ธุรกิจอาหารไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธุรกิจอาหารไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Nov 2025 07:09:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง https://thestandard.co/work-harder-volatile-economy/ Tue, 18 Nov 2025 07:09:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1144526 ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน จนกำลังซื้อเปราะบาง

ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ […]

The post ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน จนกำลังซื้อเปราะบาง

ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ ‘ธุรกิจอาหาร’ ซึ่งถือเป็นปัจจัย 4 สำหรับมนุษย์ที่ต้องกินอยู่ทุกวัน นั่นเพราะต่างได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางจากเศรษฐกิจที่ผันผวน

 

ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ฉายมุมมองว่า ความท้าทายที่ว่านั้นมาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันค่อนข้างผันผวนและปั่นป่วนคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างประเทศทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบ Supply Chain โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ

 

ขณะที่ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งทำให้คนไทยมีกำลังซื้อที่ลดลง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้า อย่างรัฐบาลปัจจุบันมีอายุเพียง 4 เดือน จึงสามารถดำเนินโครงการได้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่นโครงการคนละครึ่งพลัสที่เน้นกลุ่มรากหญ้าช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้ดี และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยเที่ยวดีมีคืนสำหรับกลุ่มระดับกลาง

 

อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงระยะสั้นหลังจาก 4 เดือนไปแล้ว การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดความไม่นิ่งอีกครั้ง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจใช้เวลา 6-8 เดือน ดังนั้นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวจนถึงกลางปีหน้า ถึงอย่างนั้นเศรษฐกิจจะไม่ทรุดกว่านี้แล้ว

 

“ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางแบบนี้ สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม หากทำงานเท่าเดิมผลลัพธ์จะลดลง แต่ถ้าใครทำน้อยลงส่งผลถึงธุรกิจอย่างแน่นอน” ไพศาล ระบุ

 

สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านอาหาร (F&B) หากมองไปจนถึงปี 2569 นั้น สามารถแบ่งออกเป็น

 

1. ภาคการท่องเที่ยวกับการพึ่งพาตลาดภายใน: การท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนหันไปกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศตนเอง รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ F&B ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาหารไทยยังคงมีราคาไม่สูง มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับทั่วโลก และภาพลักษณ์เปลี่ยนจากการเน้น Night Life มาสู่เสน่ห์ของ Street Food และร้านอาหารที่หลากหลาย

 

2. การจัดการต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ: ภาวะเงินเฟ้อโลกและค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรักษาสมดุลด้านต้นทุนผู้ประกอบการควรหันมาใช้ วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Ingredient) ให้มากขึ้น

 

3. สงครามราคาและความคาดหวังด้านมูลค่า: ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการ คุณภาพที่ดีขึ้น แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสงครามราคาในตลาดร้านอาหาร อย่างกลุ่ม High End/Luxury (เช่น ร้านอาหารในโรงแรม, Omakase) เริ่มลดราคาลงมาแข่งขันกับกลุ่มกลาง ทำให้เป็นกลุ่มที่เจอความท้าทายมากที่สุด

 

ที่น่าสนใจคือข้อมูลการใช้จ่ายของคนทำงานใน One Bangkok พบว่า การใช้จ่ายค่าอาหารส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 100 บาท โดยกลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ ต่ำกว่า 60 บาท ขณะที่ค่าเครื่องดื่มกลับมีราคา 100 บาทขึ้นไปและขายดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินกับเครื่องดื่มมากกว่าอาหาร

 

“กลยุทธ์ที่ใช้ในการรับมือคือการทำ Segmentation และ Tiering โดยใช้ Price by Location (ราคาตามทำเลที่ตั้ง) แทนการลดราคาในทุกช่องทาง”

 

4. เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน: โดยเทรนด์สุขภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มนำเมนูเพื่อสุขภาพมาผสมผสาน และ Plant-based ยังคงขายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Plant-based ยังมีราคาที่สูงและรสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย ขณะเดียวกันธุรกิจทุกประเภทต้องทำเรื่องความยั่งยืนเพื่อความอยู่รอด นโยบายความยั่งยืนช่วยควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะการจัดการ Food Waste

 

5. เทคโนโลยีและประสบการณ์: ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Cashless, Mobile Ordering, และระบบ POS เป็นสิ่งที่ทุกร้านต้องทำ มีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, ตรวจจับการโกงในร้าน, และวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการมีบริการ Delivery ในแง่ของประสบการณ์ หากร้านอาหารที่ไม่มี Concept หรือไม่สร้าง Experience จะอยู่ยาก ขณะที่การมี Storytelling จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีได้

 

6. ปัญหาแรงงาน: ปัญหาเรื่อง Skilled Labor (เช่น เชฟ) เริ่มหาได้ยากขึ้น และมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อตัว ผู้ประกอบการจึงมีต้นทุนในการอบรมพนักงาน (Training Cost) สูงขึ้น เนื่องจากอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารในเครือไทยเบฟ ประกอบด้วยความหลากหลายของธุรกิจบริการอาหารที่มีศักยภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

 

โดยรวมพลังระหว่าง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ), บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI (โออิชิ), และ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน

 

กลุ่ม QSA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant หรือ QSR) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

 

กลุ่ม OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย

 

กลุ่ม FOA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

 

“กลุ่ม QSA จะเน้นขยายสาขาเพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่ OISHI จะรีแบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้นโดยเริ่มไปแล้วกับชาบูชิ โดยแบรนด์ต่อไปที่จะปรับคือโออิชิ อีทเทอเรียม ด้าน FOA จะเน้นเปิดและพัฒนาแบรนด์เพื่อเสริมให้กับอสังหาริมทรัพย์ในเครือเป็นหลัก”

 

ข้อมูล ณ กันยายน 2568 เครือไทยเบฟในประเทศไทยมีรวมทั้งสิ้น 882 สาขา แบ่งเป็นกลุ่ม QSA (KFC) 530 สาขา,กลุ่ม OISHI 269 สาขา และกลุ่ม FOA 63 สาขา

 

