ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 09:59:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผ่ากลยุทธ์ Regional Optimization ในวันที่เวียดนามคือบ้านหลังที่สองของ “SCG” ขอโตยั่งยืน หนุน SCGD ครองตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว–กระเบื้อง พร้อมรุกธุรกิจซีเมนต์ ปูพรมปูนคาร์บอนต่ำบุกตลาดโลก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/scg-vietnam-regional-optimization-strategy-2026/ Wed, 07 Jan 2026 09:40:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1162128 scg-vietnam-regional-optimization-strategy-2026

เวียดนาม “ดินแดนแห่งโอกาส”  SCG ชูกลยุทธ์ Regional […]

The post ผ่ากลยุทธ์ Regional Optimization ในวันที่เวียดนามคือบ้านหลังที่สองของ “SCG” ขอโตยั่งยืน หนุน SCGD ครองตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว–กระเบื้อง พร้อมรุกธุรกิจซีเมนต์ ปูพรมปูนคาร์บอนต่ำบุกตลาดโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
scg-vietnam-regional-optimization-strategy-2026

เวียดนาม “ดินแดนแห่งโอกาส”  SCG ชูกลยุทธ์ Regional Optimization เติบโตยั่งยืน   

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศเวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก และถูกขนานนามเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” หรือ “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย” 

 

ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi) ทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างมหาศาล จนถูกมองว่ากำลังแซงหน้าไทยและเติบโตเร็วมากในภูมิภาคอาเซียน 

 

ประกอบกับ โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวเข้ากับบริบทโลกยุคใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความท้าทายภาษีสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตภูมิภาค  (Hub Asean) 

 

ความโดดเด่นที่เห็นได้ชัดเจน นอกจากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ยังเต็มไปด้วยจำนวนประชากรกว่า 106 ล้านคน และสัดส่วนแรงงานวัยทำงานที่เต็มไปด้วยศักยภาพสูงถึง 60–70% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้เวียดนามมี “ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่”  

 

ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขเศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง  ซึ่งสะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และขยายตัวถึง 8% และอนาคตเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของ GDP สูงถึง 10% ภายในปี 2573 

 

จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้เวียดนามก้าวสู่ดาวเด่น (Rising Star) โดยอีกแรงหนุนสำคัญที่เป็นจุดแข็ง และความได้เปรียบนั่นคือ การเป็น  “ประตูสู่ตลาดโลก” ที่รัฐบาลมีข้อตกลงการค้าเสรีมากกว่า 60 ฉบับ ส่งผลให้การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 85% ของ GDP ในปี 2567 

 

ทั้งยังเป็นประเทศที่มุ่งเน้นการผลักดันการปฏิรูปอุตสาหกรรมใหม่ อย่าง ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

“ณ วันนี้ คลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 38.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  เวียดนามจึงกลายเป็นจุดหมายที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

อุตสาหกรรมก่อสร้างเวียดนามโตพุ่งทะยาน

 

เมื่อเวียดนามมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามการขยายตัวเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน จึงเอื้อประโยชน์และสร้างโอกาสธุรกิจให้ ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ของเอสซีจี โดยเฉพาะปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ  ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้า Net Zero ในปี 2050  อีกทั้งเป็นโอกาสของวัสดุตกแต่งพื้นผิวของ SCGD สอดคล้องกับโครงการที่อยู่อาศัยที่เติบโตต่อเนื่อง 

 

เอสซีจีและ SCGD มุ่งมั่นใช้เชื้อเพลิงทดแทนและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาอาคารเขียวในเวียดนาม

 

โดยเฉพาะการเร่งตัวของเมืองและความต้องการที่อยู่อาศัยด้วยสัดส่วนประชากรวัยทำงานกว่า 60-70% “เวียดนามกำลังเร่งเข้าสู่สังคมเมือง” ส่งผลให้ความต้องการอาคารพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจีมีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

 

‘เวียดนาม’ ขึ้นแท่นฐานการผลิตหลักเอสซีจี ส่งออกสู่ตลาดโลก

 

กุลเชฏฐ์ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางและคาดการณ์ได้ยาก เอสซีจีได้ปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก 

 

ได้แก่ การรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง การรวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน การขยายพอร์ตสินค้าและบริการกลุ่ม Smart Value-HVA-Green และการรุกตลาดเวียดนามในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

 

“เอสซีจีใช้จุดแข็งจากการมีฐานการผลิตหลากหลายในอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว และเมียนมา บริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อใช้ทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน”

 

‘เวียดนาม’ คือ Strategic Country “บ้านหลังที่ 2” ของเอสซีจี  

 

กุลเชฏฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันเอสซีจีมีการลงทุนรวมในเวียดนามกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี มีบริษัทในเครือ 28 แห่ง และพนักงานมากกว่า 15,000 คน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่

 

  • Long Son Petrochemicals (LSP) คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ
  • Binh Minh Plastics (BMP) ผู้ผลิตท่อพลาสติกพรีเมียมรายใหญ่ ที่มุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืน
  • SCG Cement–Building Materials ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หลังคา และวัสดุก่อสร้างหลากหลายประเภท
  • Prime Group ผู้นำอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิว
  • Duy Tan Plastics ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • Vina Kraft Paper (VKPC) ผู้ผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง
  • Starprint บริษัทพิมพ์บรรจุภัณฑ์ครบวงจร
  • SCGJWD Logistics ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ยึดกลยุทธ์ ESG : Inclusive Green Growth เติบโตคู่สังคม ความยั่งยืน

 

นอกจากนี้ เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Inclusive Green Growth ซึ่งมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมในเวียดนาม โดยนำความเชี่ยวชาญจากประเทศไทยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสีเขียว

 

  • ด้านสิ่งแวดล้อม เอสซีจีลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เพื่อตอบรับกระแสกรีนในเวียดนามและตลาดส่งออก
  • ด้านสังคม ดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน อาทิ โครงการ Sharing the Dream มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเกือบ 20 ปี รวมกว่า 6,000 ทุน และโครงการ Loving Water for the Future ติดตั้งระบบน้ำสะอาดให้ครัวเรือนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,500 ครัวเรือน
  • ด้านบุคลากร มุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานกว่า 15,000 คน ผ่าน SCG Academy และโครงการพัฒนาผู้นำ เช่น Management Enrichment Program ร่วมกับ Duke University เพื่อสร้างผู้นำที่พร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

 

’PRIME Group‘ รั้งเบอร์ 1 ตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวเวียดนาม หนุน SCGD ผงาดผู้นำอาเซียน

 

อีกหนึ่งธุรกิจในเครือของเอสซีจี ที่ประสบความสำเร็จในเวียดนาม ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก “ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์” ธุรกิจนี้เติบโตอย่างมากในเวียดนาม ส่งผลให้ PRIME Group JSC (PRIME) ยังคงครองสถานะ “ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว” อันดับ 1 ในเวียดนาม 

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

โดยธุรกิจนี้เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่สนับสนุน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและผลิตภัณฑ์ห้องน้ำในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการ “บริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค” (Regional Optimization)

 

นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า PRIME เป็นบริษัทในเครือของ SCGD ตั้งแต่ปี 2555 ได้ใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ 

 

“การเติบโตของ PRIME สะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของ SCGD ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Added: HVA) ผ่านบริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค (Regional Optimization)”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

รุกขยายผลิตกระเบื้อง-เซรามิก ตอบโจทย์ดีไซน์ ฟังก์ชันสุขภาพ 

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ PRIME คือการขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความแข็งแรง อีกทั้งดีไซน์ และฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น ด้านสุขภาพ และด้านความปลอดภัย ทดแทนกระเบื้องเซรามิกเดิม

 

โดยในปี 2568 PRIME มีกำลังการผลิต GP อยู่ที่ 19 ล้านตารางเมตร หรือประมาณ 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 45 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 50% ของกำลังการผลิตรวม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ด้านประสิทธิภาพการผลิต PRIME สามารถควบคุมต้นทุนได้ในระดับที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของ SCGD สนับสนุนกลยุทธ์การมองตลาดและฐานการผลิตในภูมิภาคนี้เป็นองค์รวม (Regional optimization) รวมถึงต้นทุนที่แข่งขันได้นี้ยังทำให้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ ได้อีกด้วย  

 

ขณะเดียวกัน PRIME ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ของ SCGD ผ่านการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม 

 

ส่วนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม PRIME มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 4.4% ของการใช้ไฟฟ้ารวม ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลประมาณ 35% ของพลังงานทั้งหมด  และยังมีการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการนำของเสียจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่

 

ในมิติด้านสังคม PRIME ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานและชุมชนโดยรอบโรงงาน ผ่านการจัดสวัสดิการ การพัฒนาทักษะ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้ PRIME ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 100 องค์กรที่ยั่งยืนที่สุดของเวียดนาม ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงติดอันดับ Top 5 ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนได้รับรางวัลด้านการดูแลพนักงานและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในระดับประเทศ

 

ทั้งนี้ บทบาทของ PRIME Group ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิวในเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน SCGD สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

 

 “Inclusive Green Growth” หนุนธุรกิจซีเมนต์โตแกร่ง แตกไลน์วัสดุ “ปูนคาร์บอนต่ำ” รับเทรนด์สิ่งแวดล้อม 

 

ขณะที่ วิเชษฐ์ ชูเชื้อ Country Director – Vietnam ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า  จากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดเวียดนาม  และการดำเนินธุรกิจในเวียดนามมากว่า 20 ปี เริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยเข้ามาทำตลาด ก่อนขยายการลงทุนสู่ฐานการผลิตในภาคกลาง และต่อยอดสู่ภาคใต้ของประเทศ

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ส่งผลให้ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตปูนเม็ดรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตซีเมนต์ราว 4 ล้านตันต่อปี โดยยังคงเน้นการจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ควบคู่กับการส่งออกเพื่อกระจายตลาดและบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

 

“เศรษฐกิจเวียดนามที่โดดเด่น อานิสงส์จากอุตสาหกรรมก่อสร้างและ อสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม ส่งผลให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน”

 

เอสซีจี ต่อยอดเทคโนโลยีและนโยบาย Inclusive Green Growth จากเมืองไทย ขยายมาสู่เวียดนาม ผลิต “ปูนคาร์บอนต่ำ” (SCG Low Carbon Cement) บุกเบิกผลิตภัณฑ์ก่อสร้างสีเขียวเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ นอกจากนี้ยังส่งออกตลาดส่งออกทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งธุรกิจนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอสซีจีในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ภายใต้แนวทาง “Inclusive Green Growth”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

โดยที่ผ่านมาปูนคาร์บอนต่ำ (SCG Low Carbon Super Cement) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่ให้ความสำคัญ กับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติเด่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อร่วมลดคาร์บอนมุ่งสู่ Net Zero 2050 

 

ทำให้เอสซีจีเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และโดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาด

 

“การเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม กลุ่มธุรกิจ SCG Cement & Building Materials ยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศ โดยดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือรวม 11 แห่ง มีพนักงานกว่า 2,000 คน ครอบคลุมการผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หลังคา และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างหลากหลายประเภท เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ”

 

SCG Cement & Building Materials ยึดหัวหาดเวียดนาม ส่งออกทั่วโลก 

 

วิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการผลิตและจำหน่ายในตลาดเวียดนามแล้ว สินค้าที่ผลิตจากฐานการผลิตในประเทศยังถูกส่งออกไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย อเมริกา โอเชียเนีย ยุโรป แอฟริกา รวมถึงบังกลาเทศ สะท้อนบทบาทของเวียดนามในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกหลักของ SCG ในภูมิภาค

 

มุ่งพัฒนาเทคโนโลยี ฝ่าแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม

 

“ท่ามกลางแรงกดดัน กฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรง ด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และลดของเสียในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตตามหลัก ESG”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

