ทุนจีนสีเทา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทุนจีนสีเทา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 10 Jan 2026 07:10:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดเบื้องลึก เฉินจื้อ – แก๊ง 14K เจ้าพ่อสแกมเมอร์ กับแผนตั้งเครือข่ายทุนสีเทาในไทย https://thestandard.co/chen-zhi-14k-triad-thai-dark-money/ Sat, 10 Jan 2026 07:10:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1163560 เฉินจื้อ - แก๊ง 14K เจ้าพ่อสแกมเมอร์

การส่งตัวเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince […]

The post เปิดเบื้องลึก เฉินจื้อ – แก๊ง 14K เจ้าพ่อสแกมเมอร์ กับแผนตั้งเครือข่ายทุนสีเทาในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉินจื้อ - แก๊ง 14K เจ้าพ่อสแกมเมอร์

การส่งตัวเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการสแกมเมอร์รายใหญ่ในกัมพูชากลับไปดำเนินคดีในประเทศจีน ถูกจับตามองว่า อาจเป็นความเคลื่อนไหวที่มีผลสำคัญต่อความพยายามในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กระทำการหลอกลวงผู้คนในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย

 

ในภาพกว้างนั้น เฉินจื้อ ซึ่งถูกสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศดำเนินการฟ้องยึดและอายัดทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ นับเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในหลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติสัญชาติจีน

 

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายหนึ่งที่ถูกจับจ้องว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเฉินจื้อ คือ ‘แก๊ง 14K’ ที่มีฐานใหญ่กระจายอยู่ในฮ่องกง มาเก๊า จีน ไต้หวัน ตลอดจนหลายประเทศตะวันตก แอฟริกา และภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าสมาชิกแก๊งนั้นอาจมีมากถึง 20,000 คนทั่วโลก

 

กิจกรรมผิดกฎหมายของแก๊ง 14K กระจายไปยังหลายประเทศ โดยในอาเซียน มีหลายจุดที่กลุ่มนี้เข้าไปสร้าง ‘ฐาน’ หรือ ‘เมืองสแกมเมอร์’ ขนาดใหญ่ ทั้งในเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว โดยอาศัยฉากหน้านักธุรกิจจีนที่มาพร้อมกับเงินลงทุนก้อนโต ซึ่งชูภาพลักษณ์ความรักชาติ และดำเนินกิจการตามแนวทางของโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) ของรัฐบาลจีน

 

สำหรับไทย เงามืดของแก๊งนี้ก็พยายามคืบคลานเข้ามาเช่นกัน โดยปรากฎร่องรอย ‘พฤติการณ์’ ในการพยายามสร้างเครือข่ายที่มาในรูปแบบของสมาคม และใช้วิธีเข้าหาบุคคลระดับสูงของไทย ทั้งในแวดวงการเมือง ข้าราชการและภาคเอกชน ผ่านการจัดงานเพื่อพบปะและถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งวิธีนี้ยังถูกนำไปใช้กับประเทศอื่น เช่น กัมพูชา ที่แก๊งนี้สามารถเข้าถึงได้ แม้แต่บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการตำรวจ

 

และนี่คือข้อมูลบางส่วนที่ THE STANDARD รวบรวมมา จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายอาชญากรที่ปรากฎในหน้าสื่อทั้งนอกและในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นพฤติการณ์อันน่าตกใจของแก๊งนี้

 

โดยหากประเทศไทยและรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่เร่ง ‘ตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม’ เครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งสีเทาไปถึงสีดำ อาจหยั่งราก ตั้งฐาน และดำเนินกิจการที่ทำลายประเทศไทยในระยะยาว

 

แก๊ง 14 K กับเฉินจื้อ

 

  • สำหรับเฉินจื้อนั้น ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับแก๊ง 14K โดยหลักฐานที่ปรากฎชัดที่สุด คือการที่ Prince Group เข้าไปลงทุนในรีสอร์ทหรูและโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในปาเลา (Palau) ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

  • โครงการลงทุนดังกล่าว ซึ่งทางการสหรัฐฯ ชี้ว่าเป็นฉากบังหน้าการขยายเครือข่ายอาชญากรรมและการฟอกเงินไปยังแปซิฟิก ได้รับความช่วยเหลือจากนักธุรกิจหญิงชาวจีนชื่อ โรส หวัง (Rose Wang) ที่อาศัยในปาเลามากว่า 20 ปี ซึ่งถูกจับตามองว่ามีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของแก๊ง 14K คือ หวัน ค็อกคอย (Wan Kuok-Kui) หรือ อิ่นกั๋วจู (Yin Guoju) ฉายาไอฟันหลอ (Broken Tooth) อดีตหัวหน้าแก๊ง 14K ที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากการเป็นผู้นำองค์กรอาชญากรรมที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ และกิจกรรมทางอาชญากรรมอื่นๆ

 

  • โดยโรส หวัง นั้นเคยถูกทางการปาเลาประกาศให้เป็นบุคคลต่างด้าวไม่พึงประสงค์จากการจัดการพบปะระหว่าง หวัน ค็อกคอย กับประธานาธิบดีปาเลาในปี 2018

 

  • ชื่อของหวัน ค็อกคอย และแก๊ง 14K ปรากฎในหน้าสื่อไทยหลายสำนักช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากบทบาทสำคัญในการสร้างเมืองสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ KK Park และสวนอุตสาหกรรมดงเหม่ย (Dongmei Industrial Park) ในจังหวัดเมียวดี ของเมียนมา ติดชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย

 

  • ขณะที่สื่อบางสำนัก รายงานข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่อ้างว่า เฉินจื้อ และ Prince Group ทำงานด้านการเงินให้กับหวัน ค็อกคอยและแก๊ง 14K

 

  • โดยทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง เคยให้สัมภาษณ์ว่า เฉิน จื้อ เป็นหนึ่งในแก๊ง 14K ซึ่งหวัน ค็อกคอย เชิญมาร่วมทำธุรกิจ มีหน้าที่ดูแลด้านการเงินและการลงทุนในกัมพูชา ตลอดจนการโยกย้ายสินทรัพย์ในกัมพูชาไปลงทุนยังประเทศที่เหมาะสม รวมถึงประเทศไทย และยังรับหน้าที่แปลงสินทรัพย์มาเป็นทองคำ

 

พฤติกรรมบอส 14K เข้าหาผู้นำ-นักการเมือง ปูทางธุรกิจมืด

 

  • สำหรับวิธีการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายของผู้นำแก๊ง 14K ในประเทศต่างๆ จะมีลักษณะคล้ายกัน คือพยายามเข้าไปในรูปแบบที่เหมือนจะถูกกฎหมาย เช่น ลงทุนทำธุรกิจหรือองค์กรการกุศล และพยายามเข้าหาบุคคลระดับสูงของประเทศนั้นๆ ทั้งในแวดวงการเมือง ข้าราชการและภาคเอกชน

 

  • ในเมียวดี ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองโดยกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) หวัน ค็อกคอย เข้าไปลงทุนในฉากหน้าของบริษัทลงทุน Dongmei Group ซึ่งมีการลงทุนและร่วมลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้ง KK Park, Dongmei Industrial Park, Saixigang Industrial Park โดยนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นที่ตั้งของคาสิโนและฐานสแกม

 

  • หวัน ค็อกคอย ยังเป็นผู้ก่อตั้งและประธานสมาคมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหงเหมินโลก (World Hongmen History and Culture Association) ซึ่งเป็นสมาคมที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรเช่นกัน

 

  • โดยข้อมูลจากมูลนิธิ James Town สถาบันวิจัยนโยบายกลาโหมของสหรัฐฯ อ้างว่าสมาคมหงเหมิน มีความเชื่อมโยงกับแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) และองค์กรอาชญากรรม โดยมีรากฐานทางประวัติศาสตร์มาจากสมาคมลับในสมัยราชวงศ์ชิง และดำเนินกิจการต่างๆ ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน

 

  • จากข่าวที่ปรากฎในสื่อของหลายประเทศ พบว่าสมาคมหงเหมิน มีการพยายามลงทุนทำธุรกิจและตั้งสำนักงานสมาคมในหลายประเทศที่อยู่ในแผน One Belt One Road รวมถึงกัมพูชา และไทย โดยธุรกิจที่ทำนั้น มีทั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย แบรนด์สุรา ไปจนถึงธุรกิจด้านคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งทั้งหมดชูเอาธงความรักชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของจีนนำหน้า

 

  • องค์กรแยกย่อยของสมาคมนี้ เช่น องค์กรโลกหงเหมิน (World Hongmen Organization : WHMO) ที่ขยายการดำเนินการไปทั่วโลก โดย มีสำนักงานในหลายเมืองใหญ่ เช่น โคโลราโด, ฮ่องกง, ไนโรบี, โตรอนโต และกรุงมาดริด โดยธุรกิจที่ทำมีหลากหลาย และอ้างว่าเน้นไปในทางพัฒนา เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ, บล็อกเชน, การพัฒนาอุตสาหกรรม การฟื้นฟูชนบท และการบริการ

 

  • ไทม์ไลน์สำคัญในความพยายามขยายธุรกิจของหวัน ค็อกคอย และสมาคมหงเหมิน ปรากฎให้เห็นชัดในหลายประเทศรวมถึงไทย ช่วงปี 2018-2019

 

  • ในกัมพูชา เดือนพฤษภาคมปี 2018 หวัน ค็อกคอย จัดพิธีเปิดสำนักงานใหญ่ของสมาคมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหงเหมินโลก พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัล ที่ชื่อว่าเหรียญหงเหมิน โดยเชิญแขกระดับสูงมาร่วมงาน เช่น เมน ซัม อาน(Men Sam An) รองนายกรัฐมนตรีหญิงของรัฐบาลฮุน เซน ในขณะนั้น และพล.อ. เซา โสคา (Sao Sokha) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (National Military Police Commander)

 

  • ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการจัดตั้งสมาคมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหงเหมินโลก สาขาประเทศไทยขึ้น โดยมีชายชาวจีนชื่อไบ๋ เจ้าฮวย เป็นประธาน

 

  • เดือนมิถุนายน 2018 ปรากฎรายงานข่าวพิธีเปิดสำนักงานใหญ่สมาคมฯ และการเสนอขายเหรียญหงเหมิน จัดขึ้นที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยหวัน ค็อกคอย ในชุดสูทสีขาวมาร่วมพิธี และมีแขกระดับสูงหลายคนที่ถูกเชิญไปร่วมงานและปรากฎในภาพถ่าย ทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี, ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า, ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ยอดนักมวยสากลชาวอเมริกัน และบุคคลสำคัญอีกหลายคนในแวดวงการการเมือง ธุรกิจ และวัฒนธรรมของไทย

 

  • “งานครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวสมาคมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหงเหมินโลก สาขาประเทศไทย อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับเปิดการระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) นำเสนอขายเหรียญหงเหมินเฟสที่ 3” รายงานข่าวระบุ

 

  • โดยนอกจากสมาคมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหงเหมินโลก ยังมีการตั้งสมาคมพันธมิตรหงเหมินโลก สาขาประเทศไทยด้วย โดยมีชายชื่อ วุฒิ แซ่เหลียง แสดงตัวว่าได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสมาคม

 

  • นอกจากนี้ หวัน ค็อกคอย ยังมีความพยายามเข้าไปลงทุนทำธุรกิจทั้งใน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และปาเลา และใช้วิธีการในลักษณะคล้ายกัน

 

  • ในปี 2023 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิดเผยว่า สมาคมหงเหมิน มีลักษณะเป็นสมาคมซ่องสุมอั้งยี่และเกี่ยวพันกับแก๊ง 14K จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ ก่อนที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในขณะนั้น จะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้ง 2 สมาคม และพบว่าไม่มีการขออนุญาตจัดตั้งสมาคม หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘สมาคมเถื่อน’

 

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แถลงข่าวว่า สมาคมนี้มีพฤติการณ์ใช้ภาพถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักในสังคม เพื่อนำมาสร้างความน่าเชื่อถือและหวังจะหลอกลวงให้ผู้อื่นนำเงินมาบริจาค โดยมีผู้เสียหายหลงเชื่อและบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก

 

  • ความพยายามตั้งสำนักงานของสมาคมเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงแผนการตั้งเครือข่ายเพื่อดำเนินกิจการผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน แม้จะไม่ปรากฎชื่อของสมาคมหงเหมินเคลื่อนไหวใดๆ ในประเทศไทยแล้ว แต่สิ่งที่สังคมไทยยังคลางแคลงใจ คือสมาชิกของแก๊ง 14K หรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ ยังคงมีการเคลื่อนไหว ดำเนินการหรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิดกฎหมาย เช่นการฟอกเงินหรือหลอกลวงออนไลน์อยู่หรือไม่

 

  • ทั้งหมดนี้ถือเป็นการบ้านสำคัญ ที่รัฐบาลไทยชุดใหม่หลังจากนี้ต้องให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ประชาชน

 

อ้างอิง :

The post เปิดเบื้องลึก เฉินจื้อ – แก๊ง 14K เจ้าพ่อสแกมเมอร์ กับแผนตั้งเครือข่ายทุนสีเทาในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง https://thestandard.co/southeast-asia-scammer-crisis-national-agenda/ Fri, 02 Jan 2026 13:49:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1160985

“แก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต”   “ยายร […]

The post เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

“แก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต”

 

“ยายร่ำไห้ ถูกแก๊งคอลฯ หลอก สูญเงินเก็บ อยากจบชีวิต”

 

“เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์เครียด จบชีวิตตัวเอง”

 

ข้อความพาดหัวข่าวเหล่านี้ ฉาบไปด้วยน้ำตาของเหยื่อในคดีเกี่ยวกับการหลอกลวง หรือสแกม (Scam) ทั้งทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ทำงานเป็นขบวนการ หรือที่คนไทยจำนวนมากรู้จักในชื่อ ‘แก๊งคอลเซนเตอร์’ ซึ่งก่อผลกระทบรุนแรงถึงขั้นพราก ‘ชีวิต’ หรือ ‘อนาคต’ ของเหยื่อและครอบครัวมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

 

แต่สิ่งที่น่าสลดใจไปกว่านั้น… คือหนทางในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง จวบจนถึงวันนี้ก็ยังคง ‘ไม่เกิดขึ้น’

 

คดีหลอกลวงในลักษณะนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จุดแรกเริ่มมาจากธุรกิจพนันออนไลน์และบ่อนคาสิโน ที่นำโดยกลุ่มอาชญากรชาวจีนหรือทุนจีนสีเทา ก่อนจะต่อยอดเป็นศูนย์สแกม ที่มีแรงงานนับแสนคน และมีศูนย์กลางหลักๆ อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ประเทศไทย ทั้งกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว และปัจจุบันเริ่มขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก สร้างความเสียหายในระดับที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ภัยพิบัติ’ หรือ ‘ภัยคุกคาม’ ที่ร้ายแรงไม่แพ้ยาเสพติด หรือการก่อการร้ายข้ามชาติ 

 

ความเลวร้ายเหล่านี้ ยังสั่นสะเทือนประเทศไทยที่ถูกจับจ้องในฐานะแหล่ง ‘ฟอกเงิน’ ขนาดใหญ่สำหรับเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ เนื่องจากมีช่องโหว่มากมายที่เอื้ออำนวยความสะดวก ทั้งกฎหมาย และ ‘ไทยเทา’ หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่ซื้อได้ด้วยเงิน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การตั้งคำถามที่สำคัญว่า ปัญหาสแกมเมอร์จะสามารถป้องกันหรือกวาดล้างให้สิ้นซากได้จริงหรือไม่? ทางออกอย่างยั่งยืนของปัญหานี้คืออะไร

และรัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ควรยกระดับเรื่องนี้ขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ หรือชูบทบาทนำในการแก้ปัญหาร่วมกับทั่วโลกอย่าง ‘จริงจัง’ หรือไม่

 

