ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธิติฏฐ์-ทัศนาขจร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Mar 2026 14:04:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปผล Asia’s 50 Best Restaurants 2026: Gaggan คว้าอันดับ 3 ในเอเชีย และร้านอาหารดีที่สุดในไทย https://thestandard.co/life/asia-50-best-restaurants-gaggan-thailand/ Wed, 25 Mar 2026 14:04:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1191368 ภาพรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants 2026 พร้อมโลโก้ร้าน Gaggan ที่ได้รับอันดับ 3 ของเอเชียและอันดับ 1 ของไทย

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Resta […]

The post สรุปผล Asia’s 50 Best Restaurants 2026: Gaggan คว้าอันดับ 3 ในเอเชีย และร้านอาหารดีที่สุดในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants 2026 พร้อมโลโก้ร้าน Gaggan ที่ได้รับอันดับ 3 ของเอเชียและอันดับ 1 ของไทย

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants 2026 จากฮ่องกง และปีนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ลุ้นกันสนุกมาก หลังจากปี 2025 ที่เมืองไทยเคยพีกสุดด้วยจำนวนร้านที่ติด Top 50 มากถึง 9 ร้าน

 

สำหรับปี 2026 ประเทศไทยยังคงมีร้านอาหารติดอันดับ Top 50 มากเช่นเคย โดยปีนี้ทำสถิติเท่าเดิมคือ 9 ร้าน แต่เปลี่ยนลำดับมี Re-Entry และ New Entry ที่เพิ่งเข้าลิสต์มาด้วย สะท้อนให้เห็นว่าร้านอาหารจากไทยยังยืนระยะได้ดีบนเวทีระดับเอเชีย และเหล่านี้คือร้านอาหารไทยที่ติดอันดับ Top 50 ปี 2026

 

◾Gaggan (#3)

 

◾Nusara (#5)

 

◾Gaggan at Louis Vuitton (#8)

 

◾Sorn (#12)

 

◾Sühring (#18)

 

◾Potong (#25)

 

◾Ms.Maria & Mr.Singh (#27, Re-entry)

 

◾Le Du (#36)

 

◾Wana Yook (#47, New Entry)

 

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มอันดับ 51–100 ปีนี้ ไทยมีร้านติดทั้งหมด 5 ร้าน ได้แก่

 

◾Baan Tepa (#53 และ Sustainable Restaurant Awards)

 

◾Samrub Samrub Thai (#67)

 

◾Côte by Mauro Colagreco (#91)

 

◾Gaa (#95)

 

◾Haoma (#96)

 

นอกจากนี้ Baan Tepa ยังได้รับรางวัลพิเศษ Sustainable Restaurant Award ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และ ‘เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร’ ได้รับรางวัลพิเศษ ‘Chef’s Choice Awards’ ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการโหวตโดยเชฟนานาชาติ สะท้อนการยอมรับจากคนในวงการอย่างแท้จริง

 

ภาพรวมของปีนี้ #TeamTailand ยังคงครองตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่น มีร้านที่กลับเข้าลิสต์อีกครั้ง และร้านใหม่ที่เพิ่งเข้าลิสต์ครั้งแรก ซึ่งแสดงถึงบทบาทร้านอาหารไทยที่ยังยืนอยู่บนเวทีระดับเอเชียได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่ขยายตัวไปสู่เมืองใหม่ๆ มากขึ้น ส่วนใครที่อยากดูลิสต์ฉบับเต็มเข้าไปดูได้ที่ www.theworlds50best.com

 

 

The post สรุปผล Asia’s 50 Best Restaurants 2026: Gaggan คว้าอันดับ 3 ในเอเชีย และร้านอาหารดีที่สุดในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
TASTE: ‘หลานยายนุสรา’ ร้านอาหารไทยสูตรคุณยายกับวัตถุดิบตามใจหลาน โดยเชฟต้น ธิติฏฐ์ https://thestandard.co/lahnyai-nusara/ Wed, 24 Nov 2021 15:42:53 +0000 https://thestandard.co/?p=563780 หลานยายนุสรา

สมมติว่าคุณโตมากับแม่หรือยายที่ทำอาหาร และท่านเปรียบเหม […]

The post TASTE: ‘หลานยายนุสรา’ ร้านอาหารไทยสูตรคุณยายกับวัตถุดิบตามใจหลาน โดยเชฟต้น ธิติฏฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลานยายนุสรา

สมมติว่าคุณโตมากับแม่หรือยายที่ทำอาหาร และท่านเปรียบเหมือนคุณครูคนแรกที่สอนสูตรอาหารไทยต่างๆ ให้คุณทำตาม มันจะต้องมีบ้างบางครั้งที่เราลองดัดแปลง ใส่อะไรแปลกๆ หรือเปลี่ยนวัตถุดิบ ที่ต่อให้จะขัดใจครูผู้สอนไปบ้าง แต่ตามใจเราแน่ๆ สถานการณ์ที่ว่านี้คือฉากที่เราว่าสามารถอธิบายเรื่องราวเบื้องต้นของ ‘หลานยายนุสรา (Lahnyai Nusara)’ ได้อย่างชัดเจน 

 

 

หลานยายนุสรา คือ Chef’s Table ร้านใหม่ล่าสุดของเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ห้องอาหารขนาด 14 ที่นั่งห้องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Baan Turtle คฤหาสน์หลังใหญ่ในซอยสวนพลู 2 ที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารที่ประกอบไปด้วย M Krub, Keller และล่าสุดกับหลานยายนุสรา 

 

จากที่เกริ่นถึงบรรยากาศสมมติไปข้างต้น หลานยายนุสราเป็นคอนเซปต์ที่ต่อยอดมาจาก ‘นุสรา’ Chef’s Table ในย่านท่าเตียน ที่เชฟต้นอุทิศให้กับอาหารไทยสูตรของยายของเชฟ โดยที่นุสราจะให้ความสำคัญกับสูตรดั้งเดิมและวัตถุดิบไทยเท่านั้น ในขณะที่เมื่อมาเป็นหลานยายแล้ว วัตถุดิบที่เลือกใช้จะมีความเป็นอิสระมากขึ้น คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่น่าอยู่ในอาหารไทยได้มาอยู่ในมื้ออาหารที่นี่ ความสนุกมันก็เลยเกิดขึ้นจากการลุ้นว่าวัตถุดิบตามใจหลานที่ว่าจะมีอะไรบ้าง เพราะเป็นหลานยายก็เลยจะทำอะไรก็ได้นั่นเอง 

 

 

หนึ่งมื้อที่หลานยายนุสราประกอบด้วยอาหารทั้งหมด 14 คอร์ส และเช่นกันกับที่ร้านแรก เชฟต้นเลือกเสิร์ฟของว่างและซุป ก่อนไล่เรียงน้ำพริก แกง และจานหลักมาพร้อมกันในรูปแบบสำรับ ที่มีทั้งจานแยกและส่วนที่แชร์กัน 

 

 

เริ่มต้นกันที่ ‘เบิกโรง’ หรือของว่างกินเล่น 3 คำ ในเซ็ตนี้เราได้เห็นกระทงทองสอดไส้มูสต้นหอมและเสริมความเค็มด้วยคาร์เวียร์ ถัดมาเป็นขนมทองพลุ ที่ใช้แป้งชูว์ด้านนอกสอดไส้กะหรี่ไก่ ปิดท้ายด้วยขนมเบื้องจำแลง ที่มีทั้งไข่กุ้งและมันกุ้ง  

 

 

แตงโมปลาแห้งถูกเล่นกับวัตถุดิบและรสชาติอย่างสนุกสนาน คำนี้ถูกวางมาเป็น 5 เลเยอร์ ทั้งแตงโม วุ้นแตงโม วุ้นดาชิ วุ้นส้มซ่า โรยด้วยปลาแห้งและไข่ปลาอิคุระ ถัดมาเป็นจานไข่ตุ๋น ที่เป็นการผสมผสานระหว่างหลนแบบไทยๆ กับไข่ตุ๋นแบบญี่ปุ่น (Chawanmushi) ตักขึ้นมาจะเจอกับเนื้อปู และท็อปด้วยคาร์เวียร์ ต่อด้วยกุ้งแช่น้ำปลาเสิร์ฟเย็นกับมะระลวก มะระหวาน และเกสรชมพู่มะเหมี่ยว สุดท้ายปิดเซ็ตโหมโรงแห่งรสชาติ (Prelude) ด้วยต้มจิ๋วไทยๆ ที่ใช้มัน 3 สีและหอยเป๋าฮื้อที่นำไปนึ่งในคอมบุก่อน  

 

 

เข้าสู่สำรับหลัก เราขอเริ่มด้วยน้ำพริก 2 ชนิด ภาพทางซ้ายคือน้ำชุบหยำ หรือน้ำชุบโจรที่เราคุ้นเคยกันดี เชฟต้นเล่าให้ฟังว่าน้ำชุบหยำมักจะใสและไม่ค่อยเกาะผักเวลาจิ้ม เลือกเลือกใช้สูตรอย่างต้นตำรับ แต่ปรับด้วยการนำกะปิ ครีม และกะทิ มาฉีดเป็นโฟม ก้อนคลุกกับส่วนผสมอื่นให้รสสัมผัสที่หนาขึ้นจริงและรสยังจัดจ้านเหมือนเดิม น้ำชุบหยำเสิร์ฟมากับน้ำพริกถั่วลิสงสูตรนุสรา พริกน้ำปลา แกล้มด้วยผักมากมาย

