื้อสินค้าจากหน้าร้านเพิ่มขึ้น ทำให้การเติบโตของยอดขายชะลอตัวลง

 

โดย Shopee และ Tokopedia ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว แต่ Kai Wang นักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสจาก Morningstar กล่าวว่า หลังจากกำไรสุทธิของทั้ง 2 แพลตฟอร์มลดลง การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจึงเป็นทางเลือกที่ต้องทำเพื่อเพิ่มผลกำไร แม้ร้านค้าจะไม่พอใจก็ตาม

 

ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์มคู่แข่งหลายค่ายทั้ง Lazada และ TikTok ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมกันไปแล้ว แต่สิ่งที่หลายค่ายยังทำอยู่คือการขึ้น ค่าคอมมิชชัน โดยในเดือนกรกฎาคมปีนี้ Shopee ก็ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันในมาเลเซียไปแล้ว

 

เมื่อไม่นานมานี้ Shopee ร่วมกับ YouTube เปิดตัวบริการช้อปปิ้งออนไลน์ในอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าที่เห็นในเว็บไซต์สตรีมมิงผ่านลิงก์ของ Shopee โดยทั้งสองบริษัทยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือนี้ไปยังตลาดในประเทศอื่นๆ เช่น ไทยและเวียดนาม

 

ฝั่งบรรดานักวิเคราะห์คาดว่า แม้ว่าจะมีผู้ค้าบางรายไม่พอใจ แต่ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญ

 

ฟังเสียงสะท้อนจากร้านค้าบนแพลตฟอร์มในสิงคโปร์ เป็นชายวัย 35 ปีที่ขายเสื้อผ้าบน TikTok Shop แสดงความเห็นว่า ตนจะยังคงขายบนแพลตฟอร์มต่อไป เนื่องจากการสร้างช่องทางขายของตนเองอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและเสียเวลามากกว่าในการทำการตลาดและการจัดส่งสินค้า ดังนั้นต้องยอมจ่ายเพิ่มหากต้องการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

 

ขณะที่ร้านค้าบางรายหันไปเปิดช่องทางขายเป็นของตัวเอง เจ้าของร้านค้าบนแพลตฟอร์มชาวมาเลเซียระบุว่า เขาขายสินค้าบน Shopee และ Lazada มานาน 2 ปี และขายบน TikTok Shop 1 ปี เมื่อ 3 เดือนก่อนเขาตัดสินใจปิดร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นและกรอบเวลาการจัดส่งที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ต้นสูงขึ้นและกำไรลดลงจนไม่สามารถแบกรับได้ไหว

 

Jianggan Li ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Momentum Works ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นไม่ได้มองว่าการขึ้นค่าคอมมิชชันจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมหรือจำนวนผู้ค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

 

ตั้งแต่ช่วงปี 2010 แพลตฟอร์มอย่าง Tokopedia, Lazada และ Shopee แข่งขันกันด้วยการเสนอส่วนลด โปรโมชัน และค่าคอมมิชชันที่ต่ำ เพื่อดึงดูดความสนใจจนทำให้มีร้านค้าเข้ามาจำนวนมาก

 

แต่หลังจากโควิดคลี่คลายบวกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้บังคับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องลดการใช้จ่ายและลดจำนวนพนักงานอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับปรุงผลกำไร เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหลีกเลี่ยงบริษัทเทคโนโลยีที่ยังขาดทุน

 

แต่การแข่งขันกลับทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2021 เมื่อ TikTok ได้เปิดตัวบริการ e-Commerce ของตัวเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ฟังก์ชันการไลฟ์ที่ได้รับความนิยมและเพิ่มฐานลูกค้าขนาดใหญ่ พร้อมเสนอค่าคอมมิชชันที่ต่ำกว่า ทำให้ TikTok เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในสินค้าหมวดความงามและแฟชั่น

 

สิ่งนี้ทำให้ Shopee ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคต้องเปิดเกมรุกด้วยการลงทุนเพิ่มฟังก์ชันการไลฟ์ที่คล้ายกันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด รวมไปถึง Tokopedia ที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการตามให้ทันเทรนด์การแข่งขันจนในที่สุดก็ประกาศขายหุ้น 75% ให้กับ TikTok เมื่อเดือนธันวาคมปี 2023 โดยการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล Momentum Works ในปี 2023 Shopee ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 48% เมื่อพิจารณาจากปริมาณการค้า สินค้ารวมในภูมิภาค ตามมาด้วย Lazada ที่มีส่วนแบ่ง 16.4% ขณะที่ TikTok และ Tokopedia มีส่วนแบ่งเท่ากันที่ 14.2%

 

อ้างอิง:

The post จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ทัพคนใหม่ของ Lazada มอง การเข้ามาของ Temu อาจทำให้การแข่งขันดุเดือดขึ้น แต่ลูกค้าคือผู้ได้ประโยชน์ https://thestandard.co/lazada-thailand-temu-impact/ Fri, 20 Sep 2024 13:13:21 +0000 https://thestandard.co/?p=986135 เผยถึงการเข้ามาของ Temu

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ‘Lazada ประเทศไทย’ มีกา […]

The post แม่ทัพคนใหม่ของ Lazada มอง การเข้ามาของ Temu อาจทำให้การแข่งขันดุเดือดขึ้น แต่ลูกค้าคือผู้ได้ประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยถึงการเข้ามาของ Temu

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ‘Lazada ประเทศไทย’ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เมื่อ ‘วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย’ ที่ทำงานอยู่ในองค์กรมา 8 ปี ถูกขยับให้ขึ้นมานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อนำทัพในวันที่ตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังสดใสมากๆ ในบ้านเรา

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากการที่ Lazada ระบุถึงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยว่ามีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ไทยเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากอินโดนีเซีย ด้วยอัตราการเติบโต 20% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยมีมูลค่า 9.8 แสนล้านบาท

 

ตัวเลขที่หอมหวานย่อมดึงดูดให้มีผู้เล่นรายอื่นอยากเข้ามาแบ่งก้อนเค้ก แม้จะมีผู้ที่ล้มตายไปหลายรายจากตลาดการแข่งขันที่ดุเดือดก็ตาม ซึ่งคู่แข่งหน้าใหม่ล่าสุดคือ Temu ผู้ถือกำเนิดมาจากการแข่งขันสุดหฤโหดในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีน โดยเป็นบริษัทที่แยกตัวจาก Pinduoduo (PDD) ซึ่งเป็นบริษัทที่กล้าท้าทายยักษ์ใหญ่เช่น Alibaba (บริษัทแม่ของ Lazada) ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

Temu เข้ามาโดยนำเสนอโมเดลธุรกิจที่เน้นราคาต่ำสุดด้วยการขายสินค้าตรงจากโรงงานและประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบเกม ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในสหรัฐฯ และกว่า 45 ประเทศทั่วโลก 

 

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สร้างแรงกระเพื่อมถึงเจ้าตลาดในถิ่นทันที ภายในไม่กี่เดือน Temu กลายเป็นแอปช้อปปิ้งที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุด ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Amazon ต้องตั้งใจแข่งอย่างจริงจังกว่าเดิม เพราะมีงานวิจัยที่ระบุว่าลูกค้าใช้เวลาบน Temu มากกว่า Amazon เสียด้วยซ้ำ

 

แน่นอนการเข้ามาของ Temu ย่อมเป็นคู่แข่งกับ Lazada และเป็นหน้าที่อันท้าทายของ ‘วาริสฐา’ ที่ถือเป็นแม่ทัพในการรับมือ แต่เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้เธอกลับบอกแค่เพียงว่า “เมื่อมีการแข่งขันผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่สุดย่อมเป็นลูกค้า” ซึ่งเป็นคำพูดส่วนหนึ่งของการตอบคำถามสั้นๆ ราว 10 กว่านาทีเท่านั้นต่อสื่อมวลชน ในงานแถลงถึงทิศทางธุรกิจในวันนี้ (20 กันยายน)

