ธนพงษ์ ณ ระนอง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธนพงษ์-ณ-ระนอง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Feb 2023 14:50:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘บีคอน วีซี’ เปิดตัว Impact Fund เตรียมทุ่มงบลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน ESG 1.2 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี แย้มมีดีลในท่อแล้วเกือบ 10 ราย https://thestandard.co/beacon-vc-launch-impact-fund/ Tue, 28 Feb 2023 08:32:34 +0000 https://thestandard.co/?p=756691

บีคอน วีซี เปิดตัวกองทุน Beacon Impact Fund พร้อมเป็นผู […]

The post ‘บีคอน วีซี’ เปิดตัว Impact Fund เตรียมทุ่มงบลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน ESG 1.2 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี แย้มมีดีลในท่อแล้วเกือบ 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บีคอน วีซี เปิดตัวกองทุน Beacon Impact Fund พร้อมเป็นผู้นำการลงทุนด้าน ESG ตั้งเป้าลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน 1.2 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี แย้มมีดีลในท่อแล้วเกือบ 10 ดีล 

 

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่า บีคอน วีซี ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital Fund ของธนาคารกสิกรไทย ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพมาเป็นเวลานาน ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีแรงผลักดันในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่โลกและมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ ด้วยเชื่อว่าผู้บริโภคมีความต้องการที่จะสนับสนุนสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน 

 

ด้วยเหตุนี้ บีคอน วีซี จึงได้จัดตั้งกองทุน Beacon Impact Fund พร้อมประกาศเป็นผู้นำด้านการลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน ESG ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 1.2 พันล้านบาท หรือประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อแสวงหาบริษัทสตาร์ทอัพที่สร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายผลไปในวงกว้าง สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และเจตนารมณ์ของธนาคารกสิกรไทย

 

“เรามีแผนจะลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน ESG 1.2 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี เท่ากับประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยปีละ 5 บริษัท โดยปัจจุบันเรามีดีลอยู่ในท่อแล้วเกือบ 10 ราย มีทั้งไทยและต่างชาติ แต่หากนับรวมกองทุน Synergistic Fund และ Opportunistic Fund ด้วย ในปีนี้เราจะปิดดีลได้ทั้งหมด 15 ดีล” ธนพงษ์กล่าว

 

ธนพงษ์กล่าวอีกว่า กองทุน Beacon Impact Fund มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่อยู่ในช่วง Post-revenue หรือสามารถสร้างรายได้แล้ว มีฐานลูกค้าที่ชัดเจน และสามารถเติบโตได้ดี เช่นเดียวกับการลงทุนอื่นๆ ของบีคอน วีซี ที่ผ่านมาโดยมุ่งเน้นบริษัทสตาร์ทอัพแสวงหาผลกำไร ที่มีแนวคิดดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีการพัฒนาโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติต่างๆ ของ ESG ได้แก่

 

ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment): มุ่งเน้นธุรกิจที่ช่วยลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการลดการใช้พลังงานฟอสซิล (Decarbonization) การลดขยะและการผลิตเกินความจำเป็น (Waste Reduction) และการลดผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Adaptation)

 

ด้านสังคม (Social): มุ่งเน้นธุรกิจที่สร้างความเท่าเทียมและการเข้าถึงด้านการเงินและเทคโนโลยี (Financial and Digital Inclusion) การสร้างความรู้ความเข้าใจและวินัยด้านการเงินและเทคโนโลยี (Financial and Digital Literacy) และการสร้างการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ (Access to Health Care) 

 

ด้านธรรมาภิบาล (Governance): มุ่งเน้นธุรกิจที่ปกป้องสิทธิผู้บริโภค (Consumer Protection) การสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Visibility) และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ (Business Transparency)

 

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาด้าน ESG แล้ว บีคอน วีซี เล็งเห็นความสำคัญของการจำกัดความเสี่ยงด้าน ESG ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกอุตสาหกรรม บีคอน วีซี จึงจะคอยมองหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือและพูดคุยกับสตาร์ทอัพที่ได้ลงทุนไปแล้ว หรือ Portfolio Company ต่างๆ เพื่อผลักดันแนวคิดแห่งความยั่งยืนและสนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพและพนักงานของสตาร์ทอัพเหล่านั้นอีกด้วย

