ธนินท์ เจียรวนนท์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธนินท์-เจียรวนนท์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 08 Jul 2025 11:27:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจ้าสัวธนินท์ เชื่อ สหรัฐฯ-จีน ยังมีพื้นที่พูดคุย แบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน https://thestandard.co/dhanin-us-china-can-still-talk/ Tue, 08 Jul 2025 11:27:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1094434

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือ CP Group เผ […]

The post เจ้าสัวธนินท์ เชื่อ สหรัฐฯ-จีน ยังมีพื้นที่พูดคุย แบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือ CP Group เผยมุมมองถึงสถานการณ์การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ในรายการ The Secret Sauce

 

เจ้าสัวธนินท์ ระบุว่า ถ้ามองดู โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน โอกาสที่จะสู้รบกันมีน้อย เพราะทรัมป์เป็นนักธุรกิจ โดยพรรครีพับลิกันของทรัมป์มักจะได้รับโอกาสในการขึ้นมาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ

 

เจ้าสัวธนินท์ ยังเชื่อว่า ทั้งผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนพูดคุยกันรู้เรื่องมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ พร้อมคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ และจีนคงจะไม่สู้รบกัน ไม่มีการสู้รบใหญ่ระหว่างทั้งสองประเทศนี้

 

แม้การแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะเข้มข้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะทางด้านการค้าและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เจ้าสัวธนินท์ยังเชื่อว่า ยังมีพื้นที่ให้ผู้นำทั้งสองประเทศได้พูดคุยหารือและแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกัน ทั้งยังมองว่า ถ้าผู้นำสหรัฐฯ เป็นทรัมป์ที่เป็นนักเจรจาต่อรองและนักธุรกิจ มีโอกาสที่จะพูดคุยกันได้ง่ายกว่า

The post เจ้าสัวธนินท์ เชื่อ สหรัฐฯ-จีน ยังมีพื้นที่พูดคุย แบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์ชี้ ‘ไทย’ ต้องรีบร่วม CPTPP ย้ำ ‘ไม่มีเหตุผล’ ที่ไม่เข้าร่วม! ชี้นโยบายกีดกันจากทรัมป์จะอยู่ไม่นาน https://thestandard.co/dhanin-urges-thailand-to-join-cptpp-now/ Sun, 06 Jul 2025 09:31:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1093450 เจ้าสัวธนินท์

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ […]

The post เจ้าสัวธนินท์ชี้ ‘ไทย’ ต้องรีบร่วม CPTPP ย้ำ ‘ไม่มีเหตุผล’ ที่ไม่เข้าร่วม! ชี้นโยบายกีดกันจากทรัมป์จะอยู่ไม่นาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกมาแสดงให้ความเห็นว่าว่าท่ามกลางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่กำลังสั่นคลอนระบบการค้าโลก ประเทศไทยควรเข้าร่วม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) โดยทันที เพื่อรับประโยชน์จากความร่วมมือกับเศรษฐกิจอื่นๆ 

 

“ประเทศไทยควรเข้าร่วมทันที ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เข้าร่วม” เจ้าสัวธนินท์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ระหว่างงาน Nikkei’s Future of Asia conference ในกรุงโตเกียว

 

CPTPP เป็นข้อตกลงการค้าที่มีสมาชิก 12 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม, ออสเตรเลีย และอีก 8 ประเทศ โดยมีจีนและอินโดนีเซียได้ยื่นสมัครเข้าร่วมแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2025 ลงเหลือ 1.3% ถึง 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2.3% ถึง 3.3%

 

ประธานอาวุโสเครือ CP ผู้เชื่อมั่นในหลักการค้าเสรีว่าจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง “ผมเชื่อว่าผู้คนจะร่ำรวยขึ้นหากทุกประเทศช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือกัน” เขากล่าว พร้อมมองว่านโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์นั้น “กำลังสวนกระแสโลก และเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ การกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะอยู่ได้ไม่นาน” 

 

นอกจากนี้ เจ้าสัวธนินท์ยังย้ำว่าภาคเอกชนควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ความสัมพันธ์กับจีน และมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

 

นอกเหนือจาก CPTPP แล้ว เจ้าสัวธนินท์ยังกล่าวถึงแนวคิดการสร้างระบบการค้าแห่งเอเชีย (Asian trading system) ภายใต้การนำของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ญี่ปุ่น และจีน 

 

“หากญี่ปุ่น จีน และอาเซียนสามารถสร้างกรอบการค้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ การเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องภาษีและประเด็นอื่นๆ ก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น ความคิดริเริ่มนี้จะนำไปสู่ความพยายามที่จะปรับโครงสร้างระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ในที่สุด”

 

ขณะเดียวกันในมุมมองของเจ้าธนินท์ สถานการณ์ปัจจุบันยังสร้างโอกาสให้กับญี่ปุ่น “ภาษีที่สูงของสหรัฐฯ กำลังสร้างความได้เปรียบให้กับญี่ปุ่น” เขากล่าว โดยเปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ที่สหรัฐฯ เคยกังวลกับเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น แต่ตอนนี้กลับหันไปให้ความสำคัญกับจีนเป็นหลัก ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกจับตามอง

 

นอกจากนี้ เจ้าสัวธนินท์ยังชี้ว่าญี่ปุ่นมีสินค้าเกษตรชั้นเลิศ อาทิ เนื้อวัวโกเบ หมูคุโรบุตะ องุ่นชายน์มัสคัต และมะม่วง แต่ปริมาณการผลิตยังน้อย หากญี่ปุ่นเพิ่มการผลิตสินค้าเหล่านี้ ก็จะสามารถรุกตลาดโลกได้

 

สำหรับกลุ่ม CP เอง เจ้าสัวธนินท์เผยว่าบริษัทเล็งเห็นศักยภาพในเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ซึ่งมีอนาคตสดใส และต้องการลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นเพื่อเร่งพัฒนาธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นหลายเท่า 

 

แม้ว่า CP จะเพิ่งประกาศยุติข้อตกลงการลงทุนร่วมกับ Itochu แต่ยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ไว้ และต้องการที่จะร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ในญี่ปุ่นเพิ่มเติม รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่ CITIC บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลจีนที่ CP Group เข้าไปลงทุนในปี 2015 จะเข้ามาลงทุนในญี่ปุ่นด้วย

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต/THE STANDARD

อ้างอิง:

The post เจ้าสัวธนินท์ชี้ ‘ไทย’ ต้องรีบร่วม CPTPP ย้ำ ‘ไม่มีเหตุผล’ ที่ไม่เข้าร่วม! ชี้นโยบายกีดกันจากทรัมป์จะอยู่ไม่นาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์แห่ง CP วิเคราะห์ ภาษีทรัมป์ ‘ไม่สะเทือน’ อาเซียนเท่าจีน ชี้ ‘ญี่ปุ่น’ อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทอง https://thestandard.co/trump-tariff-impact-asean-cp-analysis/ Sat, 31 May 2025 08:23:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1080722 เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือ CP พูดปาฐกถาที่งาน Future of Asia

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ […]

The post เจ้าสัวธนินท์แห่ง CP วิเคราะห์ ภาษีทรัมป์ ‘ไม่สะเทือน’ อาเซียนเท่าจีน ชี้ ‘ญี่ปุ่น’ อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือ CP พูดปาฐกถาที่งาน Future of Asia

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ยักษ์ใหญ่ของไทย แสดงทรรศนะต่อสถานการณ์การค้าโลกว่า แม้กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบที่ ‘ใหญ่หลวงนัก’ ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าผู้ผลิตจีนจะได้รับผลกระทบเต็มๆ จากมาตรการกีดกันทางการค้านี้ แต่กลับมองว่านี่อาจเป็นโอกาสทองของญี่ปุ่น

 

ในการปาฐกถาพิเศษในการประชุมประจำปี Future of Asia ของ Nikkei ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าสัวธนินท์วิเคราะห์ว่า ญี่ปุ่นอาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประสบการณ์ยาวนานในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 

 

“ญี่ปุ่นผ่านการเจรจากับสหรัฐฯ มานักต่อนัก” เจ้าสัวธนินท์กล่าว “ดังนั้นผมคิดว่าญี่ปุ่นรู้ดีว่าจะรับมือกับสหรัฐฯ อย่างไร” ซึ่งความ ‘เจนจัดเวทีโลก’ นี้เองที่อาจทำให้ญี่ปุ่นพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

 

เจ้าสัวธนินท์มองว่าญี่ปุ่น “สามารถใช้โอกาสนี้ในการยกระดับด้านเทคนิคของอุตสาหกรรมไฮเทคของตนเอง” นอกจากนี้ เขายังเห็นโอกาสอีกประการสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเขากล่าวว่า “ญี่ปุ่นสามารถเป็นผู้นำในอาเซียนได้ หากถือว่าตลาดอาเซียนเป็นตลาดของตัวเอง” คำแนะนำนี้เป็นการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นขยายบทบาทและเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

 

เจ้าสัว CP ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในปัจจุบันว่ากำลังนำพาสังคมโลกไปในทิศทางที่ผิด “เราต้องการทำการค้าโดยไม่ให้พรมแดนมาเป็นอุปสรรค” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงประโยชน์ของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) “นั่นคือทิศทางที่โลกควรจะมุ่งหน้าไป…เพื่อให้การค้าดำเนินต่อไปได้ สันติภาพคือ ‘หัวใจสำคัญ’ ที่เราต้องการ”

 

นอกจากประเด็นการค้าและภูมิรัฐศาสตร์แล้ว นายธนินท์ ซึ่งอาณาจักรธุรกิจเกษตรและค้าปลีก CP เริ่มต้นจากร้านขายเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและการนำมาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง เช่น โดรนพ่นยาฆ่าแมลง และเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรม (Gene Recombination) ซึ่งช่วย ‘พลิกโฉม’ การทำเกษตรแบบดั้งเดิม

 

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาคเกษตร” เจ้าธนินท์กล่าวปิดท้าย “ภาคเกษตรกรรมมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในปริมาณมหาศาล”

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD 

อ้างอิง:

The post เจ้าสัวธนินท์แห่ง CP วิเคราะห์ ภาษีทรัมป์ ‘ไม่สะเทือน’ อาเซียนเท่าจีน ชี้ ‘ญี่ปุ่น’ อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์ แห่งเครือ CP ชี้ ‘สหรัฐฯ’ เสี่ยง ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ หากการค้ายังป่วนไม่เลิก https://thestandard.co/dhanin-us-global-leadership-warning/ Tue, 13 May 2025 10:19:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1073829 เจ้าสัวธนินท์ แห่งเครือ CP ชี้ ‘สหรัฐฯ’ เสี่ยง ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ หากการค้ายังป่วนไม่เลิก

มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยอย่าง เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท […]

The post เจ้าสัวธนินท์ แห่งเครือ CP ชี้ ‘สหรัฐฯ’ เสี่ยง ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ หากการค้ายังป่วนไม่เลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์ แห่งเครือ CP ชี้ ‘สหรัฐฯ’ เสี่ยง ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ หากการค้ายังป่วนไม่เลิก

มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยอย่าง เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือ CP Group วัย 86 ปี ออกมาให้มุมมองถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและ ‘สงครามการค้า’ ที่ร้อนระอุ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ซึ่งมีคำเตือนอันน่าจับตาของเขาที่ว่า ‘สหรัฐฯ’ กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะ ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ ไป หากบรรดาประเทศต่างๆ ถอยฉากจากการลงทุนใน ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ’ ท่ามกลางกำแพงภาษีที่ถูกใช้อย่างไม่ยั้งคิด

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ที่กรุงโตเกียว ธนินท์ชี้ว่าแม้สงครามการค้าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของเครือ CP Group เพียงเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทใช้กลยุทธ์ ‘ผลิตและจำหน่ายในประเทศ’ เป็นหลัก 

 

แต่เขามองว่านโยบาย America First ที่ทรัมป์นำมาใช้นั้นเป็นการทำลายบรรดาประเทศพันธมิตรอย่างเอาแต่ใจ และสั่นคลอนกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการค้าเสรีที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้สร้างและนำมาโดยตลอด

 

เขากล่าวพร้อมเสริมว่า “เขามีทัศนคติที่ประมาทและพร้อมใช้มาตรการภาษีโดยไม่ยั้งคิด” พร้อมย้ำว่ามันคือชัยชนะในระยะสั้นของเขาเท่านั้น แต่ในระยะยาวสหรัฐฯ นั่นแหละที่จะสูญเสีย

 

แม้สหรัฐฯ จะมีหนี้รัฐบาลมหาศาลทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนินท์ยังยืนยันว่าวอชิงตันควรจะยังคงเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกต่อไปได้ ตราบใดที่พันธบัตรของพวกเขายังเป็นเครื่องมือลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุด 

 