 

ในงานดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกพูดถึงการที่ Lazada อยู่ในตลาดอีคอมเมิร์ซมากว่า 12 ปีแล้ว โดยการมีเบื้องหลังเป็น Alibaba ในฐานะบริษัทแม่ทำให้มีความได้เปรียบของระบบอีโคซิสเต็ม ซึ่งมีส่วนให้บริษัทเติบโตขึ้น สะท้อนได้จากสถานะกำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือ EBITDA ใน 6 ประเทศของ Lazada Group ที่มีผลเป็นบวกครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2567

 

“ความสำเร็จดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการปรับกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นของ Lazada” วาริสฐาระบุ

 

แม่ทัพ Lazada ประเทศไทยระบุถึงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเห็นตัวเลขการเติบโตเป็นดับเบิลดิจิตอยู่ เพราะผู้บริโภคในไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตได้ครอบคลุมมากกว่าประเทศอื่น ทำให้มีการใช้บริการอีคอมเมิร์ซค่อนข้างมาก 

 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ช่วยผลักดันให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยสดใสมากขึ้นนั้น มาจากการขับเคลื่อนของนักช้อปผู้หญิง และ Gen Z ที่หันมาซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มมากขึ้น ข้อมูลของ Lazada พบว่า 35% ของลูกค้า Gen Z ยังรับหน้าที่สั่งซื้อสินค้าให้กับคนในครอบครัวไปด้วย โดยกลุ่มสินค้ายอดฮิต ได้แก่ กลุ่มความงาม เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ

 

วาริสฐาระบุถึงกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานของ Lazada ที่ยังเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ 3 ด้าน เริ่มตั้งแต่ การตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำและความเหนียวแน่นของนักช้อป โดยสร้างความแตกต่างในหมวดหมู่สินค้าพรีเมียม แฟชั่น และความงาม ซึ่งเป็นจุดแข็งของแพลตฟอร์ม เห็นได้จากยอดขายรวมของ LazMall ในช่วงเมกะแคมเปญ ซึ่งก้าวกระโดดมากกว่า 7 เท่าเมื่อเทียบกับวันปกติ ในขณะที่ LazBEAUTY มีจำนวนสมาชิกในไทยกว่า 1 ล้านราย

 

ในโค้งสุดท้ายของปี 2567 Lazada จะเสริมความแข็งแกร่งของ LazMall ผ่านการขยายพันธมิตรแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟ และรุกเซ็กเมนต์สินค้าลักชัวรี ผ่านหมวดสินค้า LazMall Premium Brand นอกจากนี้ ยังตอกย้ำ LazLOOK ในฐานะจุดหมายสินค้าแฟชั่นผ่านแคมเปญรายสัปดาห์

 

ตามด้วยกลยุทธ์ที่ 2 ลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างเครื่องมือ AI เข้ามาสนับสนุนแคมเปญต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จได้ คือฟีเจอร์ถามผู้ใช้งานจริง (Ask the Buyer) ซึ่งนำ AI มาช่วยตั้งคำถามให้ผู้ซื้อรายก่อนๆ มาร่วมรีวิวสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อรายใหม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังยกระดับของ Gamification ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่น LazGame กว่า 1 ล้านคนต่อวัน และ 82% กลับมาใช้แอปซ้ำทุกวัน และใช้เวลาบนแอปนานกว่า 3 เท่าของค่าเฉลี่ยแพลตฟอร์ม

 

ส่วนกลยุทธ์สุดท้าย สนับสนุน SMEs ไทยผ่านการออกแบบ Seller Packages ให้ตอบโจทย์ร้านค้า รวมถึงเครื่องมือให้ปรับแต่งรูปภาพ และมี Chatbot เข้ามาช่วยตอบแชตทั้งหมด ล้วนเป็นการส่งเสริมการขายให้ร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มเติบโตไปพร้อมๆ กัน

The post แม่ทัพคนใหม่ของ Lazada มอง การเข้ามาของ Temu อาจทำให้การแข่งขันดุเดือดขึ้น แต่ลูกค้าคือผู้ได้ประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้น PDD บริษัทแม่ Temu ร่วง ขาดทุนกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจจีน https://thestandard.co/morning-wealth-28082024-3/ Wed, 28 Aug 2024 06:13:20 +0000 https://thestandard.co/?p=976397

หุ้น PDD บริษัทแม่ของ Temu อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ปรั […]

The post ชมคลิป: หุ้น PDD บริษัทแม่ Temu ร่วง ขาดทุนกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้น PDD บริษัทแม่ของ Temu อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ปรับตัวร่วงหนักถึง 29% ในวันเดียว (27 สิงหาคม) ขาดทุนมูลค่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังผลประกอบการน่าผิดหวัง ที่เกิดจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่ดุเดือด และสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของการเติบโตทางเศรษฐกิจจีน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้น PDD บริษัทแม่ Temu ร่วง ขาดทุนกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิเดือด! อีคอมเมิร์ซไทยโตแรง (ก็จริง) แต่ผู้ขาย SMEs ‘ยิ่งขายยิ่งขาดทุน’ ยิ่งทุกข์หนักเมื่อทุนจีนทะลัก ท้าชนทุกแพลตฟอร์ม https://thestandard.co/smes-struggling-e-commerce-boom/ Thu, 22 Aug 2024 06:31:28 +0000 https://thestandard.co/?p=973968

ท่ามกลางการเติบโตอย่างร้อนแรงของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ที่ค […]

The post สมรภูมิเดือด! อีคอมเมิร์ซไทยโตแรง (ก็จริง) แต่ผู้ขาย SMEs ‘ยิ่งขายยิ่งขาดทุน’ ยิ่งทุกข์หนักเมื่อทุนจีนทะลัก ท้าชนทุกแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางการเติบโตอย่างร้อนแรงของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ที่คาดว่าจะแตะมูลค่า 6.94 แสนล้านบาทในปี 2567 แต่ภายใต้ตัวเลขสวยหรูนี้กลับซ่อน ‘ระเบิดเวลา’ ที่พร้อมจะระเบิดขึ้นทุกเมื่อ!

 

ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงอีคอมเมิร์ซไทยมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม และซีอีโอของเพย์โซลูชั่น ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึง ‘ความจริงอันโหดร้าย’ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแข่งขันอันดุเดือดจากธุรกิจจีนที่กำลังรุกคืบเข้ามาในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

 

แม้ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะเติบโตตามไปด้วย! ปัจจุบัน 2 ใน 3 ของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ โดยเฉพาะ Shopee และ Lazada ที่มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 79% ที่เหลือก็เป็น TikTok ที่กำลังมาแรงเป็นอย่างมาก และหายใจรดต้นคอ Lazada มาเรื่อยๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้ประกอบการไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้เป็นหลัก ยังทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับ ‘ภาวะหลังพิงฝา’ เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้ขึ้นราคาค่าบริการอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะ Lazada ที่ขึ้นราคาค่าบริการสูงถึง 300% ภายในระยะเวลาเพียงปีครึ่ง! นอกจากนี้ ผู้ขายยังต้องแบกรับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่สูงถึง 7-10% ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนกำไรอย่างมาก ที่น่าสังเกตคือ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่มีใครเข้ามา ‘ควบคุม’ ได้

 

เมื่อ ‘สงครามราคา’ บังตา แถมเจอทุนจีนทะลัก!

 

การแข่งขันอันดุเดือดในตลาดอีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้ขายต้องงัด ‘สงครามราคา’ และ ‘โปรโมชัน’ มาเป็นเครื่องมือในการดึงดูดลูกค้า แต่กลยุทธ์นี้กลับกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่บั่นทอนกำไรของผู้ขายเอง เพราะยิ่งลดราคา ยิ่งจัดโปรโมชัน ก็ยิ่งขาดทุน!