 

 

ที่ขาดไม่ได้คือ กะเพราเนื้อวากิวแบบนุสรา ที่เชฟต้นเลือกใช้เนื้อวากิว พริกถึง 4 ชนิด ผัดกับใบกะเพราแดง เผ็ดเช่นเคย แม้จะเป็นหลานก็ไม่เผ็ดน้อยลง

 

 

หลานยายเสิร์ฟแกง 2 ชนิด เริ่มจากแกงระแวงที่ใช้เนื้อสันคอหมูย่าง แกงระแวงคล้ายๆ ว่าจะเป็นลูกครึ่งระหว่างพะแนง แต่ใช้พริกแกงเขียวหวานเลยออกสีไปทางเขียวหวานที่น้ำขลุกขลิก ส่วนแกงถัดมาคือแกงนางลอย ที่เชฟต้นใช้เป็ดดรายเอจ เสิร์ฟส่วนอกแยกจากส่วนสะโพกที่นำไปกงฟี ยัดใส่พริกหยวกแล้วย่างก่อนเสิร์ฟในแกงให้กินด้วยกัน 

 

 

ปิดจบด้วยของหวานอย่างช่อผกากรองน้ำกะทิ ตัวช่อผกาสอดไส้ด้วยมะพร้าวคาราเมล ทานกับเนื้อมะพร้าวอ่อน น้ำกะทิอุ่นๆ น้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ที่สำคัญจานนี้ให้เลือกเพิ่มทรัฟเฟิลสไลซ์ได้ด้วย หากอยากลองดูว่าขนมไทยน้ำกะทิกินกับทรัฟเฟิลสไลซ์จะเป็นอย่างไร อย่าลืมบอกขอเพิ่มทรัฟเฟิลด้วยได้เลย 

 

 

นอกเหนือจาก Le Du ที่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่ประสบความสำเร็จบนเวทีโลกมากที่สุดร้านหนึ่งแล้ว ‘นุสรา’ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ก็ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก และยังสามารถติดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียลำดับที่ 20 จากเวที่ Asia’s 50 Best Restaurants 2021 

 

สำหรับหลานยายนุสรา ตอนนี้เปิดให้บริการจองได้แล้วแบบ 14 คอร์ส ราคา 3,590 บาท และเช่นเดียวกับนุสรา คุณสามารถปิดจองไพรเวตได้ตั้งแต่ 2-14 คนตาม Capacity ของร้านด้วยนะ (จองปิดกำหนด Minimum Spend เท่ากับ 60,000 บาท)  

 

หลานยายนุสรา 

Address: Baan Turtle, สวนพลูซอย 2 

Budget: 3,590/ท่าน 

Contact: 06 2242 5966

WEB: https://www.facebook.com/lahnyainusara

MAP: 

 

 

The post TASTE: ‘หลานยายนุสรา’ ร้านอาหารไทยสูตรคุณยายกับวัตถุดิบตามใจหลาน โดยเชฟต้น ธิติฏฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ เมนูเปลี่ยนของไหว้เป็นของอร่อย โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร https://thestandard.co/chef-ton-change-offering-into-delicious-meal/ Fri, 12 Feb 2021 15:30:38 +0000 https://thestandard.co/?p=453855 ‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ เมนูเปลี่ยนของไหว้เป็นของอร่อย โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร

เสน่ห์อีกอย่างที่มากับวันตรุษจีน (และจริงๆ แล้วก็แทบจะท […]

The post ‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ เมนูเปลี่ยนของไหว้เป็นของอร่อย โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ เมนูเปลี่ยนของไหว้เป็นของอร่อย โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร

เสน่ห์อีกอย่างที่มากับวันตรุษจีน (และจริงๆ แล้วก็แทบจะทุกเทศกาล) คือเมนูอาหารต่างๆ ที่บางบ้านมีสูตรเด็ดเป็นผัดหมี่ บางบ้านคุณแม่และอาม่าเชี่ยวชาญในการปรุงหมูต้ม หมูกรอบ ซึ่งอีกหนึ่งความท้าทายคือ ‘ไก่ต้ม’ เมนูมงคลที่ทุกบ้านนิยมซื้อมาเป็นของไหว้ในทุกปี ซึ่งเมื่อไหว้เรียบร้อย หลายๆ บ้านจะนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆ ซึ่งด้วยความที่ใช้ไก่เป็นตัว ก็ทำให้นำมาปรุงอาหารไปได้หลายมื้อจนหายอยากกันไปเลยทีเดียว 

 

ปีนี้ THE STANDARD POP จึงชวน เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง Ledu ร้าน Baan Restaurant “Thai Family Recipe”  นุสรา  และผัดไทยบาร์ เมรัย มาแชร์สูตรของที่บ้าน ว่าถ้าหากประสบปัญหาหมดมุขกับการปรุงไก่ต้มแบบเดิมๆ แล้ว เราสามารถนำไก่ต้มไปทำเป็นเมนูอะไรได้อีกบ้าง 

 

สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้จากการไปเยี่ยมเยือนทุกร้านอาหารของเชฟต้นคือ ความผูกพันกับอาหารของเขาเริ่มต้นขึ้นจากที่บ้าน หลายๆ สูตรของเชฟมาจากครอบครัวของเชฟ เช่นเดียวกับสูตร ‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ ที่จากชื่อก็เล่าเรื่องราวได้อย่างดี แถมยังทำตามง่าย เป็นเมนูคอมฟอร์ตที่เหมาะสำหรับกินกับครอบครัวในเทศกาลตรุษจีน ที่เชฟต้นทิ้งท้ายว่า ‘อร่อยเหาะ’  

 

 

ส่วนผสม

  • ไก่ต้มสับ 
  • น้ำมันสำหรับทอด
  • ดอกเกลือ
  • น้ำปลาดี
  • ซีอิ๊ว 

 

วิธีทำ

  • นำไก่ต้มมาสับเป็นชิ้นเล็ก 
  • ทอดไก่สับในน้ำมันท่วมๆ ด้วยไฟอ่อน จนแห้งกรอบ 
  • กรองน้ำมันออกเหลือแต่ไก่ 
  • โรยดอกเกลือลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน 
  • เปิดไฟแรงอีกรอบ ใส่น้ำปลาดี และซีอิ๊วรอบๆ คนให้เข้ากัน 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘ไก่เค็มสูตรคุณปู่ต้น’ เมนูเปลี่ยนของไหว้เป็นของอร่อย โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นุสรา’ Chef’s Table ที่ใส่ความปัจจุบันในรสชาติไทยโบราณโดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร https://thestandard.co/nusara-chefs-table/ Wed, 10 Jun 2020 01:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=370729

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี ก่อนที่ธุรกิจร้านอาหารจะได้รับ […]

The post ‘นุสรา’ Chef’s Table ที่ใส่ความปัจจุบันในรสชาติไทยโบราณโดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี ก่อนที่ธุรกิจร้านอาหารจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เพิ่งได้เปิดประตูร้านอาหารน้องใหม่นาม Mayrai โดยรีโนเวตตึกเก่าในซอยท่าเตียนให้กลายเป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ขนาดย่อมที่มีเมนูไฮไลต์เป็นผัดไทยและเนเชอรัลไวน์ เราจำได้ว่าความตั้งใจตั้งแต่เริ่มต้นของเชฟในการเปิดประตูบ้านหลังนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงผัดไทยบาร์ แต่บริเวณชั้นสองของร้านถูกมอบบทบาทให้เป็นห้องอาหารไทยสไตล์ Chef’s Table นุสรา ซึ่งวางแผนจะเปิดให้บริการทีหลังในปีนี้ ซึ่งด้วยสถานการณ์ที่เราก็ทราบกันดีตั้งแต่ต้นปีทำให้การเปิดห้องอาหารใหม่ต้องถูกเลื่อนออกไปจนในที่สุด นุสรา ก็เปิดประตูต้อนรับนักชิมในวันแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา 

 

 

 

The Vibes: 

เชฟต้นตั้งใจตั้งชื่อ ‘นุสรา’ เพื่อต้องการ Tribute ร้านอาหารนี้ให้แก่คุณยายผู้ล่วงลับของเชฟ ในคอนเซปต์ที่ชวนให้ติดใจตั้งแต่แรกได้ยินคือเอาตำราอาหารไทยโบราณขึ้นมาเล่าใหม่ด้วยเทคนิคการทำอาหารในสมัยนี้ราวกับตำราอาหารเก่าแก่เหล่านั้นได้วิวัฒน์มาเรื่อยจนถึงยุคปัจจุบัน คำว่า ‘ไทยปัจจุบัน’ เป็นคำแรกที่นึกถึงหากจะต้องนิยามให้กระชับและเข้าใจง่าย ก่อนที่จะค้นพบว่ามันทำหน้าที่เพียงตีกรอบให้เห็นภาพมุมกว้าง และต้องอาศัยการตีความคำว่า ‘ปัจจุบัน’ จากเชฟต้นเข้ามาเสริมให้ชัดเพราะทีแน่ๆ อาหารทั้ง 12 จานในวันนี้ไม่ได้หน้าตาโมเดิร์นเช่นเดียวกับที่ Le Du และมันก็ไม่ได้ Casual เช่นเดียวกับที่ Baan หรือ Mayrai เองก็ตาม 