ภาพ: Mangkorn Danggura / Shutterstock

The post ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Traveloka จัดอันดับประสบการณ์กินดื่มในไทยพุ่ง ติดท็อป 80 ของอาเซียน รัฐเร่งปั้นไทยสู่ Food Hub โลกในปี 2569 https://thestandard.co/bangkok-food-top/ Sat, 05 Jul 2025 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1093100 bangkok-food-top

วันนี้ (5 กรกฎาคม ) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post Traveloka จัดอันดับประสบการณ์กินดื่มในไทยพุ่ง ติดท็อป 80 ของอาเซียน รัฐเร่งปั้นไทยสู่ Food Hub โลกในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
bangkok-food-top

วันนี้ (5 กรกฎาคม ) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีที่ตอกย้ำความนิยมของอาหารไทยบนเวทีโลก โดยแพลตฟอร์มท่องเที่ยว Traveloka ได้จัดอันดับให้ ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยติดกว่า 80 อันดับแรก จาก 100 อันดับที่มีการค้นหาสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าครัวไทยยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดสายกินจากทั่วภูมิภาค

 

ข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่แข็งแกร่ง โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางอาหารระดับโลกภายในปี 2569

 

จากสถิติการค้นหาประสบการณ์ด้านอาหาร กรุงเทพมหานครครองอันดับหนึ่งในอาเซียน โดยกว่า 60% ของประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มยอดนิยมบน Traveloka ล้วนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากนี้ เมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ เช่น พัทยา, เชียงใหม่, ขอนแก่น, ภูเก็ต และหัวหิน ก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวสายกินที่มีอยู่ทั่วประเทศ

 

กระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหารมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และประเทศไทยก็ถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสรสชาติและวัฒนธรรมอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% พร้อมตั้งเป้าสร้างรายได้จากการค้าขายอาหารให้เกิน 7 แสนล้านบาทในปีนี้

 

เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงอาหารผ่านแคมเปญ เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration ในช่วงฤดูฝน หรือ Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2568 โดยเน้นส่งเสริม 55 เมืองรองทั่วประเทศ 

 

พร้อมจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ Gastro Nomad #ตามหารส สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในการกิน ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

 

ศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย รัฐบาลเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทยผ่านจุดแข็งด้านอาหารและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนให้ร่วมกันสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกคนเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงอาหารที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

The post Traveloka จัดอันดับประสบการณ์กินดื่มในไทยพุ่ง ติดท็อป 80 ของอาเซียน รัฐเร่งปั้นไทยสู่ Food Hub โลกในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food https://thestandard.co/thaibev-doubles-food-business-in-5-years/ Thu, 10 Apr 2025 06:35:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1062782 ไทบเบฟ

ตั้งแต่ 2 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มไทยเบฟได้มีการเขย่าโครงส […]

The post เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทบเบฟ

ตั้งแต่ 2 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มไทยเบฟได้มีการเขย่าโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงครั้งใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ ไพศาล อ่าวสถาพร ขึ้นมานั่งตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย

 

“เป้าหมายของธุรกิจอาหารคือการเติบโตขึ้น 2 เท่าภายในปี 2030” ไพศาลกล่าว พร้อมกับเสริมว่า “ในแง่ของรายได้อาจจะไม่ยากนัก แต่ตัวเลขกำไรถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย”

 

จากรายงานของกลุ่มไทยเบฟต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ระบุปีงบประมาณ 2024 (1 ตุลาคม 2023 – 30 กันยายน 2024) กลุ่มธุรกิจอาหารมีรายได้ 22,288 ล้านบาท เติบโตกว่า 5.5% ในขณะที่มีกำไรสุทธิ 301 ล้านบาทด้วยกัน ซึ่งภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารประกอบไปด้วยธุรกิจ 3 ส่วนหลักๆ คือ 

 

  1. บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลายมีทั้งสิ้น 284 สาขา นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย

 

  1. บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ) ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant หรือ QSR) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ โดยได้ขยายเพิ่มขึ้นมา 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับตอนที่เข้าซื้อเมื่อราว 4 ปีก่อน

 

  1. บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มีสาขาทั้งหมด 63 แห่ง

 

“สัดส่วนรายได้มากที่สุดคือ QSA รองลงมาเป็น OISHI ซึ่งทำยอดขายต่อบิลได้มากกว่า ส่วน FOA จะเป็นบริษัทที่มีแบรนด์เยอะ แต่มีสาขาไม่มากเพื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่จะเปิดในทำเลที่เป็นของเราเองมากกว่า” ขณะเดียวกันไพศาลได้กล่าวถึงเป้าหมายที่จะทำให้ OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food หลังจากที่ก่อนหน้านี้ “เราเผลอหลับไปแป๊บหนึ่ง”

 

ภายใต้การนำของไพศาล กลุ่มธุรกิจอาหารที่รวมๆ แล้วมีไม่น้อยกว่า 30 แบรนด์จะเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันผ่าน 4 เรื่องหลักคือ 

 

  1. ขยายสาขา: เพิ่มจุดให้บริการในพื้นที่ใหม่ๆ และพัฒนารูปแบบร้านให้หลากหลาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

 

  1. ยกระดับประสบการณ์: สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย 

 

  1. เสริมศักยภาพ: พัฒนาศักยภาพพนักงานและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน 

 

  1. มุ่งมั่นเพื่อความยั่งยืน: ลดปริมาณขยะอาหารและมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม

 

ไพศาลยังได้หยิบยกเทรนด์ร้านอาหารที่จะกลายมาเป็นดาวเหนือในการนำทางให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยเพื่อชีวิตเร่งรีบ, ความคุ้มค่าที่ต้องทำถึง, ความลักชัวรีที่เข้าถึงได้, มากกว่าอิ่มท้องคืออิ่มความรู้สึก, เสน่ห์ของความเป็นไทย และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟในปีนี้คือการเปิดร้านอาหารภายใต้โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่วัน แบงค็อก ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 400 ล้านบาท เพื่อเป็นโชว์เคสรวมแบรนด์ร้านอาหารในเครือไว้ในที่เดียว มากถึง 15 แบรนด์ โดยใช้กลยุทธ์ ‘1 ร้าน 1 แบรนด์’ ไม่แข่งกันเอง แต่เสริมกันครบพอร์ต

