ธนาคารกสิกรไทย – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 19 Dec 2025 08:01:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-kbank-new-strategy-future-ready-wealth/ Fri, 19 Dec 2025 02:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1155826

ยุคปัจจุบัน คือยุคที่ความผันผวนทางการเงินคือความท้าทายห […]

The post เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคปัจจุบัน คือยุคที่ความผันผวนทางการเงินคือความท้าทายหลัก และข้อมูลการลงทุนท่วมท้นจนนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งที่หลายคนเผชิญคือแผนการเงินที่ไม่เติบโต และการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับ “เป้าหมายชีวิต” 

 

ธนาคารกสิกรไทย ได้ตอบรับความท้าทายนี้ ด้วยการประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการยกระดับบทบาทของ “K WEALTH” เป็นพันธมิตรด้านการลงทุน ที่พร้อมอยู่เคียงข้างนักลงทุนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพื่อสร้างอนาคตที่มั่งคั่งและมั่นคง หรือ ‘Your Future-Ready Wealth’ และวันนี้ THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ถึงความตั้งใจที่จะเป็น “ผู้ให้กลยุทธ์และคำแนะนำ” มากกว่า “คนขายผลิตภัณฑ์” เพื่อส่งมอบการเติบโตของความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

 

อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

 

K WEALTH คืออะไร และทำไมธนาคารกสิกรไทยจึงต้องสร้าง K WEALTH ขึ้นมาในวันนี้?

 

“K WEALTH คือการประกาศอย่างชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะให้บริการด้านการลงทุน ในฐานะพันธมิตรที่คอยดูแลความมั่งคั่ง โดยมีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางการคิดมาจาก “เป้าหมายชีวิตของลูกค้า (Customer-Centric)” อย่างแท้จริง” อดิศร เสริมชัยวงศ์ กล่าว

 

ในอดีตนั้น ตลาดการลงทุนมีการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ขายมีลักษณะเป็น ‘ยาสามัญ’ ที่ขายให้ใครก็ได้เหมือนกันหมด แต่ในปัจจุบัน ทุกอย่างมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายชีวิต การลงทุน หรือพฤติกรรมการใช้เงินของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

 

K WEALTH จึงเป็นการประกาศอย่างชัดเจนถึง ‘ความตั้งใจ’ ที่จะให้บริการด้านการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และดูแลลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยในระยะยาว เพราะเส้นทางการลงทุนของลูกค้าไม่ได้จบลงเพียงการปิดการขายกองทุน แต่เป็นการทำให้เป้าหมายชีวิตของลูกค้าประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามช่วงเวลาชีวิต เราจึงเปลี่ยนมุมมองจาก Product-based เป็น Life-purpose-based ของลูกค้า

 

4 เหตุผลที่ทำให้ Wealth Advisor อย่าง K WEALTH เป็นสิ่งจำเป็น

 

อดิศร กล่าวว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำว่าผู้เชี่ยวชาญมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลูกค้าจัดสรรพอร์ต และแนะนำทางการลงทุนระดับโลก

 

1. การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ซึ่งหมายความว่า รายได้ประจำจะหยุดลงเมื่อเกษียณอายุ 60 ปี ดังนั้น การออมและการลงทุนให้เงินงอกเงยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

2. ความซับซ้อนของการลงทุนทั่วโลก: ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ ทำให้นักลงทุนต้องมองหาโอกาสผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งมักจะเป็นการลงทุนต่างประเทศในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, Nvidia หรือ SpaceX ซึ่งมีความซับซ้อนและผันผวนสูงมาก

 

3. ข้อจำกัดด้านเวลาและความรู้: นักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร หรือทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง พวกเขาจึงต้องการคำแนะนำเพื่อให้พอร์ตได้รับประโยชน์จาก Global Growth และ New Age Technology

 

4. เป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสมถะ บางคนต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศปีละหลายครั้ง เป้าหมายที่แตกต่างกันเหล่านี้นำไปสู่วิธีการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

3 เสาหลักสู่อนาคตความมั่งคั่งของลูกค้าในแบบฉบับ K WEALTH : WEALTH Team, WEALTH Tech, และ WEALTH Partnerships

 

K WEALTH มี 3 เสาหลัก ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ WEALTH Team + WEALTH Tech + WEALTH Partnerships สามส่วนนี้รวมกันทำให้ K WEALTH ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนตามเป้าหมายระยะยาวของลูกค้า รับมือกับตลาดที่ผันผวนได้อย่างมีระบบ โดยไม่ได้ไล่ตามกระแสร้อนรายวัน ทำให้พอร์ตลงทุนมีเสถียรภาพ

 

1. WEALTH Team: ทีมผู้เชี่ยวชาญที่วางกลยุทธ์การลงทุน รับมือความผันผวนทั่วโลก

 

ทีมงานของ K WEALTH ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ผ่านการรับรองวิชาชีพชั้นนำ โดยเฉพาะทีม K WEALTH CIO ที่มีบทบาทสำคัญมาก เพราะหน้าที่ของเขาคือวิเคราะห์และแปลความซับซ้อนของตลาด ออกมาเป็นกรอบการจัดพอร์ตที่ลูกค้าทำตามได้ง่ายและสอดคล้องกับชีวิตจริง

 

นอกจากนี้ ทีมงาน K WEALTH ยังผสานผู้เชี่ยวชาญจาก KAsset, Ksecurities, KResearch และไม่ได้ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เพียงแค่อายุ รายได้ หรือความเสี่ยงพื้นฐาน แต่ครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย การลงทุน และช่วงเวลาที่ลูกค้าสะดวกพูดคุย ทำให้ทีม K WEALTH สามารถทำความเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และวางกลยุทธ์การลงทุนให้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของลูกค้าได้ ผ่านทาง Relationship Manager (RM)

 

 

2. WEALTH Tech: KEWIN AI เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าใจมนุษย์

 

หัวใจของ Wealth Tech คือ “KEWIN” ซึ่งเป็น AI อัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาให้เป็น Humanized Tech 

 

KEWIN แตกต่างจากบอตตอบคำถามทั่วไป เพราะมันไม่ได้แค่รอรับคำถาม แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความเข้าใจลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง

 

K WEALTH ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรม พอร์ตการลงทุน และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย เพื่อ ‘คิดต่อ’ และนำเสนอข้อมูลที่เหมาะสมที่สุด เช่น แจ้งเตือนและปรับคำแนะนำให้เฉพาะตัว (Personalized) และทันเวลา รวมถึงอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากตลาดทั่วโลกด้วยความรวดเร็ว KEWIN จึงเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อ ขาย ติดตามพอร์ตได้แบบเรียลไทม์ ครบจบใน K PLUS ทำให้ไม่พลาดจังหวะสำคัญ

 

3. WEALTH Partnerships: 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ สะพานสู่โลกการลงทุนระดับสากล

 

K WEALTH เลือกเดินเกมที่แตกต่างคือ การ “ทำพาร์ตเนอร์กับ 2 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก” นั่นคือการจับมือกับ J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier ซึ่งแต่ละพันธมิตรต่างมีความแข็งแกร่งด้านการเงินการลงทุนที่โดดเด่นแตกต่างกัน

 

  • J.P. Morgan Asset Management ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเชี่ยวชาญครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์และโมเดลการลงทุนร่วมกันสำหรับนักลงทุนชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่มลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน 

 

  • Lombard Odier ไพรเวทแบงก์ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 229 ปี ร่วมมือกับ K WEALTH เพื่อมอบบริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก นำเสนอทางเลือกการลงทุนระดับสากลที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย พร้อมประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน

 

 

พันธกิจของ K WEALTH ในการสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ 

 

อดิศร กล่าวว่า Core Value ของ K WEALTH คือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และมุ่งมั่นในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืนร่วมกับลูกค้า ซึ่งแนวคิด ‘Your Future-Ready Wealth’ คือการสร้างความมั่งคั่งในแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรือเป้าหมายที่ชัดเจนของลูกค้า 

 

ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ต้องการเกษียณแบบมีกิจกรรม สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้หลายครั้งต่อปี ก็จะมีพอร์ตที่แตกต่างจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเกษียณแต่มีเป้าหมายในการส่งมอบความมั่งคั่งให้ทายาทรุ่นถัดไป

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจัดพอร์ตจึงต้องแตกต่างกันตามไปด้วย และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับลูกค้า ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม

 

“เมื่อพอร์ตลูกค้าเราติดลบ K WEALTH ที่เป็นผู้ดูแลต้องรีบพูดคุยกับลูกค้าทันทีเพื่อตรวจสอบว่าสถานการณ์ยังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่” อดิศรเน้นย้ำ “วันที่พอร์ตติดลบคือวันที่ต้องอยู่ใกล้ชิดลูกค้าที่สุดเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่ลำพัง”

 

 

สุดท้าย อดิศรได้ฝากข้อคิดถึงนักลงทุนไว้ว่า การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องการทั้งความรับผิดชอบและความเข้าใจ ไม่ควรเริ่มต้นจากตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังที่ดูน่าดึงดูด แต่จุดตั้งต้นที่ถูกต้องคือการตั้งต้นจาก “เป้าหมายชีวิตของตัวเอง”

 

เราทุกคนต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตและคำถามจาก “เราจะลงทุนอะไร?” เป็น “เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร? และเราจะใช้เงินเพื่ออะไรในอนาคต?” จากนั้นจึงย้อนกลับมาเลือกรูปแบบการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมายนั้น

 

ด้วยพันธมิตร ทีมงาน และเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เรามั่นใจว่าเราสามารถให้คำแนะนำที่ครบถ้วนและรอบด้านได้ไม่แพ้ใคร สิ่งที่เราอยากจะเน้นย้ำที่สุดคือ การลงทุนควรเป็นไปเพื่อยกระดับ ‘ชีวิตจริง’ ของคุณให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อวิ่งไล่ตามผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

 

K WEALTH ชี้ชัดว่า การลงทุนที่ยั่งยืนคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ราบรื่น ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีที่เข้าใจมนุษย์ และการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์ระดับโลก นี่คือกลยุทธ์ที่ K WEALTH ใช้สร้าง Your Future-Ready Wealth ให้แก่ลูกค้าในฐานะ Lifelong Trusted Advisor

 

ทำความรู้จักและยกระดับความมั่งคั่งของคุณกับ K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3LKwnmP 

 

Disclaimer:

  • KASIKORNBANK has separate strategic alliances/partnerships with each of Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management. Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management do not operate onshore in Thailand.
  • Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management are not affiliated.

The post เปิดวิสัยทัศน์ อดิศร เสริมชัยวงศ์ แห่ง K WEALTH กับภารกิจสร้าง ‘Your Future-Ready Wealth’ อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าในทุกมิติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-j-p-morgan-asset-management/ Tue, 16 Dec 2025 02:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1153935 K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL]

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางค […]

The post K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL]

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน” พร้อมยกระดับศักยภาพการบริหารการเงินของลูกค้าไทยสู่ระดับโลก ล่าสุดประกาศจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับสองสถาบันการลงทุนชั้นนำของโลก ได้แก่ J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เพื่อร่วมพัฒนากลยุทธ์และโมเดลการลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย พร้อมสู่อนาคตความมั่งคั่งที่มั่นคง

 

การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกระดับโลก (Global Insights) และนำประสบการณ์บริหารความมั่งคั่งแบบไพรเวทแบงก์ระดับสากลมาปรับใช้กับบริบทของนักลงทุนไทย โดยมีทีม K WEALTH CIO เป็นแกนกลางในการสังเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำที่แม่นยำขึ้น

 

WEALTH Partnerships หนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งให้ลูกค้า

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสองสถาบันชั้นนำระดับโลกช่วยเติมเต็มภารกิจของ K WEALTH ในการเป็น “พันธมิตรการลงทุนพร้อมเคียงข้างลูกค้า” ภายใต้คอนเซปต์ Your Future-Ready Wealth

 

K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] 1

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

 

ความร่วมมือครั้งนี้กับทั้ง J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างและความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ทำให้ K WEALTH CIO ได้รับมุมมองรอบด้านมากขึ้น ทั้งจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกและข้อมูลอินไซต์ของแต่ละประเทศ ก่อนนำมาผสานกับความเข้าใจตลาดไทย เพื่อออกแบบโซลูชันที่เสถียร ตอบโจทย์ระยะยาว และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงเทรนด์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม High Net Worth ที่ต้องการบริหารความมั่งคั่งและส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป

 

J.P. Morgan Asset Management พัฒนาโมเดลการลงทุนเฉพาะนักลงทุนไทย เสริมแกร่งพอร์ตให้พร้อมรับอนาคต

 

K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] 2

 

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ K WEALTH คือ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ J.P. Morgan Asset Management หนึ่งในสถาบันบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อร่วมพัฒนาโมเดลการลงทุนและกลยุทธ์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักลงทุนไทย ตอบโจทย์ทั้งบริบทตลาด ภาวะเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น เพื่อเสริมรากฐานความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว

 

ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ลูกค้า K WEALTH สามารถเข้าถึงมุมมองการลงทุนที่หลากหลาย และข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่นักลงทุนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจและเพิ่มความสามารถในการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในโลกการลงทุนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

 

K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] 3

 

ผสานความเชี่ยวชาญ Lombard Odier ผู้นำไพรเวทแบงก์จากสวิตเซอร์แลนด์ วางอนาคตความมั่งคั่งด้วยประสบการณ์กว่า 229 ปี

 

Lombard Odier ไพรเวทแบงก์ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 229 ปี โดดเด่นด้านการบริหารความมั่งคั่งเชิงลึก ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนทรัพย์สินครอบครัว การสืบทอดความมั่งคั่งข้ามรุ่น ไปจนถึงการออกแบบพอร์ตการลงทุนเฉพาะบุคคล ที่ผสานมุมมองระยะยาวและการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

 

ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ลูกค้า K WEALTH โดยเฉพาะกลุ่มมั่งคั่งสูง เข้าถึงโซลูชันระดับสากลที่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของพอร์ตลงทุน ทรัพย์สินครอบครัว และการบริหารความมั่งคั่งในระยะยาว พร้อมบริการแบบไพรเวทแบงก์ที่ละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน เพื่อช่วยวางรากฐาน “อนาคตของความมั่งคั่ง” อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น

 

มุ่งหน้าสู่การลงทุนที่แม่นยำขึ้น เข้าถึงโลกมากขึ้น

 

ความร่วมมือระหว่าง K WEALTH กับ J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่งไทยในปี 2026 ช่วยทำให้ K WEALTH สามารถนำเสนอ

 

  • กลยุทธ์การลงทุนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
  • การวิเคราะห์เชิงลึกจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
  • การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับสากล
  • โซลูชันเฉพาะบุคคลสำหรับทุกระดับความมั่งคั่ง

 

K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] 4

 

การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารความมั่งคั่งของนักลงทุนไทยให้เทียบเท่าระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเป็นการเปิดประตูสู่มิติใหม่ของการลงทุนที่ง่ายกว่าเดิม และโอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขับเคลื่อนจากข้อมูล การใช้ KEWIN ซึ่งเป็น AI อัจฉริยะในการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และวิเคราะห์พอร์ตลงทุนให้ลูกค้าแต่ละราย รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและยกระดับความมั่งคั่งของคุณกับ K WEALTH ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3MuFfgS

 

Disclaimer:
– KASIKORNBANK has separate strategic alliances/partnerships with each of Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management. Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management do not operate onshore in Thailand.
– Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management are not affiliated.