หนึ่งในแนวทางหลักคือการปรับปรุงสูตรการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อลดการใช้ปูนเม็ด ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอนหลักในกระบวนการผลิต โดยนำวัสดุทดแทนจากภาคอุตสาหกรรม เช่น Fly Ash, Slag หินรีไซเคิล และของเสียอุตสาหกรรมอื่นๆ มาใช้ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาหินปูน พร้อมส่งเสริมการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่

 

ขณะเดียวกัน ยังมีการลดการพึ่งพาถ่านหิน ด้วยการนำเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ชีวมวล และเชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse-Derived Fuel: RDF) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดปริมาณขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

 

ด้านการใช้พลังงาน โรงงานปูนซีเมนต์ในเวียดนามได้มีการยกระดับอุปกรณ์และระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ (Real-time Energy Monitoring) และระบบดึงความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery: WHR) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานรวมของโรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ยึดหลักมาตรฐานสากล เน้นเติบโตยั่งยืน

 

วิเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ส่งผลให้ SCG Cement & Building Materials ในเวียดนามได้รับการรับรองจากองค์กร ระดับนานาชาติหลายแห่ง อาทิ Singapore Green Building Product (SGBC) ที่รับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบ International EPD System ซึ่งรับรองข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของผลิตภัณฑ์ตามหลักการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA)

 

การได้รับการรับรองในระดับสากล สะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างของ SCG ในเวียดนาม ที่สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมโลก และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

 “การขยายตัวของภาคก่อสร้างและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม บทบาทของ SCG Cement & Building Materials จึงไม่เพียงอยู่ที่การเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่การเติบโตที่สมดุลไปพร้อมกับชุมชนและยั่งยืนในระยะยาว” วิเชษฐ์ กล่าว

The post ผ่ากลยุทธ์ Regional Optimization ในวันที่เวียดนามคือบ้านหลังที่สองของ “SCG” ขอโตยั่งยืน หนุน SCGD ครองตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว–กระเบื้อง พร้อมรุกธุรกิจซีเมนต์ ปูพรมปูนคาร์บอนต่ำบุกตลาดโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักร BG ที่ไม่ได้มีแค่บรรจุภัณฑ์ครบวงจรเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสโมสรฟุตบอลชั้นนำของไทย บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ด้วย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bg-doesnt-just-have-packaging/ Thu, 05 Oct 2023 07:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=834784

หากพูดถึง ‘บุญรอดบริวเวอรี่’ แน่นอนว่าสินค้าที่ขึ้นมาเป […]

The post เปิดอาณาจักร BG ที่ไม่ได้มีแค่บรรจุภัณฑ์ครบวงจรเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสโมสรฟุตบอลชั้นนำของไทย บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ด้วย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึง ‘บุญรอดบริวเวอรี่’ แน่นอนว่าสินค้าที่ขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ คือเบียร์สิงห์หรือเบียร์ลีโอ รวมไปถึงโซดาสิงห์และสิงห์เลมอนโซดาที่หลายคนชื่นชอบ

 

แต่รู้หรือไม่ว่าภายใต้บุญรอดบริวเวอรี่มีบริษัทหนึ่งที่เป็นดั่งเสาหลักและก่อตั้งมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งบริษัทนั้นคือ ‘บางกอกกล๊าส’ หรือ BG

 

แม้ชื่อจะบ่งบอกว่าต้องทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว แต่จริงๆ แล้วหากมองลึกเข้าไปเราจะพบว่ามีทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นๆ วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ที่ใครหลายคนเป็นแฟนคลับด้วย

 

ด้วยเหตุนี้จึงอยากชวนมาเจาะ BG ว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 ได้เปลี่ยนจากโรงงานขนาดเล็กในจังหวัดปทุมธานีไปสู่อาณาจักรธุรกิจที่หลากหลาย และวันนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหนแล้ว!

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์

บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ บีจี (BG) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยดำเนินการผลิตโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดปทุมธานีใน พ.ศ. 2522 ด้วยกำลังการผลิต 150 ตันต่อวัน 

 

BG

 

ต่อมาช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2526 เมื่อบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เข้าเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจ แต่ยังได้ต่อยอดความแข็งแกร่งจนไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจแก้ว ซึ่งปัจจุบันภายใต้อาณาจักร BG ประกอบไปด้วยธุรกิจที่หลากหลายดังนี้

 

‘ธุรกิจกลุ่มบรรจุภัณฑ์ครบวงจร’ หนึ่งในผู้นำของไทยและอาเซียน

BGC หรือ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์แก้ว บรรจุภัณฑ์พลาสติก ฉลากฟิล์ม ฝาพลาสติก กล่องกระดาษ และบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมที่ทันสมัย จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้นำบรรจุภัณฑ์ครบวงจรของไทยและอาเซียน

 

BG

 

จากแก้วสู่ ‘ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง’

ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2557 จากการจัดจำหน่ายกระจกแผ่นนำเข้าจากต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์บีจีเอฟ (BGF) จนขยายมาสู่ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น กระจกแผ่น กระจกเทมเปอร์ อลูมิเนียม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระจก โดยโรงงานผลิตกระจกตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังการผลิต 219,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตอลูมิเนียมตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม กำลังการผลิต 9,600 ตันต่อปี

 

BG

 

จากพลังงานเหลือทิ้งสู่ ‘ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด’

บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด หรือ BGE ก่อตั้งใน พ.ศ. 2560 โดยจุดเริ่มต้นมาจากการดำเนินงานตามนโยบาย BG ที่มุ่งหวังนำพลังงานเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดเป็นโครงการผลิตไอน้ำจากพลังงานความร้อนทิ้ง (Waste Heat Recovery) และต่อยอดมาสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบอื่น

 

BG

 

ธุรกิจกีฬา จากทีมภายในสู่สโมสรชั้นนำ

อย่างที่รู้กันว่ากีฬาช่วยในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน และช่วยให้พนักงานมีโอกาสสื่อสารกันในบริบทที่แตกต่างจากการทำงานประจำวัน รวมถึงเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม ตลอดจนกระตุ้นให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี ลดความเครียด และลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ

 

BG

 

เช่นเดียวกัน ภายใน BG ที่สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ก่อตั้งจากการรวมตัวกันของพนักงานและส่งทีมฟุตบอลเข้าร่วมแข่งขันในรายการสมัครเล่น ซึ่งต่อมาได้เล็งเห็นความสำคัญของกีฬาฟุตบอล จึงส่งทีมเข้าแข่งขันฟุตบอลอาชีพ 

 

กลายเป็นจุดกำเนิดของ BGPU หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่แข็งแกร่ง เป็นที่รู้จักของแฟนบอลในฉายา เดอะ แรบบิตส์ (The Rabbits) มานานกว่า 10 ปี จนประสบความสำเร็จคว้าแชมป์หลายรายการ ถือเป็นอีกหนึ่งสโมสรในระดับแนวหน้าของฟุตบอลไทย

 

BG

 

ธุรกิจสนามกอล์ฟ: พื้นที่เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟไทยได้มีสถานที่ฝึก

ไม่ได้มีเพียงฟุตบอลเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ BG แต่ยังมีอีกหนึ่งกีฬารวมอยู่ด้วย นั่นคือ ‘กอล์ฟ’

 

กอล์ฟเป็นกีฬาที่ท้าทายทักษะและความสามารถของผู้เล่น ไม่เพียงแต่ในเรื่องวงสวิงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการวางแผน การคำนวณระยะทาง และการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม

 

ที่สำคัญการที่สนามกอล์ฟมีภูมิทัศน์ที่เหมาะสม ประกอบกับมีความท้าทายในการเล่น จะช่วยให้นักกอล์ฟสามารถโชว์ฝีมือ เพื่อสร้างประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

 

BG

 

อย่างที่บอกว่าภูมิทัศน์เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น BG จึงพัฒนาให้ ‘วอเตอร์มิลล์ กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท’ เป็นสนามกอล์ฟที่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของนักกอล์ฟ เพื่อสร้างทักษะและประสบการณ์ นำไปสู่การเล่นในระดับมืออาชีพ ไม่เพียงเท่านี้ ‘วอเตอร์มิลล์ กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท’ ยังถูกใช้เป็นสถานที่แข่งขันระดับประเทศหลายรายการอีกด้วย

 

ร่วมส่งเสริมและขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย

BG PATHUM UNITED ACADEMY 

อย่างที่เห็นว่า BG มีสโมสรฟุตบอล BGPU อยู่แล้ว ประกอบกับความมุ่งหวังที่อยากจะส่งเสริมและสนับสนุนนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่มีความสามารถเพื่อก้าวสู่เส้นทางนักกีฬาอย่างเต็มตัว และต่อยอดสู่สายอาชีพในอนาคต BG จึงจัดตั้ง BG PATHUM UNITED ACADEMY โดยร่วมมือกับโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 6 แห่ง เพื่อพัฒนานักกีฬาเยาวชนในแต่ละโรงเรียน ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมจากทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องสำหรับใช้ในการฝึกซ้อมและการแข่งขันของโรงเรียน

 

นอกจากนี้ยังได้จัดการแข่งขันเพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลของแต่ละโรงเรียนได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพ สร้างประสบการณ์การแข่งขัน โดยนักกีฬาที่ทำผลงานได้โดดเด่นจะได้รับคัดเลือกและเซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาเยาวชนในทีม BGPU U14, U16 และ U18 รวมถึงมีโอกาสได้ไปฝึกซ้อมที่สโมสรพันธมิตรในต่างประเทศอีกด้วย

 

BG

 

WATERMILL GOLF ACADEMY 

BG เชื่อมั่นและเล็งเห็นศักยภาพของนักกอล์ฟเยาวชนของประเทศไทยที่มีความสามารถโดดเด่น หากแต่ยังขาดทุนทรัพย์และโอกาสในการแข่งขัน จึงจัดตั้งโครงการ WATERMILL GOLF ACADEMY เพื่อมอบโอกาสให้แก่นักกีฬากอล์ฟเยาวชน และนักกอล์ฟอาชีพก้าวสู่การแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการแข่งขัน อุปกรณ์ สถานที่ฝึกซ้อม ตลอดจนอาหาร และที่พักระหว่างการฝึกซ้อมแก่นักกอล์ฟในโครงการ รวมถึงแผนการพัฒนาสู่การเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพในอนาคต ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้นักกอล์ฟมีโอกาสแข่งขันสั่งสมประสบการณ์แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้วงการกีฬากอล์ฟมีความตื่นตัว สร้างนักกอล์ฟที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นให้กับวงการกอล์ฟอาชีพไทย และเกิดการพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศต่อไป 

 

BG

 

ธุรกิจหลักที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แม้วันนี้ BG จะเติบโตจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกอย่างแข็งแกร่งแล้ว แต่สำหรับรากแก้วอย่างบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากผลประกอบการปี 2565 ที่เป็นไปตามเป้าหมาย เหมือนดั่งต้นไม้ที่ขยายรากออกไปเรื่อยๆ 

 

ขณะเดียวกันสำหรับ BG ใจกลางความสำเร็จอยู่ที่การให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

 

เรื่องนี้จึงถูกส่งต่อมาให้กับทุกธุรกิจในเครือ BG ที่ได้ตระหนักถึงผลกระทบของการสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งยังเพิ่มการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในการผลิตบรรจุภัณฑ์มากขึ้น

 

BG

 

นอกจากนี้ยังตั้งหน่วยงาน Sustainable Development ขึ้นเพื่อศึกษาอย่างจริงจังกับการพัฒนาแผนการดำเนินงานหรือกระบวนการต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ในระยะยาว

 