สแกมเมอร์ ตัด ‘เส้นเลือด’ ไทย

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย คือการท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกมองว่ามีเสน่ห์ดึงดูดต่างชาติมากมาย นอกจากอาหารที่อร่อย ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำใจของผู้คน แต่ภาพเหล่านี้กำลังหายไปจากข่าวความน่ากลัวของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

 

ในปี 2567 ตัวเลข GDP ด้านการท่องเที่ยว มีมูลค่าสูงถึง 2,732,371 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 14.71% ของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับ 1 คือชาวจีน จำนวนกว่า 6.7 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม ภาพความน่าสะพรึงกลัวของขบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฏขึ้นในความรู้สึกของชาวจีนช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ No More Bets (2023) ที่ฉายเรื่องราวของชาวจีนที่ถูกค้ามนุษย์และบังคับให้ทำงานในฐานสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศอาเซียน ทำให้ชาวจีนเริ่มมีความกังวลต่อการมาเที่ยวในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 

 

เหตุการณ์จริงที่ชาวจีนตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นข่าวดังไปทั่วจีนและทั่วโลก เกิดขึ้นหลังเข้าปีใหม่ 2025 เพียงไม่กี่วัน หลังจากที่หวังซิง (Wang Xing) หรือซิงซิง (Xing Xing) นักแสดงหนุ่มชาวจีนวัย 31 ปี ถูกหลอกให้เดินทางมายังประเทศไทย และพาข้ามชายแดนไปกักขังในศูนย์สแกมที่เมืองเมียวดี ก่อนที่แฟนสาวของเขาจะโพสต์ขอความช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดียจนเป็นข่าวดัง และทำให้เขาได้รับการช่วยเหลือโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ในไม่กี่วันต่อมา ก่อนจะส่งตัวกลับมาฝั่งไทยในสภาพที่อิดโรย และถูกโกนผม ซึ่งซิงซิง เผยว่าเขาถูกเครือข่ายสแกมเมอร์บังคับให้ฝึกพิมพ์ดีดเพื่อทำงานหลอกลวงออนไลน์ 

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

ภายหลังเกิดคดีของซิงซิง ภาพลักษณ์ของประเทศไทย กลายเป็นเส้นทางล่อลวงเหยื่อไปยังศูนย์สแกม และถูกตีตราว่าเป็นประเทศที่อันตรายในสายตาของต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน

 

ผลกระทบหนักหน่วงเกิดขึ้นทันทีต่อภาคการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ในเดือนมกราคมที่เริ่มปรากฏข่าว ยังมีจำนวนสูงถึง 662,779 คน แต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างชัดเจน

 

โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พบว่านักท่องเที่ยวจีนลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 47% และตลอดทั้งปีลดลง 4.71% และยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นกลับมาได้ง่ายๆ แม้จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี ในขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงปีนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความมั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้เลวร้ายลง

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

INFO สถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2025

 

ภาพชัดปัญหาระดับโลก

 

รายงาน ‘State of Scams in Thailand Report – 2025’ ที่จัดทำโดยองค์กร Global Anti-Scam Alliance (GASA), ScamAdviser และ Whoscall เผยข้อมูลพบว่า คนไทยสูญเสียเงินให้กับขบวนการสแกมเมอร์ ปีละกว่า 115,300 ล้านบาท

 

โดยชาวไทยวัยผู้ใหญ่ 72% เคยเจอความพยายามหลอกลวง หรือเฉลี่ย 172 ครั้งต่อปี หรือ 1 ครั้งในทุกๆ 2 วัน และ 60% ถูกหลอกสำเร็จภายในปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่เหยื่อ 14% สูญเงินเฉลี่ย 12,955 บาทต่อคน โดยส่วนใหญ่ 66% ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุน ซึ่งโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เหยื่อถูกหลอกมากที่สุด

 

นอกเหนือจากประเทศไทย รายงานของ GASA ที่ทำการสำรวจข้อมูลประชาชนใน 42 ประเทศ จำนวน 58,329 คน เมื่อปี 2024 พบว่า มูลค่าความเสียหายทางการเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ทั่วโลกนั้นสูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 33.8 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ​ ได้รับความเสียหายสูงสุดเฉลี่ย 3,520 ดอลลาร์ (1.15 แสนบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน ขณะที่ประเทศไทยได้รับความเสียหายสูงเป็นอันดับ 9 เฉลี่ย 1,106 ดอลลาร์ (3.6 หมื่นบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน

 

ความเสียหายมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดว่าสแกมเมอร์ ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโลก ที่ต้องเร่งแก้ไขและปราบปรามอย่างจริงจัง

 

โดยรายงานจากองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน ชี้ว่ามีเหยื่อจาก 66 ประเทศ ที่ถูกเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ หลอกลวงและบังคับค้ามนุษย์ให้ทำงานในศูนย์สแกม ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประเทศที่มีอยู่ทั่วโลกทั้งหมด 195 ประเทศ ในปัจจุบัน

 

นอกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่น่าตกใจ คือเริ่มพบการขยายตัวของศูนย์สแกมในบางประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และเป็นไปได้ว่าประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะไนจีเรีย อาจกลายเป็น ‘ฮับของศูนย์สแกมแห่งใหม่ที่มีศักยภาพ’

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

กัมพูชา แหล่งใหญ่สแกมเมอร์ที่รัฐเกื้อหนุน

 

รายงานความยาว 240 หน้า ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ที่มีชื่อว่า “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น: การเป็นทาส การค้ามนุษย์ และการทรมานในศูนย์สแกมเมอร์ของกัมพูชา” (I Was Someone Else’s Property: Slavery, Human Trafficking and Torture in Cambodia’s Scamming Compounds) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา เผยแพร่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉายให้เห็นภาพอันน่ากังวลของการแพร่กระจายศูนย์สแกมกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา โดยแหล่งใหญ่ที่สุดคือเมืองสีหนุวิลล์ ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อขบวนการค้ามนุษย์ที่โหดร้ายเหล่านี้

 

โดยแอมเนสตี้ ใช้เวลา 18 เดือนในการลงพื้นที่และทำการสัมภาษณ์ ผู้รอดชีวิต 58 คน ประกอบด้วยชาวไทย 24 คน ชาวจีน 20 คน และประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นผู้ที่หลบหนี  ได้รับการช่วยเหลือ หรือครอบครัวจ่ายค่าไถ่ให้ปล่อยตัวออกมาจากศูนย์สแกม 31 แห่ง ใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2023 ถึงพฤษภาคม 2025

 

ข้อมูลจากผู้รอดชีวิตพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกให้ทำงานผ่านการโพสต์รับสมัครงานปลอม โดย 40 คนจาก 58 คน เผชิญกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งเกือบทั้งหมดกระทำโดยผู้จัดการศูนย์สแกม บางคนถูกตีด้วยดัมเบล บางคนถูกตีด้วยกระบองไฟฟ้า และศูนย์บางแห่งยังมี ‘ห้องมืด’ สำหรับทรมานผู้ที่ไม่ยอมทำงาน ไม่สามารถทำงาน ทำงานไม่ได้ตามเป้า หรือพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ 

 

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทางการกัมพูชา ‘รู้ดี’ ว่าเกิดอะไรขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ แต่กลับปล่อยให้ดำเนินต่อไป และหลายพื้นที่ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก็ทำงานให้ศูนย์สแกมเหล่านี้ ทำให้การหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือของเหยื่อแทบเป็นไปไม่ได้

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

แผนที่ฐานสแกมในกัมพูชาจาก Amnesty International

 

ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชายิ่งถูกจับจ้องจากทั่วโลก หลังมีรายงานข่าวการพบร่าง พัคมินโฮ (Park Min-ho) นักศึกษาชายเกาหลีใต้วัย 22 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในรถกระบะ ที่เขาโบกอร์ จังหวัดกำปง ของกัมพูชา โดยคาดว่า เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น เนื่องจากถูกทรมานอย่างรุนแรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเขาถูกหลอกให้เดินทางไปที่งาน Job Fair ในกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งคาดว่ากลุ่มสแกมเมอร์น่าจะใช้วิธีล่อลวงเขาด้วยการจ้างงานรายได้สูง 

 

โดยหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ กลุ่มสแกมเมอร์ได้มีการโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ไปยังครอบครัวของเขา ซึ่งครอบครัวตัดสินใจติดต่อสถานทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถติดตามได้ว่าพัคถูกกักขังอยู่ที่ไหน กระทั่งพบเป็นศพ

 

คดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นร้อนและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเกาหลีใต้ โดยข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ พบว่ามีพลเรือนที่สูญหายในกัมพูชาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 330 คน จาก 17 คนในปี 2023 และ 220 คนในปี 2024 

 

ผลกระทบจากคดีการเสียชีวิตและหายตัวของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ สั่นสะเทือนถึงความสัมพันธ์ เกาหลีใต้-กัมพูชา และทำให้รัฐบาลโซลต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมคณะทำงานเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อปฏิบัติการช่วยชีวิตพลเมืองของตนเอง และจับกุมพลเมืองที่ต้องสงสัยมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ ก่อนจะนำตัวกลับประเทศ

 

ใครเป็นใครในเครือข่ายสแกมเมอร์?

 

ท่ามกลางกระแสวิจารณ์และผลกระทบที่เริ่มปรากฏจากการดำเนินการของเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเริ่มแสดงท่าที ‘เอาจริง’ ในการกวาดล้างและจับกุมผู้ร่วมขบวนการ โดยคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ (CCOS) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 5,000 คน และปิดศูนย์สแกมจำนวน 92 แห่งทั่วประเทศ 

 

แต่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ยังถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าเป็นเพียงการ ‘แก้ผ้าเอาหน้ารอด’ หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือคนใกล้ชิดของผู้นำรัฐบาลกัมพูชา โดยมีหลายบุคคลที่ปรากฏในหน้าสื่อไทยและทั่วโลกช่วงปีที่ผ่านมา ได้แก่

 

เฉิน จื้อ

 

หนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงและกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คือเฉินจื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีนสัญชาติกัมพูชาวัย 38 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ที่มีเส้นสายระดับสูงในแวดวงการเมืองกัมพูชา และเคยมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

เฉินจื้อ และฮุนเซน

 

โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร Prince Group ในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากการดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลอกลวงลงทุนทางออนไลน์ รวมถึงฟอกเงินและบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 10 แห่งทั่วกัมพูชา

ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ​ ดำเนินการฟ้องริบทรัพย์สินของเฉินจื้อ เป็นสกุลเงินดิจิทัล บิตคอยน์ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้เขายังถูกสหราชอาณาจักรอายัดทรัพย์สินทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเฉิน และ Prince Group ซึ่งบางส่วนสูงถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่ในไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของเฉินจื้อ ในไทย มูลค่ากว่า 373 ล้านบาท โดยมีทั้งที่ดิน, เงินสด, รถยนต์หรู และสินค้าแบรนด์เนม

 

ก๊ก อาน

 

บุคคลที่ตกเป็นข่าวดังในไทย คือ ก๊ก อาน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ประกอบธุรกิจหลายประเภท ทั้ง กาสิโน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ต ประปาและไฟฟ้า โดยเขาเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท Crown Casino ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปตและสีหนุวิลล์ และได้ฉายาว่า ‘เจ้าพ่อปอยเปต’

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

ก๊ก อาน

 

ชื่อของก๊กอาน ปรากฏในหน้าสื่อไทยหลังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการออกหมายจับและอายัดทรัพย์สินเขาและเครือข่ายจำนวนประมาณ 467 ล้านบาท ในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ขณะที่กรมการปกครองยังดำเนินการถอนสัญชาติไทยของเขาและบุตรอีก 3 คนที่ตรวจสอบพบว่าได้สัญชาติไทยโดยทุจริต

 

ยิม เลียก, เบน สมิธ

 

2 ชื่อที่ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและมีความใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงในกัมพูชา คือ ยิม เลียก นักธุรกิจชายชาวกัมพูชา ประธานกลุ่มบริษัท B.I.C. Group และ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งปรากฏชื่อในบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรหากร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกันผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

 

โดยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งสองคนถูก ปปง. สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 9,279 ล้านบาท จากพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน ซึ่งยิม เลียก และภรรยาถูกออกหมายจับและยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

เบน สมิธ และยิม เลียก

 

ยิม เลียก ถือเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับตระกูลฮุน เนื่องจากพี่สาวของเขา คือยิม ไช ลิน (Yim Chhaylin) แต่งงานกับ ฮุน มานี ลูกชายคนที่ 4 ของฮุนเซน ขณะที่บิดาของเขายังเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซนด้วย

 

โดยที่ผ่านมา เขาเป็นที่รู้จักจากการทำธุรกิจด้านพลังงานและมีคนไทยหลายตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการถือหุ้นและร่วมลงทุนในบริษัทของเขา 

 

ขณะที่ ยิม เลียก ยังถูกจับตามองจากทางการสหรัฐฯ ในฐานะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงและการฟอกเงินข้ามชาติ โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เสนอชื่อเขา เป็นหนึ่งใน 43 บุคคล ในรายชื่อที่เสนอให้ดำเนินการคว่ำบาตร จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม

 

ลียง พัด

 

ลียง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนและไทยเกาะกง ที่มีชื่อไทยว่า พัด สุภาภา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซน และเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group โดยโรงแรมและรีสอร์ต 4 แห่งคือ O-Smach Resort, Garden City Hotel, Koh Kong Resort, Phnom Penh Hotel

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

ลียง พัด

 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปปง. ได้สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายลียง พัด รวมกว่า 400 ล้านบาท

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิ่มชื่อของเขาในบัญชีดำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์

 

ไทยทำอะไรบ้าง?