 

 

 

คำว่า ‘ปัจจุบัน’ เชฟต้นเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าจุดหนึ่งที่เขามองเห็นในอาหารไทยคือเรามักจะมีวิธีการปรุงเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม อาจจะด้วยคุณภาพของวัตถุดิบในสมัยก่อน หรือเหตุผลทางสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้เนื้อสัตว์มักถูกปรุงให้สุกมากไว้ก่อนถึงจะปลอดภัย จุดนั้นเองเลยทำให้ในเมื่อทุกวันนี้เรามีเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพหาได้ทั่วไป ทำไมจึงไม่ลองใช้เทคโนโลยีปัจจุบันในการเสริมส่วนนั้นเข้ากับสูตรดั้งเดิมดู และนั่นคือสิ่งที่คุณจะได้เห็นตลอด 12 คอร์สที่นุสรา ซึ่งนอกจากเชฟต้นแล้วหัวแรงสำคัญอีกสองคนของนุสราก็คือเชฟเล้ง-นิธิศ นิธิกัมพล และน้องชายของเชฟต้นเองอย่าง ตาม-ชัยสิริ ทัศนาขจร ที่เชฟย้ำว่านุสราจะขาดสองคนนี้ไปไม่ได้เลยทีเดียว 

 

 

แสร้งว่าปลาเก๋า (ซ้าย), แกงปูใบชะพลู (ขวา)

 

The Dishes: 

อาหารคอร์สของนุสราเริ่มจากของว่างหลายคำก่อนเสิร์ฟเมนคอร์สเป็นสำรับสำหรับแชร์กันอย่างสำรับอาหารไทย เริ่มจาก แสร้งว่าปลาเก๋า ที่เชฟหมักปลาเก๋ากับน้ำตาลเกลือ หั่นสไตล์ซาชิมิ ปรุงน้ำราดแบบแสร้งว่าแล้วบาลานซ์ด้วยขิง ต่อด้วย ยำปลาหมึก คำนี้ได้แรงบันดาลใจจากข้าวเกรียบปากหม้อ ที่สไลซ์ปลาหมึกเป็นแผ่นบางห่อเครื่องต่างๆ ทั้ง ตะไคร้ กระเทียมโทน และมะเขือเทศไว้ด้านในให้ทานได้คำเดียว    

 

ของว่างคำต่อมาเป็นการเปลี่ยนเมนูที่รักของหลายคนอย่างแกงปูใบชะพลูมาไว้ในคำเดียว ด้วยการเสิร์ฟใบชะพลูทอดกรอบราดด้วยแกงปูและไข่แมงดาที่เขาเรียกว่าคาเวียร์แบบไทยๆ คำต่อมา ยำไข่ปลาเรียวเซียว ใช้ไข่ปลาเรียวเซียวเม็ดโตดองกับน้ำปลาหวานเสิร์ฟกับมะม่วงเปรี้ยวและใบมินต์ 

 

 

อ่องปูนาอินทรีย์

 

ถ้าถามว่าประทับใจคำไหนเป็นพิเศษในเซตของว่างเรายกให้คำต่อไป อ่องปูนาอินทรีย์ แนม ข้าวมัน ที่หน้าตาเหมือนนิกิริอูนิ แต่ที่จริงคือข้าวมันหน้าอ่องปูนา ราดมากับซอสชิมิชูรีผักไทย กระเทียมกรอบ และใบมะกรูด 

 

ก่อนเข้าจานหลักเราเบรกด้วย ต้มข่าปลาสลิดฟู เชฟเลือกใช้สูตรโบราณที่คั่วพริก คั่วข่า ก่อนต้มกับน้ำซุปทำให้มีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น เราเริ่มสำรับด้วย คอหมูย่าง พริกแกงสด ที่ซูวีคอหมูก่อนย่างบนเตาถ่าน เสิร์ฟกับซอสพริกที่เติมไวน์แดงรีดักชัน และเพิ่มองุ่นแดงลงไปเพิ่มความสดชื่นตัดกับรสเผ็ดของพริก 

 

เชฟเลือกสูตรน้ำพริกเก่าแก่ที่เราหาทานได้ยากอย่าง น้ำพริกถั่วลิสง ในหมวดเครื่องจิ้ม เคียงกับผักสดและ หมูหวาน เนื้อหมูราชบุรีส่วนท้องเคี่ยวจนนุ่มเปื่อยกับซีอิ๊วดำ 

 

 

กะเพราเนื้อวากิว (ซ้าย), ต้มโคล้งปลาเก๋าดำ (ขวา)

 

เวลาคุยกับเชฟเรื่องความจัด ความเบาของรสอาหารไทย เชฟต้นไม่ได้ถูกจัดไว้ในหมวดเชฟที่ทำอาหารไทยไม่เผ็ด แต่นั่นเป็นเพราะบางอย่างที่มันควรเผ็ดเท่าไรเขาก็อยากให้มันเผ็ดเท่านั้น บางอย่างไม่ต้องเผ็ดมาก แต่บางอย่างถ้าไม่เผ็ดจะไม่อร่อย อย่างจานถัดไป กะเพราเนื้อวากิว จานนี้เชฟเลือกเนื้อออสเตรเลียนวากิวปรุงสุกระดับมีเดียมแรร์ มาผัดกะเพราที่เผ็ดจากพริก 4 ชนิด ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของนุสรา อันนี้ขอแอบเตือนก่อนว่าหากคุณไม่ทานเผ็ดควรแจ้งก่อนตั้งแแต่ตอนจอง 

 

จานสุดท้ายสำหรับสำรับเป็น ต้มโคล้งปลาเก๋าดำ ซึ่งปรับวิธีการทำใกล้เคียงกับการทำซุปราเมนญี่ปุ่นด้วยการต้มกระดูกปลาเก๋าลงไปด้วย และใช้ไฟแรงทำให้ได้กลิ่นที่ชัดยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อปลานำไปเอจก่อนสองวันก่อนสโมกและเซียร์ในกระทะก่อนเสิร์ฟ 

 

แตงโมปลาแห้งกับข้าวเหนียวมูน (ซ้าย), สาคูเผือกมะพร้าวอ่อน (ขวา) 

 

ของหวานจานแรกเสิร์ฟแตงโมปลาแห้งกับข้าวเหนียวมูน แต่ไฮไลต์ที่ชอบอยู่ในจานถัดไปที่เชฟเสิร์ฟ สาคูเผือกมะพร้าวอ่อน ที่เชฟเล่าว่าได้แรงบันดาลใจจาก Risotto and White Truffle เชฟเลือกใช้สาคูแท้จากพัทลุงกวนกับน้ำตาล ทานกับมะพร้าวอ่อน น้ำกะทิรสออกเค็ม เผือก และเกาลัดดิบ ที่ฝานบางซึ่งหน้าตาก็คล้ายทรัฟเฟิลจริงๆ แถมยังเข้ากันดีกับขนมอีกด้วย 

 

 

ในตอนนี้นุสราเปิดให้จองสำหรับกรุ๊ปเดียวขนาด 6-10 ท่าน ในราคา 1,990 บาทต่อท่าน หรือหากมาเป็นกรุ๊ปขนาดเล็ก อาจจะทำได้ตามค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ทางร้านกำหนด หรือถ้ามีกรุ๊ปเล็กจองในวันเดียวกัน ทางร้านสามารถจัดโต๊ะแยกและเว้นระยะห่างตามที่รัฐบาลกำหนดได้เช่นกัน จองได้ผ่าน @mayraibkk และ 08 1432 4050 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/nusarabkk/ 

 

อ่านรีวิว เมรัย ได้ที่ thestandard.co/mayrai/ 

 

Nusara นุสรา Thai Fine Cuisine

Open: วันพุธ-วันจันทร์ เวลา 17.00-21.00 น. 

Address: ซอยท่าเตียน ถนนมหาราช พระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 

Budget: 1,990 บาท

Contact: 08 1432 4050

Website: www.facebook.com/nusarabkk/

Map: 

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘นุสรา’ Chef’s Table ที่ใส่ความปัจจุบันในรสชาติไทยโบราณโดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าวซอยเนื้อวัว เลือกระดับความสุกตามใจชอบ https://thestandard.co/khao-soi-meat/ Thu, 16 Jan 2020 05:03:35 +0000 https://thestandard.co/?p=321204

ข้าวซอยเนื้อวัวไทยจานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากราเมน เมื […]

The post ข้าวซอยเนื้อวัว เลือกระดับความสุกตามใจชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้าวซอยเนื้อวัวไทยจานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากราเมน เมื่อเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร จากร้านอาหาร Le Du และ Baan อยากได้เมนูกินง่ายที่มาพร้อมชามร้อนๆ มีเนื้อสไลด์ติดมันวางอยู่ด้านบน เมื่อลูกค้าจุ่มเนื้อในน้ำซุปเล็กน้อย เนื้อจึงสุกกำลังดีในระดับมีเดียมแรร์ ที่ไม่สุกเกินไปจนแห้งเคี้ยวไม่อร่อย หรือดิบเกินจนบางคนไม่กล้ากิน และเมื่อหนีบชิ้นเนื้อสไลด์ขึ้น เราจะพบกับเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ที่นุ่ม ไม่เหนียวหนืด กินคู่กับเส้นตามแบบฉบับของข้าวซอยบ้านเรา 