ไม่เพียงแต่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ที่ผ่านมา BG ยังยืนหยัดเคียงข้างสังคมในทุกวิกฤต โดยมีทีม BG จิตอาสา และเครือข่ายมุ่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด น้ำท่วม ภัยหนาว และมลพิษทางอากาศ PM2.5 

 

BG BG

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ BG ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัทที่พัฒนาไปตามกาลเวลา ยึดมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่ง และไม่เคยมองข้ามความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

แม้ความสำเร็จในอดีตจะตอกย้ำความแข็งแกร่งของ BG แต่เมื่อโลกยังคงหมุนไปข้างหน้า BG ก็ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งได้ 

 

BG

 

วันนี้ BG มุ่งสู่การเป็นองค์กรสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรและบรรยากาศการทำงานให้เอื้อต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป รองรับการทำงานกับวัยที่หลากหลาย เพื่อสร้างการพัฒนาให้กับองค์กรต่อไป

The post เปิดอาณาจักร BG ที่ไม่ได้มีแค่บรรจุภัณฑ์ครบวงจรเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสโมสรฟุตบอลชั้นนำของไทย บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ด้วย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำลังซื้อหด ผู้เล่นรายใหญ่เร่งเดินเกมบุกตลาด งานนี้ธุรกิจ SMEs วัสดุก่อสร้างกำลังเจอความท้าทายที่หนักมากขึ้น https://thestandard.co/construction-material-smes-are-facing-challenges/ Wed, 02 Aug 2023 12:38:43 +0000 https://thestandard.co/?p=824772

ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างปี 2566 คาดเติบโตได้จำกัด โดย […]

The post กำลังซื้อหด ผู้เล่นรายใหญ่เร่งเดินเกมบุกตลาด งานนี้ธุรกิจ SMEs วัสดุก่อสร้างกำลังเจอความท้าทายที่หนักมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างปี 2566 คาดเติบโตได้จำกัด โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันจากการขยายสาขาของกลุ่ม Modern Trade เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้ SMEs ในธุรกิจกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้เล่นรายใหญ่

 

ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างเร่งปรับตัว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างปี 2566 อาจเติบโตได้จำกัด โดยคาดว่ายอดขายรวมของธุรกิจกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท ขยายตัวที่ 1.8% (YoY) ซึ่งน้อยลงกว่าปีก่อน สาเหตุเป็นเพราะอะไร? โพสต์นี้จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปกัน

 

มูลค่าการลงทุนในโครงการก่อสร้างโดยรวมลดลง ทั้งส่วนของภาครัฐบางโครงการที่น่าจะถูกเลื่อนออกไป เพราะความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และความล่าช้าของงบประมาณประจำปี 2567

 

ส่วนของภาคเอกชนโครงการก่อสร้างอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่โครงการที่พักอาศัยยังคงต้องระมัดระวัง ท่ามกลางสภาพตลาดที่ยังมีความกังวลด้านกำลังซื้อและปัญหาหนี้ครัวเรือน

 

กำลังซื้อที่ยังเปราะบางจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงมากขึ้นเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด เนื่องจากภาพรวมของธุรกิจนั้นมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไป (Traditional Trade) ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ จากข้อจำกัดด้านการขนส่ง ทำให้ยังไม่มีผู้เล่นรายใดรายหนึ่งครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ได้ ส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะด้านราคา เพราะสินค้ามีความแตกต่างน้อยและใกล้เคียงกัน

 

ดังนั้น ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างจึงมีการปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากขึ้น เช่น การขยายสาขาในทำเลศักยภาพ (Prime Location) ตามการขยายตัวของเมืองที่มีโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ต่างๆ, การจัดหาสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับบ้านแบบครบวงจรในหลากหลายช่วงราคา, รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ หรือ Click and Collect สำหรับสินค้าบางประเภท เพื่อให้ตอบโจทย์กับกำลังซื้อและพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

‘กระดูกเรากับนายมันคนละเบอร์’ ผู้เล่นรายย่อยเสียเปรียบในการรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้

 

ผู้ประกอบการแต่ละรายมีศักยภาพและความยืดหยุ่นในการปรับตัวที่แตกต่างกัน โดยผู้ประกอบการ SMEs ก็มักมีสายป่านที่สั้นกว่าผู้ประกอบการ Modern Trade และผู้ประกอบการทั่วไปรายใหญ่ ทำให้ SMEs ต้องเจอกับปัญหา เช่น ข้อจำกัดในการจัดหาสินค้า สต๊อกสินค้าที่มีไม่มากเท่ากับผู้เล่นรายใหญ่ และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุนที่น้อยกว่า เป็นปัจจัยกดดันในการดำเนินธุรกิจของพวกเขา

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ยังต้องเผชิญความท้าทายจากการพึ่งพิงฐานลูกค้ารายย่อยและการรุกตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่ ดังนี้

 

  1. กำลังซื้อของเศรษฐกิจฐานรากในภาคเกษตรกรรมอาจลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ต้นเหตุของภัยแล้งรุนแรงในช่วงปีนี้ถึงต้นปีหน้า: ผลผลิตทางการเกษตรจะได้รับความเสียหาย ซึ่งก็หมายถึงรายได้ของเกษตรกรจะลดน้อยลงไปด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ใต้เขื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลัก แต่มีปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงน้อยวิกฤต ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้บางส่วนอาจมีการเลื่อนแผนการใช้จ่ายก่อสร้างปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือโรงเรือนทางการเกษตรออกไปก่อน ดังนั้นร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะในพื้นที่นอกตัวเมืองในจังหวัดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อยอาจมียอดขายสินค้าลดลงได้

 

  1. การรุกตลาดของผู้ประกอบการ Modern Trade รายใหญ่ที่มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมกันไม่ต่ำกว่า 30 สาขาในปีนี้: การขยายตัวจะเน้นกระจายสาขาไปในภูมิภาคและพื้นที่นอกรอบเขตเมืองในจังหวัดต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและโครงการก่อสร้างในอนาคต เช่น พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจในแต่ละภาค ซึ่งจะมีทั้งการก่อสร้างของภาคธุรกิจและโครงการที่พักอาศัยสำหรับบุคลากร เป็นต้น

 

ข้อมูลจากการทำวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า แม้ยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ของผู้เล่น Modern Trade หลายรายจะหดตัวลงจากปีก่อน แต่ถ้าเราดูรายได้รวมทั้งสาขาเดิมและสาขาใหม่ของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังเติบโตได้จากปีก่อน หมายความว่าการขยายสาขาใหม่จะเป็นเหตุผลหลักในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ดังนั้นรายได้รวมทั้งปีของกลุ่ม Modern Trade น่าจะยังเติบโตได้ แม้จะชะลอลงจากปีก่อนตามกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ แต่ที่สุดแล้วผู้ประกอบการกลุ่มนี้น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดตามยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับอนาคตของผู้ประกอบการ SMEs ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปัญหาความท้าทายหลักๆ มีสองปัจจัยคือ ความสามารถในการทำกำไรอาจลดลงและอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จากการแข่งขันด้านราคาและฐานลูกค้าที่อาจมีแนวโน้มเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ Modern Trade

 

ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปที่น่าจะยังประคองตัวให้ยอดขายเติบโตต่อได้ คาดว่าจะเป็นกลุ่มตัวแทนจำหน่าย หรือ Authorized Dealer ของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีทั้งการขายส่งและขายปลีก มีเงินทุนในการสต๊อกสินค้า และมีการสั่งซื้อ จากทั้งผู้รับเหมาและโครงการก่อสร้างในพื้นที่

 

‘โตต่ำ ต้นทุนเพิ่ม’ ภาพอนาคตที่ท้าทายของธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

 

เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ประกอบการทั้งค้าส่งและค้าปลีกวัสดุก่อสร้างที่ดำเนินกิจการอยู่ในแต่ละปี โดยเฉลี่ยในช่วงปี 2560-2565 ให้ภาพทรงตัวถึงหดตัว ดังนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า จำนวนผู้ประกอบการทั่วไปอาจไม่สามารถขยายตัวได้มากนักในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ ก็ยังต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจมีการพิจารณามาตรการช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs เพิ่มเติม

 

Kresearch Construction data

 

มองไปข้างหน้า ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างยังมีโจทย์ท้าทายเฉพาะหน้าเรื่องต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานที่คาดว่าจะปรับฐานสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งที่จะผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง แนวโน้มค่าแรงขั้นต่ำที่อาจปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการ และยังมีประเด็นอัตราค่าไฟฟ้าภาคธุรกิจที่ยังยืนสูงด้วย 

 

นอกจากนี้ เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเทคโนโลยีจะนำไปสู่ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น เช่น การขยายประเภทสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่าสินค้าดั้งเดิมในระยะแรก ทำให้เกิดความท้าทายกับผู้ประกอบการในการปรับความเข้าใจกับลูกค้า ส่วนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในงานก่อสร้าง เช่น การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เพื่อสร้างชิ้นงานหรือส่วนประกอบอาคารพร้อมประกอบ อาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานวัสดุก่อสร้างบางประเภท และธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างบางส่วนต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตได้

 

อ้างอิง:

  • บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch)

The post กำลังซื้อหด ผู้เล่นรายใหญ่เร่งเดินเกมบุกตลาด งานนี้ธุรกิจ SMEs วัสดุก่อสร้างกำลังเจอความท้าทายที่หนักมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดขุมทรัพย์ใหม่อุตสาหกรรมไทย ‘ซาอุดีอาระเบีย’ มีอะไรที่ไม่ใช่น้ำมัน ทำไมบิ๊กคอร์ปไทยจึงต้องปักหมุด https://thestandard.co/thai-firms-investment-in-saudi-arabia/ Thu, 15 Jun 2023 07:07:49 +0000 https://thestandard.co/?p=803856 ซาอุดีอาระเบีย

ซาอุดีอาระเบียเนื้อหอม! ขึ้นแท่นตลาดใหม่นักลงทุนไทย เมื […]

The post เปิดขุมทรัพย์ใหม่อุตสาหกรรมไทย ‘ซาอุดีอาระเบีย’ มีอะไรที่ไม่ใช่น้ำมัน ทำไมบิ๊กคอร์ปไทยจึงต้องปักหมุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาอุดีอาระเบีย

ซาอุดีอาระเบียเนื้อหอม! ขึ้นแท่นตลาดใหม่นักลงทุนไทย เมื่อบิ๊กคอร์ปของไทย ไม่ว่าจะเป็น SCG, PTT และ CPF พร้อมขนเงินไปลงทุนหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, เกษตร, เวลเนส รวมถึงวัสดุก่อสร้าง พร้อมชี้โอกาสใหม่ล่าสุดมาถึงแล้วเมื่อซาอุเปิดนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลก และ 38 พันธุ์ไม้จากไทย โดยการเปิดทางนักลงทุนล้วนเป็นผลจากลดพึ่งพาน้ำมันในประเทศลง 30% บวกกับแรงหนุนอภิมหาโปรเจกต์ Saudi Vision 2030 และนโยบายสร้างเมืองใหม่ ‘นีอุม’ NEOM (Saudi Arabia Smart City) 

 

นับตั้งแต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น 37.64% มาอยู่ที่ 3.23 แสนล้านบาท ซึ่งซาอุดีอาระเบียในวันนี้อาจจะไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อกำลังเปิดรับนักลงทุนทั่วโลกด้วยอภิมหาโปรเจกต์ Saudi Vision 2030 และการสร้างเมืองใหม่ที่ชื่อว่า ‘นีอุม’ NEOM (Saudi Arabia Smart City) นาทีนี้จึงถือเป็นจังหวะและโอกาสที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมของไทยที่กำลังมองหาตลาดใหม่ UAE

 