 

ไฮไลต์สำคัญของโพรเจกต์นี้ คือ ‘ช้าง แคนวาส’ ด้วยงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท สู่ Iconic Social Brewhouse แห่งแรกของไทย, ‘สโมสร’ ร้านอาหารไทยร่วมสมัย ที่ตีความรสชาติและบรรยากาศแบบไทยๆ ให้ทันสมัย พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์ใหม่แก่กลุ่มลูกค้าเมือง และผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาไลฟ์สไตล์ในแบบ Modern Thai Society และ ‘เลิศเหลา’ ร้านเกาเหลาหม้อไฟระดับพรีเมียม ตอบโจทย์คนรักเนื้อ และผู้ที่ชื่นชอบอาหารแนว comfort food แบบมีคลาส

 

“แผนปีนี้เราจะเปิดให้ครบ 888 สาขาภายใต้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกตามปีงบประมาณของไทยเบฟได้เปิดไปแล้ว 40 สาขา” ไพศาลกล่าวพร้อมเสริมว่า “ในแผนเราจะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2-3 แบรนด์ที่อยู่ในเครือ FOA โดยจะเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงคนทั่วไปเพื่อให้ง่ายต่อการขยายสาขา”

 

The post เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มไทยเบฟปรับทีมบริหารครั้งใหญ่ เสริมแกร่ง ‘สุรา-เบียร์-อาหาร’ หวังขับเคลื่อนการเติบโตสู่ PASSION 2030 มีผล 2 ม.ค. 68 https://thestandard.co/thaibev-passion-2030/ Fri, 27 Dec 2024 07:28:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1024589

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ […]

The post กลุ่มไทยเบฟปรับทีมบริหารครั้งใหญ่ เสริมแกร่ง ‘สุรา-เบียร์-อาหาร’ หวังขับเคลื่อนการเติบโตสู่ PASSION 2030 มีผล 2 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยเบฟ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไทยเบฟมีกลุ่มบุคลากรผู้มีความสามารถหลากหลาย และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความแข็งแกร่งของผู้บริหารสูงสุดในทุกกลุ่มธุรกิจ และการส่งเสริมบุคลากรที่โดดเด่นให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร

 

“เรามั่นใจว่ากลุ่มจะมีทีมผู้บริหารที่บริหารงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยมุมมองใหม่ๆ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างส่วนงานต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างทีมผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเราภายใต้ PASSION 2030”

 

กลุ่มธุรกิจสุรา

 

โสภณ ราชรักษา จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา เพิ่มเติมจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กรในปัจจุบัน โดยจะรับตำแหน่งต่อจาก ประภากร ทองเทพไพโรจน์ พร้อมกันนี้โสภณจะยุติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจโลจิสติกส์

 

โสภณมีประสบการณ์จากการรับตำแหน่งต่างๆ ในกลุ่มทีซีซีมากว่า 20 ปี จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเครือข่ายของกลุ่มที่ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยแนวปฏิบัติที่ทันสมัยจากการทำงานที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้โสภณขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ของไทยเบฟภายใต้ PASSION 2030 ได้เป็นอย่างดี

 

ทรงวิทย์ ศรีธรรม จะเข้ารับตำแหน่งใหม่เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย และจะยุติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย โดยทรงวิทย์ทำงานกับกลุ่มไทยเบฟมาเป็นเวลากว่า 16 ปี ซึ่งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย ทรงวิทย์ได้เสริมแกร่งสถานะของตราสินค้าเบียร์ช้างของไทยเบฟในตลาดประเทศไทย รวมถึงขับเคลื่อนธุรกิจเบียร์ให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้งด้านรายได้และกำไร และผลักดันการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวสินค้าเบียร์อันพาสเจอไรซ์ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก

 

ประภากร ทองเทพไพโรจน์ จะยุติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา หลังจากที่เป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจนี้มาเป็นเวลา 8 ปี และมีบทบาทสำคัญในการขยายธุรกิจสุราของไทยเบฟสู่ระดับสากล โดยประภากรจะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการต่างประเทศ และผู้บริหารสูงสุด การเงินและบัญชีกลุ่ม

 

การแต่งตั้งโสภณและทรงวิทย์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพให้กลุ่มธุรกิจสุรา
เพื่อขับเคลื่อนการขยายธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไป

 

กลุ่มธุรกิจเบียร์

 

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย แทนทรงวิทย์ และจะยุติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย โดยนงนุชมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับไทยเบฟมากว่า 1 ทศวรรษ และเคยได้รับบทบาทหน้าที่สำคัญต่างๆ ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของกลุ่มในประเทศไทย

 

สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

 

สุภรณ์ เด่นไพศาล จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย จากเดิมที่เป็นผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย โดยมารับตำแหน่งแทนนงนุช

 

สายธุรกิจอาหาร

 

ไพศาล อ่าวสถาพร จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย จากเดิมที่เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสโตร เอเชีย จำกัด โดยมารับตำแหน่งแทนโสภณ 

 

สายงานบัญชี

 

กฤษฎา วรรธนะภาคิน จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบัญชีกลุ่ม จากเดิมที่เป็นผู้อำนวยการอาวุโส บัญชีกลุ่ม

 

สายธุรกิจโลจิสติกส์

 

เทพศิริ เพ็งเที่ยง จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ สายธุรกิจโลจิสติกส์ จากเดิมที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด

 

ฐาปนกล่าวสรุปว่า “ด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจของทีมผู้บริหารและการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่องของคณะกรรมการบริษัท เราเชื่อมั่นว่าไทยเบฟจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนและสร้างความสำเร็จในระยะยาวร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ ภายใต้เส้นทางสู่การเติบโตบทใหม่ของกลุ่ม”

