ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธนาคารกลางสหรัฐ-fed/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Mar 2026 11:43:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน https://thestandard.co/mpc-holds-interest-rate-2026/ Tue, 24 Feb 2026 09:18:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1181355 กนง. กำลังประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจ

จับตา กนง.ประชุมนัดแรกของปีนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 […]

The post จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. กำลังประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจ

จับตา กนง.ประชุมนัดแรกของปีนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดย 3 ศูนย์วิจัยแบงก์ ได้แก่ KResearch วิจัยกรุงศรี และ CIMB เห็นตรงกันว่า กนง.น่าจะ ‘คง’ ดอกเบี้ยรอความชัดเจนของประเด็นต่างๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

KResearch คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลาย

 

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีช่องว่าง (Room) ให้ลดดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากมองว่า ปัจจุบันไทยไม่ได้มีความน่ากังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อหรือสภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้สินให้ภาคเอกชนและครัวเรือนได้ โดยมองว่าหากตัดสินใจลดดอกเบี้ย ยิ่งดำเนินการได้เร็วเท่าไรก็จะยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมกนง.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า กนง. อาจจะเลือก ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการรอดูท่าทีความชัดเจนต่างๆ และอาจรอให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน

 

บุรินทร์กล่าวต่อว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน หลายประเทศไม่ได้ยึดติดกับแนวคิด ‘เก็บขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย’ (Policy Space) ไว้ใช้ในยามจำเป็นแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการปรับลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่าการเก็บไว้โดยไม่จำเป็น เห็นได้จากบางประเทศสามารถปรับลดดอกเบี้ยจนถึงขั้นติดลบได้หากมีความจำเป็น

 

“สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหาจุดที่เหมาะสม (Optimal) ของอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการกักเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานตามสถานการณ์ที่แท้จริง” บุรินทร์กล่าว

 

วิจัยกรุงศรีมองในระยะข้างหน้า ความจำเป็นในการผ่อนคลายลด หากเครื่องยนต์การคลังขับเคลื่อนได้เร็ว

 

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า กนง. จะยังไม่เร่งรีบปรับลดดอกเบี้ย แม้ภาพรวมสินเชื่อจะยังหดตัว เนื่องจาก GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนขยายตัวดีเกินคาดที่ 2.5% YoY ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 2.2% และ แรงสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่วิจัยกรุงศรี คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ โดยรอความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไป

 

กระนั้น วิจัยกรุงศรียังระบุว่า ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า กนง. ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจลดลง หากเครื่องยนต์ทางการคลังสามารถขับเคลื่อนได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

 

CIMB คาดกนง.คงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) คาดว่า จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดย กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% ตลอดทั้งปี เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบายไว้

 

โดยดร.อมรเทพยังอธิบายว่า เนื่องจากผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายจะใช้เวลาราว 6–12 เดือน ดังนั้นการลดดอกเบี้ยตอนนี้กว่าจะถึงเวลานั้นเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ปัจจุบัน CIMB คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะโต 2.1% โดยในครึ่งแรกเศรษฐกิจจะทรงตัว ส่วนครึ่งหลังจะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งแรก

 

The post จับตากนง.ประชุมนัดแรกของปี 2569 สามศูนย์วิจัยแบงก์คาดธปท. ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายนัดนี้ รอความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา https://thestandard.co/fed-new-policy-outlook/ Fri, 20 Feb 2026 02:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1180218 ภาพประกอบข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในยุคใหม่

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่ […]

The post Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในยุคใหม่

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้มาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจาก Jerome Powell ที่มีกำหนดจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026

 

ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินยังคงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มทิศทางของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุน บทความนี้ จึงจะพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed คนใหม่ รวมถึงมุมมองของเราต่อทิศทางของ Fed ในอนาคต

 

Kevin Warsh นับว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการเศรษฐศาสตร์ การเงินและการเมือง เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่สภาเศรษฐกิจแห่งชาติซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทำเนียบขาวในช่วงปี 2002-2006 อีกทั้งยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ Fed (Governor) ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่อายุเพียง 35 ปี นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยเป็นตัวประสานงานหลักระหว่าง Fed กับ Wall Street ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2011 (ก่อนหมดวาระในปี 2018) เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในขณะนั้น

 

จุดยืนด้านนโยบายการเงินของ Kevin Warsh ในอดีตเป็นไปในทิศทางเข้มงวด (Hawkish) จากการวิพากษ์วิจารณ์การขยายงบดุลของ Fed หลังวิกฤติ Subprime ว่าไม่มีความเหมาะสมและอาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยมองว่าเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพให้แก่ภาคการเงินอย่างไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมักกล่าวถึงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้ออยู่บ่อยครั้งแม้ว่าในช่วงที่อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นมาก หรือในปี 2024 ที่ Fed ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 ในครั้งเดียว Warsh ระบุว่า Fed ควรลดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังจุดยืนของ Warsh เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) โดย Warsh ให้ความเห็นว่า Fed ควรจะพิจารณาผลของ AI ที่หนุนผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และเป็นปัจจัยกดเงินเฟ้อให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า ช่วยให้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ รวมถึงมองว่า Fed ควรมองข้ามผลของภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อเนื่องจากเป็นปัจจัยชั่วคราวเพียงเท่านั้น

 

สำหรับมุมมองของเรา ประเมินว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน Fed ท่านใหม่จะยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายด้านดอกเบี้ยของ Fed ใน 3 มิติหลัก คือ

 

1. นโยบายดอกเบี้ยในระยะสั้น คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เนื่องจากการกำหนดทิศทางนโยบายของ Fed นั้นต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่จากองค์ประชุม 12 ท่าน ส่งผลให้ Warsh จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างรากฐานแนวคิดและพยายามโน้มน้าวกรรมการท่านอื่นๆ ให้ได้ว่า Fed ควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

 

2. ด้านการบริหารงบดุลของ Fed คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Fed เพิ่งกลับมาใช้นโยบายขยายงบดุล (Reserve Management Purchase) ซึ่งสามารถสะท้อนมุมมองของคณะกรรมการที่ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการลดขนาดงบดุลในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน

 

3. การปฏิรูปการสื่อสาร คาดว่า Fed จะยกเลิกหรือลดการเปิดเผยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) และการให้สัมภาษณ์ เนื่องจาก Warsh มองว่าการสื่อสารที่มากเกินไปคือการผูกมัดตัวเองและอาจทำให้ตลาดเข้าใจผิด

 

ภาพ: รอยเตอร์ส

The post Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชำแหละ Sanaenomics เมื่อชัยชนะ Supermajority พลิกโฉมญี่ปุ่นสู่ Fiscal-led Economy ขณะที่สหรัฐฯ จ่อรับสภาพคล่อง 1.5 แสนล้านดอลล์ พยุงอุปสงค์ท่ามกลาง Fed ที่ยังไม่รีบหั่นดอกเบี้ย https://thestandard.co/global-market-rotation-value-stocks/ Tue, 17 Feb 2026 10:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1179416 global-market-rotation-value-stocks

The post ชำแหละ Sanaenomics เมื่อชัยชนะ Supermajority พลิกโฉมญี่ปุ่นสู่ Fiscal-led Economy ขณะที่สหรัฐฯ จ่อรับสภาพคล่อง 1.5 แสนล้านดอลล์ พยุงอุปสงค์ท่ามกลาง Fed ที่ยังไม่รีบหั่นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
global-market-rotation-value-stocks

The post ชำแหละ Sanaenomics เมื่อชัยชนะ Supermajority พลิกโฉมญี่ปุ่นสู่ Fiscal-led Economy ขณะที่สหรัฐฯ จ่อรับสภาพคล่อง 1.5 แสนล้านดอลล์ พยุงอุปสงค์ท่ามกลาง Fed ที่ยังไม่รีบหั่นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio https://thestandard.co/the_secret_sauce/gold-price-outlook-2026-monetary-system-shift/ Fri, 06 Feb 2026 10:39:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1174712 ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ […]

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำแท่งในไทยขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 74,500 บาท แล้วก็หักลงมาแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไม่กี่วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่น่าตื่นเต้น แต่คือ ‘สัญญาณไฟกะพริบ’ ที่เตือนว่าโลกกำลังสูญเสียความมั่นใจกับกติกาการเงินเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ระดับโลก มองว่าทองคำไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในระบบดอลลาร์ และเป็นตัวชี้วัดว่าความมั่งคั่งของโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยใช้คำว่า ‘The monetary order is breaking down.’ หรือระเบียบการเงินโลกแบบดั้งเดิมกำลังล่มสลาย 

 

ทำไมวันนี้ทองคำพุ่งแรง

 

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ทองคำพุ่งแรงรอบนี้ คือสิ่งที่ Dalio เรียกว่าความเสื่อมถอยของระบบ ‘เงินกระดาษ’ และหนี้รัฐบาลที่เคยถูกมองว่ามั่นคงที่สุด 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันมากวาดซื้อทองคำเข้ากรุต่อเนื่องเกินกว่า 1,000 ตันต่อปี เป็นปีที่สามติดต่อกัน นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ของมหาอำนาจฝั่งเอเชียและตะวันออกกลางที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบเดิม และหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มี ‘มูลค่าจริง’ ในตัวเองแทนคำสัญญาในกระดาษ

 

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ โดยหลังจากปี 2568 ยังเข้าซื้อทองคำ 863 ตัน และเม็ดเงิน Fund Flow ที่ยังไหลเข้าอีทีเอฟทองคำในปีนี้ 74.8 ตัน (ณ 23 ม.ค 69) ถือครองทองคำ 4,099 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ซึ่งปี 2568 Fund Flow ไหลเข้าสูงถึง 801 ตัน เป็นปีที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ในประวัติการณ์

 

เบื้องหลังที่อาจทำให้ธนาคารเริ่มตุนทองคำ

 

หากจะเข้าใจว่าทำไมทองคำถึงพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ เราต้องย้อนไปดู ‘กติกา’ ที่โลกเคยใช้ในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินดอลลาร์ทุกใบถูกผูกไว้กับทองคำจริงๆ ใครถือดอลลาร์จึงมั่นใจได้ว่ามันมีมูลค่าหนุนหลังจับต้องได้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศ ‘Nixon Shock’ หักดิบยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ แล้วเปลี่ยนมาใช้เพียง ‘ความเชื่อมั่นในอเมริกา’ เป็นหลักประกันแทน ตั้งแต่วันนั้น อเมริกาจึงได้รับสิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แบบไม่จำกัด

 

นักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า พฤติกรรมนี้เหมือนการ ‘เสพติดการอัดยา’ เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจป่วย แทนที่จะปล่อยให้พักฟื้นตามกลไกธรรมชาติ พวกเขากลับเลือกฉีดยาแรงด้วยการพิมพ์เงินดอลลาร์เข้าระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงปี 2026 ที่คนเริ่มตั้งคำถามว่ายาที่ฉีดเข้าไปกำลังทำร้ายร่างกายหรือไม่ และดอลลาร์มหาศาลที่ล้นโลกอยู่นั้นยังมีค่าจริงหรือเปล่า?