ชาติชาย พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก และหอการค้านานาชาติ เปิดเผยหลังร่วมเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้แทนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่าการเดินทางหารือกับภาคธุรกิจซาอุดีอาระเบียสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการผลักดันการค้า การลงทุนร่วมกันระหว่างกัน โดยประเทศซาอุดีอาระเบียถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพหลายด้านทั้งการเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้นำของกลุ่มคาบสมุทรอ่าวอาหรับ (GCC) ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทย มีประชากร 35 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 50 ล้านคนในปี 2030 (พ.ศ. 2573) และยังสามารถเชื่อมโยงตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้อย่างดี 

 

นอกจากจะมีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจแล้วยังเป็นประเทศที่มีมูลค่าสินทรัพย์มากที่สุดในอ่าวอาหรับ ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังพลิกฟื้น สร้างเมือง ถมทะเลทราย สร้างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้บรรดานักลงทุนไทยในหลายอุตสาหกรรมใหญ่เริ่มเข้าไปลงทุนนับตั้งแต่การฟื้นสัมพันธ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดมีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มค้าปลีก เช่น พารากอน ที่เข้าไปลงทุนถึง 3 หมื่นล้านบาท 

 

“ปัจจัยหลักที่ดึงดูดนักลงทุนไทย นอกจากเป็นผลมาจากรัฐบาลกำลังพลิกโฉมซาอุด้วยโปรเจกต์ Saudi Vision 2030 ที่ตั้งเป้าหมายจะนำพาซาอุดีอาระเบียไปสู่อนาคตใหม่ทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม ภายใต้นโยบายการสร้างเมืองใหม่ชื่อว่า ‘นีอุม’ NEOM (Saudi Arabia Smart City) แล้วอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือซาอุต้องการลดพึ่งพาน้ำมัน 30% ในประเทศ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ด้านอื่นๆ” ชาติชายกล่าว

 

NEOM จึงเป็นเสมือนแผนการการพัฒนาประเทศที่มองไกลไปในระยะยาวและเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย กระจายเศรษฐกิจ และพัฒนาภาคบริการสาธารณะ เป็นแผนที่ใช้เงินลงทุนสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund) และมุ่งเปิดทางนักลงทุนต่างชาติอีก ทั้งยังประกาศให้เป็นเมืองที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและมีระบบตุลาการเป็นของตัวเองอีกด้วย

 

ทำไมถึงต้องชื่อ ‘NEOM’ ก็เพราะ ‘NEOM’ ในภาษาอาหรับนั้นแปลว่า ‘อนาคต’ นอกจากนี้ยังเป็นพิกัดที่นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเลแดง ทำให้เพิ่มโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น ทั้งจากฟากทะเลอาหรับ (Arabian Sea) และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) อีกด้วย

 

อุตสาหกรรมไทยที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนซาอุมีอะไรบ้าง

อุตสาหกรรมไทยที่ซาอุสนใจมากสุดคือ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (Automotive and Auto Parts Industry) จากการที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ยกเลิกกฎหมายและอนุญาตให้ผู้หญิงชาวซาอุดีอาระเบียสามารถขับรถยนต์ได้ สนับสนุนให้ความต้องการใช้รถยนต์เติบโต จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในการขยายตลาดในซาอุมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญ และจะช่วยผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตในระดับโลก

 

รองลงมาคือ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (Construction Industry) แน่นอนว่าเป็นผลมาจากประโยชน์จากการลงทุน Mega Project ของซาอุในการสร้างเมืองและขยายเมืองเพื่อให้สอดรับกับแผน Saudi Vision 2030 จึงสอดคล้องกับบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่มีนโยบายขยายการลงทุนโดยมุ่งขยายธุรกิจและพัฒนาระบบนิเวศด้านการก่อสร้าง (Construction Ecosystem) ไปสู่การขยายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งธุรกิจปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และ PVC เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนระหว่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีแผนการจัดตั้งสำนักงาน ณ เมืองริยาดภายในเดือนกันยายนปี 2566 ขยายผลไปสู่การลงทุนสินค้าอื่นๆ ที่ยังมีโอกาสเติบโต เช่น เหล็ก ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ นอกจากนั้นยังมีอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร นวัตกรรมด้านการเกษตร

 

อีกหนึ่งการลงทุนที่น่าสนใจใหม่ และอาจเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยมากที่สุดเวลานี้ คือซาอุเปิดทางนำเข้า ‘ต้นไม้’ จากไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากซาอุดีอาระเบียมีโครงการปลูกต้นไป 5 หมื่นล้านต้น ในกลุ่มประเทศอาหรับ ตามเป้าหมายของ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย จึงมีแผนที่จะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรม ทะเลทราย ให้กลับมามีชีวิตชีวา 

 

โดยการปลูกต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้น ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุแล้วกว่า 200,000 ต้น แต่ยังไม่พอ ตรงนี้ถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุได้อีกมาก ซึ่งต้องการถึง 38 พันธุ์จากไทย ในส่วนนี้ซาอุเองก็จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GCC และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านต้นอีกด้วย

 

‘บิ๊กคอร์ปไทย’ พร้อมขนเงินเข้าลงทุนซาอุ 2023

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีแผนลงทุน ด้านพลังงาน มีทั้ง บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR อยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งสถานีบริการน้ำมันในซาอุ เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันในปัจจุบันยังขาดความสะดวกอีกหลายอย่าง โดยกลุ่มธุรกิจซาอุจึงเชิญชวนให้ ปตท. มาเปิดสถานีบริการน้ำมันพร้อมกับพื้นที่ค้าขายห้องน้ำที่เหมาะสมต่อการใช้งานและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่นเดียวกับรูปแบบในไทยที่มี Amazon Cafe

 

นอกจากนี้ ปตท. ยังอยู่ในระหว่างหารือการร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ในประเทศไทย ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางในการเป็นซัพพลายให้อุตสาหกรรมต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งปัจจุบันระยะที่ 1 สำเร็จไปแล้ว และจะเริ่มระยะที่ 2 ในเร็วๆ นี้

 

ส่วน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF มีความสนใจและเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเกี่ยวการพัฒนาด้านการเกษตรและไก่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับ NEOM Food Company บริษัทในธุรกิจอาหารเพื่อลงทุนร่วมกันในอนาคต

 

รวมทั้ง บริษัท เฮลท์ แอนด์ เวลเนส เมเนจเมนท์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ธุรกิจด้านสุขภาพ ได้ร่วมกับ Quality of Life Tourism Company ของซาอุ ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ 3 โครงการ ทั้งในซาอุและไทย โดยมูลค่าการลงทุนรวมมากถึง 1.75 หมื่นล้านบาท

 

นักลงทุนซาอุพร้อมทุ่มลงทุนปิโตรเคมีในไทยเทียบสิงคโปร์ 

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเองก็มองไทยเป็นหมุดหมายการลงทุนเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการสินค้าเกษตร อาหารของไทย ชิ้นส่วนยานยนต์ มากไปกว่านั้นยังมีแผนที่จะลงทุนสร้างคลังน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Seaboard) ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคนี้ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ และน่าจะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ของไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ปุ๋ย ที่เขาให้ความสนใจส่งออกมายังไทยอยู่แล้ว เพราะซาอุมีวัตถุดิบจำนวนมาก รวมทั้งการลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม เนื่องจากมีความชื่นชอบที่คนไทยไปลงทุนเปิดร้านนวด แพทย์แผนโบราณ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์สำหรับเขาอย่างมาก จึงน่าจะเกิดเป็นการลงทุนระหว่างกัน

 

รวมไปถึงอุตสาหกรรมเวลเนส ด้านสุขภาพ ด้านการแพทย์ โรงพยาบาล ชาวซาอุมาเมืองไทยจำนวนมากทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อรักษาพยาบาล ซึ่งคาดว่าปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวชาวซาอุเพิ่มขึ้น 150,000 คน สามารถสร้างรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีการเพิ่มเที่ยวบินจาก 9 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 42 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

 

อ้างอิง: 

The post เปิดขุมทรัพย์ใหม่อุตสาหกรรมไทย ‘ซาอุดีอาระเบีย’ มีอะไรที่ไม่ใช่น้ำมัน ทำไมบิ๊กคอร์ปไทยจึงต้องปักหมุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเคส ‘สยามโกลบอลเฮ้าส์’ บริหารธุรกิจอย่างไรจึงเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันที่ Digital Disruption ทำทุกธุรกิจสะเทือน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/siam-global-house/ Wed, 28 Dec 2022 05:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=729304

โลกแห่งดิจิทัลเทคโนโลยีที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ อาจสร้าง […]

The post อ่านเคส ‘สยามโกลบอลเฮ้าส์’ บริหารธุรกิจอย่างไรจึงเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันที่ Digital Disruption ทำทุกธุรกิจสะเทือน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกแห่งดิจิทัลเทคโนโลยีที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ อาจสร้างความหวาดหวั่นให้กับธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัว เพราะสำหรับธุรกิจที่มองการณ์ไกลและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงจะเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความแตกต่างและข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจ

 

 

ก็เหมือนที่บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจสินค้าวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านครบวงจรในรูปแบบโมเดิร์นเทรดรายแรกของไทย และเป็นต้นแบบของร้านวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าได้ด้วยตนเอง มองการณ์ไกลและนำเรื่องดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการทำธุรกิจ แม้จะเป็นดิจิทัลยุคตั้งไข่ อย่างการนำเครื่อง POS เข้ามาใช้ในการเก็บเงิน หรือระบบบัญชีก็ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และยังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างดิจิทัลกับบุคลากรมากนัก โดยเฉพาะงานด้านบัญชีที่ยังต้องใช้พนักงานเป็นจำนวนมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำ 

 

ปี 2556 วิทูรตัดสินใจที่จะนำดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจเต็มตัว เริ่มจากการสร้างระบบซอฟต์แวร์ ERP ด้วยตัวเอง เพื่อลดการทำงานซ้ำๆ ให้กับบุคลากร

 

 

จนถึงวันนี้ กว่า 26 ปีบนเส้นทางธุรกิจ สยามโกลบอลเฮ้าส์ขยายสาขาไป 77 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงสาขาต่างประเทศที่ไปร่วมทุน ได้แก่ สปป.ลาว และเมียนมา และสาขาที่บริหารจัดการเองที่กัมพูชา เรียกได้ว่าปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจมาหลายกระบวนท่า ฝ่าวิกฤตมาทุกรูปแบบ รับมือกับอุปสรรคมานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง 

 

แม้จะมองการณ์ไกลและเดินก้าวนำเรื่องดิจิทัลก่อนใคร แต่วิกฤตโควิด-19 ทำให้วิทูรมองเห็นเทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ในฐานะผู้นำที่พร้อมปรับเปลี่ยน ไม่หยุดนิ่ง เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกที่หมุนเร็ว และเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที จึงเริ่มจากการเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำเครื่องมือทางดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การดำเนินธุรกิจสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

วิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในบรรดาวิกฤตที่เคยรับมือมา วิกฤตโควิด-19 ถือว่าท้าทายที่สุด เพราะนอกจากจะต้องรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วิกฤตครั้งนี้โหมให้พายุ Digital Disrupt รุนแรงขึ้น 

 

“จากเดิมที่ใช้เงินสดซื้อสินค้า ตอนนี้เปลี่ยนมาสแกน QR Code เราก็เปลี่ยนทำทั้งลูกค้าสแกนเรา เราสแกนลูกค้า หรือแม้แต่ Bill Payment การออกใบเสนอขาย ถ้าลูกค้าตกลง ก็สามารถสแกนจ่ายได้ทันที”

 

 

พันธมิตรที่ดี กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

กุญแจสำคัญที่ทำให้สยามโกลบอลเฮ้าส์ก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านของ Digital Disrupt คือ ‘ธนาคารกรุงไทย’ ที่เป็นมากกว่าพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ยังเป็นเพื่อนรู้ใจที่อยู่เคียงข้างทุกเส้นทาง พร้อมสนับสนุนทุกเรื่องการเงินดิจิทัลและการดำเนินงานต่างๆ ให้ราบรื่นด้วย Industry Solutions แบบครบวงจร