 

นอกจากคุณภาพของเนื้อแล้ว น้ำซุปเองก็ต่างจากข้าวซอยทั่วไปที่เราเคยได้ลิ้มลองในกรุงเทพฯ เพราะข้าวซอยเนื้อของเชฟต้นเน้นหนักไปที่เครื่องเทศ ส่วนตัวน้ำซุปได้มาจากน้ำซุปโครงกระดูก ดังนั้นรสชาติหนักแน่นที่ได้จึงไม่ได้มาจากกะทิ ซึ่งบางครั้งค่อนข้างติดหวานและมันเลี่ยน แต่มาจากการเคี่ยวน้ำซุปเข้ากับเครื่องเทศจนได้ความหนืด สีของซุปจึงไม่ออกเหลืองหรือส้มเหมือนข้าวซอยที่เราเห็นกันอย่างชินตา 

 

ข้าวซอยเนื้อวัวจานนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการกินข้าวซอย ที่พรีเมียมด้วยวัตถุดิบที่ใช้ และกรรมวิธีในการทำ (รวมถึงวิธีการนำเสนอในชามที่ร้อนจัด) ซึ่งราคาอาจจะโดดไปจากข้าวซอยที่อื่นๆ แต่เอาน่า นานๆ กินที เราว่าก็น่าลอง

The post ข้าวซอยเนื้อวัว เลือกระดับความสุกตามใจชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประสบการณ์ชิมเมนูเนื้อสังเคราะห์ (Plant-Based Meat) ครั้งแรก โดยฝีมือเชฟต้น แห่ง Le Du https://thestandard.co/baan-restaurant-thai-family-recipe/ Mon, 09 Sep 2019 05:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=285584 OmniMeat

แม้ว่าเราได้เคยลิ้มชิมรสชาติอาหารจากเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศน […]

The post เปิดประสบการณ์ชิมเมนูเนื้อสังเคราะห์ (Plant-Based Meat) ครั้งแรก โดยฝีมือเชฟต้น แห่ง Le Du appeared first on THE STANDARD.

]]>
OmniMeat

แม้ว่าเราได้เคยลิ้มชิมรสชาติอาหารจากเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่ง Le Du มาบ้าง แต่ครั้งนี้ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้กินอาหารที่ทำจาก Plant-Based Meat หรือเนื้อสัตว์จากพืช โดยฝีมือเชฟต้นที่เอ่ยปากว่า ถ้าวัตถุดิบไม่อร่อยจริง ในฐานะคนเป็นเชฟไม่เอามาทำอาหารแน่นอน  

 

OmniMeat

เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร 

 

ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า Plant-Based Meat ได้กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงไปทั่วโลก (คลิกอ่าน ชาวมิลเลนเนียลกำลังสร้างกองทัพเด็กยุคใหม่ที่กินแต่เนื้อจากพืชกันอยู่หรือเปล่า?) นับตั้งแต่ที่เราเคยนำเสนอเนื้อสังเคราะห์ไปเมื่อปีก่อน ตอนนั้นเราเองก็คิดว่าเนื้อประเภทนี้น่าสนใจและปรารถนาดีต่อโลก แต่ก็คงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะเดินทางมาถึงชาวไทย แต่ไม่คิดว่าเวลาพักใหญ่จะมาถึงเร็วขนาดนี้ เมื่อกระแสกินเนื้อจากพืชได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างแดน หลังมีผู้ผลิตหลายเจ้าวางจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ ทั้งในรูปแบบการขายปลีกที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ สามารถเลือกซื้อไปปรุงเองที่บ้านได้ หรือดีลกับร้านอาหารต่างๆ เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในเมนูอาหาร ซึ่งมีให้เห็นตั้งแต่ร้านหรูเรื่อยไปจนถึงแฟรนไชส์ใหญ่ๆ เช่น แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิง หรือเคเอฟซี

 

แต่เมื่อมาดูบ้านเรา ตลาด Plant-Based Meat เรียกได้ว่า ‘ได้ยินแต่คนพูดถึง แต่ยังไม่เคยเห็นจริงๆ จังๆ สักที’ จนล่าสุดมีบริษัทจากประเทศฮ่องกงบินเข้ามาทำตลาดในไทย โดยนำผลิตภัณฑ์ของเขาในชื่อ OmniMeat (ชื่อนี้ใช้เฉพาะในเมืองไทย) มาวางจำหน่ายในบ้านเราด้วย หลังในฮ่องกงเปิดร้านวางขายเป็นเรื่องเป็นราว โดยไม่ได้เจาะตลาดแค่กลุ่มคนกินวีแกนหรือมังสวิรัติเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงการบริโภคเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการขาดแคลนเนื้อสัตว์ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ   

 

OmniMeat

 

และครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้พูดคุยกับเชฟต้น ถึงที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้ของเชฟและออมนิมีท 

 

“มีคนรู้จักมาถามว่าสนใจเนื้อที่ทำจากพืชไหม ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่ค่อยสนใจอาหารมังสวิรัติ เพราะผมเองเป็นคนไม่กินมังสวิรติ เลยบอกว่าไม่แน่ใจ ขอชิมก่อนว่าอร่อยหรือเปล่า เพราะสิ่งสำคัญของเชฟคือต้องอร่อย เพราะต่อให้ไม่อร่อย จะดีต่อสุขภาพแค่ไหนมันก็กินไม่ได้ มันไม่ใช่อาหาร แต่พอกินแล้วพบว่าไม่เหมือนกับที่เราเคยเจอมา ไม่เหมือนโปรตีนเกษตรที่มีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง เอาไปทำอาหารแล้วอร่อยได้ยาก ผมเลยขอตัวอย่างมาลองชิมและทำหลายๆ เมนูแทนเนื้อหมูและเนื้อไก่ ปรากฏว่าเออ อร่อย กินได้ มันไม่ทำให้อาหารจานนั้นด้อยรสชาติลง ยังคงอร่อยเหมือนเดิม” เชฟกล่าว 

 

OmniMeat

OmniMeat

 

มาถึงส่วนสำคัญอย่างเมนูอาหารที่ได้ลองในวันนี้ มีทั้งหมด 9 เมนู ซึ่งล้วนเป็นเมนูพื้นๆ ที่คุ้นลิ้นคนไทย เพราะที่ผ่านมาเราเห็นฝรั่งเอาเนื้อที่ทำจากพืชไปทำอาหารตะวันตกกันก็เยอะแล้ว เชฟจึงอยากทำเป็นเมนูไทยๆ ที่สามารถกินได้กับข้าวสวยร้อนๆ โดยที่คนไทยไม่รู้สึกว่า “นี่ เรากำลังกินเนื้ออะไรอยู่” 

 

เชฟเล่าว่า แม้เนื้อจะไม่ใช่เนื้อสัตว์จริง แต่ด้วยความใกล้เคียงทางรสชาติ หน้าตา และผิวสัมผัส ทำให้เชฟต้นสามารถปรุงอาหารได้เหมือนเนื้อจริง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทอด ผัด ต้ม นึ่ง หรือยำ รวมถึงความแรงของไฟที่ใช้ ระยะเวลาในการทำ สัดส่วน และปริมาณต่างๆ แทบไม่ต่างจากการหยิบเนื้อสัตว์จริงมาใช้เลย แม้เชฟจะทำทั้งหมด 9 รายการ แต่เราขอยกมาเฉพาะจานที่กินแล้วรู้สึกเซอร์ไพรส์ในรสชาติและรสสัมผัสมากที่สุด  

 

กะเพราออมนิมีท

 

OmniMeat

 

จานนี้มีความหอมของใบกะเพรา และความเผ็ดร้อนโชยออกมาชัดเจน หน้าตาดูเป็นกะเพราที่ไม่ผิดระเบียบ เพราะไม่ใส่ผักอื่นใดมารบกวนจิตใจ เมื่อตักชิมคำโตๆ รสสัมผัสที่ได้ไม่ต่างจากหมูจริง มีความนุ่ม เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนหมูสับจริงๆ กินคู่กับข้าวสวยอร่อยมาก 

 

หมูทอดทรงเครื่อง 

 

OmniMeat

 

จุดเริ่มต้นของจานนี้เกิดจากเชฟที่ชื่นชอบหมูก้อนเป็นทุนเดิม เลยอยากทำเมนูที่น่าจะถูกปากคนที่ไม่กินเผ็ด ตัวเนื้อถูกปั้นเป็นก้อนก่อนนำไปทอดให้กรอบนอกนุ่มใน มาในขนาดพอดีคำ ตักน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานราดเล็กน้อย เมื่อกัดลงไปเจอความเด้งแต่ไม่ถึงขั้นเด้งเหมือนลูกชิ้น แต่ก็ไม่เหมือนเนื้อหมูที่เราจะสัมผัสถึงความกระด้างเล็กน้อย ออกไปทางหมูนุ่มมากกว่า 

 

ออมนิมีทผัดกระเทียมพริกไทย 

 

OmniMeat

 

นับเป็นจานที่หลายคนในโต๊ะชื่นชอบ เพราะเชฟผัดด้วยการใส่กระเทียมและพริกไทยอย่างหนักมือ รสชาติจึงค่อนข้างเผ็ดพริกไทย แต่ก็มีความหอมของกระเทียมช่วยเสริมมิติ เนื้อผัดมาจนร่วนแห้งคล้ายหมูที่ถูกสับจนละเอียด ตักกินคำโตๆ ได้เลยสำหรับจานนี้ 