แต่คำถามสำคัญที่เขาย้ำคือ “ถ้า (ทรัมป์) กำลัง ‘ล้มกระดาน’ เศรษฐกิจโลก แล้วสหรัฐฯ จะอยู่รอดได้อย่างไร? และใครเล่าจะยังลงทุนในหลักทรัพย์ของตนเอง?” พร้อมเตือนถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศอื่นๆ จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า หลายประเทศรวมถึงจีนและญี่ปุ่นได้เข้าหารือเพื่อลดความขัดแย้ง โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ถือพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ธนินท์มองว่านี่คือไพ่ตายหรือไม้ตายสุดท้ายที่ญี่ปุ่นสามารถใช้ในการเจรจาต่อรองกับวอชิงตันได้

 

เขากล่าวว่า “ญี่ปุ่นสามารถบอกสหรัฐฯ ได้ว่า หากเศรษฐกิจของตนได้รับความเสียหาย (จากสงครามการค้า) พวกเขาจะไม่สามารถซื้อพันธบัตรได้อีกต่อไป และอาจต้องลดการถือครองลง” 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่ รมว.คลังญี่ปุ่นก็ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่า ญี่ปุ่นไม่มีความตั้งใจที่จะนำเรื่องการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ มาใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า

 

สำหรับประเทศไทยเอง แม้จะเผชิญกับภาษีเพิ่มขึ้น 36% ภายใต้นโยบายการค้าแบบตอบโต้ซึ่งกันและกันของทรัมป์ แต่ CP Group ก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจหลักคือ “ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอาหาร” และใช้กลยุทธ์ ‘ผลิตและจำหน่ายในประเทศ’ โดยรายได้กว่า 63% ของเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (บริษัทหลักของเครือ CP) ในปี 2024 มาจากต่างประเทศ โดยมีเวียดนามและจีนเป็นตลาดสำคัญ

 

แม้ ‘สงครามการค้า’ ของทรัมป์จะทิ้งเงาทะมึนไว้เหนือเศรษฐกิจโลก แต่ก็สร้าง ‘โอกาส’ ให้กับประเทศต่างๆ เช่นกัน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งธนินท์มองว่าควรจะมองกลุ่มประเทศ ASEAN ทั้ง 10 ประเทศเป็นตลาดของตนเอง และควรส่งเสริมให้บริษัทการค้าต่างๆ สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาคนี้ ซึ่งยังคงเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากร

 

แม้จะมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ธนินท์มองว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อนุรักษนิยม และลังเลที่จะขยายตัวในระดับโลก ญี่ปุ่นช้าเกินไปในการตัดสินใจ ไม่เต็มใจที่จะเสี่ยง และลังเลที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง การลงทุนใหม่ใดๆ ย่อมมีความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอ

 

ในทางตรงกันข้าม ธนินท์แสดงความสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในญี่ปุ่น และกำลังพิจารณาความร่วมมือที่เป็นไปได้ โดยชื่นชมรากฐานทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่น ขณะที่ CP Group เองก็กำลังเปิดรับ ‘นวัตกรรม’ ในทุกธุรกิจของตน “นี่คือยุคของนวัตกรรมและการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เราจะหยุดนิ่งไม่ได้เลย” เขากล่าว

 

นอกจากนี้ CP Group ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบริษัทการค้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Itochu มาตั้งแต่ปี 2014 ผ่านการถือหุ้นไขว้ แม้ Itochu จะประกาศในเดือนเมษายนว่าจะขายหุ้นทั้งหมดใน CP ภายในเดือนมีนาคม 2026 และ CP ก็มีแผนจะขายหุ้นใน Itochu เช่นกัน แต่ทั้งสองบริษัทก็ยืนยันว่าจะยังคงความร่วมมือทางกลยุทธ์ต่อไป

 

สำหรับสถานะส่วนตัว ธนินท์ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย จากการจัดอันดับของ Forbes ประจำปี 2025 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อ้างอิง:

The post เจ้าสัวธนินท์ แห่งเครือ CP ชี้ ‘สหรัฐฯ’ เสี่ยง ‘สูญเสียตำแหน่งผู้นำโลก’ หากการค้ายังป่วนไม่เลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปไฮไลต์! เจ้าสัวเครือ CP มั่นใจอนาคตเศรษฐกิจไทยสดใส พร้อมโต้เสียงวิจารณ์ ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจ https://thestandard.co/dhanin-chearavanont-cp-thailand-economy/ Tue, 04 Feb 2025 11:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1038052 ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส CP ให้วิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทย ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025

สรุปไฮไลต์! ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวเครือ CP มั่นใจอนา […]

The post สรุปไฮไลต์! เจ้าสัวเครือ CP มั่นใจอนาคตเศรษฐกิจไทยสดใส พร้อมโต้เสียงวิจารณ์ ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส CP ให้วิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทย ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025

สรุปไฮไลต์! ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวเครือ CP มั่นใจอนาคตเศรษฐกิจไทยสดใส ก่อนฝากโจทย์ถึงรัฐบาล ตั้งงบพัฒนาการท่องเที่ยว เกษตร และบุคลากร พร้อมโต้เสียงวิจารณ์ ยันไม่ได้ผูกขาด ชี้การทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำคือทางรอด

 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน ‘Chula Thailand Presidents Summit 2025’ เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กรชั้นนำสู่อนาคตประเทศไทย โดยภายในงานมีนักธุรกิจรายใหญ่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

 

หนึ่งในนั้นมี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ มาร่วมฉายภาพถึงธุรกิจในอนาคต โดยเริ่มต้นพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ AI, ไฟฟ้า, หุ่นยนต์, รถไฟฟ้า และไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นธุรกิจในอนาคต 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

และหากสังเกตจะเห็นว่าประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย มีกฎหมายรองรับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทันสมัย ส่วนประเทศไทยยังขาดโรงไฟฟ้าที่สะอาดและราคาถูก สิ่งที่ควรเสริมเข้ามาคือไฟฟ้านิวเคลียร์ 

 

พร้อมประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยว่ายังมีอนาคตที่ดี แม้เราจะอยู่ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งดินฟ้าอากาศปั่นป่วน รวมถึงเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นประเทศต้องสร้างนิสิต-นักศึกษาที่มีปัญญาเข้ามาตอบโจทย์ประโยชน์ 3 ด้าน คือ

 

  1. ประเทศต้องได้ประโยชน์ 
  2. ประชาชนต้องได้ประโยชน์ 
  3. ผู้ผลิตต้องได้ประโยชน์ 

 

ยกตัวอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อผลิตสินค้าไปขายให้ประชาชน ถ้าประชาชนนิยม สินค้าของเราก็จะกลับมาสู่เศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยยังสดใส

 

“เมื่อเรานึกถึงวิกฤต สิ่งที่ตามมาก็คือโอกาส และเมื่อได้โอกาสแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือวิกฤต เรียกได้ว่าสลับกันไป ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปทั้งหมด”

 

เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวแบบฟรีวีซ่าถือว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว แต่ขอฝากว่าต้องตั้งงบประมาณมาช่วยสนับสนุนเพื่อหาเงินเข้าประเทศให้ได้เร็วที่สุด และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวประเทศไหนบ้าง ทุกอย่างต้องชัดเจน

 

รวมถึงเรื่องการศึกษาของไทยก็สำคัญ เราสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาเรียนในประเทศได้ไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยว แต่สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจนขึ้น

 

และอีกเรื่องที่ประเทศไทยได้เปรียบคือการเกษตร เมื่อโลกปั่นป่วน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และจีน เจอแผ่นดินไหว แต่ไทยไม่มีแผ่นดินไหว เราเจอแค่น้ำท่วมกับภัยแล้ง 

 

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากแนะนำว่ารัฐบาลควรจัดตั้งงบประมาณทำถนนเข้าไร่นา ปรับที่ดิน ทำเรื่องเขื่อนและชลประทาน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเพาะปลูกมหาศาลและมีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เชื่อว่ามหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานราชการมีคนเก่งและเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำ เพียงแค่ยังไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้แค่นั้น 

 

ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรนั้นใช้เทคโนโลยีมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกรรมไทยยุคใหม่ก้าวเข้าสู่ยุค Smart Farming โดยใช้โดรนและเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนไปพร้อมกัน

 

“เหมือนกับธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ คนอาจมองว่าผูกขาด แต่ไม่ใช่ ต้องบอกว่าเราทำธุรกิจแนวดิ่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อไม่ให้การขายสินค้าเกิดความเสียหาย ทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็น” ธนินท์ย้ำ 

 

จริงๆ แล้วการเกษตรนั้นถือว่าเป็นน้ำมันบนดิน ใช้อย่างไรก็ไม่หมด เป็นทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าของประเทศไทย อย่างอื่นเราอาจต้องซื้อชิ้นส่วนต่างประเทศเข้ามาประกอบ แต่สินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ และกว่า 90% สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย

 

และในอนาคตการลงทุนเครื่องจักรของเครือ CP จะมีพลังเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากเดิม โดยตัวหุ่นยนต์และ AI จะทำให้การทำงานฉลาดขึ้น ทำน้อยแต่ได้มาก เรามองว่าแรงงานไทยในอนาคต 600 บาทต่อวันถึงแน่นอน ดังนั้นจึงต้องสร้างคนและพนักงานของบริษัทให้เก่งเท่าทันโลก 

 

และอีกปัจจัยสำคัญต้องสร้างประชาชนให้มีรายได้ เริ่มจากการศึกษา ต้องมีความรู้ เรียนไปทำงานไป จบแล้วทำงานต่อได้ เพราะวันนี้ประชากรเราลดลงทุกปี ทำให้ประเทศมีคนไม่พอ ที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตนิสิต-นักศึกษา 3 แสนกว่าคนต่อปี กว่าจะได้แรงงานถึง 5 ล้านคนต้องใช้เวลา 10 กว่าปี ถึงจะเพียงพอกับสัดส่วนการเสียภาษี ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่นโยบายรัฐบาลและประชาชนด้วย 

 

ในส่วนของนักธุรกิจเอกชนก็มีหน้าที่เหมือนกัน ธุรกิจจะอยู่รอดได้ต้องคิดถึงประชาชน ถ้าคนไทยไม่รวยขึ้นจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อสินค้า ต้องช่วยกันทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ แต่พื้นฐานจริงๆ ต้องมาจากมหาวิทยาลัยและรัฐบาลที่จะต้องออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศในทุกด้าน 

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างเต็มที่ และต้องดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาเสริมศักยภาพแรงงานในประเทศ เหมือนกับที่สิงคโปร์ดึงดูดบุคลากรชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาพัฒนาประเทศ

 

ในช่วงสุดท้าย เจ้าสัวเครือ CP ยังให้โจทย์เพิ่มอีกว่าจะทำให้คนไทยร่ำรวยขึ้น เพราะถ้าคนไทยร่ำรวยประเทศไทยก็จะแข็งแรง โดยต้องพึ่งพามหาวิทยาลัยเป็นหลัก ควบคู่ไปกับรัฐบาลต้องออกนโยบายให้ประชาชนอยู่ดีกินดีเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศ

The post สรุปไฮไลต์! เจ้าสัวเครือ CP มั่นใจอนาคตเศรษฐกิจไทยสดใส พร้อมโต้เสียงวิจารณ์ ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’ ร่วมงาน AI Vision for Thailand ฟังวิสัยทัศน์ AI จากประธาน NVIDIA https://thestandard.co/thaksin-tanin-sarath-ai-vision-for-thailand-nvidia/ Wed, 04 Dec 2024 12:14:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1016087 ‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

วันนี้ (4 ธันวาคม) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดิน […]

The post ‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’ ร่วมงาน AI Vision for Thailand ฟังวิสัยทัศน์ AI จากประธาน NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

วันนี้ (4 ธันวาคม) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมงาน ‘AI Vision for Thailand’ ซึ่งจัดโดย บริษัท สยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (SIAM.AI CLOUD) เพื่อประกาศแผนกลยุทธ์สำคัญที่จะยกระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศไทย ที่ห้องบอลรูม โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ

 

มีบุคคลสำคัญเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก เช่น เจนเซน หวง ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ รวมถึงเหล่านักธุรกิจแนวหน้าของไทย และนักการเมือง การศึกษา เข้าร่วมงาน รวมถึง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์, สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

ทั้งนี้ SIAM.AI CLOUD เปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของไทย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลระดับชาติ พร้อมแนวทาง Sovereign AI ในฐานะที่เป็น NVIDIA Cloud Partner (NCP) รายแรกของประเทศ ที่เจ้าของเป็นคนไทย SIAM.AI CLOUD เปิดตัวคลัสเตอร์ประมวลผลความเร็วสูง GPU NVIDIA H100 Tensor Core พร้อมความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำในภาคส่วนสาธารณสุข การศึกษา และอุตสาหกรรม ในงาน AI Vision for Thailand

 