 

นอกจากนี้ การที่แพลตฟอร์มต่างชาติปิดกั้นข้อมูลลูกค้า ยังทำให้ผู้ขายไม่สามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจลูกค้าของตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาลูกค้าในระยะยาว

 

นอกจากปัญหาจากแพลตฟอร์มต่างชาติแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับการรุกคืบของธุรกิจจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทยอย่างหนักหน่วง ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีราคาถูกและหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยยากจะแข่งขันได้

 

ภาษีอีคอมเมิร์ซ ‘ตัวเร่ง’ ปัญหา

 

ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน กรมสรรพากรยังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้านค้าออนไลน์อย่างเข้มงวด ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

 

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวอย่างไร? จะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไร? จะสร้างโอกาสในการเติบโตท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือดนี้ได้อย่างไร?

 

ภาวุธให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวโดยการสร้างแบรนด์ของตนเอง หาช่องทางการขายใหม่ๆ และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งมองว่าภาคธุรกิจและภาครัฐต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น

 

โดยเฉพาะภาครัฐที่ควรคุมเข้มการนำเข้าสินค้าให้มากกว่านี้ ทั้งคุณภาพของสินค้า การจัดตั้งบริษัท ตลอดจนการปรับเกณฑ์ให้คุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจน

 

เพย์โซลูชั่น ‘ตัวช่วย’ ผู้ประกอบการไทย

 

ในมุมของเพย์โซลูชั่น ภาวุธชี้ว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็น ‘ผู้ช่วย’ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ โดยการนำเสนอโซลูชันการชำระเงินที่ครบวงจร ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมทั้งเครื่องมือและบริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

 

นอกจากนี้ เพย์โซลูชั่นยังพัฒนานวัตกรรมที่ตอบรับกับพฤติกรรมการชำระของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และพัฒนาช่องทางรับชำระเงินใหม่ๆ เช่น การจัดทำ Sandbox เพื่อรองรับคริปโตเคอร์เรนซี

 

“เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ นำระบบชำระเงินมาใช้มากขึ้น จากข้อมูลของเพย์โซลูชั่นจะเห็นว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามียอดการใช้บริการจากเพย์โซลูชั่นเพิ่มถึง 36.84% ช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พร้อมเพย์และบัตรเครดิต และเรายังสามารถดึงเงินตราต่างประเทศเข้าไทยได้ถึง 465 ล้านบาท” ภาวุธกล่าว

 

ปัจจุบันเพย์โซลูชั่นมีลูกค้ากว่า 20,000 ราย และตั้งเป้าหมาย Transactions ปีนี้ไว้ที่ 7.8 พันล้านบาท จาก 4 พันล้านในปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก็คาดว่าจะมาพร้อมกับรายได้ 160 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทย ‘เติบโต’’ ได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

The post สมรภูมิเดือด! อีคอมเมิร์ซไทยโตแรง (ก็จริง) แต่ผู้ขาย SMEs ‘ยิ่งขายยิ่งขาดทุน’ ยิ่งทุกข์หนักเมื่อทุนจีนทะลัก ท้าชนทุกแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทยตั้งเป้ารายได้ 2.18 หมื่นล้านภายในสิ้นปี เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ EMS World https://thestandard.co/thailand-post-goal-ems-world/ Thu, 22 Aug 2024 02:29:14 +0000 https://thestandard.co/?p=973749

ไปรษณีย์ไทยถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่กับประเ […]

The post ไปรษณีย์ไทยตั้งเป้ารายได้ 2.18 หมื่นล้านภายในสิ้นปี เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ EMS World appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไปรษณีย์ไทยถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่กับประเทศไทยมานาน แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างการมาเล่นในตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ทำให้สินค้าจำนวนมากเข้าถึงผู้บริโภคได้จากทั่วโลก ส่งผลให้วิธีการทำธุรกิจแบบเดิมจำต้องเปลี่ยนตามเพื่อตอบสนองให้เท่าทันสถานการณ์

 

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าผลักดันบริการ EMS World ส่งด่วนทั่วโลก เพื่อขยายฐานธุรกิจไปยังต่างประเทศ ขยายการเข้าถึงของสินค้าจากผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก ผ่านเส้นทางการขนส่งหลากหลายจากความร่วมมือกับการไปรษณีย์ทั่วโลก และการสร้างพันธมิตรกับกลุ่มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เมื่อตลาดดังกล่าวในไทยอาจโตได้ถึง 7 แสนล้านบาท และเพื่อตอบสนองกับคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้น

 

“ที่ผ่านมาปริมาณการขนส่งสินค้าของเราลดลง จากการเปลี่ยนกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เช่น การจำกัดประเภทสินค้าที่ส่งได้ แต่ในท้ายที่สุด ‘ความต้องการส่ง’ ของผู้คนไม่ได้ลดลงตาม จนบีบให้พวกเขาหันไปหาช่องทาง ‘สีเทา’ ไปรษณีย์ไทยจึงเจอกับโจทย์ที่ปริมาณการส่งในช่องทางที่ดำเนินการอย่างถูกต้องมีจำนวนน้อยลง เราจึงได้เริ่มจับมือกับ Vietnam Post และ Indonesia Post ขยายฐานการขนส่งสินค้าให้กว้าง เพื่อชดเชยกับจำนวนที่หายไป” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์การขยายตลาด

 

ไปรษณีย์ไทยเล็งเห็นว่าสินค้าไทยมีศักยภาพที่จะแข่งขันและเป็นที่ต้องการในเวทีโลก บริษัทจึงตัดสินใจร่วมมือกับทางเวียดนามและอินโดนีเซียเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าคุณภาพของแต่ละประเทศให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ ‘Traffic’ หรือการค้าขายระหว่างประเทศโดยผู้ประกอบการไทยเติบโต รวมถึงสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union: UPU) การไปรษณีย์สมาชิกอาเซียน ASEAN Post และ ASEAN Post++ (จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย) การไปรษณีย์กลุ่ม KPG (Kahala Posts Group) ก็เป็นองค์กรพันธมิตรของไปรษณีย์ไทยด้วย

 

นอกจากนี้ไปรษณีย์ไทยยังเป็นจับมือกับแพลตฟอร์ม eBay เพื่อนำสินค้าไทยส่งเข้าไปในระบบ eBay ให้สามารถวางขายบนแพลตฟอร์มได้ทั่วโลก และอีกหนึ่งรายคือ Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) หรือบริการรับคำสั่งจากผู้ซื้อทั่วโลก โดยมีไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ส่งสินค้าเข้าคลังในต่างประเทศตามยอดการสั่งซื้อ ซึ่งกำลังจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 4

 

สำหรับปลายทางที่ไปรษณีย์ไทยมีการส่งระหว่างประเทศ 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  1. สหรัฐอเมริกา
  2. ญี่ปุ่น
  3. สหราชอาณาจักร 
  4. เกาหลีใต้
  5. ออสเตรเลีย

 

โดยมีสินค้าที่นิยมส่งคือ เสื้อผ้า ขนมและอาหารแห้ง สินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม เอกสาร ของสะสม

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่าครึ่งหลังของปี 2567 กลุ่มธุรกิจบริการระหว่างประเทศจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 พันล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก ไปรษณีย์ไทยทำรายได้อยู่ที่ 10,602.30 ล้านบาท ด้วยผลกำไร 136.60 ล้านบาท โดยมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจขนส่งต่างประเทศคิดเป็น 12.2% ของรายได้ทั้งหมด

 

ส่วนมุมมองอนาคตระยะสั้น ดร.ดนันท์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยตั้งเป้ารายได้ของปี 2567 เบ็ดเสร็จไว้ที่ 2.18 หมื่นล้านบาท