 

ท่าทีเอาจริงของทางการไทย ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังเกิดกระแสกดดันจากกรณีของซิงซิง จนทำให้จีน ตัดสินใจขยับเข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง ด้วยการส่งหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะของจีน มาพบปะเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและผู้นำรัฐบาลไทยขณะนั้น จนทำให้เกิดการเปิดปฏิบัติการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงใน 5 จุด แนวชายแดนเมียนมา รวมถึงจังหวัดเมียวดี ซึ่งเป็นตั้งของเมืองสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อย่างชเวโก๊กโก่ และ KK Park

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

บทบาทความร่วมมือระหว่างไทยและจีนหลังจากนั้น ยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องแม้ไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี โดยความเคลื่อนไหวสำคัญที่ถูกจับตามอง คือกรณีที่ทางการไทย ส่งตัว เฉอ จื้อเจียง เจ้าพ่อศูนย์สแกมเมอร์รายใหญ่ ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ที่ถูกจับกุมในไทย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กลับไปยังประเทศจีนเพื่อดำเนินคดีทางอาญา ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวเขากลับไปยังจีนเมื่อ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ กรณีล่าสุด ทางการเมียนมาได้เร่งกวาดล้างและทำลายเมืองสแกมเมอร์ทั้งชเวโก๊กโก่ และ KK Park ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ซึ่งทางการไทยและหลิว จงอี้ ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์และประสานความร่วมมือกับทางการเมียนมา นำตัวชาวจีนทั้งเหยื่อและผู้ต้องสงสัยพัวพันขบวนการสแกมเมอร์กลับไปยังจีนกว่า 2,000 คน

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

ที่ผ่านมา กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ มีความพยายามปรับตัวและหาทางรอดจากการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า, ใช้อุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink หรือการโยกย้ายฐานที่ตั้งไปยังจุดอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการหลอกลวงได้และยังไม่ถูกเพ่งเล็ง

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการทำลายเมืองสแกมเมอร์ของเมียนมานั้น มีกระแสวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า อาจเป็นเพียงแค่ ‘ละคร’ ฉากหนึ่ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาทำขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งที่เปิดฉากเฟสแรกขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 

นอกจากฝั่งเมียนมา แรงกดดันให้ไทยปราบขบวนการสแกมเมอร์ในฝั่งชายแดนกัมพูชาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ยกระดับกลายเป็นการสู้รบ

 

โดยในช่วงการสู้รบระลอกล่าสุด พบว่ากองทัพไทยทำการทิ้งระเบิดถล่มคาสิโนหลายแห่งที่ต้องสงสัยเป็นฐานสแกมเมอร์ และถูกใช้ในการโจมตีทางทหาร

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจจะยังไม่มากพอที่จะขจัดปัญหา เพราะศูนย์สแกมยังมีอีกมาก โดยรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เผยว่าในช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ขึ้นนั้น อัตราคดีการหลอกลวงในไทยก็ไม่ได้ลดลง

 

เขาชี้ว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยนั้น เชื่อว่ามีการตั้งฐานอยู่ใกล้กับชายแดนเวียดนาม เช่น ที่เมืองบาเวต (Bavet) ทำให้ ณ วันนี้ ยังมีคนไทยอีกหลายคนได้รับสายโทรศัพท์หลอกลวงจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารปลอม

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

จุดอ่อนไทย ไม่คัดกรองเหยื่อ-ปัญหาฟอกเงิน

 

ปัญหาสแกมเมอร์ถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างจริงจังมากขึ้นในวงประชุมผู้นำอาเซียน ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และล่าสุดรัฐบาลไทยก็พยายามชูบทบาทนำในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ17-18 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) เป็นเจ้าภาพร่วม และมีผู้แทนจำนวน 338 คน จาก 58 ประเทศเข้าร่วมการประชุม

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

โดยวาระสำคัญในการประชุม คือเรื่องการคัดกรองผู้เสียหายออกจากผู้กระทำความผิด และการจัดการเส้นทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งผลประชุมที่ได้ถือเป็นก้าวแรกของไทยที่ชูบทบาทนำในการจับมือนานาชาติเอาจริงกับการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ โดยที่ประชุมได้รับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams)’ ซึ่งเน้นย้ำความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ เช่น การร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน การคุ้มครองผู้เสียหายและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกัน การตรวจจับ และลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ

 

รังสิมันต์ ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับประเด็นหารือในเวทีประชุมนานาชาติดังกล่าว โดยมองว่า นอกเหนือจากการตัดไฟหรืออินเทอร์เน็ตของกลุ่มสแกมเมอร์ จุดอ่อนหนึ่งที่สำคัญสำหรับมาตรการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ของทางการไทย คือการที่ ‘ไม่จริงจัง’ กับการคัดกรองเหยื่อกับสมาชิกผู้ร่วมขบวนการสแกมเมอร์ หรือการเก็บข้อมูล Biometrics และปล่อยให้ผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์ กลับประเทศต้นทางโดยไม่มีการสอบสวนขยายผล

 

เขามองว่าจุดอ่อนนี้ ทำให้เสียโอกาสทองในการปราบปราม ‘ไทยเทา’ อันเป็นแขนขาสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ในประเทศไทย และเสียคลังข้อมูลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเมียนมากับกัมพูชา

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

การคัดกรองผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์

 

สำหรับประเด็นการจัดการเส้นทางการเงินนั้น เขามองว่า การปราบปรามการฟอกเงินในช่วงรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาไม่มีมาตรการที่จริงจังมากพอ ซึ่ง ปปง.เพิ่งจะมีการกดดันให้ยึดทรัพย์เบน สมิธ และพวกเมื่อไม่นานมานี้

 

ทั้งนี้ รังสิมันต์ ยังเสนอว่าไทยไม่ควรแก้ปัญหาตามแรงกดดันของต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ควรวางตัวเป็นผู้นำในภูมิภาคเพื่อจัดการปัญหานี้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติที่กว้างขวางกว่าแค่จีนหรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่รวมถึงมหาอำนาจอื่นๆ และใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์

 

“ไทยควรจะเป็น ‘กองหน้า’ ในการสร้างพันธมิตรปราบสแกมเมอร์ทันที โดยใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้ง และใช้ความสัมพันธ์กับคู่ค้าสำคัญของประเทศเหล่านั้นร่วมกันกดดัน รวมถึงการใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างศาล ICC หากพบว่าผู้มีอำนาจรัฐในบางประเทศให้ความสะดวกแก่แก๊งสแกมเมอร์”

 

เขามองว่า การปราบสแกมเมอร์ ต้องมีความร่วมมือมากกว่าแค่จีนหรือเมียนมา แต่ต้องรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สปป.ลาว และกัมพูชาด้วย การมีเวทีประชุมเป็นเรื่องดีในแง่ภาพลักษณ์และการแลกเปลี่ยนทักษะ แต่การปฏิบัติจริงต้องมีมากกว่านั้น ต้องมีการมอนิเตอร์ร่วมกัน 24 ชั่วโมง และมีความร่วมมือในการยึดอายัดทรัพย์สินระหว่างประเทศ เพราะเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ความยากลำบากในการประสานงานระหว่างรัฐเป็นเครื่องมือปิดบังทรัพย์สิน 

 

ปัญหาสแกมเมอร์หรือทุนสีเทานั้น ยังเป็นประเด็นสำคัญที่หลายพรรคการเมืองหยิบยกมาหาเสียงในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นด้วย โดยรังสิมันต์ มองว่าสิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือการมุ่งเน้นจุดที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนไทยมากที่สุด เช่น ที่ตั้งของฐานสแกมที่ใช้หลอกลวงคนไทยส่วนมากอยู่ติดชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม รัฐบาลไทยต้องขยายความร่วมมือกับเวียดนามในการหาวิธีปราบปราม

 

นอกจากนี้ เขามองว่าต้องใช้กลไกรัฐปราบปรามการฟอกเงินให้เบ็ดเสร็จ โดยยึดทรัพย์ให้ได้มากที่สุดเพื่อมาตั้งกองทุนเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชน และเป้าหมายสำคัญคือการจัดการกับ ‘ไทยเทา’ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ รังสิมันต์ มองว่า ปัญหาใหญ่อีกอย่างสำหรับไทย คือความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองและระบบราชการที่ทำงานแยกส่วนกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ทั้งเรื่องงบประมาณและความต่อเนื่องของกลไกราชการ 

 

“ระบบราชการไทยมักต่างคนต่างทำ ไม่แชร์ข้อมูลกัน ลำดับความสำคัญของแต่ละรัฐบาลก็ต่างกัน เช่น รัฐบาลคุณอนุทินเน้นกัมพูชา แต่รัฐบาลเพื่อไทยเน้นเมียนมา ทำให้ทิศทางไม่ต่อเนื่องและไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร เราเสียเวลาไปกับการจับตัวเล็กตัวน้อยแต่ไม่ได้คืนเงินให้ประชาชน” 

 

ขณะที่รังสิมันต์ ย้ำเตือนถึงผลกระทบจากปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขแน่นอนว่าจะส่งผลที่รุนแรงทั้งต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ

“ความเสียหายจากสแกมเมอร์มหาศาลเกินคาดคะเน ทั้งเงินในกระเป๋าคนไทย การท่องเที่ยว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการฟอกเงินในอสังหาริมทรัพย์ มีการเตือนเรื่องการส่งออกทองคำที่อาจเป็นเงินสกปรก หรือค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ธุรกิจไทยอาจล้มเพราะแข่งกับธุรกิจทุนเทาที่พร้อมขาดทุนเพื่อฟอกเงินไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเสีย Productivity ของประชากรที่ไปทำงานให้คนพวกนี้ด้วย”

The post เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าแบงก์ชาติ เดินหน้า สกัด ‘ทุนเทา’ กลับมาใช้กฎหมายเข้ม สั่งแบงก์ต้องรายงานธุรกรรมการเงินเข้าข่ายต้องสงสัย ชงเรื่องต่อ ปปง. https://thestandard.co/bot-grey-capital-gold-regulation-new-role-thailand/ Mon, 24 Nov 2025 00:24:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1146527 bot-grey-capital-gold-regulation-new-role-thailand

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ชี้แจงถึงความเข้าใจผิดเรื่องบทบาทในการจ […]

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ เดินหน้า สกัด ‘ทุนเทา’ กลับมาใช้กฎหมายเข้ม สั่งแบงก์ต้องรายงานธุรกรรมการเงินเข้าข่ายต้องสงสัย ชงเรื่องต่อ ปปง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
bot-grey-capital-gold-regulation-new-role-thailand

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ชี้แจงถึงความเข้าใจผิดเรื่องบทบาทในการจัดการปัญหา ‘ทุนเทา’ ยืนยัน ธปท. ไม่ได้มีข้อมูลธุรกรรมเงินบาทโดยตรงตามกฎหมายปัจจุบัน พร้อมประกาศขยายอำนาจกำกับดูแลไปยังภาคส่วนที่ไม่ใช่ธนาคารและธุรกรรมทองคำ เพื่ออุดช่องโหว่ปัญหาการเงินผิดกฎหมาย

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวทางการจัดการปัญหาทุนเทาที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ยังมีความเข้าใจผิดในบทบาทของ ธปท. ว่าทำไมจึงไม่ควบคุมดูแล Flow ของเงินบาทและปัญหาบัญชีม้า

 

ทั้งปัจจุบัน ตามกฎหมายปัจจุบันยังมีข้อจำกัด เพราะข้อมูลการโอนเงินบาททั้งหมดในประเทศไม่ว่าระหว่างบุคคลหรือบริษัท ไม่ถูกส่งมายัง ธปท. โดยข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย (STR) เช่น ฝากเงินสดเกิน 2 ล้านบาท จะถูกรายงานตรงไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

 

ดังนั้น ธปท. จะดำเนินการเพิ่มขึ้นใน 2 มิติ ดังนี้

 

  1. เพิ่มการมองเห็นข้อมูลเส้นทางเงินต้องสงสัย ด้วยการใช้กฎหมาย เกณฑ์ที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ. สถาบันการเงิน และ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน ที่ไม่ได้ถูกใช้มานาน กลับเข้ามากำกับดูแลในบางเรื่อง เพื่อเพิ่มการมองเห็นข้อมูลเส้นทางเงินต้องสงสัย โดยเข้าไปกำกับให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมตามเงื่อนไขที่ ธปท. กำหนด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นช่องทำทุจริต เช่น กรณีมีเงินก้อนใหญ่ถูกโอนเข้าและออกเกือบจะทันที หรือบัญชีที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยเน้นแพทเทิร์นการทำธุรกรรมผิดปกติแบบ ยกตัวอย่างกรณี เช่น 

 

  • บัญชีที่มีเงินก้อนใหญ่โอนเข้า 1 ล้านบาท และโอนออกเกือบจะทันที
  • การโอนเงินกระจัดกระจายเข้ามาในช่วงกลางคืนที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์

 

โดยจะเป็นข้อมูลเพื่อดำเนินการต่อหรือส่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของปปง. ในการดำเนินการต่อไป​

 

  1. ยกระดับการกำกับดูแลและการรู้จักลูกค้าของผู้ใต้กำกับ เช่น 

 

  • สำหรับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยจะออกหลักเกณฑ์ยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC/CDD) ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อจับจุดเสี่ยงและจัดการได้เร็ว รวมทั้งนำมาใช้ยกระดับการป้องกันต่อไป
  • สำหรับผู้ให้บริการ e-Wallet และ Money Transfer Agent ยกระดับการกำกับดูแลเทียบเท่า ธพ. เช่น มี customer profiling ตรวจสอบระบบการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และ enforce เมื่อพบว่าผู้ให้บริการเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย
  • สำหรับ Money Changers จะเพิ่มคุณภาพและความสามารถของผู้ให้บริการในการติดตามตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานการให้บริการลูกค้าเพิ่มเติม 

 

เปิดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำ

 

สำหรับธุรกรรมทองปัจจุบันมีผลกระทบต่อค่าเงินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง

 

ขณะที่การซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินบาทส่งผลให้ร้านทองต้องบริหารความเสี่ยง (Square position) ทั้งการทำธุรกรรมทองคำกับต่างประเทศ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX)

 

โดยปัจจุบัน ธปท. มีข้อมูลของร้านทองเฉพาะกรณีที่ร้านทองทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับ ธพ. ในประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลหากร้านทองซื้อขายทองคำกับตลาดต่างประเทศ การทำธุรกรรม FX ผ่านบริษัทในเครือในต่างประเทศ รวมทั้งกรณีทำธุรกรรมด้วย crypto currency

 

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นเพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงิน และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป

 

ในส่วนของ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ที่กำหนดให้ธนาคารที่ดูแลไม่รอบคอบต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายนั้น ธปท. ได้ออกเกณฑ์สำหรับสถาบันการเงินแล้ว และกำลังจะออกเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการ E-wallet ในเร็วๆ นี้

 

ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า ธุรกิจซื้อขายทองคำเป็นอีกประเด็นที่ ธปท. ไม่มีอำนาจกำกับดูแล และธุรกรรมทองคำมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง

 

โดยแม้การซื้อขายทองคำส่วนใหญ่อยู่บนแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ ธปท. ไม่เห็นข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ จะเห็นเฉพาะกรณีที่ร้านทองทำธุรกรรมซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับ ธพ.ในประเทศ เพื่อทำการ Square Position บริหารความเสี่ยง เท่านั้น

 

ขณะที่ยังมีช่องโหว่สำคัญคือ หากร้านทองหรือบริษัททองคำไปทำธุรกรรม FX กับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ (Offshore Market) รวมถึงการทำธุรกรรมด้วย Crypto Currency ธปท. ก็จะไม่เห็นข้อมูล

 

สำหรับแนวทางการแก้ไข ธปท. จึงอยู่ระหว่างการ ปรับประกาศกระทรวงการคลัง และจะใช้ พระราชบัญญัติซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เข้าไปขอและดูข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม FX ที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายทองคำ เพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงินและกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป

 

แบงก์ชาติ เร่งกลไกใหม่ค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้าน อุ้ม SME 

 

วิทัย ยังกล่าวถึง อีกปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญเฉพาะจุดที่ ธปท. กำลังดำเนินการแก้ไข คือ การเติบโตติดลบของสินเชื่อ SME ต่อเนื่องมาถึง 13 ไตรมาส และสินเชื่อธุรกิจโดยรวมติดลบ 5 ไตรมาส ซึ่งเกิดจากสองสาเหตุหลักคือ เศรษฐกิจที่ไม่ดี และการที่สถาบันการเงินระมัดระวังตัวและไม่ปล่อยสินเชื่อ เนื่องจาก ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) สูง

 

“ในการประคับประคองเศรษฐกิจปัจจุบันให้ไปต่อได้ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงกับสถาบันการเงินให้สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ธุรกิจที่มีศักยภาพได้มากขึ้นเพื่อให้เป็น Engine of Growth ของเศรษฐกิจ” วิทัยระบุ

 

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหา Credit Cost ธปท. จึงได้ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย ในการออกแบบและสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SME ใหม่ขึ้นมา โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 

  • แหล่งเงินทุนและเป้าหมายคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท จากการนำเงินที่ได้จากการปรับลด FIDF Fee มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายด้านเครดิต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนความเสี่ยง และคาดว่าจะสามารถสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้รวมมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท
  • การออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพ (Targeted & Flexible) โดยกลไกนี้ถูกออกแบบให้ ตรงจุด เน้นการให้สินเชื่อใหม่แก่ SME ใน Sector ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่มีความสามารถในการแข่งขัน หรือปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป, ค้าส่ง, ค้าปลีก, โรงแรม, Wellness, EV

 

อีกทั้งการกระจายให้ทั่วถึง โดยพิจารณากำหนดวงเงินสูงสุดต่อรายเพื่อกระจายให้กับผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50-100 ล้านบาท

 

โดยมีกลไกการค้ำประกันออกแบบโครงสร้างจะมีความ Simplify กว่ากลไกของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยจะเป็นลักษณะของโควต้า หรือรูปแบบ first come first served ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการได้รับการลดความเสี่ยงด้านเครดิตลง (Credit Cost)

 