ไฮไลต์สำคัญในงานเปิดตัว คือการพูดคุยระหว่าง เจนเซน หวง กับ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ซีอีโอของ SIAM.AI CLOUD ซึ่งเน้นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาศักยภาพ AI อย่างครอบคลุม โดยยังคงรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล และส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศ

 

อย่างไรก็ตามวานนี้ (3 ธันวาคม) เจนเซน หวง เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือความร่วมมือด้านการพัฒนา AI ในประเทศไทย พัฒนาบุคลากร พร้อมลงนาม MOU กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย

 

‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’

The post ‘ทักษิณ-เจ้าสัวธนินท์-สารัชถ์’ ร่วมงาน AI Vision for Thailand ฟังวิสัยทัศน์ AI จากประธาน NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ https://thestandard.co/the-wedding-of-the-heirs-of-panprie-and-suwat/ Fri, 18 Oct 2024 13:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=997784

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ พระ […]

The post ‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ให้พสุ ลิปตพัลลภ บุตรชายของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา กับ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปัทมรัตน์ พหิทธานุกร บุตรสาวของปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับปวีณา พหิทธานุกร

 

โดยมีบรรดารัฐมนตรี, นักการเมือง, นักธุรกิจ และอดีตรัฐมนตรี เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, ภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​กลาโหม​, อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยาเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี, ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์, บุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจ, นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทักษิณเดินทางเข้างานพร้อมกับแพทองธาร โดยมีสุวัจน์ออกมาต้อนรับ และเขียนอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวพร้อมกัน โดยทักษิณอวยพรว่า “ลุงขออวยพรให้หลวงและน้องฝ้ายมีความสุขในชีวิตสมรสตลอดไป รักกันมากๆ เป็นกำลังใจให้กันในการสร้างครอบครัวและอนาคตให้มั่นคง ลุงขอเป็นกำลังใจ ด้วยรักและปรารถนาดี”

 

ขณะที่แพทองธารเขียนอวยพรว่า “ขอให้มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นกำลังใจให้กันในทุกๆ เรื่องตลอดไป Congrats!”

 

ประสานเสียงไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ​ 6 พรรคร่วม​ ปมปล่อยทักษิณครอบงำ​

 

ภูมิธรรม​เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต.​) รับคำร้องยุบพรรคเพื่อไทยและ​ 6 พรรคร่วมรัฐบาล​ ปมยินยอมให้ทักษิณ​ครอบงำพรรค​ว่า​ถามว่าคนเราก็สามารถไปมาหาสู่กันได้ คนเราไปกินข้าวกัน เพราะนอกจากจะเป็นบ้านของอดีตนายกฯ แล้ว ก็ยังเป็นบ้านของนายกฯ ด้วย และเวลารองนายกฯ ​หรือใครไปเจอ​จะมีปัญหาอะไร

 

ส่วน กกต. รับเรื่องนี้เพราะมีมูล กังวลหรือไม่ ภูมิธรรม​กล่าวว่า ไม่กังวล ให้ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ ไม่มีปัญหาอะไร มิเช่นนั้นคนเราก็มีความสัมพันธ์กันไม่ได้ พร้อมกล่าวย้ำว่า ไม่มีประเด็น​ อย่างนี้ประเทศถึงได้ป่วนกัน ปล่อยให้คนฟ้องอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย​

 

ทั้งนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ของภูมิธรรม​นั้น​ อนุทิน​​ได้เดินเข้ามา​ ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งในพรรคที่ถูกยื่นร้องให้ถูกยุบ​ อนุทิน​ย้อนถามกลับว่า เขาพูดว่ามีมูลหรือ ก่อนจะกล่าวต่อว่า​ ช่วงนั้นท้องไม่ค่อยดี เลยมีมูล

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ไม่กังวลเลยใช่หรือไม่ อนุทิน​ระบุว่า​ ไม่กังวล

 

ด้านชูศักดิ์​ ศิรินิล​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล​ ระบุว่า ไม่เป็นไร​ ก็ชี้แจงไป ซึ่งก็ทราบว่าร้องถึง 6 พรรค และตนเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ถ้าอ้างว่าครอบงำ ในวันนั้นที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลไปที่บ้านจันทร์ส่องหล้ามี​การคุยกันและเห็นร่วมกันว่าอย่างไร จำได้หรือไม่ และวันรุ่งขึ้นพรรคเพื่อไทยประชุมก็เห็นของเราอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจะมีอะไรมาครอบงำ ตนยืนยันว่า ไม่มี

 

ส่วนที่ในคำร้องอ้างว่ามีใบสั่งจากทักษิณ​สั่งห้ามไม่ให้พรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาลนั้น​ ชูศักดิ์​กล่าวว่า​ ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของพรรคแกนนำร่วมรัฐบาล

 

The post ‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณแสดงวิสัยทัศน์ที่เนชั่น เวทีแรกหลังกลับไทยครบ 1 ปี คนการเมือง-เอกชนคับคั่ง https://thestandard.co/thaksin-shows-his-vision-at-nation-tv-dinner-talk/ Thu, 22 Aug 2024 13:53:17 +0000 https://thestandard.co/?p=974219

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน […]

The post ทักษิณแสดงวิสัยทัศน์ที่เนชั่น เวทีแรกหลังกลับไทยครบ 1 ปี คนการเมือง-เอกชนคับคั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 สิงหาคม) ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เนชั่นทีวีจัดดินเนอร์ทอล์ก หัวข้อ Vision for Thailand 2024 โดยมี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ซึ่งเป็นงานแรกที่ทักษิณขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ หลังจากเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 

 

ทั้งนี้ มีบรรดานักการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคเอกชน เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์, พวงเพ็ชร ชุนละเอียด อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

รวมถึง คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, เกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, ไชยา พรหมา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ, พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย, จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ พิชัย ชุณหะวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

จากนั้นเวลา 17.50 น. ทักษิณพร้อมด้วย พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาว, ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของพินทองทา และ ปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึง โดยทันทีที่ทักษิณมาถึงงาน สุชาติได้เดินเข้าไปไหว้ เช่นเดียวกับ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมฝากเนื้อฝากตัว ก่อนที่ทักษิณจะตบไหล่และทักทาย 

 

จากนั้นทักษิณได้ร่วมถ่ายภาพหมู่โดยขนาบข้างด้วย 2 นักธุรกิจ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด 

 

จากนั้นทักษิณเข้าไปภายในงาน และเดินทักทายบรรดาแขกวีไอพี ทั้งภาคการเมือง เอกชน ช่วงหนึ่งทักษิณเดินเข้าไปหา ชัยชนะ เดชเดโช และได้แตะที่ไหล่ จากนั้น ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินเข้าไปพูดคุยด้วยท่าทีกระซิบกระซาบกับทักษิณ 

 

นอกจากนี้ยังมี ร.อ. ธรรมนัส นั่งร่วมโต๊ะข้าง เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมจับมือก่อนที่เดชอิศม์จะชมว่า “ต้องยอมรับว่าสุดยอดจริงๆ” ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดคุยกันอย่างมีอรรถรสและกอดคอกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนหนึ่งของบทสนทนา ร.อ. ธรรมนัส พูดติดตลกบนโต๊ะอาหารว่า “เอาของผมเข้า ยกของพี่ออก” 

 

ช่วงหนึ่ง ร.อ. ธรรมนัส ยืนยันว่า ได้ส่งรายชื่อไปแล้ว 3 รายชื่อ ไม่ใช่ของพรรคพลังประชารัฐ 

 

ขณะที่โต๊ะของทักษิณเป็นโต๊ะจัดเลี้ยงกลมขนาดใหญ่ โดยมีบรรดาเจ้าสัวของประเทศและภาคเอกชนนั่งร่วมโต๊ะ เช่น สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), ธนินท์ เจียรวนนท์, คีรี กาญจนพาสน์, ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป

The post ทักษิณแสดงวิสัยทัศน์ที่เนชั่น เวทีแรกหลังกลับไทยครบ 1 ปี คนการเมือง-เอกชนคับคั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการผู้สูงอายุฯ เลือก ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 67 เดินหน้าธนาคารเวลารองรับสังคมสูงวัย https://thestandard.co/dhanin-chearavanont-national-elderly/ Sat, 16 Mar 2024 05:07:29 +0000 https://thestandard.co/?p=911849 ธนินท์ เจียรวนนท์

วันนี้ (16 มีนาคม) สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ร่ […]

The post คณะกรรมการผู้สูงอายุฯ เลือก ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 67 เดินหน้าธนาคารเวลารองรับสังคมสูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนินท์ เจียรวนนท์

วันนี้ (16 มีนาคม) สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อพิจารณาการขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ พร้อมรับทราบข้อเสนอเชิงนโยบายวิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการขับเคลื่อนสังคมสูงวัย 

 

โดยมีการนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจคือ ธนาคารเวลารองรับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สมาชิกแลกเปลี่ยนบริการขั้นพื้นฐาน โดยบันทึกเวลาไว้ในบัญชีธนาคารเพื่อเบิกเวลามาใช้ยามจำเป็น ซึ่งจะมีผู้จัดการเป็นผู้ประสานการบริการ 

 

สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีธนาคารเวลาแล้ว 32 ประเทศ ใน 8 ทวีป เช่น นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศไทยมีการดำเนินงานธนาคารเวลาแล้ว 80 พื้นที่ โดยรูปแบบในประเทศไทยยังเป็นการเก็บเวลาเพื่อแลกกับเวลาเท่านั้น ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ เพราะต้องการทำให้ทุกคนรู้สึกเท่าเทียม เวลาจึงมีค่าเท่ากันทั้งหมด 

 

ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราสามารถไปบริการคนอื่นเพื่อเก็บเวลามาใช้ในวันที่เราต้องมีผู้ช่วยไปทำธุระ เช่น ไปซื้อของ ไปโรงพยาบาล โดยที่ประชุมก็มีการเสนอแนะให้เก็บเวลาเป็นดิจิทัลด้วย เพราะจะได้สามารถบันทึกเวลาได้ยาวนาน

 

สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้มีการพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อประกาศสดุดีเกียรติคุณผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมีการสรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ซึ่งมีผู้ได้รับเสนอรายชื่อจำนวน 53 ราย 

 

โดยเมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ ธนินท์ เจียรวนนท์ อายุ 85 ปี เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2567 เพราะที่ผ่านมาธนินท์ได้ช่วยเหลือสังคม ด้วยการขับเคลื่อนโครงการทรูปลูกปัญญา เป็นการมอบโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนของชาติมาเป็นเวลากว่า 40 ปี จึงประกาศสดุดีเกียรติคุณยกย่องให้เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ

The post คณะกรรมการผู้สูงอายุฯ เลือก ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 67 เดินหน้าธนาคารเวลารองรับสังคมสูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ กับเหตุผลที่ทนเจ็บเพื่อไปต่อ https://thestandard.co/key-messages-the-digital-wallet/ Thu, 18 Jan 2024 02:06:21 +0000 https://thestandard.co/?p=888987

‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท’ นโยบายเติมเงินลงกระเป๋าประช […]

The post ย้อนรอย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ กับเหตุผลที่ทนเจ็บเพื่อไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท’ นโยบายเติมเงินลงกระเป๋าประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ คือนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

 

โครงการดิจิทัลวอลเล็ตถูกพูดถึงจนเป็นที่รับรู้และมีปฏิกิริยาของสังคม ‘ครั้งแรก’ ในงานปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 โดย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

 


 

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

เปิดตัวนโยบายโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566

 

ช่างภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

‘เศรษฐา’ อดีตผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ กล่าวปราศรัยขณะนั้นว่า ตลอดชีวิตตนเองได้พบเจอกับความไม่เท่าเทียมทั้งทางฐานะและโอกาสที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย ตนเองพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันความเท่าเทียมทางฐานะและโอกาสเสมอมา แต่ทางเดียวที่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ได้คือภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ลูกหลานได้มีสังคมและชีวิตที่ดีกว่า

 

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจึงได้ประกาศขณะปราศรัยต่อหน้าคนกรุงเทพฯ หลายพันชีวิตว่า ในฐานะผู้นำประเทศไทยคนถัดไป เขาจะยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ด้วยการเติมเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปได้ใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันจากร้านค้าในรัศมี 4 กิโลเมตร ตามที่อยู่บนบัตรประชาชน

 

“ผมขอประกาศ พรรคเพื่อไทยเราคิดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนทั่วประเทศ เราจะเติมเงินดิจิทัลจำนวน 10,000 บาท” เศรษฐาประกาศบนเวทีด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น 

 

หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศเดินหน้าหาเสียงในการเลือกตั้ง 2566 ด้วยนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มีทั้งเสียงที่ ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’ จากนักวิชาการและนักการเมือง 

 

‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรค ได้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่เชื่อว่า ‘ประชาชนไม่ใช่ยาจก’ 

 

