ธุรกิจออนไลน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธุรกิจออนไลน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Sep 2025 06:57:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/shopee-backend-success-secret/ Mon, 22 Sep 2025 11:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1120735

“Shopee” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อนี้ใครบ้างจะไม่รู้จัก […]

The post เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

“Shopee” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อนี้ใครบ้างจะไม่รู้จัก นอกจากเหล่านักช้อปที่มองหาสินค้าที่ต้องการแล้ว เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหรือธุรกิจเล็กไปถึงระดับบิ๊กคอร์ป ก็เป็นผู้เล่นในตลาดการค้าออนไลน์เช่นเดียวกัน ในการแย่งชิงตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าของแบรนด์บนแพลตฟอร์ม

 

แต่ความลับของเหล่าผู้ชนะในตลาดอีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เพียงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ “หน้าบ้าน” เท่านั้นที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวกระโดด แต่มันคือ “หลังบ้าน” ที่แข็งแกร่งและมีระบบที่ช่วยจัดการข้อมูลของธุรกิจเราได้อย่างแม่นยำและไว เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้า และการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความท้าทายของโลกธุรกิจ 

 

วันนี้ THE STANDARD จะพาไปไขความลับหลังบ้านธุรกิจกัน

 

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครองใจคนไทย

 

แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเต็มไปด้วยแพลตฟอร์มมากมาย แต่ “Shopee” ยังคงครองใจธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสานที่มากกว่า 83% ของผู้ค้า Shopee รายงานว่ามีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนี้

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

การศึกษาของพบว่า Shopee ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังเชื่อมโยงผู้ขายกับลูกค้านอกพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเฉลี่ยมีการเชื่อมโยงการค้าเพิ่มขึ้นจำนวน นอกจากนี้ ผู้ค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักเป็นผู้หญิง แม่บ้าน หรือเกษตรกรรายย่อย ที่ใช้ Shopee เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลัก บริหารร้านค้าผ่านมือถือ บ่อยครั้งทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่ถ่ายรูปสินค้า ตอบแชท จัดส่ง และตรวจสต็อก

 

ความท้าทายสำคัญของผู้ขายบน Shopee คือ “ความวุ่นวายของหลังบ้าน” เพราะระบบของ Shopee แม้จะสะดวกในด้านการเปิดร้าน แต่ระบบหลังบ้านยังรอการเติมเต็มในเรื่องของการจัดการ เมื่อธุรกิจขยายตัว ผู้ค้าเริ่มเจอกับปัญหาออเดอร์ล้นมือ สต็อกคลาดเคลื่อน หรือการจัดการข้อมูลลูกค้าที่ทำให้เสียโอกาสการขายซ้ำ

 

ERP คือระบบที่ช่วยเสริมหลังบ้านให้แข็งแกร่ง

 

ปัจจุบันก็เริ่มมีผู้เชี่ยวชาญด้าน ERP หรือ Enterprise Resource Planning มากขึ้น ERP คือระบบซอฟต์แวร์ที่คอยจัดการและเชื่อมโยงระบบขององค์กร ตั้งแต่การขาย สต็อก การผลิต ไปจนถึงบัญชีและบุคคล โดยรวมทุกอย่างไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ ลดงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้นจากข้อมูลที่ครบถ้วน

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

หนึ่งในระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในระดับโลกคือ Odoo ด้วยจุดเด่นที่ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้ และมีฟีเจอร์ครบสำหรับ SME โดยเฉพาะ รวมถึงการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Shopee Connector ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขายออนไลน์ในเอเชียโดยเฉพาะ

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

Shopee Connector เครื่องมือเปลี่ยนหลังบ้านให้ทรงพลังจาก Odoo

 

ในเวอร์ชันล่าสุด Odoo ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shopee Connector” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมโยงร้านค้าบน Shopee เข้ากับระบบ ERP ของตนได้แบบไร้รอยต่อ โดยฟีเจอร์นี้รวมอยู่ในแพ็กเกจ Standard โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้ SME ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อใช้งานระบบนี้

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ฟังก์ชันหลักที่โดดเด่น ได้แก่

 

  • Real-time Inventory Sync: ซิงค์ข้อมูลสต็อกสินค้าจาก Odoo ไปยัง Shopee อัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงของการขายสินค้าที่หมดสต็อก
  • Centralized Product Management: จัดการข้อมูลสินค้า เช่น รูปภาพ ราคา และคำอธิบาย ได้จากระบบเดียว ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายที่
  • One-Click Shipping Labels: สั่งพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุจาก Shopee ได้ในคลิกเดียวบน Odoo ลดเวลาในการจัดส่ง

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ที่สำคัญ Shopee Connector ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับพฤติกรรมการทำธุรกิจของ SME ในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ ทั้งรองรับหลายภาษา เชื่อมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายท้องถิ่นอย่าง J&T, Kerry และยังสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้เองในลักษณะ Open Source

 

สำหรับ SME ที่เริ่มขยายตัว การมีระบบ ERP ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ธุรกิจแข็งแรงแบบยั่งยืน

 

สต็อกแม่นยำขึ้น 90% วางแผนกลยุทธ์เสริมยอดขาย

 

เคสศึกษาที่ชัดเจนคือ หนึ่งในบริษัทจากไทยที่ใช้ Odoo MRP และ Shopee Connector เชื่อมโยงการผลิตกับการขายแบบเรียลไทม์ ทำให้ความแม่นยำของสต็อกเพิ่มขึ้นถึง 90% และลดเวลาทำงานด้านเอกสารลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

