ธีวินท์ สุพุทธิกุล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธีวินท์-สุพุทธิกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 11 Feb 2026 08:05:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย https://thestandard.co/japan-election-transparency-trust-democracy/ Wed, 11 Feb 2026 08:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1177368 ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน

ทำไมการเลือกตั้งญี่ปุ่นจึงแทบไม่เผชิญข้อครหาเรื่องโกง? […]

The post ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน

ทำไมการเลือกตั้งญี่ปุ่นจึงแทบไม่เผชิญข้อครหาเรื่องโกง?
เหตุใดประชาชนจึงเชื่อมั่นรัฐ?

 

เพราะอะไรญี่ปุ่นจึงประกาศผลคะแนนเร็วโดยไม่เกิดความวุ่นวาย?

 

คำถามเหล่านี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) คว้าชัยชนะแบบถล่มทลาย โดยที่กระบวนการเลือกตั้งตั้งแต่การลงคะแนนไปจนถึงการประกาศผล เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย

 

น่าสนใจว่า คำอธิบายอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมทางสังคมที่หยั่งรากลึก ทั้งความเป็นสังคมแห่งความเชื่อใจ และฉันทมติที่ทุกพรรคการเมืองยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบร่วม

 

THE STANDARD สนทนากับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจว่า อะไรคือ ‘DNA’ ของความโปร่งใสในญี่ปุ่น ไปจนถึงคำถามเบสิกว่า เพราะเหตุใดแม้ LDP ครองอำนาจมายาวนาน ระบบกลับยังได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

 

ประเทศที่เดินหน้าด้วย ‘ระบบความเชื่อใจ’

 

‘ระบบความเชื่อใจ’ คือคำจำกัดความที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ใช้อธิบายภาพรวมของสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของระบบ กล่าวคือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีทุนทางวัฒนธรรมด้านความไว้วางใจต่อกันและต่อสถาบันสาธารณะ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดหรือมาตรการควบคุมที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

 

หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างวัฒนธรรมดังกล่าวผ่านวิถีชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น เช่น สินค้าในร้านสะดวกซื้อที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้แกะได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลว่า จะถูกฉวยโอกาสแกะรับประทาน ขณะที่บ้านเรือนที่มีรั้วเตี้ย แต่ยังคงความปลอดภัยได้ในระดับสูง สะท้อนว่า สังคมไม่ได้มีอาชญากรรมสูง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการทุจริต ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีในสังคมญี่ปุ่น แต่ถือเป็นคนกลุ่มน้อย เช่น กรณีคอร์รัปชันของพรรค LDP อย่างเรื่องเงินระดมทุนพรรคการเมือง หลังสมาชิกไม่แจ้งรายได้ครบถ้วน หรือซุกเงินไว้ใช้ภายในกลุ่มก๊กพรรค

 

สำหรับประเด็นการซื้อเสียง แม้ไม่พบในสังคมญี่ปุ่น แต่ ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า พรรคการเมืองมักเสนอหรือ ‘ให้สัญญา’ ในเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจแทน เช่น แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการการคลัง ถือเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายมากกว่า

 

ประชาธิปไตยเป็นใหญ่ เมื่อพรรคการเมืองเคารพกติกาและไม่เรียกร้องทหาร

 

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือความเป็น ‘สังคมประชาธิปไตย’ ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งญี่ปุ่น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ทุกพรรคการเมืองแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน และไม่มีพรรคใดตั้งคำถามต่อระบอบประชาธิปไตยในฐานะกรอบพื้นฐานของระบบการเมือง

 

“ฝ่ายขวาอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งคำถามต่อความเป็นประชาธิปไตยเลย ทุกพรรคการเมืองในญี่ปุ่น ล้วนยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานร่วมกัน และแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่มีพรรคหลักใดเสนอว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย หรือยึดถือสิ่งที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความต่อว่า ชาตินิยมของญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงการลดทอนเสรีภาพหรือการเบี่ยงเบนออกจากประชาธิปไตย ขณะที่ในหน้าการเมืองญี่ปุ่น ทหารไม่ได้เข้ามามีบทบาทหรือแทรกแซง เช่นเดียวกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ได้เรียกร้องให้ทหารเข้ามาในการเมืองแต่อย่างใด

 

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้งไทยกับญี่ปุ่น อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ ‘ความมั่นคงของระบอบการเมือง’ โดยในกรณีไทย ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเทศยังอยู่ในภาวะประชาธิปไตยก่ำกึ่ง ขณะที่สังคมญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว กล่าวคือ ไม่มีแรงผลักสำคัญในสังคมที่ต้องการหวนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมอีกต่อไป ระบอบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นกรอบร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับโดยปริยาย

 

อนึ่ง สังคมญี่ปุ่นมีท่าทีเข็ดขยาดต่อลัทธิทหารมาตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยมีการมองว่า ทหารพาประเทศเข้าสู่สงครามจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เช่น เกิดกระแส ‘Antimilitarism’ หรือแนวคิดต่อต้านทหาร และเชิดชูแนวคิดสันตินิยม (Pacifism)

 