โดยวงเงินชดเชยสูงสุด (Max Claim) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-30% ซึ่งจะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ เช่น

  • สินเชื่อที่มีหลักประกัน อาจใช้การค้ำประกัน 10%
  • สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน อาจใช้การค้ำประกันสูงถึง 30% เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ

 

สำหรับโครงการนี้อยู่ระหว่างการหารือและจัดทำรายละเอียด โดยมีความคาดหวังว่าโครงสร้างทั้งหมดจะจบลง ภายในสิ้นปีนี้ และเริ่มดำเนินงานได้ในปีหน้า 

 

ทั้งนี้เป็นมาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการการแก้ปัญหาต่อเนื่องเฉพาะจุดที่ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้ประกาศมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ มาตรการ การโอนหนี้เสีย (NPL) ของครัวเรือนรายย่อยจำนวน 1.6 ล้านบัญชี โดยมีมูลค่าหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่การบริหารจัดการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (SAM)

 

โดยคาดหวังว่า 5-8 แสนราย จากจำนวนดังกล่าว จะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสียและกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ โครงการได้ประกาศไปแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยคาดการณ์วันที่จะตัดโอนบัญชีทั้งหมดได้คือ วันที่ 1 มกราคม

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ เดินหน้า สกัด ‘ทุนเทา’ กลับมาใช้กฎหมายเข้ม สั่งแบงก์ต้องรายงานธุรกรรมการเงินเข้าข่ายต้องสงสัย ชงเรื่องต่อ ปปง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สฤณี ชี้ช่องรัฐบาล ทำ Quick Win ปราบทุนเทา แนะ ปปง. อายัดทรัพย์ 3 กลุ่มมาเฟียโลก พร้อมเปิดเส้นเงินบุคคลใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา https://thestandard.co/sarinee-quick-win-grey-capital-amlo/ Sat, 22 Nov 2025 11:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1146261 สฤณี ชี้ช่องรัฐบาล ทำ Quick Win ปราบทุนเทา แนะ ปปง. อายัดทรัพย์ 3 กลุ่มมาเฟียโลก พร้อมเปิดเส้นเงินบุคคลใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอ […]

The post สฤณี ชี้ช่องรัฐบาล ทำ Quick Win ปราบทุนเทา แนะ ปปง. อายัดทรัพย์ 3 กลุ่มมาเฟียโลก พร้อมเปิดเส้นเงินบุคคลใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สฤณี ชี้ช่องรัฐบาล ทำ Quick Win ปราบทุนเทา แนะ ปปง. อายัดทรัพย์ 3 กลุ่มมาเฟียโลก พร้อมเปิดเส้นเงินบุคคลใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ กรุงเทพฯ สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระ ได้เสนอ ‘Next Step ปราบขบวนการทุนเทา’ ในงาน ‘รีชาร์จประชาชน Recharge the People’ โดยเน้นย้ำถึงพฤติการณ์ของสแกมเมอร์ที่ประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในลักษณะต้นน้ำ และปลายน้ำ

ต้นน้ำ: คนไทยอาจเกี่ยวข้องด้วยการ พาสแกมเมอร์เข้า-ออก ประเทศ เพื่อไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการใช้ สาธารณูปโภคและอินเทอร์เน็ต ที่มีคุณภาพจากไทย จึงต้องจับตาบริษัทไทยที่ให้บริการทั้ง ขายอุปกรณ์ไอทีและส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้กลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งการจัดการต้องอาศัยการยกระดับการทำงานของตำรวจและทำความเข้าใจรูปแบบการขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยง

ปลายน้ำ: เมื่อสแกมเมอร์หลอกสำเร็จ จะได้เงินสกปรกมหาศาล ซึ่งนำไปสู่การ ฟอกเงินรูปแบบใหม่และหลากหลายกว่าเดิม ซึ่งกัมพูชาประเทศเดียวมีรายได้จากสแกมเมอร์มากถึง 60% ของจีดีพีประเทศ ประมาณ 7-8 แสนล้านบาทและนำไปสู่การฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งหมด 4 ระดับ
1. ระดับแรก: นำเงินสกปรกเข้าระบบผ่านการ ฝากเงิน ซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล ซื้อทองคำ หรือ ซื้อคอนโดราคาแพง โดยต้องอาศัยนายหน้าที่มีหน้าที่แจ้ง ปปง. เมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย

2. ระดับสอง: ตั้งกิจการบริษัทสัญชาติไทย เพื่อหาช่องทางฟอกเงินต่อเนื่อง โดยการ จินตนาการคู่ค้า ปลอมแปลง ตกแต่งบัญชี ทำให้กิจการเหล่านั้นเป็นเครื่องยนต์ฟอกเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีและทนายความอาจมีส่วนรู้เห็น

3. ระดับสาม: ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นเส้นทางฟอกเงิน โดยวางแผนครอบงำบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มการเงินที่มีใบอนุญาตทำตลาดคริปโต หรือซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

4. ระดับสี่: ถ้าสแกมเมอร์มีอิทธิพลทางการเมืองสูง อาจใช้เงินมหาศาล ครอบงำรัฐวิสาหกิจ หรือ บริษัทที่มีรายได้สัมปทาน ซึ่งเอื้อต่อการมีอำนาจผูกขาดและมีรายได้ต่อเนื่องระยะยาว

สฤณีได้เสนอ 2 แนวทางที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีแบบไม่ต้องรอ ประกอบด้วย

1. Quick Win แรก สั่งอายัดและตรวจสอบ 3 กลุ่มมาเฟียโลก ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการอายัด ยึดทรัพย์ และฟ้องร้อง หัวหอกสแกมเมอร์แล้ว รัฐบาลไทยสามารถขอข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ อังกฤษ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อดำเนินการอายัดทรัพย์ ตามอำนาจของ ปปง. ได้ทันที โดยเฉพาะ 3 กลุ่มมาเฟียสำคัญที่ถูกคว่ำบาตรจากต่างประเทศแล้ว:

  • กลุ่มเจิ้งเหิง (Zheng Heng Group): ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลอังกฤษ
  • กลุ่มเฉิน จื้อ (Prince Group): ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษ
  • กลุ่มฮุยวันกรุ๊ป (Huione Group): มีธุรกรรมที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมในตลาดคริปโตขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้

 

2. Quick Win ที่สอง ตรวจสอบเส้นเงินบุคคลน่าสงสัยที่มีบทบาทสูงที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ โดยเฉพาะ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นคนสนิทของ ยิม เลียก ที่ปรึกษาฮุนเซน ซึ่งมีประวัติการซื้อขายหุ้นบิ๊กลอตจำนวนมากในไทย และมีร่องรอยการจดทะเบียนนิติบุคคลไทยจำนวนไม่น้อยผ่านภรรยา คือ แคทรียา บีเวอร์

“ปปง.​ สามารถเรียกบริษัทหลักทรัพย์ที่เคยเป็นนายหน้าในการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของแคทรียา บีเวอร์ เบนจามิน และยิม เลียก รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนหากมีร่องรอยการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ การดำเนินการนี้จะช่วยสืบสาวแหล่งเงินที่ไม่ชัดเจนและข้อมูล KYC ของบุคคลเหล่านี้ รวมถึงขอข้อมูลนิติบุคคลที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ เพื่อสืบค้นความจริงได้ทันที โดยเน้นย้ำว่า มีเบาะแสชัดเจนและไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการได้ทันที” สฤณีกล่าว

The post สฤณี ชี้ช่องรัฐบาล ทำ Quick Win ปราบทุนเทา แนะ ปปง. อายัดทรัพย์ 3 กลุ่มมาเฟียโลก พร้อมเปิดเส้นเงินบุคคลใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ https://thestandard.co/scammer-gray-capital-thailand-economic-disaster/ Sat, 22 Nov 2025 06:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1146158 วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 1

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดก […]

The post วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 1

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจกรรม รีชาร์จประชาชน ภายใต้แนวคิด ‘วาระประเทศไทย ความมั่นคงใหม่-เศรษฐกิจใหม่-บริหารประเทศแบบใหม่ ไทยทันโลก’ พร้อมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคง ในหัวข้อ ‘เอาจริง! มาตรการจัดการทุนเทายึดประเทศ’ นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ

 

วิโรจน์ระบุว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปี 125,000 ล้านยูเอสดอลลาร์ หรือเป็นเงินกว่า 4-6 แสนล้านบาท ขณะที่ไทยสูญเงินจากการหลอกของสแกมเมอร์ 115,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนนี้กระทบกับเศรษฐกิจไทย ขณะที่ผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้า ได้รับผลกระทบ เพราะนอกจากมีโทษจำคุกตามกฎหมาย จะหางานทำยากมากเนื่องจากไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้

 

วิโรจน์ระบุอีกว่า ประเทศไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแหล่งการฟอกเงินจากบัญชีม้า ไปยังกัมพูชา ผ่านนอมินีในรูปแบบการซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดรายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์

 

“หากปล่อยให้มีการหลอกเงินต่อไป แล้วสกัดกั้นไม่ได้ ธุรกิจสุจริตในไทยก็ต้องปิดตัวลง พนักงานคอลเซ็นเตอร์ตัวจริงพังไปด้วย ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ มูลนิธิจะไม่น่าเชื่อถือ มีการทำทัวร์ศูนย์เหรียญ เกิดพนันออนไลน์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกเงินคุณยาย แต่ทำให้ธุรกิจสุจริตในไทยวอดวายทั้งประเทศ” วิโรจน์กล่าว

 

วิโรจน์ยังกล่าวต่อว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลง ความเปราะบางการเงินเกิดขึ้น กำลังซื้อก็ลดลง และประเทศอาจจะถูกจัดให้เป็นประเทศสีเทาเข้าสักวัน หากถึงวันนั้นภาคการเงินการธนาคารเราพังทันที เพราะไม่มีใครอยากมาลงทุนในประเทศไทย และจะถูกตรวจสอบอย่างหนักเพราะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของแก๊งสแกมเมอร์ในฐานะคนฟอกเงิน พร้อมเสนอทางแก้ไข ดังนี้

 

1. เร่งสร้างระบบนิเวศให้ไทยมีเกราะคุ้มกันจากสแกมเมอร์ มี พ.ร.ก. ไซเบอร์ ฉบับที่ 2 มาตรา 8/10 ที่ออกมาตรการในทางปฏิบัติว่าหากไม่ยอมทำตาม ต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายให้กับประชาชน แต่กฎหมายลูก ธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกมาไม่ครบ และประชาชนไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะไปหาความรับผิดชอบร่วมจากที่ไหน

 

2. DBD, DOI และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่ไม่เสียภาษี

 

3. บช.สอท., บก.ปอท., ปปง. และ ป.ป.ช. ต้องร่วมมือกับต่างประเทศ ขยายผลจับกุมตัวใหญ่ให้ได้ ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เปิดเผยชื่อบริษัทและตัวการมาแล้ว เชื่อว่าตำรวจไทย และ ปปง. ไทยทำได้ ถ้ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจ

 

4. ก.ล.ต., ปปง., คปภ. และกรมการปกครอง ต้องทำให้กลุ่มการลงทุนต่างๆ ไม่สามารถปิดบังตัวตนของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ต้องเปิดเผยตัวตนที่มาของเงินในทุกช่องทาง

 

5. มาตรการระหว่างประเทศ ต้องแสดงความมุ่งมั่น จะต้องลงสัตยาบันให้ได้ และใช้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อทลายเครือข่ายใหญ่ในเวทีอาเซียน ถึงเวลาที่เราต้องถือธงนำใช้ปฏิญญาต่างๆ ของอาเซียน ในการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคอย่างจริงจัง ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายเงินสกปรก รวมถึงร่วมมือกับ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมีอีกหลายประเทศภายใต้ทางการทูต และฝากกระทรวงการต่างประเทศจัดให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทาให้ได้

 

วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 2
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 3
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 4
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 5
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 6
วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ 7

The post วิโรจน์ฉายภาพสแกมเมอร์ หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกทุนเทา ทำธุรกิจสุจริตล้มหาย พร้อมเสนอ 5 ทางแก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI – ปปง. สอบสวนปมนางแบบจีน เข้าบริการนักโทษจีนในเรือนจำ ยอมรับวงจรปิดถูกลบ เจ้าหน้าที่เอี่ยว 7 ราย https://thestandard.co/model-chinese-prisoner-vip-dsi-money-trail/ Fri, 21 Nov 2025 12:18:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1145965 รมว.ยุติธรรม สั่ง **DSI - ปปง.** สอบสวนปม นางแบบจีน เข้าบริการนักโทษจีนในเรือนจำ **ยอมรับ** วงจรปิดถูกลบ เจ้าหน้าที่เอี่ยว 7 ราย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว […]

The post รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI – ปปง. สอบสวนปมนางแบบจีน เข้าบริการนักโทษจีนในเรือนจำ ยอมรับวงจรปิดถูกลบ เจ้าหน้าที่เอี่ยว 7 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม สั่ง **DSI - ปปง.** สอบสวนปม นางแบบจีน เข้าบริการนักโทษจีนในเรือนจำ **ยอมรับ** วงจรปิดถูกลบ เจ้าหน้าที่เอี่ยว 7 ราย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงความคืบหน้ากรณีอื้อฉาว ที่นางแบบชาวจีนเข้าไปในเขตหวงห้ามของเรือนจำเพื่อพบปะผู้ต้องขังกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยภายหลังการประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้มีคำสั่งยกระดับการสอบสวนให้เข้มข้นขึ้น

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้สอบสวนไปแล้วบางส่วน โดยได้สั่งการให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วมสืบสวนในคดีนี้ พร้อมประสานงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ว่ามีกระบวนการว่าจ้างหรือทุจริตหรือไม่

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบข้อเท็จจริง ดังนี้:

  • จุดเกิดเหตุ: ยืนยันว่า ไม่ใช่ ห้องทำงานของ ผบ.เรือนจำ (ซึ่งอยู่ชั้นบน) แต่เป็นห้องทำงานของผู้คุมที่มีการดัดแปลงสภาพ กั้นประตูคล้ายห้องรับรอง ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุ
  • ผู้ต้องขัง: เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทา 2 ราย (จากที่มีอยู่ประมาณ 200 รายในเรือนจำ) ซึ่งขณะนี้รู้ตัวแล้วและได้สั่งย้ายไปขังยังเรือนจำใกล้เคียงแล้ว
  • เจ้าหน้าที่: พบผู้เกี่ยวข้องประมาณ 6-7 ราย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ประตูจนถึงจุดเกิดเหตุ
  • หลักฐาน CCTV: ภาพกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ ถูกลบ แต่เจ้าหน้าที่สามารถกู้คืนกลับมาได้บางส่วน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องขังเดินอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต

 

สำหรับการสอบสวนนางแบบสาวชาวจีน 2 ราย พบว่าเดินทางเข้ามาผ่านช่องทางปกติของเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลากลางวัน โดยให้การว่ามาขอพบเจ้าหน้าที่ ณ จุดดังกล่าว และเชื่อว่าเป็นการเต็มใจมา ทั้งนี้ ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธเรื่องการรับค่าตอบแทน

 

ในวันพรุ่งนี้ (22 พฤศจิกายน) เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.รุทธพล จะเดินทางเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ด้วยตนเอง พร้อมทั้งจะดำเนินการคัดกรองและสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่เรือนจำทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 300 คน เพื่อขยายผลหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม และตรวจสอบรายละเอียดคดีของผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย

 

พล.ต.ท.รุทธพล ทิ้งท้ายว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมสังคายนาระบบราชทัณฑ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีนักโทษ VIP หรือเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ซึ่งหากตรวจพบที่ใดเพิ่มเติมจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะถือเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม

The post รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI – ปปง. สอบสวนปมนางแบบจีน เข้าบริการนักโทษจีนในเรือนจำ ยอมรับวงจรปิดถูกลบ เจ้าหน้าที่เอี่ยว 7 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์เผยสถานการณ์ทุนสีเทาสแกมเมอร์จ่อใช้กลไกการเงินยึดประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือต่างชาติลุยปราบปราม https://thestandard.co/finance-scammers-threaten-thailand/ Fri, 10 Oct 2025 08:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1129079 รังสิมันต์เผยสถานการณ์ทุนสีเทาสแกมเมอร์จ่อใช้กลไกการเงินยึด ประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือต่างชาติลุยปราบปราม

วันนี้ (10 ตุลาคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ รังสิมันต์ โรม สส. […]

The post รังสิมันต์เผยสถานการณ์ทุนสีเทาสแกมเมอร์จ่อใช้กลไกการเงินยึดประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือต่างชาติลุยปราบปราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์เผยสถานการณ์ทุนสีเทาสแกมเมอร์จ่อใช้กลไกการเงินยึด ประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือต่างชาติลุยปราบปราม

วันนี้ (10 ตุลาคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงโรดแมปการติดตามเปิดโปงกลุ่มทุนเทายึดประเทศ ที่มีเครือข่ายพัวพันกับนักการเมืองระดับสูงของไทยและกัมพูชา

 

รังสิมันต์ระบุว่า มีกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินอย่างเป็นระบบ ชนิดที่ยากมากที่กฎหมาย เครื่องมือ หรือแนวปฏิบัติที่รัฐกำลังดำเนินอยู่จะสามารถทำลายเครือข่ายการฟอกเงินในวันนี้ได้ วันนี้เงินของบรรดาสแกมเมอร์ที่ไหลเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านต้องมีการฟอกเพื่อให้สามารถเอามาใช้ได้ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในประเทศนั้นอาจจะรองรับ และหลบเลี่ยงการติดตามของหน่วยงานภาครัฐได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ชื่อเสียงของประเทศนั้นก็มีแต่แย่ลง

 

รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าบางบริษัทเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บางบริษัทเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงาน โดยไม่ได้มีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา มีวิธีการซ่อนตัวตนของผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงผ่านบริษัทหรือกองทุนที่อยู่ในประเทศอื่น ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบเพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถติดตามตัวตนที่แท้จริงของคนที่จะได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ได้ ใช้เงินจำนวนมากมายึดและทำให้บริษัทเหล่านั้นอยู่ใต้อาณัติของเครือข่ายทุนสีเทา

 

รังสิมันต์ระบุว่าทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าทุนสีเทากำลังจะยึดประเทศไทย และทุนสีเทาเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกับนักการเมืองและผู้มีอำนาจ ซึ่งพรรคประชาชนในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องการเห็นรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แต่จากวันที่พรรคประชาชนมีการเปิดโปงเรื่องนี้มาจนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจัง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้ ตนเองและพรรคประชาชนจะเดินหน้าติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

 

1) การติดตามเอาผิดกับบริษัทและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อการเก็บข้อมูลสแกนม่านตา จากการที่ปัจจุบันมีบางบริษัทใช้วิธีการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาประชาชน และอาจนำข้อมูลชีวมิติ (biometrics) นี้ไปใช้ในธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยพบว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทเหล่านี้อาจมีความเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก เจ้าของธนาคาร BIC โดยปัจจุบันมีการสแกนม่านตาของประชาชนไปแล้วมากกว่า 1-2 ล้านคน ที่น่ากังวลคือการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้อาจมีการนำไปใช้ในการปลอมแปลงตัวตนทางไซเบอร์และนำไปสู่กระบวนการที่ผิดกฎหมายได้

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยว่าอาจมีเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลถึง 2 พันล้านบาท และยังมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะขัดต่อกฎหมายภายในของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ. สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเบื้องต้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อแนะนำไปทาง กลต. คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และตำรวจไซเบอร์ ในการหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันแล้ว

 

2) การสอบสวนเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เกี่ยวพันกับ ยิม เลียก และ เบน สมิธ ข้อมูลล่าสุดคือ Department Homeland Security ของสหรัฐอเมริกากำลังสอบสวนกรณีที่ เบน สมิธ พัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนอเมริกันอยู่ ขณะที่ FinCEN ก็กำลังสอบสวนกลุ่ม บริษัท ฮุยวัน ของตระกูลฮุน ที่พบว่ามีการฟอกเงินให้กลุ่มสแกมเมอร์ไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเส้นเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอื่นมากกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเพิ่มความร่วมมือกับทางการสหรัฐอเมริกาในการเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนำไปสู่การขยายผลปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ต่อไป

 

นอกจากนี้ยังมีบริษัทหรือกองทุนที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อยู่ในกัมพูชา ช่วยเหลือการปกปิดตัวตนของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เป็นเครื่องมือในการเข้ามาลงทุนในบริษัทสำคัญของประเทศไทย และอาจมีการใช้เทคโนโลยีคริปโตเคอเรนซี่เพื่อฟอกเงินให้กับสแกมเมอร์ โดยมีอยู่ถึง 6-7 บริษัทหรือกองทุนที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ นั่นหมายความว่าการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานของประเทศไทย โดยเฉพาะ กลต. จะต้องทำงานร่วมกันกับหน่วยงาน Monetary Authority of Singapore (MAS) ของสิงคโปร์ ซึ่งเบื้องต้น กลต. ได้รับปากและยืนยันว่าจะมีการประสานกันในส่วนนี้แล้ว

 

3) เร่งรัดหน่วยงานในการออกมาตรการป้องกันการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและตลาดทุนไทย ซึ่งปัจจุบันสภามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไข พ.ร.บ. ปปง. อยู่ ซึ่งทาง ปปง. เองก็ยืนยันว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน หนึ่งในเรื่องที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงคือจะมีการบังคับใช้ Travel Rule หรือการที่คริปโตเคอเรนซี่ต่างๆ จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่ง่ายขึ้น และจะทำให้หน่วยงานรัฐสามารถติดต่อความเคลื่อนไหวของคริปโตเคอเรนซี่ในทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีใครทราบว่ากรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่ และจะทันก่อนยุบสภาหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ได้แนะนำไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมา กลต. สามารถทำเรื่องนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขกฎกระทรวงหรือกระทั่งออกระเบียบ กลต. ซึ่งฐานทางกฎหมายที่มีอยู่เพียงพอที่จะดำเนินการได้ ตนจึงหวังว่า Travel Rule จะถูกนำมาบังคับใช้โดยเร็วและไม่ควรจะมีข้ออ้างอันใดอีกแล้ว

 

นอกจากนี้ รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องทำให้เกิดระบบ whistleblower ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การแจ้งเบาะแสการตรวจสอบการติดตาม ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลคนสำคัญของกลุ่มสแกมเมอร์ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้นักการเมืองอย่างตนหรือพรรคประชาชนออกมาพูดในสภาเท่านั้น รัฐบาลจะต้องสร้างกลไกที่ปลอดภัยให้คนที่แจ้งเบาะแสเรื่องนี้ แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่ออกมาแฉถูกฟ้องและดำเนินคดี

 

รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ตนและคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ จะเชิญ วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC และ BIC Group ของ ยิม เลียก ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งวรภัคน่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าไปจัดการปราบปรามกับขบวนการฟอกเงินอย่างเป็นระบบได้ โดยตนหวังว่าวรภัคจะมาด้วยตนเอง ไม่ต้องส่งทนายความหรือคณะทำงานมา เพราะ ณ วันที่วรภัคเป็นกรรมการที่ปรึกษาของ BIC Group วรภัคทำเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง และเมื่อในวันนี้เป็นนักการเมืองแล้วก็ควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบ

 

สุดท้าย รังสิมันต์เรียกร้องไปถึงนายกรัฐมนตรีที่เงียบไป นายกรัฐมนตรีควรมีท่าทีออกมาได้แล้ว ว่าตกลงแล้วรองนายกรัฐมนตรีซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ เบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวข้องและได้รับการคุ้มครองจาก ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี จะไม่ดำเนินการอะไรเลยอย่างนั้นหรือ ขณะเดียวกัน ร.อ. ธรรมนัสก็ไปแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนและประชาชนถึง 270 ราย

 

“ถ้ารัฐบาลนี้แถลงนโยบายว่าต้องการรักษาหลักนิติธรรม สิ่งที่ควรจะเป็นและได้รับการแก้ไขทันทีคือรองนายกรัฐมนตรีใช้กลไกทางกฎหมายในการฟ้องปิดปากจะไม่เกิดขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่ละเมิดต่อหลักนิติธรรมตามที่มีการแถลงนโยบายโดยรัฐบาลเอง ผมอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประกาศให้คนไทยได้เห็นว่าท่านต้องการทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติแบบนี้ แล้วจะไม่ปล่อยกลุ่มทุนเทามายึดประเทศไทย” รังสิมันต์กล่าว

The post รังสิมันต์เผยสถานการณ์ทุนสีเทาสแกมเมอร์จ่อใช้กลไกการเงินยึดประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือต่างชาติลุยปราบปราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด https://thestandard.co/raid-on-zero-dollar-supermarket/ Thu, 07 Aug 2025 12:15:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1104986

วันนี้ (7 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้ว […]

The post บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำโดยชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าตรวจสอบ ‘เฮงเฮง ซุปเปอร์มาเก็ต’ ย่านเยาวราช หลังพบพฤติการณ์เป็น ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ที่ลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนโดยไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

 

ผลการตรวจสอบพบว่า สินค้าภายในร้านกว่าร้อยละ 80 เป็นสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายและไม่ผ่านการตรวจสอบจาก อย. โดยมีการกระทำความผิดตามกฎหมายถึง 5 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อาหาร, พ.ร.บ.ยา, พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร, พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเรื่องให้ บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ชัยชนะ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการตรวจสอบซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญและร้านสุกี้หมาล่าอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มที่ร้านย่านรัชดาภิเษก และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านค้าเหล่านี้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มจีนเทา พร้อมทั้งจะเร่งแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายเพื่อสั่งปิดร้านที่กระทำผิดซ้ำซากได้อย่างเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ ยังได้ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากรให้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ และจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ที่ปล่อยปละละเลยให้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน

The post บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏระบุ ‘ปิดประตูตีมาร’ สั่งลุยขุดลึกขบวนการกากอุตฯ โซน EEC พบฝังใต้ดิน 50,000 ตัน ชี้ถึงเวลาปราบทุนเทา https://thestandard.co/buried-toxic-eec/ Sat, 05 Jul 2025 06:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1093221 buried-toxic-eec

วันนี้ (5 กรกฎาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระ […]

The post เอกนัฏระบุ ‘ปิดประตูตีมาร’ สั่งลุยขุดลึกขบวนการกากอุตฯ โซน EEC พบฝังใต้ดิน 50,000 ตัน ชี้ถึงเวลาปราบทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
buried-toxic-eec

วันนี้ (5 กรกฎาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย โดยมีเนื้อความว่า

 

“ปิดประตูตีมาร

 

ที่ผ่านมาประเทศไทยปล่อยปละละเลยการควบคุมภาคอุตสาหกรรม จนถูกโลกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์ เป็นที่ดัมป์สินค้าเถื่อนด้อยคุณภาพ เป็นกองขยะ เป็นสวรรค์ของอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญที่ไร้ความรับผิดชอบ

 

โดยเฉพาะในพื้นที่โซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลสะสมมาหลายปีจนล้นความต้องการ ฉากหน้าเป็นธุรกิจรักษ์โลก แต่ของจริง กลับเป็นธุรกิจรับกำจัดกากแบบเถื่อนๆ ไม่จัดการของเสียในประเทศอย่างถูกต้อง แถมไปร่วมขบวนการนำเข้ากากพิษผิดกฎหมายมาเพิ่ม

 

ผมและทีม #สุดซอย ยิ่งขุดยิ่งพบ ล่าสุดพบว่ามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปฝังใต้ดินปริมาณมหาศาลประมาณ 50,000 ตัน ใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งๆที่ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตในกลุ่มรีไซเคิลกว่า 40 โรงงาน

 

เราคงปล่อยให้ความผิดถูกซุกไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้ กรณีนี้ ผมได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและขยายผล ให้ทางบก.ปทส. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ DSI เข้ามาร่วมดำเนินคดี

 

และอย่าคิดว่าจะรอดพ้นไปได้…

 

ดูตัวอย่างบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ขาใหญ่ที่พบหลักฐานการร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ถูกออกคำสั่งให้ปิดและเพิกถอนใบอนุญาต ใช้อำนาจรัฐมนตรีพิจารณายกอุทธรณ์และทำหนังสือแจ้งผลถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดไฟ ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ส่งคดีให้ DSI ขยายผลไปถึงเครือข่ายอิทธิพล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งปัจจุบัน อัยการได้ส่งฟ้องต่อศาลแล้ว

 

ถึงเวลาแล้ว…

 

ในโซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตเกินความต้องการ และพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย 

 

ผมให้นโยบาย #ปิดประตูตีมาร ระงับการออกใบอนุญาต ปูพรมตรวจการประกอบกิจการของโรงงานที่ได้ใบอนุญาตไปทั้งหมด หากพบว่าไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องหยุด ปรับปรุง ไม่ก็ปิด เพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีตามลำดับ

 

เราต้องเร่งคืนพื้นที่ปลอดภัย บังคับใช้กฎหมายกับทุนเทา เพื่อสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมสีเขียวในไทย ได้เกิดใหม่ ทุกวันเวลา ทุกวินาทีมีค่า… ผมจะไม่หยุดจนกว่าจะสุดซอยครับ”

 

 

 

The post เอกนัฏระบุ ‘ปิดประตูตีมาร’ สั่งลุยขุดลึกขบวนการกากอุตฯ โซน EEC พบฝังใต้ดิน 50,000 ตัน ชี้ถึงเวลาปราบทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ https://thestandard.co/akanat-no-industry-budget-grey-biz/ Sat, 31 May 2025 06:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1080667

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลุกขึ้นชี้แจงกรณีที่ถูกพาดพิงเรื่องการตั้งงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมในการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยระบุว่า เห็นตรงกับข้อเสนอแนะของทุกท่านว่า สิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้อนรับนักลงทุนดีๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สิ่งที่เราพบเห็น และที่สะเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและสังคมโลก คือภาพของกองขยะขนาดมหึมาที่เป็นอนุสรณ์สถานทิ้งไว้เตือนใจให้กับคนไทย ตั้งแต่ตอนที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

 

เอกนัฏกล่าวต่อไปว่า มีสิ่งที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ทั้งทุนต่างด้าว และกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นคนไทย และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่รวบขบวนการนี้อ้างตัวว่าเป็นคนรักษ์โลก ทำธุรกิจคัดแยกจัดการขยะของเสีย หรือแปลงสภารีไซเคิลกลับมาเป็นของดี แต่สิ่งที่ตนเห็นตั้งแต่มาเป็นรัฐมนตรีกับ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นเช่นเดียวกันคือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการตามธุรกิจอย่างที่ตนเองสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้

 

อีกทั้งเมื่อเดินทางไปที่บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่บ้านค่าย ของ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ซึ่งเราไปด้วยกัน พบว่าบริษัทดังกล่าวที่ควรจะทำประโยชน์ให้กับประเทศ แต่สภาพความเป็นจริงไม่เคยนำของเสียไปแปลงสภาพหรือบำบัดเลย กลับทิ้งไว้สร้างปัญหา และมลภาวะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และบริษัท วิน โพรเสส เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดนี้จุดเดียว ยังมีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและราชบุรี ซึ่งตนให้ความสำคัญมาก และคิดจะทำอุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างการลงทุนที่เป็นเม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจดีๆ เข้ามา เราต้องกำจัดพิษ และไล่พิษ เพื่อกำจัดธุรกิจเหล่านี้ที่สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยออกไป และเคลียร์สภาพปัญหาเหล่านี้ออกไปก่อน ให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจประกอบอุตสาหกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมา เพราะถ้าไม่พูดก็คงไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ งบประมาณก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่ารันทดจริงๆ