The post K WEALTH ผนึกพันธมิตร 2 ยักษ์การเงินโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคแบงก์ ลุยเพิ่มหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนในอินโดนีเซียเป็น 89.48% เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Bank เน้นให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กร-ธุรกิจขนาดกลางศักยภาพสูงทั้งในไทย-อินโดนีเซีย https://thestandard.co/kbank-boosts-indonesia-maspion-stake/ Mon, 01 Dec 2025 04:10:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1150098 เคแบงก์ ลุยเพิ่มหุ้น แบงก์แมสเปี้ยน ใน อินโดนีเซีย เป็น 89.48% เดินหน้า กลยุทธ์ Regional Bank เน้นให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กร-ธุรกิจขนาดกลางศักยภาพสูง ทั้งใน ไทย-อินโดนีเซีย

เคแบงก์เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การเป็น The Regional […]

The post เคแบงก์ ลุยเพิ่มหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนในอินโดนีเซียเป็น 89.48% เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Bank เน้นให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กร-ธุรกิจขนาดกลางศักยภาพสูงทั้งในไทย-อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคแบงก์ ลุยเพิ่มหุ้น แบงก์แมสเปี้ยน ใน อินโดนีเซีย เป็น 89.48% เดินหน้า กลยุทธ์ Regional Bank เน้นให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กร-ธุรกิจขนาดกลางศักยภาพสูง ทั้งใน ไทย-อินโดนีเซีย

เคแบงก์เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การเป็น The Regional Bank ปักหมุดอินโดนีเซียเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารแมสเปี้ยน มองอินโดฯ เป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน

 

ชัช เหลืองอาภา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มูลค่า GDP กว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงที่สุดในภูมิภาค รวมกว่า 202.2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 12.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ สนามบิน และระบบดิจิทัล รวมถึงนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ อินโดนีเซียยังเป็นเป้าหมายหลักของกลยุทธ์ “China+1” ที่บริษัทต่างชาติใช้ในการกระจายฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนถึงศักยภาพด้านกำลังซื้อและโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

 

สำหรับการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารแมสเปี้ยน อินโดนีเซีย (PT Bank Maspion Indonesia: Bank Maspion) เป็น 89.48% ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจต่างประเทศ แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางการเงินระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยพัฒนาโซลูชันทางการเงินแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับการเดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรเพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าธุรกิจในกลุ่ม AEC+3 ตลอดจนการสร้างโอกาสใหม่ในการขยายตลาดและเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง

 

การขยายธุรกิจในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ “A Regional Bank of Choice” โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารแมสเปี้ยน อินโดนีเซีย มุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กรและลูกค้าธุรกิจขนาดกลางที่มีศักยภาพสูงทั้งในไทยและอินโดนีเซีย ประกอบด้วย

 

1) Product Strategy การพัฒนาโซลูชันทางการเงินผสานทั้งกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจข้ามพรมแดนแบบครบวงจร เช่น สินเชื่อธุรกิจ การบริหารเงินสด พร้อมดูแลการเงินห่วงโซ่อุปทาน บริการด้าน Trade Finance และ Syndicated Loans ที่ช่วยเสริมสภาพคล่องและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าองค์กร อีกทั้งยังมีการให้บริการโอนเงินไปยังประเทศอินโดนีเซียใน 3 สกุลเงิน ได้แก่ IDR, USD และ THB ครอบคลุมทั้งลูกค้าธุรกิจและบุคคลทั่วไป ด้วยระบบที่รวดเร็วและเชื่อถือได้

 

2) Partnership Strategy กลยุทธ์ด้านพันธมิตรด้วยเครือข่ายในกลุ่ม AEC+3 ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน รวมถึงสำนักงานตัวแทนในเมียนมา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

 

ชัช กล่าวในตอนท้ายว่า การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางการเติบโตของ ธนาคารซึ่งตอกย้ำบทบาทในฐานะสถาบันการเงินระดับภูมิภาคที่เป็นที่ไว้วางใจ เพื่อก้าวสู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางการเงินอย่างยั่งยืน

 

The post เคแบงก์ ลุยเพิ่มหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนในอินโดนีเซียเป็น 89.48% เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Bank เน้นให้บริการลูกค้าธุรกิจองค์กร-ธุรกิจขนาดกลางศักยภาพสูงทั้งในไทย-อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า https://thestandard.co/beacon-vc-wizai-series-b/ Thu, 20 Nov 2025 07:38:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1145449 Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) ซึ่งเป็น Corporate […]

The post Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital ของธนาคารกสิกรไทย นำทีมร่วมลงทุนใน Series B ของ WIZ.AI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สตาร์ตอัปจากสิงคโปร์ ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ Large Language Models (LLMs) สำหรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่ากว่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

พร้อมการสนับสนุนจาก SMBC Asia Rising Fund กองทุนร่วมลงทุนของ Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) จากประเทศญี่ปุ่น และ SMIC SG Holdings บริษัทย่อยของ SM Investments Corporation รวมถึงนักลงทุนรายเดิมอย่าง Singtel Innov8 บริษัทร่วมลงทุนของกลุ่ม Singtel และ Granite Asia สะท้อนความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนอนาคตของแรงงานและเศรษฐกิจ

 

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่า เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับศักยภาพแรงงานสู่บทบาทที่สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

 

ล่าสุด บีคอน วีซี ได้ร่วมลงทุนใน Series B ของ WIZ.AI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สตาร์ตอัพจากสิงคโปร์ ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ Large Language Models (LLMs) สำหรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น และขยายการใช้งานได้หลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 10 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 320 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก SMBC Asia Rising Fund กองทุนร่วมลงทุนของ Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) จากประเทศญี่ปุ่น และ SMIC SG Holdings บริษัทย่อยของ SM Investments Corporation ซึ่งดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุนในบริษัทต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายเดิมอย่าง Singtel Innov8 บริษัทร่วมลงทุนของกลุ่ม Singtel และ Granite Asia

 

WIZ.AI เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มที่นำโซลูชัน GenAI และ LLM มาใช้ในระดับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Voice Agent สำหรับการสื่อสารกับลูกค้าผ่านระบบอัตโนมัติหลายช่องทาง (Omnichannel) สร้างมาตรฐานใหม่ของการสื่อสารด้วยระบบอัจฉริยะที่มีความถูกต้องแม่นยำ มีเสียงพูดเป็นธรรมชาติ มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าใจภาษาและสำเนียงท้องถิ่นที่ซับซ้อน ทำให้ระบบสามารถมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ แพลตฟอร์มของ WIZ.AI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและผ่านการพิสูจน์การใช้งานจริง พร้อมความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายหรือลดการใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะการใช้งานที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

เงินทุนรอบใหม่นี้จะช่วยเร่งการพัฒนาแพลตฟอร์ม Artificial General Intelligence (AGI) ของ WIZ.AI และสนับสนุนการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์สู่ตลาดเกิดใหม่ พร้อมต่อยอดความสามารถของ AI ให้ครอบคลุมการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ WIZ.AI ยังมีแผนพัฒนา AI Partner Solutions เพื่อให้บริการโซลูชัน AGI แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีอย่างไร้รอยต่อและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริงสำหรับองค์กร WIZ.AI ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลิตภัณฑ์ AI ชั้นนำสำหรับตลาดเกิดใหม่ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และขยายผลได้ในวงกว้าง ด้วยความร่วมมือจากนักลงทุนชั้นนำระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

The post Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] https://thestandard.co/gother-takes-thai-ota-global/ Tue, 18 Nov 2025 07:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1144172 จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial]

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ ( […]

The post จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial]

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agency: OTA) ที่มีผู้เล่นระดับโลกเป็นเจ้าสนาม การเกิดขึ้นของ Gother (โกเธอร์) แพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยวออนไลน์สัญชาติไทย ที่กล้ากระโดดเข้ามาท้าชิงเค้กก้อนใหญ่ ด้วยความเข้าใจนักเดินทางชาวไทยอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับวิสัยทัศน์และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ปักธงเป็น 1 ใน 3 แพลตฟอร์มไทยยอดนิยมภายในปี 2570 ส่งให้ Gother ถูกจับตาในฐานะ ‘ม้ามืด’ ตัวจริง

 

Gother: ครบวงจร เรียบง่าย และจริงใจ

 

จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] 1

 

Gother ไม่เพียงเข้าใจไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองหาแค่ความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่ต้องการค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มชีวิต จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่เข้าใจมนุษย์และเข้าใจคนไทยมากที่สุด ผ่าน DNA หลัก 3 ข้อได้แก่

 

  • ครบวงจร – จองทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รถเช่า แพ็กเกจทัวร์ ไปจนถึงกิจกรรมท่องเที่ยว
  • เรียบง่าย – ผ่านแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
  • จริงใจ – ด้วยราคาที่โปร่งใส โปรโมชันที่ใช้ได้จริง พร้อมบริการที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าคนไทยอย่างแท้จริง

 

‘ทัพหลัง’ สุดแกร่ง และความตั้งใจที่จะขับเคลื่อน OTA ไทยไปสู่ระดับสากล

 

จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] 2

 

ความสำเร็จของ Gother เกิดขึ้นจากการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคมและมี ‘ทัพหลัง’ ที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุนด้านเงินลงทุนและความน่าเชื่อถือ

 

การร่วมลงทุนกับสองบริษัทในเครือธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) จากธนาคารกสิกรไทย และ กรุงไทย เวนเจอร์ส (Krungthai Ventures) จากธนาคารกรุงไทย ช่วยต่อยอดความสำเร็จ สร้างการเติบโตทางธุรกิจ 300% ในเวลาเพียง 7 เดือนหลังเพิ่งเปิดตัว

 

นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Gother มีศักยภาพและความพร้อมที่จะกระโดดจากตลาดในประเทศ สู่การเป็นผู้เล่นตัวจริงในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน แต่ยังเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่นและแตกต่างจากสตาร์ตอัปทั่วไป

 

เพิ่มช่องทางการเติบโต และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่าน Google Flights และ Skyscanner

 

ก้าวสำคัญสู่การเติบโตในตลาดโลก คือการขยายช่องทางการขายไปสู่แพลตฟอร์มค้นหาการเดินทางที่เป็นมาตรฐานระดับโลก (Global Standard) อย่าง Google Flights และ Skyscanner ได้สำเร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกสามารถมองเห็นและเข้าถึงบริการของ Gother ได้ง่ายขึ้น ย้ำภาพผู้นำแพลตฟอร์ม OTA สัญชาติไทยตัวจริงสยายปีกสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานของระดับสากล

 

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จากตัวเลขที่ ‘ก้าวกระโดด’

 

จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] 3

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จสำคัญคือ ตัวเลขยอดจองผ่านแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นถึง 579% และจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 514% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ถูกทาง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง จนสามารถเข้าไปเป็น Top of Mind ของคนไทยได้อย่างงดงาม

 

ก้าวต่อไปของ Gother: จาก ‘ม้ามืด’ สู่ ‘ผู้นำ’

 

แม้จะเริ่มต้นในฐานะม้ามืด แต่วันนี้ Gother ตั้งเป้าก้าวเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในใจคนไทย และขยายฐานผู้ใช้งานในตลาดโลกให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต ด้วยรากฐานที่มั่นคงและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การเดินทางของ Gother จากนี้ไปจึงไม่ใช่การไล่ตาม แต่คือการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ OTA ไทย

 

Gother คือตัวอย่างที่ชัดเจนของสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพ ด้วย DNA ที่แข็งแกร่งซึ่งเกิดจากความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ผสานกับทัพหลังที่น่าเชื่อถือและวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจพาแบรนด์ไทยปักธงบนเวทีโลก เพื่อพิสูจน์ว่า แบรนด์ของคนไทยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและท้าชนกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

The post จับตา ‘Gother’ ม้ามืดแห่งสนาม OTA กับการพาแบรนด์ไทยไปเทียบชั้น OTA ระดับโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกสิกรไทย ยกระดับ K WEALTH ที่ปรึกษาการลงทุนที่พร้อมสร้าง Your Future-Ready Wealth ความมั่งคั่งที่มั่นคงในทุกสนามการลงทุน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-your-future-ready-wealth/ Tue, 18 Nov 2025 05:25:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1144205 k wealth

“ความมั่งคั่ง” ความหมายของคำนี้คือ สินทรัพย์ที่คน ๆ หนึ […]