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ว่าด้วยบทบัญญัติที่ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และไม่ใช้กำลังทางทหารเป็นเครื่องมือแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นฉันทมติหลังสงครามที่มุ่งจำกัดบทบาททหาร และวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบพลเรือนเป็นใหญ่

 

ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบายว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นยึดหลัก ‘พลเรือนคุมทหาร’ (Civilian Control) อย่างเคร่งครัด สะท้อนจากโครงสร้างที่อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยปี 2007 ญี่ปุ่นได้ตั้ง ‘กระทรวงป้องกันประเทศ’ ซึ่งยกระดับจากทบวงภายใต้สำนักนายกฯ ในยุครัฐบาล ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำจากพรรค LDP

 

ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ซึ่งเกิดจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และเคยมีข้อถกเถียงเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้รับการยอมรับทางการเมืองและสังคมมากขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น แต่บทบาทถูกจำกัดให้อยู่ในภารกิจเชิงป้องกันและสันติภาพ เช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (PKO) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และภารกิจด้านมนุษยธรรมและกู้ภัย

 

“SDF ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง รวมไปถึงการแสดงออกทางการเมืองด้วย หากมีเหตุการณ์ที่ SDF แสดงจุดยืนหรือความเห็นทางการเมือง มักจะถูกสื่อเพ่งเล็งและเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่า สังคมยังคงยึดหลักต่อต้านทหารและหลักพลเรือนคุมทหาร”

 

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า แม้ปัจจุบัน SDF มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลมากขึ้น เช่น ประเด็นภัยคุกคามทางทหาร แต่ญี่ปุ่นยังคงยึดแนวคิดสันตินิยมและประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญ ทำให้กองกำลังก็ยังมีบทบาทจำกัดเช่นเคย

 

เรียบง่ายและยืดหยุ่น: เลือกตั้งญี่ปุ่นที่สะท้อนเจตจำนงผู้ลงคะแนนเสียง

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า การเลือกตั้งญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่น และยึดเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง กล่าวคือ ผู้ลงคะแนนเสียงจะใช้วิธีการเลือกตั้ง คือ ‘เขียนชื่อผู้สมัคร’ ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถเขียนเป็นอักษรคันจิ, ฮิรางานะ และคาตาคานะได้ทั้งหมด

 

ความพิถีพิถันของการเลือกตั้งญี่ปุ่นยังสะท้อนจากวัสดุที่ใช้ในการเลือกตั้งอย่าง ‘กระดาษยูโป’ (Yupo) กระดาษสังเคราะห์ที่กันน้ำ ยืดหยุ่น ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย เหมาะกับการเขียน รวมถึงยังเห็นร่องรอยการตรวจสอบแก้ไข ขณะที่ผู้ลงคะแนนเสียงต้องใช้ ‘ดินสอ’ เขียนลงกระดาษ แทนปากกา เพราะหมึกอาจเลอะบัตร บิดเบือนเจตจำนงผู้ลงคะแนน รวมถึงสามารถลบได้ หากเขียนผิด

 

ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน 1

 

“ผมมองว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนความละเอียดแบบญี่ปุ่น คือคิดล่วงหน้าว่า จะออกแบบกระบวนการอย่างไรให้รัดกุม แต่ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

 

“สำหรับญี่ปุ่นหากเขียนคันจิผิดเล็กน้อย แต่ยังพอเดาได้ว่า เป็นผู้สมัครคนใด เขาก็ยังนับคะแนนให้

 

“ส่วนประเด็นการลบ ถ้าเขียนผิดจะทำอย่างไร ก็เป็นอีกคำถามหนึ่ง แม้ดินสอจะลบได้ แต่ก็มีร่องรอยตรวจสอบได้อยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นคิดรายละเอียดของกระบวนการค่อนข้างรอบคอบในเชิงเทคนิค” ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบาย

 

พรรคเดียวครองสภาได้จริงหรือ ทำไมพรรค LDP ชนะเลือกตั้งบ่อย?

 

แม้พรรค LDP ครองหน้าการเมืองญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา จนมักมีตั้งคำถามเล่นๆ ว่า เพราะเหตุใดคนญี่ปุ่นไม่เข็ดหลาบกับพรรคการเมืองนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า พรรค LDP ได้รับเครดิตสำคัญ เพราะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมา แม้รัฐบาลแต่ละยุคจะมีบริบททางการเมืองต่างกันก็ตาม

 

“เมื่อเป็นพรรคใหญ่และอยู่ในอำนาจมายาวนาน ก็สามารถกระจายผลประโยชน์ไปยังผู้คนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในชนบทที่พึ่งพา LDP รวมถึงงบประมาณด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่รัฐบาลกระจายลงไปในพื้นที่ ดังนั้น LDP จึงอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมาโดยตลอด”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความว่า สาเหตุที่ LDP กลับมาชนะเลือกตั้งได้ เพราะพรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า สามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประเทศ​ โดยเฉพาะการจัดการวิกฤตแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 ปรากฏว่า นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ จากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ โดยหลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถเรียกความนิยมจากประชาชนกลับคืนมา หรือเสนอชุดนโยบายใหม่ที่มาทดแทน LDP ได้

 