The post กลุ่มไทยเบฟปรับทีมบริหารครั้งใหญ่ เสริมแกร่ง ‘สุรา-เบียร์-อาหาร’ หวังขับเคลื่อนการเติบโตสู่ PASSION 2030 มีผล 2 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากโรงแรมสู่ครัว! ดุสิตธานีเตรียม IPO ธุรกิจอาหาร หวังรายได้ 2.5 พันล้านบาทในปี 2570 พร้อมตั้งเป้า 100 โรงแรมใน 3-4 ปี https://thestandard.co/dusit-thani-food-business-ipo-hotel-expansion-plans/ Sat, 28 Sep 2024 09:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=989158 ดุสิตธานี

ดุสิตธานี เตรียมนำบริษัทลูกด้านอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาด […]

The post จากโรงแรมสู่ครัว! ดุสิตธานีเตรียม IPO ธุรกิจอาหาร หวังรายได้ 2.5 พันล้านบาทในปี 2570 พร้อมตั้งเป้า 100 โรงแรมใน 3-4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดุสิตธานี

ดุสิตธานี เตรียมนำบริษัทลูกด้านอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 18 เดือนข้างหน้า เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ยืนยันในการสัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า บริษัทมีความพร้อมที่จะยื่นไฟลิ่งสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ภายในปี 2568 หรือต้นปี 2569 แม้ว่าคณะกรรมการบริษัทเคยระบุว่าต้องการจะนำธุรกิจอาหารเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2567 หรือต้นปี 2568

 

ธุรกิจอาหารของดุสิตธานีเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาสแรกของปี 2567 มีรายได้เติบโต 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 1.66 พันล้านบาท และบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ 2.5 พันล้านบาทภายในปี 2570

 

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ดุสิตธานีมีแผนที่จะขยายธุรกิจเบเกอรีและการทำอาหารสำหรับสายการบิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

 

ในอดีต รายได้ของดุสิตธานีมาจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของรายได้ทั้งหมด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับกลยุทธ์สู่ความหลากหลายมากขึ้น โดยในปีที่แล้ว ธุรกิจโรงแรมคิดเป็น 68.5% ของรายได้รวม 6.4 พันล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจอาหารมีสัดส่วน 19.3%

 

การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์นี้ช่วยให้ผลประกอบการของกลุ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพียง 9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 177 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ศุภจียังได้กล่าวถึงการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูสมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่เดิมของโรงแรมดุสิตธานีใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้ร่วมทุนกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

 

อาคารแรกที่จะเปิดให้บริการในโครงการนี้คือโรงแรมขนาด 257 ห้อง ตามมาด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และที่พักอาศัย ศุภจีกล่าวว่า “นี่คือโครงการแฟลกชิปของเรา โดยเป้าหมายของเราคือการวางตำแหน่งให้แข็งแกร่งในตลาดลักชัวรี”

 

ดุสิตธานีตั้งเป้าหมายที่จะมีโรงแรม 100 แห่งภายใน 3-4 ปีข้างหน้า โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมใหม่ในเอเชียและยุโรป ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแล้ว 60 แห่ง และกำลังจะเริ่มก่อสร้างในเร็วๆ นี้

 

ภาพ: THE STANDARD

อ้างอิง:

The post จากโรงแรมสู่ครัว! ดุสิตธานีเตรียม IPO ธุรกิจอาหาร หวังรายได้ 2.5 พันล้านบาทในปี 2570 พร้อมตั้งเป้า 100 โรงแรมใน 3-4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 เช็กลิสต์สำหรับธุรกิจอาหารไทย ช่วยคว้าโอกาสบนความเสี่ยงวิกฤตอาหารโลก https://thestandard.co/8-checklist-thai-food-business/ Tue, 25 Jun 2024 05:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=949437

จากการศึกษาของธนาคารโลก (The World Bank) พบว่าประชากรโล […]

The post 8 เช็กลิสต์สำหรับธุรกิจอาหารไทย ช่วยคว้าโอกาสบนความเสี่ยงวิกฤตอาหารโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการศึกษาของธนาคารโลก (The World Bank) พบว่าประชากรโลกมีความเสี่ยงจะเผชิญกับวิกฤตด้านอาหาร ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารที่จะเพิ่มขึ้น 50% ในปี 2050 เมื่อเทียบกับความต้องการอาหารเมื่อปี 2010 

 

ซึ่งในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกจะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากจำนวนประชากรในภูมิภาคนี้คิดเป็นประมาณ 40-50% ของประชากรโลกในปัจจุบัน อย่างอินเดียและจีนที่มีประชากรรวมกันร่วม 3,000 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านวิกฤตอาหารที่ว่านี้ ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารเช่นกัน แต่การจะคว้าโอกาสที่ว่านี้ แต่ละธุรกิจจำเป็นจะต้องปรับตัวและเปลี่ยนรูปแบบของการดำเนินธุรกิจ

 

มนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร หอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย (ICC Thailand) มองว่า เรื่องของความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคของธุรกิจอาหาร

 

“ในภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก ถือเป็นโอกาสของภาคธุรกิจ แต่ธุรกิจไม่สามารถที่จะทำแบบเดิมได้”​

 

มนตรีกล่าวต่อว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอดีตที่ผ่านมาคือการเป็นเพียง Last Generation Industry หรือเป็นอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองในยุคที่ผ่านไปแล้ว เช่น ผู้ผลิตผลไม้ที่ก้าวจากการส่งขายผลไม้ที่เก็บจากต้น มาสู่การแปรรูปโดยแกะเนื้อผลไม้และแช่แข็งเพื่อส่งออก แต่การแปรรูปอย่างง่ายอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการสกัดเอาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในอาหารประเภทต่างๆ และอาจจะขายให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่อาหาร

 

เช่นกรณีของเปลือกมังคุดที่สกัดเอาสารที่ชื่อว่า แซนโทน เพื่อใช้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

 