 

ทั้งนี้ บีคอน วีซี มีกองทุนที่รองรับการลงทุนสตาร์ทอัพทั้งหมด 3 กอง ได้แก่ 1. กองทุน Synergistic Fund ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้าง Synergy กับธนาคารได้ทันที 2. กองทุน Opportunistic Fund ที่เน้นลงทุนในสตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอนาคต และ 3. กองทุน Impact Fund ที่ลงทุนใน ESG

โดยปัจจุบันได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 5 พันล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมด 8 พันล้านบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘บีคอน วีซี’ เปิดตัว Impact Fund เตรียมทุ่มงบลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน ESG 1.2 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี แย้มมีดีลในท่อแล้วเกือบ 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากความสำเร็จของ ‘KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022’ เวทีติดสปีดไอเดียธุรกิจให้พุ่งทะยานสู่สตาร์ทอัพที่ยั่งยืนของ KBank [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/katalyst-startup-launchpad-2022/ Wed, 30 Nov 2022 10:53:56 +0000 https://thestandard.co/?p=717525

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักสูตรและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปั้ […]

The post ปิดฉากความสำเร็จของ ‘KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022’ เวทีติดสปีดไอเดียธุรกิจให้พุ่งทะยานสู่สตาร์ทอัพที่ยั่งยืนของ KBank [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักสูตรและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปั้นสตาร์ทอัพในเมืองไทยตอนนี้เกิดขึ้นมากมาย แต่ละโครงการก็มีความน่าสนใจต่างกัน หนึ่งในนั้นคือโครงการ ‘KATALYST STARTUP LAUNCHPAD’ ของธนาคารกสิกรไทย ที่เพิ่งตัดสินรอบไฟนอลไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

โดยปีนี้มีสตาร์ทอัพให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 250 ทีม เพิ่มขึ้นกว่าปี 2021 ที่มีผู้สมัคร 140 ทีม โดยปีนี้มีผู้ผ่านเกณฑ์ได้เข้าอบรมทั้งหมด 65 ทีม จาก 250 ทีม และมีทีมที่ผ่านหลักสูตรหลังจบการอบรมสูงถึง 90%

 

 

ถ้าให้วิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใด KATALYST STARTUP LAUNCHPAD ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ถึงได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น คงต้องไล่เรียงกันตั้งแต่ความตั้งใจของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการมุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจของตนเอง และนำความรู้ดังกล่าวไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม

 

นำไปสู่การพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรและองค์ความรู้ที่เข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยภายใต้ Stanford Thailand Research Consortium นำโดย รองศาสตราจารย์ Charles (Chuck) Eesley จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

 

ที่สำคัญแนวคิดในปีนี้ยังโฟกัสไปที่การพัฒนาไอเดียธุรกิจให้พุ่งทะยานสู่สตาร์ทอัพที่ยั่งยืน หรือ Jumpstart your idea through entrepreneurial mindset

 

 

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC) มองในมุมนักลงทุนและกรรมการการแข่งขันในปีนี้ว่า “จากนี้ไปสตาร์ทอัพต้องคิดถึงเรื่องความยั่งยืน หรือ ESG มากขึ้น เพราะไอเดียโปรดักต์มันเริ่มไม่ต่างกันมากแล้ว แต่เรื่องผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคม ต่างประเทศเริ่มมองหาและให้ความสำคัญ สตาร์ทอัพเขาก็ไปทางนี้กันมากขึ้น เมืองไทยยังไม่ค่อยเห็น ซึ่งผมก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์นะที่ได้มาเห็นบนเวทีวันนี้”

 

ธนพงษ์ยังให้แง่คิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองด้านการทำสตาร์ทอัพให้ยั่งยืนว่า “ในมิติของ ESG ตัว G หรือ Governance สำคัญ บางทีคนทำธุรกิจไม่ค่อยโฟกัสเรื่องโครงสร้าง แต่มุ่งไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงเห็นสตาร์ทอัพหลายรายที่พลาดเรื่องการมีธรรมาภิบาลที่ดี มีโครงสร้างการเงินการบัญชีที่ดี ผมพยายามพูดเสมอว่า สตาร์ทอัพที่ดีระบบบัญชีสำคัญ เพราะเวลานักลงทุนมาดูเขาจะตรวจบัญชี ถ้าดูแลไม่ดีตั้งแต่ต้นอาจได้เงินจากนักลงทุนยาก ซึ่งต่อไปน่าจะเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากพักหลังๆ เริ่มมีหลายบริษัทมีปัญหาเรื่องนี้เยอะขึ้น”