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า พรรค LDP ตอบโจทย์เรื่องชาตินิยมและความมั่นคงในประเทศได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรค LDP ไม่เผชิญปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะกับการเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคเดียวมาตลอด ซึ่งต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวอย่างคอร์รัปชันหรือความโปร่งใส จนนำไปสู่ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา

 

 

ภาพ: Issei Kato / Reuters

The post ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน https://thestandard.co/japan-politics-takaichi-china-taiwan/ Fri, 21 Nov 2025 02:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1145681 อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้น […]

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้นๆ ที่บ่งบอกสถานการณ์ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น หลัง เสวียเจี้ยน กงสุลจีนประจำโอซาก้า วิจารณ์ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น กรณีให้ความเห็นในรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นต้องเข้าไปใช้กำลังปกป้องไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะกระทบต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival-Threatening Situation)

 

แม้เหตุการณ์จะสร้างแรงสะเทือนในความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็นจุดยืนของญี่ปุ่นที่ซ่อนไว้มานาน

 

THE STANDARD หาคำตอบความขัดแย้งครั้งนี้กับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น

 

‘ไต้หวัน’ จุดยืนทางการทูตที่ซ้อนเร้นของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีสนับสนุนไต้หวันของทาคาอิจิ คือจุดยืนแท้จริงของญี่ปุ่นที่มีมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ไม่ได้มีการแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยในระดับผู้นำประเทศ เพราะอาจทำให้สถานการณ์วุ่นวายแบบปัจจุบัน เนื่องจากญี่ปุ่นยังยึดนโยบายจีนเดียว (One China Policy) ที่รับรองจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นรัฐที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลให้ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันแบบไม่เป็นทางการ (Unofficial)

 

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงออกชัดเจนตลอดผ่านคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการทูต หรือผู้นำระดับรองลงมาว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความใกล้ชิดกัน เช่นการบอกว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่แบ่งปันชะตากรรมร่วมกัน หรือ ไต้หวันคือมิตรที่สำคัญมากๆ ของญี่ปุ่น ไปจนถึงว่า ความมั่นคงของไต้หวันเป็นเรื่องเดียวกับความมั่นคงของญี่ปุ่น หากเกิดวิกฤตกับไต้หวันก็จะเทียบเท่ากับวิกฤตของญี่ปุ่น

 

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทาคาอิจิพูด สำหรับคนที่ติดตามการเมืองญี่ปุ่นมาโดยตลอด ถ้าเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน ก็จะรู้สึกไม่น่าแปลกใจ แต่ที่แปลกใจ คือ ทาคาอิจิหลุดออกมาพูดในสภาเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะมองได้ว่า เขาเป็นนายกฯ มือใหม่ แต่ก็ชัดเจนว่า ทาคาอิจิอาจจะเล่นกับยุทธศาสตร์นี้มาโดยตลอดก็ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดออกมา มันไม่ได้ผิดแปลกไปจากท่าทีที่ญี่ปุ่นแสดงแบบไม่เป็นทางการมาโดยตลอด”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การที่จีนมีท่าทีรุนแรง และเพิ่มพูนแสนยานุภาพทางทหาร ยิ่งกระตุ้นให้ญี่ปุ่นเกิดความตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลังบุกไต้หวัน

 

จากวาทะของทาคาอิจิ ผศ.ดร.ธีวินท์ จึงมองว่า ญี่ปุ่นกำลัง ‘ป้องปราม’ (Deterrence) ไม่ให้จีนคิดใช้กำลังกับไต้หวัน เพราะมีผลกระทบและแรงผลักดัน ต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่นหลายด้านดังต่อไปนี้

 

1. ภัยคุกคามทางภูมิศาสตร์: เนื่องจากปลายสุดของญี่ปุ่นอย่างจังหวัดโอกินาวา อยู่ไม่ไกลจากไต้หวัน หากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ย่อมกระทบญี่ปุ่นได้ไม่ยาก อีกทั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่นคงมีบทบาท และประเทศต้องติดร่างแหจากความขัดแย้งครั้งนี้

 

นอกจากนี้ จีนอาจจะใช้โอกาส ‘ฮุบ’ พื้นที่ข้อพิพาทอย่างเกาะเซ็งกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) / เตียวหยู (ภาษาจีน)

 

2. ความเสี่ยงทางทหารโดยตรง: ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นยกตัวอย่างกรณีจีนซ้อมรบใหญ่ในปี 2022 เพื่อขู่และแสดงความไม่พอใจต่อกรณี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน แต่ปรากฏกว่า ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะขีปนาวุธหลายลูกของจีนตกในเขตน่านน้ำของประเทศ

 

3. ผลกระทบต่อความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์: ญี่ปุ่นกังวลว่า หากจีนครอบงำไต้หวันได้เบ็ดเสร็จ จะทำให้ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพิ่มขึ้น และทำให้ญี่ปุ่นถูกปิดล้อมเส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ญี่ปุ่นใช้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

4. ผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค: ผศ.ดร. ธีวินท์เน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ความมั่นคงประเทศอย่างเดียว แต่มองผลประโยชน์ทั้ง ‘ภูมิภาค’ หรือ ‘เชิงระบบ’ (Systemic) โดยเชื่อว่า หากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่แค่จีน ญี่ปุ่นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า