 

 

“สยามโกลบอลเฮ้าส์กับแบงก์กรุงไทย เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ถือว่าเป็นพันธมิตรธุรกิจที่ยาวนาน เขาพร้อมสนับสนุนเราเสมอ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ดิจิทัลเปลี่ยนไปเร็วมาก ระบบแบงก์เปลี่ยนไป เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนให้ทัน ช่วงโควิด-19 ทางกรุงไทยก็ออก Dynamic QR Code มาช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ลดการสัมผัสเงินสด” 

 

แต่ระบบที่เข้ามาแก้ Pain Point ของสยามโกลบอลเฮ้าส์ และสร้างข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจคือ ‘Krungthai e-Withholding Tax Plus’ บริการหักภาษี ณ ที่จ่าย พร้อมนำส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดขั้นตอนการจัดทำและยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตอบโจทย์ยุค Paperless ลดต้นทุนการจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ สามารถตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายผ่านช่องทาง Krungthai Corporate Online ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้การหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น

 

“เราพัฒนา Krungthai e-Withholding Tax Plus ร่วมกับธนาคารกรุงไทย น่าจะเป็นองค์กรแรกที่นำระบบนี้มาใช้ ช่วยให้การหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น จากเมื่อก่อนต้องทำวันละหลายร้อยรายการ เป็นภาระในเรื่องของการทำใบหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่วันนี้เราไม่ต้องใช้พนักงานแม้แต่คนเดียว สามารถทำงานผ่านระบบอัตโนมัติ ผมเชื่อว่าตรงจุดนี้ที่จะเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันระหว่างธุรกิจที่ใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช้”

 

 

เสริมแกร่งคู่ค้าด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงิน  

เพื่อเสริมการเติบโต Ecosystem ให้กับธุรกิจ ธนาคารกรุงไทยยังเป็นอีกแรงสนับสนุนให้กับคู่ค้าของสยามโกลบอลเฮ้าส์ ติดปีกทางธุรกิจให้เติบโตเคียงข้างกัน ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง ‘สินเชื่อคู่ค้าพารวย’ ให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายได้อย่างอุ่นใจ ซื้อของเข้าร้านได้เต็มที่ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสด แถมไม่ใช้วงเงินก็ไม่ต้องเสียอะไร ให้วงเงินสูงสุด 3 เท่าของยอดซื้อ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.80% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้ก็กู้ได้ 

 

“คู่ค้าพารวยคือสินเชื่อที่มีพันธมิตร 3 ฝ่าย คือผู้ซื้อ ซึ่งเป็นลูกค้าของสยามโกลบอลเฮ้าส์ และผู้ขายก็คือเราเอง และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ให้สินเชื่อกับลูกค้าของสยามโกลบอลเฮ้าส์ การสนับสนุนลักษณะนี้จะช่วยให้คู่ค้าของเรามีความมั่นใจในการทำธุรกิจและเติบโตได้อย่างมั่นคง”

 

 

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทยยังมี ‘สินเชื่อ Robotics and Automation’ ช่วยหนุนทุกธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมผลักดันให้นำระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มสูงขึ้น ด้วยดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี ให้วงเงินสูงถึง 80% ของงบลงทุน และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันได้ 100% หากวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท และแอปพลิเคชัน Krungthai Business สำหรับลูกค้าธุรกิจ ที่ช่วยให้ทุกการทำธุรกิจเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ทั้งรับ โอน จ่าย ตลอดจนสามารถติดตามสถานะรายการ 

 

“จะเห็นว่าเราใช้บริการของธนาคารกรุงไทยครบทุกอย่าง ทั้งเครื่องมือทางด้านการเงิน การนำเข้า สินเชื่อระยะสั้น-ระยะยาว ตั๋ว P/N ถ้าเป็นระบบหลังบ้านเราก็เชื่อมกันด้วย API อยู่แล้ว ทำให้ทุกอย่างง่าย สะดวกสบายมากขึ้น เพราะการทำธุรกิจยุคนี้ถ้าคุณไม่ปรับตัวให้ไว ไม่มีทางก้าวทันใครแน่นอน ตัวผมเองก็เช่นกัน เราจะไม่หยุด ยังทำทุกอย่างต่อเนื่อง โดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นพาร์ตเนอร์ที่รู้ใจไปกับเราตลอดการเติบโต” 

 

และนี่คือเบื้องหลังการฝ่าวิกฤตของสยามโกลบอลเฮ้าส์ ผู้นำสินค้าวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านครบวงจร ที่มีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจอย่างธนาคารกรุงไทยมาช่วยซัพพอร์ต พร้อมเป็น Industry Solutions ที่มอบผลิตภัณฑ์และบริการจัดการทางการเงินเต็มรูปแบบ ปฏิวัติโลกการเงินแห่งอนาคต ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน 

 

สนใจสมัครได้ที่ https://krungthai.com/link/krungthai-sme-industry-solution-thestandard

The post อ่านเคส ‘สยามโกลบอลเฮ้าส์’ บริหารธุรกิจอย่างไรจึงเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันที่ Digital Disruption ทำทุกธุรกิจสะเทือน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มพัฒนาอสังหาอาจไม่กระเทือน แม้ผู้ค้าเหล็กหวังปรับขึ้นราคาสินค้าหลังต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าพุ่ง https://thestandard.co/steel-prices-raise/ Mon, 19 Sep 2022 11:50:42 +0000 https://thestandard.co/?p=683763 อสังหาริมทรัพย์

จากต้นทุนพลังงานพุ่งสูง ทำให้ราคาวัตถุดิบและสินค้าต่างๆ […]

The post กลุ่มพัฒนาอสังหาอาจไม่กระเทือน แม้ผู้ค้าเหล็กหวังปรับขึ้นราคาสินค้าหลังต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาริมทรัพย์

จากต้นทุนพลังงานพุ่งสูง ทำให้ราคาวัตถุดิบและสินค้าต่างๆ ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

 

ประวิทย์ หอรุ่งเรือง ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า เปิดเผยว่า จากต้นทุนการผลิตเหล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาวัตถุดิบ พลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ค่าแรง รวมทั้งได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของสินค้านำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กนั้นอยู่ในอัตราที่ต่ำเพียง 30% ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สินค้าเหล็กในการก่อสร้าง ได้แก่ สินค้าเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กรูปพรรณ เป็นสินค้าภายใต้การกำกับดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นผู้บริโภคสามารถมั่นใจในระดับหนึ่งว่าการปรับราคานั้นสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ลดลง ทำให้ราคาขายปลีกข้าวของอินเดียในปีนี้ปรับสูงขึ้

ทั้งนี้ ราคาเศษเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้นในปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 658 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 42% จากปี 2564 ซึ่งมีราคาเฉลี่ยที่ 464 ดอลลาร์ต่อตัน ประกอบกับค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานหลักในการหลอมเศษเหล็กได้ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 700-800 บาทต่อตัน รวมทั้งการประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

 

“ที่ผ่านมาผู้ผลิตสินค้าเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจะถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้รับเหมา จากการปรับราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2564 แต่หากพิจารณาระดับราคาของสินค้าเหล็กเส้นในประเทศเทียบกับประเทศต่างๆ จะพบว่าสินค้าเหล็กเส้นของไทยมีราคาต่ำกว่าสินค้าของประเทศอื่นมาก”

 

ตัวอย่างในช่วงกลางปี 2564 ราคาเหล็กเส้นสิงคโปร์อยู่ที่ 738 ดอลลาร์ต่อตัน ตุรกี 740 ดอลลาร์ต่อตัน และจีน 852 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ไทยมีราคาอยู่ที่ 699 ดอลลาร์ต่อตัน

 

ประวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับราคาเพิ่มขึ้นอาจมีผลกระทบไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างได้ ซึ่งผู้รับเหมาสามารถทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหรือยี่ปั๊ว เพื่อซื้อสินค้าสำหรับโครงการต่างๆ รวมถึงพิจารณาถึงการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งใช้เหล็กเป็นหนึ่งในวัสดุหลักสำหรับการก่อสร้าง มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย มองว่าในปีนี้ราคาเหล็กโลกน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

“ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ราคาเหล็กลดลงไปประมาณ 20% และยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามา จนกว่าที่ความกังวลในเรื่องของ Recession จะจบลง หรือราคาเหล็กจะกลับมาปรับขึ้นแรงอีกรอบเมื่อสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนจบลง ซึ่งอาจจะยังไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจะมีความต้องการเพิ่มเข้ามาสูงมากเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัยในยูเครน” สรพงษ์กล่าว

 

แม้ว่าราคาเหล็กจะกลับเป็นขาลง แต่โดยภาพรวมแล้วต้นทุนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นราว 5% ทำให้บริษัทต่างๆ พยายามบริหารจัดการต้นทุนในส่วนต่างๆ เพื่อให้ยังสามารถคงราคาขายไว้ได้ใกล้เคียงเดิม “ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยดูดีขึ้นหลังจากเริ่มเปิดประเทศ ทำให้บริษัทต่างๆ ยังบริหารจัดการได้อยู่ บริษัทจะเริ่มได้รับผลกระทบต่อเมื่อผู้บริโภคไม่รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว แม้ว่าราคาบ้านอาจจะเท่าเดิม แต่การลดต้นทุนบางส่วนก็เป็นการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค”

 

โดยภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์น่าจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยเฉพาะบ้านหรือคอนโดมิเนียมในกลุ่มกลางถึงบนที่ยังมีกำลังซื้ออยู่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงได้เปรียบรายเล็ก และมีแนวโน้มจะกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น เพราะได้เปรียบในหลายมิติ เช่น ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า และการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีกว่า “ช่วงนี้เราเริ่มเห็นราคาหุ้นของกลุ่มอสังหาขยับขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยัง Laggard อย่าง SIRI และ SC ซึ่งกำไรมีแนวโน้มจะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่า”

The post กลุ่มพัฒนาอสังหาอาจไม่กระเทือน แม้ผู้ค้าเหล็กหวังปรับขึ้นราคาสินค้าหลังต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: SCG Smart Building Solution นวัตกรรมเพื่ออาคารแห่งอนาคต | THE STANDARD https://thestandard.co/scg-smart-building-solution/ Mon, 01 Aug 2022 04:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=660876 SCG

ที่ผ่านมาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในอาคารกลายเป็น […]

The post ชมคลิป: SCG Smart Building Solution นวัตกรรมเพื่ออาคารแห่งอนาคต | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCG

ที่ผ่านมาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในอาคารกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะการใช้ชีวิตของเรามักอยู่ในอาคารเป็นหลัก รวมถึงปัจจัยของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ตระหนักถึงมุมมองในการใช้ชีวิตในอาคารได้อย่างปลอดภัย

 

เคน นครินทร์ คุยกับ วชิระชัย คูนําวัฒนา Head of Living Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ถึงการพัฒนาธุรกิจ Smart Building Solution ระบบบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่องานบริหารระบบอาคารด้านการจัดการพลังงาน อากาศ และสุขอนามัย ส่งผลให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาด

 

สนใจรายละเอียด Smart Building Solution คลิก Smart Building อาคารอัจฉริยะ อาคารพาลดค่าไฟ – SCG Building Materials

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: SCG Smart Building Solution นวัตกรรมเพื่ออาคารแห่งอนาคต | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผน ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ วางเป้าหมาย 10 ปี ปั้นรายได้ต้องโตไม่ต่ำกว่าปีละ 18% และกำไรโต 30% https://thestandard.co/crc-thai-watsadu-with-a-goal-of-10-years/ Thu, 28 Apr 2022 03:15:48 +0000 https://thestandard.co/?p=622395 ซีอาร์ซี ไทวัสดุ