 

เมื่อคำสัญญาในกระดาษเริ่มสั่นคลอน ธนาคารกลางทั่วโลกจึงหันกลับไปสะสมทองคำ สินทรัพย์ที่ไม่มีใครเสกขึ้นมาได้เองตามใจชอบ ไม่ยึดโยงกับใคร นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่มันคือการเตรียมพร้อมรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ที่ความมั่งคั่งต้องวางอยู่บนฐานของมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

 

ทองลงเกิดจากอะไร 

 

การทิ้งตัวของราคาทองคำกว่า 10% จากจุดสูงสุด ลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 4,800–4,900 ดอลลาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีชนวนเหตุสำคัญจากการเปิดตัว Kevin Warsh ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่

 

ทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้ง ตลาดกลับไม่ได้มองแค่ความใกล้ชิดทางการเมือง แต่ตีความว่าในฐานะประธาน Fed คนใหม่ Warsh จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระในช่วงเริ่มต้นตำแหน่ง เขาจึงไม่สามารถรีบลดดอกเบี้ยได้ทันทีเพราะต้องควบคุมเงินเฟ้อให้เด็ดขาดก่อน และต้องคุมบังเหียนดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงสูงกว่า 5% ต่อไปเพื่อไม่ให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุ  ผลลัพธ์คือ ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยออกไป ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นและดึงดูดเงินออกจากทองคำในระยะสั้น

 

ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นทันที และส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ คือ ‘โอกาส’ หรือ ‘บททดสอบ’

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ อาจฟังดูเหมือนตัวเลขในฝัน แต่มันคือ ‘The Next Frontier’ ที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มขยับเส้นชัยออกไปตามความร้อนแรงของตลาด โดยมี Goldman Sachs เป็นหัวขบวนในการปรับเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 5,400 ดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ยอดเขาใหม่ไม่เคยเป็นเส้นตรง ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เตือนให้เรามองเห็นทั้งสองด้าน จังหวะที่โลกผ่อนคลายความตึงเครียด หรือมีการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ อาจเกิด ‘แรงเทขายทำกำไร’ จนราคาปรับฐานแรงๆ แต่นั่นอาจหมายถึงจุดพักตัวเพื่อ ‘สะสมพลัง’ ก่อนจะไปต่อตามกติกาโลกใหม่ที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ลงทุนทองอย่างไรให้ไม่ตายเอง

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ราคาที่พุ่งทะยาน อีกหนึ่งแง่คิดที่น่าสนใจมาจากมุมมองของนักลงทุนอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Morning Wealth ในสภาวะที่กติกาโลกเริ่มสั่นคลอน ปรัชญาการลงทุนนี้กลับถูกปรับจูนใหม่ ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’

  • ทองคำคือ ‘ประกัน’ ไม่ใช่ ‘การเก็งกำไร’: ไม่ได้ซื้อเพื่อให้รวยขึ้น แต่ซื้อไว้ประมาณ 2-5% ของพอร์ตเพื่อป้องกัน ‘หายนะ’ ในวันที่ระบบการเงินล่มสลายหรือเงินกระดาษด้อยค่า จนหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
  • ต้องเป็น ‘ทองคำแท่ง’: ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง การถือทองในมือหรือเก็บไว้ในตู้เซฟอุ่นใจกว่าทองกระดาษหรือดิจิทัล เพราะหากเกิดวิกฤตระบบล่มสลาย ทองที่จับต้องได้จริงจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เรามีเงินใช้ชีวิตต่อไปได้
  • กลยุทธ์ ‘รอให้ตลาดวาย’: ดร.นิเวศน์มองว่าราคาทองที่ผันผวนรุนแรงในระดับ 5,000 ดอลลาร์นั้นแพงเกินไป และไม่เหมาะกับการไล่ราคา ให้รอราคากลับมานิ่งจนคนส่วนใหญ่เมิน เมื่อนั้นจึงจะเป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการทยอยสะสม

 

ในท้ายที่สุด ทองคำไม่ได้แพงขึ้นเพราะโลกแข็งแรงขึ้น แต่มันแพงขึ้นเพราะโลกกำลัง ‘ไม่แน่ใจ’ ในกติกาเดิม การมีทองคำไว้ในพอร์ตจึงไม่ใช่แค่การเล็งกำไรระยะสั้น แต่คือการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อย้ายความมั่งคั่งข้ามระบบ ไปสู่โลกใหม่ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหาสมดุลใหม่ https://thestandard.co/investment-new-balance-gold-fed/ Thu, 05 Feb 2026 05:55:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1174053 ภาพการลงทุน ทองคำ และตลาดการเงินโลกกำลังหาสมดุลใหม่ หลังปัจจัยเศรษฐกิจผันผวน

มกราคมที่ผ่านมาภาพการลงทุนเปิดตัวได้ไม่แย่นัก พระเอก แล […]

The post เดินหาสมดุลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงทุน ทองคำ และตลาดการเงินโลกกำลังหาสมดุลใหม่ หลังปัจจัยเศรษฐกิจผันผวน

มกราคมที่ผ่านมาภาพการลงทุนเปิดตัวได้ไม่แย่นัก พระเอก และนางเอกตัวจริง คือทองและเงิน

 

ในอดีตทองคำถือว่าเป็นสินทรัพย์ ปลอดภัยมีความมั่นคงสูง แต่ปัจจุบัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทุกประเภทให้ความสนใจ และอาจจะบอกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ตกันทุกคน ทั้งนี้รวมทั้งนักลงทุนประเภทเก็งกำไรหรือเน้นลงทุนระยะสั้น

 

การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วโดยเฉพาะในเดือนมกราคม ที่ราคาเคลื่อนไหวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความกังวลว่าจะตกรถ เพราะมีกระแสเรื่องอิหร่าน สหรัฐฯ และคำลือคำเล่าอ้างถึง เป้าหมายราคาทองที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่างก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระแสการเก็งกำไร แต่ในวันสุดท้ายของเดือน การดิ่งลงของทองคำก็เกิดขึ้นท่ามกลางความมึนงงของตลาดการเงิน เป็นการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เรามาตามดูกันว่า มีอะไรมากระทบตลาดการเงิน และเราจะจัดการสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ อย่างไร

 

เริ่มเล่าเรื่องกันเลย ราคาทองคำเคลื่อนไหวจากระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ ต้นปี 2569 ขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 5,595 ดอลลาร์ ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 4,688 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มกราคม ในขณะที่เงินทำจุดสูงสุดที่ 121 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาปิดที่ 85 เหรียญ ณ สิ้นเดือน มกราคมเช่นกัน

 

ทฤษฎี ‘เจ้ามือหรือไอ้โม่ง’ เริ่มเข้ามามีบทบาท นักลงทุนรายใหญ่ที่สะสมทองคำมาอย่างต่อเนื่องก็ต้องการสภาพคล่องขนาดมหึมาในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางกระแสการปั่นราคาอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นมุมมองการเก็งกำไรที่มีระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแสพร้อมแรงหนุนของกระแสเงิน พร้อมกับสร้างจุดจบที่มาในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน

 

‘แพะคือใคร’ เราไม่ตัดสินกันตรงนี้แต่ ณ วันที่ทองคำเริ่มมีอาการเซ ก็มีคนพูดถึงแนวคิดของคุณ ‘เควิน วอซ’

 

เขาเป็นใคร? ทำไมคำพูดของเขาถึงมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินขนาดนี้ คุณ วอซ คือ ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ที่ได้รับการเสนอชื่อโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

 

แนวคิดของเขาคือการลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุล จะไม่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากประสิทธิผลและระดับราคาจะได้รับการเติมเต็มจาก AI แนวคิดนี้ก็เหมือนเป็นการกดปุ่มหยุดกระแสเงินที่ไปยังทองคำ และเริ่มการขายทำกำไรทองคำ เพื่อเพิ่มการถือครองเงินสดโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากหากแนวทางของคุณ วอซ ถูกต้อง การลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุลโดยการลดขนาดพันธบัตรรัฐบาล แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเข้มแข็ง ย่อมทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เงินเฟ้อจะลดลง ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปัจจัยลบทั้งหมดที่มีต่อราคาทองคำ และนั่นคือการ Correction หรือการปรับฐานใหญ่ของทองคำ

 

ทิศทางการลงทุนในเดือนถัดไปจะเป็นอย่างไร?

 

ขอเริ่มแบบตามเนื้อผ้าก่อน การปรับฐานของสินทรัพย์ที่มีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมากย่อมนำมาซึ่งการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ เพราะเป็นการขายกลับขาดทุน หรือเพราะโรบอตเทรด หรือเป็นเพราะการปรับตะกร้าความเสี่ยง อันนี้ก็แล้วแต่สำนักแต่ทั้งหมดก็เพื่อปรับตะกร้าให้ไปอุดช่องว่างของราคาทองที่ทรุดหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ถ้าไม่มีอะไร ไม่มีเจ้ามือคนไหนล้มละลาย เจ้าภาพกับผู้เล่นอยู่ครบ ซึ่งผมเดาว่าจะเป็นแบบนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน Consolidate ใครลงลึกมาก่อน ใครลงน้อยตามมาทีหลัง พอคลื่นลมสงบค่อยมาเช็กชื่อกัน นั่งวิเคราะห์กันใหม่ แล้วค่อยเดินกันใหม่

 

เมื่อไหร่จะถึงจุดสมดุล? อันนี้ตอบยากมาก เอาเป็นว่ามี 3 ทริกเกอร์

 

  • อันแรก สหรัฐฯ อิหร่าน ส่งสัญญาณหันกลับมานั่งคุยกัน
  • อันที่สอง คุณ วอซ ขึ้นเป็นประธาน Fed แล้วมีการแถลงความเห็นอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมาดูกันว่าจะมีการปรับจูนกันได้หรือไม่ ระหว่างคุณทรัมป์ กับคุณ วอซ ทั้งในเรื่องนโยบายการเงินและความเป็นอิสระของ Fed
  • ทริกเกอร์สุดท้าย คือดูการเคลื่อนที่ของราคาทองคำขึ้นทดสอบจุดสูงสุดใหม่ ถ้าผ่าน ก็เป็นการเก็งกำไรรอบใหม่ ถ้าไม่ผ่าน แต่ไม่ทรุดก็ถือว่าสะสมกำลัง แต่ถ้าปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ ก็ถือว่าจบรอบ ไปพักฐานยาวๆ กันใหม่

 

ทั้งหมดเป็นความเห็นเชิงเทคนิค ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยแวดล้อมอื่นยังคงเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมครับ

 

การปรับพอร์ตในรอบนี้ เน้นความรอบคอบและลดความเสี่ยง โดยเน้นกระจายการลงทุนและคงรักษาสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นแกนหลักของพอร์ต คือลงทุน 35% ในตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด อีก 15% ลงทุนในทองคำและรีทส์ในสัดส่วนเท่าๆ กัน ทั้งนี้ การลงทุนในทองอาจจะลงทุนเป็น DCA เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Market timing ส่วนที่เหลือ 50% ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 10% จีน 10% ญี่ปุ่น 10% อินเดีย 10% และ ไทย 10% เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Technology โดยเฉพาะที่อยู่ในเอเชีย ดีกว่าการเลือกลงทุนในดัชนีหุ้น หรือ Country Fund

 

ภาพ: tadamichi/Getty Images

The post เดินหาสมดุลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social https://thestandard.co/trump-selects-kevin-warsh-fed-chair/ Fri, 30 Jan 2026 13:23:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1171641 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธาน Fed คนใหม่ผ่าน Truth Social

วันนี้ (30 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล […]

The post ‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธาน Fed คนใหม่ผ่าน Truth Social

วันนี้ (30 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนต่อไป ตามข้อความที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social

 

โดยระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve System)”