ขณะที่ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มองว่า เมื่อได้ยินคำว่า 10,000 บาทก็มีความรู้สึกเหมือนมุกเดิมๆ ที่เคยทำมา เปลี่ยนจากกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทเป็นดิจิทัล 10,000 บาท

 

ทำให้ ‘เศรษฐา’ ต้องขนทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงเป็นกรณีเร่งด่วนว่า การออกนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทนั้นเพราะเขาเชื่อว่า 8 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยบอบช้ำอย่างมาก ประชาชนรายได้ลด-รายจ่ายเพิ่ม เปรียบเหมือนอยู่ในภาวะซึมลึก ซึมยาว ซึมนาน จึงต้องมีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 

 

“ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเป็นการกระตุกเศรษฐกิจให้คนไข้ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาฟื้นลุกขึ้นมายืนได้ หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะดำเนินการทันที” เศรษฐากล่าว 

 

จากนั้น ‘สนธิญา สวัสดี’ อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2560 หรือไม่ โดยอาศัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 เพื่อให้ กกต. ได้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบตามมาตรา 244 (5) 

 

เนื่องจากทุกพรรคการเมืองที่จะเสนอนโยบายจะต้องชี้แจงเงินที่มา ความเสี่ยง และสิ่งที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นๆ และเมื่อใดที่นโยบายไม่สามารถทำได้จริง เท่ากับหลอกลวงเพื่อให้ได้คะแนนนิยม จะนำไปสู่ความผิดตามกฎหมายมาตรา 92 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มีสิทธิที่จะถูกยุบพรรคได้

 

“ไม่อยากเห็นประเทศไทยเหมือนประเทศเวเนซุเอลา ที่ทำนโยบายประชานิยมจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ” สนธิญากล่าว

 


 

เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค

ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างติดตามผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ 

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 

 

ช่างภาพ: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 


 

เดือนพฤษภาคม 2566 พรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งในรอบสองทศวรรษ ตอนนั้นขณะที่พรรคก้าวไกลเดินหน้าเจรจาหาเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตก็ยังเป็นหนึ่งในนโยบายที่ถูกสังคมจับตามองว่าจะถูกสานต่อหรือไม่

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีขอให้ตรวจสอบนโยบายหาเสียงกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทยว่าเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ และหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครตามมาตรา 73 (1) (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 หรือไม่ 

 

ทั้งนี้ กกต. เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว จึงไม่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง จึงมีมติยกคำร้อง

 

เดือนมิถุนายน 2566 ‘เผ่าภูมิ โรจนสกุล’ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการเลขานุการและโฆษกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้แถลงว่า พรรคเพื่อไทย ‘ต้องพับ’ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากนโยบายดังกล่าวต้องใช้งบประมาณกว่า 5.6 แสนล้านบาท ขณะที่พรรคก้าวไกลในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้เงินในปริมาณที่ใกล้เคียงกันสำหรับนโยบายด้านสวัสดิการเช่นกัน

 

เดือนกรกฎาคม 2566 หลังจากพรรคก้าวไกลไม่สามารถส่ง ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จึงได้ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

 

เดือนสิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ‘จะเดินหน้า’ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตต่อไปแน่นอน ขณะนั้นได้คาดการณ์ว่าประชาชนจะได้เงินดิจิทัลวอลเล็ตในช่วงต้นปี 2567 ประมาณเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์

 

เมื่อรัฐบาลออก ‘ยืนยัน’ ว่าจะสานต่อนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตให้ถึงฝัน ขณะเดียวกันก็ถูกตั้งคำถามถึง ‘เรื่องความเป็นไปได้’ จากกลุ่มบุคคลที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

 

เนื่องจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และรัฐบาลยังไม่ได้แจกแจงถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ แต่ให้ความมั่นใจเพียงอย่างเดียวว่าจะไม่มีการกู้เงิน

 


 

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี 

ขณะกำลังสนทนากับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 

 


 

เดือนกันยายน 2566 เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดง ‘ความกังวลใจ’ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล โดยมองว่าแม้ตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของไทยอาจดูไม่ค่อยสวยนัก แต่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี ซึ่งสะท้อนว่าการบริโภคไม่ใช่หมวดที่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้ 

 

ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า การแจกเงินเป็นไปแบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม หรือ Targeted ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่าการแจกแบบวงกว้าง เพราะไม่ใช่ทุกคนต้องการเงิน 10,000 บาท ขณะเดียวกันก็ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็น Means of Payment 

 

เดือนตุลาคม 2566 นักวิชาการและคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของประเทศไทยจำนวน 99 คน เช่น วิรไท สันติประภพ, ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต พร้อมยก ‘8 เหตุผล’ ที่มองว่าเป็นนโยบายที่ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’

 

  1. เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว โดยสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 2.8% ในปี 2566 และขยายตัว 3.5% ในปี 2567 จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมามีการบริโภคส่วนบุคคลเป็นตัวจักรสำคัญ 

 

นอกจากนี้ การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศอาจทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นมาอีก หลังจากเงินเฟ้อได้ลดลงจาก 6.1% มาอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะหลัง การกระตุ้นการบริโภคช่วงนี้อาจทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) สูงขึ้น นำไปสู่สภาวะขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด

 

  1. เงินงบประมาณของรัฐมีจำกัดย่อมมีค่าเสียโอกาส การใช้เงินจำนวนมากถึง 5.6 แสนล้านบาทอาจทำให้รัฐเสียโอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในการสร้าง Digital Infrastructure หรือการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ล้วนสร้างศักยภาพในการเจริญเติบโตในระยะยาว แทนการใช้เงินเพื่อการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นๆ ซึ่งไม่สมเหตุสมผลต่อการสร้างภาระหนี้สาธารณะให้เป็นภาระแก่คนรุ่นต่อไป ค่าเสียโอกาสสำคัญคือการใช้เงินสร้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน

 

  1. การกระตุ้นเศรษฐกิจให้รายได้ประชาชาติ (GDP) ขยายตัว โดยรัฐแจกเงิน 5.6 แสนล้านบาทเข้าไปในระบบเป็นการคาดหวังเกินจริง เพราะปัจจุบันข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐในลักษณะเงินโอนหรือการแจกเงินมีค่าต่ำกว่า 1 และต่ำกว่าตัวทวีคูณทางการคลังสำหรับการใช้จ่ายโดยตรงและการลงทุนของภาครัฐ

 

การที่ผู้กำหนดนโยบายหวังว่านโยบายนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งเลื่อนลอย ไม่มีใครเสกเงินได้ ไม่มีเงินงอกจากต้นไม้ ไม่มีเงินที่ลอยมาจากฟ้า ไม่ว่าจะแอบซ่อนมาในรูปใดก็ตาม สุดท้ายประชาชนจะต้องจ่ายคืนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น หรือราคาสินค้าแพงขึ้นเพราะเงินเฟ้อ อันเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเงิน

 

  1. ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น เริ่มตั้งแต่ปี 2565 เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก การก่อหนี้จำนวนมาก ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือกู้เงินจากรัฐวิสาหกิจ หรือกู้สถาบันการเงินของภาครัฐ ล้วนแต่จะทำให้รัฐบาลและคนทั้งประเทศต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น 

 

หนี้สาธารณะของรัฐปัจจุบัน 10.1 ล้านล้านบาท หรือ 61.6% ของ GDP ต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นในยามที่ต้องชำระคืนหรือกู้ใหม่ จึงมีผลต่อภาระเงินงบประมาณของรัฐในแต่ละปี โดยยังไม่นับเงินค่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตคนละ 10,000 บาทนี้ด้วย

 

  1. ในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดและภาวะเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลแทบทุกประเทศต่างจำเป็นต้องขาดดุลการคลังและสร้างหนี้จำนวนมากเพื่อใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข กระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลายประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่ฉลาดรอบคอบ โดยลดการขาดดุลภาครัฐและหนี้สาธารณะลง (Fiscal Consolidation) เพื่อสร้าง ‘พื้นที่ว่างทางการคลัง’ (Fiscal Space) เอาไว้รองรับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต 

 

นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทดูจะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยมีอัตราส่วนรายรับจากภาษีเพียง 13.7% ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นๆ มาก การทำนโยบายการคลังโดยไม่รอบคอบระมัดระวังและไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตยังจะส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนไทยสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

 

  1. การแจกเงินคนละ 10,000 บาทให้ทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี เป็นนโยบายที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างยิ่ง เศรษฐีและมหาเศรษฐีที่อายุเกิน 16 ปีล้วนได้รับเงินช่วยเหลือทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น

 

  1. เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น ประเทศไทย การเตรียมตัวทางด้านการคลังเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่จำนวนคนในวัยทำงานลดลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระการใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้บริหารประเทศที่มองการณ์ไกลจึงควรใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รวมถึงรักษาวินัยและเสถียรภาพทางด้านการคลังอย่างเคร่งครัดด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น

 

  1. ระบบบล็อกเชนปกติต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องของทุกธุรกรรมโดยผู้ใช้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ข้อดีคือทำให้ไม่สามารถฉ้อฉลข้อมูลได้ ขณะเดียวกันก็เป็นจุดตายของระบบด้วย เพราะแต่ละธุรกรรมจะต้องใช้เวลาเฉลี่ยในการตรวจสอบ 1-1.5 ชั่วโมงต่อธุรกรรม ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เมื่อจำนวนธุรกรรมและผู้ใช้เพิ่มขึ้น เวลาที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในการเอามาใช้กับระบบซื้อ-ขายตามปกติ

 

จากนั้น ‘วิรังรอง ทัพพะรังสี’ ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ได้เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล เพื่อส่งต่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจส่งเรื่องไปยังศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลขัดต่อพระราชบัญญัติเงินตรา พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และบทบัญญัติในส่วนของหน้าที่ของรัฐหรือไม่

 

ตามด้วย ‘นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม’ ประธานพรรคไทยภักดี ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาไต่สวนและมีความเห็นส่งศาลปกครอง เพื่อระงับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล 

 

“ต้องการขอให้ระงับยับยั้งโครงการนี้ เพราะหากยังเดินหน้าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง” นพ.วรงค์ กล่าว

 

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะกรรมการ 31 คนตรวจสอบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตด้วย 

 


 

(จากซ้าย) เผ่าภูมิ โรจนสกุล, ดนุชา พิชยนันท์, เฉลิมพล เพ็ญสูตร, 

เศรษฐา ทวีสิน (ยืน), 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, ลวรณ แสงสนิท และ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 

ร่วมงานแถลงรายละเอียดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 

 

ช่างภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

เดือนพฤศจิกายน 2566 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และ เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการเติมเงินให้ประชาชนในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าใช้งบประมาณทั้งสิ้น 600,000 ล้านบาท 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจกเป็นเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทให้แก่คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป รวม 50 ล้านคน เริ่มเดือนพฤษภาคม 2567

 

“ขอฝากนโยบายนี้ให้ประชาชนทุกคนร่วมกันใช้สิทธิด้วยความภาคภูมิใจ…” เศรษฐากล่าว

 

เมื่อรัฐบาลได้แถลงอย่างเป็นทางการว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะมีการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น กลุ่มบุคคลที่คัดค้านนโยบายมองว่า ‘มีความสุ่มเสี่ยง’ เหมือนกับกรณี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกเนื่องจากเห็นว่า ‘ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน’

 

‘คำนูณ สิทธิสมาน’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงความคิดเห็นว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ตนเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 หาก พ.ร.บ. นั้นเป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53

 

แต่การตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินตามมาตรา 53 ของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ทำได้ทุกกรณี แต่มีเงื่อนไขกำกับไว้ให้ทำได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน แต่นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตกลับไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น  

 

ขณะที่ ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงความคิดเห็นว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถทำได้ โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ และไม่มีความจำเป็นจะต้องนำเงินไปใช้ในต่างประเทศ 

 

‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 ประกอบมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หรือไม่ 

 


 

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ 

 


 

อย่างไรก็ตาม ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงความเห็นถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทว่า ‘เห็นด้วย’ และ ‘สนับสนุน’ โดยเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน

 

เดือนธันวาคม 2566 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกฤษฎีกาจะส่งกลับมาในช่วงต้นปี 2567 ว่า ‘ทำได้’ หรือ ‘ทำไม่ได้’ พร้อมยืนยันว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม คือช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 เหมือนเดิม 

 

เดือนมกราคม 2566 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ขอเลื่อน’ การประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ครั้งที่ 1/2567 ออกไปก่อน เนื่องจากได้รับหนังสือจากกฤษฎีกา และจะมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วย 

 

สำหรับเอกสาร ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กรณีการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต’ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลุดเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

ในการดำเนินโครงการฯ รัฐบาลต้องศึกษาและวิเคราะห์ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ จะไม่ตกแก่พรรคการเมือง หรือบุคคลรายใดรายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