 

“ผมสงสารประเทศ ผมสงสารกระทรวง บางทีผมก็สงสารตัวเอง ย้อนกลับไปดูตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 เราไม่เคยจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการสิ่งเหล่านี้ไว้เลย จนกระทั่งมาปี 67 ยุคท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา ก็ได้เริ่มเห็นความสำคัญ ตั้งงบไว้ 15 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งมูลค่าของปัญหารวมกันเป็นพันล้าน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มาปี 68 เราก็เพิ่มจาก 15 ล้านเป็น 18 ล้าน เพิ่มมาอีก 2 ล้านน่าดีใจมาก” เอกนัฏกล่าว

 

เอกนัฏยังกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะสู้เรื่องนี้มาตลอด ไปแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ใช้โอกาส ใช้ทุกวินาที ทุกเวทีในการพูดเรื่องนี้ ให้สาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหาถึง และความสำคัญของเรื่องนี้ จนกระทั่งปีงบประมาณปี 2569 เราได้งบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 17 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท และมีการผูกพันงบประมาณไปในปีหน้าอีกกว่า 400 ล้านบาท จึงขอให้สบายใจว่า งบประมาณมีเพิ่มขึ้น และผูกพันไปถึงอนาคต และปัญหาที่เราพบจะได้รับการแก้ไข

 

เอกนัฏย้ำอีกว่า ขอให้มั่นใจว่าต้องการการจับกุมไปจนถึงการดำเนินคดี เราไม่มีการปล่อยปละละเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมเราก็ขยายผลต่อ และไม่เคยละเลยต่อข้อมูลที่ทุกท่านให้มา ซึ่งนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการทำงาน ฉะนั้นใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมายไทย เรามีศัตรูคนเดียวกัน ทำงานอยู่ตรงนี้ก็ไม่กลัวใคร ถึงจะถูกกดดันจากภายนอกภายในและหนักขนาดไหน ก็มีหน้าที่ต้องทำ หากท่านมีข้อมูลก็ขอให้ส่งมาเลย ไม่ต้องตัวอักษรย่อ ขอให้บอกชื่อมาเลย

 

“ไม่ต้องเป็นตัวอักษรย่อ ส. ศ. ซ. บอกมาเลยครับว่ามันผู้นั้นเป็นใคร เป็นใครที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ ผมจะจับให้หมด และผมไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีสุดซอยแค่ชื่อ แต่ผมทำจริง และท่านก็เห็นมาแล้วว่าผมทำจริง” เอกนัฏกล่าว

 

เอกนัฏทิ้งท้ายว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่เอางบประมาณมาเททิ้ง ที่เป็นลักษณะการไปอุดหนุนจุนเจือธุรกิจเหล่านี้ ใบอนุญาตที่ออกไป และถูกนำไปกระทำผิด จะระงับทั้งหมด ใครที่ทำผิดก็ต้องออกตรวจออกจับทั้งหมด ถ้าท่านยังทำผิดอยู่ หากท่านมีเงินมากขนาดไหน ท่านก็สามารถใช้เงินของท่านได้ในคุก อย่างบริษัทหนึ่งเข้าไปในคุกตายในคุก ก็ไปใช้เงินในนรก เพราะท่านกำลังทำธุรกิจที่เป็นพิษ และทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ปล่อยไว้แน่

The post เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจบุกโกดังสินค้าปลอมนายทุนจีนย่านสมุทรสาคร ยึดของกลางกว่า 78,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 52 ล้านบาท https://thestandard.co/52m-counterfeit-raid-thailand/ Mon, 19 May 2025 08:26:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1075828

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำคว […]

The post ตำรวจบุกโกดังสินค้าปลอมนายทุนจีนย่านสมุทรสาคร ยึดของกลางกว่า 78,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 52 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) รายงานการบุกเข้าทลายโกดังขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บและกระจายสินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ ยึดของกลางได้กว่า 78,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 52 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้ดูแลชาวจีน 2 ราย คาดเชื่อมโยงนายทุนใหญ่ ลักลอบขายผ่านช่องทางออนไลน์ มียอดขายสูงถึงวันละกว่า 2,000 ชิ้น

 

ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปอศ. นำกำลังเข้าตรวจสอบโกดังลักษณะคล้ายอาคารเก็บสินค้า ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีการดัดแปลงพื้นที่ด้านหลังเพื่อใช้เป็นที่จัดเก็บสินค้าจำนวนมาก ภายในโกดังพบสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าหลากหลายประเภท ทั้งผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น อาหารเสริม ครีมบำรุงผิว เครื่องสำอาง ถุงยางอนามัย ไปจนถึงกระเป๋าแบรนด์เนม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร เป็นจำนวนมาก

 

ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว เซียน อายุ 27 ปี และ หาง อายุ 19 ปี ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลและผู้จัดการสินค้าภายในโกดัง พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางทั้งหมดรวมกว่า 78,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 52 ล้านบาท

 

พล.ต.ต. ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า การทลายโกดังสินค้าปลอมครั้งนี้ เป็นผลมาจากการขยายผลการจับกุมผู้ขายสินค้าปลอมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แกะรอยจนทราบแหล่งที่ตั้งของโกดังแห่งนี้ และขออนุมัติศาลออกหมายค้นเข้าตรวจสอบ พบว่ามีการลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยมียอดขายสูงถึงกว่า 2,000 ชิ้นต่อวัน

 

พล.ต.ต. ทัศน์ภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์การค้ามีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งสินค้าที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยสินค้าที่ผิดกฎหมายส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมกันปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นเป้าหมายไปที่โกดังขนาดใหญ่ที่ใช้จัดเก็บสินค้า จากสถิติในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถตรวจยึดสินค้าปลอมได้แล้วถึง 6 ครั้ง รวมจำนวนกว่า 100,000 รายการ

 

สำหรับสินค้าปลอมที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เชื่อว่าถูกผลิตในประเทศจีน และลักลอบนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าที่ถูกกฎหมาย หลังจากนี้ทางตำรวจจะประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบและขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายต่อไป

 

ด้านตัวแทนผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าปลอม เปิดเผยว่า พบสินค้าของตนเองถูกนำไปจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างน้อย 3 แพลตฟอร์มหลัก ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามแจ้งเรื่องร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ แต่การดำเนินการค่อนข้างล่าช้า ส่งผลให้สินค้าปลอมยังคงถูกจำหน่ายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการ และผู้บริโภคที่ได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ โดยสินค้าปลอมมักจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าสินค้าจริง หรือมีการให้ส่วนลดพิเศษ จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันปิดกั้นช่องทางการขายสินค้าปลอมอย่างจริงจัง

 

ในส่วนของการดำเนินคดี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก่ผู้ต้องหาชาวจีนทั้งสองคน 

 

โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวและส่งศาลฝากขัง พร้อมเตรียมขยายผลการสอบสวนไปถึงคนไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัทหรือเป็นนอมินี รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในขบวนการนี้ต่อไป

 

The post ตำรวจบุกโกดังสินค้าปลอมนายทุนจีนย่านสมุทรสาคร ยึดของกลางกว่า 78,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 52 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน https://thestandard.co/china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand/ Sat, 10 May 2025 10:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1141723 china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่กา […]

The post ‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่การเข้ามาของทุนจีน ทั้งในรูปแบบร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงการเข้ามาทำโรงงานที่จำนวนไม่น้อยถูกเรียกว่า ‘ทุนศูนย์เหรียญ’ ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบกฎหมายของไทยอย่างถูกต้อง และสายพานสำคัญของธุรกิจจีนเทาอย่าง ‘แรงงาน’ ก็มักปรากฏให้เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่แรงงานไทย แต่เป็นเหล่าแรงงานข้ามชาติ 

 

 

แรกเริ่มเรามองเรื่องนี้ไปยังประเด็นว่าที่ทุนจีนเทาไม่จ้างแรงงานไทยอาจมีเหตุผลมากกว่าข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นเรื่องที่ว่าแรงงานข้ามชาติมักเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยากกว่าคนไทย จึงใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายกดขี่แรงงานข้ามชาติ แต่พอได้เจาะลึกเรื่องนี้มากขึ้นกลับพบว่าแรงงานไทยจำนวนไม่น้อยถูกโรงงานจีนที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงไม่แพ้กับแรงงานชาติอื่นๆ ที่ทำงานอยู่ในไทย

 

เมื่อทุนจีน(เทา) เบี้ยวค่าจ้าง ลดตำแหน่ง กดขี่แรงงาน

 

หลังได้เห็นการเข้ามาของทุนจีนเทามากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้คือข่าวเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานของโรงงานจีนที่ตั้งอยู่ในไทยในรูปแบบต่างๆ ที่มีตั้งแต่ความรุนแรงน้อย ไปจนถึงการบาดเจ็บหนัก และพวกเขาก็มักไม่ได้รับความยุติธรรมจากสิ่งที่เกิดขึ้น

 

รายการ KEY MESSAGES ได้รวบรวมเหตุการณ์จากแหล่งข่าวจำนวนหนึ่ง พบว่ามีโรงงานจีนแห่งหนึ่งออกประกาศบริษัทช่วงปลายปี 2566 ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดหลายอย่างการระบุว่า พนักงานในไลน์ผลิตต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่กำลังผลิตอยู่ โดยแสดงออกด้วยการห้ามยิ้มแย้มเวลาหัวหน้างานคนจีนเดินผ่าน ลูกจ้างห้ามเงยหน้ามอง ห้ามสบตา หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษด้วยการยืน 5 นาที และถูกออกใบเตือน รวมถึงออกกฎว่าแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องกลับเข้าไปทำงานในไลน์ผลิตที่มีการใช้สารเคมีหนักอย่างทินเนอร์ โดยไม่ได้พูดถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของแม่และเด็ก

 

ทุนจีน (เทา)

 

แหล่งข่าวรายแรก: “มีเอกสารออกมาชัดเจนว่าห้ามมองหน้าผู้บริหาร ห้ามยิ้ม ห้ามหัวเราะ ให้ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว คนเผลอมองก็จะถูกทำโทษโดนใบเตือน ตอนที่ทำงานอยู่เราเป็นเหมือนกับตัวแทนของพนักงาน ทีนี้มีพนักงานเขียนเอกสารแล้วให้เราไปแจ้งฝ่ายบุคคลว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็พอเราไปแจ้ง ฝ่ายบุคคลบอกว่าเป็นกฎของแผนก ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งสิ่งที่เราแจ้งไปคือเรื่องขอไม่ให้คนท้องลงไลน์ผลิต เพราะเครื่องจักรมีสารตะกั่วเยอะ เราก็ทำท่าให้ดูว่าพอคนท้องเข้าไปนั่งในไลน์การผลิตท้องจะชนกับตัวเบลต์ เขาก็ไม่ยอม เขาก็จะมารื้อที่ที่เราจัดไว้สำหรับคนท้อง ยืนยันจะให้ลงไลน์เพราะถ้าไม่ลงก็สิ้นเปลืองทรัพยากร เขาว่าอย่างนั้น”

 

KEY MESSAGES ยังได้คุยกับแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาเล่าว่าผู้จัดการโรงงานจีนแห่งหนึ่งเรียกพนักงานระดับปฏิบัติการเข้าประชุมเพราะมีคำสั่งเพิ่มยอดการผลิตสินค้า แต่ระหว่างการประชุม ผู้จัดการหยิบปากกาไวท์บอร์ดแล้วเขียนเลข 4,000 บนหน้าผากของพนักงานรายนี้ และย้ำกับทุกคนว่าตัวเลขดังกล่าวคือเป้าหมายที่ทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงเล่าเหตุการณ์ที่ตนถูกผู้จัดการทุบตีเวลารู้สึกไม่พอใจ

 

ทุนจีน (เทา)

 

แหล่งข่าวรายที่สอง: “หน้าที่ของเราคือการเอาแพ็กเกจจิ้งสินค้าที่เก็บอยู่ด้านนอกของโกดังเข้ามาด้านใน กล่องพวกนี้พอวางทิ้งไว้พักหนึ่งมันจะมีฝุ่นเกาะ เราก็แจ้งหัวหน้าว่าสินค้าเหล่านี้เอามาจากด้านนอก ยังไม่ได้แกะทำความสะอาดเพราะเพิ่งไปรับเข้ามา 

 

“อยู่ๆ หัวหน้าเอามือลูบกล่องสินค้า เสร็จแล้วก็ตบเข้าที่หลังจนเป็นรอยมือ แล้วพูดว่าพื้นที่นี้เราเป็นคนรับผิดชอบ เรารับของสภาพแบบนี้เข้ามาได้อย่างไร โดยที่เขาไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น ซึ่งเราทำได้แค่ยืนเงียบๆ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ อธิบายไปเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว” 

 

“มีอีกเหตุการณ์หนึ่งคือประชุมกันเพื่อตกลงกันว่าต้องการงานวันละเท่าไร ด้วยความคึกคะนองของเขา เขาเอาปากกาเคมีมาเขียนเลข 4,000 ที่หน้า โดยที่บอกว่า 4,000 นี้คือเป้าหมายเดียวกันทั้งโรงงาน แต่เจาะจงเขียนที่หน้าเราคนเดียว เราก็ไปร้องเรียนกับ HR แต่ฝ่ายกลับบอกว่าเขาอาจจะทำไปโดยไม่รู้ตัว เราจึงรู้ว่าร้องเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์”

 

ทุนจีน (เทา)

 

ทำให้บาดเจ็บ ปกปิดความผิด ไร้ความรับผิดชอบ

 

ไม่ใช่แค่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานเท่านั้น รายการ KEY MESSAGES ได้พูดคุยกับผู้เสียหายอีกรายที่ทำงานในโรงงานจีนแถบชลบุรี เขาประสบอุบัติเหตุจากการทำงานถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือการถูกรถโฟล์คลิฟท์ชนในโรงงาน และครั้งที่สองถูกสายพานดูดแขนจนกลายเป็นผู้พิการ แต่สิ่งที่ได้รับจากโรงงานคือการถูกไล่ออกด้วยเหตุผลว่าเขาประมาทเอง

 

แหล่งข่าวรายที่สาม: “ปกติเส้นทางนั้นจะมีพนักงานเดินเข้าออกประจำอยู่แล้ว ถ้ารถโฟล์คลิฟท์ขับมาเขาจะต้องบีบแตรมาแต่ไกลประมาณ 3 ครั้ง แต่วันนั้นไม่มีเสียงแตร พอเดินออกมารถก็ชน แล้วโรงงานเขาก็บอกว่าเราประมาท ผมโดนใบเตือน โดนหักตังค์โทษฐานที่เราประมาท 

 

“ส่วนครั้งที่สอง หัวหน้าช่างคนจีนสั่งให้เราเอาเศษยางที่ติดอยู่ใต้สายพานออก เขาอยากให้เราเอามีดกรีดแล้วก็ดึงออก แล้วในจังหวะที่ผมพยายามดึงยางออกมา มันก็ดูดเข้าไปเลย”

 

ผู้เสียหายรายนี้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลร่วมสองเดือน ผ่านการผ่าตัดหลายรอบ ต้องเอาเนื้อบริเวณต้นขามาใส่แขนแล้วดามด้วยเหล็กแทนกระดูก เมื่อเริ่มฟื้นตัวเตรียมกลับเข้าทำงานก็มีเจ้าหน้าที่จากโรงงานแจ้งให้ออก ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้พิการและไม่สามารถหางานทำได้เหมือนเดิม

 

กระดูก xray

 

แหล่งข่าวรายที่สาม: “เขาบอกตอนผมออกจากโรงพยาบาลได้เดือนกว่าๆ ว่าไล่ออก เพราะเราประมาท เราไม่หยุดเครื่อง เราผิดกฎข้อ 8+3 ของ SOP (Standard Operating Procedure: ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกกำหนดขึ้นภายในองค์กร) คือผมจะพูดอย่างไร ถ้าผมหยุดเครื่องแล้วแขวนป้าย เราก็จะโดนไปเตือน โดนหักเงิน เพราะว่าเครื่องจักรจะต้องห้ามหยุดทำงาน เพราะผู้จัดการย้ำตลอดว่าต้องเร่งผลิตทุกวันทั้งวัน”