 

จับสัญญาณแก้รัฐธรรมนูญ ‘มาตรา 9’ เมื่อญี่ปุ่นขยับบทบาทด้านความมั่นคง

 

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ (Pacific Clause) ต้นกำเนิดอัตลักษณ์ ‘ประเทศรักสันติ’ ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง จากคำพูดของทาคาอิจิที่ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวัน ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การสู้รบ’ อาจถือได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิไม่ได้พูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 9 โดยตรง แต่เป็นการตีความบทบัญญัติผ่านกฎหมายความมั่นคงปี 2015 ในยุค ชินโซ อาเบะ คือ กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ให้สามารถใช้กำลังป้องกันตนเอง ร่วมกับชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด หากชาติใดชาติหนึ่งถูกโจมตี หรือแนวคิด Collective Self-Defense

 

อ. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะแนวคิดนี้เคยไม่ได้รับการยอมรับมาก่อน โดยเฉพาะหากเทียบกับจุดเริ่มต้นของมาตรา 9 ที่รัฐธรรมนูญจำกัดการใช้กำลังใดๆ ของญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนจะค่อยๆ มีการตีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของการเมืองภายในให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บางอย่างได้

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ตั้งข้อสังเกต คือ คำว่า ‘ชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด’ ไม่ได้ใช้แค่ชาติพันธมิตรทางการอย่างสหรัฐฯ แต่หมายรวมถึงทุกชาติในเอเชียที่มีความสัมพันธ์อันดี หากญี่ปุ่นพิจารณาแล้วว่า การโจมตีนั้นกระทบกับสถานการณ์การอยู่รอดของประเทศ

 

หากแต่การช่วยเหลือทางการทหารของญี่ปุ่น ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ

 

1. กระทบต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival Threatening Situation)
2. ไม่มีหนทางอื่นแล้ว
3. ใช้กำลังต่ำสุดเท่าที่จำเป็น เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

 

เมื่อถามถึงแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า วาระดังกล่าวอยู่ในทางการเมืองญี่ปุ่นมานานถึง 10 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลอาเบะ และจากฉันทมติที่เคยเป็นเรื่อง ‘ต้องห้าม’ ในทางการเมืองญี่ปุ่น ตอนนี้เริ่มมีหลายพรรคการเมืองที่เห็นพ้องกับพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) เพราะแนวคิดเริ่มโน้มเอียงไปกับฝ่ายขวา อย่างพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin)

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีเสียงมากขึ้นในทางการเมือง แต่ อ.ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยมติเสียงข้างมากเป็นพิเศษ (Supermajority) คือ 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งบริบททางการเมืองตอนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ฉะนั้นหากรัฐบาลทาคาอิจิอยากจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ก็คงต้องเจรจากันครั้งใหญ่ และระยะยาว

 

อนึ่ง ผลสำรวจจาก Asahi Shimbun ในต้นปี 2025 ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นเห็นด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 53% ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 35% ซึ่งจำนวนผู้ต่อต้านลดลงถึง 4% จากเดิมคือ 39% ในปีก่อนหน้านี้

 

สถานการณ์จะเดินไปในทางไหน

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ มองว่า ความขัดแย้งน่าจะยืดเยื้อไปอีก โดยท่าทีของจีนคือ ‘การเชือดไก่ให้ลิงดู’ ซึ่งเป็นการเตือนไต้หวันและชาติอื่นๆ ไปในตัวว่า แม้ผู้ญี่ปุ่นหลุดพูดเช่นนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในภาคการเมือง แต่รวมถึงภาคประชาชน ซึ่งมีกระแสชาตินิยมเข้ามาผสมโรงด้วย

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปรียบเทียบว่า สถานการณ์จีน-ญี่ปุ่น อาจจะตึงเครียดเหมือนกับสมัยของ สีจิ้นผิง – อาเบะในปี 2012 จากปมข้อพิพาทเกาะเซ็งกากุ/เตียวหยู ซึ่งทำให้ 2 ประเทศมองหน้ากันไม่ติดเป็นเวลานาน ก่อนสถานการณ์มาคลี่คลายในระยะหลัง

 

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่า ญี่ปุ่นเองก็คงไม่ยอมถอย ในแบบที่จะขอโทษขอโพยอะไรกับจีนขนาดนั้น เพราะญี่ปุ่นต้องแสดงให้เห็นเหมือนกันว่า สิ่งที่ตนเองพูดมีหลักการสนับสนุนอยู่

 

“เพราะญี่ปุ่นวางเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า ถ้าจีนบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นไม่ยอม ซึ่งญี่ปุ่นไม่ได้บอกว่า เรากำลังสนับสนุนไต้หวันให้ประกาศเอกราช แต่มันเป็นการวางเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ก็อาจจะทำให้ญี่ปุ่นต้องคิดใช้กำลังแทรกแซง”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังเสริมอีกว่า ท่าทีของญี่ปุ่นคือยุทธศาสตร์ป้องปราม โดยหากญี่ปุ่นประนีประนอมกับจีนมากเกินไป ก็จะทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ขณะที่กระแสชาตินิยมก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ถ้ารัฐบาลหรือทาคาอิจิทำตัวนอบน้อมกับจีน ก็จะได้รับผลกระทบจากเสียงต่อต้านของประชาชน