 

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย และบุคคลที่มิได้เป็นคนจนหรือมิใช่กลุ่มเปราะบางที่แท้จริง พร้อมกับต้องมีขั้นตอนหรือวิธีการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อให้โครงการฯ สามารถกระจายการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง


 

ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ต่อเมื่อพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลและได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 สำหรับโครงการดังกล่าวมีความแตกต่างกัน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรดำเนินการตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาประกอบการพิจารณา มิฉะนั้นจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับพรรคการเมืองที่สามารถหาเสียงไว้อย่างไรก็ได้ เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม 


 

ขณะเดียวกัน จากตัวเลขภาวะเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้จากการศึกษา ตัวทวีคูณทางการคลัง รวมทั้งตัวบ่งชี้ภาวะวิกฤตของธนาคารโลกและ IMF ปรากฏว่าอัตราความเจริญเติบโตของประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพียงแต่ชะลอตัวเท่านั้น 

 

ดังนั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น การบริโภค ภาคเอกชน อัตราการว่างงาน การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐ และการเพิ่มทักษะให้แก่แรงงาน เป็นต้น

 

การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบและภาระทางการเงินการคลังในอนาคต ภายใต้หลักธรรมาภิบาล 4 ด้าน คือ ความโปร่งใส การถ่วงดุล การรักษาความมั่นคงของระบบการคลัง และความคล่องตัว 

 

โครงการนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี กล่าวคือ ต้องกู้เงินจำนวน 5 แสนล้านบาท ในขณะที่ตัวทวีคูณทางการคลังมีเพียง 0.4 การกู้เงินเป็นการสร้างภาระหนี้แก่รัฐบาลและประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะต้องตั้งงบประมาณในการชำระหนี้จำนวนนี้เป็นระยะเวลา 4-5 ปี กระทบต่อตัวเลขการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ 


 

การดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (มาตรา 172), พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (มาตรา 53), พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 4, 5, 6) ตลอดจนกฎหมายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย  

 

คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประเมินความเสี่ยงในการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตอย่างรอบด้าน โดยกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริต 

 

ตลอดจนมีกระบวนการในการตรวจสอบทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจากการดำเนินโครงการฯ ซึ่งอาจพิจารณานำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องการบูรณาการและป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐ (โดยการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง 


 

การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่เข้าขั้นวิกฤต ควรพิจารณากลุ่มประชาชนเป้าหมายที่เปราะบางที่สุดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อาทิ กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน

 

ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนระยะเวลาและงบประมาณที่ต้องใช้ในการพัฒนาระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นการแจกเงินเพียงครั้งเดียว โดยให้ใช้จ่ายภายใน 6 เดือน การพิจารณาใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังจะเป็นประโยชน์และเหมาะสมกว่า 

 

ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า ตนเองคิดว่าเป็นคำแนะนำที่รัฐบาลอาจจะรับฟังเอาไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำตาม เรื่องของการดำเนินนโยบายมันเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง 

 

ศิริกัญญายังกล่าวแนะนำรัฐบาลว่า อยากให้รัฐบาลอยู่นิ่งๆ อยากให้คิดให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ด้วยวิธีการใดบ้าง ตอนที่หาเสียงเลือกตั้งยังไม่มีอำนาจรัฐ ยังไม่มีแขนขาที่เป็นข้าราชการ อาจจะยังคิดไม่ออกว่าต้องทำด้วยวิธีการใด แต่วันนี้มีข้าราชการคอยมาเป็นแขนขา คอยช่วยคิดให้แล้ว ก็อยากให้อยู่นิ่งๆ แล้วคิดก่อนว่าจะเดินหน้าอย่างไรได้บ้าง หรือจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการใด 

 


 

เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร และ ชัยเกษม นิติสิริ 

3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรค

ที่มีฉากหลังเป็นป้ายหาเสียง ‘นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต’ 

ก่อนเข้าอาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 

เพื่อรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ 

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​การคลัง​ แถลงยอมรับว่าเห็นเอกสารของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่หลุดออกมา และได้ดูเนื้อหาโดยละเอียดแล้ว ซึ่งถือว่าเขียนได้ชัดเจนและแรงพอสมควรในการคัดค้านการเดินหน้าโครงการนี้ รัฐบาลก็จะรับฟังเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา 

 

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเอกสารของจริงที่จะส่งให้รัฐบาลหรือไม่ จึงต้องรอดูว่าคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ป.ป.ช. จะมีมติส่งความเห็นมาให้รัฐบาลอย่างเป็นทางการเมื่อใด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีหน้าที่รับฟังทุกความเห็น และต้องยอมรับว่าไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่อง แต่อยากให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน

 

“วันนี้ถ้าดูกรอบเวลาไม่น่าจะทันเดือนพฤษภาคม หากไม่ทันก็ต้องเรียนด้วยความเคารพ แต่รัฐบาลยืนยันว่าเราจะต้องเดินหน้านโยบายแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตต่อไป” จุลพันธ์กล่าว 

 

จุล​พันธ์กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ตนเอง ‘ยังไม่เห็น’ โอกาสที่ต้องยกเลิกโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขณะเดียวกันรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นอนุบาลทางการเมือง มองเห็นและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคืออะไร และพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

The post ย้อนรอย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ กับเหตุผลที่ทนเจ็บเพื่อไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือเจริญโภคภัณฑ์แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หลังมีคนทำเฟซบุ๊กปลอมอ้างชื่อ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ หลอกลงทุน https://thestandard.co/cp-group-announced-scammer-beware/ Thu, 21 Dec 2023 11:21:11 +0000 https://thestandard.co/?p=879672 เครือเจริญโภคภัณฑ์

วันนี้ (21 ธันวาคม) เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยสำนักยุทธศาสต […]

The post เครือเจริญโภคภัณฑ์แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หลังมีคนทำเฟซบุ๊กปลอมอ้างชื่อ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ หลอกลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือเจริญโภคภัณฑ์

วันนี้ (21 ธันวาคม) เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยสำนักยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร ได้ออกเอกสารเผยแพร่รายละเอียดต่อสื่อมวลชน ระบุว่า เนื่องด้วยปัจจุบันมีมิจฉาชีพใช้ Facebook, LINE, TikTok และ YouTube เปิดบัญชีปลอมหลอกให้ร่วมลงทุน โดยแอบอ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จ

 

ล่าสุดปรากฏว่า ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อและนำรูปภาพไปใช้ในเพจ Facebook และกระจายต่อไปในโลกสังคมออนไลน์ ชักชวนประชาชนให้ลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง

 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ระบุในเอกสารอีกว่า ขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่าอย่าหลงเชื่อเพจ Facebook ปลอมที่แอบอ้างชื่อเป็น ธนินท์ เจียรวนนท์ ชักชวนให้ลงทุน 

 

ทั้งนี้ ธนินท์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมในการหลอกลงทุนดังกล่าว หากพบการแอบอ้างชื่อไปใช้เพื่อการลงทุน ให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นเพจปลอม 

 

จึงขอเตือนประชาชนโปรดอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพดังกล่าว เพราะอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สินได้ พร้อมขอความร่วมมือไม่ส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวในช่องทางต่างๆ

 

ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับมิจฉาชีพดังกล่าว

The post เครือเจริญโภคภัณฑ์แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หลังมีคนทำเฟซบุ๊กปลอมอ้างชื่อ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ หลอกลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผมเห็นด้วยและสนับสนุนนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ‘เจ้าสัวธนินท์’ ย้ำ ไม่ใช่ช่วยเหลือคนยากจนเท่านั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ https://thestandard.co/dhanin-chearavanont-digital-money-distribution-policy/ Mon, 20 Nov 2023 04:22:05 +0000 https://thestandard.co/?p=867514 เจ้าสัวธนินท์

‘เจ้าสัวธนินท์’ มั่นใจฝีมือการทำงานของรัฐบาล ‘เศรษฐา’ แ […]

The post ผมเห็นด้วยและสนับสนุนนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ‘เจ้าสัวธนินท์’ ย้ำ ไม่ใช่ช่วยเหลือคนยากจนเท่านั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์

‘เจ้าสัวธนินท์’ มั่นใจฝีมือการทำงานของรัฐบาล ‘เศรษฐา’ และเห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ย้ำเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก

 

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงความเห็นถึงการทำงานของรัฐบาล ในงานสัมมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศ ครั้งที่ 41 ว่า ผมเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดใหม่ เพราะเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม เข้ามาเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐา ท่านนายกฯ ที่ผ่านมาผลงานของท่านทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริหารด้านการเงินการคลังทำได้ค่อนข้างดี

 

“ในส่วนของนโยบายต่างๆ รวมถึงเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผมเห็นด้วยและสนับสนุน ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ พวกเราต้องช่วยกันพูด คือไม่ใช่ไปช่วยเหลือคนยากจน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องให้เข้าใจ เพราะวันนี้เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ แต่เราต้องมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าถ้าพวกเราสามัคคีกัน ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง มองประเทศชาติเป็นหลัก เชื่อมั่นว่าประเทศไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน” ธนินท์ย้ำ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ถึงวันนี้ใครๆ ก็อยากจะมาอยู่เมืองไทย ในช่วงที่โลกเจอวิกฤต ยกเว้นอเมริกาที่ยังเป็นผู้นำเศรษฐกิจอยู่ แม้เงินเฟ้อ 4% หรือแม้แต่ GDP โต 10% ซึ่งเราอย่าไปกลัวเงินเฟ้อ ให้เงินเฟ้อบ้าง เพราะเงินเฟ้อยังมีโอกาสแก้ไขได้ สิ่งที่กังวลคือเงินฝืด ถ้าให้เทียบกับร่างกายคนก็เหมือนหัวใจหยุดเต้น 

 

ที่สำคัญปัจจุบันวิกฤตที่เกิดไม่เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจมีปัญหา แต่ประเทศไทยการเงินของเรายังอยู่ในท็อปของโลก ดังนั้นทั่วโลกมองแล้วว่าในประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศไทยยังน่าลงทุน แต่ปัญหาของไทยกำลังกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีผู้สูงอายุ และประชากรลดลง มีไม่ถึง 70 ล้านคน สิ่งเหล่านี้น่าเป็นห่วง

 

ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวต่อถึงนโยบายการพักหนี้เกษตรกร ผมเห็นด้วยอย่างมาก แต่ไม่ใช่ว่าพักนี้เกษตรกรแล้วจะเสียวินัยการเงิน จริงๆ ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่เจริญรุ่งเรืองได้โดยไม่ปกป้องราคาสินค้าเกษตร เพราะสินค้าเกษตรเปรียบเสมือนน้ำมันบนดินของประเทศไทย แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าสินค้าเกษตรไม่ค่อยมีค่าเท่าไร พอปลูกเสร็จ ข้าวเปลือกขายเข้าโรงสีก็จบแล้ว ซึ่งตัวเลขรายได้ไม่ใช่ของเกษตร แต่เป็นของอุตสาหกรรม 

 

จริงๆ สามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างอ้อย เมื่อเกษตรกรขายอ้อยเข้าโรงสี โรงงานผลิตน้ำตาล ก็กลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรมไปแล้ว ลองคิดดูสินค้าเกษตรเราผลิตได้เกือบจะได้ 100% อย่างปุ๋ยอาจนำเข้า แล้วถ้าหากว่าสินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าขึ้นอีก 2-3 เท่า ประเทศไทยจะมีรายได้ที่สูงขึ้น และเงินเข้าประเทศจะมากขึ้น 

 

ดังนั้นเราต้องช่วยกัน รัฐบาลต้องดูแลเมื่อสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น เมื่อราคาสูงต้องดูสาเหตุจากอะไร น้ำท่วม แมลงหรือเป็นโรค ทำให้ของมันขาด ราคาแพง และต้องรีบจัดการ เพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเมื่อเกษตรกรมีรายได้ ก็จะมีกำลังมาจับจ่ายซื้อสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้คนยากจนส่วนใหญ่มาจากเกษตรกร ทำให้มีหนี้นอกระบบเกิดขึ้น จึงอยากฝากนักธุรกิจ และสมาชิกหอการค้าไทยให้ช่วยกัน ถึงเวลาแล้วที่ทุกพรรคการเมือง นักธุรกิจ ราชการ ต้องมองประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เพราะถ้าประเทศอยู่ไม่ได้ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ แล้วผู้ประกอบการหรือแม้แต่นักธุรกิจที่ผลิตสินค้าจะขายให้กับใคร ต้องเริ่มคิด