The post ไปรษณีย์ไทยตั้งเป้ารายได้ 2.18 หมื่นล้านภายในสิ้นปี เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ EMS World appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ https://thestandard.co/thai-sang-thai-on-e-commerce/ Sun, 19 May 2024 12:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=935480 ไทยสร้างไทย พูดถึง ตลาดอีคอมเมิร์ซ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) นพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้า […]

The post ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยสร้างไทย พูดถึง ตลาดอีคอมเมิร์ซ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) นพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าขายสินค้าที่สำคัญของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ต้องยอมรับความเจ็บปวด เพราะแลกมาด้วยการที่ผู้ค้าผู้ขายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการขาย (Sales Transaction Fee) ที่ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มเจ้าตลาดเป็นผู้กำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มข้ามชาติที่เป็นเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซ และตอนนี้เข้ามายึดตลาดบ้านเราไปอย่างเบ็ดเสร็จแล้วที่พวกเรารู้จักคุ้นเคยกันดี ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok ซึ่งในระยะแรกๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย ดูเหมือนจะทำตัวสงบเสงี่ยมไม่วางก้ามมากนัก ที่ผ่านมาเป็นการทำการตลาดด้วยการแข่งขันในสงครามราคาเพื่อสร้างฐานผู้ใช้ โดยในช่วงแรกออกค่าธรรมเนียมให้ผู้ขาย เพื่อดึงดูดให้คนมาขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ประสบภาวะขาดทุนเป็นหมื่นล้านบาทหลายปีติดต่อกัน จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่มีฐานผู้ใช้มากขึ้น มีอำนาจต่อรองกับคนขายก็เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนต่าง เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมการจัดส่ง รวมแล้วพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเสียค่าธรรมเนียมราว 15.85% ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

 

จากข้อมูลรายงาน E-commerce in Southeast Asia 2023 ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทย ปี 2565 อยู่ที่ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.27 แสนล้านบาท)  ซึ่งเมื่อเจาะรายละเอียดไปที่ส่วนแบ่งตลาดของแต่ละแพลตฟอร์มจะพบว่า Shopee มีส่วนแบ่งมากสุดที่ 56% ตามด้วย Lazada 40% และ TikTok 4% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภาพตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการจากต่างประเทศอย่างแท้จริง

 

ถามว่าแพลตฟอร์มข้ามชาติเหล่านั้นยอมขาดทุนอย่างมหาศาลเพื่อแลกกับอะไร นพดลชี้ว่า เพื่อแลกกับการเข้าสู่ตลาดในประเทศ เพื่อทำลายอำนาจการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ และที่สำคัญคือเพื่อแลกกับการเข้าสู่ข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยหรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพื่อนำไปให้ AI วิเคราะห์กำหนด Customer Information Scoring ทำการตลาดเจาะลูกค้าแต่ละราย ทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแม่นยำทั้งในรูปปัจเจกบุคคลและกลุ่มลูกค้ารายประเภทการค้า นอกจากข้อมูลลูกค้ายังรวมไปถึงข้อมูลคู่ค้าที่อยู่ในวงโคจรทั้งหมดด้วย พอถึงเวลาที่ได้ข้อมูลทุกอย่างพร้อมก็พาเหรดกอดคอกันปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตามใจชอบ เช่นในปี 2566 ทั้ง Shopee และ Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมถึง 2 รอบ

 

ล่าสุด Shopee Thailand ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายครั้งใหม่สำหรับกลุ่ม Mall Sellers และ Non-Mall Sellers (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 ดังนี้ 

 

  • ค่าธรรมเนียมสำหรับ Mall Sellers แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Items) เป็น 6% จากเดิม 5% ของราคาสินค้า, สินค้าบางประเภทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Exceptions of Electronics Items) เป็น 5% หรือ 8% จากเดิม 6% ส่วนสินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics Items) อยู่ที่ 5-8% จากเดิม 7%

 

  • ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับ Non-Mall Sellers แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Items) 5% จาก 4%, สินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics Items) 5% จาก 4%, สินค้าในหมวดหมู่สินค้าแฟชั่น (Fashion Cluster) 6% จาก 5% และสินค้าบางประเภทในหมวดหมู่ย่อยของสินค้าในหมวดหมู่สินค้าแฟชั่น 5% จาก 4% ของราคาสินค้า 

 

ส่วน Lazada ได้ปรับค่าธรรมเนียมการใช้บริการ Marketplace Service Fee และมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ในบางหมวดหมู่สินค้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องเสียง กล้อง โดรน ฯลฯ) 4% จากเดิม 3%, สินค้าแฟชั่น (กระเป๋า เสื้อผ้า ฯลฯ) 5% จากเดิม 4%, สินค้าอุปโภค-บริโภค 4% จากเดิม 3% และสินค้าทั่วไป 4% จากเดิม 3%

 

สำหรับ TikTok Shop Thailand ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 ได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมคอมมิชชัน เดิมคิดอัตราคงที่ 4% มาเป็นการคิดแตกต่างกันหมวดหมู่ย่อยของสินค้า (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แบ่งเป็นสินค้าแฟชั่น 4.00-5.35%, สินค้าอุปโภค-บริโภค (FMCG) 4.28%, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 4.28% สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อุปกรณ์กีฬา เครื่องครัว 4.28%

 

ส่วน LINE SHOPPING คิดค่าธรรมเนียม (Service Fee) จากคำสั่งซื้อบนช่องทางสื่อและแคมเปญ LINE SHOPPING ที่ 3% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป แต่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขายในกรณีที่คำสั่งซื้อเกิดจากการออร์เดอร์ผ่านห้องแชตในแอปพลิเคชัน LINE หรือผู้ขายเป็นผู้โฆษณาร้านค้าด้วยตนเอง หรือส่งลิงก์ร้านค้าและสินค้าของผู้ขาย shop.line.me/@shopbasicid ให้ผู้ซื้อโดยตรง

 

ไทยสร้างไทยจึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการกำกับการแข่งขัน-เพดานราคา เนื่องจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ มีแค่ 2-3 เจ้า ผูกขาดตลาดไว้เกือบหมด ผู้ค้าขายคนไทยรวมถึงผู้บริโภคคนไทยไม่ได้มีตัวเลือกไปมากกว่านี้ ส่วนผู้บริโภคแม้จะมีส่วนดีที่ยังได้รับอานิสงส์จากการที่แพลตฟอร์มเสนอดีลราคาพิเศษ แต่ความน่ากลัวที่เป็นผลกระทบข้างเคียง คือแผนการตลาดจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีผลเป็นการทุบร้านค้าปลีกรายเล็กตายหมด ถ้าอยากรอดก็ต้องขึ้นมาขายออนไลน์ แต่แพลตฟอร์มก็ขึ้นค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง เวลาขึ้นจาก 1% เป็น 2% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่จริงๆ คือเท่าตัว 100-200% ภาครัฐควรเข้ามากำกับดูแลการขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ที่มีหน้าที่ควบคุมการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศ จำเป็นต้องป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคคนไทยโดยแพลตฟอร์มข้ามชาติ

The post ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้หรือไม่​? ปี 2023 คนไทยช้อปออนไลน์ทะลุ 7 แสนล้าน สูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่ายอดขาย 7-Eleven ทุกสาขาทั้งปี https://thestandard.co/online-shopping-in-2023/ Sat, 13 Jan 2024 03:49:01 +0000 https://thestandard.co/?p=887274

ข้อมูลสถิติในปี 2023 จากตลาดหลักทรัพย์และ Statista บริษ […]

The post รู้หรือไม่​? ปี 2023 คนไทยช้อปออนไลน์ทะลุ 7 แสนล้าน สูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่ายอดขาย 7-Eleven ทุกสาขาทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้อมูลสถิติในปี 2023 จากตลาดหลักทรัพย์และ Statista บริษัทข้อมูลการตลาดและผู้บริโภคชั้นนำของโลก พบว่าคนไทยมีการซื้อของออนไลน์สูงเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่าถึง 7 แสนล้านบาท โดยหากเทียบให้เห็นภาพชัดๆ กับยอดขายของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และมีสาขารวมกันมากกว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ

 

สถิติยังสอดคล้องกับของ McKinsey ที่คาดการณ์ว่ารายได้ช่องทางอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตมากถึง 25% ต่อปีไปอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็น 7 เท่าของ GDP การเติบโตของเศรษฐกิจของปีนี้ที่ 2% โดยหมวดหมู่ที่โตมากที่สุดคือ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม และรองมาคือ หมวดสุขภาพและความงาม 

 

ชวพล ฟ้าอำนวยผล นักกลยุทธ์การตลาดอีคอมเมิร์ซและดิจิทัล เล่าให้ฟังว่าจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงอีคอมเมิร์ซ, ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และสตาร์ทอัพมากว่า 15 ปี เชื่อว่า Marketplace เป็นเครื่องมือการตลาดที่ทำเงินได้มหาศาล

 

“ที่ผ่านมาผมดูแลทั้งแบรนด์ชั้นนำมากกว่า 10 แบรนด์ รวมถึงร้านค้าเล็กๆ ที่เริ่มจากศูนย์บนช่องทางออนไลน์ ซึ่งผมได้เปิดร้านค้าและทำการตลาดให้บน Lazada และ Shopee ผ่านไป 2 ปี ปัจจุบันร้านค้าดังกล่าวมียอดขายสูงถึง 7-8 หลักต่อเดือน ผมจึงเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์องค์กร (Brand) หรือร้านค้า (Online Seller) หากมีความรู้ความเข้าใจ วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้ รู้เทรนด์ทันเกม และนำเทคนิคต่างๆ ในการทำตลาดออนไลน์มาปรับใช้ ก็สามารถสร้างรายได้อีกมากมายมหาศาล”

 

ปี 2024 ถือเป็นปีที่การตลาดออนไลน์มาแรง ยอดขายน่าจะแซงปีที่แล้ว จึงได้คัดเลือก 4 กลยุทธ์เด็ดๆ ในปี 2024 เพื่อสร้างรายได้กันอีกช่องทาง ได้แก่  

 

ลุย TikTok เต็มกำลัง ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ ด้วยเหตุผลหลักๆ ที่ว่า

 

  • ปี 2024 อีคอมเมิร์ซบน TikTok จะเติบโตเร็วที่สุดเทียบกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เพราะพลังของ KOL ที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
  • เครื่องมือที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญสำหรับปี 2024 คือโปรแกรม TikTok Affiliate ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคซื้อง่ายยิ่งขึ้น โปรแกรมส่งฟรี (TikTok Free Shipping) นอกจากนั้น ค่าคอมของ TikTok ที่ต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ (Minimal Commission) จะทำให้แบรนด์หรือร้านค้าออนไลน์มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกด้วย
  • คนไทยชอบรับข่าวสารด้วยวิดีโอมากกว่าการอ่าน และ TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย
  • TikTok Live เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นยอดขาย เพราะสามารถเข้าถึงผู้ชมได้อย่างใกล้ชิดและสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม
  • ค่าโฆษณาบน TikTok ต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Facebook ถึง 10 เท่า
  • TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่ม ยกตัวอย่างแบรนด์ที่อยู่ในกลุ่ม Premium Mass หรือ Premium ก็ขายดีบน TikTok ด้วย เช่น Samsung Thailand, Estée Lauder, Yves Saint Laurent, Kiehl’s และ Dyson สรุปคือเริ่มเปิด TikTok ก่อนได้เปรียบ

 

ใช้ Marketplace อย่าง Lazada และ Shopee อย่างชาญฉลาด

 

  • ควรจัดโปรโมชันในช่วง CBMO (Crazy Brand Mega Offer) เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะรอคอยเพื่อซื้อสินค้าในช่วงนี้ ทำให้ร้านค้ามีโอกาสเพิ่มยอดขายได้ถึง 30-40% ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 2 ของวัน D-Day เช่น 11.11, 12.12 เป็นต้น 
  • แบ่งงบประมาณทำ CPAS (Collaborative Performance Advertising Solution) เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาดูสินค้าบนแพลตฟอร์ม หรือ Add to Cart 
  • ให้ความสำคัญกับ ROAS (Return on Ad Spend) หรือรายได้จากค่าโฆษณาที่ยิงออกไป อธิบายง่ายๆ คือ ยิงโฆษณา 1 บาท จะได้ยอดขายกี่บาท คือถ้ากำหนด ROAS = 5 หมายความว่า ยิงโฆษณา 1 บาท ควรจะได้ยอดขายคืนมา 5 บาท
  • ต้องคำนวณ Breakeven ROAS เป็นตัวเลขที่สำคัญมาก เพราะจะบ่งบอกว่าร้านค้าจำเป็นต้องได้ยอดขายคืนมาเท่าไรจากค่าโฆษณา 1 บาท จึงจะคุ้มทุน ยกตัวอย่าง ครีมกันแดด มีราคาขายปลีกอยู่ที่ 100 บาท มีต้นทุนขาย (COGS) อยู่ที่ 35 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 5 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 5 บาท รวมเป็นต้นทุนทั้งหมด 40 บาท 
  • หากแบรนด์ต้องการให้ไม่ขาดทุน จะต้องคำนวณโดยเอา ราคาขาย (100 บาท) หารด้วย ต้นทุนทั้งหมด (40 บาท) จะได้ Breakeven ROAS เท่ากับ 2.5 แสดงว่า เวลาแบรนด์หรือร้านค้ายิงโฆษณา 100 บาท ต้องได้ยอดขายคืนมา 250 บาท จึงจะไม่ขาดทุน  

 

เริ่มทำ DTC (Direct-to-Consumer) หรือเว็บไซต์ Brand.com ของตัวเอง

 

  • จากการสำรวจของ Google พบว่า ผู้บริโภคเริ่มสนใจซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ Brand.com เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคเชื่อว่า การซื้อจาก Brand.com จะได้บริการหลังการขายที่ดีกว่า การรับประกันที่แพลตฟอร์มออนไลน์ไม่มีให้ มีความมั่นใจว่าสินค้าเป็นของแท้ และประสบการณ์การซื้อที่ดีกว่า
  • ช่วยให้แบรนด์สามารถขายสินค้าราคาแพงกว่าช่องทางอื่นๆ ได้ 20% และไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชันให้กับแพลตฟอร์ม 
  • ช่วยให้แบรนด์มีข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถมาทำ Customer Insight และ CRM ได้ภายหลัง

 

ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ เช่น Bard ซึ่งเป็น AI ตัวใหม่ของค่าย Google ที่ฉลาดไม่แพ้กับ ChatGPT 4.0 หรือ ChatGPT แบบ Premium หรือ Copilot ของ Microsoft ซึ่งอีกไม่นานเกินรอจะมี Google Gemini ตัวใหม่ที่พัฒนาได้เจ๋งมากขึ้น เพิ่มความเร็วในการแก้ปัญหา สามารถทำภาพ ทำ Report ให้ข้อมูล และพัฒนาด้านการเขียนโค้ดมากขึ้นไปอีกขั้น

 

ด้านของร้านค้าหรือผู้ประกอบการรายย่อยก็มี 4 เทคนิคเสริมหากต้องการนำสินค้ามาลงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ได้แก่

 

  1. ต้องทำให้ลูกค้าหาสินค้าเราให้เจอ – โดยใช้คำค้นหาที่ลูกค้าใช้ ไม่ใช่คำที่เราใช้ เช่น คำว่า ‘กางเกงยีนส์สาวอวบ’ จะค้นเจอง่ายกว่า คำว่า ‘ยีนส์ไซต์ใหญ่’ เพราะเป็นคำค้นหายอดฮิตของลูกค้า และควรใส่คำค้นหาที่อธิบายคุณสมบัติของสินค้าให้ชัดเจน และสื่อถึงประโยชน์ของสินค้า 