จินตนาการถึงผู้ขายออนไลน์ที่ต้องบริหารร้านค้า 3 ช่องทาง คือ Shopee เว็บไซต์ และหน้าร้าน หากไม่มีระบบ ERP เข้ามาจัดการ ย่อมเสี่ยงกับความล่าช้า ความผิดพลาด และต้นทุนซ้ำซ้อน แต่เมื่อใช้ Odoo เชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน ทุกออเดอร์และสต็อกจะรวมศูนย์ไว้ในที่เดียวแบบเรียลไทม์

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ตัวอย่างจากผู้ใช้รายย่อยในประเทศไทยกล่าวว่า “ก่อนใช้ Odoo เราต้องล็อกอิน Shopee ทุกวันเพื่ออัปเดตสต็อก และบางครั้งลืมปรับราคาตามโปรโมชั่น ทำให้เสียยอดขายไปหลายออเดอร์ พอมาใช้ Shopee Connector ข้อมูลทั้งหมดซิงค์อัตโนมัติ ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการพัฒนาสินค้าและตอบลูกค้าได้มากขึ้น”

 

การมีข้อมูล Real-time ยังเปิดโอกาสในการวิเคราะห์ยอดขาย เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำ เช่น รู้ว่าสินค้าไหนขายดีช่วง Flash Sale หรือแคมเปญ 9.9 – 12.12 เพื่อสต็อกให้พอดีกับความต้องการจริง

 

พร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวข้ามคู่แข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ?

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ค้าในชนบทหรือเจ้าของแบรนด์ที่ขยายกิจการสู่หลายช่องทาง Shopee Connector คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพแบบไม่ต้องลงทุนสูง เริ่มต้นง่าย ๆ เพียง

 

  1. ดาวน์โหลด Shopee Connector ภายใน Odoo App
  2. เข้าไปที่เมนู Shopee เพื่อเชื่อมต่อบัญชีกับ Odoo
  3. ตั้งค่าพื้นฐานทั้งเรื่อง กำหนดคลังสินค้า (Warehouse), ประเทศ และช่องทางจัดส่ง ตั้งค่าเรื่องภาษีหรือราคาขายตามระบบบัญชีของร้าน
  4. ดึงข้อมูลสินค้าใน Shopee เข้ามา Odoo หรือ push สินค้าจาก Odoo ไปยัง Shopee เพื่อ
  5. ตั้งให้ระบบซิงค์อัตโนมัติแบบ real-time
  6. เริ่มต้นทดลองใช้งานจริง

 

สามารถดูวิดีโอการใช้งานแบบง่าย ๆ ภายใน 2 นาที

 

 

หรืออ่านคู่มือการใช้งาน https://www.odoo.com/documentation/18.0/applications/sales/sales/shopee_connector.html 

 

หากคุณเคยคิดว่า ERP มีไว้สำหรับองค์กรใหญ่ Odoo กำลังเปลี่ยนภาพนั้นให้ SME ทั่วเอเชียเข้าถึงได้จริง ด้วยระบบที่ทั้งง่าย ยืดหยุ่น และฟรีในเวอร์ชัน Standard

 

“ที่ Odoo เราเชื่อในเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง เราจึงเปิดตัว Shopee Connector แบบฟรีในเวอร์ชัน Standard เพื่อช่วยให้ SME ในเอเชียขยายขอบเขตธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” กล่าวโดย Matts Fievez, Director of Odoo APAC

 

ติดตาม Odoo เพิ่มเติมได้ที่

 

อ้างอิง:

  • Sathirathai, S., & Nakavachara, V. (2021).

Connecting Locals to Locals: Market Discovery Through e-Commerce.

ในนาม “New Dimensions of Connectivity in the Asia-Pacific”

https://doi.org/10.22459/ndcap.2021.05 

 

  • Khuanmuang, S. et al. (2024).

Platform Dynamics and Regional Variations in Thailand’s Online Rice Market: A Comparative Analysis of Consumer Behavior on Shopee and Lazada.

Presented at the 2024 International Conference on Decision Aid Sciences and Applications (DASA).

https://doi.org/10.1109/DASA63652.2024.10836551

The post เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรพร้อมเรียก 10 บริษัทประกอบธุรกิจคล้ายดิไอคอนกรุ๊ป เข้าให้ข้อมูล สคบ. หากผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/check-out-10-companies-doing-business-similar-to-the-icon-group/ Thu, 17 Oct 2024 11:56:27 +0000 https://thestandard.co/?p=997279

วันนี้ (17 ตุลาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนา […]

The post จิราพรพร้อมเรียก 10 บริษัทประกอบธุรกิจคล้ายดิไอคอนกรุ๊ป เข้าให้ข้อมูล สคบ. หากผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 ตุลาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ นัดแรก โดยระบุว่า ได้ให้คณะกรรมการดำเนินการตามกรอบ และให้เป็นไปตามความเหมาะสมได้เลย เพื่อศึกษาในรายละเอียด เนื่องจากมีข้อเท็จจริงที่ต้องอาศัยการทำงานที่รัดกุมให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการตามความเหมาะสม 

 

ขณะที่มีบริษัทประกอบธุรกิจลักษณะคล้ายกับบริษัทดิไอคอนกรุ๊ปอีกหลายบริษัท จะเข้าไปตรวจสอบอย่างไร จิราพรกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก ในฐานะที่มีอำนาจตามกฎหมาย ให้ไปบังคับใช้มาตรการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และดูในระยะยาวด้วยว่ากฎหมายฉบับใดที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ปรับแก้เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่วนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. จะเรียก 10 บริษัทที่ประกอบธุรกิจคล้ายกับบริษัทดิไอคอนกรุ๊ปมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ จิราพรกล่าวว่า เดิมทีจะเชิญบริษัทดิไอคอนกรุ๊ปเข้ามาให้ข้อมูล แต่มีการออกหมายจับเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของตำรวจ โดย สคบ. จะเข้าไปร่วมสอบสวนด้วย เนื่องจากมีกฎหมายหลายอย่างที่ต้องสืบสวนเพิ่มเติม ส่วนบริษัทอื่นๆ ถ้าสืบทราบข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวโยงไปส่วนไหนก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ สคบ. ปรับปรุงแก้กฎหมายและดูรายละเอียด พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ว่าจะอัปเดตข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง

 

สำหรับโล่รางวัล เมื่อวานนี้ (16 ตุลาคม) แจ้งไปยัง วรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ ‘บอสพอล’ ผู้ก่อตั้งบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ให้นำมาคืนแล้ว โดยจะต้องดำเนินการคืนภายใน 7 วัน

The post จิราพรพร้อมเรียก 10 บริษัทประกอบธุรกิจคล้ายดิไอคอนกรุ๊ป เข้าให้ข้อมูล สคบ. หากผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเสริฐตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สคบ. วางกรอบเวลา 30 วัน ไม่ว่าใครต้องสงสัยสามารถเรียกมาชี้แจงได้ https://thestandard.co/prasert-jantararuangtong-17102024/ Thu, 17 Oct 2024 09:12:05 +0000 https://thestandard.co/?p=997172 ประเสริฐ จันทรรวงทอง

วันนี้ (17 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ประเสริฐ จันทรรวงทอ […]

The post ประเสริฐตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สคบ. วางกรอบเวลา 30 วัน ไม่ว่าใครต้องสงสัยสามารถเรียกมาชี้แจงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

วันนี้ (17 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ โดยระบุว่า ให้มีการเริ่มตรวจสอบในทันที เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน และมีผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก

 

ทั้งนี้ กำหนดกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบเป็นเวลา 30 วัน และจะต้องรายงานกลับเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งการวางกรอบไว้ 30 วันเพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ครบถ้วน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมไปถึงมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากจึงอาจต้องใช้ระยะเวลา แต่จะพยายามทำโดยเร็ว ขอรอผลการสอบสวนจากคณะกรรมการชุดนี้ก่อนถึงจะทราบว่ามีการกำหนดโทษเช่นไร และสั่งการให้มีการดำเนินการด้วยความรัดกุม อย่าให้มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

เมื่อสื่อมวลชนถามว่า คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถลบคำว่า ‘เทวดา สคบ.’ ได้หรือไม่ ประเสริฐกล่าวว่า “ต้องลบให้ได้ เรื่องนี้ต้องไม่มี”

 

สื่อมวลชนถามต่อว่า รับทราบตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีเบาะแสอะไรในเบื้องต้นหรือไม่ ประเสริฐกล่าวว่า เรื่องนี้จะมีการดำเนินการตามที่ปรากฏในคลิปเสียงหรือการนำเสนอข่าว หากมีการพาดพิงหรือใครที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยจะต้องมีการดำเนินการอย่างเฉียบขาดไม่ให้เกิดเรื่องการทุจริตในหน้าที่ เพราะถือว่าทำความเสียหายในวงกว้างต่อประชาชน

 

ประเสริฐยังระบุถึงกรณีมีรายชื่อของนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง คณะกรรมการชุดนี้ก็สามารถเรียกเข้ามาชี้แจงได้เช่นกัน ไม่ว่าจะปรากฏชื่อใคร จะเป็นใครไม่ต้องห่วง แต่เราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

สำหรับบุคคลใน สคบ. ที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ประเสริฐกล่าวว่า ขอให้ดูผลของการสอบของคณะกรรมการชุดนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะต้องการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่ไปฟังมาแล้วไปดำเนินการทันที เพราะต้องดูความชอบธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับความเสียหาย แต่ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด

 

The post ประเสริฐตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สคบ. วางกรอบเวลา 30 วัน ไม่ว่าใครต้องสงสัยสามารถเรียกมาชี้แจงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MR. D.I.Y. เลือกไทยเป็นประเทศที่ 2 ในการบุกออนไลน์ สร้างความต่างจากหน้าร้านด้วยสินค้าขายดีและยิ่งซื้อเยอะยิ่งลด พร้อมเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 2 วัน https://thestandard.co/mr-d-i-y-thailand-to-invade-online/ Mon, 10 Apr 2023 02:24:25 +0000 https://thestandard.co/?p=774762 MR. D.I.Y.

เมืองไทยถือเป็นประเทศที่มีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 สำ […]

The post MR. D.I.Y. เลือกไทยเป็นประเทศที่ 2 ในการบุกออนไลน์ สร้างความต่างจากหน้าร้านด้วยสินค้าขายดีและยิ่งซื้อเยอะยิ่งลด พร้อมเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MR. D.I.Y.

เมืองไทยถือเป็นประเทศที่มีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 สำหรับ MR. D.I.Y. เป็นรองเพียงประเทศบ้านเกิดเท่านั้น ซึ่งวันนี้ก็ได้ให้ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในการทดลองขยายไปสู่ธุรกิจออนไลน์ ต่อจากมาเลเซียที่เปิดมาได้ 3 ปีแล้ว 

 

“เราไม่ได้ตั้งเป้ายอดขายที่มากมาย แต่ต้องการตอบสนองต่อลูกค้าที่อยากให้ส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน” แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทยกล่าว “การบุกออนไลน์ในครั้งนี้เราต้องการเจาะไปยังลูกค้ากลุ่มธุรกิจและฐานลูกค้าใหม่ๆ”

 