 

แกงจืดเต้าหู้หมูหมัก 

 

OmniMeat

 

หน้าตาเป็นแกงจืดเต้าหู้ที่ใส่ทั้งผักกาด เห็ดหอม เห็ดฟาง แครอท และที่ขาดไม่ได้คือออมนิมีทที่ผ่านการหมักมาแล้ว ผิวสัมผัสนุ่ม ไม่เหนียวหรือแข็งจนเกินไป น้ำแกงรสดี ซดคล่องคอ  

 

ลาบออมนิมีท

 

OmniMeat

 

จานเด็ดที่ต้องยกให้เรื่องความถึงเครื่องในรสชาติที่จัดจ้านสมเป็นลาบ หากใครชอบลาบที่ค่อนข้างแห้ง ไม่ขลุกขลิกหรือมีน้ำลาบเยอะน่าจะชื่นชอบจานนี้ เพราะเนื้อถูกนำไปคลุกเคล้าเครื่องอย่างเข้ากัน ปรุงสุกกำลังดี ไม่แข็งหรือนุ่มเกิน เมื่อกินคู่กับข้าวคั่วและหอมแดงซอย ถ้าไม่บอกคงเดาไม่ถูกว่าไม่ใช่เนื้อจริง   

 

บทสรุปทางรสชาติ 

 

จากคนที่ไม่ชอบรสชาติและส่วนผสมของโปรตีนเกษตร การได้รู้ว่าเมืองไทยจะมีทางเลือกใหม่สำหรับสายที่ไม่บริโภคเนื้ออย่างออมนิมีท จึงถือเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากส่วนผสมที่ทำจากถั่วต่างๆ ข้าว และเห็ดแล้ว ออมนิมีทยังมอบโปรตีนสูงถึง 17 กรัม ต่อการบริโภค 100 กรัม ซึ่งถือเป็นปริมาณโปรตีนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และด้วยรสชาติหลังการปรุงที่ใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงมาก ทำให้เราไม่รู้สึกว่ากำลังกินแป้งอยู่ สามารถนำไปปรุงเป็นเมนูได้หลากหลายคล้ายเนื้อสัตว์จริง ติดตรงที่ว่าออมนิมีทยังไม่สามารถมอบกลิ่นที่เหมือนเนื้อจริงๆ (แต่ก็ไม่มีกลิ่นเหมือนโปรตีนเกษตรอย่างที่เชฟบอก) บวกกับการเป็นวัตถุดิบที่แทบจะไม่มีไขมันแทรก แม้จะใส่เห็ดที่ช่วยเพิ่มความนุ่มคล้ายไขมันมาด้วยก็ตาม ทำให้คนที่ชอบกินอาหารมันๆ หรือเนื้อติดมันอาจขัดใจอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบอาหารมันย่อง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่ปัญหา และคอนเฟิร์มอีกครั้งว่า เนื้อสังเคราะห์นั้นไม่เหมือนโปรตีนเกษตรอย่างแน่นอน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่อยากสลับมากินวัตถุดิบรักษ์โลกบ้าง เพราะคงไม่ต้องถึงขั้นเลิกกินเนื้อสัตว์ถ้าจะเป็นการทรมานตัวเองเกินไป แต่ถ้าลดๆ ลงบ้างก็คงดี 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เปิดประสบการณ์ชิมเมนูเนื้อสังเคราะห์ (Plant-Based Meat) ครั้งแรก โดยฝีมือเชฟต้น แห่ง Le Du appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปายในวสันตฤดู’ เที่ยวปาย ชิมปายในสายฝน https://thestandard.co/travel-pai-rainy-season/ https://thestandard.co/travel-pai-rainy-season/#respond Mon, 08 Oct 2018 04:37:54 +0000 https://thestandard.co/?p=129569

THE STANDARD เคยนำเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว […]

The post ‘ปายในวสันตฤดู’ เที่ยวปาย ชิมปายในสายฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD เคยนำเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในสไตล์ Gastronomy Tourism ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กันไปในบทความ ‘ปายในฤดูกาล’ เที่ยวชิมรสปายในมุมมองใหม่สไตล์ Gastronomy Tourism ที่ทำให้รู้ว่าเมืองปายนี้อุดมไปด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพที่หลากหลายทั้งทางชีวภาพและรสชาติ และเมื่อผ่านการปรุงสร้างสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ ก็ยิ่งเป็นการช่วยยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยให้มีมูลค่าขึ้น สามารถนำไปจัดขึ้นโต๊ะไฟน์ไดน์นิ่งได้ ทั้งเป็นการช่วยเหลือทั้งผู้ผลิตสินค้าการเกษตรในท้องถิ่นที่ผลิตอาหารดีๆ ช่วยรักษ์โลก (จากการบริโภคการเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ก่อมลพิษ และลดการขนส่งซึ่งจะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อีกทาง

 

เมื่อฤดูหนาวเรามีเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่งร้านฤดู (Le Du) กรรมการผู้ตัดสินรายการ Top Chef Thailand เป็นผู้รังสรรค์อาหารจากวัตถุดิบปาย ในละแวกไม่เกิน 60 กิโลเมตร เมื่อปักหมุดจากโรงแรม Reverie Siam ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานและโต้โผใหญ่ของงานนี้ ครั้งนั้นเชฟต้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในปาย ทั้งข้าวหอมปาย ไก่เลี้ยงอิสระ มันหัวโข่ ปลาสเตอร์เจียน พร้อมไข่ปลาคาเวียร์จากโครงการหลวงดอยดำ เหล้าสาโทเมืองปาย หมูดำ ฯลฯ​ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูหลากหลายจนทำให้เราอดทึ่งไม่ได้ว่าวัตถุดิบท้องถิ่นดีๆ เมื่อผ่านมือคนครัวดีๆ จะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจได้มากมาย

 

มาคราวนี้ ‘ปายในฤดูกาล’ ได้เชฟเรวัตน์ ศรีลาชัย แห่งร้าน Steak of The Day และริมภิรมณ์ ร้านชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นผู้สร้างสรรค์อาหารจากวัตถุดิบปายในฤดูฝน เราได้มีโอกาสติดตามเชฟเรวัตน์ไปยังแหล่งวัตถุดิบ หลายแห่งทั้งไร่ ‘Harvest Moon Valley’ ไร่ออร์แกนิกของคุณหนุ่ย-กฤศ เล้ารัตนานุรักษ์ นักดนตรีผู้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรทำเกษตรแบบ Biodynamic (เกษตรชีวพลวัตร) ซึ่งเราเคยไปเยือนมาเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว หากครั้งนี้ได้เห็นกระบวนการเลี้ยงไก่อิสระและปลอดสารพิษ และเชฟเรวัตน์ยังได้หน่อไม้จากไร่นี้เตรียมไปทำเมนูอีกด้วย

 

 

เช่นเดียวกับ ‘สวนอคิราห์’ ตำบลแม่ฮี้ ซึ่งเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่เพาะปลูกแบบผสมผสานการเกษตร ทั้งยังเป็นการเกษตรพอเพียงตามรอยพระราชดำริ ในฤดูฝนนี้เราได้เห็นว่าไร่นี้ได้มีการขยายขึ้นมากกว่าเดิม นอกจาก ปลานิล ปลาไน หมูดำ ปลูกมะนาวหอมไร้เมล็ดพันธุ์ทูลเกล้าฯ แล้วยังได้เห็นวัตถุดิบใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในการมาเยือนคราวที่แล้วอย่างสมุนไพรนานาชนิด อาทิ คะน้าเม็กซิโก ผักเชียงดา ดีปลากั้ง มะเขือมื่น ผักแปม ตะไคร้หอม ฯลฯ ซึ่งขึ้นได้ดีในฤดูฝน นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสชิมลูกศุภโชคคั่วเกลือ ได้เห็นหมูป่า หมูจินหัว และวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับฤดูฝนอย่างยิ่งนั่นคือ กบ ซึ่งเชฟเรวัตน์ได้เลือกใช้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารขึ้นโต๊ะ ‘ปายในฤดูกาล’ ด้วยเช่นกัน  

 

 

วันรุ่งขึ้นเชฟเรวัตน์นำเราต่อไปยัง ‘นาข้าวยินดี’ ซึ่งเราเคยไปเยือนเมื่อคราวที่แล้ว หากในครั้งนี้เราได้ชิมข้าวพื้นเมืองที่หลากหลาย และได้เรียนรู้เรื่องข้าวพื้นเมืองของแม่ฮ่องสอนมากขึ้น รวมถึง ข้าวดำดอย และ บือบะโล๊ะซิ ข้าวพื้นเมืองของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ ซึ่งมีรสสัมผัสคล้ายๆ กับข้าวญี่ปุ่น นอกเหนือไปจาก ‘ข้าวหอมปาย’ ข้าวสามสีพันธุ์พื้นเมืองที่อุดมไปด้วยวิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเปรียบได้กับพระเอกของนาข้าวยินดีแห่งนี้

 