เพื่อคว้าโอกาสที่ว่านี้และพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็น Next Generation Industry แต่ละธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นจะต้องปรับตัวหลายด้าน โดยสามารถสรุปได้เป็น 8 ข้อ ดังนี้ 

 

1. Market Demand, Industry Trend

อุตสาหกรรมอาหารในอดีตที่ผ่านมาจะเป็นลักษณะของสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก สิ่งสำคัญคือการก้าวไปให้ไกลกว่านั้น โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และการสกัดเอาคุณประโยชน์อื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ในอาหารแต่ละชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

 

2. Supply Chain

ธุรกิจต้องมั่นใจได้ว่าวัตถุดิบสำคัญจะมีอุปทานเพียงพอ และไม่ถูกกระทบจากปัญหาภายนอก เช่น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่อาจทำให้ผลผลิตลดลงจากระดับปกติ

 

3. Food Technology, Food Innovation

เพื่อก้าวข้ามอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่ละธุรกิจต้องลงทุนและลงแรงในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่สุดในโลก โดยอาจเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ของประเทศ หรือบางกรณีอาจจะใหม่สำหรับบริษัทก็เพียงพอแล้ว

 

4. Focus on Compliant to Global ESG Regulation, BCG Model Net Zero to Create Sustainability

แต่ละธุรกิจต้องศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบต่างๆ ของบริษัทคู่ค้า เพื่อให้พร้อมในการส่งออก เมื่อประเทศคู่ค้าออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ในเรื่องของคาร์บอนเครดิต (CBAM)

 

5. Cost Effectiveness

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกไม่เคยเติบโตต่ำกว่า 3% แต่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเฉลี่ย 28% เพราะฉะนั้นแต่ละธุรกิจต้องรับมือกับการชะลอตัวนี้ ซึ่งธุรกิจที่บริหารต้นทุนได้ดีกว่าจะได้เปรียบในการแข่งขัน

 

6. Consumer Sustainability

การดูแลผู้บริโภคและชุมชนให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

 

7. Competitive Landscape

สร้างพันธมิตรที่ดีเพื่อเปิดโอกาสในการขยายตลาด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

 

8. Innovation Budget

การกำหนดค่าใช้จ่ายด้านนวัตกรรม ซึ่งธุรกิจในไทยมีค่าใช้จ่ายด้านนวัตกรรมโดยเฉลี่ยเพียง 1% เทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ 5% 

 

มนตรีกล่าวต่อว่า โดยทั่วไปแล้วการเติบโตของธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารจะใกล้เคียงกับการเติบโตของ GDP โลก แต่สำหรับธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ จะเติบโตได้ถึง 3 เท่าของการเติบโตของ GDP

 

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหารที่มนตรีเชื่อว่ามีศักยภาพจะเป็น New S-Curve ของไทย ยังมีอีก 3 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพไม่แพ้กัน ได้แก่ อุตสาหกรรมการแพทย์, อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

 

“แต่ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหน เราไม่สามารถที่จะทำแบบเดิมได้ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ วิธีการส่งเสริม และกำหนดทิศทางให้ชัดเจน”​

 

การปรับตัวของผู้ผลิตมันสำปะหลัง

 

ธุรกิจผลิตมันสำปะหลังของไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านการผลิตสูงและภาวะการแข่งขันยังไม่รุนแรงมากนัก จากการประเมินของ SCB EIC 

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งของธุรกิจนี้คือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลัง เช่นกรณีของ บมจ.พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช (PQS) ซึ่งเมื่อปี 2566 เผชิญกับกำไรสุทธิที่ต่ำสุดในรอบหลายปี

 

รัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PQS กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 1 ของโลก

 

“แต่ปีก่อนกำไรของบริษัทต่ำที่สุด ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งจากผลของ Climate Change ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง รวมทั้งปัญหาจากไวรัสในพืชที่แพร่กระจาย”​

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทพยายามแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนพัฒนาพันธุ์พืช หรือการสนับสนุนเกษตรกรในด้านเครื่องจักรและนวัตกรรม

 

“ในอดีตการปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ จะใช้ 5-10 คนในการเก็บเกี่ยว แต่ปัจจุบันสามารถเก็บเกี่ยวได้ด้วยเพียงแค่ 1 คน หรือการพยายามเพิ่มผลผลิตต่อไร่จากปัจจุบันที่การปลูก 1 ไร่ จะได้มันสำปะหลัง 3-4 ตัน แต่หากมีการเตรียมพื้นที่อย่างดี ผลผลิตอาจจะได้ 10-20 ตัน”

 

นอกจากความพยายามในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของธุรกิจ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับ PQS คือการพยายามหาตลาดใหม่ๆ แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะส่งออกไปยังต่างประเทศ 70% แต่ต่างประเทศที่ว่านี้คือการส่งออกไปยังจีนเกือบ 100% 

 

ทั้งนี้ รัฐวิรุฬห์กล่าวว่า เป้าหมายของ PQS ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลุดจากการเป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์ให้มากที่สุด โดยจะมีการดัดแปลงแป้งมันสำปะหลังให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน

 

อ้างอิง:

The post 8 เช็กลิสต์สำหรับธุรกิจอาหารไทย ช่วยคว้าโอกาสบนความเสี่ยงวิกฤตอาหารโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าฯ ฝาก 7 ข้อเสนอเร่งด่วนถึง รมว.เกษตรฯ ดันตั้ง กรอ.กษ. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจเกษตรและอาหารไทย https://thestandard.co/thai-chamber-thamanat-moac/ Thu, 05 Oct 2023 10:40:09 +0000 https://thestandard.co/?p=851051

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้า […]

The post หอการค้าฯ ฝาก 7 ข้อเสนอเร่งด่วนถึง รมว.เกษตรฯ ดันตั้ง กรอ.กษ. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจเกษตรและอาหารไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอประเด็นต่างๆ ของภาคเอกชนต่อการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจุดเด่นและความพร้อมพื้นฐานด้านการเกษตร ทั้งในเชิงปริมาณพื้นที่เพาะปลูก จำนวนเกษตรกร สภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกันมูลค่าการส่งออกและรายได้ของเกษตรกรยังไม่เพิ่มสูงเท่าที่ควร ดังนั้นทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น