 

ปัจจุบัน เควินดำรงตำแหน่ง Shepard Family Distinguished Visiting Fellow ด้านเศรษฐศาสตร์ ณ สถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution) และเป็นอาจารย์ผู้บรรยาย ณ บัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Graduate School of Business) อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนของ สแตนลีย์ ดรักเกนพิลเลอร์ ณ Duquesne Family Office LLC

 

โดยเควินสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (A.B.) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (J.D.) จากโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเป็นผู้มีผลงานวิจัยอย่างกว้างขวางในสาขาเศรษฐศาสตร์และการเงิน

 

นอกจากนี้ เควินยังเคยจัดทำรายงานอิสระเสนอต่อธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) เพื่อเสนอแนะการปฏิรูปการดำเนินนโยบายทางการเงินในสหราชอาณาจักร ซึ่งรัฐสภาได้ให้การยอมรับและนำข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าวไปปรับใช้

 

เควิน วอร์ช เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ว่าการ Fed (Fed Governor) ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 35 ปี โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างปี 2006 ถึง 2011 ทั้งยังทำหน้าที่ตัวแทนธนาคารกลางสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศจี 20 (G-20) และทูตพิเศษของคณะผู้ว่าการประจำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเชีย

 

นอกจากนี้ วอร์ชยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฝ่ายบริหาร (Administrative Governor) โดยทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงาน บุคลากร และผลประกอบการทางการเงินของคณะผู้ว่าการ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะผู้ว่าการ

 

ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 เควินเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษประธานาธิบดีด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเลขานุการบริหารสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และก่อนหน้านั้น เคยร่วมงานกับแผนกการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ของบริษัท มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley & Co.) ณ นครนิวยอร์ก ในตำแหน่งรองประธานและผู้อำนวยการบริหาร

 

“ผมคุ้นเคยกับเควินมาเป็นเวลานาน และไม่มีข้อกังขาใด ๆ ว่า วอร์ชจะได้รับการจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในประธาน Fed ผู้ยิ่งใหญ่ หรืออาจจะดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เหนือสิ่งอื่นใด เขามีคุณลักษณะที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับตำแหน่งอย่างหาที่ติไม่ได้ และเขาจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

 

ทั้งนี้ วาระของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธาน Fed คนปัจจุบัน จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 แต่เขาสามารถอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการ Fed ได้จนถึงเดือนมกราคม 2028

 

อ้างอิง

The post ‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว https://thestandard.co/fed-rate-hold-jobs-inflation/ Thu, 29 Jan 2026 01:25:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170853 ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ประเดิมการประชุมนัดแรกของปี 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) […]

The post Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ประเดิมการประชุมนัดแรกของปี 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณ ‘เบรก’ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างระมัดระวัง โดยมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5% – 3.75% เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณบวกชัดเจนขึ้น

 

การตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลดความคาดหวังของตลาดในการปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงทันที เนื่องจาก Fed เริ่มมั่นใจใน ‘เสถียรภาพของตลาดแรงงาน’ ที่เริ่มทรงตัวได้ดีกว่าคาด ผนวกกับมุมมองเชิงบวกของ Jerome Powell ที่เห็นพ้องว่าเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่ผ่านมา

 

แถลงการณ์ของ Fed ได้ปรับมุมมองเชิงบวกต่อภาวะการจ้างงาน โดยระบุว่าอัตราว่างงานเริ่มทรงตัว และตัดถ้อยคำเตือนความเสี่ยงด้านลบต่อตลาดแรงงานออกไป ซึ่งช่วยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในระยะสั้น นักลงทุนยังมองว่าการปรับลดครั้งถัดไปอาจไม่เกิดก่อนกลางปี

 

Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวหลังการประชุมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีข้างหน้าดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน ซึ่งส่งผลดีต่ออุปสงค์แรงงานและการจ้างงานในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าตลาดแรงงานยังคงมีสัญญาณชะลอตัวบางส่วน และยังไม่ควรสรุปว่าการฟื้นตัวมีความแข็งแกร่งเต็มที่

 

การคงดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2025 ตามประมาณการอัตราดอกเบี้ยที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม

 

เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย และสัญญาณทรงตัวของตลาดแรงงาน ทำให้หลายฝ่ายเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

 

ในฝั่งเงินเฟ้อ Fed มองภาพรวมเป็นบวก แม้เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่เหนือเป้าหมาย โดยแรงกดดันส่วนใหญ่มาจากราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาษี และคาดว่าจะเป็นผลกระทบชั่วคราวมากกว่าจะกลายเป็นเงินเฟ้อถาวร

 

ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ผันผวนหลังการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ดัชนี S&P 500 แตะระดับสำคัญในวันพุธ (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยแตะระดับ 7,000 เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะปรับตัวลงเล็กน้อย 0.01% ที่ 6,978.03 ก่อนหน้านี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.3% ในวันเดียวกัน โดยแตะระดับสูงสุดระหว่างวันตลอดกาลที่ 7,002.28 ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 12.19 จุด หรือ 0.02% ปิดตลาดที่ 49,015.60 ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นมากกว่า โดยเพิ่มขึ้น 0.17% ปิดตลาดที่ 23,857.45

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทรงตัวที่ 4.25% ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.4% หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าแทรกแซงเพื่อหนุนค่าเงินเยน ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงเกือบ 1% ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักต่างๆ อ่อนค่าลง 2.2% ในปีนี้ หลังจากที่เคยอ่อนค่าลงมากกว่า 9% ในปี 2025 ค่าเงินดอลลาร์ถูกมองว่าเข้าสู่ภาวะขาลง หลังอ่อนค่าหนักสุดในรอบหลายเดือนและลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้ Donald Trump จะมองว่าดอลลาร์อ่อนช่วยหนุนการค้าและเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเป็นดาบสองคม ช่วยการส่งออกก็จริง แต่เพิ่มต้นทุนการนำเข้าและอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความท้าทายในการขายพันธบัตรของสหรัฐฯ

 

ภาพ: Kevin Dietsch/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ https://thestandard.co/investment-strategy-uncertain-world/ Wed, 28 Jan 2026 11:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170697 ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท […]

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดเงินญี่ปุ่นจากการเลือกตั้ง และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับลงทุน และควรเตรียมรับมืออย่างไร

 

เกษรี อายุตตะกะ CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รอบล่าสุด SCB CIO ประเมินว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อรอดูความชัดเจนของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน พัฒนาการของตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ โดยมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาคบริการจะยังดูหนืดอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองตลอดทั้งปี SCB CIO คาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) อย่างน้อย 1 ครั้ง หรืออาจถึง 2 ครั้ง หากตลาดแรงงานอ่อนแอเร็วกว่าคาด นอกจากนี้ ในด้านสภาพคล่อง คาดว่า Fed จะมีการเข้าซื้อตั๋วเงินคลัง เพื่อบริหารจัดการเงินสำรองประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จนถึงช่วงฤดูยื่นภาษีกลางเดือนเมษายน ก่อนจะลดขนาดลง

 

ความเสี่ยง Fed ถูกแทรกแซงทางการเมือง

 

ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าผลการประชุมคือ ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ โดยเฉพาะกรณีการสอบสวนทางอาญาและการพยายามปลด ลิซ่า คุก กรรมการ Fed ซึ่งหากศาลสั่งพักงาน อาจสร้างความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

 

รวมถึงการสรรหาประธาน Fed คนใหม่แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตัวเต็งอย่าง เควิน วอช หรือผู้บริหารจาก BlackRock อาจส่งผลต่อนโยบายที่แตกต่างกัน

 

  • กลยุทธ์ตราสารหนี้: ความกังวลเรื่องการแทรกแซง Fed อาจทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น ดังนั้น SCB CIO แนะนำให้เน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง และ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว

 

หุ้นสหรัฐฯ จับตา Big Tech และกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลประกอบการของกลุ่ม Magnificent 7 ในไตรมาส 4 คาดว่าจะยังเติบโต แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมี EPS Growth ประมาณ 20% เทียบกับ 30% ในช่วงก่อนหน้า ตลาดจะให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพการเติบโต’ มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน AI ที่ต้องมาพร้อมกับกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น หากบริษัทใดทำไม่ได้ อาจถูกเทขาย

 

  • กลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ: พอร์ตระยะยาว (Core Port) ยังลงทุนได้ ส่วนพอร์ตระยะสั้น (Opportunistic) ยังเก็งกำไรได้ใน Nasdaq และกลุ่ม Semiconductor ที่รับอานิสงส์ AI รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้

 

ญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนการเมืองและค่าเงินเยน

 

ตลาดญี่ปุ่นกำลังเผชิญความผันผวนจากการยุบสภาและการเลือกตั้ง (ระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ตามแหล่งข้อมูล) ซึ่ง SCB CIO มองฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ดังนี้

 

  • Best Case: รัฐบาล LDP ชนะขาดลอย = นโยบายต่อเนื่อง หุ้นขึ้น เยนอ่อน
  • Base Case (ปัจจุบัน): LDP ได้เสียงไม่ถึงครึ่งแต่รวมพรรคร่วมแล้วอยู่รอด = หุ้นขึ้นได้แต่อาจต้องใช้นโยบายกระตุ้นเพิ่ม
  • Worst Case: ฝ่ายค้านชนะ = ความไม่แน่นอนสูง หุ้นร่วง Bond Yield พุ่งแรง

 

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร SCB CIO ย้ำว่า Bond Yield ญี่ปุ่นระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการทยอยถอนนโยบายผ่อนคลายของ BOJ และหนี้สาธารณะที่สูง ส่วนค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยกรอบการเข้าแทรกแซงของทางการอยู่ที่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

 

ภูมิรัฐศาสตร์ กรณีศึกษา ‘กรีนแลนด์’

 

อีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยงคือความตึงเครียดเรื่อง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรแรร์เอิร์ธ โดย SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าน่าจะเป็นการเจรจาผ่าน NATO และใช้กฎหมาย IEPA เพื่อจัดการภาษีมากกว่าการใช้กำลังทหาร

 

  • ผลกระทบ: หากเป็นกรณีฐาน หุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังเป็นแกนหลักในพอร์ตได้ เพราะสหรัฐฯ ยังเข้าถึงแร่หายากได้ ส่วนยุโรปต้องเลือกรายตัว (Selective) แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย มีสงคราม ตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Selective On

 

เกษรีสรุปภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ไว้ว่า ต้องเป็นลักษณะ Selective On คือพร้อมรับความเสี่ยงได้แต่ต้องเลือกเฟ้นสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง

 

  • Core Port : เน้น หุ้นสหรัฐฯ และ หุ้นญี่ปุ่น เป็นหลัก
  • ยุโรป : ลงทุนได้แต่ต้องคัดเลือกหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มแบงก์
  • Fixed Income : เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หลีกเลี่ยงตัวยาว
  • Diversify : ต้องมี ทองคำ ติดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า https://thestandard.co/trump-dollar-weak-investors-exit/ Wed, 28 Jan 2026 09:30:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1170635 โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันไม่กังวลดอลลาร์อ่อนค่า มองเป็นทิศทางที่ดี

ทรัมป์ยินดีกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ กดค่าเงินทำสถิติต่ำส […]

The post ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันไม่กังวลดอลลาร์อ่อนค่า มองเป็นทิศทางที่ดี

ทรัมป์ยินดีกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ กดค่าเงินทำสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 4 ปี