 

สำหรับประเด็นด้านผลกระทบ ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเด็นไต้หวันกระทบกับทุกฝ่าย เช่น ไทยและอาเซียน เช่น ไทยก็มีแรงงานในไต้หวันจำนวนไม่น้อย ขณะที่ท่าทีของจีนกำลังเตือนทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นเปรียบเปรยว่า การเข้าหาไต้หวันก็เหมือนกับการเลือกข้างอยู่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนไต้หวัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นภาพสะท้อนให้กับประเทศเล็กๆ ในเอเชียอย่างอาเซียนในการรับมือวิกฤตดังกล่าว

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยังทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่รับมือการแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยในรายงานการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นปี 2024 ที่ใช้ชื่อว่า New Era of Crisis หรือ ยุคแห่งวิกฤตใหม่ระบุว่า การแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะทำให้โลกแบ่งขั้วมากขึ้น โดยประเทศเล็กที่พึ่งพิงชาติเหล่านี้ ต้องเผชิญกับ ‘ทางสองแพร่ง’ ว่า จะอยู่ข้างใคร

 

ภาพ: Eugene Hoshiko / Reuters

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก https://thestandard.co/japan-first-female-prime-minister/ Tue, 14 Oct 2025 05:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1130179 New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และ […]

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และหญิงเหล็ก คือหลากคำนิยามตัวตนของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งญี่ปุ่น หลังใช้ระยะเวลาเกือบ 5 ปี ในการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (LDP) หรือผู้นำประเทศคนใหม่โดยพฤตินัย ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกเธออย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

 

ท่ามกลางความปีติยินดีว่า ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ระดับเข้มข้นอย่างญี่ปุ่น กำลังจะได้นายกฯ หญิงคนแรกอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ยังมีความท้าทายที่ทาคาอิจิต้องเผชิญในเก้าอี้นายกฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ภารกิจกอบกู้ความแตกแยกภายในพรรค LDP ที่ผู้นำหลายคนล้มเหลวมานับต่อนับ

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของญี่ปุ่นว่า เพราะเหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำ รวมถึงประมวลความท้าทายและก้าวต่อไปสังคมญี่ปุ่นนับต่อจากนี้คืออะไรบ้าง

 

ความสามารถ ความไว้วางใจ และความเป็น ‘ผู้ชาย’ คือเหตุผลทำให้ทาคาอิจินั่งเก้าอี้ผู้นำ

 

“แทนที่จะรู้สึกความสุข ฉันรู้สึกว่า มันยากมากกว่าจะมาถึงจุดนี้”

 

เป็นคำพูดของทาคาอิจิในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลังจากวนเวียนในสังเวียนเก้าอี้ผู้นำ LDP ตั้งแต่ปี 2021 หรือคิดเป็นระยะเวลานานถึง 5 ปี เธอต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กับผู้ชายในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ฟุมิโอะ คิชิดะ และ ชิเงรุ อิชิบะ จนมาถึงวันนี้ ทาคาอิจิสามารถเอาชนะ ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตรญี่ปุ่น ในการลงคะแนนเสียงรอบสองไปที่คะแนน 185 โหวต ต่อ 156 โหวต

 

นับได้ว่าความพยายามอยู่คู่กับทาคาอิจิมาตลอด หากย้อนดูเส้นทางการเมืองของเธอ โดยเริ่มจากการท้าชิงตำแหน่ง สส. ในนามผู้สมัครอิสระจากเขตนารา (Nara) ในปี 1992 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งปีถัดมา เธอได้รับเลือกเป็น สส. ครั้งแรก และทำงานร่วมกับ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกฯ จากพรรค LDP ผู้ล่วงลับอย่างใกล้ชิด

 

แม้ในปี 1994 ทาคาอิจิเข้าร่วมพรรคก้าวหน้าใหม่ (New Frontier Party) แต่เวลาของเธอกับพรรคนี้สั้นมาก เพราะต่อมาในปี 1996 เธอได้เข้าร่วมกับพรรค LDP และอยู่ในฝ่ายสนับสนุนอาเบะ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญตลอดทั้ง 2 ทศวรรษ ได้แก่ 

 

  • รัฐมนตรีกระทรวงกิจการโอกินาวา และดินแดนทางตอนเหนือ
  • หัวหน้าของสภาวิจัยนโยบายหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
  • รัฐมนตรีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่ทาคาอิจิได้รับความไว้วางใจ และแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่หรือนักการเมืองชายในพรรค LDP เพราะเธอมีความสามารถ ประสบการณ์การทำงาน และมีความอาวุโส แม้จะมีตัวเก็งสูสีก็ตาม

 

“เราอาจจะคิดว่า เธอเป็นผู้หญิง และพรรค LDP ไม่พร้อมมีนายกฯ หญิง ก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ เพราะทุกครั้งที่ทาคาอิจิพลาดชิงตำแหน่ง หรือตกรอบชิง ก็จะมีข้อโต้แย้งว่า เธอขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะเป็นผู้หญิง”

 