The post ผมเห็นด้วยและสนับสนุนนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ‘เจ้าสัวธนินท์’ ย้ำ ไม่ใช่ช่วยเหลือคนยากจนเท่านั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ขอโทษใช้คำพูดไม่สุภาพ ‘ขี้ข้า’ แจงพูดกับลูก ขอบคุณเจ้าสัวธนินท์สนับสนุนดิจิทัลวอลเล็ต ด้านอนุทินย้ำ พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมหนุนหากไม่ขัด รธน https://thestandard.co/srettha-thanks-to-digital-wallet-supporters/ Sun, 19 Nov 2023 08:47:16 +0000 https://thestandard.co/?p=867339 เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเท […]

The post นายกฯ ขอโทษใช้คำพูดไม่สุภาพ ‘ขี้ข้า’ แจงพูดกับลูก ขอบคุณเจ้าสัวธนินท์สนับสนุนดิจิทัลวอลเล็ต ด้านอนุทินย้ำ พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมหนุนหากไม่ขัด รธน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 30 ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ว่าได้มีโอกาสพบปะกับชุมชนชาวไทยในสหรัฐฯ ตนในฐานะผู้นำรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยมีการลงทุนที่สูงขึ้น ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในไทยต้องตื่นตัว และให้คนที่ปิดประตูว่าจะไม่กลับไทยแล้ว จึงเป็นที่มาที่ไปในโซเซียลมีเดียมาล้อว่าลูกตนอยู่เมืองนอก ก็เข้าใจดีว่าไทยเรายังต้องพัฒนา จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตนต้องเดินเข้ามาสู่เวทีการเมือง เพื่อต้องการยกระดับของไทยให้ดีขึ้น ให้เป็นที่หมายปองของทุกๆ คน อยากให้คนไทยกลับมาทำงานในเมืองไทยกันเยอะๆ 

 

แจงพูดไม่สุภาพ ‘ขี้ข้า’ พูดกับลูก และเป็นคนพูดตรงไปตรงมา 

 

“มีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่ามีคำแนะนำอย่างไร ผมก็บอกว่าผมแนะนำลูกผมให้ไปเป็นขี้ข้าเขาก่อน เพราะผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ก็มีดราม่าไปพูดว่าผมพูดจาไม่สุภาพ ผมก็ต้องขอโทษ แต่อันนั้นผมพูดกับลูกผม เพราะผมเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา เพื่อให้เขาเห็นภาพว่าจริงๆ แล้วการไปทำงาน การไปเป็นลูกจ้างเขาก็ลำบาก การที่เราเพิ่งจบมาใหม่ๆ เราต้องมีความอดทน ผู้บังคับบัญชาพูดจาหรือใช้อะไรอาจไม่ถูกหูเรา แต่เราต้องมีความอดทน บางครั้งอาจมีการใช้ศัพท์ก็เป็นการบริหารความคาดหวังของลูกผมมากกว่า

 

“ถ้าจะถามผมส่วนตัวว่ามีคำแนะนำอะไรให้กับคนรุ่นใหม่ ก็อยากให้ไปทำงานก่อน อย่าไปทำสตาร์ทอัพก่อน อยากให้ไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ สัก 2-3 ปี ไปเรียนเรื่องระเบียบวินัย ไปสร้างคอนเน็กชัน ไปสร้างเพื่อนฝูงในบริษัทใหญ่ๆ แล้วค่อยออกมาทำงาน ก็เป็นคำแนะนำส่วนตัว ก็เห็นต่างได้ไม่เป็นอะไร” เศรษฐากล่าว

 

ขอบคุณเจ้าสัวธนินท์สนับสนุนดิจิทัลวอลเล็ต

 

นอกจากนี้ เศรษฐายังกล่าวถึงกรณีที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แต่ขณะเดียวกันยังมีเสียงต่อต้านการกู้เงินมาใช้ในโครงการว่า ก็รับฟัง พร้อมรับฟังความเห็นต่าง และขอบคุณเจ้าสัวธนินท์ที่ให้การสนับสนุน ต้องไปดูว่าความจริงแล้วประเทศเราต้องการการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

โดยนโยบายหลักของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราได้ทำมาแล้ว เรื่องการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลในระยะสั้นและระยะยาวด้วย รวมทั้งการย้ายถิ่นฐานการผลิตของบริษัทต่างๆ กว่าที่จะมีการตอกเสาเข็มและมีสินค้าออกไปก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายปี และ 9 ปีที่ผ่านมาการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่เพียง 1.8% แต่เราต้องการวิธีใหม่ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ยันพร้อมรับฟังทุกความเห็นต่าง

 

เมื่อถามย้ำว่า แต่ยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมาใช้ในโครงการ เพราะมองว่าเศรษฐกิจของเรายังสามารถที่จะเจริญเติบโตได้อยู่ ไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤตถึงขนาดจำเป็นต้องกู้เงินมา เศรษฐากล่าวว่า รับฟัง รับทราบ และอย่างที่ตนพูดมาตลอดเวลาว่ามันมีประเด็นอยู่ประเด็นเดียวคือวิกฤตและจำเป็นหรือเปล่า 

 

แต่ตนถือว่าวิกฤต แต่ถ้าท่านบอกว่าวิกฤตคือ GDP ต้องติดลบ อันนั้นก็เป็นวิกฤต แต่ถ้ามองดูว่า 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราโตแค่เพียง 1.8% คู่แข่งของเราก็ยังเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็ต้องไปดูว่าเขาขยายตัวเท่าไร ท่านก็ไปดูตัวเลขย้อนหลังออกมาก็แล้วกัน ความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง ค่าแรงขึ้นไม่ได้ ค่าแรงขั้นต่ำก็ขึ้นไม่ได้ เพราะธุรกิจเรารายได้ไม่ขยายตัวขนาดนั้น รายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 300-337 บาท ถือว่าต่ำมาก แต่ผมเองก็เห็นใจผู้ประกอบการทั้งรายกลางและรายย่อยว่าไม่สามารถขึ้นค่าแรงได้ เพราะมีหลายๆ เหตุผล กว่า FTA จะเจรจาเสร็จ ใช้เวลา 1-2 ปี และกว่าเขาจะมาตั้งโรงงานได้ต้องใช้เวลาพอสมควร กว่านโยบายหลายๆ นโยบายจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา และระหว่างนี้เราจะทำอย่างไร ก็ต้องฝากไว้ด้วย

 

อนุทินย้ำ พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมหนุนดิจิทัลวอลเล็ตหากไม่ขัด รธน. 

 

ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะตนให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดว่า นโยบายของรัฐบาล ถ้าไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พรรคร่วมรัฐบาลก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนนโยบายอะไรก็ตามที่ปรากฏในการแถลงนโยบายของนายกฯ ต่อรัฐสภา เราต้องสนับสนุน แต่ทุกอย่างมีขั้นตอน 

 

“ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งหาหนทางที่นำมาปฏิบัติให้เร็วที่สุด ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน อาจต้องมีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ด้วย ทั้งนี้ เราจะต้องดูว่าถ้าไม่มีข้อขัดข้องหรือขัดแย้งกับกฎหมาย เราก็ต้องสนับสนุน” อนุทินกล่าว

The post นายกฯ ขอโทษใช้คำพูดไม่สุภาพ ‘ขี้ข้า’ แจงพูดกับลูก ขอบคุณเจ้าสัวธนินท์สนับสนุนดิจิทัลวอลเล็ต ด้านอนุทินย้ำ พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมหนุนหากไม่ขัด รธน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นประธานมอบเครื่องราชฯ ชั้นสูงสำหรับชาวต่างประเทศแก่เจ้าสัวธนินท์ ประธานอาวุโสเครือ CP ในบทบาทส่งเสริมเศรษฐกิจญี่ปุ่น-ไทยอย่างยาวนาน https://thestandard.co/dhanin-the-order-of-the-rising-sun-gold-silver/ Thu, 09 Nov 2023 08:42:46 +0000 https://thestandard.co/?p=864081 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of the Rising Sun, Gold and Silver

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนน […]

The post สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นประธานมอบเครื่องราชฯ ชั้นสูงสำหรับชาวต่างประเทศแก่เจ้าสัวธนินท์ ประธานอาวุโสเครือ CP ในบทบาทส่งเสริมเศรษฐกิจญี่ปุ่น-ไทยอย่างยาวนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of the Rising Sun, Gold and Silver

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star สำหรับชาวต่างชาติประจำฤดูใบไม้ร่วง ปี 2023 นับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบให้กับเอกชน 

 

ทั้งนี้ ได้เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ณ พระราชวังอิมพีเรียล ประเทศญี่ปุ่น โดยสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นประธานในพิธี และมีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิโอะ คิชิดะ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มอบ 

 

รัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวมอบให้แก่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นักธุรกิจจากประเทศไทย มาจากผลสำเร็จในฐานะที่ธนินท์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย  

 

นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังระบุว่า ธนินท์ ในฐานะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมงานกับบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยมานานหลายปี อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่นภายในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาและเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นให้กว้างขวาง 

 

สอดคล้องกับ Nikkei สื่อดังของญี่ปุ่นที่เคยกล่าวว่า ซีพี (CP) ถือเป็นบริษัทที่เข้าไปปฏิวัติโต๊ะอาหารของญี่ปุ่น โดยได้ส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นรายแรกตั้งแต่ปี 1973 ทำให้คนญี่ปุ่นได้บริโภคไก่ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนในราคาถูก ด้านประธานอาวุโสเครือซีพีเผยว่า รู้สึกภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ชี้ว่าความสำเร็จมาจากค่านิยม 3 ประโยชน์ โดยจะมุ่งมั่นต่อไปให้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทยและญี่ปุ่น 

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star นับเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญยิ่งในชีวิต” 

 

เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย (The Order of the Rising Sun) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ญี่ปุ่นที่สถาปนาขึ้นเมื่อปี 1875 โดยจักรพรรดิเมจิ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นเครื่องอิสริยาภรณ์แรกที่มอบโดยรัฐบาลญี่ปุ่น  และสถาปนาขึ้นในวันที่ 10 เมษายน ปี 1875 โดยกฤษฎีกาของสภาแห่งรัฐ ดวงตราเป็นแสงอาทิตย์อุทัยฉายรัศมี การออกแบบของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสัญลักษณ์ของพลังที่ทรงพลังดั่งอาทิตย์อุทัย 

 

สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎแสงแห่งอาทิตย์ (The Order of the Rising Sun) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของประเทศญี่ปุ่นมีทั้งหมด 8 ลำดับชั้น ได้แก่

 

ชั้นที่ 1 Grand Cordon (เคียวกุจิสึ ไดจูโช) 

ชั้นที่ 2 Gold and Silver Star (เคียวกุจิสึ จูโกโช) 

ชั้นที่ 3 Gold Rays with Neck Ribbon (เคียวกุจิสึ ชูจุโช) 

ชั้นที่ 4 Gold Rays with Rosette (เคียวกุจิสึ โชจูโช) 

ชั้นที่ 5 Gold and Silver Rays (เคียวกุจิสึ โซโกโช) 

ชั้นที่ 6 Silver Rays (เคียวกุจิสึ ทันโกโช) 

ชั้นที่ 7 Blue Paulownia Leaves Medal (เซโชะกุ โทโยโช) 

ชั้นที่ 8 White Paulownia Leaves Medal (ฮากุโชะกุ โทโยโช)

The post สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นประธานมอบเครื่องราชฯ ชั้นสูงสำหรับชาวต่างประเทศแก่เจ้าสัวธนินท์ ประธานอาวุโสเครือ CP ในบทบาทส่งเสริมเศรษฐกิจญี่ปุ่น-ไทยอย่างยาวนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Forbes มอบรางวัลเกียรติยศหนึ่งเดียวแก่ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสเครือซีพี https://thestandard.co/forbes-awards-honorary-award-to-thanin-chearavanont/ Tue, 12 Sep 2023 07:37:45 +0000 https://thestandard.co/?p=840731 Forbes มอบรางวัล MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEM ให้แก่ ธนินท์ เจียรวนนท์

Forbes Media ประกาศรางวัลเกียรติยศ ‘MALCOLM S. FORBES L […]

The post Forbes มอบรางวัลเกียรติยศหนึ่งเดียวแก่ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสเครือซีพี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Forbes มอบรางวัล MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEM ให้แก่ ธนินท์ เจียรวนนท์

Forbes Media ประกาศรางวัลเกียรติยศ ‘MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEMENT’ แก่ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้นำสูงสุดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยรางวัลนี้มอบเพื่อเป็นเกียรติและเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในการประกอบธุรกิจตลอดชีวิต ทั้งด้านความสำเร็จในการทำธุรกิจ การเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต และการทำประโยชน์เพื่อสังคม นับเป็นการรายงานความสำเร็จทางธุรกิจระดับโลกที่ถูกมอบให้กับผู้นำธุรกิจคนหนึ่ง โดยครั้งนี้ถือเป็นความภูมิใจของนักธุรกิจไทย ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงค่าความเชื่อและปรัชญาของธุรกิจ ซึ่ง Malcolm S. Forbes สนับสนุนตลอดชีวิตของเขานับตั้งแต่การก่อตั้งนิตยสาร Forbes ในปี 1917