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ ในเครือเซ็นทรั […]

The post กางแผน ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ วางเป้าหมาย 10 ปี ปั้นรายได้ต้องโตไม่ต่ำกว่าปีละ 18% และกำไรโต 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอาร์ซี ไทวัสดุ

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ตั้งขึ้นมาทำธุรกิจ สินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน ล่าสุดได้ประกาศแผนระยะยาว 10 ปี ปั้นรายได้ต้องโตไม่ต่ำกว่าปีละ 18% และกำไรโต 30%

 

“เราต้องการสร้างอัตราการเติบโตของธุรกิจ (CAGR) ในระยะ 10 ปี (2560-2569) โดยใน 5 ปีแรก อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 12% ในขณะที่ 5 ปีข้างหน้า (2565-2569) คาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 18% และตั้งเป้าผลกำไรเพิ่มขึ้น 30%” สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

 

การเติบโตดังกล่าวจะมาจากกลยุทธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจรองรับการเติบโตในอนาคต โดยในปีนี้จะใช้งบลงทุน 7 พันล้านบาท สำหรับการขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม การรีแบรนด์ และพัฒนารูปแบบบริการในทุกแบรนด์ (Multi-Brands) ครอบคลุม ไทวัสดุ, บีเอ็นบี โฮม, ออโต้วัน และ โก! ว้าว

 

ขณะเดียวกันได้มีการตั้งเป้าการเติบโตช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 150% หลังจากในปี 2564 ช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 400% ด้วยรายการสินค้ากว่า 70,000 รายการ มียอดการเยี่ยมชมกว่า 17 ล้านครั้งต่อเดือน มีลูกค้าจำนวน 2 ล้านรายต่อเดือน สร้างยอดขายกว่า 60,000 ออเดอร์ต่อเดือน

 

ยังมีการปรับปรุงและขยายคลังสินค้าแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 160,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นกว่า 120% เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ลงทุนขยาย Fleet รถบรรทุกกว่า 25% และเริ่มทดลองวิ่งรถบรรทุก EV Charge พลังสะอาด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 คันในปี 2566 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 200 ต้นต่อปี

 

สำหรับ ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ เป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ซึ่งปี 2564 มีรายได้เฉพาะกลุ่มนี้ 63,565 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% จากปีก่อน

 

ปี 2565 บล.หยวนต้า ประเมิน CRC จะมีกำไรโต 52% เป็น 5.6 พันล้านบาท และเพิ่ม 28% ในปี 2566 เป็น 7.3 พันล้านบาท

The post กางแผน ‘ซีอาร์ซี ไทวัสดุ’ วางเป้าหมาย 10 ปี ปั้นรายได้ต้องโตไม่ต่ำกว่าปีละ 18% และกำไรโต 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เผยยอดผู้เสนอขาย IPO ปี 2564 สูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่าเสนอขายสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท https://thestandard.co/sec-revealing-highest-number-of-ipos-in-2021-in-4y/ Thu, 30 Dec 2021 07:20:54 +0000 https://thestandard.co/?p=577746 IPO

ก.ล.ต. เผยข้อมูลปี 2564 ตลาดหุ้นไทยออก IPO ถึง 41 หลักท […]

The post ก.ล.ต. เผยยอดผู้เสนอขาย IPO ปี 2564 สูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่าเสนอขายสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO

ก.ล.ต. เผยข้อมูลปี 2564 ตลาดหุ้นไทยออก IPO ถึง 41 หลักทรัพย์ สูงสุดรอบ 4 ปี มูลค่าสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท ติดอันดับต้นๆ ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียเท่านั้น ระบุกลุ่มทรัพยากร ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เข้ามาระดมทุนมากสุด

 

ฝ่ายจดทะเบียนหลักทรัพย์ 3 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ปัจจุบันประชาชนมีโอกาสเข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้น และภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ สะท้อนว่าสภาวะเศรษฐกิจรวมถึงตลาดทุนของไทยเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเห็นได้จากจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และบริษัทที่ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา

 

ในปี 2564 มีบริษัทที่ออก IPO มากถึง 41 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงสุดในรอบ 4 ปี และเพิ่มขึ้น 52% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 ที่มีจำนวน IPO 27 หลักทรัพย์ รวมทั้งบริษัทที่ยื่นคำขออนุญาตเสนอขาย IPO ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ในปี 2564 ก็พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งมี 45 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2564) เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีจำนวน 39 บริษัท แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ลงทุนที่มีสภาพคล่องส่วนเกินพร้อมที่จะลงทุน และยังแสดงให้เห็นมุมมองเชิงบวกของผู้ประกอบธุรกิจต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย รวมทั้งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบธุรกิจสามารถพึ่งพาตลาดทุนเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเพิ่มสภาพคล่องและความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตได้

 

หากพิจารณาในด้านมูลค่าการเสนอขาย IPO ของปี 2564 ก็สูงถึง 1.37 แสนล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นรองเพียงแค่ประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น

 

นอกจากนี้ยังมีอีก 23 หลักทรัพย์ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคำขออนุญาตฯ หรือได้รับอนุญาตแล้วแต่ยังไม่ได้เสนอขาย IPO

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของบริษัทที่เสนอขาย IPO ในปี 2564 โดยแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการระดมทุนสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

 

  1. กลุ่มทรัพยากร (จำนวน 3 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวม 42.6%)
  2. กลุ่มธุรกิจการเงิน (จำนวน 3 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวม 29.1%)
  3. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (จำนวน 11 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวม 12.3%)

 

โดยในช่วงปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด แต่สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐส่งผลให้หลายบริษัทมองถึงการกลับมาฟื้นตัวของอุปสงค์ระยะยาวในอนาคต เช่น อุปสงค์ความต้องการด้านพลังงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาขยายตัว รวมถึงการขนส่งและเดินทางที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยและการขยายตัวของสินเชื่อก็จะโตตามไปด้วย 

 

นอกจากนี้สถานการณ์โควิดยังส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เช่น อุปสงค์ของที่อยู่อาศัยในแนวราบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วงการระบาดของโรคดังกล่าว ผู้อยู่อาศัยจะใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันในการอยู่บ้านมากขึ้นจากแนวโน้มการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบแบบบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมสามารถตอบโจทย์ในเรื่องพื้นที่ใช้สอยของผู้อยู่อาศัยได้มากกว่า

 

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนของประเทศไทยเป็นแหล่งระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและโดดเด่นในสายตาของนักลงทุน และ ก.ล.ต. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดทุนให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ก.ล.ต. เผยยอดผู้เสนอขาย IPO ปี 2564 สูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่าเสนอขายสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
GLOBAL ลงทุนธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งบ้านในอินโดนีเซีย หนุนการเติบโตระยะยาว แต่ในระยะสั้นมีผลเล็กน้อย https://thestandard.co/market-focus-global/ Fri, 26 Nov 2021 11:15:20 +0000 https://thestandard.co/?p=564669 GLOBAL

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (25 พฤศจิกายน) บริษัท โกลบอลเ […]

The post GLOBAL ลงทุนธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งบ้านในอินโดนีเซีย หนุนการเติบโตระยะยาว แต่ในระยะสั้นมีผลเล็กน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
GLOBAL

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (25 พฤศจิกายน) บริษัท โกลบอลเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (GBI) (ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) สัดส่วน 50% และ บริษัทในเครือของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) อีกสัดส่วน 50%) ได้เข้าซื้อหุ้นที่ออกใหม่ของบริษัท PT Caturkarda Depo Bangunan Tbk (CKDB) จำนวน 865.7 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 12.75% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 981 ล้านบาท 

 

โดยการลงทุนของ GBI ในครั้งนี้ จะส่งเสริมกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในภูมิอาเซียน ซึ่ง GBI อาจลงทุนเพิ่มเมื่อมีความเหมาะสม

 

CKDB เป็นผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรในอินโดนีเซีย ภายใต้แบรนด์ร้านค้า Depo Bangunan ปัจจุบัน CKDB มีร้าน Depo Building ทั้งหมด 9 สาขา และมีรายได้ 5.3 พันล้านบาทในปี 2020 และกำไรสุทธิ 228 ล้านบาท โดยรายได้กว่า 62% มาจากสินค้าวัสดุก่อสร้าง 

 

กระทบอย่างไร: 

เมื่อวานนี้ราคาหุ้น GLOBAL ปรับตัวลง 1.98%DoD ปิดที่ระดับ 19.80 บาท ขณะที่วันนี้ (26 พฤศจิกายน) ราคาหุ้นยังปรับตัวลงต่อ 1.52%DoD สู่ระดับ 19.50 บาท ตามทิศทางตลาดหุ้นไทยและภูมิภาค ที่ได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลประเด็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้

 

มุมมองต่อธุรกรรมนี้:

SCBS มองว่าธุรกรรมนี้จะเพิ่มโอกาสการเติบโตระยะยาวในอินโดนีเซียแก่ GLOBAL ซึ่งปัจจุบันอัตราการเข้าถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในอินโดนีเซียยังอยู่ในระดับต่ำ (มีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย) โดยการดำเนินงานของ CKDB จะได้รับการส่งเสริมโดยความเชี่ยวชาญในการจัดหาสินค้าของ GLOBAL โดยเฉพาะสินค้า Private Brand ที่ให้มาร์จิ้นสูง และธุรกิจเทรดดิ้งและธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ในอาเซียนของ SCC 

 

สำหรับราคาเข้าซื้อกิจการใน GBI คิดเป็น PE ปี 2020 ที่ 34 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ PE เฉลี่ยในอดีตของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอาเซียน ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรในระยะสั้นที่ GLOBAL จะได้รับ SCBS คาดว่าจะมีน้อยมาก 

 

จากประเมินเบื้องต้น GBI จะบันทึกรายได้เงินปันผลจาก CKDB จำนวนไม่ถึง 20 ล้านบาทต่อปี (ไม่ถึง 10 ล้านบาทต่อปี สำหรับ GLOBAL) โดยอิงจากกำไรปี 2020 ของ CKDB สัดส่วนการถือหุ้น 12.75% ใน CKDB ของ GBI และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของ CKDB ที่ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post GLOBAL ลงทุนธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งบ้านในอินโดนีเซีย หนุนการเติบโตระยะยาว แต่ในระยะสั้นมีผลเล็กน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอสซีจีและสยามโกลบอลเฮ้าส์’ บุกค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอินโดฯ ส่งบริษัทร่วมทุนเข้าถือหุ้น 12.75% ใน CKDB เจ้าของร้าน Depo Bangunan https://thestandard.co/scg-siam-global-house-penetrates-retail-of-construction-materials-in-indonesia/ Thu, 25 Nov 2021 02:45:23 +0000 https://thestandard.co/?p=563887 SCC และ สยามโกลบอลเฮ้าส์

เครือเอสซีจี หรือ SCC และ สยามโกลบอลเฮ้าส์ ควักเงิน 981 […]

The post ‘เอสซีจีและสยามโกลบอลเฮ้าส์’ บุกค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอินโดฯ ส่งบริษัทร่วมทุนเข้าถือหุ้น 12.75% ใน CKDB เจ้าของร้าน Depo Bangunan appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCC และ สยามโกลบอลเฮ้าส์

เครือเอสซีจี หรือ SCC และ สยามโกลบอลเฮ้าส์ ควักเงิน 981 ล้านบาท ซื้อหุ้น CKDB ซึ่งทำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 12.75% โดยลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท โกลบอลเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ GBI เพื่อขยายธุรกิจในอาเซียน

 

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) หรือ เอสซีจี และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (GLOBAL) แจ้งว่า บริษัท โกลบอลเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (GBI) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัทย่อยของ SCC ถือหุ้นสัดส่วน 50% ร่วมกับ GLOBAL สัดส่วน 50% ได้เข้าซื้อหุ้นที่ออกใหม่ของบริษัท Caturkarda Depo Bangunan Tbk (CKDB) จำนวน 865.65 ล้านหุ้น คิดเป็น 12.75% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ที่ราคา 482 อินโดนีเซียรูเปียห์ต่อหุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 418 พันล้านอินโดนีเซียรูเปียห์ หรือประมาณ 981 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ CKDB เป็นผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติมตกแต่งบ้านและสวนแบบครบวงจรในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้แบรนด์ร้านค้า Depo Bangunan

 

การลงทุนของ GBI ในครั้งนี้จะส่งเสริมกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง GBI อาจมีการลงทุนเพิ่มเมื่อมีความเหมาะสม

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘เอสซีจีและสยามโกลบอลเฮ้าส์’ บุกค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอินโดฯ ส่งบริษัทร่วมทุนเข้าถือหุ้น 12.75% ใน CKDB เจ้าของร้าน Depo Bangunan appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอเซีย พลัส’ ประเมิน 5 กลุ่มหุ้นรับผลกระทบหนักจากล็อกดาวน์ พร้อมคาด GDP ปีนี้อาจโตไม่ถึง 1% https://thestandard.co/asia-plus-rate-5-stock-groups-heavy-impact-from-lockdown/ Mon, 19 Jul 2021 10:35:29 +0000 https://thestandard.co/?p=514479 GDP

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุ […]

The post ‘เอเซีย พลัส’ ประเมิน 5 กลุ่มหุ้นรับผลกระทบหนักจากล็อกดาวน์ พร้อมคาด GDP ปีนี้อาจโตไม่ถึง 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทาง ศบค. ต้องยกระดับมาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้น โดยการสั่งห้ามบุคคลในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น.