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร ธีวินท์มองว่า สถานการณ์ตรงนี้ ‘ก้ำกึ่ง’ แม้ทาคาอิจิเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี โดยเธอยังคงจะดำเนิน ‘แบบแผน’ (Playbook) ของพรรค LDP ที่รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้

 

มิกิโกะ เอโตะ (Mikiko Eto) ศาสตราจารย์ด้านเพศสภาพและการเมืองจาก Hosei University ตั้งข้อสังเกตกับ TIME ไว้ว่า ทาคาอิจิมีบุคลิกและวางตัวเหมือน ‘ผู้ชาย’ ซึ่งมักแสดงท่าทีต่อต้านประเด็นเรื่องเพศสภาพและกระแสสตรีนิยม ต่างจาก โยโกะ คามิคาวะ (Yoko Kamikawa) รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศหญิงวัย 71 ปี ที่เป็นดาวเด่นในพรรค และมีนโยบายเป็นมิตรกับผู้หญิงมากกว่า

 

เช่นเดียวกับ เจฟฟ์ คิงสตัน (Jeff Kingston) ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาและประวัติศาสตร์จาก Temple University ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า ทาคาอิจิไม่เคยมีประวัติด้านบวกกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ นโยบายครอบครัว หรือแม้แต่การเสริมสร้าง (Empowerment) พลังหญิง

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิมีภาพลักษณ์ ‘หญิงเหล็ก’ ในหน้าสื่อ จากบุคลิกดุดันและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น การเป็นอดีตมือกลองวงเฮฟวีเมทัล และผู้คลั่งไคล้รถ ขณะที่ด้านการดำเนินนโยบายทางการเมือง ทาคาอิจิสนับสนุนประเด็นด้านความมั่นคง บทบาทของกองทัพที่เข้มแข็ง และต่อต้านนโยบายรับผู้อพยพ สมรสเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงกฎมณเทียรบาลที่ให้ผู้หญิงขึ้นเป็นกษัตริย์ รวมถึงไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เลือกใช้นามสกุลเองได้

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทาคาอิจิจะละทิ้งนโยบายสำหรับผู้หญิงทั้งหมด เพราะเธอสนับสนุนสวัสดิการรักษาสุขภาพผู้หญิง และการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค LDP เป็นทุนเดิม หากแต่เน้นย้ำบทบาทสตรีในฐานะ ‘แม่’ และ ‘ภรรยา’ ที่ดี

 

นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังให้คำมั่นสัญญาว่า จะเพิ่มจำนวนรัฐมนตรีหญิงในคณะรัฐมนตรีของเธอ หากแต่นักวิเคราะห์จาก AP มองว่า แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเธอต้องแสดงความ ‘ภักดี’ ต่อผู้ชายที่มีอิทธิพลในพรรค ซึ่งมีผลต่อการนั่งเก้าอี้ผู้นำระยะยาว

 

สังคมญี่ปุ่นมองการได้นายกฯ หญิงอย่างไรบ้าง

 

แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า การมาของทาคาอิจิไม่ได้ช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในสังคมญี่ปุ่นให้ดีขึ้น แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็น ‘นิมิตหมายใหม่’ อันดี ถือเป็นก้าวแรกที่ญี่ปุ่นยอมรับให้ผู้หญิงเป็นผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะหากเทียบกับ 10-20 ปีก่อน ที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

“ก็ต้องยอมรับว่า สังคมญี่ปุ่นมีการถกเถียง และเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมพอสมควร เป็นการสั่งสมความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่ยอมรับให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจของอาเบะที่ให้ผู้หญิงได้ ‘เฉิดฉาย’ โดยพยายามดึงแรงงานสตรีที่แฝงอยู่ในสังคม เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ (Womenomics) มากขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า หากประเมินจากกระแสโซเชียลฯ ของญี่ปุ่น ความเห็นของผู้คนก็ยังอยู่ในระดับก้ำกึ่ง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ทาคาอิจิเป็นนายกฯ

 

“ถ้าดูจากเสียงในโซเชียลมีเดียของคนญี่ปุ่น เขาก็ให้ความคิดเห็นในลักษณะก้ำกึ่ง จนถึงเชิงต่อต้านด้วยซ้ำว่า ทาคาอิจิเป็นผู้หญิงก็จริง แต่อย่าคิดว่า มันจะทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น”

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังระบุว่า ภายในพรรค LDP ก็ยังมีการต่อสู้กระแสธารทางความคิดอยู่ ซึ่งเราอาจจะเห็นปรากฏการณ์นี้ภายในพรรคมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมญี่ปุ่น ที่ยังไม่เปิดกว้างความเท่าเทียมทางเพศ และมีความท้าทายต่อบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ทางสังคมอยู่

 

อนึ่งน่าสนใจว่า ผลสำรวจจาก Pew Research Center ในปี 2023 ระบุว่า คนญี่ปุ่นถึง 86% เชื่อว่า ผู้หญิงและผู้ชายต่างก็เป็นผู้นำที่ดีได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

 