 

 

เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director, KLabs ก็มองว่าต่อจากนี้ Green Tech เป็นเทรนด์ที่มาแน่นอน “ปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้คุยกับหลายบริษัทก็เริ่มสนใจทำเรื่องเกี่ยวกับ Green Tech มากขึ้น อีกเรื่องที่เห็นชัดเจนที่สตาร์ทอัพควรจะต้องรู้คือ พวกโซลูชันต่างๆ จะเป็นลักษณะของ B2B และ B2C มากขึ้น จากเมื่อก่อนจะเห็นพวกโปรดักต์แพลตฟอร์มเยอะมาก แต่เทรนด์ตอนนี้คือหลายธุรกิจเริ่มกลับมามองว่าจะมีโซลูชันหรือนวัตกรรมอะไรที่ทำให้บริหารงบประมาณได้ดีขึ้น สร้าง Productivity ได้มากขึ้น ดังนั้นอาจต้องมองไปที่ลูกค้าธุรกิจและลูกค้า SMEs ด้วย”

 

หันกลับมามองสตาร์ทอัพ 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ที่กรรมการทั้งสองท่านคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า ทุกทีมมีโปรดักต์ที่ชัดเจน แข็งแรง และผ่านเข้ารอบมาแบบเหนือความคาดหวัง

 

“เป็นสัญญาณที่ดีนะที่เห็นสัดส่วนของ Deep Tech เยอะ ไม่ได้มีแค่แพลตฟอร์มเหมือนที่เคยเห็นอีกแล้ว เป็นอะไรที่น่าสนใจและหลายทีมไม่ได้มีแค่ไอเดีย แต่มีการ Pilot แล้ว มีตัวเลขยืนยัน ทำให้มันน่าเชื่อถือมากขึ้น” ธนพงษ์กล่าวเสริม

 

เพื่อให้คุณเห็นภาพเดียวกัน ขอรวบรัดสั้นๆ ให้เห็นถึงไอเดียของทั้ง 8 ทีมพอสังเขป เริ่มที่

 

 

‘HealthTAG’ ที่มาในฐานะ Healthtech Company เจ้าแรกในไทยที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ ผ่านเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจัดการข้อมูลทางการแพทย์แบบครบวงจร บน WEB 3.0 โดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันของข้อมูลทางการแพทย์แบบไร้รอยต่อ เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ยังคงความปลอดภัยระดับสูงสุด ทำให้ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของบุคลากร ลดความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแก่ผู้ป่วย และเกิดการบูรณาการข้อมูลทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

 

‘iFlow Tech’ บริษัท Deep Tech ที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ผ่านการแก้ไขปัญหาทั้งด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีเครื่องปรับคุณสมบัติน้ำ MaxFlow ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยเปลี่ยนจากน้ำกระด้าง (Hard Water) เป็นน้ำนุ่ม (Soft Water) เพื่อให้เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย

 

‘Joy Ride Thailand’ ทำหน้าที่เป็น ‘Nanny for Adult’ เสมือนลูกรับจ้างหลานจำเป็นที่มาพร้อมบริการพาผู้สูงอายุ ผู้ป่วย คนท้อง และคนพิการ ไปหาหมอ ยังมี Joy Go Round บริการเป็นเพื่อนพาไปทำบุญ ทำธุระ ซื้อของ กินข้าว เยี่ยมที่บ้าน หรือตามแต่ที่ลูกหลานไว้ใจให้ทำหน้าที่แทน

 

‘Gaorai’ (เก้าไร่) ผู้ให้บริการโซลูชันการเกษตรและการบริหารที่ดินเพื่อการเกษตรแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Satellite Analytics, Soil Analytics, On Ground Data Collection, Drone Services, Agriculture Services, Farm Monitoring และ Farm Management เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเก้าไร่ให้บริการ Drone Fleet Services และ On Ground Data Service ผ่านแพลตฟอร์มอีกด้วย 