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีพอใจกับการลดลงของค่าเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ ส่งผลให้ค่าเงินร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 โดยวันนี้ (28 มกราคม) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงแตะระดับ 95.5

 

เมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการลดลงของค่าเงินหรือไม่ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐไอโอวาเมื่อวานนี้ว่า “ไม่เลย ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ผมคิดว่ามูลค่าของดอลลาร์ เมื่อดูจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ดอลลาร์กำลังอยู่ในทิศทางที่ดี”

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พูดถึงประเทศอื่นมาอย่างต่อเนื่องว่าพยายามทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นการส่งออก ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างราคาของดอลลาร์กับมูลค่าในฐานะสกุลเงินสำรอง ดังนั้น ความเห็นล่าสุดเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นการให้ไฟเขียวแก่เทรดเดอร์ในการเทขายดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นอีกเช่นกัน สู่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ามากสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 16%

 

นักลงทุนกำลังโยกเงินออกจากสหรัฐฯ

 

การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้น แม้จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น และเกิดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) เตรียมที่จะหยุดพักการลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยตามปกติแล้วจะถูกมองว่าเป็นแรงหนุนค่าเงิน แต่ทรัมป์ได้แสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยควรจะต่ำกว่านี้มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์

 

ปัจจัยที่เกิดขึ้นผลักให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการรักษามูลค่า เช่น ทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 5,300 ดอลลาร์ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Debasement Trade” หรือการเทรดเพื่อหนีการเสื่อมค่าของเงิน

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังโยกย้ายเงินเข้าออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์อื่นๆ เช่น กองทุนตลาดเกิดใหม่ด้วยอัตราเร่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบางคนเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “การถอนตัวอย่างเงียบๆ” (Quiet-quitting)

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นวิธีรักษาความได้เปรียบในการเจรจาทวิภาคี รวมทั้งประโยชน์ต่อภาคการผลิต

 

“ผมเป็นคนที่ชอบดอลลาร์แข็ง แต่ดอลลาร์อ่อนทำให้คุณทำเงินได้เยอะกว่ามาก” ทรัมป์กล่าวเมื่อปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าที่ยาวนานของดอลลาร์อาจนำมาซึ่งอันตรายหลายประการต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

โรเบิร์ต แคปแลน รองประธานของ Goldman Sachs Group Inc. กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทาง Bloomberg Television ว่า “จริงอยู่ที่ว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าช่วยกระตุ้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีหนี้สินถึง 39 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังมุ่งหน้าสู่ระดับสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อคุณมีหนี้สินมากขนาดนั้น ผมคิดว่าเสถียรภาพของค่าเงินน่าจะสำคัญเหนือกว่าการส่งออก”

 

“จริงๆ แล้วผมคิดว่าสหรัฐฯ อยากจะเห็นดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพและต้องการเห็นความมั่นคง พวกเขาต้องการที่จะขายพันธบัตรระยะยาวให้ได้ ซึ่งดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพจะช่วยในเรื่องนี้” แคปแลนกล่าว

 

จุดเริ่มต้นของขาลงรอบใหม่?

 

ด้าน สตีเฟน เจน ผู้ก่อตั้ง Eurizon SLJ Capital บอกว่า มุมมองของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อค่าเงินดอลลาร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาลงเฟสใหม่

 

“นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงรอบถัดไปของดอลลาร์ และหลายคนอาจยังไม่พร้อมรับมือกับมัน” เจน อดีตนักกลยุทธ์ค่าเงินของ Morgan Stanley และผู้คิดค้นทฤษฎี ‘Dollar Smile’ เขียนในบันทึกก่อนที่ทรัมป์จะออกมาพูด

 

การร่วงลงของดอลลาร์ผลักดันให้ทั้งเงินยูโรและปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่ฟรังก์สวิสแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ในฝั่งเอเชีย เงินวอนเกาหลีใต้และริงกิตมาเลเซียเป็นผู้นำการแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตามมีมาตรวัดหนึ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีมูลค่าสูงเกินจริง ตามหลักความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity) สกุลเงินสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าในกลุ่ม Group-of-10 ทั้งหมด ยกเว้นฟรังก์สวิส

 

ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาตรวัดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินเยนและยูโรมีมูลค่าต่ำเกินจริงเป็นพิเศษ ซึ่งสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่าผู้ส่งออกในยุโรปและญี่ปุ่นมีความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 สำนักวิจัยเห็นพ้อง คาดการณ์ Fed ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมครั้งนี้ ก่อนเริ่มลดช่วงครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/fed-hold-cut-interest-rates-forecast/ Tue, 27 Jan 2026 11:34:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1170176 ภาพประกอบการคาดการณ์ Fed คงดอกเบี้ยและลดช่วงครึ่งปีหลัง โดย 3 สำนักวิจัย

สำนักวิจัยธนาคาร 3 แห่ง มองตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ( […]

The post 3 สำนักวิจัยเห็นพ้อง คาดการณ์ Fed ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมครั้งนี้ ก่อนเริ่มลดช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการคาดการณ์ Fed คงดอกเบี้ยและลดช่วงครึ่งปีหลัง โดย 3 สำนักวิจัย

สำนักวิจัยธนาคาร 3 แห่ง มองตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 มกราคมนี้ ก่อนจะเริ่มทยอยปรับลดอีก 2-3 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์มอง Fed ลดดอกเบี้ยเร็วสุด มิ.ย. นี้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด Fed คงดอกเบี้ย ก่อนลด 2-3 ครั้งครึ่งหลังปี 2569

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 มกราคมนี้ ก่อนจะเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

KResearch ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่น (resilient) ขณะที่เงินเฟ้อแม้ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างน่ากังวล ทำให้ Fed มีแนวโน้มเลือกชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

ตลาดแรงงานเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ยังอยู่ในภาวะ “จ้างน้อย-ปลดน้อย”

 

KResearch ระบุว่า ตัวเลขตลาดแรงงานล่าสุดสะท้อนภาพการฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังมีแนวโน้มอ่อนแรงในเชิงโครงสร้าง โดย

 

  • อัตราว่างงานเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% จาก 4.5%
  • ผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ 11–17 มกราคม 2569 อยู่ที่ 200,000 ราย ต่ำกว่าตลาดคาด
  • การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 60,000 ตำแหน่ง

 

ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะ “จ้างน้อย-ปลดน้อย”

 

เศรษฐกิจยังยืดหยุ่น หนุนด้วยผู้มีรายได้สูงและการลงทุน AI

 

ด้านภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังสะท้อนภาพความยืดหยุ่น โดยการใช้จ่ายส่วนบุคคลที่แท้จริง (Real PCE) เดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัว 0.3% MoM ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 56.4

 

KResearch ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยครัวเรือนรายได้สูง และภาคธุรกิจที่เร่งลงทุนด้าน AI เป็นหลัก

 

เงินเฟ้อสูงกว่าเป้า แต่แรงกดดันขาขึ้นเริ่มจำกัด

 

เงินเฟ้อสหรัฐฯ แม้ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ความเสี่ยงด้านขาขึ้นเริ่มจำกัด โดย

 

  • เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 2.7% YoY
  • เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 2.6% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อน
  • ขณะที่ Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญ อยู่ที่ 2.8% YoY ในเดือนพฤศจิกายน 2568

 

สะท้อนแรงกดดันด้านราคา โดยเฉพาะในภาคบริการยังคงอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเงินเฟ้อในระยะกลาง โดยเฉพาะในบริบทที่ อุปสงค์ภายในประเทศและตลาดแรงงานเริ่มชะลอลง

 

ครึ่งหลังปี 2569 เศรษฐกิจเริ่มชะลอ หนุน Fed ลดดอกเบี้ย

 

KResearch ประเมินว่า ในปี 2569 Fed มีแนวโน้มทยอยปรับลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง โดยจะเกิดขึ้นในช่วง ครึ่งหลังของปี หลังเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบันยังค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่มีแนวโน้มชะลอลง จากรายได้ที่ถูกกดดันและต้นทุนการครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากอัตราการออมที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 3.5% ในเดือนพฤศจิกายน 2568

 

ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาษีนำเข้าและนโยบายการย้ายถิ่นที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ Fed ต้องการความมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงอย่างยั่งยืนก่อนผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม แม้คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงใกล้เป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี ท่ามกลางอุปสงค์ที่ชะลอลง

 

การเมืองใน Fed เพิ่มความไม่แน่นอนช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

KResearch ระบุว่า ตลาดยังต้องติดตามการเสนอชื่อ ผู้ว่าการ Fed คนใหม่อย่างใกล้ชิด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่ออย่างเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนมกราคม ก่อนที่วาระของ เจอโรม พาวเวลล์ จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2569

 

รายชื่อที่ถูกจับตา ได้แก่ Kevin Warsh, Kevin Hassett และ Christopher Waller ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนเชิงผ่อนคลาย (dovish) มากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของโครงสร้าง FOMC ที่เอนเอียงไปทางสายผ่อนคลายมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน การสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับพาวเวลล์ในประเด็นการให้ข้อมูลต่อสภาเรื่องงบปรับปรุงอาคารของ Fed อาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง แม้ไม่กระทบต่อการดำเนินนโยบายโดยตรง แต่มีความเสี่ยงทำให้ กระบวนการรับรองประธาน Fed คนใหม่ในวุฒิสภาล่าช้า ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงิน

 

กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาด Fed ลดอีกที เร็วสุด มิ.ย. นี้

 

กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ประเมินว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 28 มกราคม หลังข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงรักษาแรงส่งการขยายตัวในระดับที่ค่อนข้างดี ทำให้ผู้ร่วมตลาดมองว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่

 

ทั้งนี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์เตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ Government Shutdown อีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม ซึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและปัจจัยเสี่ยงหลายด้านดังกล่าว คาดว่า แรงขายเงินดอลลาร์จะยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป

 

UOB มอง Fed คงดอกเบี้ย ก่อนลด 2 ครั้งปีนี้

 

ขณะที่ UOB คาดการณ์ว่า FOMC จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์และกดดัน เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง

 

โดยชี้ว่า แม้ขณะที่ Dot Plot ปัจจุบันของ Fed ส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยเพิ่มเพียงครั้งเดียวในปี 2026 และอีกครั้งในปี 2027 ท่ามกลางการให้ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในหมู่คณะกรรมการ FOMC แต่ UOB ยังคงยืนยันการคาดการณ์เดิมว่า จะมีการคงดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2026 ตามด้วยการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2026

 

เนื่องมาจากแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่คาดว่า จะอ่อนแรงลง หลังจากข้อมูลต่างๆ เริ่มปรากฏ หลังจากเหตุ Government Shutdown ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่างๆ ล่าช้า

The post 3 สำนักวิจัยเห็นพ้อง คาดการณ์ Fed ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมครั้งนี้ ก่อนเริ่มลดช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับการโจมตี ‘พาวเวลล์’ ด้วยคำขู่ฟ้องร้องทางอาญา สั่นคลอน ‘อิสระธนาคารกลาง’ นักประวัติศาสตร์ชี้ ‘จุดตกต่ำประวัติศาสตร์การธนาคารกลาง’ https://thestandard.co/trump-powell-criminal-bank-low/ Mon, 12 Jan 2026 08:51:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1164229 Here is the reformatted headline: รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับการโจมตี พาวเวลล์ ด้วยคำขู่ฟ้องร้องทางอาญา สั่นคลอน อิสระธนาคารกลาง นักประวัติศาสตร์ชี้ จุดตกต่ำประวัติศาสตร์การธนาคารกลาง

คณะทำงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกระดับ […]

The post รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับการโจมตี ‘พาวเวลล์’ ด้วยคำขู่ฟ้องร้องทางอาญา สั่นคลอน ‘อิสระธนาคารกลาง’ นักประวัติศาสตร์ชี้ ‘จุดตกต่ำประวัติศาสตร์การธนาคารกลาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Here is the reformatted headline: รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับการโจมตี พาวเวลล์ ด้วยคำขู่ฟ้องร้องทางอาญา สั่นคลอน อิสระธนาคารกลาง นักประวัติศาสตร์ชี้ จุดตกต่ำประวัติศาสตร์การธนาคารกลาง

คณะทำงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกระดับมาตรการกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธาน Fed จากกรณีคำให้การต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคาร Fed โดยพาวเวลล์เรียกการกระทำนี้ว่าเป็น ‘ข้ออ้าง’ ของทรัมป์ ที่หวังมีอิทธิพลเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ด้านนักประวัติศาสตร์ด้าน Fed จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า การสอบสวนพาวเวลล์ “ถือเป็นจุดตกต่ำในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางของอเมริกา”

 

‘พาวเวลล์’ เผยตนอยู่ระหว่างการสอบสวนทางอาญา (under criminal investigation)

 

การโจมตีระลอกล่าสุดจากทรัมป์ถูกเปิดเผยโดย เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed เมื่อช่วงดึกวันอาทิตย์ (11 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ โดยพาวเวลล์ เปิดเผยว่า ได้รับหมายเรียกจากกระทรวงยุติธรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวข้องกับถ้อยแถลงของตน ที่กล่าวต่อสภาคองเกรสเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เรื่องงบประมาณในโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของ Fed ในวอชิงตัน มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

 

“เมื่อวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมได้ส่งหมายเรียกพยานต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury Subpoenas) มายังธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยขู่ว่าจะฟ้องร้องคดีอาญา ที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของผม (พาวเวลล์) ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว” พาวเวลล์กล่าว

 

พร้อมทั้งระบุต่อว่า “ตนมีความเคารพอย่างสูงต่อหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ไม่มีใคร และแน่นอนว่าไม่ใช่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะอยู่เหนือกฎหมาย”

 

พาวเวลล์ ชี้คำขู่ฟ้องครั้งนี้เป็นเพียง ‘ข้ออ้าง’ ของทรัมป์ที่ต้องการกดดอกเบี้ย

 

อย่างไรก็ตาม “ภัยคุกคามครั้งใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคำให้การของผม เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หรือเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารของธนาคารกลางสหรัฐฯ และไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับบทบาทการตรวจสอบของรัฐสภา สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้ออ้าง คำขู่ทางอาญานี้เป็นผลพวงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากการประเมินที่ดีที่สุดของเราว่า สิ่งใดจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน แทนที่จะทำตามความต้องการของประธานาธิบดี” พาวเวลล์กล่าว

 

ขณะที่ ทรัมป์กล่าวกับ NBC News เมื่อวันอาทิตย์ว่า ตนไม่ทราบเรื่องการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม

 

ด้านโฆษกกระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ แต่กล่าวเสริมว่า “อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสอบสวนการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิด”

 

ด้านทอม ทิลลิส (Thom Tillis) วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา (the Senate Banking Committee) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีเข้าสู่ Fed กล่าวว่าคำขู่ฟ้องร้องนี้ทำให้เกิดคำถามต่อ “ความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือ” ของ Fed

 

โดยทิลลิสยังระบุต่อว่า เขาจะคัดค้านผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อเข้าสู่ Fed ทุกคน รวมถึงว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานต่อจากพาวเวลล์ด้วย “จนกว่าเรื่องทางกฎหมายนี้จะได้รับการแก้ไขจนเป็นที่ยุติ”

 

ดังนั้น สิ่งที่เป็นเดิมพันสำคัญนี้ คือความเป็นอิสระของ Fed ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในโลกในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมจากฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งอย่างทรัมป์ ผู้ซึ่งต้องการให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

 

 ย้อนรอย การคุกคาม Fed จากฝ่ายบริหารของทรัมป์ ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’

 

การกระทำครั้งนี้ของทรัมป์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ความพยายามของทรัมป์ในการปลดผู้ว่าการ Fed อีกคนหนึ่งคือ ลิซา คุก จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด

 

โดยนักลงทุนต่างจับตามองอย่างกังวลเมื่อเห็นการตอบโต้ไปมาระหว่างทรัมป์และ Fed ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในเดือนพฤศจิกายน 2024 ด้วยคำสัญญาว่าจะแก้ปัญหาค่าครองชีพให้ชาวอเมริกันหลังจากเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงมาอย่างยาวนาน

 

ย้อนกลับไปอีก ทรัมป์เรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลง นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยโทษว่านโยบายของ Fed ฉุดรั้งเศรษฐกิจ และเปรยเรื่องการปลดพาวเวลล์บ่อยครั้ง แม้ว่าในทางทฤษฎีจะมีกฎหมายคุ้มครองประธาน Fed จากการถูกปลดก็ตาม

 

ทั้งนี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยเฉพาะในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ถือเป็นหลักการสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยปกป้องผู้กำหนดนโยบายการเงินจากการพิจารณาทางการเมืองในระยะสั้น และช่วยให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่ความพยายามในระยะยาวเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา

 

พาวเวลล์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธาน Fed โดยทรัมป์เมื่อปี 2018 จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำ Fed ในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่เขาไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องออกจากตำแหน่ง และนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลกลับจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เขายืนหยัดอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อเป็นการต่อต้านการแทรกแซงอิสระดังกล่าว

 

‘จุดตกต่ำ’ ในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางอเมริกา

 

Karl Schamotta หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ Corpay ในแคนาดากล่าวว่า “การเปิดเผยในคืนนี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมากในความพยายามของรัฐบาลที่จะตัดแข้งตัดขา Fed และอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจตามมาเป็นลูกโซ่ ซึ่งจะขัดแย้งโดยตรงกับเป้าหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศไว้”

 

ด้าน ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) นักประวัติศาสตร์ด้าน Fed จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่า การสอบสวนพาวเวลล์ “ถือเป็นจุดตกต่ำในยุคการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ และเป็นจุดตกต่ำในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางของอเมริกา”

 

“สภาคองเกรสไม่ได้ออกแบบ Fed มาเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนรายวันของประธานาธิบดี และเนื่องจาก Fed ได้ปฏิเสธความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะโค่นล้ม Fed เขาจึงกำลังใช้กฎหมายอาญาของอเมริกาเข้าเล่นงานประธาน Fed”

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับการโจมตี ‘พาวเวลล์’ ด้วยคำขู่ฟ้องร้องทางอาญา สั่นคลอน ‘อิสระธนาคารกลาง’ นักประวัติศาสตร์ชี้ ‘จุดตกต่ำประวัติศาสตร์การธนาคารกลาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต https://thestandard.co/us-venezuela-oil-thai-inflation/ Wed, 07 Jan 2026 12:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1162537 กระทรวงพาณิชย์ มอง ปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกด เงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต

กระทรวงพาณิชย์ มองปมสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา อาจกดเงินเฟ้อไทย […]

The post กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ มอง ปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกด เงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต

กระทรวงพาณิชย์ มองปมสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ จากปริมาณการผลิตน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

วันนี้ (6 มกราคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ มองว่า ในระยะต่อไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า หากสหรัฐฯ สามารถเพิ่มอุปทานหรือปริมาณการผลิตน้ำมันในระยะยาวได้สำเร็จ อาจกดเงินเฟ้อไทยต่ำลง จากราคาพลังงานที่ต่ำลง

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ชี้ว่าการดำเนินการฟื้นฟูกิจการน้ำมันของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ทำให้ผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อจะยังไม่เกิดขึ้นในระหว่างนี้

 

ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะสั้น นันทพงษ์ระบุว่ายังคงมีจำกัด เนื่องจากการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลามีปริมาณน้อยกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่า 1% ของการผลิตทั่วโลก ขณะที่ส่งออกน้ำมันมีมูลค่า 55.9 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้าทั้งหมดของไทย

 

ทองคำอาจพุ่งต่อ บาทส่อแข็งค่า ฉุดเงินเฟ้อไทยต่ำลง

 

ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ เพิ่มขึ้นแทนการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฉุดเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำลง

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ระบุว่าความผันผวนของตลาดการเงินจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และการแข็งค่าของสกุลเงินบาทในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นหลัก

 

กนง.-Fed จ่อลดดอกเบี้ย เพิ่มการบริโภค

 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงตามผลประชุม Fed ทำให้ภาระดอกเบี้ยของไทยต่ำลง ส่งผลบวกต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้น และมีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

 

สนค.ระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้มั่นผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน

 

ทั้งนี้ Fed คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะปรับตัวดีขึ้นเป็นขยายตัว 2.3% ในปี 2026 จากระดับ 1.7% ในปี 2025 ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกันโดยลดลงมาเหลือ 4.4% ในปี 2026 จาก 4.5% ในปี 2025

 

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจน้อยลง โดย สนค.คาดการณ์ว่า Fed จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปี 2026 จากปีก่อนที่ลด 3 ครั้ง

 

ภาพ: vectorfusionart/Shutterstock

The post กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed Minutes พบสัญญาณเสียงแตก และท่าทีที่พร้อมจะคงดอกเบี้ย ‘ระยะหนึ่ง’ แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง https://thestandard.co/fed-minutes-split-rates-labor/ Wed, 31 Dec 2025 03:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1160369 Fed Minutes พบสัญญาณเสียงแตก และท่าทีที่พร้อมจะคงดอกเบี้ย ‘ระยะหนึ่ง’ แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed Minutes) ประจำเ […]

The post Fed Minutes พบสัญญาณเสียงแตก และท่าทีที่พร้อมจะคงดอกเบี้ย ‘ระยะหนึ่ง’ แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed Minutes พบสัญญาณเสียงแตก และท่าทีที่พร้อมจะคงดอกเบี้ย ‘ระยะหนึ่ง’ แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed Minutes) ประจำเดือนธันวาคม เผยให้เห็นสัญญาณความระมัดระวังมากขึ้นของผู้กำหนดนโยบายต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2026 โดยเจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนระบุว่า อาจเหมาะสมที่จะ ‘คงอัตราดอกเบี้ยไว้ระยะหนึ่ง’ หลังจากเพิ่งลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2025

 

รายงานดังกล่าวระบุว่า แม้กรรมการส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับลดลงได้อีก หากเงินเฟ้อชะลอลงอย่างชัดเจน แต่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยเริ่มเป็นเรื่อง ‘ตึงมือ’ มากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่เหนือเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed

 

ในการประชุมเดือนธันวาคม กรรมการ Fed ส่วนใหญ่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย แต่มีเจ้าหน้าที่บางรายยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนความไม่แน่นอนสูง และบางคนก็พร้อมสนับสนุนการ ‘คงดอกเบี้ย’ เช่นกัน ขณะที่มีกรรมการอีกส่วนหนึ่งคัดค้านการลดดอกเบี้ย โดยมองว่าความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อเริ่มชะงักตลอดปีที่ผ่านมา