อย่างไรก็ดี เอโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า สำหรับพรรค LDP ผู้หญิงเป็นเพียงไม้ประดับเชิง ‘สัญลักษณ์’ เท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์เหยียดเพศในหน้าการเมืองปี 2021 หลัง โทชิฮิโระ นิไค (Toshihiro Nikai) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เสนอให้ผู้หญิงเข้าไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้ ตราบใดที่พวกเธอ ‘เงียบ’ ไม่แสดงความคิดเห็นอะไร

 

ขณะที่ ฮิโรโกะ ทาเคดะ (Hiroko Takeda) อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์จาก Nagoya University วิเคราะห์ว่า LDP เป็นโลกคู่ขนานของญี่ปุ่น โดยมองตำแหน่งทางการเมืองเป็น ‘การสืบทอด’ ภายในตระกูล ทำให้ผู้หญิงมักไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญมากนัก

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสถิติรั้งท้ายด้านความเท่าเทียมทางเพศในกลุ่มประเทศ G7 คือ 118 ประเทศจาก 148 ประเทศ ขณะที่ในปี 2021 มีเพียงผู้หญิงญี่ปุ่น 13.2% ที่มีบทบาทในตำแหน่งผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศ OECD

 

ความท้าทายและก้าวต่อไปของญี่ปุ่น ในมือว่าที่นายกฯ หญิง

 

กล่าวได้ว่า การขึ้นมาเป็นนายกฯ หญิงคนแรก และคนใหม่ของญี่ปุ่น คือ ส่วนที่ง่ายที่สุดของทาคาอิจิในวันนี้ เพราะยังมีความท้าทายนับไม่ถ้วน ที่เธอต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดย ผศ. ดร. ธีวินท์ วิเคราะห์สิ่งที่ทาคาอิจิต้องทำหลังจากนี้ ได้แก่

 

  1. ภารกิจกอบกู้รอยร้าวพรรค LDP – ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังตั้งแต่การเลือกผู้นำครั้งที่ผ่านมา สะท้อนจากการมีแคนดิเดตถึง 9 คนที่เสนอตัวท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคปี 2024 ซึ่งปรากฏการณ์นี้บอกได้ว่า ภายในพรรค LDP แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ที่ต่างมีผู้สนับสนุนเป็นของตนเอง

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังเสริมประเด็นต่อว่า LDP มีความหลากหลายสูง ทั้งอุดมการณ์หัวก้าวหน้า กลาง และขวาจัด ดังนั้นภารกิจใหญ่ของทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้คนในพรรคอยู่ร่วมกันโดยไม่แตกแยก รวมถึงกระจายตำแหน่งผู้บริหารภายในพรรคด้วย

 

อนึ่ง วิกฤตศรัทธาพรรค LDP ยังเกิดขึ้นกับประชาชน จากข้อกล่าวหาว่านักการเมืองในพรรคซุกเงินระดมทุนไว้ใช้ส่วนตัว โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มก้อนของอาเบะ และเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลของคิชิดะมีคะแนนเสียงตกต่ำถึง 17% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

  1. ภาวะเสียงข้างน้อยในสภา ซ้ำเติมด้วยพันธมิตรเดิมถอนตัว – ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า โจทย์ของพรรค LDP และทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสถียรภาพ และผลักดันวาระสำคัญของตนเองได้ ขณะที่หลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ การถูกโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือล้มงบประมาณประจำปี

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดน่ากังวล หลังวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา พรรคโคเม (Komeito) พันธมิตรเก่าแก่ของ LDP ร่วม 25 ปี ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่พรรค LDP กำลังหันเหไปในแนวทางขวาจัดภายใต้ทาคาอิจิ ซึ่งขัดกับพรรคโคเมที่มีอุดมการณ์สายกลาง-เอียงซ้าย และยึดแนวทางสันตินิยม เช่น การไม่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถกลับมาใช้กำลัง เข้าร่วมสงครามได้ตามปกติ รวมถึงการมีกองทัพเป็นของตนเอง

 

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หมายเหตุไว้ว่า สาเหตุที่ต้องเรียกทาคาอิจิว่า ‘ขวาจัด’ เพราะเธอมีแนวทางเดียวกับอาเบะ คือ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกว่า ทหารเหล่านี้คืออาชญากรสงครามที่รุกราน และเข่นฆ่าผู้คนมากมาย การไปสักการะบุคคลเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนว่า ผู้นำญี่ปุ่นไม่รู้สึก ‘สำนึกผิด’ ต่อเหตุการณ์ในอดีต

 

ทั้งนี้ ผศ. ดร. ธีวินท์คาดว่า วิธีการจัดการปัญหาเสียงข้างน้อยของพรรค LDP มี 2 วิธี คือ

 

  1. ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งฉับพลัน (Snap Election) ซึ่งเป็นการเดินหมากรูปแบบเดียวกันกับอิชิบะ โดยช่วงชิงความนิยมของประชาชนในช่วงแรก หรือ Honeymoon Period
  2. หาพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลให้เสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเต็งโผคือพรรคที่ได้คะแนนเสียงรองลงมา คือ พรรค DPP (Democratic Party for the People) 28 เสียง และพรรคนิปปอนอิชิน (Nippon Ishin) ที่มี 38 เสียง แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็นเรื่องยากมากที่ LDP จะได้เสียง 2 พรรคมาร่วมรัฐบาล

 

อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีแนวโน้มที่สถานการณ์อาจ ‘พลิก’ ทำให้ญี่ปุ่นไม่ได้นายกฯ หญิงคนแรก

 

ทั้งนี้ Nikkei Asia และ Bloomberg รายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) พรรคแกนนำฝ่ายค้าน กำลังวางแผน ‘จัดตั้งรัฐบาลผสม’ แข่งกับพรรค LDP พร้อมเสนอชื่อของ ยูจิโร ทามากิ (Yuichiro Tamaki) หัวหน้าพรรค CDP เป็นนายกฯ พร้อมเปิดกว้างเจรจากับพรรคนิปปอนอิชิน และพรรค DPP หากแต่ติดที่ประเด็นความแตกต่างด้านนโยบายและอุดมการณ์

 

  1. วิกฤตเงินเฟ้อในภาคเศรษฐกิจ – ขณะนี้ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงในรอบ 10 ปี ทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนต่ำลง โดย ผศ. ดร. ธีวินท์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลของทาคาอิจิมีนโยบายอัดฉีดการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็เป็นแนวทางของ LDP ในทุนเดิม
  2. ปัญหาการต่อต้านผู้อพยพ – ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ปัญหานี้เป็นภาวะเรื้อรัง เพราะแต่เดิม ญี่ปุ่นไม่ได้มีชื่อเสียงดีในด้านภาพลักษณ์เป็นมิตรกับคนต่างชาติ แต่ด้วยภาวะสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดต่ำ ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือกนัก ผู้อพยพและคนต่างชาติจึงเป็นกำลังสำคัญในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

สำหรับในหน้าการเมืองญี่ปุ่น พรรคซันเซโตะ (Sanseito) ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสนับสนุนนโยบายต่อต้านผู้อพยพ โดยใช้สโลแกน ‘คนญี่ปุ่นต้องมาก่อน’ (Japanese First) และเชื่อว่า คนต่างถิ่นเข้ามาทำลายเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมญี่ปุ่น

 

  1. ความท้าทายด้านการต่างประเทศ – ผศ. ดร. ธีวินท์ระบุว่า เรื่องหลักของการต่างประเทศญี่ปุ่น คือ การรักษาพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในฐานะเสาหลักด้านความมั่นคง เพื่อรักษากลไกป้องปราม (Deterrence) จากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 แม้ว่า การขึ้นมาของทรัมป์ แปรเปลี่ยนให้มหามิตร ดู ‘เอาแต่ใจ’ ซึ่งญี่ปุ่นก็ต้องประนีประนอมกับสหรัฐฯ ต่อไป

 

“ญี่ปุ่นก็มองพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐ เป็นเสาหลักในการรักษาเสถียรภาพและความสงบในพื้นที่ เพื่อที่จะป้องปรามไม่ให้จีนกระทำบุ่มบ่าม หรือว่าใช้กำลังในเรื่องต่างๆ ”

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก อาจกลับมาร้าวฉานอีกครั้ง โดยพูดถึงประเด็นการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่มักถูกท้วงติงจากจีนและเกาหลีใต้ ประเทศคู่กรณีเสมอ

 

‘ญี่ปุ่น’ โอกาสของไทยในวิกฤตไทย-กัมพูชา

 

แต่ในเรื่องดีที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน คือ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า ญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียนไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีข้อพิพาททะเลจีนใต้กับจีน เช่น ญี่ปุ่นเคยส่งเรือปลดระวางให้ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ยิ่งกว่านั้น ไทย-ญี่ปุ่นสามารถร่วมมือประเด็นความมั่นคงกันได้มากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยและญี่ปุ่นมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนอาวุธ หรือ Defense Equipment Transfer

 

“ผมคิดว่าเป็นโอกาสของไทย ซึ่งก็เหมาะกับญี่ปุ่นด้วย เพราะญี่ปุ่นก็คงอยากจะสานสัมพันธ์ประเด็นด้านความมั่นคง เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณว่า มีหลายประเทศที่อยู่ข้างญี่ปุ่น และไม่อยากเห็นจีนสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาค”

 

ภาพ: YUICHI YAMAZAKI / Reuters

อ้างอิง:

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น หลัง ‘ชินโซ อาเบะ’ ถูกยิงขณะกล่าวสปีช | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow080765-2/ Fri, 08 Jul 2022 08:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=651915

LIVE: วิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น หลัง ‘ชินโซ อาเบะ’ ถูกยิ […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น หลัง ‘ชินโซ อาเบะ’ ถูกยิงขณะกล่าวสปีช | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

LIVE: วิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น หลัง ‘ชินโซ อาเบะ’ ถูกยิงขณะกล่าวสปีช

 

THE STANDARD NOW ชวนคุณคุยกับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเหตุลอบยิง ‘ชินโซ อาเบะ’ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะกำลังกล่าวสปีชในเมืองนารา เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองญี่ปุ่น และการลอบยิงครั้งนี้จะเกี่ยวโยงและส่งผลถึงการเมืองโลกหรือไม่?

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ 8 กรกฎาคม เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: วิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น หลัง ‘ชินโซ อาเบะ’ ถูกยิงขณะกล่าวสปีช | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>