การบุกออนไลน์จะเริ่มด้วยการเปิดตัวร้านใน Shopee ในเดือนมีนาคม และในเดือนเมษายนจะเปิดตัวเว็บไซต์เป็นของตัวเอง สินค้าที่นำมาขายจะคัดเลือกจากสินค้าขายดีในร้าน เช่น ถ่านไฟฉาย ไม้แขวนเสื้อ และถังขยะ รวมแล้วประมาณ 600 SKU และจะทยอยเพิ่มไปเรื่อยๆ 

 

เมื่อเทียบกับหน้าร้านที่มี 15,000 รายการใน 10 แผนก จะเห็นว่าในออนไลน์มีจำนวนน้อยกว่ามาก แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “ในออนไลน์จะมีแบบขายส่งด้วย นั่นคือหากสั่งมากก็จะได้ลดราคา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หน้าร้านไม่มี”

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าตลาด B2C E-Commerce ปี 2566 น่าจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยจะเติบโตราว 4-6% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 606,000-618,000 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายที่มากขึ้น แต่เป็นการปรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากหน้าร้านมาเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์

 

MR. D.I.Y. เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ซีคอน บางแค เมื่อปี 2559 โดยสิ้นปี 2565 มีจำนวนสาขารวมทั้งหมด 557 สาขาทั่วประเทศไทย ให้บริการลูกค้ากว่า 58 ล้านคนใน 72 จังหวัด

 

สำหรับปี 2566 ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 170 สาขาทั่วประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท คาดมีสาขารวมทั้งสิ้นมากกว่า 700 สาขาภายในสิ้นปี

 

“ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายสาขา เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่มีประชาชน 32 ล้านคน แต่มี 1,000 สาขาไปแล้ว ขณะที่มีประชากรมากกว่า 2 เท่ายังมีราว 500 กว่าสาขาเท่านั้น” แอนดี้กล่าว “ทำให้เราจะเปิดร้านใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้เฉลี่ยเปิด 1 สาขาทุกๆ 2 วัน”

 

แอนดี้ถือเป็นลูกหม้อของ MR. D.I.Y. ที่ประเดิมทำงานที่บริษัทแม่มา 8 ปี ก่อนจะมาเป็นแม่ทัพที่ไทยได้ 1 ปีกว่าๆ แล้ว ควบไปกับนั่งตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาดของบริษัทแม่ที่มาเลเซียด้วย

 

จากประสบการณ์ของแอนดี้มองว่าไทยกับมาเลเซียมีทั้งความเหมือนและความต่าง โดยสิ่งที่เหมือนกันคือการมีสินค้าที่มากและราคาที่เข้าถึงง่าย ตลอดจนสาขาที่กระจายในทุกพื้นที่ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ

 

รวมถึงการนิยมซื้อสินค้าตามโปรโมชัน ทำให้ MR. D.I.Y. เลือกหยิบเทศกาลต่างๆ มาเป็นกิมมิกเพื่อสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งสำหรับประเทศไทยได้วางแคมเปญไว้แล้ว 4 แคมเปญใหญ่ พร้อมกันนี้ยังได้ ‘ตั๊ก บริบูรณ์ และครอบครัว’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งแรกในประเทศไทยด้วย

 

“การตั้งตั๊ก บริบูรณ์จะมาพร้อมกับภาพยนตร์โฆษณา ‘ช้อปได้ทุกวัน’ ซึ่งจะมาช่วยเพิ่มสีสันให้แก่แบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภค และมีสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย โดยจะทำให้สะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” อานุภาพ คงมาลัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทย กล่าว

 

ปัจจุบัน MR. D.I.Y. หนึ่งในผู้นำด้านค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้านรายใหญ่ในเอเชีย มีจำนวนร้านค้ามากกว่า 2,500 ร้าน ใน 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, ไทย, บรูไน, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, สเปน, ตุรกี, กัมพูชา และอินเดีย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post MR. D.I.Y. เลือกไทยเป็นประเทศที่ 2 ในการบุกออนไลน์ สร้างความต่างจากหน้าร้านด้วยสินค้าขายดีและยิ่งซื้อเยอะยิ่งลด พร้อมเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maybelline ปรับกลยุทธ์ใหม่ในประเทศจีน โดยเน้นโฟกัสไปที่ตลาดออนไลน์ https://thestandard.co/maybelline-china-adjusts-plan/ Mon, 15 Aug 2022 03:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=666940 Maybelline

แม้ว่าประเทศจีนจะเป็นแหล่งทำเงินขนาดใหญ่ของธุรกิจความงา […]

The post Maybelline ปรับกลยุทธ์ใหม่ในประเทศจีน โดยเน้นโฟกัสไปที่ตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maybelline

แม้ว่าประเทศจีนจะเป็นแหล่งทำเงินขนาดใหญ่ของธุรกิจความงาม แต่ก็ใช่ว่าทุกแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้เหมือนเดิม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้แบรนด์ดังยืนหนึ่งอย่าง Maybelline เริ่มปรับจุดโฟกัสของแบรนด์ตัวเองที่ทำตลาดในประเทศจีน โดยค่อยๆ ทยอยปิดหน้าร้านที่ทำผลงานด้านยอดขายที่ไม่ดีทั้งหมด เพื่อโฟกัสเป้าหมายใหม่ไปบุกตลาดออนไลน์ในจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ทาง Maybelline ชี้แจงว่าทางแบรนด์กำลังปิดร้านและยุติร้านสัญญาเช่าในตลาดเท่านั้น แต่กิจการในร้านค้าออฟไลน์ที่รวมถึงร้าน Watsons และร้านขายเครื่องสำอางต่างๆ ในประเทศจีนกว่า 10,000 แห่ง ยังเปิดให้บริการต่อไป 

 