 

‘Seek Education’ แพลตฟอร์มด้านการศึกษาสำหรับนักเรียน ม.ต้น-ม.ปลาย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการค้นพบตัวเองไม่เจอ โดยใช้หลักทางจิตวิทยาช่วยค้นหาแนวโน้มความถนัดให้สอดคล้องกับสาขาวิชาในระดับมหาวิทยาลัย และยังมีกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และความคุ้นเคยในสาขาวิชาชีพ ผ่านผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพ

 

‘PetPaw’ บริการจัดการร้านค้าสำหรับเจ้าของธุรกิจขายสินค้าสัตว์เลี้ยง ช่วยเหลือเจ้าของธุรกิจตั้งแต่การค้นหาสินค้า คัดเลือกสินค้าที่ดีและมีคุณภาพ การจัดเก็บรวมถึงจัดส่งไปยังร้านค้า ผ่านช่องทางทั้ง Online และ Offline อีกทั้งยังเป็นผู้ช่วยบริหารจัดการร้านค้าด้วยระบบ POS System สำหรับบริหารจัดการร้านค้าสินค้าสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

 

 

‘LEET Carbon’ บริการโซลูชันเพื่อการจัดการและแก้ปัญหาที่ใช้ข้อมูลพื้นฐานทางธรรมชาติ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความโปร่งใสของข้อมูลของโครงการคาร์บอนเครดิต รวมไปถึงการชดเชยการปลดปล่อยคาร์บอน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือติดตาม ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา ทั้งในโครงการคาร์บอนเครดิต และโครงการด้านอื่นๆ มีความต้องการใช้ข้อมูลสิ่งปกคลุมดินเพื่อการแก้ปัญหา เช่น งานวิจัย งานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และงานอนุรักษ์ทางธรรมชาติ งานจัดการภัยธรรมชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้อย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้

 

และ ‘Project EV’ ผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร เพื่อดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ รวมทั้งมีบริการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ศูนย์กระจายสินค้า หรือใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าของพันธมิตรทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงตลอดระยะเวลาการใช้งาน การใช้รถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงสามารถช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและลดภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ให้กับบริษัทขนส่งโลจิสติกส์ได้อย่างมาก

 

ปัจจุบัน Project EV ให้บริการดัดแปลงรถกระบะไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เหมาะสำหรับบริษัทขนส่งโลจิสติกส์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าระยะการขนส่งไม่เกิน 250 กิโลเมตรต่อวัน สามารถคืนทุนภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ประมาณ 30.8 ตันต่อคันต่อปี ในรถกระบะที่วิ่งประมาณ 90,000 กิโลเมตรต่อปี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและสมรรถนะการใช้งานจริงร่วมกับบริษัทขนส่งโลจิสติกส์ 

 

 

ปริวรรต วงษ์สําราญ ผู้ก่อตั้ง Project EV และเป็นผู้ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เล่าถึงจุดเริ่มต้นของไอเดียที่เริ่มเห็นว่า หากรถไฟฟ้าที่กำลังเป็นเทรนด์โลกเข้ามาประเทศไทย ซึ่งยังไม่มีเทคโนโลยีเป็นตัวเอง อาจทำให้เสียโอกาสมากกว่าได้โอกาส “ผมมองว่าถ้ารถไฟฟ้าเข้ามา คนที่อยู่ในซัพพลายเชนไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตหรืออู่ซ่อมที่มีองค์ความรู้เรื่องรถสันดาป กลายเป็นว่าอาชีพเหล่านี้จะหายไป ผมมองเห็นช่องว่างตรงนี้และได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ที่ ม.บูรพา ซึ่งทาง EEC ก็มีการส่งเสริมเรื่องการเปลี่ยนผ่านระหว่างรถยนต์สันดาปภายในเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้ว จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ขึ้นมา ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ใช่คนแรกที่ทำ มีคนทำเรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนได้ และส่วนใหญ่จะจับกลุ่มรถบ้าน แต่ผมคิดว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์น่าสนใจและยังไม่มีผู้เล่นเท่าไร