นอกจากนี้เรายังได้ชิมทั้งผักสดและผักนึ่งจิ้มน้ำพริก ที่ติดใจอยู่อย่างหนึ่งคือ หัวกำบิด ซึ่งเป็นญาติๆ กับพวกตระกูลข่า รสชาติคล้ายกระชายผสมข่า ฉ่ำน้ำ เผ็ดนิดๆ จิ้มกินกับน้ำพริกได้อร่อยนัก เชฟเรวัตน์เลือกใช้รากชู และข้าวหอมปายจากที่นี่ไปขึ้นโต๊ะดินเนอร์ปายในฤดูกาล  

 

 

และสถานที่อีกสองแห่งที่ได้ไปเยือนก็คือร้าน ‘ลาบหมวดเดช: ลาบที่อร่อยที่สุดในโลก’ เราได้ชิมลาบของทางเหนือ ซึ่งจะเน้นที่รสเผ็ดและเค็ม หากรุ่มรวยไปด้วยผักสมุนไพรนานาชนิดสำหรับกินแนมเพื่อตัดและชูรส ทั้งยังได้ฟังคำบอกเล่าว่าลาบนั้นเป็นอาหารซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีนักเลงของชาวเหนือด้วย เพราะเวลาดื่มสุรากันก็มักจะต้องมีลาบแกล้ม แถมยังได้ชิมผักพื้นเมืองถึงสิบกว่าชนิด ซึ่งเวลากินแนมกับลาบนั้นจะให้รสชาติที่แตกต่างกัน ช่วยชูรสลาบได้ดีมาก

 

 

ตามมาด้วยแหล่งวัตถุดิบแห่งสุดท้ายที่เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในฤดูนี้นั่นคือ ‘สวนหมูป่าปาย’ ซึ่งนำหมูดำกับหมูป่ามาผสมพันธุ์กัน ทำให้หมูเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น หนังบางและมีไขมันที่น้อยมาก แถมยังมีเนื้อแน่นและกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นคาวเท่ากับหมูป่า แน่นอนว่าเชฟเรวัตน์ย่อมนำหมูชั้นดีจากสวนนี้มาประกอบอาหารขึ้นโต๊ะปายในฤดูกาลแน่นอน

 

อาหารมื้อพิเศษ ‘ปายในวสันตฤดู’

และแล้วก็ถึงมื้อสำคัญที่เราตั้งตารอ เพียงแค่อาหารจานแรกที่เชฟเรวัตน์ส่งมาเรียกน้ำย่อยก็เกินความคาดหมายของเราเสียมากมาย เพราะมันคือเทา (หรือเตาในภาษาเหนือ) สาหร่ายเส้นที่เติบโตได้ดีในฤดูน้ำหลาก อุดมไปด้วยไฟเบอร์และช่วยในการดีท็อกซ์ เชฟนำมาช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ กินกับหอยทากนากงฟีต์ แถมยังมีตัวอ่อนของต่อและมดที่ช่วยเสริมรสเปรี้ยวสดชื่น

 

เนื้อกบซอสเบลอบล็อง พริกแกงเขียว

 

อีกจานที่เราชื่นชมเนื่องด้วยเลือกใช้วัตถุดิบหลักที่สื่อได้ถึงโจทย์ของฤดูฝนได้เป็นอย่างดี เชฟเรวัตน์สร้างเซอร์ไพรส์โดยการปรุงมาให้หากไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่านี่คือกบ เพราะรสสัมผัสนั้นคล้ายกับปูอย่างน่าประหลาดใจ เชฟนำเนื้อกบไปปรุงเสริมกับมันอาลูบด และซอสเบลอบล็อง (bleu blanc sauce) ความนุ่มนวลครีมมี่นั้นได้รับการบาลานซ์เอาไว้ด้วยรสจัดอ่อนๆ ของพริกแกงเขียว ท็อปด้านบนด้วยรากชู ดองเปรี้ยวและบีทรูท

 


เกี๊ยวไส้ตับและกึ๋นไก่ ในน้ำซุปคอมซอมเม่ (ซ้าย)

ริกาโตนีสอดไส้หมูดำตุ๋น (ขวา)

 

จานต่อไปนั้นมีพลังของไก่เลี้ยงอิสระอยู่ทั้งตัว นั่นคือเกี๊ยวไส้ตับและกึ๋นไก่ในน้ำซุปคอมซอมเม่ ซึ่งใช้เนื้อและกระดูกไก่ตุ๋นกับน้ำซุปใส่เหล้าเชอรี่ จานนี้เราว่าไปด้วยกันได้ดีกับรสชาติเข้มข้นของไส้ในเกี๊ยว และคอร์สต่อไปคือพาสต้าริกาโตนีสอดไส้หมูดำตุ๋น ใส่เห็ดขมิ้นปาย หน่อไม้จากไร่ Harvest Moon Valley ถูกนำมาใช้ในเมนูนี้ โดยทำเป็นแผ่นตกแต่งที่มองเผินๆ แล้วนึกว่าเป็นชีส เสริมความเข้มข้นด้วยซอสชีสข้าวดำดอย

 

(บน) ขาเป็ดกงฟีต์ กับลูกพลับ 3 แบบ, (ล่าง) ครีมชีสมันม่วงกับซอสเสาวรส

และข้าวพองข้าวดำดอย

 

ขณะที่ขาเป็ดกงฟีต์อาหารจานหลักของมื้อนี้ ชูรสด้วยลูกพลับ 3 แบบทั้งเจลลี่ ชัตเนย์ และพูเรห์ เพิ่มความกรุบด้วยลูกศุภโชค และใบไชยาทอดกรอบ กลิ่น earthy ของเนื้อเป็ดเข้าคู่กันได้ดีกับไวน์ฟูลบอดี้ที่มีกลิ่นเครื่องเทศจางๆ

 

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยครีมชีสมันม่วงกับซอสเสาวรสและข้าวพองข้าวดำดอย จับคู่ไวน์หวาน ซึ่งอาหารทุกจานนั้นได้รับการแพริ่งกับไวน์เป็นอย่างดีโดย Wine Citizen ผู้นำเข้าไวน์รายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ และคุณโอ-พีระ เลาหเจริญสมบัติ เจ้าของ Reverie Siam ที่เพิ่งสอบผ่านได้ประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญไวน์จาก CMS (Court of Master Sommeliers) มาหมาดๆ

 

Reverie Siam, ททท. แม่ฮ่องสอน และ Wine Citizen

ทีมผู้จัดงานปายในฤดูกาล

 

เมื่อสิ้นสุดดินเนอร์ปายในวสันตฤดูคราวนี้แล้ว เรารู้สึกว่านี่ช่างเป็นโครงการดีๆ ซึ่งมีศักยภาพมาก และจังหวัดต่างๆ สามารถนำโมเดลเช่นนี้ไปใช้ในการจัดงานได้ เพื่อที่จะบอกเล่าทั้งเรื่องราวของการท่องเที่ยว และท้องถิ่นผ่านอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง ได้เหมือนอย่างเช่นที่เชฟเรวัตน์ ซึ่งเป็นเชฟประจำฤดูกาลนี้ได้กล่าวเอาไว้ว่า

 

“นี่ไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือ ‘เรื่องเล่า’ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย คือสมบัติของภูเขา ฤดูกาล คือการเห็นถึงคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตของเรา ผมพยายามจะบอกเล่าเรื่องของปายในฤดูฝน ผ่านอาหารแต่ละจานที่ผมปรุง และหวังว่าคนกินจะสัมผัสได้ถึงสิ่งเหล่านี้”

 

ปายในฤดูกาลจะจัดขึ้นอีกครั้งราวๆ เดือนมีนาคม 2562 และหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะมีเชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง แห่งร้าน Monkey’s Kitchen เป็นเชฟประจำคิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) ใครที่อยากจะชิมรสชาติ ‘ปายในฤดูกาล’ รอบหน้า คงต้องตั้งตารอกันให้ดี โดยติดตามข่าวคราวหรือติดต่อสอบถามได้ทาง reveriesiam.com

 

อ่านเรื่อง ‘ปายในฤดูกาล’ เที่ยวชิมรสปายในมุมมองใหม่สไตล์ Gastronomy Tourism ได้ที่นี่

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘ปายในวสันตฤดู’ เที่ยวปาย ชิมปายในสายฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/travel-pai-rainy-season/feed/ 0
7 พิกัดแหล่งแฮงเอาต์ย่านสาทร เดินทางง่าย ไม่ไกลจาก The Line Sathorn [Advertorial] https://thestandard.co/7-hangout-source-within-walking-distance-of-the-line-sathorn/ https://thestandard.co/7-hangout-source-within-walking-distance-of-the-line-sathorn/#respond Fri, 02 Feb 2018 04:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=66696

นอกจากภาพลักษณ์ศูนย์กลางย่านธุรกิจของประเทศซึ่งอัดแน่นไ […]

The post 7 พิกัดแหล่งแฮงเอาต์ย่านสาทร เดินทางง่าย ไม่ไกลจาก The Line Sathorn [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากภาพลักษณ์ศูนย์กลางย่านธุรกิจของประเทศซึ่งอัดแน่นไปด้วยตึกสูงระฟ้า ตั้งชะลูดอยู่หนาตา หากพิเคราะห์กันดีๆ เราจะเห็นว่าจริงๆ แล้ว ‘สาทร’  เป็นย่านหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่น่าอยู่ ตามตรอกซอกซอยเงียบสงบ มีร้านอาหารดีๆ หลากระดับตั้งแต่หน้าตาบ้านๆ ไปจนถึงเก๋มีสไตล์จนคว้าดาวมาครอง แกลเลอรีเท่ซึ่งเต็มไปด้วยงานโดดเด่น บาร์เก๋สำหรับแฮงเอาต์ยามค่ำคืนกับเพื่อนฝูง พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางมีให้เห็นเกลื่อน นั่นยังไม่รวมสวนสีเขียวขนาดใหญ่ แหล่งเรียนรู้ทั้งของภาครัฐและเอกชน สาทรจึงเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และไลฟ์สไตล์สำหรับทุกคน