 

อีกเคสหนึ่งเป็นแรงงานชาวไทยที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาชาวจีนให้ยกแผ่นเหล็กหนักประมาณ 200 กิโลกรัมออกจากพื้นที่ เพื่อจะได้ผลิตแผ่นเหล็กใหม่ แต่เครนแม่เหล็กเกิดทำงานผิดพลาด ส่งผลให้แผ่นเหล็กหล่นทับขาซ้ายจนเนื้อเปิด เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ระบุว่ากระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหัก แต่โรงงานจีนกลับไม่ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน

 

บาดแผล

 

และแหล่งข่าวรายที่สี่ เล่าให้เราฟังว่าเธอทำงานอยู่ในไลน์ผลิตแล้วเกิดอุบัติเหตุมือกระแทกกับเครื่องม้วนขดลวดจนได้รับบาดเจ็บ จึงเข้าไปที่ห้องพยาบาลของบริษัท แต่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยกลับไม่ยอมออกเอกสารใดๆ เพื่อให้ไปหาหมอระหว่างเวลางาน บอกให้รอเลิกงาน 5 โมงเย็นแล้วไปหาหมอเอง แต่เมื่อหาหมอเสร็จ นายทุนจีนกลับบ่ายเบี่ยงที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้ 

 

แหล่งข่าวรายที่สี่: “เขา (หัวหน้าชาวจีน) พูดประมาณว่ากระดูกมือมีปัญหาอะไรไหม แตกหักไหม หนูก็บอกว่าไม่มีแตกหัก แล้วเหมือนแอป WeChat แปลออกมาว่า “แล้วทำไมต้องพัก แค่บาดเจ็บนิดหน่อยใช่ไหม” แล้วเขาก็บอกว่า “งานมันเยอะนะ จะกลับมาทำงานได้ไหม” ก็ตอบไปว่าเส้นเอ็นอักเสบรุนแรง คุณหมอให้พัก ถ่ายรูปไปให้เขา แล้วเขาบอกกลับมาว่าที่ห้องพยาบาลบอกว่ากระดูกไม่มีปัญหาไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องไปเอ็กซเรย์อีก วันต่อมาหนูก็ถ่ายรูปบิลค่ารักษาทั้งหมดให้เขา แจ้งว่าหนูใช้เงินตัวเองทั้งหมดจะเบิกกับบริษัทได้ไหม แล้วแอป WeChat มันแปลว่า “ควรจะเป็นแบบนั้นเหรอ…อาจจะไม่นะ”

 

จากกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นแรงงานจำนวนมากถูกลดตำแหน่ง ถูกเลิกจ้างกะทันหัน ไม่ได้รับค่าชดเชยอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วคำสั่งเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน ตามกฎหมายไทยไม่สามารถทำได้และลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธ 

 

แต่ในความเป็นจริง แรงงานส่วนใหญ่มักไม่รู้ถึงเงื่อนไขนี้ เพราะถูกโรงงานบอกว่าเป็นความผิดของพวกเขาเอง หรือบางคนอาจจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ยุติธรรมแต่ไม่รู้จะเรียกร้องสิทธิคืนมาอย่างไร ต้องทำวิธีไหน ใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ หรือต้องไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดได้บ้าง

 

การต่อสู้ของแรงงานที่ไม่รู้จะสู้อย่างไร สู้อีกนานแค่ไหน

 

พื้นที่จังหวัดชลบุรีมีโรงงานและแรงงานจากทั่วประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เราจึงสอบถามไปยัง สหัสวัต คุ้มคง สส. เขตชลบุรี สัดส่วนปีกแรงงาน พรรคประชาชน เขาอธิบายภาพรวมที่เกิดขึ้นว่าเพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากบริษัทจัดหางานแบบซับคอนแทร็กหรือ ‘พนักงานไม่ประจำ’ ส่งผลให้โรงงานแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถ้าไม่ถูกใจลูกจ้างก็แค่ส่งคืนบริษัทซับฯ ส่งผลให้แรงงานไทยจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในการจ้างงาน

 

สหัสวัต คุ้มคง: “แม้ถูกกดขี่ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ได้ดี ทำให้ทางเลือกของแรงงานในพื้นที่มีน้อยลง จะไปหางานบริษัทอื่นก็ไม่ได้หาง่ายๆ เลยต้องทนอยู่กับโรงงานแบบนี้ไปก่อน กลายเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแรงงาน

 

“ไม่ใช่ว่าก่อนจีนเข้ามาจะไม่มีเรื่องแบบนี้ แต่พอจีนเข้ามามันเหมือนกระตุ้นให้เรื่องนี้รุนแรงขึ้น ซึ่งเราก็ไม่พบเห็นบริษัทสัญชาติอื่นที่รุนแรงเท่าบริษัทจีน คือพูดกันแบบขำๆ ว่าสมัยก่อนนายจ้างเกาหลีโหดมาก นายจ้างไต้หวันเขี้ยว แต่พอมีนายจ้างจีนเข้ามาเยอะๆ กลายเป็นว่าทุกคนรู้สึกว่าเกาหลีน่ารักไปเลย”

 

“มันเลวร้ายมากกับการที่เราให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาลงทุนแล้วก็มากดขี่คนบ้านเรา เข้ามาลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนในบ้านเรา” 

 

เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ หรือถูกนายจ้างปฏิบัติตัวอย่างไม่เป็นธรรม หน่วยงานแรกที่เหล่าแรงงานจะต้องเข้าไปเรียกร้องและขอความช่วยเหลือคือ ‘สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน’ ในจังหวัดนั้นๆ แต่มักจะมีปัญหาที่พบบ่อยตามมาอีก ในแง่อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ของแรงงาน 

 

บุญยืน สุขใหม่ ทนายความ นักสหภาพแรงงาน และตัวแทนกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ระบุว่าพอไม่มีการตรวจสอบเชิงรุก ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยมาดูว่าแต่ละโรงงานมีการละเมิดสิทธิหรือไม่ ต้องเกิดเรื่องก่อนแล้วค่อยไปร้องเรียน พอถึงเวลาแรงงานจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปตรงไหน หรือบางคนรู้แต่ไม่สามารถไปได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะด้วยระยะเวลา ด้วยการเดินทาง ด้วยทุนทรัพย์ต่างๆ หลายคนมาจากภาคอีสานเพื่อทำงาน เมื่อถูกเลิกจ้างก็ไม่มีเงินไปทำเรื่องจ้างทนาย ที่สังคมก็เห็นอยู่แล้วว่าการร้องเรียนไม่สามารถทำได้จบเพียงแค่วันเดียว 

 

บุญยืน สุขใหม่: คนงานที่นี่ (ชลบุรี) มีแต่คนอีสานมาจากสุรินทร์ มาจากบึงกาฬ มาจากบุรีรัมย์ เขาไม่รู้หรอกว่าสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีอยู่ที่ไหน หรือบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องไปหน่วยงานนี้ หรือเวลาไปร้องเรียนยื่นคำร้องก็ใช้เวลา 20 วัน ก่อนพนักงานตรวจออกคำสั่ง พอมีคำสั่งแล้วฝ่ายนายจ้างไม่พอใจก็ไปอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งศาล ที่ยืดเยื้อใช้เวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานไทยก็เป็นปัญหาเดียวกัน เราก็ไม่อยากจะใช้คำว่า ‘ตามเวรตามกรรม’ แต่นี่คือสิ่งที่เราเห็น

 

“ขณะเดียวกัน ด้วยอาชีพของเราที่ต้องไปโรงพักบ่อย มันจะมีกลุ่มคนคอยมานั่งเคลียร์มีบัตรแปลกๆ เหมือนที่อยู่ในข่าวเป๊ะเลย เรารู้สึกว่า ‘อะไรวะ บ้านกูทำไมมันแย่ขนาดนี้’ ประเทศไทยทำไมมันปล่อยให้ คือสังคมมันก้าวมาสู่จุดนี้ได้ไวมาก” 

 

กลุ่มพัฒนาตัวแทนแรงงานสัมพันธ์ตะวันออกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ไม่ค่อยมีแรงงานออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขามากนัก ไม่ใช่แค่ความยากลำบากในการเข้าถึงกระบวนการ แต่รวมถึงเหตุผลที่บริษัทจีนบางเจ้ามักฟ้องปิดปากหรือฟ้อง SLAPP ต่อแรงงานที่เป็นผู้เสียหาย ใช้กระบวนการทางกฎหมายทำให้ผู้ถูกฟ้องหยุดพูดหรือหยุดกระทำการใดๆ ต่อสาธารณชน เพราะกรณีของผู้เสียหายมือกระแทกขดลวดเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่าหลังจากเธอไม่ได้รับเงินค่ารักษา เลยเอาเรื่องออกไปเล่าให้เพจหนึ่งฟัง พอเรื่องเริ่มดังขึ้น บริษัทถึงมายื่นเงื่อนไขให้เซ็นสัญญาว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แล้วจะจ่ายเงินค่ารักษาให้

 

บุญยืน สุขใหม่: เงินประกันตัว 50,000 บาท มันไม่ได้หาได้ง่ายๆ มันไม่ได้มีใครมีเงินฝากที่จะมาใช้ประกันตัว แล้วจะไปหาทนายจากไหน สุดท้ายก็ต้องก็ต้องนอนห้องขังฟรีหมด ต้องนอนห้องขังแล้วรอติดต่อญาติ สุดท้ายก็ถูกเลิกจ้าง นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว แล้วพอเป็นแบบนี้เขาก็บอกว่าแรงงานไทยเลือกมาก จริงๆ แล้วเราไม่ได้เลือกมากเลย เราแค่พูดถึงสิทธิตามกฎหมายของเรา”

 

แรงงานที่ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท แถมยังต้องเผชิญหน้ากับนายจ้างต่างชาติที่มีอำนาจมากกว่า บางคนพอออกจากงานเหล่านี้ ถ้ารู้สึกว่าควรต้องเปิดหน้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือโพสต์เล่าถึงสิ่งที่ตัวเองเจอมา ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้อง เสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพจิต ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมักถูกพูดกันแค่ในวงแคบ และเงียบหายไปตามกาลเวลา 

 

รัฐไทยทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง?

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงงานจีนจำนวนมากสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตของแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือไทยได้จัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไรบ้าง แรงงานจำนวนมากที่ถูกละเมิดสิทธิหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ และมีวิธีใดบ้างที่จะทำให้ความรุนแรงไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งทางออกที่ชัดเจนที่สุดอาจจะต้องเป็นการจัดการโดยรัฐ และความร่วมมือของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

 

สหัสวัต คุ้มคง: “จริงๆ ต้องให้ความเป็นธรรมกับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพราะจำนวน ‘พนักงานตรวจแรงงาน’ ไม่เคยเพียงพอ แรงงานในชลบุรีมีหลายแสนคนแต่พนักงานตรวจแรงงานมีหลักสิบ ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหนมก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นการคาดหวังให้ทำงานเชิงรุกมาตรวจสุ่มตรวจ ที่จริงๆ แล้วก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อาจทำได้ยากเพราะว่าจำนวนคน งบประมาณที่ไม่เพียงพอ

 

“มันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ตั้งแต่ภาพใหญ่จากรัฐบาลในการจัดงบประมาณ ในการวางยุทธศาสตร์ เจ้ากระทรวงต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายลงมาว่ากรมสวัสดิฯ แต่ละจังหวัดต้องมีการตรวจเชิงรุกในพื้นที่ ซึ่งพนักงานปฏิบัติการเองหลายคนเขาก็อยากทำ เขาคุยกับผมว่าเขาก็ได้ยินเคสมาแต่ไม่รู้จะทำงานเชิงรุกอย่างไร เพราะว่าแค่งานที่มีอยู่ก็ทำไม่ทันแล้ว

 

“อีกเรื่องหนึ่งที่อยากแชร์ให้ฟัง คณะกรรมาธิการแรงงานงานไปลงพื้นที่แถวนิคมแห่งหนึ่ง เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมจัดหางานและนิคมอุตสาหกรรมเพื่อพูดคุยถึงข้อเท็จจริงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน เรื่องที่น่าตกใจคือในการประชุมกรรมาธิการ เราพยายามจะทำให้เปิดเผยต่อสาธารณชน ถามว่าเอาสื่อมวลชนเข้ามาถ่ายได้ไหม ปรากฏว่าเจ้าของสถานที่คือนิคมอุตสาหกรรมไม่ยอมให้สื่อเข้า แล้วในการพูดคุย ณ วันนั้น สิ่งที่น่าตกใจคือแทนที่จะพูดข้อเท็จจริงที่คนเห็น นิคมอุตสาหกรรมกลับออกตัวปกป้องจีนอย่างชัดเจน พูดว่าจีนเข้ามาลงทุนก็จ้างคนไทยทั้งนั้น ถ้ามีตรงไหนที่หาคนไทยไม่ได้จริงๆ ถึงจะจ้างชาติอื่น หรือมีอาชีพไหนที่เป็นความเชี่ยวชาญที่หาในไทยไม่ได้ถึงจะขนคนจีนเข้ามา แต่ข้อเท็จจริงที่เราเห็นมันไม่ตรงกับที่เขาบอกเลย

 

“นิคมเขาบอกอีกว่าที่คนลือว่าจีนมาลงทุนในไทยแล้วเอาสินค้าเอาของจากจีนเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะว่าจีนจะต้องหาซื้อสินค้าในไทยก่อนอยู่แล้ว ถ้าหาไม่ได้ถึงจะนำเข้าจากจีนเข้ามา ซึ่งถ้าเราไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดจะไม่ใช่แค่แรงงานที่รับผลกระทบ เพราะผู้ประกอบการก็โดนสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดแล้วทำให้ SMEs ต่างๆ อาจจะอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

สหัสวัตระบุว่าสิ่งที่เขาเห็นในการประชุมกรรมาธิการ คือการโบ้ยกันไปมาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเป็นภาระหน้าที่ของอีกฝ่าย หรือบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น กรมจัดหางานอ้างว่าไม่สามารถตรวจสอบสิทธิและจำนวนแรงงานต่างชาติได้ เพราะไม่รู้ว่า BOI ให้สิทธิแรงงานต่างชาติกี่คน หรือทาง BOI ก็บอกว่าทำงานได้ยากเพราะไม่รู้ว่ากรมจัดหางานออกใบอนุญาตทำงานจำนวนเท่าไหร่ 

 

เขาจึงมองว่าการแก้ปัญหาที่สามารถเริ่มทำได้เลยหากรัฐให้ความสำคัญต่อประเด็นแรงงาน คือการทำระบบดาตากลางหรือ Data Center เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างจริงจัง เห็นตัวเลข เห็นรายงานที่ชัดเจน แล้วปัญหาแรงงานเถื่อนอาจจะลดลง และได้เห็นความคืบหน้าเรื่องรายงานการละเมิดสิทธิแรงงานได้มากขึ้น 

 

เรายินดีต้อนรับนักลงทุนทุกคนที่เข้ามาลงทุนในไทย แต่อย่าลืมว่าคนที่สร้างเศรษฐกิจให้เรามันไม่ได้มีแค่นักลงทุน แต่มันมีแรงงานอีกจำนวนมาก เวลาแรงงานกลุ่มนี้ล้มมันคือชีวิตคนคนหนึ่ง รัฐไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้จริงๆ ผมว่าวันนี้เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่าวิกฤตทุนจีนเป็นปัญหากับระบบเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเราอย่างชัดเจน”

 

 

The post ‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท https://thestandard.co/police-raid-illegal-pork-warehouse/ Tue, 29 Apr 2025 01:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1069255

วานนี้ (28 เมษายน) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำควา […]