 

สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานกรรมการ และบรรณาธิการบริหารของ Forbes Media กล่าวว่า “ในรอบ 6 ทศวรรษในการทำธุรกิจของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แก่เครือเจริญโภคภัณฑ์ จากธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย จนเป็นธุรกิจครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีความน่าสนใจมาก ตั้งแต่ธุรกิจเกษตรและร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงธุรกิจโทรคมนาคม ยา และบริการทางการเงิน ธนินท์เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจและเป็นที่น่าเคารพของนักธุรกิจในเอเชีย ถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง”

 

ทั้งนี้ ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณ Forbes ที่มอบรางวัลนี้ให้กับชีวิตการทำงานของผม ผมเชื่อว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด การเปิดโอกาส เปิดเวทีให้คนดีและคนเก่งได้แสดงความสามารถเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างและแบ่งปันคุณค่า รวมทั้งทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้”

 

รางวัลนี้ถูกมอบให้แก่ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ โดย สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานกรรมการ และบรรณาธิการบริหารของ Forbes Media และ คริสโตเฟอร์ ฟอร์บส์ รองประธานกรรมการ Forbes Media ในงานประชุมซีอีโอระดับโลก Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2023 ทั้งนี้ยังมีการเสวนาบนเวทีระหว่างประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และ สตีฟ ฟอร์บส์ อีกด้วย

 

ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นการเข้ามาทำธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี และการได้รับโอกาสให้ขับเคลื่อนงานสำคัญตลอดช่วงชีวิตการทำงาน การนำธุรกิจผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ความยากลำบากในช่วงโควิด-19 โดยได้แบ่งปันปัจจัยแห่งความสำเร็จคือการสร้างประโยชน์ให้กับทุกประเทศที่ไปลงทุน สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ประชาชนในประเทศนั้น สุดท้ายองค์กรก็จะได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ธนินท์ยังได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต ที่เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้ขับเคลื่อนธุรกิจ ให้อำนาจในการตัดสินใจ และบทบาทส่วนตัวของธนินท์ในฐานะประธานอาวุโสในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ รวมถึงทำเรื่องใหม่ ซึ่งย้ำว่าการทำงานเป็นเหมือนการเล่นกีฬาที่มีความท้าทาย ต้องคิดว่าปัญหาเป็นความท้าทาย ต้องสนุกในการแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัล MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEMENT ในอดีต ได้แก่ ลีกาชิง ประธานกรรมการ Cheung Kong (Holdings) และ Hutchison Whampoa (2006) แซม ร็อบสัน วอลตัน ประธานคณะกรรมการของ Wal-Mart Stores, Inc. (2009) คาร์ลอส สลิม เฮลู ประธานกรรมการ Fundacion Telmex, Fundación Carlos Slim, Impulsora del Desarrollo y el Empleo en América Latina และ Cicsa (2010) และ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group (2019

 

อนึ่ง MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEMENT เป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคลที่มีผลงานและความสำเร็จน่าประทับใจตลอดชีวิต โดยที่มาของรางวัลถูกตั้งชื่อตาม Malcolm S. Forbes ทายาทรุ่นที่ 2 ของ Forbes Media สื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Malcolm S. Forbes เป็นบิดาของ สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานกรรมการของฟอร์บส์คนปัจจุบัน

 

ภาพ: Forbes Asia

The post Forbes มอบรางวัลเกียรติยศหนึ่งเดียวแก่ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสเครือซีพี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทย-จีนจัดประชุมเจ้าสัวโลก หวังดึงทุนจีนลงทุนอีอีซี-ธุรกิจ EV และพลังงานสะอาด https://thestandard.co/16th-world-chinese-entrepreneurs-convention/ Mon, 26 Jun 2023 00:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=807467 The 16th World Chinese Entrepreneurs Convention

‘หอการค้าไทย-จีน’ จัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ […]

The post หอการค้าไทย-จีนจัดประชุมเจ้าสัวโลก หวังดึงทุนจีนลงทุนอีอีซี-ธุรกิจ EV และพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The 16th World Chinese Entrepreneurs Convention

‘หอการค้าไทย-จีน’ จัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 ฟื้นเศรษฐกิจโลกด้วยภูมิปัญญานักธุรกิจชาวจีน หวังช่วยดันอีอีซีเชื่อมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ด้าน ‘เจ้าสัวธนินท์’ ขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์ ดึงเทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยศักยภาพคนรุ่นใหม่  ไม่เพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก

 

หอการค้าไทย-จีนได้จัดการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention: WCEC) ครั้งที่ 16 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั่วโลกกว่า 4,000 คนจาก 50 ประเทศ

 

โดยมี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และ เกาหยุนหลง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี และ ธนินท์ เจียรวนนท์ นายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานกิตติมศักดิ์ถาวรหอการค้าไทย-จีน, กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย, สนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หลี เสี่ยวปอ นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ICBC, ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 

 

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงานว่า การประชุมวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญประสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน โดยเมืองไทยมีนักธุรกิจเชื้อสายจีนจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยมายาวนาน ถือเป็นโอกาสและเวลาที่เหมาะสม ประเทศต่างๆ ได้เปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ จึงมีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางระหว่างประเทศ และประเทศไทยมีความพร้อมทุกๆ ด้านเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน

 

“ผมเชื่อมั่นว่าการประชุมนักธุรกิจชาวจีนครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเห็นลู่ทางโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนกับประเทศไทย ซึ่งสะท้อนจากนโยบายและศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ทั้งจากการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยภายใต้ความตกลงทางการค้าที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึง FTA อาเซียน-จีน และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ตลอดจนการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่น ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่อีอีซี ตลอดจนโอกาสการร่วมลงทุนกับไทย ในอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ในต่างประเทศ อันเกิดจากการกระจายการเจริญเติบโตภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่าง ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’

 

ณรงค์ศักดิ์ พุทธมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน และประธานกรรมการจัดงาน WCEC ครั้งที่ 16 กล่าวสุนทรพจน์ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมว่า ในขณะนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกเป็นเวทีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของนักธุรกิจชาวจีนและนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจากทั่วโลก ใช้เป็นโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

 

“หอการค้าไทย-จีนได้ให้ความสำคัญกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดภายใต้หัวข้อร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยภูมิปัญญานักธุรกิจจีน โดยหวังให้มีโอกาสพัฒนาจาก ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ ที่เป็นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และเขตอ่าวเศรษฐกิจกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า”

 

ในการประชุม นักธุรกิจจีนที่เข้าร่วมให้ความสนใจในการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย เพราะเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมอยู่แล้ว ส่วนการที่ไทยกำลังจะได้รัฐบาลใหม่และเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็สามารถทำให้เกิดการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

เฉินซวี่ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งคณะรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน (เทียบเท่ารัฐมนตรี) กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์กับนานาประเทศถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจ ตนเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งจะเป็นการเสริมพลังต่อความร่วมมือของนักธุรกิจชาวจีน และจะเป็นประโยชน์ต่อศักยภาพทางธุรกิจ รวมถึงเป็นการยกระดับการค้าขาย เวทีการประชุมครั้งนี้จะทำให้นักธุรกิจชาวจีนได้แสดงความรู้ ความสามารถ และนำมาซึ่งการพัฒนาร่วมกัน 

 

เจ้าสัวซีพีย้ำต้องดึงเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพธุรกิจ

 

จากนั้น ธนินท์ เจียรวนนท์ นายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานกิตติมศักดิ์ถาวรหอการค้าไทย-จีน กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ปัจจุบันโลกของเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราจึงจำเป็นต้องศึกษาวิทยาการด้านต่างๆ จากสหรัฐอเมริกา และต้องนำทรัพยากรจากทั่วโลกทั้งด้านบุคลากร เงินทุน เทคโนโลยี และวัตถุดิบ เข้ามาที่จีน ซึ่งในวันนี้กล่าวได้ว่าจีนมีปัจจัยพื้นฐานในด้านต่างๆ เหล่านี้พร้อมที่จะพลิกโฉมการพัฒนาจากเดิมที่ใช้แรงงานราคาถูก เราจึงมีความมั่นใจในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างมาก 

 

ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจคือ สงครามแข่งขันในด้านการค้า จึงต้องมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ บริการ และเทคโนโลยี รวมถึงต้องพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้และความสามารถทัดเทียมระดับนานาชาติ แข่งขันได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก ซึ่งในโลกอนาคตจะเป็นโลกของหุ่นยนต์และไบโอเทคโนโลยี แต่ไม่ต้องกลัวคนตกงาน เพราะหุ่นยนต์จะใช้แรงงานแทนคน ส่วนคนต้องหันไปทำงานที่ใช้ทักษะสูงกว่านั้น

 

“การผลิตเทคโนโลยีเป็นเรื่องยาก แต่การนำมาใช้นั้นง่าย สมัยก่อนคนชอบมองว่า เกษตรกรจะไปใช้เทคโนโลยียากๆ ได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริง ความยากมันอยู่ที่คนผลิตเทคโนโลยี แต่พอเกษตรกรนำมาใช้มันง่ายแล้ว อย่างตอนที่ตนขยายไปทำธุรกิจที่จีน ได้หาข้อมูลจนพบว่า มอเตอร์ไซค์ที่ทนที่สุด ขับขึ้นเขาได้ ซ่อมง่าย คือ Honda ซึ่งตอนไปญี่ปุ่น รุ่นนี้เค้าไม่ใช้กันแล้ว เพราะมีรุ่นที่ดีกว่า ทำให้เจรจาขอซื้อมาในราคาที่ถูกมากได้ และขายดีมากที่จีน ดังนั้น เราต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเสมอไป”

 

ประธานอาวุโสเครือซีพีกล่าวต่อว่า ประเทศไทยของเรามีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของโลก ผ่านการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่โครงการที่ช่วยส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น สิทธิปลอดภาษีโครงการที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์เทคโนโลยี ซึ่งในยุค 4.0 ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังมีความสำคัญ เพราะอีคอมเมิร์ซต้องอาศัย Real Economy ในการผลิตสินค้าที่จับต้องได้ และต้องอาศัยโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งทางบก เพื่อส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค การพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงที่ใช้นวัตกรรมในการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูง มูลค่าสูงขึ้น จึงจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ดำรงอยู่ต่อไป

 

“การค้าของโลกในอนาคตนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี เพราะเมื่อมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพของสินค้าก็จะดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เศรษฐกิจในยุค 4.0 ไม่ได้หมายถึงให้เราละทิ้งธุรกิจเก่าที่เคยมีมาก่อน แต่ให้เราใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจที่เรามีอยู่ ทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยมากขึ้น และสามารถขยายธุรกิจออกไปให้มากขึ้น” ประธานอาวุโสธนินท์กล่าว

 

ทั้งนี้ ในการประชุมจะเป็นการประชุมกลุ่มย่อย 4 หัวข้อ ได้แก่

 

  1. ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย 
  2. โอกาสพัฒนาจาก ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ ‘ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเขตอ่าวเศรษฐกิจกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า’ 
  3. แนวคิดและภูมิปัญญาการดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจชาวจีน 
  4. การสืบสานและพันธกิจของนักธุรกิจชาวจีนรุ่นใหม่ จะมีผู้บริหารระดับสูงในไทยและนักธุรกิจจีนขึ้นบรรยายให้ความรู้ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย, แนวความคิดและภูมิปัญญาการดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจชาวจีน และการสืบสานและพันธกิจของนักธุรกิจชาวจีนรุ่นใหม่

The post หอการค้าไทย-จีนจัดประชุมเจ้าสัวโลก หวังดึงทุนจีนลงทุนอีอีซี-ธุรกิจ EV และพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel https://thestandard.co/thanit-launch-makro-pro-application/ Wed, 15 Feb 2023 02:36:14 +0000 https://thestandard.co/?p=750561 ธนิศร์ เจียรวนนท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนทัพของแม็คโครนับเป็นที่จับตาม […]

The post ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนิศร์ เจียรวนนท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนทัพของแม็คโครนับเป็นที่จับตามอง จากการเป็นเบอร์ 1 ในตลาดค้าส่งที่มีสาขากว่า 152 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ และยังมีฐานสมาชิกอยู่มากกว่า 4 ล้านราย ในจำนวนนั้น 70% เป็นลูกค้าผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านอาหารต่างๆ ทำให้แม็คโครพยายามมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย ฉายภาพว่า แม็คโครอยู่บนเส้นทางธุรกิจค้าส่งมาเป็นระยะเวลานาน แม้จะผู้นำตลาดค้าส่งแต่เมื่อถึงเวลาอาจจะถูกดิสรัปต์จากตลาด

 



ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ดังนั้นต้องรีบดิสรัปต์และทรานส์ฟอร์มตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ เห็นได้จากช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อก้าวสู่เป้าหมายใหญ่ คือขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Omni-Channel