 

นี่คือ 7 พิกัดย่านสาทร ที่ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า ‘สาทร’ ไม่ใช่เพียงย่านธุรกิจ แต่เป็นอีกหนึ่งย่านไลฟ์สไตล์เก๋ในเมืองกรุง ที่เหมาะแก่การอาศัยของคนทุกวัย

 

พิกัด 1: Le Du – Fine Dining

 

 

ร้านอาหารแบบ Fine Dining แนวโมเดิร์นไทยของ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟมากฝีมือที่ผ่านการฝึกปรือฝีมือจาก CIA (The Culinary Institute of America) เมืองนิวยอร์ก และร้านอาหารมีชื่อหลายร้าน คำว่า Le Du หมายถึง ‘ฤดู’ สะท้อนคอนเซปต์อาหารที่เน้นนำส่วนผสมท้องถิ่นตามฤดูกาลมาใช้ประโยชน์สูงสุด ทว่าทั้งหมดอยู่บนรสชาติพื้นฐานแบบไทยดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันดี แต่ใช้กรรมวิธีการปรุงและการถ่ายทอดแบบสมัยใหม่ อาหารของเชฟต้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ น่าตื่นตาตลอดเวลา การันตีคุณภาพได้จากการเข้าไปเป็นหนึ่ง Asia’s 50 Best Restaurants ถึง 2 ปีซ้อน จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักชิมทั้งในและต่างประเทศ

 

 

Address: 399/3 สีลมซอย 7 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ

Open: ทุกวัน 19.00-22.00 น.

Contact: โทร. 09 2919 9969, www.ledubkk.com

 

พิกัด 2: Bangkok CityCity Gallery

 

 

แกลเลอรีสุดเท่ในย่านสาทร ที่แม้แต่คนสนใจศิลปะน้อยนิดก็สามารถสนุกได้ไม่ยาก เพราะมักมีงานสนุกๆ แปลกตาจัดแสดงให้ชมอยู่เสมอ พวกเขาเชื่อว่าศิลปะร่วมสมัยมีบทบาทต่อสังคมในฐานะเครื่องมือที่ช่วยร่างแผนที่อนาคต ขยายขอบเขตความเข้าใจต่อตัวเองและโลกให้กว้างขึ้น นอกจากงานศิลปะสนุกๆ บางครั้งยังทำหน้าที่เป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด เชื่อมโยงผู้คนหลากสาขาเข้าด้วยกัน หากคุณริเริ่มสนใจงานอาร์ต แวะมาที่นี่ รับรองไม่ผิดหวัง

 

 

Address: 13/3 สาทรซอย 1 ถนนสาธรใต้ ทุ่งมหาเมฆ

Open: ทุกวันพุธ-อาทิตย์ 13.00-19.00 น.

Contact: โทร. 08 3087 2725 และ www.facebook.com/BkkMuseum

 

พิกัด 3: Luka Café @Casa Pagada

 

 

คาเฟ่น่านั่งในซอยวัดแขก กับบรรยากาศฮิปๆ ราวกับนั่งอยู่ตามคาเฟ่แถบยุโรป  ตกแต่งร้านสไตล์ Western European เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม ปูนเปลือยขัดมัน โชว์เหล็กและโครงสร้าง Luka สาขานี้ทำร่วมกับร้านเฟอร์นิเจอร์ Casa Pagada ให้ลูกค้าสามารถเลือกชมเฟอร์นิเจอร์กับมานั่งชิลล์หาอะไรกินได้ในที่เดียว หรือจะหามุมสงบๆ ปลีกวิเวก อ่านหนังสือเล่มโปรด ทำงานที่รักก็ไม่ว่ากัน เมนูยอดนิยม Breakfast Burrito แป้งตอร์ติญาที่มีไส้กัวคาโมเลข้างใน ห่อไข่คนและไส้กรอก เสิร์ฟพร้อมซัลซามะเขือเทศ ดื่มพร้อมกาแฟดริป ดีมาก

 

 

Address: 64/3 ถนนปั้น ซอยวัดแขก สีลม บางรัก กรุงเทพฯ

Open: ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00, เสาร์-อาทิตย์ 9.00-19.00 น.

Contact: โทร. 0 2637 8558 และ www.lukabangkok.com

 

พิกัด 4: Democrazy Theatre Studio

 

 

โรงละครไซส์เล็กแต่อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ ที่ผุดขึ้นเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตนเองที่ว่า ‘การแสดงละครสามารถเล่นที่ไหนก็ได้’ พวกเขาต้องการเข้าถึงผู้ชมอย่างใกล้ชิด และถ่ายทอดอารมณ์สู่ผู้ชมโดยตรง ส่งต่อความสนุกอย่างที่โรงละครใหญ่มิอาจทำได้ งานแสดงส่วนใหญ่มักเป็นแนวงานทดลอง หรืองานที่ไม่อยู่ในกระแส แต่เชื่อเถอะว่า เดโมเครซี เธียเตอร์ พาคุณหลุดไปอีกโลก สนุกกับโลกละครเวที จนลืมจอโทรทัศน์ไปเลย

 

 

Address: 1036 ถนนพระราม 4 ทุ่งมหาเมฆ สาทร กรุงเทพฯ

Open: เปิดทำการตามรอบแสดง เช็กได้ผ่านเว็บไซต์หลักหรือหน้าแฟนเพจ

Contact: โทร. 08 7998 4454 และ www.facebook.com/democrazystudio

 

พิกัด 5: Revolucion Cocktail Bar

 

 

บาร์ชื่อดังจากประเทศจีนที่สร้างสีสันให้สาทรซอย 10 มานานเกือบ 2 ปี พัฒนาจากโรงเรียนสอนบาร์เทนเดอร์มีชื่อจนมีแบรนด์บาร์เป็นของตัวเอง จับจองถึง 3 หัวเมืองใหญ่ในจีน ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ กวางเจา เซี่ยเหมิน และที่กรุงเทพฯ เป็นสาขานอกประเทศแห่งแรก นอกจากบรรยากาศตกแต่งกึ่งดิบๆ แบบคิวบา ที่ผสมกลิ่นอายแบบเรโทรนิดหน่อย ผสานกับแสงสีจนหลายคนหลงใหล เครื่องดื่มที่นี่นับว่าเป็นเอกอุ ไม่ยิ่งหย่อนกว่าบาร์ใด โดยเฉพาะเมนูค็อกเทลนานาชนิดที่ปรุงขึ้นจากน้ำเมาชนิดต่างๆ กว่า 500 ขวดทั่วโลก

 

 

Address: 50 สาทรซอย 10 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ

Open: ทุกวัน 18.00-2.00 น.

Contact: โทร. 0 2235 4823 และ www.facebook.com/RevolucionCocktailBangkok

 

พิกัด 6: Thailand Creative & Design Center (TCDC)

 

 

แหล่งเรียนรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ครบเครื่องทั้งหนังสือหายาก อุปกรณ์สารสนเทศ สื่อเสียง สื่อกระดาษ งานนิทรรศการ งานเสวนา ฯลฯ ยิ่งย้ายทำเลมาจัดตั้งที่อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก ยิ่งมีพื้นที่มากขึ้น กลายเป็นแหล่งแฮงเอาต์เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ทุกชนิดในประเทศ นั่นรวมไปถึงงานเทศกาลศิลปะสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bangkok Art Biennale ที่กำลังมาถึง หรือ Bangkok Design Week ที่จัดขึ้นครั้งแรกในปีนี้

 

 

Address: อาคารไปรษณีย์กลาง เลขที่ 1160 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก

Open: ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา 10.30-21.00 น.

Contact: โทร. 0 2105 7400 และ www.tcdc.or.th

 

พิกัด 7: สวนลุมพินี ปอดที่ใหญ่ที่สุดของคนกรุงเทพฯ​

 

 

สวนสาธารณะใจกลางเมือง ที่ทำหน้าที่เป็นปอดให้คนกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 พื้นที่ขนาด 360 ไร่ ไม่ได้มีเพียงสวนสีเขียวและลานลู่วิ่ง แต่ยังมีแหล่งสันทนาการอื่นๆ บรรจุอยู่ด้วย เช่น ห้องสมุดประชาชนสวนลุมฯ ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสวนลุมฯ ลานตะวันยิ้ม ที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ และสโมสรพลเมืองอาวุโสแห่งเมืองกรุงเทพฯ สถานที่พบปะสังสรรค์ ออกกำลัง ฝึกอาชีพสำหรับคนสูงวัย

 

 

Address: แยกศาลาแดง ถนนพระรามที่ 4 ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ

Open: ทุกวัน เวลา 4.30-21.00 น.