The post ธนาคารกสิกรไทย ยกระดับ K WEALTH ที่ปรึกษาการลงทุนที่พร้อมสร้าง Your Future-Ready Wealth ความมั่งคั่งที่มั่นคงในทุกสนามการลงทุน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
k wealth

“ความมั่งคั่ง” ความหมายของคำนี้คือ สินทรัพย์ที่คน ๆ หนึ่งจะครอบครองไว้ แต่ความมั่งคั่งก็มีเวลาของมัน และทุกวันนี้ยิ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ไม่มีใครรู้และกำหนดได้ 

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่า ในปัจจุบัน โลกการลงทุนกำลังเผชิญกับความผันผวนและความท้าทายหลายประการ เช่น

 

  • สหรัฐอเมริกาเผชิญความไม่แน่นอนเรื่องอัตราดอกเบี้ย 
  • จีนกำลังเปลี่ยนผ่านโมเดลการเติบโต 
  • ยุโรปกำลังรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อ 
  • ไทยเอง ก็ต้องจัดการกับการแข็งค่าของเงินบาท ตลาดหุ้นที่ชะลอตัว และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (กสิกรไทย)

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

 

ความผันผวนที่ทั้งในบริบทโลกและบริบทไทย ทำให้เห็นว่าความไม่แน่นอนเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงให้กับการลงทุนเป็นอย่างมาก ทำให้การวางแผนอนาคตและการบริหารความมั่งคั่ง จึงเป็นบริการที่ลูกค้ากลุ่มเวลธ์มองหา ประกอบกับข้อมูลของสมาคมธนาคารไทย พบว่า ตลาดการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Market) ในประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีมูลค่าเพียง 3-4 ล้านล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าสิงคโปร์ถึง 3 เท่า และฮ่องกงถึง 5 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า “โอกาสในการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น”

 

ยิ่งโลกผันผวน ความมั่งคั่งต้อง “มั่นคงและทันโลก”

 

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกสิกรไทย จึงพลิกบทบาทจากผู้ให้บริการทางการเงินแบบทั่วไป กลายเป็น “พันธมิตรการลงทุนที่พร้อมเคียงข้าง” หรือ “Lifelong Trusted Advisor” พร้อมให้คำแนะนำที่เริ่มจากเป้าหมายชีวิตของลูกค้าเป็นหลัก ภายใต้แนวคิด “Your Future-Ready Wealth” ให้ลูกค้าพร้อมสร้างอนาคตที่มั่งคั่ง แม้ในสถานการณ์ตลาดที่ไม่มั่นคง

 

จากคำถามของลูกค้าที่มักจะถามว่า “ต้องลงทุนอะไรดี?” K WEALTH เลือกจะถามลูกค้าว่า “อยากให้ชีวิตเติบโตแบบไหน?” และ “รับได้มากน้อยแค่ไหน หากตลาดผันผวนและไม่ได้ให้ผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวัง” นี่คือบทบาทใหม่ของ K WEALTH ที่เปลี่ยนจากการไล่ตามผลตอบแทน มาเป็นการสร้างการลงทุนที่อยู่กับลูกค้าได้ตลอดชีวิต และยังช่วยวางแผนภาพรวมทางการเงินและออกแบบกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

 

“เราไม่ได้แข่งกันขายกองทุน แต่แข่งกันเข้าใจชีวิตของลูกค้า เพราะในวันที่ทุกอย่างผันผวน สิ่งที่ลูกค้าต้องการที่สุดคือความมั่นใจว่าจะมีคนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเส้นทาง” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าว

 ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (กสิกรไทย)

 

3 แกนหลักของ K WEALTH สู่การเป็น “Your Future-Ready Wealth” Partner

 

จากบทบาทใหม่ของ K WEALTH จึงได้มีการผสานศักยภาพทั้งจาก “คน” ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและความเข้าใจลูกค้า รวมกับ “เทคโนโลยี AI” ที่วิเคราะห์และประมวลผลได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว รวมถึงการทำงานร่วมกับ 2 “พาร์ตเนอร์ระดับสากล” ที่เปิดโอกาสใหม่ของการลงทุนในระดับโลก

 

Wealth Team: ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านลงทุนเชิงลึก รอบด้าน และเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า

 

เบื้องหลังทุกคำแนะนำของ K WEALTH คือทีม Chief Investment Office (CIO) ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และที่ปรึกษาการลงทุนที่ได้รับรองคุณวุฒิวิชาชีพระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น CFA, CFP®, FRM, CAIA หรือ CMT รวมถึงใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ทั้งในฐานะผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ 

 

ซึ่งทีม K WEALTH CIO ไม่ได้ทำงานแยกเดี่ยว แต่ยังทำงานร่วมกับบริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทยอย่าง KAsset, KSecurities และ KResearch รวมถึงใช้ข้อมูลเชิงลึกจากพันธมิตรระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier เพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ระยะยาว และรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมี Relationship Manager (RM) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า ทุกการตัดสินใจลงทุนมีทีมที่เข้าใจคุณอยู่ข้างหลังเสมอ

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (กสิกรไทย)

ทีมผู้เชี่ยวชาญของ K WEALTH

 

Wealth Tech: AI ที่เข้าใจลูกค้า และช่วยให้ลงทุนได้ดีขึ้น

 

“KEWIN” AI เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เรียกได้ว่าเป็น “Humanized Tech” คือผสานความเข้าใจในตัวลูกค้าและประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ากับการวิเคราะห์เชิงลึกแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว และให้คำแนะนำที่เหมาะกับเป้าหมายเฉพาะของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ลูกค้าจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

นอกจากนี้ ยังมี K PLUS ดิจิทัลแพลตฟอร์มของธนาคารกสิกรไทย ที่มีผู้ไว้วางใจใช้งานกว่า 23 ล้านราย ให้ลูกค้าสามารถซื้อ-ขาย-ติดตามพอร์ตได้ครบจบในที่เดียว พร้อมแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรปรับพอร์ต เพื่อให้ไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญ 

 

Wealth Partnerships: พันธมิตรระดับโลกที่เปิดโอกาสให้การลงทุนไปได้ไกลกว่าเดิม

 

K WEALTH ไม่ได้เดินคนเดียว แต่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง “J.P. Morgan Asset Management” และ “Lombard Odier”

 

J.P. Morgan Asset Management ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเชี่ยวชาญครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์และโมเดลการลงทุนร่วมกันสำหรับนักลงทุนชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่มลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน 

 

Lombard Odier สถาบันการเงินชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ระดับโลกมายาวนานกว่า 229 ปี ครอบคลุมการบริหารความมั่งคั่งเฉพาะบุคคล การวางแผนทรัพย์สินครอบครัว และการลงทุนระดับโลกที่ออกแบบเฉพาะลูกค้าแต่ละราย ร่วมมือกับ K WEALTH เพื่อมอบบริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลกแก่ลูกค้าผู้มั่งคั่งในประเทศไทย โดยนำเสนอทางเลือกการลงทุนระดับสากลที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย พร้อมประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับลูกค้าระดับมั่งคั่งสูง

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (กสิกรไทย)

K WEALTH กับสองพาร์ตเนอร์ระดับโลก 

“J.P. Morgan Asset Management” และ “Lombard Odier”

 

สิ่งสำคัญคือ K WEALTH ไม่ได้แค่นำความเชี่ยวชาญของพาร์ตเนอร์มาให้ลูกค้าเวลธ์ของธนาคาร แต่ทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้กลยุทธ์ระดับโลกเหล่านั้นสามารถปรับใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพในบริบทของนักลงทุนไทย

 

‘Lifelong Trusted Advisor’ ที่พร้อมสร้าง Your Future-Ready Wealth ให้ทุกสนามการลงทุนของลูกค้ามีเสถียรภาพ

 

จากวิสัยทัศน์ที่กล่าวมา เราพอจะสรุปได้ว่า ธนาคารกสิกรไทยกำลังขยับบทบาทของตนจาก “ผู้ให้บริการ” สู่ “ที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ไว้ใจได้” ผ่านการยกระดับ K WEALTH ให้เป็นศูนย์รวมความเชี่ยวชาญในการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี AI กับความเข้าใจและประสบการณ์ของมนุษย์ เพื่อดูแลลูกค้าในทุกจังหวะชีวิต เพื่อสร้างอนาคตที่มั่งคั่ง (Your Future-Ready Wealth) 

 

“อนาคตของธนาคารไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์ แต่คือการเป็นคู่คิดทางการเงินในทุกช่วงชีวิต เราต้องรู้ว่าลูกค้ากำลังเผชิญอะไร และช่วยเขาออกแบบการลงทุนที่ดีที่สุดให้ได้” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าว

 

สำหรับ K WEALTH เป้าหมายไม่ใช่การครองส่วนแบ่งตลาด แต่คือ “ครองใจลูกค้า” โดยตั้ง KPI สำคัญคือ Being No.1 in Customers’ Hearts และเมื่อพูดถึงเรื่องการเงินและความมั่งคั่ง อยากให้คนไทยนึกถึง “K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย” เป็นชื่อแรก เพราะธนาคารไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่ขาย “ความมั่นใจ” และ “ความเข้าใจ” เพื่อให้ลูกค้า “ไว้วางใจ”

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_3JuKRGX 

 

Disclaimer: 

 

  • KASIKORNBANK has separate strategic alliances/partnerships with each of Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management. Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management does not operate onshore in Thailand. 

 

  • Lombard Odier and J.P. Morgan Asset Management are not affiliated.

The post ธนาคารกสิกรไทย ยกระดับ K WEALTH ที่ปรึกษาการลงทุนที่พร้อมสร้าง Your Future-Ready Wealth ความมั่งคั่งที่มั่นคงในทุกสนามการลงทุน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริมเกราะการลงทุน https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-32/ Mon, 10 Nov 2025 12:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1141804 พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริม เกราะการลงทุน

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next […]

The post พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริมเกราะการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริม เกราะการลงทุน

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวบนเวที Financing the Future: How Capital Architects Shape New Frontier Industries ปลดล็อกพลังโลกการเงิน สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

โดยเปรียบเทียบภาพรวมพรมแดนเศรษฐกิจใหม่ของไทยว่า เหมือนรถไฟเหาะที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่รู้ว่าจังหวะใดจะขึ้นหรือลง แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเร่งพัฒนา 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. ทรัพยากรมนุษย์

2. ความพร้อมด้านเทคโนโลยี

3. การวิจัยและพัฒนา (R&D)

4. ขีดความสามารถด้านการส่งออกเทคโนโลยี และ 5. ระบบการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน

เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ไทยยังลงทุนในทั้ง 5 ปัจจัยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีโจทย์ต้องทำอีกมาก หากต้องการสร้างความสำเร็จในเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้น การเข้าสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้อง ‘ยกระดับธุรกิจเดิมด้วยเทคโนโลยี’ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, Data Center, อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีเกษตร ซึ่งต้องเริ่มปรับตัวทันทีเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งเงินทุนของผู้ประกอบการ และเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเพิ่ม แต่ปัจจุบันยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดช่องว่างการลงทุน เช่น อัตราความสำเร็จของเงินสนับสนุนยังต่ำ หรือความเสี่ยงการปล่อยกู้สูงกว่าปกติ ดังนั้น บทบาทของ Capital Architects อย่างสถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ลงทุน ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อให้พรมแดนเศรษฐกิจใหม่ของไทยเติบโตได้จริง

อีกทั้งแม้ภาครัฐจะมีเงินสนับสนุนจำนวนมาก แต่เงื่อนไขการเข้าถึงกลับยังยาก ขัตติยาจึงเสนอให้รัฐบาลปรับเกณฑ์และข้อบังคับ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถรับการสนับสนุนได้ง่ายขึ้น และให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเศรษฐกิจพรมแดนใหม่จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากสามภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งทุน ความรู้ และงานวิจัย “ถ้าอยากไปเร็วก็ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปไกล ต้องไปด้วยกัน”

 

#TheStandard #ThailandsNextFrontier
#พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย
#TheStandardEconomicForum2025

The post พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริมเกราะการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘กสิกรไทย’ ทุ่ม 8.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง ในรอบเกือบ 6 ปี https://thestandard.co/wealth-in-depth-kbank-8-8-billion/ Tue, 04 Nov 2025 11:25:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1139704 ทำไม ‘กสิกรไทย’ ทุ่ม 8.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืน อีกครั้ง ในรอบเกือบ 6 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 ธนาคารกสิกรไทย ( […]

The post ทำไม ‘กสิกรไทย’ ทุ่ม 8.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง ในรอบเกือบ 6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘กสิกรไทย’ ทุ่ม 8.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืน อีกครั้ง ในรอบเกือบ 6 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เคยประกาศซื้อหุ้นคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวม 3.2 พันล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 134 บาท

 

หลังจากผ่านมาเกือบ 6 ปี ธนาคารกสิกรไทย กลับมาประกาศซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง ด้วยวงเงินไม่เกิน 8,800 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 2% ของหุ้นทั้งหมด อะไรคือสาเหตุสำคัญเบื้องหลังโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งใหม่นี้

 

ทุนสำรองส่วนเกิน ที่ดูเหมือนจะมากเกินไป

 

หนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญของโครงการซื้อหุ้นคืนล่าสุด คือ การบริหารทุนสำรองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ในอดีต ‘ทุนสำรอง’ หรือเงินกองทุนตามกฎหมายของ KBank อยู่ที่ราว 18% ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงแล้ว ก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวจะขยับขึ้นมาเป็นกว่า 21% ในปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท

 

นักลงทุนมักจะมีคำถามว่า ทุนสำรองสูงไปหรือไม่ แล้วระดับที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไร

 

ทางเลือกในการบริหารเงินกองทุนมีหลากหลาย ซึ่ง ธนาคารได้ตัดสินใจนำทุนสำรองบางส่วนมาใช้สำหรับซื้อหุ้นคืน ในอดีตธนาคารมีทุนสำรองราว 18% ล่าสุดเพิ่มขึ้นมาเป็นกว่า 21%

 

โครงการซื้อหุ้นคืนเป็นหนึ่งในแนวทางในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ร่วมกับแนวทางอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) สูงขึ้น แม้กระบวนการโดยปกติจะซับซ้อนกว่าจ่ายปันผล

 

เมื่อปี 2563 ธนาคารเคยทำโครงการซื้อหุ้นคืนมาแล้ว ในครั้งนั้นกำหนดว่าจะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ก่อนที่ธนาคารจะนำหุ้นที่ซื้อหุ้นคืนดังกล่าวไปลดทุนจดทะเบียน

 

ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในไทย หลังจากซื้อหุ้นคืนและครบกำหนดระยะเวลาถือครองแล้ว ขั้นตอนแรกหลังจากนั้นคือ การจำหน่ายคืนในตลาด แต่หากไม่สามารถจำหน่ายคืนได้ ด้วยเหตุผลเช่น ราคาหุ้น ณ ขณะนั้นต่ำกว่ากรอบราคาที่กำหนดไว้ ก็จะข้ามไปสู่การนำหุ้นซื้อคืนไปลดทุนจดทะเบียน

 

ราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น?