Maybelline ชี้แจงว่ากำลังปิดร้านที่มีผลงานไม่ดี และยุติร้านสัญญาเช่าในตลาดเท่านั้น แบรนด์ยังคงดำเนินการร้านค้าออฟไลน์ประมาณ 10,000 แห่ง รวมถึงร้าน Watsons และร้านเครื่องสำอางในประเทศจีนยังคงเปิดจำหน่ายต่อไป โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด รวมถึงความต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง Maybelline ทั้งในนิวยอร์กและประเทศจีนก็ค่อยๆ ปรับกลยุทธ์การขายหน้าร้านแบบเดิมๆ มาเป็นการขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงออฟไลน์  

 

ข้อมูลจากนักวิจัยตลาด Qianzhan Industry Research Institute เปิดเผยรายงานที่แสดงให้เห็นว่าส่วนแบ่งการตลาดของ Maybelline ในตลาดจีนลดลงเหลือ 4.9% ในปีที่แล้ว จาก 10.7% ในปี 2018 ขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติจีนอย่าง Florasis ที่เป็นแบรนด์น้องใหม่ และแบรนด์ Perfect Diary ที่ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังของประเทศจีน กลายเป็น 2 แบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยกวาดส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 6.8% และ 6.4% ตามลำดับ ท่ามกลางสงครามการตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ดุเดือดแบบนี้ และแบรนด์ในประเทศจีนเองก็สร้างความแข็งแกร่งในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี คงต้องมาจับตาดูว่าการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ต่างชาติอย่าง Maybelline จะสามารถยึดส่วนแบ่งการตลาดให้กับแบรนด์ตัวเองได้มาก-น้อยแค่ไหน 

 

ภาพ: Maybelline / Instagram 

อ้างอิง:

The post Maybelline ปรับกลยุทธ์ใหม่ในประเทศจีน โดยเน้นโฟกัสไปที่ตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อการดูแลคนที่รักคุณคือคำตอบของการขายออนไลน์: The Upside Down Funnel of Customer Value https://thestandard.co/the-upside-down-funnel-of-customer-value/ Fri, 25 Jun 2021 08:10:20 +0000 https://thestandard.co/?p=504755 The Upside Down Funnel of Customer Value

เมื่อมูลค่าอาจไม่ได้เกิดจากจำนวนที่ตาเห็น หากคุณเดินผ่า […]

The post เมื่อการดูแลคนที่รักคุณคือคำตอบของการขายออนไลน์: The Upside Down Funnel of Customer Value appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Upside Down Funnel of Customer Value

เมื่อมูลค่าอาจไม่ได้เกิดจากจำนวนที่ตาเห็น

หากคุณเดินผ่านร้านค้าสองร้าน ร้าน A มีกลุ่มคนเดินผ่านไปมา 200 คน ในขณะที่ร้านที่ B มีคนยืนมุงกันอยู่ 50 คน ทั้งสองร้านขายสินค้าลักษณะคล้ายกันในราคาเดียวกัน คุณจะเชื่อไหมว่าร้านค้า B เป็นร้านที่ขายดีกว่า?

 

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันตลอดเวลา ตัวเลขที่ใช้วัดความสำเร็จมักจะหนีไม่พ้นการเติบโตของรายได้หรือการเพิ่ม KPI อะไรบางอย่างที่เป็นตัวชี้วัดว่าเรายังมีการเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ

 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หนึ่งในตัวชี้วัดแรกที่เราจะให้ความสำคัญมากที่สุดนั้นมักจะหนีไม่พ้นจำนวนลูกค้าที่เราเติมเข้ามาได้ในแต่ละช่วงเวลา

 

และเมื่อทั้งศาสตร์และการทำธุรกิจในโลกดิจิทัลมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในระบบความคิดและตัวชี้วัดความสำเร็จของการค้าขายออนไลน์ที่ใช้กันทั่วไป ก็จะหนีไม่พ้นเครื่องมือของ Acquisition Funnel ที่แบ่งกลุ่มคนออกมาเป็น Awareness, Interest, Desire, Purchase หรือในบางที่อาจมีแถม Re-Purchase เข้ามาด้วย เพื่อให้ได้ ‘ผลลัพธ์’ ในเรื่องของ ‘รายได้’

 

แต่แน่นอนว่าเมื่อเกิดการใช้จริง สิ่งที่ทุกคนทำก็คือ ‘เติม Funnel ด้านบน’ (Top of the Funnel) ให้มากที่สุด หรือการ ‘หา Traffic หรือ จำนวนคน’ ให้ได้มากที่สุด เพื่อหวังว่ากว่าจำนวนคนจะผ่านขั้นตอนแต่ละขั้นตอนใน Funnel แล้ว จะมีโอกาสเหลือจำนวนคนซื้อให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

 

ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อธุรกิจทุกที่เข้าสู่โลกออนไลน์ และช่องทางการ ‘หา Traffic’ ต่างๆ นั้นเริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้นทุกทีจนไม่ค่อยเหลือช่องทางที่จะให้หาใหม่ๆ แล้วนั้น ธุรกิจหลายที่เริ่มหมดหนทางที่จะคอย ‘เติมคน’ ในด้านบน และพบว่าหากอยู่เฉยๆ ยอดก็ไม่เคยที่จะกระดิก สุดท้ายใช้วิธีออกส่วนลดจำนวนมาก ดึงยอดให้คนสนใจและบอกต่อ ดันยอดกันใหม่เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด

 

แต่แท้จริงแล้ว หนึ่งในคำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่เพียงการมอง Funnel นี้ให้กลับหัว เพราะแท้จริงแล้ว คนที่มีค่าที่สุดต่อธุรกิจคุณคือลูกค้าที่อยู่ ‘ต่ำ’ ที่สุดของฐาน เพียงเรามองกลับหัวจาก ‘การรับรู้’ มาเป็น ‘สถานะความสัมพันธ์’ เราจะค้นพบว่า แท้จริงแล้วคำตอบของการเพิ่มยอดขายอาจไม่ใช่การไล่หาคนใหม่ที่ไม่คุ้นเคย แต่คือการดูแลลูกค้าที่อยู่ต่อหน้าคุณให้ดีที่สุดนั่นเอง