 

นอกจากสถานที่ 7 แห่งที่กล่าวมาข้างต้น ในย่านสาทรยังมีสถานที่ดีๆ อื่นๆ อีกเพียบ ยิ่งอิงจากโครงการ The Line Sathorn แล้วยิ่งน่าอยู่ใหญ่ โรงเรียนระดับประเทศอยู่ใกล้บ้าน คาเฟ่ ร้านอาหารเก๋มีให้เลือกกินไม่หวาดไม่ไหว การคมนาคมขนส่งสะดวก อยู่ใกล้ BTS เพียง 0 เมตร ไม่ว่าจะไปโรงเรียนหรือไปทำงานก็สะดวกสบาย สุดสัปดาห์ก็มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ไว้วิ่งเล่น มีคาเฟ่เก๋ไว้หย่อนใจ มีบาร์ไว้แฮงเอาต์ ครบทุกรสนิยม ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

 

THE STANDARD ได้ข่าวมาว่า ตอนนี้ The Line Sathorn ขึ้นป้าย Sold Out แล้ว แต่หากสนใจจริงๆ Plus  Property ยังมียูนิตให้คุณเลือก ลองติดต่อไปที่ Plus Property โทร. 0 2688 7555 หรือ www.plus.co.th

The post 7 พิกัดแหล่งแฮงเอาต์ย่านสาทร เดินทางง่าย ไม่ไกลจาก The Line Sathorn [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/7-hangout-source-within-walking-distance-of-the-line-sathorn/feed/ 0
คู่มือนักกินกับรีวิวร้านอาหารที่มีตั้งมากมาย แล้วเราจะเชื่อใครดี? https://thestandard.co/opinion-eat-restaurant-guide-with-restaurant-reviews/ https://thestandard.co/opinion-eat-restaurant-guide-with-restaurant-reviews/#respond Tue, 18 Jul 2017 04:38:07 +0000 https://thestandard.co/?p=14426

     ตอนนี้คนชอบกินของอร่อยทุกคนน่าจะใจจ […]

The post คู่มือนักกินกับรีวิวร้านอาหารที่มีตั้งมากมาย แล้วเราจะเชื่อใครดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ตอนนี้คนชอบกินของอร่อยทุกคนน่าจะใจจดใจจ่อกับการมาถึงของ Michelin Guide (มิชลิน ไกด์) ฉบับกรุงเทพฯ ที่ถือเป็น Michelin Guide ฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งกำลังจะคลอดออกมาให้เราเห็นราวสิ้นปีนี้

     บอกตรงๆ ในฐานะที่เป็นเชฟคนหนึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมเองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมามีคนถามผมเยอะมากว่า “คิดว่าที่เราจ่ายเงินไป 150 ล้านบาทเพื่อเอามิชลินเข้ามาแค่ 5 ปี มันคุ้มกันไหม?”

     โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า “คุ้มมาก”

     ทำไมผมจึงคิดแบบนั้น? ผมว่าเราต้องมองตรงที่ภาพรวม และต้องยอมรับว่า ตอนนี้มีคนบางกลุ่มที่เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อกิน ตอนนี้เวลาที่หลายคนแพลนทริป คำถามแรกของพวกเขาคือ เราจะไปกินร้านไหนบ้าง? ต้องจองล่วงหน้าไหม? จองยากไหม? เราต้องยอมรับว่าเทรนด์ในการท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

     ผมต้องขอซูฮกให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่อ่านเกมขาด ไม่ใช่แค่การเอามิชลิน ไกด์ เข้ามา แต่ตั้งแต่ตัดสินใจจัด Asia’s 50 Best Restaurants ที่กรุงเทพฯ ถึง 2 ปีซ้อนติดต่อกัน

     หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วเราได้อะไร? ท่านลองคิดว่า หากท่านเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากยุโรปหรืออเมริกา (เราพูดถึงนักท่องเที่ยวระดับกลางจนถึงระดับบน) ถ้าอยากมาเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นคนชอบรับประทานอาหารมาก ไกด์อะไรที่ท่านจะเข้าไปดู? คำตอบคือ Michelin Guide กับ Asia’s 50 Best Restaurants ถูกต้องไหมครับ?

รางวัลเหล่านี้ตัดสินโดยกลุ่มคนที่ต่างกัน ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ร้านที่ไม่อยู่ในไกด์ใดๆ เลย อาจจะเป็นร้านที่ท่านชอบมาก กินบ่อยมากๆ แล้วท่านก็โมโหและบ่นว่าคนพวกนี้ไม่มีตาหรืออย่างไร หรือพวกนี้ชิมไม่เป็น ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ แต่มันก็คือ ‘beauty of it’ ไม่ใช่หรือครับ?

     นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมสิงคโปร์จึงพยายามที่จะดึงให้ทั้ง 2 คู่มือนักกินดังกล่าวนี้ไปที่ประเทศของเขา โดยมีความพยายามล็อบบี้ต่างๆ นานา เพื่อให้ได้มิชลิน ไกด์ ไปก่อนบ้านเรา คำตอบคือ เพราะเขากลัวประเทศไทยไงครับ เพราะในด้านของการท่องเที่ยว ประเทศไทยเราชนะเขาทุกด้าน ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ สถานบันเทิงยันสตรีทฟู้ด และถ้าเมืองไทยมีทั้ง Michelin Guide กับ Asia’s 50 Best Restaurants ใครจะไปเที่ยวประเทศเขากันล่ะ?

     แล้วเวลานักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางเข้ามาบ้านเราเพื่อที่จะลิ้มรสอาหาร เขาก็ต้องนอนโรงแรม ต้องนั่งแท็กซี่ไปที่ร้านใช่ไหมครับ? บางมื้อก็กินอาหารข้างทาง แล้วบ่ายๆ ก็ต้องไปนวดไทย

     เพราะฉะนั้น เงินไม่ได้ไหลเข้าสู่แค่ธุรกิจร้านอาหารนะครับ แต่เข้าทั้งระบบเลย ไหนจะยังเรื่องที่บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารจะได้ยกระดับปรับตัวในเรื่องของคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ แล้วเราจะบ่นกันทำไม มานั่งรอดูและลุ้นด้วยกันดีกว่าครับ ว่ามิชลิน ไกด์ จะทำให้ฟู้ดซีนในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างไรบ้าง

     มาถึงอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อตอนนี้ประเทศไทยมีคู่มือในเรื่องการกินตั้งหลายฉบับ ทั้งระดับสากลอย่าง Michelin Guide กับ Asia’s 50 Best Restaurants และไกด์บุ๊กท้องถิ่นของประเทศไทยเราเองอย่าง BK Top Tables, Bangkok Best Restaurants หรือจะเป็น Thailand Tatler Best Restaurants ไหนจะยังรีวิวร้านอาหารที่มีอีกตั้งมากมาย หลายคนอาจจะนึกตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะเชื่อใครดี?”

    สำหรับประเด็นนี้ต้องมาเท้าความกันก่อนครับว่า แต่ละไกด์เขามีวิธีการให้คะแนนหรือวิธีพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป และคนที่ให้คะแนนก็แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ผลที่ตามมามันก็ย่อมที่จะออกมาไม่เหมือนกันครับ

     ดังนั้นถ้าถามอีกว่า “แล้วเราจะเชื่อใครดี?”

     ก็ทำไมไม่ลองเชื่อตัวท่านเองล่ะครับ

     อย่างที่บอกว่ารางวัลเหล่านี้ตัดสินโดยกลุ่มคนที่ต่างกัน ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน คนเราแต่ละคนชอบอะไรไม่เหมือนกัน ที่เขาบอกว่าอร่อย ท่านอาจจะบอกว่าไม่อร่อย ร้านที่ไม่อยู่ในไกด์ใดๆ เลย อาจจะเป็นร้านที่ท่านชอบมาก กินบ่อยมากๆ แล้วท่านก็โมโหและบ่นว่าคนพวกนี้ไม่มีตาหรืออย่างไร หรือพวกนี้ชิมไม่เป็น ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ แต่มันก็คือ ‘beauty of it’ ไม่ใช่หรือครับ?

     มันคือความสนุกที่เราคิดไม่เหมือนกับนักวิจารณ์มืออาชีพเหล่านั้น

     มันคือความสนุกที่เรานั่งคุยกับเพื่อนตอนนั่งกินข้าวด้วยกันว่า ร้านนี้อร่อยจริงหรือเปล่าตามที่เขาบอก ไม่ใช่หรือครับ?

     ที่ผมต้องการจะสื่อคือ อยากให้ทุกท่านยังสนุกกับการกินอาหาร ใช่ครับ ทุกคนอยากกินอาหารอร่อย แต่อาหารอร่อยของเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะไปซีเรียสกับมันทำไมล่ะครับ

     เอาไว้ให้คู่มือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของท่านเวลาคิดอะไรไม่ออก อยากลองของใหม่ อยากโชว์สาว หรืออวดให้เจ้านายประทับใจดีกว่า อย่าลืมความสนุกของการกินอาหารนะครับ อย่าลืมความสนุกของบทสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะ อย่าลืมว่าเราออกมากินอาหารที่ร้านต่างๆ ก็เพื่อที่จะมีความสุข

     กินอาหารให้อร่อยครับ

The post คู่มือนักกินกับรีวิวร้านอาหารที่มีตั้งมากมาย แล้วเราจะเชื่อใครดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-eat-restaurant-guide-with-restaurant-reviews/feed/ 0