 

สนั่นระบุว่า หนึ่งในประเทศที่ไทยควรเรียนรู้เป็นแบบอย่างคือเนเธอร์แลนด์ ที่แม้จะมีพื้นที่เล็กกว่าไทยถึง 12 เท่า แต่สามารถสร้างรายได้ในภาคเกษตรต่อประชากรสูงกว่าไทยถึง 10 เท่า จากการให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยต่อยอดผลผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ซึ่งในอนาคตหากไทยสามารถยกระดับการทำเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรกว่า 27 ล้านคน ที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจะมีรายได้ที่สูงขึ้น เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้หอการค้าฯ ได้ขอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน หรือ กรอ.กษ. ซึ่งจะช่วยสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด รวมถึงยื่นข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาผ่านคณะกรรมการ กรอ.กษ. โดยมีข้อเสนอใน 7 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย

 

  1. การส่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนด้านอาหาร (Food Safety and Food Security) ซึ่งภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญที่มีการขับเคลื่อนในเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจ APEC โดยการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงด้านอาหารเอเปคได้เห็นชอบในการผลักดันให้ดำเนินงานส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเปค รวมถึงการหารือเกี่ยวกับนโยบายแนวทางในการรับมือกับประเด็นท้าทายด้านความมั่นคงอาหาร ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ซึ่งหอการค้าฯ ยินดีร่วมขับเคลื่อนนโยบาย 3S ได้แก่ Safety, Security และ Sustainability เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารให้ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วย BCG Model เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมีผลผลิตที่มีความปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมเป็นครัวโลก

 

  1. การรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเล เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ประสานงานสมาคมการค้าและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเล ด้วยมาตรการป้องกันปัญหาการประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เพื่อยกระดับอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของประเทศไทยให้อยู่ในระดับ Tier 1 ในปี 2024

 

  1. การสร้างความสมดุลภาคธุรกิจเกษตรและอาหาร เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดนโยบายเพื่อสร้างความสมดุลและเสถียรภาพการนำเข้า-ส่งออกภาคเกษตรและอาหาร ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออก เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านเกษตรและอาหารของไทย

 

  1. การส่งเสริมการสร้างเกษตรมูลค่าสูงผ่านการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ (Area-Based) ซึ่งที่ผ่านมาหอการค้าฯ ได้มีการขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงที่ถือเป็นศักยภาพและโอกาสที่สำคัญของประเทศไทย โดยใช้จังหวัดเป็นผู้นำการขับเคลื่อนเนื่องจากมีความเข้าใจในศักยภาพของพื้นที่ โดยขับเคลื่อนในพื้นที่นำร่องแล้ว 7 จังหวัด รวมถึงตั้งเป้าขยายพื้นที่จังหวัดเป้าหมายเพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ในปี 2567 ได้แก่ ชัยนาท, เพชรบูรณ์, ชัยภูมิ, อุบลราชธานี และพัทลุง

 

  1. การส่งเสริมธุรกิจอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เสนอให้ผลักดันการจัดทำระบบอาหารที่มีการกล่าวอ้างอาหารเชิงหน้าที่ (FFC Thailand) เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถยืนยันการกล่าวอ้างเชิงสุขภาพด้วยเอกสารหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบออนไลน์ โดยครอบคลุมผลผลิตการเกษตร อาหารปรุงสดและอาหารท้องถิ่น เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง พร้อมทั้งส่งเสริมนโยบายและขับเคลื่อนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Cloud Food Bank) เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

 

  1. การส่งเสริมธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยหอการค้าฯ เสนอให้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งปลอดโรค พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางส่งเสริมและลดภาระต้นทุนการเลี้ยงให้กับเกษตรกร รวมไปถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรม (Value Chain) ตลอดจนลดภาษีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ พร้อมทั้งได้ให้กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมสินค้าเกษตร อาหาร ประมง และการอำนวยความสะดวกในการส่งออก-นำเข้า เพื่อการแก้ปัญหาวัตถุดิบภาคการประมงที่ไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ควรมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบสัตว์น้ำเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าและส่งออก ซึ่งต้องไม่กระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงภายในประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปกป้องสัตว์น้ำเศรษฐกิจของไทย ได้แก่ ปลากะพง ปลานิล และกุ้งก้ามกราม เป็นต้น

 

  1. การส่งเสริมธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดยกระดับมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มโคเนื้อ แพะเนื้อ และแพะนม พร้อมทั้งเสนอให้เร่งรัดการเพิ่มจำนวนโรงฆ่าสัตว์ โรงตัดแต่งเนื้อสัตว์ และโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ทุกจังหวัดที่มีศักยภาพ ตลอดจนเร่งรัดปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้าหรือส่งออกสินค้าปศุสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ร้านค้าสินค้าปศุสัตว์ (โดยเฉพาะตลาดสด) เข้าร่วมโครงการปศุสัตว์ OK เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าคุณภาพ และสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับแก่ผู้บริโภค

The post หอการค้าฯ ฝาก 7 ข้อเสนอเร่งด่วนถึง รมว.เกษตรฯ ดันตั้ง กรอ.กษ. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจเกษตรและอาหารไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟต้น จาก Le Du เตรียมเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศแห่งแรกที่ฮ่องกง นามว่า ‘นิราศ’ https://thestandard.co/life/niras-thai-restaurants-in-hong-kong/ Tue, 23 May 2023 09:03:23 +0000 https://thestandard.co/?p=794164 เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร

ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีทองของ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร […]

The post เชฟต้น จาก Le Du เตรียมเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศแห่งแรกที่ฮ่องกง นามว่า ‘นิราศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร

ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีทองของ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟอาหารไทยผู้อยู่เบื้องหลังร้าน Le Du และ Nusara ร้านอาหารอันดับ 1 และ 3 ในลิสต์ 50 Best Restaurant in Asia ประจำปี 2023 โดยเชฟต้นกำลังเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศครั้งแรกที่ฮ่องกง ในนามของ ‘Niras’