 

ผมจะขอลองมายกตัวอย่างการมองมุมกลับนี้ให้ฟังนะครับ

 

จากคนแปลกหน้าเป็นคนรู้จัก

ในปกติที่ Acquisition Funnel จะมองจากปากท่อไปยังปลายท่อตาม Awareness-Interest-Desire-Purchase ผมอยากจะขอนำเสนอว่าจริงๆ แล้ว หากมองในแง่ความสัมพันธ์ที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีต่อคุณ อาจไล่ได้เป็น Stranger-Acquaintance-Friend-Close Friend-Lover/Advocate

 

ตัวชี้วัดที่เกี่ยวอยู่บนสุดของ Acquisition Funnel อย่าง Awareness หรือที่มักจะเรียกกันว่าเป็นเรื่องของ Aquisition อย่างเช่นจำนวน Page View, Daily Active User และ Monthly Active User นั้น แท้จริงแล้วมักจะเป็นกลุ่มคนที่พึ่งจะเคยแค่ ‘เดินผ่าน’ เรา หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘คนแปลกหน้า’ (Stranger) ที่มีโอกาสสูงที่จะพึ่งรู้จักเราครั้งแรก อาจจะยังไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าจากเรา เพราะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนกลุ่มนี้มักจะมีอัตราการซื้อ (Conversion Rate: CVR) ที่ต่ำ เว้นแต่สินค้าคุณจะมีส่วนลดในอัตราที่สูงหรือราคาที่ต่ำมากเทียบกับสินค้าอื่นที่เขาคุ้นเคยจนอดใจไม่ไหวที่จะต้องซื้อในทันทีก่อนจะมีคนอื่นมาแย่งไป

 

แต่หากเริ่มขยับลงไปในลำดับถัดไปของ Acquisition Funnel ที่ว่าด้วย Interest ก็จะเริ่มพูดถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับจำนวนคนที่เข้ามาแล้วยังดูเนื้อหาต่อ (Bounce Rate) หรือเคยเข้ามาแล้วกลับเข้ามาใหม่ (Revisit Rate) ที่เปรียบเหมือนกลุ่มคนที่เดินผ่านมาแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นมีรูปร่างหน้าตาพอที่จะทำเขาให้มองต่อ เขาอาจจะสังเกตอะไรบางอย่างคุ้นๆ เกี่ยวกับตัวเรา หรือเคยรู้จักมักคุ้นชื่อเสียงเราจากช่องทางไหนมาก่อน เรียกได้ว่าเป็น ‘คนรู้จัก’ (Acquaintance) ที่อาจไม่จำเป็นต้องลดแลกแจกแถมในอัตราเท่ากับคนแปลกหน้า แต่ถ้ามีสักนิดนึงก็น่าจะทำให้เขาอยากที่จะลองใช้บริการสิ่งที่คุณนำเสนอขึ้นมาเป็นครั้งแรกอีกที

 

จากคนรู้จักเป็นคนรัก

สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเราเริ่มเข้าสู่การมอง Funnel กลับหัวในลำดับถัดๆ ไป ที่ว่าด้วยเรื่องของ Desire, Purchase และ Re-Purchase แล้ว คุณได้พบกับคนที่เคยซื้อสินค้าหรือบริการของคุณจนเกิดความพึงพอใจ ซึ่งคนกลุ่มนั้นมักมองเรามีสถานะเหมือน ‘เพื่อน’ (Friend) ของเขา ที่เขาเต็มใจที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณอีกในราคาเต็ม เพราะเขาเชื่อว่าคุณคือเพื่อนของเขาที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่เขาไว้ใจได้มาก่อนแล้ว และหลายๆ ครั้ง อาจซื้อทีละหลายๆ ชิ้นพร้อมกันก็เป็นได้

 

และนอกจากนี้ หากลูกค้ามองคุณเป็น ‘เพื่อนสนิท’ (Close Friend) เขาจะมีพฤติกรรมพิเศษที่ไม่ได้เพียงแค่เห็นหน้าคุณแล้วจำคุณได้ แต่เขาจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเมื่อเขาต้องการสินค้าและบริการที่คุณมี เหมือนกับเวลาที่เรามีปัญหาอะไรแล้วเราจะนึกถึงเพื่อนสนิทที่เราไว้ใจเป็นคนแรก

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ให้กับลูกค้าคุณจนกลายเป็น ‘คนรัก’ (Lover/Advocate) เขาไม่ได้เพียงแต่จะนึกถึงคุณเมื่อเขามีปัญหา อุดหนุนคุณในจำนวนมากและราคาเต็ม แต่เขาจะแนะนำคุณให้กับคนที่เขารู้จักให้ได้ลองใช้ ซึ่งหากคนที่เขาแนะนำมองลูกค้าคุณเป็นเพื่อน เพื่อนสนิท หรือคนรัก เช่นเดียวกัน เขาก็จะมีแนวโน้มกล้าที่จะลองและให้ความไว้วางใจคุณไม่แพ้กับลูกค้าคนเดิมของคุณเช่นเดียวกัน

 

 

เหตุผลทางธุรกิจของการดูแลคนที่รักคุณ

แนวความคิดนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเล่าเรื่องให้สนุก แต่มีความหมายทางธุรกิจที่แท้จริง จากคำถามที่ผมถามในตอนแรก

 

หากธุรกิจ A มีลูกค้า 200 คน ขายสินค้าราคา 100 บาท แต่ประกอบไปด้วยลูกค้าดังนี้

 