 

นอกจากการบริหารสภาพคล่องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารตัดสินใจเปิดโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งใหม่นั้น สะท้อนมุมมองผู้บริหารว่า ราคา (หุ้น KBank) ตอนนี้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น การซื้อหุ้นคืนจะช่วยให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้มากขึ้น

 

แม้ว่าราคาหุ้นของ KBank ในปัจจุบัน (ล่าสุด ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน) ปิดที่ 187.50 บาท จะเป็นราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโครงการซื้อหุ้นคืนในอดีต

 

ทั้งนี้ หากมองไปในบริบทระดับโลก จะเห็นว่าการซื้อคืนในกลุ่มสถาบันการเงินนั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง เราเห็นสถาบันการเงินอย่าง JPMorgan Chase, Bank of America, Citi Group หรือ Standard Chartered ต่างซื้อหุ้นคืนอยู่บ่อยครั้ง

 

อย่างไรก็ดี กระบวนการซื้อหุ้นคืนที่โดยปกติสามารถทำได้หลากหลายวิธี ธนาคารมองว่าการจับคู่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพราะเป็นการสุ่มจับคู่ธุรกรรม

 

ทั้งนี้ การซื้อหุ้นคืนของ KBank ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ถึง 13 พฤษภาคม 2569 กำหนดจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 47,386,552 หุ้น โดยตามกฎระเบียบข้อกฎหมายแล้วราคาหุ้นซื้อคืนจะไม่เกินกว่าราคาปิดของหุ้นเฉลี่ย 5 วันทำการซื้อขายก่อนหน้าวันที่ทำการซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้ง บวกด้วยจำนวน 15% ของราคาปิดเฉลี่ยดังกล่าว

 

การซื้อหุ้นคืนของ KBank ในครั้งนี้ จึงเป็นกลไกที่ใช้บริหารสภาพคล่องส่วนเกินเพื่อเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และยังส่งสัญญาณความเชื่อมั่นในมูลค่าพื้นฐานของธนาคาร ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินที่พบเห็นได้บ่อยในกลุ่มสถาบันการเงินทั่วโลก เสริมความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในตลาดทุนไทยโดยรวม

 

และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผลบวกทางอ้อมต่อลูกค้าและประเทศ เพราะการนำทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์นี้ ตอกย้ำความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเงินในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ ซึ่งเป็นรากฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผู้ฝากเงินและคู่ค้าของ KBank อีกด้วย

The post ทำไม ‘กสิกรไทย’ ทุ่ม 8.8 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง ในรอบเกือบ 6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown https://thestandard.co/fed-rate-cut-despite-shutdown/ Wed, 29 Oct 2025 03:17:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1136735 สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown

ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอ […]

The post สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown

ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย 0.25% อย่างไม่เป็นเอกฉันท์ ในการประชุมนัดตุลาคมนี้ไว้ที่ระดับ 3.75-4.00% สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาดตามการรายงานของ UOB ขณะที่วิจัยกรุงศรีมอง Fed ลดดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง เหลือ 3.50-3.75% ปีนี้ แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown

 

 

กสิกรไทยคาด Fed ลดดอกเบี้ย 0.25% อย่างไม่เป็นเอกฉันท์

 

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) คาดว่า ในการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ตุลาคม 2568 นี้ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3.75-4.00% หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ออกมาต่ำกว่าคาด แม้ Fed จะขาดข้อมูลตลาดแรงงาน เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และอัตราว่างงานในเดือนก.ย. 2568 อันเป็นผลมาจาก Government Shutdown โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

ความกังวลภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง ขณะที่เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเชิงลบเพิ่มขึ้น เห็นได้จาก ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงานเดือนก.ย. 2568 ไม่ได้เผยแพร่ เนื่องจาก Government Shutdown

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ ยังชี้ไปในทิศทางที่อ่อนแอลงเช่นกัน เช่น ยอดผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) ในสัปดาห์ 27 ก.ย.- 4 ต.ค. 2568 ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 235,000 ราย ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือนก.ย. 2568 ลดลงมากที่สุดในรอบสองปีครึ่ง

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และ Government Shutdown

 

เงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มไม่เร่งตัว ทำให้ Fed น่าจะให้น้ำหนักกับการชะลอตัวของตลาดแรงงานมากกว่าความกังวลด้านเงินเฟ้อ เห็นได้จากเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนก.ย. แม้ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) อยู่ที่ 3.0%YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.1% YoY และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 3.0% YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 3.1% YoY

 

ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอลง โดยราคาขายบ้านมัธยฐานเดือนส.ค. 2568 เพิ่มขึ้นเพียง 1.6%YoY ชะลอลงจากค่าเฉลี่ย 3.3%YoY ในไตรมาส 1/2568 (รูปที่ 3) ขณะที่ยอดขายบ้านลดลง 3.0%YoY

 

ส่วนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเริ่มส่งผลให้ราคาสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้า ปรับสูงขึ้น แต่โดยรวมแล้วการส่งผ่านต้นทุนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

จับตาท่าทีสมาชิก FOMC

 

ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า จากบันทึกการประชุม FOMC (FOMC Minutes) ในเดือนก.ย. 2568 เผยว่าสมาชิก Fed ส่วนใหญ่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากตลาดแรงงานและเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณชะลอลง

 

ขณะที่ สมาชิก Fed บางรายเห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ และทยอยปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูงขึ้น

 

ส่วน Stephen Miran กรรมการที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุนให้ปรับลดดอกเบี้ยที่ 0.50% และไม่เห็นด้วยกับมติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมครั้งก่อนหน้า

 

จับตาแนวโน้ม QE

 

Fed มีแนวโน้มยังไม่หยุดทำ Quantitative Tightening (QT) ในการประชุมรอบนี้ แม้เจอโรม พาวเวลล์ ส่งสัญญาณในงานประชุม National Association for Business Economics (NABE) Conference ว่า Fed ใกล้ถึงจุดที่จะหยุดการทำ QT แล้วก็ตาม เนื่องจาก Fed คงหลีกเลี่ยงที่จะหยุดทำ QT เร็วไป เพราะอาจกระตุ้นฟองสบู่ในสินทรัพย์และชะลอความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อ หากสภาพคล่องไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

 

เปิดแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ปีนี้-ปีหน้า

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การประชุม FOMC รอบสุดท้ายของปีในเดือนธ.ค. 2568 มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามสัญญาณจาก Dot Plot ล่าสุด ขณะที่ในปี 2569 Fed อาจลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ โดยมีโอกาสปรับลดรวม 2–3 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลของภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่

 

ขณะที่เงินเฟ้ออาจไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นมากนักหรือเป็นเวลานาน ทำให้ Fed มีแนวโน้มยังให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม จังหวะการปรับลดดอกเบี้ยคงขึ้นอยู่กับตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อที่ออกมาเป็นสำคัญ

 

วิจัยกรุงศรี มอง Fed ลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้ สู่ระดับ 3.50-3.75%

 

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Shutdown และความตึงเครียดทางการค้ากับจีน

 

โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานราชการ (government shutdown) ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมและควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์เพื่อตอบโต้จีนที่ขยายมาตรการส่งออกแร่หายาก

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการประชุมนอกรอบระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม ว่าจะช่วยคลายความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด

 

ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ วิจัยกรุงศรีคาดว่า Fed จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้สู่ระดับ 3.50-3.75%

 

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.9% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2567 ที่ 3% YoY ในเดือนกันยายน แต่เป็นอัตราที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 3.1% สู่ระดับ 3% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.6 ในเดือนตุลาคม

 

UOB รายงาน ตลาดคาด Fed ลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้

 

UOB ระบุว่า ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ผลการประชุม FOMC ประจำเดือนตุลาคม ว่า Fed จะตัดสินใจเช่นไรต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดกรอบบนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 4.00%

 

ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายชุดมีการรายงานที่ล่าช้าออกไป จากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ (US government shutdown) ทำให้ Fed อาจต้องอาศัยข้อมูลอื่นๆ ในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินแทน

 

สำหรับข้อมูลคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนกันยายน (preliminary durable goods orders) มีแนวโน้มถูกเลื่อนการประกาศออกไปจากเดิมในวันที่ 27 ตุลาคม โดยตลาดคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ดัชนีกิจกรรมการผลิตของ Fed ดัลลัส (Dallas Fed manufacturing activity) เดือนตุลาคม คาดว่าจะอยู่ที่ -7.8 จากเดือนก่อนหน้าที่ -8.7

 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board ประจำเดือนตุลาคม UOB คาดว่าจะออกมาที่ 93.4 จากเดือนก่อนที่ 94.2 ส่วนข้อมูลสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเบื้องต้นเดือนกันยายน (preliminary wholesale inventories) อาจถูกเลื่อนเช่นกัน โดยคาดว่าจะลดลง 0.2% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน (MoM)

 

สำหรับข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (initial jobless claims) ก็อาจถูกเลื่อนเช่นกัน โดย UOB คาดว่าตัวเลขวันที่ 25 ตุลาคม จะอยู่ที่ 229,000 ราย

 

นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับ GDP Q3 ของสหรัฐฯ ในการรายงานเร็ว (advance release) ซึ่งมีแนวโน้มถูกเลื่อนเช่นกัน หากประกาศตามกำหนด คาดว่าจะขยายตัว 3.0% QoQSAAR (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แบบปรับฤดูกาล และคิดเป็นรายปี) ลดลงจาก 3.8% ในไตรมาสก่อน และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนกันยายน คาดว่าจะทรงตัวที่ 2.9% เมื่อเทียบรายปี (YoY) เช่นเดียวกับครั้งก่อนหน้า

The post สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% แม้ Fed ขาดข้อมูลสำคัญหลายชุดจากปัญหา Government Shutdown appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลกินเจนี้ ‘ราคาผักสด’ แพงสุดรอบ 17 เดือน สูงกว่าปกติ 1.6 เท่า https://thestandard.co/vegetable-prices-record-high/ Fri, 24 Oct 2025 06:02:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1134787 เทศกาลกินเจนี้ ราคาผักสด แพงสุด รอบ 17 เดือน สูงกว่าปกติ 1.6 เท่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เผยราคาผักสดเฉลี่ยของไทย […]

The post เทศกาลกินเจนี้ ‘ราคาผักสด’ แพงสุดรอบ 17 เดือน สูงกว่าปกติ 1.6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลกินเจนี้ ราคาผักสด แพงสุด รอบ 17 เดือน สูงกว่าปกติ 1.6 เท่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เผยราคาผักสดเฉลี่ยของไทยในตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 10.5% ไปแตะ 40.6 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 17 เดือน โดยมีราคาผักสดที่พุ่ง 3 รายการแรก คือ กวางตุ้ง แตงกวา และคะน้า

 

โดยสาเหตุของการพุ่งขึ้นของราคามาจากผลของน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกราว 22,392 ไร่ และแรงหนุนของความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาลกินเจ โดยคาดว่าราคาจะสูงกว่า 1.6 เท่าจากช่วงปกติ

 

เปิดประมาณการ ‘ราคาผัก’ ในระยะถัดไป

 

KResearch กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2568 ราคาผักสดคาดว่าจะปรับลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น (ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนสิ้นสุดแล้ว) โดยเฉพาะผักสดเศรษฐกิจฤดูหนาวที่สำคัญ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย เป็นต้น โดยราคาผักสดทั้งปี 2568 คาดว่าจะลดลง 15.3% ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 27.6 บาทต่อกิโลกรัม

 

ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 คาดว่าราคาผักสดน่าจะทรงตัวในระดับต่ำ จากสภาพอากาศที่ยังเอื้อต่อการผลิตของลานีญาที่คงมีอยู่ ขณะที่ในฝั่งความต้องการบริโภคผักจำนวนมากในเทศกาลสำคัญยังมีไม่มากนัก และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบางจากการใช้จ่ายที่เร่งไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

ส่วนไตรมาสที่ 2-4 ของปี 2569 คาดว่าราคาผักสดอาจปรับเพิ่มขึ้น ตามสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพลิกกลับมาเป็นเอลนีโญ ส่งผลต่อฤดูฝนให้มาช้าและอากาศร้อนมากขึ้น กระทบต่อปริมาณผลผลิตผักให้ลดลง

 

ราคาผักสดมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อแค่ไหน?