 

ขณะเดียวกันยังสั่งให้ลดการเดินทาง หรืองดเว้นภารกิจที่ต้องเดินทางออกนอกเคหสถานโดยไม่จำเป็น เว้นการเดินทางในบางกรณีที่จำเป็น เช่น ซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหาร ยาหรือเวชภัณฑ์ การเดินทางเพื่อพบแพทย์ สามารถทำได้แต่ต้องระมัดระวัง

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า มาตรการล็อกดาวน์ล่าสุดมีความเข้มงวดใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งหากยืดเยื้อมีโอกาสจะฉุดให้ GDP ของไทยในปี 2564 มีโอกาสติดลบ

 

หากย้อนดูในปี 2563 GDP ของไทยหดตัว 6.2% หลังจากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ระหว่าง 26 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2563 รวม 38 วัน ในรอบนั้นมูลค่า GDP ที่แท้จริงในแต่ละไตรมาสเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พบว่า ไตรมาส 1 ลดลง 5.8 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 2 ลดลงแรงถึง 3.23 แสนล้านบาท ส่วนไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีที่แล้วมูลค่า GDP ยังลดลงต่อ เพราะทั่วโลกเผชิญโควิดและไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทย รวมถึงภาคส่งออกลดลงเพราะล็อกดาวน์ทั่วโลก 

 

สำหรับปี 2564 ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า GDP ไทยมีโอกาสจะถูกปรับลดคาดการณ์ลง และมีโอกาสสูงที่ปีนี้ GDP ไทยอาจจะโตไม่ถึง 1% จากปีก่อน หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มขึ้นทะลุ 10,000 ราย จนทำให้รัฐบาลประกาศคุมเข้มกิจกรรมเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน จนถึงล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ ได้ยกระดับการล็อกดาวน์เพิ่มความเข้มงวดเป็น 13 จังหวัด เริ่ม 20 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยรายละเอียดการคุมเข้มรอบนี้ถือว่าเข้มงวดกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทั้งศูนย์การค้าที่ปิด ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า และธนาคารชะลอการให้บริการ และการขนส่งทั้งทางอากาศและทางรางจำกัดการบริการ

 

สำหรับกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบมาก 5 กลุ่ม ได้แก่ 

 

  1. ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร อย่าง M รวมถึง CENTEL และ MINT เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ย่อมได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากเดิมสามารถเปิดเพื่อเดลิเวอรีได้ ขณะที่สถานการณ์โควิดในไทยที่รุนแรงขึ้น ส่งผลต่อการกลับมานั่งรับประทานอาหารในร้านใช้เวลาอีกสักระยะ 

 

อย่างไรก็ดี สัดส่วนการขายจากเดลิเวอรีไม่ได้สูงมากนัก อีกทั้งการถูกสั่งปิดจากทางราชการ เชื่อว่าจะทำให้การต่อรองเพื่อขอลดค่าเช่าทำได้ง่าย โดยในกลุ่มร้านอาหาร M ที่ไม่มีภาระหนี้สินและมีเงินสดในมือราว 7.7 พันล้านบาท เชื่อเพียงพอผ่านพ้นวิกฤต หากราคาปรับตัวลงถือว่าน่าสนใจ 

 

ในมุมกลับกัน การที่คนใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น ขณะที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้เปิด มีโอกาสเห็นการทำอาหารทานที่บ้านมากขึ้น หนุนต่อความต้องการใช้น้ำมันถั่วเหลือง เป็นบวกต่อ TVO    

 

  1. กลุ่มการบิน กรณีมาตรการควบคุมการเดินทางล่าสุดที่ห้ามเที่ยวบินรับ-ส่งผู้โดยสารที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ มีผลนับจาก 21 กรกฎาคม 2564 ยกเว้นเส้นทางที่ทำการทดลองเปิดประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ภูเก็ต และสมุย กรณีดังกล่าวเป็นลบต่อกลุ่มสายการบิน เนื่องจากโอกาสการกลับมาให้บริการที่ล่าช้าออกไป และคาดว่าจะส่งผลให้ AOT, AAV และ BA ขาดทุนต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสร้างดาวน์ไซด์ต่อประมาณการไม่สูง ภายใต้สมมติฐานในประมาณการปัจจุบันที่ล่าช้ากำหนดการฟื้นตัวผู้ใช้บริการเริ่มนับจากปี 2565 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้อุตสาหกรรมขาดปัจจัยบวก จึงคงน้ำหนักลงทุนน้อยกว่าตลาด โดยมีตัวเลือกลงทุนเดียว คือ AOT ที่ได้ประโยชน์มากและเร็วที่สุด เมื่อสถานการณ์ผ่อนคลายให้กลับมาเดินทางได้ปกติ

 

  1. กลุ่มก่อสร้าง ได้รับผลกระทบโดยตรงตั้งแต่การออกมาตรการปิดแคมป์คนงานและปิดไซต์งานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เนื่องจากงานในมือของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์ เช่น CK, NWR, SYNTEC, SEAFCO และ PYLON มีสัดส่วนส่วนงานส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ได้แก่ งานก่อสร้างรถไฟฟ้าและอาคารขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยผลกระทบยังมีไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อาจเปิดโครงการไม่ได้ตามกำหนด

 

  1. กลุ่มสื่อ บริษัทที่ทำธุรกิจสื่อนอกบ้านอย่าง VGI และ PLANB จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการหลีกเลี่ยงกิจกรรมของผู้คนที่อยู่นอกบ้าน ส่งผลต่อจำนวน Eyeball ที่มีต่อป้ายโฆษณาและโฆษณาผ่านรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินที่ลดลง อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาลง 

 

ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์อย่าง MAJOR ก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นเดียวกันจากการปิดโรงภาพยนตร์ ขณะที่สื่อโทรทัศน์อย่าง RS และ WORK น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าสื่อประเภทอื่น เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกบ้าน ทำให้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดย Nielsen เปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีเดือนมิถุนายนเติบโตขึ้นกว่า 20% จากปีก่อน และยังครองส่วนแบ่งตลาดโฆษณาอยู่ที่ 61% ของเม็ดเงินโฆษณารวม

 

  1. กลุ่มศูนย์การค้า นำโดย CPN ประกาศปิดศูนย์การค้าเพิ่มเติม 4 แห่ง รวมเป็น 19 แห่ง ในจังหวัดพื้นที่ควบคุมสุงสูดและเข้มงวดตามคำสั่งภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี และสงขลา และยกระดับมาตรการควบคุมเร่งด่วน โดยเปิดให้บริการเฉพาะธุรกิจจำเป็น ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยา จนถึงเวลา 20.00 น. 

 

ทั้งนี้ ศูนย์การค้า 19 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของพื้นที่เช่ารวม และสร้างรายได้ค่าเช่า 60-70% ของรายได้ค่าเช่าเมื่อปี 2563 ดังนั้น การปิดให้บริการย่อมส่งผลกระทบเชิงลบ ทั้งในการลดลงของปริมาณคนใช้บริการ การยกเว้นค่าเช่าสำหรับร้านที่ปิดบริการ รวมถึงการให้ส่วนลดค่าเช่าที่เพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ และจะกดดันต่อผลประกอบการไตรมาส 3 ให้ลดลงจากไตรมาสก่อน

 

แต่หากปิด 14 วันตามกำหนด คาดหวังผลที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่างวดไตรมาส 2/63 ที่ปิดไป 1.5 เดือน จนทำให้กำไรปกติงวดดังกล่าวเหลือเพียง 311 ล้านบาท 

 

กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย ได้แก่

 

  1. กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี หุ้นโรงกลั่นและน้ำมันถูกกดดันจากโควิดในประเทศค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่อิงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้ากระทบจากการใช้ไฟฟ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่ลดลง หากมาตการล็อกดาวน์ยังยืดเยื้อ

 

  1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ระยะสั้นยังไม่เห็นดาวน์ไซด์ต่อประมาณการ แต่ยังมีความเสี่ยงหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลง ถือเป็นอีกส่วนที่กดดันการฟื้นตัวของกำไรกลุ่ม

 

  1. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อิงตามกำไรของ SCC เป็นส่วนใหญ่ ชึ่งการเติบโตล้อไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก

 

  1. กลุ่มเช่าซื้อ คนออกจากบ้านลดลง จะกระทบการออกไปขอสินเชื่อตามสาขาบ้างชั่วคราว แต่ประชาชนยังมีความต้องการใช้สินเชื่อสูงต่อเนื่องในงวดครึ่งปีหลัง ขณะที่ AEONTS จะได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคออกจากบ้านลดลง กดดันการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลลดลง ส่วนกลุ่มสินเชื่อบุคคล เช่น MTC มีแนวโน้มสินเชื่อสุทธิงวดไตรมาส 2 เติบโตต่อเนื่อง หนุนแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2564 ยังเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ 

 

กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อยมากหรือได้ผลบวก ได้แก่ 

 

  1. กลุ่มโรงพยาบาล จากระดับผู้ต้องการตรวจโควิดรวมถึงการรักษายังเร่งตัวขึ้นมาก หนุนกำไรไตรมาส 3 เติบโตต่อเนื่องต่อจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

 

  1. กลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหาร ประเมินได้ผลประโยชน์ทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่า 2.1% จากเดือนก่อน ล่าสุดอยู่ที่ 32.8 บาทดอลลาร์ ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

 

โดยภาพรวมมีหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิดในรอบนี้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นได้ยากหากการแพร่ระบาดยังยืดเยื้อ ในเชิงกลยุทธ์เน้นเลือกหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด และยังได้แรงหนุนทางอ้อม อย่างหุ้นโรงพยาบาล และหุ้นที่งบไตรมาส 2 ออกมาดี รวมถึงกลุ่มที่ยังได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า

The post ‘เอเซีย พลัส’ ประเมิน 5 กลุ่มหุ้นรับผลกระทบหนักจากล็อกดาวน์ พร้อมคาด GDP ปีนี้อาจโตไม่ถึง 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผู้รับเหมาฯ’ ห่วงล็อกดาวน์ไซต์ก่อสร้าง บีบแรงงานหนีหางานใหม่ทำการระบาดหนักขึ้น หวั่นผลกระทบลามถึงผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง https://thestandard.co/contractor-worry-lock-down-made-labor-find-new-project/ Mon, 28 Jun 2021 12:16:18 +0000 https://thestandard.co/?p=505998 ผู้รับเหมาฯ

สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 ในพื้นที่ก […]

The post ‘ผู้รับเหมาฯ’ ห่วงล็อกดาวน์ไซต์ก่อสร้าง บีบแรงงานหนีหางานใหม่ทำการระบาดหนักขึ้น หวั่นผลกระทบลามถึงผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้รับเหมาฯ

สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะคลัสเตอร์แคมป์คนงานก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ศบค. ออกคำสั่งให้ปิดสถานที่ก่อสร้างและสถานที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับคนงานทั้งภายในและภายนอกสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งมีคำสั่งให้หยุดงานก่อสร้างและห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป  

 

ปสันน สวัสดิ์บุรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หรือ NWR ผู้ประกอบธุรกิจหลักรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาทุกประเภท และผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และผลิตภัณฑ์คอนกรีตอื่น รวมทั้งผลิตเหล็กแปรรูป กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นจากคำประกาศดังกล่าว และภายหลังจากได้รับทราบประกาศดังกล่าวก็เร่งดำเนินการตามประกาศทันที 

 

ปัจจุบัน NWR มีโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ราว 50% ของโครงการในมือ และมีคนงานของบริษัทเองรวมกับผู้รับเหมาพ่วง ประมาณ 3,000 คน 

 

“ผลกระทบครั้งนี้แรงกว่าครั้งอื่นๆ แต่เรายังดูแลคนงานของเราอยู่เหมือนกับที่ทำมาตลอด ก่อนหน้านี้เราจะมีป้อนงานให้กับคนงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนงานสามารถดำรงชีพได้ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวเองไปหางานใหม่ๆ แต่เมื่อมีการประกาศปิดแคมป์และไซต์ก่อสร้าง ก็มีความเสี่ยงเกิดขึ้นเพิ่มเติม คือแรงงานก็วิตกว่าจะไม่มีงานทำ ก็เกิดการเคลื่อนย้ายตัวเองไปหางานใหม่ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเรื่องอัตราการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นไปด้วย” 

 

สำหรับภาพรวมผลประกอบการปี 2564 NWR ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ โดยต้องประเมินผลกระทบจากการปิดแคมป์คนงานและงานก่อสร้างครั้งนี้ก่อน

 

ก่อนหน้านี้ NWR เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่าผลประกอบการทั้งปี 2564 มีโอกาสพลิกเป็นกำไรสุทธิได้ โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีกำไรแล้ว 52 ล้านบาท เทียบกับ YOY ที่มีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 2563 มีขาดทุนสุทธิ 240.93 ล้านบาท 

 

ขณะที่ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซีฟโก้ หรือ SEAFCO ผู้รับก่อสร้างงานเสาเข็มเจาะ งานฐานรากและงานโยธาทั่วไป กล่าวว่า หากให้ประเมินผลกระทบโดยคร่าวๆ รายได้ก็หายไป 1 เดือน เท่ากับว่าปี 2564 บริษัทมีรายได้ 11 เดือนเท่านั้น แต่โดยหลักการแล้ว แม้จะไม่สามารถทำงานได้ 1 เดือนเนื่องจากปฏิบัติตามประกาศของราชกิจจานุเบกษา ผู้รับเหมากับผู้ว่าจ้างก็จะเซ็นต่ออายุสัญญา เพื่อให้โครงการที่ก่อสร้างอยู่เสร็จลุล่วงไปได้ 

 

สำหรับ SEAFCO ยังดูแลคนงานราว 400 คนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือคนงานและลดอัตราการแพร่ระบาดของโควิด-19  

 

“ผลกระทบจากการสั่งปิดไซต์ก่อสร้างครั้งนี้กระทบเราที่สุด ก่อนหน้านี้แม้มีการล็อกดาวน์ แต่ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างยังสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ภายใต้การอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ครั้งนี้เราทำอะไรไม่ได้เลย 1 เดือน ซึ่งยังกระทบไปถึงผู้ค้าวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน”

 

 

ภาพประกอบ: เซน พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post ‘ผู้รับเหมาฯ’ ห่วงล็อกดาวน์ไซต์ก่อสร้าง บีบแรงงานหนีหางานใหม่ทำการระบาดหนักขึ้น หวั่นผลกระทบลามถึงผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์ จากอุปสงค์ภาครัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น https://thestandard.co/government-suppot-higher-energy-cost-help-building-materials-stocks/ Tue, 29 Dec 2020 09:13:39 +0000 https://thestandard.co/?p=437304 หุ้นวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์

เกิดอะไรขึ้น: วันที่ 23 ธันวาคม 2653 ผู้อำนวยการสำนักงบ […]

The post หุ้นวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์ จากอุปสงค์ภาครัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์

เกิดอะไรขึ้น:

วันที่ 23 ธันวาคม 2653 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเปิดเผยหลังการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ว่า 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย  กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ) ได้เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณปี 2565 ที่ 3.11 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2564 ราว 1.86 แสนล้านบาท หรือลดลง 5.66%

 

ทั้งนี้ในปี 2565 ยังเป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุลที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่ยังคงสัดส่วนของงบลงทุนปี 2565 ไว้ที่สัดส่วน 20% ของวงเงินงบประมาณรวมโดยอยู่ที่ 6.2 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2564 ที่จัดทำงบลงทุนไว้ 6.49 แสนล้านบาท

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างปรับตัวลง 4.5%MoM ซึ่ง Underperform SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 1.0%MoM (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2563)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่าผลประกอบการในระยะสั้นของผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการลดต้นทุนของผู้ประกอบการในภาวะราคาขายสินค้าที่ทรงตัวและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์จากทางภาครัฐที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการปรับเพิ่มงบประมาณลงทุนปี FY2564 สู่ 6.49 แสนล้านบาทซึ่งเติบโต 17%YoY 

 

และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นโดยเฉพาะใน 4Q63 ถึง 1Q64 รวมถึงยังมีการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งมาจากโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท แต่ขณะที่อุปสงค์จากภาคเอกชนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น

 

ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้จะสามารถชดเชยต้นทุนพลังงานที่แท้จริงที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากราคาถ่านหินที่กลับมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือน และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือน

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2564 SCBS มีมุมมองสอดคล้องกับผลประกอบการในระยะสั้น โดยอุปสงค์จากทางภาครัฐที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และอุปสงค์จากภาคเอกชนจะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นดีโดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

 

โดยในปี 2564 SCBS ได้คาดการณ์ว่ายอดขายของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยภายใต้การวิเคราะห์ 7 ราย (AP LH LPN PSH ORI QH SIRI และ SPALI) จะเติบโตราว 5% สู่ระดับ 1.75 พันล้านบาท โดยยอดขายในโครงการแนวราบจะเติบโต 16%YoY จากการเติบโตตามปกติและอุปสงค์ที่ดีขึ้นจากพฤติกรรมเว้นระยะห่างทางสังคมเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ขณะที่ยอดขายคอนโดจะทรงตัว YoY เนื่องจากอุปสงค์จากชาวต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ทั้งนี้เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับ FDI ทั่วโลกซึ่ง UNCTAS คาดว่าจะหดตัวลง 40%YoY ในปี 2563 และลดตัว 5-10 ในปี 2564

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

FY2564 คือปีงบประมาณ 2564 ของรัฐบาล เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 ต้นทุนถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมดของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ ต้นทุนก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมดของผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิก

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post หุ้นวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์ จากอุปสงค์ภาครัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
BUILK คนรันวงการผู้รับเหมาด้วยความรัก [Advertorial] https://thestandard.co/builk-construction-united-fest/ https://thestandard.co/builk-construction-united-fest/#respond Mon, 12 Feb 2018 11:29:17 +0000 https://thestandard.co/?p=69694

สตาร์ทอัพไทยช่วยผู้รับเหมาทำงานง่ายขึ้น   ไผท ผดุง […]

The post BUILK คนรันวงการผู้รับเหมาด้วยความรัก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตาร์ทอัพไทยช่วยผู้รับเหมาทำงานง่ายขึ้น

 

ไผท ผดุงถิ่น จบวิศวะและทำงานรับเหมาก่อสร้างมาตั้งแต่เรียนจบ เขามองเห็นปัญหาในวงการนี้ไม่น้อย จึงอยากจะแก้ปัญหาให้ผู้รับเหมาทำงานได้ง่ายขึ้นและดีขึ้น เขากับเพื่อนจึงคิดค้นซอฟต์แวร์ระบบบริหารธุรกิจก่อสร้างที่ชื่อ Builk.com ให้ผู้รับเหมา SMEs ใช้งานฟรี ไปช่วยในเรื่องควบคุมต้นทุน บันทึกต้นทุน ฯลฯ จนวันนี้มีผู้รับเหมาไทยและอาเซียนอยู่ในระบบกว่า 50,000 ราย เขาจึงชวนคนเหล่านั้นมาพบปะกับคนที่อยากจะสร้างบ้าน คอนโดมิเนียม หรืออสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายในงาน Construction United ตอน ‘รักเหมา Fest’ และอยากชวนทุกคนจากทุกวงการไปเจอกันในงานนี้

 

งานจัดวันที่ 9-10 มีนาคม 2561 ที่แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน แล้วคุณจะพบว่ามีผู้รับเหมาที่น่ารักและดีอยู่จริงๆ

The post BUILK คนรันวงการผู้รับเหมาด้วยความรัก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/builk-construction-united-fest/feed/ 0
เผย 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2561 เทคโนโลยีสื่อสารแชมป์ ความงามตกอยู่ที่ 2 https://thestandard.co/business-trends-2561/ https://thestandard.co/business-trends-2561/#respond Wed, 13 Dec 2017 08:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=54845

‘หอการค้าไทย’ เปิดรายชื่ออุตสาหกรรมดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2 […]

The post เผย 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2561 เทคโนโลยีสื่อสารแชมป์ ความงามตกอยู่ที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘หอการค้าไทย’ เปิดรายชื่ออุตสาหกรรมดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2561 มองภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง ธุรกิจความงามยังน่าสนใจ ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับความเชื่อ เครื่องรางและของขลังจะมาแรงในปีหน้า

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำเสนอการวิจัยทางธุรกิจ ‘10 อันดับธุรกิจเด่น 2561’ โดยพิจารณาจากข้อมูลตัวเลขของภาครัฐ ตลาดหลักทรัพย์ และแบบสำรวจหอการค้าโพล โดยใช้หลักเกณฑ์การให้คะแนนแต่ละกลุ่มธุรกิจ 5 ส่วนคือ ยอดขาย ต้นทุน กำไรสุทธิ ความสอดคล้องของธุรกิจกับกระแสนิยม ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงและการแข่งขัน โดยมองปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจในประเทศ คือ การลงทุนภาครัฐที่ต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่ยังขยายตัว รวมถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดในปี 2561 จะส่งผลดีกับความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาการก่อการร้าย หรือกระทั่งการเปิดเสรีการค้ากับจีนจะเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบกับการเติบโตของธุรกิจได้

 

 

จะสังเกตได้ว่าธุรกิจที่ยังอยู่ในกระแสจะเป็นธุรกิจที่มีนวัตกรรม และปรับตัวตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนธุรกิจที่สร้างความฮือฮาได้พอสมควร คือ ธุรกิจโหราศาสตร์ เครื่องรางและของขลัง ซึ่งคาดว่าจะมาแรงและสะท้อนสภาพจิตใจ ความเชื่อมั่นที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจของปีหน้าได้เป็นอย่างดี

 

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai

The post เผย 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2561 เทคโนโลยีสื่อสารแชมป์ ความงามตกอยู่ที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/business-trends-2561/feed/ 0