  • 50% เป็นกลุ่มหน้าใหม่ (Stranger) ที่จะซื้อสินค้าของคุณเฉพาะเวลามันลด 30%
  • 40% เป็นกลุ่มที่พอรู้จักมักคุ้น (Acquaintance) ยอมซื้อสินค้าในราคาที่ไม่ต้องลดมาก แค่ 10% ก็พอ
  • 10% ที่เหลือ เป็นลูกค้าที่เคยซื้อและไว้ใจ (Friend) สามารถซื้อได้ในราคาเต็ม

 

ยอดขายทั้งหมดของร้านค้าจะเท่ากับ 16,200 บาท

 

แต่ธุรกิจ B ที่มีฐานลูกค้าต่อเดือนเพียง 50 คน ขายสินค้าราคา 100 บาทเช่นเดียวกัน แต่ประกอบไปด้วยลูกค้าดังนี้

 

  • 10% เป็นลูกค้าที่เคยซื้อและไว้ใจ (Friend) สามารถซื้อได้ในราคาเต็ม
  • 40% เป็นกลุ่มที่สนิทเป็นพิเศษ (Close Friend) เวลามีปัญหาก็ตรงมาที่คุณ เฉลี่ยแล้วมักจะซื้อเดือนละสองชิ้น เพราะไม่คิดจะไปหาสินค้าคุณของที่อื่น
  • 50% เป็นกลุ่มลูกค้าที่รักคุณ (Lover/Advocate) ในทุกๆ เดือน นอกจากตัวเขาเองที่ซื้อสินค้าจากคุณในราคาเต็มเดือนละ 2 ชิ้นแล้ว เขามักจะเจอเพื่อนใหม่ 3 คน ที่เขาแนะนำให้มาซื้อสินค้าจากคุณเสมอ

 

ยอดขายทั้งหมดของร้านค้าจะเท่ากับ 17,000 บาท มากกว่าร้านค้าที่ดูเหมือนจะมีลูกค้าเยี่ยมชมกว่า 4 เท่า

แม้ตัวอย่างนี้อาจยกขึ้นมาสนุกๆ ให้เห็นภาพ แต่หวังว่าพอจะทำให้ได้เห็นภาพว่าการดูแลลูกค้าของคุณให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงมารยาทแต่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเดียวกัน

 

การนำไปใช้จริงในโลกการขายออนไลน์

แนวกรอบความคิดเหล่านี้นอกจากจะเป็นสิ่งเตือนใจแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การขายตามช่องทางต่างๆ ได้ เพราะจะเห็นได้ว่ารูปแบบการขายของแต่ละแพลตฟอร์มจะทำให้ธุรกิจของคุณมีโอกาสเจอลูกค้าที่แตกต่างกัน ไม่ต่างกับ Location ของร้านค้าคุณในแต่ละห้าง ที่ส่งผลต่อประเภทของลูกค้าที่เจอ

 

อาทิ การนำสินค้าไปวางเคียงข้างสินค้าที่ใกล้เคียงกันในผลการค้นหา อาจได้เจอกับคนจำนวนมาก แต่เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน และอาจกำลังตามหาสินค้าหรือบริการที่จะตอบโจทย์เขาได้เร็วที่สุด ถูกที่สุด

 

ส่วนในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีคนติดตามคุณเพราะคุ้นเคยกับคุณมาก่อน หากคุณเข้าถึงได้หรือเขาเข้าถึงคุณได้ ก็อาจเป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพและใส่ใจคุณ พร้อมนำคุณไปบอกต่อให้กับคนใกล้เคียงได้ง่ายเช่นเดียวกันครับ

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post เมื่อการดูแลคนที่รักคุณคือคำตอบของการขายออนไลน์: The Upside Down Funnel of Customer Value appeared first on THE STANDARD.

]]>
Muji ประเทศไทย ตัดสินใจเปิด ‘ช่องทางออนไลน์’ แล้ว แต่พ่วงไปกับ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’ https://thestandard.co/muji-thailand-launched-online-platform/ Wed, 21 Oct 2020 05:22:15 +0000 https://thestandard.co/?p=410614 Muji ประเทศไทย ตัดสินใจเปิด ‘ช่องทางออนไลน์’ แล้ว แต่พ่วงไปกับ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’

หลังจากเข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2549 ในรูปแบบของธุรกิจแฟรนไชส […]

The post Muji ประเทศไทย ตัดสินใจเปิด ‘ช่องทางออนไลน์’ แล้ว แต่พ่วงไปกับ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Muji ประเทศไทย ตัดสินใจเปิด ‘ช่องทางออนไลน์’ แล้ว แต่พ่วงไปกับ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’

หลังจากเข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2549 ในรูปแบบของธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเปิดตัวสาขาแรกที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม และได้ขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2556 ได้ก่อตั้ง บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด จนปัจจุบันมีร้านค้าทั้งสิ้น 20 แห่ง ล่าสุด Muji ประเทศไทยได้ตัดสินใจเปิด ‘ออนไลน์สโตร์’ ของตัวเองแล้ว 

 

เบื้องต้นออนไลน์สโตร์ของ Muji จะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’ โดยไม่เปิดในนามของตัวเอง เรื่องนี้ อากิฮิโระ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ THE STANDARD ฟังว่า เนื่องจากต้องเปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ให้ได้เร็วที่สุดเพื่อที่จะรับมือกับพฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และแน่นอนลูกค้าจำนวนมากได้เสนอให้ Muji เปิดช่องทางการขายช่องทางนี้เช่นเดียวกัน

 

“อย่างที่รู้กันว่า Muji Joint Venture กับบริษัท ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ดังนั้นการเปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทาง www.central.co.th จึงเป็นทางเลือกในรูปแบบออมนิแชนแนลที่ดีและเร็วที่สุดสำหรับเรา”