 

สำหรับผลต่ออัตราเงินเฟ้อ KResearch กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ผักสดคิดเป็น 2.19% ของตระกร้าเงินเฟ้อทั้งหมด ทั้งนี้ แม้ราคาผักจะปรับเพิ่มขึ้นในตุลาคม แต่อาจยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะดันเงินเฟ้อทั่วไปให้เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากมีแรงฉุดในหมวดพลังงานที่มีราคาลดลงเป็นหลัก โดย KResearch คาดว่า เงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ -0.1%

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 6 เดือนต่อเนื่องแล้ว โดยลดลง 0.72% YoY ในเดือนกันยายน โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 ลงมาอยู่ที่ระดับ 0.0% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะอยู่ระหว่าง 0.0-1.0% (ค่ากลาง 0.5%)

The post เทศกาลกินเจนี้ ‘ราคาผักสด’ แพงสุดรอบ 17 เดือน สูงกว่าปกติ 1.6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards https://thestandard.co/human-capital-investment-roi/ Thu, 23 Oct 2025 10:02:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1134586 วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards

ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กลยุทธ์ที่ดีเพียงอย่างเด […]

The post วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards

ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กลยุทธ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ไกล หากขาดบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่ความท้าทายที่แท้จริงซึ่งถูกถกเถียงมาตลอดในแวดวงธุรกิจคือ เราจะ ‘วัดผล’ การลงทุนในคนอย่างไรให้จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงๆ

 

ประเด็นนี้คือสิ่งที่ อริญญา เถลิงศรี Senior Vice President, Local Partner, Managing Director, BTS Thailand ให้ความสำคัญมาตลอด โดยมองว่าแก่นแท้ของความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ แต่อยู่ที่การดำเนินการผ่าน ‘คน’

 

“แค่กลยุทธ์ที่ดีอย่างเดียว คงไม่สามารถพาองค์กรไปสู่จุดสูงสุดได้ อาจชนะได้ในบางช่วงเวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มีคนที่ไปกับเราได้ไกลแค่ไหน นี่เป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอด 30 ปีก็คือ แล้วจะวัดอย่างไร วัดเรื่องคนว่าจะมาช่วยกับธุรกิจได้จริง ๆ มีวิธีวัดแบบไหน นั่นคือเป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอด”

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 1

 

ในอดีต การลงทุนกับ ‘คน’ มักถูกมองว่าเป็น ‘ต้นทุน’ ที่วัดผลเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่ในปัจจุบัน กระบวนทัศน์นั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทั่วโลกเริ่มมองการบริหารจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management) ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่การจัดอบรมตามวาระ แต่ต้องสร้างผลกระทบที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์องค์กรอย่างแท้จริง

 

ในบริบทนี้ รางวัล Brandon Hall Group Excellence Awards ซึ่งพิจารณาโดยซีอีโอและบอร์ดบริหารจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจ โดยกรรมการจะพิจารณากรณีศึกษากว่าพันกรณี แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างระบบบริหารคนที่มีประสิทธิภาพจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อนักลงทุนเริ่มใช้ข้อมูลด้าน ‘คน’ มาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินมูลค่าและความยั่งยืนของธุรกิจ

 

“ตอนนี้ถ้าเราเข้าไปดูองค์กรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นอย่าง SAP, PepsiCo, IBM จะมีเรื่องของรางวัลระดับสากลจาก Brandon Hall Group อยู่ใน Investor Deck สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่นักลงทุนกำลังเริ่มมองขึ้นมาว่า ในยุคของความไม่แน่นอน กลยุทธ์อย่างเดียว หรือเงินทุนที่แข็งแรงเท่านั้นจะเพียงพอไหม ถ้าเราไม่มีทีมงานที่แข็งแรง”

 

สำหรับประเทศไทย อริญญาเน้นย้ำว่า องค์กรจำเป็นต้องเริ่มมองการลงทุนในคนด้วยมุมนี้เช่นกัน คือ ‘เรากำลังลงทุนกับการสร้างองค์กร แล้วมีอิมแพ็กหรือเปล่า’ กรณีศึกษาของ 3 องค์กรไทยในครั้งนี้ จึงเป็น Playbook ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้าน ‘คน’ ที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

 

Playbook 1: Bound & Beyond ปรับกระบวนทัศน์การบริหารผลงาน

 

บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เผชิญความท้าทายหลังการทรานส์ฟอร์มธุรกิจถึง 3 ครั้ง จากอุตสาหกรรมหนัก สู่พลังงานหมุนเวียน และล่าสุดคือธุรกิจ Hospitality เต็มตัว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้องค์กรต้องหลอมรวมพนักงาน 3 กลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งพนักงานเดิม พนักงานใหม่ที่มีประสบการณ์ตรง และพนักงานใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ตรง

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 2

 

ภาวะการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ก่อให้เกิดความกังวลภายในองค์กรเรื่องความโปร่งใสในการวัดผล ความยุติธรรม และความไม่ชัดเจนในเส้นทางอาชีพ โจทย์ขององค์กรจึงเป็นการสร้างระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ขึ้นใหม่ทั้งหมด

 

ทางออกคือการออกแบบ Performance Trio Program ที่พัฒนาร่วมกับ BTS Thailand โดยมีหัวใจคือการเปลี่ยนจากการ ‘ประเมินอดีต’ ไปสู่การ ‘บริหารเพื่ออนาคต’ ระบบใหม่นี้ให้ความสำคัญกับการที่พนักงานได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเป้าหมายอนาคตขององค์กร

 

และกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยต่อเนื่อง (Ongoing Dialogue) ระหว่างหัวหน้ากับทีมงานตลอดทั้งปี ผลลัพธ์คือการสร้างความไว้วางใจแบบเปิด (Open Trust) และเปลี่ยนบทบาทหัวหน้าให้เป็น ‘โค้ช’ ที่ช่วยให้ทีมเป็นเจ้าของอนาคตตัวเอง

 

กมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “สรุป การบริหารผลงานที่ทำ ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบแต่เป็นเรื่องของ ‘กรอบคิด’ (Mindset) เป็นเรื่องของ ‘ความเป็นเจ้าของ’ (Ownership) และ ‘การพูดคุย’ (Dialogue) มากกว่า ที่ทำให้เราคุยกันง่าย เปิดใจกันง่าย ทำให้คนรู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้”

 

Playbook 2: ธนชาตประกันภัย สร้างผู้นำจากภายในด้วย Learning Ability

 

สำหรับธนชาตประกันภัย โจทย์ที่ได้รับมีความชัดเจนและท้าทายอย่างยิ่ง คือการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO (CEO Succession) ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องมาจากคนในองค์กร และกระบวนการคัดเลือกต้อง ‘ยุติธรรมและโปร่งใส’ ห้ามใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 3

 

กระบวนการทำงานร่วมกับ BTS Thailand และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงเริ่มจากการตกผลึกโจทย์ที่สำคัญที่สุดว่า ‘หน้าตาของ CEO ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า’ ควรเป็นอย่างไร จนได้ข้อสรุปว่า คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ทักษะการบริหารในปัจจุบัน แต่คือ ‘Learning Ability’ หรือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดอิมแพ็กกับองค์กรได้จริง

 

ผู้บริหารที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่านกระบวนการที่เข้มข้นตลอด 6 เดือน ที่ไม่ได้เน้นแค่การอบรม แต่เน้นการทำงานจริงในโครงการเชิงกลยุทธ์ วิชินี โอรพันธ์ (CEO คนปัจจุบัน) ผู้ผ่านกระบวนการนี้เล่าว่า ความสำเร็จเกิดจากการ ‘เปิดใจ’ และ ‘ฟังกันด้วยความจริงใจ’ ทั้ง 3 ส่วน คือ ผู้บริหารดูแลโครงการ, BTS Thailand, และผู้เข้าร่วม ทำให้สามารถปรับจูนกระบวนการและก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วยกันได้

 

พีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) สะท้อนผลลัพธ์ว่า “วันที่ผลลัพธ์ออกมาสบายใจสุด เราได้ New CEO ราบรื่น แต่ที่ภูมิใจสุดคือ เรามีทีมผู้บริหารที่ผ่านกระบวนการมาพร้อมๆ กัน ได้ติดอาวุธ มาอาวุธพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนมากที่สุด”

 

Playbook 3: KBank ขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ด้วย ‘Purpose’ ผู้นำ

 

ความท้าทายของ KBank คือ ‘สเกล’ ขององค์กรที่ต้องขับเคลื่อนพนักงานกว่า 3 หมื่นคน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ธนาคารจึงเลือกกลับไปตั้งหลักที่ ‘จุดมุ่งหมาย’ (Purpose) ขององค์กร และตระหนักว่า ‘คน’ คือหัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์มตามกลยุทธ์ 3 (Core Business) +1 (Innovation) +P (Productivity)

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 4

 

โดย KBank อ้างอิงข้อมูลจาก McKinsey ที่ชี้ว่า องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่องคน จะมีผลงานที่ดีกว่าองค์กรที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องคน 5.2 เท่า นี่ย้ำว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ กลยุทธ์จึงเป็นการเริ่มทรานส์ฟอร์มจากผู้นำระดับกลางขึ้นไปจำนวน 1,200 คนก่อน เพื่อให้คนกลุ่มนี้เห็นภาพและมีจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกับองค์กร (Purpose Alignment) ก่อนจะถ่ายทอดลงไปสู่พนักงานระดับต่อไป

 

กระบวนการที่ออกแบบร่วมกับ BTS Thailand จึงเริ่มจาก What to What คือการระบุ ‘ทรานส์ฟอร์เมชันที่อยากเห็น’ ให้ชัดเจน จากนั้นจึงออกแบบกระบวนการปรับกรอบคิด (Shift Mindset) ที่ไม่ได้เน้นการสอน แต่เน้นการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง (Simulation-based Learning) เพื่อให้ผู้นำได้ฝึก ‘ตัดสินใจ’ ในสถานการณ์สำคัญที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง เมื่อกรอบคิดเปลี่ยนแล้ว จึงค่อยติดอาวุธหรือเครื่องมือที่จำเป็น เช่น FFI (Fact Feeling Impact) เพื่อใช้ในการสื่อสาร

 

หทัยพร เจียมประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “เราเชื่อว่าถ้าผู้นำชัดเจนเรื่องจุดมุ่งหมาย เขาตื่นขึ้นมาเขาจะมีความหมาย รู้ว่าต้องทำอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร การจะสร้างองค์กรที่ยั่งยืน เมื่อเขารู้ว่าเขามีคุณค่า เขาช่วยสร้างอิมแพ็ก และไม่ใช่แค่องค์กรที่ได้ แต่การที่เราสร้างคนเหล่านี้ ไม่ว่าเขาจะไปไหน เขาก็จะไปสร้างสิ่งดีๆ”

 

แนวทางของทั้ง 3 องค์กร สะท้อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญผ่านคนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การวางระบบบริหารผลงาน การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง ไปจนถึงการทรานส์ฟอร์มผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีจุดร่วมคือการมอง ‘คน’ เป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์องค์กร

 

    

The post วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ https://thestandard.co/retirement-lottery-buying-channels/ Wed, 22 Oct 2025 12:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1134248 อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อ ‘สล […]

The post อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อ ‘สลาก กอช.’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งในแอปพลิเคชัน และช่องทางออฟไลน์

 

วันนี้ (22 ตุลาคม) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อหวยเกษียณ ผ่านความร่วมมือระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย (KBank), ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb), DGA, ไปรษณีย์ไทย, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, บิ๊กซี, โลตัส, และตู้บุญเติม ซึ่งช่วยยกระดับการออมของคนไทยให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และสนุก

 

เศรษฐจักร ลียากาศ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อมั่นว่า ด้วยช่องทางที่หลากหลาย การออมของประชาชนจะเข้าถึงง่าย สะดวกสบาย และมีความทันสมัย นอกจากนี้ เศรษฐจักรยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตจะมีพันธมิตรมาเข้าร่วมเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสดังกล่าวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

สรุป! ​​ซื้อหวยเกษียณได้ที่ไหนบ้าง?

 

เดิม:

 

  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • แอปพลิเคชัน TrueMoney
  • แอปพลิเคชัน myAIS
  • แอปพลิเคชัน ShopeePay และ Shopee

 

เพิ่มใหม่:

 

ช่องทางออนไลน์

 

  • แอปพลิเคชัน ทางรัฐ
  • แอปพลิเคชัน K PLUS
  • แอปพลิเคชัน ttb touch

 

ช่องทางซื้อสำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน

 

  • ไปรษณีย์ไทย 1,250 สาขา
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส กว่า 15,500 สาขา
  • บิ๊กซี กว่า 1,600 สาขา
  • โลตัส ประมาณ 2,500 สาขา
  • ตู้บุญเติม กว่า 100,000 ตู้
  • ตู้เต่าบิน 7,500 ตู้

 

พันธมิตรใหม่ พร้อมหนุน ซื้อ สลาก กอช. ครอบคลุมทุกมิติบริการ

 

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประชาชนสามารถซื้อ ตรวจรางวัล ตรวจสอบประวัติการซื้อ และเช็คยอดเงินออมได้ครบจบในแอป K PLUS

 

นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางจ่ายเงินรางวัลผ่านระบบพร้อมเพย์ พร้อมอำนวยความสะดวกในการดำเนินการหักภาษีและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากร หรือ ‘E-WHT’ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการนำส่งภาษีและสามารถตรวจสอบได้อีกด้วย

 

กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคารและความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ธนาคารทีทีบีเตรียมเปิดขายสลาก กอช. ผ่าน ‘ttb touch’ เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วประเทศ เปลี่ยนพฤติกรรม ‘ลุ้นโชค’ ให้กลายเป็น ‘ออมลุ้นโชค’ สร้างหลักประกันเพื่อวัยเกษียณ สอดคล้องตามแนวคิด Make REAL Change ของทีทีบี ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

ไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กล่าวว่า แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทะเบียนซื้อสลาก กอช. ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเข้ามาใช้งานของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีมาตรการพิสูจน์และยืนยันตัวตนในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูงเทียบเท่ามาตรฐานของสถาบันการเงิน

 

วรวิทย์ สุขสาสนี ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาดบริการไปรษณีย์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของ กอช. ในการขยายช่องทางการจำหน่ายและชำระเงิน ‘สลาก กอช.’ ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศ

 

ภัททิยา ภาชนะทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถ เปิดบัญชีและซื้อสลาก กอช. ได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน 7-Eleven Application และ Counter Service Application

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมสนับสนุนโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อสลาก กอช. ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั้งที่ร้าน 7-Eleven และผ่านช่องทางออนไลน์ โดย ทุกการซื้อจะได้รับคูปองส่วนลดสินค้าในร้าน 7-Eleven เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

 

วิณัฎฐา นิภาวงษ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจบริการ กล่าวว่า โลตัสและโลตัส โกเฟรช ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ลูกค้าสามารถทำการซื้อสลากได้ทุกเคาน์เตอร์แคชเชียร์รับชำระเงิน ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ‘ตู้บุญเติม’ และ ‘ตู้เต่าบิน’ เปิดบริการครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เปิดบัญชี ซื้อสลาก ไปจนถึงตรวจรางวัลแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยมีระบบยืนยันข้อมูลและ SMS แจ้งเตือน ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส

 

สลาก กอช. อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ

 

ทั้งนี้ จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว และอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ

 

พร้อมระบุอีกด้วยว่า กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ รมว.คลังพิจารณา เพื่อเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

 

โดยหลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ ประชาชนจะสามารถลงทะเบียนและซื้อสลากผ่านแอป ‘กอช.’ รวมถึงช่องทางพันธมิตรได้ทันที เพียงใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน พร้อมผูกบัญชีพร้อมเพย์เพื่อรับเงินรางวัลได้รวดเร็วและปลอดภัย

 

สำหรับ ‘สลาก กอช.’ เป็น สลากขูดดิจิทัล จำหน่ายในราคา 50 บาทต่อฉบับ เปิดโอกาสให้ ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อได้สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน (60 ใบ) ออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. โดยมีรายละเอียดรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล, รางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล และหากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด จะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษในงวดถัดไป

 

​นอกจากนี้ คนไทยทุกคน อายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. แต่ต้องออมไว้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ทุกรอบต้องออมไว้ 5 ปี หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อหวยเกษียณทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

The post อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% https://thestandard.co/kbank-profit-up-reserves-fall/ Tue, 21 Oct 2025 04:44:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1133243 kbank

ธนาคารกสิกรไทยแจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 มีกำไร 39 […]

The post ‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>
kbank

ธนาคารกสิกรไทยแจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 มีกำไร 39,287 ล้านบาท โต 1.16% และมีรายได้จากการดำเนินงาน 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 1.73% จากรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัว 6.94% แต่ตั้งสำรองน้อยลง 14.17%

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 มีทิศทางชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่ลดลงซึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ และการอ่อนแรงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

 

ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวต่อเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง

 

สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ บรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนที่ยังซบเซา รวมถึงโจทย์ท้าทายของภาคการท่องเที่ยวจากภาวะการแข่งขันและประเด็นความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 

นอกจากนี้ คาดว่าเม็ดเงินของมาตรการกระตุ้นภาครัฐมีจำกัด และผลของมาตรการอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วนภายในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายหลายด้านต่อเนื่องในปี 2569

 

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ในการดูแลช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือน ปี 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 39,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 452 ล้านบาท หรือ 1.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 519 ล้านบาท หรือ 4.16% โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,436,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 95,694 ล้านบาท หรือ 2.20% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่

 

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss หรือ ECL) จำนวน 30,047 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,962 ล้านบาท หรือ 14.17% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบตามที่ได้ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและยังคงเผชิญกับความท้าทาย

 

ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 166.43% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 21.60%

 

ภาพรวม 9 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 104,239 ล้านบาท ลดลงจำนวน 7,768 ล้านบาท หรือ 6.94% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และการลดลงของเงินให้สินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin หรือ NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.31%

 

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 42,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 5,178 ล้านบาท หรือ 13.80% หลัก ๆ จาก 1) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโตจากการให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ประกอบกับภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น 2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และ 3) รายได้จากการลงทุนในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 61,821 ล้านบาท ลดลงจำนวน 134 ล้านบาท หรือ 0.22% จากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 42.07%

The post ‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย [Advertorial] https://thestandard.co/kbank-sustainability-400bn-2030/ Wed, 15 Oct 2025 09:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1130555

เศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้ง […]

The post กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่จากสถานการณ์รอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

จงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ฉายภาพความท้าทายและแรงกดดันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การมาถึงของสังคมสูงวัย รวมถึงมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน

 

 

“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่า 2% นอกจากความท้าทายเชิงโครงสร้างของไทย การค้าระหว่างประเทศยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายใหม่ อาทิ EU CBAM ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนตั้งแต่ปี 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันครอบคลุมมูลค่าสินค้า 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ดังนั้นธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ”

 

นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัญหาด้านภูมิอากาศ ถ้าเราไม่เริ่มปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้ คาดการณ์ว่าปี 2050 หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2.6 องศา GDP ประเทศไทยจะหายไป 34% และกระทบ GDP โลกราว 14%

 

ปัจจุบันทุกภาคส่วนกำลังพยายามขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่เร่งปรับโครงสร้างและกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย ภาคเอกชนก็เริ่มปรับกลยุทธ์ธุรกิจตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือกับความท้าทายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงภาคประชาชนก็มีบทบาทในฐานะผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจที่ทำเรื่อง ESG และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 2

 

‘กสิกรไทย’ ปักธง ‘ผู้ให้บริการโซลูชัน ด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด’ เพิ่มเป้าอัดฉีดเม็ดเงินความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

 

สำหรับบทบาทภาคการเงินของ ‘ธนาคารกสิกรไทย’ ภายใต้วิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน ได้เล็งเห็นว่า กระแสความท้าทายที่เกิดขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเพิ่งประกาศนโยบายใหม่ให้ไทยบรรลุเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขย่าอนาคตภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย

 

“จากการประเมินปัจจัยรอบด้านที่เกิดขึ้น ธนาคารกสิกรไทยได้ทบทวนกลยุทธ์การทำงานด้านความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและสังคมได้ชัดเจนขึ้น” จงรักกล่าว

 

เป็นที่มาของการประกาศปรับยุทธศาสตร์ความยั่งยืน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับแต่ละแกนของ ESG เป็นหลัก ธนาคารกสิกรไทยเลือกใช้แนวทางใหม่ หันมาจับประเด็นสำคัญแบบองค์รวม บนแนวคิด ‘Issue-based Strategy’ เชื่อมโยงทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามปณิธานในการเป็น ‘ธนาคารแห่งความยั่งยืน’ (Bank of Sustainability) พาทุกภาคส่วนเดินหน้าฝ่าคลื่นความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ภายใต้ความมุ่งหมาย 3 แกนหลัก ได้แก่

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 3

 

  • Be a Most Trusted Bank: มุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น ผ่านการบริการลูกค้าด้วยความใส่ใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า มีการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใสและยึดมั่นในหลักจริยธรรม

 

  • Reinforce Future-Ready Resilience: เตรียมความพร้อมทั้งองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและร่วมก้าวสู่โอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในอนาคต ผ่านการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน การสร้างและพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงบริการที่ตอบโจทย์อนาคต และการพัฒนาขีดความสามารถทั้งบุคลากร ระบบ และองค์กร

 

  • Enable Inclusive Growth: สร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง เพิ่มโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน การให้ความรู้และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการเงินและการสร้างความเสมอภาคทางการเงิน

 

กางผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืน

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการประกาศยุทธศาสตร์ความยั่งยืนบทใหม่ของธนาคารกสิกรไทยเพื่อก้าวสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชัน ด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด“ คือการขยับเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนจากเดิม 1-2 แสนล้านบาท สู่เป้าหมายใหม่ที่ 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

 

“ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 เราปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1.73 แสนล้านบาท คาดว่าจบปี 2025 จะจบที่ 2 แสนล้านบาท”

 

นอกจากตัวเลขสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างให้กับภาคธุรกิจไปจนถึงเศรษฐกิจประเทศ ยังมีตัวอย่างผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทยที่ได้ดำเนินการไปแล้วและวัดผลได้จริงใน 2 แกนหลัก ได้แก่

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 4

 

1.ส่งเสริมศักยภาพเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่ง (Strengthening Capabilities to Enhance Resilience)

 

“บทบาทสำคัญของธนาคารคือการซัพพอร์ตเศรษฐกิจไทย ดังนั้นการที่เราสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของเรา” จงรัก กล่าวต่อว่า ธนาคารไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อหรือบริการทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เสริมสร้างศักยภาพเพื่อให้ลูกค้า ธุรกิจ และสังคมมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง ด้วยการส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม ควบคู่กับการให้องค์ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

เริ่มตั้งแต่การขับเคลื่อนการเงินอย่างยั่งยืนผ่านการให้สินเชื่อคุณภาพที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้รับ ตามหลัก Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการสินเชื่อแบบครบวงจรด้วย Data & AI ในการปรับปรุงกระบวนการประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพของการปล่อยสินเชื่อใหม่ นอกจากนี้สำหรับสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป และ Project Finance ธนาคารยังมีการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ครบ 100%

 

“ปัจจุบันเรามีการส่งมอบโซลูชันการเงินที่ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยโซลูชันพลังงานหมุนเวียนโดย KF&E และการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่าน KLeasing หรือเสริมสร้างการลงทุนที่ยั่งยืนผ่าน KAsset ที่เพิ่มโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนบนหลักการ ESG ปัจจุบัน KAsset ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ของประเทศใน ESG Fund และ SRI Fund ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) กว่า 3.89 หมื่นล้านบาท และ 3.79 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ รวมทั้งมี Beacon Venture Capital ที่ลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวก”

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 5

 

ซึ่งการจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น จงรักบอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งมอบองค์ความรู้ด้านการเงิน การลงทุน ความปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการผสานแนวคิดด้าน ESG เข้าไปในทุกจุด ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และ Startups ด้วยเครือข่ายและเครื่องมือต่างๆ ของธนาคารกสิกรไทย อาทิ

 

  • ‘สติ’ แคมเปญให้ความรู้ทางการเงินและความปลอดภัยไซเบอร์ สร้างการรับรู้กับลูกค้าและประชาชนกว่า 16.4 ล้านราย

 

  • KResearch ในไตรมาสแรกของปี 68 เผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจไปแล้วกว่า 350 ฉบับและ เข้าถึงผู้อ่านกว่า 6.58 ล้านคน

 

  • KWEALTH ที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านความร่วมมือพันธมิตรระดับโลก รวมทั้งเทรนด์การลงทุน ESG ซึ่งมีผู้สนใจเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์กว่า 1.68 ล้านเพจวิว และมีการรับชมคลิปบนยูทูปกว่า 11.19 ล้านครั้ง

 

  • KSME สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการ K SME Care และช่องทางต่าง ๆ รองรับผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 1.8 ล้านราย

 

  • SKILL KAMP หลักสูตรพัฒนาทักษะและศักยภาพด้านดิจิทัลกว่า 355 หลักสูตร มีผู้เข้าร่วม 8,000 คน

 

  • KATALYST โครงการส่งเสริมความรู้และเครือข่ายให้แก่สตาร์ทอัพ โดยมีสตาร์ทอัพผ่านการเรียนรู้ 155 ราย

 

2. เร่งเครื่องการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืน (Accelerating Climate Transition to Secure a Sustainable Future)

 

ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์สู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2564 นอกจากนี้ ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็น ‘The Most Comprehensive Climate Solution Provider ‘ผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด’ ก้าวไปไกลกว่าการให้การสนับสนุนทางการเงิน (Moving beyond finance) เพื่อช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 6

 

จงรักฉายภาพการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายในของธนาคารบนพันธกิจสู่ Net Zero ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 17% (เทียบข้อมูลจากปี 2024) รวมทั้งได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนต่อเนื่องถึง 8 ปี (ปี 2561-2568)

 

“สำหรับลูกค้าในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร ธนาคารได้วางแผนกลยุทธ์รายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) เพื่อเข้าไปควบคุมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างใกล้ชิด จำนวน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้นน้ำ กลุ่มเหมืองถ่านหินประเภทเชื้อเพลิงให้ความร้อน กลุ่มซีเมนต์ กลุ่มอลูมิเนียม และกลุ่มยานยนต์ โดยพอร์ตโฟลิโออุตสาหกรรมโรงไฟฟ้ามีระดับความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity per GWh) ลดลง 26% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 (ค.ศ.2020)”

 

มองภาพรวม ผลลัพธ์การเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศของธนาคารกสิกรไทย จากการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 1.73 แสนล้านบาท ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประกอบด้วยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 39,000 คัน สินเชื่อเพื่ออาคารสีเขียวมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร สินเชื่อสำหรับโครงการทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนกว่า 500 โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในมิติ Beyond Banking Solution

 

ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้ง Creative Climate Research Center เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้ การร่วมมือ การวิจัย และการแบ่งปันองค์ความรู้ด้าน Net Zero ในอาเซียน พร้อมทั้งจัดหลักสูตรพัฒนาผู้นำและบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงมืออาชีพในองค์กร ครอบคลุม 4 แกนหลัก Education, Collaboration, Research และ Knowledge Sharing เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและยั่งยืน อาทิ NET ZERO CEO หลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืน, NET ZERO LEADER หลักสูตรสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืน, NET ZERO PROFESSIONAL หลักสูตรสำหรับผู้เชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์ในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และ NET ZERO PROFESSIONAL (Powered by SKILL KAMP) หลักสูตรออนไลน์ตามความต้องการ มุ่งเน้นกลยุทธ์การปฏิบัติด้านความยั่งยืน

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 7

 