 

จากปัจจัยดังกล่าวแม็คโครจึงหันมาโฟกัสพัฒนาโครงสร้างธุรกิจ O2O โดยเริ่มมาบุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมามีสัดส่วนการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก และยังเชื่อว่ามีโอกาสและช่องว่างที่ยังเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก ล่าสุดจึงได้เปิดตัวแอปพลิเคชันภายใต้ชื่อ ‘Makro PRO’ ที่มีการรวมสินค้าเข้ามาจำหน่ายกว่า 5 หมื่นรายการ

 

ในโอกาสนี้ได้มีการดึง ‘ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์’ มาเป็นพรีเซนเตอร์และสร้างการรับรู้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แม็คโครจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปตั้งเป้าจะเติบโตอยู่ที่ 88% ภายในปี 2566 และมียอดดาวน์โหลดประมาณ 1 ล้านคน 

 

“แม้แม็คโครจะมีการขยายสาขาไปในพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม แต่ในบางสาขาขนาดไม่เท่ากัน และอาจมีสินค้าไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างในบางสาขาอาจมีสินค้าเพียง 2 หมื่นรายการ แต่ถ้าเทียบกับแอปพลิเคชันสามารถรวบรวมสินค้ามาอยู่ในที่เดียวกันได 5 หมื่นรายการ ก็จะสามารถเลือกซื้อได้อย่างหลากหลาย อีกอย่างลูกค้าบางคนอาจไม่สะดวกเดินทางไปที่สาขาซึ่ง Makro PRO จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการตอบโจทย์ และช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ในระยะยาว”

 

ภาพรวมของแม็คโครที่ผ่านมามีการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งในส่วนของการขยายสาขา โดยปี 2566 เตรียมเปิดอีก 10-12 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในรูปแบบร้านขนาด 4,000 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนราวๆ 200-300 ล้านบาท 

 

โดยเน้นฟอร์แมตร้านแบบดั้งเดิมและแม็คโคร ฟูดเซอร์วิส ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักเป็นร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันลูกค้าแม็คโครหลักๆ ยังเป็น B2B 70% และลูกค้าทั่วไป 30% 

 

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนพัฒนาระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน โดยทุกสาขาของแม็คโครจากนี้ไปจะมีพื้นที่ Omni-Channel อย่างไรก็ตามมีคาดการณ์ว่า แอปพลิเคชัน Makro PRO จะส่งผลให้ภาพรวมรายได้ของธุรกิจแม็คโครเติบโตมากขึ้น จากปัจจุบันเติบโตอยู่ราวๆ 43%

The post ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวธนินท์’ พบ ‘แจ็ค หม่า’ ที่ฮ่องกง หนุนหุ้น Chia Tai ที่มี ‘สุภกิต เจียรวนนท์’ นั่งเป็นประธาน พุ่งเกือบ 800% https://thestandard.co/thanin-meet-jack-ma/ Wed, 01 Feb 2023 07:53:24 +0000 https://thestandard.co/?p=744751

หลังจากที่ แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีนผู้ก่อตั้ง Alibaba […]

The post ‘เจ้าสัวธนินท์’ พบ ‘แจ็ค หม่า’ ที่ฮ่องกง หนุนหุ้น Chia Tai ที่มี ‘สุภกิต เจียรวนนท์’ นั่งเป็นประธาน พุ่งเกือบ 800% appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่ แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีนผู้ก่อตั้ง Alibaba Group กลับมาปรากฏตัวในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้งในระยะหลัง รวมถึงการเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทยช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

 

ล่าสุด Nikkei Asia รายงานว่า แจ็ค หม่า เดินทางพบกับ ธนินท์ เจียรวนนท์ มหาเศรษฐีชาวไทย เจ้าของเครือเจริญโภคภัณฑ์ การพบกันในครั้งนี้นับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ระหว่างแจ็ค หม่า และตระกูลเจียรวนนท์ ภายใน 1 เดือน หลังจากที่ปรากฏภาพแจ็ค หม่า ถ่ายรูปร่วมกับ สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการของ Chia Tai Enterprises International และลูกชายคนโตของเจ้าสัวธนินทร์ ในช่วงที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย 

 

การพบกันในครั้งนี้ยังได้หนุนให้ราคาหุ้นของ Chia Tai Enterprises International พุ่งขึ้นเกือบ 800% จากเมื่อวันศุกร์ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.79 ดอลลาร์ฮ่องกง ไปแตะระดับ 6.89 ดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่ราคาหุ้นของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หนึ่งในบริษัทในเครือของซีพี กรุ๊ป เพิ่มขึ้น 1.27% ในวันนี้ มาอยู่ที่ 23.9 บาท  

 

ราคาหุ้นของ Chia Tai เริ่มวิ่งขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจาก Hong Kong Economic Times รายงานว่า แจ็ค หม่า พบกับเจ้าสัวธนินท์ พร้อมทั้งลูกชายคือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอของ ซีพี กรุ๊ป โดยไม่ได้มีการเปิดเผยถึงประเด็นของการพบปะในครั้งนี้ 

 

ก่อนหน้านี้ แจ็ค หม่า ซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากการเข้ามาจัดระเบียบภาคธุรกิจโดยรัฐบาลจีน ล่าสุดได้วางมือจากการบริหารบริษัท Ant Group ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Alibaba พร้อมทั้งลดสัดส่วนการถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง จากกว่า 53% มาเหลือเพียง 6.2% แต่ล่าสุดดูเหมือนว่า แจ็ค หม่า จะเริ่มกลับมาพบปะกับบรรดานักธุรกิจหลากหลายรายมากขึ้นอีกครั้ง


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

อ้างอิง:

The post ‘เจ้าสัวธนินท์’ พบ ‘แจ็ค หม่า’ ที่ฮ่องกง หนุนหุ้น Chia Tai ที่มี ‘สุภกิต เจียรวนนท์’ นั่งเป็นประธาน พุ่งเกือบ 800% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชการ-เอกชนเข้าลงนามถวายพระพรพร้อมแจกันดอกไม้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน https://thestandard.co/government-private-sector-signing-the-blessing/ Fri, 16 Dec 2022 11:01:17 +0000 https://thestandard.co/?p=724687

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยา […]

The post ราชการ-เอกชนเข้าลงนามถวายพระพรพร้อมแจกันดอกไม้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตัวแทนคณะบุคคล หน่วยงานราชการ เอกชน และภาคประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

เช่น หม่อมหลวงสราลี กิติยากร พระมาตุจฉาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ, พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี, ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค, จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมภริยา, พล.อ. เจริญชัย หินเธาว์ ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก พร้อมภริยา, ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการ

 

โดยมีการถวายแจกันดอกไม้หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

 

องค์ภา

The post ราชการ-เอกชนเข้าลงนามถวายพระพรพร้อมแจกันดอกไม้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวธนินท์ ชี้ประเทศจะรุ่งเรืองหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับ ‘การศึกษา’ พร้อมเผย 6 ค่านิยมผลักดัน CP สู่ความสำเร็จ https://thestandard.co/country-prosper-or-fail-depending-on-education/ Fri, 02 Dec 2022 02:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=718855

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่ […]

The post เจ้าสัวธนินท์ ชี้ประเทศจะรุ่งเรืองหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับ ‘การศึกษา’ พร้อมเผย 6 ค่านิยมผลักดัน CP สู่ความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ประเทศจะรุ่งเรืองหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับ ‘การศึกษา’ พร้อมเผยค่านิยม 6 ข้อที่ผลักดัน CP สู่ความสำเร็จ

 

วานนี้ (1 ธันวาคม) ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘Challenge & Opportunities for the New Chapter of Education’ ในงาน Forum for World Education 2022 โดยระบุว่า ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นอยู่ที่การศึกษาและการสร้างคน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


“ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองได้ จะล้มเหลวได้ ก็เพราะการศึกษา ถ้าการศึกษาผิดพลาดถึงเป็นมหาอำนาจก็ล้มเหลวได้ หากการศึกษาถูกต้อง จากประเทศยากจนก็กลายเป็นมหาอำนาจได้ การศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” ธนินท์กล่าว

 

ทั้งนี้ การประชุมสัมมนา Forum for World Education 2022 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Shaping The Future of Education To Match Global Economic Trends โดยสภาเพื่อการศึกษาระดับโลก (FWE) ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2565 ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยได้เชิญผู้นำด้านธุรกิจระดับโลกที่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนและการศึกษา เข้าร่วมประชุมพร้อมกับผู้นำด้านการศึกษาจากประเทศต่างๆ กว่า 400 คน เพื่อระดมความเห็นในการออกแบบรูปแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต และสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจในทุกประเทศทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมายสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษา เตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ให้แข็งแกร่ง สร้างอนาคตเศรษฐกิจโลกยุค 5.0 ต่อไป

 

‘เจ้าสัว’ แนะบริษัทต่างๆ สร้างผู้นำที่รู้รอบด้าน

ธนินท์กล่าวอีกว่า การสร้างผู้นำในองค์กรปัจจุบันต้องสร้างบุคลากรที่รู้รอบด้าน และรู้ทุกเรื่องของบริษัทเปรียบเสมือนกับคำว่า ‘เถ้าแก่’ ในสมัยก่อน 

 

โดยเปิดเผยว่า ก่อน CP จะก่อตั้ง ‘สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ตนได้ไปดูงานมาแล้วหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Samsung, GE, Boeing พร้อมยกตัวอย่าง Jack Welch อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ GE ว่าเข้าใจระบบบริหารบุคลากรเดิมของบริษัทอเมริกัน ที่จะแบ่งสัดส่วนของพนักงานแต่ละคนอย่างชัดเจน โดยพนักงานแต่ละส่วนก็ไม่จำเป็นต้องรู้เนื้องานของอีกส่วน ทำให้เมื่อผู้นำคนเก่าเกษียณไป ก็จะทำให้บริษัทขาด CEO

 

“Jack Welch ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเคมี สุดท้ายได้ทำทุกอย่างทุกเรื่อง หลังพบว่าคนอื่นขายของไม่เป็น ไม่เข้าใจ เขาก็ต้องลงไปขาย ไปผลิต ไปทำทุกอย่าง ทั้งดูเรื่องกำไร ขาดทุน สร้างคน ทำให้เขารู้ว่าองค์กรที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่สร้างผู้นำที่รู้หลายๆ เรื่อง พอผู้นำคนเก่าเกษียณไปแล้วก็จะทำให้บริษัทขาด CEO ไป” ธนินท์กล่าว

 

ธนินท์กล่าวอีกว่า ระบบการต้องแบ่งงานดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากบริษัทกังวลว่า การสร้างผู้นำที่รู้ทุกเรื่องสุดท้ายจะถูกบริษัทอื่นซื้อตัวไป แต่ CP ไม่กลัว และจะสอนคนทุกเรื่อง ตั้งแต่บัญชี กำไร ขาดทุน บุคคล การผลิต การประชาสัมพันธ์ จึงมีคนถามผมว่า สอนขนาดนี้ไม่กลัวเหรอว่าเขาจะออกไป ผมบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเขาไปแล้วมีอนาคตมากกว่าอยู่ที่ CP เท่ากับเราสร้างคนให้สังคม

 

6 ข้อค่านิยม ผลักดัน CP สู่ความสำเร็จ

ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์เปิดเผยอีกว่า CP ประกอบด้วย ข้อแรกคือ 3 ประโยชน์ ได้แก่ การตอบแทนบุญคุณประเทศ ครอบครัว และบริษัท ข้อ 2 นวัตกรรม ข้อ 3 เร็วและมีคุณภาพ ข้อ 4 ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ข้อ 5 ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย CP ที่ประสบความสำเร็จต้องหาเรื่องที่ยากที่สุดมาทำให้เป็นของง่าย ข้อสุดท้าย ต้องเป็นคนดี เก่งอย่างเดียวไม่ได้

 

“คนที่ไม่รู้จักบุญคุณเป็นผู้นำไม่ได้ ดังนั้นการคัดคนถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก สถาบันจึงต้องคัดคนที่กตัญญูเป็นอันดับแรก เก่งอันดับ 2 ส่วนขยันหมั่นเพียร อดทน เสียสละ รู้จักเสียเปรียบ รู้จักให้เป็นเรื่องสำคัญ เก่งแล้วเห็นแก่ตัวไม่มีประโยชน์ ไม่เหมาะเป็นผู้นำ สำคัญที่สุดคือวัฒนธรรมครอบครัว ถ้าคุณไม่รักครอบครัว ไม่กตัญญู ไม่รักพี่น้อง จะรักบริษัทหรือ?” ธนินท์กล่าว

The post เจ้าสัวธนินท์ ชี้ประเทศจะรุ่งเรืองหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับ ‘การศึกษา’ พร้อมเผย 6 ค่านิยมผลักดัน CP สู่ความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>