 

“การได้เข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตร KATALYST STARTUP LAUNCHPAD มันให้อะไรกับผมเยอะมากๆ Project EV เริ่มจากการมีเทคโนโลยี มีไอเดียเบื้องต้น หลักสูตรนี้ทำให้โปรเจกต์ของผมแข็งแรงขึ้น มีจุดเด่นชัดเจนขึ้น กลายเป็นโมเดลธุรกิจตัวนี้ ผมว่าเนื้อหาที่เขาคัดเลือกมามันช่วยให้เราออกนอกกรอบและต่อยอดไอเดียได้ เหมือนเป็นไกด์ให้เราไปหาข้อมูลต่อ สิ่งที่เมนเทอร์ย้ำเสมอคือต้องหาข้อมูลจากลูกค้าจริงๆ ไม่ใช่หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และถามตัวเองเสมอว่าสิ่งที่ทำสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าจริงหรือเปล่า

 

 

“การเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ประกอบการหลักการคล้ายๆ กัน ส่วนตัวผมคิดว่าหลักสูตร KATALYST STARTUP LAUNCHPAD ออกแบบมาได้ดี มีสแตนฟอร์ดมาเป็นเมนเทอร์ด้วย ซึ่งแตกต่างจากที่อื่น ก็อยากชวนให้คนที่สนใจมาสมัครกันในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังไม่เริ่มต้นธุรกิจเลยก็มาเรียนรู้เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ได้ หรือคนที่มีธุรกิจอยู่แล้ว อยากรู้ว่าไอเดียของเราเวิร์กจริงไหม แม้แต่คนที่ทำธุรกิจไประดับหนึ่งเริ่มอยากสเกลอัพธุรกิจก็ลองมาเข้าหลักสูตร สำคัญคือคุณต้องเปิดใจรับฟังฟีดแบ็ก เพราะโดยพื้นฐานสตาร์ทอัพจะมีแพสชันเยอะและหลงรักโปรดักต์ตัวเองจนไม่ฟังคนอื่น ถ้าคุณเปิดใจจะได้มุมมองอะไรใหม่อีกเยอะที่นำไปปรับใช้ได้เสมอไม่ว่าจะธุรกิจเดิมหรือทำโปรดักต์ใหม่”

 

 

ก็เหมือนกับที่ธนพงษ์บอกว่า KATALYST STARTUP LAUNCHPAD เป็นโครงการที่เน้นให้ความรู้ เพื่อให้สตาร์ทอัพใน Early Stage เริ่มต้นธุรกิจทุกทาง มายด์เซ็ตในการทำธุรกิจที่ถูกต้องจึงสำคัญ

 

เชษฐพันธุ์ก็มองว่าการสร้างธุรกิจที่ดีหรือการสร้างนวัตกรรมที่ดีก็ตาม กระดุมเม็ดแรกสำคัญที่สุด “กระดุมเม็ดแรกที่สตาร์ทอัพต้องติดให้ถูกคือ Pain Point นั้นมีจริงหรือเปล่า บางครั้งเราสร้างโปรดักต์จากจินตนาการ แต่ลืมคิดไปว่า Pain Point ไม่มีจริง เพราะถ้ามันไม่มีจริง สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นผิดหมด ของดีแต่ไม่มีคนใช้ เพราะไม่จำเป็นกับชีวิตเขาก็ไม่มีประโยชน์

 

“สิ่งต่อมาคือ เมื่อมีคนใช้แล้วจะทำเงินกับมันอย่างไร กระดุมสองเม็ดนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินครั้งนี้ด้วย เพราะการทำธุรกิจให้ยั่งยืน ไอเดียดีอย่างเดียวไม่รอด ต้องมีสองอย่างควบคู่กันคือ มี Pain Point จริง และสร้างรายได้ได้จริง”

 

เมื่อถามว่า หลังการแข่งขันสิ้นสุด KBTG และ Beacon VC จะเข้าไปเสริมทัพในมุมไหนให้กับสตาร์ทอัพบ้าง ธนพงษ์และเชษฐพันธุ์บอกคล้ายกันว่า มองไปที่เรื่องของการสร้าง Ecosystem

 

“ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ Integrate กับระบบทางการเงินต่างๆ เช่น อยากจะเชื่อมต่อกับระบบ Payment ทาง KBTG ก็จะช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ ไม่แต่เฉพาะทีมชนะ ทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบเราก็พร้อมจะช่วยเหลือ” เชษฐพันธุ์กล่าว

 

“เราอยากให้ทุกทีมเติบโตมาเป็นทรัพยากรที่ดีให้กับ Ecosystem ของประเทศไทย เมื่อเขาโตขึ้นอาจจะมาต่อยอดกับเราทีหลังก็เป็นได้” ธนพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

The post ปิดฉากความสำเร็จของ ‘KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022’ เวทีติดสปีดไอเดียธุรกิจให้พุ่งทะยานสู่สตาร์ทอัพที่ยั่งยืนของ KBank [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธนาคารกสิกรไทย’ รุกตลาดคริปโตฯ ส่ง Beacon VC เข้าลงทุนใน Cryptomind Group เชื่อมโยงบริการการเงินดั้งเดิมสู่เงินดิจิทัล https://thestandard.co/kasikorn-send-beacon-vc-invest-in-cryptomind-group/ Mon, 13 Dec 2021 07:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=570642 ‘ธนาคารกสิกรไทย’ รุกตลาดคริปโตฯ ส่ง Beacon VC เข้าลงทุนใน Cryptomind Group

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (Beacon VC) บริษัทเงินร่วมทุนของ […]

The post ‘ธนาคารกสิกรไทย’ รุกตลาดคริปโตฯ ส่ง Beacon VC เข้าลงทุนใน Cryptomind Group เชื่อมโยงบริการการเงินดั้งเดิมสู่เงินดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธนาคารกสิกรไทย’ รุกตลาดคริปโตฯ ส่ง Beacon VC เข้าลงทุนใน Cryptomind Group

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (Beacon VC) บริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย ประกาศลงทุนในบริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (Cryptomind Group) ในรอบ Pre-Series A เพื่อยกขีดความสามารถของบริษัท ในการให้บริการที่ครบวงจรสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังสนับสนุนและสร้างความมั่นใจให้แก่คนไทยในการก้าวสู่การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล 

 

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ในบริษัทคริปโตมายด์ กรุ๊ป เพื่อเปิดโอกาสให้ Beacon VC และธนาคารกสิกรไทย ได้เข้าถึงและเข้าใจในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง คริปโตมายด์ กรุ๊ป มีชื่อเสียงและประสบการณ์มาอย่างยาวนานในเครือข่ายของนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย และยังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในธุรกิจการจัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในปีที่ผ่านมา 

 

โดยการลงทุนในคริปโตมายด์ กรุ๊ปครั้งนี้ ถือเป็นการลงทุนตรงในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นบริษัทแรก และถือเป็นการลงทุนตรงเป็นลำดับที่ 15 ในการลงทุนตรงทั้งหมดของ Beacon VC ในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

สำหรับการลงทุนก่อนหน้านี้ของบีคอน วีซี ได้แก่ บริษัท Aspire Financial Technologies ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเงินสำหรับกลุ่มลูกค้า SMEs บริษัท Nium ผู้ให้ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศ บริษัท Grab ผู้ให้บริการเรียกรถและบริการทางการเงินชั้นนำของอาเซียน และบริษัท Carro แพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น 

 

“ปีนี้เรียกได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก แต่สตาร์ทอัพในพอร์ตของเราก็เติบโตได้สูงมากประมาณ 90% โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่ทำเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจดิจิทัล สำหรับการลงทุนในคริปโตมายด์ก็เป็นครั้งแรกที่ธนาคารกสิกรไทยเข้าลงทุนตรงในบริษัทสตาร์ทอัพที่ทำเรื่อง Digital Asset จากก่อนหน้านี้ที่เคยมีลงทุนในสตาร์ทอัพที่ทำ Digital Platfprm มาแล้ว ซึ่งตอนนี้มีผู้เล่นในตลาดทั้งของไทยและต่างประเทศหนาแน่นมาก…สตาร์ทอัพที่ทำเรื่อง Digital Asset จึงเป็นแอเรียใหม่ที่น่าสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตสูงมาก” ธนพงษ์ กล่าว 