 

การลงมติครั้งล่าสุดสะท้อนความเห็นที่แตกแยกมากขึ้นภายใน Fed โดยมีเสียงคัดค้านถึง 3 เสียง แบ่งเป็น 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ย และอีก 1 เสียงจากกรรมการที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยแรงกว่านั้น

 

นับตั้งแต่การประชุมดังกล่าว ข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดีจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค แม้อัตราการว่างงานจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.6% ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวในอัตรา 4.3% ต่อปี สูงกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.7% อาจถูกบิดเบือนจากผลกระทบของการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) ทำให้การประเมินแนวโน้มราคาสินค้ายังต้องใช้ความระมัดระวัง

 

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed อยู่ในกรอบ 3.5-3.75% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี แต่เจ้าหน้าที่ Fed กลุ่มหนึ่งยังไม่สบายใจกับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ตราบใดที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย และแรงต้านภายในก็เพิ่มขึ้นในการลดดอกเบี้ยแต่ละครั้ง

 

คณะกรรมการ ‘เสียงแตก’

 

ข้อมูลจาก Dot Plot ล่าสุดสะท้อนว่า กรรมการ Fed โดยเฉลี่ยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งตลอดปี 2026 แม้ความเห็นจะกระจายตัวสูงในหมู่กรรมการทั้ง 19 คน โดย Patrick Harker อดีตประธาน Fed สาขาฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า Fed กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง ‘ช่วงเก็บรายละเอียดนโยบาย’ และควรลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

 

ในมุมมองตลาดการเงิน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสะท้อนว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะ ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมวันที่ 27-28 มกราคมนี้ เว้นแต่ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธันวาคม ซึ่งจะประกาศในวันที่ 9 มกราคม จะออกมาอ่อนแอกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ

 

ตลาดยังจับตาประธาน Fed คนใหม่

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตาคือ การสรรหาประธาน Fed คนใหม่แทน Jerome Powell ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม โดยกระบวนการคัดเลือกของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน และแรงกดดันทางการเมืองที่อาจมีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

 

โดยภาพรวม รายงานการประชุมครั้งนี้ตอกย้ำว่า Fed กำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการพยุงตลาดแรงงาน กับการควบคุมเงินเฟ้อ และอาจเลือกใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการลดดอกเบี้ยในปี 2026 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังไม่จางหาย

 

ภาพ: Chip Somodevilla/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Fed Minutes พบสัญญาณเสียงแตก และท่าทีที่พร้อมจะคงดอกเบี้ย ‘ระยะหนึ่ง’ แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68 https://thestandard.co/bluebell-securities-recommends-10-tax-deductible/ Wed, 24 Dec 2025 10:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1157920 บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68

แนะทยอยเก็บ 10 กองทุนลดหย่อนภาษีช่วงโค้งสุดท้ายของปี 25 […]

The post บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68

แนะทยอยเก็บ 10 กองทุนลดหย่อนภาษีช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 รับตลาดกำลังฟื้นตัว ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเอเชีย มองกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการแพทย์น่าสนใจและควรกระจายการลงทุนผสมผสานกองทุนตราสารหนี้ และทองคำ

 

ภาพรวมตลาดการลงทุนในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เริ่มฟื้นตัวขึ้นนำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นๆ ทยอยปรับตัวขึ้นตาม หลังจากที่เผชิญแรงเทขายในช่วงต้น-กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่อง AI Bubble และ ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าว เริ่มเปลี่ยนจาก ‘ปัจจัยกดดัน’ เป็น ‘ปัจจัยหนุน’ หลังจากที่งบของบริษัท Technology และ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ล้วนรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และ แสดงความเชื่อมั่นว่า AI ยังเติบโตได้อีกมาก สะท้อนจาก Demand ใน AI Supply Chain ที่ยังคงแข็งแกร่ง และตลาดเริ่มมองว่าโอกาสการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมจะกลับมาสูงขึ้น

 

โดยโอกาสในการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 70% หลังจากที่คณะกรรมการ FED หลายท่านออกมาแสดงมุมมองว่า “Fed ควรรีบลดดอกเบี้ย” เพื่อประคองตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวขึ้น แม้อัตราเงินเฟ้อยังปรับตัวลงช้าก็ตาม

 

ทั้งนี้ปัจจัยหนุนดังกล่าวจะช่วยรักษา Sentiment ของตลาดการลงทุนให้อยู่ใน “โทนบวก” จนถึงช่วงปลายปี และ ในช่วงนี้ที่ตลาด “กำลังฟื้นตัว” ก็เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีต่างๆที่มีธีมการลงทุนที่น่าสนใจ

 

ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บลูเบลล์ ระบุว่าควรเลือกลงทุนในธีมโอกาสการเติบโตต่อในระยะยาว ไม่ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นเอเชีย หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นการแพทย์ โดยแนะนำกระจายการลงทุนผสมผสานด้วย กองทุนตราสารหนี้ และ ทองคำ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน

 

โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ถือเป็นเทศกาลช็อปกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี จึงนำ 10 กองทุน RMF ที่น่าสนใจ ได้แก่

 

บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68 1

 

ภาพ: d3sign/Getty Images

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post บล.บลูเบลล์แนะ 10 กองทุนภาษี ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. เร่งถก กลต. ลดขั้นตอนทำ IPO ประหยัดเวลา-ต้นทุน https://thestandard.co/stock-exchange-thailand-set-is/ Mon, 15 Dec 2025 11:50:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1155040 ตลท. เร่งถก กลต. ลดขั้นตอนทำ IPO ประหยัดเวลา-ต้นทุน

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สา […]

The post ตลท. เร่งถก กลต. ลดขั้นตอนทำ IPO ประหยัดเวลา-ต้นทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. เร่งถก กลต. ลดขั้นตอนทำ IPO ประหยัดเวลา-ต้นทุน

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อัปเดตภาพรวมตลาดหุ้น IPO และ แนวโน้มการระดมทุนในปี 2569 ในงาน SET Zooom in: เจาะลึกกระบวนการ และปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น IPO

 

นอกจากภาวะตลาด IPO ในประเทศที่ซบเซาแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญ กับคู่แข่งจากตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่จงใจเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทย เพื่อจูงใจบริษัทเอกชน หรือบริษัทข้ามชาติให้หันไประดมทุนในตลาดอื่นแทน

 

สรวิศ ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทเลือกไประดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลท.และกลต.มีการปรึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกันมาตลอด โดยจะมีการปรับปรุงกระบวนการ IPO ลดขั้นตอนให้น้อยลง แต่ไม่หย่อนเกณฑ์เชิงคุณภาพ

 

โดยจะใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารน้อยลง เพื่อให้สามารถเปิดเผยข้อมูลบางส่วนมากขึ้น (Disclosure Check) เพื่อจูงใจบริษัทให้เข้ามาจดทะเบียน และแข่งขันกับตลาดอื่นได้มากขึ้น

 

ด้านทินพันธุ์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แม้จะโดนทาบทามให้ไประดมทุนตลาดอื่น แต่ยังเลือกระดมทุนในไทย เพราะเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยระยะยาว

 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือการจีบที่เข้มข้นของตลาดหลักทรัพย์เพื่อนบ้าน ซึ่งลูกค้าเดิมยังยืนยันที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย อยากดีลกับหน่วยงานกำกับไทย แต่แค่ชะลอเวลาเข้า IPO ไปก่อน” ทินพันธุ์ กล่าว

 

ตลาดหุ้นไทยปันผลสูง แต่ไม่โต

 

สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัดกล่าวว่า การลงทุนหุ้น IPO นักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนใน 2 ส่วน ได้แก่

 

1. อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล

 

2. การเติบโตของบริษัทจดทะเบียน

 

ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียนไทย อยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่นักลงทุนยังกังวลคือ ศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค GDP โตต่ำแค่ระดับ 1.5-2%

 

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่ต้องกลับไปทบทวน คือ ตลาดทุนจะทำอย่างไรให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น เราต้องไล่เรียงไปตั้งแต่การออม การลงทุนผ่านกองทุนรวม LTF, RMF หลายๆ ตัวสภาพคล่องหายไป ซึ่งหลายสิ่งควบคุมไม่ได้ แต่เวลาที่กระแสเงินทุนไหลกลับมา มักจะกลับมาด้วยปัจจัยดอกเบี้ย และปัจจัยจากประเทศรอบข้าง แม้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาส ทั้งนี้บริษัทในไทยมีอัตราเงินปันผล อยู่ในระดับที่น่าดึงดูด โดยหุ้นบางตัวมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เติบโตเกือบสองหลัก (Double Digit) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการลงทุนหลายด้าน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เป็นผลมาจากนักลงทุนบางส่วนพักเงิน

 

รอจังหวะ เพราะบรรยากาศการลงทุนยังไม่ฟื้น

 

“หลายๆ เคสที่ได้มีการพูดคุย นักลงทุนมองว่าหุ้นไทย ถ้าซื้ออาทิตย์หน้า ราคาจะถูกลงอีก

 

แต่เมื่อไรที่รู้สึกว่า อาทิตย์หน้า ราคาหุ้นมีโอกาสแพงขึ้น นักลงทุนจะรีบเข้าซื้อทันที ทำให้บรรยากาศตลาดรวมๆ อยู่ในสถานะ wait and see” สมศักดิ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ความมั่นคงในเชิงเศรษฐกิจและนโยบายในประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ IPO การระดมทุนไม่ใช่ทำได้ในทันที แต่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยอำนวยความสะดวกขั้นตอนการขออนุญาตลงทุน

 

ที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ซึ่งต้องทำให้เป็นระบบรวมศูนย์ ลดความซ้ำซ้อนที่บริษัทจะต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อขออนุญาตทำธุรกิจเดียว

 

มั่นใจเลือกตั้ง 2569 ไม่กระทบ IPO

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 สรวิศ มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือ บริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปี สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่ง ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์ ดังนั้นสำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้ว ไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องบวกเวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน pipeline ของตัวเอง ทั้งบริษัทที่เตรียมเสนอไฟลิ่งและบริษัทที่กำลังเตรียมตัว ปัจจุบัน มีบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปี ถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน incentive

 

กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

สำหรับภาพรวม IPO ปีนี้ ในช่วงที่เหลือของปีจะมีหุ้นใหม่ใน mai เข้าจดทะเบียนเพิ่มเติมอีก 2 บริษัท รวมมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 19 บริษัท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท

The post ตลท. เร่งถก กลต. ลดขั้นตอนทำ IPO ประหยัดเวลา-ต้นทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ https://thestandard.co/fed-independence-trump-intervention-2026/ Sat, 13 Dec 2025 06:17:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1154259 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’

ในปี 2026 อาจเป็นปีแห่งมรสุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซ […]

The post 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’

ในปี 2026 อาจเป็นปีแห่งมรสุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ต่อ ‘ความเป็นอิสระ’ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ โดยการประชุมนโยบายการเงินนัดสุดท้ายของปีนี้ เป็นเพียงความสงบก่อนพายุจะมาเยือน เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed ของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ สิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่คนสนิทของทรัมป์อย่าง ‘เควิน แฮสเซ็ตต์’ มีชื่อเป็นตัวเต็ง ซึ่งอาจนำไปสู่การโหวตรับรองในวุฒิสภาที่ดุเดือดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวอย่างเช่น ‘สตีเฟน มิแรน’ ผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์เสนอชื่อคนล่าสุด ชนะโหวตไปแบบเฉียดฉิวเพียง 48-47 เสียง เนื่องจากฝ่ายการเมืองตระหนักถึงความเสี่ยงของการแทรกแซงนโยบายการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น จนอาจนำไปสู่ความไม่นอนต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาค

 

อย่างไรก็ตาม การสร้าง ‘Fed ของทรัมป์’ เพื่อสั่งลดดอกเบี้ยโดยตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากโครงสร้างของ Fed ถูกออกแบบมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงนโยบายต้องอาศัยเสียงข้างมากจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ Fed (Board of Governors) และประธาน Fed สาขา (Regional Fed Presidents) หลายแห่ง

 

โดยในปัจจุบันประธาน Fed สาขาจำนวนมากยังคงมีมุมมองแบบ Hawkish หรือกังวลเรื่องเงินเฟ้อและไม่ต้องการรีบลดดอกเบี้ย ซึ่งขัดแย้งกับความต้องการของทรัมป์ นอกจากนี้ แม้พาวเวลล์จะพ้นจากตำแหน่งประธานแล้ว แต่เขายังมีสิทธิ์นั่งเป็นสมาชิกบอร์ดได้จนถึงปี 2028 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน พาวเวลล์อาจตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อขัดขวางการครอบงำบอร์ดทั้ง 7 คนของทรัมป์

 

นอกจากการผลัดเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งสำคัญแล้ว การช่วงชิงอำนาจในปี 2026 ยังรวมถึงการไล่ข้าราชการประจำผ่านกระบวนการทางกฎหมายและแรงกดดันต่อโครงสร้างองค์กร หนึ่งในเดิมพันสูงสุดคือคดีของ ‘ลิซ่า คุก’ ผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์พยายามไล่ออก แม้ศาลสูงสุดจะอนุญาตให้เธอดำเนินการในตำแหน่งต่อไประหว่างสู้คดี แต่ผลการตัดสินของศาลที่จะเริ่มในเดือนมกราคม 2026 จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดผู้กำหนดนโยบายธนาคารกลางได้หรือไม่ ซึ่งกระทบต่อความเป็นอิสระของ Fed โดยตรง ขณะเดียวกัน ทีมงานของทรัมป์ยังได้พยายามกดดัน ‘ประธาน Fed สาขา’ ที่ โดยวิจารณ์ว่าพวกเขาไม่ใช่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง และที่สำคัญคือบอร์ดผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อใช้อำนาจกำกับดูแลในการบีบบังคับหรือแม้แต่ไล่ประธานสาขาออก เพื่อให้การโหวตมตินโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงปีแห่งการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นปีที่โครงสร้างอันซับซ้อนของ Fed จะต้องรับมือกับแรงเสียดทานทางการเมืองในทุกระดับ ตั้งแต่ประธาน Fed (Fed Chair) ผู้ว่าการ Fed (Board of Governors) ไปจนถึงประธาน Fed สาขา (Regional Fed Presidents) ทรัมป์จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้เป็นไปตามวาระของเขา แต่กลไกการถ่วงดุลขององค์กร กระบวนการทางศาล และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้กำหนดนโยบายคนเดิม จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดว่า สถาบัน Fed จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งและอิสระของตนเองไว้ได้หรือไม่

The post 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026 https://thestandard.co/ai-to-fed-dollar-future-2026/ Thu, 11 Dec 2025 02:27:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1153380 จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2025 เป็นปีที่ให้บทเรียนใหม่กับ […]

The post จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2025 เป็นปีที่ให้บทเรียนใหม่กับนักลงทุนมากมาย

 

มีทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการค้า ภาษี พลิกไปมามากที่สุดในรอบกว่า 40 ปี ราคาทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ไปจนถึงกระแสการลงใน AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงินไปตลอดกาล

 

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์เก่าแก่อย่างความแตกต่างระหว่างแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐกับทั่วโลก นโยบายการเงิน และมุมมองความเสี่ยง ยังคงเป็นประเด็นที่มีผลต่อทิศทางของดอลลาร์ได้เสมอ

 

การทำความเข้าใจ และวิเคราะห์บริบทหลักของตลาด จึงสำคัญต่อการมองอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2026

 

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่ามี 5 แนวโน้มสำคัญทั้งเก่าและใหม่ที่ต้องรู้

 

เรื่องแรก ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญต่อดอลลาร์เสมอ

 

ย้อนกลับไปในปี 2025 ดอลลาร์ถูกกดดันมากที่สุดเมื่อตลาดตั้งคำถามกับความพิเศษของดอลลาร์ (Exceptionalism) แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับไม่อ่อนตัวอย่างที่ตลาดกังวล ความยืดหยุ่น และนโยบายการเงินที่มั่นคง กลายเป็นประเด็นสนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งค่ากลับ

 

ปี 2026 ยิ่งจะเป็นปีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลัง (OBBBA) สูงที่สุด การอ่อนค่าทันทีของดอลลาร์ จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีในต้นปีหน้า

 

สอง เงินทุนเคลื่อนย้ายที่มาจากกระแส AI จะเป็นแรงหนุนหุ้นและดอลลาร์ ถ้าสหรัฐฯ รักษาความได้เปรียบไว้ได้

 

ในปี 2025 AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นต่อเนื่อง ความก้าวหน้าของ AI กระตุ้นให้เกิดเงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ ทั้งหุ้นและบอนด์กว่า 7%/GDP

 

ความเสี่ยงสำคัญในปีหน้า จึงอยู่ที่ความได้เปรียบของ AI สหรัฐฯ ถ้าบริษัทเทคฯ ชั้นนำลงทุนมากไปจนเสียอัตราการทำกำไรระดับสูง กระแสเงินทุนอาจถูกถอนจากสหรัฐฯ ไหลกลับไปทั่วโลก

 

การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการเงินและตำแหน่งประธาน Fed เป็นแนวโน้มที่ต้องจับตา

 

แม้ในระยะสั้น Fed จะย้ำถึงการพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก (Data-dependent) แต่โอกาสที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วทั้งจากทิศทางเศรษฐกิจ และตำแหน่งประธาน Fed ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 ก็มีความเป็นไปได้สูง

 

ในอดีต ดอลลาร์ไม่เคยแข็งค่าสวนกับนโยบายการเงินผ่อนคลาย (Dovish) ได้เลย ดังนั้นถ้าประธาน Fed คนใหม่สาย Dovish สามารถชักจูงให้คณะกรรมการ Fed ส่วนมากเห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ย นโยบายการเงินจะพลิกเป็นประเด็นกดดันดอลลาร์ได้ทันที

 

การลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง นำไปสู่การสิ้นสุด Carry Advantage

 

เพราะปัจจุบันเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด (3.75%-4.00%) เงินฝากผลตอบแทนสูงในสกุลดอลลาร์ จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนเลือกเป็นอันดับแรก

 

แต่เมื่อ Fed ลดดอกเบี้ยลงในปี 2026 ผลตอบแทนของดอลลาร์จะเริ่มแพ้สกุลเงินหลัก G10 อย่างออสเตรเลีย (AUD) สหราชอาณาจักร (GBP) และนอร์เวย์ (NOK) ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่ติดอันดับสกุลเงินที่มี Carry Advantage สูงสุด นำไปสู่มุมมองเชิงลบต่อดอลลาร์เช่นกัน

 

ท้ายที่สุด คือแรงกดดันจากกระแสการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Flows) ที่เพิ่มขึ้น

 

โดยในช่วงที่นโยบายการเงินไม่ได้เคลื่อนที่พร้อมกัน ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging costs) จะลดลงเมื่อ Fed ลดดอกเบี้ย แต่ธนาคารกลางของประเทศต้นทางเช่น ECB หรือ BoJ ไม่ได้ลดดอกเบี้ยด้วย

 

นอกจากนี้ การที่ดอลลาร์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้น AI จะทำให้สถานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงธรรมชาติ (Natural Hedge) ลดลงไปอีก

 

ทั้งสองเหตุผลจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนรายใหญ่เช่น บริษัทประกันหรือกองทุนความมั่งคั่ง เลือกป้องกันความเสี่ยง FX เพิ่มเติม เป็นแรงกดดันดอลลาร์ในระยะสั้นไปด้วย

 

เมื่อเราวิเคราะห์ประเด็นทั้งหมดพร้อมกัน ผมประเมินทิศทางของดอลลาร์ได้ 3 กรณีหลัก

 

กรณีฐาน ยืดหยุ่นแบบผ่อนคลาย

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตดีจากนโยบายการคลังผ่อนคลาย Fed ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง เงินทุนไหลเข้าหุ้นสหรัฐฯ ต่อ Dollar Index เคลื่อนไหวในกรอบ 96-104จุด (USD/THB กรอบ 31.0-33.0) ไม่แข็งหรืออ่อนสุดโต่ง

 

กรณีดอลลาร์แข็งค่า AI ต้องเหนือชั้น ทิ้งห่างด้วยการทุ่มลงทุน

 

ในมุมมองของผม ไม่ว่า Fed ลดดอกเบี้ยหรือไม่ ถ้าสหรัฐฯ สามารถรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI ได้ชัดเจน อัตราการทำกำไรไม่ลดลง นักลงทุนทั่วโลกจะเทเงินกลับเข้า Big Tech เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ หนุน Dollar Index ให้เคลื่อนไหวในกรอบ Exceptionalism ที่ 100-105 (USD/THB กรอบ 32.0-33.6)

 

กรณี Deep Weak อ่อนค่าที่สุด เมื่อ AI สหรัฐถูกโลกไล่ตามทัน

 

เป็นกรณีที่ต้องระวังที่สุด เพราะจะทำให้จุดแข็งของเศรษฐกิจสหรัฐและดอลลาร์หายไปพร้อมกันในคราวเดียว แรงหนุนของตลาดเหลือเพียงการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่จะยิ่งกดดันให้ Dollar Index ขยับลงไปในกรอบ 93-100 (USD/THB กรอบ 30.0-32.0)

 

คอยตามลุ้นกันว่าประเทศไหนจะเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี นโยบายการเงินสหรัฐฯ จะผ่อนคลายแค่ไหน เพราะสองเรื่องนี้จะกำหนดทิศทางดอลลาร์เป็นหลักในปี 2026 ครับ

 

จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026 1

เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ในปี 2025

 

ภาพ: Diy13/Getty Images

อ้างอิง:

  • Haver Analytics, FSS

The post จาก AI ถึง Fed: อนาคตของดอลลาร์ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมเสียงคัดค้าน 3 ราย Dot Plot คาดปี 2026 จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว https://thestandard.co/fed-rate-cut-dissent-dot-plot/ Thu, 11 Dec 2025 02:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1153367 Fed ลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมเสียงคัดค้าน 3 ราย Dot Plot คาดปี 2026 จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้ […]

The post Fed ลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมเสียงคัดค้าน 3 ราย Dot Plot คาดปี 2026 จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมเสียงคัดค้าน 3 ราย Dot Plot คาดปี 2026 จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน แต่เสียงแตก 9 ต่อ 3 ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 โดยคณะกรรมการที่เสียงแตก บางส่วนห่วงเงินเฟ้อ บางส่วนห่วงตลาดแรงงาน และ Dot Plot ยังคงคาดการณ์ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งในปี 2026

 