 

  1. ทำภาพให้หยุดที่ปลายนิ้ว – โดยใช้สีสันสะดุดตา ใช้ภาพที่มีองค์ประกอบโดดเด่น หรือดึง Pain Points ของลูกค้าขึ้นมา เช่น เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่ระคายเคือง 

 

  1. ยิงโฆษณาบน Lazada และ Shopee ก่อน – กรณีที่ขายสินค้าบนสองแพลตฟอร์มนี้เป็นหลัก เพราะจะได้ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ที่ดีกว่า และประหยัดเงินมากกว่าบน Facebook 

 

  1. ใช้เทคนิค Bundle Deal และ Add-on Deal – เพื่อเสนอส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อสินค้าร่วมกันหลายชิ้น 

 

สิ่งสำคัญที่มักมองข้ามคือ การเปลี่ยนชื่อสินค้าบน Marketplace ให้เข้ากับเทศกาลก็ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ เช่น ของขวัญปีใหม่ ชุดเทศกาลสงกรานต์ หรือปรับภาพและแจกของแถมให้เข้ากับเทศกาลฟุตบอลยูโร (ช่วงเดือนมิถุนายน 2024) หรือกีฬาโอลิมปิก (ช่วงเดือนกรกฎาคม 2024) เป็นต้น

The post รู้หรือไม่​? ปี 2023 คนไทยช้อปออนไลน์ทะลุ 7 แสนล้าน สูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่ายอดขาย 7-Eleven ทุกสาขาทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Temu’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยื่นฟ้องคู่แข่ง Shein ชี้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บีบบังคับร้านค้าออกจากแพลตฟอร์มคู่แข่ง https://thestandard.co/temu-lawsuit-shein-usa/ Thu, 14 Dec 2023 09:39:32 +0000 https://thestandard.co/?p=876752

Temu แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยื่นฟ้องคู่แข่ง Shein ด้วยข้อ […]

The post ‘Temu’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยื่นฟ้องคู่แข่ง Shein ชี้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บีบบังคับร้านค้าออกจากแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Temu แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยื่นฟ้องคู่แข่ง Shein ด้วยข้อกล่าวหาบังคับร้านค้าออกจากแพลตฟอร์มคู่แข่ง พร้อมหวังขโมยความลับทางการค้า ย้ำเป็นการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จริงๆ แล้วการฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพราะทั้งสองแพลตฟอร์มเคยฟ้องกันมาก่อนหน้านี้และได้ยกเลิกคดีความเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักที่ Temu ยื่นฟ้อง Shein เนื่องจากข้อกังวลด้านลิขสิทธิ์และถือเป็นการต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โฆษกของ Temu กล่าวว่า เราได้ยื่นฟ้อง Shein เนื่องจากมีพฤติกรรมบังคับร้านค้า ทั้งในแง่ของการขโมยบัญชีและรหัสผ่าน ซึ่งอาจทำให้รู้ความลับทางธุรกิจของเราได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังบังคับให้ร้านค้าออกจากแพลตฟอร์มของเราอีกด้วย เราจำเป็นต้องฟ้อง เพราะถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและผูกขาดธุรกิจ 

 

ทั้งนี้ การยื่นฟ้องดำเนินการโดย WhaleCo บริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน ซึ่งดำเนินงานภายใต้ Temu ในอเมริกา ส่วนฝั่งของ Shein ยังไม่ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Shein ได้ยื่นฟ้อง Temu เกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน 

 

เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะทั้งสองบริษัทเป็นคู่แข่งที่เน้นขายสินค้าในราคาเข้าถึงง่าย โดย Temu เน้นขายสินค้าที่ผลิตในจีน ตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ Shein อาศัยการผลิตและออกแบบสินค้าในจีน เน้นขายสินค้าราคาถูกกว่าตลาด ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันมากนัก 

 

ที่สำคัญทั้งสองแพลตฟอร์มค่อนข้างประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สเปน และอเมริกา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างมาก ต้องจับตาดูว่าศึกในการตลาดดังกล่าวใครจะเป็นผู้ชนะ 

 

อ้างอิง:

The post ‘Temu’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยื่นฟ้องคู่แข่ง Shein ชี้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บีบบังคับร้านค้าออกจากแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amazon เผยมาร์จินฟื้นกลับสู่ระดับ 7.8% หลังเดินหน้าลดต้นทุนต่อเนื่อง รวมทั้งปลดพนักงานไปแล้วถึง 27,000 คน https://thestandard.co/amazon-profit-margin-nears-record-high/ Mon, 30 Oct 2023 08:55:18 +0000 https://thestandard.co/?p=860476

Amazon บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ดันมาร์จินในไตรมาส 3 […]

The post Amazon เผยมาร์จินฟื้นกลับสู่ระดับ 7.8% หลังเดินหน้าลดต้นทุนต่อเนื่อง รวมทั้งปลดพนักงานไปแล้วถึง 27,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Amazon บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ดันมาร์จินในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เฉียดแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท หลังซีอีโอดำเนินการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

 

Amazon บริษัทเทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซชั้นนำของโลก สามารถดันอัตรากำไร (Margin) ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา (2023) สู่ระดับ 7.8% เฉียดแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาที่เคยทำไว้ในปี 2021 ระดับ 8.2% หลัง Andy Jassy ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Amazon ดำเนินการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

 

แม้ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานบริหารของ Amazon จะเคยกล่าวประโยคเกี่ยวกับมุมมองการแข่งขันว่า “ส่วนต่างกำไรของคุณคือโอกาสของเรา” แต่ Andy ผู้รับช่วงต่อจาก Jeff เผยกับ Wall Street ถึงโอกาสในการทำกำไรขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดยนับตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในช่วงกลางปี 2021 Andy ก็ลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ซึ่งมีการปลดพนักงานไปแล้วถึง 27,000 ตำแหน่ง นับตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา ปรับลดการลงทุนที่เสี่ยงของบริษัทลง รวมไปถึงเพิ่มประสิทธิภาพในคลังสินค้าของ Amazon ขึ้น

 

จนทำให้กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทสามารถยืนที่ตัวเลข 7.8% ได้ จากปีที่แล้วที่เพียง 2% และหลังจากที่ในช่วงการบริหารงานของ Jeff มักจะยืนที่ระดับตัวเลขหลักเดียวต้นๆ หรือแม้แต่ตัวเลขติดลบมาโดยตลอด

 

สอดคล้องกับตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและการตลาดของบริษัทที่ทยอยลดลงจากปีที่ผ่านมา

 

Andy ยังให้มุมมองว่า แม้การลดค่าใช้จ่ายของลูกค้าจะเป็นปัจจัยกดดันต่อบริษัท แต่แนวโน้มการใช้จ่ายของลูกค้าก็เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากสัญญาณที่เห็นจากหน่วยธุรกิจของ AWS (Amazon Web Services) หลังในช่วงปีที่ผ่านมาหลายบริษัทพยายามลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

ทั้งนี้ รายได้ของ AWS ปรับตัวขึ้นราว 12% ในไตรมาส 3 นี้ ซึ่งก็ถือว่าน้อยกว่าคู่แข่งรายที่เล็กกว่าอย่าง Microsoft และ Google

 

แต่ทั้งนี้กำไรในไตรมาสที่ผ่านมาของ Amazon เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จากระดับ 2.9 พันล้านดอลลาร์ (กำไร 0.94 ดอลลาร์ต่อหุ้น) พุ่งแตะ 9.9 พันล้านดอลลาร์ (กำไร 0.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น) จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรไว้ที่เพียง 0.58 ดอลลาร์ต่อหุ้นเท่านั้นเอง

 