“เราวางตัวเองเป็นพันธมิตรในการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความแข็งแกร่งในการแข่งขันให้กับลูกค้า โดยมีเครื่องมือที่ช่วยวัดผลและจัดการคาร์บอนอย่าง KCLIMATE 1.5 และบริการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ KCLIMATE Advisory Service เพื่อส่งมอบ Climate Solution ที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้า ส่งเสริมการสร้าง Carbon Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่การริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อสร้าง Carbon Ecosystem เช่น Watt’s Up แพลตฟอร์มสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือแพลตฟอร์ม Green Pass สำหรับการขอใบรับรอง RECs และแพลตฟอร์ม K-GreenSpace ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชัน Green Living ได้ง่ายขึ้น”

 

นอกจากนี้ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงร่วมกับพันธมิตรจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการเงิน และภาควิชาการ จัดตั้ง “เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย” (Thailand Climate Business Network: Thai CBN) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 34 องค์กร ร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติด้าน Climate ที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่ระดับ SME จนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยเครือข่าย Thai CBN ได้จัดทำ E-Handbook for Greener SMEs และ White Paper – Climate Ecosystem Collaboration เพื่อส่งมอบให้ภาครัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังร่วมระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม

 

กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย 8

 

“ความยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบของทุกคน” จงรักเน้นย้ำว่าทุกพันธกิจที่ธนาคารขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศ สร้างรากฐานที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และมีคุณภาพให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล

 

“เป้าหมายหลักของธนาคารกสิกรไทยคือการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านบริการทางการเงิน ความรู้ การลงทุนที่ถูกทิศทาง และเราไม่สามารถสร้างความสำเร็จนี้ได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน สร้างรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทุกชีวิตและธุรกิจสามารถก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” จงรักกล่าวทิ้งท้าย

The post กสิกรไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนใหม่ อัดฉีดเม็ดเงิน 4-5 แสนล้าน เร่งผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้พร้อมตั้งรับทุกความท้าทาย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/right-move-kasset-jpmorgan/ Tue, 30 Sep 2025 06:40:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1123137 KAsset

โลกการลงทุน ณ ปลายปี 2568 กำลังจับตามองจุดเปลี่ยนสำคัญ […]

The post ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset

โลกการลงทุน ณ ปลายปี 2568 กำลังจับตามองจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนดจะพิจารณาคำอุทธรณ์เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ให้กับทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีคำตัดสินชี้ขาด

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก เพราะมูลค่าภาษีที่ถูกเรียกเก็บไปแล้วอาจสูงถึงหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ และยังไม่มีความชัดเจนในกระบวนการชดเชยหากคำตัดสินออกมาว่าการเก็บภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความผันผวนและความซับซ้อนที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้การมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและเชื่อถือได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อช่วยนำทางการลงทุนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายไปได้

 

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่า ตลาดการลงทุนทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความเสี่ยงจากนโยบายของประเทศมหาอำนาจเพียงแห่งเดียว ก็สามารถส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของทุกคนได้

 

ดังนั้น การพึ่งพาสินทรัพย์หรือตลาดเพียงแห่งเดียวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป การกระจายการลงทุนไปทั่วโลกอย่างมีหลักการได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน และด้วยความเข้าใจในความต้องการของนักลงทุนไทย บลจ.กสิกรไทย (KAsset) และพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) ที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2567 จึงยังคงมุ่งมั่นส่งมอบคำแนะนำการลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจที่ไม่หยุดนิ่ง

 

 

Global Strength. Local Expertise.

 

ความร่วมมือที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่ปี 2567 นี้ ยังคงเป็นการผนึกกำลังเพื่อต่อยอดการสร้างมาตรฐานใหม่และมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ให้กับตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘Global Strength. Local Expertise.’ ซึ่งเป็นการผสานความแข็งแกร่งระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญที่เข้าใจตลาดในประเทศอย่างแท้จริง



KAsset คือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 32 ปี ทำให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของนักลงทุนไทยอย่างลึกซึ้ง ความเป็นผู้นำนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่นักลงทุนไทยมีให้มาโดยตลอด และยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน JPMAM คือบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำ 1 ใน 5 ของโลก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 150 ปี และมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอยู่ทั่วโลก JPMAM บริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนกว่า 600 กลยุทธ์ และมีผลงานที่โดดเด่น โดย 83% ของกองทุน Multi-Asset สามารถสร้างผลตอบแทนที่เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานได้ ความเชี่ยวชาญระดับโลกนี้ครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภท ตั้งแต่หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก

 

การผนึกกำลังกันนี้จึงเป็นการนำประสบการณ์ระดับโลกของ JPMAM มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ KAsset เพื่อทำการวิเคราะห์และคัดเลือกสินทรัพย์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าถึงได้ยาก ผ่านผู้จัดการกองทุนในประเทศที่เชื่อถือได้ เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือนี้ คือการสร้างความมั่นใจและมอบเครื่องมือที่ดีที่สุด เพื่อให้นักลงทุนสามารถสร้าง ‘มูฟที่ใช่’ ที่จะพาพอร์ตการลงทุนไปได้ไกลและมั่นคงกว่าที่เคย

 

 

คัมภีร์การลงทุนสำหรับทุกคน

 

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากความร่วมมือนี้ คือ ‘Know the Markets’ ซึ่งเปรียบเสมือนคัมภีร์การลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ เป็นการย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนจากทั่วโลกให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทั้งสององค์กร เพื่อให้นักลงทุนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้มีประสบการณ์สูง สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

 

หัวใจของ ‘Know the Markets’ ตั้งอยู่บนหลักการสามประการคือ รู้ลึก รู้รอบ และรู้เร็ว ‘รู้ลึก’ คือการเข้าถึงบทวิเคราะห์เจาะลึกจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ JPMAM ทั่วโลก ‘รู้รอบ’ คือการครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วทุกภูมิภาค และ ‘รู้เร็ว’ คือการนำเสนอข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้นักลงทุนปรับพอร์ตได้อย่างทันท่วงที ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

 

ในปีนี้ยังได้มีการต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการจัดทำบทวิจัย ‘KAsset Capital Market Assumptions (KCMA)’ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการนำเสนอบทวิเคราะห์ในลักษณะนี้ ‘KCMA’ คือการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ ผลตอบแทน และความเสี่ยงของสินทรัพย์กว่า 100 ประเภททั่วโลก โดยเป็นการมองภาพระยะยาวไปข้างหน้าถึง 10-15 ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือระดับสถาบันที่ JPMAM ใช้ในการวางกลยุทธ์ให้กับลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก

 

การเข้าถึงข้อมูลระดับนี้จะช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถวางแผนการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ในระยะยาวได้อย่างมีหลักการและแม่นยำยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการมีแผนที่การลงทุนที่ชัดเจนสำหรับการเดินทางสู่เป้าหมายทางการเงินในอนาคต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

 

สู่โซลูชันพอร์ตลงทุนที่ตอบโจทย์

 

ความรู้และข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่ได้จากความร่วมมือนี้ ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นโซลูชันการลงทุนที่จับต้องได้และพร้อมใช้งานสำหรับนักลงทุนทุกคน นั่นคือกลุ่มกองทุนผสม ‘K-WealthPLUS Series’

 

k wealth

 

แนวคิดของ ‘K-WealthPLUS Series’ คือการมอบพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก หรือที่เรียกว่า Multi-Asset Solution ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะตลาดที่ผันผวน เพราะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ในทุกสถานการณ์ 

 

กองทุนในซีรีส์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Port) สำหรับนักลงทุน โดยมีให้เลือก 3 กองทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตั้งแต่เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ไปจนถึงเสี่ยงสูง ทำให้นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคอยดูแลทิศทางการลงทุนให้อย่างใกล้ชิด

 

ความร่วมมือระหว่าง KAsset และ JPMAM จึงเป็นมากกว่าการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แต่คือคำมั่นสัญญาที่จะนำความเชี่ยวชาญที่ดีที่สุดจากทั่วโลก มาเพื่อสร้างโอกาสและความสำเร็จให้กับนักลงทุนไทยอย่างแท้จริง

 

เริ่มต้นการลงทุนอย่างมั่นใจด้วยข้อมูลและบทวิเคราะห์ Know the Markets ได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3ItLsbi

 

โฆษณาของบลจ. กสิกรไทยนี้อาจอ้างอิงข้อมูลที่ J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) เผยแพร่โดยทั่วไป มิได้เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะหรือถือเป็นงานวิจัยหรือการให้คำแนะนำการลงทุนของ JPMAM ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ภาพปก: d3sign / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีซี่มันนี่ จับมือ 3 แบงก์ ‘กสิกรไทย-ออมสิน-แลนด์แอนด์เฮ้าส์’ บุกตลาดสินเชื่อมีหลักประกัน วงเงิน 3,000 ล้านบาท xหลัง 8 เดือนแรก กำไรโต 30% https://thestandard.co/easy-money-syndicated-loan/ Mon, 22 Sep 2025 07:33:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1121470

‘อีซี่มันนี่’ ธุรกิจสินเชื่อทางเลือกที่มีหลักทรัพย์ค้ำป […]

The post อีซี่มันนี่ จับมือ 3 แบงก์ ‘กสิกรไทย-ออมสิน-แลนด์แอนด์เฮ้าส์’ บุกตลาดสินเชื่อมีหลักประกัน วงเงิน 3,000 ล้านบาท xหลัง 8 เดือนแรก กำไรโต 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘อีซี่มันนี่’ ธุรกิจสินเชื่อทางเลือกที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed-Financing) ลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรในการปล่อยเงินกู้ร่วม (Syndicated Loan Partnership) วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 3,000 ล้านบาท กับสามสถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ 

 

สุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่สถาบันการเงินชั้นนำมอบให้กับอีซี่มันนี่ และถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตอย่างมั่งคั่งและมั่นคง

 

“เงินทุน 3,000 ล้านบาทที่ได้รับการสนับสนุน จะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุน หมุนเวียนในการปล่อยสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนามาตรฐานบริการในทุกมิติ ทั้งการประเมินราคาที่เป็นธรรม การเก็บรักษาทรัพย์สินที่ปลอดภัย และการบริการที่ให้เกียรติลูกค้า รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน Easy Smart Application ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเช็กข้อมูลตั๋ว ส่งดอกเบี้ยออนไลน์ ประเมินราคาทรัพย์ และโอนเงินได้อย่างสะดวกและโปร่งใส”

 

ปัจจุบันอีซี่มันนี่มี 98 สาขาทั่วประเทศ โดยบริษัทมีรายได้รวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 กว่า 9,054 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 842 ล้านบาท เติบโต 30% จากในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อบริการของบริษัท และศักยภาพการเติบโตในฐานะ โซลูชันทางการเงินที่ชาญฉลาดและเข้าถึงได้

 

นอกจากธุรกิจสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันแล้ว อีซี่มันนี่ ยังได้ขยาย Ecosystem ทางการเงินไปสู่ธุรกิจ ‘พรีเมี่ยมโกลด์เยาวราช’ ห้างทองที่เน้นมาตรฐานและความโปร่งใส และ ‘Easy Money Shop’ ร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือสองของแท้คุณภาพสูง เพื่อสร้างระบบนิเวศการให้บริการเงินด่วนที่ครบถ้วนที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติด้วยการใช้ทรัพย์สินในการสร้างโอกาสและเสริมสภาพคล่อง

The post อีซี่มันนี่ จับมือ 3 แบงก์ ‘กสิกรไทย-ออมสิน-แลนด์แอนด์เฮ้าส์’ บุกตลาดสินเชื่อมีหลักประกัน วงเงิน 3,000 ล้านบาท xหลัง 8 เดือนแรก กำไรโต 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน https://thestandard.co/fed-rate-cut-forecast-september-2025/ Tue, 16 Sep 2025 11:51:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1119767 สำนักวิจัยธนาคารคาดการณ์ Fed ปรับ ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัว

สำนักวิจัยของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เห็น […]

The post สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักวิจัยธนาคารคาดการณ์ Fed ปรับ ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัว

สำนักวิจัยของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เห็นตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมนัดกันยายนนี้ ไว้ที่ระดับ 4.00-4.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน 

 

กสิกรคาด Fed ลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกของปี

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นรอบที่ 6 จากทั้งหมด 8 รอบในปีนี้ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.00-4.25%

 

โดยมีเหตุผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

 

  • ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 75,000 ตำแหน่ง 
  • ตัวเลข Nonfarm Payrolls ฉบับปรับปรุงพบว่า มีตำแหน่งงานลดลงกว่า 9 แสนตำแหน่งจากรายงานฉบับก่อน
  • ขณะที่ อัตราการว่างงานเดือนส.ค. เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% จาก 4.2% ในก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีการปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ไม่น่ากังวล ส่งผลให้ Fed น่าจะให้น้ำหนักกับสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญของตลาดแรงงานมากกว่า

 

นอกจากนี้ Fed ได้เริ่มส่งสัญญาณกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ผ่านงานประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium เมื่อวันที่ 21-23 ส.ค. โดยประธานFed เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) เปิดเผยความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานสูงขึ้น 

 

และยังรวมถึงกรรมการ Fed บางท่าน ซึ่งได้แสดงความเห็นสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Michelle Bowman และ Christopher Waller ที่เคยลงคะแนนสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด Fed ยังลดดอกเบี้ยอีก

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 1 ครั้ง ใน 2 การประชุมที่เหลือของปีนี้ในเดือนต.ค. และ ธ.ค. โดยคาดว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้ความท้าทายมากขึ้นในการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานและเงินเฟ้อจากผลกระทบของการปรับขึ้นภาษีที่จะชัดเจนขึ้น 

 

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จังหวะการปรับลดดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อที่ออกมาเป็นสำคัญ โดยหากตลาดแรงงานอ่อนแรงลงเร็วกว่าคาด และเงินเฟ้อไม่ได้เร่งสูงขึ้นเร็ว โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องทั้ง 2 การประชุมที่เหลือในปีนี้มีมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ การประชุมรอบนี้จะมีการเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และ Dot Plot โดยมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเพิ่มประมาณการการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปี 2026 จากที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 