 

Niras หรือ นิราศ จะตั้งอยู่ในศูนย์การค้า K11 MUSEA ย่าน Tsim Sha Tsui เขตเกาลูน ให้บริการทั้งเมนูอาหารกลางวันและอาหารเย็น ตั้งแต่ 4-6 คอร์ส 7 วันต่อสัปดาห์ โดยจะมีทั้งเมนูใหม่และเมนูเดิมจาก Le Du ยกตัวอย่างเช่น จานกุ้งแม่น้ำ ที่ใช้กุ้งแม่น้ำจากแม่น้ำตาปีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เสิร์ฟพร้อมข้าว 2 สี ราดด้วยซอสหัวกุ้งและเครื่องต้มยำ

 

คำว่า ‘นิราศ’ เป็นคำไทย แปลว่า ‘เร่ร่อนไป’ มักใช้เรียกงานเขียนของกวีที่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ แล้วพรรณนาหรือแต่งกลอนเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ซึ่งนิราศของเชฟต้นจะสะท้อนให้ถึงการเดินทางของเชฟต้นที่ต้องการนำเสนออาหารไทยออกสู่สายตาชาวโลก

 

นิราศ (Niras) คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2023 โดยมีสองเชฟซึ่งเป็นมือขวาของเชฟต้นมาดูแล

 

ภาพ: Courtesy of Brand

อ้างอิง:

The post เชฟต้น จาก Le Du เตรียมเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศแห่งแรกที่ฮ่องกง นามว่า ‘นิราศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มอาหาร – รอพัฒนาการใหม่ๆ ขณะที่ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศและต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 1Q65TD https://thestandard.co/market-focus-food-group-stock/ Thu, 03 Feb 2022 12:04:50 +0000 https://thestandard.co/?p=590312 หุ้นกลุ่มอาหาร

เกิดอะไรขึ้น: ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นใ […]

The post กลุ่มอาหาร – รอพัฒนาการใหม่ๆ ขณะที่ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศและต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 1Q65TD appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มอาหาร

เกิดอะไรขึ้น:

ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 1Q65TD โดยราคาสุกรปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 105 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 31%YoY และ 25%QoQ) จากอุปทานสุกรที่ตึงตัวเพราะเป็นโรคและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น 

 

ส่วนราคาไก่เนื้อก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 21%YoY และ 11%QoQ) จากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งมากขึ้นและการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น 

 

ด้านต้นทุนอาหารสัตว์ก็ปรับตัวขึ้น โดยราคาข้าวโพดในประเทศทำจุดสูงสุดในรอบ 10 ปี ในขณะที่ราคากากถั่วเหลืองนำเข้าแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี ทั้งนี้ เนื่องจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าต้นทุนอาหารสัตว์ SCBS จึงคาดว่าส่วนต่างราคาสุกรและไก่เนื้อจะปรับตัวดีขึ้น 47%YoY และ 44%YoY ใน 1Q65TD

 

ส่วนราคาสุกรในต่างประเทศอ่อนแอลง โดยราคาสุกรในจีนลดลง YoY มีสาเหตุมาจากอุปทานสุกรในตลาดที่เพิ่มขึ้นใกล้ถึงระดับก่อนเกิดโรค ASF (อหิวาต์แอฟริกาในสุกร) และราคาสุกรในเวียดนามก็ลดลง YoY จากอุปทานสุกรที่ฟื้นตัวดีขึ้นหลังเกิดโรค ASF และกิจกรรมการค้าชายแดนที่ลดลงหลังจากราคาสุกรในจีนลดลง

 

ต้นทุนสัตว์น้ำสูงขึ้น ในเดือนมกราคม ราคาปลาทูน่าท้องแถบ (Spot Price) อยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์ต่อตัน ลดลง 9%MoM อันเป็นผลมาจากการจับปลาได้มากขึ้นเพราะสภาพอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเอื้ออำนวยมากขึ้น แต่เพิ่มขึ้น 33%YoY จากการปิดพื้นที่ทำการประมงบางส่วนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งจับปลาถึงโควตาตามที่กำหนดแล้วเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 ถึงกลางเดือนมกราคม 2565

 

สำหรับธุรกิจ OEM อุปสงค์ที่แข็งแกร่งจนถึงปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจึงมีแนวโน้มที่จะถูกส่งผ่านด้วยการปรับราคาสินค้ากลุ่ม OEM ของ TU ในธุรกิจทูน่าแบรนด์ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น TU จึงกำลังเจรจากับผู้ซื้อเพื่อปรับราคาผลิตภัณฑ์ทูน่าแบรนด์ประจำปี (เสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์) โดยราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ใน 2Q65

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มอาหาร (SET FOOD) ปรับลดลง 0.9%MoM โดย

ราคาหุ้น CPF ปรับลดลง 1.0%MoM อยู่ที่ระดับ 25.25 บาท

ราคาหุ้น GFPT ปรับเพิ่มขึ้น 4.7%MoM สู่ระดับ 13.40 บาท และ

ราคาหุ้น TU ปรับเพิ่มขึ้น 7.7%MoM สู่ระดับ 21.00 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มีมุมมองว่าในเดือนมกราคม 2565 ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศทำจุดสูงสุดใหม่ ได้สะท้อนถึงอุปสงค์และอุปทานที่ดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ปรับขึ้น YoY ราคาสุกรในจีนและเวียดนามยังอ่อนแอ ต้นทุนวัตถุดิบสัตว์น้ำทั้งหมดเพิ่มขึ้น YoY ทั้งนี้ ด้านราคาหุ้นหลังจาก Outperform SET YTD ราคาหุ้นกลุ่มอาหารมีแนวโน้มที่จะรอพัฒนาการใหม่ๆ ในระยะสั้น ในอดีตที่ผ่านมา ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศมักอ่อนตัวลงในช่วง 2-3 สัปดาห์ หลังจากเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป ในขณะเดียวกันตลาดจะจับตาดูการเจรจาปรับราคาผลิตภัณฑ์ทูน่าแบรนด์ประจำปีของ TU (ตั้งเป้าแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์, มีผลใน 2Q65) ว่าราคาใหม่ที่ปรับขึ้นจะครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ 