The post ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (28 เมษายน) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าตรวจค้นและยึด ‘ไส้หมูหมักเกลือเถื่อน’ ที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศจีน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หลังพบสภาพการจัดเก็บผิดหลักสุขอนามัย ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค เบื้องต้นคาดมีนายทุนชาวจีนอยู่เบื้องหลัง

 

การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปอศ. พบว่ามีการลักลอบนำเข้าสินค้าไส้หมูหมักเกลือจากจีนเข้ามาจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โดยกระจายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และส่งขายให้กับโรงงานผลิตไส้กรอกต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ ได้

 

เจ้าหน้าที่ได้เร่งรัดสืบหาเบาะแสจนทราบว่าสินค้าผิดกฎหมายนี้ถูกจัดเก็บไว้ที่โกดังในพื้นที่ตำบลอ้อมน้อย จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นและประสานกรมปศุสัตว์เพื่อเข้าตรวจสอบร่วมกัน

 

จากการตรวจสอบภายในโกดังพบว่าเป็นพื้นที่เปิดโล่ง สกปรก มีเศษฝุ่นและใบไม้จำนวนมาก พร้อมทั้งพบถังและถุงกระสอบปุ๋ยยูเรียวางอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบซากไส้สัตว์เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งตกค้างอยู่บนโต๊ะ ซึ่งคาดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมสินค้าก่อนส่งออกจำหน่าย อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบภายในถังต่างๆ พบไส้สัตว์ ซึ่งคาดว่าเป็นไส้หมูหมักเกลือ บรรจุอยู่ในถุงกระสอบภายในถังรวมจำนวน 514 ถัง แต่ละถังมีน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม รวมมูลค่าประเมินกว่า 10 ล้านบาท สภาพการจัดเก็บเป็นไปอย่างผิดหลักสุขอนามัยอย่างยิ่ง

 

ในขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้ดูแลหรือผู้เช่าสถานที่ดังกล่าว จึงประสานติดต่อกับเจ้าของโกดัง จนได้ข้อมูลว่าสินค้าทั้งหมดเป็นของชายสัญชาติจีนชื่อเฉิน (Mr.CHEN) ซึ่งเป็นผู้เช่าโกดังดังกล่าว โดยแจ้งวัตถุประสงค์ในการเช่าเพียงว่าใช้เป็นสถานที่เก็บและแปรรูปอาหารสด เช่น ไส้สัตว์อบเกลือ เพื่อส่งร้านอาหารต่างๆ

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อายัดไส้หมูหมักเกลือทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และเก็บตัวอย่างสินค้าดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ชนิดของสัตว์และตรวจหาเชื้อโรคระบาด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าโดยผิดกฎหมาย

The post ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ผุดอีก! ทุนจีน ฮุบ ไทย มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ | NEWS DIGEST #158 https://thestandard.co/news-digest-23042025/ Wed, 23 Apr 2025 12:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1067516

จากตึก สตง. ถล่ม สู่มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ ที่อาจเป็นต้ […]

The post ชมคลิป: ผุดอีก! ทุนจีน ฮุบ ไทย มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ | NEWS DIGEST #158 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากตึก สตง. ถล่ม สู่มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ ที่อาจเป็นต้นตอออกวีซ่านักศึกษาให้วิศวกรชาวจีนเข้าควบคุมไซต์งานก่อสร้างในกรุงเทพฯ

The post ชมคลิป: ผุดอีก! ทุนจีน ฮุบ ไทย มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ | NEWS DIGEST #158 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โต้เดือด! ซิน เคอ หยวน แถลงไม่ถูกประเด็น ยังไงก็โดนอยู่ดี ดิ้นไม่หลุดหรอก! | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow210468-2/ Mon, 21 Apr 2025 14:10:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1066679

เอกนัฏ โต้ ซิน เคอ หยวน แถลงไม่ถูกประเด็น “ไม่ว่ายังไงค […]

The post ชมคลิป: โต้เดือด! ซิน เคอ หยวน แถลงไม่ถูกประเด็น ยังไงก็โดนอยู่ดี ดิ้นไม่หลุดหรอก! | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

เอกนัฏ โต้ ซิน เคอ หยวน แถลงไม่ถูกประเด็น “ไม่ว่ายังไงคุณก็โดนผมอยู่ดี” เพราะเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ชุติพงศ์แนะทนายกลับไปซักข้อมูลให้รู้เรื่องก่อนดีไหม รู้ไม่หมด สู้แบบหัวหมอ อย่าเอาชื่อเสียงมาทิ้ง

The post ชมคลิป: โต้เดือด! ซิน เคอ หยวน แถลงไม่ถูกประเด็น ยังไงก็โดนอยู่ดี ดิ้นไม่หลุดหรอก! | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ยกเลิกเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จับนอมินีจีนต้นตอตึกถล่ม ทลายธุรกิจศูนย์เหรียญ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow210468/ Mon, 21 Apr 2025 11:03:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1066597

จี้ยกเลิกเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จับนอมินีจีนต้นตอตึกถล่ม สู […]

The post ชมคลิป: ยกเลิกเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จับนอมินีจีนต้นตอตึกถล่ม ทลายธุรกิจศูนย์เหรียญ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

จี้ยกเลิกเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จับนอมินีจีนต้นตอตึกถล่ม สู่แผนทลายอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญทั่วไทย คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 21 เมษายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ยกเลิกเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จับนอมินีจีนต้นตอตึกถล่ม ทลายธุรกิจศูนย์เหรียญ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จริงหรือ? ไทยคือเมืองสวรรค์ ‘จีนเทา’ จับตาอีก 5 ปี กินรวบทุนไทย 100% I Exclusive Interview EP.22 https://thestandard.co/wealth-exclusive-interview-ep-22/ Fri, 28 Feb 2025 09:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1046997 wealth-exclusive-interview-ep-22

การเปิดเสรีการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ บวกกับความร้อนแรงข […]

The post ชมคลิป: จริงหรือ? ไทยคือเมืองสวรรค์ ‘จีนเทา’ จับตาอีก 5 ปี กินรวบทุนไทย 100% I Exclusive Interview EP.22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
wealth-exclusive-interview-ep-22

การเปิดเสรีการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ บวกกับความร้อนแรงของสงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 ส่งผลให้คลื่นทุนจีนย้ายฐานผลิตมาไทย

 

แม้เป็นข้อดีที่ไทยสามารถดึงดูด FDI มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันสินค้าจีนเข้ามาถล่มสินค้าไทย ยิ่งทำให้ธุรกิจแข่งขันยากขึ้นเรื่อยๆ หลายกิจการทยอยปิดตัว ถูกต่างชาติเทกโอเวอร์ไปหลายราย สะท้อนไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดขึ้นไปอีกเมื่อ GDP ไทยโตรั้งท้ายเพื่อนบ้าน

 

ภาคการผลิตอ่อนแอ และการเข้ามาเปิดธุรกิจในประเทศไทยของทุนจีนนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย มีเงินทุนแค่ 2 ล้านบาทก็จดทะเบียนตั้งธุรกิจในไทยได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่รอวันแก้ไข

 

วันนี้ จากทุนจีนสีขาวแปลงร่างเป็นทุนจีนสีเทา นอกจากเรื่องสินค้าแล้วยังเกิดปัญหาใต้พรม ไทยกลายเป็นแหล่งพักพิงสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า ทำไม ณ วันนี้ ประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของทุนจีนสีเทา หากไม่เร่งสางปม อนาคตสังคมและธุรกิจไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

 

THE STANDARD WEALTH ชวนพูดคุยกับ รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ถึงสถานการณ์ ปมปัญหา การแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย ช้าไปหรือไม่ มาถูกทางหรือยัง?

The post ชมคลิป: จริงหรือ? ไทยคือเมืองสวรรค์ ‘จีนเทา’ จับตาอีก 5 ปี กินรวบทุนไทย 100% I Exclusive Interview EP.22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจบุกจับ 15 ชาวจีนเช่าคอนโดทั้งชั้นย่านพระราม 9 เปิดบ่อนพนันออนไลน์รองรับลูกค้าชาวจีน ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยืนยันมาเที่ยว-เล่นเกม https://thestandard.co/rama-9-condo-gambling-raid/ Wed, 19 Feb 2025 06:18:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1043662

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาล […]

The post ตำรวจบุกจับ 15 ชาวจีนเช่าคอนโดทั้งชั้นย่านพระราม 9 เปิดบ่อนพนันออนไลน์รองรับลูกค้าชาวจีน ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยืนยันมาเที่ยว-เล่นเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาล(สน.)มักกะสัน และ ตำรวจสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นห้องพักภายในคอนโดมิเนียมย่านพระราม 9 พบกลุ่มชาวจีนทั้งหมด 15 คน เช่าห้องทั้งชั้นเปิดเป็นฐานปฏิบัติการเกมพนันออนไลน์ พบเงินหมุนเวียนในบัญชีดิจิทัลกว่า 9 ล้านบาท 

 

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์จำนวน 20 เครื่อง โต๊ะและเก้าอี้อีกจำนวนมาก โทรศัพท์มือถือจำนวน 10 เครื่อง เงินสดอีกจำนวนหนึ่ง อุปกรณ์การเล่นการพนัน (โต๊ะไพ่นกกระจอก) บุหรี่นำเข้าโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก และซากตัวนิ่มที่ถูกนำมาชำแหละแล้วจำนวน 3 ตัว 

 

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจพบความผิดปกติว่ามีกลุ่มชาวจีนกลุ่มหนึ่งลักลอบเช่าห้องพักภายในคอนโดทั้งชั้น จำนวน 6 ห้อง และต้องสงสัยว่าเป็นฐานปฏิบัติการของเว็บการพนัน จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ ควบคุมตัวชาวจีนได้ทั้งหมด 15 คน เป็นชาย 14 คนหญิง 1 คน ไว้ได้ในที่เกิดเหตุ ก่อนนำตัวพร้อมของกลางทั้งหมด มาตรวจสอบที่ สน.มักกะสัน และสอบปากคำเพิ่มเติม

 

พ.ต.อ. อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ ผู้กำกับการ สน.มักกะสัน เปิดเผยว่าชาวจีนทั้ง 15 คน ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเดินทางมาท่องเที่ยวและเข้ามาเล่นเกมภายในห้องพัก แต่จากพยานหลักฐานและข้อมูลการสืบสวนสวนทางกัน เจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่ามีการเปิดเซิร์ฟเวอร์เกม โดยเนื้อหาภายในเกมมีการเดิมพันลักษณะได้เสียในรูปแบบของการพนัน มีฐานผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ใช้สกุลเงินหยวนในการเดิมพัน 

 

ส่วนรูปแบบการเติมเงินจากการตรวจสอบเบื้องต้นการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน กระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet Alipay) ซึ่งยังไม่พบว่ามีบัญชีม้าของคนไทยในขณะนี้ แต่ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบขยายผล และพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 2 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 9 ล้านบาท 

 

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อหา คือชักชวนให้เล่นการพนัน ,เป็นคนต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย และความผิดการนำเข้าสินค้าหนีภาษี โดยจะนำตัวฝากขังที่ศาลอาญา ภายใน 48 ชั่วโมง และจะส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง ส่วนคนไทยที่อาจจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อเช่าห้องพัก หรืออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มชาวจีนกลุ่มนี้ ขณะนี้พบข้อมูลแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้อยู่ระหว่างขยายผล

The post ตำรวจบุกจับ 15 ชาวจีนเช่าคอนโดทั้งชั้นย่านพระราม 9 เปิดบ่อนพนันออนไลน์รองรับลูกค้าชาวจีน ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยืนยันมาเที่ยว-เล่นเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกำลัง DKBA ร่วมกันผลักดันกลุ่มจีนเทาอีก 86 คนไปรวมไว้ที่เมียวดี เพื่อเตรียมส่งมอบให้ไทย https://thestandard.co/dkba-chinese-group/ Sun, 16 Feb 2025 07:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1042580 dkba-chinese-group

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต. บะ เย็ง […]

The post กองกำลัง DKBA ร่วมกันผลักดันกลุ่มจีนเทาอีก 86 คนไปรวมไว้ที่เมียวดี เพื่อเตรียมส่งมอบให้ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
dkba-chinese-group

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต. บะ เย็ง ผบ.พล.น.2 และ พ.อ. เอ วัน กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ผลักดันกลุ่มคนจีนที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย (จีนเทา) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมทางไซเบอร์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) จำนวน 86 คน ออกจากพื้นที่บ้านพญาตองซู อำเภอพญาตองซู จังหวัดจะอินเซ็กจี รัฐกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้ามหมู่ 9 บ้านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปยังพื้นที่จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง 

 

โดยจัดยานพาหนะพร้อมกองกำลัง DKBA พล.น.2 ควบคุมอำนวยความสะดวกการเดินทางจนกว่าจะถึงพื้นที่จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง เพื่อส่งมอบให้กับกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) ของกลุ่ม พ.ต. ทิน วิน ในพื้นที่เมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ จังหวัดเมียวดี ดำเนินการต่อไป เนื่องจากผู้ดูแลกลุ่มจีนเทาดังกล่าวอยู่ในพื้นที่อิทธิพลของ พ.ต. ทิน วิน

The post กองกำลัง DKBA ร่วมกันผลักดันกลุ่มจีนเทาอีก 86 คนไปรวมไว้ที่เมียวดี เพื่อเตรียมส่งมอบให้ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งขยายผลเอาผิดคนไทยเอี่ยวหญิงไทยถูกบังคับรีดไข่สืบพันธุ์ พร้อมประสานตำรวจสากลช่วย หากพบเหยื่อต้องการความช่วยเหลืออีก https://thestandard.co/police-chief-human-egg-farm-case/ Wed, 05 Feb 2025 09:31:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1038344

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู […]

The post ผบ.ตร. สั่งขยายผลเอาผิดคนไทยเอี่ยวหญิงไทยถูกบังคับรีดไข่สืบพันธุ์ พร้อมประสานตำรวจสากลช่วย หากพบเหยื่อต้องการความช่วยเหลืออีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับการประสานงานจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ช่วยเหลือหญิงไทย 3 คนออกมาจากบ้านของจีนเทาในประเทศจอร์เจีย ซึ่งทำธุรกิจค้ามนุษย์ขายไข่สืบพันธุ์ส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อทำเป็นเด็กหลอดแก้ว และขายอวัยวะต่างๆ ซึ่งตนเองมอบหมายให้กองการต่างประเทศที่ดูแลประสานงานเกี่ยวกับตำรวจสากลหรือ INTERPOL เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมทั้งสั่งการให้ซักถาม คัดแยก และขยายผลในเรื่องนี้แล้ว หากพบว่ายังมีเหยื่อที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ ก็คงต้องใช้เวทีของตำรวจสากลประสานงานและช่วยเหลือกลับมา เมื่อช่วยเหลือกลับมาก็จะเข้าสู่กระบวนการซักถามและคัดแยกว่าเกี่ยวข้องกับผู้ใด และเป็นความผิดในเรื่องอะไร ก็จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

 

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า กรณีผู้ร่วมขบวนการที่พบว่าเป็นแอดมินคนไทย และมีการหลอกพาไปโดยมีคนไทยรอรับตัวอยู่ที่ประเทศจอร์เจียนั้น จะมอบให้หน่วยใดรับผิดชอบ เบื้องต้นต้องตรวจสอบว่าเป็นความรับผิดชอบของพื้นที่ใด แต่เบื้องต้นมอบหมายให้ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบอยู่ แต่หากไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หรืออาจพิจารณารวมเป็นเรื่องเดียว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบให้แน่ชัด

The post ผบ.ตร. สั่งขยายผลเอาผิดคนไทยเอี่ยวหญิงไทยถูกบังคับรีดไข่สืบพันธุ์ พร้อมประสานตำรวจสากลช่วย หากพบเหยื่อต้องการความช่วยเหลืออีก appeared first on THE STANDARD.

]]>