 

เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ามากขึ้น และอาจชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มยื่นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อปลด Lisa Cook จากคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของคณะกรรมการเฟดอาจทำให้ท่าทีโดยรวมโน้มเอียงไปทาง dovish มากขึ้น

 

วิจัยกรุงศรี มอง Fed ลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้งปีนี้

 

ด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน วิจัยกรุงศรี มองว่าจะเพิ่มโอกาสให้ Fed ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

 

โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มลงได้อีก 2-3 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) นับจากการประชุมเดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2025 แต่ความเร็วในการปรับลดยังขึ้นอยู่กับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์

The post สำนักวิจัยธนาคารคาด Fed จ่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ 0.25% หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ https://thestandard.co/kresearch-credit-quality-warning/ Mon, 18 Aug 2025 00:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1108301 kresearch-credit-quality-warning

หัวข้อในเนื้อหานี้ ครึ่งหลังแนวโน้ม ‘ชำระหนี้’ มีโอกาสถ […]

The post เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
kresearch-credit-quality-warning

หัวข้อในเนื้อหานี้


 

KResearch เผยคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงแทบทุกประเภทธุรกิจแย่ลง การผิดนัดชำระเพิ่ม ห่วงภาษีทรัมป์ฉุดแนวโน้มการชำระหนี้ในครึ่งหลังของปีนี้ ‘ถดถอย’ และลุกลามถึงธุรกิจขนาดใหญ่

 

กฤษฏิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ตามฐานข้อมูลบัญชีลูกหนี้ธุรกิจของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ซึ่งเป็นข้อมูลไตรมาส 1/2568 พบว่า สินเชื่อธุรกิจมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นในหลายประเภทธุรกิจ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ดังนี้

 

สินเชื่อธุรกิจการผลิต (Manufacturing) มีสัดส่วนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระ 31-90 วัน (SM) และหนี้ที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 7.36% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘ลดลง’ จากระดับ 8.18% จากสิ้นปี 2567 

 

  • สินเชื่อธุรกิจภาคค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 8.76% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 8.08% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ (Construction & Real Estate) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 7.94% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 7.16% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจที่พักแรม (Accommodation) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 6.18% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 5.00% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจคมนาคม (Transportation) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 7.30% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 7.01% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อภาคเกษตร (Agriculture) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 18.43% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 16.55% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อข้อมูล (Information) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 5.60% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 2.88% จากสิ้นปี 2567

 

สินเชื่อธุรกิจ

 

ครึ่งหลังแนวโน้ม ‘ชำระหนี้’ มีโอกาสถดถอย ลุกลามถึงธุรกิจขนาดใหญ่

 

กฤษฏิ์กล่าวว่า “โดยสรุปจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจที่เติบโต 3.1% ในไตรมาสแรกของปี 2568 ไม่ได้สะท้อนกลับมาที่คุณภาพสินเชื่อ เห็นได้จากคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงในทุกประเภทธุรกิจ ยกเว้น ‘ภาคการผลิต’ ที่ได้อานิสงส์จากการส่งออกที่เติบโตดีขึ้น แต่ในระยะครึ่งหลังของปี ไทยกำลังเผชิญกับภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่งออกครึ่งปีหลังอาจพลิกติดลบ จึงอาจจะเห็นการปรับขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระ และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงอาจลุกลามขึ้น และอาจลุกลามไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่”

 

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า “ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลจะอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ใน ‘ระดับสูงที่สุด’ และส่วนที่เป็นธุรกิจ SME รายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับกำลังซื้อของตลาดในประเทศ เช่น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก พบว่าคุณภาพหนี้ที่ด้อยลงในกลุ่ม SME รายเล็ก-ย่อยในช่วงก่อนหน้านี้ ได้ขยายมาสู่ธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น ส่วนธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาพลบจะขยายมาถึงธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากผลของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออก และภาพกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา อาจทำให้แนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้ของประเภทธุรกิจต่างๆ ข้างต้น มีโอกาสถดถอยลงอีกในไตรมาสที่เหลือของปีนี้”

 

ความสามารถชำระหนี้

 

ธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งผิดนัดชำระมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตามฐานข้อมูลบัญชีลูกหนี้ธุรกิจของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ซึ่งเป็นข้อมูลไตรมาส 1/2568 พบว่า ลูกค้าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน เพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

  • กลุ่มธุรกิจขนาด Super Micro มีหนี้เสีย (NPL)ในสัดส่วนสูงถึง 14.81% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาด Micro มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 12.11% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (Small) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 9.75% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (Medium) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 6.51% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 1.37% ของสินเชื่อรวม

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending (RL) และแนวทางดูแลคุณภาพหนี้เชิงรุกของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้ค้างชำระ 1-30 วัน มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา

 

ธุรกิจขนาดเล็ก

 

กนง.ลดดอกเบี้ยรอบล่าสุด ลดภาระลูกหนี้ 7,000 ล้านบาท

 

ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า หลังกนง.มีมติ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามรอบนี้ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจปรับลดลงประมาณ 7,000 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานที่เริ่มคำนวณผลของภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงในช่วงระหว่างสิงหาคม-พฤศจิกายน

 

นอกจากนี้ ดร. กาญจนา ประเมินว่า สินเชื่อที่ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยรอบนี้ คิดเป็นประมาณ 60% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ คิดเป็นเม็ดเงินราว

 

โดยกลุ่มสินเชื่อที่คาดว่า จะได้รับอานิสงส์มากที่สุดมี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น Home For Cash และ (2) สินเชื่อธุรกิจ เนื่องจากโดยปกติแล้ว สินเชื่อธุรกิจจะผูกกับดอกเบี้ยลอยตัว 

 

ดร. กาญจนา

 

เชื่อจังหวะลดดอกเบี้ย กนง. ยังเหมาะสม ไม่ช้าเกินไป

 

ดร. กาญจนา ยังมองว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.รอบนี้จะช่วยลดภาระของกลุ่ม SME ได้ และไม่ถือเป็นจังหวะที่ช้าเกินไป เนื่องจาก ช่วงก่อนหน้านี้ ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากนโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ของธปท. ก็มีค่อนข้างจำกัด

 

“คิดว่า Timing เหมาะสม เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่เศรษฐกิจกำลังจะแย่ลงกำลังจะโดนผลกระทบจากเรื่องภาษีของทรัมป์” ดร. กาญจนากล่าว

 

ธัญญลักษณ์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุน มากกว่าชะลอการตกชั้น หรือการไหลจาก SM เป็น NPL เนื่องจาก แต่หากสุดท้าย SME เจอปัญหาที่รุนแรงขึ้น เช่น ขายของไม่ได้ การลดดอกเบี้ยก็เป็นเพียงการยืดลมหายใจเท่านั้น ถ้ารายได้ยังไม่กลับมา การลดดอกเบี้ยก็จะเป็นการยืดปัญหา หรือเป็นการช่วยประคับประคองมากกว่า

 

โจทย์แก้หนี้ระยะถัดไป ไทยยังมีช่องโหว่อะไรที่ต้องปิดบ้าง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ทางการไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยอาจเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการ Asset Warehousing รอบใหม่ อันถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

 

ขณะที่ เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล (Out-of-Court Workouts) เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ อาทิ ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เนื่องจากเมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายมีระยะเวลาพิจารณาคดีทางกฎหมายที่เร็วขึ้น ก็น่าจะช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

 

รวมถึงควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรกๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้หนี้ต่างๆ ดังกล่าว เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

 

ธัญญลักษณ์ แนะเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมกลไกการแก้หนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระยะต่อไป ผู้กำหนดนโยบายควรรวมข้อมูลประวัติลูกหนี้ให้อยู่ที่เดียวกัน เพื่อทำให้เห็นข้อมูลลูกหนี้ทั้งหมด 

 

“การเห็นประวัติลูกหนี้ที่มากพอ และการรวมข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียวจะทำให้สามารถวางแผนการแก้หนี้ และจัดกลุ่มลูกหนี้ เพื่อวางแผนมาตรการการแก้หนี้ที่เหมาะสมได้” ธัญญลักษณ์ กล่าว

 

ธัญญลักษณ์

The post เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB KBank BAY ttb พาเหรดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้ตามมติ กนง. https://thestandard.co/scb-kbank-bay-ttb-loan-rate-cut/ Thu, 14 Aug 2025 07:50:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1107307 ธนาคาร SCB KBank BAY ttb ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ตามมติ กนง.

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ต่างๆ รวมถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) […]

The post SCB KBank BAY ttb พาเหรดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้ตามมติ กนง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคาร SCB KBank BAY ttb ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ตามมติ กนง.

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ต่างๆ รวมถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (Kbank) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และทีเอ็มบีธนชาต (ttb) แห่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี

 

วันนี้ (14 สิงหาคม) กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.25% ต่อปี สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องสำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และลดภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.750% เป็น 6.500% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.925% เป็น 6.675% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.025% เป็น 6.775% ต่อปี 

 

ธนาคารกสิกรไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ M Rate ลง 0.25%

 

จงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี

 

ธนาคารทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 

  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.25% จาก 6.97% เหลือ 6.72% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.94% เหลือ 6.69% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.25% จาก 7.03% เหลือ 6.78% ต่อปี

 

“ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่แม้จะยังคงขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้านซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นน่าจะเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังคงเผชิญภาระต้นทุนทางการเงินสูงท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า”

 

“ธนาคารเชื่อมั่นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว และธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความยืดหยุ่นทางการเงิน เพื่อต่อยอดการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืน”

 

กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผลวันที่ 18 สิงหาคม 2568

 

วันนี้ (14 สิงหาคม) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ตลอดจนช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระของลูกค้าทั้งในภาคธุรกิจและรายย่อย

 

กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลงจาก 7.000% เป็น 6.750%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลงจาก 6.975% เป็น 6.725%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลงจาก 7.120% เป็น 6.870%

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ ลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง”

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในแนวทางที่กรุงศรีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ สะท้อนถึงความห่วงใยและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม

 

ทีทีบี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกกลุ่ม 0.25% ต่อปี มีผล 15 ส.ค.นี้

 

ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกกลุ่ม 0.25% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2568 สอดคล้องกับมติ กนง. ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและบรรเทาภาระลูกหนี้ ให้สามารถตั้งรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากผลกระทบของนโยบายการค้าโลก ปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเพิ่มขึ้น 

 

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบี พร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่สภาพเศรษฐกิจเปราะบางจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ อาทิ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีสหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ผลพวงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่ายยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง เพื่อเป็นการสอดรับกับมติ กนง. ที่ต้องการช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย กระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาไม่ให้ค่าครองชีพของลูกค้าและต้นทุนของธุรกิจยิ่งสูงไปกว่านี้ ทีทีบี จึงได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปีเพื่อช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่รายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มลูกค้าธุรกิจ สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2568 

 

นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารยังคงตอกย้ำปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้สนับสนุนลูกค้าสินเชื่อเพิ่มเติมผ่านโปรแกรม “ทีทีบี ผ่อนดี.. มีรางวัล” ที่ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่มีประวัติผ่อนดี ซึ่งถือเป็นลูกค้าอีกกลุ่มที่สำคัญและยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือ โดยโปรแกรมนี้ให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งคนผ่อนดีที่มีบ้าน มีรถ และกลุ่มพนักงานเงินเดือนที่มีสินเชื่อบุคคล ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมนี้เพิ่มขึ้น 

 

ทั้งนี้ ทีทีบี ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถจัดการภาระหนี้ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนผ่านโซลูชันรวบหนี้ โซลูชันโอนยอดหนี้ โครงการคุณสู้ เราช่วย ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ตามเป้าหมายของธนาคารที่มุ่งมั่นทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

The post SCB KBank BAY ttb พาเหรดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้ตามมติ กนง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยคาดแบงก์ชาติคงดอกเบี้ยที่ 1.75% ในการประชุม 13 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/kasikorn-bank-thailand-interest-rate/ Tue, 12 Aug 2025 02:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1106198 กสิกรไทย แบงก์ชาติ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ก […]

The post กสิกรไทยคาดแบงก์ชาติคงดอกเบี้ยที่ 1.75% ในการประชุม 13 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย แบงก์ชาติ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากปรับลดมาแล้ว 0.50% ในปีนี้ 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะยังขยายตัวใกล้ 3% เป็นผลจากการเร่งส่งออก ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจลดลงหลังสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยที่อัตรา 19% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจจะยังเผชิญปัจจัยกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา

 

ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม 1-2 ครั้ง ใน 2 การประชุมที่เหลือของปีนี้ในเดือนตุลาคมและธันวาคม 2568 เพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 4 

 

แม้อัตราภาษี Reciprocal tariff ที่ไทยได้รับดีขึ้น แต่การส่งออกไทยในครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องไปยังปี 2569 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก เป็นผลจากการเร่งส่งออกสูงในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับผลของอัตราภาษีที่ 19% ที่ยังสูงกว่าในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากภาษีรายอุตสาหกรรมภายใต้มาตรา 232 ที่จะออกมาเพิ่มเติม

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังหดตัวต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงแล้วกว่า 6% จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดกว่า 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ค่าเงินบาทแข็งค่า 5.9% นับตั้งแต่ต้นปี แข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาค เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย 

 

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ท่ามกลางดัชนี SET ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนขยับมาใกล้เป้าหมายประจำเดือนนี้ที่ 1,270 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และการเร่ง Price in ของนักลงทุนในตลาดต่อความ คาดหวังการลดดอกเบี้ยของกนง. โดยมีความคาดหวังอยู่ที่ราว 72% หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยออกมาต่ำคาด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราเห็นกลุ่มไฟแนนซ์ในตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา

The post กสิกรไทยคาดแบงก์ชาติคงดอกเบี้ยที่ 1.75% ในการประชุม 13 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>