 

สำหรับหุ้นเด่น SCBS เลือก GFPT เนื่องด้วยราคาไก่เนื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ในปี 2565TD ประกอบกับการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตใหม่ จะช่วยสนับสนุนให้ GFPT รายงานผลประกอบการที่ดีขึ้นใน 1Q65 (เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ) และกำไรปี 2565 จะเติบโตดีที่สุดในกลุ่มอาหาร

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS มองการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการคลายล็อกดาวน์ของรัฐบาล อุปทานสุกรที่ตึงตัวและแนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง โดยอ้างอิงตามทิศทางของสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก จะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มอาหาร ขณะที่ด้านราคาไก่มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การห้าม, ความล่าช้าในการปรับราคาที่ได้รับอนุมัติจากทางการ ซึ่งเป็นมาตรการตามที่ ครม. ได้อนุมัติเพิ่มไก่และเนื้อไก่ในบัญชีสินค้าควบคุม โดยปัจจัยเหล่านี้ยังคงติดตามกันต่อไป

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post กลุ่มอาหาร – รอพัฒนาการใหม่ๆ ขณะที่ราคาเนื้อสัตว์บกในประเทศและต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 1Q65TD appeared first on THE STANDARD.

]]>
GLOCON เตรียมเข้าซื้อกิจการในสัดส่วน 70% ของ ‘ลูกชิ้นทิพย์’ หวังเสริมทัพธุรกิจอาหาร กระตุ้นกำไร https://thestandard.co/glocon-lookchinthip/ Mon, 18 Oct 2021 03:46:24 +0000 https://thestandard.co/?p=549243 ลูกชิ้นทิพย์

นพพร ภัทรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คอน […]

The post GLOCON เตรียมเข้าซื้อกิจการในสัดส่วน 70% ของ ‘ลูกชิ้นทิพย์’ หวังเสริมทัพธุรกิจอาหาร กระตุ้นกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกชิ้นทิพย์

นพพร ภัทรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOCON ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์เปิดเผยว่า ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการเข้าซื้อกิจการ บริษัท พงษ์-ศรา แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PSM) และบริษัท พงษ์-ศรา ดิสทริบิวชั่น จำกัด (PSD) ผู้ผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นภายใต้แบรนด์ ‘ลูกชิ้นทิพย์’ ในสัดส่วนร้อยละ 70 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นเดิม คาดสามารถเจรจาต่อรองเงื่อนไข พร้อมชำระเงินและโอนหุ้นของ PSM และ PSD แล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 2565

 

โดยการเข้าซื้อหุ้น PSM และ PSD ครั้งนี้ ทำให้ GLOCON สามารถขยายไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารให้มีความหลากหลาย และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศได้ทุกรูปแบบ ทั้งค้าส่ง (Wholesale), ค้าปลีก (Retail) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ PSD รวมไปถึงช่องทาง Modern Trade ช่วยขยายฐานการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น หนุนศักยภาพการแข่งขัน เพิ่มขีดความสามารถการทำกำไรได้ดียิ่งขึ้น

 

สำหรับเงินทุนในการซื้อกิจการครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมาจากการเพิ่มทุน และการเสนอขายหุ้นกู้ ซึ่งที่ประชุมบอร์ดได้อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจำนวน 984 ล้านบาท จากเดิม 2,658 ล้านบาท เป็น 3,643 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 984 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น

 

พร้อมทั้งได้อนุมัติการออกและเสนอขายตราสารหนี้ ประเภทหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเสริมแกร่งสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับแผน M&A ต่อจิ๊กซอว์การเติบโตก้าวกระโดด

 

สำหรับลูกชิ้นทิพย์นั้นจากการตรวจสอบผลประกอบการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดังนี้

 

บริษัท พงษ์-ศรา แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด

ปี 2561 รายได้ 488 ล้านบาท กำไร 57 ล้านบาท

ปี 2562 รายได้ 450 ล้านบาท กำไร 56 ล้านบาท

ปี 2563 รายได้ 357 ล้านบาท กำไร 29 ล้านบาท

 

บริษัท พงษ์-ศรา ดิสทริบิวชั่น จำกัด

ปี 2561 รายได้ 820 ล้านบาท กำไร 16.5 ล้านบาท

ปี 2562 รายได้ 775 ล้านบาท กำไร 10.2 ล้านบาท

ปี 2563 รายได้ 633 ล้านบาท กำไร 7.7 ล้านบาท

 

ภาพ: ลูกชิ้นทิพย์ / Facebook 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post GLOCON เตรียมเข้าซื้อกิจการในสัดส่วน 70% ของ ‘ลูกชิ้นทิพย์’ หวังเสริมทัพธุรกิจอาหาร กระตุ้นกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แนวโน้มธุรกิจส่งออกอาหารไทยครึ่งปีหลัง | Morning Wealth 16 สิงหาคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-16082021-2/ Mon, 16 Aug 2021 03:50:07 +0000 https://thestandard.co/?p=525459 Thai food export business

แนวโน้มส่งออกของภาคธุรกิจอาหารของไทยในครึ่งปีหลังจะโตต่ […]

The post ชมคลิป: แนวโน้มธุรกิจส่งออกอาหารไทยครึ่งปีหลัง | Morning Wealth 16 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai food export business

แนวโน้มส่งออกของภาคธุรกิจอาหารของไทยในครึ่งปีหลังจะโตต่อได้หรือไม่ จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและโควิดที่ยาวนานกว่า 18 เดือน และยังไม่มีจุดสิ้นสุด พูดคุยกับ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth วันที่ 16 สิงหาคม 2564 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: แนวโน้มธุรกิจส่งออกอาหารไทยครึ่งปีหลัง | Morning Wealth 16 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>