 

โดยออนไลน์สโตร์เริ่มเปิดในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำหรับสินค้าในช่องทางออนไลน์ยังไม่หลากหลายเท่ากับสินค้าที่วางจำหน่ายตามสาขาที่มีกว่า 3,000 รายการ แต่ราคาสินค้าของทั้งสองช่องทางเหมือนกัน เบื้องต้นสินค้าที่ขายผ่านช่องทางเซ็นทรัลออนไลน์จะมีราว 1,650 รายการ โดย Muji จะโฟกัสที่สินค้าในชีวิตประจำวันในเฟสแรก อาทิ ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน เครื่องสำอาง กระเป๋าใส่ของ เครื่องแต่งกาย ขณะเดียวกัน Muji มีแผนที่จะค่อยๆ เพิ่มประเภทสินค้าในช่องทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ Muji เพิ่งประกาศลดสินค้าครั้งใหญ่ โดยมีสินค้ารวมกว่า 604 รายการ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แบ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าจำนวน 127 รายการ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้านอีก 477 รายการ และยังมีแผนจะปรับราคาสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์ 55 รายการในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

การเดินหน้าปรับราคาในครั้งนี้เป็นเพราะ Muji มองเห็นว่าผู้บริโภคส่วนมากเลือกที่จะอยู่บ้านหลังจากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 Muji จึงต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และพฤติกรรมการเลือกซื้อของลูกค้าให้ได้ จึงเริ่มโฟกัสที่สินค้าทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันและของใช้ภายในบ้าน ผ่านการปรับราคาสินค้าซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้และเพื่อให้ได้ราคาที่จดจำได้ง่าย

 

ส่วนความท้าทายสำหรับการบุกออนไลน์ในไทยครั้งนี้อากิฮิโระระบุว่า อย่างที่เรารู้กัน ช่องการทางซื้อสินค้าออนไลน์มีความต้องการสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ ปี และที่กล่าวไปแล้วข้างตน พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก Muji คิดว่ามีโอกาสมากที่ Muji จะเพิ่มฐานลูกค้าผ่านช่องทางการซื้อ-ขายออนไลน์ และ Muji เชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่น เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพและสินค้ามาตรฐานญี่ปุ่น

 

“เราวางแผนที่จะเพิ่มยอดขายจากการซื้อ-ขายทางออนไลน์บนแพลตฟอร์มอื่นๆ และวางแผนที่จะมีช่องทางออนไลน์ของ Muji เองในอนาคตเช่นกัน” อากิฮิโระกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post Muji ประเทศไทย ตัดสินใจเปิด ‘ช่องทางออนไลน์’ แล้ว แต่พ่วงไปกับ ‘เซ็นทรัลออนไลน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบ ‘บริการขนส่งสินค้า-อาหาร สำหรับธุรกิจออนไลน์’ เป็นบริการควบคุม https://thestandard.co/cabinet-agree-with-delivery-for-online-businesses/ Tue, 30 Jun 2020 10:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=376302

วันนี้ (30 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post ครม. เห็นชอบ ‘บริการขนส่งสินค้า-อาหาร สำหรับธุรกิจออนไลน์’ เป็นบริการควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2563 รวม 51 รายการ (46 สินค้า และ 5 บริการ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งเป็นการทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมที่ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 และจะสิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 สำหรับการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ปี 2563 ยังคงรายการสินค้าควบคุมตามเดิม จำนวน 50 รายการ ปรับรายละเอียด 2 รายการ และเพิ่มเติม 1 รายการ มีรายละเอียดดังนี้

 

  1. ปรับรายละเอียด 2 รายการ

– รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก ปรับเป็น ‘รถจักรยานยนต์ รถยนต์บรรทุก’ เนื่องจากรถยนต์นั่งเป็นสินค้าที่มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและไม่กระทบกับผู้บริโภคทั่วไป

 

– บริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ ปรับเป็น ‘บริการซื้อขายและหรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์’ เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ประกอบการและผู้บริโภคตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หันมาใช้บริการสินค้าออนไลน์มากขึ้น และมีการร้องเรียนของผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์

 

  1. เพิ่มรายการสินค้าควบคุม 1 รายการ คือกากดีดีจีเอส เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาปรับใช้ในสูตรอาหารสัตว์ที่ผลิตในประเทศ สามารถทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ปัจจุบันมีแนวโน้มการนำเข้ากากดีดีจีเอสจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรจะได้รับ และเสถียรภาพของตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตในประเทศ

 

  1. ยกเลิกรายการสินค้าควบคุม 2 รายการ คือ

1) น้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นใช้ในทุกครัวเรือน และมีการแข่งขันสูง และเป็นสินค้าทางเลือกขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภค

2) บริการให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า เนื่องจากปัจจุบันจำนวนสถานที่เก็บสินค้ามากกว่าความต้องการและมีการแข่งขันสูง จึงไม่กระทบต่อราคาค่าเช่าสถานที่เก็บสินค้า

 

รัชดากล่าวว่าการกำหนดให้สินค้าและบริการใดเป็นสินค้าควบคุม เป็นไปตาม พ.ร.บ. สินค้าและบริการ พ.ศ. 2562 เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และในปัจจุบันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคทั้งในการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ และราคาขนส่งของผู้ส่งอาหารเดลิเวอรีจำนวนมาก การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2563 จะครอบคลุมผู้ให้บริการ อาทิ Grab, Kerry, Lalamove ด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ครม. เห็นชอบ ‘บริการขนส่งสินค้า-อาหาร สำหรับธุรกิจออนไลน์’ เป็นบริการควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>