 

สำหรับการลงทุนในคริปโตมายด์ครั้งนี้ ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นอย่างแรกคือ การทำธุรกิจให้คำปรึกษาการลงทุน ซึ่งทางคริปโตมายด์ กรุ๊ป เพิ่งจะได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยสามารถสนับสนุนกับ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้รับใบอนุญาตในการเป็น ICO Portal ผ่านแพลตฟอร์ม Kubix

 

อย่างที่สองคือธุรกิจ Digital Asset Management ซึ่งทางคริปโตมายด์ กรุ๊ป อยู่ระหว่างรอสำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณาอนุมัติไลเซนส์ หากสามารถดำเนินกิจการได้แล้วก็จะมีการประสานความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน และเพิ่มความสะดวกในการทำธุกรรมทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าธนาคารและลูกค้าของคริปโตมายด์ กรุ๊ป  

 

“มีลูกค้าที่สนใจจะเข้ามาใช้บริการ ICO Portal จำนวนมาก ซึ่งทางกลุ่มคริปโตมายด์ฯ ก็มีทั้งคอมมูนิตี้ ก็น่าจะเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ได้กับลูกค้า KBANK ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด การวางโมเดลธุรกิจให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้าของธนาคารกสิกรที่จะมาใช้บริการ ICO Portal ได้รับคำปรึกษาที่ดีมากยิ่งขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญ”

 

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ได้มีการระบุว่าบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เข้าลงทุนในคริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นมูลค่าเท่าใด  

 

อัครเดช เดี่ยวพานิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า การเข้ามาร่วมทุนของ ธนาคารกสิกรไทย ผ่าน บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด ครั้งนี้ จะช่วยขยายการยอมรับในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไปสู่วงกว้างมากขึ้น 

 

“คริปโตมายด์รอ Move นี้มาตั้งแต่ปี 2017-2018 แล้ว เพราะว่าตอนนั้นสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี ยังถูกสงสัยและมีปัจจัยไม่แน่นอนอยู่มาก ทำให้ผู้คนไม่เชื่อถือในธุรกิจที่เกี่ยวกับคริปโต แต่เมื่อภาคธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาร่วมในตลาดนี้ ก็จะทำให้เราสามารถ Scale Up ได้เร็วขึ้น” อัครเดช กล่าว  

 

เงินทุนที่ได้มาจาก Beacon VC คริปโตมายด์จะนำไปใช้ Scale Up หรือ ขยายธุรกิจในปี 2565 ซึ่งคริปโตมายด์จะโฟกัสใน 3 ธุรกิจ คือ  

 

  1. Asset Management ซึ่งคาดหวังว่าปีหน้าจะได้รับไลเซนส์จากสำนักงาน ก.ล.ต. และวางเป้าหมาย AUM ไว้ที่หลักหมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่ 1.2-1.3 พันล้านบาท 
  2. ธุรกิจให้คำปรึกษา ซึ่งปีหน้า มองว่า Ecosystem มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งฝั่งนักลงทุน ผู้ออกสินทรัพย์ (Coin) และแพลตฟอร์ม
  3. ธุรกิจ GameFi ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดความสำเร็จจากการร่วมมือกับ GuildFi 

 

เกี่ยวกับ บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด Cryptomind Group ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ดำเนินธุรกิจด้านการสร้าง Community, Event, และ Media ในการให้ความรู้ คำปรึกษา ทำวิจัยด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงให้คำปรึกษา โปรเจกต์ด้าน Blockchain และ Cryptocurrency ชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันผู้ติดตามรวมมากกว่า 500,000 คน อาทิ Bitcoin Addict Thailand, Kim DeFi Daddy, Blockchain Review, Coinman, Sanjay Popli และ Cryptomind Academy 

 

รวมถึงมีบริษัทในเครือที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเงินทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ Merkle Capital และ Elkrem Capital และ Cryptomind Advisory ที่ให้บริการที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘ธนาคารกสิกรไทย’ รุกตลาดคริปโตฯ ส่ง Beacon VC เข้าลงทุนใน Cryptomind Group เชื่อมโยงบริการการเงินดั้งเดิมสู่เงินดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>