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ลงมติ 9 ต่อ 3 เสียงเมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% สู่ระดับ 3.5%-3.75% พร้อมทั้งปรับถ้อยคำในแถลงการณ์เล็กน้อยเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกเมื่อใด

 

ระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุม เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธาน Fed ระบุว่า Fed ได้ดำเนินมาตรการเพียงพอแล้วเพื่อลดความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน ขณะที่ยังคงตรึงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่สามารถกดดันเงินเฟ้อได้ต่อเนื่อง

 

โดย Powell กล่าวว่า “การปรับนโยบายให้กลับสู่ภาวะปกติในครั้งนี้ จะช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้เงินเฟ้อกลับสู่แนวโน้มลดลงสู่ 2% เมื่อผลกระทบจากภาษีนำเข้าสินค้าจางหายไป”

 

นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 ที่มีเสียงคัดค้านถึง 3 ราย โดยครอบคลุมทั้งฝ่ายที่ต้องการคงดอกเบี้ยไว้และฝ่ายที่ต้องการลดดอกเบี้ยมากกว่าเดิม ประธาน Fed สาขาชิคาโก Austan Goolsbee และประธาน Fed สาขาแคนซัสซิตี้ Jeff Schmid ลงคะแนนคัดค้าน โดยต้องการคงดอกเบี้ย ขณะที่ Stephen Miran กรรมการ Fed ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี Donald Trump ต้องการลดดอกเบี้ย 0.5%

 

Fed ยังอนุมัติการซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นเพิ่มเติม เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบธนาคารให้อยู่ระดับ “เพียงพอ”การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างภายในคณะกรรมการที่เผยสู่สาธารณะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการลดดอกเบี้ยครั้งก่อนในเดือนตุลาคม

 

เจ้าหน้าที่บางรายออกมาเตือนถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่บางรายมุ่งกังวลต่อภาวะตลาดแรงงานอ่อนแอและเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยมากขึ้น
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สวนทางกันช่วยอธิบายว่าทำไม FOMC จึงไม่มีมติเป็นเอกฉันท์มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา

 

อัตราว่างงานสหรัฐฯ เพิ่มจาก 4.1% ในเดือนมิถุนายนเป็น 4.4% ในเดือนกันยายน ขณะที่เงินเฟ้อวัดจากดัชนีที่ Fed โปรดปรานยังอยู่ที่ 2.8% ในรอบปีสิ้นสุดเดือนกันยายน สูงกว่าเป้าหมาย 2% ภาวะชัตดาวน์รัฐบาลที่ผ่านมายิ่งทำให้การตัดสินใจยากขึ้น เพราะทำให้ข้อมูลสำคัญล่าช้า
การคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งใหม่ของ Fed ระบุว่า อาจมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 และอีก 1 ครั้งในปี 2027 อย่างไรก็ตามมุมมองยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่ 7 รายต้องการ “ไม่ลดดอกเบี้ยเลย” ตลอดปี 2026 ขณะที่อีก 8 รายชี้ว่าควรลดอย่างน้อย 2 ครั้ง

 

Powell กล่าวว่าเขาคาดว่าผลกระทบจากภาษีจะเริ่มลดลงในปีหน้า “ถ้าไม่มีการประกาศภาษีใหม่ครั้งใหญ่ เงินเฟ้อจากสินค้าอาจแตะจุดสูงสุดในไตรมาสแรก”

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากประธานาธิบดี Trump ระบุว่าเขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะเสนอชื่อใครเป็นประธาน Fed คนใหม่แทนพาวเวลล์ในเดือนพฤษภาคม และจะประกาศในต้นปีหน้า ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับ “ความเป็นอิสระของ Fed” เนื่องจากทำเนียบขาววิจารณ์ Fed อย่างหนักว่าลดดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

ขณะที่ พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.82 บาทต่อดอลลาร์ หลัง Fed มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาด ทว่า คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด สะท้อนมุมมองของ Fed ที่มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น

 

โดย Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปี 2026 จาก 1.8% เป็น 2.3% อีกทั้ง คาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยใหม่ของ Fed (Dot Plot) ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมในส่วนของค่ากลาง (Median) ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ทำให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท

 

ก่อนที่สุดท้ายในช่วง Press Conference ถ้อยแถลงของประธาน Jerome Powell ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า Fed ยังมีแนวโน้มเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้อาจจะค่อยเป็นค่อยไป

 

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมิน Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีหน้า แต่ Dot Plot ยังสะท้อนว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงอีกครั้ง หนุนให้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สูงกว่าระดับก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นตามเช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post Fed ลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมเสียงคัดค้าน 3 ราย Dot Plot คาดปี 2026 จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เควิน แฮสเซตต์’ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หนุนความหวังตลาดต่อทิศทางลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดันความเชื่อมั่นนโยบายการเติบโต https://thestandard.co/kevin-hassett-emerges-candidate-for-fed-chairman/ Mon, 08 Dec 2025 09:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1152377 ‘เควิน แฮสเซตต์’ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หนุนความหวังตลาดต่อทิศทางลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดันความเชื่อมั่นนโยบายการเติบโต

ท่ามกลางการจับตาทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ล่าสุดสำนั […]

The post ‘เควิน แฮสเซตต์’ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หนุนความหวังตลาดต่อทิศทางลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดันความเชื่อมั่นนโยบายการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เควิน แฮสเซตต์’ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หนุนความหวังตลาดต่อทิศทางลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดันความเชื่อมั่นนโยบายการเติบโต

ท่ามกลางการจับตาทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ล่าสุดสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ชื่อของเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในฐานะตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หลังมีรายงานว่าตลาดตอบรับเชิงบวกต่อความเป็นไปได้ที่แฮสเซตต์จะทำหน้าที่ต่อจากเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะสิ้นสุดวาระลงในปี 2026 ความสอดคล้องด้านนโยบายกับรัฐบาลและท่าทีสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเชิงรุก ทำให้แฮสเซตต์ถูกมองว่าเป็นผู้ที่จะนำพา Fed เข้าสู่ยุคใหม่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางและผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า เควิน แฮสเซตต์ หรือ ดร. เควิน อัลเลน แฮสเซตต์ (Dr. Kevin Allen Hassett) ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน เช่น

  • นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมที่ได้รับการยอมรับสูง เคยทำงานใน Fed และ Columbia Business School รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับจอร์จ ดับเบิลยู บุช มิตต์ รอมนีย์ แม้แต่อดีตประธาน Fed ระดับตำนานอย่าง อลัน กรีนสแปน
  • มีผลงานด้านวิจัยและงานสอนในสถาบันเศรษฐกิจชั้นนำ รวมถึงสถาบัน American Enterprise Institute
  • จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ดีกรี Ph.D. จาก University of Pennsylvania
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ระหว่างปี 2017–2019 ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก
  • ปี 2025 กลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council: NEC) ในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง

 

ก่อนหน้านี้ แม้แฮสเซตต์เคยปฏิเสธในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่า “ตนยังไม่ขอยืนยันอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งประธาน Fed” แต่ตลาดกลับตอบรับข่าวลืออย่างดี เพราะเล็งเห็นสัญญาณว่า ทรัมป์กำลังใกล้เลือกตัวจริงมากขึ้นแล้ว ในอดีต แฮสเซตต์เคยตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed อาจได้รับอิทธิพลทางการเมือง โดยระบุว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่มีการผ่านกฎหมายลดภาษี แต่กลับลดดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนผลประโยชน์ทางการเมืองแฝงอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ

 

จุดยืนด้านนโยบายที่สอดคล้องกับทำเนียบขาว

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า แฮสเซตต์มีความสอดคล้องกับทรัมป์อย่างชัดเจนในหลายด้าน ทั้งนโยบายลดภาษี การลดกฎระเบียบ และท่าทีสนับสนุนการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต แฮสเซตต์เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยในอัตราที่มากกว่าเดิม โดยมองว่าการปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนธันวาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ แฮสเซตต์ยังเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่วิจารณ์แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของพาวเวลอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่ถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

ความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed

 

แม้แฮสเซตต์จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการทำงาน เพราะ Fed คือ ‘ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลก’ การขยับดอกเบี้ยเพียง 0.25% สามารถเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้ทันที

 

สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักต่างรายงานในทิศทางเดียวกันว่า ความใกล้ชิดระหว่างแฮสเซตต์กับทรัมป์อาจทำให้ Fed ถูกกดดันให้คงนโยบายดอกเบี้ยต่ำเกินไปในระยะยาว และอาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสั่นคลอน เช่น

  • Washington Post เตือนว่า Fed อาจลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยแม้มีความจำเป็น
  • Business Insider ระบุว่า การเมืองอาจเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจเชิงนโยบายของ Fed
  • Austan Goolsbee ประธาน Fed ชิคาโกกล่าวว่า หากการเมืองมีบทบาทมากเกินไป อาจนำพาสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นและอัตราว่างงานที่สูงขึ้น”

 

ขณะนี้ แฮสเซตต์ยังคงอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายร่วมกับ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการ Fed สายเหยี่ยว และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการ Fed ปัจจุบัน โดยทรัมป์อาจประกาศชื่อประธาน Fed คนใหม่ปลายเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญคริสต์มาสให้กับทุกคน ตามคำให้สัมภาษณ์ของ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ

 

Dot Plot 2026: ปัจจัยชี้ขาดทิศทางทองคำรอบใหม่

 

แม้ตลาดจะให้ความสนใจกับการประชุม Fed ในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่สามของปีนี้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ยก็คือ Dot Plot หรือแผนภูมิที่บ่งชี้มุมมองของกรรมการ Fed ต่อแนวโน้มดอกเบี้ยในปีต่อๆ ไป

 

ข้อมูลในรอบเดือนกันยายนที่ผ่านมาชี้ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยเพียงปีละครั้งในช่วงปี 2026 – 2027 ซึ่งเป็นการปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาว่า Dot Plot รอบใหม่นี้จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยที่เร็วกว่าหรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

 

หาก Dot Plot บ่งชี้ว่าการลดดอกเบี้ยเร่งตัวเร็วขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม หาก Fed ส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยต้องเลื่อนออกไป หรือมีจำนวนครั้งน้อยลง ราคาทองคำอาจถูกกดดันในระยะสั้น แม้ภาพรวมระยะยาวยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 

“โดยรวมแล้ว Dot Plot ปี 2026 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้” ธนรัชต์ กล่าวสรุป

 

ภาพ: Chip Somodevilla/Getty Images

The post ‘เควิน แฮสเซตต์’ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ หนุนความหวังตลาดต่อทิศทางลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดันความเชื่อมั่นนโยบายการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา Hassett ตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ ตลาดคาดหากได้ตำแหน่ง ดอกเบี้ยดิ่ง 2.5-3% ปี69 แต่เสี่ยง QE หวั่นทำ Dedollarization รุนแรง https://thestandard.co/hassett-fed/ Wed, 03 Dec 2025 04:26:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1150909 Hassett ตัวเต็งประธาน Fed

The post จับตา Hassett ตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ ตลาดคาดหากได้ตำแหน่ง ดอกเบี้ยดิ่ง 2.5-3% ปี69 แต่เสี่ยง QE หวั่นทำ Dedollarization รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hassett ตัวเต็งประธาน Fed

The post จับตา Hassett ตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ ตลาดคาดหากได้ตำแหน่ง ดอกเบี้ยดิ่ง 2.5-3% ปี69 แต่เสี่ยง QE หวั่นทำ Dedollarization รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>