นอกจากนี้รายได้จากส่วนธุรกิจโฆษณา ยังเติบโตได้อย่างดีอย่างมากที่ระดับ 26% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แตะระดับ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขึ้นมาทัดเทียมกับฝั่งธุรกิจ AWS จากเหล่าลูกค้าที่ต้องการให้หน้าสินค้าแสดงผลติดอันดับต้นๆ ในการค้นหา

 

ซึ่ง Andy ชี้ว่าในหน่วยธุรกิจโฆษณานั้นเราทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าปีแรกที่เราเริ่มทำธุรกิจนี้

 

แต่ทั้งนี้กระบวนการลดต้นทุนของ Andy ยังไม่เสร็จสิ้น โดยทางบริษัทจะเพิ่มการจ้างงานอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นทุนเพิ่มเร็วจนเกินไป

 

อ้างอิง:

The post Amazon เผยมาร์จินฟื้นกลับสู่ระดับ 7.8% หลังเดินหน้าลดต้นทุนต่อเนื่อง รวมทั้งปลดพนักงานไปแล้วถึง 27,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียเตรียมออกกฎคุมเข้มอีคอมเมิร์ซ สั่งแบนธุรกรรมซื้อขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย https://thestandard.co/indonesia-to-ban-purchases-on-sns/ Thu, 28 Sep 2023 03:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=847341 แบนซื้อขายสินค้าบน Social Media

กระทรวงการค้าอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อยกร […]

The post อินโดนีเซียเตรียมออกกฎคุมเข้มอีคอมเมิร์ซ สั่งแบนธุรกรรมซื้อขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบนซื้อขายสินค้าบน Social Media

กระทรวงการค้าอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อยกระดับกฎระเบียบในการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการไม่อนุญาตให้ทำธุรกรรมการค้าใดๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียด้วย

 

แถลงการณ์ฉบับทางการของกระทรวงการค้าอินโดนีเซียอธิบายว่า รัฐบาลอินโดนีเซียอนุญาตให้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการขายเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับการทำธุรกรรม ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ในอินโดนีเซียไม่สามารถซื้อหรือขายสินค้าและบริการบน TikTok และ Facebook ได้ แต่สามารถใช้โปรโมตสินค้าได้อย่างเดียวเท่านั้น

 

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซีย ในการจำกัดการทำยอดขายตรงของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีผ่านสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตนเอง ที่เข้าข่ายผูกขาดการซื้อขายสินค้า จนส่งผลกระทบคุกคามในทางลบต่อกิจการของเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยในประเทศ

 

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลอินโดนีเซียยังระบุอีกว่า ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันไม่ให้สื่อโซเชียลมีเดียขยายเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลสาธารณะไปใช้ในทางที่ผิด

 

Zulkifli Hasan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย กล่าวในระหว่างงานแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาว่า คำสั่งห้ามทำธุรกรรมบนสื่อโซเชียลมีเดียจะมีผลบังคับใช้ในทันที พร้อมชี้แจงว่าการเชื่อมต่อระหว่างโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซจำเป็นต้องแยกออก เพื่อให้อัลกอริทึมไม่ได้รับการควบคุมทั้งหมด ซึ่งจะ “ป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน Joko Widodo ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย เรียกร้องให้มีกฎระเบียบด้านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างถึงผลกระทบของแพลตฟอร์มที่มีต่อธุรกิจในท้องถิ่นและเศรษฐกิจ โดยผู้นำอินโดนีเซียชี้ว่า มี SMEs ธุรกิจขนาดเล็ก วิสาหกิจขนาดย่อม และตลาด ที่ยอดขายเริ่มลดลง เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ 

 

หลายฝ่ายมองว่ากฎระเบียบใหม่ของอินโดนีเซียจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง TikTok ซึ่งมีเป้าหมายในการเติบโตเพื่อตอบโจทย์การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียถือเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ TikTok ด้วยจำนวนผู้ใช้งานถึง 113 ล้านบัญชี เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ 116.5 ล้านบัญชี

 

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอินโดนีเซียล่าสุดยังเป็นการซ้ำเติม TikTok ที่กำลังเผชิญแรงต้านจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลและความกังขาในประเด็นความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่เชื่อว่ามีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Citi มองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรงอย่าง Shopee รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ สัญชาติอินโดนีเซีย 

 

อ้างอิง: 

The post อินโดนีเซียเตรียมออกกฎคุมเข้มอีคอมเมิร์ซ สั่งแบนธุรกรรมซื้อขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวในไทยและความเฟื่องฟูของตลาดอีคอมเมิร์ซ https://thestandard.co/printing-packaging-and-e-commerce/ Wed, 13 Sep 2023 12:53:29 +0000 https://thestandard.co/?p=841407

ตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 1. […]

The post เจาะลึก ‘การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวในไทยและความเฟื่องฟูของตลาดอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 1.10 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2566 มาเป็น 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2571 ซึ่งการเติบโตนี้มาจากหลากหลายเหตุผล ทั้งการเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่น การบริโภคขนมหวานและลูกกวาดที่เพิ่มขึ้น การเติบโตในอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

 

เมื่อมองเข้ามาในบ้านเรา ‘อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ คือหนึ่งในอุตสาหกรรมของไทยที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลพบว่ามีมูลค่ารวมกว่า 3.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีการคาดการณ์ว่าปี 2567 จะเติบโตขึ้นอีกกว่า 10%

 

ลึกเข้าไป ‘อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์’ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 10% ส่งผลให้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.35 แสนล้านบาท

 

เบื้องหลังของการเติบโตมาจากการที่บรรจุภัณฑ์ยังคงมีการปรับตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว มีบทบาทสำคัญในการรองรับกระบวนการผลิตทั้งในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และการส่งออก

 

แต่สิ่งสำคัญคือการต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวัน ไลฟ์สไตล์ รวมถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มองหาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณค่า มีความสะดวกในการใช้งาน มีความปลอดภัย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

 

ขณะที่อุตสาหกรรมการพิมพ์คิดเป็นสัดส่วนเป็น 40% ของมูลค่ารวม ซึ่งยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางดิจิทัลดิสรัปชันในด้านเทคโนโลยี ผ่านการปรับตัวเชื่อมโยงระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับโลกดิจิทัล เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งพิมพ์ที่สร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ และทันสมัย

 

ทำให้มีการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาชิ้นงานให้ตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้น อาทิ การพิมพ์ QR Code การพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบ Smart Label ที่เชื่อมโยงกับ Digital Data ช่วยให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลสินค้าได้ผ่านการสแกน QR Code เป็นต้น

 

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เติบโตไปด้วยกันคืออุตสาหกรรมลูกฟูก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ตลาดจะเติบโตกว่า 10.5% และจะมีมูลค่าสูงถึง 8.2 แสนล้านบาท

 

อุตสาหกรรมลูกฟูกยังได้รับผลดีจากธุรกิจที่รองรับการขนส่งสินค้า ซึ่งจากการเติบโตส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องพัสดุเพื่อบรรจุสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทยจะมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% ต่อปี ตามสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือปัจจุบันเมกะเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกกันมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้วัสดุที่ปลอดภัย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ท่ามกลางตัวเลขที่เติบโตและการต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ได้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์การพิมพ์และกระดาษลูกฟูกแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ ‘Pack Print International 2023 and Corrutec Asia 2023’

 

โดยในงานจะมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้จัดแสดงนวัตกรรมด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

 

ไฮไลต์อยู่ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่นั้นครอบคลุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy) บรรจุภัณฑ์พรีเมียม (Premium Design) เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย (Safety & Security) และบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainability) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โซลูชันบรรจุภัณฑ์จากพืชและไฟเบอร์ และอื่นๆ

 

ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมามีสถิติผู้เข้าชมกว่า 10,000 คนจากทั่วโลก ทำให้เชื่อมั่นว่าในปีนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจาก Exhibitor มากขึ้น 20% รวมทั้งคาดการณ์ผู้เข้าชมและเข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่นี่:
https://www.pack-print.de/landing

 

อ้างอิง:

The post เจาะลึก ‘การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์’ อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวในไทยและความเฟื่องฟูของตลาดอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จีนสั่งปรับ Ant Group ของ Alibaba ฉุดมูลค่าตลาดลดฮวบ 6.2 แสนล้านจากจุดพีค | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10072023-3/ Mon, 10 Jul 2023 08:16:47 +0000 https://thestandard.co/?p=814782

ธนาคารกลางจีนมีคำสั่งปรับ Ant Group ของ Alibaba อีคอมเม […]

The post ชมคลิป: จีนสั่งปรับ Ant Group ของ Alibaba ฉุดมูลค่าตลาดลดฮวบ 6.2 แสนล้านจากจุดพีค | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกลางจีนมีคำสั่งปรับ Ant Group ของ Alibaba อีคอมเมิร์ซและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนเป็นเงิน  7.12 พันล้านหยวน หรือเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการยุติมาตรการตรวจสอบด้านกฎระเบียบและการปรับโครงสร้าง หลังบังคับใช้ต่อบริษัทเอกชนจีนนานหลายปี โดยในปี 2020 ทางการจีนมีคำสั่งให้ Ant Group ระงับการทำ IPO หลัง แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง ได้วิจารณ์ระบบกำกับกฎระเบียบทางการเงินของจีน ซึ่งขณะนั้น Ant Group มีมูลค่าตลาดมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: จีนสั่งปรับ Ant Group ของ Alibaba ฉุดมูลค่าตลาดลดฮวบ 6.2 แสนล้านจากจุดพีค | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งออนไลน์ยังโต! ดันมาร์เก็ตเพลส NocNoc ที่มี SCG และไทยเบฟฯ หนุน โตไม่หยุด จ่อนำเข้าสินค้าต่างประเทศดึงลูกค้า https://thestandard.co/nocnoc-grows-non-stop/ Fri, 30 Jun 2023 03:19:48 +0000 https://thestandard.co/?p=809729

เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านยังโตได้อีก! เมื่อแพลตฟอร์มมาร์เก […]

The post เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งออนไลน์ยังโต! ดันมาร์เก็ตเพลส NocNoc ที่มี SCG และไทยเบฟฯ หนุน โตไม่หยุด จ่อนำเข้าสินค้าต่างประเทศดึงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านยังโตได้อีก! เมื่อแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส NocNoc สินค้าตกแต่งบ้าน แจ้งเกิดจากการร่วมทุนของ SCG และมัส บี ของเสี่ยเจริญ ไทยเบฟฯ ทำรายได้โตไม่หยุด เดินหน้านำเข้าสินค้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ พร้อมส่งทีมติดตั้งเข้าตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมาย

 

สำหรับ NocNoc แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสินค้าตกแต่งบ้าน มีร้านค้ากว่า 5,000 รายทั้งแบรนด์เล็กและแบรนด์ใหญ่ ซึ่งมียอดดาวน์โหลด 8 แสนราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงอายุ 24-40 ปี ยอดการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 10,000-15,000 บาทต่อบิลต่อครั้ง และมีอัตราการซื้อซ้ำอยู่ที่ 30% โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มียอดการสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ปัจจุบันมีให้บริการในไทยและอินโดนีเซีย และจากนี้เตรียมขยายไปในประเทศอื่นๆ ต่อไป

 

“จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ในช่วงโควิดผู้บริโภคเริ่มกล้าซื้อสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว แม้การซื้อในช่องทางนี้อาจจะยังกังวล เพราะไม่สามารถเห็นและสัมผัสได้จริง ดังนั้นจึงต้องสร้างความแตกต่างด้วยการนำเข้าแบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านแบรนด์ดังจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้น พร้อมเพิ่มบริการ NocNoc Service ติดตั้งสินค้าถึงบ้าน” ชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด กล่าว

 

พร้อมกันนี้ ยังได้นำสินค้าที่วางขายกว่า 500 ร้านค้าในแพลตฟอร์มมาโชว์ในงานแฟร์ โดยวางแผนจัด 2 ครั้งต่อปี ทั้งนี้ ก็เพื่อเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าจริง ยิ่งไปกว่านั้นจะสามารถขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย และการจัดงานแต่ละครั้งตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาด Home Living มีมูลค่ารวม 380,000 ล้านบาท คาดว่าปี 2566 จะกลับมาเติบโต 5% ขณะที่ภาพรวมรายได้ของ NocNoc ในไตรมาสแรกของปี บริษัทมียอดขาย 5,000 ล้านบาท เติบโต 157% มีกำไรสุทธิ 250 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนยอดผู้ใช้งานตั้งใจเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านราย หรือขยายตัว 25% ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งออนไลน์ยังโต! ดันมาร์เก็ตเพลส NocNoc ที่มี SCG และไทยเบฟฯ หนุน โตไม่หยุด จ่อนำเข้าสินค้าต่างประเทศดึงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/tiktok-20-billion-e-commerce/ Thu, 08 Jun 2023 05:13:11 +0000 https://thestandard.co/?p=800662

TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียภายใต้บริษัท ByteDance Ltd […]

The post TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียภายใต้บริษัท ByteDance Ltd. ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่ายอดขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มของตัวเองทั่วโลก สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวจากปัจจุบัน โดยแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เป้าหมายที่วางไว้ของ TikTok หากทำได้จริงจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อนที่มียอดขายรวมประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดขายสินค้าผ่าน TikTok Shop โดยตลาดสำคัญของ TikTok ในปัจจุบันคืออินโดนีเซีย ซึ่งอินฟลูเอ็นเซอร์หลายรายเลือกจะขายสินค้า เช่น กางเกงยีนส์หรือลิปสติก ผ่านการไลฟ์บนแพลตฟอร์ม

 

TikTok ยังได้พยายามที่จะขยายตลาดในสหรัฐฯ และยุโรปด้วยเช่นกัน แม้ว่าตลาดเหล่านี้จะมีสัดส่วนไม่มากจากเป้าหมาย 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน TikTok ซึ่งถือเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก พยายามที่จะกระโดดเข้ามาชิงเค้กของตลาดอีคอมเมิร์ซมูลค่า 17 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่แหล่งรายได้หลักอย่างโฆษณาส่งสัญญาณว่าจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

สำหรับ TikTok Shop นั้นเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้ในระหว่างที่กำลังเลื่อนดูคลิปต่างๆ ภายในแอปพลิเคชัน โดยหวังว่าผู้บริโภคจะใช้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกจาก Amazon.com และ Shopee ด้วยโมเดลดังกล่าวช่วยให้ TikTok สามารถชิงส่วนแบ่งการใช้จ่ายของผู้บริโภคจาก Alibaba Group Holding และ JD.com มาได้ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างการล็อกดาวน์โควิดในจีน

 

อย่างไรก็ตาม TikTok Shop ยังคงมีสัดส่วนไม่มากนักต่อรายได้ของ ByteDance ที่ทำได้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อเทียบกับ Sea Group ซึ่งมียอดขายสินค้าผ่านออนไลน์รวม 7.35 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน ก็ยังค่อนข้างห่างไกล

 

ข้อมูลในปี 2021 และ 2022 ระบุว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ผู้ใช้งานใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 22.8 ชั่วโมงต่อเดือน และเพิ่มเป็น 28.7 ชั่วโมงต่อเดือน ตามลำดับ ส่วนรองลงมาคือ Facebook เฉลี่ย 16.8 ชั่วโมงต่อเดือน และลดลงมาเหลือ 15.5 ชั่วโมงต่อเดือน ในปี 2022

 

อ้างอิง:

The post TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>